วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 69 (1) มิใชเป2นอํานาจของพนักงานฝOายปกครองหรือตํารวจโดยเฉพาะที่จะรอง ขอใหศาลออกหมายคนตามมาตรา 59 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 139 จําเลยใหการรับวาเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอใหเพิ่มโทษทั้งที่มิไดเป2นจําเลย ในคดีดังกลาว แสดงวาจําเลยไมเขาใจขอเท็จจริงในคําขอเพิ่มโทษ แมโจทกflอางในชั้นอุทธรณflวา จําเลยเป2นบุคคล คนเดียวกับจําเลยในอีกคดีหนึ่งและถูกลงโทษจําคุก โจทกflก็มิไดกลาวในฟ6องและจําเลยไมไดยอมรับขอเท็จจริง จึงไมใชการผิดพลาดเล็กนอย โจทกflจะขอใหถือเอาขอเท็จจริงนอกเหนือไปจากฟ6องมาเพิ่มโทษเป2นผลรายแกจําเลย ไมได ตองหามมิใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งเกินคําขอหรือมิไดกลาวในฟ6อง ไมอาจเพิ่มโทษจําเลยได ซึ่งเป2น ขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมจําเลยมิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนก็มีสิทธิยกขึ้นอาง ในชั้นอุทธรณflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6736 / 2562 จําเลยใหการยอมรับวาเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยใน คดีอาญาที่โจทกflขอใหเพิ่มโทษทั้งที่จําเลยมิไดเป2นจําเลยในคดีดังกลาว แสดงวาจําเลยไมเขาใจขอเท็จจริงในคําขอ ที่โจทกflบรรยายขอใหเพิ่มโทษ แมโจทกflจะอางในชั้นอุทธรณflวา จําเลยเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีอาญา อีกเรื่องหนึ่งของศาลชั้นตน และถูกลงโทษจําคุกเชนกันก็เป2นขอเท็จจริงที่โจทกflมิไดกลาวมาในฟ6องตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคแรก และจําเลยไมไดใหการยอมรับขอเท็จจริง ทั้งโจทกfl บรรยายฟ6องแตกตางกันทั้งหมายเลขคดี วันที่พิพากษา ชื่อคูความ โทษตามคําพิพากษา จึงไมใชการผิดพลาด เล็กนอย โจทกflจะขอใหถือเอาขอเท็จจริงนอกเหนือไปจากที่กลาวไวในฟ6องมาเพิ่มโทษเป2นผลรายแกจําเลยไมได ตองหามมิใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเกินคําขอหรือที่มิไดกลาวไวในฟ6องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ไมอาจ เพิ่มโทษจําเลยตามกฎหมายได ปIญหาการเพิ่มโทษจําเลยชอบดวยกฎหมายหรือไม เป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมจําเลยจะมิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน จําเลยมีสิทธิที่จะยกขึ้นอางในชั้นอุทธรณflไดตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดพ.ศ.2550 มาตรา 3
ฎีกาเลาเรื่อง 140 ผูตายทั้งสองเขาไปลักใบพืชกระทอมของจําเลย แมเป2นการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมาย และจําเลย มีสิทธิป6องกันทรัพยflสินของตนเองไดก็ตาม แตการที่จําเลยตอและปลอยกระแสไฟฟ6าที่สามารถทําใหผูอื่นถึงแก ความตายได ทั้งที่ทรัพยflสินมีราคาไมสูงนัก ถือเป2นการกระทําเกินสมควรแกเหตุหรือเกินกวากรณีแหงการจําตอง กระทํา ซึ่งศาลจะลงโทษนอยกวาที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3330 / 2562 ผูตายทั้งสองเขาไปลักใบพืชกระทอมของจําเลย ถือไดวาผูตาย ทั้งสองกระทําการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมายตอทรัพยflของจําเลย จําเลยมีสิทธิที่จะป6องกันทรัพยflสินของ ตนเองได แตจําเลยตอและปลอยกระแสไฟฟ6าที่สามารถทําใหดูดคนใหถึงแกความตายได ทั้งที่ทรัพยflสินที่จําเลย ใชสิทธิกระทําการป6องกันมีราคาไมสูงมากนัก ยอมถือไดวาเป2นการกระทําที่เกินสมควรแกเหตุหรือเกินกวากรณี แหงการจําตองกระทําตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษนอยกวาที่กฎหมายกําหนดไว สําหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได ฎีกาเลาเรื่อง 141 จําเลยทั้งสองออกเช็คพิพาท 2 ฉบับๆละ 28,080 บาท ชําระหนี้แกโจทกflรวม การที่จําเลยทั้งสอง นําเงิน 56,160 บาท มาวางศาลเพื่อชําระหนี้ดังกลาว โดยทนายโจทกflรวมแถลงเพียงวายังไมประสงคflจะรับเงิน บรรเทาความเสียหายและติดใจใหศาลพิพากษาคดีตอไป มิไดคัดคานวาหนี้ที่ออกเช็คพิพาทยังไมระงับ ถือไดวาหนี้ ดังกลาวสิ้นผลผูกพันไปกอนศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกัน ดังนั้น สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกfl ยอมระงับไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062-3063/2562 จําเลยทั้งสองออกเช็คพิพาท 2 ฉบับ ฉบับละ 28,080 บาท เพื่อชําระหนี้คาลิขสิทธิ์ตามหนังสือสัญญาอนุญาตใหใชสิทธิเผยแพรตอสาธารณชน อันเป2นหนี้ที่มีอยูจริง และสามารถบังคับไดตามกฎหมายแกโจทกflรวม การที่จําเลยทั้งสองนําเงิน 56,160 บาท มาวางศาลเพื่อชําระหนี้ ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับใหแกโจทกflรวม โดยทนายโจทกflรวมเพียงแตแถลงวายังไมประสงคflจะรับเงิน เพื่อบรรเทาความเสียหายและติดใจใหศาลพิพากษาคดีตอไป มิไดคัดคานวาหนี้ที่ออกเช็คพิพาทยังไมระงับไป เพราะเหตุจําเลยทั้งสองยังมิไดชําระดอกเบี้ยระหวางผิดนัด ตามพฤติการณflดังกลาวถือไดวาหนี้ที่จําเลยทั้งสองได ออกเช็คพิพาทเพื่อใชเงินนั้นไดสิ้นผลผูกพันไปกอนศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดแลว คดีจึงเลิกกันตาม พ.ร.บ.วาดวย
ความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 ดังนั้น สิทธิของโจทกflในการนําคดีอาญามาฟ6องยอมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ฎีกาเลาเรื่อง 142 จําเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญบุกรุกเขาไปขมขืนกระทําชําเราผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นเด็กหญิงในหองนอน โดยวางอาวุธมีดไวขางตัว พฤติการณflยอมทําใหผูเสียหายที่ 2 กลัวและไมกลาขัดขืน การกระทําดังกลาวจึงเป2น ความผิดฐานขมขืนกระทําชําเราผูเสียหายที่ 2 โดยใชอาวุธ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905 / 2562 จําเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญบุกรุกเขาไปขมขืนกระทําชําเรา ผูเสียหายที่ 2 ในหองนอน โดยขณะกระทําชําเราจําเลยวางอาวุธมีดไวขางตัวใกลมือจําเลยซึ่งพรอมที่จะ หยิบฉวยไดทันที พฤติการณflเชนนี้ยอมทําใหผูเสียหายที่ 2 ซึ่งเป2นเด็กหญิงเกิดความกลัววาจะถูกทํารายดวยอาวุธ มีดนั้นจึงไมกลาขัดขืน ถือไดวาเป2นการใชอาวุธมีดขมขูผูเสียหายที่ 2 แลว การกระทําของจําเลยเป2นความผิดฐาน ขมขืนกระทําชําเราผูเสียหายที่ 2 โดยใชอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 143 โจทกflฟ6องวา โจทกflมอบอํานาจใหผูอื่นฟ6องคดีแทน จําเลยใหการตอสูในประเด็นดังกลาว คดีจึงตองอาศัย หนังสือมอบอํานาจเป2นพยานหลักฐาน แมโจทกflปKดอากรแสตมปlในหนังสือมอบอํานาจ แตเมื่อไมไดขีดฆา ใหบริบูรณfl จึงไมอาจรับฟIงเป2นพยานหลักฐานได แมโจทกflจะเสียอากรแสตมปlเป2นตัวเงินภายหลังจากศาลชั้นตน และศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาแลวก็ไมมีผลเปลี่ยนแปลงการรับฟIงพยานหลักฐานของศาลได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3825 / 2562 โจทกflฟ6องวา โจทกflมอบอํานาจให ส. ฟ6องคดีแทนโจทกfl จําเลย ใหการวา โจทกflไมไดมอบอํานาจใหผูรับมอบอํานาจฟ6องจําเลยและใหมีอํานาจฟ6องคดีในศาลชั้นตน โจทกflไมมี อํานาจฟ6อง ถือวาจําเลยปฏิเสธฟ6องโจทกflวาโจทกflไมไดมอบอํานาจให ส. ฟ6องคดีแทนโจทกfl คดีตองอาศัยหนังสือ มอบอํานาจเป2นพยานหลักฐานวาโจทกflมอบอํานาจให ส. ฟ6องคดีแทนหรือไม เมื่อหนังสือมอบอํานาจโจทกfl ปKดอากรแสตมปlแลวแตไมไดขีดฆาอากรแสตมปl ยอมถือวายังไมไดปKดอากรแสตมปlใหบริบูรณflตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ไมอาจใชหนังสือมอบ อํานาจรับฟIงเป2นพยานหลักฐานได แมโจทกflดําเนินการเสียอากรแสตมปlเป2นตัวเงินในหนังสือมอบอํานาจ
ตามเอกสารทายฎีกาโจทกflภายหลังจากศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 9 มีคําพิพากษาแลวยอมไมมีผล เปลี่ยนแปลงการรับฟIงพยานหลักฐานของศาลได ฎีกาเลาเรื่อง 144 ในความผิดที่กฎหมายเดิมกําหนดโทษประหารชีวิตไวเพียงสถานเดียว สวนกฎหมายที่แกไขใหมระวางโทษ จําคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแตหนึ่งลานบาทถึงหาลานบาท หรือประหารชีวิต ซึ่งศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษ ประหารชีวิตจําเลยที่ 1 เทากับโทษขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืน และ ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจําคุก 30 ปX จึงอยูในระวางโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ถือไมไดวาโทษตาม คําพิพากษาหนักกวาโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คํารองของจําเลยที่ 1 ที่ขอใหกําหนดโทษใหม จึงไมตองดวยบทบัญญัติแหงกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3160 / 2562 ความผิดฐานนําเมทแอมเฟตามีนเขามาในราชอาณาจักร เพื่อจําหนายอันเป2นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายเดิม กําหนดโทษประหารชีวิตไวเพียงสถานเดียว สวนกฎหมายที่แกไขใหมใหมีระวางโทษจําคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต หนึ่งลานบาทถึงหาลานบาท หรือประหารชีวิต และตาม ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติวา “ถากฎหมายที่ใชในขณะกระทํา ความผิดแตกตางกับกฎหมายที่ใชในภายหลังการกระทําความผิด ใหใชกฎหมายในสวนที่เป2นคุณแกผูกระทํา ความผิดไมวาในทางใด เวนแตคดีถึงที่สุดแลวดังตอไปนี้(1) ถาผูกระทําความผิดยังไมไดรับโทษ หรือกําลังรับโทษ อยู และโทษที่กําหนดตามคําพิพากษาหนักกวาโทษที่กําหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...” คดีนี้ศาลชั้นตน พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจําเลยที่ 1 เทากับโทษขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลอุทธรณflภาค 9 พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจําคุก 30 ปX จึงอยูในระวางโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ถือไมไดวาโทษตามคําพิพากษาหนักกวาโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีตามคํารองของจําเลยที่ 1 ขอใหกําหนดโทษจําเลยที่ 1 ใหม ไมตองดวย ป.อ. มาตรา 3 (1) ฎีกาเลาเรื่อง 145 จําเลยมีชื่อเป2นผูเชาซื้อในฐานะตัวแทนเชิดของผูเสียหายที่ 2 และมอบรถดังกลาวใหแกผูเสียหายที่ 2 ไปแลว ผูเสียหายที่ 2 ยอมเป2นผูมีสิทธิครอบครอง แมตอมาผูเสียหายที่ 2 ไมปฏิบัติตามขอตกลงที่จะใหจําเลย
กูยืมเงินเพื่อตอบแทนการทําสัญญาดังกลาว ก็ไมกอสิทธิที่จําเลยจะเอารถคืนไป การที่จําเลยเอารถไปจาก ผูเสียหายที่ 2 เพื่อเรียกรองใหปฏิบัติตามขอตกลง เป2นการแยงการครอบครองและบังคับสิทธิทางแพงของตน โดยพลการ จึงเป2นการแสวงหาประโยชนflที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายสําหรับตนเอง อันเป2นความผิดฐาน ลักทรัพยflสําเร็จแลว แมตอมาผูเสียหายที่ 2 ตกลงจะชําระเงินแกจําเลย และใหจําเลยคืนรถดังกลาว กับเมื่อถึงวัน เวลานัดจําเลยขับรถไปรอผูเสียหายที่ 2 ก็ไมทําใหการกระทํากลับกลายไมเป2นความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6117 / 2562 จําเลยมีชื่อเป2นผูเชาซื้อแตจําเลยเป2นเพียงตัวแทนเชิดของ ผูเสียหายที่ 2 แลวมอบรถที่เชาซื้อใหแกผูเสียหายที่ 2 ไปแลว ผูเสียหายที่ 2 ยอมเป2นผูมีสิทธิครอบครองรถ ที่เชาซื้อ สวนจําเลยไมมีสิทธิครอบครองรถที่เชาซื้อ แมตอมาผูเสียหายที่ 2 ซึ่งตกลงจะใหจําเลยกูยืมเงินเพื่อตอบ แทนที่จําเลยทําสัญญาเชาซื้อรถแทนผูเสียหายที่ 2 ไมปฏิบัติตามขอตกลงกับจําเลยใหครบถวน ก็ไมกอใหเกิด สิทธิที่จําเลยจะเอารถที่เชาซื้อคืนจากผูเสียหายที่ 2 การที่จําเลยเอารถที่เชาซื้อไปจากผูเสียหายที่ 2 เพื่อเรียกรองใหผูเสียหายที่ 2 ปฏิบัติตามขอตกลง เป2นการแยงการครอบครองและเป2นการบังคับสิทธิทางแพง ของตนโดยพลการ จึงเป2นการแสวงหาประโยชนflที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายสําหรับตนเอง การกระทําของ จําเลยเป2นความผิดฐานลักทรัพยflสําเร็จแลว แมตอมาผูเสียหายที่ 2 ตกลงจะชําระเงินแกจําเลย แลวใหจําเลยคืนรถ ที่เชาซื้อแกผูเสียหายที่ 2 และเมื่อถึงวันเวลานัดจําเลยขับรถที่เชาซื้อไปรอผูเสียหายที่ 2 ก็ไมทําใหการกระทํา ความผิดฐานลักทรัพยflที่สําเร็จแลวกลายเป2นการกระทําที่ไมเป2นความผิด ฎีกาเลาเรื่อง 146 คดีที่อยูในอํานาจศาลแขวง ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงนั้น เป2นกรณีหามอุทธรณflเฉพาะ ในสวนของคําพิพากษา การอุทธรณflคําสั่งของศาลชั้นตนที่จําหนายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ6องระงับ แมเป2น การโตแยงดุลพินิจของศาลชั้นตน แตก็มิไดกาวลวงไปวินิจฉัยในเนื้อหาแหงคําฟ6องอันจะตองหามอุทธรณfl ตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3162 / 2562 โจทกflและโจทกflรวมฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐาน ยักยอกทรัพยflตาม ป.อ. มาตรา 352 มีระวางโทษจําคุกไมเกินสามปXและปรับไมเกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2494 มาตรา 22 แตกฎหมายบัญญัติหามมิใหอุทธรณflเฉพาะในสวนของคําพิพากษาเทานั้น การที่โจทกflรวม อุทธรณflคําสั่งของศาลชั้นตนที่สั่งจําหนายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ6องระงับ แมจะเป2นการอุทธรณflดุลพินิจ
ของศาลชั้นตนในการรับฟIงขอเท็จจริงก็ตาม แตคําสั่งของศาลชั้นตนดังกลาวก็มิไดกาวลวงไปวินิจฉัยขอเท็จจริง ในเนื้อหาแหงคําฟ6องแตอยางใด อุทธรณflของโจทกflรวมคงเป2นเรื่องที่โจทกflรวมขอใหศาลอุทธรณflภาค 6 สั่งใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาตอไปโดยไมสั่งจําหนายคดีเพียงอยางเดียวเทานั้น กรณีเชนนี้จึงเป2นเรื่องที่โจทกflรวมอุทธรณflโตแยงดุลพินิจของศาลชั้นตนในการสั่งจําหนายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญา มาฟ6องระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) มิใชเป2นการอุทธรณflโตแยงขอเท็จจริงในเนื้อหาแหงคําฟ6องที่ จะตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2494 มาตรา 22 ฎีกาเลาเรื่อง 147 จําเลยรับวาทําสัญญาประกันชีวิตจริง แตอางวาสัญญาเป2นโมฆะเพราะผูเอาประกันภัยปกปKดขอมูล เกี่ยวกับสุขภาพ ภาระการพิสูจนflตกแกจําเลย แตการที่ผูเอาประกันภัยปกปKดขอเท็จจริงดังกลาว ซึ่งหากจําเลย ทราบมากอนจะเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรือบอกปIดไมยอมทําสัญญา สัญญาประกันชีวิตยอมตกเป2นโมฆียะ เมื่อจําเลยบอกลางภายในกําหนดแลว สัญญาจึงเป2นโมฆะ แมเป2นการทําประกันภัยแบบไมตองตรวจสุขภาพหรือ ตอบคําถามเกี่ยวกับสุขภาพก็จะถือวาขอเท็จจริงในเรื่องนี้มิใชสาระสําคัญอีกตอไปหาไดไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 39 / 2562 จําเลยรับวาทําสัญญาประกันชีวิตจริง แตกลาวอางวาสัญญา ประกันชีวิตเป2นโมฆะเพราะ ค. ผูเอาประกันภัยมารดาโจทกflปกปKดขอมูลไมเปKดเผยขอความจริงใหจําเลยทราบวา มีสุขภาพไมสมบูรณflเจ็บปOวยดวยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคดีซาน และโรคมะเร็งทอน้ําดีมากอนทํา สัญญาประกันชีวิตโดยแจงวามีสุขภาพดีภายในระหวาง 3 ปXกอนทําสัญญาประกันชีวิตไมเคยใหแพทยflตรวจหรือ เขาสถานพยาบาล ทําการรักษา ตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปIสสาวะ เอกซเรยflตรวจหัวใจ หรือตรวจอยางอื่น ภาระการพิสูจนflตกแกจําเลย ค. ผูเอาประกันภัยทําประกันชีวิตโดยปกปKดขอเท็จจริงเรื่องสุขภาพ หากจําเลย ทราบกอนทําสัญญาประกันชีวิตจําเลยจะเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรือบอกปIดไมยอมทําสัญญา สัญญาประกันชีวิต ตกเป2นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 865 วรรคหนึ่ง เมื่อจําเลยบอกลางสัญญาประกันชีวิต ภายใน 1เดือน นับแตวันที่จําเลยทราบมูลอันจะบอกลางแลว สัญญาประกันชีวิตเป2นโมฆะ แมการทําประกันภัย แบบไมตองตรวจสุขภาพหรือตอบคําถามเกี่ยวกับสุขภาพก็จะถือวาขอเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพมิใชสาระสําคัญ อีกตอไปหาไดไม
ฎีกาเลาเรื่อง 148 ในคดียาเสพติด จําเลยที่ 1 รวมรูเห็นเกี่ยวของอยูในกระบวนการกระทําความผิดกับจําเลยที่ 2 มาโดยตลอด ถือไดวาเป2นตัวการรวมกระทําความผิด บันทึกคําใหการชั้นสอบสวนของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นพยาน บอกเลาและพยานซัดทอด กับมีพยานหลักฐานอื่นของโจทกflมาประกอบ จึงใชรับฟIงลงโทษจําเลยที่ 1 ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4514 / 2562 จําเลยที่ 1 รวมรูเห็นเกี่ยวของอยูในกระบวนการกระทําความผิด กับจําเลยที่ 2 มาโดยตลอดนับตั้งแตรวมกันเดินทางจากจังหวัดสระบุรีมาที่อําเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม แลวจําเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนมาซุกซอนในรถกระบะของกลางและเดินทางโดยรถดังกลาวไป ถูกสกัดจับจึงหลบหนีไปพักโรงแรมจนถึงเวลาที่จําเลยที่ 1 ขับรถไปรับจําเลยที่ 2 แลวพากันเดินทางหลบหนีออก จากจังหวัดนครพนม การกระทําของจําเลยที่ 1 ถือไดวาเป2นตัวการรวมกระทําความผิด บันทึกคําใหการชั้น สอบสวนของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นพยานบอกเลาและพยานซัดทอดมีพยานหลักฐานอื่นของโจทกflมาประกอบจึงใชใน การรับฟIงลงโทษจําเลยที่ 1 ไดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่งประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 149 คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาลที่เกี่ยวกับเขตอํานาจศาลเป2นที่สุด ศาลชั้นตนชอบที่จะดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปไดเฉพาะการโอนคดีหรือการจําหนายคดีเทานั้น การที่โจทกflทั้ง สิบยื่นคํารองและศาลชั้นตนมีคําสั่งใหยกคํารองคัดคานคําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาลและขอแกไข คําฟ6องเป2นการไมรับคํารองไววินิจฉัย โจทกflทั้งสิบไมมีสิทธิอุทธรณflคําสั่งดังกลาวของศาลชั้นตน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818 / 2562 คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ ระหวางศาลที่เกี่ยวกับเขตอํานาจศาลเป2นที่สุดตามพระราชบัญญัติวาดวยการชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคสอง ศาลชั้นตนชอบที่จะดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปไดเฉพาะการโอนคดีหรือ การจําหนายคดีตามมาตรา 11 เทานั้น โจทกflทั้งสิบไมอาจยื่นคําแถลงคัดคานคําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่
