The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2023-07-11 03:32:57

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

ประโยชนflตอบแทนจริง จําเลยหาไดมีเจตนาหลอกลวงทั้งไมมีพฤติการณflสอพิรุธใหเห็นชัดเจนวาจําเลยฉอโกง พยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมาจึงมีความสงสัยอยูตามสมควรวาจําเลยมีเจตนากระทําความผิดฐานฉอโกงหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่2478/2563 การที่ผูเสียหายทั้งสามโอนเงินใหแกจําเลย มิใชเป2นผลโดยตรง จากการที่จําเลยหลอกลวงผูเสียหายทั้งสามดวยการยืนยันขอเท็จจริงใดอันเป2นเท็จ หรือปกปKดขอความจริง ซึ่งควรบอกใหแจงแกผูเสียหายทั้งสาม แตเป2นการโอนเงินใหแกจําเลยดวยความสมัครใจของตนเองเพราะ ประสงคflจะไดผลตอบแทนที่มีจํานวนมากกวาปกติทั้งกอนเกิดเหตุก็ปรากฏวาจําเลยจายผลประโยชนflใหแก ผูเสียหายที่ 1จริง จําเลยเป2นผูเขารวมลงทุนกับนางสาว ก. โดยนําเงินที่มีผูมาลงทุนไปสงมอบใหนางสาว ก. และรับผลประโยชนflมาแจกจายใหแกผูมารวมลงทุน จําเลยเองก็ไดรับความเสียหาย พฤติการณflดังกลาวของจําเลย เป2นเพียงการชักชวนใหผูเสียหายมารวมลงทุนดวยเนื่องจากไดรับผลประโยชนflตอบแทนจริง จําเลยหาไดมีเจตนา ที่จะหลอกลวงผูเสียหายทั้งสามแตอยางใด ทั้งไมมีพฤติการณflสอพิรุธที่แสดงใหเห็นชัดเจนวาจําเลยฉอโกงผูเสียหาย ทั้งสาม พยานหลักฐานที โจทกflนําสืบมาเกี่ยวกับพฤติการณflของจําเลยจึงมีความสงสัยอยูตามสมควรวาจําเลย มีเจตนาในการกระทําความผิดฐานฉอโกงหรือไม ฎีกาเลาเรื่อง 399 โจทกflรวมกับนาย ด. ทําบันทึกขอตกลงกับโจทกflวาจะดําเนินคดีเรียกรองเอาทรัพยflสินคืนและ ดําเนินคดีอาญาแกผูที่เกี่ยวของกับมรดกของนาง ย. โดยเรียกคาดําเนินการครึ่งหนึ่งของทรัพยflมรดกที่ได ไมใชสัญญาแบงทรัพยflมรดกแตเป2นสัญญาจายคาเรียกเอาทรัพยflสินคืน อันเป2นสัญญาวาจางทนายความ เมื่อโจทกflรวมไมไดเป2นทายาทหรือผูมีสวนไดเสียในทรัพยflมรดก เป2นการทําขึ้นโดยหวังจะไดสวนแบงจากการ เป2นความหรือเขาไปมีสวนไดเสียในมูลคดีจึงขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป2นโมฆะ โจทกflรวมจึงไมมีสวนไดเสียไมมีสิทธิขอเขาเป2นโจทกflรวมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7222/2562 การที่โจทกflรวมกับนาย ด. ทําบันทึกขอตกลงกับโจทกflวา จะดําเนินคดีเรียกรองเอาทรัพยflสินคืนและดําเนินคดีอาญาแกผูที่เกี่ยวของกับมรดกของนาง ย. โดยเรียก คาดําเนินการครึ่งหนึ่งของทรัพยflมรดกของนาง ย. ที่เรียกคืนไดบันทึกขอตกลงดังกลาวไมใชสัญญาแบงทรัพยflมรดก แตเป2นสัญญาตกลงจายคาดําเนินการเรียกเอาทรัพยflสินคืน จึงเป2นสัญญาวาจางทนายความเมื่อโจทกflรวมไมได เป2นทายาทหรือผูมีสวนไดเสียในทรัพยflมรดกของนาง ย. เป2นการทําขึ้นโดยหวังจะไดสวนแบงจากผลประโยชนfl ที่ไดจากการเป2นความกันหรือเขาไปมีสวนไดเสียในมูลคดีโดยวิธีการแบงเอาสวนผลประโยชนflที่ไดรับจาก


การเป2นความกัน จึงเป2นการแสวงหาประโยชนflจากการที่ผูอื่นเป2นความกัน โดยที่โจทกflรวมไมไดมีสวนเกี่ยวของ ในคดีวัตถุประสงคflแหงสัญญาจางดังกลาวจึงขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยอมตกเป2นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 150 โจทกflรวมจึงไมมีสวนไดเสียในผลแหงคดี ไมมีสิทธิขอเขาเป2นโจทกflรวมไดคดีที่จําเลยที่ 1 ยื่นฟ6องนาง ย. ตอศาลชั้นตน ซึ่งมีการทําสัญญาประนีประนอม ยอมความและศาลชั้นตนพิพากษา ศาลชั้นตนไดมีคําสั่งใหเพิกถอนคําสั่งที่ใหรับฟ6องใหเพิกถอนกระบวนพิจารณา และใหเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมในวันดังกลาวเสีย การที่จําเลยที่ 1 นําคําพิพากษาตามยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางจึงเป2นการกระทําโดยไมมีสิทธิที่ดินพรอมสิ่งปลูก สรางดังกลาวไมไดเป2นของจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 1 จึงไมมีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางดังกลาว ใหแกจําเลยที่ 2 แมจําเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริตเสียคาตอบแทนและจดทะเบียนแลว จําเลยที่ 2 ก็ไมมีสิทธิ ในที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางดังกลาวตามหลักที่วาผูรับโอนไมมีสิทธิดีกวาผูโอน ฎีกาเลาเรื่อง 400 นาย ส. ฟ6องคดีนี้ในฐานะเป2นตัวแทนโจทกflมิไดฟ6องสวนตัวในฐานะเจาของรวมและกรรมการโจทกflจึงตอง พิจารณาอํานาจฟ6องของโจทกflตาม พ.ร.บ.อาคารชุด และขอบังคับของโจทกflซึ่งกําหนดใหผูจัดการนิติบุคคล เป2นตัวแทนมีอํานาจดําเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพงและอาญา กับผูที่ทําละเมิดตออาคารชุดหรือ ทรัพยflสวนกลางของอาคารชุด ดังนั้น การฟ6องรองดําเนินคดีแกผูที่ทําละเมิดตอโจทกflจึงเป2นหนาที่ของผูจัดการ โจทกflหาใชเจาของรวมหรือกรรมการโจทกflไม หากนาย ส. เห็นวาจําเลยทั้งสี่รวมกันทําละเมิดตอโจทกflนาย ส. ตองแจงใหโจทกflเป2นผูดําเนินการ การที่นาย ส. เคยมีหนังสือแจงใหจําเลยที่ 1 ในฐานะผูจัดการโจทกflฟ6องรอง ถือไดวาเป2นการแจงเรื่องใหโจทกflดําเนินการแลวแตจําเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป2นการกระทําที่เป2นปฏิปIกษfl ตอผลประโยชนflของโจทกflถือไดวาประโยชนflไดเสียของนิติบุคคลขัดกับผูแทนของนิติบุคคล แตในกรณีนี้ ไมมีบทกฎหมายยกมาปรับใชไดทั้งไมมีจารีตประเพณีแหงทองถิ่นจึงตองอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกลเคียงอยางยิ่ง โดยนาย ส. ตองรองขอใหศาลแตงตั้งตัวเองหรือบุคคลใดเป2นผูแทนเฉพาะการเพื่อฟ6องรอง เมื่อนายส. มิไดดําเนินการกลับฟ6องคดีแทนโทกflเสียเอง จึงไมมีอํานาจฟ6อง และเนื่องจากเป2นเรื่องเกี่ยวกับการชําระหนี้ อันไมอาจแบงแยกไดจึงใหคําพิพากษามีผลถึงจําเลยซึ่งมิไดฎีกาดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2563 นาย ส. ฟ6องคดีนี้ในฐานะเป2นตัวแทนโจทกflมิไดฟ6องเป2น การสวนตัวในฐานะที่นาย ส.เป2นเจาของรวมและกรรมการโจทกflจึงตองพิจารณาอํานาจฟ6องของโจทกfl


ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และขอบังคับของโจทกflซึ่งตามขอบังคับของโจทกflกําหนดใหผูจัดการ นิติบุคคลเป2นตัวแทนของโจทกflปฏิบัติการใหเป2นไปตามวัตถุประสงคflของโจทกflและตามวัตถุประสงคflของโจทกfl ใหมีอํานาจทํานิติกรรมกับบุคคลอื่น และดําเนินการแจงความรองทุกขflใชสิทธิเรียกรองหรือดําเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งทางแพงและอาญา ประนีประนอมยอมความทั้งทางแพงและทางอาญากับผูที่ทําการละเมิดตออาคารชุด หรือทรัพยflสวนกลางของอาคารชุด รวมทั้งดําเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ขอบังคับของโจทกflดังกลาวสอดคลอง กับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) ที่บัญญัติใหนิติบุคคลอาคารชุดมีผูจัดการ คนหนึ่งและใหผูจัดการเป2นผูแทนนิติบุคคลอาคารชุด ดังนั้น การฟ6องรองดําเนินคดีแกผูที่กระทําละเมิดตอโจทกfl จึงเป2นหนาที่ของผูจัดการโจทกflหาใชเป2นหนาที่ของเจาของรวมหรือกรรมการโจทกflไม นาย ส. เป2นเพียง เจาของรวมและกรรมการโจทกflมิไดเป2นผูจัดการโจทกflรวมทั้งไมไดรับมอบอํานาจจากโจทกflใหฟ6องรองดําเนินคดีนี้ ทั้งไมมีบทบัญญัติของกฎหมายหรือขอบังคับของโจทกflใหเจาของรวมหรือกรรมการโจทกflฟ6องรองดําเนินคดีแทน โจทกflไดหากนาย ส. เห็นวาจําเลยทั้งสี่รวมกันทําละเมิดตอโจทกflโดยจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมกันจายคาชดเชย การเลิกจางใหแกจําเลยที่ 4 โดยมิชอบ นาย ส. ตองแจงใหโจทกflเป2นผูดําเนินการ การที่นาย ส. เคยมีหนังสือ แจงใหจําเลยที่ 1 ในฐานะผูจัดการโจทกflฟ6องรองดําเนินคดีแกจําเลยที่ 2 และที่ 3 ถือไดวาเป2นการแจงเรื่อง ใหโจทกflดําเนินการแลวแตจําเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป2นการกระทําที่เป2นปฏิปIกษflตอผลประโยชนflของโจทกfl ถือไดวาประโยชนflไดเสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชนflไดเสียของผูแทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกลาว ในกรณีเชนนี้ ไมมีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับใชไดทั้งไมปรากฏวามีจารีตประเพณีแหงทองถิ่นในกรณีเชนนี้จึงตองอาศัยเทียบ บทกฎหมายที่ใกลเคียงอยางยิ่งตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 4 โดยนาย ส. ในฐานะเจาของรวม และกรรมการตองรองขอใหศาลแตงตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป2นผูแทนเฉพาะการเพื่อฟ6องรองตลอดจน การดําเนินการอื่นที่เกี่ยวของตามขอบังคับของโจทกflตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 75 แตนายส. มิไดดําเนินการรองขอใหศาลแตงตั้งตนเองเป2นผูแทนโจทกflเฉพาะการตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 4 ประกอบมาตรา 75 แตนาย ส. ในฐานะเจาของรวมและกรรมการโจทกflฟ6องคดีแทนโจทกflเสียเอง จึงไมมีอํานาจฟ6อง เนื่องจากเป2นเรื่องเกี่ยวกับการชําระหนี้อันไมอาจแบงแยกไดจึงใหคําพิพากษามีผลถึงจําเลยที่ 4 ซึ่งมิไดฎีกาและไมไดรับอนุญาตใหฎีกาดวย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 245 ประกอบ มาตรา 252


ฎีกาเลาเรื่อง 401 โจทกflรวมรูเรื่องความผิดและรูตัวผูกระทําความผิดตั้งแตวันที่จําเลยไมยอมคืนเงินที่โจทกflรวมฝากเขา บัญชีเพื่อใหผูอื่นกูยืม แมตอมาจําเลยจะถอนเงินออกจากบัญชีและโจทกflรวมเพิ่งทราบ แตเกิดขึ้นหลังจากจําเลย ปฏิเสธไมยอมคืนเงินแลว เมื่อโจทกflรวมรองทุกขflเกินกําหนด 3 เดือน นับแตรูเรื่องความผิดและรูตัวผูกระทํา ความผิด คดีจึงขาดอายุความ สิทธินําคดีอาญามาฟ6องยอมระงับไป พนักงานอัยการโจทกflไมมีสิทธิเรียกทรัพยflสิน หรือราคาแทนโจทกflรวม คําขอสวนแพงของโจทกflรวมจึงตกไปดวย คําพิพากษาฎีกาที่ 3275/2562 โจทกflรวมรูเรื่องความผิดและรูตัวผูกระทําความผิดตั้งแตวันที่จําเลย ไมยอมคืนเงินที่โจทกflรวมนําเขาฝากในบัญชีธนาคารของจําเลยเพื่อนําเงินไปใหผูมีชื่อกูยืมแทนผูเสียหาย แมตอมา จําเลยจะถอนเงินออกจากบัญชีและโจทกflรวมเพิ่งทราบถึงการถอนเงินซึ่งเป2นเหตุการณflภายหลังจากที่จําเลย ปฏิเสธไมยอมคืนเงินใหแกโจทกflรวมแลว หาทําใหสิทธิในการรองทุกขflของโจทกflรวมขยายออกไปไม โจทกflรวม เพิ่งไปรองทุกขflตามรายงานประจําวันเกี่ยวกับคดีเมื่อพนกําหนด 3 เดือน นับแตวันที่โจทกflรวมรูเรื่องความผิดและ รูตัวผูกระทําความผิด คดีของโจทกflและโจทกflรวมจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินําคดีอาญามาฟ6องยอมเป2นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)พนักงาน อัยการโจทกflไมมีสิทธิเรียกทรัพยflสินหรือราคาแทนโจทกflรวมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ทําใหคําขอสวนแพงของโจทกflรวมตกไปดวย ฎีกาเลาเรื่อง 402 ศาลชั้นตนรับคําฟ6องไวพิจารณาแลว ตอมาผูตองหาที่ 5 ยื่นคํารองขอคัดถายเอกสารคํารอง ขอออกหมายจับ ศาลชั้นตนอนุญาตใหคัดถายคํารองขอออกหมายจับ คําสั่งศาลและหมายจับเทานั้น ไมอนุญาต ใหคัดถายเอกสารอื่นนั้น เป2นคําสั่งระหวางพิจารณา หามมิใหอุทธรณflคําสั่งจนกวาจะมีคําพิพากษาและมีอุทธรณfl คําพิพากษานั้น คําพิพากษาฎีกาที่ 2863/2562 ศาลชั้นตนมีคําสั่งรับคําฟ6องไวพิจารณาแลว ตอมาผูตองหาที่ 5 ยื่นคํารองขอ คัดถายเอกสารคํารองขอออกหมายจับ ศาลชั้นตนอนุญาตใหคัดถายคํารองขอออกหมายจับ คําสั่งศาลและหมายจับเทานั้น แตไมอนุญาตใหคัดถายเอกสารประกอบสวนอื่นนั้น คําสั่งศาลชั้นตนดังกลาว เป2นคําสั่งระหวางพิจารณาที่ไมทําใหคดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หามมิใหอุทธรณflคําสั่งนั้น จนกวาจะมีคําพิพากษา และมีอุทธรณflคําพิพากษานั้นดวยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196


ฎีกาเลาเรื่อง 403 หากจําเลยทํารายผูเสียหายโดยเจตนาเอาสรอยขอมือทองคําของผูเสียหาย หลังจากที่จําชกผูเสียหาย ลมฟุบก็สามารถกระชากสรอยหลบหนีลงไปไดทันทีแตกลับไดความวา หลังจากผูเสียหายฟุบลงแลว จําเลย ทํารายผูเสียหายอีกหลายครั้ง จึงอาจเป2นไปไดวาขณะทํารายผูเสียหาย จําเลยยังไมมีเจตนาที่จะเอาสรอยของ ผูเสียหายไป แตเป2นเพราะความโกรธสวนตัวจึงกระชากเอาสรอยขอมือทองคําของผูเสียหายไปเป2นเจตนาที่เกิดขึ้น หลังจากที่ทํารายผูเสียหายแลว การกระทําของจําเลยจึงมิไดเป2นการลักทรัพยflโดยใชกําลังประทุษราย อันจะเป2น ความผิดฐานชิงทรัพยflแตเป2นการทํารายผูเสียหายจนเป2นเหตุใหเกิดอันตรายแกกายตอนหนึ่ง และกระชาก เอาสรอยผูเสียหายไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหนาอีกตอนหนึ่ง แตโจทกflมิไดบรรยายฟ6องวาจําเลยฉกฉวยเอาสรอยขอมือ ทองคําของผูเสียหายไปซึ่งหนา อันเป2นองคflประกอบฐานวิ่งราวทรัพยflและคําขอทายฟ6องมิไดขอใหลงโทษฐาน วิ่งราวทรัพยflมาดวย จึงลงโทษฐานวิ่งราวไมไดแตความผิดฐานชิงทรัพยflที่โจทกflบรรยายฟ6องมารวมการกระทํา หลายอยางแตละอยางอาจเป2นความผิดไดอยูในตัวเอง ศาลยอมลงโทษจําเลยฐานทํารายรางกายผูอื่นจนเป2นเหตุให เกิดอันตรายแกกายและฐานลักทรัพยflในเวลากลางคืนได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3520/2563 หากจําเลยทํารายรางกายผูเสียหายโดยมีเจตนาที่จะเอา สรอยขอมือทองคําของผูเสียหาย หลังจากที่จําเลยใชมือชกที่ตนคอผูเสียหายจนผูเสียหายลมฟุบลงกับพื้น จําเลยก็สามารถที่จะกระชากสรอยขอมือทองคําของผูเสียหายแลวหลบหนีลงไปชั้นลางไดทันทีกอนที่บุคคล ที่อยูชั้นลางจะไดยินเสียงดังจนผิดสังเกตแลวขึ้นมาเคาะประตูหองใหเปKดประตูแตขอเท็จจริงกลับไดความวา หลังจากผูเสียหายฟุบลงกับพื้น จําเลยใชมือและเทาทุบตีซอม ทํารายผูเสียหายหลายครั้งนับไมถวน จึงอาจเป2นไป ไดวาขณะที่จําเลยทํารายรางกายผูเสียหาย จําเลยยังไมมีเจตนาที่จะเอาสรอยขอมือทองคําของผูเสียหายไป แตเป2นเพราะจําเลยรูสึกโกรธที่ใชบริการทางเพศกับผูเสียหายยังไมเสร็จ ผูเสียหายก็ผละออกไปตามที่จําเลยนําสืบ ก็เป2นไดซึ่งขอเท็จจริงในสวนนี้ผูเสียหายอาจจะปKดบังความจริงบางอยางไวจึงยังรับฟIงไมไดวาจําเลย ทํารายราง กายผูเสียหายโดยมีเจตนาเอาสรอยขอมือทองคําของผูเสียหายไป แตการที่จําเลยกระชากเอาสรอยขอมือทองคํา ของผูเสียหายไปเป2นเจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากที่จําเลยทํารายรางกายผูเสียหายแลว การกระทําของจําเลย จึงมิไดเป2นการลักทรัพยflโดยใชกําลังประทุษราย อันจะเป2นความผิดฐานชิงทรัพยflแตเป2นการทํารายรางกาย ผูเสียหายจนเป2นเหตุใหเกิดอันตรายแกกายตอนหนึ่ง และกระชากเอาสรอยขอมือทองคําของผูเสียหายไป โดยฉกฉวยเอาซึ่งหนาอีกตอนหนึ่ง แตโจทกflมิไดบรรยายฟ6องวาจําเลยฉกฉวยเอาสรอยขอมือทองคําของ ผูเสียหายไปซึ่งหนา อันเป2นองคflประกอบฐานวิ่งราวทรัพยflและคําขอทายฟ6องมิไดขอใหลงโทษฐานวิ่งราวทรัพยfl มาดวย จึงลงโทษฐานวิ่งราวทรัพยflไดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่


