The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2023-07-11 03:32:57

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

เวลาที่ศาลอนุญาต รับอุทธรณflโดยมิไดมีคําสั่งในคํารองขอขยายฉบับที่ 2 เนื่องจากเจาหนาที่มิไดนําคํารองฉบับนี้ กลัดเขาสํานวน และศาลอุทธรณflวินิจฉัยวาโจทกflยื่นอุทธรณflเกินกําหนดและยกอุทธรณflโจทกflยื่นคํารองขอให ศาลชั้นตนตรวจสอบ ปรากฏวา วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทกflยื่นขอขยายเวลาอุทธรณflครั้งที่ 2 จริง ดังนั้น เมื่อความผิดพลาดมิไดเกิดจากโจทกflและศาลชั้นตนรับอุทธรณflกรณีอนุมานไดวาศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายอุทธรณfl ตามคํารองฉบับที่ 2 แลวโดยปริยาย อุทธรณflของโจทกflจึงเป2นอุทธรณflที่ชอบดวยกฎหมาย ศาลอุทธรณflชอบที่จะ วินิจฉัยอุทธรณflของโจทกflตอไป ศาลฎีกาเห็นควรยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณflพิจารณาพิพากษาใหม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5001 / 2562 โจทกflยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณfl 2 ครั้ง ศาลชั้นตน มีคําสั่งอนุญาตตามคํารองฉบับแรกใหโจทกflยื่นอุทธรณflไดภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ตอมาโจทกflยื่นอุทธรณfl วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นตนมีคําสั่งวา โจทกflยื่นอุทธรณflภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาต รับเป2นอุทธรณfl ของโจทกflโดยมิไดมีคําสั่งในคํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณflฉบับที่ 2 เนื่องจากเจาหนาที่ธุรการมิไดนําคํารอง ฉบับที่ 2 ของโจทกflกลัดเขาสํานวน และเป2นเหตุใหศาลอุทธรณflวินิจฉัยวาโจทกflยื่นอุทธรณflเกินกําหนดและ ยกอุทธรณflของโจทกflหลังจากนั้นโจทกflยื่นคํารองขอใหศาลชั้นตนตรวจสอบ ขอเท็จจริงปรากฏวา วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 โจทกflยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณflครั้งที่ 2 จริง ดังนั้น การที่เจาหนาที่ศาลชั้นตนไม ไดกลัดคํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณflฉบับที่ 2 เขาสํานวนทําใหศาลอุทธรณflวินิจฉัยโดยผิดหลงวาโจทกflไมไดยื่น คํารองขอขยายระยะเวลาอุทธรณflออกไปอีก เมื่อความผิดพลาดเกิดจากความบกพรองของเจาหนาที่ศาล มิใชโจทกflและศาลชั้นตนรับอุทธรณflของโจทกflโดยเห็นวาโจทกflยื่นอุทธรณflภายในวันที่ศาลอนุญาตไวกรณีอนุมานไดวา ศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายระยะเวลาอุทธรณflตามคํารองฉบับที่ 2 ของโจทกflแลวโดยปริยาย เมื่อนับถึงวันที่ 2กันยายน 2559 ยังไมเกินกําหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นตนอนุญาตอุทธรณflของโจทกflจึงเป2นอุทธรณflที่ชอบ ดวยกฎหมาย ศาลอุทธรณflชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณflของโจทกflตอไป ที่ศาลอุทธรณflพิพากษายกอุทธรณflของโจทกfl เป2นการไมชอบ ศาลฎีกาเห็นควรยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณflพิจารณาพิพากษาใหมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ฎีกาเลาเรื่อง 276 เรื่องฟ6องเคลือบคลุมในคดีแพง (ฟอกเงิน) ไมใชปIญหาอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยที่ศาลจะยกขึ้น วินิจฉัยไดเอง ผูคัดคานที่ 3 ใหการวา คํารองของผูรองเคลือบคลุม โดยมิไดใหเหตุผล เป2นคําใหการที่ไมชัดแจง ทั้งศาลชั้นตนไมไดกําหนดเป2นประเด็นไวฎีกาของผูคัดคานที่ 3 ที่วาคํารองของผูรองเคลือบคลุม จึงเป2นขอที่


ไมไดวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลลางทั้งสอง ตองหามฎีกา ผูคัดคานที่ 3 เป2นผูเกี่ยวของหรือเคยเกี่ยวของ สัมพันธflกับผูกระทําความผิดมูลฐาน จึงตองสันนิษฐานไวกอนวาทรัพยflสินของผูคัดคานที่ 3 เป2นทรัพยflสินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิด ผูคัดคานที่ 3 มีภาระการพิสูจนflเพื่อหักลางขอสันนิษฐานดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4722 / 2562 เรื่องฟ6องเคลือบคลุมในคดีแพงไมใชปIญหาอันเกี่ยวดวยความสงบ เรียบรอยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดไดเอง ผูคัดคานที่ 3 ใหการวา คํารองของผูรองเคลือบคลุม โดยมิไดใหเหตุผลวาเคลือบคลุมอยางไร เป2นคําใหการที่ไมชัดแจง ทั้งศาลชั้นตนไมไดกําหนดเป2นประเด็นไว ฎีกาของผูคัดคานที่ 3 ที่วาคํารองของผูรองเคลือบคลุม จึงเป2นขอที่ไมไดวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลลางทั้งสอง ตองหามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ผูคัดคานที่ 3 เป2นผูเกี่ยวของหรือเคยเกี่ยวของสัมพันธflกับผูกระทํา ความผิดมูลฐาน จึงตองสันนิษฐานไวกอนวาทรัพยflสินของผูคัดคานที่ 3 เป2นทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด ผูคัดคานที่ 3 มีภาระการพิสูจนflเพื่อหักลางขอสันนิษฐานดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 277 การที่ผูตายที่ 2 เคยทําพินัยกรรมรวมกับผูตายที่ 1 มากอน โดยระบุวา พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมี การเปลี่ยนแปลงแกไข หรือผูทําพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้หรือทําพินัยกรรมฉบับใหมขึ้น จะตองกระทําในขณะที่ยังมีชีวิตอยูทั้งสองคนและตองแจงใหอีกฝOายหนึ่งทราบเป2นลายลักษณflอักษรดวย ถาผูทําพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแกความตายไปกอนจะแกไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมสวนของตน หรือ ทําพินัยกรรมฉบับใหมไมไดหากทําพินัยกรรมฉบับใหมขึ้นจะไมมีผลทําใหพินัยกรรมฉบับนี้ไมมีผลบังคับแตอยางใดนั้น ไมมีผลผูกพันผูตายที่ 2 เพราะถือเป2นขอกําหนดของผูตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพยflสินของผูอื่นคือผูตายที่ 2 ซึ่งถึงแกความตายภายหลัง ทั้งผูตายที่ 2 ก็ไดทําพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพยflสินแกบุตรรวมทั้งผูคัดคาน โดยไมปรากฏวามีทรัพยflสินอื่นอีก จึงเป2นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะสวน ของผูตายที่2 ดังนั้น เมื่อผูรองมิไดรับทรัพยflตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือวาผูรองถูกตัดมิใหรับมรดกจึงไมใชทายาท หรือผูมีสวนไดเสียที่จะรองขอตั้งผูจัดการมรดกของผูตายที่ 2 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243 / 2563 การที่ผูตายที่ 2 เคยทําพินัยกรรมแบบเอกสารฝOายเมืองรวมกับ ผูตายที่ 1 มากอน โดยมีขอที่ 3 ระบุวา พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแกไข หรือผูทําพินัยกรรม คนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้หรือทําพินัยกรรมฉบับใหมขึ้นจะตองกระทําในขณะที่ยังมีชีวิตอยูทั้งสองคน


และตองแจงใหอีกฝOายหนึ่งทราบเป2นลายลักษณflอักษรดวย ถาผูทําพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแกความตายไปกอน จะแกไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมสวนของตน หรือทําพินัยกรรมฉบับใหมไมไดหากทําพินัยกรรมฉบับใหมขึ้น จะไมมีผลทําใหพินัยกรรมฉบับนี้ไมมีผลบังคับแตอยางใดนั้น ยอมไมมีผลผูกพันในสวนของผูตายที่ 2เพราะถือเป2น ขอกําหนดของผูตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพยflสินของผูอื่นคือผูตายที่ 2 ซึ่งถึงแกความตายภายหลัง ทั้งผูตายที่ 2 ผูทําพินัยกรรมฉบับแรกก็ไดทําพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพยflสินแกบุตร 7 คน รวมทั้งผูคัดคาน โดยไมปรากฏ วามีทรัพยflสินอื่นของผูตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป2นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก เฉพาะสวนของผูตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1693 และ 1694 ดังนี้เมื่อผูรองมิไดรับทรัพยflตามพินัยกรรม ฉบับหลัง ถือวาผูรองเป2นทายาทโดยธรรมผูที่มิไดรับประโยชนflจากพินัยกรรมของผูตายที่ 2เป2นผูถูกตัดมิใหรับ มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคทายผูรองจึงไมใชทายาทหรือผูมีสวนไดเสียที่จะรองขอตั้งผูจัดการมรดกในส วนของผูตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ฎีกาเลาเรื่อง 278 เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีหนังสือทวงถามใหจําเลยทั้งสองชําระหนี้เป2นการบังคับตามสิทธิเรียกรอง ของลูกหนี้ที่มีอํานาจกระทําไดโดยไมตองฟ6องคดีตอศาล ถือเป2นการกระทําอื่นใดอันนับวามีผลเป2นอยางเดียวกัน กับการฟ6องคดีเป2นเหตุใหอายุความสะดุดหยุดลง เมื่อโจทกflซื้อและรับโอนสิทธิเรียกรองมาจากเจาพนักงาน พิทักษflทรัพยflและฟ6องคดีไมเกินสิบปXนับแตอายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทกflจึงไมขาดอายุความ และเมื่อ เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีหนังสือทวงถามใหจําเลยทั้งสองชําระหนี้คาขาดราคาและภาษีมูลคาเพิ่มคางจาย แตจําเลยทั้งสองไดรับแลวไมปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบขอปฏิเสธเป2นหนังสือมายังเจาพนักงานพิทักษflทรัพยfl ภายสิบสี่วันนับแตไดรับแจงความ ถือวาจําเลยทั้งสองเป2นหนี้กองทรัพยflสินของลูกหนี้ตามที่แจงเป2นเด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ลมละลาย จําเลยทั้งสองจึงตองรับผิดตอโจทกflตามที่เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflแจงไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602 / 2562 การที่เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีหนังสือทวงถามใหจําเลยทั้งสอง ชําระหนี้เป2นการบังคับตามสิทธิเรียกรองของลูกหนี้ที่เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีอํานาจกระทําไดโดยไมตองฟ6อง คดีตอศาล ถือวาเป2นการกระทําอื่นใดอันนับวามีผลเป2นอยางเดียวกันกับการฟ6องคดีอันเป2นเหตุใหอายุความ สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทกflซื้อและรับโอนสิทธิเรียกรองดังกลาวตอมาจาก เจาพนักงานพิทักษflทรัพยflและไดฟ6องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ยังไมเกินสิบปXนับแตวันที่อายุความ สะดุดหยุดลงดังกลาว คดีโจทกflไมขาดอายุความ เมื่อเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflมีหนังสือทวงถามใหจําเลยทั้งสอง


ชําระหนี้เป2นเงินคาขาดราคาและภาษีมูลคาเพิ่มคางจายแตปรากฏวาเมื อจําเลยทั้งสองไดรับหนังสือใหชําระเงิน ดังกลาวแลว ไมไดปฏิเสธหรือแสดงเหตุผลประกอบขอปฏิเสธเป2นหนังสือมายังเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflภายใน กําหนดสิบสี่วันนับแตวันที่ไดรับแจงความ ถือวาจําเลยทั้งสองเป2นหนี้กองทรัพยflสินของลูกหนี้อยูตามจํานวน ที่แจงไปเป2นการเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ลมละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทกflเป2นผูซื้อและ รับโอนสิทธิเรียกรองดังกลาวจากเจาพนักงานพิทักษflทรัพยflจําเลยทั้งสองจึงตองรับผิดตอโจทกflตามที่เจาพนักงาน พิทักษflทรัพยflแจงไป ฎีกาเลาเรื่อง 279 การขอตั้งผูจัดการมรดก การเป2นผูจัดการมรดก หรือการคัดคานการขอตั้งผูจัดการมรดกเป2นสิทธิ เฉพาะตัวของผูรอง ทายาทไมอาจเขามาเป2นคูความแทนที่ไดผูรองตายกอนยื่นอุทธรณflตอมาศาลชั้นอุทธรณfl ใหจําหนายคดีทนายผูรองและผูรับมอบอํานาจของผูรองยอมหมดสภาพไป และถือวาลวงเลยเวลาที่ทนายผูรองจะ จัดการอันสมควรเพื่อปกปIกรักษาประโยชนflที่ผูรองมอบหมายแกตนแลว จึงไมมีอํานาจกระทําการแทนผูรองอีก ฎีกาที่กระทําโดยทนายผูรอง และศาลชั้นตนสั่งรับฎีกาไวเป2นการไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547 / 2562 การขอตั้งผูจัดการมรดก การเป2นผูจัดการมรดก หรือการคัดคาน การขอตั้งผูจัดการมรดกเป2นสิทธิเฉพาะตัวของผูรอง ทายาทของผูรองไมอาจเขามาเป2นคูความแทนที่ไดผูรอง ถึงแกความตายกอนยื่นอุทธรณflตอมาศาลอุทธรณflภาค ๖ พิพากษาใหจําหนายคดีของผูรอง ทนายผูรองและ ผูรับมอบอํานาจของผูรองยอมหมดสภาพจากการเป2นทนายผูรองและผูรับมอบอํานาจของผูรอง และถือวา ลวงเลยเวลาที่ทนายผูรองจะจัดการอันสมควรเพื่อปกปIกรักษาประโยชนflที่ผูรองมอบหมายแกตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แลว จึงไมมีอํานาจกระทําการแทนผูรองอีกตอไป การที่ผูรองฎีกาโดยทนายผูรองเป2นผูกระทําการ แทนและลงลายมือชื่อเป2นผูฎีกา และศาลชั้นตนสั่งรับฎีกาของผูรองมาเป2นการไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 280 ภายหลังศาลชั้นตนชี้สองสถาน คูความไปกําหนดวันนัดสืบพยานที่ศูนยflนัดความของศาลชั้นตน โดยกําหนดวันนัดสืบพยาน อันเป2นการกําหนดวันนัดพิจารณาตอเนื่องลวงหนา 5 เดือนเศษ นานพอที่คูความจะได เตรียมพยานหลักฐานและนําพยานมาสืบใหเสร็จตามกําหนด ทั้งคูความลงลายมือชื่อในรายงานเจาหนาที่วาไดรับ


เอกสารทราบคําสั่งศาลในการเตรียมคดีและจะปฏิบัติตามคําสั่งศาลในการเตรียมคดีโดยเครงครัด แตโจทกflขอ เลื่อนคดีอางเหตุวา กรรมการโจทกflตองเดินทางไปตางประเทศเพื่อเจรจาธุรกิจการคาไมสามารถเดินทางกลับมา เบิกความไดทัน โจทกflยอมรับในอุทธรณflวากรรมการโจทกflไปเจรจาธุรกิจการคากับชาวตางชาติซึ่งติดตอมา กะทันหันเป2นชวงเวลาเดียวกันกับวันนัดของศาล และมีกําหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกับวันนัด สืบพยานโจทกflแสดงวาโจทกflรูตั้งแตแรกแลววาไมสามารถเดินทางกลับประเทศไทยมาเบิกความไดทัน โจทกflยังยินยอมใหกรรมการเดินทางไปตางประเทศโดยมิไดแจงเหตุขัดของพรอมแนวทางแกไขใหศาลทราบ และ ไมไดนําพยานที่ประสงคflจะสืบอีก 2 ปาก มาเบิกความตามคําสั่งศาลในการเตรียมคดีพฤติการณflแหงคดีแสดงให เห็นชัดแจงวาโจทกflมิไดใหความสําคัญตอการดําเนินกระบวนพิจารณาของศาล และจงใจฝOาฝZนคําสั่งศาลชั้นตน เรื่องการเตรียมคดีดังกลาว นอกจากนี้ศาลชั้นตนใหโอกาสโจทกflติดตามพยานมาเบิกความโดยรอพยานโจทกflจนถึง เวลา10.45 น. แตโจทกflไมสามารถนําพยานมาเบิกความไดกรณีมิใชเหตุจําเป2นอันไมอาจกาวลวงไดแมเป2นการ ขอเลื่อนคดีครั้งแรกและจําเลยทั้งสองไมคัดคานก็ไมสมควรใหเลื่อนคดีหรือเลื่อนไปสืบพยานโจทกflในชวงบาย ดังที่โจทกflฎีกา ที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งไมอนุญาตใหโจทกflเลื่อนคดีเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3997/2562 ภายหลังศาลชั้นตนชี้สองสถาน คูความไปกําหนดวันนัดสืบพยาน ที่ศูนยflนัดความของศาลชั้นตน โดยกําหนดวันสืบพยานโจทกflวันที่ 19 มกราคม 2559 สืบพยานจําเลยวันที่ 20มกราคม 2559 เวลา 9.00 น. ถึง 16.30 น. ทั้งสองวัน อันเป2นการกําหนดวันนัดพิจารณาตอเนื่องลวงหนา เป2นเวลา 5 เดือนเศษ ซึ่งเป2นระยะเวลานานพอที่คูความจะไดเตรียมพยานหลักฐานและนําพยานมาสืบใหเสร็จ ตามกําหนดทั้งคูความลงลายมือชื่อในรายงานเจาหนาที่วาไดรับเอกสารทราบคําสั่งศาลในการเตรียมคดีและ จะปฏิบัติตามคําสั่งศาลในการเตรียมคดีโดยเครงครัด ตามคําสั่งศาลชั้นตนเรื่องการเตรียมคดีขอ 1 ระบุวา เมื่อศาลกําหนดวันนัดพิจารณาคดีตอเนื่องแลว คูความมีหนาที่เตรียมพยานหลักฐานและนําพยานมาสืบใหเสร็จ ตามกําหนดโดยเครงครัด และขอ 7 หากมีเหตุขัดของใด ๆ ที่ไมอาจกาวลวงไดคูความฝOายนั้นมีหนาที่ตองแจงเหตุ ขัดของดังกลาวพรอมกําหนดแนวทางแกไขใหศาลทราบ หรืออาจรองขอใหศาลสืบพยานลวงหนาไวทันที ตามป.วิ.พ. มาตรา 101 มิฉะนั้น ศาลอาจถือวาคูความฝOายนั้นมีพฤติการณflในการประวิงคดีและอาจใชดุลพินิจ ไมอนุญาตใหเลื่อนคดีฉะนั้น คูความทุกฝOายมีหนาที่ตองเตรียมพยานหลักฐานและนําพยานมาสืบใหเสร็จ ตามกําหนดนัดโดยเครงครัด หากมีเหตุขัดของที่ทําใหคูความฝOายใดไมสามารถนําพยานมาสืบไดคูความฝOายนั้น มีหนาที่แจงเหตุขัดของพรอมแนวทางแกไขใหศาลทราบ มิฉะนั้นศาลอาจมีคําสั่งไมอนุญาตใหเลื่อนคดีและ ในการเลื่อนคดีป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณflใหศาลดําเนินกระบวนพิจารณาไมชักชา โดยหามมิให ศาลมีคําสั่งอนุญาตใหเลื่อนคดีเวนแตมีเหตุจําเป2นอันไมอาจกาวลวงเสียไดและหากศาลไมอนุญาตจะทําให


เสียความยุติธรรม สําหรับโจทกflขอเลื่อนคดีอางเหตุวา ก. กรรมการโจทกflตองเดินทางไปตางประเทศเพื่อ เจรจาธุรกิจการคาระหวางวันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2559ไมสามารถเดินทางกลับมา เบิกความไดทันโจทกflยอมรับในอุทธรณflวา ก. ไปเจรจาธุรกิจการคากับชาวตางชาติซึ่งติดตอมากะทันหัน เป2นชวงเวลาเดียวกันกับวันนัดของศาล ก. มีกําหนดเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 19 มกราคม 2559 เวลา 9.00 น. แสดงวาโจทกflรูตั้งแตแรกแลววา ก. ไมสามารถเดินทางกลับประเทศไทยมาเบิกความในวันนัดสืบพยานโจทกflไดทัน โจทกflยังยินยอมใหก. เดินทางไปตางประเทศโดยมิไดแจงเหตุขัดของพรอมแนวทางแกไขใหศาลทราบ และไมไดนํา พยานที่ประสงคflจะสืบอีก 2 ปาก มาเบิกความ พฤติการณflแหงคดีแสดงใหเห็นชัดแจงวาโจทกflมิไดใหความสําคัญ ตอการดําเนินกระบวนพิจารณาของศาล และจงใจฝOาฝZนคําสั่งศาลชั้นตนเรื่องการเตรียมคดีขอ 1 และขอ 7 ดังกลาวนอกจากนี้ศาลชั้นตนใหโอกาสโจทกflติดตามพยานมาเบิกความโดยรอพยานโจทกflจนถึงเวลา 10.45 น. แตโจทกflไมสามารถนําพยานมาเบิกความไดกรณีมิใชเหตุจําเป2นอันไมอาจกาวลวงไดแมเป2นการขอเลื่อนคดีครั้งแรก และจําเลยทั้งสองไมคัดคานก็ไมสมควรใหเลื่อนคดีหรือเลื่อนไปสืบพยานโจทกflในชวงบายดังที่โจทกflฎีกา ที่ศาลชั้นตน มีคําสั่งไมอนุญาตใหโจทกflเลื่อนคดีเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแลว ฎีกาเลาเรื่อง 281 โจทกflฟ6องขับไลจําเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอางวาโจทกflเป2นผูมีสิทธิครอบครอง จําเลยใหการตอสูวา ที่ดินพิพาทเป2นของจําเลย จึงเป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขflอันอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดหรือคดีมีทุนทรัพยfl การที่ศาลชั้นตนพิจารณาคดีโดยมิไดกําหนดวาคดีของโจทกflเป2นคดีมีทุนทรัพยflและเรียกใหโจทกflเสียคาขึ้นศาล เพิ่มตามราคาที่ดินพิพาท จนกระทั่งศาลชั้นตนมีคําพิพากษา และรับอุทธรณflของโจทกflลวนเป2นการดําเนินกระบวน พิจารณาโดยผิดหลง ทําใหโจทกflเขาใจผิดวาเป2นกระบวนพิจารณาที่ชอบและสามารถอุทธรณflในขอเท็จจริงได ดังนั้น เพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นควรใหโอกาสโจทกflขอใหรับรองอุทธรณflในขอเท็จจริงหรือ ใหไดรับอนุญาตใหอุทธรณflเป2นหนังสือ และใหศาลชั้นตนมีคําสั่งเกี่ยวกับอุทธรณflของโจทกflตอไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3918 / 2562 โจทกflฟ6องขับไลจําเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอางวาโจทกfl เป2นผูมีสิทธิครอบครอง จําเลยใหการตอสูวา ที่ดินพิพาทเป2นของจําเลย จึงเป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขfl อันอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดหรือเป2นคดีมีทุนทรัพยflการที่ศาลชั้นตนพิจารณาคดีโดยมิไดกําหนดวาคดีของโจทกfl เป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขflอันอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดหรือเป2นคดีมีทุนทรัพยflและเรียกใหโจทกfl เสียคาขึ้นศาลเพิ่มตามราคาที่ดินพิพาท จนกระทั่งศาลชั้นตนมีคําพิพากษา รวมทั้งมีคําสั่งรับอุทธรณflของโจทกfl