ระหวางศาลและไมอาจยื่นคํารองขอแกไขคําฟ6องตอศาลชั้นตน การที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหยกคํารองทั้งสองฉบับ เป2นการไมรับคํารองไววินิจฉัย โจทกflทั้งสิบไมมีสิทธิอุทธรณflคัดคานคําสั่งของศาลชั้นตนที่สั่งยกคํารองของโจทกflทั้งสิบ ฎีกาเลาเรื่อง 150 หนังสือบอกกลาวไปยังผูค้ําประกันตามกฎหมายที่แกไขใหมมิไดมีการกําหนดวาจะตองมีขอความอยางไร ดังนั้น การที่โจทกflมีหนังสือไปยังจําเลยที่ 2 ใหเขาใจไดวา จําเลยที่ 1 ตกเป2นผูผิดนัด ก็พอถือไดวาโจทกflไดปฏิบัติ ตามบทบัญญัติดังกลาวแลว มีมูลหนี้ที่จําเลยที่ 2 ตองรวมรับผิดตอโจทกflและแมหนังสือดังกลาวจะลวงเลยเวลา 60 วัน นับแตจําเลยที่ 1 ผิดนัด จําเลยที่ 2 ก็ยังคงตองรวมรับผิดในคาขาดประโยชนflเป2นระยะเวลา 60 วัน นับแต วันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196 / 2562 ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แกไขใหม) คงระบุเงื่อนไขแต เพียงวาใหเจาหนี้มีหนังสือบอกกลาวไปยังผูค้ําประกันโดยมิไดมีกําหนดหลักเกณฑflใดๆวา หนังสือบอกกลาว ดังกลาวจะตองมีขอความอยางไรบาง ดังนั้น การที่โจทกflมีหนังสือฉบับใดฉบับหนึ่งไปยังจําเลยที่ 2 อันมีขอความ ใหเขาใจไดวา จําเลยที่ 1 ตกเป2นผูผิดนัดแลว ก็พอถือไดวาโจทกflไดปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตราดังกลาวแลว มีมูลหนี้ที่จําเลยที่ 2 ตองรวมรับผิดแลว โจทกflไดมีหนังสือบอกกลาวไปยังจําเลยที่ 2 กอนฟ6องคดีนี้ตรงตามเงื่อนไขตามที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แกไขใหม) แลว แมจะลวงเลยเวลา 60 วัน นับแตจําเลยที่ 1 ผิดนัด จําเลยที่ 2 ก็ยัง ตองรวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ตอโจทกflในคาขาดประโยชนflเป2นระยะเวลา 60 วัน นับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง (ที่แกไขใหม) ฎีกาเลาเรื่อง 151 สัญญาประนีประนอมยอมความระบุวา ผูตายและผูคัดคานจะไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภาย ใน30 วัน หากผูคัดคานผิดสัญญาใหถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ซึ่งศาลชั้นตนพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ตามสัญญาดังกลาวแลว แมยังไมไดนําไปจดทะเบียน แตการเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลแลวนับแตเวลาที่ คําพิพากษาถึงที่สุด ผูคัดคานไมมีฐานะเป2นบุตรบุญธรรมและทายาทโดยธรรมของผูตายอีกตอไป จึงไมมีสวนไดเสีย ในกองมรดก นอกจากนี้บทบัญญัติในการแตงตั้งผูจัดการมรดกเป2นเพียงแนวทาง มิไดบังคับใหศาลจําตองตั้ง
ผูจัดการมรดกตามที่ระบุไวในพินัยกรรม การที่ศาลจะตั้งผูใดเป2นผูจัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป2น ผูจัดการมรดกรวมกันนั้นยอมแลวแตศาลจะเห็นสมควร แดปแกคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419 / 2562 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุวา ผูตายและ ผูคัดคานจะไปดําเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแตวันที่ทําสัญญา หากผูคัดคาน ผิดสัญญาใหถือเอาคําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา ซึ่งศาลชั้นตน มีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวแลว แมผูตายและผูคัดคานยังไมได นําขอตกลงดังกลาวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหวางผูตายและผูคัดคานยอมมีผลแลวนับแตเวลา ที่คําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดตามบทบัญญัติแหง ป.พ.พ. มาตรา 1598/36 ผูคัดคานจึง ไมไดมีฐานะเป2นบุตรบุญธรรมของผูตายและไมอยูในฐานะทายาทลําดับที่หนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/28,1629 ไมเป2นผูมีสวนไดเสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมบทบัญญัติในวรรคสองของ ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป2นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางใหศาลปฏิบัติในการแตงตั้งผูจัดการมรดก โดยพิจารณาตามพฤติการณflเทานั้น หาใชเป2นบทบังคับใหศาลจําตองตั้งผูจัดการมรดกตามที่ระบุไวในพินัยกรรมหรือหามตั้งบุคคลอื่นเป2นผูจัดการ มรดกรวมกับผูจัดการมรดกตามขอกําหนดพินัยกรรมแตประการใดไมการที่ศาลจะตั้งผูใดเป2นผูจัดการมรดกหรือ จะตั้งบุคคลหลายคนเป2นผูจัดการมรดกรวมกันนั้นยอมแลวแตศาลจะเห็นสมควร ฎีกาเลาเรื่อง 152 การสอบปากคําผูเสียหายซึ่งมีความบกพรองทางสติปIญญา กฎหมายมิไดบัญญัติวิธีการไวเป2นการเฉพาะ ดังเชนการสอบปากคําผูเสียหายที่เป2นเด็กอายุยังไมเกินสิบแปดปXในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่ตองมีสหวิชาชีพ อยูรวมในการสอบปากคําดวยพนักงานสอบสวนจึงชอบที่จะใชวิธีการเชนเดียวกับบุคคลปกติซึ่งคําใหการของ ผูเสียหายดังกลาว แมไมมีแพทยflและนักจิตวิทยาเขารวมดวยจะนาเชื่อถือรับฟIงไดมากนอยเพียงใด ถือเป2น ดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ําหนักพยานหลักฐาน แตเมื่อโจทกflนําผูเสียหายมาเบิกความและจําเลยมีโอกาสถามคาน ศาลยอมมีอํานาจรับฟIงลงโทษจําเลยไดมิใชกรณีที่ศาลอาศัยเพียงคําใหการชั้นสอบสวนของผูเสียหายรับฟIงลงโทษ จําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5922 / 2562 การสอบปากคําผูเสียหายซึ่งมีความบกพรองทางสติปIญญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิไดบัญญัติวิธีการสอบสวนไวเป2นการเฉพาะเหมือนดังเชน การสอบปากคําผูเสียหายที่เป2นเด็กอายุยังไมเกินสิบแปดปXในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศมาตรา 233 ทวิวาจะตอง
มีสหวิชาชีพอยูรวมดวยในการสอบปากคําเด็กนั้นดวย พนักงานสอบสวนชอบที่จะใชวิธีการสอบปากคําผูเสียหาย ซึ่งมีความบกพรองทางสติปIญญาเชนเดียวกับการสอบปากคําบุคคลปกติคําใหการชั้นสอบสวนของผูเสียหาย ซึ่งมีความบกพรองทางสติปIญญา แมไมมีแพทยflดานจิตเวชศาสตรflและนักจิตวิทยาคลินิกและชุมชนเขารวมฟIงการ สอบสวนจะมีความนาเชื่อถือและรับฟIงไดมากนอยเพียงใด ถือเป2นดุลพินิจของศาลในขั้นตอนการชั่งน้ําหนัก พยานหลักฐาน แตเมื่อโจทกflนําผูเสียหายมาเบิกความจําเลยมีโอกาสถามคาน ศาลยอมมีอํานาจรับฟIงคําเบิกความ ของผูเสียหายลงโทษจําเลยไดมิใชศาลอาศัยเพียงลําพังแตคําใหการในชั้นสอบสวนของผูเสียหายรับฟIงลงโทษ จําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 153 จําเลยทั้งสามยื่นคําแถลงขอวางเงินคาธรรมเนียมใชแทนโจทกflหลังจากโจทกflยื่นคําแกอุทธรณflเพียง 1 วัน โดยอางวาวางเงินดังกลาวไมครบ ศาลชั้นตนสั่งรับไวสงสํานวนไปศาลชั้นอุทธรณflพฤติการณflจําเลยทั้งสามไมจงใจ ไมปฏิบัติตามกฎหมาย แมถือไมไดวาศาลชั้นตนขยายเวลาวางเงินใหแตการที่จําเลยทั้งสามยื่นคําแถลงดังกลาว เป2นการขออนุญาตใหศาลชั้นตนใชอํานาจทั่วไปและเป2นดุลพินิจของศาลชั้นตน เมื่อศาลชั้นตนรับเงิน คาธรรมเนียมใชแทนไวยอมชอบดวยวิธีพิจารณาและถือวาจําเลยทั้งสามยื่นอุทธรณflโดยชอบแลว พิพากษาศาลฎีกาที่ 5861 /2562 หลังจากโจทกflยื่นคําแกอุทธรณflเพียง 1 วัน จําเลยทั้งสามยื่นคําแถลง ขอวางเงินคาธรรมเนียมซึ่งจะตองใชแทนโจทกflโดยอางวาวางเงินคาธรรมเนียมใชแทนไมครบ ศาลชั้นตน มีคําสั่งรับไวแลวสงสํานวนไปศาลอุทธรณflภาค 7 พฤติการณflจําเลยทั้งสามไมไดจงใจที่จะไมปฏิบัติตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 229 แมถือไมไดวาศาลชั้นตนไดขยายระยะเวลาวางเงินคาธรรมเนียม ใชแทนใหแกจําเลยทั้งสามตามมาตรา 23 แตการที่จําเลยทั้งสามยื่นคําแถลงขอวางเงินเป2นการขออนุญาตให ศาลชั้นตนใชอํานาจทั่วไปตามกฎหมาย ซึ่งเป2นดุลพินิจที่ศาลชั้นตนจะพิจารณา การที่ศาลชั้นตนเห็นควรใหโอกาส จําเลยทั้งสามโดยรับเงินคธรรมเนียมใชแทนไวยอมชอบดวยวิธีพิจารณาและถือไดวาจําเลยทั้งสามยื่นอุทธรณflโดย ชอบดวยกฎหมาย
ฎีกาเลาเรื่อง 154 การที่ผูรองไมใชสิทธิเรียกรองคาเชาซื้อที่คางเพียง 6 งวดจากผูเชาซื้อ แตรองขอคืนรถยนตflของกลาง เป2นเพียงการไมถือเอาประโยชนflจากขอสัญญาอันเป2นสิทธิของผูรอง หากผูรองไดรับรถไปก็ตองนําออกขาย โดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดตามกฎหมาย และยังคงไดประโยชนflเพียงมูลหนี้ที่ขาดอยูเทานั้น ไมพอฟIงวาผูรอง ยื่นคํารองเพื่อประโยชนflของจําเลยหรือผูอื่นโดยไมสุจริต ผูรองจึงมีสิทธิรองขอคืนรถยนตflของกลาง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4365/2562 การที่ผูรองไมใชสิทธิทางแพงเรียกรองคาเชาซื้อที่ยังคงคางชําระ เพียง 6 งวด จากผูเชาซื้อ แตรองขอรถยนตflของกลางคืนเป2นเพียงการไมถือเอาประโยชนflจากขอสัญญาที่กําหนด ไวเทานั้น ซึ่งเป2นสิทธิของผูรองจะใชหรือไมก็ไดหากผูรองไดรับรถยนตflของกลางไปก็ตองนําออกขายโดยวิธี ประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดที่เหมาะสมตามกฎหมายตอไปโดยผูรองยังคงไดประโยชนflเพียงมูลหนี้ที่ยังขาดอยู เทานั้น กรณีจึงยังไมพอฟIงวา ผูรองยื่นคํารองเพื่อประโยชนflอื่นใดของจําเลยหรือผูอื่นในลักษณะที่เป2นการกระทํา โดยไมสุจริต ผูรองจึงมีสิทธิรองขอคืนรถยนตflของกลาง ฎีกาเลาเรื่อง 155 ความผิดฐานมีและพาอาวุธปZนฯ ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนจําคุกกระทงละ 4 เดือน จึงเป2นกรณีที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนและลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินหาปXตองหามฎีกาในปIญหา ขอเท็จจริง จําเลยฎีกาวาไมไดกระทําความผิดเป2นปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามมิใหฎีกา เวนแตจะไดรับอนุญาต จากผูพิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือทําความเห็นแยงในศาลชั้นตนหรือศาลชั้นอุทธรณfl นอกจากนี้ในความผิดหลายกรรมตางกันการพิจารณาวาตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงหรือไมตองแยกเป2นราย กระทงความผิดเมื่อความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นศาลชั้นอุทรณflพิพากษายืนตามศาลชั้นตนลงโทษจําคุก 6 ปX 8เดือน จึงไมตองหามจําเลยฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง สวนความผิดฐานมีและพาอาวุธปZนฯ ซึ่งจําคุกกระทงละ 4 เดือน จึงตองหามคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จําเลยยอมมีสิทธิยื่นคํารองขอใหผูพิพากษาดังกลาว เพื่อพิเคราะหflวาขอความที่ตัดสินเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลสูงสุดและอนุญาตใหฎีกาไดการที่ผูพิพากษา ศาลชั้นตนสั่งวาคดีไมตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงและยกคํารอง จึงไมชอบและเป2นปIญหาขอกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย แมไมมีคูความฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยโดยเพิกถอนคําสั่งและ การดําเนินการดังกลาวกับสั่งใหศาลชั้นตนดําเนินการใหถูกตอง และเมื่อความผิดแตละกระทงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงสมควรไดรับการพิจารณาในคราวเดียวกัน
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3876 / 2562 ความผิดฐานมีอาวุธปZนมีทะเบียนของผูอื่นไวในครอบครอง โดยไมไดรับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปZนติดตัวไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดยไมไดรับ ใบอนุญาต ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลยกระทงละ 6 เดือน ลดโทษใหหนึ่งในสามแลว คงจําคุกกระทง ละ 4 เดือน และศาลอุทธรณflภาค 8 พิพากษายืน จึงเป2นกรณีที่ศาลอุทธรณflภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นตน และลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินหาปXตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จําเลยฎีกาวาไมไดกระทําความผิดทั้งสองฐานดังกลาวดวยนั้นเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามมิใหฎีกา ตามบทบัญญัติดังกลาว เวนแตจะไดรับอนุญาตใหฎีกาจากผูพิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคําพิพากษาหรือ ทําความเห็นแยงในศาลชั้นตนหรือศาลอุทธรณflภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การกระทําของจําเลยเป2นความผิดหลายกรรมตางกัน การพิจารณาวาฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตองหาม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 หรือไม ตองพิจารณาความผิดแตละกระทงแยกเป2นรายกระทงความผิดไป ความผิด ฐานพยายามฆาผูอื่นศาลอุทธรณflภาค 8 พิพากษายื่นตามศาลชั้นตนลงโทษจําคุก 6 ปX8 เดือน จึงไมตองหาม จําเลยฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง สวนความผิดฐานมีอาวุธปZนมีทะเบียนของผูอื่นไวในครอบครองโดยไมไดรับ ใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปZนติดตัวไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาต ศาลอุทธรณflภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นตนและลงโทษจําคุกกระทงละ 4 เดือน จึงตองหามคูความฎีกา ในปIญหาขอเท็จจริง ดังนั้นจําเลยยอมมีสิทธิยื่นคํารองตอศาลชั้นตนเพื่อขอใหผูพิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อ ในคําพิพากษาศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 8 พิเคราะหflวาขอความที่ตัดสินเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลสูงสุด และอนุญาตใหฎีกาไดการที่ผูพิพากษาศาลชั้นตนมีคําสั่งวาคดีไมตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงและยกคํารอง จึงเป2นการสั่งคดีโดยผิดหลง และเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ไมชอบ ถือวาไมไดปฏิบัติใหเป2นไป ตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวาดวยคําพิพากษาและคําสั่ง ปIญหานี้เป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความ สงบเรียบรอย แมไมมีคูความฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยใหเพิกถอนคําสั่งและการดําเนินการดังกลาวของศาลชั้นตนที่ไมชอบเสียและ สั่งใหศาลชั้นตนดําเนินการใหถูกตองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบดวยมาตรา 225 และเมื่อความผิด ฐานพยายามฆาผูอื่นกับความผิดฐานมีอาวุธปZนมีทะเบียนของผูอื่นไวในครอบครองโดยไมไดรับใบอนุญาต และ ความผิดฐานพาอาวุธปZนติดตัวไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาตเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงสมควรไดรับการพิจารณาในคราวเดียวกัน
ฎีกาเลาเรื่อง 156 ตนไมที่จําเลยปลูกในที่ดินเพียงชั่วคราว เมื่อไดขนาดจะตัดโคนไปทําประโยชนflอยางอื่นซึ่งคนทั่วไปรวมทั้ง โจทกflอาจเล็งเห็นไดจึงเป2นทรัพยflที่ติดกับที่ดินชั่วคราว ไมเป2นสวนควบของที่ดินที่จําเลยนําไปจํานองไวแกโจทกfl โจทกflไมมีสิทธิบังคับจํานองตนไมดังกลาวซึ่งตกเป2นของผูรองนับแตวันทําสัญญาซื้อขายกับจําเลยแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6166 / 2562 ตนไมกฤษณาที่จําเลยปลูกในที่ดินเป2นการปลูกไวเพียงชั่วคราว ในระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อโตไดขนาดก็จะตัดโคนนําแกนไปสกัดเป2นน้ําหอมซึ่งคนปกติทั่วไปรวมทั้งโจทกflอาจ เล็งเห็นไดตนไมกฤษณาที่ปลูกลงในที่ดินจึงเป2นทรัพยflที่ติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวตามประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชยflมาตรา 146 ไมตกเป2นสวนควบของที่ดินที่จําเลยนําไปจํานองไวแกโจทกflโจทกflไมมีสิทธิบังคับจํานองแก ตนไมกฤษณาซึ่งตกเป2นของผูรองนับแตวันทําสัญญาซื้อขายกับจําเลยแลว ฎีกาเลาเรื่อง 157 แมโจทกflมิไดมีคําขอทายฟ6องใหลงโทษจําเลยฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุแตความผิดฐาน พยายามฆาที่โจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยใชอาวุธปZนยิง รวมการกระทําความผิดฐานดังกลาวซึ่งเป2นความผิดไดอยู ในตัวเองดวย ไมอาจถือวาโจทกflไมประสงคflจะใหลงโทษ ศาลจึงมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2892 / 2562 แมโจทกflมิไดมีคําขอทายฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิด ฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุดวย แตความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นตามฟ6องที่โจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยใช อาวุธปZนยิงเขาไปในบานซึ่งมีผูเสียหายอยูในบาน รวมการกระทําความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุ ซึ่งเป2นความผิดไดอยูในตัวเองดวย กรณีไมอาจถือไดวาโจทกflไมประสงคflจะใหลงโทษในขอเท็จจริงตามพิจารณา ไดความ ศาลมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุไดตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคทาย ประกอบมาตรา 225
ฎีกาเลาเรื่อง 158 เดิมศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสองโดยปรับบทกฎหมายที่ยกเลิกไปแลว แตเมื่อศาลชั้นอุทธรณfl ยกคําพิพากษาศาลชั้นตน ใหพิพากษาใหมโดยครบองคflคณะ คําพิพากษาศาลชั้นตนเดิมจึงถูกยกเลิก และ เมื่อพิพากษาใหมโดยปรับบทกฎหมายถูกตองและครบองคflคณะแลว จึงเป2นการชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3465 / 2562 เดิมศาลชั้นตนมีคําพิพากษาโดยปรับบทกฎหมายที่ยกเลิก แลวลงโทษจําเลยทั้งสอง แตเมื่อศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตน ใหศาลชั้นตนมีคําพิพากษา ใหมโดยใหมีผูพิพากษาครบองคflคณะเทากับวาคําพิพากษาศาลชั้นตนเดิมที่พิพากษามานั้นถูกยกเลิกโดย ศาลอุทธรณflภาค 1 เมื่อศาลชั้นตนมีคําพิพากษาใหมโดยมีการปรับบทกฎหมายใหถูกตองตรงตามมาตรา ในกฎหมายซึ่งโจทกflอางมาในฟ6องและมีผูพิพากษาครบองคflคณะ จึงชอบดวยกฎหมายแลว ฎีกาเลาเรื่อง 159 คําฟ6องฎีกาของโจทกflมีจ. ลงลายมือชื่อเป2นผูเรียงและผูเขียน ฝOาฝZนตอพ.ร.บ.ทนายความฯ ซึ่งมีโทษ ทางอาญา เมื่อ จ. มิไดเป2นผูซึ่งไดจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป2นทนายความและไมปรากฏวาเป2นบุคคลผูซึ่งอยู ในขอยกเวนตามพระราชบัญญัติดังกลาว อันเป2นการฝOาฝZนกฎหมาย คําฟ6องฎีกาของโจทกflจึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474 / 2562 คําฟ6องฎีกาของโจทกflมีโจทกflลงลายมือชื่อเป2นผูฎีกา และมีจ. ลงลายมือชื่อเป2นผูเรียงและผูเขียน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 “หามมิใหผูซึ่งไมไดรับจด ทะเบียนและรับอนุญาต หรือผูซึ่งขาดจากการเป2นทนายความ หรือตองหามทําการเป2นทนายความวาความ ในศาล หรือแตงฟ6อง คําใหการ ฟ6องอุทธรณflแกอุทธรณflฟ6องฎีกา แกฎีกา คํารองหรือคําแถลงอันเกี่ยวแกการ พิจารณาคดีในศาลใหแกบุคคลอื่น ทั้งนี้เวนแตจะไดกระทําในฐานะเป2นขาราชการผูปฏิบัติการตามหนาที่หรือ เป2นเจาหนาที่ของหนวยงานของรัฐ องคflการของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผูปฏิบัติหนาที่ หรือมีอํานาจหนาที่กระทําได โดยบทบัญญัติแหงกฎหมายวาดวยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น” ซึ่งการฝOาฝZนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญา ตามมาตรา 82 แหงพระราชบัญญัติดังกลาว เมื่อ จ. มิไดเป2นผูซึ่งไดจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป2นทนายความ และไมปรากฏวาเป2นบุคคลผูซึ่งอยูในขอยกเวนตามมาตรา 33 แหง พ.ร.บ.ทนายความฯ การที่ จ. เรียงหรือเขียน ฟ6องฎีกาใหโจทกflจึงเป2นการฝOาฝZนกฎหมาย คําฟ6องฎีกาของโจทกflจึงไมชอบดวยกฎหมายไมครบองคflประกอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 215 ประกอบมาตรา 158 (7)