ความผิดฐานชิงทรัพยflที่โจทกflบรรยายฟ6องมารวมการกระทําหลายอยางแตละอยางอาจเป2นความผิดไดอยูในตัวเอง ศาลยอมลงโทษจําเลยฐานทํารายรางกายผูอื่นจนเป2นเหตุใหเกิดอันตรายแกกายและฐานลักทรัพยflในเวลากลางคืนได ฎีกาเลาเรื่อง 404 การพิจารณาวาคําฟ6องครบองคflประกอบความผิดหรือไมตองพิจารณาจากคําฟ6องโจทกflเทานั้น แมสวนเอกสารทายฟ6องเป2นสวนหนึ่งของคําฟ6อง แตไมอาจนําเอกสารทายฟ6องและคําเบิกความของโจทกfl มาพิจารณาประกอบกับคําฟ6องดวยความผิดฐานเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบนั้น ผูกระทําตองมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดดวย เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงดังกลาว การกระทํา ของจําเลยยอมไมเป2นความผิดและเมื่อโจทกflมิไดบรรยายฟ6องถึงขอเท็จจริงดังกลาวไวคําฟ6องโจทกflจึงไมครบองคfl ประกอบความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2561 การพิจารณาวาคําฟ6องของโจทกflครบองคflประกอบความผิดหรือไม ตองพิจารณาจากคําฟ6องโจทกflเทานั้น สวนเอกสารทายฟ6องแมเป2นสวนหนึ่งของคําฟ6องก็เป2นเพียงสวนแสดง ขอเท็จจริงและรายละเอียดเทานั้น ไมอาจนําเอกสารทายฟ6องและคําเบิกความของโจทกflมาพิจารณาประกอบกับ คําฟ6องดวยการกระทําอันจะเป2นความผิดฐานเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ.มาตรา 157 และ พ.ร.บ.วาดวยความผิดของพนักงานในองคflการหรือหนวยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11นั้น ตองเป2นการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบโดยเจาพนักงานผูกระทํามีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิด ความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดดวย เมื่อไมปรากฏวาการใชดุลพินิจของจําเลยทั้งยี่สิบสี่เป2นการใชดุลพินิจ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกโจทกflการกระทําของจําเลยทั้งยี่สิบสี่ยอมไมเป2นความผิด ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาว โจทกflมิไดบรรยายฟ6องดวยวา จําเลยทั้งยี่สิบสี่กระทําการตามคําฟ6อง โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกโจทกflหรือไมอยางไร คําฟ6องโจทกflในขอนี้จึงไมครบองคflประกอบ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา157 และ พ.ร.บ.วาดวยความผิดของพนักงานในองคflการหรือหนวยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11


ฎีกาเลาเรื่อง 405 การที่จําเลยถูกเจาพนักงานตํารวจจับกุมไดพรอมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อื่นแลวนําไปตรวจคน ยึดไดเพิ่มในหองพักอีกจํานวนหนึ่งเป2นการไปตรวจคนที่พักเพื่อพบของกลางตามปกติไมถือเป2นการใหขอมูล ที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8929/2561 การที่จําเลยถูกเจาพนักงานตํารวจจับกุมไดพรอมเมทแอมเฟตามีน ของกลางจํานวนหนึ่งที่บริเวณลานจอดรถ และนําไปตรวจคนยึดไดที่ในหองพักอีกจํานวนหนึ่งเป2น การที่เจาพนักงานตํารวจไปตรวจคนที่พักพบของกลางตามปกติในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการกระทําความผิดลักษณะนี้ อยูแลวไมถือวาเป2นการใหขอมูลที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดใหโทษในอันที่จะใหลงโทษจําเลยนอยกวาอัตราโทษขั้นต่ําที่กําหนดไวสําหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได ฎีกาเลาเรื่อง 406 จําเลยที่ 2 คูสมรสทําหนังสือยินยอมในการทํานิติกรรมของ ส. สามีการที่ส. ทําสัญญาค้ําประกันจําเลยที่ 1 ไมใชนิติกรรมที่ตองไดรับความยินยอมจากคูสมรส เมื่อจําเลยที่ 2 ใหความยินยอมเป2นการทั่วไป จึงเป2น การแสดงเจตนารับรูและไมคัดคานแตมิใชการใหสัตยาบันของคูสมรส (ประชุมใหญครั้งที่ 25/2561) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2561 การที่จําเลยที่ 2 คูสมรสทําหนังสือใหความยินยอมในการ ทํานิติกรรมของ ส. สามีศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ เห็นวา ส. ทําสัญญาค้ําประกันจําเลยที่ 1 ไมใชนิติกรรม ที่จําตองไดรับความยินยอมจากคูสมรส เมื่อจําเลยที่ 2 ใหความยินยอมไวเป2นการทั่วไป จึงเป2นการแสดงเจตนารับ รูและไมคัดคานที่ ส. สามีไปทํานิติกรรม จึงมิใชเป2นการใหสัตยาบันของคูสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) ฎีกาเลาเรื่อง 407 การรองทุกขflในความผิดฐานฉอโกง ถือเป2นการใชสิทธิเรียกรองทางศาลใหจําเลยชําระหนี้แลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2561 การรองทุกขflตอพนักงานสอบสวนของโจทกflในความผิดฐานฉอโกง ยอมนําไปสูการฟ6องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไมวาโจทกflจะขอเขารวมเป2นโจทกflกับพนักงานอัยการหรือไม


ก็มีผลเป2นการเรียกรองทรัพยflสินหรือราคาที่โจทกflสูญเสียไปจากการกระทําความผิดคืนโดยพนักงานอัยการ ดําเนินการแทนแลวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทกflไมตองทวงถามหรือฟ6องคดีแพงเพื่อบังคับจําเลยชําระหนี้อีก การรองทุกขflของโจทกflจึงเป2นกรณีที่โจทกflจะใชสิทธิเรียกรองทางศาลใหจําเลยชําระหนี้แลว (ประชุมใหญครั้งที่ 24/2561) ฎีกาเลาเรื่อง 408 แมผูเสียหายที่ 2 อางวาไปที่หองพักของจําเลยเพราะจําเลยติดตอผานเฟซบุyกขมขูใหไปหา แตการตัดสินใจจะไปหรือไมเป2นของผูเสียหายที่ 2 เอง จําเลยจึงไมไดกระทําความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไมเกิน สิบหาปXไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8827/2561แมที่ผูเสียหายที่ 2 อางวา ที่ไปที่หองพักของจําเลยเป2น เพราะจําเลยติดตอผานเฟซบุyกขมขูใหผูเสียหายที่ 2 ไปหา จะเป2นความจริงหรือไมก็ตาม การตัดสินใจจะไปหรือไม ก็เป2นของผูเสียหายที่ 2 เอง จําเลยไมไดกระทําการอันใดอันเป2นการพรากผูเสียหายที่ 2 ไปเสียจากการดูแลของ ผูเสียหายที่ 1 ซึ่งเป2นบิดา จําเลยจึงไมไดกระทําความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปXไปเสียจากบิดา เพื่อการอนาจาร ฎีกาเลาเรื่อง 409 เมื่อศาลฎีกาไมรับวินิจฉัยฎีกาขออื่นของจําเลยคงเหลือปIญหาตามฎีกาซึ่งเป2นเรื่องคาฤชาธรรมเนียม เพียงขอเดียววาศาลชั้นตนกําหนดคาธรรมใหใชแทนสูงเกินไป โดยไมไดยกเหตุวาศาลชั้นตนมิไดกําหนด หรือคํานวณใหถูกตองตามกฎหมาย ถือเป2นฎีกาที่ตองหาม ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8899/2561 เมื่อศาลฎีกาไมรับวินิจฉัยฎีกาขออื่นของจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7และ ที่ 8 แลว คงเหลือปIญหาตามฎีกาซึ่งเป2นเรื่องคาฤชาธรรมเนียมเพียงขอเดียววาศาลชั้นตนกําหนด คาธรรมเนียมศาลใหฝOายจําเลยใชแทนแกโจทกflสูงเกินไป โดยที่ไมไดยกเหตุวาศาลชั้นตนมิไดกําหนดหรือคํานวณให ถูกตองตามกฎหมาย ถือวาเป2นฎีกาที่ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168 ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย


ฎีกาเลาเรื่อง 410 การที่จําเลยยิงผูเสียหายโดยสําคัญผิดวาเป2นพวกของ บ. ไมอาจยกเอาความสําคัญผิดเป2นขอแกตัวได ตองถือวาจําเลยเจตนากระทําตอพวกของ บ. เชนใด ก็ตองรับผิดในผลของการกระทําเชนนั้น จึงเป2นความผิด ฐานรวมกันพยายามฆาผูเสียหาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8731/2561 คืนเกิดเหตุจําเลยที่ 2 กับจําเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนตflไป ยังที่เกิดเหตุพรอมกับอาวุธปZน เมื่อจําเลยที่ 2 เห็นผูเสียหายที่บริเวณหนาบานที่เกิดเหตุเขาใจวาเป2นพวกของ บ. จําเลยที่ 2 จึงใชอาวุธปZนลูกซองสั้นที่พกติดตัวมายิงไปที่ผูเสียหายนั่งอยูเพราะสําคัญผิดคิดวาผูเสียหายเป2น พวกของ บ. แตจําเลยที่ 2 ก็จะยกเอาความสําคัญผิดขึ้นมาเป2นขอแกตัวหาไดไมตองถือวาจําเลยที่ 2 มีเจตนา ที่จะกระทําตอพวกของ บ. เชนใด ก็ตองรับผิดในผลของการกระทําที่เกิดขึ้นแกผูเสียหายเชนนั้นตาม ป.อ. มาตรา 61การกระทําของจําเลยที่ 2 จึงเป2นความผิดฐานรวมกันพยายามฆาผูเสียหายโดยสําคัญผิด ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฎีกาเลาเรื่อง 411 การที่ผูเสียหายแสดงเจตนาสละสิทธิเรียกรองในหนี้บางสวนที่มีตอจําเลยทั้งสอง เมื่อจําเลยทั้งสอง ชําระเงินตามที่ผูเสียหายติดใจแลว ที่ศาลชั้นตนใหจําเลยทั้งสองคืนเงินเต็มจํานวนและศาลชั้นอุทธรณflไมไดแกไข ใหถูกตองจึงไมชอบและเป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกาแกไขใหถูกตองเองไดรวมถึงจําเลย ที่มิไดฎีกาดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8495/2561ระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน ผูเสียหายแสดงเจตนา สละสิทธิเรียกรองในหนี้บางสวนที่มีตอจําเลยทั้งสอง โดยยังติดใจในหนี้อีกเพียง 500,000 บาท เมื่อจําเลย ทั้งสองชําระเงินจํานวนดังกลาวใหแกผูเสียหายแลว จําเลยทั้งสองจึงไมตองรับผิดคืนเงินที่ยังไมไดคืนแกผูเสียหาย อีกดังนั้น ที่ศาลชั้นตนใหจําเลยทั้งสองคืนเงิน 2,352,243 บาท แกผูเสียหาย และศาลอุทธรณflภาค 8ไมไดแกไข ใหถูกตองจึงเป2นการไมชอบ ปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมคูความมิไดฎีกา และเป2 นเหตุอยูในสวนลักษณะคดีศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองโดยพิพากษาตลอดไป ถึงจําเลยที่ 1 ผูมิไดฎีกาไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225


ฎีกาเลาเรื่อง 412 การตองหามฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 เป2นการหามทั้งปIญหาขอเท็จจริงและขอกฎหมาย เวนแต ผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาเห็นวาเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลสูงสุดและอนุญาตใหฎีกา เมื่อโจทกflที่ขอใหอนุญาตเฉพาะปIญหาขอเท็จจริงและไดรับอนุญาตแลว ยอมเป2นการอนุญาตใหฎีกาเฉพาะปIญหา ขอเท็จจริง เมื่อโจทกflฎีกาวาศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยนอกคําฟ6องและนอกสํานวนอันเป2นฎีกาในปIญหาขอกฎหมาย จึงตองหามตามบทกฎหมายดังกลาว ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561 คดีนี้ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 5 พิพากษายกฟ6องโจทกfl จึงตองหามมิใหคูความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ขอหามมิใหฎีกาเชนวานี้ยอมหามมิใหฎีกาทั้งในปIญหาขอเท็จ จริงและปIญหาขอกฎหมาย เวนแตผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณfl พิเคราะหflเห็นวาขอความที่ตัดสินนั้นเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลสูงสุดและอนุญาตใหฎีกา เมื่อปรากฏตามคํารอง ของโจทกflที่รองขอใหผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 5 พิจารณา อนุญาตใหโจทกflฎีการะบุชัดเจนเจาะจงวา โจทกflประสงคflขอใหผูพิพากษาดังกลาวพิจารณาอนุญาตใหโจทกflฎีกา ในปIญหาขอเท็จจริงเทานั้น ดังนั้น การที่ผูพิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคําพิพากษาในศาลชั้นตนพิเคราะหfl คํารองของโจทกflแลวมีคําสั่งวา ขอความที่ตัดสินเป2นปIญหาสําคัญอันควรสูศาลสูงสุดจึงอนุญาตใหฎีกา ยอมมีผล เทากับเป2นการอนุญาตใหโจทกflฎีกาเฉพาะในปIญหาขอเท็จจริงตามความประสงคflของโจทกflหาไดมีผลเป2น การอนุญาตใหโจทกflฎีกาในปIญหาขอกฎหมายแตอยางใดไม เมื่อโจทกflฎีกาวาศาลอุทธรณflภาค5 วินิจฉัยนอก คําฟ6องและนอกสํานวนหรือไมนั้น อันเป2นฎีกาในปIญหาขอกฎหมาย จึงตองหามตามบทกฎหมายดังกลาว ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 413 โจทกflฟ6องวาเรื่องผิดสัญญา แตฎีกาเรื่องละเมิด จึงเป2นเรื่องนอกฟ6อง เป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมา แลวโดยชอบในศาลลางทั้งสอง โจทกflจึงไมมีสิทธิฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8382/2561 โจทกflฟ6องวา โจทกflและจําเลยที่ 1 โดยจําเลยที่ 2 รวมทําสัญญา จางกับกรมทางหลวง โดยใหบริการรับเป2นที่ปรึกษาโครงการฯ แตจําเลยที่ 1 โดยจําเลยที่ 2 ไมสามารถสงมอบงาน ตามสวนที่ไดรับมอบหมายใหโจทกflเพื่อสงมอบใหกรมทางหลวงไดภายในระยะเวลาตามสัญญา ทําใหโจทกfl เสียหายตองชําระคาปรับ ไมสามารถรับคาจางที่เหลือ รวมทั้งเงินประกันผลงาน ขอหาตามฟ6องโจทกflจึงเป2น


เรื่องผิดสัญญา ฎีกาของโจทกflที่ขอใหจําเลยที่ 2 รวมรับผิดกับจําเลยที่ 1 ตอโจทกflเป2นสวนตัวในฐานละเมิด โดยอางวา จําเลยที่ 2 ใชสิทธิซึ่งมีแตจะใหเกิดความเสียหายแกโจทกflจึงเป2นเรื่องนอกฟ6อง เป2นขอที่ไมไดยกขึ้น วากันมาแลวโดยชอบในศาลลางทั้งสอง โจทกflจึงไมมีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 414 สัญญาจะซื้อจะขายหองชุดพิพาทระบุไวทั่วไปวาเมื่อการกอสรางแลวเสร็จมีเนื้อที่หองชุดเพิ่มขึ้น หรือลดลงใหคิดราคาหองชุดตามสวน ไมเป2นการยกเวนบทบัญญัติของกฎหมายไวโดยชัดแจงวาผูซื้อจะไมยกเรื่อง เนื้อที่นอยหรือมากกวาที่ระบุในสัญญาตั้งแตรอยละหาขึ้นไปเป2นขออางบอกปIดไมยอมรับโอน จึงตองบังคับ ตามบทบัญญัติดังกลาว และโจทกflมีสิทธิที่จะเลือกวาจะบอกปIดไมรับเสียหรือจะรับเอาไวและใชราคาตามสวนได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7983/2561 สัญญาจะซื้อจะขายหองชุดพิพาททั้งสิบระหวางโจทกflกับจําเลย ขอ 3.2 ระบุวา ในกรณีที่อาคารชุดยังดําเนินการกอสรางไมแลวเสร็จ ตอมาเมื่อการกอสรางแลวเสร็จ ปรากฏวา มีเนื้อที่หองชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจํานวนที่ระบุในสัญญา คูสัญญาตกลงคิดราคาหองชุดตามสวนที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงในราคาตอหนวยตามที่กําหนดในขอ 3.1 และใหนําราคาหองชุดสวนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่ม หรือลดลงจากราคาหองชุดตามขอ 3.1 และจํานวนเงินที่ตองชําระตามขอ 4.2 ตามขอตกลงดังกลาวเป2น การระบุไวเป2นการทั่วไป ไมไดยกเวนบทบัญญัติป.พ.พ. มาตรา 466 ไวโดยชัดแจงวาผูซื้อจะไมยกเรื่องเนื้อที่นอย หรือมากกวาที่ระบุในสัญญาตั้งแตรอยละหาขึ้นไปเป2นขออางบอกปIดไมยอมรับ ไมถือวาขอตกลงดังกลาวยกเวน ไมใหนํามาตรา 466 มาใชบังคับ กรณีจึงตองบังคับตามมาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่หองชุดพิพาททั้งสิบ มีเนื้อที่มากไปกวาที่ระบุในสัญญา โจทกflจึงมีสิทธิที่จะเลือกวาจะบอกปIดไมรับเสียหรือจะรับเอาไวและใชราคา ตามสวนตามที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 466 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 415 ความผิดเกิดจากการใชเรือผิดเงื่อนไขหรือขอกําหนดในใบอนุญาตฯ เรือของกลางจึงมิใชทรัพยflที่ไดใชใน การกระทําความผิด ที่ศาลชั้นอุทธรณflไมริบเรือประมงของกลางจึงชอบแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8480/2561 มูลเหตุการกระทําความผิดในคดีนี้เกิดจากการนําเรือกลประมง ทะเลชั้น 1 ขนาด 43.14 ตันกรอส ออกจากทา โดยไมมีคนใชเครื่องจักรยนตflชั้นหนึ่งตามที่แจงตอเจาพนักงานกอน


นําเรือออกจากทา ซึ่งเป2นการใชเรือผิดเงื่อนไขหรือขอกําหนดในใบอนุญาตใชเรือและเป2นเรือประมงซึ่งปฏิบัติ ไมครบตามกฎหมายวาดวยการเดินเรือในนานนmาไทย และการที่จําเลยยินยอมใหผูควบคุมเรือกระทําการดังกลาว ไมปรากฏวาเรือของจําเลยเป2นเรือที่ไมชอบดวยกฎหมายหรือไมไดรับใบอนุญาตแตอยางใด เรือประมงของกลาง จึงมิใชทรัพยflที่ไดใชในการกระทําความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณflภาค 2 ไมริบเรือประมงของกลาง จึงชอบแลว ฎีกาเลาเรื่อง 416 บัญชีรายชื่อผูถือหุนใหสันนิษฐานไวกอนวาเป2นพยานหลักฐานอันถูกตอง การขอใหเพิกถอนมติที่ประชุม ผูถือหุนโดยอางเพียงเหตุไมเห็นดวยกับมติที่ประชุมกระทําไมไดสวนมติในการประชุมผูถือหุนในครั้งนี้จะซ้ํา กับครั้งกอนหรือไมก็ไมใชสาระสําคัญเพราะตองถือเอามติครั้งหลังสุดมาใชบังคับ คําฟ6องโจทกflที่อางเหตุขางตน จึงไมมีมูลและไมมีเหตุที่จะนําวิธีคุมครองตามคํารองของโจทกflมาใช คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8462/2561 การที่จําเลยเรียกประชุมวิสามัญผูถือหุนตามบัญชีรายชื่อผูถือหุน ที่มีอยูซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1141 ใหสันนิษฐานไวกอนวาเป2นพยานหลักฐานอันถูกตองในขอกระทงความบรรดา ที่กฎหมายบังคับหรือใหอํานาจใหเอาลงไวในทะเบียนเพื่อพิจารณาและลงมติในเรื่องกิจการของบริษัทจึงชอบ แลวในเบื้องตน โจทกflจะขอใหเพิกถอนมติที่ประชุมผูถือหุนโดยอางเพียงเหตุไมเห็นดวยกับมติที่ประชุมไมได เนื่องจากไมใชเป2นมติที่ฝOาฝZนบทบัญญัติแหงกฎหมายหรือฝOาฝZนขอบังคับของจําเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 สวนมติในการประชุมผูถือหุนในครั้งนี้จะซmาซอนกับมติของที่ประชุมผูถือหุนในครั้งกอนหรือไมอยางไร ก็ไมใช สาระสําคัญเพราะตองถือเอามติครั้งลาสุดที่ชอบดวยกฎหมายและขอบังคับของบริษัทมาใชบังคับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้ แลว คําฟ6องโจทกflที่อางเหตุขางตนจึงไมมีมูล และไมมีเหตุที่จะนําวิธีคุมครองตามคํารองของโจทกflมาใช ฎีกาเลาเรื่อง 417 ผูรองที่ 1 อยูในอํานาจปกครองดูแลของผูรองที่ 2 มารดา แมผูรองที่ 2 บอกใหเดินทางกลับบานเอง แตผูรองที่ 1 ก็ยังอยูในความปกครองของผูรองที่ 2 ตลอดเวลา จําเลยดึงแขนผูรองที่ 1 แลวพาไปลวงเกินทางเพศ ผูรองที่ 2 ไมไดรูเห็นเป2นใจหรือยินยอม เป2นการพาผูรองที่ 1 ออกไปหรือแยกไปจากผูปกครองดูแลของผูรองที่ 1


มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปXไปเสียจาก บิดา มารดา ผูปกครอง ผูดูแล โดยปราศจากเหตุ อันสมควรเพื่อการอนาจาร ผูรองที่ 2 มีสิทธิขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2561 ขอเท็จจริงรับฟIงไดวา ผูรองที่ 1 อยูในอํานาจปกครองดูแล ของผูรองที่ 2 ซึ่งเป2นมารดา แมผูรองที่ 2 บอกใหผูรองที่ 1 เดินทางกลับบานพักดวยตนเองตามลําพังผูรองที่ 1 ก็ยังอยูในความปกครองของผูรองที่ 2 ตลอดเวลา การที่จําเลยดึงแขนผูรองที่ 1 แลวพาเขาไปปOาละเมาะ เพื่อลวงเกินทางเพศผูรองที่ 1 ผูรองที่ 2 ไมไดรูเห็นเป2นใจหรือยินยอมใหจําเลยพาผูรองที่ 1 เขาไปที่ปOาละเมาะ แตอยางใดการกระทําของจําเลยจึงเป2นการพาผูรองที่ 1 ออกไปหรือแยกไปจากผูปกครองดูแลของผูรองที่ 1 โดย ปราศจากเหตุอันสมควร อันทําใหอํานาจปกครองดูแลของผูรองที่ 2 ที่มีตอผูรองที่ 1 ถูกรบกวน หรือกระทบกระเทือน ผูรองที่ 2 ยอมไดรับความเสียหาย จําเลยจึงมีความผิดพรากเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปX ไปเสียจาก บิดา มารดาผูปกครอง ผูดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ผูรองที่ 2 จึงมีสิทธิ ขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนตามคํารองได ฎีกาเลาเรื่อง 418 ในชั้นรองขอยกเวนคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทกflสงสําเนาฎีกาใหแกจําเลยและจําเลยไดรับเอกสาร ดังกลาวแลว เมื่อไดรับอนุญาตใหยกเวนคาธรรมเนียมศาล จึงไมจําตองนําสงสําเนาฎีกาซ้ําอีก และถือไมไดวาโจทกfl จงใจเพิกเฉยไมดําเนินคดีในการนําสงสําเนาฎีกาตามคําสั่งศาลชั้นตน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2561 ในชั้นรองขอยกเวนคาธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทกflไดสงสําเนา คํารองขอยกเวนคาธรรมเนียมศาลและสําเนาฎีกาใหแกจําเลยและจําเลยไดรับเอกสารดังกลาวแลว เมื่อศาลอุทธรณflภาค 7 มีคําสั่งอนุญาตใหโจทกflไดรับยกเวนคาธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นตนก็ชอบ ที่จะสั่งใหรับฎีกาของโจทกflไวแลวออกหมายนัดแจงใหจําเลยทราบกับกําหนดใหจําเลยแกฎีกาของโจทกfl ภายใน 15 วันนับแตวันที่ไดรับหมายนัด ไมมีเหตุที่จะตองสั่งใหโจทกflนําสงสําเนาฎีกาใหแกจําเลยซ้ําอีก การที่ศาลชั้นตนสั่งใหโจทกflนําสงสําเนาฎีกาใหจําเลยแกในครั้งหลังนี้อีกจึงเป2นการผิดหลง และเป2นเหตุใหโจทกfl สําคัญผิดวาการที่โจทกflไดสงสําเนาฎีกาใหแกจําเลยไวดังกลาวขางตน เป2นการที่โจทกflไดปฏิบัติตามคําสั่งของ ศาลชั้นตนแลว ไมจําตองปฏิบัติซmาอีก จึงถือไมไดวาโจทกflจงใจเพิกเฉยไมดําเนินคดีในการนําสงสําเนาฎีกาใหจําเลย ตามคําสั่งศาลชั้นตน


ฎีกาเลาเรื่อง 419 คดีอื่นที่ขอใหนับโทษตอจากคดีนี้ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาวา ศาลมีคําพิพากษาภายหลัง จึงนับโทษตอ ใหไมไดคดีนี้จึงปรากฏขอเท็จจริงแลววาคดีดังกลาวพิพากษาจําคุกจําเลยแลว จึงตองนับโทษคดีนี้ตอจากคดีดังกลาว ที่ศาลชั้นอุทธรณflไมนับโทษตอใหศาลฎีกาไมเห็นพองดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8343/2561 คดีที่มีคําขอทายฟ6องใหนับโทษตอจากโทษของจําเลยในคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณflพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย และพิพากษาถึงสวนที่โจทกflขอใหนับโทษตอจากโทษในคดีดังกลาว วาคดีที่ขอใหนับโทษตอนั้น ศาลมีคําพิพากษาภายหลัง จึงนับโทษตอใหไมไดตามสําเนาคําพิพากษาศาลอุทธรณfl แนบทายฎีกาของโจทกflจําเลยไมไดแกฎีกาวาสําเนาคําพิพากษาดังกลาวไมถูกตอง จึงแสดงใหเห็นวาการพิพากษา คดีอาญาดังกลาวมีขึ้นกอนคดีนี้ระหวางการพิจารณาคดีนี้ของศาลอุทธรณflจึงปรากฏขอเท็จจริงตอศาลอุทธรณfl แลววาคดีดังกลาวมีคําพิพากษาลงโทษจําคุกจําเลยแลว จึงตองนับโทษคดีนี้ตอจากโทษของจําเลยในคดีดังกลาว ที่ศาลอุทธรณflไมนับโทษตอใหนั้น ศาลฎีกาไมเห็นพองดวย ฎีกาเลาเรื่อง 420 แมจําเลยลงทุนตกแตงปรับปรุงอาคารพิพาทเป2นเงินจํานวนมาก แตก็เพื่อการประกอบกิจการราน อันเป2นประโยชนflของจําเลยเอง ประกอบกับสัญญาเชามีขอตกลงดวยวา “เมื่อหมดอายุสัญญานี้อยูในดุลพินิจของ ผูใหเชา” แสดงวา การตอสัญญาขึ้นอยูกับโจทกflฝOายเดียว หากโจทกflไมตอสัญญาเชาเป2นอันสิ้นสุดลงทันทีจึงมิใช สัญญาตางตอบแทนพิเศษยิ่งกวาสัญญาเชาธรรมดา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8311/2561 การที่จําเลยลงทุนตกแตงปรับปรุงอาคารพิพาท แมเป2นเงินจํานวน มากก็เป2นการดําเนินการเพื่อใหการประกอบกิจการรานกาแฟ คาเฟO อเมซอน ของจําเลย เป2นไปตามเงื่อนไข ที่เจาของกิจการกําหนดอันเป2นประโยชนflของจําเลยเอง ประกอบกับสัญญาเชามีขอตกลงดวยวา“การใหเชาพื้นที่ ตอไปเมื่อหมดอายุสัญญานี้จะมีหรือไม ยอมอยูในดุลพินิจของผูใหเชา” แสดงวา เมื่อครบกําหนด 3 ปX ตามสัญญาเชา จําเลยจะมีโอกาสเชาอาคารพิพาทตอเป2นปXที่ 4 และปXที่ 5 หรือไมขึ้นอยูกับความพอใจของโจทกfl เพียงฝOายเดียว หากโจทกflไมยินยอมตอสัญญาเชาใหจําเลย สัญญาเชาเป2นอันสิ้นสุดลงทันทีอันมิใชลักษณะ ของสัญญาตางตอบแทนพิเศษยิ่งกวาสัญญาเชาธรรมดา ขออางของจําเลยที่วาสัญญาเชาเป2นสัญญาตางตอบแทน พิเศษยิ่งกวาสัญญาเชาธรรมดา โจทกflตองยอมใหจําเลยเชาอาคารพิพาทเป2นเวลา 5 ปXจึงรับฟIงไมได


ฎีกาเลาเรื่อง 421 มารดาเป2นผูใชอํานาจปกครอง มีอํานาจจัดการทรัพยflสินของบุตรผูเยาวflการทํานิติกรรมของผูเยาวfl ที่ผูใชอํานาจปกครองตองไดรับอนุญาตจากศาล ไมไดตัดอํานาจทํานิติกรรมแทนของผูใชอํานาจปกครอง ไมเป2นการตองหามชัดแจงโดยกฎหมายหรือขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไมทําให นิติกรรมนั้นเป2นโมฆะหรือโมฆียะกรรม คงมีผลเพียงไมผูกพันบุตรผูเยาวflที่กฎหมายมุงคุมครอง พิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2561 ว. เป2นมารดาของผูคัดคานทั้งสามยอมเป2นผูใชอํานาจปกครอง มีอํานาจจัดการทรัพยflสินของบุตรผูเยาวflซึ่งทรัพยflสินหมายความรวมถึงสิทธิเรียกรองอันเป2นวัตถุไมมีรูปราง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาไดบทบัญญัติมาตรา 1574 มีเจตนารมณflคุมครองประโยชนflของบุตรผูเยาวflโดยใหศาล กํากับดูแล การฝOาฝZนโดยไมไดรับอนุญาตจากศาลกอนก็ไมไดตัดอํานาจทํานิติกรรมแทนของผูใชอํานาจปกครอง ไมเป2นการตองหามชัดแจงโดยกฎหมาย ไมขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไมทําให นิติกรรมนั้นเป2นโมฆะหรือโมฆียะกรรม คงมีผลเพียงไมผูกพันบุตรผูเยาวflที่กฎหมายมุงคุมครอง ผูรองซึ่งเป2น บุคคลภายนอกไมมีสิทธิกลาวอางเพื่อตัดอํานาจของผูใชอํานาจปกครอง ฎีกาเลาเรื่อง 422 จําเลยยื่นฎีกาและมีเอกสารแนบทายเป2นสําเนาบันทึกการตกลงกันระหวาง บ. บุตรของจําเลยกับ ผูเสียหาย และสําเนารายงานประจําวันระบุวา บ. นําคาเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดชําระใหผูเสียหาย ผูเสียหาย ยอมรับเงินและไมเรียกรองทั้งทางแพงและทางอาญา ซึ่งมีความหมายวาไมติดใจเอาความแกจําเลย โจทกflมิได คัดคาน เมื่อเป2นความผิดอันยอมความกันไดสิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflยอมระงับไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2561 จําเลยยื่นฎีกาและมีเอกสารแนบทายฎีกาเป2นสําเนาบันทึก การเจรจาตกลงกันระหวาง บ. บุตรของจําเลยกับผูเสียหาย และสําเนารายงานประจําวันรับแจงเป2นหลักฐาน มีขอความทํานองเดียวกันระบุวา บ. นําคาเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด 40,000 บาท ชําระใหแกผูเสียหาย ผูเสียหาย ยอมรับเงินจํานวนดังกลาวจาก บ. แลวและไมเรียกรองคาเสียหายจากจําเลยอีกตอไปทั้งในทางแพงและทางอาญา ซึ่งมีความหมายวาไมติดใจเอาความแกจําเลย ทายขอความดังกลาวมีผูเสียหายลงลายมือชื่อไวซึ่งโจทกflไดรับสําเนา ฎีกาแลวมิไดแกฎีกาหรือแถลงคัดคานวาเอกสารดังกลาวมิใชเอกสารที่ผูเสียหายทํามอบใหแกฝOายจําเลยแตอยางใด กรณีจึงตองฟIงวาเป2นเอกสารที่ผูเสียหายทําขึ้นจริงตามที่จําเลยกลาวอางและขอความในเอกสารดังกลาวก็ถือ ไดวาผูเสียหายและจําเลยไดตกลงยอมความกันโดยถูกตองตามกฎหมายแลว เมื่อความผิดฐานฉอโกงและยักยอก


ตาม ป.อ. มาตรา 341 และ 352 วรรคแรก เป2นความผิดอันยอมความกันไดสิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกfl ยอมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ฎีกาเลาเรื่อง 423 ตามหลักฐานการอนุญาตใหจัดสรรที่ดิน และสัญญาดําเนินการไมปรากฏชัดเจนวาหามมิใหกอสรางอาคาร 3 ชั้น ในที่ดินพิพาทการที่จําเลยที่ 1 ขัดขวางการกอสรางอาคารระงับการใชถนนของหมูบานในการขนคนงาน และอุปกรณflเขาไปยังที่ดินพิพาท เป2นการโตแยงการใชกรรมสิทธิ์ของโจทกflโจทกflจึงมีสิทธิขัดขวางมิใหผูอื่นสอด เขาเกี่ยวของกับทรัพยflสินนั้นโดยมิชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8155/2561 ตามคําขออนุญาตและใบอนุญาตใหจัดสรรที่ดิน ไมปรากฏวาในการ จัดสรรที่ดินเปลาซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทของโจทกflมีวัตถุประสงคflใหกอสรางอาคารไมเกิน 2 ชั้น เพื่อใชเป2นบานพักอาศัย สวนการกอสรางและตอเติมสิ่งกอสรางตามระเบียบนิติบุคคลหมูบานจัดสรรจําเลยที่ 1 ซึ่งระบุใหเป2นไปตามขอบัง คับในสัญญาดําเนินการนั้น ในสัญญาดําเนินการก็เป2นเพียงแบบขอตกลงในการกอสรางบานพักอาศัย 2 ชั้น ไมได ปรากฏขอเท็จจริงอยางชัดเจนวาจําเลยที่ 1 มีขอบังคับและระเบียบหามมิใหกอสรางอาคาร 3ชั้น เป2นบานพักอาศัย และสํานักงานประกอบธุรกิจ การที่จําเลยที่ 1 ระงับยับยั้งขัดขวางการกอสรางอาคารดังกลาวในที่ดินพิพาท ระงับการใชถนนของหมูบานในการขนคนงานและอุปกรณflเขาไปยังที่ดินพิพาท ยอมเป2นการโตแยง การใชกรรมสิทธิ์ของโจทกflในฐานะเจาของทรัพยflสินโดยปราศจากมูลอันจะอางตามกฎหมาย โจทกflจึงมีสิทธิ ขัดขวางมิใหผูอื่นสอดเขาเกี่ยวของกับทรัพยflสินนั้นโดยมิชอบดวยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ฎีกาเลาเรื่อง 424 โจทกflผูค้ําประกันชําระหนี้แกเจาหนี้แทนจําเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดแลว โจทกflจึงมีสิทธิไลเบี้ยเอาแกจําเลย เพื่อตนเงินและดอกเบี้ยที่ชําระแกเจาหนี้ไปทันทีโดยผลของกฎหมาย นับแตวันที่โจทกflไดชําระหนี้แทนจําเลย เพราะจําเลยตกเป2นผูผิดนัดมากอนแลว มิใชผิดนัดตอเมื่อโจทกflเรียกใหชําระหนี้ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8951/2561 โจทกflเป2นผูคmาประกันมีความผูกพันในอันจะตองชําระหนี้ แกเจาหนี้เมื่อจําเลยไมชําระ และโจทกflไดเขาชําระหนี้นั้นแลว โจทกflจึงยอมมีสิทธิไลเบี้ยเอาจากจําเลย รวมถึงเขารับชวงสิทธิของเจาหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ดวยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่งและวรรคสอง


ซึ่งการรับชวงสิทธิของโจทกflยอมมีขึ้นดวยอํานาจกฎหมายและยอมสําเร็จเป2นประโยชนflแกโจทกflในทันที ตามมาตรา 229 (3)กรณีเจาหนี้เรียกใหโจทกflชําระคาประกันชดเชยตามสัญญาคmาประกัน แสดงวาจําเลย ซึ่งเป2นลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้แกเจาหนี้แลวตามมาตรา 686 ดังนั้น โจทกflซึ่งรับชวงสิทธิทั้งหลายของเจาหนี้ อันมีตอจําเลยซึ่งเป2นลูกหนี้ผิดนัดจึงมีสิทธิไลเบี้ยเอาแกจําเลยเพื่อตนเงินและดอกเบี้ยที่ชําระแกเจาหนี้ไป รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดของตนเงินนั้นในทันทีที่ไดชําระเงินแกเจาหนี้เพียงแตโจทกflไมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยซอนดอกเบี้ย ในระหวางผิดนัดซึ่งตองหามตามมาตรา 224 วรรคสอง เทานั้น เมื่อเงินที่โจทกflชําระใหแกเจาหนี้ไมปรากฏวา เป2นดอกเบี้ย โจทกflจึงมีสิทธิเรียกใหจําเลยชําระเงินที่ไดชําระแทนไปพรอมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กฎหมาย กําหนดตามที่โจทกflเรียกรอง นับแตวันที่โจทกflไดชําระหนี้แทนจําเลย เพราะจําเลยตกเป2นผูผิดนัดมากอนแลว หาใชจะตกเป2นผูผิดนัดก็ตอเมื่อโจทกflไดเรียกใหชําระหนี้ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 425 สัญญาขนสงตองถือวาอัตราคาขนสงเป2นสาระสําคัญ เมื่อยังไมครบกําหนดสัญญา การที่จําเลยปรับเปลี่ยน อัตราคาขนสงตามราคาน้ํามัน และโจทกflไมไดยินยอมดวย จําเลยจะขอยุติสัญญาขนสงไมไดถือวาจําเลยเป2นฝOาย ผิดสัญญา โจทกflยอมใชสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกคาเสียหายจากจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2561 สัญญารถขนสงสินคามีผลผูกพันคูสัญญาทั้งสองฝOายเป2นเวลา 3 ปX โดยอัตราคาขนสงยึดตามตารางกําหนดราคาน้ํามันแนบทายสัญญา ซึ่งเป2นสาระสําคัญและเป2นเงื่อนไขอยางหนึ่ง ของสัญญา การที่จําเลยปรับเปลี่ยนอัตราคาขนสงโดยจัดทําชวงราคาน้ํามันขึ้นใหมจากเดิมปรับทุกชวงราคา 2บาท ตอลิตร เป2นปรับทุกชวงราคา 3.50 บาท ตอลิตร ยอมทําใหโจทกflเสียหาย และขอตกลงในสัญญาก็ไมปรากฏวา มีขอตกลงใดใหจําเลยปรับเปลี่ยนอัตราคาขนสงใหแตกตางจากอัตราคาขนสงแนบทายสัญญาไดเมื่อโจทกfl ไมไดตกลงยินยอมดวย การที่จําเลยขอยุติสัญญารถขนสงสินคาจึงไมสามารถกระทําไดถือไดวาจําเลย เป2นฝOายผิดสัญญา โจทกflยอมใชสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกคาเสียหายจากจําเลยได


ฎีกาเลาเรื่อง 426 เจาหนี้ผูรับจํานองตามคําพิพากษาไมบังคับคดีภายในกําหนดสิบปXเพียงทําใหหมดสิทธิบังคับคดี แตไมเป2นเหตุใหหนี้จํานองระงับสิ้นไป ในเงื่อนไขที่จะบังคับดอกเบี้ยเกินกวาหาปXไมไดผูรับจํานองทรัพยflที่โจทกfl นํายึดและขอใหขายทอดตลาดโดยปลอดจํานอง มีสิทธิขอกันเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดทรัพยflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7397/2561 การที่ผูรองซึ่งเป2นเจาหนี้ผูรับจํานองตามคําพิพากษาไมบังคับคดี ภายในกําหนดสิบปXนับแตวันที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271(เดิม) มีผลเพียงทําใหผูรองหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกลาวแตไมเป2นเหตุใหหนี้จํานองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจํานอง ยังคงมีอยูและสามารถใชยันตอลูกหนี้จํานองหรือตอบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพยflสินจํานองนั้นตอไป ไดแตผูรองจะบังคับดอกเบี้ยเกินกวาหาปXไมไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 การบังคับคดีแกทรัพยflสินของลูกหนี้ ตามคําพิพากษาไมกระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผูรับจํานองซึ่งอาจรองขอใหบังคับคดีเหนือทรัพยflไดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 287 (เดิม) ผูรองซึ่งเป2นผูรับจํานองทรัพยflที่โจทกflนํายึดและขอใหขายทอดตลาดโดยปลอดจํานอง มีสิทธิขอกันเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดทรัพยflจํานองดังกลาวแกผูรอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ได ฎีกาเลาเรื่อง 427 แมคําสั่งใหริบทรัพยflสินของผูคัดคานทั้งสองจะถึงที่สุดแลว แตภายหลังคดียาเสพติดอันเป2นเหตุแหง การยึดทรัพยflสิน ศาลฎีกาพิพากษายกฟ6องผูคัดคานที่ 1 แสดงวาผูคัดคานที่ 1 มิไดเป2นผูกระทําความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ทรัพยflสินดังกลาวจึงไมเป2นทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงตองคืนให แกผูคัดคานทั้งสอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8133/2561แมคําสั่งศาลชั้นตนที่ใหริบทรัพยflสินของผูคัดคานทั้งสองจะถึงที่สุด แลว แตเมื่อขอเท็จจริงปรากฏในภายหลังวา คดีที่ผูรองฟ6องผูคัดคานที่ 1 กับพวกเป2นจําเลยในความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดอันเป2นเหตุใหมีการยึดทรัพยflสินของผูคัดคานทั้งสองในคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ6องโจทกflสําหรับ จําเลยที่ 1 คือผูคัดคานที่ 1 ในคดีนี้ยอมแสดงวาผูคัดคานที่ 1 มิไดเป2นผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป2นเหตุใหมีการยึดทรัพยflสินของผูคัดคานทั้งสองในคดีนี้แลว ทรัพยflสินของผูคัดคานทั้งสองจึงไมเป2นทรัพยflสิน ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบไดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปราม ผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกตอไป จึงตองคืนทรัพยflสินใหแกผูคัดคานทั้งสอง