ขึ้นมา ลวนแตเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ทําใหโจทกflเขาใจผิดวาเป2นกระบวนพิจารณาที่ชอบ และโจทกflสามารถอุทธรณflในขอเท็จจริงไดดังนั้น เพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นควรใหโอกาส แกโจทกflในการดําเนินการขอใหรับรองอุทธรณflในขอเท็จจริงหรือใหไดรับอนุญาตใหอุทธรณflเป2นหนังสือ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา224 วรรคหนึ่ง และใหศาลชั้นตนพิจารณามีคําสั่งเกี่ยวกับอุทธรณflของโจทกflตอไป ฎีกาเลาเรื่อง 282 แมจําเลยที่ 2 ในฐานะแพทยflวินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทกflมิไดตั้งครรภflนอกมดลูกก็ตาม แตกรณี จะถือวาเป2นการกระทําโดยประมาทเลินเลอหรือไม นอกจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทยfl และระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผูปOวยทางดานสูตินรีเวชแลว ยังตองพิจารณาถึงพฤติการณflแหงคดีและเหตุผลอื่น ประกอบดวย เนื่องจากพยาธิสภาพและอาการเจ็บปOวยของผูปOวยจากการตั้งครรภflแตละรายอาจแตกตางกัน ซึ่งมีผลโดยตรงตอการวินิจฉัยของแพทยflและนําไปสูวิธีการรักษาที่ไมเหมือนกันไดหากปรากฏวาแพทยflตรวจรักษา ผูปOวยโดยปฏิบัติถูกตองครบถวนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแหงวิชาชีพแพทยflเฉพาะทางนั้น ดวยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคลองกับสภาวการณflจําเป2นที่ตองใหการบําบัดรักษาผูปOวย โดยเร็วเพื่อใหพนจากความเสี่ยงภัยอันตรายตอชีวิตหรือรางกายดวยแลว แมผลการรักษาไมเป2นไปตามขอวินิจฉัย ของแพทยflก็ตาม กรณียอมไมอาจถือวาแพทยflผูนั้นกระทําประมาทเลินเลอ เมื่อจําเลยที่ 2ไดใชความระมัดระวัง ในการตรวจรักษาอาการเจ็บปOวยจากการตั้งครรภflของโจทกflตามความรูความสามารถโดยปฏิบัติถูกตอง ตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณflการกระทําของจําเลยที่ 2 จึงไมเป2น การละเมิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009 / 2562แมขอเท็จจริงจะรับฟIงวา จําเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาด เนื่องจากโจทกflมิไดตั้งครรภflนอกมดลูก แตเป2นการตั้งครรภflภายในมดลูกและเป2นภาวะที่แทงบุตรไมครบ ซึ่งอาจจะใชวิธีการรักษาดวยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไมจําตองผาตัดตามที่โจทกflอางก็ตาม แตกรณีจะถือ วาเป2นการกระทําโดยประมาทเลินเลอหรือไม นอกจากตองพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทยfl โดยเฉพาะอยางยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผูปOวยทางดานสูตินรีเวชแลว ยังตองพิจารณาถึงพฤติการณfl แหงคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบดวย เนื่องจากพยาธิสภาพของผูปOวยและอาการเจ็บปOวยจากการตั้งครรภfl ในผูปOวยแตละรายนั้นอาจมีความแตกตางกันไดซึ่งมีผลโดยตรงตอการวินิจฉัยของแพทยflและนําไปสูวิธีการรักษา ที่ไมเหมือนกันไดหากขอเท็จจริงปรากฏวาแพทยflไดตรวจรักษาผูปOวยโดยปฏิบัติถูกตองครบถวนตามระเบียบ


วิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแหงวิชาชีพแพทยflเฉพาะทางนั้นดวยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคลอง กับสภาวการณflจําเป2นที่ตองใหการบําบัดรักษาผูปOวยโดยเร็วเพื่อใหพนจากความเสี่ยงภัยอันตรายตอชีวิตหรือ รางกายดวยแลว แมผลการรักษาจะไมเป2นไปตามขอวินิจฉัยของแพทยflที่ใหไวก็ตาม กรณียอมไมอาจถือวาแพทยfl ผูนั้นกระทําประมาทเลินเลอ เมื่อจําเลยที่ 2ไดใชความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บปOวยจากการ ตั้งครรภflของโจทกflตามความรูความสามารถโดยปฏิบัติถูกตองตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและ เหมาะสมกับสภาวการณflการกระทําของจําเลยที่ 2 จึงไมเป2นการละเมิด ฎีกาเลาเรื่อง 283 โจทกflรวมยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยทั้งสามชดใชคาสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่พนักงานอัยการ เป2นโจทกflตองถือวาคําพิพากษาในสวนที่โจทกflรวมเรียกคาสินไหมทดแทนเป2นสวนหนึ่งของคําพิพากษา ในคดีสวนอาญา และในคดีสวนแพง ศาลจําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณflฎีกาเกี่ยวกับคาสินไหมทดแทนตองถือคดีสวนอาญาเป2นหลัก หากคดีสวนอาญาขึ้นมาสู ศาลอุทธรณflหรือศาลฎีกา คดีสวนแพงก็ไมตองหามอุทธรณflหรือฎีกา แตหากคดีอาญาตองหาม คดีสวนแพง ก็ตองเป2นไปตามป.วิ.พ. เมื่อคดีนี้คดีสวนอาญาตองหามฎีกา การพิจารณาคดีสวนแพงในชั้นฎีกาจึงตองเป2นไปตาม ป.วิ.พ. โจทกflรวมยื่นคํารองกอน พ.ร.บ.แกไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ.(ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใชบังคับ สิทธิในการฎีกาจึงเป2 นไปตามกฎหมายฉบับเดิม เมื่อโจทกflรวมฎีกาขอใหจําเลยที่ 1 และที่ 2 ชําระคาสินไหมทดแทนแกโจทกflรวม 100,000บาท โดยโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐานของศาลชั้นอุทธรณflอันเป2นปIญหาขอเท็จจริง เมื่อคาสินไหมทดแทนไมเกินสองแสนบาท คดีจึงตองหามฎีกาตามกฎหมายที่ใชบังคับในขณะฟ6องคดีศาลชั้นตน สั่งรับฎีกาจึงไมชอบ ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839 / 2562 การที่โจทกflรวมยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยทั้งสามชดใช คาสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป2นการใชสิทธิยื่นคํารองในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป2นโจทกfl มิใชเป2นคดีที่โจทกflรวมฟ6องเองโดยตรง จึงตองถือวาคําพิพากษาในสวนที่โจทกflรวมเรียกคาสินไหมทดแทนเป2นสวนหนึ่ง ของคําพิพากษาในคดีสวนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจําตองถือขอเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณflฎีกาเกี่ยวกับ คาสินไหมทดแทนในคดีสวนแพงดังกลาวตองถือคดีสวนอาญาเป2นหลัก หากคดีสวนอาญาขึ้นมาสูการพิจารณาของ ศาลอุทธรณflหรือศาลฎีกา คดีสวนแพงก็ไมตองหามอุทธรณflหรือฎีกา แตหากคดีอาญาตองหามอุทธรณflฎีกา


คดีสวนแพงก็ตองเป2นไปตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง คดีนี้คดีสวนอาญาตองหามฎีกา การพิจารณาคดีสวนแพงในชั้นฎีกาจึงตองเป2นไปตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ตามป.วิ.อ. มาตรา 40 โจทกflรวมยื่นคํารองขอใหบังคับจําเลยทั้งสามชดใชคาสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 กอนที่ พ.ร.บ.แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใชบังคับ สิทธิในการฎีกาจึงเป2นไปตามกฎหมายฉบับเดิมกอนมีการแกไข ดังนั้น เมื่อโจทกflรวมฎีกาขอใหจําเลยที่ 1และที่ 2 ชําระคาสินไหมทดแทนแกโจทกflรวม 100,000 บาท เป2นฎีกาโตแยงดุลพินิจในการรับฟIงพยานหลักฐาน ของศาลอุทธรณflภาค 9 เป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง เมื่อจํานวนคาสินไหมทดแทนที่เรียกรองอันเป2นทุนทรัพยfl ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไมเกินสองแสนบาท คดีจึงตองหามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่งซึ่งเป2นกฎหมาย ที่ใชบังคับในขณะฟ6องคดีที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกามาจึงไมชอบ ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 284 โจทกflทั้งสิบฟ6องคดีนี้ตอศาลชั้นตน และศาลชั้นตนรับฟ6องไวพิจารณา แตเมื่อตอมามีคําวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหนาที่ระหวางศาลวาเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดย คณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอยูในอํานาจของศาลปกครองสูงสุด คําวินิจฉัยของ คณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอํานาจศาลเป2นที่สุด ศาลที่รับฟ6องตองสั่งโอนคดีหรือสั่งจําหนายคดีเพื่อใหคูความไป ฟ6องศาลที่มีเขตอํานาจ คดีนี้จึงดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปไดเฉพาะการโอนคดีหรือการจําหนายคดีเทานั้น โจทกflทั้งสิบจึงไมอาจยื่นคําแถลงคัดคานคําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาล และไมอาจยื่นคํารองขอแกไข คําฟ6องตอศาลชั้นตน ที่ศาลชั้นตนใหยกคํารองทั้งสองฉบับอันเป2นการไมรับคํารองไววินิจฉัย จึงชอบแลว และ โจทกflทั้งสิบไมมีสิทธิอุทธรณflคัดคานคําสั่งของศาลชั้นตนที่สั่งยกคํารอง ที่ศาลชั้นตนสั่งรับอุทธรณflจึงไมชอบ และ ศาลชั้นอุทธรณflตองพิพากษายกอุทธรณflเสีย ทั้งโจทกflที่ 6 ถึงที่ 10 ไมมีสิทธิฎีกาตอมาอีกดวย ศาลฎีกาจึงไมรับ วินิจฉัยให คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818 / 2562แมโจทกflทั้งสิบฟ6องคดีนี้ตอศาลชั้นตน และศาลชั้นตนรับฟ6อง ของโจทกflทั้งสิบไวพิจารณา แตเมื่อตอมามีคําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาลวาเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับ ความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีคดีอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีนี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติวาดวยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหนาที่ระหวางศาล พ.ศ.2542 บัญญัติความวา คําวินิจฉัยของ


คณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอํานาจศาลใหเป2นที่สุด และตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติดังกลาว บัญญัติ ความวา ถาคณะกรรมการไดวินิจฉัยชี้ขาดวาคดีอยูในอํานาจของอีกศาลหนึ่ง ใหศาลที่รับฟ6องสั่งโอนคดีหรือ สั่งจําหนายคดีเพื่อใหคูความไปฟ6องศาลที่มีเขตอํานาจ ดังนี้เมื่อมีคําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหนาที่ระหวางศาลดังกลาวแลว คดีนี้จึงดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปในศาลชั้นตนไดเฉพาะการโอนคดี หรือการจําหนายคดีตามมาตรา 11 ดังกลาวเทานั้น โจทกflทั้งสิบจึงไมอาจยื่นคําแถลงคัดคานคําวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหนาที่ระหวางศาลที่ 44/2560 และไมอาจยื่นคํารองขอแกไขคําฟ6องตอศาลชั้นตน ที่ศาลชั้นตนมีคําสั่ง ใหยกคํารองทั้งสองฉบับอันเป2นการไมรับคํารองไววินิจฉัยจึงชอบแลว และกรณีเชนนี้โจทกflทั้งสิบไมมีสิทธิอุทธรณfl คัดคานคําสั่งของศาลชั้นตนที่สั่งยกคํารองของโจทกflทั้งสิบ ที่ศาลชั้นตนสั่งรับอุทธรณflของโจทกflทั้งสิบจึงไมชอบ และศาลอุทธรณflภาค 5 ตองพิพากษายกอุทธรณflเสีย และโจทกflที่ 6 ถึงที่ 10 ไมมีสิทธิฎีกาตอมาอีกดวยศาลฎีกา จึงไมรับวินิจฉัยให ฎีกาเลาเรื่อง 285 สัญญาประนีประนอมยอมความเป2นสวนหนึ่งของคําพิพากษาตามยอม การที่โจทกflฎีกาอางวา ผูรับมอบ อํานาจโจทกflฉอฉลทําสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไมไดรับมอบอํานาจ จึงเป2นการกลาวอางวาคําพิพากษา ตามยอมละเมิดตอบทบัญญัติแหงกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน โจทกflมีสิทธิอุทธรณfl ฎีกาได ในการตีความหนังสือมอบอํานาจทายคําฟ6องวาผูรับมอบอํานาจโจทกflมีอํานาจทําสัญญาประนีประนอม ยอมความหรือไม เป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมโจทกflไมไดยกขึ้นวากลาว ในชั้นอุทธรณflก็มีสิทธิฎีกาไดโจทกflอุทธรณflและฎีกาขอใหพิพากษาวา สัญญาประนีประนอมยอมความและ คําพิพากษาตามยอมตกเป2นโมฆะและขอใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม เป2นคดีไมมีทุนทรัพยfl ตองเสียคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณflและชั้นฎีกาชั้นละ 200 บาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658 / 2562 สัญญาประนีประนอมยอมความเป2นสวนหนึ่งของคําพิพากษา ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทกflฎีกาอางวา ผูรับมอบอํานาจโจทกflฉอฉลโจทกflทําสัญญา ประนีประนอมยอมความโดยโจทกflไมไดมอบอํานาจใหกระทําไดนั้น จึงเป2นการกลาวอางวาคําพิพากษา ตามสัญญาประนีประนอมยอมความละเมิดตอบทบัญญัติแหงกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชนโจทกflยอมมีสิทธิอุทธรณflฎีกาไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2) การตีความหนังสือมอบ อํานาจทายคําฟ6องโจทกflวาผูรับมอบอํานาจโจทกflมีอํานาจทําสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม เป2นขอกฎหมาย


อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมโจทกflไมไดยกขึ้นวากลาวในชั้นอุทธรณflโจทกflก็มีสิทธิฎีกาไดโจทกfl อุทธรณflและฎีกาขอใหพิพากษาวา สัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอมตกเป2นโมฆะและ ขอใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม เป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขflอันไมอาจคํานวณเป2นเงินได ตองเสียคาขึ้นศาลชั้นอุทธรณflและชั้นฎีกาชั้นละ 200 บาท ฎีกาเลาเรื่อง 286 ผูเสียหายที่ 1 ไดรับหมายเรียกใหมาเป2นพยาน แตเมื่อถึงวันนัดกลับไมมาโดยไมไดแจงเหตุขัดของ ศาลชั้นตนออกหมายจับเพื่อเอาตัวมาเป2นพยานแตไมไดตัวมาจนตองงดสืบพยาน พฤติการณflจึงมีเหตุจําเป2นและ สมควรเพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรมที่จะรับฟIงบันทึกคําใหการของผูเสียหายที่ 1 ซึ่งเป2นพยานบอกเลา และ รับฟIงบันทึกคําเบิกความของผูเสียหายที่ 1 ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีไดคําเบิกความของ ผูเสียหายที่ 1 ในคดีอื่นที่พวกของจําเลยถูกฟ6องวารวมกระทําผิดกับจําเลยแมเบิกความหลังเกิดเหตุถึง 9 ปXเศษ ยังสอดคลองกับบันทึกคําใหการของผูเสียหายที่ 1 ที่เป2นพยานบอกเล าในเวลาใกลชิดกับเหตุการณflและ ชี้ภาพถายวาจําเลยเป2นกระทําผิดตอผูเสียหายที่ 1 อีกทั้งยืนยันถึงเหตุที่จําเลยกระทําไดจึงเป2นพยานหลักฐาน ที่มีเหตุผลอันหนักแนน รับฟIงไดวาจําเลยเป2นคนราย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190 / 2563ผูเสียหายที่ 1 ไดรับหมายเรียกใหมาเป2นพยาน เมื่อถึงวันนัด กลับไมมาและไมไดแจงเหตุขัดของ ศาลชั้นตนจึงออกหมายจับเพื่อเอาตัวมาเป2นพยานแตไมไดตัวมาจนตอง งดสืบพยาน พฤติการณflในการหลบหนีและไมยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผูเสียหายที่ 1 จึงมีเหตุจําเป2น และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรมที่จะรับฟIงบันทึกคําใหการของผูเสียหายที่ 1 ซึ่งเป2นพยาน บอกเลา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือไดวามีเหตุอันสมควรที่จะรับฟIงบันทึกคําเบิกความของ ผูเสียหายที่ 1 ที่เบิกความไวในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5 คําเบิก ความของผูเสียหายที่ 1 ในคดีอื่นที่พวกของจําเลยถูกฟ6องวารวมกระทําผิดกับจําเลยแมเบิกความหลังเกิดเหตุ ถึง9 ปXเศษ ยังสอดคลองกับบันทึกคําใหการของผูเสียหายที่ 1 ที่เป2นพยานบอกเลา ซึ่งผูเสียหายที่ 1 ไดเลาเหตุการณflการกระทําผิดของจําเลยกับพวกในเวลาใกลชิดกับเหตุและชี้ภาพถายวาจําเลยเป2นผูที่ขมขืน กระทําชําเราผูเสียหายที่ 1 อีกทั้งยืนยันถึงเหตุที่จําจําเลยกระทําไดจึงเป2นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแนน ตามป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง รับฟIงไดวาจําเลยเป2นคนราย


ฎีกาเลาเรื่อง 287 จําเลยเป2นผูประกอบการรานคาราโอเกะ แมขณะเกิดเหตุมิไดอยูในรานแตในฐานะเจาของรานยอมมี หนาที่ตองตรวจตราดูแลและควบคุมการดําเนินกิจการของรานใหเป2นไปโดยเรียบรอยและไมผิดกฎหมาย การที่ จําเลยติดตอใหเจาของตูเพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหายมาติดตั้งที่ราน ของจําเลย ยอมอยูในวิสัยที่จะตรวจสอบไดวางานเพลงที่ติดตั้งในหนวยความจําของตูดังกลาวทําขึ้นโดยละเมิด ลิขสิทธิ์ของผูเสียหายหรือไม จําเลยจึงรูหรือมีเหตุอันควรรูวางานดังกลาวทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหาย เมื่อมีการเปKดเพลงดังกลาวจากตูเพลงโดยแบงปIนผลประโยชนflกันอันเป2นความผิดสําเร็จ การกระทําของจําเลย จึงเป2นความผิดฐานเผยแพรตอสาธารณชนในงานที่ไดทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหายเพื่อหากําไรอันเป2น การกระทําเพื่อการคา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5715 / 2562 ขณะเกิดเหตุจําเลยเป2นผูประกอบการรานคาราโอเกะ แมขณะ เกิดเหตุจําเลยมิไดอยูในรานแตจําเลยในฐานะเจาของรานซึ่งประกอบกิจการรานคาราโอเกะยอมมีหนาที่ตองตรวจ ตราดูแลและควบคุมการดําเนินกิจการของรานใหเป2นไปโดยเรียบรอยและไมผิดกฎหมาย การที่จําเลยเป2น ผูติดตอใหเจาของตูเพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญที่มีงานเพลงซึ่งไดทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหายมาติดตั้ง ที่รานคาราโอเกะของจําเลย จําเลยยอมอยูในวิสัยที่จะตรวจสอบไดวางานเพลงที่ติดตั้งในหนวยความจําของตูเพลง คาราโอเกะหยอดเหรียญดังกลาวเป2นงานที่ทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหายหรือไม จําเลยจึงรูหรือมีเหตุ อันควรรูวางานดังกลาวทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหาย เมื่อมีการเปKดเพลงดังกลาวจากตูเพลงคาราโอเกะ หยอดเหรียญโดยแบงปIนผลประโยชนflกัน จึงเป2นความผิดสําเร็จ การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดฐานเผยแพร ตอสาธารณชนในงานที่ไดทําขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผูเสียหายเพื่อหากําไรอันเป2นการกระทําเพื่อการคา ฎีกาเลาเรื่อง 288 พ.ร.บ.ฟอกเงิน เป2นกฎหมายที่กําหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการ ทางแพงใหทรัพยflสินตกเป2นของแผนดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุงบังคับแกตัวบุคคล สวนมาตรการทางแพงมุงบังคับแกตัวทรัพยflสินซึ่งเป2นอีกชองทางหนึ่งที่จะป6องปรามไมใหมีการกระทําความผิด มูลฐานเพื่อตัดวงจรการกระทําความผิดมิใหนําทรัพยflสินนั้นไปใชสนับสนุนการกออาชญากรรมตอไป หากมีการ กระทําความผิดมูลฐาน ไมวาจะจับตัวผูกระทําความผิดไดหรือไม หรือผูกระทําความผิดถูกลงโทษหรือ ไมแตมีทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดเกิดขึ้น และแมเจาของหรือผูรับโอนทรัพยflไมไดรวมกระทําความผิด