ฎีกาเลาเรื่อง 160 การวินิจฉัยอํานาจฟ6องของโจทกflตองพิจารณาถึงสิทธิขณะยื่นฟ6อง แมภายหลังโจทกflขายบานและ ที่ดินพิพาทไปก็ไมมีผลกระทบตออํานาจฟ6องเดิม โจทกflและจําเลยตางเป2นคูความตามคําพิพากษาศาลฎีกาสองคดี คดีแรกวินิจฉัยวาโจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน จําเลยไมอาจฟ6องเพิกถอนนิติกรรม การซื้อขายไดพิพากษายกฟ6อง และคดีหลังวินิจฉัยวาโจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทโดยไมสุจริต พิพากษาใหเพิกถอน นิติกรรมการซื้อขายเฉพาะสวน กับใหโจทกflสงมอบที่ดินพิพาทคืนแกจําเลย หากเพิกถอนไมไดใหมีการชําระเงินแทน คําพิพากษาดังกลาวจึงผูกพันโจทกflและจําเลยในคดีนี้วา โจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทโดยไมสุจริตและจะกลาวอาง หรือโตเถียงใหศาลวินิจฉัยขอเท็จจริงแตกตางจากเดิมไมไดเมื่อไมปรากฏวาเจาของกรรมสิทธิ์รวมมีการแยกกัน ครอบครองบานและที่ดินพิพาทเป2นสวนสัด ทั้งคําพิพากษาผูกพันคูความ จึงมีผลวาโจทกflและจําเลยตางเป2น เจาของรวมในบานและที่ดินพิพาทคนละเทาๆกันในทุกสวนของทรัพยflพิพาท โจทกflจึงไมมีสิทธิฟ6องขับไลจําเลย ออกจากบานและที่ดินพิพาท ทั้งยังเรียกคาเสียหายจากจําเลยไมไดสวนจะถือวาเป2นกรณีเพิกถอนนิติกรรมการ ซื้อขายของจําเลยหรือไมเป2นเรื่องที่ตองวากลาวกันในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191 / 2562 การวินิจฉัยวาโจทกflมีอํานาจฟ6องหรือไมตองพิจารณาถึงสิทธิ ของโจทกflที่มีอยูในขณะที่ยื่นคําฟ6องเป2นสําคัญ ดังนั้น แมภายหลังยื่นคําฟ6องโจทกflขายบานและที่ดินพิพาทใหแก ณ. ไปแลว ก็ไมมีผลกระทบตออํานาจฟ6องของโจทกflที่มีอยูในขณะยื่นคําฟ6องใหหมดสิ้นไป โจทกflและจําเลยนี้ตางเป2นคูความตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087/2557 และคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2558 โดยศาลฎีกาตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3087/2557 วินิจฉัยวา โจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทจาก ร. โดยสุจริตและเสียคาตอบแทน จําเลยไมอาจฟ6องใหศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นไดแลวพิพากษายกฟ6อง และตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2558 วินิจฉัยวา จ. ไมไดมีสวนเป2นเจาของกรรมสิทธิ์ในบานและที่ดิน พิพาท โจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทจาก จ. โดยไมสุจริต แลวพิพากษาใหเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายบานและ ที่ดินพิพาทระหวาง จ. กับโจทกflเฉพาะสวน กับใหโจทกflสงมอบที่ดินพิพาทคืนแกจําเลย หากเพิกถอนไมไดใหจ. ชําระเงินแทน คดีถึงที่สุดแลว คําพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกลาวจึงยอมผูกพันโจทกflและจําเลยในคดีนี้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง วาโจทกflซื้อบานและที่ดินพิพาทจาก จ. โดยไมสุจริต โจทกflจะกลาวอางหรือ โตเถียงใหศาลวินิจฉัยขอเท็จจริงใหแตกตางไปจากเดิมไมไดดังนั้น เมื่อไมปรากฏวาในระหวางเจาของกรรมสิทธิ์ รวมมีการแยกกันครอบครองบานและที่ดินพิพาทเป2นสวนสัด ทั้งเป2นกรณีคําพิพากษาผูกพันคูความแลว
ผลตามกฎหมายจึงมีวาโจทกflและจําเลยตางเป2นเจาของกรรมสิทธิ์รวมในบานและที่ดินพิพาทคนละเทาๆกัน ในทุกสวนของทรัพยflพิพาท โจทกflจึงไมมีสิทธิฟ6องขับไลจําเลยออกจากบานและที่ดินพิพาท ทั้งจะเรียกคาเสียหาย จากจําเลยไมไดสวนจะถือวาเป2นกรณีเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายบานและที่ดินพิพาทระหวาง จ. กับจําเลยได หรือไมนั้นเป2นเรื่องที่จะตองวากลาวกันในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) และมาตรา 271 ฎีกาเลาเรื่อง 161 ทางจําเป2นเป2นเรื่องขอจํากัดสิทธิของเจาของอสังหาริมทรัพยflเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายมิใชโดยนิติกรรม จําเลยในฐานะเจาของที่ดินแปลงที่ลอมที่ดินแปลงอื่น จึงมีหนาที่ตองยอมใหผูมีสิทธิในที่ดินแปลงอื่นนั้น ผานที่ดินของจําเลยไปสูทางสาธารณะ เมื่อจําเลยไมปฏิบัติตามยอมกอใหเกิดความเสียหายแกผูมีสิทธิในที่ดินนั้น โจทกflในฐานะผูจัดการมรดกของเจาของที่ดินดังกลาว จึงมีอํานาจฟ6องขอใหจําเลยปฏิบัติตามกฎหมายไดโดยไมอยู ภายใตขอกําหนดหรือเงื่อนไขแหงกฎหมายอื่น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069 / 2562 ทางจําเป2นตามที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 1349 นั้นเป2นเรื่อง ขอจํากัดสิทธิของเจาของอสังหาริมทรัพยflเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย หาใชเกิดขึ้นโดยนิติกรรมไม จําเลยในฐานะ เจาของที่ดินแปลงที่ลอมที่ดินโฉนดเลขที่ 5764 ซึ่งเป2นทรัพยflมรดกของ ห. ไวจึงมีหนาที่ตองปฏิบัติตาม ที่กฎหมายกําหนด กลาวคือตองยอมใหผูมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 5764 ผานที่ดินของจําเลยไปสูทางสาธารณะ เมื่อจําเลยไมปฏิบัติตามยอมกอใหเกิดความเสียหายแกผูมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 5764 โจทกflในฐานะผูจัดการ มรดกของ ห. จึงมีอํานาจฟ6องขอใหจําเลยปฏิบัติใหเป2นไปตามกฎหมายได กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆflพ.ศ.2505 กําหนดให การกันที่ดินซึ่งเป2นที่วัดใหเป2นที่จัดประโยชนflจะกระทําไดตอเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและไดรับอนุมัติจาก มหาเถรสมาคมและกําหนดใหการเชาที่ธรณีสงฆflที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไวเป2นที่จัดประโยชนflจะกระทําไดตอเมื่อมี กําหนดระยะเวลาเชาเกิน 3 ปXจะกระทําไดตอเมื่อไดรับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา และตามมติ มหาเถรสมาคมที่ 221/2540 กําหนดใหการเชาที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆflของวัดเพื่อเป2นทางจะตองทําเป2นสัญญา ภาระจํายอมและตองไดรับความยินยอมจากคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจํา (พศป.) กฎหมายและมติมหาเถรสมาคมเป2นกฎเกณฑflที่ใชบังคับกับกรณีการทํานิติกรรมที่มีผลผูกพันทรัพยflสินของจําเลย สวนสิทธิในการใชทางพิพาทเป2นทางจําเป2นเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย จึงไมอยูในบังคับของกฎหมายและ มติมหาเถรสมาคมดังกลาว
ฎีกาเลาเรื่อง 162 จําเลยกับพวกรวมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินคาและออกเช็คชําระหนี้แกโจทกflรวมตามแผนการที่วางไวโดย เจตนาที่จะไมใชเงินตามเช็ค อันเป2นความผิดฐานฉอโกง และความผิดตอ พ.ร.บ.เช็ค ซึ่งเป2นการกระทํากรรม เดียวกัน เมื่อโจทกflเคยดําเนินคดีแกจําเลยในความผิดตอ พ.ร.บ.เช็ค และศาลพิพากษาลงโทษจําเลยไปแลว สิทธินํา คดีอาญามาฟ6องจําเลยในความผิดฐานฉอโกงยอมระงับไปแลวตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147 / 2562 การที่จําเลยกับพวกรวมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินคาจากโจทกflรวม และออกเช็คใหนั้น เป2นการดําเนินการอยางเป2นขั้นตอนตามแผนการที่วางไวตั้งแตตน โดยการหลอกลวงให โจทกflรวมสงสินคาใหจํานวนมากโดยอาศัยวิธีการออกเช็คชําระคาสินคาแทนเงินสด โดยเจตนาที่จะไมใชเงิน ตามเช็คเป2นสวนหนึ่งของการหลอกลวง และการออกเช็คโดยมีเจตนาไมใชเงินตามเช็ค จึงเป2นการกระทําอันเป2น สวนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป2นความผิดฐานฉอโกง โดยตางมีเจตนาเดียวกันคือ เจตนาหลอกลวงใหโจทกflรวม สงสินคาใหจําเลยกับพวกโดยไมมีเจตนาชําระราคาสินคา การกระทําของจําเลยตามฟ6องในความผิดฐานฉอโกง จึงเป2นการกระทํากรรมเดียวกันกับความผิดตอพระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อโจทกflเคยดําเนินคดีแกจําเลยในความผิดตอพระราชบัญญัติวาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค และศาลแขวงธนบุรี พิพากษาลงโทษจําเลยไปแลว สิทธินําคดีอาญามาฟ6องจําเลยในความผิดฐานฉอโกงตามฟ6องยอมระงับไปแลว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาเลาเรื่อง 163 จําเลยยังมิไดชําระดอกเบี้ยในหนี้ที่ออกเช็คพิพาท หนี้ดังกลาวจึงยังไมสิ้นผลผูกพันอันจะถือวาคดีเลิกกัน สิทธินําคดีอาญามาฟ6องจึงยังไมระงับ แตการขวนขวายหาเงินมาวางศาลเพื่อชําระหนี้ตามจํานวนในเช็คพิพาท ถือเป2นการบรรเทาผลราย จึงเห็นสมควรกําหนดโทษใหเหมาะสมแกรูปคดี คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3999 / 2562จําเลยนําเงินตามจํานวนในเช็คพิพาทวางตอศาลชั้นตนเพื่อชําระหนี้ แตมิไดชําระดอกเบี้ยดวย หนี้ที่จําเลยออกเช็คพิพาทเพื่อใชเงินนั้น จึงยังไมไดรับชําระครบถวนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 214 หนี้ดังกลาวจึงยังไมสิ้นผลผูกพันไปกอนศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะถือวาคดีเลิกกัน ตามบทบัญญัติแหง พ.ร.บ.วาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7
และทําใหสิทธินําคดีอาญามาฟ6อง เป2นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ไมไดแตอยางไรก็ตามการที่จําเลย ขวนขวายหาเงินมาชําระหนี้แกโจทกflทั้งสองไดจนครบจํานวนตามเช็คพิพาท ก็ถือไดวาจําเลยไดบรรเทาผลราย แหงความผิดแลว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกําหนดโทษเสียใหม เพื่อใหเหมาะสมแกพฤติการณflแหงรูปคดี ฎีกาเลาเรื่อง 164 การเรียกคาสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มีวัตถุประสงคflเพื่อใหผูไดรับความเสียหายจากการ กระทําความผิดอาญามีสิทธิยื่นคํารองเขามาในคดีอาญาเพื่อใหไดรับชดใชคาสินไหมทดแทนโดยไมตองไปยื่น ฟ6องเป2นคดีแพงอีก และเป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏ ในคําพิพากษาคดีสวนอาญา เมื่อพนักงานอัยการฟ6องและเรียกใหจําเลยคืนหรือใชราคาทรัพยflแทนผูเสียหาย หากศาลพิพากษาวาจําเลยมีความผิด ศาลมีอํานาจพิพากษาใหจําเลยคืนหรือใชราคาทรัพยflไดโดยไมคํานึงวา พนักงานอัยการจะอุทธรณflฎีกาในสวนนี้หรือไม และเป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจ กําหนดคาสินไหมทดแทนใหผูรองไดนอกจากนี้ความผิดฐานกระทําชําเราเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปXซึ่งมิใชภริยาหรือ สามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม เป2นการคุมครองเด็กอายุนอยเป2นกรณีพิเศษโดยไมใหความสําคัญ กับความยินยอมของเด็ก ดังนั้นแมผูรองยินยอม การกระทําของจําเลยก็ยังเป2นละเมิด ฝOายผูรองจึงมีสิทธิเรียก คาเสียหายฐานละเมิดจากจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4132 / 2562 แมผูรองจะมิไดอุทธรณflฎีกาเรียกคาสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 แตเป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีสวนแพงศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 โดยที่มาตรา 44/1 มีวัตถุประสงคflเพื่อใหผูไดรับ ความเสียหายจากการกระทําความผิดอาญามีสิทธิยื่นคํารองเขามาในคดีอาญาเพื่อใหไดรับชดใชคาสินไหมทดแทน โดยไมตองไปยื่นฟ6องเป2นคดีแพงอีกคดีหนึ่ง มาตรา 44/1 มีความหมายทํานองเดียวกับมาตรา 43 เมื่อพนักงานอัยการฟ6องจําเลยก็มีสิทธิเรียกใหจําเลยคืนหรือใชราคาทรัพยflแทนผูเสียหาย หากศาลพิพากษาวา จําเลยมีความผิด ศาลมีอํานาจพิพากษาใหจําเลยคืนหรือใชราคาทรัพยflโดยไมคํานึงวาพนักงานอัยการจะอุทธรณflฎีกา คําขอใหคืนหรือใชราคาทรัพยflแทนผูเสียหายหรือไม ปIญหาตามมาตรา 44/1 เป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบ เรียบรอยตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงมีอํานาจกําหนดคาสินไหมทดแทนใหผูรองได ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ผูใดกระทําชําเราเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปXซึ่งมิใชภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม ตองระวางโทษ...” แสดงวากฎหมายคุมครองเด็กอายุนอยเป2นกรณีพิเศษ
โดยไมใหความสําคัญแกความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แมผูรองยินยอม การกระทําของจําเลยก็ยังเป2นละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผูรองมีสิทธิเรียกคาเสียหายฐานละเมิดจากจําเลย ม. ผูแทนโดยชอบธรรมของผูรอง ยอมมีสิทธิยื่นคํารองเรียกคาสินไหมทดแทนจากจําเลยได ฎีกาเลาเรื่อง 165 ศาลชั้นตนลงโทษปรับจําเลย 3,000 บาท และริบอาวุธปZนของกลาง ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาแกใหคืน ของกลาง เป2นการแกไขเล็กนอย ตองหามคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง เมื่ออาวุธปZนของกลางมีทะเบียน จึงไมใชทรัพยflที่มีไวเป2นความผิดที่ตองริบเสียทั้งสิ้น แตเป2นทรัพยflซึ่งไดใชหรือมีไวเพื่อใชในการกระทําความผิด ที่ศาลมีอํานาจใชดุลพินิจใหริบหรือไม โจทกflฎีกาขอใหริบอันเป2นการโตแยงดุลพินิจดังกลาวของศาลชั้นอุทธรณfl อันเป2นปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6566 / 2562 ศาลชั้นตนลงโทษปรับจําเลยสถานเดียว 3,000 บาท และ ริบอาวุธปZนของกลาง ศาลอุทธรณflภาค 9 พิพากษาแกเฉพาะใหคืนอาวุธปZนของกลางแกจําเลย เป2นการพิพากษา แกไขเล็กนอย ตองหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง อาวุธปZนของกลางเป2นอาวุธปZนมีทะเบียนจึงไมใชทรัพยflที่มีไวเป2นความผิดที่กฎหมาย กําหนดใหตองริบเสียทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แตเป2นทรัพยflซึ่งจําเลยไดใชหรือมีไวเพื่อใชใน การกระทําความผิดซึ่งศาลมีอํานาจใชดุลพินิจที่จะสั่งใหริบหรือไมริบก็ไดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) โจทกflฎีกาขอใหริบอาวุธปZนของกลางจึงเป2นการฎีกาโตแยงดุลพินิจในการมีคําสั่งชี้ขาดของศาลอุทธรณflภาค 9 อันเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตองหามมิใหฎีกาตามบทบัญญัติดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 166 จําเลยเขาไปในอาคารสํานักงานของนิติบุคคลและสงเสียงดังรบกวนพนักงานของนิติบุคคลนั้น อันเป2น ความผิดฐานกอความเดือดรอนรําคาญแกผูอื่น แตเมื่อความผิดดังกลาวเป2นลหุโทษและอาญาแผนดิน พนักงานสอบสวนยอมมีอํานาจสอบสวนโดยไมตองมีการรองทุกขflกลาวโทษ แมศาลวินิจฉัยวานิติบุคคลนั้น มิใชผูเสียหายในความผิดฐานนี้และการรองทุกขflไมชอบ ก็ไมทําใหผลคดีเปลี่ยนแปลงไปเพราะโจทกflมีอํานาจ ฟ6องอยูแลว ฎีกาของจําเลยจึงไมเป2นสาระแกคดีอันควรไดรับการวินิจฉัย
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104 / 2562 จําเลยเขาไปในอาคารพิพาท สํานักงานของโจทกflรวมที่ 1 ซึ่งเป2นนิติบุคคลและสงเสียงดังอันเป2นการรบกวนการทํางานและทําใหพนักงานของโจทกflรวมที่ 1 ไมอาจทํางานได ซึ่งเป2นการกระทําความผิดฐานกอความเดือดรอนรําคาญแกผูอื่นตาม ป.อ. มาตรา 397 อันเป2นความผิดลหุโทษนั้น เป2นความผิดอาญาตอแผนดินและมิใชความผิดตอสวนตัวที่จะตองมีการรองทุกขflตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนยอมมีอํานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคหนึ่ง โดยไมตองมีการรองทุกขfl กลาวโทษจากผูเสียหาย ดังนั้น แมศาลจะวินิจฉัยวาโจทกflรวมที่ 1 ซึ่งเป2นนิติบุคคลจะมิใชผูเสียหายในความผิด ฐานดังกลาวและการรองทุกขflจะไมชอบดวยกฎหมายก็ตาม ยอมไมทําใหผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะถึงอยางไร โจทกflก็มีอํานาจฟ6องจําเลยในความผิดฐานดังกลาวไดฎีกาของจําเลยในปIญหาดังกลาวจึงไมเป2นสาระแกคดีอันควร ไดรับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาเลาเรื่อง 167 คดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจําตองถือขอเท็จจริงคดีสวนแพงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา เมื่อศาลฟIงวา จําเลยกระทําความผิด จึงตองฟIงดวยวาจําเลยกระทําละเมิดและตองชดใชคาสินไหมทดแทนแกผูร อง แมผูรองไมไดฎีกาเรื่องคาสินไหมทดแทน ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไดเพราะเป2นขอกฎหมายที่ เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย นอกจากนี้ความเสียหายแกจิตใจเนื่องจากความตกใจกลัวเป2นความเสียหายอยางอื่น อันมิใชตัวเงินที่ผูรองมีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนจากจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936 / 2562 ในคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น การพิจารณาคดีสวนแพง ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญา ศาลฎีกาฟIงขอเท็จจริงวา จําเลยกระทําความผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นตน จึงตองฟIงขอเท็จจริงวา จําเลยกระทํา ละเมิดตอผูรองและตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกผูรอง แมผูรองไมไดฎีกาเรื่องคาสินไหมทดแทนมาดวย ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกคดีสวนแพงขึ้นวินิจฉัยเพื่อใหเป2นไปตามผลคดีอาญาไดเพราะเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบรอย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225ความเสียหายที่เป2นอันตรายแกจิตใจ เนื่องจากการกระทําของจําเลยทําใหผูรองเกิดความตกใจกลัวนั้นเป2นความเสียหายอยางอื่นอันมิใชตัวเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ผูรองมีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนในกรณีดังกลาวได
ฎีกาเลาเรื่อง 168 ความผิดตาม พ.ร.บ. เช็คฯ อาจมีผูรวมกระทําความผิดกับผูออกเช็ค และถือวาเป2นตัวการรวมกัน แตตอง ไดความแนชัดวาผูนั้นมีสวนเกี่ยวของรูเห็นในการออกเช็คดวย จึงจะรับฟIงวามีความผิดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3505/2562 ความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวยความผิดอันเกิดจากการใชเช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 อาจจะมีผูที่รวมกระทําความผิดดวยกันกับผูออกเช็ค และถือวาผูที่รวมกระทําความผิดดวยกัน นั้นเป2นตัวการเชนเดียวกับผูออกเช็คตาม ป.อ. มาตรา 83 แตก็จะตองไดความแนชัดวาผูที่จะเป2นตัวการรวมนั้น มีสวนเกี่ยวของรูเห็นในการออกเช็คนั้นกับผูออกเช็คดวย ส. ชักชวนและขอรองใหจําเลยที่ 2 จดทะเบียนหางจําเลยที่ 1 ระบุชื่อจําเลยที่ 2 เป2นหุนสวนผูจัดการ โดย ส. บอกวาจะแบงผลประโยชนflใหเมื่อสิ้นปXจําเลยที่ 2 เปKดบัญชีกระแสรายวันและบัญชีออมทรัพยflในนามจําเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ท. โดยมอบสมุดเช็คและตราประทับของจําเลยที่ 1 ใหส. เป2นผูถือไวกอนเกิดเหตุจําเลยที่ 2 เป2นผูขอให ธนาคาร ท. โอนเงินจากบัญชีของจําเลยที่ 1 ไปชําระหนี้ใหแกโจทกflทั้งสองบางสวนแลวก็ตามแตส. เป2นผูลงลายมือชื่อ จําเลยที่ 2 ในเช็คพิพาทโดยจําเลยที่ 2 มิไดมีสวนเกี่ยวของรูเห็นดวยเลย ซึ่งนอกจากนี้แลวไมมีพยานหลักฐาน อื่นใดอีกแสดงวา จําเลยที่ 2 มีสวนรูเห็นในการที่ ส. ลงลายมือชื่อจําเลยที่ 2 ในเช็คพิพาท จึงยังรับฟIงไมไดวา จําเลยที่ 2 เป2นตัวการรวมกับจําเลยที่ 1 ในการออกเช็คพิพาทอันจะเป2นความผิดตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 169 โจทกflฟ6องวาทางพิพาทเป2นทางภาระจํายอมหรือทางจําเป2น ศาลชั้นตนพิพากษาวาเป2นทางภาระจํายอม จึงไมวินิจฉัยวาเป2นทางจําเป2นหรือไม ทั้งที่ทางดังกลาวอาจเป2นไดทั้งสองประการในขณะเดียวกัน แมโจทกflมิได อุทธรณflแตหากศาลชั้นอุทธรณflเห็นวาไมใชทางภาระจํายอมและขอเท็จจริงเพียงพอวินิจฉัยก็มีอํานาจวินิจฉัย ในเรื่องทางจําเป2นไดไมเป2นการนอกฟ6องนอกประเด็น เพราะโจทกflมีคําขอมาแตตนแลว เมื่อโจทกflและญาติ พี่นองใชทางพิพาทดวยความสนิทสนมคุนเคยและถือวาเป2นญาติเจาของที่ดินอันเป2นการใชทางโดยถือวิสาสะ ทางพิพาทจึงไมเป2นทางภาระจํายอมโดยอายุความ และแมทั้งสองฝOายไมไดเสนอหรือเรียกคาทดแทนจากอีกฝOายหนึ่ง แตเมื่อขอเท็จจริงเพียงพอศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยกําหนดคาทดแทนที่โจทกflตองใชแกจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2605/ 2562 โจทกflฟ6องวาทางพิพาทเป2นทางภาระจํายอมหรือทางจําเป2น ศาลชั้นตนพิพากษาวาเป2นทางภาระจํายอม จึงไมวินิจฉัยวาทางพิพาทเป2นทางจําเป2นหรือไม ทั้งที่ทางพิพาทอาจ
เป2นไดทั้งทางจําเป2นและทางภาระจํายอมในขณะเดียวกัน แมโจทกflจะมิไดอุทธรณflหากศาลอุทธรณflภาค 3 เห็นวา ทางพิพาทไมใชทางภาระจํายอม และขอเท็จจริงในสํานวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจําเป2น ศาลอุทธรณflภาค 3 มีอํานาจวินิจฉัยในเรื่องทางพิพาทวาเป2นทางจําเป2นหรือไมไดหาเป2นการนอกฟ6องนอกประเด็นไม เพราะโจทกfl มีคําขอมาตั้งแตตนแลวบิดาโจทกflโจทกflและ ส. นองสาวโจทกflใชทางพิพาทดวยความสนิทสนมคุนเคย และถือวา เป2นญาติกับ ย.และ ร. เจาของที่ดินอันเป2นการใชทางโดยถือวิสาสะ หาใชเป2นการใชทางพิพาทโดยความสงบ และโดยเปKดเผยดวยเจตนาใหไดสิทธิในภาระจํายอมไม ทางพิพาทไมเป2นทางภาระจํายอมโดยอายุความแมโจทกflไม ไดเสนอคาตอบแทน แกจําเลยและจําเลยไมไดฟ6องแยงเรียกคาทดแทนจากโจทกfl แตขอเท็จจริงที่คูความนําสืบ เพียงพอที่จะพิจารณากําหนดคาทดแทนใหไดศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยกําหนดคาทดแทนที่โจทกflตองใชแกจําเลย ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 1349 วรรคทาย ไปเสียทีเดียว ฎีกาเลาเรื่อง 170 จําเลยใหโจทกflครอบครองใชสอยอาคารพิพาทชั้น 3 และชั้น 4 เพื่อตอบแทนที่โจทกflออกเงินทดรอง ใหจําเลยยืมไปชําระหนี้ตอมาจําเลยมีหนังสือแจงใหโจทกflขนยาย โจทกflจึงมอบหมายใหทนายความมีหนังสือ แจงจําเลยวาโจทกflยังมีสิทธิอาศัยอยูในอาคารดังกลาวจนกวาจําเลยจะชําระหนี้จําเลยปKดล็อกประตูชั้น 2 ซึ่งเป2นทางเชื่อมไปสูชั้น 3 และชั้น 4 อันมีประตูดังกลาวเพียงทางเดียวที โจทกflและพนักงานของโจทกflใชผานไปสู ชั้นที่ครอบครองใชสอยไดแมประตูชั้น 2 จะอยูในความครอบครองของจําเลยหรือไมก็ตาม จําเลยไมมีอํานาจ โดยพลการที่จะปKดล็อกประตูนั้น การกระทําของจําเลยจึงเป2นการลวงลmาเขาไปในอํานาจการครอบครองของโจทกfl ถือไดวาจําเลยเขาไปกระทําการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพยflของโจทกflโดยปกติสุข จึงมีความผิดฐานบุกรุก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3633 / 2562 โจทกflเป2นผูครอบครองอาคารพิพาทชั้น 3 และชั้น 4 ซึ่งจําเลย ใหโจทกflใชสอยอาคารดังกลาวเป2นที่เก็บสินคาและสถานประกอบการเพื่อเป2นการตอบแทนที่โจทกflออกเงินทดรอง ใหจําเลยยืมไปชําระหนี้และไถถอนจํานองจากธนาคาร ตอมาจําเลยมีหนังสือแจงใหโจทกflขนยายทรัพยflสิน และบริวารออกไปจากอาคารพิพาท โจทกflมอบหมายใหทนายความมีหนังสือแจงจําเลยวาโจทกflยังมีสิทธิอาศัยอยู ในอาคารพิพาทจนกวาจําเลยจะชําระหนี้เงินทดรองจายคาไถถอนจํานอง จําเลยปKดล็อกประตูชั้น 2 ของอาคาร พิพาทซึ่งเป2นทางเชื่อมไปสูอาคารพิพาทชั้น 3 และชั้น 4 อันเป2นทางเชื่อมระหวางเลขที่ 58 ที่โจทกflเชาอยูทั้ง อาคารไปสูอาคารพิพาทเลขที่ 56 และมีเพียงประตูชั้น 2 ที่โจทกflและพนักงานของโจทกflใชผานไปสูชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทไดทําใหโจทกflและพนักงานของโจทกflไมสามารถเขาไปยังชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทได
แมประตูชั้น 2 จะอยูในความครอบครองของจําเลยหรือไมก็ตาม จําเลยก็ไมมีอํานาจโดยพลการที่จะปKดล็อกประตู ชั้น 2 ซึ่งเป2นทางเขาออกทางเดียวทําใหโจทกflและพนักงานของโจทกflไมสามารถเขาไปยังชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทไดการกระทําของจําเลยจึงเป2นการลวงล้ําเขาไปในอํานาจการครอบครองของโจทกfl ถือไดวา จําเลยเขาไปกระทําการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพยflของโจทกflโดยปกติสุขตาม ป.อ. มาตรา 362 ฎีกาเลาเรื่อง 171 จําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกและรอการลงโทษไวในคดีของศาลชั้นตน จําเลยกระทํา ความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาที่รอการลงโทษดังกลาว ตองนําโทษจําคุกที่รอไวนั้นมาบวกเขากับโทษคดีนี้แมโจทกfl มิไดบรรยายฟ6องและขอใหบวกโทษดวยก็ตาม กรณีมิใชการพิพากษาเกินคําขอหรือเพิ่มเติมโทษจําเลยเพราะ ศาลที่พิพากษาคดีหลัง ตองบวกโทษคดีกอนเขากับคดีหลังดวยเสมอ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790 / 2562 จําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษจําคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไว1ปXในฐานความผิดตอพระราชบัญญัติหามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตาม คดีอาญาของศาลชั้นตน จําเลยมากระทําความผิดคดีนี้อีกภายในกําหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไวใน คดีกอน ก็ตองนําโทษจําคุกที่รอไวในคดีกอนมาบวกเขากับโทษในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก แมโจทกfl จะมิไดบรรยายฟ6องและขอใหบวกโทษในคดีดังกลาวเขากับโทษของจําเลยในคดีนี้ก็ตาม กรณีนี้มิใชเป2น การพิพากษาเกินคําขอและไมใชการเพิ่มเติมโทษจําเลยเพราะกฎหมายบัญญัติใหศาลที่พิพากษาคดีหลัง บวกโทษที่ รอการลงโทษไวในคดีกอนเขากับโทษในคดีหลังดวยเสมอ ฎีกาเลาเรื่อง 172 โจทกflฟ6องฐานพยายามฆา จําเลยตอสูอางเหตุป6องกัน ศาลชั้นตนยกฟ6องโดยวินิจฉัยวาเป2นการป6องกัน พอสมควรแกเหตุ โจทกflอุทธรณflศาลอุทธรณflแกเป2นวา จําเลยมีความผิดฐานทํารายรางกายเป2นเหตุใหรับ อันตรายสาหัส โดยวินิจฉัยวาเป2นการป6องกันเกินสมควรแกเหตุจึงเป2นกรณีที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflยกฟ6อง โจทกflในความผิดฐานพยายามฆาโดยมิไดกระทําเพื่อป6องกัน โจทกflจึงตองหามฎีกาขอใหลงโทษจําเลย ฐานพยายามฆาโดยอางวามิไดเป2นการกระทําเพื่อป6องกันไมได
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888 / 2562 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานพยายามฆาผูอื่น จําเลยใหการตอสูอางเหตุป6องกัน ศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องโจทกflโดยวินิจฉัยวา การกระทําของจําเลยเป2น การป6องกันพอสมควรแกเหตุตาม ป.อ. มาตรา 68 โจทกflอุทธรณflศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2นวา จําเลยมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) (เดิม) ประกอบมาตรา 69 โดยวินิจฉัยวาการกระทําของจําเลยเป2นการป6องกัน เกินสมควรแกเหตุจึงเป2นกรณีที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflยกฟ6องโจทกflในความผิดฐานพยายามฆาผูอื่น โดยมิได กระทําเพื่อป6องกันตามป.อ. มาตรา 288 โจทกflจึงฎีกาขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานพยายามฆาผูเสียหาย ทั้งสองรวม 2 กระทง โดยอางวาการกระทําของจําเลยมิไดเป2นการกระทําเพื่อป6องกันไมไดตองหามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ฎีกาเลาเรื่อง 173 โจทกflฟ6องจําเลยที่ 1 ฐานโกงเจาหนี้โดยอางมูลหนี้ที่โจทกflฟ6องวา จําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นลูกหนี้โจทกflจด ทะเบียนโอนขายที่ดินใหแกจําเลยที่ 2 โดยเจตนามิใหโจทกflไดรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับคืนมา เมื่อศาลฎีกา คดีดังกลาวฟIงวาโจทกflจดทะเบียนใหจําเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทดวยความสมัครใจ ไมใชเพราะ ถูกกลฉอฉลโจทกflโจทกflไมมีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกลาวและพิพากษายกฟ6อง เป2นผลใหโจทกflกับจําเลยที่ 1 มิได เป2นเจาหนี้และลูกหนี้ตอกัน การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงขาดองคflประกอบความผิดฐานโกงเจาหนี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6188 / 2562 หนี้ที่โจทกflอางเป2นมูลเหตุฟ6องจําเลยที่ 1 ในความผิดฐาน โกงเจาหนี้คือหนี้ที่โจทกflฟ6องจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นลูกหนี้โจทกflจดทะเบียนโอนขายที่ดินใหแกจําเลยที่ 2 โดยจําเลย ทั้งสองมีเจตนาเพื่อมิใหโจทกflซึ่งเป2นเจาหนี้ไดรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาวกลับคืนมาเป2นของโจทกflเมื่อความ ปรากฏตอศาลฎีกาวา คดีดังกลาวศาลฎีการับฟIงวาโจทกflจดทะเบียนใหจําเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท กึ่งหนึ่งและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอีกกึ่งหนึ่งใหแกจําเลยที่ 1 ดวยความสมัครใจ ไมใชเพราะถูกจําเลยที่ 1 ใชกลฉอฉลโจทกflโจทกflไมมีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกลาวและพิพากษายกฟ6องโจทกflยืนตามศาลอุทธรณflภาค7 ผลของคําพิพากษาศาลฎีกาทําใหโจทกflกับจําเลยที่ 1 มิไดเป2นเจาหนี้และลูกหนี้ตอกัน โจทกflไมอยูในฐานะเจาหนี้ ซึ่งเป2นองคflประกอบความผิดฐานโกงเจาหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทําของจําเลยที่ 1 ที่โอนที่ดินใหแกจําเลยที่ 2 ขาดองคflประกอบความผิดฐานโกงเจาหนี้จําเลยที่ 1 ไมมีความผิดตามฟ6อง
ฎีกาเลาเรื่อง 174 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาวาตางใหการรับสารภาพมาตลอด ศาลสมควรลดโทษใหกึ่งหนึ่งนั้น เป2นการโตเถียงดุลพินิจในการลดโทษอันเป2นปIญหาขอเท็จจริง ตองหามฎีกาตามกฎหมาย ทั้งการที่จําเลยที่ 1 และ ที่ 2ฎีกาอีกวา ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาใหจําเลยอื่นจายสินบนนําจับไมถูกตองนั้น การฎีกาเป2นปIญหาเฉพาะตัว ของจําเลยแตละคน ถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ไมมีขอโตแยงและคัดคานวา ศาลชั้นอุทธรณflพิจารณาและพิพากษา คดีในสวนที่เกี่ยวกับตนไมถูกตองหรือผิดกฎหมายอยางใด จึงเป2นฎีกาที่ไมชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4572 / 2562 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาวา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหการรับ สารภาพมาตลอด ศาลสมควรลดโทษใหจําเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งนั้น เป2นฎีกา โตเถียงดุลพินิจในการลดโทษเป2นปIญหาขอเท็จจริงมิใชปIญหาขอกฎหมาย ตองหามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาวา จําเลยที่ 3 ถึงที่ 30 ใหการรับสารภาพ ศาลอุทธรณflภาค 6 พิพากษาให จําเลยที่ 3 ถึงที่ 30 จายสินบนนําจับกึ่งหนึ่งของคาปรับไมถูกตองนั้น การฎีกาในปIญหาใดตอศาลฎีกาเป2นปIญหา เฉพาะตัวของจําเลยแตละคน ถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ไมมีขอโตแยงและคัดคานวาศาลอุทธรณflภาค 6พิจารณา และพิพากษาคดีในสวนที่เกี่ยวกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ไมถูกตองหรือผิดกฎหมายอยางใด ฎีกาของจําเลยที่ 1 และ ที่ 2 จึงเป2นฎีกาที่ไมชอบดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 175 การที่จําเลยทั้งสองยื่นขอขยายอุทธรณflในวันสุดทายของระยะเวลาที่ศาลขยายใหโดยอางวา จําเลยที่ 1 ไดยินเจาหนาที่ศาลแจงวาศาลขยายถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2561 และทนายจําเลยทั้งสองติดงานคดีที่จังหวัดอื่น ไมสามารถเดินทางกลับมาไดทัน เป2นการกลาวอางโดยไมมีหลักฐาน จึงเป2นความบกพรองของจําเลยทั้งสองเอง มิใชพฤติการณflพิเศษ ทั้งมิใชเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflใหแกจําเลยทั้งสองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5224 / 2562 จําเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณflไดภายในระยะเวลา 1 เดือน ตามที่ศาลอนุญาตใหขยายระยะเวลา การที่จําเลยทั้งสองดําเนินการในวันสุดทายของระยะเวลาโดยอางวา จําเลยที่ 1 ไดยินเจาหนาที่ศาลแจงใหทราบวาศาลขยายระยะเวลาถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2561 และทนายจําเลยทั้งสองติดงาน คดีที่จังหวัดอื่นไมสามารถเดินทางกลับมาไดทันก็เป2นการกลาวอางโดยไมมีหลักฐานใดๆมาแสดงยืนยัน
วาเป2นจริงดังที่กลาวอางหรือไมจึงเป2นความบกพรองของจําเลยทั้งสองเองมิใชพฤติการณflพิเศษที่จะยกขึ้นกลาวอาง เพื่อขอขยายระยะเวลาอุทธรณflและกรณีมิใชเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 ที่ศาลจะอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflใหแกจําเลยทั้งสองเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณflแลวได ฎีกาเลาเรื่อง 176 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยจําคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2นลงโทษจําเลยปรับ 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง แลวรอการลงโทษจําคุกและคุมความประพฤติไวเป2นกรณีที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณfl ลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินสองปXและปรับไมเกินสี่หมื่นบาท จึงหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง โจทกflฎีกา ขอใหไมรอการลงโทษจําคุกเป2นการโตเถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณflอันเป2นปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4491 / 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาวา จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335 (11) วรรคแรก การกระทําของจําเลยเป2นกรรมเดียวผิด ตอกฎหมายหลายบท ใหลงโทษฐานลักทรัพยflนายจาง ซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จําคุก 1 ปX จําเลยใหการรับสารภาพ เป2นประโยชนflแกการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษใหกึ่งหนึ่ง ตามป.อ. มาตรา 78 คงจําคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณflพิพากษาแกเป2นวา จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษใหกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท แลวรอการลงโทษจําคุกและคุมความประพฤติ จําเลยไวอันเป2นกรณีที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินสองปXและปรับไมเกินสี่หมื่นบาท จึงหามมิใหคูความฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.อ. มาตรา 219 การที่โจทกflฎีกาขอใหไมรอการลงโทษจําคุก แกจําเลยเป2นการโตเถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณflเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จึงตองหามฎีกา ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 177 ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาใหโจทกflใชคาฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจําเลยทั้งสอง โดยกําหนด คาทนายความรวม 10,000 บาท เมื่อโจทกflฎีกาจะตองนําเงินคาธรรมเนียมซึ่งจะตองใชแกจําเลยทั้งสอง ตามคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflมาวางศาลพรอมกับฎีกา แตโจทกflยื่นฎีกาโดยวางเงิน 10,000 บาท ซึ่งคงถือได เป2นเพียงคาทนายความที่ตองใชแทนจําเลยทั้งสองเทานั้น สวนคาธรรมเนียมอื่นที่ตองใชแทนไมไดนํามาวางศาล
