ความวา ในกรณีที่มีการฝOาฝZนหรือไมปฏิบัติตามมาตรา 21 ใหถือวาเป2นการกระทําของเจาของหรือผูครอบครองอาคาร เวนแตบุคคลนั้นจะพิสูจนflไดวาเป2นการกระทําของผูอื่น ดังนั้นเมื่อขอเท็จจริงรับฟIงไดวา จําเลยเป2นผูครอบครองอาคาร จึงถือวาเป2นการกระทําของจําเลยตามบทบัญญัติดังกลาว จําเลยมีหนาที่ตองพิสูจนflหักลาง เมื่อจําเลยไมมี พยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงเป2นกรณีที่จําเลยไมสามารถนําสืบใหเห็นไดวาผูอื่นเป2นผูกอสรางอาคาร จําเลยจึงมีความผิดฐานกอสรางอาคารโดยไมไดรับอนุญาต ฎีกาเลาเรื่อง 203 แมโจทกflมีเจาพนักงานตํารวจสองนายเบิกความเป2นพยานวา จําเลยและนาย ท. มีพฤติการณflรวมกัน จําหนายเมทแอมเฟตามีน แตเมทแอมเฟตามีน 7แทง ที่ยึดไดถูกฝIงดินไวใตตนไมหางจากบานของจําเลย ประมาณ 100 เมตร แมจะบรรจุอยูในถุงปุgยเหมือนกับที่พบในฟารflมของนาย ท. ก็ยังฟIงไมไดถนัดวาเป2นของ จําเลยหรือเกี่ยวของกับจําเลย สวนเมทแอมเฟตามีนอีก 1แทง ที่ยึดไดจากพงหญาซุกซอนอยูหลังหองนอน ติดกับตัวบานของจําเลย เจาพนักงานตํารวจหนึ่งในสองนายเบิกความวา ผูที่พบเมทแอมเฟตามีนนั้นมีชื่อเลนวา ดาบตน โดยไมไดยืนยันวาเป2นใคร สวนผูรวมตรวจคนจับกุมคนอื่นที่มาเบิกความก็ไมไดยืนยันวาผูที่ยึดได เมทแอมเฟตามีน 1แทง ดังกลาวเป2นใครและโจทกflก็ไมไดนําสืบเป2นพยานนับวาเป2นพิรุธ ยังมีความสงสัย ตามสมควรวาจําเลยกระทําความผิดหรือไมจึงยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นใหจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291 /2563แมโจทกflจะมีพันตํารวจตรีก. และดาบตํารวจ อ. เบิกความเป2น พยานวา จําเลยและนาย ท. มีพฤติการณflรวมกันจําหนายเมทแอมเฟตามีน แตเมทแอมเฟตามีน 7แทง ที่ยึดไดถูกฝI งดินไวใตตนไมหางจากบานของจําเลยประมาณ 100 เมตร แมจะบรรจุอยูในถุงปุgยสีฟ6าตรามาบินเหมือนกับ ถุงปุgยที่พบในฟารflมไกชนของนาย ท. ก็ยังฟIงไมไดถนัดนักวา เมทแอมเฟตามีน 7แทง ดังกลาวเป2นของจําเลย หรือมีสวนเกี่ยวของกับจําเลย สวนเมทแอมเฟตามีนอีก 1แทง ที่ยึดไดจากพงหญาโดยมีตะแกรงเหล็กวางทับ ที่บริเวณหลังหองนอนติดกับตัวบานของจําเลย พันตํารวจตรีก. เบิกความวา เจาพนักงานตํารวจที่พบเมทแอมเฟตามีน ดังกลาวมีชื่อเลนวา ดาบตน โดยไมไดยืนยันใหชัดเจนวา เจาพนักงานตํารวจคนดังกลาวเป2นใคร เจาพนักงานตํารวจ ที่รวมตรวจคนจับกุมจําเลยที่มาเบิกความเป2นพยานก็ไมไดยืนยันวาเจาพนักงานตํารวจที่ยึดไดเมทแอมเฟตามีน 1แทง ดังกลาวเป2นใครและโจทกflก็ไมไดนําสืบเจาพนักงานตํารวจคนดังกลาวเป2นพยานนับวาเป2นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทกflยังมีความสงสัยตามสมควรวาจําเลยไดกระทําความผิดหรือไม จึงยกประโยชนfl
แหงความสงสัยนั้นใหจําเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 204 คดีนี้จําเลยใหการรับสารภาพ ขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําความผิดยอมรับฟIงยุติวา จําเลยออกเช็ค โดยมีเจตนาที่จะไมใหมีการใชเงินตามเช็ค ฎีกาของจําเลย เป2นการโตเถียงขอเท็จจริงเป2นอยางอื่นนอกจากที่ใหการ รับสารภาพไวและเป2นการยกขอเท็จจริงซึ่งมิไดวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflจึงตองหามมิใหฎีกา ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106 / 2563 คดีนี้จําเลยใหการรับสารภาพตามฟ6อง ขอเท็จจริงเกี่ยวกับ การกระทําความผิดยอมรับฟIงเป2นยุติตามฟ6องวา จําเลยออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไมใหมีการใชเงินตามเช็ค ฎีกาของจําเลยดังกลาวเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง เป2นการโตเถียงขอเท็จจริงเป2นอยางอื่นนอกจากที่จําเลย ใหการรับสารภาพ และเป2นฎีกาโดยยกขอเท็จจริงขึ้นมาใหมซึ่งจําเลยมิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน และศาลอุทธรณflจึงตองหามมิใหฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 (ที่แกไขใหม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 205 จําเลยมิไดเป2นญาติกับนาย ช. แตอางวานาย ช. เป2นอาของจําเลย และขอใหโจทกflรวมโอนเงินเขาบัญชี ของนาย ช. กับรับทองคําจากโจทกflรวมอางวาจะนําไปลงทุนคาขายทองคํากับนาย ช. ทั้งที่นาย ช. ไมทราบเรื่อง จึงเป2นการหลอกลวงโจทกflรวมดวยการแสดงขอความอันเป2นเท็จ โดยจําเลยมิไดรวมประกอบธุรกิจคาขายทองคํา กับนาย ช. และไมสามารถนําทองคําไปขายในราคาสูงไดอยางที่อาง จึงเป2นความผิดฐานรวมกันฉอโกงตามฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199 /2563 พฤติการณflที่จําเลยแสดงตอโจทกflรวมวาจําเลยเป2นหลาน ของนางสาว ก. ทั้งที่ความจริงเป2นบุตรสาว จําเลยไมมีความสัมพันธflในฐานะญาติกับนาย ช. แตกลับอางวานาย ช. เป2นอาของจําเลย และจําเลยขอใหโจทกflรวมโอนเงินไปเขาบัญชีของนาย ช. และรับทองคําจากโจทกflรวมโดยอาง วาจะนําไปลงทุนคาขายทองคํากับนาย ช. ทั้งที่นาย ช. ไมทราบเรื่อง จึงเป2นการหลอกลวงโจทกflรวมดวยการ
แสดงขอความอันเป2นเท็จ จําเลยมิไดรวมประกอบธุรกิจคาขายทองคํากับนาย ช. และไมสามารถนําทองคําไปขาย ในราคาสูงไดอยางที่บอกโจทกflรวม เพียงแตยกขึ้นเป2นขออางเพื่อหลอกลวงใหโจทกflรวมหลงเชื่อ แลวมอบเงินลงทุน และทองคําใหจําเลยเทานั้น การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดฐานรวมกันฉอโกงตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 206 เมื่อโจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพยflหลังจากจําเลยซื้อทรัพยflไดจากการประมูลแลว เพียงแตยังมิไดปฏิบัติตามขั้นตอนที่ตองชําระคาอากรใหครบถวนอีกเพียง 150 บาท หากชําระตอเจาพนักงานบังคับคดี แลวก็จะไดรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์การที่จําเลยใชสิทธิฟ6องขับไลโจทกflกอน แตคดีที่โจทกflฟ6องจําเลยขอเพิกถอน การขายทอดตลาดมีคําพิพากษากอนคดีขับไลของจําเลย จึงเห็นไดวาจําเลยไดพยายามใชสิทธิทางศาลเพื่อไดมา ซึ่งสิทธิความเป2นผูซื้อทรัพยflเพียงแตจําเลยยังไมอยูในฐานะเจาของกรรมสิทธิ์ที่จะบังคับเอาที่ดินและสิ่งปลูกสรางโจทกflได จําเลยไมมีพฤติการณflใดอันเป2นการรบกวนละเมิดสิทธิโจทกflในการครอบครองใชทรัพยflพิพาทโจทกflยังคงอยูอาศัย ในที่พิพาทโดยตลอด การกระทําของจําเลยยังไมเป2นการใชสิทธิโดยไมสุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกลงโจทกfl จึงไมเป2นการละเมิดตอโจทกfl โจทกflจึงไมมีสิทธิเรียกรองคาเสียหายใด ๆ จากจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 356 /2563 เมื่อโจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพยflกระทําขึ้น ภายหลังจากที่จําเลยเขาเป2นผูซื้อทรัพยflไดจากการประมูลแลวเพียงแตจําเลยยังมิไดปฏิบัติตามขั้นตอน กลาวคือ การตองไปชําระคาอากรใหครบถวนเสียกอน ซึ่งคาอากรจํานวนเงินเพียง 150 บาท หากนําเงินคาอากรชําระ ตอเจาพนักงานบังคับคดีแลวก็จะไดรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์จําเลยใชสิทธิฟ6องขับไลโจทกflกอน แตภายหลัง เมื่อโจทกflยกเรื่องเพิกถอนการขายทอดตลาดนํามาฟ6องจําเลย คดีโจทกflมีคําพิพากษากอนคดีขับไลของจําเลย จึงเห็นไดวาจําเลยไดพยายามใชสิทธิทางศาลดําเนินการที่จะไดมาซึ่งสิทธิความเป2นผูซื้อทรัพยflแตเพราะจําเลย เป2นผูประมูลซื้อทรัพยflที่ยังไมปฏิบัติใหครบถวน จึงไมอยูในฐานะเจาของกรรมสิทธิ์ที่จะใชสิทธิไปบังคับเอาทรัพยflสิน คือที่ดินและสิ่งปลูกสรางโจทกflได ประกอบกับการที่โจทกflยื่นคํารองขอใหศาลมีคําสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลมีคําสั่งคดีถึงที่สุดไปแลวกอนคดีที่จําเลยฟ6องขับไลโจทกflออกจากที่ดินและบานพิพาทของโจทกflจําเลย ไมมีพฤติการณflใดกอนหนาที่ศาลจะมีคําสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด แมจําเลยจะทราบคําสั่งศาลในภายหลังแลว ก็ไมปรากฏวาจําเลยกระทําการใดอันเป2นการรบกวนละเมิดสิทธิโจทกflในการครอบครองใชทรัพยflพิพาท โจทกflยังคงอยูอาศัยในที่พิพาทโดยตลอด การฟ6องคดีของจําเลยเพื่อขับไลโจทกflก็ถือเป2นการใชสิทธิทางศาล ในฐานะที่จําเลยอาจจะกลาวอางไดวาเป2นผูซื้อทรัพยflจากการขายทอดตลาดเทานั้น เมื่อไมปฏิบัติใหสมบูรณflครบถวน
ตามกฎหมาย โจทกflก็ใชสิทธิฟ6องเพิกถอนการขายทอดตลาด การกระทําของจําเลยดังกลาวมายังไมอาจถือไดวา จําเลยใชสิทธิโดยไมสุจริตอันจะกอใหเกิดความเสียหายแกโจทกflนอกจากนี้แลวไมปรากฏขอเท็จจริงใดวา จําเลยมีเจตนากลั่นแกลงโจทกflใหไดรับความอับอายตามฟ6องแตอยางใด การกระทําของจําเลยตามฟ6องดังกลาวมา ของโจทกflนั้น จึงไมเป2นการละเมิดตอโจทกflแตเป2นการใชสิทธิอันพึงมีตามกฎหมาย โจทกflไมมีสิทธิเรียกรอง ใหจําเลยชดใชคาเสียหายใด ๆ แกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 207 ความผิดฐานเขาไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป2นสาธารณสมบัติของแผนที่ดินที่ประชาชนใชรวมกัน หรือที่ใชเพื่อประโยชนflของแผนดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีขึ้นตั้งแตจําเลยเขายึดถือครอบครอง และยังคงมีอยูตลอดเวลาที่ครอบครอง แมจะมีระวางโทษจําคุกไมเกิน 3 ปXหรือปรับไมเกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งมีอายุความ 10 ปXนับแตวันกระทําความผิด แตขณะที่โจทกflฟ6อง จําเลยยังคงยึดถือครอบครอง ที่ดินบริเวณนั้นอยูแมจะเกิน 10 ปXคดีของโจทกflขอหาดังกลาวก็ไมขาดอายุความ จําเลยยึดถือครอบครองที่ดิน ริมถนนสันเขื่อนที่จําเลยสรางเป2นอาคารตางๆ ซึ่งทางจังหวัดประกาศใหบริเวณอางเก็บน้ํานั้นเป2นแหลงทองเที่ยว ประชาชนสามารถเขาใชประโยชนflทั้งน้ําในอางเก็บน้ํายังใชเพื่อการเกษตรและสุขาภิบาล อันเป2นสาธารณสมบัติ ของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน และใชเพื่อประโยชนflของแผนดินโดยเฉพาะ แมหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง ระบุวาที่ดินบริเวณอางเก็บน้ําเป2นสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทใชเพื่อประโยชนflของแผนดินโดยเฉพาะ เพียงอยางเดียว ก็หาทําใหไมเป2นสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกันไม เมื่อจําเลยยึดถือครอบครอง จึงเป2นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 258 / 2563ความผิดฐานเขาไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป2นสาธารณสมบัติ ของแผนที่ดินที่ประชาชนใชรวมกัน หรือที่ใชเพื่อประโยชนflของแผนดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิวรรคสอง เป2นความผิดที่มีขึ้นตั้งแตจําเลยเขายึดถือครอบครองและยังคงมีอยูตลอดเวลา ที่จําเลยครอบครอง แมความผิดฐานนี้เป2นความผิดที่มีระวางโทษจําคุกไมเกิน 3 ปX หรือปรับไมเกิน10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งมีอายุความ 10 ปXนับแตวันกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 (3) วรรคแรก ก็ตาม แตเมื่อขอเท็จจริงไดความวาขณะที่โจทกflฟ6อง จําเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณสันเขื่อนของอางเก็บน้ํา หวยซับเหล็กอยู แมจําเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปXคดีของโจทกflขอหาความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิวรรคสอง ก็ไมขาดอายุความ
ที่ดินที่จําเลยยึดถือครอบครอง คือที่ดินริมถนนสันเขื่อนอางเก็บน้ําหวยซับเหล็กที่จําเลยสรางเป2นอาคาร ขายอาหาร อาคารโรงรถ อาคารพักอาศัยริมน้ําและแพลอยน้ําสําหรับนั่งรับประทานอาหารลักษณะและสภาพ ของที่ดินบริเวณดังกลาวจังหวัดลพบุรีประกาศใหบริเวณอางเก็บน้ําหวยซับเหล็กเป2นแหลงทองเที่ยว ประชาชนทั่วไป ยอมสามารถเขาใชประโยชนflรอบบริเวณอางเก็บน้ําหวยซับเหล็กไดทั้งน้ําในอางเก็บน้ํายังใชเพื่อการเกษตร และสุขาภิบาลโคกตูม เป2นสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน และใชเพื่อประโยชนflของแผนดิน โดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 1304 (2) และ (3) แมตามหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง เอกสารหมาย จ.6 ระบุวาที่ดินบริเวณอางเก็บน้ําหวยซับเหล็กเป2น สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทใชเพื่อ ประโยชนflของแผนดินโดยเฉพาะเพียงอยางเดียวก็ตามหาทําใหที่ดินดังกลาวไมเป2น สาธารณสมบัติของแผนดิน ที่ประชาชนใชรวมกันไมการที่จําเลยยึดถือครอบครองที่ดินจึงเป2นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ฎีกาเลาเรื่อง 208 โจทกflทั้งสี่ฟ6องจําเลยที่ 2 ในฐานะนายจางของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นผูทําละเมิด และฟ6องจําเลยที่ 3 ใหรวม รับผิดในฐานะผูรับประกันภัยค้ําจุน ความรับผิดของจําเลยที่ 2 และที่ 3 จึงแตกตางกัน โดยจําเลยที่ 3 ตองรับผิดชอบแตไมเกินวงเงินคุมครองตามกรมธรรมflประกันภัย สวนจําเลยที่ 2 ผูเอาประกันภัยในฐานะนายจาง ตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ในหนี้ละเมิดทั้งหมดเต็มจํานวนและอยางลูกหนี้รวมผูเสียหายจึงมีสิทธิเลือกฟ6อง ผูทําละเมิดหรือผูที่ตองรวมรับผิดในเหตุละเมิดหรือผูรับประกันภัยคนใดคนหนึ่งใหรับผิดเต็มจํานวนหรือทุกคน ใหชดใชคาสินไหมทดแทนในวงเงินประกันภัยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 180 / 2563 โจทกflทั้งสี่ฟ6องจําเลยที่ 2 ในฐานะนายจางของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นผูทําละเมิด และฟ6องจําเลยที่ 3 ใหรวมรับผิดในฐานะผูรับประกันภัยค้ําจุน ความรับผิดของจําเลยที่ 2 และที่ 3จึงแตกตางกัน แมผูรับประกันภัยตองรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อจํานวนวินาศภัยอันแทจริง แตก็จะตองไมเกินไปกวาวงเงินคุมครองตามที่ระบุในกรมธรรมflประกันภัย สวนจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูเอาประกันภัย แมไมใชผูกระทําละเมิดแตจําเลยที่ 2 ในฐานะนายจางตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นลูกจางและเป2นผูกระทํา ละเมิดในทางการที่จาง จําเลยที่ 2 จึงตองรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดใชคาสินไหมทดแทนในหนี้ละเมิดทั้งหมด ที่เกิดขึ้นเต็มจํานวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 425 และ 438 และตองรวมกันรับผิดอยางลูกหนี้รวม ทั้งนี้ผูเสียหายยอมมีสิทธิที่จะเลือกฟ6องผูทําละเมิดหรือผูที่ตองรวมรับผิดในเหตุละเมิดหรือผูรับประกันภัย คนใดคนหนึ่งใหรับผิดเต็มจํานวนหรือทุกคนใหชดใชคาสินไหมทดแทนในวงเงินประกันภัยซึ่งผูทําละเมิด
ตองรับผิดชอบไดแมจําเลยที่ 3 มีหนาที่ตองชดใชคาสินไหมทดแทนในนามของจําเลยที่ 2 ภายในวงเงินคุมครอง ตามกรมธรรมflประกันภัยแตจําเลยที่ 2 ก็ยังมีความรับผิดตอโจทกflทั้งสี่ในมูลหนี้ละเมิด จําเลยที่ 2 จึงตองรวม รับผิดตอโจทกflทั้งสี่ ฎีกาเลาเรื่อง 209 ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา สี่แยกที่เกิดเหตุเป2นถนนโลง ทางเดินรถฝInงที่จําเลยที่ 3 ขับไดรับ สัญญาณจราจรไฟสีเขียว และรถยนตflคันหนาแลนผานสี่แยกไปไดอยางปลอดภัย แตรถคันที่จําเลยที่ 3 ขับตามหลังหางจากรถคันหนาเพียง 7 วินาทีกลับถูกรถจักรยานยนตflที่จําเลยที่ 1 ขับยอนเสนทางมาดวยความเร็ว ฝOาฝZนสัญญาณจราจรไฟสีแดงพุงเขาชนอยางแรง ซึ่งเกิดขึ้นอยางกะทันหันสุดวิสัยที่จําเลยที่ 3 จะหักหลบไดทัน จนเป2นเหตุใหรถคันที่จําเลยที่ 3 ขับเสียหลักพุงเขาเฉี่ยวชนรถยนตflที่จอดอยูขางทางรวมถึงรถยนตflที่โจทกfl ครอบครองไดรับความเสียหาย แมโจทกflนําสืบถึงเรื่องการคํานวณหาความเร็วรถคันที่จําเลยที่ 3 ขับได 61.2กิโลเมตรตอชั่วโมง เกินกวาอัตราที่กฎหมายกําหนดแตการคํานวณดังกลาวเป2นเพียงการประมาณ และมีความเร็วเกินกวาอัตราที่กําหนดเพียงเล็กนอย ตามพฤติการณflถือไดวาจําเลยที่ 3 ใชความระมัดระวัง ตามสมควรที่บุคคลในภาวะเชนนั้นจักตองมีตามวิสัยและพฤติการณflแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7540 /2562ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา สี่แยกที่เกิดเหตุเป2นถนนโลง ทางเดินรถฝInงที่จําเลยที่ 3 ขับไดรับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว และรถยนตflซึ่งขับอยูดานหนาของรถยนตflกระบะคันที่ จําเลยที่ 3 ขับสามารถแลนผานสี่แยกที่เกิดเหตุไปไดอยางปลอดภัย แตจําเลยที่ 3 ซึ่งขับรถยนตflกระบะตามหลังมา เขาสูสี่แยกที่เกิดเหตุ หางจากรถยนตflคันหนาเพียง 7 วินาทีกลับถูกรถจักรยานยนตflที่จําเลยที่1 ขับยอนเสนทางเดินรถ มาดวยความเร็วฝOาฝZนสัญญาณจราจรไฟสีแดงพุงเขาชนบริเวณดานขางซายของรถยนตflกระบะอยางแรง เหตุเฉี่ยวชน เกิดขึ้นอยางกะทันหันสุดวิสัยที่จําเลยที่ 3 จะหักหลบรถจักรยานยนตflไดทัน การปะทะจากรถจักรยานยนตfl ที่ขับมาดวยความเร็วเป2นเหตุใหรถยนตflกระบะที่จําเลยที่ 3 ขับเสียหลักพุงเขาเฉี่ยวชนรถยนตflที่จอดอยูขางทาง รวมถึงรถยนตflที่โจทกflครอบครองไดรับความเสียหาย แมโจทกflนําสืบวาเมื่อคํานวณหาความเร็วรถยนตflกระบะคันที่ จําเลยที่ 3 ขับจากภาพที่ปรากฏในกลองวงจรปKดตามสูตรคณิตศาสตรflจะไดความเร็ว61.2 กิโลเมตรตอชั่วโมง เกินกวาอัตราความเร็วปกติตามกฎหมายของรถยนตflที่ขับในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งกําหนดไวไมเกินชั่วโมงละ 60 กิโลเมตรก็ตาม แตการคํานวณดังกลาวเป2นเพียงการประมาณและผลการคํานวณก็เป2นความเร็วที่เกินกวาอัตรา ที่กําหนดในกฎกระทรวงเพียงเล็กนอย เมื่อพิจารณาพฤติการณflขณะเกิดเหตุที่ทางเดินรถฝInงที่จําเลยที่ 3 ขับมาได
รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว และรถยนตflที่ขับมาดานหนารถยนตflที่จําเลยที่ 3ขับสามารถขับผานสี่แยกดังกลาวไปได โดยปลอดภัยประกอบดวยแลว การที่จําเลยที่ 3 ขับรถยนตflกระบะตามหลังรถยนตflคันหนาเขาสูสี่แยกขณะทางเดิน รถฝInงของตนไดรับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวโดยใชความเร็วเกินกวาอัตราที่กฎหมายกําหนดเพียงเล็กนอย ถือวา จําเลยที่ 3 ไดใชความระมัดระวังตามสมควรที่บุคคลในภาวะเชนนั้นจักตองมีตามวิสัยและพฤติการณflแลว ฎีกาเลาเรื่อง 210 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 บัญญัติวา สาธารณูปโภคซึ่งผูจัดสรรที่ดินไดจัดใหมีเพื่อการจัดสรร ใหถือวาตกอยูในภาระจํายอม และเป2นหนาที่ของผูจัดสรรที่ดินหรือผูรับโอนกรรมสิทธิ์ที่จะบํารุงรักษากิจการ ดังกลาวใหคงสภาพตลอดไปและจะกระทําการใด ๆ อันเป2นเหตุใหประโยชนflลดลงไปหรือเสื่อมสะดวกมิได แมตอมามีพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใหยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แตยังคงบัญญัติเนื้อความ เชนเดิม จึงเป2นหนาที่ของโจทกflตองรับผิดชอบออกคาใชจายในการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคเอง จะเรียกเก็บเอา จากผูซื้อที่ดินจัดสรรไมไดแมโจทกflกับผูซื้อตกลงใหโจทกflมีสิทธินําเงินคาใชจายจากการบํารุงรักษาสาธารณูปโภค มาเรียกเก็บจากผูซื้อที่ดินจัดสรรได แตตองไมฝOาฝZนหรือแตกตางกับบทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การตกลงในเรื่องดังกลาว เทากับผลักภาระของโจทกflใหผูซื้อโดยปริยายจึงไมมี ผลใชบังคับ โจทกflไมมีสิทธิเรียกเก็บคาใชจายที่เกิดจากการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคจากจําเลยได ในสวนคาบริการสาธารณะนั้น เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติดังกลาวไมไดบัญญัติหนาที่ของผูจัดสรรที่ดิน โจทกflและจําเลยยอมตกลงใหจําเลยรับภาระคาใชจายสวนนี้ได ไมขัดตอประกาศของคณะปฏิวัติโจทกflและจําเลย จึงผูกพันตามขอตกลงดังกลาว สวนที่โจทกflปรับขึ้นคาบํารุงรักษาสาธารณูปโภคและคาใชจายที่เกิดจากการ ใหบริการสาธารณะประจําเดือน เมื่อไมมีขอสัญญากําหนดลวงหนาใหโจทกflมีสิทธิปรับขึ้นไดทั้งจําเลยไมเคยตกลง หรือยินยอมใหโจทกflปรับขึ้น โจทกflจะปรับคาบริการสาธารณะไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7525 / 2562 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ขอ 30 บัญญัติวา สาธารณูปโภคซึ่งผูจัดสรรที่ดินไดจัดใหมีเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ไดรับอนุญาต เชน ถนนสวนสาธารณะ สนามเด็กเลน ใหถือวาตกอยูในภาระจํายอมเพื่อประโยชนflแกที่ดินจัดสรร และใหเป2นหนาที่ ของผูจัดสรรที่ดินหรือผูรับโอนกรรมสิทธิ์คนตอไปที่จะบํารุงรักษากิจการดังกลาวใหคงสภาพดังเชนที่ไดจัดทําขึ้น โดยตลอดไปและจะกระทําการใด ๆ อันเป2นเหตุใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลดลงไปหรือเสื่อมสะดวกมิได แมตอมามีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 3 ใหยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
แตในมาตรา43 วรรคหนึ่ง ยังคงบัญญัติไวโดยมีเนื้อความเชนเดิม จึงเป2นหนาที่ของโจทกflที่ตองรับผิดชอบ ออกคาใชจายเองจะเรียกเก็บเอาจากผูซื้อที่ดินจัดสรรไมไดแมจะไดความวาโจทกflกับผูซื้อที่ดินจัดสรรมีขอตกลงให โจทกflมีสิทธินําเงินคาใชจายที่เกิดจากการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคมาเรียกเก็บจากผูซื้อที่ดินจัดสรรไดอันเป2นขอตกลง ที่คูกรณีมีอิสระในการแสดงเจตนาตอกันแตการแสดงเจตนาทําขอตกลงตองไมเป2นการฝOาฝZนหรือแตกตางกับ บทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งขอตกลงตามสัญญา จะซื้อจะขายที่ดิน ขอ 9 ที่กําหนดใหผูซื้อที่ดินจัดสรรออกคาใชจายในการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคเทากับเป2นการ ผลักภาระหนาที่และความรับผิดชอบของโจทกflในการบํารุงรักษาสาธารณูปโภคไปใหผูซื้อโดยปริยาย ยอมเป2นการฝOาฝZนประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ขอ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป2นกฎหมายที่มีวัตถุประสงคfl เพื่อคุมครองผูซื้อที่ดินจัดสรร อันเป2นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ขอตกลงดังกลาวจึงไมมีผลใชบังคับ โจทกflจึงไมมีสิทธิเรียกเก็บคาใชจายที่เกิดจากการบํารุงรักษาสาธารณูปโภค จากจําเลยได ในสวนคาบริการสาธารณะนั้น เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ไมไดบัญญัติใหผูจัดสรรที่ดิน มีหนาที่ใหตองรับผิดชอบคาใชจายในสวนของการใหบริการสาธารณะ สัญญาขอ 9 ที่โจทกflและจําเลยตกลง ใหจําเลยผูจะซื้อรับภาระคาใชจายในสวนของคาบริการสาธารณะจึงไมเป2นการขัดตอประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับดังกลาว เมื่อคูสัญญาตกลงหรือกําหนดในเรื่องดังกลาวไวในสัญญาก็เป2นไปตามเจตนาของคูสัญญา โจทกflและ จําเลยจึงมีผลผูกพันกันตามขอตกลงดังกลาว สวนที่โจทกflปรับขึ้นคาบํารุงรักษาสาธารณูปโภคและคาใชจายที่เกิด จากการใหบริการสาธารณะประจําเดือน เมื่อไมมีขอสัญญากําหนดลวงหนาใหโจทกflมีสิทธิปรับขึ้นคาใชจาย ดังกลาวไดทั้งขอเท็จจริงไดความตามทางนําสืบของโจทกflวา จําเลยชําระคาบํารุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการ เพียงถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 ซึ่งเป2นเวลากอนที่โจทกflจะปรับขึ้นคาบํารุงรักษาสาธารณูปโภคและคาบริการ สาธารณะในวันที่ 1 เมษายน 2543 แสดงวาจําเลยไมเคยตกลงหรือยินยอมใหโจทกflปรับขึ้นคาบริการสาธารณะ มากอน โจทกflจะปรับคาบริการสาธารณะไมได ฎีกาเลาเรื่อง 211 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานรวมกันมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย รวมกันพยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีน และรวมกันนําสิ่งของตองหามเขามาในเรือนจํา ศาลชั้นตนและ ศาลอุทธรณflรับฟIงวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6อง แตศาลอุทธรณflลดโทษใหกระทงละหนึ่งในสาม จําเลยฎีกา
โดยไดรับอนุญาตจากศาลฎีกา ตองถือวาฎีกาของจําเลยไดรับอนุญาตใหฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อยางไรก็ดีเมื่อศาลฎีการับฟIงวา จําเลยมิไดกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แมความผิดฐานรวมกัน นําสิ่งของตองหามเขามาในเรือนจําตองหามมิใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง แตเป2นขอเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ศาลฎีกาจึงใหยกฟ6องปลอยจําเลยไปได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351 / 2562 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานรวมกันมี เมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ฐานรวมกันพยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีน และฐานรวมกัน นําสิ่งของตองหามเขามาในเรือนจํา ศาลชั้นตนรับฟIงวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6อง ศาลอุทธรณflแผนก คดียาเสพติดคงรับฟIงขอเท็จจริงวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6องเชนกันแตกรณีที่มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ ใหกระทงละหนึ่งในสาม จําเลยฎีกาโดยไดรับอนุญาตจากศาลฎีกา กรณีถือวาฎีกาของจําเลยไดรับอนุญาตใหฎีกา เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเทานั้น แตอยางไรก็ดีเมื่อศาลฎีการับฟIงขอเท็จจริงใหมวา จําเลยมิไดกระทําความผิด ฐานรวมกันมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย และฐานรวมกันพยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีนแลวสํา หรับความผิดฐานรวมกันนําสิ่งของตองหามเขามาในเรือนจําซึ่งมิใชเป2นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลชั้นตน พิพากษาจําคุก 1 ปXและศาลอุทธรณflพิพากษาแกใหจําคุก 8 เดือน อันเป2นการแกไขเล็กนอย และความผิดฐานนี้ ตองหามมิใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ก็ตาม แตเนื่องจากเป2นขอเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาเห็นวาจําเลยมิไดกระทําผิดจึงใหยกฟ6องปลอยจําเลยไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215, 225 ฎีกาเลาเรื่อง 212 มูลกรณีตามสัญญากูยืมเงินสืบเนื่องมาจากจําเลยไมสามารถวิ่งเตนชวยเหลือในสอบเขารับราชการได แตจําเลยยังไมสามารถนําเงินมาคืนโจทกflจึงใหทําสัญญากูยืมเงินไวเป2นหลักประกัน กรณีมิใชการใหกูยืมเงินและ สงมอบเงินกูแตมีมูลมาจากวิธีการที่ผิดกฎหมายใชเงินตอบแทนจูงใจใหเจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติผิดตอตําแหนง โดยทุจริต อันเป2นมูลหนี้ที่ไมชอบดวยกฎหมาย เป2นนิติกรรมที่ขัดตอความสงบเรียบรอยและศีลธรรมอันดี ของประชาชน จึงตกเป2นโมฆะและยอมเสียเปลามาแตตนจะแปลงหนี้ใหมเป2นหนี้เงินกูยืมหรือหนี้อยางอื่นที่ชอบ ดวยกฎหมายไมได จําเลยจึงไมตองรับผิดชดใชเงินตามสัญญากูยืมเงินแกโจทกfl คําพิพากษาฎีกาที่ 6023 / 2561 การทําสัญญากูยืมเงินมีมูลกรณีแหงหนี้สืบเนื่องมาจากจําเลย หรือภ. ไมสามารถวิ่งเตนชวยเหลือ ก. และ ธ. สอบเขารับราชการไดแตจําเลยยังไมสามารถนําเงินจํานวนดังกลาว
มาคืนฝOายโจทกflไดโจทกflจึงใหจําเลยทําสัญญากูยืมเงินเพื่อเป2นหลักประกันไว กรณีมิใชเป2นเรื่องที่โจทกflใหจําเลย กูยืมเงินและมีการสงมอบเงินกูเมื่อโจทกflไมไดทําสัญญากูยืมเงินกันจริงกับจําเลยและเงินจํานวน 1,100,000บาท ตามสัญญากูยืมเงินเป2นเงินที่โจทกflจายเป2นคาวิ่งเตนใหแกจําเลยเพื่อชวยเหลือ ก. และ ธ. สอบเขารับราชการได พฤติการณflที่โจทกflมอบเงิน 1,100,000 บาท เพื่อขอใหจําเลยหรือ ภ. นําไปวิ่งเตนกับคณะกรรมการสอบ หรือบุคคลที่เกี่ยวของกับการสอบเพื่อชวยเหลือ ก. และ ธ. สอบเขารับราชการในวิธีการที่ฝOาฝZนกฎระเบียบ ในการสอบ มุงหวังใชวิธีการที่ผิดกฎหมายใชเงินในการตอบแทนจูงใจโดยมีเจตนาใหเจาหนาที่ของรัฐ ปฏิบัติผิดตอตําแหนงการงานใหกระทําการทุจริตประพฤติมิชอบดวยการชวยเหลือบุตรสาวและบุตรเขยของโจทกfl จํานวน1,100,000 บาท ตามสัญญากูยืมเงินจึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่ไมชอบดวยกฎหมาย เป2นนิติกรรมที่ขัดตอ ความสงบเรียบรอยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป2นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทกflจึงไมมีสิทธิ เรียกรองใหจําเลยรับผิดชําระหนี้ตามสัญญากูยืมเงินตามฟ6องไดหนี้ที่เกิดจากสัญญาอันเป2นโมฆะยอมเสียเปลา มาแตตนจะแปลงหนี้ใหมเป2นหนี้เงินกูยืมหรือหนี้อยางอื่นที่ชอบดวยกฎหมายไมได จําเลยจึงไมตองรับผิดชดใชเงิน ตามสัญญากูยืมเงิน ฎีกาเลาเรื่อง 213 โจทกflกับจําเลยที่ 1 ตกลงทําบันทึกแนบทายสัญญาเชาซื้อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข เกี่ยวกับราคาคาเชาซื้อ รถยนตflอัตราดอกเบี้ย จํานวนเงินคาเชาซื้อในแตละงวด และระยะเวลาการผอนชําระคาเชาซื้อ โดยไมปรากฏวา มีเจตนาใหหนี้ตามหนังสือสัญญาเชาซื้อระงับสิ้นไป อันจะเป2นการแปลงหนี้ใหมที่ทําใหหนี้เดิมระงับ โจทกflจึงยังมี อํานาจฟ6องจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผูค้ําประกันตามสัญญาเชาซื้อใหรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดตอโจทกflได คําพิพากษาฎีกาที่ 6544/2562 โจทกflกับจําเลยที่ 1 ตกลงทําบันทึกแนบทายสัญญาเชาซื้อเปลี่ยนแปลง เงื่อนไข เกี่ยวกับราคาคาเชาซื้อรถยนตflอัตราดอกเบี้ย จํานวนเงินคาเชาซื้อในแตละงวด และระยะเวลาการผอน ชําระคาเชาซื้อเทานั้น อันมีลักษณะเป2นเพียงการกําหนดเงื่อนไขการผอนชําระหนี้และระยะเวลาการชําระหนี้ใหม โดยไมปรากฏวาโจทกflกับจําเลยที่ 1 มีเจตนาใหหนี้ที่เชาซื้อตามหนังสือสัญญาเชาซื้อระงับสิ้นไป แลวมาบังคับ กันใหมตามบันทึกแนบทายสัญญาเชาซื้ออันจะถือเป2นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป2นสาระสําคัญแหงหนี้และ เป2นการแปลงหนี้ใหมตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 เมื่อบันทึกแนบทายสัญญาเชาซื้อดังกลาวไมใชเป2นการแปลงหนี้ใหม อันทําใหหนี้เดิมระงับ โจทกflจึงยังมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผูค้ําประกันตามสัญญาเชาซื้อใหรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดตอโจทกflได
ฎีกาเลาเรื่อง 214 ผูเสียหายอายุ 5 ปXเศษ มาเบิกความ แตไมใหความรวมมือตอบคําถาม ศาลชั้นตนใหถายทอดภาพ และเสียงคําใหการชั้นสอบสวนตอหนาคูความ ถือวาภาพและเสียงดังกลาวเป2นสวนหนึ่งของคําเบิกความผูเสียหาย ในชั้นพิจารณาไมพยานบอกเลา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6247 / 2562ผูเสียหายเป2นเด็กอายุ 5 ปXเศษ มาเบิกความดวยตนเองแลว แตระหวางการสืบพยานไมใหความรวมมือที่จะตอบคําถาม ศาลชั้นตนเห็นสมควรใหถายทอดภาพและเสียง คําใหการของผูเสียหายซึ่งบันทึกไวในชั้นสอบสวนตอหนาคูความ ถือวาภาพและเสียงดังกลาวเป2นสวนหนึ่งของ คําเบิกความผูเสียหายในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรีวรรคสาม มิใชพยานบอกเลา ฎีกาเลาเรื่อง 215 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกันและปราบปรามการทุจริต เป2นเพียงบทบัญญัติเพิ่มชองทาง ดําเนินคดีแกคณะกรรมการ ป.ป.ช. แตโจทกflเป2นผูเสียหายจากการกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ ของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ยังคงมีอํานาจฟ6องจําเลยดังกลาวไดตอศาลชั้นตนที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ ศาลชั้นตนมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีไดและมีอํานาจในสวนของจําเลยที่ 8 และที่ 9 ในฐานะเป2นผูสนับสนุนไดดวยแตเมื่อโจทกflถูกฟ6องเป2นจําเลย เรื่องความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ ความผิดตอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง วินิจฉัยวา จําเลยเป2นเจาพนักงานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบและโดยทุจริต และเป2นเจาหนาที่รัฐ ปฏิบัติอยางใดอยางหนึ่งในหนาที่ หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหาย แกผูหนึ่งผูใด คําพิพากษาศาลฎีกาดังกลาว ยอมผูกพันโจทกflและเมื่อโจทกflฟ6องจําเลยที่ 1 ถึงที่ 9 โดยอางเหตุ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมีคําวินิจฉัยไวแลว เหตุแหงการกระทําความผิดของ จําเลยที่1 ถึงที่ 9 ตามขอกลาวอางของโจทกflในคดีนี้ยอมเป2นอันรับฟIงไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (ประชุมใหญ) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป2นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มชองทางในการดําเนินคดี แกคณะกรรมการ ป.ป.ช. แตโจทกflเป2นผูเสียหายจากการกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ยังคงมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ6องตอศาลชั้นตนที่มี อํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง (1) ศาลชั้นตนยอมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีในสวนของ จําเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไดและมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีในสวนของจําเลยที่ 8 และที่ 9 ในฐานะเป2นผูสนับสนุนได ดวยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 วรรคสอง (5) โจทกflถูกฟ6อง เป2นจําเลย เรื่องความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการความผิดตอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกัน และปราบปรามการทุจริต ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง วินิจฉัยวา จําเลยเป2น เจาพนักงานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157 และเป2นเจาหนาที่รัฐปฏิบัติอยางใด อยางหนึ่งในหนาที่ หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ยอมมีผลผูกพันโจทกflซึ่งเป2นจําเลย ในคดีอาญาดังกลาว เมื่อโจทกflฟ6องจําเลยที่ 1 ถึงที่ 9 โดยอางเหตุแหงการกระทําความผิดที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมีคําวินิจฉัยไวแลววารับฟIงไมไดและไมปรากฏวาคําพิพากษา ดังกลาวไดถูกเปลี่ยนแปลง แกไข กลับ หรือยกเสีย ถาหากมีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา18 วรรคสอง เหตุแหงการกระทําความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ตามขอกลาวอางของโจทกflในคดีนี้ ยอมเป2นอันรับฟIงไมได ฎีกาเลาเรื่อง 216 ความผิดอาญา แมจะกระทําตอผูเสียหายคนเดียวกันและมีเจตนาเหมือนกัน แตเมื่อเป2นการกระทํา ตางวันตางเวลาและตางสถานที่ มิไดกระทําตอเนื่องกัน ยอมเป2นความผิดหลายกรรมตางกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5368 / 2562 จําเลยกระทําชําเราผูเสียหายที่ 2 ครั้งแรกที่บานเพื่อนของจําเลย จังหวัดพังงา ในวันที่ 21 มกราคม 2549 และวันที่ 22 มกราคม 2549 จําเลยไดพาผูเสียหายที่ 2 ไปที่บานญาติ ของจําเลย จังหวัดภูเก็ต แลวกระทําชําเราผูเสียหายที่ 2 อีกครั้ง การกระทําชําเราของจําเลยในแตละครั้ง แมกระทําไปโดยมีเจตนากระทําชําเราเหมือนกัน แตจําเลยไดกระทําตอผูเสียหายที่ 2 ตางวันตางเวลาและ ตางสถานที่คนละจังหวัดกัน มิไดกระทําตอเนื่องกันแตอยางใด จึงเป2นความผิดหลายกรรมตางกัน