และไมไดถูกฟ6อง ก็ดําเนินมาตรการทางแพงแกตัวทรัพยflสินนั้นไดผูคัดคานเป2นบุตรของ ร. ซึ่งสมรสใหมกับ ม. เมื่อ ม. ที่หลบหนีมีเฮโรอีน 24 หลอด ซุกซอนไวที่บานอันเป2นการมีไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จึงมีการกระทํา ความผิดมูลฐาน และตองถือวา ร. ภริยาของ ม. ซึ่งพักอาศัยอยูในบานเดียวกัน เป2นผูเกี่ยวของสัมพันธflกับ ม. การที่ ผูคัดคานซึ่งพักอาศัยอยูที่อื่นฝากเงินสดจํานวนมากไวกับ ร. แสดงวายังคงไปมาหาสูเกี่ยวของสัมพันธflกับ ร. และ ม.อยางใกลชิด จึงสันนิษฐานไวกอนวาทรัพยflสินที่ผูคัดคานเป2นเจาของและผูครอบครองในคดีนี้เป2นทรัพยflสิน ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดหรือไดรับโอนมาโดยไมสุจริต คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092 / 2562 พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป2นกฎหมายที่กําหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพงใหทรัพยflสิน ตกเป2นของแผนดิน โดยความผิดอาญาและโทษทางอาญามุงบังคับแกตัวบุคคล สวนมาตรการทางแพงมุงบังคับแก ตัวทรัพยflสินซึ่งเป2นอีกชองทางหนึ่งที่จะป6องปรามไมใหมีการกระทําความผิดมูลฐานเพราะถึงอยางไรทรัพยflสิน ที่ไดมาหรือเกี่ยวกับการกระทําความผิดก็ไมเป2นของผูกระทําความผิด ผูเกี่ยวของหรือผูใด เพื่อตัดวงจรการกระทํา ความผิดมิใหนําทรัพยflสินนั้นไปใชสนับสนุนการกออาชญากรรมตอไป ดังนั้น หากปรากฏวามีการกระทําความผิด มูลฐาน ไมวาจะจับตัวผูกระทําความผิดไดหรือไม หรือผูกระทําความผิดถูกลงโทษหรือไมแตมีทรัพยflสินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิดเกิดขึ้น และแมเจาของหรือผูรับโอนทรัพยflไมไดรวมกระทําความผิดและไมไดถูกฟ6อง ก็ดําเนิน มาตรการทางแพงแกตัวทรัพยflสินนั้นได ผูคัดคานเป2นบุตรของ ร. ซึ่งสมรสใหมกับ ม. เมื่อฟIงไดวา ม. ที่หลบหนีไปมีเฮโรอีน 24 หลอด ซุกซอนไว ที่บานอันเป2นการมีไวในครอบครองเพื่อจําหนาย จึงฟIงไดวามีการกระทําความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป6องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) แลว และตองถือวา ร. ภริยาของ ม. ซึ่งพักอาศัยอยูในบาน เดียวกัน เป2นผูเกี่ยวของสัมพันธflกับ ม. การที่ผูคัดคานซึ่งพักอาศัยอยูที่อื่นฝากเงินสดจํานวนมากไวกับ ร. แสดงให เห็นวายังคงไปมาหาสูเกี่ยวของสัมพันธflกับ ร. และ ม. อยางใกลชิด จึงใหสันนิษฐานไวกอนวาทรัพยflสินที่ผูคัดคาน เป2นเจาของและผูครอบครองในคดีนี้เป2นทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดหรือไดรับโอนมาโดยไมสุจริตตาม มาตรา 51 วรรคสาม ฎีกาเลาเรื่อง 289 โจทกflฎีกาขอใหลงโทษจําเลยที่ 4 ตามคําพิพากษาศาลชั้นตน เมื่อคดีสวนอาญา จําเลยที่ 3 ถึงแกความตาย ระหวางการพิจารณาของศาลชั้นอุทธรณflสิทธินําคดีอาญามาฟ6องจําเลยที่ 3 ยอมระงับไป แตศาลชั้นอุทธรณfl


ไมไดจําหนายคดีของจําเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงไมชอบ ศาลฎีกาใหจําหนายคดีเฉพาะจําเลยที่ 3 สวนที่โจทกflขอใหพิพากษาคดีสวนแพงใหจําเลยที่ 3 และที่ 4 ชําระคาสินไหมทดแทนใหแกโจทกflรวมที่ 1 ตามคําพิพากษาศาลชั้นตนนั้น สิทธิในการเรียกรองคาสินไหมทดแทนดังกลาวเป2นของผูเสียหายที่ไดรับความ เสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทําความผิดอาญาใหสามารถยื่นคํารองขอคาสินไหมทดแทนเขามา ในคดีอาญาโดยไมมีกฎหมายใหอํานาจโจทกflเรียกรองคาสินไหมทดแทนดังกลาวแทนผูเสียหายหรือโจทกflรวมได จึงเป2นสิทธิเฉพาะตัวของโจทกflรวมที่ 1 เมื่อศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาในสวนแพงวาจําเลยที่ 3 และที่ 4 ไมไดรวม กระทําผิดใหยกฟ6องและยกคํารองขอคาสินไหมทดแทนในสวนดังกลาว โจทกflรวมที่ 1 ไมฎีกาถือวาพอใจ ในคําพิพากษาในคดีสวนแพงแลว โจทกflจะฎีกาคัดคานสวนนี้แทนไมไดศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903 / 2562 โจทกflฎีกาขอใหลงโทษจําเลยที่ 4 ตามคําพิพากษาศาลชั้นตน เมื่อปรากฏวาในคดีสวนอาญา จําเลยที่ 3 ถึงแกความตายในระหวางการพิจารณาของศาลอุทธรณflภาค 2 สิทธิในการนําคดีอาญามาฟ6องจําเลยที่ 3 ยอมระงับไปโดยความตายของผูกระทําความผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1) แตศาลอุทธรณflภาค 2 ไมไดจําหนายคดีของจําเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ จึงเป2นการไมชอบดวย บทบัญญัติดังกลาว ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไขใหถูกตองโดยใหจําหนายคดีเฉพาะจําเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ สวนที่โจทกflขอใหมีคําพิพากษาในคดีสวนแพงโดยพิพากษาใหจําเลยที่ 3 และที่ 4 ชําระคาสินไหมทดแทน ใหแกโจทกflรวมที่ 1 ตามคําพิพากษาศาลชั้นตนนั้น เมื่อสิทธิในการเรียกรองคาสินไหมทดแทนดังกลาวเป2นสิทธิ ของผูเสียหายที่ไดรับความเสียหายในมูลหนี้ละเมิดซึ่งเกิดจากการกระทําความผิดอาญาใหสามารถยื่นคํารองขอ คาสินไหมทดแทนเขามาในคดีอาญาไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไมมีบทกฎหมายใดใหอํานาจโจทกflมีสิทธิ เรียกรองคาสินไหมทดแทนดังกลาวแทนผูเสียหายหรือโจทกflรวมไดจึงเป2นสิทธิเฉพาะตัวของโจทกflรวมที่ 1 ซึ่งเป2นผูเสียหายเทานั้น เมื่อศาลอุทธรณflภาค 2 พิพากษาในสวนแพงวาจําเลยที่ 3 และที่ 4 ไมไดรวมในการกระทํา ความผิด ใหยกฟ6องและยกคํารองขอคาสินไหมทดแทนในสวนของจําเลยที่ 3 และที่ 4 โจทกflรวมที่ 1 ไมฎีกา โตแยงคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 2 ดังกลาว ยอมถือวาโจทกflรวมที่ 1 พอใจในคําพิพากษาในคดีสวนแพง ดังกลาวแลว โจทกflจะฎีกาคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 2 ในคดีสวนแพงแทนโจทกflรวมที่ 1 ไมไดศาลฎีกา ไมรับวินิจฉัย


ฎีกาเลาเรื่อง 290 ผูคัดคานที่ 3 ซึ่งเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาดําเนินการบังคับคดียึดทรัพยflจํานองที่ศาลมีคําสั่งใหตกเป2น ของแผนดินเพื่อบังคับตามคําพิพากษาแลว จึงเป2นผูรับประโยชนflในทรัพยflสินในฐานะผูรับจํานองโดยสุจริตและ มีคาตอบแทนมีสิทธิยื่นคํารองขอคุมครองสิทธิของตนไดผูคัดคานที่ 3 ยื่นคํารองขอคุมครองสิทธิระหวาง การพิจารณาของศาลฎีกา แมกอนคําสั่งใหทรัพยflสินตกเป2นของแผนดินถึงที่สุด ผูคัดคานที่ 3 ตองพิสูจนflวาตนไม สามารถยื่นคํารองไดกอนศาลชั้นตนมีคําสั่ง เพราะไมทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจงของเลขาธิการหรือ มีเหตุขัดของอันสมควรประการอื่น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673 / 2562ผูคัดคานที่ 3 เป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาซึ่งไดดําเนินการ บังคับคดียึดทรัพยflจํานองที่ศาลมีคําสั่งใหตกเป2นของแผนดินเพื่อบังคับตามคําพิพากษาแลว จึงเป2นผูรับประโยชนfl ในทรัพยflสินที่ผูรองรองขอใหตกเป2นของแผนดิน ในฐานะผูรับจํานองที่ดินและสิ่งปลูกสรางดังกลาวไวโดยสุจริต และมีคาตอบแทนมีสิทธิยื่นคํารองขอคุมครองสิทธิของตนไดตาม พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 ผูคัดคานที่ 3 ยื่นคํารองขอคุมครองสิทธิเขามาในระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา แมเป2นการยื่นเขามากอนคําสั่งศาลใหทรัพยflสินตกเป2นของแผนดินถึงที่สุด ก็ตองถือเป2นการใชสิทธิยื่นคํารอง ตามมาตรา53 ผูคัดคานที่ 3 ตองพิสูจนflวาตนไมสามารถยื่นคํารองไดกอนศาลชั้นตนมีคําสั่งตามมาตรา 50 เพราะ ไมทราบถึงประกาศของศาลและหนังสือแจงของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดของอันสมควรประการอื่น ฎีกาเลาเรื่อง 291 โจทกflเป2นเจาของรวมที่ดินในฐานะผูทําสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะสวนของจําเลยที่ 10 ตามคําพิพากษา ตามยอมที่โจทกflฟ6องขอใหจําเลยที่ 10 โอนที่ดินสวนของตนแกโจทกflหมายความวา สิทธิของจําเลยที่ 10 มีอยูขณะ จะขายเพียงใด โจทกflยอมรับโอนมาเพียงนั้น รวมถึงหนาที่ในฐานะเจาของรวมที่ตองจดทะเบียนแบงแยกที่ดิน ที่ครอบครองเป2นสวนสัดใหแกจําเลยที่ 1 และเจาของรวมอื่นตามคําพิพากษาคดีแพงอื่นของศาลชั้นตนดวย การที่โจทกflหยิบยกขอเท็จจริงวาจําเลยที่ 10 มิไดตกลงยินยอมใหแบงแยกกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเป2นประเด็นเดียวกัน มากลาวอางในคดีนี้เพื่อขอใหวินิจฉัยทบทวนอีก ยอมเป2นการซ้ําซอนกับขอวินิจฉัยเดิม และมีผลขัดแยง กับกระบวนการบังคับคดีที่ไดดําเนินไปแลวในคดีดังกลาวเป2นการรื้อรองฟ6องในประเด็นที่ศาลไดวินิจฉัย ถึงที่สุดแลว คดีโจทกflจึงเป2นฟ6องซ้ํา


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726 / 2562 การที่โจทกflไดสิทธิความเป2นเจาของรวมในที่ดินในฐานะ ผูทําสัญญาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะสวนของจําเลยที่ 10 ตามคําพิพากษาตามยอมในคดีแพงที่โจทกflฟ6องขอให จําเลยที่10 โอนที่ดินสวนของจําเลยที่ 10 แกโจทกflยอมหมายความวา สิทธิในที่ดินของจําเลยที่ 10 มีอยูในขณะที่ จะขายเป2นตนไปเพียงใด โจทกflยอมรับโอนสิทธิของจําเลยที่ 10 มาเพียงนั้น ซึ่งรวมถึงหนาที่ของจําเลยที่ 10 ในฐานะเจาของรวมที่ตองจดทะเบียนแบงแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสวนที่จําเลยที่ 10 ครอบครองเป2นสวนสัด ใหแกจําเลยที่ 1 และเจาของรวมคนอื่นตามคําพิพากษาคดีแพงหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 ของศาลชั้นตนดวย ในฐานะที่โจทกflเป2นผูสืบสิทธิของจําเลยที่ 10 ที่ตองผูกพันตามผลของคดีดังกลาว การที่โจทกflซึ่งเป2นผูสืบสิทธิในที่ดินสวนของจําเลยที่ 10 และถือเป2นคูความในคดีแพงหมายเลขแดงที่ ส.656/2549 เชนเดียวกับจําเลยที่ 10 หยิบยกขอเท็จจริงวาจําเลยที่ 10 มิไดตกลงยินยอมใหแบงแยกกรรมสิทธิ์ รวม ซึ่งเป2นประเด็นเดียวกันมากลาวอางในคําฟ6องคดีนี้เพื่อขอใหศาลวินิจฉัยทบทวนอีก ยอมเป2นการซ้ําซอน กับขอวินิจฉัยในคดีดังกลาว และมีผลใหขัดแยงกับกระบวนการบังคับคดีที่ไดดําเนินไปแลวในคดีดังกลาว เป2นการรื้อรองฟ6องในประเด็นที่ศาลไดวินิจฉัยไปและถึงที่สุดแลว คดีโจทกflจึงเป2นฟ6องซ้ํา ฎีกาเลาเรื่อง 292 แมโทรศัพทflเคลื่อนที่ของจําเลยถูกศาลชั้นตนพิพากษาใหริบในคดีอื่นที่อ. ถูกฟ6องก็ตาม แตคดีดังกลาว อ. ถูกฟ6องวาเป2นตัวการรวมกับจําเลย และศาลชั้นตนเคยสั่งใหรวมพิจารณากับคดีนี้จึงเป2นคดีเกี่ยวพันกัน เมื่อฟIงไมไดวาจําเลยรวมกระทําความผิดกับ อ. จึงถือไมไดวาโทรศัพทflดังกลาวเป2นทรัพยflสินที่ใชในการกระทํา ความผิดไมอาจริบไดตองคืนแกเจาของ อันเป2น ปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความ ฝOายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4319 / 2562แมโทรศัพทflเคลื่อนที่ของจําเลยถูกศาลชั้นตนพิพากษาใหริบ ในคดีอาญาคดีอื่นที่อ. ถูกฟ6องเป2นจําเลยไปแลวก็ตาม แตคดีดังกลาว อ. ถูกฟ6องวาเป2นตัวการรวมกระทําความผิด กับจําเลย และศาลชั้นตนเคยสั่งใหรวมการพิจารณากับคดีนี้มากอน จึงเป2นคดีที่มีความเกี่ยวพันกัน เมื่อขอเท็จ จริงฟIงไมไดวา จําเลยรวมกระทําความผิดกับ อ. จึงถือไมไดวาโทรศัพทflเคลื่อนที่ดังกลาวเป2นทรัพยflสินที่ใช ในการกระทําความผิด จึงไมอาจริบไดตองคืนแกเจาของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย


แมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 293 โจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 กับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทากันใหถือเอาผลคําพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญา เป2นผล แพชนะกันในประเด็นขอพิพาทคดีนี้วา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําละเมิดตอโจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม โดยในคําทา ไมมีเงื่อนไขอยางอื่น เมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานรวมกันดูหมิ่นศาล แมศาลฎีกาใหยกฟ6องโจทกflสําหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท และพ.ร.บ.การพิมพflก็ตาม ผลของคําพิพากษา ศาลฎีกาก็ตรงตามคําทาที่ตกลงกันตามที่ศาลชั้นตนบันทึกไวชัดเจนวา หากศาลฎีกาพิพากษาวาจําเลยที่ 1 และ ที่ 2 กระทําความผิด โจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 เป2นฝOายชนะคดีนี้โดยไมมีขอความใดที่จะแปลไดวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ตองกระทําความผิดทุกขอหา จึงฟIงไดวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําละเมิดตอโจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3951/2562 โจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 กับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทากันโดยให ถือเอาผลคําพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขดําที่ 26580/2545 ของศาลอาญา เป2นผลแพชนะกันใน ประเด็นขอพิพาทคดีนี้วา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําละเมิดตอโจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม โดยในคําทาไมมีเงื่อนไข อยางอื่น เมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานรวมกันดูหมิ่นศาลตาม ป.อ. มาตรา198 ประกอบมาตรา 83 แมศาลฎีกาใหยกฟ6องโจทกflสําหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 และ พ.ร.บ.การพิมพfl พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง ก็ตาม ผลของคําพิพากษาศาลฎีกาก็ตรงตามคําทาที่ตกลงกันตามที่ศาลชั้นตน บันทึกไวชัดเจนวา หากศาลฎีกาพิพากษาวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 กระทําความผิด โจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 เป2นฝOายชนะ คดีนี้โดยไมมีขอความใดที่จะแปลไดเลยวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ตองกระทําความผิดทุกขอหา กรณีจึงฟIงไดวาจําเลย ที่ 1 และที่ 2 ทําละเมิดตอโจทกflที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาเลาเรื่อง 294 โจทกflทราบวา จําเลยทั้งหารองเรียนโจทกflวาทุจริตตอหนาที่ตั้งแตวันที่ 25 กุมภาพันธfl 2557 คณะกรรมการสืบสวนหาขอเท็จจริงเคยเรียกโจทกflและจําเลยทั้งหามาไกลเกลี่ยในปX 2557 จึงเชื่อวาโจทกflทราบ มูลความผิดและรูตัวผูกระทําความผิดตั้งแตวันที่มีการรองเรียน เมื่อความผิดที่โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลย


ทั้งหาฐานหมิ่นประมาทฯ เป2นความผิดอันยอมความไดแตโจทกflมิไดรองทุกขflภายในสามเดือนนับแตวันที่รูเรื่อง ความผิดและรูตัวผูกระทําความผิด และนําคดีนี้มาฟ6องเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 หลังจากรองเรียนแลว กวา2 ปX คดีโจทกflจึงขาดอายุความ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870 / 2562 โจทกflทราบวา จําเลยทั้งหารองเรียนโจทกflวาทุจริตตอหนาที่ ตั้งแตวันที่ 25 กุมภาพันธfl 2557 ประกอบกับไดความจากคณะกรรมการสืบสวนหาขอเท็จจริงวาเคยเรียกโจทกfl และจําเลยทั้งหามาพูดคุยไกลเกลี่ยในปX 2557 เนื่องจากเห็นวาโจทกflและจําเลยทั้งหาเป2นเพื่อนรวมงานกัน จึงเชื่อวาโจทกflทราบมูลความผิดและรูตัวผูกระทําความผิดวาเป2นจําเลยทั้งหาตั้งแตวันที่มีการรองเรียนในวันที่ 25กุมภาพันธfl 2557 เมื่อความผิดที่โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยทั้งหาตาม ป.อ. มาตรา 326 และ 328 เป2นความ ผิดอันยอมความไดแตโจทกflมิไดรองทุกขflภายในสามเดือนนับแตวันที่รูเรื่องความผิดและรูตัวผูกระทําความผิด โดยโจทกflนําคดีนี้มาฟ6องเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ซึ่งเป2นเวลาหลังจากมีการรองเรียนแลวกวา 2 ปXคดีโจทกflจึง ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 ฎีกาเลาเรื่อง 295 ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาลงโทษ อ. และ ส. กับพวก ฐานเขาไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของ แผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน เนื้อที่กวา 3,000 ไรการที่อ. นําที่ดินพิพาทซึ่งเป2นที่ดินสวนหนึ่งกวา 1,000 ไร ใหผูคัดคานที่ 2 เชา และ ส. สามีกับผูคัดคานที่ 2 ภริยาไดครอบครองทําประโยชนflในที่ดินเนื้อที่กวา 1,000 ไร โดยการปลูกออยและสงขายใหแกโรงงานนmาตาลนั้น พฤติการณflจึงเป2นการใชยึดถือ หรือครอบครอง ทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชนflจากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบดวยกฎหมาย อันมีลักษณะเป2นการคา การกระทําของ อ. และ ส. จึงเขาลักษณะเป2นผูกระทําความผิดเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอมอันเป2นความผิดมูลฐานของ พ.ร.บ.ฟอกเงินแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849 / 2562 ศาลอุทธรณflภาค 3 พิพากษาลงโทษ อ. และ ส. กับพวก ฐานเขาไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผนดินที่ประชาชนใชรวมกัน เนื้อที่กวา 3,000 ไรการที่อ. นําที่ดินพิพาทซึ่งเป2นที่ดินสวนหนึ่งกวา 1,000 ไร ใหผูคัดคานที่ 2 เชา และ ส. สามีกับผูคัดคานที่ 2 ภริยาได ครอบครองทําประโยชนflในที่ดินเนื้อที่กวา 1,000 ไร นั้น โดยการปลูกออยและสงขายใหแกโรงงานน้ําตาล พฤติการณflจึงเป2นการใชยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชนfl จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบดวยกฎหมายอันมีลักษณะเป2นการคา การกระทําของ อ. และ ส. จึงเขาลักษณะ


เป2นผูกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอมอันเป2นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (15) ของ พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แลว ฎีกาเลาเรื่อง 296 การบังคับคดียึดที่ดินจํานองของโจทกflออกขายทอดตลาดเป2นการบังคับคดีของจําเลยที่ 1 เจาหนี้ ตามคําพิพากษาตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นตน แตจําเลยที่ 1 ไดรับชําระหนี้เกินไปกวาหนี้ที่โจทกflตองรับผิด ตามคําพิพากษาซึ่งถึงที่สุดของศาลฎีกา เจาหนี้ตามคําพิพากษาตองคืนเงินที่รับเกินไปแกโจทกflแมจําเลยที่ 3 เพิ่งเขาสวมสิทธิเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาแทนจําเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะคดีอยูระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา แตเป2นการสวมสิทธิโดยอาศัย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพยflซึ่งบัญญัติใหจําเลยที่ 3 มีฐานะเป2นโจทกfl ถามีการฟ6องคดีอยูในศาล และเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาถาไดมีคําพิพากษาบังคับแลว ยอมทําใหจําเลยที่ 3 เขาเป2นคูความแทนจําเลยที่ 1 และที่ 2 ยอนหลังไปถึงวันที่จําเลยที่ 1 ยื่นคําฟ6องและเขาถือเอากระบวนพิจารณา ของจําเลยที่1 ที่ไดดําเนินไปกอนแลวทั้งหมดเป2นการกระทําของตนโดยเฉพาะเมื่อขณะเขาสวมสิทธิคดียังไมถึง ที่สุด แตก็มีการบังคับคดีเอาแกทรัพยflสินของโจทกflแลว จําเลยที่ 3 จึงเขามาทั้งในฐานะเป2นโจทกflและในฐานะ ที่เป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาดวย จําเลยที่ 3 จึงตองรับทั้งสิทธิและหนาที่ที่เกิดจากผลคําพิพากษาศาลฎีกา ที่พิพากษาแกคําพิพากษาศาลลางนั้น และมีหนาที่คืนเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดทรัพยflจํานองในสวนที่ รับเกินไปกวาหนี้ตามคําพิพากษาศาลฎีกาใหแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996 / 2562 การบังคับคดียึดที่ดินจํานองของโจทกflออกขายทอดตลาด เป2นการบังคับคดีของจําเลยที่ 1 เจาหนี้ตามคําพิพากษาตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นตน การที่ตอมาปรากฏวา จําเลยที่ 1 ไดรับชําระหนี้เกินไปกวาหนี้ที่โจทกflตองรับผิดตามคําพิพากษาซึ่งถึงที่สุดของศาลฎีกา จึงเป2นเรื่อง ที่เจาหนี้ตามคําพิพากษาตองคืนเงินที่ไดรับเกินไปแกโจทกflแมวาจําเลยที่ 3 เพิ่งเขาสวมสิทธิเป2นเจาหนี้ ตามคําพิพากษาในคดีดังกลาวแทนจําเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะคดีอยูระหวางการพิจารณาของศาลฎีกา แตกรณีของ จําเลยที่ 3 เป2นการสวมสิทธิโดยอาศัย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพยfl พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติใหจําเลยที่3 มีฐานะเป2นโจทกflถามีการฟ6องคดีอยูในศาล และเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาถาไดมีคําพิพากษาบังคับแลว ผลแหงการเขาสวมสิทธิแทนโจทกflเดิมดังกลาวยอมทําใหจําเลยที่ 3 ไดเขาเป2นคูความแทนจําเลยที่ 1 และที่ 2 ยอนหลังไปถึงวันที่จําเลยที่ 1 ยื่นคําฟ6องและเขาถือเอากระบวนพิจารณาของจําเลยที่ 1 ที่ไดดําเนินไปกอนแลว ทั้งหมดเป2นการกระทําของตน โดยเฉพาะเมื่อขณะจําเลยที่ 3 เขาสวมสิทธิคดียังไมถึงที่สุด แตก็มีการบังคับคดี