ฎีกาเลาเรื่อง 428 งานที่โจทกflทําชํารุดบกพรอง ถือวาโจทกflผิดสัญญา ศาลชั้นตนวินิจฉัยวาโจทกflไมมีสิทธิฟ6องใหจําเลย ชําระหนี้ถูกตองแลว แตศาลชั้นตนยังตองวินิจฉัยใหจําเลยชําระคาการงานที่ไดทําดวย เมื่อยังไมไดวินิจฉัยจึง ไมชอบและเป2นปIญหาเกี่ยวดวยความสงบฯ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2561 เมื่องานที่โจทกflทําใหจําเลยชํารุดบกพรอง โจทกflจึงเป2น ฝOายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นตนวินิจฉัยวาโจทกflไมมีสิทธิฟ6องใหจําเลยชําระหนี้นั้น ถูกตองแลว แตศาลชั้นตนยังคง ตองวินิจฉัยใหจําเลยชําระคาการงานที่ไดทําใหโจทกflอีก เมื่อศาลชั้นตนยังไมไดวินิจฉัยในสวนนี้จึงเป2นการไมชอบ กรณีจึงเป2นการไมปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวาดวยการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) แมโจทกflไมอุทธรณflฎีกา แตเป2นปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ที่ศาลฎีกา มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 429 พฤติการณflที่จําเลยซึ่งเป2นคนรักของ ณ. นั่งรถมากับ ณ. เวลามาสงเมทแอมเฟตามีนบอยครั้ง มีการโอนเงิน คาเมทแอมเฟตามีนเขาบัญชีเงินฝากของจําเลย และจําเลยมอบบัตรเอทีเอ็มใหณ. นําไปใชเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากดังกลาว ฟIงไดวา จําเลยสนับสนุนหรือชวยเหลือผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกอน หรือขณะกระทําความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7947/2561 ณ. ให ท. เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนไวเพื่อรอคําสั่งใหนําไป สงตอจําเลยเป2นคนรักของ ณ. และนั่งรถมากับ ณ. เวลามาสงเมทแอมเฟตามีนใหท. บอยครั้ง ว. และ ช. ไปรับเมท แอมเฟตามีนจาก ท. ไปสงใหลูกคาตามคําสั่งของ ณ. ผูวาจาง และรับเมทแอมเฟตามีนบางสวนไปจําหนายเอง ณ. สั่งใหช. โอนเงินคาเมทแอมเฟตามีนเขาบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจําเลย ในแตละวันมีการนําเงินเขาฝาก หลายจํานวนแลวถอนเงินออกจากบัญชีโดยตลอด จําเลยมอบบัตรเอทีเอ็มใหณ. นําไปใชเบิกถอนเงินจากบัญชีเงิน ฝากดังกลาว พฤติการณflดังกลาวฟIงไดวา จําเลยรูเห็นเป2นใจใหการสนับสนุนหรือชวยเหลือ ณ. ในการซื้อขาย เมทแอมเฟตามีนของ ว. และ ช. โดยใชบัญชีเงินฝากดังกลาวชําระเงินคาเมทแอมเฟตามีนใหแก ณ. อันเป2น การสนับสนุนหรือชวยเหลือผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกอนหรือขณะกระทําความผิด


ฎีกาเลาเรื่อง 430 การเสียคาธรรมเนียมอายัดทรัพยflสินแลวไมมีการขายหรือจําหนายเป2นเรื่องระหวางเจาพนักงานบังคับคดี กับโจทกflจําเลยไมมีสิทธิฎีกาคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณflที่พิพากษาวา โจทกflไมตองเสียคาธรรมเนียมดังกลาว ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7842/2561 การที่โจทกflจะตองเสียคาธรรมเนียมอายัดทรัพยflสินแลวไมมี การขายหรือจําหนายสําหรับสิทธิเรียกรองของบริษัท น. จําเลยที่ 1 ในคดีของศาลลมละลายกลางหมายเลขแดง ที่ ฟ.45/2553 หรือไมนั้น เป2นเรื่องระหวางเจาพนักงานบังคับคดีกับโจทกflโดยเฉพาะ มิไดกระทบกระเทือน ตอสิทธิของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งในคําพิพากษาศาลอุทธรณflก็มิไดมีการวินิจฉัยกระทบตอสิทธิของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แตอยางใด จําเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไมมีสิทธิฎีกาคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณflที่พิพากษากลับวา โจทกfl ไมตองเสียคาธรรมเนียมอายัดทรัพยflสินแลวไมมีการขายหรือจําหนาย ศาลฎีกาจึงไมรับวินิจฉัยฎีกาของจําเลย ที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกาเลาเรื่อง 431 โจทกflฟ6องขอใหจําเลยชําระคาจางกอสรางงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แตทางพิจารณาไดความวา คางาน งวดที่ 2 โจทกflไดรับเงินแลว ทั้งโจทกflมิไดเรียกคากอสรางงวดที่ 3 ที่ศาลชั้นตนและศาลชั้นอุทธรณflกําหนด ใหจําเลยชําระคาจางงวดที่ 2 และที่ 3 จึงเป2นการพิพากษาเกินคําขอ และเป2นปIญหาอันเกี่ยวดวยความสงบ เรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไขใหถูกตอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7687/2561 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหจําเลยรับผิดชําระคาจางกอสรางโกดัง เก็บสินคาสําหรับงานในงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แตทางพิจารณาไดความวา คางานกอสรางในงวดที่ 2 โจทกfl ไดรับชําระเงินไปครบถวนแลว ทั้งโจทกflมิไดเรียกคากอสรางและมีคําขอใหจําเลยชําระคางานในงวดที่ 3 แตอยางใด ที่ศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 3 กําหนดใหจําเลยชําระคาจางงวดที่ 2 และที่ 3 บางสวนให แกโจทกflจึงเป2นการพิพากษาเกินคําขอ เป2นปIญหาอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมไมมีคูความ ฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไขใหถูกตอง


ฎีกาเลาเรื่อง 432 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเนื่องจากไมมีสิทธิรับเงินดังกลาว ซึ่งเป2นเรื่องนิติสัมพันธflระหวางหนวยงานของรัฐกับขาราชการของหนวยงาน มิใชนิติสัมพันธflในทางแพง การที่จําเลยเบิกเงินเกินกวาสิทธิจึงเป2นการไดรับเงินโดยไมชอบ โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยคืนเงินจึงเป2นเรื่อง เจาของกรรมสิทธิ์ใชสิทธิติดตามเอาทรัพยflของตนซึ่งไมมีอายุความ หาใชเรียกคืนในฐานลาภมิควรไดไม (ประชุมใหญครั้งที่ 17/2561) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7900/2561 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ การศึกษาของบุตรลําดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจําเลยไมมีสิทธิยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ การศึกษาของบุตรดังกลาว เพราะขัดตอ พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งการที่จําเลยใชสิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี ยวกับการศึกษาของบุตรดังกลาว เป2นผลจากนิติสัมพันธflระหวางโจทกflซึ่งเป2นหนวยงานของรัฐกับจําเลยซึ่งเป2นขาราชการของหนวยงานในสังกัด ของโจทกflมิใชนิติสัมพันธflในทางแพง และเงินที่โจทกflจายใหแกจําเลยไปดังกลาวก็มิใชกรณีโจทกflกระทํา เพื่อชําระหนี้ใหแกจําเลยเมื่อจําเลยไมแจงใหเจาหนาที่โจทกflที่มีอํานาจอนุมัติจายเงินดังกลาวทราบวาจําเลยเบิกเงิน สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทําใหเจาหนาที่โจทกflจายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร ของจําเลยลําดับที่ 4และที่ 5 เกินกวาสิทธิที่จะไดรับตามกฎหมาย จึงเป2นกรณีที่จําเลยไดรับเงินไปยึดถือ โดยไมชอบ การที่โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยคืนเงินที่โจทกflจายใหแกจําเลยไป จึงเป2นเรื่องที่โจทกflซึ่งเป2น หนวยงานของรัฐและเป2นเจาของกรรมสิทธิ์ใชสิทธิติดตามเอาทรัพยflของตนคืนจากบุคคลผูไมมีสิทธิยึดถือไวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไมมีอายุความ การเรียกรองเงินที่จําเลยไดรับไปโดยไมชอบดังกลาว หาใชเป2นกรณีที่โจทกfl ใชสิทธิเรียกรองในฐานะเจาหนี้ฟ6องใหจําเลยคืนทรัพยflในฐานลาภมิควรไดซึ่งตองอยูภายใตบทบัญญัติวาดวย อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 419(ประชุมใหญครั้งที่ 17/2561) ฎีกาเลาเรื่อง 433 เงินสงเคราะหflพึงไดรับเมื่อสมาชิกสหกรณflถึงแกความตาย โดยจายใหแกผูรับโอนประโยชนflถาสมาชิก ออกกอนก็ไมมีสิทธิไดรับเงินดังกลาว สวนเงินทุนเรือนหุนหรือเงินคาหุนที่สมาชิกมีอยูกับสหกรณflก็มิใชเงิน ที่จะเบิกถอนไปใชไดกอน เวนแตจะออกสมาชิกแลว เงินดังกลาวจึงมีลักษณะพิเศษที่มิใชเป2นทรัพยflของสมาชิก โดยแทอันเป2นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณflไวโดยเฉพาะ ยอมมีผลบังคับได


นอกเหนือจากการทําพินัยกรรม การทําหนังสือแตงตั้งผูรับโอนประโยชนflของผูตายจึงมีผลบังคับไดไมจําเป2น ตองทําตามแบบพินัยกรรมและไมถือวาเป2นพินัยกรรม เมื่อผูตายทําหนังสือหนังสือแตงตั้งผูรับโอนประโยชนflไวจึง ไมเป2นพินัยกรรมของผูตายและไมตกเป2นโมฆะ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561 เงินสงเคราะหflเป2นเงินที่พึงจะไดรับเมื่อสมาชิกถึงแกความตาย ไปแลว โดยจายใหแกผูรับโอนประโยชนflตามขอบังคับสหกรณflถาสมาชิกผูใดออกจากการเป2นสมาชิกของสหกรณfl ก็ไมมีสิทธิที่จะไดรับเงินสงเคราะหflจากสหกรณflดังนี้หากสมาชิกประสงคflจะใหผูรับโอนประโยชนflมีสิทธิไดรับ เงินสงเคราะหflจากสหกรณflก็จะตองคงความเป2นสมาชิกไวจนตายจะถอนเงินคาหุนหรือออกจากการเป2นสมาชิก ไมไดและเงินทุนเรือนหุนหรือเงินคาหุนที่สมาชิกมีอยูกับสหกรณflก็มิใชเงินที่สมาชิกสามารถที่จะเบิกถอนไปใชได กอนเวนแตจะออกจากการเป2นสมาชิกแลวซึ่งก็ยังมีเงื่อนไขที่อาจจะไมไดรับเต็มจํานวนก็ไดเงินคาหุนจึงมีลักษณะ พิเศษที่มิใชเป2นทรัพยflของสมาชิกโดยแทเมื่อพระราชบัญญัติสหกรณflบัญญัติใหสมาชิกสหกรณflสามารถทําหนังสือ ตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป2นผูรับโอนประโยชนflในเงินคาหุนหรือเงินอื่นใดจากสหกรณflเมื่อสมาชิกถึงแกความตาย โดยมอบไวแกสหกรณflเป2นหลักฐาน การจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผูรับประโยชนflก็ตองทําเป2นหนังสือในลักษณะ เดียวกันมอบใหสหกรณflถือไวและถาในที่สุดไมมีผูรับเงิน เงินนั้นก็จะนําไปสมทบเป2นเงินทุนสํารองของสหกรณfl เมื่อเงินคาหุนและเงินสงเคราะหflมีลักษณะพิเศษตามขอบังคับและระเบียบของจําเลยเพื่อใหการบริหารเงิน ของสหกรณflเป2นไปโดยสะดวกเพื่อประโยชนflของสมาชิกและออกตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป2นกรณี ที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณflไวโดยเฉพาะ ยอมมีผลบังคับไดนอกเหนือจากการทํา พินัยกรรม การทําหนังสือแตงตั้งผูรับโอนประโยชนflของผูตายจึงมีผลบังคับไดไมจําเป2นตองทําตามแบบพินัยกรรม และไมถือวาเป2นพินัยกรรม โดยมีผลบังคับแตกตางจากการทําพินัยกรรม เมื่อผูตายทําหนังสือแตงตั้งผูรับโอน ประโยชนflในทุนเรือนหุนไวแกสหกรณflจําเลยแลว ทุนเรือนหุนจึงไมเป2นมรดกของผูตายที่ผูตายจะทําพินัยกรรม ยกทุนเรือนหุนนั้นใหแกผูอื่นอีก โดยเป2นกรณีที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณflบัญญัติไวเป2นอยางอื่น ที่ทําใหทายาทตองเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคสอง หนังสือแตงตั้งผูรับโอนประโยชนflใน สวนเงินทุนเรือนหุนจึงไมเป2นพินัยกรรมของผูตายและไมตกเป2นโมฆะ (ประชุมใหญ ครั้งที่25/2561) ฎีกาเลาเรื่อง 434 การที่สายลับซึ่งเป2นคนรักเกาของจําเลยชวนใหจําเลยรวมเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไดมอบธนบัตร 1,500 บาท ใหจําเลยไปเอาเมทแอมเฟตามีนมาใหจําเลยนําเมทแอมเฟตามีนมามอบใหสายลับ 10 เม็ด


และรวมกันเสพไป 4 เม็ด พฤติการณflยังถือไมไดวา จําเลยจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหแกสายลับ คงฟIงไดเพียง ครอบครองเทานั้น อันเป2นสวนหนึ่งของความผิดที่ฟ6อง ลงโทษเฉพาะฐานนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7526/2561 การที่สายลับซึ่งเป2นคนรักเกาของจําเลยชักชวนใหจําเลย มารวมเสพเมทแอมเฟตามีนที่หองพักที่เกิดเหตุโดยไดมอบธนบัตรจํานวน1,500 บาท ใหจําเลยเพื่อไปเอา เมทแอมเฟตามีนมาใหเมื่อจําเลยนําเมทแอมเฟตามีนมามอบใหสายลับ 10 เม็ด จากนั้นไดรวมกันเสพ เมทแอมเฟตามีนไป4 เม็ด พฤติการณflแหงคดีที่จําเลยรับหนาที่ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาใหสายลับและพวก และรวมกันเสพเมทแอมเฟตามีนสวนหนึ่งนั้น โดยจําเลยไมไดประโยชนflอื่นตอบแทนในการนี้ยังถือไมไดวา จําเลยจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหแกสายลับ คงฟIงไดเพียงวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเทานั้น ซึ่งเป2นสวนหนึ่งของความผิดที่โจทกflฟ6อง ยอมลงโทษจําเลยตามที่พิจารณาไดความไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคทาย ประกอบมาตรา215, 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 435 โจทกflฟ6องขอใหจําเลยทั้งสองชําระหนี้จําเลยทั้งสองใหการวาจําเลยไมตองรับผิดตอโจทกflและโจทกflตอง ชําระคาเสียหายแกจําเลยทั้งสอง เมื่อหักกลบลบหนี้แลว โจทกflตองชําระเงินแกจําเลยที่ 1 แตจําเลยที่ 1 กลับ มิไดฟ6องแยงเพื่อคําขอใหโจทกflชําระเงินสวนนี้เพียงแตเป2นแตขอใหยกฟ6องเทานั้น แมจะไมมีฟ6องแยง แตศาลยังคงตองวินิจฉัยตามขอตอสูของจําเลยที่ 1 ดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7726/2561 โจทกflฟ6องขอใหจําเลยทั้งสองชําระคาขนสงและขนถายปุgย บรรจุกระสอบ โดยนําสินคาบรรทุกเรือลําเลียงขนสงตอไปยังคลังสินคาปลายทางที่จําเลยทั้งสองกําหนด แตจําเลยทั้งสองใหการวาจําเลยทั้งสองไมตองรับผิดตอโจทกflเพราะโจทกflไมนําสงใบตราสงหรือตั๋วเรือ และ ใบรับรองน้ําหนักสินคาเขาคลังจากคลังสินคาตามสัญญาใหฝOายจําเลย โจทกflตองชําระคาเสียหายใหแกจําเลย ทั้งสอง เมื่อนํามาหักกลบลบหนี้แลว โจทกflกลับตองเป2นฝOายชําระเงินใหแกจําเลยที่ 1 แตจําเลยที่ 1 กลับ มิไดฟ6องแยงเพื่อคําขอใหบังคับโจทกflชําระเงินสวนนี้เป2นแตตอสูหรือเถียงวาโจทกflปฏิบัติตามสัญญาไมครบถวน ขอใหยกฟ6องเทานั้น แมจะไมมีฟ6องแยงของจําเลยที่ 1 แตศาลยังคงตองมีประเด็นปIญหาวินิจฉัยตามขอตอสู ของจําเลยที่ 1 วา โจทกflสงมอบปุgยขาดจํานวนหรือไมซึ่งหากจําเลยที่ 1 นําสืบไดวา กรณีมีปุgยสูญหายในระหวาง อยูในความดูแลของโจทกflแลวโจทกflในฐานะผูขนสงยอมจําตองรับผิดในการสูญหายนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และแมจําเลยที่ 1 จะใหการตอสูเพียงวาโจทกflปฏิบัติตามสัญญาไมครบถวนขอใหยกฟ6อง โดยมิไดฟ6องแยงไวก็ตาม


แตศาลยังจําตองวินิจฉัยตามขอตอสูของจําเลยที่ 1 วา โจทกflสงมอบปุgยขาดจํานวนหรือไมดวย ซึ่งเมื่อพิจารณา จากขอเท็จจริงรับฟIงไดวาโจทกflขนสินคาปุgยสงมอบยังคลังสินคาทั้งสองแหงครบถวนตามสัญญาแลว เชนนี้จําเลย ที่ 1 จึงตองชําระคาระวางเรือลําเลียงสวนที่เหลือและคาสตีวีโดในการขนถายสินคาจากเรือลําเลียง สวนที่คางกับ คาขนยายสินคาจากโกดังแกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 436 ป.อ. มาตรา 56 (ที่แกไขใหม) บัญญัติวา (1) ไมเคยไดรับโทษจําคุกมากอน... ศาลจะรอการลงโทษผูนั้น ไวก็ไดนั้น หมายถึงไมไดรับโทษจําคุกมากอนคดีที่ศาลกําลังจะพิพากษา มิไดระบุวาตองกระทําผิดมากอนคดี เรื่องหลัง เมื่อจําเลยเคยไดรับโทษจําคุกเกินกวาหกเดือนและมิใชความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ จึงไมอยูในหลักเกณฑflที่จะรอการลงโทษจําคุก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2561 ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แกไขใหม) บัญญัติวา ถาปรากฏวา ผูนั้น (1) ไมเคยไดรับโทษจําคุกมากอน... ศาลจะรอการลงโทษผูนั้นไวก็ไดนั้น หมายถึงวา จําเลยไมไดรับโทษจําคุก มากอนคดีที่ศาลกําลังจะพิพากษา ซึ่งมาตรา 56 (ที่แกไขใหม) มิไดระบุวาคดีที่จําเลยไดรับโทษจําคุกมากอนนั้น ตองเป2นการกระทําความผิดมากอนคดีเรื่องหลัง เมื่อจําเลยเคยไดรับโทษจําคุกมากอนและเป2นโทษในความผิดฐาน มียาเสพติดใหโทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ซึ่งเป2นโทษจําคุกเกินกวา หกเดือนและมิใชความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไมอยูในหลักเกณฑflตาม ป.อ. มาตรา56 (ที่แกไขใหม) ที่จะรอการลงโทษจําคุกใหแกจําเลยได ฎีกาเลาเรื่อง 437 คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอํานาจสั่งพักราชการโจทกflไดแมคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ยังไมไดเสนอความเห็นดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6997/2561 คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอํานาจสั่งพักราชการ โจทกflไดแมคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไมไดเสนอความเห็นตอคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง วาสมควรจะสั่งพักราชการโจทกflเพื่อมิใหปฏิบัติหนาที่ราชการตอไปอันจะเป2นการเสียหายแกราชการหรือไม


ฎีกาเลาเรื่อง 438 โจทกflผูรับจางทําของไมเขาไปแกไขงานที่รับจางใหเรียบรอยแตเกี่ยงใหจําเลยชําระคาจางเสียกอน โจทกflจึงเป2นฝOายผิดสัญญา จําเลยยึดหนวงสินจางไวไดแตยึดหนวงไดเพียงจํานวนเพื่อเป2นประกันความชํารุด บกพรองตามสมควรเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2561จําเลยวาจางโจทกflใหติดตั้งประตูหนาตาง และงานอื่น ๆ ที่ใชวัสดุ เป2นอะลูมิเนียมและกระจกในอาคารชุด ท. โจทกflสงมอบงานใหแกจําเลยครบถวนแลว แตปรากฏวางานที่โจทกflทํา ยังมีขอบกพรอง และจําเลยไดทักทวงใหโจทกflเขาแกไขงานโดยตลอด การที่โจทกflไมเขาไปแกไขงานที่รับจาง ใหเรียบรอยแตเกี่ยงใหจําเลยชําระคาจางเสียกอน โจทกflจึงเป2นฝOายผิดสัญญา ฝOายจําเลยยอมชอบที่จะยึดหนวง สินจางไวไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 599 แตสินจางที่จําเลยอาจใชสิทธิยึดหนวงไวไดนั้น จําเลยชอบที่จะยึดหนวงไว เพียงจํานวนเพื่อเป2นประกันตามสมควรในงานจางที่ชํารุดบกพรองเทานั้น ตามนัยมาตรา 599 จําเลยไมมีสิทธิ ยึดหนวงสินจางเกินกวาความเสียหายที่เกิดจากงานจางที่ชํารุดบกพรองดังกลาว เมื่อความเสียหายของจําเลย ตามฟ6องแยงเห็นไดวานอยกวาจํานวนคาจางที่คางชําระมาก จําเลยไมมีสิทธิยึดหนวงสินจางเกินกวาความเสียหาย ดังกลาว โจทกflจึงมีอํานาจฟ6องเรียกคาจางจากจําเลย ฎีกาเลาเรื่อง 439 จําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จําคุก 2ปX 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท และฐานจําหนายเมทแอมเฟตามีน จําคุก 3 ปXภายในระยะเวลาหาปX นับแตวันพนโทษทั้งสองคดีจําเลยกลับมากระทําผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและ ฐานกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ไดมีการสมคบกันดังกลาว กรณีมิใชจําเลยกระทําความผิด ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ อันจะเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพ.ร.บ.ดังกลาว คงเพิ่มโทษไดเพียงหนึ่งในสามตาม ป.อ. คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7519/2561 กอนคดีนี้จําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษในความผิด ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จําคุก 2 ปX 6 เดือน และปรับ 250,000 บาทและในความผิด ฐานจําหนายเมทแอมเฟตามีน จําคุก 3 ปXภายในระยะเวลาหาปXนับแตวันพนโทษทั้งสองคดีจําเลยกลับมากระทําผิด ฐานสมคบกันเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและฐานกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ไดมีการ สมคบกันดังกลาวตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง กรณีมิใชจําเลยกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษพ.ศ.2522 อันจะเพิ่มโทษที่จะลง


แกจําเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลังตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงเพิ่มโทษไดเพียงหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 ฎีกาเลาเรื่อง 440 ชวยซุกซอนเมทแอมเฟตามีนขณะผานดานตํารวจเป2นการชวยเหลือเพื่อใหความสะดวกในการ มีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จึงมีความผิดฐานเป2นผูสนับสนุน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7100/2561 การที่จําเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางไวจาก ส. ดวย การซุกซอนไวในเสื้อยกทรงของจําเลยในขณะที่จําเลยกับพวกขับรถผานดานตรวจเพื่อชวยเหลือ ส. ใหนํา เมทแอมเฟตามีนของกลางใหรอดพนจากการตรวจคนของเจาพนักงานตํารวจโดยไมถูกจับกุม เป2นการชวยเหลือ เพื่อใหความสะดวกแก ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จําเลยจึงมีความผิด ฐานเป2นผูสนับสนุน ส.ใหกระทําความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ฎีกาเลาเรื่อง 441 โจทกflรางสัญญาวาจางใหจําเลยลงลายมือชื่อและจําเลยขอแกไขรายละเอียดกอน แตจําเลยก็ให โจทกflเขาทํางาน โดยไมมีการพูดถึงเงื่อนไขในสัญญาอีก สัญญาจางทําของระหวางโจทกflและจําเลยไดเกิดขึ้น แลวโดยมิไดมุงหมายตองทําสัญญากันเป2นหนังสือ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2561 โจทกflรางสัญญาวาจางใหจําเลยลงลายมือชื่อและจําเลย ขอแกไขรายละเอียดกอน แตจําเลยก็ใหโจทกflเขาทํางานตามที่ตกลงกันแลวโดยไมปรากฏขอเท็จจริงวาไดมีการพูด ถึงเงื่อนไขและขอตกลงในสัญญาที่ยังตกลงในสัญญาที่ยังตกลงกันไมไดอีก เหตุที่มีการโตเถียงเรื่องสัญญาวาจาง เป2นลายลักษณflอักษรเกิดจากการที่โจทกflทวงถามคาจางจากจําเลย จําเลยจึงอางระเบียบของจําเลยที่ตองทํา สัญญาวาจางเป2นลายลักษณflอักษร ตอมาโจทกflและจําเลยก็ไมไดลงชื่อในสัญญาจางแตโจทกflก็ยอมรับปฏิบัติหนาที่ ในฐานะผูรับจางสวนจําเลยไดถือเอาประโยชนflจากสัญญาในฐานะผูวาจางและมีการชําระคาจางใหแก โจทกfl บางสวนแลว พฤติการณflแหงคดีเชนนี้เชื่อไดวาโจทกflตกลงรับจะทําการงานใหแกจําเลยและจําเลยตกลงใหคาจาง เพื่อการนั้น ทําใหสัญญาจางทําของระหวางโจทกflและจําเลยไดเกิดขึ้นแลวตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 โดยโจทกfl และจําเลยมิไดมุงหมายใหสัญญาจางทําของพิพาทตองทําสัญญากันเป2นหนังสือโดยใหคูสัญญาลงชื่อในสัญญาอีก


สัญญาจางทําของระหวางโจทกflกับจําเลยจึงมีผลบังคับไดตามกฎหมาย หาไดมีกรณีเป2นที่สงสัยวาสัญญา จะตองทําเป2นหนังสือตามที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 442 จําเลยที่ 1 หลอกลวงโจทกflดวยการปลอมโฉนดที่ดินของจําเลยที่ 2 วาเป2นของตนและมาวางเป2นประกัน หนี้โจทกflหลงเชื่อจึงใหจําเลยที่ 1 กูเงินและทําสัญญากูไวถือวาความผิดฐานฉอโกงสําเร็จแลว แมตอมาจําเลย ทั้งสองรวมกันหลอกลวงโจทกflอีกวา จําเลยที่ 2 เป2นเจาของที่ดินและขอใชโฉนดที่ดินดังกลาวเป2นหลักประกัน ตอไปโจทกflหลงเชื่อยอมรับเป2นหลักประกันและขยายระยะเวลาชําระหนี้ใหจําเลยที่ 1 เมื่อการหลอกลวงครั้งหลัง จําเลยทั้งสองไมไดรับทรัพยflสินจากโจทกflเพิ่มเติม แมโจทกflจะทําสัญญากูฉบับใหมกับจําเลยที่ 1 ก็เป2นเพียงขยาย ระยะเวลาชําระหนี้โจทกflไมเสียสิทธิในสัญญากูเดิม จึงไมเป2นความผิดฐานฉอโกงอีก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7054/2561 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 จําเลยที่ 1 หลอกลวงโจทกflดวย การปลอมโฉนดที่ดินของจําเลยที่ 2 วา เป2นของตนและนําสําเนาโฉนดที่ดินมาวางเป2นประกันหนี้โจทกflหลงเชื่อ จึงใหจําเลยที่ 1 กูเงินโดยทําสัญญากูเงินและมอบเงิน 140,000 บาท ใหแกจําเลยที่ 1 ถือไดวาจําเลยที่ 1 กระทําความผิดฐานฉอโกงสําเร็จในวันดังกลาวแลว แมตอมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จําเลยทั้งสองรวมกัน หลอกลวงโจทกflอีกวา จําเลยที่ 2 เป2นเจาของที่ดินและขอใชโฉนดที่ดินดังกลาวเป2นหลักประกันในการชําระหนี้ ตอไป โดยจําเลยที่ 2 ทําสัญญาค้ําประกันเงินกูไวใหแกโจทกflดวย โจทกflจึงหลงเชื่อยอมรับหลักประกันดังกลาว และขยายระยะเวลาชําระหนี้เงินกูใหแกจําเลยที่ 1 ก็เป2นการกระทําที่เกิดขึ้นใหมหลังจากที่จําเลยที่ 1 กระทํา ความผิดฐานฉอโกงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 สําเร็จไปแลว เมื่อไมปรากฏวาในการหลอกลวงครั้งหลังจําเลย ทั้งสองไดรับทรัพยflสินจากโจทกflเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินกู 140,000 บาท ที่ไดรับไปแลว แมวาโจทกflจะทําสัญญา กูเงินฉบับใหมกับจําเลยที่ 1 แตก็เป2นเพียงขยายระยะเวลาชําระหนี้เงินกูใหแกจําเลยที่ 1 เทานั้น หาไดทําใหโจทกfl เสื่อมเสียสิทธิในสัญญากูเงินฉบับเดิมแตอยางใดไม ทั้งปรากฏวาโจทกflไดนําสัญญากูเงินดังกลาวไปฟ6องคดีแพง และศาลชั้นตนพิพากษาใหจําเลยทั้งสองชําระหนี้เงินกูแกโจทกflแลว การกระทําของจําเลยทั้งสองในวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จึงมิไดมีผลใหโจทกflหรือทําใหโจทกflทํา ถอน หรือทําลายเอกสารสิทธิอันจะเป2นความผิด ฐานฉอโกงตามฟ6อง


ฎีกาเลาเรื่อง 443 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยตาม กฎหมายที่ใชในขณะกระทําความผิดและมีบทกําหนดโทษไวตอมาใน ระหวางการพิจารณาของศาลฎีกาไดมีกฎหมายออกใชบังคับ และใหยกเลิกกฎหมายเดิม แตกฎหมายใหมยังคง บัญญัติใหการกระทําดังกลาวเป2นความผิด และเมื่อกฎหมายใหมเป2นคุณแกจําเลยมากกวา จึงตองใชกฎหมายสวน ที่เป2นคุณแกผูกระทําความผิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7815/2561 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชในขณะกระทําความผิดและมีบทกําหนดโทษ ตามมาตรา 106 ระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปXถึงหาปXและปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ตอมาในระหวาง การพิจารณาของศาลฎีกาไดมีพ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใชบังคับ และใหยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชในภายหลังการกระทําความผิดยังคงบัญญัติใหการกระทําความผิด ตามฟ6องเป2นความผิดอยู โดย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกําหนดโทษตาม มาตรา140 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปXถึงหาปXหรือปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ โทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชในภายหลัง การกระทําความผิดจึงเป2นคุณแกจําเลยมากกวา พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงตองใช กฎหมายในสวนที่เป2นคุณแกผูกระทําความผิด ไมวาในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 444 จําเลยที่ 1 เป2นนิติบุคคล ประกอบกิจการใหบริการรับจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ทองเที่ยว มีจําเลย ที่2 เป2นกรรมการผูมีอํานาจ ถือไดวา จําเลยทั้งสองรวมกันประกอบธุรกิจนําเที่ยว เมื่อไมไดขอรับใบอนุญาต แตรวมกันขายโปรแกรมการทองเที่ยว และผูเสียหายโอนเงินเขาบัญชีจําเลยทั้งสอง แตความจริงจําเลยทั้งสอง ไมไดติดตอซื้อตั๋วเครื่องบินหรือจองที่พัก นอกจากความผิดฐานฉอโกงแลว ยังเป2นความผิดฐานรวมกันประกอบ ธุรกิจนําเที่ยวโดยไมไดรับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7677/2561 จําเลยที่ 1 จดทะเบียนเป2นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด ใชชื่อวา บริษัท ด. จํากัด มีจําเลยที่ 2 เป2นกรรมการผูมีอํานาจกระทําการแทน จําเลยที่ 1 มีวัตถุประสงคflประกอบ กิจการใหบริการรับจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ทองเที่ยว รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวของ ถือไดวา จําเลยทั้งสอง


รวมกันประกอบธุรกิจนําเที่ยวตามบทนิยามมาตรา 4 แหง พ.ร.บ.ธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศกflพ.ศ.2551 แลว เมื่อจําเลยทั้งสองไมไดดําเนินการยื่นคําขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนําเที่ยวจากนายทะเบียน แตไดรวมกันขาย โปรแกรมการทองเที่ยวและจัดบริการใหแกผูเสียหาย เพื่อนําเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่และผูเสียหายไดโอน เงินเขาบัญชีจําเลยทั้งสอง แตความจริงแลวจําเลยทั้งสองไมไดติดตอซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือจองที่พักใหแกจําเลย ทั้งสองเลย นอกจากความผิดฐานฉอโกงแลว การกระทําของจําเลยทั้งสองยังเป2นความผิดฐานรวมกันประกอบ ธุรกิจนําเที่ยวโดยไมไดรับใบอนุญาต ตามพ.ร.บ.ธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศกflพ.ศ.2551 มาตรา 15วรรคหนึ่ง, 80 ดวยอีกกระทงหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 445 แมจําเลยที่ 1 จะพนโทษในคดีกอนเกินกวา 5 ปXแตการกระทําผิดคดีนี้ไมใชความผิดโดยประมาท หรือ ลหุโทษ จึงไมอาจรอการกําหนดโทษใหไดสวนจําเลยที่ 2 ซึ่งพนโทษยังไมเกิน 5 ปXและคดีกอนกับคดีนี้ตาง ไมใชความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ โดยคดีกอนจําคุกเกิน 6 เดือน จึงไมอาจรอการกําหนดโทษใหไดเชนกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7503/2561สําหรับจําเลยที่ 1 ซึ่งพนโทษในคดีกอนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม2554 นับถึงวันกระทําความผิดคดีนี้แมจะเกินกวา 5 ปXก็ตาม แตเมื่อมากระทําความผิดคดีนี้ซึ่งไมใชความผิด ที่ไดกระทําโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ จึงไมอยูในเงื่อนไขตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่จะรอการกําหนดโทษให ไดสวนจําเลยที่ 2 ซึ่งพนโทษในคดีกอนเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 และกลับมากระทําความผิดในคดีนี้อีกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 จึงยังพนโทษมาไมเกิน 5 ปXทั้งความผิดในคดีกอนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่837/2552 ของศาลจังหวัดนางรอง และความผิดคดีนี้ตางก็ไมใชความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยโทษจําคุกในคดีกอนมีกําหนด5 ปX 3 เดือน ซึ่งเป2นโทษจําคุกเกินกวา 6 เดือน กรณีของจําเลยที่ 2จึงไมอยูใน หลักเกณฑflที่จะรอการกําหนดโทษใหไดเชนเดียวกัน ฎีกาเลาเรื่อง 446 การกระทําโดยไตรตรองไวกอนผูกระทําความผิดตองมีเวลาคิดไตรตรองและทบทวนแลวจึงตกลงใจ ทํามิใชเกิดขึ้นโดยปIจจุบันทันดวน และการจะเป2นตัวการรวมก็จะตองมีลักษณะวางแผนและคบคิดมาแตตนแลว จึงตกลงใจกระทําความผิด แมการทาทายถือไดวาเป2นพฤติการณflคิดไตรตรองจะฆาโจทกflรวมที่ 2 แตโจทกflรวมที่ 2


ปฏิเสธคําทาทายของจําเลยที่ 3 แลว จําเลยทั้งสามยอมไมอาจเริ่มลงมือกระทําตามคําทาทายไดเมื่อจําเลยทั้งสาม ไมรูวาโจทกflรวมที่ 2 ไปไหนหรืออยูที่ใด และออกตามหาโจทกflรวมที่ 2 ตอไปหรือไม จึงตองฟIงวาจําเลยทั้งสาม พบโจทกflรวมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไมคาดคิดมากอน จําเลยที่ 1 ชักอาวุธปZนออกมายิงโจทกflรวมที่ 2 ทันที ไมไดเกิดขึ้นจากการวางแผนแตเป2นการตัดสินใจเฉพาะหนา สวนการตามไลยิงเป2นเพียงการกระทําตอเนื่อง จึงไมเป2นการไตรตรองไวกอน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2561 การกระทําโดยไตรตรองไวกอนผูกระทําความผิดตองไดมีเวลาคิด ไตรตรองและทบทวนแลวจึงตกลงใจที่จะฆาผูอื่น หาใชกรณีที่เกิดขึ้นโดยปIจจุบันทันดวนไม และการจะเป2น ตัวการรวมฐานความผิดดังกลาวจะตองมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแตตน โดยคิดไตรตรองทบทวนแลว จึงตกลงใจกระทําความผิด แมการทาทายถือไดวาเป2นพฤติการณflคิดไตรตรองจะฆาโจทกflรวมที่ 2 แตเมื่อโจทกflรวม ที่ 2 ปฏิเสธคําทาทายของจําเลยที่ 3 ทางโทรศัพทflแลว จําเลยทั้งสามยอมไมสามารถเริ่มลงมือกระทําแกโจทกflรวม ที่ 2 ตามคําทาทายไดประกอบกับไมปรากฏขอเท็จจริงวา จําเลยทั้งสามรูวาหลังจากวางสายโทรศัพทflแลว โจทกflรวมที่ 2 ไปไหนหรืออยูที่ใด และจําเลยทั้งสามออกตามหาโจทกflรวมที่ 2 ตอไปหรือไมกรณีจึงตองฟIงวาจําเลย ทั้งสามมาพบโจทกflรวมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไมไดคาดคิดมากอน การที่จําเลยที่ 1 ชักอาวุธปZนออกมายิงโจทกflรวม ที่ 2 ทันทีก็ไมไดเกิดขึ้นจากการวางแผนจัดเตรียมของจําเลยทั้งสาม แตเป2นการตัดสินใจเฉพาะหนาของจําเลยที่ 1 ในทันทีที่ขับรถมาพบโจทกflรวมที่ 2 โดยบังเอิญ สวนการตามไลยิงไปอยางกระชั้นชิดจนถึงบานโจทกflรวมที่ 3 ก็ยังไดยิงเขาไปในบานอีก 1 นัด เป2นเพียงการกระทําตอเนื่องหลังจากประสบโอกาสที่จะยิงโจทกflรวมที่ 2 อยางทันทีทันใดเทานั้น การกระทําของจําเลยทั้งสามไมเป2นการไตรตรองไวกอน ฎีกาเลาเรื่อง 447 เงินที่ใหตอกันโดยมิใชเพื่อวัตถุประสงคflเป2นประกันการปฏิบัติตามสัญญา แมจะใหในวันทําสัญญา ก็ไมถือวาเป2นมัดจําแมโจทกflจะมอบเงินใหจําเลยในวันทําสัญญาและระบุในสัญญาวาเป2นมัดจําแตขอความตอไปได ความวา หากโจทกflผิดสัญญายินยอมใหจําเลยริบเงินดังกลาว จึงเป2นการกําหนดคาเสียหายอันเกิดแตการ ไมชําระหนี้มีลักษณะเป2นเบี้ยปรับ เมื่อสูงเกินสมควร ศาลยอมใชดุลพินิจลดลงไดเมื่อศาลฎีกาพิพากษาใหจําเลย ชําระหนี้แกโจทกflจําเลยจึงตองชําระดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่อานคําพิพากษาศาลฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2561 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติวา เมื่อเขาทําสัญญา ถาไดให สิ่งใดไวเป2นมัดจําทานใหถือวาการที่ใหมัดจํานั้นยอมเป2นพยานหลักฐานวาสัญญานั้นไดทํากันขึ้นแลว อนึ่ง มัดจํานี้


ยอมเป2นประกันการปฏิบัติตามสัญญานั้นดวย ดังนั้น เงินที่ใหตอกันโดยมิใชเพื่อวัตถุประสงคflดังกลาวแมจะใหในวัน ทําสัญญาก็ไมอาจถือไดวาเป2นมัดจําแมโจทกflจะมอบเงิน 500,000 บาท ใหแกจําเลยในวันทําสัญญาและระบุ ในสัญญาขอ 2 วาเป2นมัดจําก็ตาม แตขอความในสัญญาขอ 2 และขอ 3 สามารถสรุปใจความวา หากโจทกflผิด สัญญายินยอมใหจําเลยริบเงิน 500,000 บาท ดังกลาว เงิน 500,000 บาท จึงเป2นการกําหนดคาเสียหายอันเกิด แตการที่โจทกflซึ่งเป2นลูกหนี้ไมชําระหนี้ใหแกจําเลยจึงมีลักษณะเป2นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ซึ่งเบี้ยปรับ นั้นสูงเกินสมควร ศาลยอมใชดุลพินิจลดจํานวนเบี้ยปรับนั้นลงไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่งเมื่อพิเคราะหfl ทางไดเสียของเจาหนี้ทุกอยางอันชอบดวยกฎหมายแลว เห็นสมควรกําหนดใหจําเลยริบเบี้ยปรับได130,000 บาท จําเลยจึงตองคืนเงินใหแกโจทกfl 370,000 บาท เมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําเลยชําระเงิน 370,000 บาท จําเลยจึงมีหนี้เป2นจํานวนที่แนนอนและเป2นที่ยุติวาตองชําระนับแตวันที่จําเลยทราบคําพิพากษาศาลฎีกา จําเลยจึงตองชําระดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่อานคําพิพากษาศาลฎีกาตามป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 448 การรองทุกขflในความผิดฐานฉอโกงถือเป2นการใชสิทธิเรียกรองทางศาล พนักงานอัยการโจทกflยอมมีอํานาจ เรียกรองทรัพยflสินหรือราคาแทนผูเสียหายไดไมวาผูเสียหายจะรองขอเขารวมเป2นโจทกflหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2561 (ประชุมใหญ) การรองทุกขflตอพนักงานสอบสวนของโจทกfl ในความผิดฐานฉอโกง ยอมนําไปสูการฟ6องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไมวาโจทกflจะขอเขารวมเป2นโจทกfl กับพนักงานอัยการหรือไม ก็มีผลเป2นการเรียกรองทรัพยflสินหรือราคาที่โจทกflสูญเสียไปจากการกระทําความผิด คืนโดยพนักงานอัยการดําเนินการแทนแลวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทกflไมตองทวงถามหรือฟ6องคดีแพงเพื่อบังคับ จําเลยชําระหนี้อีก การรองทุกขflของโจทกflจึงเป2นกรณีที่โจทกflจะใชสิทธิเรียกรองทางศาลใหจําเลยชําระหนี้แลว ฎีกาเลาเรื่อง 449 โจทกflฟ6องวาจําเลยกับพวกรวมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไวในครอบครองเพื่อจําหนายและรวมกัน พยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีนดังกลาว 191 เม็ด แตทางพิจารณากลับไดความวา เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่คนพบภายหลังเป2นของจําเลยมีไวเพื่อเสพและเป2นคนละสวนกับเมทแอมเฟตามีนที่มีไวในครอบครองเพื่อจําหนาย