ฎีกาเลาเรื่อง 217 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษจําคุกฐานลักทรัพยflและกลับมากระทํา ความผิดภายในหาปXนับแตวันพนโทษ ขอใหเพิ่มโทษจําเลย โดยแนบรายการประวัติอาชญากรของจําเลยมาดวย จึงมีรายละเอียดเพียงพอที่จําเลยจะเขาใจไดดีเมื่อศาลชั้นตนอานและอธิบายฟ6อง จําเลยใหการรับสารภาพ ตามฟ6อง ยอมถือวาเป2นการรับวาไดกระทําความผิดจริงและเคยตองโทษกับพนโทษในคดีที่อางขอใหเพิ่มโทษดวย การสอบคําใหการจําเลยจึงชอบ คําพิพากษาศาลชั้นตนที่ใหลงโทษและเพิ่มโทษจําเลยจึงชอบแลว สวนที่ศาลชั้นตน คํานวณโทษที่เพิ่มผิดพลาดนั้น เมื่อโจทกflอุทธรณflศาลอุทธรณflยอมแกไขใหถูกตองไดแตศาลอุทธรณflไมแกไข กลับพิพากษาไมเพิ่มโทษจําเลยโดยยกคํารองขอเพิ่มโทษ เมื่อโจทกflฎีกาขอใหยกคําพิพากษาศาลลางทั้งสอง ใหดําเนินกระบวนพิจารณาใหมแมไมไดขอใหศาลฎีกาเพิ่มโทษจําเลยโดยตรง แตเห็นไดวาฎีกาโจทกflประสงคfl ใหเพิ่มโทษจําเลยตามคําขอทายฟ6อง จึงแปลไดวาโจทกflฎีกาในทํานองขอใหเพิ่มเติมโทษแลว ศาลฎีกาจึงมีอํานาจ พิพากษาแกไขเพิ่มโทษจําเลยใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 579 / 2562 โจทกflบรรยายฟ6องวา กอนคดีนี้จําเลยตองคําพิพากษาถึงที่สุด ใหลงโทษจําคุกในความผิดฐานลักทรัพยflจําเลยพนโทษในคดีดังกลาวแลวกลับมากระทําความผิดเป2นคดีนี้ ภายในเวลาหาปXนับแตวันพนโทษ ขอใหเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 โดยโจทกflแนบรายการประวัติอาชญากร ของจําเลยมากับคําฟ6อง คําฟ6องของโจทกflจึงมีรายละเอียดเพียงพอที่จะทําใหจําเลยเขาใจไดดีเมื่อศาลชั้นตน อานและอธิบายฟ6องใหจําเลยฟIงแลว จําเลยใหการรับสารภาพตามฟ6อง ยอมถือไดวาจําเลยรับวาไดกระทําความผิดจริง และหมายความรวมถึงรับขอเท็จจริงวาจําเลยเคยตองโทษและพนโทษในคดีที่โจทกflอางเป2นเหตุขอใหเพิ่มโทษดวย การสอบถามคําใหการจําเลยจึงเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบ คําพิพากษาศาลชั้นตนที่วินิจฉัย ใหลงโทษจําเลยและเพิ่มโทษจําเลยจึงเป2นคําพิพากษาที่ชอบ สวนที่ศาลชั้นตนคํานวณจํานวนวันและเดือนเพิ่มโทษ จําเลยนอยกวาความเป2นจริงและไมถูกตองเป2นเรื่องความผิดพลาดในการคํานวณโทษ เมื่อโจทกflอุทธรณfl ศาลอุทธรณflยอมแกไขใหถูกตองไดแตศาลอุทธรณflไมแกไขโทษที่ศาลชั้นตนคํานวณโทษที่เพิ่มผิดพลาด กลับพิพากษาไมเพิ่มโทษจําเลยโดยยกคํารองขอเพิ่มโทษ เมื่อโจทกflฎีกาขอใหยกคําพิพากษาศาลลางทั้งสอง ใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาตั้งแตสอบถามคําใหการจําเลยแลวพิพากษาใหมตามรูปคดีแมไมได ขอใหศาลฎีกาเพิ่มโทษจําเลยโดยตรงก็ตาม แตเห็นไดวาฎีกาโจทกflประสงคflใหเพิ่มโทษจําเลยใหถูกตองตามคําขอทายฟ6อง ของโจทกflนั่นเอง จึงแปลไดวาโจทกflฎีกาในทํานองขอใหเพิ่มเติมโทษแกจําเลยแลว ศาลฎีกาจึงมีอํานาจพิพากษาแกไข เพิ่มโทษจําเลยใหถูกตองได
ฎีกาเลาเรื่อง 218 ในคดีอาญาที่จําเลยไมใหการหรือใหการปฏิเสธ กฎหมายใหมีการตรวจพยานหลักฐานกอนสืบพยานโจทกfl โดยมีวัตถุประสงคflใหการพิจารณาเป2นไปดวยความรวดเร็วตอเนื่องและเป2นธรรม กรณีจึงไมจําตองใช ป.วิ.พ.เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพงมาใชบังคับ เมื่อโจทกflยื่นบัญชีระบุพยานจําเลยรับสําเนาแลวไมคัดคาน และยังมีทนายซักคานพยานที่โจทกflระบุไวการที่โจทกflยื่นบัญชีระบุพยานนอยกวา 7 วัน จึงไมทําใหจําเลยทั้งสอง เสียโอกาสในการตอสูคดีศาลชั้นตนมีอํานาจอนุญาตใหสืบและรับฟIงพยานหลักฐานนั้นได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270 / 2563 ในคดีอาญาที่จําเลยไมใหการหรือใหการปฏิเสธ กฎหมาย มีมาตรการใหมีการตรวจพยานหลักฐานโดยใหโจทกflสงเอกสารและวัตถุที่โจทกflจะอางเป2นพยานใหอีกฝOาย ตรวจสอบตามที่คูความรองขอหรือศาลเห็นสมควรกอนสืบพยานโจทกfl โดยมีวัตถุประสงคflใหการพิจารณาเป2นไป ดวยความรวดเร็วตอเนื่องและเป2นธรรม กรณีจึงไมจําตองใชประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง เรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีแพงมาใชบังคับในคดีอาญานี้ตามนัยแหง ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อโจทกflยื่นบัญชี ระบุพยานจําเลยก็ไดรับสําเนาโดยไมไดคัดคาน และยังปรากฏวาทนายจําเลยทั้งสองซักคานพยานที่โจทกflระบุ ในบัญชีระบุพยานไดอีกดวย การที่โจทกflยื่นบัญชีระบุพยานนอยกวา 7 วัน อันเป2นการฝOาฝZนตอ ป.วิ.อ. มาตรา 173/1 วรรคสอง จึงมิไดทําใหจําเลยทั้งสองเสียโอกาสในการตอสูคดีศาลชั้นตนจึงมีอํานาจอนุญาต ใหสืบและรับฟIงพยานหลักฐานเชนวานั้นไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคทาย ฎีกาเลาเรื่อง 219 เมื่อคดีถึงที่สุดแลว โจทกflจะถอนฟ6องไมไดแมจําเลยใชเงินตามเช็คจนครบ คดีอาญาก็ยังไมเลิกกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092 / 2563 เมื่อคดีถึงที่สุดแลว โจทกflจะถอนฟ6องไมไดแมจําเลยจะใชเงิน ตามเช็คใหแกโจทกflจนครบถวนแลว แตเป2นการใชเงินภายหลังวันที่คําพิพากษาถึงที่สุด คดีอาญาจึงไมเลิกกัน ฎีกาเลาเรื่อง 220 ฎีกาของจําเลยฉบับแรกอางวามิไดกระทําความผิด ขอใหยกฟ6อง ตอมาจําเลยยื่นฎีกาอีกฉบับ โดยศาลชั้นตน รับเป2นคําแถลงการณflเนื่องจากยื่นเกินกําหนดแตตามเนื้อหาเป2นการขอใหการรับสารภาพในชั้นฎีกา แมจะไมอาจ กระทําไดเพราะการแกไขคําใหการตองกระทํากอนศาลชั้นตนพิพากษาก็ตาม แตก็ถือไดวาจําเลยยอมรับขอเท็จจริง
โดยไมโตแยงขอที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6อง จึงไมมีประเด็นตองวินิจฉัยตามฎีกา ของจําเลยวากระทําความผิดหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2563 ฎีกาของจําเลยฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2562 จําเลยอางวา มิไดกระทําความผิด ขอใหยกฟ6อง ตอมาจําเลยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยศาลชั้นตนรับเป2น คําแถลงการณflเนื่องจากยื่นเกินกําหนดระยะเวลายื่นฎีกา แตตามเนื้อหาเป2นการขอใหการรับสารภาพในชั้นฎีกา ซึ่งแมจําเลยไมอาจกระทําไดเพราะการแกไขคําใหการจะตองกระทํากอนที่ศาลชั้นตนมีคําพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แตการที่จําเลยยื่นคําแถลงการณflโดยขอใหการรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือไดวาจําเลย ยอมรับขอเท็จจริงโดยไมโตแยงขอที่ศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษาวาจําเลยกระทําความผิดตามฟ6อง จึงไมมี ประเด็นตองวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยอีกตอไปวาจําเลยกระทําความผิดหรือไม ฎีกาเลาเรื่อง 221 โจทกflฟ6องวาจําเลยบุกรุกเขาไปในเคหสถานที่อยูอาศัยของผูเสียหายโดยไมไดรับอนุญาตและไมมีเหตุ อันสมควร แตไมไดบรรยายวากระทําโดยใชกําลังประทุษราย หรือขูเข็ญวาจะใชกําลังประทุษรายแมโจทกfl มีคําขอใหลงโทษจําเลยฐานบุกรุกโดยใชกําลังประทุษราย หรือขูเข็ญวาจะใชกําลังประทุษราย ศาลก็พิพากษา ลงโทษจําเลยในเหตุฉกรรจflดังกลาวมิไดซึ่งเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจ หยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457 / 2563 โจทกflฟ6องวาจําเลยบุกรุกเขาไปในเคหสถานที่อยูอาศัย ของผูเสียหายโดยไมไดรับอนุญาตและไมมีเหตุอันสมควร โดยไมไดบรรยายฟ6องถึงองคflประกอบความผิดวา จําเลยกระทําโดยใชกําลังประทุษราย หรือขูเข็ญวาจะใชกําลังประทุษรายแมโจทกflมีคําขอใหลงโทษจําเลย ตาม ป.อ.มาตรา 365 ศาลก็พิพากษาลงโทษจําเลยตามมาตรา 365 (1) ไมได เพราะตองหามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192วรรคหนึ่ง ปIญหานี้เป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดอุทธรณflฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ฎีกาเลาเรื่อง 222 ตามพฤติการณflนาเชื่อวาจําเลยมีความชํานาญในการใชอาวุธปZนและยอมทราบดีวาเป2นอาวุธรายแรง ทําอันตรายถึงแกชีวิตได แตจําเลยยังใชอาวุธปZนลูกซองยาวบรรจุกระสุนของกลางเดินหันปากกระบอกปZนเขาไป หาผูตายเพื่อขมขูจําเลยยอมเล็งเห็นไดวาอาวุธปZนดังกลาวอาจลั่นถูกผูตายถึงแกชีวิตได เมื่อเกิดการดึงปZนกัน จนปZนลั่นถูกผูตายถึงแกความตาย จึงเป2นการกระทําโดยเจตนาฆาผูตาย หาใชเป2นการกระทําโดยประมาทไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 724 / 2563จําเลยเป2นผูใหญบานมีหนาที่ดูแลรักษาความสงบเรียบรอย และความปลอดภัยใหแกราษฎรในหมูบาน นอกจากอาวุธปZนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ที่ใชยิงผูตาย ซึ่งเป2นอาวุธปZนที่ทางราชการมอบใหไวใชตรวจรักษาความปลอดภัยในหมูบานแลว จําเลยยังมีอาวุธปZนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS)แบบสไลดflแอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ที่ใชยิงขึ้นฟ6าในวันเกิดเหตุอีก 1 กระบอก จําเลยยอมมีความชํานาญในการใชอาวุธปZนและทราบดีอยูแลววาอาวุธปZนเป2นอาวุธที่รายแรงสามารถทําอันตราย ถึงแกชีวิตไดงายแตจําเลยยังใชอาวุธปZนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ของกลางที่มีกระสุนบรรจุอยูในการขมขูผูตาย ในขณะผูตายนั่งอยูบนแคร จําเลยเดินถืออาวุธปZนเขาไปหาผูตายเพื่อขมขู โดยปากกระบอกปZนชี้ไปหาผูตาย ในระยะใกลจนผูตายสามารถจับปากกระบอกปZนไดจําเลยยอมเล็งเห็นไดวาอาวุธปZนของกลางอาจลั่นถูกผูตาย ถึงแกชีวิตไดแตจําเลยยังคงกระทําการดังกลาว เมื่อเกิดการดึงปZนกันจนปZนลั่นถูกผูตายถึงแกความตาย จึงเป2นการ กระทําโดยเจตนาฆาผูตาย หาใชเป2นการกระทําโดยประมาทไม ฎีกาเลาเรื่อง 223 ที่เกิดเหตุเป2นทางเดินแคบ ๆ ตามเนินเขา บริเวณโดยรอบเป2นปOา สวนยางพาราและสวนผลไมหางจาก ถนนสาธารณะภายในหมูบานประมาณ 4 ถึง 5 กิโลเมตร จึงมิใชอยูในเมือง หมูบานหรือที่ชุมนุมชน อันจะเป2น ความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุในเมือง หมูบานหรือที่ชุมนุมชน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 662 / 2563 ที่เกิดเหตุเป2นทางเดินแคบ ๆ ตามเนินเขา บริเวณโดยรอบเป2นปOา สวนยางพาราและสวนผลไมที่เกิดเหตุอยูหางจากถนนสาธารณะภายในหมูบานประมาณ 4 ถึง 5 กิโลเมตร ทางนําสืบของโจทกflไมไดความวาอยูในเขตเมืองหรือหมูบาน ที่เกิดเหตุจึงมิใชอยูในเมือง หมูบานหรือที่ชุมนุมชน การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิงผูตายและผูเสียหายในที่เกิดเหตุจึงมิใชเป2นการยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุ ในเมืองหมูบานหรือที่ชุมนุมชน อันจะเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376
ฎีกาเลาเรื่อง 224 จําเลยกับผูเสียหายที่ 2 อยูกินฉันสามีภริยาและมีบุตรดวยกัน เพิ่งเลิกคบหากันกอนเกิดเหตุ เพียงหนึ่งเดือน การที่จําเลยขับรถจักรยานยนตflตามหาผูเสียหายที่ 2 ที่เพิ่งมีปากเสียงกัน และเห็นผูเสียหายที่ 2 บริเวณบานที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ จึงเลี้ยวรถกลับไปจอดหนาบานแลวเดินเขาไปหาผูเสียหายที่ 2 ซึ่งวิ่งหนีจําเลยวิ่ง ตามไปใชอาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงผูเสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยูในบริเวณนั้นไดรับอันตรายสาหัส อันเป2นเหตุการณflเฉพาะหนาดวยขาดสติพยานหลักฐานของโจทกflยังมีความสงสัยตามสมควรวา จําเลยกระทํา ความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนหรือไม ใหยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นแกจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 643 / 2563 จําเลยกับผูเสียหายที่ 2 อยูกินฉันสามีภริยาและมีบุตรดวยกัน เพิ่งเลิกคบหากันกอนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธflยังคงมีอยูไมถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จําเลย ขับรถจักรยานยนตflตามหาผูเสียหายที่ 2 ในขณะที่เพิ่งมีปากเสียงกัน จําเลยจึงอยูในสภาวะอารมณflขุนเคือง และโกรธมากกวาที่จะวางแผนหรือใครครวญตรึกตรองหาวิธีทํารายผูเสียหายที่ 2 เมื่อจําเลยเห็นผูเสียหายที่ 2 บริเวณบานที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ จําเลยเลี้ยวรถกลับไปจอดหนาบานที่เกิดเหตุแลวเดินเขาไปหา ผูเสียหายที่ 2 เห็นจําเลยก็วิ่งหนีจําเลยวิ่งตามไปใชอาวุธมีดที่พกติดตัวมาแทงทํารายเป2นเหตุใหผูเสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยูใน บริเวณเดียวกัน ไดรับอันตรายสาหัส เป2นเหตุการณflเฉพาะหนา จําเลยกระทําไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ และขาดสติดวยคิดวาผูเสียหายที่ 2 ตีจากและหันไปคบกับผูเสียหายที่ 3 พยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมายังมี ความสงสัยตามสมควรวา จําเลยกระทําความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอนหรือไม ใหยกประโยชนfl แหงความสงสัยนั้นใหจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 225 ฝOายจําเลยยื่นคํารองและนําเงินมาวางตอศาลชั้นตนเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษา โดยมีเงื่อนไขวา จะจายใหฝOายโจทกflไดตอเมื่อคดีถึงที่สุดใหฝOายจําเลยรับผิด ตอมาเมื่อคดีถึงที่สุดโดยฝOายจําเลยตองรับผิด ฝOายโจทกflขอรับเงินที่วางไปแลวยังคงเหลืออีกบางสวน ศาลชั้นตนจึงมีหนาที่ตองแจงใหฝOายจําเลยทราบ หากไมมารับภายในหาปXจึงจะถือวาเป2นเงินคางจายและตกเป2นของแผนดิน แตเมื่อศาลชั้นตนมิไดดําเนินการใด ๆ เงินดังกลาวจึงยังไมเป2นเงินคาง และยังไมตกเป2นของแผนดิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 337 - 338 / 2563 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 จําเลยที่ 4 ยื่นคํารอง และไดนําเงินจํานวน 529,846.58 บาท มาวางที่ศาลชั้นตนเพื่อเป2นการชําระหนี้ตามคําพิพากษา แตขอใหศาล
ระงับการจายเงินใหโจทกflที่ 1 และที่ 2 ไวกอนจนกวาจะมีคําพิพากษาถึงที่สุด เงินดังกลาวจึงเป2นเงินที่โจทกflทั้งสอง มีสิทธิไดรับเพื่อการชําระหนี้หากคดีถึงที่สุดโดยจําเลยที่ 4 ตองรับผิดชําระหนี้ตอโจทกflที่ 1 และที่ 2 ตอมาเมื่อคดีถึงที่สุดโดยจําเลยที่ 4 ตองรับผิด โจทกflที่ 1 และที่ 2 ไดขอรับเงินที่จําเลยที่ 4 นํามาวางศาลดังกลาว ไปในวันที่22 เมษายน 2553 จํานวน 201,390.48 บาท และ 234,723.06 บาท ตามลําดับ คงเหลือเงิน ในวันดังกลาว 105,843.04 บาท ศาลชั้นตนจึงมีหนาที่ตองดําเนินการใหจําเลยที่ 4 ผูมีสิทธิไดรับเงินที่เหลือทราบ หากจําเลยที่ 4 ทราบแลวไมมารับเงินภายในหาปXเงินดังกลาวจึงจะถือวาเป2นเงินคางจายและทําใหตกเป2นของ แผนดิน แตคดีนี้หลังจากโจทกflที่ 1 และที่ 2 รับเงินแลวปรากฏวามีเงินคงเหลือ ศาลชั้นตนมิไดดําเนินการใด ๆ เพื่อใหจําเลยที่ 4 ผูมีสิทธิรับเงินทราบ เงินดังกลาวจึงยังไมเป2นเงินคางจายอยูที่ศาลชั้นตนที่ผูมีสิทธิตองเรียกเอา เสียภายในหาปXตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 (เดิม) และยังไมตกเป2นของแผนดิน ฎีกาเลาเรื่อง 226 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลย โดยระบุเวลากระทําความผิดระหวางเดือนและปXใด เวลากลางวัน เพราะไมทราบวันกระทําความผิดแนชัดแตโจทกflสามารถนําสืบในชั้นพิจารณาไดจึงเป2นการกลาวถึงขอเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลากระทําความผิดเพียงพอที่จะทําใหจําเลยเขาใจขอหาไดดีแลว ฟ6องโจทกflจึงไมเคลือบคลุม นอกจากนี้เมื่อจําเลยมิไดอุทธรณflคัดคานคําพิพากษาศาลชั้นตนใหลดคาสินไหมทดแทน การที่จําเลยฎีกาในปIญหา ดังกลาวจึงเป2นฎีกาในขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณflจึงตองหามมิใหฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 262 / 2563 โจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยเป2นครูกระทําอนาจารเด็กหญิง อายุ6 ปXเศษ และเป2นศิษยflซึ่งอยูในความดูแล โดยระบุเวลาในการกระทําความผิดระหวางเดือนใดถึงเดือนใด ปXพ.ศ.อะไร เวลากลางวัน เพราะไมอาจทราบวันกระทําความผิดที่แนชัดไดแตก็ถือเป2นเรื่องที่โจทกflสามารถนําสืบ ในชั้นพิจารณาไดวาการกระทําความผิดเกิดขึ้นในวันที่โรงเรียนมีการเรียนการสอนตามปกติในเวลาราชการขณะที่ จําเลยรับราชการอยูที่โรงเรียนนั้น จึงเป2นการกลาวถึงขอเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลากระทําความผิด ดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติบังคับไวซึ่งเพียงพอที่จะทําใหจําเลยเขาใจขอหาไดดีแลว ฟ6องโจทกflไมเคลือบคลุม จําเลยมิไดอุทธรณflคัดคานคําพิพากษาศาลชั้นตนใหลดคาสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นตนกําหนดใหจําเลยชดใช แกโจทกflรวม การที่จําเลยกลับฎีกาในปIญหาการกําหนดคาสินไหมทดแทนขึ้นมาอีกจึงเป2นฎีกาในขอที่ไมไดยกขึ้น วากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณflภาค 5 ตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ที่แกไขใหม ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไมรับวินิจฉัย
ฎีกาเลาเรื่อง 227 โจทกflฟ6องวาจําเลยกระทําความผิดตอผูเสียหายในวันเกิดเหตุ เวลากลางวัน แตผูเสียหายกลับเบิกความ วาเป2นเวลากลางคืน แตเมื่อบันทึกคําใหการผูตองหาระบุวา พนักงานสอบสวนไดแจงขอเท็จจริงเกี่ยวกับ การกระทําผิดวา ผูเสียหายกลาวหาวาจําเลยกระทําความผิดในวันเกิดเหตุ เวลา 23 นาฬิกา จําเลยใหการรับวา ในวันเกิดเหตุตนอยูที่บานเกิดเหตุจริง แตปฏิเสธวาไมไดกระทําความผิด และในชั้นพิจารณาจําเลยเบิกความ แตเพียงวา ในวันดังกลาวจําเลยจําไมไดวาอยูที่ใด แสดงวาจําเลยมิไดหลงตอสูขอแตกตางเกี่ยวกับเวลาจึงมิใช สาระสําคัญ ทั้งจําเลยมิไดหลงตอสูศาลจึงลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่ไดความนั้นได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 261 / 2563โจทกflฟ6องวาจําเลยกระทําชําเราผูเสียหายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม2560 เวลากลางวัน แตขอเท็จจริงตามคําเบิกความของผูเสียหายในชั้นพิจารณากลับปรากฏวาเป2นเวลากลางคืน เวลาตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกตางกับวันเวลาที่กลาวในฟ6อง แตเมื่อไดความตามบันทึกคําใหการ ผูตองหาวาพนักงานสอบสวนไดแจงขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําผิดวา ผูเสียหายกลาวหาวาจําเลยกระทําชําเรา ผูเสียหายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 เวลา 23 นาx ิกา ซึ่งเป2นเวลากลางคืน จําเลยใหการรับวาในวันเกิดเหตุ ดังกลาวจําเลยอยูที่บานที่เกิดเหตุแตปฏิเสธวาไมไดกระทําชําเราผูเสียหาย และในชั้นพิจารณาจําเลยเบิกความ แตเพียงวาในวันดังกลาวจําเลยจําไมไดวาอยูที่ใด แสดงวาจําเลยมิไดหลงตอสูเมื่อขอแตกตางเกี่ยวกับเวลาดังกลาว มิใชสาระสําคัญ ทั้งจําเลยมิไดหลงตอสูศาลจึงลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่ไดความนั้นไดตามขอยกเวนใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 228 โจทกflใชเงินสินสวนตัวซื้อที่ดินพิพาทพรอมสิ่งปลูกสรางเป2นบานเล็กๆ มีแตหลังคามาในระหวางสมรส และใชเงินสินสวนตัวในการกอสรางบาน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ําบนที่ดินดังกลาว จะถือวาบานพิพาท เป2นทรัพยflสินที่โจทกflกับจําเลยที่ 1 ไดมาระหวางสมรสหาไดไม และถือวาเป2นสินสวนตัวของโจทกfl โจทกflจึงมี อํานาจฟ6องขับไลจําเลยทั้งสองออกจากบานพิพาทและเรียกคาเสียหายได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 145 / 2563 โจทกflใชเงินสินสวนตัวของโจทกflซื้อที่ดินพิพาทพรอมสิ่งปลูกสราง เป2นบานเล็กๆ มีแตหลังคาแตไมมีฝาบานมาในระหวางสมรส และใชเงินสินสวนตัวของโจทกflในการกอสรางบาน
โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ําในที่ดินพิพาทของโจทกflแมเป2นการกอสรางในระหวางที่โจทกflกับจําเลยที่ 1 เป2นสามีภริยากันก็จะถือวาบานพิพาทเป2นทรัพยflสินที่โจทกflกับจําเลยที่ 1 ไดมาระหวางสมรสหาไดไม บานพิพาท ยอมเป2นสินสวนตัวของโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องขับไลจําเลยทั้งสอง ออกจากบานพิพาทและเรียกคาเสียหายได ฎีกาเลาเรื่อง 229 คูความตกลงทากันใหถือเอาผลของคําพิพากษาในคดีที่สามีจําเลยฟ6องบริษัทบริหารสินทรัพยflฯ และโจทกflทั้งสองกับพวกเป2นจําเลยรวมกันขอใหเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพรอม สิ่งปลูกสรางพิพาท โดยมิไดตกลงใหถือเอาผลของคําพิพากษาศาลชั้นตนเป2นขอวินิจฉัยตามคําทา ตองถือวา ตางมีเจตนาถือเอาผลของคําพิพากษาถึงที่สุดเป2นขอวินิจฉัย ตอมาศาลฎีกาพิพากษาวา บริษัทบริหารสินทรัพยflฯ รับโอนทรัพยflพิพาทโดยชอบ ถือเป2นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสรางพิพาท ที่ทากันแลว คูความจึงตองผูกพัน ตามคําทา โจทกflทั้งสองยอมอํานาจฟ6องขับไลและเรียกคาเสียหายจากจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 308 / 2563 คูความตกลงทากันใหถือเอาผลของคําพิพากษาในคดีที่ ส. สามี โดยชอบดวยกฎหมายของจําเลย ฟ6องบริษัทบริหารสินทรัพยflท. บริษัทบริหารสินทรัพยflก. และโจทกflทั้งสอง เป2นจําเลยรวมกันขอใหเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางพิพาท หากผลคดี ดังกลาวเป2นอยางไร ใหถือตามผลคดีนั้น คูความมิไดตกลงกันใหถือเอาผลของคําพิพากษาศาลชั้นตนเป2นขอวินิจฉัย ตามคําทา คําทาดังกลาวตองถือวาคูความมีเจตนาถือเอาผลของคําพิพากษาที่ถึงที่สุดเป2นขอวินิจฉัยในประเด็น ที่ไดทากัน เมื่อระหวางการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏวาในคดีที่ทากันศาลฎีกาไดมีคําพิพากษาวาบริษัท บริหารสินทรัพยfl ท. รับโอนทรัพยflพิพาทมาโดยชอบ ถือวาศาลฎีกาไดวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ในที่ดินและสิ่งปลูกสรางพิพาทตรงตามคําทาที่โจทกflทั้งสองและจําเลยตกลงทากันแลวตาม ป.วิ.พ.มาตรา 138 โจทกflทั้งสองและจําเลยจึงตองผูกพันตามคําทาที่ตกลงกันตามผลของคําพิพากษาศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทกflทั้งสองยอมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสรางพิพาท มีอํานาจฟ6องขับไลและเรียกคาเสียหายจากจําเลยได
ฎีกาเลาเรื่อง 230 ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องคดีที่ตองหามโจทกflอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง ในการอุทธรณflโจทกflตองยื่น คํารองขอใหผูพิพากษาฯอนุญาตใหอุทธรณflฯ เมื่อโจทกflมิไดยื่นคํารองดังกลาวผูพิพากษาฯเพียงแตสั่งในอุทธรณfl ใหรับอุทธรณflของโจทกflฯโดยไมมีขอความอื่นใดที่พอจะใหเขาใจวาเป2นการอนุญาตใหอุทธรณflอุทธรณflของโจทกfl ในปIญหาขอเท็จจริง จึงไมเป2นอุทธรณflที่จะรับไวพิจารณา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 188 / 2563 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6อง ตองหามโจทกflอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 เวนแตโจทกflตองยื่นคํารองพรอมกับคําฟ6องอุทธรณfl ตอศาลชั้นตนขอใหผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแยงในศาลชั้นตนพิเคราะหfl เห็นวาขอความที่ตัดสินนั้นเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลอุทธรณflและอนุญาตใหอุทธรณflตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิและ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคทาย ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทกflมิไดยื่นคํารองขอให ผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นตนอนุญาตใหอุทธรณflมาพรอมกับคําฟ6องอุทธรณfl ดังนี้การที่ผูพิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นตนมีคําสั่งในคําฟ6องอุทธรณflของโจทกflวา “รับอุทธรณflของโจทกflสําเนาใหจําเลยทราบ การสงไมมีผูรับโดยชอบใหปKด” เพียงเทานี้โดยไมมีขอความอื่นใด ที่พอจะใหเขาใจวาเป2นการอนุญาตใหอุทธรณflตามมาตรา 22 ทวิจึงฟIงไมไดวาผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อ ในคําพิพากษาศาลชั้นตนไดอนุญาตใหโจทกflอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง อุทธรณflของโจทกflซึ่งเป2นอุทธรณfl ในปIญหาขอเท็จจริง จึงไมเป2นอุทธรณflที่จะรับไวพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน ศาลแขวง พ.ศ.2499มาตรา 22 ฎีกาเลาเรื่อง 231 ศาลอื่นอานคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflใหจําเลยฟIงวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 แลวศาลชั้นตนจึงอาน คําพิพากษาดังกลาวใหโจทกflและทนายจําเลยฟIงวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ตองถือวาศาลไดอานคําพิพากษา ใหจําเลยฟIงตั้งแตวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 จําเลยตองยื่นฎีกาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 การที่ทนายจําเลย ยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 โดยไมมีพฤติการณflพิเศษและเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นตน อนุญาตใหขยายระยะเวลาไปเป2นการไมชอบ จําเลยจึงไมมีสิทธิยื่นฎีกา
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 31 / 2563 ศาลจังหวัดกําแพงเพชรอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 6 ใหจําเลยฟIงวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 แลวศาลชั้นตนจึงอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 6 ใหโจทกflและ ทนายจําเลยฟIงวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ตองถือวาศาลไดอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 6 ใหจําเลยฟIง ตั้งแตวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไมใชวันที่อานใหทนายจําเลยฟIง จําเลยมีอํานาจยื่นฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแตวันที่1 กรกฎาคม 2562 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จึงตองยื่นฎีกาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 การที่ทนายจําเลยยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งลวงเลยกําหนดระยะเวลายื่น ฎีกาของจําเลย โดยไมมีพฤติการณflพิเศษและไมใชกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นตนมีคําสั่งอนุญาตใหขยายระยะเวลา ยื่นฎีกาของจําเลยจึงไมชอบ จําเลยไมมีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพนกําหนดหนึ่งเดือนนับแตวันอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 6 ใหจําเลยฟIง ฎีกาเลาเรื่อง 232 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งใชในขณะเกิดเหตุ ใหอํานาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตสวนและพิจารณาความผิดทางวินัย เฉพาะขอกลาวหาที่เกี่ยวกับการกระทํา ความผิดฐานทุจริตตอหนาที่การกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือการกระทําความผิดตอตําแหนง หนาที่ในการยุติธรรม เทานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไมมีอํานาจในการไตสวนขอเท็จจริงและชี้มูลความผิด ทางวินัยในขอที่กลาวหาวาโจทกflกระทําผิดวินัยฐานประมาทเลินเลอในหนาที่การงาน การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตสวนขอเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยโจทกflวา การกระทําของโจทกflมีมูลความผิดทางวินัยอยางรายแรง ฐานประมาทเลินเลอในหนาที่การงานอยางรายแรงเป2นเหตุใหจําเลยไดรับความเสียหาย จึงเป2นการกระทําที่ ไมมีอํานาจ จําเลยซึ่งเป2นผูบังคับบัญชาของโจทกflจะถือเอารายงานการไตสวนขอเท็จจริงและความเห็นของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป2นสํานวนการสอบสวนทางวินัยของจําเลยมิไดและตองแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามขอบังคับเสียกอน เมื่อมิไดดําเนินการจึงไมชอบและไมมีผลบังคับแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7486 / 2562 บทบัญญัติแหง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 มาตรา 88 มาตรา 91 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ซึ่งใชใน ขณะเกิดเหตุ ใหอํานาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตสวนและพิจารณาความผิดทางวินัย เฉพาะขอกลาวหาที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ การกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือการกระทําความผิด ตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.วาดวยความผิดของพนักงาน
ในองคflการหรือหนวยงานของรัฐ พ.ศ.2502 เทานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไมมีอํานาจในการไตสวนขอเท็จจริง และชี้มูลความผิดทางวินัยในขอที่มีการกลาวหาวาโจทกflกระทําผิดวินัยอยางรายแรงฐานประมาทเลินเลอในหนาที่ การงานอยางรายแรง การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตสวนขอเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยโจทกflวา การกระทําของโจทกflมีมูลความผิดทางวินัยอยางรายแรงฐานประมาทเลินเลอในหนาที่การงานอยางรายแรง เป2นเหตุใหจําเลยไดรับความเสียหาย ตามขอบังคับของจําเลย สวนขอกลาวหาทางอาญาไมมีมูลใหตกไป จึงเป2นการกระทําที่ไมมีอํานาจไมเขากรณีตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่จําเลยซึ่งเป2นผูบังคับบัญชาของโจทกfl จะถือเอารายงานการไตสวนขอเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป2นสํานวนการสอบสวน ทางวินัยของจําเลย จําเลยตองแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นทําการสอบสวนโจทกflตามขอบังคับของจําเลย เพื่อดําเนินการทางวินัยเสียกอน เมื่อไมปรากฏวาจําเลยไดดําเนินการทางวินัยแกโจทกflตามขอบังคับของจําเลย จึงไมชอบดวยขอบังคับของจําเลยและไมชอบดวยกฎหมาย ไมมีผลใชบังคับแกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 233 คําฟ6องคดีนี้เป2นเรื่องที่โจทกflตองดําเนินการชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ซึ่งโจทกflยื่นคํารองในคดีเดิมจนศาล มีคําวินิจฉัยถึงที่สุดแลว การที่โจทกflฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้ขอใหบังคับชําระคาเสียหายจํานวนเดิมกับที่ยื่นคํารอง กอนคดีในชั้นบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด และแกไขคําฟ6องคดีนี้ขอใหบังคับจําเลยโอนที่ดินพิพาทในคดีเดิม เมื่อคดี ในชั้นบังคับคดีเดิมถึงที่สุดแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงเป2นการรื้อรองฟ6องกันอีกในประเด็นที่ศาลชั้นตนในคดีเดิมได วินิจฉัยชี้ขาดเป2นที่สุดแลว จึงเป2นฟ6องซ้ํา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7476 / 2562 คําฟ6องโจทกflคดีนี้เป2นเรื่องที่โจทกflตองดําเนินการในชั้นบังคับคดี ตามคําพิพากษาตามยอมในคดีเดิม ซึ่งเมื่อโจทกflไดยื่นคํารองในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมจนศาลมีคําวินิจฉัยถึงที่สุดแลว การที่คดีนี้โจทกflยื่นฟ6องจําเลยขอใหบังคับจําเลยชําระคาเสียหายจํานวนเดิมกับที่โจทกflยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลย ในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมกอนคดีในชั้นบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด และแกไขคําฟ6องคดีนี้ขอใหบังคับจําเลย โอนที่ดินพิพาทในคดีเดิมแกโจทกflเมื่อคดีในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมถึงที่สุดแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงไมใช การยื่นคํารองหรือคําฟ6องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่จะเขาขอยกเวน ไมเป2นฟ6องซ้ําตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 (1) แตเป2นการรื้อรองฟ6องกันอีกในประเด็นที่ศาลชั้นตนในคดีเดิมไดวินิจฉัย ชี้ขาดเป2นที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงเป2นฟ6องซ้ํากับคดีเดิม
ฎีกาเลาเรื่อง 234 ขอเท็จจริงจากทางนําสืบของโจทกflปรากฏวาเช็คพิพาทมิใชของจําเลยที่ 1 แตเป2นของบริษัทอื่น อันแตกตางจากฟ6อง แตไดความวาบริษัทอื่นนั้นเป2นบริษัทในเครือเดียวกับจําเลยที่ 1 ซึ่งมีจําเลยที่ 2 เป2นผูถือหุนใหญของทั้งสองบริษัทและยังเป2นกรรมการผูมีอํานาจกระทําการแทนบริษัทอื่นนั้น ดวยเหตุนี้ ไมวาจําเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะสวนตัวหรือกระทําแทนบริษัทอื่นก็คงมีความรับผิดทางอาญาเชนเดียวกัน เมื่อจําเลยที่ 2 ซึ่งผูแทนของจําเลยที่ 1 และบริษัทอื่นนั้นลงชื่อในเช็คสั่งจายเงินโดยเจตนาที่จะไมใหมีการใชเงินตามเช็ค โจทกflยอมฟ6องจําเลยที่ 2 ในฐานะสวนตัวโดยลําพังไดขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับขอเท็จจริง ดังที่กลาวในฟ6องจึงมิใชขอแตกตางในสาระสําคัญ ทั้งจําเลยมิไดหลงตอสูอันเป2นเหตุที่ศาลจะยกฟ6องสําหรับจําเลยที่ 2 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453 / 2562แมขอเท็จจริงจากทางนําสืบของโจทกflปรากฏวาเช็คพิพาททั้งสามฉบับ มิใชเป2นของจําเลยที่ 1 แตเป2นของบริษัท ซ. อันแตกตางจากฟ6อง แตก็ไดความจากทางนําสืบของโจทกflวาบริษัท ซ. เป2นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจําเลยที่ 1 ซึ่งมีจําเลยที่ 2 เป2นผูถือหุนใหญของทั้งสองบริษัทและจําเลยที่ 2 เป2นกรรมการผูมีอํานาจกระทําการแทนบริษัท ซ. ดังนั้นไมวาจําเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะสวนตัวหรือในฐานะ ที่กระทําแทนบริษัท ซ. จําเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเชนเดียวกันเพราะการดําเนินกิจการของบริษัท ยอมแสดงออกโดยทางผูแทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูแทนของจําเลยที่ 1 และบริษัท ซ. ลงชื่อในเช็คสั่งจายเงินโดยเจตนาที่จะไมใหมีการใชเงินตามเช็คอันเป2นความผิดตามที่โจทกflฟ6อง ก็ถือวา โจทกflยอมฟ6องจําเลยที่ 2 ในฐานะสวนตัวโดยลําพังไมจําตองอางวาจําเลยที่ 2 รวมกระทําความผิดกับจําเลยที่ 1 ก็ไดขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับขอเท็จจริงดังที่กลาวในฟ6องจึงหาใชเป2นขอแตกตางในสาระสําคัญ ทั้งจําเลยก็มิไดหลงตอสูดวย อันเป2นเหตุที่ศาลจะตองพิพากษายกฟ6องสําหรับจําเลยที่ 2 ฎีกาเลาเรื่อง 235 โจทกflกลาวอางวา โจทกflเป2นทายาทผูมีสิทธิรับมรดกของเจามรดกเนื่องจากเป2นบุตรนอกกฎหมายที่ เจามรดกรับรองแลว อันเป2นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดก โจทกflจึงมีภาระการพิสูจนfl 2 สวน คือ โจทกflเป2น บุตรของเจามรดก และพฤติการณflที่เจามรดกรับรองวาโจทกflเป2นบุตรของตน เมื่อหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ระบุวาโจทกflเป2นบุตรของผูอื่น ซึ่งสําเนาทะเบียนบานเป2นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจาหนาที่ทําขึ้น จึงตองดวย ขอสันนิษฐานวาเป2นของแทจริงและถูกตอง โจทกflตองมีพยานหลักฐานมานําสืบหักลางขอสันนิษฐานดังกลาว
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7272 / 2562 โจทกflกลาวอางวา โจทกflเป2นทายาทผูมีสิทธิรับมรดกของเจามรดก เนื่องจากโจทกflเป2นบุตรนอกกฎหมายที่เจามรดกไดรับรองแลว จึงเป2นผูสืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบดวย กฎหมายและเป2นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของเจามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627, 1629 (1)ดังนั้น โจทกfl จึงมีภาระการพิสูจนflใหขอเท็จจริงรับฟIงไดตามมาตรา 1627 ซึ่งประกอบดวยขอเท็จจริง 2 สวนสวนแรกคือ ขอเท็จจริงที่วา โจทกflเป2นบุตรของเจามรดก และสวนที่สองคือ ขอเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณflของเจามรดก ที่รับรองวาโจทกflเป2นบุตรของตน เชน เจามรดกเป2นผูแจงเกิดใหแกโจทกflวาโจทกflเป2นบุตรของตน ยอมใหใชชื่อสกุล เป2นผูอุปการะเลี้ยงดูและสงเสียใหการศึกษาเลาเรียน ตลอดจนแนะนําและแสดงออกแกบุคคลทั่วไปอยางเปKดเผย วาโจทกflเป2นบุตร หลักฐานทางทะเบียนราษฎรระบุวา โจทกflเป2นบุตรของ ข. กับ บ. สําเนาทะเบียนบานซึ่งเป2น เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจาหนาที่ไดทําขึ้น จึงตองดวยขอสันนิษฐานวาเป2นของแทจริงและถูกตองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทกflตองมีพยานหลักฐานที่มีน้ําหนักมั่นคงและนาเชื่อถือมานําสืบหักลางขอสันนิษฐานดังกลาว จึงจะรับฟIงไดตามขอกลาวอางของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 236 จําเลยทั้งสามเดินทางมาที่หางสรรพสินคาดวยกัน แลวจําเลยที่ 1 ถูกจับกุมกอนพรอมธนบัตรปลอม อยูในซองซอนอยูกับตัวจําเลยที่ 1 ตอมาจึงจับกุมจําเลยที่ 2 และที่ 3 ไดคนละแหง แมอยูในหางเดียวกัน แตก็ไมอยูในฐานะที่จะครอบครองธนบัตรปลอมรวมกัน โจทกflคงอาศัยพฤติการณflที่จําเลยทั้งสามรวมเดินทาง มาดวยกันเป2นหลักดําเนินคดีซึ่งบุคคลที่เดินทางมาดวยกันนั้นไมจําเป2นตองกระทําความผิดรวมกันเสมอไป พยานหลักฐานของโจทกflจึงยังไมไดความชัดแจงวาจําเลยที่ 2 และที่ 3 รวมกับจําเลยที่ 1 มีธนบัตรปลอมไว เพื่อนําออกใชจึงใหยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นใหจําเลยที่ 2 และที่ 3 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176 / 2562 จําเลยทั้งสามเดินทางมาที่หางสรรพสินคา ซ. สาขาพระราม 9 ดวยกัน แลวจําเลยที่ 1 ถูกจับกุมกอนพรอมธนบัตรดอลลารflสหรัฐปลอมที่เก็บไวในซองสีน้ําตาลซอนอยู กับตัวของจําเลยที่ 1 ตอมาจึงจับกุมจําเลยที่ 2 และที่ 3 ไดคนละแหงกันกับที่จับกุมจําเลยที่ 1 แมอยูใน หางสรรพสินคาเดียวกัน แตก็ไมอยูในฐานะที่จะครอบครองธนบัตรดอลลารflสหรัฐปลอมรวมกัน โจทกflคงอาศัย พฤติการณflของจําเลยทั้งสามที่รวมเดินทางมาดวยกันเทานั้นที่เป2นหลักในการดําเนินคดีแตบุคคลที่เดินทาง มาดวยกันไมจําเป2นวาจะตองกระทําความผิดรวมกันเสมอไป โจทกflไมมีพยานบุคคลใดที่ทราบถึงรายละเอียด ของการซื้อและสงมอบธนบัตรดอลลารflสหรัฐปลอม พยานหลักฐานของโจทกflจึงยังไมไดความชัดแจงวาจําเลยที่ 2