เอาแกทรัพยflสินของโจทกflแลว จําเลยที่ 3 จึงเขามาทั้งในฐานะเป2นโจทกflและในฐานะที่เป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษา ดวย ยอมรับผลทั้งหลายที่เกิดจากคําพิพากษาศาลฎีกาทั้งในฐานะโจทกflและในฐานะเจาหนี้ตามคําพิพากษา ที่ไดมีการบังคับคดีไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตนดังกลาว จําเลยที่ 3 จึงตองรับทั้งสิทธิและหนาที่ที่เกิดจาก ผลคําพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาแกคําพิพากษาศาลลางนั้น และยอมมีหนาที่คืนเงินที่ไดจากการขายทอดตลาด ทรัพยflจํานองในสวนที่ไดรับเกินไปกวาหนี้ตามคําพิพากษาศาลฎีกาใหแกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 297 แมศาลอุทธรณflพิพากษาวาจําเลยมีความผิดเกี่ยวกับทรัพยflเป2นการกระทําอันเป2นกรรมเดียวกับความผิด ฐานพยายามฆา แตศาลอุทธรณflก็ลงโทษฐานพยายามฆาอันเป2นความผิดตอชีวิต ซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุด มิไดลงโทษและกําหนดโทษจําเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพยflจึงไมอาจเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 93ได แตเมื่อภายในหาปXนับแตวันพนโทษคดีกอน จําเลยกลับมากระทําความผิดคดีนี้จึงตองเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 และแมคดีนี้โจทกflขอเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ซึ่งเป2นบทหนักมา ศาลก็มีอํานาจ เพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 ซึ่งเบากวาไดไมเกินคําขอ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804 / 2562 คดีนี้แมศาลอุทธรณflพิพากษาวาการกระทําของจําเลย ในความผิดฐานทําใหเสียทรัพยflอันเป2นความผิดเกี่ยวกับทรัพยflเป2นการกระทําอันเป2นกรรมเดียวกับความผิด ฐานพยายามฆาตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แตศาลอุทธรณflก็ลงโทษจําเลยฐานพยายามฆาอันเป2น ความผิดตอชีวิต ซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 มิไดลงโทษและกําหนดโทษจําเลย ในความผิดเกี่ยวกับทรัพยflแตอยางใด เชนนี้จึงไมอาจเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ไดแตเมื่อภายในหาปX นับแตวันพนโทษคดีกอน จําเลยกลับมากระทําความผิดคดีนี้จึงตองเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 และถึงแม คดีนี้โจทกflจะขอเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 93 ซึ่งเป2นบทหนักมา ศาลก็มีอํานาจเพิ่มโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา 92 ซึ่งเบากวาไดไมเกินคําขอของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 298 ระหวางพิจารณาของศาลฎีกามีพ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แกไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ใหยกเลิกความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐาน


มีพืชกระทอมไวในครอบครองโดยไมไดรับอนุญาต เป2นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ใหยกเลิก บทกําหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ใหใชมาตรา 76 ที่แกไขใหมแทน ซึ่งความผิดดังกลาวตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แกไขใหม มีระวางโทษปรับไมเกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกตางกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวาง โทษจําคุกไมเกินหนึ่งปXหรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ จึงตองใชกฎหมายที่แกไขใหมซึ่งเป2นคุณ มากกวาบังคับแกจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795 / 2562 ในระหวางพิจารณาของศาลฎีกาไดมีพ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แกไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ใหยกเลิกบทความผิด ในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระทอมไวในครอบครองโดยไมไดรับอนุญาต เป2นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ใหยกเลิกบทกําหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ใหใชมาตรา 76 ที่แกไขใหมแทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระทอมไวในครอบครองโดยไมไดรับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แกไขใหม มีระวางโทษปรับไมเกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกตางกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจําคุก ไมเกินหนึ่งปXหรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ดังนั้นจึงตองใชกฎหมายที่แกไขใหม ซึ่งเป2นคุณ มากกวาบังคับแกจําเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 299 ผูรองยื่นคํารองขอเป2นผูจัดการมรดกในฐานะผูรับพินัยกรรมเป2นคดีไมมีขอพิพาท ผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคําคัดคานและขอใหตั้งผูคัดคานที่ 3 และที่ 4 เป2นผูจัดการมรดก จึงเป2นกรณีที่บุคคลอื่นนอกจากคูความได ยื่นฟ6องคดีอันไมมีขอพิพาทไดเขามาเกี่ยวของในคดีโดยตรงหรือโดยออม ตองดําเนินคดีไปอยางคดีมีขอพิพาท ศาลชั้นตนวินิจฉัยวา ผูรองไมมีสิทธิรับมรดก จึงไมมีสิทธิยื่นคํารอง ไมเป2นการลบลางผลแหงการยื่นคํารองของผูรอง และไมทําใหคูความกลับคืนเขาสูฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิไดมีการยื่นคําฟ6อง เชน กรณีจําหนายคดีเพราะทิ้งฟ6อง หรือถอนฟ6อง ศาลชั้นตนมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาในสวนของผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4ดังกลาว ตอไป ที่ศาลชั้นตนมิไดสั่งจําหนายคดีชอบดวยกฎหมายแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2562ผูรองยื่นคํารองขอเป2นผูจัดการมรดกในฐานะผูรับพินัยกรรมเป2น คดีไมมีขอพิพาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (1) ผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคําคัดคานและขอใหตั้งผูคัดคานที่ 3และ ที่ 4 เป2นผูจัดการมรดก จึงเป2นกรณีที่บุคคลอื่นนอกจากคูความไดยื่นฟ6องคดีอันไมมีขอพิพาทไดเขามาเกี่ยวของ ในคดีโดยตรงหรือโดยออม ใหถือวาผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4 เป2นคูความ ตองดําเนินคดีไปตาม ป.วิ.พ.มาตรา 188 (4)


วาดวยคดีมีขอพิพาท ศาลชั้นตนวินิจฉัยวา ผูรองไมมีสิทธิรับมรดกในฐานะผูรับพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม จึงไมมีสิทธิยื่นคํารองขอตั้งผูจัดการมรดก หาเป2นการลบลางผลแหงการยื่นคํารองของผูรองไมและไมทําใหคูความ กลับคืนเขาสูฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิไดมีการยื่นคําฟ6อง เชน กรณีศาลสั่งจําหนายคดีเพราะทิ้งฟ6องหรือถอนฟ6อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบมาตรา 132 (1) ศาลชั้นตนมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษา ในสวนของผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4 ดังกลาวตอไป ที่ศาลชั้นตนมิไดสั่งจําหนายคดีในสวนของผูคัดคานที่ 1 ถึงที่ 4 ชอบดวยกฎหมายแลว ฎีกาเลาเรื่อง 300 จําเลยลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คพิพาท 3 ฉบับ ใหแก ว. ตอมาเช็คไปอยูในความครอบครองของโจทกfl เมื่อเช็คถึงกําหนด โจทกflเรียกเก็บเงิน แตธนาคารปฏิเสธการจายเงิน โจทกflจึงฟ6องคดีนี้จําเลยใหการวาไมมี นิติสัมพันธflใด ๆ กับโจทกflไมเคยรูจักและไมเคยกูยืมเงินโจทกflจําเลยลงลายมือชื่อในเช็คโดยยังมิไดกรอกขอความ เพราะถูก ว. กับพวกรวมกันใชอาวุธปZนขมขูจนจําเลยกลัวจึงลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คให ว. ตอมาจําเลยได จายเงินสดใหว. จนครบว. ผัดผอนจะนําเช็คมามอบแกจําเลยในภายหลัง เช็คดังกลาวเป2นเช็คประกันหนี้ ไปอยูในความครอบครองของโจทกflโดยไมสุจริต โจทกflกับ ว. รวมกันฉอฉลหรือฉอโกงจําเลย จําเลยไมตองรับผิด ตามเช็ค ภาระการพิสูจนflจึงตกแกจําเลยที่จะตองนําสืบใหรับฟIงไดตามที่กลาวอาง เมื่อพยานหลักฐานของจําเลย ฟIงไมไดวาการโอนเช็คพิพาทมีขึ้นโดยการคบคิดฉอฉลระหวางโจทกflกับ ว. จําเลยจะยกเอาความเกี่ยวพันกัน ระหวางจําเลยกับว. ผูทรงคนกอนขึ้นตอสูโจทกflผูทรงเช็ควาไมตองรับผิดไมไดจําเลยซึ่งลงลายมือชื่อ สั่งจายเช็คจึงตองรับผิดตามเนื้อความในเช็คตอโจทกflพรอมดอกเบี้ยระหวางผิดนัดอัตรารอยละ 7.5 คําพิพากษาฎีกาที่ 4616 / 2562 จําเลยลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คพิพาท จํานวน 3 ฉบับ ใหแก ว. ตอมาเช็คพิพาททั้งสามฉบับอยูในความครอบครองของโจทกflเมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกําหนด โจทกflนํา ไปเรียกเก็บเงิน แตธนาคารปฏิเสธการจายเงิน โจทกflจึงฟ6องคดีนี้จําเลยใหการวาไมมีนิติสัมพันธflใด ๆ กับโจทกfl ไมเคยรูจักกับโจทกflมากอน และไมเคยกูยืมเงินโจทกflเช็คพิพาททั้งสามฉบับนั้นจําเลยลงลายมือชื่อ โดยยังมิไดกรอกขอความเพราะถูก ว. กับพวกรวมกันขมขืนใจโดยใชอาวุธปZนจนจําเลยเกิดความกลัวจึงลงลายมือชื่อ ผูสั่งจายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับใหแก ว. ตอมาจําเลยไดจายเงินสดใหแก ว. จนครบถวน ว. ผัดผอนจะนํา เช็คพิพาททั้งสามฉบับมามอบใหแกจําเลยในภายหลัง เช็คดังกลาวเป2นเช็คประกันหนี้ไปอยูในความครอบครอง ของโจทกflโดยโจทกflกับ ว. ไมมีความสัมพันธflใด ๆ ตอกันเป2นกรณีที่โจทกflรับเช็คพิพาททั้งสามฉบับมาไว


ในครอบครองโดยไมสุจริตโจทกflกับ ว. รวมกันฉอฉลหรือฉอโกงจําเลย จําเลยจึงไมตองรับผิดในเช็คทั้งสามฉบับ ภาระการพิสูจนflตกอยูแกจําเลยที่จะตองนําสืบใหรับฟIงไดตามที่จําเลยกลาวอาง พยานหลักฐานของจําเลยฟIงไมได วาการโอนเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีขึ้นโดยการคบคิดฉอฉลระหวางโจทกflกับ ว. ดังนั้น จําเลยผูถูกฟ6องในมูลหนี้เช็ค พิพาททั้งสามฉบับจะยกเอาความเกี่ยวพันกันเฉพาะระหวางจําเลยกับ ว. ผูทรงคนกอนขึ้นเป2นขอตอสูโจทกfl ผูทรงเช็ควาไมตองรับผิดไมไดจําเลยซึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผูสั่งจายเช็คจึงตองรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับตอโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง และ 967 ประกอบมาตรา 989 เมื่อเช็คพิพาททั้งสาม ฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจายเงิน จําเลยจึงตองชําระตนเงินตามจํานวนในเช็ค พรอมดอกเบี้ยอัตรา รอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่ธนาคารปฏิเสธการจายงินตามเช็คแตละฉบับเป2นตนไปจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทกfl ตาม ป.พ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 301 การจับกุมโจทกflทั้งสี่มาจาก ช. แจงไปที่ศูนยflวิทยุสื่อสาร สถานีตํารวจภูธรแหลมฉบังวา โจทกflที่ 2 อางเป2นเจาพนักงานตํารวจพูดจาเชิงขมขูใหซื้อบัตรคอนเสิรflต จําเลยที่ 13 จึงไปรานที่เกิดเหตุตามคําสั่งของ จําเลยที่7 ช. ยืนยันขอเท็จจริงตามที่แจง จําเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวก จึงติดตามจนพบรถกระบะที่โจทกflทั้งสี่ ใชเป2นยานพาหนะ ขอตรวจคนพบบัตรคอนเสิรflต กับเงินสดในกระเปgาสะพายของโจทกflที่ 1 จึงมีเหตุที่จําเลยที่ 7 และที่ 13 กับพวกเชื่อโดยสุจริตวามีเหตุการณflดังที่ ช. แจงจริง จึงมีหลักฐานตามสมควรวาโจทกflทั้งสี่นาจะ กระทําความผิดอาญา ขณะนั้นเป2นเวลากลางคืนและไมทราบวาโจทกflทั้งสี่อาศัยอยูที่ใด ถือวามีเหตุอันควร เชื่อวาโจทกflทั้งสี่จะหลบหนีและหากตองขอออกหมายจับกอน อาจไมไดตัวมาดําเนินคดีถือวามีความจําเป2นเรงดวน ที่ไมอาจขอหมายจับ ตองดวยขอยกเวนของการจับโดยไมมีหมายจับ จึงเป2นการจับโดยชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803 / 2562 การจับกุมโจทกflทั้งสี่มีมูลเหตุมาจากการที่ ช. แจงเรื่องไปที่ ศูนยflวิทยุสื่อสาร สถานีตํารวจภูธรแหลมฉบังวา โจทกflที่ 2 อางเป2นเจาพนักงานตํารวจพูดจาเชิงขมขูให ซื้อบัตรคอนเสิรflต จําเลยที่ 13 จึงไปรานที่เกิดเหตุตามคําสั่งของจําเลยที่ 7 ช. ยืนยันขอเท็จจริงตามที่แจง จําเลยที่ 7และที่ 13 กับพวก จึงติดตามจนพบรถกระบะที่โจทกflทั้งสี่ใชเป2นยานพาหนะ ขอตรวจคนพบ บัตรคอนเสิรflต 5 ใบกับเงินสด 7,000 บาท ในกระเปgาสะพายของโจทกflที่ 1 กรณีจึงมีเหตุที่ทําใหจําเลยที่ 7 และจําเลยที่ 13 กับพวกเชื่อโดยสุจริตวามีเหตุการณflดังที่ ช. แจงเกิดขึ้นจริง จึงมีหลักฐานตามสมควรวา โจทกflทั้งสี่นาจะไดกระทําความผิดอาญา ขณะเกิดเหตุเป2นเวลากลางคืน เจาพนักงานตํารวจไมทราบวาโจทกflทั้งสี่


พักอาศัยอยูที่ใด ถือไดวาเป2นกรณีมีเหตุอันควรเชื่อวาโจทกflทั้งสี่จะหลบหนีและหากตองไปขอใหศาลออก หมายจับกอน อาจจะไมไดตัวโจทกflทั้งสี่มาดําเนินคดีถือไดวาเป2นกรณีมีความจําเป2นเรงดวนที่ไมอาจขอใหศาลออก หมายจับ การจับกุมโจทกflทั้งสี่จึงตองดวยขอยกเวนของการจับโดยไมมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) จึงเป2นการจับโดยชอบดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 302 เงินคาธรรมเนียมที่ผูอุทธรณflตองนํามาวางตอศาลพรอมกับอุทธรณflหมายเฉพาะคาธรรมเนียมที่ ศาลชั้นตนกําหนดไวในคําพิพากษาหรือคําสั่ง ไมรวมคาฤชาธรรมเนียมที่เกิดขึ้นภายหลัง คาสงคําบังคับจึงไมใช คาธรรมเนียมที่ตองนํามาวางพรอมกับอุทธรณfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704 / 2562 เงินคาธรรมเนียมที่ผูอุทธรณflตองนํามาวางตอศาลพรอมกับ อุทธรณflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หมายถึงเฉพาะคาธรรมเนียมตามที่ศาลชั้นตนกําหนดไวในคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล หารวมถึงคาฤชาธรรมเนียมอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นตนมีคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดีแลว คาใชจายในการสงคําบังคับใหแกจําเลยทั้งสองจึงหาใชคาธรรมเนียมที่ตองนํามาวาง พรอมกับอุทธรณflไม ฎีกาเลาเรื่อง 303 พ.ร.บ.ฟอกเงิน บัญญัติมาตรการไว 2 สวน ไดแก ทางอาญาฐานฟอกเงิน และทางแพงดําเนินการ กับทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด โดยสวนหลังเป2นกระบวนการยึดทรัพยflสินทางแพง ซึ่งพิจารณา ตัวทรัพยflสินวามีแหลงที่มาจากการกระทําผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม โดยไมตองพิจารณาความผิด ของบุคคลที่เป2นเจาของทรัพยflมาตรการเกี่ยวกับทรัพยflสินจึงมิใชโทษทางอาญา แมความผิดมูลฐาน จะบัญญัติเพิ่มเติมภายหลังจากที่ไดกระทําความผิด ก็ไมถือวาเป2นการใชกฎหมายอาญายอนหลังเป2นโทษ แกบุคคล และยอมตกอยูภายใตบังคับยอนหลังไปทันทีนับแตวันที่มีการกระทําความผิดมูลฐานนั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3659 - 3661 / 2562 พระราชบัญญัติป6องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติมาตรการทางกฎหมายไว 2 สวน ไดแก มาตรการทางอาญาฐานฟอกเงิน และมาตรการ ทางแพงที่ดําเนินการกับทรัพยflสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด โดยมาตรการสวนหลังเป2นกระบวนการ


ยึดทรัพยflสินทางแพง (Civil forfeiture) ซึ่งพิจารณาตัวทรัพยflสินที่ผูรองขอใหศาลมีคําสั่งใหตกเป2นของแผนดิน วามีแหลงที่มาจากการกระทําผิดอาญาที่เป2นความผิดมูลฐานของพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม โดยไมตองพิจารณา ความผิดของบุคคลที่เป2นเจาของทรัพยflซึ่งจะตองพิสูจนflตามหลักการพิสูจนflพยานหลักฐานในคดีอาญา มาตรการ ดําเนินการเกี่ยวกับทรัพยflสินจึงมิใชโทษทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) แมความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) จะบัญญัติเพิ่มเติมภายหลังจากที่ไดกระทําความผิด ก็ไมถือวา เป2นการใชกฎหมายอาญายอนหลังเป2นโทษแกบุคคล และเมื่อมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานดังกลาว ยอมตกอยูภายใตบังคับยอนหลังไปทันทีนับแตวันที่มีการกระทําความผิดมูลฐานนั้น ฎีกาเลาเรื่อง 304 ความผิดฐานเขารวมในการชุลมุนตอสูระหวางบุคคลตั้งแตสามคนขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดไมวาจะ เป2นผูที่เขารวมในการนั้นหรือไมรับอันตรายสาหัส กฎหมายมุงประสงคflจะลงโทษผูเขารวมตอสูระหวางบุคคล ดังกลาว ทามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุนวายโดยไมทราบผูทําราย การที่จําเลยที่ 1 กับพวกฝOายหนึ่ง กับจําเลยที่ 2 กับพวกอีกฝOายหนึ่ง สมัครใจวิวาทตอสูกัน ไมวาจะเกิดการชุลมุนหรือไม ยอมไมเป2นความผิดฐานดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610 / 2562 ความผิดฐานเขารวมในการชุลมุนตอสูระหวางบุคคลตั้งแตสามคน ขึ้นไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดไมวาจะเป2นผูที่เขารวมในการนั้นหรือไมรับอันตรายสาหัส เป2นกรณีที่กฎหมายมุง ประสงคflจะลงโทษผูที่เขารวมในการตอสูระหวางบุคคลตั้งแตสามคนขึ้นไป ทามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุนวาย โดยไมทราบวาผูใดหรือฝOายใดเป2นผูทําราย การที่จําเลยที่ 1 กับพวกฝOายหนึ่ง กับจําเลยที่ 2 กับพวกอีกฝOายหนึ่ง สมัครใจวิวาทตอสูกัน ไมวาจะเกิดการชุลมุนหรือไมการกระทําของจําเลยที่ 2 ยอมไมเป2นความผิดฐานดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 305 เมื่อฟIงไมไดวา จําเลยที่ 2 ทํานิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยสุจริต ที่ดินพิพาทเป2นทรัพยflมรดก ซึ่งมีทายาท 5 คน โจทกflเป2นหนึ่งในทายาทซึ่งเป2นเจาของรวมอาจใชสิทธิไปถึงทรัพยflสินทั้งหมดเพื่อประโยชนfl แกทายาททุกคนไดโจทกflจึงมีสิทธิฟ6องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหวางจําเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อเอาทรัพยflที่ดินพิพาทคืนกองมรดก แตเมื่อจําเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 5 สวน จําเลยที่ 1 ยอมขายฝากที่ดินพิพาทสวนของตนไดจึงตองเพิกถอนเฉพาะสวนของโจทกflและทายาทอื่นรวม 4 ใน 5 สวน