พรอมกับฎีกาดวย เป2นการไมปฏิบัติตามกฎหมายใหครบถวน จึงเป2นฎีกาที่ไมชอบ ศาลชั้นตนชอบที่จะสั่งไมรับ ฎีกาไดทันทีเพราะมิใชกรณีโจทกflเสียคาขึ้นศาลชั้นฎีกาไมครบที่ศาลชั้นตนจะตองสั่งใหโจทกflชําระใหครบถวน เสียกอนที่จะสั่งรับหรือไมรับคําคูความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4659 / 2562 ศาลอุทธรณflภาค 2 พิพากษาใหโจทกflใชคาฤชาธรรมเนียมทั้งสอง ศาลแทนจําเลยทั้งสอง โดยกําหนดคาทนายความรวมเป2นเงิน 10,000 บาท เมื่อโจทกflฎีกา โจทกflจะตองนําเงิน คาธรรมเนียมซึ่งจะตองใชแกจําเลยทั้งสองตามคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 2 ดังกลาวมาวางศาลพรอมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) แตโจทกflยื่นฎีกาโดยวางเงิน 10,000 บาท ซึ่งคงถือ ไดเป2นเพียงคาธรรมเนียมในสวนคาทนายความที่ตองใชแทนจําเลยทั้งสองเทานั้น สวนคาธรรมเนียมอื่นที่ตองใช แทนจําเลยทั้งสองคือคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณfl20,000 บาท และคาใชจายในการสงคําคูความชั้นอุทธรณfl500บาท โจทกflไมนํามาวางศาลพรอมกับฎีกาดวย เป2นการไมปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกลาวใหครบถวน จึงเป2นฎีกา ที่ไมชอบดวยกฏหมาย ศาลชั้นตนชอบที่จะมีคําสั่งไมรับฎีกาไดทันทีเพราะมิใชกรณีโจทกflเสียคาขึ้นศาลชั้นฎีกา ไมครบถวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลชั้นตนซึ่งมีหนาที่ตรวจคําคูความจะตองมีคําสั่งใหโจทกflชําระให ครบถวนเสียกอนที่จะสั่งรับหรือไมรับคําคูความ ฎีกาเลาเรื่อง 178 พ.ร.บ.อาวุธปZนฯบัญญัติความหมายของคําวา “มี” ไววามีกรรมสิทธิ์หรือมีไวในครอบครอง แตมิไดบัญญัติ ความหมายของคําวาครอบครองไวเป2นพิเศษ การถืออาวุธปZนอยูชั่วขณะมิไดมีเจตนายึดถือเพื่อตนไมถือเป2น การครอบครองจําเลยเพียงแตรับฝากอาวุธปZนพกสั้นของกลางไมมีเครื่องกระสุนปZนจากเจาของกอนเกิดเหตุ ประมาณ 1 สัปดาหflซึ่งการรับฝากดังกลาว แมมีเงื่อนไขวา ถาภายหลังจําเลยพอใจเจาของยินดีขายและโอน อาวุธปZนใหถูกตอง ก็ถือวาจําเลยครอบครองอาวุธปZนของกลางชั่วขณะเชนกัน เพราะจําเลยยังมีหนาที่ตองคืนแก เจาของ ทั้งการที่จําเลยพอใจแลวซื้ออาวุธปZนดังกลาวในภายหลังก็เป2นเรื่องที่เจาของจะตองจดทะเบียนโอน และสงมอบใหจําเลยอีกตางหาก การกระทําของจําเลยจึงไมมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปZนฯ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729 / 2562 พ.ร.บ.อาวุธปZน เครื่องกระสุนปZน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปZน พ.ศ.2490 มาตรา 7 บัญญัติวา “หามมิใหผูใดทํา ซื้อ มีใชสั่งหรือนําเขา ซึ่งอาวุธปZนหรือ เครื่องกระสุนปZน เวนแตจะไดรับอนุญาตจากนายทะเบียนทองที่” และมาตรา 4 (6) แหงพระราชบัญญัติฉบับ เดียวกันใหความหมายของคําวา “มี” ไววามีกรรมสิทธิ์หรือมีไวในครอบครอง ซึ่งคําวาครอบครองหาไดบัญญัติให
มีความหมายเป2นพิเศษอยางใดไม ตองถือวามีความหมายตามกฎหมายทั่วไป เชนนี้การถืออาวุธปZนอยูชั่วขณะ แลวตองสงคืน เป2นการยึดถืออาวุธปZนแตมิไดมีเจตนายึดถือเพื่อตน หาอาจเป2นการครอบครองไม จําเลยเพียงแตรับฝากอาวุธปZนพกสั้นของกลางมีซองอาวุธปZนไมมีเครื่องกระสุนปZนจาก ย. กอนหนาวัน เกิดเหตุแคประมาณ 1 สัปดาหflซึ่งการรับฝากอาวุธปZนพกสั้นของกลางในลักษณะนี้ของจําเลย แมยังมีเงื่อนไขวา ถาภายหลังจําเลยพอใจ ย. ก็ยินดีขายและโอนอาวุธปZนใหถูกตองก็ยังถือวาจําเลยเป2นเพียงผูครอบครอง อาวุธปZนพกสั้นของกลางอยูชั่วขณะเชนกัน เนื่องจากจําเลยยังมีหนาที่ตองคืนอาวุธปZนพกสั้นของกลางให ย. อยู สวนการที่จําเลยจะพึงพอใจแลวซื้ออาวุธปZนพกสั้นของกลางในภายหลังก็เป2นเรื่องที่ ย. จะตองจดทะเบียนโอน และสงมอบอาวุธปZนพกสั้นของกลางใหจําเลยอีกตางหาก การกระทําของจําเลยจึงไมมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปZนเครื่องกระสุนปZน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปZน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคสาม ฎีกาเลาเรื่อง 179 จําเลยที่ 2 ขับรถยนตflมาจอดปาดหนารถจักรยานยนตflผูเสียหาย แลวจําเลยที่ 1 ใชอาวุธมีดแทงผูเสียหาย จนบาดเจ็บ และจําเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดชี้และเดินเขาหาผูเสียหาย จนผูเสียหายวิ่งหนีโดยมีจําเลยที่ 2 ไลตามแลวจําเลยทั้งสองเอารถจักรยานยนตflของผูเสียหายไปแสดงวาตางมีเจตนาประสงคflตอทรัพยflและไดลงมือ ลักทรัพยflหรือชิงทรัพยflตั้งแตแรก การที่จําเลยทั้งสองนํารถจักรยานยนตflของผูเสียหายไปจอดทิ้งหางจากที่เกิดเหตุ ซึ่งอยูคนละอําเภอ และอุปกรณflของรถจักรยานยนตflบางสวนรวมทั้งกุญแจรถหายไป ตามพฤติการณflการกระทํา ของจําเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตในการลักทรัพยflมิใชเพียงทํารายผูเสียหาย จําเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานรวมกัน ชิงทรัพยfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 494 / 2563 พฤติการณflที่จําเลยที่ 2 ขับรถยนตflมาจอดปาดหนารถจักรยานยนตfl ผูเสียหาย แลวจําเลยที่ 1 ใชอาวุธมีดพับแทงผูเสียหายจนไดรับบาดเจ็บ และจําเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดทรงหัวตัด ขนาดใหญชี้มาที่ผูเสียหายและเดินเขาไปหาผูเสียหาย จนทําใหผูเสียหายตองวิ่งหลบหนีไปหลบซอนตัว ในปOาริมถนนโดยมีจําเลยที่ 2 วิ่งไลติดตาม แตไมไดตามผูเสียหายเขาไปในปOาเพื่อทํารายตอ แลวจําเลยทั้งสอง เอารถจักรยานยนตflของผูเสียหายไป แสดงใหเห็นวา จําเลยทั้งสองมีเจตนาประสงคflตอทรัพยflและไดลงมือ กระทําการลักทรัพยflหรือชิงทรัพยflตั้งแตในครั้งแรกแลว และจากขอเท็จจริงที่จําเลยทั้งสองนํารถจักรยานยนตfl ของผูเสียหายไปจอดทิ้งไวบริเวณขางทาง แมไมมีลักษณะซุกซอน แตจุดที่จอดก็มีระยะทางอยูหางจาก ที่เกิดเหตุมาก ทั้งอยูคนละอําเภอ และอุปกรณflของรถจักรยานยนตflบางสวนหายไปรวมทั้งกุญแจรถ การกระทํา
ของจําเลยทั้งสองดังกลาวแสดงใหเห็นวาประสงคflตอผลในการแสวงหาประโยชนflจากทรัพยflสินโดยแทจริง การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงมีเจตนาทุจริตในการลักทรัพยflหาไดมีเจตนาเพียงตองการทํารายรางกาย ผูเสียหายเพียงอยางเดียวไมการกระทําของจําเลยที่ 2 จึงเป2นความผิดฐานรวมกันชิงทรัพยfl ฎีกาเลาเรื่อง 180 ตาม ป.อ. ที่แกไขใหมไดเพิ่มหลักเกณฑflใหศาลใชดุลพินิจรอการลงโทษแกจําเลยไดมากขึ้น โดยใหจําเลย ที่เคยตองโทษจําคุกไมเกินหกเดือน และที่เคยไดรับโทษจําคุกมากอน แตพนโทษมาแลวเกินกวาหาปX แลวมา กระทําความผิดอีก ในความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ แสดงวากฎหมายมีเจตนารมณflใหจําเลยที่เคย ตองโทษจําคุกในเวลาอันสั้นและที่เคยไดรับโทษจําคุกระยะยาวแตพนโทษมานานแลว มีโอกาสกลับตน เป2นพลเมืองดีเมื่อจําเลยเคยไดรับโทษจําคุกเกิน 6 เดือน ในความผิดซึ่งมิใชกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ และ จําเลยพนโทษจําคุกมายังไมเกินหาปXแมคดีนี้เป2นการกระทําความผิดโดยประมาทก็ไมเขาหลักเกณฑflที่ศาลจะรอ การลงโทษใหได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 645 / 2563 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ใหม) ไดเพิ่มหลักเกณฑflให ศาลสามารถใชดุลพินิจรอการลงโทษใหแกจําเลยไดมากขึ้น จากเดิมที่จํากัดเฉพาะแตจําเลยที่ไมเคยตองโทษ จําคุกมากอน หรือเคยตองโทษจําคุกแตเป2นโทษสําหรับความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไดเพิ่มใหจําเลยที่เคยตองโทษจําคุกไมเกินหกเดือน และจําเลยที่เคยไดรับโทษจําคุกมากอน แตพนโทษจําคุกมา แลวเกินกวาหาปXแลวมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป2นความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑflที่เพิ่มขึ้นมานั้น แสดงใหเห็นเจตนารมณflของกฎหมายที่ตองการใหจําเลยที่เคย ตองโทษจําคุกมาในระยะเวลาสั้นและจําเลยที่เคยไดรับโทษจําคุกระยะยาวแตพนโทษมานานแลว มีโอกาสกลับ ตนเป2นพลเมืองดี จําเลยเคยไดรับโทษจําคุกเกินกวา 6 เดือน ในความผิดฐานรวมกันประกอบกิจการใหสินเชื่อสวนบุคคล โดยไมไดรับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใชความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจําเลยพนโทษจําคุกมายังไมเกินหาปXแมคดีนี้จะเป2นการกระทําความผิดโดยประมาทก็ตาม จึงไมเขาหลักเกณฑfl ที่ศาลจะใชดุลพินิจรอการลงโทษใหแกจําเลยไดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (2), (3)
ฎีกาเลาเรื่อง 181 เดิมพนักงานอัยการฟ6องโจทกflในคดีนี้เป2นคดีอาญาขอหาบุกรุกเขาไปกนสราง แผวถางฯ ตาม พ.ร.บ.ปOาไม ศาลฎีกาวินิจฉัยวา ตาม พ.ร.บ.ปOาไม ที่ดินแปลงใดที่ยังไมมีผูใดเป2นเจาของหรือไดสิทธิครอบครองตามประมวล กฎหมายที่ดินยอมเป2นปOาทั้งสิ้น... จําเลย (โจทกflในคดีนี้) พิสูจนflไมไดวาตนไดที่ดินพิพาทมาโดยชอบ เทากับ วินิจฉัยแลววาไมใชผูมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกลาว จึงมีความผิดตามฟ6อง การที่โจทกflมาฟ6องคดีนี้เพื่อใหศาล วินิจฉัยวาโจทกflเป2นผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ยอมเป2นประเด็นเดียวกับคดีอาญา จึงเป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่อง กับคดีอาญา การพิพากษาคดีสวนแพง ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885 / 2562 เดิมพนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ6องโจทกflในคดีนี้เป2นคดี อาญาขอหาบุกรุกเขาไปกนสราง แผวถาง กระทําดวยประการใดๆในที่ดินพิพาทอันเป2นการทําลายปOา และ เขายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป2นปOาเพื่อตนเองหรือผูอื่น ตาม พ.ร.บ.ปOาไม พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54 และ 72 ตรีศาลฎีกาในคดีดังกลาววินิจฉัยวา ตาม พ.ร.บ.ปOาไมพ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่ดินแปลงใดที่ยังไมมีผูใด เป2นเจาของหรือไดสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินยอมเป2นปOาทั้งสิ้นโดยไมจําตองมีเอกสารสิทธิ ในที่ดินหรือหลักฐานของทางราชการมาแสดงวาเป2นปOาแตอยางใด จําเลย (โจทกflในคดีนี้) พิสูจนflไมไดวาตนไดที่ดิน พิพาทมาโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน เทากับวินิจฉัยแลววาไมใชผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันจะยกขึ้น เป2นขอตอสูรัฐไดจึงมีความผิดตามฟ6อง การที่โจทกflมาฟ6องคดีนี้เพื่อใหศาลวินิจฉัยวาโจทกflเป2นผูมีสิทธิครอบครอง โดยชอบในที่ดินพิพาท ขอใหหามจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นหนวยงานของรัฐเขาไปเกี่ยวของกับที่ดินพิพาทประเด็นที่ตอง วินิจฉัยในคดีนี้ก็ยอมเป2นประเด็นเดียวกันกับคดีอาญาดังกลาว คดีนี้จึงเป2นคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิพากษาคดีสวนแพง ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ฎีกาเลาเรื่อง 182 ปIญหาเรื่องการเรียงฟ6องในคดีอาญาชอบดวยกฎหมายหรือไม เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบรอย การที่ศาลชั้นอุทธรณflหยิบยกปIญหาฟ6องโจทกflเคลือบคลุมขึ้นวินิจฉัยแลวพิพากษายกฟ6อง จึงชอบ ดวยกฎหมาย สําหรับความผิดฐานลักทรัพยflกับยักยอกนั้นแตกตางกันในสาระสําคัญเรื่องการครอบครอง โดยฐานลักทรัพยflผูกระทําตองไมไดครอบครองทรัพยflอันเป2นวัตถุที่มุงกระทําตอดวยในขณะกระทําความผิดและ มีการเอาทรัพยflไปจากการครอบครองของผูอื่นโดยไมไดรับอนุญาตหรือยินยอม สวนฐานยักยอกผูกระทําตอง ครอบครองทรัพยflนั้นอยูดวยในขณะกระทําความผิด ปIญหาเรื่องการครอบครองจึงมีความสําคัญในการวินิจฉัย
วาจะเป2นความผิดฐานใด ในกรณีที่ฟ6องโจทกflขัดแยงกันเองและขัดตอลักษณะความผิด อันเป2นฟ6องที่ ขาดองคflประกอบความผิดจึงไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่ไดความ แตกตางกับฟ6องไดนั้นคําฟ6องของโจทกflจะตองบรรยายมาอยางถูกตองครบถวนเสียกอน หากเป2นฟ6องที่ไมชอบ ศาลตองพิพากษายกฟ6องและไมมีอํานาจลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่พิจารณาไดความได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4524 / 2562 แมศาลชั้นตนจะมีอํานาจตรวจคําคูความแตปIญหาเรียงฟ6อง ในคดีอาญาชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 หรือไม เป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ที่ศาลมี อํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไดเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณflภาค 1 หยิบยกปIญหา ฟ6องโจทกflเคลือบคลุมขึ้นวินิจฉัยแลวพิพากษายกฟ6อง จึงชอบดวยกฎหมาย หาใชการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติป.อ. มาตรา 334 เปรียบเทียบกับ ป.อ. มาตรา 352 แลว จะเห็นความแตกตาง ในสาระสําคัญคือเรื่องการครอบครองโดยความผิดฐานลักทรัพยflผูกระทําจะตองไมไดครอบครองทรัพยflที่ เป2นวัตถุที่มุงกระทําตอดวยในขณะกระทําความผิดและมีการเอาทรัพยflไปจากการครอบครองของผูอื่นโดยไมได รับอนุญาตหรือยินยอม สวนความผิดฐานยักยอกจะเป2นความผิดไดตอเมื่อผูกระทําไดครอบครองทรัพยflนั้นอยูดวย ในขณะกระทําความผิด ปIญหาการครอบครองอยูที่ใคร จึงมีความสําคัญในการวินิจฉัยวาการเอาไปจะเป2น ความผิดฐานลักทรัพยflหรือยักยอก โจทกflบรรยายฟ6องวา เมื่อระหวางวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 เวลากลางวัน จําเลยทั้งสองรวมกันกระทําความผิดโดยทุจริตตอโจทกflหลายบทหลายกรรมตางกัน โดยจําเลยที่ 1 เป2นกรรมการ ผูจัดการโจทกflไดรับมอบหมายใหครอบครองจัดการทรัพยflสินโจทกflมีอํานาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงิน เพื่อชําระหนี้โจทกflตามกฎหมายคือบัญชีโจทกflของธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน จําเลยที่ 1 กระทําผิดหนาที่ของตนสั่งจายเช็คขีดครอมและเช็คเงินสด 11 ฉบับ จากบัญชีโจทกflใหจายเขาบัญชีจําเลยที่ 2 หรือแกผูถือและจําเลยที่ 2 เป2นผูถือเช็คไปถอนเงิน จําเลยทั้งสองรวมกันลักทรัพยflและเบียดบังเอาทรัพยflสิน เป2นเงินในบัญชีของโจทกflในฐานะนายจางเป2นของตน ขอใหลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 22, 83, 90, 91, 334, 335(7) (11), 352, 353 แสดงวา โจทกflเองก็ไมทราบวาความจริงเป2นอยางไรเป2นฟ6องที่ขัดกันเองและขัดตอ ลักษณะความผิด เป2นฟ6องที่ขาดองคflประกอบความผิดฐานลักทรัพยflและยักยอกไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) การที่ศาลจะมีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่ไดความแตกตางกับฟ6องตามมาตรา 192 ไดนั้น จะตองเป2นเรื่องที่คําฟ6องของโจทกflไดบรรยายมาถูกตองครบถวนตามมาตรา 158 (1) ถึง (7) เสียกอน หากเป2นฟ6องที่ไมชอบดวยกฎหมาย ศาลจะตองพิพากษายกฟ6อง โดยไมจําตองพิจารณาการสืบพยานของคูความ
แตอยางใด ตามกรณีดังกลาวศาลยอมไมมีอํานาจพิพากษาลงโทษจําเลยตามขอเท็จจริงที่พิจารณาไดความ ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 ได ฎีกาเลาเรื่อง 183 โจทกflตั้งประเด็นในคําฟ6องวา โจทกflปลูกตนสักล้ําเขาไปในที่ดินของผูอื่นโดยสุจริต ผูนั้นยอมใหตนสัก คงอยูในที่ดินจนกวาโจทกflจะตัดขาย จําเลยตัดตนสักดังกลาวเป2นละเมิด จําเลยตอสูวารับโอนที่ดินมาและตนสัก เป2นสวนควบ จําเลยเป2นเจาของจึงมีสิทธิตัดโดยไมเป2นละเมิด คดีมีประเด็นขอพิพาทวาจําเลยกระทําละเมิด ตอโจทกflหรือไม เมื่อจําเลยไมไดปฏิเสธวาโจทกflปลูกตนสักโดยไมสุจริต โจทกflยอมไดรับประโยชนflจากขอสันนิษฐาน ตามกฎหมาย ฟIงวาโจทกflปลูกตนสักในที่ดินนั้นโดยสุจริต การที่จําเลยรังวัดออกโฉนดที่ดินแลวมีหนังสือแจงให โจทกflตัดตนสักออกไปเทากับบอกปIดไมยอมรับตนสักนั้น ตนสักจึงเป2นกรรมสิทธิ์ของโจทกflและไมเป2นสวนควบ เมื่อคดีสวนอาญาไดความวา จําเลยลักตนสักของโจทกflคดีสวนแพงจึงตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏใน คดีสวนอาญาวาจําเลยกระทําละเมิดตอโจทกflที่ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยวา โจทกflปลูกตนสักล้ําที่ดินดังกลาว โดยไมสุจริต จําเลยใชสิทธิในฐานะเจาของที่ดินเลือกเอาไมสักโดยใชราคาเป2นการวินิจฉัยนอกประเด็น ทั้งการ กําหนดใหจําเลยใชราคาตนสักแกโจทกflก็เป2นผลจากการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นสมควรยอนสํานวนไปให ศาลชั้นอุทธรณflพิจารณาพิพากษาใหม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2562 โจทกflตั้งประเด็นในคําฟ6องวาโจทกflปลูกตนสักล้ําเขาไปในที่ดิน ป.โดย สุจริต ป. ยินยอมใหตนสักคงอยูในที่ดินจนกวาโจทกflจะตัดขาย จําเลยตัดตนสักของโจทกflเป2นละเมิด จําเลยให การตอสูวารับโอนที่ดินมาและตนสักเป2นสวนควบกับที่ดินจําเลย จําเลยเป2นเจาของตนสักจึงมีสิทธิตัดไดโดย ไมเป2นละเมิด คดีมีประเด็นขอพิพาทวาจําเลยกระทําละเมิดตอโจทกflหรือไม ซึ่งคดีนี้จําเลยไมไดใหการปฏิเสธ วาโจทกflปลูกตนสักโดยไมสุจริต และโจทกflไดรับประโยชนflจากขอสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 จึงตองฟIง วาโจทกflปลูกตนสักในที่ดิน ป. โดยสุจริต เมื่อจําเลยรังวัดออกโฉนดที่ดินทราบวาตนสักที่โจทกflปลูกอยูในที่ดินของ จําเลย จําเลยจึงมีหนังสือแจงใหโจทกflตัดตนสักออกไปเทากับจําเลยบอกปIดไมยอมรับตนสักตาม ป.พ.พ.มาตรา 1310 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1314 วรรคหนึ่ง ตนสักจึงเป2นกรรมสิทธิ์ของโจทกflไมเป2นสวนควบกับที่ดิน จําเลย และเมื่อคดีสวนอาญาไดความวา จําเลยตัดตนสักของโจทกflเป2นการเอาทรัพยflของโจทกflไปโดยทุจริตเป2น ความผิดฐานลักทรัพยflคดีสวนแพงจึงตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีสวนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 วา จําเลยตัดตนสักของโจทกflเป2นการกระทําละเมิดตอโจทกflที่ศาลอุทธรณflภาค 6 วินิจฉัยวา โจทกflปลูกตนสักล้ําเขาไป