และพยายามจําหนาย การกระทําของจําเลยเป2นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไวในครอบครอง เพื่อจําหนายและพยายามจําหนายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไวในครอบครองโดยไมได รับอนุญาตกรรมหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกายอมลงโทษจําเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองโดยไมไดรับอนุญาต ไดเพราะขอแตกตางดังกลาวมิใชขอสาระสําคัญและจําเลยมิไดหลงตอสู คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7107/2561 โจทกflฟ6องวาจําเลยกับพวกรวมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไวในครอบครองเพื่อจําหนายและรวมกันพยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีนดังกลาว 191 เม็ด แตทางพิจารณา กลับไดความวาจําเลยโทรศัพทflแจงใหว. ไปรับเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ดที่อื่น ซึ่งมิใชที่หองพักของจําเลย ทั้งไมได ความวาจําเลยไดนําเมทแอมเฟตามีนจากหองพักไปวางไวดวยตนเองหรือใชใหบุคคลใดนําไปวาง สวนเมทแอม เฟตามีนอีก 2 เม็ด ไดความจาก พันตํารวจโท ก. วา พบอยูบนที่นอนภายในหองพักของจําเลย ประกอบกับจําเลย รับวาเสพเมทแอมเฟตามีนมากอน และจากการตรวจปIสสาวะของจําเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อวา เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่คนพบภายหลังเป2นของจําเลยมีไวเพื่อเสพและเป2นคนละสวนกับเมทแอมเฟตามีนที่มีไว ในครอบครองเพื่อจําหนายและพยายามจําหนาย การกระทําของจําเลยเป2นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไวในครอบครองเพื่อจําหนายและพยายามจําหนายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไวในครอบครองโดยไมไดรับอนุญาตกรรมหนึ่ง แมโจทกflจะฟ6องขอหาวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ศาลฎีกายอมลงโทษจําเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองโดยไมได รับอนุญาตไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา คดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะขอแตกตางดังกลาวมิใชขอสาระสําคัญและจําเลยมิไดหลงตอสู ฎีกาเลาเรื่อง 450 โจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนโฉนดที่ดิน เพิกถอนการขายทอดตลาด และใหจําเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทแก โจทกflจําเลยที่ 2 ใหการและฟ6องแยงวา จําเลยที่ 2 เป2นเจาของที่ดินพิพาท ขอใหขับไลโจทกflและเรียกคาเสียหาย จึงเป2นคดีมีทุนทรัพยflเมื่อศาลฎีกาจะตองวินิจฉัยขอเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังกลาวกอน จึงจะวินิจฉัยปIญหา ขอกฎหมายไดอันเป2นฎีกาที่จะตองวินิจฉัยขอเท็จจริงเพื่อนําไปสูขอกฎหมาย จึงเป2นฎีกาในขอเท็จจริง เมื่อทุนทรัพยflพิพาทไมเกินสองแสนบาท จึงตองหาม ศาลฎีกาไมวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7628/2561 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพิพาท ใหเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและใหจําเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทใหแกโจทกflจําเลยที่ 2 ใหการและ


ฟ6องแยงวา จําเลยที่ 2 เป2นเจาของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคําสั่งศาล ใหโจทกfl ขนยายทรัพยflสินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับสงมอบที่ดินคืนและชําระคาเสียหาย จึงเป2นคดีมีทุนทรัพยfl และในการวินิจฉัยปIญหาตามฎีกาดังกลาว ศาลฎีกาจะตองวินิจฉัยขอเท็จจริงกอนวา โจทกflมีสิทธิครอบครองที่ดิน พิพาทหรือครอบครองแทนจําเลยที่ 1 และตองพิจารณาวา ผูที่เกี่ยวของมีคุณสมบัติกับปฏิบัติตามหลักเกณฑfl วิธีการและเงื่อนไขดังที่ระบุไวในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 รวมทั้งระเบียบของนิคม สรางตนเองคลองน้ําใสหรือไม จึงจะสามารถวินิจฉัยปIญหาขอกฎหมายตอไปไดเป2นฎีกาที่จะตองวินิจฉัยขอเท็จจริง เพื่อนําไปสูขอกฎหมาย จึงเป2นฎีกาในขอเท็จจริง เมื่อทุนทรัพยflพิพาทระหวางโจทกflกับจําเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาไมเกิน สองแสนบาท ฎีกาของโจทกflจึงตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชบังคับ ขณะที่โจทกflยื่นฟ6อง ที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกามาเป2นการไมชอบ ศาลฎีกาไมวินิจฉัยให ฎีกาเลาเรื่อง 451 จําเลยซื้อที่ดินมาจากผูไดที่ดินมาโดยไมชอบ ยอมไมมีสิทธิดีกวาผูโอนและไมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาว เมื่อจําเลยสืบสิทธิมาจากผูขายยอมถูกตัดสิทธิไมใหนําสิทธิยึดหนวงมาใชบังคับ สวนที่โจทกflยังมิไดชําระคาที่ดิน ที่เพิ่มขึ้นพรอมดอกเบี้ยตามคําพิพากษาในคดีกอนก็เป2นเรื่องที่จําเลยชอบที่จะไปบังคับคดีในคดีดังกลาวตอไป โจทกflมีสิทธิฟ6องขับไลจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7621/2561 ส. ผูที่นําที่ดินมาขายใหแกจําเลยไมใชผูมีสิทธิซื้อที่ดินคืน จากธนาคาร อ. ตามสัญญาปรับปรุงโครงสรางหนี้ของโจทกflและเจาของรวม แต ส. ใชสิทธิซื้อที่ดินจากธนาคาร อ. โดยการปลอมลายมือชื่อโจทกflและเจาของรวมโดยมิชอบ ส. จึงไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งศาลแพงมีคําพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหวางธนาคาร อ. กับ ส. และระหวาง ส. กับจําเลย แลวส. จึงไมมีสิทธินําที่ดินไปขายใหแกจําเลย จําเลยเป2นผูซื้อและรับโอนที่ดินมาจาก ส. ยอมไมมีสิทธิดีกวา ส. ผูโอนซึ่งไดที่ดินมาโดยไมชอบดวยกฎหมาย เมื่อ ส. ไมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จําเลยย อมไม ไดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เชนเดียวกัน การครอบครองที่ดินของจําเลยสืบสิทธิมาจาก ส. อันเป2นการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย จําเลย ยอมถูกตัดสิทธิไมใหนําสิทธิยึดหนวงมาใชบังคับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 วรรคสอง สวนที่โจทกflยังมิไดชําระ คาที่ดินที่เพิ่มขึ้นพรอมดอกเบี้ยตามคําพิพากษาศาลแพงในคดีกอนก็เป2นเรื่องที่จําเลยชอบที่จะไปบังคับคดีในคดี ดังกลาวตอไป โจทกflมีสิทธิฟ6องขับไลจําเลย


ฎีกาเลาเรื่อง 452 การที่ศาลพิพากษาใหเงินของผูคัดคานตกเป2นของแผนดิน มิใชกรณีบังคับตามสิทธิเรียกรองทางแพง ที่จะคิดดอกเบี้ย ผูรองจึงไมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากมูลคาของทรัพยflสินที่ศาลสั่งใหตกเป2นของแผนดิน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6973/2561 เมื่อศาลพิพากษาใหเงินของผูคัดคานตกเป2นของแผนดิน แมจะถือ ไดวาผูคัดคานเป2นลูกหนี้ตามคําพิพากษา แตตามคํารองของผูรองและคําสั่งศาลชั้นตนเป2นการบังคับเอาแก ทรัพยflสินโดยตรงอันเป2นผลตามกฎหมาย และมิใชกรณีบังคับตามสิทธิเรียกรองทางแพง แผนดินมิไดมีฐานะเป2น บุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผูคัดคานในเงินที่ผูคัดคานรmารวยผิดปกติอันที่จะเป2นเจาหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะ คิดดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXจากทรัพยflสินที่ผูคัดคานร mารวยผิดปกติและตกเป2นของแผนดินไดผูรองจึง ไมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากมูลคาของทรัพยflสินที่ศาลสั่งใหตกเป2นของแผนดินนั้น ฎีกาเลาเรื่อง 453 คดีอาญาจะตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงหรือไมตองพิจารณาอัตราโทษแตละกระทง เมื่อกระทง นั้นมีความผิดหลายบทรวมอยูดวย ถาบทหนักไมตองหามก็ถือวาทุกบทไมตองหาม ระหวางพิจารณาของศาลฎีกา กฎหมายใหมยกเลิกความผิดในกฎหมายเดิม การกระทําของจําเลยตามฟ6องจึงไมมีมูลเป2นความผิดอีกตอไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2561 ฟ6องโจทกflมิไดบรรยายวาจําเลยหมิ่นประมาทโจทกflอันเป2น การกระทําโดยการโฆษณา ซึ่งเป2นองคflประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงเป2นฟ6องที่ไมครบองคflประกอบ ความผิด คําฟ6องของโจทกflในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 เป2นคําฟ6องที่ไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)คดีอาญาเรื่องใดจะตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงหรือไมนั้น ตองพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว สําหรับขอหาแตละกระทงความผิดเป2นสําคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยูดวย ถาบทหนัก ไมตองหามก็ถือวาทุกบทไมตองหาม คดีนี้โจทกflฟ6องวาจําเลยกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหนา และฐานนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรflซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรflปลอมไมวาทั้งหมดหรือบางสวน หรือขอมูล คอมพิวเตอรflอันเป2นเท็จ โดยประการที่นาจะเกิดความเสียหายแกประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 326, 393 พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรflพ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เห็นไดวาเป2นกรรมเดียว เป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรfl พ.ศ.2550 มาตรา14 (1) ซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 มีอัตราโทษจําคุกไมเกินหาปX หรือปรับไมเกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ไมตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ


ดังนั้น แมความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจําคุกไมเกินหนึ่งปXหรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหนามีอัตราโทษจําคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ก็ยอมไมตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงดวย โจทกflฟ6องวาจําเลยกระทําความผิดฐานนําเขาสูระบบ คอมพิวเตอรflซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรflอันเป2นเท็จ โดยประการที่นาจะเกิดความเสียหายแกประชาชน ตาม พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรflพ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เดิม แตระหวางพิจารณา ของศาลฎีกา ไดมีพ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรfl (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ใหยกเลิกความในมาตรา 14แหง พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรfl พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 14 (1) ที่แกไขใหมใชกับกรณีกระทําการโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรfl ทางอินเทอรflเน็ตหรือทางออนไลนflซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรflที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเท็จ ที่นาจะเกิดความเสียหายแก ประชาชนแตไมใชกับกรณีนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรflเพื่อเป2นการใสความผูอื่นโดยประการที่นาจะทําใหผูอื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตาม ป.อ. ระบุไววาเป2นความผิดฐานหมิ่นประมาทแลว การกระทําของจําเลยตามฟ6องจึงไมมีมูลเป2นความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรfl พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)ที่แกไขใหมอีกตอไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 454 แมโจทกflเป2นบุตรของเจาของและเป2นผูถือครองรถยนตflขณะเกิดเหตุก็ไมใชผูรับความเสียหายในสวน ของคาซอม แตเมื่อโจทกflใชรถยนตflดังกลาวประกอบอาชีพทุกวันยอมไดรับความกระทบกระเทือนเสียหายจาก เหตุละเมิดและเรียกรองใหจําเลยชดใชคาขาดประโยชนflไดแตการที่โจทกflขับรถดวยความเร็วในเขตชุมชน ถือวาโจทกflมีสวนประมาทดวยไมยิ่งหยอนกวาจําเลย จึงไมอาจเรียกรองคาเสียหายตอกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6964/2561 แมโจทกflจะเป2นบุตรของ บ. เจาของกรรมสิทธflรถยนตflและ เป2นผูถือครองรถยนตflคันดังกลาวในขณะเกิดเหตุโจทกflก็ไมใชผูรับความเสียหายในสวนของคาซอม โจทกflจึงไมมี อํานาจฟ6องเรียกคาซอมรถยนตflสําหรับคาขาดประโยชนflจากการใชรถยนตflคันเกิดเหตุนั้น ถึงแมโจทกflไมไดเป2น เจาของกรรมสิทธิ์รถยนตflคันเกิดเหตุแตโจทกflนํารถยนตflดังกลาวมาใชประกอบอาชีพทุกวัน โจทกflยอมมีสิทธิ ครอบครองใชสอยประโยชนflจากรถยนตflเมื่อสิทธิของโจทกflที่จะไดครอบครองใชสอยประโยชนflจากรถยนตflคันเกิด เหตุไดรับความกระทบกระเทือนเสียหายจากเหตุละเมิด โจทกflชอบที่จะใชสิทธิทางศาลเรียกรองใหจําเลยชดใช คาเสียหายที่ทําใหโจทกflตองขาดประโยชนflจากการใชรถยนตflไดโจทกflจึงมีอํานาจฟ6องเรียกคาขาดประโยชนfl


จากจําเลยไดขณะโจทกflขับรถอยูในชองเดินรถของตนซึ่งเป2นทางตรง มีโควิ่งออกมาจากขางทาง โจทกflขับรถชน โคกระเด็นไปไกลประมาณ 10 เมตร ทําใหเห็นไดวาเป2นการชนอยางแรง จึงเชื่อวาโจทกflขับรถดวยความเร็วมาก พอสมควรหากโจทกflไมขับรถดวยความเร็วตองสามารถหยุดรถไดทัน หรือหากหยุดไมทันลักษณะการชนตอง ไมรุนแรงอยางผลที่เกิดเหตุเชนนี้การที่โจทกflขับรถผานถนนที่เกิดเหตุซึ่งเป2นเขตชุมชนมีป6ายเตือนใหลดความเร็ว บริเวณขางทางมีบานเรือนที่อยูอาศัย มีผูคนสัญจรผานไปมา จึงตองระมัดระวังลดความเร็วลง พฤติการณflดังกลาว ของโจทกflรับฟIงไดวา เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเลอของโจทกflดวย มิใชจําเลยประมาทเพียงฝOายเดียว ศาลชั้นตนวินิจฉัยไวแลววาจําเลยมีสวนประมาทในการกอใหเกิดความเสียหายไมยิ่งหยอนไปกวาโจทกfl จําเลยไมอุทธรณflขอเท็จจริงนี้จึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน รับฟIงไดวาโจทกflกับจําเลยประมาทไมยิ่งหยอน กวากัน ทั้งสองฝOายจึงไมอาจเรียกรองคาเสียหายตอกันไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ฎีกาเลาเรื่อง 455 จําเลยที่ 1 ขามแดนไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยจําเลยที่ 2 รูเห็นถือวาจําเลยที่ 2 รวมกระทําผิด เมื่อจําเลยทั้งสองถูกควบคุมตัวกอน และจําเลยที่ 2 ไปรับเพราะเจาพนักงานสั่งใหไป สวนจําเลยที่ 1 แมปฏิเสธ ไมยอมไปรับ แตเมทแอมเฟตามีนถูกนําเขาเพราะพวกจําเลยยืนอยูในแมนmาขวางขามแดนมาใหตามที่จําเลยที่ 2 โทรศัพทflแจง การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงเป2นการรวมกันนําเมทแอมเฟตามีนเขามาในราชอาณาจักรแลว เพียงแตยังไมบรรลุผล จึงมีความผิดฐานรวมกันพยายามนําเขาเพื่อจําหนาย เมื่อจําเลยที่ 2 เก็บเมทแอมเฟตามีน ที่ขวางมาสงใหเจาพนักงานทันทีไมสามารถยึดถือเพื่อตนไดจําเลยทั้งสองจึงไมมีความผิดฐานมีไวในครอบครอง เพื่อจําหนาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2561 จําเลยที่ 1 ขามเขตแดนไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยจําเลยที่2 มีสวนรูเห็นเป2นอยางดีตองถือวาจําเลยที่ 2 รวมกระทําความผิดดวย เมื่อจําเลยทั้งสองถูกเจาพนักงานควบคุมตัวไวกอน ทําใหไมมีอิสระที่จะไปรับเมทแอมเฟตามีนตามที่นัดหมายกับพวกไวไดโดยจําเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีน ก็เพราะเจาพนักงานสั่งใหไปรับ สวนจําเลยที่ 1 แมปฏิเสธไมยอมไปรับดวยแตเมทแอมเฟตามีนถูกนําเขามา ในราชอาณาจักรไดเพราะพวกของจําเลยที่ยืนอยูในแมนmาเหืองฝInง ส.ป.ป. ลาว ขวางขามเขตแดนมาใหจําเลยที่ 2 ตามที่โทรศัพทflแจงใหจําเลยที่ 2 ทราบไวการกระทําของจําเลยทั้งสองเป2นการรวมลงมือกระทําการนํา เมทแอมเฟตามีนเขามาในราชอาณาจักรแลว เพียงแตการกระทํานั้นยังไมบรรลุผล จําเลยทั้งสองจึงมีความผิด ฐานรวมกันพยายามนําเมทแอมเฟตามีนเขามาในราชอาณาจักรเพื่อจําหนาย เมื่อจําเลยที่ 2 เก็บเมทแอมเฟตามีน


ที่พวกของจําเลยขวางขามเขตแดนมาก็สงใหเจาพนักงานทันทีไมสามารถยึดถือไวเพื่อตนไดจําเลยทั้งสอง จึงไมมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ฎีกาเลาเรื่อง 456 สัญญาวาจางทําความสะอาด กําหนดวา การจะเปลี่ยนแปลงขอความในสัญญา โดยเฉพาะอัตราคาบริการ จะตองทําเป2นหนังสืออัตราคาบริการจึงเป2นสาระสําคัญ โจทกflมีหนังสือขอปรับขึ้นคาบริการไปถึงฝOายจัดซื้อ และฝOายแมบานของจําเลย ซึ่งไมมีอํานาจเปลี่ยนแปลงขอสัญญา เมื่อกรรมการผูมีอํานาจของจําเลยไมมี การตกลงเป2นหนังสือ หนังสือ การปรับขึ้นคาบริการของโจทกflจึงยังไมผูกพันจําเลย แมพนักงานของจําเลย ไดรับหนังสือแลวยังจางโจทกflก็ยังไมถือวาจําเลยตกลงใหโจทกflปรับขึ้นคาบริการ เมื่อโจทกflยอมรับวาจําเลยยัง ไมเคยจายเงินคาบริการในอัตราใหม โจทกflยอมไมอาจคิดคาบริการในอัตราดังกลาวไดและเนื่องจากระหวาง พิจารณา จําเลยไดจายเงินคาจางที่คางจนโจทกflไมติดใจเรียกรองคาจางในอัตราเดิมแลว โจทกflจึงไมอาจเรียก คาจางคางจายจากจําเลยไดอีก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2561 สัญญาวาจางบริการทําความสะอาดอาคารและสถานที่กําหนด วา การจะเปลี่ยนแปลง แกไขหรือเพิ่มเติมขอความในสัญญา โดยเฉพาะอัตราคาบริการ คูสัญญาทั้งสองฝOายจะตอง ตกลงกันเป2นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝOายและแนบทายสัญญาไวดวย ตองถือวาอัตราคาบริการเป2นสาระสําคัญ ของสัญญา เพราะโจทกflเขามาทํางานรับจางทําความสะอาดอาคารและสถานที่ใหจําเลย ก็หวังจะไดคาบริการ จากจําเลยเป2นการตอบแทนนั่นเอง การที่โจทกflมีหนังสือขอปรับขึ้นคาบริการ ไปถึง จ. ฝOายจัดซื้อจัดจาง และ ภ. ฝOายแมบาน ซึ่งเป2นพนักงานของจําเลย บุคคลทั้งสองไมมีอํานาจตกลงเปลี่ยนแปลงขอสัญญากับโจทกflไดโดยเฉพาะ เรื่องสําคัญอยางการปรับขึ้นคาบริการ การตกลงที่สําคัญเชนนี้โจทกflตองมีหนังสือไปถึงกรรมการผูมีอํานาจ กระทําการแทนจําเลย เมื่อกรรมการผูมีอํานาจกระทําการแทนจําเลยไมไดตกลงกับโจทกflไมไดมีการทําขอตกลง เป2นหนังสือลงลายมือชื่อคูสัญญาทั้งสองฝOาย ตามที่กําหนดไวในสัญญา หนังสือปรับขึ้นคาบริการของโจทกflจึงยัง ไมผูกพันใหจําเลยตองรับผิดในอัตราคาบริการใหมที่โจทกflกําหนดขึ้นเอง แมหลังจากที่พนักงานของจําเลย ไดรับหนังสือขอปรับขึ้นคาบริการแลวจะยังมีการจัดซื้อจัดจางโจทกflก็ตาม ก็ยังไมถือวาจําเลยไดตกลงยินยอม ใหโจทกflปรับขึ้นคาบริการแลว จึงไมมีผลใหโจทกflสามารถคิดคาบริการจากจําเลยในอัตราใหมไดเพราะพนักงาน ดังกลาวไมใชผูมีอํานาจกระทําการแทนจําเลย ทั้งโจทกflยอมรับวา จําเลยยังไมเคยจายเงินคาบริการในอัตราที่โจทกfl กําหนดขึ้นใหมใหแกโจทกflแตอยางใด เทากับวาจําเลยยังไมไดตกลงดวยกับโจทกflในการปรับเปลี่ยนอัตราคา