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3450 / 2562 ขอเท็จจริงฟIงไมไดวา จําเลยที่ 2 ทํานิติกรรมรับซื้อฝากที่ดิน พิพาทโดยสุจริต เมื่อที่ดินพิพาทเป2นทรัพยflมรดกซึ่งมีทายาทดวยกัน 5 คน โจทกflเป2นทายาทคนหนึ่งในฐานะ เจาของรวมอาจใชสิทธิอันเกิดแตกรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพยflสินทั้งหมดเพื่อประโยชนflแกทายาททุกคนได ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 โจทกflมีสิทธิที่จะฟ6องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาท ระหวางจําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 เพื่อเอาทรัพยflที่ดินพิพาทกลับคืนสูกองมรดก แตเมื่อจําเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาท 1 ใน 5 สวน จําเลยที่ 1 ยอมมีอํานาจขายฝากที่ดินพิพาทสวนของตนไดจึงตองเพิกถอน การจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเฉพาะสวนของโจทกflและทายาทอื่นรวม 4 ใน 5 สวน ฎีกาเลาเรื่อง 306 การพิจารณาวามีเหตุที่จะอนุญาตใหโจทกflขยายเวลายื่นอุทธรณflไดหรือไมตองพิจารณาวา เหตุที่อาง เป2นพฤติการณflพิเศษหรือไมและมีเหตุสุดวิสัยที่ไมสามารถยื่นคํารองภายในกําหนดหรือไมศาลชั้นตนใหโอกาสโจทกfl ขยายเวลาอุทธรณflมาแลว 2 ครั้ง เกือบ 3 เดือน อยูในวิสัยที่ทนายโจทกflจะเรียงอุทธรณflใหทันกําหนด เพราะทราบเรื่องดีอยูแลว ที่ทนายโจทกflฎีกาวา เสร็จคดีที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในเวลา 15 นาฬิกา และลูกความ โทรศัพทflใหไปรับเอกสาร ทั้งที่ทราบดีอยูแลววาตองรีบดําเนินการยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflในวันดังกลาว กอนเวลาปKดทําการของศาล แตกลับเดินทางไปรับเอกสารจากคูความที่ตําบลอื่น แสดงวาทนายโจทกflมิไดสนใจ ติดตอศาลชั้นตน ขออางวารถยนตflเสียระหวางทาง ไมสามารถเดินทางมาไดทันเวลาทําการปกติของศาล จึงเกิดจากความบกพรองของทนายโจทกflเอง ถือไมไดวาเป2นเหตุสุดวิสัยที่ทําใหไมสามารถยื่นคํารองขอขยายเวลา ยื่นอุทธรณflกอนเวลาที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายสิ้นสุดลง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3571 / 2562 การพิจารณาวามีเหตุที่จะอนุญาตใหโจทกflขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณflไดหรือไมตองพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 วา เหตุที่โจทกflอาง เป2นพฤติการณflพิเศษหรือไมและมีเหตุสุดวิสัยที่โจทกflไมสามารถยื่นคํารองขอภายในกําหนดหรือไม ศาลชั้นตนใหโอกาสโจทกflขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflมาแลว 2 ครั้ง เป2นเวลาเกือบ 3 เดือน ยอมอยูในวิสัยที่ทนายโจทกflจะเรียงอุทธรณflใหทันภายในกําหนดเพราะทราบเรื่องดีอยูแลว การที่ทนายโจทกfl ยื่นฎีกาวาทนายโจทกflเสร็จคดีที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในเวลาประมาณ 15 นาx ิกา และมีลูกความโทรศัพทflใหไป รับเอกสารทั้งที่ทนายโจทกflทราบดีอยูแลววาตองรีบดําเนินการยื่นคํารองขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflใน วันดังกลาวกอนเวลาปKดทําการปกติของศาล แตทนายโจทกflกลับเดินทางไปรับเอกสารจากคูความที่ตําบลลาดหญา


หางจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร แสดงวาทนายโจทกflมิไดสนใจติดตอศาลชั้นตน ขออางวารถยนตflของทนายโจทกflเสียระหวางเดินทาง ทําใหไมสามารถเดินทางมาไดทันเวลาทําการปกติของศาล จึงเกิดจากความบกพรองของทนายโจทกflเอง ถือไมไดวาเป2นเหตุสุดวิสัยที่ทําใหไมสามารถยื่นคํารองขอขยาย ระยะเวลายื่นอุทธรณflกอนระยะเวลาที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายสิ้นสุดลง ฎีกาเลาเรื่อง 307 ตาม ป.วิ.อ. ศาลอาจรับฟIงบันทึกคําเบิกความของพยานที่เบิกความไวในคดีอื่นมาประกอบพยานหลักฐาน อื่นในคดีไดเฉพาะมีเหตุจําเป2นหรือเหตุอันสมควร เมื่อศาลชั้นตนออกหมายเรียกผูเสียหายและ ม. หลายครั้ง แตไมไดตัวมาเบิกความ ศาลชั้นตนจึงออกหมายจับ แตไมไดตัวมาสืบ ทั้งเหตุเกิดขึ้น 10 ปXเศษแลว ยากที่โจทกflจะ ติดตามผูเสียหายและ ม. มาเป2นพยานไดประกอบกับโจทกflตรวจสอบขอมูลในระบบทะเบียนราษฎรflพบวา ผูเสียหายเปลี่ยนชื่อเดิมสวน ม. ไมพบขอมูล และเจาพนักงานตํารวจไมมีเบาะแสแหลงที่อยู นาเชื่อวาโจทกflไม สามารถนํามาเบิกความไดถือวามีเหตุจําเป2นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟIงบันทึกคําเบิกความของผูเสียหาย และ ม. ที่เบิกความไวในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทกflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3506/2562 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5 บัญญัติวา “ในชั้นพิจารณาหากมี เหตุจําเป2นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟIงบันทึกคําเบิกความในชั้นไตสวนมูลฟ6องหรือบันทึกคําเบิกความของ พยานที่เบิกความไวในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได” ตามบทบัญญัติดังกลาวจะเห็นไดวา ศาลอาจรับฟIงบันทึกคําเบิกความของพยานที่เบิกความไวในคดีอื่นมาประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได เฉพาะกรณีที่มีเหตุจําเป2นหรือเหตุอันสมควร เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ศาลชั้นตนไดออกหมายเรียกผูเสียหาย และ ม. หลายครั้งแลว แตก็ไมไดตัวผูเสียหายและ ม. มาเบิกความเป2นพยาน ศาลชั้นตนจึงออกหมายจับผูเสียหาย และ ม. แตโจทกflก็ไมไดตัวมาสืบ ทั้งเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเป2นเวลา 10 ปXเศษแลว จึงเป2นการยากที่โจทกflจะ ติดตามผูเสียหายและ ม. มาเป2นพยานไดประกอบกับโจทกflตรวจสอบขอมูลในระบบทะเบียนราษฎรflแลวพบวา ผูเสียหายเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป2น ป. สวน ม. ไมพบขอมูล อีกทั้งโจทกflยังไดแถลงวาเจาพนักงานตํารวจไมมีเบาะแส เกี่ยวกับแหลงที่อยูของผูเสียหายและ ม. เพิ่มเติม จึงนาเชื่อวาโจทกflไมสามารถนําตัวผูเสียหายและ ม. มาเบิก ความตอศาลไดถือวากรณีมีเหตุจําเป2นหรือเหตุอันสมควร ที่ศาลอาจรับฟIงบันทึกคําเบิกความของผูเสียหายและ ม. ที่เบิกความไวในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทกflไดตามบทบัญญัติดังกลาว


ฎีกาเลาเรื่อง 308 โจทกflขายสิทธิเชาซื้อรถยนตflโดยมีขอตกลงกับจําเลยที่ 1 กับพวกวาจะตองชําระเงินใหโจทกfl 50,000บาท และเปลี่ยนชื่อผูเชาซื้อกับบริษัทผูใหเชาซื้อเสียกอน โจทกflจึงจะมอบรถยนตflใหแตจําเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวง โจทกflจึงยอมมอบรถยนตflใหเหตุที่ไมระบุขอตกลงดังกลาวในสัญญาขายรถยนตflเนื่องจากความเชื่อใจพฤติการณfl ของโจทกflแสดงใหเห็นวาโจทกflหลงเชื่อตามที่จําเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงวาจะซื้อสิทธิเชาซื้อรถยนตflจากโจทกflจริง หามีพฤติการณflวาประสงคflเพียงเงิน 50,000 บาท โดยตองการใหรถยนตflพนไปจากความรับผิดชอบของตน ทั้งโจทกflยังตองรับผิดตามสัญญาเชาซื้อ และอาจตองมีสวนเกี่ยวของหากมีผูนํารถยนตflไปกระทําความผิด โจทกflจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอํานาจฟ6องจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760 / 2563 โจทกflตกลงขายสิทธิเชาซื้อรถยนตflตามฟ6องโดยมีขอตกลง กับจําเลยที่ 1 กับพวกวาจะตองชําระเงินใหแกโจทกfl 50,000 บาท และตองเปลี่ยนชื่อผูเชาซื้อกับบริษัท ผูใหเชาซื้อเสียกอน โจทกflจึงจะมอบรถยนตflคันดังกลาวใหแตจําเลยที่ 1 กับพวกใชอุบายหลอกลวง โจทกflจึงยอมมอบรถยนตflตามฟ6องใหแกจําเลยที่ 1 กับพวกไป สาเหตุที่ไมระบุขอตกลงดังกลาวในหนังสือสัญญา ขายรถยนตflใหครบถวนตามที่ตกลงกันนั้น เนื่องจากเชื่อใจวาจําเลยที่ 1 กับพวก จะตองเปลี่ยนชื่อผูเชาซื้อ กับบริษัทผูใหเชาซื้อจริง พฤติการณflของโจทกflดังกลาวแสดงใหเห็นวาโจทกflหลงเชื่อตามที่จําเลยที่ 1 กับพวก รวมกันหลอกลวงวาจําเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาซื้อสิทธิเชาซื้อรถยนตflตามฟ6องจากโจทกflจริง หาไดมีขอเท็จจริงใด ที่แสดงใหเห็นถึงพฤติการณflของโจทกflวาประสงคflเพียงเงิน 50,000 บาท โดยตองการใหรถยนตflตามฟ6องพนไปจาก ความรับผิดชอบของโจทกflทั้งโจทกflยังตองรับผิดตามสัญญาเชาซื้อรถยนตflกับบริษัทผูใหเชาซื้ออยูและ อาจจะตองมีสวนเกี่ยวของหากมีผูนํารถยนตflตามฟ6องไปกระทําความผิด โจทกflจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัย ซึ่งมีอํานาจฟ6องจําเลยได ฎีกาเลาเรื่อง 309 แมโจทกflฟ6องวาจําเลยทั้งสองปลอมสําเนาบัตรประชาชนซึ่งเป2นเอกสารราชการ แตไดความตามฟ6อง วาจําเลยทั้งสองเพียงแตปลอมลายมือชื่อของผูเสียหายที่ 1 ในสําเนาบัตรประชาชนที่แทจริงเพื่อรับรอง ความถูกตองโดยไมมีการเติมหรือตัดทอนขอความหรือแกไขใหแตกตางไปจากสําเนาเดิม สําเนาบัตรประชาชน ดังกลาวยังเป2นเอกสารที่แทจริง การปลอมลายมือชื่อจึงเป2นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดา เมื่อจําเลย


ทั้งสองใชสําเนาบัตรดังกลาว คงมีความผิดฐานใชเอกสารปลอม ซึ่งจําเลยทั้งสองเป2นผูรวมกันปลอมและ ใชเอกสารปลอม จึงตองลงโทษฐานรวมกันใชเอกสารปลอมกระทงเดียว คําพิพากษาฎีกาที่ 460 / 2563แมโจทกflจะฟ6องวาจําเลยทั้งสองปลอมสําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ซึ่งเป2นเอกสารราชการ แตเมื่อขอเท็จจริงไดความตามฟ6องวาจําเลยทั้งสองเพียงแตปลอมลายมือชื่อของ ผูเสียหายที่ 1 ลงในสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนที่แทจริงของผูเสียหายที่ 1 เพื่อรับรองความถูกตอง โดยไมมีการเติมหรือตัดทอนขอความหรือแกไขสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนใหแตกตางไปจาก สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนนี้แตอยางใด สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ดังกลาวยังคงเป2นเอกสารที่แทจริง การปลอมลายมือชื่อผูเสียหายที่ 1ลงในสําเนา บัตรประจําตัวประชาชนจึงเป2นเพียงการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264วรรคแรก (เดิม) เทานั้น เมื่อจําเลยทั้งสองใชสําเนาบัตรประจําตัว ประชาชนของ ผูเสียหายที่ 1 ดังกลาว จึงไมเป2นความผิดฐานใชเอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใชเอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งจําเลยทั้งสอง เป2นผูรวมกันปลอมและใชเอกสารปลอมจึงตองลงโทษฐานรวมกันใชเอกสารปลอมแตกระทงเดียวตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 310 จําเลยลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คพิพาท 3 ฉบับ ใหแก ว. ตอมาเช็คไปอยูในความครอบครองของโจทกfl เมื่อเช็คถึงกําหนด โจทกflเรียกเก็บเงิน แตธนาคารปฏิเสธการจายเงิน โจทกflจึงฟ6องคดีนี้จําเลยใหการวา ไมมีนิติสัมพันธflใด ๆ กับโจทกflไมเคยรูจักและไมเคยกูยืมเงินโจทกflจําเลยลงลายมือชื่อในเช็คโดยยังมิได กรอกขอความเพราะถูก ว. กับพวกรวมกันใชอาวุธปZนขมขูจนจําเลยกลัวจึงลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คใหว. ตอมาจําเลยไดจายเงินสดให ว. จนครบว. ผัดผอนจะนําเช็คมามอบแกจําเลยในภายหลัง เช็คดังกลาว เป2นเช็คประกันหนี้ไปอยูในความครอบครองของโจทกflโดยไมสุจริต โจทกflกับ ว. รวมกันฉอฉล หรือฉอโกงจําเลย จําเลยไมตองรับผิดตามเช็ค ภาระการพิสูจนflจึงตกแกจําเลยที่จะตองนําสืบใหรับฟIงได ตามที่กลาวอาง เมื่อพยานหลักฐานของจําเลยฟIงไมไดวาการโอนเช็คพิพาทมีขึ้นโดยการคบคิดฉอฉล ระหวางโจทกflกับ ว. จําเลยจะยกเอาความเกี่ยวพันกันระหวางจําเลยกับว. ผูทรงคนกอนขึ้นตอสูโจทกfl ผูทรงเช็ควาไมตองรับผิดไมไดจําเลยซึ่งลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คจึงตองรับผิดตามเนื้อความในเช็คตอโจทกfl พรอมดอกเบี้ยระหวางผิดนัดอัตรารอยละ 7.5


คําพิพากษาฎีกาที่ 4616 / 2562 จําเลยลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คพิพาท จํานวน 3 ฉบับ ใหแก ว.ตอมา เช็คพิพาททั้งสามฉบับอยูในความครอบครองของโจทกflเมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกําหนด โจทกflนําไป เรียกเก็บเงิน แตธนาคารปฏิเสธการจายเงิน โจทกflจึงฟ6องคดีนี้จําเลยใหการวาไมมีนิติสัมพันธflใด ๆ กับโจทกfl ไมเคยรูจักกับโจทกflมากอน และไมเคยกูยืมเงินโจทกflเช็คพิพาททั้งสามฉบับนั้นจําเลยลงลายมือชื่อ โดยยังมิไดกรอกขอความเพราะถูก ว. กับพวกรวมกันขมขืนใจโดยใชอาวุธปZนจนจําเลยเกิดความกลัว จึงลงลายมือชื่อผูสั่งจายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับใหแก ว. ตอมาจําเลยไดจายเงินสดใหแก ว. จนครบถวน ว. ผัดผอนจะนําเช็คพิพาททั้งสามฉบับมามอบใหแกจําเลยในภายหลัง เช็คดังกลาวเป2นเช็คประกันหนี้ ไปอยูในความครอบครองของโจทกflโดยโจทกflกับ ว. ไมมีความสัมพันธflใด ๆ ตอกันเป2นกรณีที่โจทกflรับเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับมาไวในครอบครองโดยไมสุจริตโจทกflกับ ว. รวมกันฉอฉลหรือฉอโกงจําเลย จําเลยจึงไมตองรับผิด ในเช็คทั้งสามฉบับ ภาระการพิสูจนflตกอยูแกจําเลยที่จะตองนําสืบใหรับฟIงไดตามที่จําเลยกลาวอาง พยานหลักฐาน ของจําเลยฟIงไมไดวาการโอนเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีขึ้นโดยการคบคิดฉอฉลระหวางโจทกflกับ ว. ดังนั้น จําเลยผูถูกฟ6องในมูลหนี้เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะยกเอาความเกี่ยวพันกันเฉพาะระหวางจําเลยกับ ว. ผูทรงคนกอนขึ้นเป2นขอตอสูโจทกflผูทรงเช็ควาไมตองรับผิดไมไดจําเลยซึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผูสั่งจายเช็ค จึงตองรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับตอโจทกflตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง และ 967 ประกอบมาตรา 989 เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจายเงิน จําเลยจึงตอง ชําระตนเงินตามจํานวนในเช็ค พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่ธนาคารปฏิเสธ การจายงินตามเช็คแตละฉบับเป2นตนไปจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทกflตาม ป.พ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 311 จําเลยขึงแนวรั้วไฟฟ6าหางจากตนกระทอม 5 เมตร และวางตะปูตอกไมหงายไวเพื่อป6องกัน คนเขามาลักทรัพยflในบริเวณบานของจําเลย แสดงวาจําเลยมีเจตนาใหกระแสไฟฟ6าทํารายรางกายคนที่มาสัมผัส แมวาการปลอยกระแสไฟฟ6าสูเสนลวดมีแรงดัน 220 โวลตflจะทําใหแรงดันกระแสไฟฟ6าในเสนลวดลดลงเหลือ ประมาณ110 ถึง 150 โวลตflคนที่สัมผัสจะไมถึงแกความตายทันทีโดยตองใชเวลานานประมาณ 10 ถึง 20 นาที จึงจะถึงแกความตาย แตเนื่องจากกอนเกิดเหตุมีฝนตกหนักทําใหพื้นดินบริเวณนั้นเปXยกชุม จึงเป2น ตัวนํากระแสไฟฟ6าผานลงดินไดอยางดีเป2นเหตุใหผูตายทั้งสามซึ่งเขาไปลักใบกระทอมถูกกระแสไฟฟ6าช็อต ถึงแกความตาย การกระทําของจําเลยจึงเป2นเพียงมีเจตนาทํารายผูตายทั้งสาม แตการกระทํานั้นเป2นเหตุใหผูตาย ทั้งสามถึงแกความตาย ผูตายทั้งสามเป2นการประทุษรายอันละเมิดตอกฎหมายและทรัพยflสินของจําเลย ซึ่งจําเลย


มีสิทธิป6องกันก็ตาม แตการที่จําเลยปลอยกระแสไฟฟ6าไปตามเสนลวดโดยไมมีฉนวนหุม เมื่อที่เกิดเหตุมีกิ่งตน กระทอมถูกตัดลงมาบางสวนเทานั้น ไมปรากฏวามีทรัพยflสินอื่นของจําเลยอยูในบริเวณดังกลาว แสดงใหเห็นวา ผูตายทั้งสามมีจุดมุงหมายเพื่อลักเอาใบกระทอม ซึ่งเป2นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากเป2นยาเสพติดใหโทษในประเภท 5ไม ใชทรัพยflที่จําเป2นตองดูแลป6องกันถึงขนาดสรางแนวรั้วไฟฟ6า การกระทําดังกลาวจึงเกินสมควรแกเหตุ หรือเกินกวา กรณีแหงความจําเป2น หรือเกินกวากรณีแหงการจําตองกระทําเพื่อป6องกัน จําเลยยังคงมีความผิด ฐานทํารายผูอื่นจนเป2นเหตุใหถึงแกความตายโดยป6องกันเกินสมควรแกเหตุซึ่งศาลจะลงโทษนอยกวาที่กฎหมาย กําหนดไวสําหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได คําพิพากษาฎีกาที่ 76/2563 จําเลยขึงแนวรั้วไฟฟ6าหางจากตนพืชกระทอม ประมาณ 5 เมตร กอนจะถึงแนวรั้วไฟฟ6าไดวางตะปูตอกไมหงายไวเพื่อป6องกันคนเขามาลักทรัพยflในบริเวณอาณาเขตบาน ของจําเลยแสดงใหเห็นไดวาจําเลยมีเจตนาใหกระแสไฟฟ6าทํารายรางกายคนที่มาสัมผัสแนวรั้วไฟฟ6าดังกลาว แมวาการปลอยกระแสไฟฟ6าเขาสูเสนลวดของกลางขนาดแรงดัน 220 โวลตflจะทําใหแรงดันกระแสไฟฟ6า ในเสนลวดของกลาง ลดลงเหลือแรงดันประมาณ 110 ถึง 150 โวลตflหากคนไปสัมผัสเสนลวดของกลาง จะถูกกระแสไฟฟ6าช็อตแตไมถึงแกความตายในทันทีตองใชเวลานานประมาณ 10 ถึง 20 นาทีจึงจะถึงแกความตายแต เนื่องจากกอนเกิดเหตุมีฝนตกลงมาหนักมากทําใหพื้นดินบริเวณ ที่เกิดเหตุเปXยกชื้นชุมน้ํา จึงเป2นตัวนํากระแสไฟฟ6 าผานลงดินไดเป2นอยางดีเป2นเหตุใหผูตายทั้งสามซึ่งลักลอบเขาไปลักใบตนพืชกระทอมที่ปลูกไวหลังบานของจําเลย สัมผัสแนวรั้วที่จําเลยขึงกั้นไวถูกกระแสไฟฟ6าช็อตถึงแกความตาย การกระทําของจําเลยจึงเป2นเพียง มีเจตนาทํารายผูตายทั้งสาม มิไดมีเจตนาฆา แตการกระทํานั้นเป2นเหตุทําใหผูตายทั้งสามถึงแกความตาย จําเลย ขึงเสนลวดของกลางเป2นแนวรั้วลอมบริเวณตนพืชกระทอมแลวปลอยกระแสไฟฟ6าขนาดแรงดัน 220 โวลตfl เขาสูแนวรั้วแมวาการกระทําของผูตายทั้งสามถือวา เป2นการประทุษรายอันเป2นละเมิดตอกฎหมายและ ตอทรัพยflสินของจําเลย ซึ่งจําเลยมีสิทธิที่จะป6องกันทรัพยflสินของตนไดก็ตาม แตพฤติการณflที่จําเลยปลอย กระแสไฟฟ6าขนาดแรงดัน สูงถึง 220 โวลตflไปตามเสนลวดของกลางที่ขึงเป2นแนวรั้วโดยไมมีฉนวนหุมนั้น แมโดยสภาพจะไมทําใหผูสัมผัสเสนลวดที่มีกระแสไฟฟ6าอยูถึงแกความตายในทันทีแตก็สามารถทําใหไดรับบาดเจ็บ เป2นอันตรายแกกายหรือสาหัสไดและหากถูกกระแสไฟฟ6าช็อตเป2นเวลานานยอมเป2นอันตรายรายแรงถึงแกชีวิตได อีกทั้งบริเวณหลังบานเกิดเหตุที่ผูตายทั้งสามนอนตายอยูนั้น มีกิ่งตนพืชกระทอมถูกตัดลงมาบางสวนเทานั้น ไมปรากฏวามีทรัพยflสินอื่นของจําเลยอยูในบริเวณดังกลาว แสดงใหเห็นวาผูตายทั้งสามมีจุดมุงหมายที่จะเขาไป ในอาณาเขตบานของจําเลยเพื่อลักเอาใบพืชกระทอมของจําเลยไปเทานั้น ทรัพยflที่จําเลยมีสิทธิกระทําการ ป6องกันเป2นเพียงตนพืชกระทอม ซึ่งเป2นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากเป2นยาเสพติดใหโทษในประเภท 5


ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษพ.ศ. 2522 ไมใชทรัพยflที่จําเป2นจะตองดูแลป6องกันถึงขนาดสรางแนวรั้วไฟฟ6า มีแรงดันสูงขนาด 220 โวลตflเชนนี้การกระทําดังกลาวจึงเกินสมควรแกเหตุ หรือเกินกวากรณีแหงความจําเป2น หรือ เกินกวากรณีแหงการจําตองกระทําเพื่อป6องกันตาม ป.อ. มาตรา 69 จําเลยยังคงมีความผิดฐานทํารายผูอื่น จนเป2นเหตุใหผูนั้นถึงแกความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษ นอยกวาที่กฎหมายกําหนดไวสําหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได ฎีกาเลาเรื่อง 312 จําเลยบรรจุน้ําในถังกอนนํารถไปชั่งน้ําหนัก เพื่อใหเห็นวารถมีน้ําหนักมากกวาปกติจากนั้นจําเลย จึงถายน้ําออกจากถัง เมื่อนํารถไปรับน้ํานมดิบจะไดปริมาณมากกวาที่ควรจะไดการกระทําของจําเลย ถึงขั้นลงมือกระทําความผิดแลว หาก ช. ไมพบเห็นการกระทําของจําเลยก็จะบรรลุผล จึงเป2นการลงมือกระทํา ความผิดแตกระทําไปไมตลอด จึงเป2นเพียงการพยายามกระทําความผิด จําเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาน้ํานมดิบของ ผูเสียหายไปตั้งแตตน โดยใชกลอุบายเพื่อใหบรรลุผลคือ การเอาน้ํานมดิบในสวนที่เกินของผูเสียหายไปโดยทุจริต พนักงานของผูเสียหายไมไดมีเจตนาสงมอบการครอบครองน้ํานมดิบในสวนที่เกินแกจําเลย การกระทําของจําเลย จึงเขาองคflประกอบความผิดฐานลักทรัพยflแตการกระทํายังไมบรรลุผล จึงเป2นเพียงความผิดฐานพยายามลักทรัพยfl โดยใชยานพาหนะ คําพิพากษาฎีกาที่ 4251 /2562 จําเลยบรรจุน้ําอยูในถังกอนนํารถไปชั่งน้ําหนัก เพื่อใหเห็นวา รถมีน้ําหนักมากกวาปกติภายหลังจากนั้นจําเลยจึงนํารถไปถายน้ําออกจากถัง เมื่อนํารถไปรับน้ํานมดิบ ก็จะไดปริมาณมากกวาที่ควรจะไดการกระทําของจําเลยถึงขั้นลงมือกระทําความผิดแลว หาก ช. ไมพบเห็น การกระทําของจําเลยก็จะบรรลุผลตามที่จําเลยไดกระทําลงไป จึงเป2นการลงมือกระทําความผิดแลว แตกระทําไปไมตลอด จึงเป2นเพียงการพยายามกระทําความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80 จําเลยมีเจตนาทุจริต ที่จะเอาน้ํานมดิบของผูเสียหายไปตั้งแตตน โดยวิธีนํารถบรรทุก ถังพลาสติกบรรจุน้ํามาชั่งน้ําหนักในครั้งแรก เพื่อใหพนักงานของผูเสียหายเห็นวารถมีน้ําหนักมากกวาปกติภายหลังจากนั้นจึงถายน้ําออกจากถังแลวไปรับ น้ํานมดิบเมื่อนํารถมาชั่งอีกครั้ง ทําใหจําเลยไดรับน้ํานมดิบในปริมาณน้ําหนักที่เพิ่มขึ้นเทากับปริมาณน้ํา ที่ถายทิ้งไป จึงเป2นการใชกลอุบายเพื่อใหบรรลุผลคือ การเอาน้ํานมดิบในสวนที่เกินของผูเสียหายไปโดยทุจริต เทานั้น พนักงานของผูเสียหายไมไดมีเจตนาสงมอบการครอบครองน้ํานมดิบในสวน ที่เกินแกจําเลย การกระทํา


ของจําเลยจึงเขาองคflประกอบความผิดฐานลักทรัพยflแตการกระทําของจําเลยยังไมบรรลุผล จึงเป2นเพียงความผิด ฐานพยายามลักทรัพยflโดยใชยานพาหนะตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 313 เมื่อหางหุนสวนจํากัดจดทะเบียนเป2นนิติบุคคลยอมมีสถานะตางหากจากผูเป2นหุนสวน ทรัพยflสินและ หนี้สินของหางนั้นยอมมิใชทรัพยflสินหรือหนี้สินของผูเป2นหุนสวนโดยตรง สวนการที่ผูเป2นหุนสวนซึ่งออกจาก หุนสวนจะยังคงตองรับผิดในหนี้ซึ่งหางหุนสวนไดกอใหเกิดขึ้นกอนที่ตนออก เป2นกรณีที่มุงหมายจะใชบังคับ แกหางหุนสวนสามัญซึ่งหุนสวนทุกคนตองรับผิดรวมกันโดยไมจํากัดจํานวน แตกตางจากผูเป2นหุนสวน จําพวกจํากัดความรับผิดซึ่งรับผิดเพียงไมเกินจํานวนเงินที่ตนรับจะลงหุน และในระหวางที่หางหุนสวนจํากัด ยังมิไดเลิกกันเจาหนี้ยอมไมมีสิทธิฟ6องผูเป2นหุนสวนจําพวกจํากัดความรับผิด กรณีจึงไมอาจนําบทบัญญัติ ดังกลาวมาใชบังคับแกหุนสวนจําพวกจํากัดความรับผิดในหางหุนสวนจํากัดไดแมหนี้คาภาษีอากรคางชําระ ของโจทกflเกิดขึ้นระหวางจําเลยยังคงเป2นหุนสวนจํากัดความรับผิดของโจทกflก็ถือมิไดวาเป2นหนี้สินของจําเลย หนี้ดังกลาวที่โจทกflชําระแกกรมสรรพากรจึงเป2นคาใชจายของโจทกflที่ตองนําไปคํานวณกําไรขาดทุนระหวาง ผูที่ยังเป2นหุนสวนกันตอไป โจทกflจะนําหนี้ดังกลาวมาไลเบี้ยแกจําเลยไมไดจําเลยจึงไมตองรับผิดตอโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 251 /2562 เมื่อหางหุนสวนจํากัดจดทะเบียนเป2นนิติบุคคลตามกฎหมายแลว ยอมมีสถานะเป2นนิติบุคคลตางหากจากผูเป2นหุนสวน ทรัพยflสินและหนี้สินของหางหุนสวนจํากัดยอม มิใชทรัพยflสินหรือหนี้สินของผูเป2นหุนสวนโดยตรง สวนการที่ผูเป2นหุนสวนซึ่งออกจากหุนสวนไปแลวจะ ยังคงตองรับผิดในหนี้ซึ่งหางหุนสวนไดกอใหเกิดขึ้นกอนที่ตนไดออกจากหุนสวนไปตาม มาตรา 1051นั้น เป2นกรณีที่บทบัญญัติดังกลาวมุงหมายจะใชบังคับแกหางหุนสวนสามัญซึ่งหุนสวนทุกคนจะตองรับผิดรวมกัน โดยไมจํากัดจํานวนในการชําระหนี้อันไดกอขึ้นเพราะจัดการไปในทางที่เป2นธรรมดาการคาขายของหางหุนสวนนั้น แตกตางจากผูเป2นหุนสวนจําพวกจํากัดความรับผิดซึ่งจะมีความรับผิดเพียงไมเกินจํานวนเงินที่ตนรับ จะลงหุนในหางหุนสวนจํากัด และในระหวางที่หางหุนสวนจํากัดยังมิไดเลิกกัน เจาหนี้ของหางหุนสวนจํากัดยอม ไมมีสิทธิที่จะฟ6องรองผูเป2นหุนสวนจําพวกจํากัดความรับผิด กรณีจึงไมอาจนํามาตรา 1051 มาใชบังคับแก หุนสวนจําพวกจํากัดความรับผิดในหางหุนสวนจํากัดไดแมหนี้คาภาษีอากรคางชําระของโจทกflจะเกิดขึ้น ในระหวางที่จําเลยยังคงเป2นหุนสวนจํากัดความรับผิดของโจทกflก็ถือมิไดวาเป2นหนี้สินของจําเลย หนี้คาภาษีอากร คางชําระที่โจทกflชําระแกกรมสรรพากรไปนั้นจึงเป2นคาใชจายของโจทกflที่จะตองนําไปคิดคํานวณกําไรขาดทุน


ในระหวางผูที่ยังคงเป2นหุนสวนกันตอไปตามสัญญาหุนสวน โจทกflจะนําหนี้คาภาษีอากรคางชําระดังกลาว มาไลเบี้ยแกจําเลยไมไดจําเลยจึงไมตองรับผิดในหนี้คาภาษีอากรคางชําระของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 314 จําเลยไดเงินจากการออกจากงาน ยอมนํามาชําระแกโจทกflตามสัญญาหยาไดแตจําเลยกลับอางลอย ๆ วานําไปชําระหนี้นอกระบบหมด ซึ่งหมายความวาหนี้ดังกลาวไมมีมูลที่จะเรียกรองตามกฎหมายมามีเหตุผล เหนือกวาการชําระหนี้แกโจทกflตามสัญญาหยาที่จําเลยมีตามหนาที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่ตองดูแลบุตรผูเยาวfl ไมไดสวนหนี้ครัวเรือนที่จําเลยอางวาโจทกflมีสวนรับผิดนั้น ตามสัญญาหยาตกลงชัดเจนวาจําเลยจะชําระ คาอุปการะเลี้ยงดูและคาการศึกษาบุตร เป2นการตกลงเพื่อระงับขอพิพาทที่จะมีตอกันในการจัดการทรัพยflสิน หากจําเลยมีขออางวาโจทกflกับจําเลยมีหนี้รวมกันจริง ก็ควรยกขึ้นพิจารณากอนจะตกลงกัน เมื่อสัญญาหยาระบุวา จําเลยจะชําระหนี้แกโจทกflโดยหนี้สินไมประสงคflใหมีการบันทึก จึงตองถือวา หนี้สินระหวางจําเลยกับโจทกfl ไมวาจะมีหรือไม ไมกระทบตอขอตกลงตามสัญญาหยา ทั้งสิทธิในการเรียกคาอุปการะเลี้ยงดูเป2นสิทธิเฉพาะตัว โจทกflทําขอตกลงกับจําเลยแทนบุตรผูเยาวflสิทธิดังดลาวจึงเป2นของบุตรผูเยาวflจําเลยไมอาจขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ ที่โจทกflมีตอจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 965 / 2562 จําเลยไดเงินจากการออกจากงาน จําเลยยอมสามารถนํา มาชําระแกโจทกflตามสัญญาหยาไดแตจําเลยก็หากระทําไมกลับอางลอย ๆ วานําไปชําระหนี้นอกระบบหมด จําเลยจะอางเอาเงินที่ไดไปชําระหนี้ที่จําเลยอางวานอกระบบ ซึ่งหมายความวาไมมีมูลที่จะเรียกรองตามกฎหมาย มามีเหตุผลเหนือกวาการชําระหนี้แกโจทกflตามสัญญาหยาที่จําเลยมีตามสัญญาที่ตนกระทําอันเป2นหนี้ ตามหนาที่ศีลธรรมอันดีในฐานะบิดาที่จะตองดูแลบุตรผูเยาวflหาไดไมสวนหนี้ครัวเรือนที่จําเลยอางวา โจทกflมีสวนรับผิดนั้นเห็นวา ตามสัญญาหยามีขอตกลงชัดเจนที่จําเลยจะชําระคาอุปการะเลี้ยงดูและคาเกี่ยวกับ การศึกษาบุตร มีลักษณะเป2นการตกลงเพื่อระงับขอพิพาทที่จะมีตอกันในการจัดการทรัพยflสินที่เกี่ยวของ หากจําเลยมีขออางวาโจทกflกับจําเลยมีหนี้รวมกันจริง ก็ควรมีการยกขึ้นพิจารณาระหวางโจทกflกับจําเลย กอนที่จะมีขอตกลงเกี่ยวกับภาระผูกพันที่จําเลยจะรับผิดตอโจทกflขอเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาหยาวา จําเลยจะชําระหนี้แกโจทกflโดยระบุวา หนี้สินไมประสงคflใหมีการบันทึก จึงตองถือวา หนี้สินระหวางจําเลยกับโจทกfl ไมวาจะมีหรือไมเป2นเรื่องที่ไมกระทบตอขอตกลงที่จําเลยมีตอโจทกflตามสัญญาหยา ทั้งสิทธิในการเรียก คาอุปการะเลี้ยงดูถือเป2นสิทธิเฉพาะตัวไมสามารถจําหนายจายโอนหรือสละไดคดีนี้โจทกflทําขอตกลงกับ


จําเลยเรื่องคาอุปการะเลี้ยงดูบุตรผูเยาวflจึงเป2นกรณีที่โจทกflซึ่งเป2นมารดากระทําการแทนบุตรผูเยาวflสิทธิ ในการเรียกคาอุปการะเลี้ยงดูจึงยังเป2นของบุตรผูเยาวflจําเลยไมอาจนํามาอางขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทกflมี ตอจําเลยได ดังนั้นจําเลยจะมาหยิบยกภาระหนี้ดังกลาวมาอางเพื่อขอหักกลบลบหนี้ที่ตนมีตอโจทกflหาไดไม ฎีกาเลาเรื่อง 315 จําเลยกับผูเสียหายที่ 1 ชกตอยและแยกยายกันแลว จําเลยบอกผูเสียหายที่ 1 ใหรอกอนจะกลับไปเอา อาวุธปZน แลวจําเลยขับรถจักรยานยนตflไปเอาอาวุธปZนมายังที่เกิดเหตุใชเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จําเลยยอม สามารถระงับโทสะและมีสติสัมปชัญญะไดเมื่อจําเลยกลับมายังที่เกิดเหตุแลวใชอาวุธปZนยิงผูเสียหายที่ 1 จึงเป2นเหตุการณflที่ขาดตอนไปแลว จําเลยจะอางวาตัดสินใจเฉพาะหนาและไมไดไตรตรองไมไดและยังบงชี้ให เห็นวาจําเลยตระเตรียมการพรอมกลับไปฆาผูเสียหายที่ 1 จําเลยจึงมีเจตนาฆาผูเสียหายที่ 1 โดยไตรตรองไวกอน เมื่อผูเสียหายที่ 1 ไมถึงแกความตาย จําเลยจึงมีความผิดฐานพยายามกระทําความผิดดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663 / 2562 การที่จําเลยกับผูเสียหายที่ 1 ชกตอยและแยกยายจากกันแลว จําเลยบอกผูเสียหายที่ 1 ใหรออยูกอน จําเลยจะกลับไปเอาอาวุธปZน แลวจําเลยขับรถจักรยานยนตflไปเอา อาวุธเปZนของกลางกลับมายังที่เกิดเหตุโดยใชเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง นับเป2นเวลาเพียงพอที่จําเลยสามารถระงับ สติอารมณflทําใหโทสะหมดสิ้นไปและกลับมามีสติสัมปชัญญะไดดังนั้น เมื่อจําเลยเดินทางกลับมายังที่เกิดเหตุ แลวใชอาวุธปZนยิงผูเสียหายที่ 1 จึงเป2นเหตุการณflที่ขาดตอนกันไปแลว จําเลยจะอางวาเป2นการตัดสินใจ เฉพาะหนาและไมไดไตรตรองไวกอนหาไดไม พฤติการณflของจําเลยบงชี้ใหเห็นวาจําเลยตระเตรียมการ พรอมที่จะกลับไปฆาผูเสียหายที่ 1 จําเลยจึงมีเจตนาฆาผูเสียหายที่ 1 โดยไตรตรองไวกอน เมื่อผูเสียหายที่ 1 ไมถึงแกความตายจําเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆาผูเสียหายที่ 1 โดยไตรตรองไวกอน ฎีกาเลาเรื่อง 316 เหตุผลในการประกาศใชพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คือเพื่อใหการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงกําหนดมาตรการตางๆ ชวยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพยflสินของผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกวางขวางกวาที่ บัญญัติไวในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น ทั้งยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพยflสินเหลานี้


ใหตกเป2นของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด ไมใหผูที่เกี่ยวของกับยาเสพติดมีโอกาสใชประโยชนfl จากทรัพยflสินนั้นเมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดใหริบทรัพยflสินของจําเลยที่ 2 ใหตกเป2นของกองทุน ป6องกันและปราบปรามยาเสพติดแลว ทรัพยflสินดังกลาวยอมตกเป2นของกองทุนในทันทีโดยมิตองดําเนินการใด ๆ อีก สวนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป2นชื่อของกองทุนนั้น เป2นเรื่องของการบริหารจัดการ ทรัพยflสินของกองทุน และระยะเวลาในการบริหารจัดการไมใชเรื่องของกําหนดอายุความ จึงไมตกอยูในกําหนด อายุความทั่วไป 10 ปX คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622 / 2562 เหตุผลในการประกาศใชพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปราม ผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อใหการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจําเป2นตองมีการกําหนดมาตรการตาง ๆ เพื่อใหพนักงานเจาหนาที่ดําเนินการปราบปราม ผูกระทําความผิดตามกฎหมายดังกลาวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุทาย พ.ร.บ.ดังกลาว มาตรการริบทรัพยflสินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีสวนชวยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพยflสินของผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไดกวางขวางกวา ที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพยflสินเหลานี้ ใหตกเป2นของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด ไมใหผูที่เกี่ยวของกับยาเสพติดใหโทษไดมีโอกาส ใชประโยชนflจากทรัพยflสินนั้น อันเป2นประโยชนflตอการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แหง พ.ร.บ.ดังกลาวกําหนดใหทรัพยflสินที่ศาลมีคําสั่งใหริบ ใหตกเป2นของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดใหริบทรัพยflสินของจําเลยที่ 2 ใหตกเป2นของกองทุนป6องกัน และปราบปรามยาเสพติดแลว ทรัพยflสินดังกลาวยอมตกเป2นของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด ในทันทีโดยมิตองดําเนินการใดๆ เพื่อใหทรัพยflสินนั้นตองตกเป2นของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด เพิ่มเติมอีก สวนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป2นชื่อของกองทุนป6องกันและปราบปราม ยาเสพติดนั้น เป2นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยflสินของกองทุนป6องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งตองเป2นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไวในมาตรา 38 แหง พ.ร.บ.ดังกลาว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพยflสินของกองทุนเชนวามานี้ไมใชเรื่องของกําหนดอายุ ความไมวาจะเป2นในทางแพงหรือทางอาญา จึงไมตกอยูในกําหนดอายุความทั่วไป 10 ปX


ฎีกาเลาเรื่อง 317 คดีนี้โจทกflฟ6องวา จําเลยทั้งสองสบคบกันหลอกลวงโจทกflโดยจําเลยที่ 2 นําที่ดินพรอมสิ่งปลูกสราง มาเสนอขายฝากโจทกflโจทกflมอบอํานาจใหจําเลยที่ 1 ไปทําสัญญาขายฝากในราคา 1,500,000 บาท แตจําเลยทั้งสอง กลับทําสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคาเพียง 500,000 บาท แลวหลอกลวงโจทกflโจทกflหลงเชื่อมอบเงิน ใหไป 1,500,000 บาท โจทกflรองทุกขflดําเนินคดีจําเลยทั้งสองฐานฉอโกง พนักงานอัยการฟ6องจําเลยทั้งสอง โดยขอใหจําเลยทั้งสองรวมกันคืนเงินที่ฉอโกง โจทกflเขารวมเป2นโจทกflในคดีอาญา ตอมาคดีอาญาดังกลาว ศาลชั้นตนเห็นวาพยานหลักฐานของโจทกflและโจทกflรวมมีขอสงสัย ใหยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นใหแกจําเลย ทั้งสองและพิพากษายกฟ6อง เทากับวามีการวินิจฉัยขอเท็จจริงซึ่งเป2นประเด็นแหงคดีแลววาโจทกflไมมี พยานหลักฐานมาสืบใหศาลเห็นวาจําเลยทั้งสองกระทําความผิดตามฟ6อง การพิพากษาคดีสวนแพงตองถือ ขอเท็จจริงในคดีสวนอาญา เทากับยกฟ6องคดีในสวนแพงดวย ขอเท็จจริงในคดีอาญาจึงผูกพันโจทกflเมื่อคดีนี้ มีประเด็นเดียวกับคดีอาญาดังกลาว จึงเป2นการรื้อรองฟ6องจําเลยทั้งสองในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาไดวินิจฉัย มาแลวโดยอาศัยเหตุอยางเดียวกัน จึงเป2นฟ6องซ้ํา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3390 / 2562 คดีนี้โจทกflฟ6องวา จําเลยทั้งสองสบคบกันหลอกลวงโจทกfl โดยจําเลยที่ 2 นําที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางมาเสนอขายฝากโจทกflโจทกflมอบอํานาจใหจําเลยที่ 1 ไปทํา สัญญ าขายฝากในราคา 1,500,000 บาท แตจําเลยทั้งสองกลับทําสัญ ญ าและจดทะเบียนขายฝาก ในราคาเพียง 500,000บาท แลวหลอกลวงโจทกflวาทําสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคา 1,500,000 บาท โจทกflหลงเชื่อมอบเงินใหจําเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท โจทกflรองทุกขflดําเนินคดีจําเลยทั้งสองในความ ผิดฐานฉอโกง พนักงานอัยการฟ6องจําเลยทั้งสองและมีคําขอใหจําเลยทั้งสองรวมกันคืนเงินที่ฉอโกง โจทกflเขารวมเป2นโจทกflในคดีอาญาตอมาคดีอาญาดังกลาวศาลชั้นตนเห็นวาพยานหลักฐานของโจทกflและโจทกflรวม มีขอสงสัยตามสมควรวาจําเลยทั้งสองกระทําความผิดจริงหรือไม ใหยกประโยชนflแหงความสงสัยนั้นใหแกจําเลย ทั้งสองและพิพากษายกฟ6องเทากับวาไดมีการวินิจฉัยขอเท็จจริงซึ่งเป2นประเด็นแหงคดีแลววาโจทกflไมมี พยานหลักฐานมาสืบใหศาลเห็นวาจําเลยทั้งสองกระทําความผิดตามฟ6อง และในการพิพากษาคดีสวนแพง ซึ่งศาลตองถือขอเท็จจริงในคดีสวนอาญาจึงเทากับยกฟ6องคดีในสวนแพงไปแลวดวย ขอเท็จจริงในคดีอาญานั้น จึงผูกพันโจทกflซึ่งเป2นคูความ เมื่อโจทกflบรรยายฟ6องคดีนี้กลาวอางถึงคดีอาญาดังกลาวไวชัดเจน และขอติดตาม เอาทรัพยflคืน 1,000,000 บาท ปIญหาวาจําเลยที่ 2ไดรับเงิน 1,000,000 บาท ไปจากโจทกflหรือไมจึงเป2นประเด็น เดียวกับคดีอาญาดังกลาว ที่โจทกflฟ6องจําเลยทั้งสองเป2นคดีนี้จึงเป2นการรื้อรองฟ6องจําเลยทั้งสองในประเด็น ที่ศาลในคดีอาญาไดวินิจฉัยมาแลวโดยอาศัยเหตุอยางเดียวกัน เป2นฟ6องซ้ํา ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148