ในที่ดินของจําเลยโดยไมสุจริต การที่จําเลยตัดตนสักพอถือไดวาจําเลยใชสิทธิในฐานะเจาของที่ดินเลือกเอาไมสัก โดยใชราคาตนสักตาม ป.พ.พ. มาตรา 1311 ประกอบมาตรา 1314 วรรคหนึ่ง เป2นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไมชอบดวย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และการกําหนดใหจําเลยใชราคาตนสักแกโจทกfl ก็เป2นผลจากการวินิจฉัยนอกประเด็น เห็นสมควรยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณflภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 ที่แกไขใหม ฎีกาเลาเรื่อง 184 ศาลชั้นตนอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ครบกําหนดยื่นฎีกาภายใน 1 เดือน ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 ซึ่งตรงกับวันอาทิตยflและเป2นวันขึ้นปXใหมอันเป2นวันหยุดราชการ วันที่ 2 และ 3 ม.ค.2560 ซึ่งตรงกับวันจันทรflและวันอังคารก็เป2นวันหยุดราชการชดเชยวันสิ้นปXและวันขึ้นปXใหม จําเลยจึงมีสิทธิ ยื่นฎีกาในวันที่ 4 ม.ค. 2560 ซึ่งเป2นวันที่เริ่มทําการใหม แตจําเลยยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 5ม.ค. 2560 เมื่อพนกําหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นตนจะอนุญาตใหขยายไดจําเลยตองอางเหตุสุดวิสัย ที่ไมสามารถยื่นคํารองดังกลาวกอนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา แตจําเลยอางเพียงวา จําเลยเพิ่งไดรับสําเนาคําพิพากษา หรือคําสั่งของศาลอุทธรณflที่ขอคัดถายไวทําใหไมอาจทําฎีกายื่นไดทันกําหนด อันเป2นพฤติการณflพิเศษที่ทําใหไม สามารถยื่นฎีกาไดภายในกําหนดเทานั้น มิใชเหตุสุดวิสัยที่ทําใหจําเลยไมสามารถยื่นคํารองไดกอนสิ้นเวลา ที่กฎหมายกําหนด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2562 ศาลชั้นตนอานคําพิพากษาศาลอุทธรณflเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม2559 ครบกําหนดระยะเวลายื่นฎีกาภายใน 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งตรง กับวันอาทิตยflและเป2นวันขึ้นปXใหมอันเป2นวันหยุดราชการ วันที่ 2 และ 3 มกราคม 2560 ซึ่งตรงกับวันจันทรfl และวันอังคารก็เป2นวันหยุดราชการชดเชยวันสิ้นปXและวันขึ้นปXใหม จําเลยยอมมีสิทธิยื่นฎีกาในวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเป2นวันที่เริ่มทําการใหมไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 จําเลยยื่นคํารองขอขยายระยะเวลา ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 จึงเป2นการยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพนกําหนดระยะ เวลายื่นฎีกา การที่ศาลชั้นตนจะมีคําสั่งอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นฎีกาแกจําเลยไดจําเลยจะตองอางถึง เหตุสุดวิสัยที่ทําใหจําเลยไมสามารถยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นฎีกากอนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แตตามคํารองจําเลยอางเพียงวา จําเลยเพิ่งไดรับสําเนาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณflที่ขอ คัดถายไวทําใหไมอาจทําฎีกายื่นไดทันภายในกําหนด อันเป2นการอางถึงพฤติการณflพิเศษที่ทําใหไมสามารถยื่นฎีกา
ไดภายในกําหนดเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปเทานั้น มิใชเหตุสุดวิสัยที่ทําใหจําเลยไมสามารถยื่นคํารอง ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไดกอนสิ้นเวลาที่กฎหมายกําหนด ฎีกาเลาเรื่อง 185 กรณีความรับผิดทางละเมิดนั้น แมผูกระทําจงใจหรือประมาทเลินเลอตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแลว แตเมื่อยังไมเกิดความเสียหาย ผูกระทําละเมิดก็ยังไมตองชดใชคาสินไหมทดแทน สิทธิเรียกรองคาเสียหาย ดังกลาวจะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงตองเริ่มนับอายุความแตวันที่เกิดความเสียหายเป2นวันที่รูถึง การละเมิด มิใชนับแตวันที่รูถึงการกระทําผิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน สําหรับหนี้อันเกิด แตมูลละเมิดที่บุคคลใดรวมกับผูอื่นทําไวกอนถึงแกความตายยอมเป2นมรดกตกทอดแกทายาท แตไมตองรับผิด เกินกวาทรัพยflมรดกที่ตกทอดไดแกตน และกรณีที่เจาหนี้ทราบแลววาตนมีสิทธิเรียกรองตอเจามรดก แมอายุความ ตามสิทธิเรียกรองนั้นยาวกวาหนึ่งปXเจาหนี้ก็จะตองฟ6องภายในหนึ่งปXนับแตเจาหนี้ไดรูหรือควรไดรูถึงความตายของ เจามรดก เมื่อเจามรดกถึงแกความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทกflทั้งสองเพิ่งรูถึงการละเมิดและรูตัว ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลําดับสิทธิ เรียกรองคาเสียหายของโจทกflทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเจามรดกถึงแกความตายไปแลว ตองถือวาโจทกflทั้งสอง รูหรือควรไดรูถึงความตายของเจามรดกในวันดังกลาวตามลําดับดวย โจทกflทั้งสองฟ6องจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของเจามรดกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไมพนกําหนดหนึ่งปXจึงยังไมขาดอายุความ สวนการที่โจทกflทั้งสองฟ6องขอใหบังคับจําเลยทั้งหารวมกันทําการป6องกันมิใหเกิดการทรุดพังทลายของดินในแนว เขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะอีกตอไป ไมใชการฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทน และไมมีกฎหมายบัญญัติ อายุความไวโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปXโจทกflทั้งสองฟ6องคดีนี้ยังไมพนกําหนดดังกลาว ฟ6องโจทกflทั้งสอง ในสวนนี้จึงไมขาดอายุความเชนกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 521 / 2562 แมป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา สิทธิเรียกรอง คาเสียหายอันเกิดแตมูลละเมิดนั้น ทานวาขาดอายุความเมื่อพนปXหนึ่งนับแตวันที่ผูตองเสียหายรูถึงการละเมิด และรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน หรือเมื่อพนสิบปXนับแตวันทําละเมิด แตตาม ป.พ.พ. มาตรา 420บัญญัติว า “ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอ ทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใหเขาถึงแกชีวิตก็ดีแกรางกายก็ดีอนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดีทรัพยflสินหรือสิทธิอยางหนึ่งอยางใดก็ดีทานวาผูนั้นทําละเมิดจําตองใชคาสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” แสดงวาแมผูทําละเมิดจงใจหรือประมาทเลินเลอทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแลว แตเมื่อยังไมเกิดความ
เสียหาย ผูทําละเมิดก็ยังไมตองชดใชคาสินไหมทดแทน สิทธิเรียกรองคาเสียหายอันเกิดแตมูลละเมิด จะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงตองเริ่มนับอายุความแตวันที่เกิดความเสียหายเป2นวันที่รูถึงการ ละเมิด มิใชนับแตวันที่รูถึงการกระทําผิดกฎหมายเทานั้น และรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน หนี้อันเกิด แตมูลละเมิดที่ บ. รวมกับจําเลยที่ 1 ทําไวกอน บ. ถึงแกความตาย หนี้ดังกลาวในสวนของ บ. ยอมเป2นมรดก ตกทอดแกจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผูเป2นทายาทโดยธรรม จําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตองรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิดชดใช คาสินไหมทดแทนใหแกโจทกflทั้งสอง แตจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไมตองรับผิดเกินกวาทรัพยflมรดกที่ตกทอดไดแกตน ตามป.พ.พ. มาตรา 1601 ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติวา “...ถาสิทธิเรียกรองของเจาหนี้อันมี ตอเจามรดกมีกําหนดอายุความยาวกวาหนึ่งปXมิใหเจาหนี้นั้นฟ6องรองเมื่อพนกําหนดหนึ่งปXนับแตเมื่อเจาหนี้ไดรู หรือควรไดรูถึงความตายของเจามรดก” หมายถึง กรณีที่เจาหนี้ทราบแลววาตนมีสิทธิเรียกรองตอเจามรดก แมอายุความตามสิทธิเรียกรองนั้นยาวกวาหนึ่งปXเจาหนี้ก็จะตองฟ6องภายในหนึ่งปXนับแตเจาหนี้ไดรูหรือควรไดรูถึง ความตายของเจามรดก เมื่อ บ. ถึงแกความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทกflทั้งสองเพิ่งรูถึงการละเมิด และรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลําดับ สิทธิเรียกรองคาเสียหายของโจทกflทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจาก บ. เจามรดกถึงแกความตายไปแลว ตองถือวาโจทกflทั้งสองรูหรือควรไดรูถึงความตายของ บ. ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลําดับดวย โจทกflทั้งสองฟ6องจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไมพนกําหนดหนึ่งปX จึงยังไมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม สวนการที่โจทกflทั้งสองฟ6องขอใหบังคับจําเลย ทั้งหารวมกันทําการป6องกันมิใหเกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะอีกตอไป ไมใชการฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทน และไมมีกฎหมายบัญญัติอายุความไวโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปXตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทกflทั้งสองฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จึงยังไมพนกําหนด 10 ปXนับแตวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลําดับ คดีโจทกflทั้งสองในสวนนี้ไมขาดอายุความ ฎีกาเลาเรื่อง 186 จําเลยที่ 1 เป2นภริยาโดยชอบดวยกฎหมายของผูตาย มีบุตรดวยกัน 7 คน รวมทั้งโจทกflจําเลยที่ 2 และ ที่ 3 โจทกflไดรับเงินจํานวนหนึ่งจากผูตายโดยเสนหาระหวางยังมีชีวิตอยู ไมทําใหสิทธิแบงปIนทรัพยflมรดกของ โจทกflเสียไป และแมมีขอตกลงแบงปIนทรัพยflมรดกดังกลาว แตก็ไมไดทําสัญญาโดยมีหลักฐานเป2นหนังสือ จึงบังคับไมไดผูจัดการมรดกตองแบงปIนทรัพยflมรดกแกทายาทของผูตายทุกคนตามสัดสวน เมื่อผูตายไมไดทํา พินัยกรรมไวโดยมีทรัพยflมรดกหลายรายการ ตอมาศาลตั้งจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป2นผูจัดการมรดก โดยจําเลยที่ 1
เปลี่ยนชื่อผูมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและผูถือหุนเป2นชื่อจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผูจัดการมรดก แตจําเลยที่ 1 และที่ 3 มิไดโอนทรัพยflมรดกดังกลาวตอใหบุคคลอื่นอีก จึงไมถือวายักยายโดยฉอฉล หรือรูอยูวาตนทําใหเสื่อม ประโยชนflแกทายาทอื่น ไมเป2นเหตุใหถูกกําจัดมิใหรับมรดกของผูตาย แตการที่จําเลยที่ 2 นําทรัพยflมรดกที่ดิน บางโฉนดโอนขายแกจําเลยที่ 4 เป2นการทําใหโจทกflและทายาทอื่นเสื่อมประโยชนflจึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดก ของผูตาย เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินซึ่งขายสูงกวาราคาประเมิน หากแบงเป2นสินสมรสในสวนของจําเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เมื่อแบงเป2น 8 สวน ทายาทจะไดรับคนละเทาๆกัน แตจําเลยที่ 2 ยังมีสิทธิในทรัพยflมรดกของผูตาย สวนอื่นอีก อันมีมูลคามากกวาที่ดินโฉนดที่โอนขายไป จําเลยที่ 2 จึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดกเฉพาะสวนที่ยักยาย เมื่อแบงเป2น 7 สวน จําเลยที่ 2 ยังคงเหลือสวนที่ไมถูกกําจัดมิใหรับมรดกอยูอีกบางสวน สวนการที่จําเลยที่ 2 และ ที่3 โอนหุนทรัพยflมรดกใหแกจําเลยที่ 5 ซึ่งมิใชทายาท จึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดกสวนนี้คนละครึ่งเพราะ นอยกวาหุนซึ่งจําเลยที่ 2 และที่ 3 พึงจะไดรับหลังแบงแกจําเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแลว ดังนั้นจําเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมถูกกําจัดมิใหรับมรดกของผูตายเพียงบางสวนเชนกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 430 / 2562 จําเลยที่ 1 เป2นภริยาโดยชอบดวยกฎหมายของผูตาย โดยมีบุตร ดวยกัน 7 คน รวมทั้งโจทกflจําเลยที่ 2 และที่ 3 การที่โจทกflไดรับเงิน 6,000,000 บาท จากผูตายโดยเสนหา ในระหวางเวลาที่ผูตายยังมีชีวิตอยู หาทําใหสิทธิในการแบงปIนทรัพยflมรดกของโจทกflตองเสื่อมเสียไปไมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1747 และแมจะมีขอตกลงในการแบงปIนทรัพยflมรดกดังกลาว แตเมื่อไมไดทําสัญญาโดยมีหลักฐาน เป2นหนังสือ จึงมิอาจบังคับไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง กรณีจึงเป2นหนาที่ของผูจัดการมรดกที่ จะตองแบงปIนทรัพยflมรดกของผูตายแกทายาทโดยธรรมทุกคนตามสัดสวน ผูตายถึงแกความตายโดยมิไดทํา พินัยกรรมไวโดยมีทรัพยflมรดกหลายรายการ ไดแก เงินสดที่ฝากไวกับธนาคารตาง ๆ หุนในบริษัท และที่ดินอีก หลายแปลง ตอมาศาลมีคําสั่งตั้งจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป2นผูจัดการมรดกของผูตาย โดยจําเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อผูมี กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาเป2นชื่อของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผูจัดการมรดก แมตอมาจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได เปลี่ยนแปลงชื่อในการครอบครองทรัพยflมรดกและเปลี่ยนแปลงชื่อผูถือหุนหลายรายการมาเป2นชื่อของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แตจําเลยที่ 1 และที่ 3 มิไดโอนทรัพยflมรดกดังกลาวตอใหบุคคลอื่นอีก จึงไมเป2นพฤติการณflที่ถือวาจําเลย ที่ 1 และที่ 3 ยักยายโดยฉอฉล หรือรูอยูวาตนทําใหเสื่อมประโยชนflแกทายาทอื่น ไมเป2นเหตุใหถูกกําจัดมิใหรับ มรดกของผูตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง แตการที่จําเลยที่ 2 นําที่ดินบางโฉนดที่เป2นทรัพยflมรดก ซึ่งรับโอนมาแลว โอนขายแกจําเลยที่ 4 ในราคา 11,100,000 บาท ยอมเป2นการกระทําที่ทําใหโจทกflและทายาท อื่นเสื่อมประโยชนflในการไดรับการแบงปIน จึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดกของผูตาย เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดิน ซึ่งขายสูงกวาราคาประเมินตามที่โจทกflและฝOายจําเลยรับกันวามีราคา 9,950,000 บาท หากแบงเป2นสินสมรส
ในสวนของจําเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งคิดเป2นเงินเพียง 5,550,000 บาท เมื่อแบงเป2น 8 สวน ทายาทจะไดรับคนละ 693,750 บาท แตจําเลยที่ 2 ยังมีสิทธิในทรัพยflมรดกของผูตายสวนอื่นอีก อันมีมูลคามากกวาที่ดินโฉนดที่โอนขายไป จําเลยที่ 2 จึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดกเฉพาะสวนที่ยักยาย คิดเป2นเงิน 5,550,000 บาท เมื่อแบงเป2น 7 สวน ทายาทอื่นไดรับคนละ 792,857 บาท และจําเลยที่ 2 ยังคงเหลือสวนที่ไมถูกกําจัดมิใหรับมรดกอยูอีกคิดเป2น เงิน 4,856,250 บาท สวนการที่จําเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุนซึ่งเป2นทรัพยflมรดกใหแกจําเลยที่ 5 ซึ่งมิใชทายาท จํานวน 16,000 หุน จึงตองถูกกําจัดมิใหรับมรดกสวนนี้คนละ 8,000 หุน เพราะนอยกวาหุนซึ่งจําเลยที่ 2 และที่ 3 พึงจะไดรับหลังแบงแกจําเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแลว คนละ 11,875 หุน ดังนั้นจําเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมถูกกําจัดมิใหรับ มรดกของผูตายเพียงบางสวน ฎีกาเลาเรื่อง 187 กรณียังไมแนชัดวาจําเลยเป2นคนพูดในทํานองถากถางบิดาของผูเสียหายที่ไมไดรับการเลือกตั้งสภา ทองถิ่นหรือไม การที่ผูเสียหายสรุปเอาเองวาจําเลยนาจะเป2นคนพูด แลวเดินเขาไปหาพรอมใชคอนตีไปที่หนา จําเลยโดยยังไมอาจรับฟIงไดวาเกิดจากการยั่วยุของจําเลยโดยตรง จําเลยชอบที่จะป6องกันตัวไดแมจะเกิดการ ชกตอยกัน แตก็เป2นเรื่องที่ตอเนื่องจากการกระทําของผูเสียหาย จําเลยซึ่งยังไมทันตั้งตัวยอมจําเป2นที่จะปIดป6อง ตัวเอง จึงมีสิทธิป6องกันตนจากภยันตรายอันละเมิดตอกฎหมายไดแตเมื่อไมปรากฏวาผูเสียหายจะกระทําการอื่นใดอีก การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิงไปที่ผูเสียหายทั้งที่สามารถหยุดยั้งการกระทําของผูเสียหายโดยวิธีอื่นไดจึงเป2น การป6องกันเกินสมควรแกเหตุ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 475 / 2563 ไมแนชัดวาผูใดเป2นผูที่พูดจาในทํานองถากถางบิดาของผูเสียหาย ที่ไมไดรับการเลือกตั้งสภาทองถิ่น หากพิจารณาจากคําพูดก็มุงเจาะจงไปที่นาย อ. บิดาของผูเสียหายเสียมากกวา ทั้งเมื่อคนที่พูดก็ยังไมแนชัดวาจําเลยเป2นคนพูดหรือไมการที่ผูเสียหายสรุปเอาเองวาจําเลยนาจะเป2นคนพูด แลวเดินเขาไปหาจําเลยพรอมกับใชคอนตีไปที่จําเลย อันถือไดวาเป2นการกระทําที่ยังไมอาจรับฟIงไดวาเป2นเพราะ เกิดจากการยั่วยุของจําเลยโดยตรง การที่ผูเสียหายใชคอนเขาไปตีในบริเวณหนาของจําเลย จําเลยก็ชอบที่จะป6อง กันตัวไดแมจะเกิดการชกตอยกันขึ้นระหวางจําเลยกับผูเสียหายภายหลังจากคอนกระเด็นออกจากมือผูเสียหายไปแลว ก็เป2นการชกตอยที่ตอเนื่องอันเกิดจากการกระทําของผูเสียหายที่กอขึ้นกอนจากลักษณะของการเขาทําราย ของผูเสียหายในภาวะเชนนั้นโดยที่จําเลยยังไมไดทันตั้งตัว จําเลยก็ยอมจําเป2นที่จะปIดป6องตัวเองเทาที่มีอยูใน สภาวะที่สามารถกระทําไดทั้งผูเสียหายเองก็มีความสูงกวาจําเลย จําเลยจึงมีสิทธิป6องกันตนจากภยันตราย
อันละเมิดตอกฎหมายไดแตเมื่อไมปรากฏวาผูเสียหายจะกระทําการอยางใดอีกอันแสดงใหเห็นอยางชัดแจงวา เจตนาจะทํารายจําเลยเพิ่มเติมอีก การที่จําเลยใชอาวุธปZนยิงไปที่ผูเสียหายในขณะนั้นทั้งที่จําเลยสามารถหยุดยั้ง การกระทําของผูเสียหายโดยวิธีอื่นไดการกระทําของจําเลยจึงเป2นการป6องกันตัวเกินสมควรแกเหตุตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาเลาเรื่อง 188 จําเลยรับวาเป2นกรรมการผูมีอํานาจของโจทกflซึ่งตาม ป.พ.พ. บัญญัติวา กรรมการตองจัดใหถือบัญชี จํานวนเงินที่กฎหมายกําหนดไวและตองจัดใหถือบัญชีจํานวนเงินที่บริษัทไดรับและไดจาย ทั้งรายการอันเป2น เหตุใหรับหรือจายเงินทุกรายไป จําเลยจึงมีหนาที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการจัดทําบัญชีโดยตรง รายการใชจาย เงินยอมอยูในความรูเห็นของจําเลยโดยเฉพาะ จําเลยจึงมีภาระการพิสูจนflการใชจายเงินในบัญชีของโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 451 / 2563 จําเลยใหการยอมรับวาจําเลยเป2นกรรมการผูมีอํานาจของโจทกfl มีอํานาจควบคุมการดําเนินธุรกิจ การเงิน การบัญชีรวมทั้งทรัพยflสินและหนี้สินของโจทกflซึ่งตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 1168 (2) บัญญัติวา กรรมการตองจัดใหถือบัญชีจํานวนเงินที่กฎหมาย กําหนดไวและมาตรา 1206 (1) บัญญัติวา กรรมการตองจัดใหถือบัญชีจํานวนเงินที่บริษัทไดรับและไดจาย ทั้งรายการอันเป2นเหตุใหรับหรือจายเงินทุกรายไป จําเลยในฐานะกรรมการจึงมีหนาที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการ จัดทําบัญชีโดยตรง รายการใชจายเงินยอมอยูในความรูเห็นของจําเลยโดยเฉพาะ จําเลยมีภาระการพิสูจนflการใช จายเงินในบัญชีของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 189 โจทกflคงมีแตเจาพนักงานตํารวจผูรวมจับกุมเป2นพยานเบิกความทํานองเดียวกันวา พยานทั้งสองรวมกัน จับกุมนาย ผ. พรอมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จะนํามาจําหนายใหแกผูมีชื่อไวเป2นของกลาง นาย ผ. ใหการรับวา รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจําเลยใหมาจําหนาย จึงเป2นเพียงพยานบอกเลามีน้ําหนักนอย แมโจทกflจะมีพนักงาน สอบสวนเป2นพยานเบิกความวาไดสอบคําใหการนาย ผ. ไวโดยใหการทํานองเดียวกัน แตบันทึกคําใหการดังกลาว ถือเป2นคําซัดทอดของผูรวมกระทําความผิดและเป2นพยานบอกเลาซึ่งตองหามมิใหรับฟIง ทั้งจําเลยไมมีโอกาสถาม