บริการใหม โจทกflยอมไมอาจคิดคาบริการจากจําเลยในอัตราใหมไดและเนื่องจากระหวางพิจารณา จําเลยไดจาย เงินคาจางหรือคาบริการที่คางชําระใหจนโจทกflไมติดใจเรียกรองคาจางในอัตราเดิมจากจําเลยอีกตอไปแลว และ คาจางหรือคาบริการในอัตราใหมก็ไมผูกพันจําเลยใหตองรับผิดตอโจทกflโจทกflจึงไมอาจเรียกคาจางหรือคาบริการ คางจายจากจําเลยไดอีก ฎีกาเลาเรื่อง 457 สาธารณภัยตองเป2นภัยที่เกิดแกคนหมูมากอันมีผลกระทบตอสาธารณชน การที่น้ําทวมบานจําเลย ยังไมถือวาเป2นสาธารณภัย อันจะอางเพื อใหตนเองพนผิดในการใชรถยนตflเทศบาลขนทรายพิพาทไปใชโดยขัด ตอระเบียบไดเมื่อจําเลยนําทรายไปคืนหลังเกิดเหตุแลวถึง 5 เดือน สอเจตนาวา จําเลยนําไปใชประโยชนflสวนตัว ไมใชการยืมแลวนํามาใขคืนดังที่อาง จึงเป2นการอาศัยอํานาจในตําแหนงนายกเทศมนตรีสั่งการใหใชรถยนตfl ของเทศบาลขนยายทรายพิพาทไปใชประโยชนflสวนตัวโดยไมถูกตองตามระเบียบปฏิบัติสวนองคflประกอบ ตามความผิด ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ผูกระทําความผิดตองเป2นเจาพนักงานที่มีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษา ทรัพยflใด ไดเบียดบังทรัพยflที่ตนมีหนาที่ดังกลาวเป2นของตนโดยทุจริตหรือใชอํานาจในตําแหนงดังกลาวโดยทุจริต อันเป2นการเสียหายแกรัฐ แตพยานโจทกflมิไดยืนยันเชนนั้น คงไดความเพียงวาจําเลยดํารงตําแหนงดังกลาวเป2น นายกเทศซึ่งมีอํานาจสั่งอนุญาตใหซื้อหรือจาง สวนการจัดซื้อทรายอยูในความดูแลรับผิดชอบของฝOายโยธา สวนรถยนตflเป2นหนาที่ของงานป6องกันและรักษาความสงบเรียบรอยของเทศบาล จําเลยจึงมีสวนเกี่ยวของเพียง เป2นผูอนุมัติไมไดมีหนาที่โดยตรงดังกลาวจึงไมมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 แตก็เป2นการปฏิบัติ หนาที่โดยไมชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกเทศบาล อันเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561 การที่จะถือวาเป2นสาธารณภัยตองเป2นภัยที่เกิดแกคนหมูมาก อันมีผลกระทบตอสาธารณชน ไดความวาบานพักของจําเลยซึ่งตั้งอยูที่ซอยประชาชื่น 35 มีการยกระดับถนน ประชาชื่นสูงกวาถนนในซอย ทําใหระดับบานของจําเลยมีน้ําทวมขังในเวลาที่ฝนตกหนัก สาเหตุที่น้ําทวมบาน ของจําเลยเกิดจากการระบายนmาในทอไมทัน แตเมื่อฝนหยุดตก 5 ถึง 6 ชั่วโมง นmาจึงระบายออกหมด การที่ น้ําทวมบานจําเลยดังกลาวยังไมถือวาเป2นสาธารณภัย จําเลยจึงไมอาจอางเหตุสาธารณภัยเพื่อใหตนเองพนผิด ในการใชรถยนตflเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใชโดยขัดตอระเบียบหาไดไม ทั้งจําเลยนําทรายพิพาท ไปคืนหลังเกิดเหตุแลวถึง 5 เดือน ซึ่งเป2นพฤติการณflที่สอเจตนาวา จําเลยนําทรายพิพาทไปใชเพื่อประโยชนfl ของจําเลยไมใชเป2นการยืมทรายพิพาทแลวนํามาใชคืนตามที่กลาวอาง การกระทําของจําเลยเป2นการอาศัยอํานาจ


ในตําแหนงนายกเทศมนตรีสั่งการใหใชรถยนตflของเทศบาลเมืองคูคตขนยายทรายพิพาทไปใชประโยชนflสวนตัว โดยไมถูกตองตามระเบียบปฏิบัติสําหรับองคflประกอบตามความผิด ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ผูกระทําความผิด ตองเป2นเจาพนักงานที่มีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพยflใด ไดเบียดบังทรัพยflที่ตนมีหนาที่ดังกลาวเป2นของตน โดยทุจริตหรือใชอํานาจในตําแหนงดังกลาวโดยทุจริตอันเป2นการเสียหายแกรัฐ พยานโจทกflที่นําสืบมาไมได เบิกความยืนยันวา จําเลยมีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพยflใด อยางไร เพียงไดความแตวาจําเลยเป2น นายกเทศมนตรีเมืองคูคต มีอํานาจหนาที่กําหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล และมีอํานาจสั่งอนุญาตใหซื้อหรือจางทุกวิธีที่ใชจายจากเงินรายไดไมจํากัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการพัสดุของหนวยการบริหารราชการสวนทองถิ่น พ.ศ.2535 และที่แกไขเพิ่มเติม สวนการจัดซื้อทราย พิพาทไดความวาอยูในความดูแลรับผิดชอบของฝOายโยธา ในขณะที่การจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนตflของเทศบาล เมืองคูคตเป2นหนาที่ของงานป6องกันและรักษาความสงบเรียบรอยของเทศบาลเมืองคูคต เห็นไดวา จําเลยมีสวน เกี่ยวของเพียงเป2นผูอนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาลเมืองคูคตไมไดมีหนาที่โดยตรงในการซื้อ ทํา จัดการ หรือรักษาทรัพยflใด ๆ การกระทําของจําเลยจึงไมมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 แตการที่จําเลยซึ่ง เป2นเจาพนักงานตามกฎหมายอาศัยอํานาจในตําแหนงนายกเทศมนตรีสั่งการใหใชรถยนตflของเทศบาลเมืองคูคต ขนทรายพิพาทไปใชประโยชนflสวนตัวโดยไมถูกตองตามระเบียบดังกลาวเป2นการปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบเพื่อใหเกิด ความเสียหายแกเทศบาลเมืองคูคตจึงเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ฎีกาเลาเรื่อง 458 แมกฎหมายหามรับฟIงคํารับสารภาพชั้นจับกุมของผูถูกจับเป2นพยานหลักฐาน แตก็มิไดหาม รับฟIงเพื่อพิสูจนflความผิดของผูรวมกระทําความผิดอื่น จึงรับฟIงพิสูจนflความผิดของจําเลยไดสวนกฎหมายใหม ที่ยกเลิกกฎหมายเดิม แตยังคงบัญญัติการกระทําเดียวกันเป2นความผิดและมีอัตราโทษนอยกวา จึงตองใชกฎหมาย ในสวนที่เป2นคุณบังคับแกจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2561 แมป.วิ.อ. มาตรา 84 ววรรคทาย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา คดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จะหามมิใหรับฟIงคํารับสารภาพชั้นจับกุมเป2นพยานหลักฐาน แตกฎหมาย หามมิใหรับฟIงถอยคํารับสารภาพของผูถูกจับเป2นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจนflความผิดของผูถูกจับเทานั้น แตมิไดหาม รับฟIงเป2นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจนflความผิดของผูรวมกระทําความผิดอื่น จึงรับฟIงบันทึกการจับกุม บันทึกถอยคํา และภาพถายการชี้ตัว ประกอบคําเบิกความของพยานโจทกflผูจับกุมเพื่อพิสูจนflความผิดของจําเลยไดคดีนี้โจทกflฟ6อง


ขอใหลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13ทวิซึ่งเป2นกฎหมาย ที่ใชในขณะกระทําความผิดและมีบทกําหนดโทษตามมาตรา 89 ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหาปXถึงยี่สิบปXและ ปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ตอมาในระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา ไดมีพ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใชบังคับ และใหยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป2นกฎหมายที่ใชในภายหลังการ กระทําความผิดยังคงบัญญัติใหการกระทําความผิดตามฟ6องเป2นความผิดอยู โดยพ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและ ประสาท พ.ศ.2559 มีกําหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจําคุกตั้งแตสี่ปXถึงยี่สิบปXและปรับตั้งแต สี่แสนบาทถึงสองลานบาท โทษจําคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป2นกฎหมาย ที่ใชในภายหลังการกระทําความผิด เป2นคุณแกจําเลยมากกวา พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงตองใชกฎหมายในสวนที่เป2นคุณบังคับแกจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 459 ศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบและมีคําสั่งใหผูรองไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ปรปIกษflแลว การดําเนินกระบวนพิจารณาและคําสั่งของศาลชั้นตนจึงชอบดวยกฎหมาย แมจะถือวาผูคัดคาน เป2นบุคคลภายนอกมีสิทธิพิสูจนflวาผูคัดคานมีสิทธิในที ดินพิพาทดีกวาผูรอง และคําสั่งศาลชั้นตนไมผูกพัน ผูคัดคานก็ตาม แตคําสั่งศาลชั้นตนถึงที่สุดไปแลวและตามคํารองของผูคัดคานไมปรากฏวาผูรองโตแยงสิทธิ แกผูคัดคานผูคัดคานเพียงแตอางวามีสิทธิดีกวาผูรองและขอใหเพิกถอนคําสั่งศาลชั้นตนเทานั้น มิไดขอใหแสดง วาผูคัดคานมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทแตอยางใด ผูคัดคานจึงไมอาจรองเขามาเป2นคูความเพื่อยังใหไดรับความรับรอง คุมครองหรือบังคับตามสิทธิของตนและไมอาจขอใหเพิกถอนคําสั่งศาลชั้นตนดังกลาวได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6653/2561ผูรองยื่นคํารองขอใหศาลมีคําสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดย การครอบครองปรปIกษflอันเป2นการใชสิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ศาลมีคําสั่งใหผูรองสงสําเนาคํารอง ขอแกผูมีชื่อในโฉนดที่ดิน และประกาศคํารองขอทางหนังสือพิมพflรายวันแลว ไมมีผูใดยื่นคําคัดคาน จึงเป2นคดีที่ ไมมีขอพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 เมื่อศาลชั้นตนไดดําเนินการไตสวนและมีคําสั่งใหผูรองไดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปIกษflการดําเนินกระบวนพิจารณาและคําสั่งของศาลชั้นตนจึงชอบดวยกฎหมาย แมผูคัดคาน ไมไดรองคัดคานเขามาในคดีกอนที่ศาลชั้นตนจะมีคําสั่งใหผูรองไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปIกษfl ถือวาผูคัดคานเป2นบุคคลภายนอกมีสิทธิพิสูจนflวาผูคัดคานมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกวาผูรอง และคําสั่งศาลชั้นตน


ที่แสดงกรรมสิทธิ์ไมผูกพันผูคัดคานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ก็ตาม แตคดีนี้คําสั่งศาลชั้นตนถึงที่สุดไปแลว และขอเท็จจริงตามคํารองของผูคัดคานไมปรากฏวาผูรองโตแยงสิทธิอยางใดแกผูคัดคานในชั้นบังคับคดีตาม คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล ผูคัดคานเพียงแตอางวามีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกวาผูรองและขอใหมีคําสั่งเพิกถอน คําสั่งศาลชั้นตนที่ใหที่ดินพิพาทตกเป2นกรรมสิทธิ์ของผูรองโดยการครอบครองปรปIกษflเทานั้น มิไดขอใหมีคําสั่ง แสดงวาผูคัดคานมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทแตอยางใด ผูคัดคานจึงไมอาจรองเขามาเป2นคูความเพื่อยังใหไดรับ ความรับรอง คุมครองหรือบังคับตามสิทธิของตนไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และไมอาจขอใหเพิกถอนคําสั่ง ศาลชั้นตนดังกลาวได ฎีกาเลาเรื่อง 460 คดีที่เสร็จไปศาลมีคําสั่งจําหนายคดีเพราะเหตุโจทกfl (เจาหนี้) ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202นั้น ถือวาอายุความไมเคยสะดุดหยุดลง แตมีผลอยางเดียวกับคําพิพากษาของศาลที่ยกคําฟ6องโดยไมตัดสิทธิที่จะ ฟ6องใหม เมื่ออายุความครบไปแลวระหวางพิจารณา โจทกflยอมมีสิทธิฟ6องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกรองหรือ เพื่อใหชําระหนี้ภายในหกสิบวันนับแตวันที่คําสั่งจําหนายคดีถึงที่สุด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6751/2561 คดีที่เสร็จไปโดยการที่ศาลมีคําสั่งจําหนายคดีเพราะเหตุโจทกfl (เจาหนี้) ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 นั้น เป2นผลจากการที่โจทกflละทิ้งหรือทอดทิ้งคดีของตน ทํานองเดียวกับคดีเสร็จไปโดยการจําหนายคดีเพราะเหตุที่ถอนฟ6องและทิ้งฟ6องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ซึ่งใหถือวาอายุความไมเคยสะดุดหยุดลง โจทกflจึงไมไดรับประโยชนflจากการฟ6องคดีที่จะเป2นเหตุใหอายุ ความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) คําสั่งจําหนายคดีเพราะเหตุโจทกflขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 มีผลอยางเดียวกับคําพิพากษาของศาลที่ยกคําฟ6องโดยไมตัดสิทธิที่จะฟ6องใหมตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่ออายุความแหงสิทธิเรียกรองของโจทกflครบไปแลวในระหวางการพิจารณาคดี โจทกflยอมมีสิทธิฟ6องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกรองหรือเพื่อใหชําระหนี้ภายในหกสิบวันนับแตวันที่คําสั่ง จําหนายคดีถึงที่สุด (ประชุมใหญครั้งที่ 15/2561)


ฎีกาเลาเรื่อง 461 จําเลยที่ 5 ไดรับคาจางขับรถและคาบัตรโดยสารเครื่องบินจากจําเลยที่ 1 และที่ 2 สูงกวาปกติ ทั้งยังใหการชั้นสอบสวนหลังถูกจับเพียง 1 วัน โดยมีทนายความรวมฟIงและลงลายมือชื่อรับรองไวดวย นาเชื่อวา ใหการดวยความสมัครใจตามความเป2นจริง จึงใชยันจําเลยที่ 5 ในชั้นพิจารณาไดและเมื่อใหการสอดคลองกับ ที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหการในชั้นจับกุม จึงเชื่อวาจําเลยที่ 5 ทราบวาภายในรถยนตflมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง ซุกซอนอยู จึงเป2นผูครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเป2นตัวการรวมฐานมีเมทแอมเฟตามีน ไวในครอบครองเพื่อจําหนาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6768/2561 จําเลยที่ 5 ไดรับคาจางขับรถจากจําเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้งแรก 25,000 บาท ครั้งที่สอง 50,000 บาท คาจางดังกลาวเมื่อรวมกับคาบัตรโดยสารเครื่องบินของจําเลยที่ 5 และที่ 6 อีกสองครั้งที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ชําระใหแลว จึงเป2นคาจางที่สูงกวาปกติสําหรับการรับจางขับรถยนตflตามปกติ ทั่วไป จําเลยที่ 5 ใหการในชั้นสอบสวนหลังถูกจับเพียง 1 วัน โดยมีทนายความรวมฟIงการสอบสวนและลงลายมือ ชื่อรับรองความถูกตองดวย นาเชื่อวาจําเลยที่ 5 ใหการดวยความสมัครใจตามความเป2นจริงที่เกิดขึ้น จึงใชยันจําเลยที่ 5 ในชั้นพิจารณาไดซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคําใหการชั้นสอบสวนดังกลาวแลว ก็ปรากฏวา สอดคลองกับที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหการในชั้นจับกุม ตามพฤติการณflของจําเลยที่ 5 ดังกลาว เชื่อวาจําเลยที่5 ทราบวาภายในรถยนตflยี่หอซันยอง มีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซอนอยูกอนที่จะรับจาง ขณะจําเลยที่ 5ขับรถ จากจังหวัดสมุทรสาครไปอําเภอหาดใหญ จําเลยที่ 5 จึงเป2นผูครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทํา ของจําเลยที่ 5 กับพวกจึงเป2นการแบงหนาที่กันทํา ถือวาจําเลยที่ 5 เป2นตัวการรวมกระทําความผิด ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย ฎีกาเลาเรื่อง 462 ขอเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกลาวอางในฎีกาไมปรากฏอยูในคําใหการจึงถือไมไดวาเป2นขอเท็จ จริงที่ไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลชั้นอุทธรณflเป2นขอฎีกาที่มิชอบ ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6591/2561 จําเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาวา ขณะเกิดเหตุโจทกflขับรถยนตfl กลับรถในระยะหนึ่งรอยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป2นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางหามรถ ทั้งสองฝInงขับรถครอมเสน หามแซง หามกลับรถและหามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด จําเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทกfl มีระยะหางจากรถยนตflของโจทกflมากพอสมควร หากโจทกflไมเลี้ยวกลับรถฝOาฝZนกฎหมายและสัญญาณจราจร


ทั้งมิไดใหสัญญาณเปKดไฟเลี้ยวขวา รถยนตflคันที่จําเลยที่ 1 ขับยอมไมเฉี่ยวชนกับรถยนตflของโจทกflการที่รถยนตfl จําเลยที่ 1เฉี่ยวชนรถยนตflของโจทกflเป2นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนตflฝOาฝZนกฎหมายของโจทกflซึ่งเป2น เหตุสุดวิสัยของจําเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถไดทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทกflแตเพียงฝOายเดียว แตตามคําใหการของจําเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันขอเท็จจริงแตเพียงวา ขณะเกิดเหตุโจทกflเลี้ยวรถกลับบริเวณ ที่เกิดเหตุไปดานตรงขามอยางกะทันหัน จนจําเลยที่ 1 ไมสามารถหยุดหรือหักหลบไดทัน เป2นเหตุใหรถยนตfl ของจําเลยที่1 พุงชนรถยนตflของโจทกflอันเกิดจากความประมาทของโจทกflขอเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกลาวอางในฎีกาถือไมไดวาเป2นขอเท็จจริงที่ไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 8 เป2นขอฎีกาที่มิชอบดวย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใชบังคับขณะโจทกflฟ6อง ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 463 ปลอกกระสุนปZนที่ใชยิงไปแลว โดยไมปรากฏวาจะใชอัดหรือประกอบใหอยูในสภาพใชยิงได จึงไมเป2นเครื่องกระสุนปZน การมีไวจึงไมเป2นความผิด และแมจําเลยที่ 1 มิไดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจพิพากษา ยกฟ6องได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6570/2561 ปลอกกระสุนปZนเล็กกลขนาด .223 ที่จําเลยที่ 1 มีไวในครอบครอง เป2นปลอกกระสุนปZนที่ใชยิงไปแลว ทั้งโจทกflมิไดบรรยายฟ6องและนําสืบใหเห็นวาจําเลยที่ 1 จะใชปลอกกระสุนปZน ของกลางไปอัดหรือใชประกอบใหอยูในสภาพเป2นเครื่องกระสุนปZนสามารถใชยิงทําอันตรายแกชีวิตและวัตถุได ดังนั้น ปลอกกระสุนปZนของกลางดังกลาว จึงไมเป2นเครื่องกระสุนปZน การที่จําเลยที่ 1 มีไวจึงไมเป2นความผิด ตาม พ.ร.บ.อาวุธปZน เครื่องกระสุนปZน วัตถุระเบิด ดอกไมเพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปZน พ.ศ.2490มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แมจําเลยที่ 1 จะมิไดฎีกาในปIญหาขอนี้ศาลฎีกามีอํานาจพิพากษายกฟ6องไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 464 โจทกflซึ่งเป2นนิติบุคคลอาคารชุดแตงตั้งใหบริษัทเป2นผูจัดการ และบริษัทแตงตั้งให ล. เป2นผูดําเนินการ แทน ล. จึงเป2นผูจัดการของโจทกflไมใชเป2นเพียงผูดําเนินการแทนโจทกflและมีอํานาจดําเนินคดีแทนโจทกfl เพื่อประโยชนflแกเจาของรวมตามขอบังคับได


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6293/2561 โจทกflเป2นนิติบุคคลอาคารชุดแตงตั้งใหบริษัท ภ. เป2นผูจัดการบริษัท ดังกลาวแตงตั้งใหล. เป2นผูดําเนินการแทนบริษัทในฐานะผูจัดการของโจทกflซึ่งตามมาตรา 35 แหงพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติใหนิติบุคคลอาคารชุดมีผูจัดการคนหนึ่งซึ่งจะเป2นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได ในกรณีที่นิติบุคคลเป2นผูจัดการ ใหนิติบุคคลอาคารชุดนั้นแตงตั้งบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเป2นผูดําเนินการ แทนนิติบุคคลในฐานะผูจัดการ ดังนั้น ล. จึงเป2นผูจัดการของโจทกflไมใชเป2นเพียงผูดําเนินการแทนโจทกflล. ยอมมีอํานาจดําเนินคดีแทนโจทกflไดตามที่ระบุไวในขอบังคับของโจทกflที่ใหผูจัดการมีอํานาจกระทําการตาง ๆ เพื่อประโยชนflในการจัดการดูแลและรักษาทรัพยflสวนกลางทั้งนี้เพื่อประโยชนflแกเจาของรวม ซึ่งการฟ6องคดี ก็ถือวาเป2นการกระทําอยางหนึ่งที่อยูในวัตถุประสงคflของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 465 การทําหนังสือโอนสิทธิเรียกรองที่มีตอผูอื่นใหแกธนาคาร มิใชเป2นการโอนสิทธิเรียกรองกันตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยflเพราะธนาคารผูรับโอนมีสิทธิเพียงเรียกรองสิทธินั้นนํามาหักชําระหนี้และสวนที่เหลือ จะตองคืนแกผูโอน โดยไมมีสิทธิไดรับเงินตามสิทธินั้นทั้งหมด กรณีจึงเป2นเพียงการมอบอํานาจใหธนาคารรับเงิน แทนเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2561แมโจทกflทําหนังสือโอนสิทธิเรียกรองที่มีตอจําเลยใหแกธนาคารแตก็ มิใชเป2นการโอนสิทธิเรียกรองกันตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflที่ผูโอนประสงคflจะโอนสิทธิ เรียกรองใหแกผูรับโอนเป2นการเด็ดขาดโดยผูรับโอนเขาเป2นเจาหนี้คนใหมแทนที่ผูโอนซึ่งหมดสิทธิเรียกรอง ตอไปแลว หากแตเป2นกรณีที่โจทกflนําหนี้คาจางมาขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินคาจาง จากจําเลยไดแลว ธนาคารจะหักหนี้ของตนไวสวนเงินที่เหลือจะคืนใหแกโจทกflแมบันทึกขอตกลงโอนสิทธิเรียกรอง จะใชขอความวาโจทกflโอนสิทธิเรียกรองในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทกflใหแกธนาคาร แตตามเจตนาของคูกรณี หาใชเป2นการโอนสิทธิเรียกรองกันไม เนื่องจากธนาคารผูรับโอนไมมีสิทธิไดรับเงินทั้งหมด คงมีสิทธิไดรับชําระหนี้ ของตนตามสวนที่ตกลงกันไวเทานั้น สวนที่เหลือตองคืนใหแกโจทกflกรณีจึงเป2นเพียงโจทกflมอบอํานาจใหธนาคาร รับเงินแทนโจทกflเทานั้น