ฎีกาเลาเรื่อง 318 ศาลชั้นตนวินิจฉัยวา จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7), 339 วรรคทาย ใหลงโทษ ตามป.อ. มาตรา 289 (4) (6) (7) ซึ่งเป2นบทหนักตาม ป.อ. มาตรา 90 โจทกflและจําเลยไมอุทธรณflศาลชั้นตน สงสํานวนไปยังศาลชั้นอุทธรณflตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยวา ที่ศาลชั้นตนพิพากษา ลงโทษจําเลยมานั้นเห็นดวยเฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (6) (7), 339 วรรคทาย และโทษที่ลง แกจําเลย แตไมเห็นพองดวยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) พิพากษาแกเป2นวา ใหยกฟ6องในขอหา ตาม ป.อ.มาตรา 289 (4) นอกจากที่แกใหเป2นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน มีผลเทากับศาลชั้นอุทธรณfl พิพากษายืนทุกฐานความผิด คดีเป2นอันถึงที่สุดแลว จําเลยฎีกาไมไดศาลชั้นตนรับฎีกาเป2นการไมชอบ ศาลฎีกา ไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3328 / 2562 คดีนี้ศาลชั้นตนวินิจฉัยวา จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา289 (4) (6) (7), 339 วรรคทายเป2นกรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบทใหลงโทษตาม ป.อ. มาตรา289 (4) (6) (7) ซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ริบของกลาง โจทกflและจําเลยตางไมอุทธรณfl ศาลชั้นตนสงสํานวนไปยังศาลอุทธรณflภาค 4 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณflภาค 4วินิจฉัยวา ที่ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยมานั้น ศาลอุทธรณflภาค 4 เห็นดวยเฉพาะความผิดตาม ป.อ.มาตรา 289 (6) (7), 339 วรรคทาย และโทษที่ลงแกจําเลย แตไมเห็นพองดวยในความผิดฐานฆาผูอื่นโดยไตรตรองไวกอน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) พิพากษาแกเป2นวา ใหยกฟ6องในขอหาตาม ป.อ. มาตรา 289 (4)ดวย นอกจากที่แก ใหเป2นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน ซึ่งมีผลเทากับศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษายืนทุกฐานความผิด คดีเป2น อันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสองแลว จําเลยยอมฎีกาไมไดที่ศาลชั้นตนรับฎีกาของจําเลย เป2นการไมชอบ ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย. ฎีกาเลาเรื่อง 319 ศาลชั้นตนพิพากษาวาการกระทําของจําเลยเป2นกรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท ใหลงโทษบทหนัก ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาแกเป2นวาเป2นความผิดตางกรรมกัน ถือเป2นการแกไขเล็กนอย และเมื่อลงโทษจําคุกไมเกินหาปXจึงตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง เมื่อรับฟIงวาจําเลยกระทําความผิด และเป2นการละเมิดตอผูเสียหายโดยผูเสียหายมีสิทธิเรียกคาสินไหมทดแทนพรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปX


นับแตวันทําละเมิดแตคํารองขอใหชดใชคาสินไหมทดแทนไมไดระบุวาขอคิดดอกเบี้ยนับแตเมื่อใด จึงตองเริ่มนับแตวันที่ผูเสียหายยื่นคํารอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285 / 2562 ศาลชั้นตนพิพากษาวาการกระทําของจําเลยเป2นกรรมเดียว เป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท ใหลงโทษจําเลยฐานขมขืนกระทําชําเราซึ่งเป2นกฎหมายบทที่มีโทษหนัก ตอมาศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษาแกเป2นวา การกระทําของจําเลยดังกลาวเป2นความผิดตางกรรมกัน ใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานขมขืนใจผูอื่นใหกระทําการใด ไมกระทําการใด หรือจํายอมตอสิ่งใด โดยทําให กลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิตและรางกายของผูถูกขมขืนใจอีกกระทงหนึ่ง ถือวาเป2นการแกไขเล็กนอย และเมื่อลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินหาปXคดีในความผิดฐานดังกลาวนี้จึงตองหามฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218วรรคหนึ่ง เมื่อรับฟIงวาจําเลยกระทําความผิดและเป2นการละเมิดตอผูเสียหาย โดยผูเสียหายมีสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนพรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่จําเลยกระทํา ละเมิด แตปรากฏวาในคํารองของผูเสียหายที่ขอใหบังคับจําเลยชดใชคาสินไหมทดแทนไมไดระบุวาขอคิดดอกเบี้ย อัตรารอยละ 7.5 นับตั้งแตเมื่อใด ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยจึงตองเริ่มนับแตวันที่ผูเสียหายยื่นคํารองเป2นตนไป ฎีกาเลาเรื่อง 320 ผูถูกกลาวหาที่ 2 นําที่ดินสภาพเป2นสระน้ําขนาดใหญเชนเดียวกับคดีนี้ใชเป2นหลักประกัน การปลอยชั่วคราวจําเลยในคดีอื่น และผูถูกกลาวหาที่ 2 ยังผิดสัญญาประกันอีกหลายคดีในหลายศาล พฤติการณflเป2นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลซึ่งเป2นเรื่องรายแรง ไมควรรอการลงโทษ แตผูถูกกลาวหาที่ 2 ไมเคยรับโทษจําคุกมากอน มีอายุมาก และรางกายไมแข็งแรง ทั้งยัง พยายามบรรเทาผลราย โดยนําเงินคาปรับมา ชําระแกศาลชั้นตนครบถวนแลว จึงมีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3147 / 2562 การที่ผูถูกกลาวหาที่ 2 นําที่ดินที่มีสภาพเป2นสระน้ํา ขนาดใหญเชนเดียวกับคดีนี้ไปใชเป2นหลักประกันในการปลอยชั่วคราวจําเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1874/2545 ของศาลอาญาธนบุรีและผูถูกกลาวหาที่ 2 ยังผิดสัญญาประกันอีกหลายคดีในศาลอาญาธนบุรีศาลแขวงธนบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรีพฤติการณflของผูถูกกลาวหาที่ 2 ซึ่งเป2นความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31(1) นั้น เป2นเรื่องรายแรง ไมควรรอการลงโทษ แตผูถูกกลาวหาที่ 2 ไมเคยรับโทษจําคุกมากอน มีอายุมาก และรางกายไมแข็งแรง ทั้งผูถูกกลาวหาที่ 2 พยายามบรรเทาผลราย โดยนําเงินคาปรับมาชําระ แกศาลชั้นตนครบถวนแลว จึงมีเหตุสมควรลงโทษผูถูกกลาวหาที่ 2 ในสถานเบา


ฎีกาเลาเรื่อง 321 แมศาลชั้นตนมิไดสอบคําใหการจําเลยทั้งสองวาเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอให นับโทษตอหรือไม แตหากปรากฏชัดแจงวาจําเลยทั้งสองเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอให นับโทษตอจริง ก็ชอบที่จะนับโทษตอไดและเมื่อคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอคือคดีอาญาของศาลชั้นตน ที่จําเลยทั้งสองยื่นฎีกา ซึ่งศาลฎีกาไดตรวจพบวาจําเลยทั้งสองเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกfl ขอใหนับโทษตอจริง จึงนับโทษตอใหตามที่โจทกflรองขอได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2562แมขณะศาลชั้นตนสอบคําใหการจําเลยทั้งสอง ศาลชั้นตน มิไดสอบจําเลยทั้งสองวาเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอหรือไมก็ตาม แตหาก ปรากฏขอเท็จจริงชัดแจงวาจําเลยทั้งสองเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอจริง ก็ชอบที่จะ นับโทษตอตามที่โจทกflขอไดและเมื่อคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอคือคดีอาญาหมายเลขดําที่ 1545/2555 ของศาลชั้นตนนั้น สํานวนคดีดังกลาวจําเลยทั้งสองยื่นฎีกาเป2นคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ.12/2561 ของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาไดตรวจดูแลวพบวาจําเลยทั้งสองเป2นบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทกflขอใหนับโทษตอนั่นเอง จึงนับโทษตอใหตามที่โจทกflรองขอ ฎีกาเลาเรื่อง 322 คดีนี้โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยกระทําความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นโดยใชอาวุธปZนยิงทําราย ผูเสียหายที่ 1 และที่ 2 เทากับรวมการกระทําความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุดวยแมโจทกfl มิไดมีคําขอทายฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานดังกลาวแตเมื่อความผิดฐานพยายามฆาผูอื่น รวมการกระทําความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุซึ่งเป2นความผิดไดอยูในตัวเองดวย กรณีไมอาจ ถือไดวาโจทกflไมประสงคflจะใหลงโทษในขอเท็จจริงตามที่พิจารณาไดความ ศาลยอมมีอํานาจลงโทษ จําเลยในความผิดฐานดังกลาวได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2892/2562 การยิงปZนขึ้นฟ6าของจําเลยเป2นการยิงปZนซึ่งใชดินระเบิด โดยใชเหตุเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 376 เมื่อคดีนี้โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยกระทําความผิดฐาน พยายามฆาผูอื่นโดยใชอาวุธปZนยิงทํารายผูเสียหายที่ 1 และที่ 2 เทากับความผิดตามที่ฟ6องรวมการกระทํา ความผิดฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุดวยแมโจทกflมิไดมีคําขอทายฟ6องขอใหลงโทษจําเลย ในความผิดฐานดังกลาวดวยแตเมื่อความผิดฐานพยายามฆาผูอื่นตามฟ6องรวมการกระทําความผิด


ฐานยิงปZนซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุซึ่งเป2นความผิดไดอยูในตัวเองดวย กรณีไมอาจถือไดวาโจทกflไมประสงคflจะให ลงโทษในขอเท็จจริงตามที่พิจารณาไดความ ดังนี้ศาลยอมมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดฐานยิงปZน ซึ่งใชดินระเบิดโดยใชเหตุไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา192 วรรคทาย ประกอบมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 323 โจทกflซึ่งเป2นคูความฝOายที่อางวาตองเสียหายจากการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของ ศาลชั้นอุทธรณflตองยื่นคํารองตอศาลชั้นอุทธรณflซึ่งเป2นศาลอันมูลเหตุที่ผิดระเบียบเกิดขึ้นเพื่อใหเพิกถอน มิใชยื่นคํารองตอศาลฎีกา เพราะขอผิดระเบียบมิไดเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกา ศาลฎีกาไมมีอํานาจเพิกถอน กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลลางได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2562 โจทกflซึ่งเป2นคูความฝOายที่อางวา ตองเสียหายจาก การดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลอุทธรณflภาค 5 ตองยื่นคํารองตอศาลอุทธรณflภาค 5 ซึ่งเป2นศาลอันมูลเหตุกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไดเกิดขึ้น เพื่อใหเพิกถอนการสงหมายนัดฟIงคําพิพากษา ศาลอุทธรณflภาค5 ที่ไมชอบดวยกฎหมายที่ผิดระเบียบเพื่อพิจารณาขออางของโจทกflตอไป มิใชยื่นคํารอง ตอศาลฎีกา เพราะขอผิดระเบียบดังกลาวมิใชขอผิดระเบียบที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา กรณีไมตองดวย ป.วิ.พ. มาตรา 27ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไมมีอํานาจเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ผิดระเบียบของศาลลางได ฎีกาเลาเรื่อง 324 ผูรองซื้อรถบรรทุกของกลางมาดวยเงินที่ไดมาระหวางสมรส ผูรองกับจําเลยจึงเป2นเจาของรวมกัน คนละครึ่ง เมื่อจําเลยนํารถดังกลาวไปใชในการกระทําความผิดจนถูกศาลพิพากษาใหริบไปแลว ผูรอง ซึ่งมิไดมีสวนรูเห็นเป2นใจในการกระทําความผิด ยอมมีสิทธิขอคืนไดกึ่งหนึ่ง สวนอีกกึ่งหนึ่งตกเป2นของอันพึงตองริบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2817/2562 เมื่อรถบรรทุกของกลางเป2นทรัพยflสินที่ผูรองซื้อมาดวย เงินที่ไดมาระหวางสมรส ผูรองกับจําเลยจึงมีสวนเป2นเจาของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจําเลยนํารถบรรทุกของกลาง ไปใชในการกระทําความผิดจนถูกศาลพิพากษาใหริบไปแลว ผูรองซึ่งมิไดมีสวนรูเห็นเป2นใจในการกระทํา ความผิดของจําเลยดวย ยอมมีสิทธิขอคืนไดกึ่งหนึ่ง สวนอีกกึ่งหนึ่งตกเป2นของอันพึงตองริบ


ฎีกาเลาเรื่อง 325 การปKดหมาย เจาพนักงานตองปKดไวในที่แลเห็นไดงาย ณ ภูมิลําเนาหรือสํานักทําการงานของจําเลย การที่ผูสงหมายเพียงแตวางหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องไวที่โตyะร.ป.ภ. ชั้นลางของอาคารที่จําเลยมีสํานักงาน อยูชั้น 5 จึงไมชอบ กระบวนพิจารณานับแตนั้นยอมไมมีผลตองดําเนินกระบวนพิจารณาใหม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2562 การปKดหมาย เจาพนักงานศาลผูสงตองปKดหมายไวในที่ แลเห็นไดงาย ณ ภูมิลําเนาหรือสํานักทําการงานของจําเลย การที่ผูสงหมายเพียงแตวางหมายเรียกและ สําเนาคําฟ6องไวที่โตyะของเจาหนาที่รักษาความปลอดภัยบริเวณชั้นลางของอาคารที่จําเลยมีสํานักงานอยูที่ชั้น 5 จึงไมชอบกระบวนพิจารณาตั้งแตการสงหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องและภายหลังแตนั้นมายอมไมชอบและไมมีผล ตามกฎหมาย ศาลชั้นตนตองดําเนินกระบวนพิจารณาใหม ฎีกาเลาเรื่อง 326 บทบัญญัติตามป.วิ.อ. ที่วา ในชั้นไตสวนมูลฟ6อง คําสั่งคดีไมมีมูล โจทกflมีอํานาจอุทธรณflฎีกา ไดตามบทบัญญัติวาดวยลักษณะอุทธรณflฎีกา หมายความวา การอุทธรณflหรือฎีกาคําสั่งดังกลาว ใชวาโจทกfl จะอุทธรณflหรือฎีกาไดเสมอไป คดีนี้มีอัตราโทษจําคุกอยางสูงไมเกินสามปXหรือปรับไมเกินหกพันบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับศาลชั้นตนไตสวนมูลฟ6องแลวเห็นวาคดีโจทกflไมมีมูล และศาลชั้นอุทธรณflยกอุทธรณflของโจทกflเนื่องจาก เป2นอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง ตองหามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวงประกอบ พ.ร.บ.ใหนําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับในศาลจังหวัด โจทกflฎีกาวา คดีของโจทกflมีมูล ขอใหศาลประทับฟ6องไวจึงเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณfl ตองหามมิใหฎีกา แมโจทกflยื่นคํารองขอใหมีการรับรองหรือขออนุญาตใหฎีกา ก็ไมอาจดําเนินการใหได ที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกาของโจทกflจึงไมถูกตอง ศาลฎีกาไมอาจรับวินิจฉัยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2562 ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “คําสั่งของศาลที่ให คดีมีมูลยอมเด็ดขาด แตคําสั่งที่วาคดีไมมีมูลนั้น โจทกflมีอํานาจอุทธรณflฎีกาไดตามบทบัญญัติวาดวยลักษณะ อุทธรณflฎีกา” ซึ่งหมายความวา การอุทธรณflหรือฎีกาคําสั่งที่วาคดีไมมีมูล ตองเป2นไปตามบทบัญญัติของ กฎหมายวาดวยลักษณะอุทธรณflฎีกา มิใชโจทกflสามารถใชสิทธิอุทธรณflหรือฎีกาไดทุกคดีเสมอไป


คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยฐานฉอโกงซึ่งเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม) มีอัตราโทษ จําคุกอยางสูงไมเกินสามปXหรือปรับไมเกินหกพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ศาลชั้นตนไตสวนมูลฟ6องแลว เห็นวาคดีโจทกflไมมีมูลความผิดทางอาญา แตเป2นเรื่องทางแพง และศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษายกอุทธรณfl ของโจทกflเนื่องจากเป2นอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง ตองหามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ใหนําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาใชบังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่โจทกflฎีกาวา คดีของโจทกflมีมูลความผิดตามฟ6องแลว ขอใหศาลประทับฟ6องไวพิจารณาตอไป จึงถือเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณfl ยอมตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ใหนําวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แมโจทกflจะยื่นคํารองขอใหมี การรับรองหรือขออนุญาตใหฎีกามาดวย ก็ไมอาจดําเนินการใหไดเพราะขัดตอบทบัญญัติของกฎหมาย ดังกลาว ที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกาของโจทกflมาจึงเป2นการไมถูกตอง ศาลฎีกาไมอาจรับวินิจฉัยใหได ฎีกาเลาเรื่อง 327 จําเลยกับพวกกลาวอางวา สามารถชวยเหลือฝากโจทกflรวมเขาทํางานรับราชการในอบต.หรือเทศบาลได อันเป2นความเท็จ โดยการหลอกลวงของจําเลยกับพวกเป2นเหตุใหโจทกflรวมหลงเชื่อและมอบเงินใหจําเลยไป ดําเนินการตามที่อาง ถือวาโจทกflรวมไดรับความเสียหายเป2นพิเศษ จึงเป2นผูเสียหายมีอํานาจฟ6องคดีในขอหานี้ ไดสวนที่โจทกflรวมมอบเงินใหจําเลยไปนั้นลวนเกิดขึ้นเพราะถูกหลอกลวง ถือไมไดวาโจทกflรวมเป2นผูกอใหจําเลย กระทําความผิด โจทกflรวมจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิรองทุกขflใหดําเนินคดีแกจําเลยในความผิดฐานฉอโกงได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 335 / 2563 พยานหลักฐานโจทกflและโจทกflรวมฟIงไดวา จําเลยกับพวกกลาว อางวา สามารถชวยเหลือฝากโจทกflรวมเขาทํางานรับราชการในองคflการบริหารสวนตําบล หรือเทศบาล ในเขตจังหวัดบุรีรัมยflไดอันเป2นความเท็จ ความจริงแลวจําเลยกับพวกไมสามารถชวยเหลือฝากโจทกflรวมเขาทํางาน รับราชการในองคflการบริหารสวนตําบล หรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมยflตามที่กลาวอางไดโดยการหลอกลวง ของจําเลยกับพวกเป2นเหตุใหโจทกflรวมหลงเชื่อวาเป2นความจริงและมอบเงิน 550,000 บาท ใหจําเลย ไปดําเนินการตามที่จําเลยกับพวกกลาวอาง ถือวาโจทกflรวมไดรับความเสียหายเป2นพิเศษ จึงเป2นผูเสียหาย มีอํานาจฟ6องคดีในขอหานี้ไดสวนที่โจทกflรวมมอบเงิน 550,000 บาท ใหจําเลยไปนั้นลวนเกิดขึ้นเพราะ


ถูกจําเลยหลอกลวง ถือไมไดวาโจทกflรวมเป2นผูกอใหจําเลยกระทําความผิด โจทกflรวมจึงเป2นผูเสียหายโดยนิตินัย มีสิทธิรองทุกขflใหดําเนินคดีแกจําเลยในความผิดฐานฉอโกงได ฎีกาเลาเรื่อง 328 ตาม ป.พ.พ. บัญญัติวาเมื่อลูกหนี้ผิดนัดใหเจาหนี้มีหนังสือบอกกลาวไปยังผูคmาประกันภายใน 60 วัน นับแตวันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไมวากรณีจะเป2นประการใดเจาหนี้จะเรียกผูค้ําประกันชําระหนี้กอนที่หนังสือ บอกกลาวจะไปถึงผูค้ําประกันมิไดแตไมตัดสิทธิผูคmาประกันที่จะชําระหนี้เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ สัญญากูยืมเงิน ระบุการผอนชําระหนี้เป2นรายเดือน ถาผูกูผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ผูกูยอมถือวาผูกูผิดนัดชําระหนี้ทั้งหมดใหผูใหกู คิดดอกเบี้ยในระหวางผิดนัดไดในอัตราไมเกินดอกเบี้ยสูงสุด ที่ผูใหกูพึงเรียกไดโดยชอบตามกฎหมาย จากขอมูลบัญชีสินเชื่อปรากฎวานับแตวันทําสัญญาจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ใหแกโจทกflเรื่อยมา จนกระทั่งในงวด เดือนกันยายน2555 และงวดเดือนตุลาคม 2555 จําเลยที่ 1 ไมไดชําระหนี้ใหแกโจทflยอมถือวาจําเลยที่ 1 ผิดนัดชําระหนี้ตอมาจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ใหแกโจทกflอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2555 และชําระเรื่อยมา แมจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ไมตรงกําหนดเวลาหรือไมครบบางแตโจทกflก็ยอมรับชําระหนี้ไวโดยไมทักทวงแสดงวาโจทกfl ไมถือระยะเวลาที่กําหนดไวในสัญญาเป2นสาระสําคัญ หากโจทกflประสงคflจะเลิกสัญญาจะตองบอกกลาว ไปยังผูกูใหชําระหนี้ที่คางชําระโดยกําหนดเวลาพอสมควรกอนเมื่อโจทกflมีหนังสือบอกกลาวทวงถามให จําเลยที่ 1 ชําระหนี้ภายใน 15 วันนับแตวันที่ไดรับหนังสือทวงถามโดยจําเลยที่ 1 ไดรับเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จึงครบกําหนดชําระหนี้ในวันที่20 เมษายน 2559 แตจําเลยที่ 1 เพิกเฉย จําเลยที่ 1 จึงผิดนัดชําระหนี้ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และภายหลังจากที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด โจทกflไมมีหนังสือบอกกลาวทวงถามให จําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และจําเลยที่ 6 ถึงที่8 ทายาทของนายสัญชัย ผูค้ําประกันชําระหนี้จึงเป2นการไมปฎิบัติ ตามบทบัญญัติดังกลาว โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องในสวนของจําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คําพิพากษาฎีกาที่ 1279/2562 ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แกไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 20 ) พ.ศ. 2557 บัญญัติวาเมื่อลูกหนี้ผิดนัดใหเจาหนี้มีหนังสือบอกกลาวไปยัง ผูค้ําประกันภายใน 60 วัน นับแตวันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไมวากรณีจะเป2นประการใดเจาหนี้จะเรียก ผูค้ําประกันชําระหนี้กอนที่หนังสือบอกกลาวจะไปถึงผูค้ําประกันมิไดแตไมตัดสิทธิผูค้ําประกันที่จะชําระหนี้ เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ สัญญากูยืมเงินเพื่อการบริโภค ขอ 3 ระบุวาตกลงผอนชําระเป2นงวดรายเดือน เดือนละ ไมนอยกวา 8,500 บาท ยกเวนเดือนสุดทาย มีกําหนดชําระ 180 งวด เริ่มผอนชําระตั้งแตเดือนพฤศจิกายน 2553