คานถอยคําของนาย ผ. พยานหลักฐานของโจทกflไมเขาขอยกเวนที่จะรับฟIงไดโดยลําพัง จึงยังมีความสงสัย ตามสมควรวาจําเลยรวมกับนาย ผ. กระทําความผิดหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 39 / 2563 โจทกflคงมีแตรอยตํารวจเอก อ. และรอยตํารวจเอก ธ. ผูรวมจับกุม เป2นพยานเบิกความทํานองเดียวกันวา พยานทั้งสองรวมกันจับกุมนาย ผ. พรอมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จะนํามา จําหนายใหแกผูมีชื่อไวเป2นของกลาง สอบถามนาย ผ. ใหการรับวาไดรับเมทแอมเฟตามีนมาจากจําเลยใหมา จําหนาย พยานโจทกflทั้งสองจึงเป2นเพียงพยานบอกเลามีน้ําหนักนอย แมโจทกflจะมีรอยตํารวจเอก ล. พนักงาน สอบสวนเป2นพยานเบิกความวาไดสอบคําใหการนาย ผ. ไวโดยนาย ผ. ใหการวาตนรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง มาจากจําเลยเพื่อนําไปสงมอบใหแกผูมีชื่อตามบันทึกคําใหการของนาย ผ. แตคําใหการดังกลาวถือวาเป2นคําซัด ทอดของผูรวมกระทําความผิดและเป2นพยานบอกเลาซึ่งตองหามมิใหรับฟIง ทั้งจําเลยไมมีโอกาสถามคาน ถอยคําของนาย ผ. เมื่อคําเบิกความของพยานโจทกflและพยานหลักฐานของโจทกflขางตนลวนเป2นพยานบอกเลา ซึ่งมีน้ําหนักนอยและมีพิรุธแลว กรณีจึงไมเขาขอยกเวนที่จะรับฟIงโดยลําพังไดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 226/3 และมาตรา 227/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 พยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรวาจําเลยรวมกับนาย ผ. กระทําความผิดหรือไม ฎีกาเลาเรื่อง 190 โจทกflมีเจาพนักงานตํารวจผูจับกุมสองนายเบิกความทํานองเดียวกันยืนยันวา ขณะตรวจคนจับกุมและ สอบนางสาว ข. ไดความวา ตนรับจางจําเลยไปรับเมทแอมเฟตามีนจากชายไมทราบชื่อจริงและชื่อสกุล โดยแจง หมายเลขโทรศัพทflของจําเลยและชายไมทราบชื่อ จากการตรวจสอบขอมูลการใชโทรศัพทflเคลื่อนที่ของนางสาวข. พบรายการโทรศัพทflเขาออกกับจําเลยและชายไมทราบชื่อดังกลาว ทั้งยังยืนยันภาพจําเลยจากขอมูลทะเบียนราษฎร วาเป2นคนที่วาจางใหตนไปรับเมทแอมเฟตามีน ชั้นสอบสวนนางสาว ข. ใหการรับสารภาพในฐานะผูตองหา ตอหนาทนายความซึ่งไดลงชื่อไวในบันทึกคําใหการ และยังใหการในฐานะพยานยืนยันขอเท็จจริงดังกลาว เจือสมกับคําเบิกความของผูจับกุม และยังเบิกความดวยวาตนใหการดวยความสมัครใจ นางสาวข. เป2นญาติ กับจําเลยและไมเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไมมีเหตุที่จะปรักปรําจําเลย ขณะใหการก็เพิ่งถูกจับกุม จึงเชื่อ วาคําใหการชั้นสอบสวนเป2นความจริงยิ่งกวาคําเบิกความ แมคําใหการรับสารภาพนั้นเป2นคําซัดทอดของผูกระทํา ความผิดและพยานบอกเลา แตเป2นการเลาถึงรายละเอียดพฤติการณflแหงคดีและมิไดซัดทอดเพื่อใหตนพนผิด จึงมีน้ําหนักนาเชื่อถือและรับฟIงเป2นพยานหลักฐานได
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 385 / 2563 โจทกflมีรอยตํารวจโท ด. และดาบตํารวจ ศ. ผูจับกุมเบิกความ ทํานองเดียวกันยืนยันวา ขณะตรวจคนและจับกุมนางสาว ข. นั้น จากการสอบนางสาว ข. ไดความวา นางสาว ข. รับจางจําเลยไปรับเมทแอมเฟตามีนจากชายไมทราบชื่อจริงและชื่อสกุล นางสาว ข. แจงหมายเลขโทรศัพทflของ จําเลยและชายไมทราบชื่อ จากการตรวจสอบขอมูลการใชโทรศัพทflเคลื่อนที่ของนางสาว ข. พบรายการโทรศัพทfl เขาและออกระหวางนางสาว ข. กับจําเลยและชายไมทราบชื่อดังกลาวตามภาพถายขอมูลการใชโทรศัพทfl เมื่อนําภาพจําเลยจากขอมูลทะเบียนราษฎรใหนางสาว ข. ดูก็ยืนยันวาจําเลยเป2นคนที่วาจางใหนางสาว ข. ไปรับเมทแอมเฟตามีน ในชั้นสอบสวนนางสาว ข. ใหการรับสารภาพ ในฐานะผูตองหาตามบันทึกคําใหการตอหนา ทนายความซึ่งไดลงชื่อไวในบันทึกคําใหการ และนางสาว ข. ยังใหการในฐานะพยานโดยใหการยืนยันขอเท็จจริงดัง กลาวขางตนเจือสมกับคําเบิกความของรอยตํารวจโท ด. และดาบตํารวจ ศ. นางสาว ข. เบิกความดวยวาตนใหการ ดังกลาวดวยความสมัครใจ มิไดถูกขมขูหรือบังคับแตอยางใด ประกอบกับจําเลยเองเป2นญาติกับนองเขยของ นางสาว ข. และไมปรากฏวาเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมากอน จึงไมมีเหตุนาระแวงวานางสาว ข. จะใหการ ปรักปรําจําเลยใหตองรับโทษ อีกทั้งขณะใหการนางสาว ข. เพิ่งถูกจับกุม คงยังไมทันคิดที่จะปIjนแตงเรื่องขึ้น จึงเชื่อวาคําใหการในชั้นสอบสวนของนางสาว ข. ที่วาจําเลยเป2นผูวาจางใหนางสาว ข. ไปรับเมทแอมเฟตามีน เป2นความจริงยิ่งกวาคําเบิกความของนางสาว ข. แมคําใหการรับสารภาพในชั้นสอบสวนของนางสาว ข. เป2นคําซัดทอดของผูกระทําความผิดและเป2นเพียงพยานบอกเลาก็ตาม แตเป2นการเลาถึงรายละเอียดพฤติการณfl แหงคดีและมิใชคําซัดทอดเพื่อใหตนพนผิดแตอยางใด ทั้งเมื่อพิเคราะหflตามสภาพ ลักษณะ แหลงที่มา และขอเท็จจริง แวดลอมของพยานดังกลาว นาเชื่อวาจะพิสูจนflความจริงไดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) คําใหการของนางสาว ข. จึงมีน้ําหนักนาเชื่อถือและรับฟIงเป2นพยานหลักฐานได ฎีกาเลาเรื่อง 191 จําเลยพูดกับนางสาว ส.วา “พวกเธอไปสังสรรคflกับพวกคายาทําไม” “เธอรูไหมพวกเต็นทflรถคายา” ตามบริบทที่จําเลยกลาว หมายถึง การซื้อขายยาเสพติดใหโทษ ซึ่งเป2นการกระทําความผิดตอกฎหมาย อันเป2นการ กระทําความผิดอาญารายแรง การกระทําของจําเลยจึงเป2นการใสความโจทกflทั้งสองตอนางสาว ส. โดยประการที่นาจะ ทําใหโจทกflทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป2นการกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252 / 2563 จําเลยพูดกับนางสาว ส.วา “พวกเธอไปสังสรรคflกับพวกคายา ทําไม” “เธอรูไหมพวกเต็นทflรถคายา” คําวา “ยา” ตามบริบทที่จําเลยกลาว หมายถึง ยาเสพติดใหโทษ ซึ่งคําวา
“ยาเสพติดใหโทษ” หมายถึงสารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ รวมทั้งพืช ซึ่งเมื่อเสพเขาสูรางกายแลวทําใหเกิดผล ตอรางกายและจิตใจในลักษณะสําคัญ “คายา” หมายถึง การซื้อขายยาเสพติดใหโทษ ซึ่งเป2นการกระทําความผิด ตอกฎหมาย อันเป2นการกระทําความผิดอาญารายแรง การกระทําของจําเลยจึงเป2นการใสความโจทกflทั้งสอง ตอนางสาว ส. โดยประการที่นาจะทําใหโจทกflทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป2นการกระทํา ความผิดฐานหมิ่นประมาท ฎีกาเลาเรื่อง 192 การที่จําเลยที่ 1 ขับรถกระบะไลติดตามรถจักรยานยนตflของนาย น. ฝOายที่ขับรถหนีก็ตองใชความเร็ว เพื่อหลบหนีสวนฝOายติดตามก็ใชความเร็วเพื่อติดตามใหทัน บงชี้วารถทั้งสองคันตองใชความเร็วสูงมาก โดยเฉพาะ อยางยิ่งรถกระบะตองใชความเร็วสูงกวาจึงชนทายรถจักรยานยนตflและกอใหเกิดความเสียหายแกสวนหนาของรถ กระบะอยางรุนแรง จากแรงชนทําใหนาย น. กระเด็นตกจากรถไปกระแทกที่กระโปรงหนารถกระบะแลวตกลงที่ พื้นหมดสติไป สอแสดงใหเห็นเจตนาของจําเลยที่ 1 ตั้งแตแรกที่จะขับรถพุงเขาชนทายรถของนาย น. และหาก นาย น. กระเด็นตกลงที่พื้นในระยะหนารถกระบะอาจทําใหรถกระบะทับรางของนาย น. ถึงแกความตาย ก็มีโอกาสเป2นไดดังนี้จําเลยที่ 1 ยอมเล็งเห็นผลไดวาการกระทําของตนอาจทําใหนาย น. ถึงแกความตาย แมจําเลยที่ 1 ไมไดถอยรถเพื่อจะทับนาย น. อีกทั้งๆที่มีโอกาสก็ไมทําใหความผิดของจําเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป เพราะเจตนาโดยเล็งเห็นผลมุงถึงลักษณะแหงการกระทําและผลของการกระทําที่อาจเกิดขึ้นเป2นหลัก มิไดมุงถึง เจตนาของผูกระทําเป2นหลัก จึงฟIงไดวา จําเลยที่ 1 มีเจตนาฆานาย น. สวนจําเลยที่ 1 กระทําโดยบันดาลโทสะ หรือไมนั้น ไดความวา กอนเกิดเหตุจําเลยที่ 1 ไดขับรถกระบะเบียดรถจักรยานยนตflของนาย น. เมื่อนาย น. ใชอาวุธปZนยิง จําเลยที่ 1 ก็ไดเลี้ยวรถและขับไลตามรถจักรยานยนตflของนาย น. พฤติการณflดังกลาวเป2นการ สมัครใจวิวาทและจําเลยที่ 1 เป2นฝOายกอเหตุขึ้นกอน ไมอาจถือไดวาจําเลยที่ 1 ถูกขมเหงอยางรายแรงดวยเหตุ อันไมเป2นธรรม จึงไมอาจอางเหตุบันดาลโทสะได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 127 / 2563 ตามรายงานการตรวจพิสูจนflรถกระบะไดรับความเสียหาย ดานหนามากพอสมควร บริเวณกันชนหนาหนากากหนาแตกหัก และฝากระโปรงหนาบุบยุบ สวนรถจักรยานยนตfl ไดรับความเสียหาย บริเวณบังโคลนลอหลัง ไฟทายแตกหัก และวงลอหลังแตกหัก นาย น. เบิกความวา เมื่อยิงปZนแลวไดขับรถหนีดวยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรตอชั่วโมง และขณะที่ถูกชนก็มีความเร็วเชนเดียวกัน สวนโจทกflรวมก็เบิกความวา ขับรถหนีดวยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรตอชั่วโมง จําเลยที่ 3 เบิกความวา ขณะที่รถกระบะชนทายรถจักรยานยนตflนั้น รถกระบะมีความเร็วประมาณ 80 ถึง 90 กิโลเมตรตอชั่วโมง เชื่อไดวาการที่ทั้งสองฝOายขับรถไลติดตามกันมา ฝOายที่ขับรถหนีก็ตองใชความเร็วเพื่อหลบหนีสวนฝOายติดตาม
ก็ใชความเร็วเพื่อติดตามใหทัน บงชี้วารถทั้งสองคันตองใชความเร็วสูงมากไมต่ํากวาความเร็วที่พยานแตละคน เบิกความมา และรถกระบะตองใชความเร็วสูงกวาจึงชนทายรถจักรยานยนตflและกอใหเกิดความเสียหาย แกสวนหนาของรถกระบะไดเชนนั้น การชนอยางรุนแรงทําใหนาย น. กระเด็นตกจากรถไปกระแทกที่กระโปรงหนา รถกระบะแลวตกลงที่พื้นหมดสติไป สอแสดงใหเห็นเจตนาของจําเลยที่ 1 ตั้งแตแรกที่จะขับรถพุงเขาชนทาย รถของนาย น.และหากนาย น. กระเด็นตกลงที่พื้นในระยะหนารถกระบะอาจทําใหรถกระบะทับรางของนาย น. ถึงแกความตายก็มีโอกาสเป2นไดอีกดวย ดังนี้จําเลยที่ 1 ยอมเล็งเห็นผลไดวาการกระทําของจําเลยที่ 1 อาจทําให นาย น.ถึงแกความตายไดแมจะรับฟIงไดวา จําเลยที่ 1 ไมไดขับรถถอยหลังเพื่อจะทับนาย น. ใหถึงแกความตาย ทั้งๆที่มีโอกาสที่จะกระทําไดก็ไมทําใหความผิดของจําเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป เพราะเจตนาโดยเล็งเห็นผลนั้น มุงถึงลักษณะแหงการกระทําและผลของการกระทําที่อาจเกิดขึ้นเป2นหลัก มิไดมุงถึงเจตนาของผูกระทําเป2นหลัก จึงฟIงไดวา จําเลยที่ 1 มีเจตนาฆานาย น. ปIญหาที่ตองวินิจฉัยตามฎีกาของจําเลยที่ 1 วา การกระทําของจําเลยที่ 1เป2 นการกระทําโดยบันดาลโทสะหรือไม ขอเท็จจริงไดความวา กอนเกิดเหตุจําเลยที่ 1 ไดขับรถกระบะเบียด รถจักรยานยนตflของนาย น. เมื่อนาย น. ใชอาวุธปZนยิง จําเลยที่ 1 ก็ไดเลี้ยวรถและขับไลตามรถจักรยานยนตflของ นาย น. พฤติการณflดังกลาวเป2นการที่จําเลยที่ 1 สมัครใจวิวาทและจําเลยที่ 1 เป2นฝOายกอเหตุขึ้นกอนจึงไมอาจ ถือไดวาจําเลยที่ 1 ถูกขมเหงอยางรายแรงดวยเหตุอันไมเป2นธรรม จึงไมอาจอางเหตุบันดาลโทสะได ฎีกาเลาเรื่อง 193 แมผูเสียหายซึ่งอายุ 12 ปXเศษ ไปที่รานจําเลยเองและยอมใหจําเลยพยายามกระทําชําเราและกระทํา อนาจาร แตผูเสียหายยังไมพนจากความปกครองดูแลของมารดา จําเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไมเกิน สิบหาปXไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร และแมผูเสียหายยินยอมใหจําเลยกระทําความผิดดังกลาวก็ยังถือวา เป2นการทําละเมิด มารดามีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนจากจําเลยแทนผูเสียหายได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586 / 2562 แมผูเสียหายซึ่งเป2นเด็กอายุ 12 ปXเศษ ยังไมเกิน 15 ปXไปที่ราน จําเลยเองยินยอมใหจําเลยพยายามกระทําชําเราและกระทําอนาจาร แตผูเสียหายยังไมพนจากความปกครอง ดูแลของมารดา ถือไดวาจําเลยพรากเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปXไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร การกระทําของ จําเลยเป2นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม แตไมเป2นความผิดฐานพาผูเสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิวรรคสอง
แมผูเสียหายซึ่งเป2นเด็กอายุ 12 ปXเศษ ยินยอมใหจําเลยพยายามกระทําชําเราและกระทําอนาจาร การกระทําของจําเลยก็ถือวาเป2นการทําที่ละเมิดตอกฏหมายตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 420 มารดาของผูเสียหายไมสิ้นสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนจากจําเลยแทนผูเสียหาย ฎีกาเลาเรื่อง 194 สัญญาสละสิทธิเรียกรองคาเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรมflประกันภัยรถยนตflของสมาคมประกัน วินาศภัย มีวัตถุประสงคflจํากัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกรองคาเสียหายซึ่งกันและกันเพียงเทาจํานวนเงินเอา ประกันภัยตามกรมธรรมflประกันภัยเทานั้น โจทกflยอมเขารับชวงสิทธิจากผูเอาประกันภัยฟ6องไลเบี้ยเอาจากจําเลยที่ 1 ผูกระทําละเมิดในคาเสียหายสวนเกินจากที่สละสิทธิเรียกรองตามสัญญาได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2562 สัญญาสละสิทธิเรียกรองคาเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรมfl ประกันภัยรถยนตflของสมาคมประกันวินาศภัย มีวัตถุประสงคflจํากัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกรองคาเสียหาย ซึ่งกันและกันในระหวางผูเขารวมสัญญา ผูเอาประกันภัย และบุคคลซึ่งตองรับผิดตอเหตุละเมิดเพียงเทาจํานวนเงิน เอาประกันภัยคุมครองความรับผิดตอบุคคลภายนอกที่กําหนดไวในกรมธรรมflประกันภัยของผูรวมสัญญาฝOายที่ ตองรับผิดเทานั้น หาใชสละสิทธิเรียกรองคาเสียหายทั้งหมดไม โจทกflยอมเขารับชวงสิทธิจากผูเอาประกันภัย ฟ6องไลเบี้ยเอาจากจําเลยที่ 1 ผูกระทําละเมิดในคาเสียหายสวนเกินจากที่สละสิทธิเรียกรองตามสัญญาได ตาม ป.พ.พ.มาตรา 880 ฎีกาเลาเรื่อง 195 ตามสัญญาค้ําประกันการเชาซื้อรถยนตflระบุวา “บรรดาหนังสือตางๆ ที่ผูใหเชาซื้อสงไปยังที่อยูของ ผูค้ําประกันตามสัญญานี้ไมวาจะมีผูรับหรือไม ถือวาสงโดยชอบ” เมื่อโจทกflสงหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา ไปยังจําเลยที่ 2 ผูค้ําประกันตามที่อยูในสัญญาแลว แมทางไปรษณียflจะคืนหนังสือเนื่องจากจําเลยที่ 2 ไมมารับ ก็ตองถือวาจําเลยที่ 2 ไดรับหนังสือโดยชอบแลว โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 2 แตเมื่อจําเลยที่ 1 ผูเชาซื้อผิดนัด และโจทกflมีหนังสือบอกกลาวใหจําเลยที่ 2 ชําระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อพน 60 วัน นับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด จําเลยที่ 2 จึงหลุดพนจากความรับผิดในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนด 60 วัน แตสําหรับหนี้การสงมอบรถยนตflที่เชาซื้อและหากคืนไมไดใหใชราคาแทนนั้นถือเป2นหนี้ประธาน จําเลยที่2
ยังไมหลุดพน สวนหนี้คาขาดประโยชนflถือเป2นอุปกรณflแหงหนี้จําเลยที่ 2 จึงหลุดพนจากความรับผิดเฉพาะที่ เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนด 60 วัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2562ตามสัญญาค้ําประกันการเชาซื้อรถยนตflขอ 8 ระบุวา “บรรดาหนังสือ จดหมาย คําบอกกลาวใดๆ ของเจาของที่สงไปยังที่อยูของขาพเจาตามสัญญานี้โดยสงเองหรือสงทางไปรษณียfl ลงทะเบียน หรือไมลงทะเบียนไมวาจะถึงตัวหรือไมถึงตัว และไมวาจะมีผูรับหรือไมมีผูใดยอมรับไวหรือไมยอมมา รับภายในกําหนดไปรษณียflแจงใหมารับ ... ขาพเจายินยอมผูกพันใหถือวาหนังสือ จดหมาย หรือคําบอกกลาวใดๆ นั้น ไดสงใหขาพเจาโดยชอบแลว” ขอเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอใหชําระหนี้และบอกเลิกสัญญาพรอมใบตอบรับ วาโจทกflไดสงไปตามที่อยูที่จําเลยที่ 2 ผูค้ําประกันแจงไวในสัญญาค้ําประกันดังกลาวแลวแมทางไปรษณียflจะคืน หนังสือที่สงไปใหจําเลยที่ 2 เนื่องจากจําเลยที่ 2 ไมมารับภายในกําหนดก็ตาม ก็ตองถือวาจําเลยที่ 2 ไดรับหนังสือ บอกกลาวโดยชอบแลว โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 2 ใหรับผิดตามสัญญาค้ําประกันไดแตเมื่อจําเลยที่ 1 ผิดนัด ตั้งแตวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 โจทกflมีหนังสือบอกกลาวใหจําเลยที่ 2 ชําระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธfl 2559 จึงพนกําหนดเวลา 60 วัน นับแตวันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัดจําเลยที่ 2 จึงหลุดพนจากความรับผิด ในดอกเบี้ยและคาสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนดเวลา60 วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง สําหรับหนี้การสงมอบรถยนตflที่เชาซื้อและหากคืนไมไดใหใชราคาแทนถือเป2นหนี้ประธาน แมโจทกflมีหนังสือบอกกลาว แกจําเลยที่ 2 เกิน 60 วัน นับแตผิดนัดก็ตาม จําเลยที่ 2ซึ่งเป2นผูค้ําประกันยอมไมหลุดพน สวนหนี้คาขาดประโยชนfl ถือเป2นอุปกรณflแหงหนี้จําเลยที่ 2 จึงหลุดพนจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพนกําหนด 60 วัน ฎีกาเลาเรื่อง 196 จําเลยที่ 1 ทําสัญญากูยืมเงินและรับเงินยืม 40,000 บาท ไปจากโจทกflในวันทําสัญญา หนี้เงินกู จึงสมบูรณflจําเลยที่ 2 และ ส. ผูค้ําประกัน ยอมผูกพันตนตอเจาหนี้เพื่อชําระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไมชําระหนี้นั้น ทั้งผูค้ําประกันมิไดมีหนี้ที่จะตองปฏิบัติตอเจาหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอยางซึ่งตองกระทําเป2น การเฉพาะตัว แตเป2นความผูกพันตอเจาหนี้ในทางทรัพยflสินเทานั้นซึ่งจะหลุดพนจากความรับผิดเมื่อหนี้ของ ลูกหนี้ระงับสิ้นไป แมภายหลังทําสัญญาค้ําประกันโจทกflและจําเลยที่ 1 ตางไมถือเอากําหนดเวลาชําระหนี้ ตามสัญญาเป2นขอสําคัญ อันหมายถึงสัญญากูมิไดกําหนดเวลาชําระหนี้ไวแตเมื่อจําเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทกflบอก เลิกสัญญาแลว แมจะเป2นเวลาภายหลังจาก ส. ถึงแกความตายก็ตาม หนี้กูยืมดังกลาวก็ยังคงสมบูรณflและสัญญา ค้ําประกันมิไดระงับไปเพราะความตายของ ส. ดังนั้น สิทธิหนาที่ และความรับผิดตาง ๆ ตามสัญญาค้ําประกัน