และที่ 3 มีการกระทํารวมกันกับจําเลยที่ 1 ที่มีธนบัตรดอลลารflสหรัฐปลอมไวเพื่อนําออกใชและรูถึงการกระทํา ความผิดของจําเลยที่ 1 มาตั้งแตแรกดวยหรือไมจึงใหยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นใหจําเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาเลาเรื่อง 237 เดิมโจทกflเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษา จําเลยขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางกับหองชุดใหผูซื้อเพื่อมิใหโจทกfl บังคับชําระหนี้โจทกflจึงฟ6องจําเลยกับผูซื้อฐานโกงเจาหนี้และฟ6องขอเพิกถอนการฉอฉล คดีถึงที่สุดโจทกflขอให เจาพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดและนําเจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยflสินดังกลาวขายทอดตลาดชําระหนี้ ครบถวนแลว โจทกflฟ6องจําเลยใหชดใชคาเสียหายในมูลหนี้ละเมิดจากการทํานิติกรรมโอนทรัพยflสินนั้น คาเสียหายที่โจทกflมีสิทธิเรียกจากจําเลยตองเป2นความเสียหายตอสิทธิที่กฎหมายรับรองคุมครองใหผูถูกทําให เกิดเสียหาย และจําเลยทําใหสิทธิที่โจทกflมีอยูเสียหาย การที่โจทกflฟ6องจําเลยเป2นคดีอาญาฐานโกงเจาหนี้เป2น ความตองการใหจําเลยไดรับโทษคาใชจายในการดําเนินคดีและคาจางวาความ เกิดจากการใชสิทธิตามกฎหมาย ไมใชความเสียหายที่เกิดจากละเมิด จึงไมกอใหเกิดสิทธิที่จะเรียกคาสินไหมทดแทน สวนที่โจทกflฟ6องคดีแพง เนื่องจากการกระทําของจําเลยซึ่งใชสิทธิโดยไมสุจริตทําใหโจทกflเสียหาย ตองเสียคาใชจายในการตอสูคดี ปกป6องสิทธิจึงเป2นความเสียหายที่เป2นผลโดยตรงจากการทําละเมิดของจําเลย จําเลยจึงตองใชคาใชจาย และคาทนายความในการดําเนินคดีแพงแกโจทกflเชนเดียวกับการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียน เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพยflสินระหวางจําเลยกับผูซื้อก็เป2นผลตอเนื่องโดยตรงจากการทําละเมิดของจําเลย จึงตองชดใชคาใชจายดังกลาวแกโจทกflแตสําหรับกําไรที่โจทกflควรไดจากการนําเงินที่ไดจากการบังคับชําระหนี้ ไปลงทุนนั้นอยูนอกเหนือเจตนาของจําเลยอันไกลเกินกวาเหตุจําเลยจึงไมตองรับผิดตอโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 73 / 2563 เดิมโจทกflเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาตามยอม จําเลยขายที่ดินพรอม สิ่งปลูกสรางกับหองชุดในอาคารชุดใหศ. เพื่อมิใหโจทกflบังคับชําระหนี้เอาทรัพยflสินดังกลาว โจทกflจึงฟ6องจําเลย กับ ศ. เป2นคดีอาญาในขอหาโกงเจาหนี้กับฟ6องคดีแพงขอเพิกถอนการฉอฉล คดีทั้งสองเรื่องถึงที่สุดแลวโจทกflขอให เจาพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินและนําเจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยflสินขางตนขายทอดตลาดชําระหนี้ ตามคําพิพากษาตามยอมครบถวนแลวโจทกflฟ6องจําเลยใหชดใชคาเสียหายในมูลหนี้ละเมิดอันเกิดจากการที่จําเลย ทํานิติกรรมโอนทรัพยflสินใหแก ศ. คาเสียหายที่โจทกflมีสิทธิเรียกจากจําเลยผูทําละเมิดไดตามกฎหมาย เป2นความเสียหาย ดังที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 420 เทานั้น โดยเฉพาะความเสียหายตอสิทธิอยางใดอยางหนึ่ง หมายถึง สิทธิที่กฎหมายรับรองคุมครองใหผูถูกทําใหเกิดเสียหายและจําเลยจะตองทําใหสิทธิอยางหนึ่งอยางใด
ที่โจทกflมีอยูเสียหายไป การที่โจทกflฟ6องจําเลยเป2นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจาหนี้แสดงวาโจทกflมีความประสงคfl ตองการใหจําเลยไดรับโทษทางอาญา คาใชจายในการดําเนินคดีอาญาและคาจางวาความของทนายความที่โจทกfl จายไปเกิดจากการใชสิทธิของโจทกflตามกฎหมาย จึงเป2นความเสียหายจากการใชสิทธิไมใชความเสียหายที่เกิดจาก การกระทําละเมิดใหโจทกflเสียสิทธิหรือทําใหสิทธิของโจทกflที่กฎหมายรับรองวามีอยูเสียหายไป ไมกอใหเกิดสิทธิ แกโจทกflที่จะเรียกคาสินไหมทดแทนในเหตุละเมิดตามกฎหมายไดถือไมไดวาเป2นความเสียหายที่เกิดจาก การทําละเมิดโดยตรงสวนการที่โจทกflจําตองฟ6องคดีแพงเนื่องจากการกระทําของจําเลยเป2นการใชสิทธิ โดยไมสุจริตจงใจทําใหโจทกflไดรับความเสียหาย ตองเสียคาใชจายในการดําเนินการตอสูคดีปกป6องสิทธิ อันชอบธรรมของตนจากการกระทําอันไมสุจริตของจําเลย จึงเป2นความเสียหายที่เป2นผลโดยตรงจากการทําละเมิด ของจําเลย จําเลยจึงตองใชคาเสียหายเป2นคาใชจายและคาทนายความในการดําเนินคดีแพงแกโจทกflตามตาราง 6 และตาราง 7 ทาย ป.วิ.พ. สวนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพยflสิน ระหวางจําเลยกับ ศ.นั้น การที่โจทกflตองทําเชนนั้นจึงเป2นความเสียหายที่เป2นผลตอเนื่องโดยตรงจากการทําละเมิด ของจําเลย จําเลยจึงตองใชคาเสียหายเป2นคาใชจายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอน นิติกรรมการโอนทรัพยflสินแกโจทกflเชนกันสวนคาเสียหายเป2นกําไรที่โจทกflควรจะไดจากการนําเงินที่ไดจากการ บังคับชําระหนี้ไปลงทุนนั้น เป2นคาเสียหายที่โจทกflเรียกรองมาอยูนอกเหนือเจตนาของจําเลย ถือวาเป2นคาเสียหาย ที่ไกลเกินกวาเหตุจําเลยไมตองรับผิดตอโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 238 แมอัยการโจทกflฟ6องจําเลยเฉพาะฐานประมาทเป2นเหตุใหผูอื่นถึงแกความตาย แตก็บรรยายฟ6องดวยวา การกระทําของจําเลยเป2นเหตุใหผูรองไดรับอันตรายสาหัส ผูรองจึงเป2นผูเสียหายมีสิทธิเรียกรองทางแพง ฐานมูลละเมิดใหจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนเพราะเหตุไดรับอันตรายแกรางกายโดยอาศัยมูลคดีอาญา และแมคดีสวนแพงของผูรองจะขาดอายุความดังที่จําเลยฎีกาก็ตาม แตคําพิพากษาสวนแพงตองเป2นไปตาม บทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ดังนั้น เมื่อจําเลยไมไดยกปIญหาเรื่องอายุความขึ้นตอสู ในคําใหการ คดีจึงไมมีประเด็นเรื่องนี้การที่ศาลชั้นตนหยิบยกขึ้นมาเป2นเหตุยกคํารองของผูรองจึงไมชอบ และเป2นขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาโดยชอบในศาลชั้นตน ทั้งไมเป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ที่จําเลยอาจหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาได
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7147 / 2562แมโจทกflจะยื่นฟ6องจําเลยเฉพาะความผิดฐานประมาทเป2นเหตุให ผูอื่นถึงแกความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 แตโจทกflก็บรรยายฟ6องวา การกระทําของจําเลยเป2นเหตุให ผูรองไดรับอันตรายสาหัส ผูรองจึงเป2นผูเสียหายมีสิทธิเรียกรองทางแพงฐานมูลละเมิดเรียกรองใหจําเลยชดใช คาสินไหมทดแทนเพราะเหตุไดรับอันตรายแกรางกายโดยอาศัยมูลคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และแมคดีสวนแพงของผูรองจะขาดอายุความเนื่องจากไมมีการฟ6องรองดําเนินคดีอาญาแกจําเลยในขอหาประมาท เป2นเหตุใหผูอื่นไดรับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 ภายในอายุความสิบปXตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง ตามที่จําเลยฎีกาก็ตาม แต ป.วิ.อ. มาตรา 40 ก็บัญญัติวา คําพิพากษาสวนแพง ตองเป2นไปตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ดังนั้น เมื่อจําเลยไมไดยกปIญหา เรื่องอายุความขึ้นตอสูในคําใหการ คดีจึงไมมีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นตนหยิบยกเอาอายุความมา เป2นเหตุยกคํารองของผูรองจึงไมชอบ ตองหามตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และถือวาเป2นขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาโดยชอบในศาลชั้นตน ทั้งไมเป2นปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ เรียบรอยที่จําเลยสามารถหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาได ฎีกาเลาเรื่อง 239 โจทกflและจําเลยที่ 2 ตางเป2นผูค้ําประกันจําเลยที่ 1 ตอธนาคารฯ จึงตองรับผิดตอธนาคารฯอยางลูกหนี้ รวมกัน เมื่อโจทกflเขาใชหนี้แทนจําเลยที่ 1 โจทกflยอมรับชวงสิทธิไลเบี้ยจําเลยที่ 2 ไดตามสวนเทา ๆ กัน จําเลยที่2 จึงตองรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดตอโจทกflกึ่งหนึ่ง พรอมดอกเบี้ยนับแตวันที่โจทกflชําระหนี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028 / 2562โจทกflและจําเลยที่ 2 ตางเป2นผูค้ําประกันจําเลยที่ 1 ตอธนาคาร ก. จึงเป2นกรณีที่บุคคลหลายคนยอมตนเขาเป2นผูค้ําประกันจําเลยที่ 1 ในหนี้รายเดียวกัน ตองรับผิดตอธนาคาร ดังกลาวอยางลูกหนี้รวมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทกflเขาใชหนี้แกธนาคารฯ แทนจําเลยที่ 1 แลว โจทกflยอมรับชวงสิทธิไลเบี้ยเอาแกจําเลยที่ 2 ไดตามสวนเทา ๆ กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 22(3) และ มาตรา 296 จําเลยที่ 2 จึงตองรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดตอโจทกflกึ่งหนึ่ง พรอมดอกเบี้ยนับแตวันที่โจทกflชําระหนี้
ฎีกาเลาเรื่อง 240 คดีคามนุษยflอยูในบังคับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีคามนุษยflซึ่งการอุทธรณflคําพิพากษาหรือคําสั่งของ ศาลชั้นตนใหอุทธรณflไปยังศาลอุทธรณflแผนกคดีคามนุษยflการที่ศาลอุทธรณflภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีจึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7009 / 2562 คดีคามนุษยflอยูในบังคับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีคามนุษยfl พ.ศ.2559 ซึ่งมาตรา 38 บัญญัติวา การอุทธรณflคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นตนในคดีคามนุษยflใหอุทธรณfl ไปยังศาลอุทธรณflแผนกคดีคามนุษยflเมื่อจําเลยอุทธรณflคําพิพากษาศาลชั้นตนจึงเป2นอํานาจของศาลอุทธรณfl แผนกคดีคามนุษยflที่จะพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลอุทธรณflภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีมาจึงเป2นการไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 241 การที่ผูรองทั้งสองสงมอบรถยนตflใหแกหางฯ ตามสัญญาเชา โดยในระยะแรกผูรองทั้งสองไดรับคาเชา ตามสัญญา ตอมาเมื่อไมไดรับคาเชา จึงทราบวาตนถูกฉอโกง ตอมามีการดําเนินคดีอาญาแกผูกระทําความผิด ศาลชั้นตนลงโทษฐานฉอโกง ไมอาจถือวาในวันที่ผูรองทั้งสองสงมอบรถยนตflเป2นวันที่ความผิดสําเร็จอันจะถือ เป2นวันวินาศภัยซึ่งสงผลวาผูรองทั้งสองยื่นคําเสนอขอพิพาทพนกําหนดสองปXตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และผูรองทั้งสองยอมเสียประโยชนflเพราะเป2นการยากตอวิญTูชนจะทราบวาถูกฉอโกงตั้งแตวันสงมอบรถยนตflไป การชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีมีเหตุเพิกถอน คําชี้ขาดดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6741/2562 การที่ผูรองทั้งสองสงมอบรถยนตflใหแกหางหุนสวนจํากัด ส. ในวันที่ 18 ธันวาคม 2557 และในวันที่ 22 ธันวาคม 2557 โดยในระยะแรกผูรองทั้งสองไดรับคาเชารถยนตfl ตามสัญญา ตอมาเมื่อผูรองทั้งสองไมไดรับคาเชา ผูรองทั้งสองจึงทราบวาผูรองทั้งสองถูกฉอโกง ตอมา มีการดําเนินคดีอาญาแกผูกระทําความผิด ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษผูกระทําผิดฐานฉอโกง กรณีไมอาจถือวา ในวันที่ผูรองทั้งสองสงมอบรถยนตflเป2นวันที่ความผิดสําเร็จอันจะถือเป2นวันวินาศภัยซึ่งจะสงผลวาผูรองทั้งสอง ยื่นคําเสนอขอพิพาทเมื่อพนกําหนดสองปXตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งหากมีการยอมรับหรือบังคับ ตามคําชี้ขาดดังกลาวยอมเป2นผลใหผูรองทั้งสองเสียประโยชนflเพราะขอเท็จจริงยอมเป2นการยากตอวิญTูชน คนทั่วไปที่จะทราบวาถูกฉอโกงมาตั้งแตวันที่มีการสงมอบรถยนตflไปตามสัญญา กรณีจึงไมอาจถือไดวา วันวินาศภัย ใหนับตั้งแตวันที่มีการสงมอบรถยนตflตามสัญญา การชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยอมขัดตอความสงบเรียบรอย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเห็นไดวา กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 แหงพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ฎีกาเลาเรื่อง 242 ความผิดฐานเป2นเจาพนักงานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกราชการ เป2นความผิด ตอตําแหนงหนาที่ราชการ แมศาลไมไดวินิจฉัยวาทุจริต ก็เป2นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6999/2562 ความผิดฐานเป2นเจาพนักงานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิด ความเสียหายแกราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 เป2นความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ แมศาลจะไมไดวินิจฉัย วาเป2นการกระทําโดยทุจริต ก็เป2นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) ฎีกาเลาเรื่อง 243 กรณีละเมิดโดยการกลาวหรือไขขาวที่แพรหลายไดนั้นตองมีบุคคลที่สาม การที่มีคนแอบฟIงโดยคนพูดไมรู ถือไมไดวาเป2นการจงใจกลาวหรือไขขาวแพรหลาย เมื่อจําเลยทั้งสองและ พ. เพียง 3 คน สนทนาผานบัญชีเฟสบุyค เมสเซนเจอรflอันเป2นระบบปKดบุคคลภายนอกไมสามารถเขาไปดูหรืออานขอความสนทนาได แมมีการพูดถึงโจทกfl ดวยก็เป2นการสนทนาในกลุมเดียวกัน จึงมิใชเป2นการที่จําเลยทั้งสองกลาวหรือไขขาวแพรหลาย สวนที่โจทกflแอบดู และอานขอความสนทนากับนําไปเผยแพรก็ไมทําใหการสนทนาระหวางกลุมนี้เป2นการกลาวหรือไขขาวแพรหลาย การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงไมเป2นละเมิดตอโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6681 / 2562แมป.พ.พ. มาตรา 423 ไมไดบัญญัติวาเป2นการกลาวหรือไขขาว ตอบุคคลที่สาม แตการกลาวหรือไขขาวที่แพรหลายไดก็ตองมีบุคคลที่สามอยู การพูดคนเดียวไมมีคนไดยินยอม ไมเป2นการกลาวใหแพรหลาย ดังนั้นถามีคนแอบฟIงโดยคนพูดไมรูการพูดดังกลาวถือไมไดวาเป2นการ จงใจกลาวหรือไขขาวแพรหลาย เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา พ. เป2นผูเริ่มตนการตั้งโปรแกรมสนทนาผานบัญชี เฟสบุyคเมสเซนเจอรflซึ่งเป2นโปรแกรมที่ใหบริการสงขอความและขอมูลมัลติมีเดียสนทนาโตตอบกันผานระบบ อินเทอรflเน็ตที่เขาในระบบเพื่อพูดคุยกัน โปรแกรมสนทนาดังกลาวเป2นแบบระบบปKดมีสมาชิกเพียง 3 คนคือจําเลย ทั้งสองและ พ. บุคคลภายนอกไมสามารถเขาไปดูหรืออานขอความสนทนาไดการสนทนาดังกลาวที่มีการพูดถึง
โจทกfl และพนักงานอื่นรวมอยูดวยจึงเป2นการกลาวที่จําเลยทั้งสองและ พ. ซึ่งเป2นกลุมเดียวกันสนทนารวมกันโดย พ.เขารวมสนทนากับจําเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใชเป2นการที่จําเลยทั้งสองกลาวหรือไขขาวแพรหลาย สวนการที่โจทกflแอบดูและอานขอความสนทนาและนําไปเผยแพรใหบุคคลอื่นรับทราบเอง ยอมไมทําให การสนทนาระหวางกลุมบุคคลทั้งสามเป2นการกลาวหรือไขขาวแพรหลายใหบุคคลอื่นรับทราบได การกระทําของ จําเลยทั้งสองจึงไมเป2นละเมิดตอโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 244 การที่จําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุม และจําเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป2นผูบันทึก การประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ยอมเป2นการรับรองเป2นหลักฐานวา การประชุมของทางราชการไดกระทํา ตอหนาตน เมื่อคณะกรรมการดังกลาวมิไดประชุมกันจริง ยอมเป2นความผิดฐานเป2นเจาพนักงานมีหนาที่ทําเอกสาร รับรองเป2นหลักฐานวา การอยางใดไดกระทําตอหนาตนอันเป2นความเท็จ และรับรองเป2นหลักฐานซึ่งขอเท็จจริง อันเอกสารนั้นมุงพิสูจนflความจริงอันเป2นเท็จ แตโจทกflทั้งหามิไดฟ6องขอใหลงโทษจําเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานดังกลาว ตองถือวาโจทกflทั้งหาไมประสงคflใหลงโทษจําเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานนี้จึงลงโทษไมไดและมิใชเป2นเรื่องที่ขอเท็จจริง ตามฟ6องโจทกflทั้งหาสืบสม แตอางฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เพราะโจทกflทั้งหามิไดบรรยายองคflประกอบ ความผิดฐานนี้มาดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6538 / 2562 การที่จําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุม และจําเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป2นผูบันทึกการประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ยอมเป2นการรับรองเป2นหลักฐานวา การประชุมคณะกรรมการกําหนดโครงสรางสวนราชการและจัดทําแผนอัตรากําลัง 3 ปX (รอบปXงบประมาณ 2558 -2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ไดกระทําตอหนาตนนั้น เมื่อคณะกรรมการดังกลาวมิไดมีการประชุมกันจริง การกระทําของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเป2นความผิดฐานเป2นเจาพนักงานมีหนาที่ทําเอกสาร รับรองเป2น หลักฐานวา การอยางใดไดกระทําตอหนาตนอันเป2นความเท็จ และรับรองเป2นหลักฐานซึ่งขอเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุงพิสูจนflความจริงอันเป2นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) แตโจทกflทั้งหามิไดฟ6องขอใหลงโทษ จําเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) มาดวย ตองถือวาโจทกflทั้งหาไมประสงคflใหลงโทษ จําเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) จึงลงโทษจําเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา 162 (1) และ (4) ไมไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และกรณีมิใชเป2นเรื่องที่ขอเท็จจริงตามฟ6องโจทกflทั้งหาสืบ สม แตอางฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เพราะโจทกflทั้งหามิไดบรรยายองคflประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา
162 (1) และ (4) มาในฟ6องดวย อีกทั้งองคflประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ(4) กับมาตรา 265 มีความแตกตางกันมาก จึงมิใชเป2นกรณีที่ขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกตางจากขอเท็จจริงดังที่กลาว ในฟ6องในเรื่องที่มิใชขอสาระสําคัญ และจําเลยที่ 1 และที่ 2 มิไดหลงตอสู ฎีกาเลาเรื่อง 245 การกลับคืนสูฐานะเดิมกรณีบอกลางโมฆียะกรรมนั้น กฎหมายไมไดบัญญัติใหบวกดอกเบี้ยเขาดวย คิดตั้งแตเวลาที่ไดรับไวแตกตางกับกรณีกลับคืนสูฐานะดังที่เป2นอยูเดิมเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาซึ่งบัญญัติให บวกดอกเบี้ยเขาดวย คิดตั้งแตเวลาที่ไดรับไวดังนั้น การที่จําเลยทั้งสองรับเงินของโจทกflจึงเป2นหนี้เงินซึ่งใหคิด ดอกเบี้ยระหวางผิดนัดอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตครบกําหนดบอกกลาวทวงถาม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6543 / 2562 ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติใหคูกรณีกลับคืนสู ฐานะเดิมโดยไมไดบัญญัติใหบวกดอกเบี้ยเขาดวย คิดตั้งแตเวลาที่ไดรับไวแตกตางกับกรณีกลับคืนสูฐานะ ดังที่เป2นอยูเดิมเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติใหบวกดอกเบี้ยเขาดวย คิดตั้งแตเวลาที่ไดรับไวดังนั้น การที่จําเลยทั้งสองรับเงินของโจทกflไวยอมเป2นหนี้เงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา224 วรรคหนึ่ง ใหคิดดอกเบี้ยระหวางผิดนัดอัตรารอยละ 7.5 ตอปXจําเลยทั้งสองจะตกเป2นผูผิดนัดและตองชําระ ดอกเบี้ยใหแกโจทกflก็ตอเมื่อโจทกflไดบอกกลาวทวงถาม แลวจําเลยทั้งสองเพิกเฉยไมชําระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 246 ที่ดินของโจทกflแบงแยกมาจากที่ดินของผูขาย ภายหลังแบงแยกผูขายตกลงใหโจทกflใชทางพิพาทซึ่งตั้งอยู บนที่ดินของผูขายเป2นทางเขาออกสูถนนสาธารณะ โจทกflและบริวารใชทางดังกลาวตลอดมา ถือเป2นการทํา นิติกรรมกอตั้งสิทธิภาระจํายอมมิใชการใชทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผูขายหรือโดยวิสาสะ ทางพิพาทจึงตก เป2นภาระจํายอมแกที่ดินโจทกflโดยนิติกรรม อันเป2นทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflแตเมื่อยังไมจดทะเบียน การไดทางภาระจํายอมจึงไมบริบูรณflแตก็อาจไดภาระจํายอมโดยอายุความหากโจทกflใชทางพิพาทโดยเจตนาใหได ภาระจํายอมซึ่งเป2นปรปIกษflตอเจาของที่ดิน โจทกflใชทางพิพาทโดยสงบและเปKดเผยดวยเจตนาใหเป2น
ทางภาระจํายอมเป2นเวลากวา 10 ปXทางพิพาทยอมตกเป2นภาระจํายอมแกที่ดินของโจทกflจําเลยทั้งสองจะยกเรื่อง การรับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียคาตอบแทน และไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นเป2นขอตอสูโจทกflหาไดไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6562 / 2562 ที่ดินของโจทกflแบงแยกมาจากที่ดินของ ส. และ ต. ภายหลัง แบงแยก ต. ผูขายที่ดินใหแกโจทกflตกลงยินยอมใหโจทกflใชทางพิพาทซึ่งตั้งอยูบนที่ดินของ ต. เป2นทางเขาออกสู ถนนสาธารณะ ซึ่งโจทกflและบริวารก็ไดใชทางพิพาทดังกลาวตลอดมา การตกลงกันดังกลาวถือเป2นการ ทํานิติกรรมกอตั้งสิทธิภาระจํายอมระหวางกัน หาใชเป2นกรณีที่โจทกflใชทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ต.หรือ โดยวิสาสะไม ทางพิพาทจึงตกเป2นภาระจํายอมแกที่ดินของโจทกflโดยนิติกรรมดังกลาว อันเป2นทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflเมื่อโจทกflยังไมไดจดทะเบียนการไดทางภาระจํายอมตอพนักงานเจาหนาที่จึงไมบริบูรณfl ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แตโจทกflก็อาจไดภาระจํายอมในทางพิพาทโดยอายุความหากโจทกflไดใชทาง พิพาทโดยเจตนาใหไดภาระจํายอมซึ่งตองพิจารณาจากการใชวา เป2นการใชโดยอาการที่ถือสิทธิเป2นปรปIกษflตอต. เจาของที่ดินที่ตั้งทางพิพาทคนเดิมและเจาของที่ดินคนตอ ๆ มาหรือไม โจทกflใชทางพิพาทโดยความสงบ และโดยเปKดเผยดวยเจตนาใหเป2นทางภาระจํายอมตลอดมา เป2นเวลากวา 10 ปXแลว ทางพิพาทยอมตกเป2น ภาระจํายอมแกที่ดินของโจทกfl เมื่อเป2นการไดมาซึ่งภาระจํายอมแลว แมจะเป2นการไดทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ก็ไมอยูในบังคับบทบัญญัติมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น จําเลยทั้งสองจะยกเรื่องการรับโอนที่ดินมาโดยสุจริต เสียคาตอบแทน และไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้น เป2นขอตอสูโจทกflหาไดไม ฎีกาเลาเรื่อง 247 การที่โจทกflตกลงมอบเงินใหจําเลยเพื่อวิ่งเตนใหโจทกflไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงทางราชการ เป2นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงคflขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันตกเป2นโมฆะแมตอมา โจทกflจะไมไดรับการแตงตั้ง แตการคืนทรัพยflอันเกิดจากโมฆะกรรม ตองนําบทบัญญัติวาดวยลาภมิควรไดมาใชบังคับ ซึ่งการที่โจทกflมอบเงินใหจําเลยไปดําเนินการดังกลาว ถือเป2นการกระทําตามอําเภอใจ เสมือนหนึ่งวา เพื่อชําระหนี้โดยรูอยูแลววาตนไมมีความผูกพันที่จะตองชําระ ทั้งเป2นการชําระหนี้อันฝOาฝZนศีลธรรมอันดีโจทกfl จึงไมอาจเรียกรองใหจําเลยคืนเงินดังกลาวได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6614 / 2562 จําเลยรับจะดําเนินการวิ่งเตนใหโจทกflไดรับการแตงตั้งใหดํารง ตําแหนงผูกํากับการตํารวจภูธร โจทกflยอมคาดหมายไดวาจําเลยจะตองดําเนินการอยางใดอยางหนึ่งดวยตนเอง
หรือผานบุคคลอื่นเพื่อแทรกแซงการใชดุลพินิจของผูมีอํานาจแตงตั้ง โดยมีเงินที่ไดรับจากโจทกflเป2นคาตอบแทน หรือคาใชจายในการดําเนินการ การที่โจทกflตกลงมอบเงินใหตามขอเสนอของจําเลย แตโจทกflไมไดรับการแตงตั้ง ใหดํารงตําแหนงดังกลาว ขอตกลงระหวางโจทกflกับจําเลยจึงเป2นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงคflเป2นการขัดตอ ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป2นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การคืนทรัพยflอันเกิด จากโมฆะกรรม ตองนําบทบัญญัติวาดวยลาภมิควรไดมาใชบังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง การที่โจทกflมอบเงินให จําเลยไปดําเนินการในเรื่องดังกลาว ถือเป2นการกระทําตามอําเภอใจ เสมือนหนึ่งวาเพื่อชําระหนี้โดยรูอยูแลววา ตนไมมีความผูกพันที่จะตองชําระ ทั้งยังเป2นการชําระหนี้อันฝOาฝZนศีลธรรมอันดีจึงไมอาจเรียกรองเงินคืนได ตามมาตรา 407 และ 411 ฎีกาเลาเรื่อง 248 คาขาดไรอุปการะเป2นหนี้ที่แบงแยกเป2นสวนและสามารถฟ6องเรียกเฉพาะสวนของตนไดทุนทรัพยflพิพาท ชั้นฎีกาจึงตองถือตามจํานวนคาขาดไรอุปการะที่โจทกflแตละคนมีสิทธิเรียกรอง เมื่อทุนทรัพยflที่พิพาทชั้นฎีกา ของโจทกflแตละคนไมเกินสองแสนบาท ยอมตองหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง การที่จําเลยฎีกาวา ศาลชั้นอุทธรณflกําหนดใหจําเลยชําระคาขาดไรอุปการะแกโจทกflทั้งสองนานเกินไปไมเหมาะสมกับความเสียหาย ถือวาเป2นการโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐาน อันเป2นปIญหาขอเท็จจริงจึงตองหาม ศาลชั้นตนรับฎีกาไว จึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381 / 2562 คาขาดไรอุปการะเป2นหนี้ที่สามารถแบงแยกเป2นสวนของโจทกfl แตละคน โดยโจทกflทั้งสองสามารถฟ6องเรียกเฉพาะสวนของตนโดยลําพังไดทุนทรัพยflที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงตองถือตาม จํานวนคาขาดไรอุปการะที่โจทกflแตละคนมีสิทธิเรียกรองจากจําเลย ทุนทรัพยflที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทกflทั้งสอง แตละคนไมเกินสองแสนบาท ยอมตองหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชบังคับขณะที่โจทกflทั้งสองยื่นฟ6อง การที่จําเลยฎีกาวา ศาลอุทธรณflภาค 3 กําหนดใหจําเลยชําระคาขาดไรอุปการะแกโจทกflทั้งสองเป2นระยะเวลา 18 ปXนานเกินไปไมเหมาะสม กับความเสียหาย ถือวาเป2นการโตแยงดุลพินิจของศาลอุทธรณflภาค 3 ในการรับฟIงพยานหลักฐาน เป2นฎีกา ในขอเท็จจริงจึงตองหามตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาว ที่ศาลชั้นตนรับฎีกาของจําเลยมานั้น จึงเป2นการไมชอบ ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย
ฎีกาเลาเรื่อง 249 ป.วิ.พ. ไมไดหามโจทกflถอนฟ6องหลังจากชี้สองสถาน แมจําเลยคัดคานก็อยูในดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาต หรือไม ซึ่งศาลจะพิจารณาขอเท็จจริงในสํานวนประกอบเหตุผลในคํารองขอถอนฟ6องและคําคัดคานของจําเลย ตลอดจนความสุจริตในการดําเนินคดีของทั้งสองฝOาย เมื่อการที่ฟ6องไมถูกตองครบถวนและคําขอบังคับไมอาจ บังคับไดไมใชเกิดจากความผิดของโจทกflและ ป.วิ.พ. ไมไดหามโจทกflถอนฟ6อง ยื่นฟ6องใหมภายในอายุความ ศาลจึงไมอาจนําเรื่องกําหนดเวลาในการขอแกไขคําฟ6องกอนการชี้สองสถาน และการถอนคําฟ6องเพื่อไปแกไข ขอบกพรองแลวยื่นฟ6องใหมมาเป2นเงื่อนไขในการสั่งคํารองขอถอนฟ6อง ทั้งคูความยังมิไดสืบพยาน จึงฟIงไมไดวา การถอนฟ6องทําใหจําเลยเสียเปรียบ กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตใหถอนฟ6องได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114 / 2562 ป.วิ.พ. มาตรา 175 ไมไดหามโจทกflถอนฟ6องหลังจากชี้สองสถาน แมจําเลยคัดคานก็อยูในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตหรือไมอนุญาตใหถอนฟ6องก็ไดซึ่งดุลพินิจของศาล มาจากการพิจารณาขอเท็จจริงในสํานวนประกอบเหตุผลในคํารองขอถอนฟ6องและคําคัดคานของจําเลย ตลอดจนความสุจริตในการดําเนินคดีของทั้งสองฝOาย เมื่อการที่ฟ6องไมถูกตองครบถวนและคําขอบังคับไมอาจ บังคับไดไมใชเกิดจากความผิดของฝOายโจทกflและ ป.วิ.พ. มาตรา 176 ไมไดหามโจทกflที่ถอนฟ6อง ยื่นฟ6องใหม ภายใตบังคับแหงกฎหมายวาดวยอายุความ ศาลจึงไมอาจนําขอกฎหมายเรื่องกําหนดเวลาในการขอแกไขคําฟ6อง ซึ่งตองขอกอนการชี้สองสถานตามมาตรา 180 และการที่ถอนคําฟ6องเพื่อไปแกไขขอบกพรองแลวยื่นฟ6องจําเลย เขามาเป2นคดีใหมมาเป2นเงื่อนไขในการสั่งคํารองขอถอนฟ6อง ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝOายยังไมมีการนําพยานหลักฐาน เขาสืบ จึงฟIงไมไดวาการถอนฟ6องทําใหจําเลยเสียเปรียบในการตอสูคดีกรณีมีเหตุสมควรอนุญาตใหถอนฟ6องได ฎีกาเลาเรื่อง 250 จําเลยนัดผูเสียหายที่ 2 ผูเยาวflซึ่งอยูในอํานาจปกครองของผูเสียหายที่ 1 ไปมีความสัมพันธflทางเพศ ในรถยนตflของจําเลยระหวางทางไปกลับจากโรงเรียน แมจําเลยไมไดขับรถออกนอกเสนทางและพาผูเสียหายที่ 2 มาสงที่บานตามปกติก็ยังเป2นการลวงละเมิดอํานาจปกครองของผูเสียหายที่ 1 เป2นความผิดฐานพรากผูเยาวflไปเสีย จากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผูเยาวflเต็มใจไปดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6306 / 2562 จําเลยนัดผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นผูเยาวflอยูในอํานาจปกครองของ ผูเสียหายที่ 1 ไปมีความสัมพันธflทางเพศกันในรถยนตflของจําเลยระหวางทางที่ผูเสียหายที่ 2 นั่งไปและกลับจาก โรงเรียน เป2นเหตุอันไมสมควรอยางยิ่ง แมจําเลยไมไดขับรถพาผูเสียหายที่ 2 ออกไปนอกเสนทางที่ตองกลับบาน
และพาผูเสียหายที่ 2 มาสงที่บานตามปกติก็ยังเป2นการลวงละเมิดอํานาจปกครองของผูเสียหายที่ 1 เป2นความผิด ฐานพรากผูเยาวflไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผูเยาวflเต็มใจไปดวยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ฎีกาเลาเรื่อง 251 จําเลยที่ 4 ไดรับที่ดินพิพาทจากบิดาโดยการยกใหจากนั้นเขาทําประโยชนflและแบงปIนใหผูรอง ซึ่งเป2นบุตรผูรองเขาครอบครองทําประโยชนflดวยความสงบเปKดเผยและเจตนาเป2นเจาของติดตอกันเกินกวา 10 ปXก อนโจทกflยึดที่ดินดังกลาว เป2นการอางวา ผูรองไดที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครอง อันเป2นการไดมาซึ่ง อสังหาริมทรัพยflหรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แตเมื่อผูรองยังมิได จดทะเบียน ยอมตองหามมิใหยกขึ้นเป2นขอตอสูบุคคลภายนอกผูไดสิทธิมาโดยเสียคาตอบแทนและโดยสุจริต และไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต เมื่อผูรองไมไดนําสืบวาโจทกflรับจํานองไวโดยไมมีคาตอบแทนหรือไมสุจริต จึงตองฟIงวาโจทกflรับจํานองที่ดินพิพาทไวโดยสุจริตและเสียคาตอบแทนและไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ยอมไดรับความคุมครอง ผูรองไมอาจอางการไดมาซึ่งการครอบครองปรปIกษflยันโจทกflไดและไมมีสิทธิขอใหปลอย ที่ดินพิพาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6445 / 2562 จําเลยที่ 4 ไดรับการยกใหจากบิดา จากนั้นเขาทําประโยชนfl ในที่ดินพิพาทและแบงปIนที่ดินพิพาทใหผูรองซึ่งเป2นบุตร ผูรองเขาครอบครองทําประโยชนflตอมาดวยความสงบ เปKดเผยและเจตนาเป2นเจาของติดตอกันมาเป2นเวลาเกินกวา 10 ปX กอนโจทกflยึดที่ดินพิพาท เป2นการอางวา ผูรองไดที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 อันเป2นการไดมาซึ่งอสังหาริมทรัพยflหรือ ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยflโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แตเมื่อสิทธิของผูรองยังมิไดจดทะเบียน ยอมตองหามมิใหยกขึ้นเป2นขอตอสูบุคคลภายนอกผูไดสิทธิมาโดยเสียคาตอบแทนและโดยสุจริตและไดจดทะเบียนสิทธิ โดยสุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผูรองไมไดนําสืบวา โจทกflซึ่งเป2นบุคคลภายนอกรับจํานองไว โดยไมมีคาตอบแทนหรือไมสุจริตแตประการใด จึงตองฟIงวาโจทกflรับจํานองที่ดินพิพาทไวโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน และไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ยอมอยูในฐานะบุคคลภายนอกที่ไดรับความคุมครอง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1299 วรรคสอง ผูรองไมอาจอางการไดมาซึ่งการครอบครองปรปIกษflขึ้นยันกับโจทกflไดและผูรองไมมีสิทธิขอให ปลอยที่ดินพิพาท
ฎีกาเลาเรื่อง 252 ศาลมีอํานาจนําขอเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบดุลพินิจ ในการกําหนดโทษแกจําเลย แตไมอาจนํามารับฟIงในฐานะพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทําของจําเลย ที่ถูกฟ6องไดหากเห็นวาการกระทําของจําเลยตามรายงานดังกลาวขัดแยงกับคําฟ6องและคํารับสารภาพก็ชอบที่จะ สืบพยานเพิ่มเติมใหชัดแจง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442 / 2562แมศาลอุทธรณflภาค 2 มีอํานาจที่จะนําขอเท็จจริงตามรายงาน การสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบดุลพินิจในการกําหนดโทษแกจําเลย แตไมอาจนํามา รับฟIงในฐานะพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทําของจําเลยที่ถูกฟ6องดวยโดยหากเห็นวาการกระทําของจําเลย ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจขัดแยงกับคําฟ6องของโจทกflและคํารับสารภาพของจําเลย ก็ชอบแตจะให ศาลชั้นตนสืบพยานเพิ่มเติมใหชัดแจง คําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 2 จึงเป2นการวินิจฉัยขอเท็จจริงที่ไมชอบ ดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 253 ฎีกาของผูประกันโตแยงคําวินิจฉัยของศาลชั้นอุทธรณflเรื่องการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลชั้นอุทธรณfl วินิจฉัยวา การที่ผูประกันนําเงินมาชําระตามสัญญาประกันทั้งที่ผูประกันอางในคํารองของตนวา ศาลชั้นตน สิ้นสิทธิบังคับคดีเพราะเกิน 10 ปX จึงเป2นเรื่องที่ผูประกันชําระหนี้โดยรูวาตนไมมีความผูกพัน จึงไมมีสิทธิ รับเงินคืน และคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflที่ยืนตามคําสั่งของศาลชั้นตนใหยกคํารองของผูประกันนั้น ยอมเป2นที่สุด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6518 / 2562 ฎีกาของผูประกันเป2นการโตแยงคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณflภาค 5 เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณflภาค 5 วินิจฉัยวา การที่ผูประกันนําเงิน500,000 บาท มาชําระตามสัญญาประกันในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ทั้งที่ผูประกันอางในคํารองฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 วา ศาลชั้นตนสิ้นสิทธิในการบังคับคดีเพราะไมบังคับคดีภายใน 10 ปXจึงเป2นเรื่องที่ผูประกันชําระหนี้โดยรูวา ตนไมมีความผูกพันที่จะตองชําระ จึงไมมีสิทธิรับเงินดังกลาวคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา407 โดยศาลอุทธรณflภาค 5 มีคําพิพากษายืนตามคําสั่งของศาลชั้นตนที่ยกคํารองของผูประกัน คําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 5 ดังกลาว ยอมเป2นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง
ฎีกาเลาเรื่อง 254 คดีกอนโจทกflถูกจําเลยฟ6องขับไลออกจากที่ดินพิพาท โจทกflฟ6องแยงขอใหพิพากษาวาที่ดินพิพาทเป2นของ โจทกflศาลฎีกาพิพากษาวาที่ดินเป2นของโจทกflหามจําเลยเกี่ยวของ แตมิไดขับไลจําเลย ดังนี้คําพิพากษาศาลฎีกา ยอมผูกพันจําเลยมิใหโตเถียงกรรมสิทธิ์การที่โจทกflนําคดีมาฟ6องขอใหบังคับจําเลยรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาท เป2นการฟ6องขอใหบังคับตามสิทธิของโจทกflที่เกิดจากผลของคําพิพากษาศาลฎีกา จึงไมเป2นฟ6องซ้ํา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6411 / 2562 คดีกอนโจทกflถูกจําเลยฟ6องขับไลออกจากที่ดินพิพาท โจทกfl ฟ6องแยงขอใหพิพากษาวาที่ดินพิพาทเป2นของโจทกflศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดวาที่ดินพิพาทเป2นของโจทกfl และหามมิใหจําเลยเขาเกี่ยวของกับที่ดินพิพาท แตไมไดพิพากษาใหขับไลจําเลยหรือใหจําเลยรื้อถอนออกไป ดังนี้ผลของคําพิพากษาศาลฎีกายอมผูกพันจําเลยในคดีนี้ซึ่งเป2นโจทกflในคดีกอนมิใหโตเถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พิพาทกับโจทกflในคดีนี้การที่โจทกflนําคดีมาฟ6องขอใหบังคับจําเลยรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาทโดยไมไดมีประเด็น ใหศาลวินิจฉัยวาที่ดินพิพาทเป2นของโจทกflจึงเป2นการฟ6องเพื่อขอใหบังคับตามสิทธิของโจทกflที่เกิดจากผลของ คําพิพากษาศาลฎีกาในคดีกอน โจทกflจึงมีสิทธิฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้ไดไมเป2นการฟ6องซ้ํา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฎีกาเลาเรื่อง 255 ขณะเกิดเหตุละเมิดผูตายเป2นบุตรนอกสมรสของผูคัดคานซึ่งอยูกินฉันสามีภรรยากับ ค. มารดาของผูตาย หลังจากผูตายถึงแกความตาย ผูคัดคานไดจดทะเบียนสมรสกับ ค. เป2นผลใหผูตายเป2นบุตรชอบดวยกฎหมาย ของผูคัดคานกับ ค. ตั้งแตเกิด แมขณะเกิดเหตุผูตายอายุ 21 ปXเศษ และถึงแกความตายไปแลว แตการจดทะเบียน สมรสซึ่งมีผลใหผูตายเป2นบุตรชอบดวยกฎหมายและมีหนาที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานับแตเกิด ยอมทําให ผูคัดคานขาดไรอุปการะ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6436 / 2562 ขณะเกิดเหตุละเมิด จ. ผูตาย เป2นบุตรนอกสมรสของผูคัดคาน ซึ่งอยูกินฉันสามีภรรยากับ ค. มารดาของผูตาย หลังจาก จ. ถึงแกความตาย ผูคัดคานไดจดทะเบียนสมรส กับมารดาของผูตาย เป2นผลใหจ. เป2นบุตรชอบดวยกฎหมายของผูคัดคานกับมารดาของผูตาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติใหการเป2นบุตรชอบดวยกฎหมายดังกลาวมีผลนับแตวันที่เด็กเกิด ดังนั้น แมเหตุละเมิด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2559 ขณะนั้น จ. มีอายุ 21 ปXเศษ และถึงแกความตายไปแลวก็ตาม แตเมื่อผูคัดคาน และ ค. บิดามารดาของ จ. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 ยอมมีผลใหจ. เป2นบุตรชอบดวย กฎหมายนับตั้งแตวันที่ จ. เกิด คือตั้งแตวันที่ 20 มิถุนายน 2537 จ. จึงมีหนาที่ตามกฎหมายที่ตองอุปการะเลี้ยงดู
บิดามารดานับแตนั้น การทําละเมิดเป2นเหตุใหจ. ถึงแกความตายยอมทําใหผูคัดคานซึ่งเป2นบิดาขาดไรอุปการะ การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดที่ใหผูรองชําระเงินแกผูคัดคานไมเป2นการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ฎีกาเลาเรื่อง 256 โจทกflฟ6องวา โจทกflขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทกflแตจําเลยซึ่งเจาของที่ดินขางเคียงคัดคาน และ ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของจําเลยโดยนําชี้รุกล้ําที่ดินของโจทกflแมการคัดคานของจําเลยจะเป2นการใชสิทธิ ตามกฎหมาย แตการที่จําเลยอางวาที่ดินที่โจทกflนําชี้รุกล้ําที่ดินของจําเลย และยังนําชี้รังวัดรุกล้ําที่ดินของโจทกfl เป2นการโตแยงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ถือวามีขอโตแยงเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทกflแลว โจทกflจึงมีอํานาจฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5859 / 2562 โจทกflฟ6องวา โจทกflยื่นขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทกflแตจําเลย ซึ่งเป2นเจาของที่ดินขางเคียงยื่นคัดคานการรังวัด และยังยื่นขอรังวัดสอบเขตที่ดินของจําเลยโดยนําชี้รังวัดรุกล้ํา ที่ดินของโจทกflทั้งแปลง ดังนี้แมการยื่นคําคัดคานของจําเลยจะเป2นการใชสิทธิตาม ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ แตคําคัดคานที่จําเลยอางวาที่ดินที่โจทกflนําชี้รุกล้ําเขาไปในเขตที่ดินของจําเลย และการที่จําเลยนําชี้รังวัดที่ดิน ของตนรุกล้ําที่ดินของโจทกflซึ่งอยูติดกันนั้น เป2นการโตแยงกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหวางโจทกflกับจําเลย ถือวามีขอโตแยง เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทกflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แลว โจทกflจึงมีอํานาจฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 257 โจทกflฟ6องจําเลยในฐานะผูจัดการมรดกและในฐานะสวนตัววาโจทกflจําเลย และ บ. เป2นผูจัดการมรดก รวมกันของผูตายทรัพยflมรดกสวนใหญใสชื่อจําเลยถือกรรมสิทธิ์และจําเลยเป2นผูครอบครองซึ่งตองนําทรัพยflมรดก มาแบงปIนใหแกทายาท แตกลับแสดงทรัพยflมรดกเพียงบางสวนและปKดบังมากกวาสวนที่ตนจะไดรับ จึงไมสามารถจัดการแบงมรดกไดขอใหบังคับจําเลยและผูจัดการมรดกรวมกันแบงปIนทรัพยflมรดกใหแกโจทกfl ตามสิทธิหรือใหชําระเงินแทนพรอมดอกเบี้ย กับขอใหจําเลยถูกกําจัดมิใหรับมรดก เป2นการกลาวอางเรื่องที่ จําเลยปKดบังไมนําทรัพยflมรดกในความครอบครองของตนมาแบงปIน อันเป2นการกระทําสวนตัว แมจะมีคําขอทายฟ6อง ใหบังคับผูจัดการมรดกรวมอื่นแบงมรดกดวย ก็มิใชคดีจัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผูจัดการมรดกหลายคนตองถือเอา เสียงขางมาก โจทกflไมจําตองฟ6องผูจัดการมรดกรวมอื่นดวย
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2562 โจทกflฟ6องจําเลยในฐานะผูจัดการมรดกและในฐานะสวนตัว โดยบรรยายฟ6องวาโจทกflจําเลย และ บ. เป2นผูจัดการมรดกรวมกันของผูตายตามคําสั่งศาล ทรัพยflมรดกสวนใหญ จะใสชื่อจําเลยถือกรรมสิทธิ์และจําเลยเป2นผูครอบครองทรัพยflมรดกแทน จําเลยมีหนาที่ตองนําทรัพยflมรดกทั้งหมด มาแบงปIนใหแกทายาท แตจําเลยแสดงทรัพยflมรดกเพียงบางสวน โดยปKดบังทรัพยflมรดกมากกวาสวนที่จําเลย จะไดรับจากกองมรดก จึงไมสามารถจัดการแบงมรดกไดขอใหบังคับจําเลยและผูจัดการมรดกรวมกันแบงปIนทรัพยfl มรดกใหแกโจทกflตามสิทธิที่พึงไดหนึ่งในสี่สวน หรือใหชําระเงินแทนพรอมดอกเบี้ย กับขอใหจําเลยถูกกําจัด มิใหรับมรดก ดังนั้น ขออางที่อาศัยเป2นหลักแหงขอหาในการฟ6องคดีจึงเป2นเรื่องที่จําเลยปKดบังไมนําทรัพยflมรดก ที่อยูในความครอบครองของจําเลยมาแบงปIนใหแกทายาท อันเป2นการกระทําสวนตัว ไมเกี่ยวกับการทําหนาที่ ของผูจัดการมรดก แมจะมีคําขอทายฟ6องใหบังคับจําเลยและผูจัดการมรดกรวมแบงมรดก ก็มิใชเป2นการฟ6องคดี จัดการมรดก ซึ่งกรณีมีผูจัดการมรดกตามคําสั่งศาลหลายคนตองดําเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ที่บัญญัติ ใหการทําการตามหนาที่ของผูจัดการมรดกตองถือเอาเสียงขางมาก โจทกflจึงไมจําตองฟ6องผูจัดการมรดกรวม ที่ไมไดปKดบังหรือมีสวนรวมในการปKดบังทรัพยflมรดกดวย ฎีกาเลาเรื่อง 258 ผูคัดคานทั้งสองกอสรางฝายน้ําลนกั้นลําหวยสาธารณะที่ประชาชนใชประโยชนflรวมกัน โดยไมไดรับ อนุญาตจากกรมเจาทา ทั้งยังใชฝายน้ําลนและแท็งกflน้ําในกิจการรีสอรflตตลอดมา จึงเป2นการใชยึดถือ และครอบครองทรัพยากรธรรมชาติและแสวงหาประโยชนflจากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบ อันมีลักษณะ เป2นการคา เป2นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779 / 2562ผูคัดคานทั้งสองกอสรางฝายน้ําลนกั้นลําหวยสาธารณะ ที่ประชาชนใชประโยชนflรวมกัน เป2นเหตุใหทรัพยากรธรรมชาติเสียหายและโดยไมไดรับอนุญาตจากกรมเจาทา จึงเป2นการฝOาฝZนตอกฎหมาย ทั้งไดใชฝายน้ําลนและแท็งกflน้ําในกิจการรีสอรflทตลอดมา การกระทําของผูคัดคาน ทั้งสองเป2นการใชยึดถือ และครอบครองทรัพยากรธรรมชาติและเป2นการแสวงหาประโยชนflจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยมิชอบดวยกฎหมายอันมีลักษณะเป2นการคา เป2นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ตามมาตรา 3 (15) แหง พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
ฎีกาเลาเรื่อง 259 หนี้ตามคําพิพากษาในคดีอื่นมิใชการอันมีกําหนดพึงกระทําเพื่อชําระหนี้มีหลายอยางซึ่งลูกหนี้มีสิทธิที่จะ เลือกกระทําเพียงการใดการหนึ่งแตอยางเดียว แตเป2นกรณีการกําหนดขั้นตอนการชําระหนี้ไวเป2นลําดับที่ใหโจทกfl ลูกหนี้ตามคําพิพากษาตองสงมอบรถที่เชาซื้อคืนจําเลย หากคืนไมไดจึงใหใชราคาแทน ดังนั้น เมื่อรถที่เชาซื้อ ยังอยูในสภาพสงมอบคืนไดโจทกflจะเลือกการชําระราคาแทนโดยไมสงมอบรถคืนจําเลยไมไดที่โจทกflนําเงินไปวางศาล เพื่อชําระแกจําเลย ไมปรากฏวาจําเลยยอมรับ หรือมีพฤติการณflอื่นวาจําเลยสละสิทธิบังคับชําระหนี้ในลําดับแรก โจทกflจึงไมหลุดพนจากหนี้ที่ตองสงมอบรถคืน การวางเงินไมอาจถือไดวาเป2นการปฏิบัติการชําระหนี้เสร็จสิ้นครบถวน และแมจําเลยเจาของกรรมสิทธิ์จะติดตามเอารถคืนโดยไมไดรองขอใหบังคับคดีโดยทางเจาพนักงาน ก็ถือไมไดวา โจทกflเสียหายขาดประโยชนflที่ไมไดใชรถหรือเสียโอกาสที่จะไดกรรมสิทธิ์การกระทําของจําเลยจึงไมเป2นละเมิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714 / 2562 หนี้ตามคําพิพากษาของศาลชั้นตนในคดีอื่นนั้น มิใชการอันมี กําหนดพึงกระทําเพื่อชําระหนี้มีหลายอยางซึ่งลูกหนี้มีสิทธิที่จะเลือกกระทําเพียงการใดการหนึ่งแตอยางเดียวได ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 แตเป2นกรณีที่คําพิพากษาไดกําหนดขั้นตอนการชําระหนี้ไวเป2นลําดับแลว กลาวคือ โจทกflซึ่งเป2นลูกหนี้ตามคําพิพากษาตองสงมอบรถที่เชาซื้อคืนจําเลยกอนเป2นลําดับแรก หากคืนไมไดจึงใหใชราคาแทน ดังนั้น เมื่อรถที่เชาซื้อยังอยูในสภาพที่สงมอบคืนไดโจทกflจะเลือกปฏิบัติตามคําพิพากษาดวยการชําระราคาแทน โดยไมสงมอบรถคืนจําเลยไมไดที่โจทกflนําเงินราคาใชแทนกับหนี้อยางอื่นตามคําพิพากษารวม274,468.09 บาท ไป วางศาลเพื่อชําระแกจําเลย ก็ไมปรากฏวาจําเลยยอมรับเงินราคาใชแทนดังกลาวไปจากศาล หรือมีพฤติการณflอื่นที่ แสดงวาจําเลยสละสิทธิที่จะบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษาในลําดับแรก โจทกflจึงไมหลุดพนจากหนี้ที่จะตอง สงมอบรถคืน การที่โจทกflนําเงิน 274,468.09 บาท ไปวางศาลจึงไมอาจถือไดวาเป2นการปฏิบัติการชําระหนี้ เสร็จสิ้นครบถวนตามคําพิพากษา เมื่อโจทกflยังมีหนี้ที่ตองสงมอบรถคืนแกจําเลยและไมมีสิทธิใด ๆ ที่จะครอบครองใชรถของจําเลย ไดโดยชอบอีกตอไป แมจําเลยผูเป2นเจาของกรรมสิทธิ์จะติดตามเอารถคืนโดยไมไดรองขอตอศาลใหบังคับคดี โดยทางเจาพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ภาค 4 ก็ตาม ก็ไมอาจถือไดวาโจทกfl ไดรับความเสียหายเพราะขาดประโยชนflที่ไมไดใชรถหรือเสียโอกาสที่จะไดกรรมสิทธิ์ดังที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัย การกระทําของจําเลยจึงขาดองคflประกอบที่จะเป2นละเมิด ที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัยวาจําเลยกระทําละเมิด และพิพากษาใหจําเลยชดใชคาเสียหายแกโจทกflมานั้น ศาลฎีกาไมเห็นพองดวย
ฎีกาเลาเรื่อง 260 ความผิดตอกฎหมายคนละฉบับ องคflประกอบแตกตางกัน และแยกเจตนาจากกันไดแมเป2นการกระทํา ในคราวเดียวกันก็เป2นความผิดหลายกรรมตางกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5688 / 2562 ความผิดฐานมีอาวุธปZนมีทะเบียนของผูอื่นไวในครอบครอง โดยไมไดรับใบอนุญาต ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด และฐานประกอบกิจการใหสินเชื่อภายใต กํากับโดยไมไดรับอนุญาต เป2นความผิดตอกฎหมายคนละฉบับและมีองคflประกอบความผิดที่แตกตางกัน ทั้งเจตนา ในการกระทําความผิดทั้งสามฐานดังกลาวสามารถแยกจากกันไดแมจําเลยจะกระทําความผิดดังกลาว ในคราวเดียวกันก็เป2นความผิดหลายกรรมตางกัน ฎีกาเลาเรื่อง 261 เจาพนักงานบังคับคดีไมมีอํานาจเขาเป2นผูมีสวนไดเสียหรือคูความในคดีศาลจึงกําหนดใหใชคาทนายความ แกเจาพนักงานบังคับคดีไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5634 / 2562 เจาพนักงานบังคับคดีเป2นเจาพนักงานที่ตองปฏิบัติในการที่จะ บังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลเทานั้น ไมมีอํานาจเขามาเป2นผูมีสวนไดเสียหรือเป2นคูความในคดี ศาลจึงกําหนดใหคูความใชคาทนายความใหแกเจาพนักงานบังคับคดีไมได ฎีกาเลาเรื่อง 262 แมจําเลยลงชื่อสั่งจายเช็คพิพาทมอบใหโจทกflแตเมื่อโจทกflนําสืบไมไดวามีมูลหนี้จําเลยยอมไมตองรับผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556 / 2562 เมื่อโจทกflนําสืบไมไดวาเช็คพิพาทมีมูลหนี้ตามที่โจทกflกลาวอาง ในคําฟ6อง แมวาจําเลยจะลงชื่อสั่งจายเช็คพิพาทมอบใหโจทกflจําเลยก็ไมตองรับผิดชําระเงินตามเช็คพิพาท
ฎีกาเลาเรื่อง 263 บทบัญญัติเรื่องละเมิดอํานาจศาลเป2นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอํานาจคนหาความจริงมิใชการดําเนิน คดีอาญาทั่วไปและการสืบพยานปกติแตเป2นการไตสวนดวยการสอบขอเท็จจริง และเป2นดุลพินิจของศาลที่จะ สอบถามเพียงใด เมื่อเห็นวาชัดเจนพอก็ยุติการสอบถามและมีคําสั่งไดการที่ศาลชั้นตนมิไดนําผูกลาวหามา สอบถาม แตไดสอบถามผูเกี่ยวของอื่น กับสอบถามผูถูกกลาวหาเพื่อใหโอกาสแกตัว จึงชอบแลวและรับฟIงลงโทษ ผูถูกกลาวหาไดการกลาวหาผูพิพากษาเจาของสํานวนวาไมสุจริตอยางเลื่อนลอย เป2นเรื่องรายแรง ผูถูกกลาวหา เป2นทนายความยอมทราบดีจึงเป2นการประพฤติตนไมเรียบรอยในบริเวณศาล เป2นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล มิใชการใชสิทธิโดยสุจริต คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5494 / 2562 บทบัญญัติเรื่องละเมิดอํานาจศาลตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพงเป2นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอํานาจคนหาความจริงในกรณีที่มีการกลาวหาวามีผูกระทําการ ละเมิดอํานาจศาล การดําเนินการดังกลาวมิใชการดําเนินคดีอาญาทั่วไป และกรณีมิใชการสืบพยานปกติ แตเป2นเพียงการไตสวนดวยการสอบขอเท็จจริง และการจะสอบถามขอเท็จจริงจากผูรูเห็นเหตุการณflหรือ ผูเกี่ยวของคนใด จํานวนมากนอยเพียงใด เป2นดุลพินิจของศาล เมื่อเห็นวาขอเท็จจริงไดความชัดเจนพอจะวินิจฉัยได ก็สามารถยุติการสอบถามและมีคําสั่งไดการที่ศาลชั้นตนมิไดนําผูกลาวหามาสอบถาม แตไดสอบถาม พ. เจาหนาที่ ผูรับคํารองของผูถูกกลาวหา และทําบันทึกเสนอผูพิพากษาหัวหนาศาล กับไดสอบถามจําเลย ทนายโจทกflทั้งหก และไดสอบถามผูถูกกลาวหาเพื่อใหโอกาสไดแกตัวแลว จึงเป2นการดําเนินการที่ชอบ ขอเท็จจริงที่ไดมาจากการ สอบถามดังกลาวยอมรับฟIงลงโทษผูถูกกลาวหาไดการกลาวหาผูพิพากษาเจาของสํานวนวาไมสุจริตอยางเลื่อนลอย ปราศจากพยานหลักฐาน เป2นเรื่องรายแรงสงผลกระทบตอความเชื่อถือศรัทธาของศาล ทําใหประชาชน ขาดความเชื่อถือ ผูถูกกลาวหาเป2นทนายความยอมทราบดีจึงเป2นการประพฤติตนไมเรียบรอยในบริเวณศาล เป2นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) มิใชการใชสิทธิโดยสุจริต ฎีกาเลาเรื่อง 264 โจทกflบรรยายฟ6องวา โจทกflรับประกันภัยรถยนตflซึ่งเกิดอุบัติเหตุเสียหาย โจทกflมอบใหจําเลยที่ 4 ตัวแทน โจทกflโดยมีจําเลยที่ 3 เป2นผูออกตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุสวนจําเลยที่ 2 เป2นเจาของรถยกและเจาของกิจการ จําเลยที่ 1 จําเลยที่ 3 ยกรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยไปจัดซอมที่อูในทางการที่จางวานมอบหมายหรือมี ผลประโยชนflรวมกันของจําเลยทั้งสี่ จําเลยที่ 3 ประมาทเลนเลอเป2นเหตุใหรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยเสียหาย
เพิ่มเติม โดยจําเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบ แตใหโจทกflจัดซอมไปกอน แลวจําเลยที่ 1 และที่ 2 จะชดใชใน ภายหลัง โจทกflซอมแซมแลว และรับชวงสิทธิมาเรียกรองจากจําเลยทั้งสี่ โดยแนบสําเนาแบบแจงอุบัติเหตุรถยนตfl รายงานอุบัติเหตุรถยนตflและใบรับรองความเสียหายของรถยนตflที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจําเลยที่ 3 จัดทําขึ้น ภาพถายรถยนตflที่ไดรับความเสียหาย ภาพถายรถยนตflขณะซอมแซม สําเนาใบสั่งอะไหลและใบเสร็จรับเงินคาซอม แซมเป2นตน คําฟ6องของโจทกflไดบรรยายโดยแจงชัดซึ่งสภาพแหงขอหา คําขอบังคับและขออางที่อาศัยเป2นหลัก แหงขอหาแลววา เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจําเลยที่ 3 ทําใหรถยนตflที่โจทกflรับประกันไวไดรับ ความเสียหาย สวนรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยไวไดรับความเสียหายในสวนไหน อยางไร เป2นรายละเอียดที่โจทกfl อาจนําสืบไดในชั้นพิจารณา ทั้งจําเลยที่ 2 ก็ใหการวา ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติม เล็กนอยไมมีความเสียหายในระบบหรือโครงสรางของรถยนตflแสดงวาจําเลยที่ 2 เขาใจคําฟ6องและตอสูคดีได ฟ6องโจทกflจึงไมเคลือบคลุม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401 / 2562 โจทกflบรรยายฟ6องวา โจทกflรับประกันภัยรถยนตflหมายเลข ทะเบียน ฎต 1321 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดอุบัติเหตุชนตนไมและภูเขาดินไดรับความเสียหาย โจทกflมอบหมายให จําเลยที่ 4 ตัวแทนโจทกflโดยมีจําเลยที่ 3 เป2นผูออกตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สวนจําเลยที่ 2 เป2นเจาของกรรมสิทธิ์รถยกและเป2นเจาของกิจการจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 3 ทําการยกรถยนตflที่ โจทกflรับประกันภัยเพื่อเขาไปจัดซอมที่อูทันเซอรflวิสในทางการที่จางวานมอบหมายหรือมีผลประโยชนflรวมกันของ จําเลยทั้งสี่ดวยความประมาทเลินเลอของจําเลยที่ 3 เป2นเหตุใหรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยพลิกคว่ําไดรับ ความเสียหายเพิ่มเติมอีก โดยจําเลยที่ 1 และที่ 2 ขอรับผิดชอบในสวนความเสียหายที่เกิดขึ้น แตขอใหโจทกfl จัดซอมไปกอน แลวจําเลยที่ 1 และที่ 2 จะขอชดใชในภายหลัง โจทกflทําการซอมแซมรถยนตflดังกลาวแลว รวมเป2นเงิน165,451.34 บาท และรับชวงสิทธิมาเรียกรองคาเสียหายจากจําเลยทั้งสี่ โดยแนบสําเนาแบบแจง อุบัติเหตุรถยนตflรายงานอุบัติเหตุรถยนตflและใบรับรองความเสียหายของรถยนตflที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งจําเลยที่ 3 จัดทําขึ้นภาพถายรถยนตflที่ไดรับความเสียหาย ภาพถายรถยนตflขณะทําการซอมแซม สําเนาใบสั่งอะไหลและ ใบเสร็จรับเงินคาซอมแซม เป2นตน คําฟ6องของโจทกflไดบรรยายโดยแจงชัดซึ่งสภาพแหงขอหา คําขอบังคับและ ขออางที่อาศัยเป2นหลักแหงขอหาแลววา เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจําเลยที่ 3 ทําใหรถยนตflที่โจทกfl รับประกันไวไดรับความเสียหาย สวนรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยไวไดรับความเสียหายในสวนไหน อยางไร เป2นรายละเอียดที่โจทกflอาจนําสืบไดในชั้นพิจารณา ทั้งจําเลยที่ 2 ก็ใหการวา ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง มีเพียงตัวถังบุบครูดเพิ่มเติมเล็กนอยไมมีความเสียหายในระบบเกียรflระบบขับเคลื่อนหรือโครงสรางของรถยนตfl แมแตนอย แสดงวาจําเลยที่ 2 เขาใจคําฟ6องของโจทกflและสามารถตอสูคดีไดฟ6องโจทกflจึงไมเคลือบคลุม