ฎีกาเลาเรื่อง 466 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟZjนคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ถาศาลอุทธรณfl เห็นวา คํารองนั้นไมมีมูล ใหศาลอุทธรณflมีคําสั่งยกคํารองนั้น” และวรรคสองบัญญัติวา “คําสั่งของศาลอุทธรณfl ตามวรรคหนึ่งใหเป2นที่สุด” การที่ศาลอุทธรณflวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงวาเหตุตามคํารองจึงไมเขาหลักเกณฑflพิพากษา ยกคํารอง เทากับเห็นวาคํารองไมมีมูลยอมเป2นที่สุด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6322 – 6323/2561 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟZjนคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม พ.ศ.2526 มาตรา 8 เมื่อผูรองยื่นคํารองตอศาลชั้นตน ศาลชั้นตนตองไตสวนคํารองแลวสงสํานวนการไตสวน พรอมความเห็นไปยังศาลอุทธรณflเพื่อพิจารณาวาจะสั่งรับคํารองนั้นไวเพื่อดําเนินการพิจารณาคดีนั้นใหมหรือไม ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคํารองนั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ถาศาลอุทธรณflเห็นวา คํารองนั้น ไมมีมูล ใหศาลอุทธรณflมีคําสั่งยกคํารองนั้น” และวรรคสองบัญญัติวา“คําสั่งของศาลอุทธรณflตามวรรคหนึ่งใหเป2น ที่สุด” ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณflวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงที่จําเลยที่ 2 อางวา คดีที่โจทกflขอใหเพิ่มโทษจําเลยที่ 2 ศาลอุทธรณflพิพากษาใหรอการลงโทษจําคุก จึงไมอาจเพิ่มโทษจําเลยที่ 2 ไดมิใชเป2นพยานหลักฐานใหมอัน ขัดแยงและสําคัญแกคดีไม เหตุตามคํารองจึงไมเขาหลักเกณฑflตาม พ.ร.บ.การรื้อฟZjนคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม พ.ศ.2526 มาตรา 5 (1) (2) (3) แลวพิพากษายกคํารอง เทากับวาศาลอุทธรณflเห็นวาคํารองของจําเลยที่ 2 ไมมีมูล คําพิพากษาของศาลอุทธรณflที่ใหยกคํารองของจําเลยที่ 2 ยอมเป2นที่สุด ตามมาตรา 10 ผูรองจึงไมมีสิทธิฎีกา ฎีกาเลาเรื่อง 467 โจทกflฟ6องวาจําเลยจางโจทกflบริหารจัดการอาคารชุดแตไมชําระคาจางจําเลยใหการและฟ6องแยงวา โจทกflเป2นผูแทนของนิติบุคคลอาคารชุด แตไมเรียกเก็บคาใชจายจากเจาของรวมและไมนําเงินฝากเขาบัญชีของ จําเลย แตกลับออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ใหแกเจาของรวมไปใชโอนกรรมสิทธิ์ประเด็นพิพาทจึงอยูที่วาโจทกflหรือ จําเลยเป2นฝOายผิดสัญญา ฟ6องแยงของจําเลยจึงเกี่ยวกับฟ6องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปดวยกันได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2561 โจทกflฟ6องวาจําเลยทําสัญญาวาจางโจทกflใหบริหารจัดการ อาคารชุดแตจําเลยผิดสัญญาไมชําระคาจางจําเลยใหการและฟ6องแยงวา โจทกflมีหนาที่เป2นผูแทนของนิติบุคคล อาคารชุดและตองปฏิบัติการใหเป2นไปตามวัตถุประสงคflของนิติบุคคลอาคารชุดตามขอบังคับหรือตามมติที่ประชุม ใหญของเจาของรวมหรือคณะกรรมการ ขอบังคับของจําเลยกําหนดใหเจาของรวมทุกคนตองชําระคาใชจาย ลวงหนาแกนิติบุคคลอาคารชุดในวันโอนกรรมสิทธิ์เพื่อไวเป2นกองทุนหมุนเวียนสําหรับการบริหารพัฒนาปรับปรุง


ซอมแซม หรือจัดซื้อทรัพยflสินสวนกลาง และเป2นเงินสํารองใชในกรณีจําเป2นเรงดวน และใหผูจัดการนิติบุคคล อาคารชุดนําฝากธนาคารในนามของจําเลย แตโจทกflไมเรียกเก็บคาใชจายลวงหนาดังกลาวตามขอบังคับ ในวันโอนกรรมสิทธิ์และไมไดนําเงินฝากเขาบัญชีของจําเลย โจทกflกลับออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ใหแกเจาของ รวมไปใชในการโอนกรรมสิทธิ์รวม 6 หอง กอใหเกิดความเสียหายแกจําเลย ถือวาโจทกflผิดสัญญาในขอสาระสําคัญ ประเด็นพิพาทจึงอยูที่วาโจทกflหรือจําเลยเป2นฝOายผิดสัญญาจางบริหารจัดการอาคารชุด หากขอเท็จจริงฟIงได วาโจทกflเรียกเก็บคาใชจายลวงหนาจากเจาของรวมเรียบรอยแลวจึงออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ใหเจาของรวม เพื่อใชในการโอนกรรมสิทธิ์โจทกflไมไดผิดสัญญา จําเลยมีหนาที่ตองชําระคาจางตามฟ6อง แตหากเป2นไปดังที่จําเลย ใหการโจทกflยอมเป2นฝOายผิดสัญญา จําเลยปฏิเสธการชําระคาจางไดฟ6องแยงของจําเลยจึงเกี่ยวกับฟ6องเดิมพอ ที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปดวยกันได ฎีกาเลาเรื่อง 468 ชั้นจับกุมจําเลยที่ 1 เพียงแตอางวาไดรับเมทแอมเฟตามีนมาจาก ว. โดยแจงหมายเลขโทรศัพทflไว แตไมไดแจงที่อยูและพาไปจับกุม ว. ขอมูลดังกลาวจึงไมเป2นการขยายผลจนยึดเมทแอมเฟตามีนหรือจับกุม ผูกระทําความผิดหรือเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ เจาพนักงานตํารวจจับกุม ท. พรอมยึดเมทแอมเฟตามีน 5,967 เม็ด เป2นของกลางโดยใชสายลับลอซื้อ การที่จําเลยที่ 1 เพิ่งยกขอเท็จจริงขึ้นอางในชั้นอุทธรณflถือวามิไดยกขึ้นวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน จึงตองหามอุทธรณfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6413/2561 รอยตํารวจโท ส. และรอยตํารวจเอก ว. ผูรวมจับกุมจําเลยทั้งสอง เบิกความเป2นพยานโจทกflประกอบคํารับสารภาพของจําเลยทั้งสองวา ชั้นจับกุมจําเลยที่ 1 อางวาไดรับเมทแอมเฟตามีน มาจาก ว. แลวไดแจงหมายเลขโทรศัพทflไวแตจําเลยทั้งสองไมไดแจงที่อยู ว. และไมไดพาเจาพนักงานตํารวจไป จับกุม ว. แตอยางใด ดังนั้น ขอมูลที่จําเลยที่ 1 ใหการในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจึงไมอาจรับฟIงไดวาเป2น ขอมูลที่มีการขยายผลจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนหรือจับกุมผูกระทําความผิดไดทั้งยังไมเป2นขอมูลที่เป2น ประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ ตามสําเนาบันทึกการจับกุม เจาพนักงานตํารวจจับกุม ท. พรอมยึดเมทแอมเฟตามีน 5,967 เม็ด เป2นของกลางโดยการใชสายลับลอซื้อภายหลัง จากที่ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 1 แลว ทั้งขอเท็จจริงในการจับกุม ท. ก็ไมปรากฏในทางนําสืบของพยาน โจทกflและคําใหการของจําเลยที่ 1 ในระหวางพิจารณาของศาลชั้นตน จําเลยที่ 1 เพิ่งยกขอเท็จจริงดังกลาวนี้อาง


ในชั้นอุทธรณflจึงถือวาเป2นขอเท็จจริงที่มิไดยกขึ้นวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน ตองหามมิใหอุทธรณfl ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 469 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กําหนดสําหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ใหปรับเป2นเงินสี่เทาราคาของ ซึ่งไดรวมคาอากรเขาดวยแลว หรือจําคุกไมเกินสิบปXหรือทั้งปรับทั้งจํา คดีนี้ของที่รวมกันนําเขามาในราชอาณาจักร โดยไมผานพิธีการศุลกากรรวมเป2นเงิน 78,000 บาท โทษปรับสี่เป2นเงิน 312,000 บาท และไมใชใหปรับ เป2นรายบุคคล การที่ศาลชั้นอุทธรณflวางโทษปรับจําเลยทั้งสองเป2นเงิน 156,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่ง ปรับรวมกันเป2นเงิน 78,000 บาท จึงไมถูกตอง กฎหมายที่ใชภายหลังกระทําความผิดไมเป2นคุณแกจําเลยทั้งสอง จึงตองใชกฎหมายที่ใชในขณะกระทําความผิดบังคับ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6246/2561 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กําหนดสําหรับความผิดครั้ง หนึ่ง ๆ ใหปรับเป2นเงินสี่เทาราคาของซึ่งไดรวมคาอากรเขาดวยแลว หรือจําคุกไมเกินสิบปXหรือทั้งปรับทั้งจํา คดีนี้ใบพืชกระทอมสดที่จําเลยทั้งสองรวมกันนําเขามาในราชอาณาจักรโดยไมผานพิธีการศุลกากรรวมราคา ของและคาอากรเขาดวยกันแลวเป2นเงิน 78,000 บาท ลงโทษปรับเป2นเงินสี่เทาราคาของซึ่งไดรวมคาอากรเขาดวย แลวจึงเป2นเงิน 312,000 บาท และไมใชใหปรับสําหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แลวแบงปรับเป2นรายบุคคลคนละ เทา ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณflภาค 9 วางโทษปรับจําเลยทั้งสองเป2นเงิน 156,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่ง ใหปรับจําเลยทั้งสองรวมกันเป2นเงิน 78,000 บาท จึงไมถูกตองแมในระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา มีพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใชบังคับโดยใหยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป2นกฎหมายที่ใชในขณะ กระทําความผิดและใหใชบทบัญญัติใหมแทน แตกฎหมายที่ใชในภายหลังการกระทําความผิดไมเป2นคุณแกจําเลย ทั้งสอง จึงตองใชกฎหมายที่ใชในขณะกระทําความผิดบังคับ ฎีกาเลาเรื่อง 470 บันทึกรับสารภาพที่จําเลยทั้งสามตางเขียนขึ้นเองตรงกันประกอบคําใหการชั้นสอบสวนของจําเลยที่ 1และที่ 3 สรุปไดวา จําเลยที่ 1 เป2นผูซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ส. มาใหจําเลยที่ 3 เพื่อขายใหแกด. แมไมปรากฏหลักฐาน


ของโจทกflวาจําเลยที่ 1 มีสวนในการตกลงจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหด. ก็ตาม แตถือเป2นการแบงหนาที่กันทํา ฟIงไดวาจําเลยที่ 1 รวมกับจําเลยที่ 3 กระทําความผิดฐานจําหนายเมทแอมเฟตามีนของกลางบางสวนตามฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6304/2561 ขอความในบันทึกคํารับสารภาพที่จําเลยทั้งสามตางเขียนขึ้นเอง มีขอความในสวนที่ตรงกันสรุปไดวา จําเลยทั้งสามปรึกษาและออกเงินรวบรวมใหจําเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตา มีนจาก ส. โดยระบุจํานวนเงินของจําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 3 ดวย ทั้งยังไดความจากบันทึกคํารับสารภาพ ของจําเลยที่ 3 เพิ่มเติมวา ที่มีการปรึกษาและรวบรวมเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกลาวเนื่องจาก ด. โทรศัพทfl ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจําเลยที่ 3 และตามคําใหการชั้นสอบสวนของจําเลยที่ 1 และที่ 3 ก็สอดคลองกัน ในสวนที่แสดงวา จําเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาใหจําเลยที่ 3 เพื่อขายใหแก ด. ประกอบกับเมทแอมเฟตา มีนที่ตรวจพบยึดไดที่บานจําเลยที่ 2 อยูในลักษณะที่เปKดเผยบนโตyะและตกบนพื้นบาน การที่จําเลยที่ 1 เป2น ผูไปซื้อเมทแอมเฟตามีนเป2นการกระทําที่สําคัญที่เป2นสวนหนึ่งทําใหจําเลยที่ 3 ไดเมทแอมเฟตามีนมาขายใหด. ไดสําเร็จแมไมปรากฏหลักฐานของโจทกflวาจําเลยที่ 1 มีสวนในการตกลงจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหด. ก็ตาม แตก็ถือไดวาเป2นการแบงหนาที่กันทํา โดยจําเลยที่ 1 มีหนาที่ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาใหสวนจําเลยที่ 3 มีหนาที่ จําหนายแก ด. ขอเท็จจริงฟIงไดโดยปราศจากขอสงสัยวาจําเลยที่ 1 รวมกับจําเลยที่ 3 กระทําความผิดฐาน จําหนายเมทแอมเฟตามีนของกลางบางสวนตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 471 โจทกflขอคาเสียหายรายเดือนหลังวันฟ6อง พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXจนกวาจําเลยและ บริวารจะออกไปจากทรัพยflพิพาทนั้น คาเสียหายรายเดือนภายหลังวันฟ6อง เป2นคาเสียหายในอนาคต จึงมิใชหนี้เงิน ผิดนัดที่โจทกflทั้งสองจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหวางผิดนัดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2561 ดอกเบี้ยจากคาสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจาก การละเมิดลูกหนี้ไดชื่อวาผิดนัดมาแตเวลาทําละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 เมื่อขอเท็จจริงรับฟIงไดตามวินิจฉัย ขางตนวา โจทกflทั้งสองมีสิทธิคิดคาเสียหายจากจําเลยนับแตวันที่ 13 มกราคม 2552 ถือไดว าวันดังกลาวเป2น วันที่จําเลยกระทําละเมิด โจทกflทั้งสองจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตรารอยละ 7.5 ตอปXตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแตวันที่ 13 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 อันเป2นวันฟ6องและตอไปจนกวาจะ ชําระเสร็จตามที่โจทกflขอมา สวนที่โจทกflขอคาเสียหายรายเดือนหลังวันฟ6อง พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปX จนกวาจําเลยและบริวารจะออกไปจากทรัพยflพิพาทนั้น คาเสียหายรายเดือนภายหลังวันฟ6องโจทกflทั้งสองมีคําขอ


ในลักษณะคาเสียหายในอนาคต จึงมิใชหนี้เงินผิดนัดที่โจทกflทั้งสองจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตรารอยละ 7.5 ตอปXได ฎีกาเลาเรื่อง 472 แมมีการเพิ่มเติมความผิดมูลฐานหลังจากกระทําความผิดมูลฐานนั้น แตทรัพยflสินที่เกี่ยวกับความผิด มูลฐานที่เพิ่มเติมอยูภายใตบังคับยอนหลังนับแตวันการกระทําผิดนั้น ผูรองมิไดขอใหศาลสั่งใหนําทรัพยflสิน ที่เกี่ยวกับการกระทําผิดไปคืนหรือชดใชคืนใหแกผูเสียหายแทนการสั่งใหตกเป2นของแผนดิน ศาลจึงไมอาจสั่งกรณี ดังกลาวไดแตเมื่อเงินที่ส. กับพวกชิงทรัพยflไปเป2นของผูเสียหายที่ไดมาโดยสุจริต ผูเสียหายจึงมีสิทธิติดตาม และเอาคืนซึ่งเงินของตนไดผูคัดคานทั้งสองซึ่งรับชวงสิทธิจากผูเสียหายจึงเป2นผูมีสิทธิในฐานะเจาของเงินที่แทจริง ติดตามเอาเงินคืนเมื่อ ส. นําเงินนั้นไปซื้อหุนและวางเป2นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพยflและไดเงินปIนผล จากหุน ทรัพยflสินนั้นจึงไมตกเป2นของแผนดิน โดยผูคัดคานทั้งสองเป2นผูรับชวงสิทธิรับเงินหรือทรัพยflสินดังกลาวนี้แทน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655 – 5656/2561แมมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจาก ที่ไดมีการกระทําความผิดมูลฐานนั้นก็ตาม ทรัพยflสินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมดังกลาวยอมตก อยูภายใตบังคับยอนหลังไปทันทีนับแตวันที่มีการกระทําความผิดมูลฐานนั้น ขณะผูรองยื่นคํารองขอใหทรัพยflสิน ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตกเป2นของแผนดิน ยังไมมีการแกไขเพิ่มเติมบทบัญญัติวรรคหก ของมาตรา 49 แหงพ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่บัญญัติวาผูรองตองรองขอใหศาลสั่งใหนําทรัพยflสิน ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไปคืนหรือชดใชคืนใหแกผูเสียหายแทนการสั่งใหทรัพยflสินดังกลาวตกเป2น ของแผนดินไปในคราวเดียวกัน และผูรองก็มิไดมีคํารองขอดังกลาวเพิ่มเติมมาในภายหลังที่มีการแกไขเพิ่มเติม บทบัญญัตินี้ศาลจึงไมอาจสั่งใหนําทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดคืนหรือชดใชคืนใหแกผูเสียหาย เมื่อขอเท็จจริงปรากฏชัดวาเงินที่ ส. กับพวกชิงทรัพยflไปเป2นของผูเสียหายที่ไดมาโดยสุจริต ผูเสียหายจึงมีสิทธิ ติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ผูคัดคานทั้งสอง ซึ่งรับชวงสิทธิจากผูเสียหาย จึงเป2นผูมีสิทธิในฐานะเจาของเงินที่แทจริง และยังถือไดวาเป2นผูรับโอนสิทธิโดยสุจริตและมีคาตอบแทน ที่จะติดตามเอาเงินคืนจาก ส. กับพวกตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดวย เมื่อส. นําเงินของผูเสียหายไปซื้อหุนและวางเป2นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพยflและ ไดเงินปIนผลจากหุนที่ซื้อซึ่งเป2นทรัพยflสินและดอกผลของผูเสียหายที่ส. ตองคืนแกผูเสียหาย ทรัพยflสินนั้น


จึงไมตกเป2นของแผนดิน โดยผูคัดคานทั้งสองเป2นผูรับชวงสิทธิรับเงินหรือทรัพยflสินดังกลาวนี้แทน (ประชุมใหญ ครั้งที่ 15/2561) ฎีกาเลาเรื่อง 473 ตาม ป.อ. อาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง การที่ผูถูกขมขืนใจตองกระทําการนั้น ไมกระทําการนั้น หรือ จํายอมตอสิ่งนั้นตามที่ถูกขมขืนใจ เป2นองคflประกอบของความผิดฐานนี้ดวย ซึ่งโจทกflตองบรรยายในคําฟ6อง เมื่อฟ6องโจทกflบรรยายเพียงวา จําเลยถืออาวุธปZนพรอมกับชี้นิ้วและพูดจาขมขูเพื่อมิใหผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กระทําการกอสรางที่พักคนงาน อันเป2นการขมขืนใจผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ใหกระทําการใด ไมกระทําการใด หรือจํายอมตอสิ่งใด โดยทําใหผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เกิดความกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิตและรางกายเทานั้น จึงไมครบองคflประกอบความผิดที่โจทกflขอใหลงโทษ เป2นคําฟ6องที่ไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2561 ตาม ป.อ. อาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ผูใดขมขืนใจ ผูอื่นใหกระทําการใด ไมกระทําการใดหรือจํายอมตอสิ่งใด โดยทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกายเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยflสินของผูถูกขมขืนใจนั้นเองหรือของผูอื่น หรือโดยใชกําลังประทุษรายจนผูถูกขมขืนใจ ตองกระทําการนั้น ไมกระทําการนั้น หรือจํายอมตอสิ่งนั้น ...” ดังนี้การที่ผูถูกขมขืนใจตองกระทําการนั้น ไมกระทําการนั้น หรือจํายอมตอสิ่งนั้นตามที่ถูกขมขืนใจจึงเป2นองคflประกอบของความผิดฐานนี้ดวย ซึ่งโจทกflตอง บรรยายใหปรากฏในคําฟ6อง เมื่อฟ6องโจทกflบรรยายเพียงวา จําเลยบังอาจถืออาวุธปZนพรอมกับชี้นิ้วและพูดจาขมขู เพื่อมิใหผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กระทําการกอสรางที่พักคนงาน อันเป2นการขมขืนใจผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ใหกระทําการใด ไมกระทําการใด หรือจํายอมตอสิ่งใด โดยทําใหผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เกิดความกลัววาจะ เกิดอันตรายตอชีวิตและรางกาย โดยโจทกflมิไดบรรยายวา ผูเสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผูถูกขมขืนใจตองกระทําการนั้น ไมกระทําการนั้น หรือจํายอมตอสิ่งนั้นหรือไม จึงเป2นการบรรยายฟ6องที่ไมครบองคflประกอบของความผิด ตามกฎหมายดังกลาวที่โจทกflขอใหลงโทษ คําฟ6องของโจทกflในความผิดฐานนี้จึงไมชอบดวย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฎีกาเลาเรื่อง 474 สูติบัตรมิใชพยานหลักฐานที่ยืนยันไดอยางเด็ดขาดวา ผูรองขอเป2นบุตรของเจามรดกกับผูรอง เพราะ พนักงานเจาหนาที่เพียงแตไดรับการบอกเลาจากผูแจงและบันทึกลงในเอกสารเทานั้นหาใชเป2นการตรวจพิสูจนfl


Click to View FlipBook Version