จึงเป2นกองมรดกของ ส. ผูตายและตกทอดแกทายาท โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องจําเลยที่ 3 ในฐานะผูจัดการมรดก ของส. เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกรองจากกองมรดกของ ส. ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5763 / 2562 จําเลยที่ 1 ทําสัญญากูยืมเงินและรับเงินยืม 40,000 บาท ไปจากโจทกflแลวในวันทําสัญญา หนี้เงินกูของจําเลยที่ 1 จึงเป2นอันสมบูรณflตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 681 วรรคหนึ่ง จําเลยที่ 2 และ ส. ผูค้ําประกัน ยอมผูกพันตนตอเจาหนี้เพื่อชําระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ ไมชําระหนี้นั้นตามมาตรา 680 วรรคหนึ่ง ผูค้ําประกันหาไดมีหนี้ที่จะตองปฏิบัติตอเจาหนี้โดยอาศัยความสามารถ หรือคุณสมบัติบางอยางซึ่งตองกระทําเป2นการเฉพาะตัวไม จึงถือไดวาเป2นความผูกพันตอเจาหนี้ในทางทรัพยflสิน เทานั้น ผูค้ําประกันจะหลุดพนจากความรับผิดเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตามมาตรา 698 แมภายหลัง ทําสัญญาค้ําประกันจะไดความวาโจทกflและจําเลยที่ 1 ตางไมถือเอากําหนดเวลาในการชําระหนี้ตามสัญญา เป2นขอสําคัญอีกตอไป อันมีความหมายวา สัญญากูยืมเงินเป2นสัญญาที่มิไดกําหนดเวลาชําระหนี้ไวแตเมื่อจําเลยที่ 1 ผิดนัดในเวลาตอมาและโจทกflบอกเลิกสัญญา ซึ่งเป2นเวลาภายหลังจากวันที่ ส. ถึงแกความตายไปแลวก็ตาม แตเมื่อหนี้กูยืมดังกลาวยังคงมีอยูอยางสมบูรณflตั้งแตกอนวันที่ ส. จะถึงแกความตาย และสัญญาค้ําประกันก็หาได ระงับไปเพราะความตายของ ส. ไม สิทธิหนาที่และความรับผิดตาง ๆ ตามสัญญาค้ําประกันที่ ส. ทํากับโจทกfl จึงเป2นกองมรดกของผูตายและตกทอดแกทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600 โจทกflจึงชอบที่จะ ฟ6องจําเลยที่ 3 ในฐานะผูจัดการมรดกของ ส. เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกรองของตนที่มีและไดรับชําระหนี้จากทรัพยfl สินในกองมรดกของ ส. ตามมาตรา 1734 และมาตรา 1737 ฎีกาเลาเรื่อง 197 จําเลยซื้อที่ดินพิพาทโดยไมไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ นิติกรรมดังกลาวจึงตกเป2นโมฆะ แตเมื่อ ผูขายไดสงมอบที่ดินใหเขาครอบครองปลูกสรางบานอยูอาศัยใชประโยชนflโดยความสงบและโดยเปKดเผยดวย เจตนาเป2นเจาของติดตอกันเป2นเวลากวา 10 ปXจําเลยยอมไดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง แตการไดกรรมสิทธิ์ ในกรณีดังกลาวเป2นการไดมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อยังมิไดจดทะเบียนจะมีการเปลี่ยนแปลงทาง ทะเบียนไมไดและจําเลยจะยกเป2นขอตอสูบุคคลภายนอกผูไดสิทธิมาโดยเสียคาตอบแทนและโดยสุจริตและ ไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแลวไมไดเวนแตจะพิสูจนflไดวาบุคคลนั้นกระทําการโดยไมสุจริต ในการขายทอดตลาด ที่ดินพิพาทตามคําสั่งศาลชั้นตน ผูซื้อซึ่งเป2นบุคคลภายนอกยอมไดรับประโยชนflจากขอสันนิษฐานของกฎหมายวา กระทําการโดยสุจริต จําเลยอางวาผูซื้อและโจทกflรวมกันกระทําการโดยไมสุจริตจึงมีภาระการพิสูจนflเมื่อโจทกflรับ
โอนที่ดินพิพาทตอมา ซึ่งถือเป2นผูสืบสิทธิของผูซื้อไดรับโอนไวโดยสุจริตเชนกัน กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผูซื้อ และโจทกflยอมไดรับความคุมครอง จําเลยไมอาจยกขึ้นตอสูผูซื้อและโจทกflไดและเมื่อจําเลยครอบครองที่ดินพิพาท นับแตวันที่ผูซื้อโอนกรรมสิทธิ์ใหโจทกflถึงวันที่จําเลยไดรับหนังสือบอกกลาวใหออกจากที่ดินพิพาทยังไมครบ 10 ปX จําเลยยอมไมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปIกษflในชวงหลังนี้และเมื่อโจทกflบอกกลาวใหจําเลย พรอมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแลวจําเลยเพิกเฉย โจทกflจึงมีสิทธิฟ6องจําเลยและบริวารใหออกจากที่ดินพิพาท กับเรียกรองคาขาดประโยชนflจากการใชที่ดินพิพาทได คําพิพากษาฎีกาที่ 3140/2562 จําเลยซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไมไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ นิติกรรมดังกลาวจึงตกเป2นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แตผูขายไดสงมอบที่ดินพิพาทใหเขา ครอบครองปลูกสรางบานอยูอาศัยใชประโยชนflในที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปKดเผยดวยเจตนาเป2น เจาของติดตอกันเป2นเวลากวา 10 ปXจําเลยยอมไดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แตการไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกรณีดังกลาวเป2นการไดมาซึ่งอสังหาริมทรัพยflโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อยังมิไดจดทะเบียนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไมไดและสิทธิอันยังมิไดจดทะเบียนนั้น จําเลยจะยกขึ้น เป2นขอตอสูบุคคลภายนอกผูไดสิทธิมาโดยเสียคาตอบแทนและโดยสุจริตและไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแลวไมได เวนแตจะพิสูจนflไดวาบุคคลภายนอกกระทําการโดยไมสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา1300 ในการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามคําสั่งศาลชั้นตน กองทุนรวม บ. ผูซื้อซึ่งเป2นบุคคลภายนอกยอมไดรับ ประโยชนflจากขอสันนิษฐานของกฎหมายวาเป2นผูกระทําการโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 จําเลยกลาวอางวา กองทุนรวม บ. และโจทกflรวมกันกระทําการโดยไมสุจริตจึงมีภาระการพิสูจนflกองทุนรวม บ. ซื้อที่ดินพิพาท โดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล และโจทกflผูรับโอนที่ดินพิพาทตอมา ซึ่งถือวาเป2นผูสืบสิทธิ ของกองทุนรวม บ. ไดกระทําการรับโอนไวโดยสุจริตเชนกัน กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของกองทุนรวม บ. และ ของโจทกflยอมไดรับความคุมครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 การที่จําเลยซึ่งซื้อที่ดินพิพาทและเขาทําประโยชนfl ปลูกบานอยูอาศัยจนไดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง เมื่อยังไมไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่จึงไมอาจยกขึ้น ตอสูกองทุนรวม บ. บุคคลภายนอกผูซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาลและตอสูโจทกfl ซึ่งเป2นผูสืบสิทธิโดยสุจริตไดและการที่จําเลยครอบครองที่ดินพิพาทนับแตวันที่กองทุนรวม บ. โอนกรรมสิทธิ์ ใหโจทกflถึงวันที่จําเลยไดรับหนังสือบอกกลาวใหออกจากที่ดินพิพาทยังไมครบ 10 ปXจําเลยยอมไมไดกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปIกษflในชวงหลังนี้ดังนั้น เมื่อโจทกflบอกกลาวใหจําเลยและบริวารออกไปจาก ที่ดินพิพาทแลว แตจําเลยยังคงเพิกเฉยยอมเป2นการโตแยงสิทธิของโจทกflโจทกflจึงมีสิทธิฟ6องจําเลยและบริวารให ออกจากที่ดินพิพาทไดทั้งมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยชดใชคาเสียหายเป2นคาขาดประโยชนflจากการใชที่ดินพิพาทไดดวย
ฎีกาเลาเรื่อง 198 จําเลยที่ 1 หลอกลวงใหโจทกflโอนที่ดินแกจําเลยที่ 1 และไดนําไปจํานองกับจําเลยที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษา ยืนตามคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflที่พิพากษาในคดีอาญาวา จําเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉอโกงลงโทษจําคุกจําเลยที่ 1 กับใหจําเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกลาวคืนใหแกโจทกflโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ คดีมีปIญหาตองวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทกflในคดีแพงวา มีเหตุใหเพิกถอนการจํานองที่ดินพิพาทระหวางจําเลยที่ 1 กับที่ 2 และจําเลยที่ 2 ตองคืนโฉนดที่ดินพิพาทแกโจทกflหรือไมแมโจทกflทํานิติกรรมโอนที่ดินพิพาทใหแกจําเลยที่ 1 โดยถูกหลอกลวง ซึ่งเป2นกลฉอฉลอันตกเป2นโมฆียะกรรม แตนิติกรรมนั้นยังมีผลสมบูรณflใชไดจนกวาจะถูกบอกลางโดยชอบ ขณะที่จําเลยที่ 1 จํานองที่ดินพิพาทตอจําเลยที่ 2 นั้น จําเลยที่ 1 ยังมีชื่อเป2นเจาของ สัญญาจํานองจึงสมบูรณfl ใชบังคับไดตามกฎหมาย แมที่ดินพิพาทจะไดโอนกลับไปเป2นของโจทกflในภายหลังนิติกรรมจํานองยอมตก ติดมาดวย โจทกflไมอาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทกflบอกลางนิติกรรมดังกลาวขึ้นตอสูจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นบุคคล ภายนอกไดโจทกflจึงไมมีสิทธิขอใหเพิกถอนนิติกรรมจํานองที่ดินพิพาท ดังนี้จําเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยึดถือตนฉบับโฉนด ที่ดินพิพาทไดจนกวาจะมีการไถถอนจํานอง คําพิพากษาฎีกาที่ 3022/2562 จําเลยที่ 1 โดยทุจริตหลอกลวงใหโจทกflโอนที่ดินแกจําเลยที่ 1 ดวยการ แสดงขอความอันเป2นเท็จวาจะใชโฉนดที่ดินดังกลาวไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนําเงินมาลงทุนทําธุรกิจ โดยจะไมนําที่ดินดังกลาวไปกอภาระผูกพันใด ๆ เมื่อธนาคารอนุมัติเงินแลวจะโอนที่ดินคืนแกโจทกflและจําเลยที่ 1 ไดจํานองที่ดินกับจําเลยที่ 2 ซึ่งจําเลยที่ 1 รูอยูแลววาทําใหโจทกflซึ่งพักอาศัยอยูในที่ดินแปลงดังกลาวเสียหาย โจทกflจึงฟ6องจําเลยที่ 1 เป2นคดีอาญาตอศาลชั้นตน ขอใหลงโทษจําเลยที่ 1 ในขอหาฉอโกง ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 91, 341 และขอใหจําเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกลาวคืนแกโจทกflโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆตอมาศาล ฎีกาพิพากษายืนตามคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 2 ที่พิพากษาวา จําเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 ลงโทษจําคุกจําเลยที่ 1 ใหจําเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกลาวคืนให แกโจทกflโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ คดีมีปIญหาตองวินิจฉัยตามฎีกาของโจทกflวา มีเหตุใหเพิกถอนการจํานอง ที่ดินพิพาทระหวางจําเลยที่ 1 กับจําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 2 ตองคืนโฉนดที่ดินพิพาทแกโจทกflหรือไม เห็นวา ตามคําฟ6องและคําพิพากษาศาลฎีกา โจทกflทํานิติกรรมโอนที่ดินพิพาทใหแกจําเลยที่ 1 โดยถูกจําเลยที่ 1 หลอกลวง การแสดงเจตนาทํานิติกรรมดังกลาวของโจทกflเกิดขึ้นเพราะถูกกลฉอฉลของจําเลยที่ 1 อันเป2นโมฆียะกรรม แตนิติกรรมดังกลาวซึ่งเป2นโมฆียะกรรมนั้นยังมีผลสมบูรณflใชไดจนกวาจะถูกบอกลางโดยชอบขณะที่จําเลยที่ 1 จํานองที่ดินพิพาทตอจําเลยที่ 2 นั้น จําเลยที่ 1 ยังมีชื่อเป2นเจาของ จึงสมบูรณflใชบังคับไดตามกฎหมาย แมที่ดินพิพาทจะไดโอนกลับไปเป2นของโจทกflในภายหลังจากการจํานองนั้นแลว นิติกรรมจํานองที่จําเลยที่ 1
กอไวยอมตกติดมาดวย โจทกflไมอาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทกflบอกลางนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหวางโจทกflกับ จําเลยที่ 1 นั้นแลวขึ้นตอสูจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกไดตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329 โจทกflจึงไมมีสิทธิขอใหเพิกถอนนิติกรรมจํานองที่ดินพิพาทที่จําเลยที่ 2 รับจํานองไว (จําเลยที่ 2 มีสิทธิยึดถือตนฉบับโฉนดที่ดินพิพาทไดจนกวาจะมีการไถถอนจํานอง) ฎีกาเลาเรื่อง 199 กอนเกิดเหตุจําเลยกับผูเสียหายอยูกินกันโดยมิไดจดทะเบียนสมรส และรวมกันประกอบธุรกิจที่บาน ผูเสียหาย ทรัพยflสินที่ทํามาหาไดระหวางนั้นยอมเป2นกรรมสิทธิ์รวมมีสวนคนละเทาๆ กัน เมื่อเลิกกันตองแบง คนละครึ่ง การที่จําเลยกับพวกมาขนทรัพยflสินดังกลาวซึ่งอยูในความครอบครองของผูเสียหายไปเป2นของตนฝOายเดียว เป2นการเอาทรัพยflที่ผูอื่นเป2นเจาของรวมอยูดวยไปโดยทุจริตจึงมีความผิดฐานรวมกันลักทรัพยfl คําพิพากษาฎีกาที่ 502/2563 กอนเกิดเหตุจําเลยกับผูเสียหายอยูกินกันโดยมิไดจดทะเบียนสมรส และระหวางอยูกินดวยกันรวมกันลงทุนประกอบกิจการรานอินเทอรflเน็ตที่บานผูเสียหาย ทรัพยflสินที่ทํามาหาได ระหวางอยูกินกันฉันสามีภริยา ยอมเป2นกรรมสิทธิ์รวมโดยแตละฝOายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพยflสินดังกลาวคนละสวน เทาๆ กัน เมื่อเลิกกันตองแบงกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง การที่จําเลยกับพวกมาขนทรัพยflสินที่เป2นกรรมสิทธิ์รวม ขณะอยูในความครอบครองของผูเสียหายไปเป2นของตนฝOายเดียวทั้งหมด เป2นการเอาทรัพยflที่ผูอื่นเป2นเจาของ รวมอยูดวยไปโดยทุจริต จําเลยจึงมีความผิดฐานรวมกันลักทรัพยfl ฎีกาเลาเรื่อง 200 ตาม ป.พ.พ.บัญญัติกรณีกรรมการทําใหเกิดเสียหายแกบริษัท บริษัทจะฟ6องเรียกสินไหมทดแทน แกกรรมการก็ไดในกรณีที่บริษัทไมยอมฟ6อง ผูถือหุนคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นวาก็ไดเชนนี้การเป2นผูถือหุน ที่จะมีสิทธิเรียกใหกรรมการบริษัทรับผิดตองพิจารณาจากฐานะการเป2นผูถือหุนมิใชการสงใชเงินคาหุนอันเป2น กระบวนการรวบรวมทุนของบริษัท เมื่อโจทกflทั้งสองมีชื่อเป2นผูถือหุนไมวาจะสงใชเงินคาหุนครบถวนหรือไม โจทกflทั้งสองยอมมีอํานาจฟ6องใหจําเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในฐานะที่เป2นกรรมการทําใหเกิดเสียหายแกบริษัทได แตสําหรับจําเลยที่ 3 เป2นบุคคลภายนอก แมโจทกflทั้งสองจะอางวาจําเลยที่ 3 รวมกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ยักยอกเงินบริษัทก็ตาม แตไมมีกฎหมายบัญญัติใหสิทธิผูถือหุนฟ6องแทนบริษัทไดโจทกflทั้งสองจึงไมมีอํานาจฟ6อง
คําพิพากษาฎีกาที่ 4661 / 2562 ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 1169 วรรคหนึ่งบัญญัติวา “ถากรรมการทําใหเกิดเสียหายแกบริษัท บริษัทจะฟ6องรองเรียกเอาสินไหมทดแทนแกกรรมการก็ไดหรือในกรณีที่ บริษัทไมยอมฟ6องรอง ผูถือหุนคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นวาก็ได” เชนนี้การเป2นผูถือหุนที่จะมีสิทธิเรียก ใหกรรมการบริษัทรับผิดในกรณีนี้ยอมตองพิจารณาจากฐานะการเป2นผูถือหุนเป2นสําคัญ มิใชพิจารณาจากการ สงใชเงินคาหุนอันเป2นกระบวนการในการรวบรวมทุนของบริษัทอีกสวนหนึ่งซึ่งเมื่อผูถือหุนยังสงใชเงินคาหุน ไมครบถวนยอมเป2นหนาที่ของกรรมการบริษัทที่จะดําเนินการเรียกใหผูถือหุนสงใชตามที่บัญญัติไวในมาตรา1120 และมาตรา 1121 เมื่อโจทกflทั้งสองมีชื่อเป2นผูถือหุนของบริษัท ป. ไมวาการถือหุนดังกลาวจะไดมีการสงใชเงิน คาหุนครบถวนหรือไม โจทกflทั้งสองยอมมีอํานาจฟ6องใหจําเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในฐานะที่เป2นกรรมการทําให เกิดเสียหายแกบริษัทตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่งได แตสําหรับจําเลยที่ 3 เป2นบุคคลภายนอกมิใชกรรมการ ของบริษัท ป. แมโจทกflทั้งสองจะอางวาจําเลยที่ 3 รวมกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป2นกรรมการบริษัทป. ยักยอกเงินของบริษัทไปเป2นประโยชนflสวนตนอันเป2นการทําละเมิดตอบริษัท ป. ก็ตาม แตไมมีกฎหมายบัญญัติ ใหสิทธิผูถือหุนฟ6องแทนบริษัทในกรณีนี้ไดคําฟ6องโจทกflทั้งสองเป2นการอาศัยสิทธิในฐานะผูถือหุนของบริษัท มากาวลวงฟ6องรองคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัทซึ่งไมอาจกระทําไดเพราะไมตองดวยมาตรา 1169 โจทกflทั้งสองจึงไมมีอํานาจฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 201 แมโจทกflรับจํานองที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางจากจําเลยทั้งสามกอนพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl (ฉบับที่ 20) ใชบังคับ แตการที่โจทกflจะบังคับจํานองก็ตองปฏิบัติตามกฎหมาย ที่แกไขใหม ซึ่งผูรับจํานองตองมีหนังสือบอกกลาวไปยังลูกหนี้กอนวาใหชําระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งตองไมนอยกวาหกสิบวันนับแตวันที่ลูกหนี้ไดรับคําบอกกลาวนั้น ถาและลูกหนี้ละเลยเสียไมปฏิบัติตามคําบอกกลาวผู รับจํานองจะฟ6องคดีตอศาลเพื่อใหพิพากษาสั่งใหยึดทรัพยflสินซึ่งจํานองและใหขายทอดตลาดก็ได แตเมื่อโจทกfl มีหนังสือทวงถามและบอกกลาวบังคับจํานองกําหนดใหจําเลยทั้งสามชําระหนี้และไถถอนจํานองใหเสร็จสิ้น ภายใน 30 วัน อันเป2นการกําหนดเวลานอยกวาหกสิบวันซึ่งระบุไวชัดเจนแนนอนแลว จึงนําระยะเวลา 30 วัน ตามหนังสือบอกกลาวบังคับจํานองไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ6องวาเป2นระยะเวลาไมนอยกวา หกสิบวันแลวหาไดไม จึงถือไมไดวาจําเลยทั้งสามลูกหนี้ละเลยเสียไมปฏิบัติตามคําบอกกลาวตามบทบัญญัติขางตน โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6อง
คําพิพากษาฎีกาที่ 5702 / 2562แมโจทกflและจําเลยทั้งสามจดทะเบียนจํานองที่ดินพรอมสิ่งปลูกสราง บนที่ดินเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 กอนพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใชบังคับ คือ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธfl 2558 ก็ตาม แตการที่โจทกflผูรับจํานอง ประสงคflจะบังคับจํานองนับจากนั้น โจทกflก็ตองปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา728 วรรคหนึ่ง ที่แกไขใหม ซึ่งบัญญัติวา “เมื่อจะบังคับจํานองนั้น ผูรับจํานองตองมีหนังสือบอกกลาวไปยังลูกหนี้กอน วาใหชําระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งตองไมนอยกวาหกสิบวันนับแตวันที่ลูกหนี้ไดรับคําบอกกลาวนั้น ถาและลูกหนี้ละเลยเสียไมปฏิบัติตามคําบอกกลาวผูรับจํานองจะฟ6องคดีตอศาลเพื่อใหพิพากษาสั่งใหยึดทรัพยflสิน ซึ่งจํานองและใหขายทอดตลาดก็ได” โดยโจทกflผูรับจํานองตองมีหนังสือบอกกลาวบังคับจํานองไปยังจําเลยทั้งสาม ลูกหนี้กอนวาใหชําระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งตองไมนอยกวาหกสิบวันนับแตวันที่จําเลยทั้งสามลูกหนี้ ไดรับคําบอกกลาวบังคับจํานองนั้น ดังนั้น เมื่อโจทกflมีหนังสือทวงถามและบอกกลาวบังคับจํานองลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ซึ่งกําหนดระยะเวลาใหจําเลยทั้งสามชําระหนี้และไถถอนจํานองใหเสร็จสิ้นภายใน30 วัน นับแตวันที่ไดรับหนังสือทวงถามและบอกกลาวบังคับจํานองดังกลาว จําเลยทั้งสามไดรับหนังสือบอกกลาว บังคับจํานองเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 อันเป2นการกําหนดระยะเวลานอยกวาหกสิบวันซึ่งเป2นกําหนดระยะเวลา ที่ระบุไวชัดเจนแนนอนแลว จึงนําระยะเวลา 30 วัน ตามหนังสือบอกกลาวบังคับจํานองไปรวมกับระยะเวลา หลังจากนั้นจนถึงวันฟ6องวาเป2นระยะเวลาไมนอยกวาหกสิบวันแลวหาไดไมกรณีจึงยังถือไมไดวาจําเลย ทั้งสามลูกหนี้ละเลยเสียไมปฏิบัติตามคําบอกกลาวตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แกไขใหม โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 202 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร บัญญัติไวความวา ผูใดจะกอสรางอาคารตองไดรับใบอนุญาตจากเจาพนักงานทองถิ่น และในกรณีที่มีการฝOาฝZนหรือไมปฏิบัติตามใหถือวาเป2นการกระทําของเจาของหรือผูครอบครองอาคาร เวนแตบุคคลนั้นจะพิสูจนflไดวาเป2นการกระทําของผูอื่น เมื่อรับฟIงไดวา จําเลยเป2นผูครอบครองอาคารที่กอสราง จึงถือเป2นการกระทําของจําเลยและจําเลยมีหนาที่ตองพิสูจนflหักลาง การที่จําเลยไมสามารถนําสืบใหเห็นไดวา ผูอื่นเป2นผูกอสรางอาคาร จําเลยจึงมีความผิดฐานกอสรางอาคารโดยไมไดรับอนุญาต คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315 / 2563 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 บัญญัติไวความวา ผูใดจะกอสรางอาคารตองไดรับใบอนุญาตจากเจาพนักงานทองถิ่น และมาตรา 71 บัญญัติไว