ฎีกาเลาเรื่อง 265 คดีโจทกflมิใชกรณีที่อัยการสูงสุดหรือประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป2นผูฟ6องผูถูกกลาวหาที่เป2นอัยการสูงสุด ศาลจึงไมอาจประทับฟ6องโดยไมตองไตสวนมูลฟ6อง ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. จําเลยที่ 1 และที่ 2 มาศาลในวันที่ศาล ประทับฟ6องครั้งแรกภายในกําหนดอายุความ แมการประทับฟ6องจะผิดพลาดกับตองนัดไตสวนมูลฟ6องใหม และวันที่สั่งคดีมีมูลพนกําหนดอายุความแลว แตเมื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เขามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ6อง ครั้งแรก และศาลออกหมายขังไวจึงถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 อยูในอํานาจศาลแลว ฟ6องโจทกflจึงไมขาดอายุความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337 / 2562 คดีของโจทกflมิใชเป2นกรณีที่อัยการสูงสุดเป2นผูฟ6องคดี หรือประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป2นผูฟ6องคดีในกรณีที่ผูถูกกลาวหาเป2นอัยการสูงสุด จึงไมตองดวยบทบัญญัติ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการป6องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง ที่ศาลจะมีคําสั่งใหประทับฟ6องโดยไมตองไตสวนมูลฟ6อง จําเลยที่ 1 และที่ 2 มาศาลในวันที่ศาลประทับฟ6อง ครั้งแรกซึ่งอยูในกําหนดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 แมการประทับฟ6องครั้งดังกลาวจะเป2นการผิดพลาด และศาลชั้นตนตองนัดไตสวนมูลฟ6องใหมและวันที่ศาลชั้นตนสั่งคดีมีมูลจะพนกําหนดอายุความไปแลว แตเมื่อจําเลยที่ 1และที่ 2 เขามาแสดงตนในวันที่ศาลสั่งประทับฟ6องครั้งแรก และออกหมายขังจําเลยที่ 1 และ ที่ 2 ไวจึงถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 อยูในอํานาจศาลแลว ฟ6องโจทกflสําหรับจําเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไมขาดอายุความ ฎีกาเลาเรื่อง 266 การที่ผูเสียหายกับพวกขวางปาขวดสุราและไมเขาไปยังบริเวณที่จําเลยกับพวกหลบซอนอยูโดยจําเลย กับพวกมิไดกอเหตุขึ้นกอน จําเลยยอมสําคัญผิดวาผูเสียหายกับพวกซึ่งมีจํานวนมากกวามีเจตนาประทุษรายตน จําเลยจึงมีสิทธิป6องกัน แตเมื่อไมปรากฏวาผูเสียหายกับพวกมีอาวุธรายแรงอื่นใดอีก การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิง ผูเสียหายกับพวกยอมเป2นการป6องกันเกินสมควรแกเหตุโดยสําคัญผิด จําเลยจึงมีความผิดฐานรวมกันพยายามฆา ผูอื่นอันเป2นการป6องกันเกินสมควรแกเหตุโดยสําคัญผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299 / 2562 การที่ผูเสียหายกับพวกขวางปาขวดสุราและไมเขาไปยังบริเวณ ที่จําเลยและ ว. หลบซอนอยูโดยจําเลยและ ว. มิไดกอเหตุขึ้นกอน ยอมเป2นเหตุทําใหจําเลยสําคัญผิดวาผูเสียหาย กับพวกซึ่งมีจํานวนมากกวามีเจตนาประทุษรายจําเลยและ ว. อันเป2นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษราย อันละเมิดตอกฎหมาย และเป2นภยันตรายที่ใกลจะถึง จําเลยจึงมีสิทธิกระทําการป6องกันเพื่อใหพนจากภยันตราย ดังกลาวแตไมปรากฏวาผูเสียหายกับพวกมีอาวุธรายแรงอื่นใดอีก การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิงผูเสียหายกับพวก
ยอมไมไดสัดสวนกับการป6องกันตัวของจําเลย การกระทําของจําเลยจึงเป2นการป6องกันเกินสมควรแกเหตุโดยสําคัญผิด เมื่อกระสุนปZนที่จําเลยยิงถูกผูเสียหายเป2นเหตุใหผูเสียหายไดรับบาดเจ็บเป2นอันตรายสาหัส จําเลยมีความผิดฐาน รวมกันพยายามฆาผูอื่นอันเป2นการป6องกันเกินสมควรแกเหตุโดยสําคัญผิด ฎีกาเลาเรื่อง 267 แมขอเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินและรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของโจทกflอยูในความรูเห็น โดยเฉพาะของจําเลยผูประกอบธุรกิจการธนาคาร และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภคกําหนดใหภาระการพิสูจนfl ตกแกจําเลย แตการเบิกถอนเงินและรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของโจทกflวาเป2นเชนใดยังตองรับฟIงจาก พยานหลักฐานทั้งสองฝOายวาฝOายใดมีน้ําหนักมากกวากัน ศาลชั้นตนไดกําหนดใหจําเลยเป2นฝOายนําสืบกอนและ ใหโจทกflนําสืบภายหลัง ทั้งโจทกflไดถามคานพยานจําเลยประกอบกับศาลชั้นอุทธรณflไดวินิจฉัยพยานหลักฐาน ของทั้งสองฝOายครบถวนและชอบดวยเหตุผลแลวฟIงวา พยานหลักฐานจําเลยมีนmาหนักดีกวาพยานหลักฐานของ โจทกflจึงเป2นเรื่องของการชั่งนmาหนักพยานหลักฐานโดยแทหาใชผลักภาระการพิสูจนflใหตกแกโจทกflไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352 / 2562แมขอเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินและรายการเคลื่อนไหว ทางบัญชีของโจทกflทั้งสองประเภทเป2นขอเท็จจริงที่อยูในความรูเห็นโดยเฉพาะของจําเลยที่เป2นผูประกอบธุรกิจ การธนาคาร และมาตรา 29 แหง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 ไดกําหนดใหภาระการพิสูจนfl ในปIญหานี้ตกแกจําเลย แตการวินิจฉัยขอเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินและรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ของโจทกflวาเป2นเชนใดนั้นยังจําตองรับฟIงจากพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝOายนําสืบดวยวาฝOายใดมีน้ําหนักมากกวากัน ซึ่งในชั้นพิจารณาคดีนี้ศาลชั้นตนไดกําหนดใหจําเลยเป2นฝOายนําสืบกอนและใหโจทกflนําพยานเขาสืบในภายหลังอีก ทั้งโจทกflก็ไดถามคานใหพยานจําเลยมีโอกาสอธิบายและนําสืบถึงรายละเอียดและขอความตาง ๆ เกี่ยวกับการเบิก ถอนเงินและรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของโจทกflทั้งสองประเภทแลว ประกอบกับศาลอุทธรณflภาค 1 ไดวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทกflทั้งสองและจําเลยที่นําสืบในสวนนี้โดยครบถวนและไดใหเหตุผลแหงคําวินิจฉัยไว โดยละเอียดและชอบดวยเหตุผลแลวโดยฟIงวาพยานหลักฐานที่จําเลยนําสืบมามีนmาหนักดีกวาพยานหลักฐาน ของโจทกflคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณflภาค 1 จึงเป2นเรื่องของการชั่งนmาหนักพยานหลักฐานอันเกิดจากการนําสืบ ของคูความทั้งสองฝOายโดยแทวาพยานหลักฐานฝOายใดนาเชื่อถือกวากันหรือนําสืบสมขออางหรือไม หาใชเป2นการ วินิจฉัยโดยผลักภาระการพิสูจนflใหตกแกโจทกfl
ฎีกาเลาเรื่อง 268 ผูคัดคานรับประกันภัยค้ําจุนรถยนตflโดยสารประจําทาง เมื่อผูขับขี่รถยนตflดังกลาวตองรับผิดฐานละเมิด ตอผูรองทั้งสามเพราะขับรถโดยประมาททับผูตายถึงแกความตายตามคําพิพากษาคดีสวนอาญา แมคดีนั้นผูคัดคาน ไมไดถูกฟ6องจึงไมถูกผูกพันตามคําพิพากษาคดีสวนอาญาก็ตาม แตเมื่อผูคัดคานรับประกันภัยค้ําจุนซึ่งตอง ใชคาสินไหมทดแทนในนามผูเอาประกันภัยและผูเอาประกันภัยตองรับผิดชอบ ทั้งผูคัดคานก็ไมไดโตแยงวา ผูเอาประกันภัยไมตองรวมรับผิดกับผูขับขี่ผูคัดคานจึงไมอาจนําสืบเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผูขับขี่ได และตองรับผิดตอผูรองทั้งสามตามสัญญาประกันภัย ที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยวาคําพิพากษาคดีสวนอาญา ไมผูกพันผูคัดคานเพราะมิไดเป2นคูความในคดีแลววินิจฉัยวาผูขับขี่มิไดประมาท เป2นคําชี้ขาดที่ไมชอบดวยกฎหมาย ศาลมีอํานาจเพิกถอนคําชี้ขาดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5310 / 2562ผูคัดคานรับประกันภัยรถยนตflโดยสารประจําทางซึ่งเป2น สัญญาประกันภัยค้ําจุน เมื่อ ว. ผูขับขี่รถยนตflโดยสารประจําทางที่เอาประกันภัยไวกับผูคัดคานตองรับผิด ฐานละเมิดตอผูรองทั้งสามเพราะขับรถยนตflโดยสารประจําทางโดยประมาทไปทับ จ. ถึงแกความตาย ตามคําพิพากษาคดีสวนอาญา แมในคดีอาญาผูคัดคานจะไมไดถูกฟ6องเป2นจําเลยจึงไมถูกผูกพันในการพิพากษา คดีสวนแพงที่ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แตผูคัดคานเป2นผูรับประกันภัย ตกลงวาจะใชคาสินไหมทดแทนในนามของผูเอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นแกบุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผูเอาประกันภัยจะตองรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งผูคัดคานก็ไมไดโตแยงวาผูเอาประกันภัยไมตองรวมรับผิดกับ ว. ผูคัดคานไมอาจนําสืบเปลี่ยนแปลงใหผิดไปจาก ความรับผิดของ ว. ไดผูคัดคานจึงตองรับผิดตอผูรองทั้งสามตามสัญญาประกันภัย ที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยวา คําพิพากษาของศาลอาญาที่วินิจฉัยวา ว. กระทําโดยประมาทไมผูกพันผูคัดคานเพราะผูคัดคานมิไดเป2นคูความ ในคดีแลววินิจฉัยฟIงขอเท็จจริงวา ว. มิไดเป2นฝOายขับรถโดยประมาท เป2นคําชี้ขาดที่ไมชอบดวยกฎหมาย การยอมรับหรือบังคับตามคําชี้ขาดจะเป2นการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอํานาจเพิกถอนคําชี้ขาดไดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)
ฎีกาเลาเรื่อง 269 การที่จําเลยแจงยายออกจากทะเบียนบานเดิม โดยไมแจงยายเขาทะเบียนบานอื่น แสดงวาจําเลยไมมี เจตนายายถิ่นที่อยูและเปลี่ยนภูมิลําเนา เพียงแตกระทําเพื่อมิใหโจทกflติดตามหาที่อยูพบ ตองถือวาจําเลยยังมี ภูมิลําเนาอยูที่เดิม โจทกflจึงมีสิทธิเสนอคําฟ6องตอศาลชั้นตนซึ่งจําเลยมีภูมิลําเนาได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5128 / 2562 การที่จําเลยแจงยายออกจากทะเบียนบานเดิม โดยไมแจงยาย เขาทะเบียนบานอื่น จึงไมอาจทราบไดวาจําเลยไปอยู ณ ที่ใด แสดงวาจําเลยไมมีเจตนายายถิ่นที่อยูและมีเจตนา จะเปลี่ยนภูมิลําเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 41 ที่จําเลยแจงยายออกจากทะเบียนบานเดิมนั้นกระทําเพียงเพื่อมิให โจทกflติดตามหาที่อยูของจําเลยไดพบเทานั้น จึงตองถือวาจําเลยยังมีภูมิลําเนาอยูที่ทะเบียนบานเดิมตามฟ6องโจทกfl โจทกflจึงมีสิทธิเสนอคําฟ6องตอศาลชั้นตนซึ่งจําเลยมีภูมิลําเนาอยูในเขตศาลได ฎีกาเลาเรื่อง 270 การที่จําเลยที่ 1 ขมขูโจทกflรวมที่ 1 ใหยอมมาหาที่บานแลวกระทําการอันไมสมควรทางเพศ ทั้งที่รูอยู วาโจทกflรวมที่ 1 ยังอยูในความดูแลของโจทกflรวมที่ 2 มารดา ถือไดวาจําเลยที่ 1 มีเจตนาแยกโจทกflรวมที่ 1 ออกจากอํานาจปกครองของโจทกflรวมที่ 2 ใหตกอยูในอํานาจควบคุมและจํายอมใหจําเลยที่ 1 กระทําอนาจาร อันเป2นการลวงละเมิดอํานาจปกครองของโจทกflรวมที่ 2 จึงเป2นการพรากโจทกflรวมที่ 1 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117 / 2562แมจําเลยที่ 1 จะไมไดมีการกระทําอันเป2นการพาโจทกflรวมที่ 1 ออกจากบานของโจทกflรวมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แตการที่จําเลยที่ 1 ขมขูโจทกflรวมที่ 1 ใหยอมมาหาที่บานแลว กระทําการอันไมสมควรทางเพศตอเนื้อตัวรางกายโจทกflรวมที่ 1 ทั้งที่รูอยูแลววาโจทกflรวมที่ 1 ยังอยูในความดูแล ของโจทกflรวมที่ 2 ผูเป2นมารดา ถือไดวาจําเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทกflรวมที่ 1 ออกจากอํานาจปกครอง ของโจทกflรวมที่ 2 ผูเป2นมารดา โดยใหโจทกflรวมที่ 1 ตกอยูในอํานาจควบคุมของจําเลยที่ 1 และจํายอมให จําเลยที่ 1 กระทําอนาจารตอโจทกflรวมที่ 1 อันเป2นการลวงละเมิดอํานาจปกครองของโจทกflรวมที่ 2 ผูเป2นมารดาแลว การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป2นการกระทําอันเป2นการพรากโจทกflรวมที่ 1 เป2นความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 318 วรรคแรก
ฎีกาเลาเรื่อง 271 ผูรองยื่นคํารองขอขยายเวลาชําระคาธรรมเนียมชั้นรองขัดทรัพยflศาลชั้นตนยกคํารอง ผูรองอุทธรณfl เมื่อศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืนใหยกคํารอง และศาลชั้นตนมีคําสั่งไมรับคํารองขอใหปลอยทรัพยflจําหนายคดี ออกจากสารบบความของศาลชั้นตนแลว ผูรองไมไดอุทธรณflคําสั่งไมรับคํารองดังกลาวคําสั่งศาลชั้นตนจึงเป2นที่สุด ดังนั้น ไมวาศาลฎีกาจะวินิจฉัยกรณีอนุญาตขยายระยะเวลาชําระเงินคาธรรมเนียมศาลประการใด ก็ไมอาจมี ผลกระทบถึงคําสั่งไมรับคํารองขอใหปลอยทรัพยflปIญหาตามฎีกาของผูรองจึงไมมีประโยชนflที่จะวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4966 / 2562ผูรองยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาชําระเงินคาธรรมเนียมศาล ชั้นรองขัดทรัพยflศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารอง ผูรองอุทธรณflเมื่อศาลอุทธรณflภาค 7 พิพากษายืนใหยกคํารอง และ ศาลชั้นตนไดมีคําสั่งไมรับคํารองขอใหปลอยทรัพยflที่ยึดของผูรอง ใหจําหนายคดีออกจากสารบบความของ ศาลชั้นตนไปแลว ไมปรากฏวาผูรองไดยื่นอุทธรณflคําสั่งไมรับคํารองขอของผูรองดังกลาว จึงมีผลใหคําสั่งศาลชั้นตน ที่ไมรับคํารองขอใหปลอยทรัพยflที่ยึดของผูรองนั้นเป2นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไมวาศาลฎีกา จะวินิจฉัยฎีกาของผูรองที่ขอใหมีคําสั่งอนุญาตใหขยายระยะเวลาชําระเงินคาธรรมเนียมศาลชั้นรองขัดทรัพยfl นี้เป2นประการใด ก็ไมอาจมีผลกระทบถึงคําสั่งศาลชั้นตนที่ไมรับคํารองขอใหปลอยทรัพยflที่ยึดของผูรองไปแลวได ปIญหาตามฎีกาของผูรองจึงไมมีประโยชนflที่จะวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 272 ศาลอุทธรณflยกคําพิพากษาศาลชั้นตนใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาหรือ คําสั่งใหม และยกอุทธรณflโดยไมไดวินิจฉัยประเด็นแหงอุทธรณflศาลอุทธรณflจึงตองคืนคาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณfl ทั้งหมดใหแกฝOายที่อุทธรณfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854 / 2562 จําเลยอุทธรณflคําสั่งศาลชั้นตนโดยชําระคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณfl และคาธรรมเนียมซึ่งจะตองใชแกโจทกflตามคําพิพากษาศาลชั้นตน เมื่อศาลอุทธรณflพิพากษายกคําพิพากษา ศาลชั้นตนเพื่อใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาหรือคําสั่งใหม และยกอุทธรณflของจําเลย โดยไมไดวินิจฉัยประเด็นแหงอุทธรณflศาลอุทธรณflจึงตองคืนคาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณflทั้งหมดใหแกจําเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง
ฎีกาเลาเรื่อง 273 แมศาลอุทธรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนลงโทษจําเลยรวมทุกกระทงมากมายเพียงใด แตเมื่อโทษจําคุก แตละกระทงไมเกิน 5 ปX ยอมหามคูความมิใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563 ศาลอุทธรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนลงโทษจําเลยรวมทุกกระทง แลวจําคุก 28 ปX 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แตเมื่อโทษจําคุกแตละกระทงไมเกิน 5 ปXจึงหามคูความ มิใหฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 274 คําฟ6องคดีนี้เป2นเรื่องที่โจทกflตองดําเนินการชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ซึ่งโจทกflยื่นคํารองในคดีเดิมจนศาล มีคําวินิจฉัยถึงที่สุดแลว การที่โจทกflฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้ขอใหบังคับชําระคาเสียหายจํานวนเดิมกับที่ยื่นคํารอง กอนคดีในชั้นบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด และแกไขคําฟ6องคดีนี้ขอใหบังคับจําเลยโอนที่ดินพิพาทในคดีเดิม เมื่อคดี ในชั้นบังคับคดีเดิมถึงที่สุดแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงเป2นการรื้อรองฟ6องกันอีกในประเด็นที ศาลชั้นตนในคดีเดิม ไดวินิจฉัยชี้ขาดเป2นที่สุดแลว จึงเป2นฟ6องซ้ํา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7476 / 2562 คําฟ6องโจทกflคดีนี้เป2นเรื่องที่โจทกflตองดําเนินการในชั้นบังคับ ตามคําพิพากษาตามยอมในคดีเดิม ซึ่งเมื่อโจทกflไดยื่นคํารองในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมจนศาลมีคําวินิจฉัยถึงที่สุดแลว การที่คดีนี้โจทกflยื่นฟ6องจําเลยขอใหบังคับจําเลยชําระคาเสียหายจํานวนเดิมกับที่โจทกflยื่นคํารองขอให บังคับจําเลยในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมกอนคดีในชั้นบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด และแกไขคําฟ6องคดีนี้ขอใหบังคับ จําเลยโอนที่ดินพิพาทในคดีเดิมแกโจทกflเมื่อคดีในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมถึงที่สุดแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงไมใช การยื่นคํารองหรือคําฟ6องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่จะเขาขอยกเวน ไมเป2นฟ6องซ้ําตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 (1) แตเป2นการรื้อรองฟ6องกันอีกในประเด็นที่ศาลชั้นตนในคดีเดิมไดวินิจฉัย ชี้ขาดเป2นที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมแลว คําฟ6องโจทกflคดีนี้จึงเป2นฟ6องซ้ํากับคดีเดิม ฎีกาเลาเรื่อง 275 โจทกflขอขยายเวลาอุทธรณfl 2 ครั้ง ศาลชั้นตนอนุญาตตามคํารองฉบับแรกใหโจทกflยื่นอุทธรณflไดภายใน วันที่ 8 สิงหาคม 2559 ตอมาโจทกflยื่นอุทธรณflวันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นตนสั่งวาโจทกflอุทธรณflภายใน