เป2นตนไป และชําระใหแลวเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 สวนสัญญาขอ 4 ถาผูกูผิดนัดชําระหนี้เงินตน และ/หรือดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใด ผูกูยอมถือวาผูกูผิดนัดชําระหนี้ทั้งหมด ยินยอมใหผูใหกูคิดดอกเบี้ย ในระหวางผิดนัดไดในอัตราไมเกินดอกเบี้ยสูงสุด ที่ผูใหกูพึงเรียกไดโดยชอบดวยกฎหมาย ซึ่งในขณะทําสัญญากู มีอัตราเทากับรอยละ 19 ตอปXของยอดเงินกูคงเหลือ ณ วันที่ผิดนัด แตเมื่อพิจารณาขอมูลบัญชีสินเชื่อ ปรากฎวานับแตวันทําสัญญาจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ใหแกโจทกflเรื่อยมา จนกระทั่งในงวดเดือนกันยายน 2555 และงวดเดือนตุลาคม2555 จําเลยที่ 1 ไมไดชําระหนี้ใหแกโจทกflอันเป2นการผิดสัญญาขอ 4 ยอมถือวาจําเลยที่ 1 ผิดนัดชําระหนี้ตอมาจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ใหแกโจทกflอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2555 และชําระเรื่อยมา แมจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ไมตรงกําหนดเวลาตามสัญญาบางหรือไมครบบางแตโจทกflก็ยอมรับชําระหนี้ไวโดย ไมทักทวงยอมแสดงวาโจทกflไมถือระยะเวลาที่กําหนดไวในสัญญาเป2นสาระสําคัญ หากโจทกflประสงคflจะเลิกสัญญา จะตองบอกกลาวไปยังผูกูใหชําระหนี้ที่คางชําระโดยกําหนดเวลาพอสมควรกอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทกflมีหนังสือบอกกลาวทวงถามใหจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ภายใน 15 วัน นับแตวันที่ไดรับหนังสือ ทวงถามโดยจําเลยที่ 1ไดรับเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จึงครบกําหนดชําระหนี้ในวันที่ 20 เมษายน 2559 แตจําเลยที่ 1 เพิกเฉยจําเลยที่ 1 จึงผิดนัดชําระหนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และภายหลังจากที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด โจทกflไมมีหนังสือบอกกลาวทวงถามใหจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และจําเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ทายาทของนายสัญชัย ผูค้ําประกันชําระหนี้จึงเป2นการไมปฎิบัติตามบทบัญญัติแหง ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แกไขใหมโจทกfl จึงไมมีอํานาจฟ6องในสวนของจําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป2นผลใหจําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไมตองรวมกับจําเลยที่ 1 รับผิด ตอโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 329 ศาลแขวงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพงซึ่งราคาทรัพยflสินที่พิพาทหรือจํานวนเงินที่ฟ6องไมเกิน สามแสนบาท เมื่อโจทกflฟ6องขอบังคับใหจําเลยทั้งสองรับผิดชดใชคาเสียหายกรณีละเมิดรวมดอกเบี้ย ถึงวันฟ6องเกินกวาสามแสนบาท จึงเกินอํานาจของศาลชั้นตนซึ่งเป2นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาไดศาลชั้นตน ตองสั่งไมรับฟ6อง การที่ศาลชั้นตนรับฟ6องและพิจารณาพิพากษาคดีจึงเป2นการไมชอบเมื่อศาลชั้นอุทธรณfl พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตนและยกคําสั่งศาลชั้นตนที่รับฟ6องคดีนี้เป2นผลใหคําพิพากษาของศาลชั้นตน ถูกลบลางไป ที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาใหคืนคาขึ้นศาลทั้งสองศาลและคาธรรมเนียมใชแทนแกโจทกflจึงชอบแลว


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2562 เขตอํานาจของศาลแขวงในสวนคดีแพงมีบัญญัติไว ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วามีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพง ซึ่งราคาทรัพยflสินที่พิพาทหรือจํานวนเงินที่ฟ6องไมเกินสามแสนบาท คดีนี้โจทกflบรรยายฟ6องและมีคําขอบังคับ ใหจําเลยทั้งสองรับผิดชดใชคาเสียหายเป2นเงิน 300,000 บาท รวมทั้งเรียกดอกเบี้ยนับแตวันกระทําละเมิด ถึงวันฟ6องและนับแตวันฟ6องจนกวาจําเลยทั้งสองจะชําระเสร็จ จํานวนเงินที่ฟ6องอันถือเป2นทุนทรัพยflที่โจทกfl เรียกรองในศาลชั้นตนยอมตองรวมถึงดอกเบี้ยนับแตวันกระทําละเมิดจนถึงวันฟ6องดวย ซึ่งเมื่อคํานวณ คาเสียหายรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ6องแลวคดีนี้มีทุนทรัพยflที่โจทกflเรียกรองมาเกินกวาสามแสนบาท จึงเกินอํานาจ พิจารณาพิพากษาของศาลชั้นตนซึ่งเป2นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาไดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกลาว ซึ่งศาลชั้นตนตองสั่งไมรับฟ6อง การที่ศาลชั้นตนรับฟ6องและพิจารณาพิพากษาคดีจึงเป2นการไมชอบเมื่อคดีนี้ ศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตนและยกคําสั่งศาลชั้นตนที่รับฟ6องคดีนี้เป2นผลให คําพิพากษาของศาลชั้นตนที่พิพากษายกฟ6องและใหโจทกflใชคาทนายความแทนจําเลยทั้งสองถูกลบลางไป อันเป2นการสั่งไมรับคําฟ6องของโจทกflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณflภาค 1 พิพากษา ใหคืนคาขึ้นศาลทั้งสองศาลและคาธรรมเนียมใชแทนแกโจทกflชอบแลว ฎีกาเลาเรื่อง 330 การป6องกันตามกฎหมาย ตองเป2นการกระทําโดยเจตนาเทานั้น การกระทําโดยประมาทจึงไมอาจ เป2นการป6องกันโดยชอบได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597/2562 การกระทําซึ่งจะเป2นการป6องกันโดยชอบดวยกฎหมาย ตาม ป.อ.มาตรา 68 ตองเป2นการกระทําโดยเจตนา จําเลยเอาอาวุธปZนออกมาขูผูตายและทําปZนลั่นโดยประมาท ถูกผูตายถึงแกความตายไมใชการกระทําโดยเจตนา การกระทําของจําเลยจึงไมใชการป6องกัน ฎีกาเลาเรื่อง 331 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยทั้งสามรวมกันชําระคาสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเฉพาะคาปลงศพ และคาขาดไรอุปการะ แตศาลชั้นตนนําคาสินไหมทดแทนความเสียหายแกทรัพยflสินซึ่งโจทกflไดรับจาก บริษัทประกันภัยและมิไดฟ6องเรียกรองจากจําเลยมาหักออก เป2นการนําคาสินไหมทดแทนนอกฟ6องนอกประเด็น


และคนละประเภทกันมาหักจากคาสินไหมทดแทนในคดีมีผลทําใหความรับผิดของจําเลยไมถูกตองตามกฎหมาย อันเป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย ศาลชั้นอุทธรณflมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตอง แกโจทกflได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2562 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยทั้งสามรวมกันชําระคาสินไหมทดแทน ในมูลละเมิดเฉพาะคาปลงศพและคาขาดไรอุปการะ การที่ศาลชั้นตนนําคาสินไหมทดแทนความเสียหายแกทรัพยflสิน ซึ่งโจทกflไดรับจากบริษัทผูรับประกันภัยและมิไดฟ6องเรียกรองจากจําเลยมาหักออกจากคาปลงศพและ คาขาดไรอุปการะตามคําพิพากษา จึงเป2นการนําคาสินไหมทดแทนนอกฟ6องนอกประเด็นและคนละประเภทกัน มาหักจากคาสินไหมทดแทนในคดีเกินกวาสิทธิที่โจทกflเรียกรองและจะไดรับ มีผลทําใหความรับผิดของจําเลย ไมถูกตองตามกฎหมาย ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลอุทธรณflภาค7 ยอมมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองเพื่อความเป2นธรรมแกโจทกflไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มิใชเป2นการพิพากษาใหจําเลยทั้งสามรับผิดเพิ่มขึ้นอันจะตองหามตามบทบัญญัติดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 332 ระหวางพิจารณาของศาลชั้นตน โจทกflรวมแถลงวาหากจําเลยชดใชเงินคืนให 3,000,000 บาท โจทกflรวมไมติดใจดําเนินคดีแกจําเลยอีก ถือวาโจทกflรวมสละสิทธิเรียกรองใหจําเลยคืนเงิน 9,000,000 บาท โดยติดใจใหคืนเงินเพียง 3,000,000 บาท และยอมมีผลผูกพันโจทกflรวม ตอมาจําเลยชําระเงินคืนให โจทกflรวม1,040,000 บาท และคงเหลืออีก 1,960,000 บาท โจทกflรวมแถลงตอศาลอีกวายินยอมลดยอดเงิน ที่ยังไมชําระคืนเหลือ 1,600,000 บาท จําเลยจึงไมตองรับผิดคืนเงินแกโจทกflรวมจํานวน 7,960,000 บาท ตามที่ศาลชั้นตนพิพากษา ที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาใหจําเลยคืนเงินจํานวนที่ยังไมไดคืนอีก 1,600,000 บาท แกโจทกflรวม จึงชอบแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2563 ระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน โจทกflรวมแถลงวา หากจําเลยชดใชเงินคืนให 3,000,000 บาท โจทกflรวมไมติดใจดําเนินคดีแกจําเลยอีก จึงถือวาโจทกflรวม แสดงเจตนาสละสิทธิเรียกรองใหจําเลยคืนเงิน 9,000,000 บาท แลว โดยยังติดใจใหคืนเงินเพียง 3,000,000 บาท เทานั้น ซึ่งโจทกflรวมชอบที่จะกระทําไดและยอมมีผลผูกพันโจทกflรวม ตอมาจําเลยชําระเงินคืนใหโจทกflรวม 1,040,000 บาท และคงเหลือเงินตองชําระคืนอีก 1,960,000 บาท โจทกflรวมแถลงตอศาลอีกครั้ง ในวันที่ 3กันยายน 2558 วายินยอมลดยอดเงินที่ยังไมชําระคืนเหลือ 1,600,000 บาท เทานั้น ดังนั้นจําเลย


จึงไมตองรับผิดคืนเงินแกโจทกflรวมจํานวน 7,960,000 บาท ตามที่ศาลชั้นตนพิพากษา ที่ศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษาใหจําเลยคืนเงินจํานวนที่ยังไมไดคืนอีก 1,600,000 บาท แกโจทกflรวม จึงชอบแลว ฎีกาเลาเรื่อง 333 โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยฐานลักทรัพยflหรือรับของโจรและจําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุด ใหลงโทษจําคุกไมต่ํากวาหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพยflมาแลว 6 คดีหลังจากพนโทษจําเลยกลับมา กระทําความผิดคดีนี้อีกภายในสิบปXนับแตพนโทษ เมื่อความผิดที่โจทกflฟ6องมิใชขอหาที่มีโทษอยางต่ําไวจําคุก ตั้งแตหาปXขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกวานั้น จึงไมตองสืบพยานโจทกflประกอบคํารับสารภาพ เมื่อจําเลย รับสารภาพตามฟ6อง โจทกflจึงไมตองนําพยานเขาสืบ และศาลชั้นตนลงโทษจําเลยตามคํารับสารภาพได เมื่อคดีที่จําเลยเคยตองโทษใหจําคุกไมตmากวาหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพยflและกระทําผิดในขณะอายุ เกินกวาสิบแปดปXจําเลยพนโทษภายในเวลาสิบปXมากระทําผิดคดีนี้ฐานลักทรัพยflอีก และศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษ จําคุกเกินกวาหกเดือน จึงเขาหลักเกณฑflที่จะนํามาพิจารณากักกันจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2563 คดีนี้โจทกflฟ6องขอใหลงโทษจําเลยในความผิดฐานลักทรัพยfl หรือรับของโจรและบรรยายฟ6องดวยวาจําเลยเคยตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษจําคุกไมต่ํากวาหกเดือน ในความผิดฐานลักทรัพยflมาแลว 6 คดีหลังจากพนโทษทั้งหกคดีแลว จําเลยกลับมากระทําความผิดคดีนี้อีกภายใน เวลาสิบปXนับแตจําเลยพนโทษ ซึ่งเป2นความผิดที่ระบุไวตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) เมื่อความผิดที่โจทกflฟ6อง มิใชขอหาในความผิดที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษอยางต่ําไวใหจําคุกตั้งแตหาปXขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกวานั้น จึงไมอยูในบังคับที่ศาลตองฟIงพยานโจทกflจนกวาจะพอใจวาจําเลยไดกระทําความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจําเลยใหการรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพยflและรับวาเคยตองโทษจําคุกและพนโทษ ตามฟ6องจริงโจทกflจึงไมตองนําพยานเขาสืบ และศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยตามคํารับสารภาพดังกลาว ไดทั้งเมื่อขอเท็จจริงรับฟIงไดตามคําใหการของจําเลยวา จําเลยกระทําความผิดคดีนี้กับเคยตองโทษจําคุก และพนโทษในคดีอื่นๆ อีก 6 คดีซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจําคุกไมต่ํากวาหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพยfl และจําเลยกระทําผิดในขณะที่มีอายุเกินกวาสิบแปดปXจําเลยพนโทษในคดีดังกลาวแลว ภายในเวลาสิบปXจําเลย มากระทําผิดคดีนี้ฐานลักทรัพยflซึ่งศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําคุกเกินกวาหกเดือนอีก จึงเขาหลักเกณฑfl ที่ศาลชั้นตนจะนํามาพิจารณากักกันจําเลย ตาม ป.อ. มาตรา 41 (8) ได


ฎีกาเลาเรื่อง 334 จําเลยอุทธรณflวาไมไดกระทําความผิด แตศาลอุทธรณflพิพากษายกฟ6องโดยเห็นวาคดีขาดอายุความ สิทธินําคดีอาญามาฟ6องระงับไป โดยยังมิไดวินิจฉัยอุทธรณflของจําเลยดังกลาว เพื่อใหเป2นไปตามลําดับศาลเพราะ ผลแหงการวินิจฉัยอาจนําไปสูการจํากัดสิทธิการฎีกาของไดศาลฎีกาจึงเห็นสมควรยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณfl พิจารณาพิพากษาใหม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2562 คดีนี้จําเลยอุทธรณflวา จําเลยไมไดกระทําความผิดตามฟ6อง แตศาลอุทธรณflพิพากษายกฟ6องโดยเห็นวาคดีของโจทกflขาดอายุความ สิทธินําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflระงับไป ตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) โดยยังมิไดวินิจฉัยอุทธรณflของจําเลยดังกลาว เพื่อใหการวินิจฉัยเป2นไปตามลําดับศาล เพราะผลแหงการวินิจฉัยของศาลอุทธรณflอาจนําไปสูการจํากัดสิทธิการฎีกาของคูความไดศาลฎีกาจึงเห็น สมควรยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณflพิจารณาพิพากษาใหมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบดวยมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 335 แมระหวางที่จําเลยที่ 2 รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาศาลฎีกา มีพ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษปX 60 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ใหถือวาการนําเขาซึ่งเมทแอมเฟตามีนคํานวณเป2นสารบริสุทธิ์ตั้งแต สามรอยเจ็ดสิบหามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกลาวผสมอยูจํานวนสิบหาหนวยการใชขึ้นไป หรือมีน้ําหนักสุทธิ ตั้งแตหนึ่งจุดหากรัมขึ้นไป เป2นการนําเขาเพื่อจําหนาย อันเป2นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และใหใชขอความใหม แทนเป2นวา การนําเขาซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามการคํานวณเป2นสารบริสุทธิ์หรือที่มีสารดังกลาวผสมอยู หรือมีน้ําหนักตามจํานวนดังกลาวเป2นเพียงการสันนิษฐานวาเป2นการนําเขาเพื่อจําหนายเทานั้นก็ตาม แตมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แหงพ.ร.บ.ดังกลาว บัญญัติไมใหนําไปใชบังคับยอนหลังแกคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแลว เมื่อคดีของ จําเลยที่ 2 ถึงที่สุดตั้งแตกอนที่กฎหมายที่แกไขใหมมีผลใชบังคับ จําเลยที่ 2 จึงไมอาจอางเป2นคุณแกจําเลยที่ 2 ตาม ป.อ.มาตรา 3 (1) ไดศาลฎีกาจึงไมอาจพิจารณากําหนดโทษจําเลยที่ 2 ตามกฎหมายที่แกไขใหมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2562แมในระหวางที่จําเลยที่ 2 รับโทษจําคุกตามคําพิพากษาศาลฎีกา มีพ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 15 วรรคสาม ที่ใหถือวา การนําเขาซึ่งเมทแอมเฟตามีนคํานวณเป2นสารบริสุทธิ์ตั้งแตสามรอยเจ็ดสิบหามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมีสารดังกลาว ผสมอยูจํานวนสิบหาหนวยการใชขึ้นไป หรือมีน้ําหนักสุทธิตั้งแตหนึ่งจุดหากรัมขึ้นไป เป2นการนําเขาเพื่อ จําหนาย อันเป2นบทสันนิษฐานเด็ดขาด และใหใชขอความใหมแทนเป2นวา การนําเขาซึ่งเมทแอมเฟตามีน


ตามการคํานวณเป2นสารบริสุทธิ์หรือที่มีสารดังกลาวผสมอยู หรือมีน้ําหนักตามจํานวนดังกลาวเป2นเพียง การสันนิษฐานวาเป2นการนําเขาเพื่อจําหนายเทานั้นก็ตาม แตมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 นี้บัญญัติไมใหนําไปใชบังคับยอนหลังแกคดีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดไปกอนหนาแลว เมื่อคดีของจําเลยที่ 2 ถึงที่สุดตามคําพิพากษาศาลฎีกาตั้งแตวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 กอนที่กฎหมายที่แกไขใหม จะมีผลใชบังคับ จําเลยที่ 2 จึงไมอาจอาง พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แกไขใหม) วาเป2นคุณแกจําเลยที่ 2 มากกวามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ไดดังนั้น ศาลฎีกาไมอาจ พิจารณากําหนดโทษจําเลยที่ 2 ตามกฎหมายที่แกไขใหมได ฎีกาเลาเรื่อง 336 จําเลยยายไปอยูบานอีกแหงหางกันประมาณ 1 กิโลเมตร จากบานมารดา 3 ปXแลว แตยังคงมีชื่อ ในทะเบียนบานมารดา กอนฟ6องจําเลยเคยไดรับหนังสือทวงถามจากโจทกflเพราะไปเยี่ยมมารดาที่บาน เมื่อฟ6องคดี โจทกflนําสงหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องไปยังที่อยูตามทะเบียนบานและนองเขยจําเลยเป2นผูรับแทน จําเลยเพิ่งทราบวา ถูกฟ6องเนื่องจากหลานนําหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องมาใหโจทกflมิไดนําสืบวาจําเลยไมไดอยูที่บานใหม ตามที่จําเลยอาง เมื่อจําเลยทราบนัดสืบพยานโจทกflและนัดไกลเกลี่ยจําเลยและทนายความมาศาล เมื่อที่ดิน ที่ตกลงซื้อขายเป2นที่ดินแจงเสียภาษีบํารุงทองที่โดยจําเลยเป2นผูแจงระบุวาจําเลยเป2นเจาของที่ดิน โดยโจทกfl ใชที่ดินนับแตตกลงซื้อตั้งแตปX 2551 ถึง 2557 มีบุคคลอื่นมาโตแยง โจทกflกลับยอมตามที่โตแยงและฟ6องจําเลย หลังจากนั้น 8 ปX 1 เดือนเศษ จึงสมควรอนุญาตใหจําเลยยื่นคําใหการและรับคําใหการจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1492/2562จําเลยยายไปอยูบานอีกแหงหางออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร จากบานมารดา เป2นเวลา 3 ปXแลว แตยังคงมีชื่ออยูในทะเบียนบานมารดา กอนถูกฟ6องจําเลยเคยไดรับ หนังสือทวงถามจากโจทกflเนื่องจากไปเยี่ยมมารดาที่บาน เมื่อฟ6องคดีโจทกflนําสงหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องไปยัง ที่อยูตามทะเบียนบานและนองเขยจําเลยเป2นผูรับแทน จําเลยเพิ่งทราบวาถูกฟ6องเนื่องจากหลานจําเลย นําหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องมาใหซึ่งโจทกflก็มิไดนําสืบพยานวาจําเลยไมไดอยูที่บานใหมตามที่จําเลยอาง เมื่อจําเลยทราบนัดสืบพยานโจทกflและนัดไกลเกลี่ยจําเลยและทนายความมาศาล และเมื่อปรากฏวาที่ดินที่ตกลง ซื้อขายเป2นที่ดินแจงเสียภาษีบํารุงทองที่โดยจําเลยเป2นผูแจงระบุวาจําเลยเป2นเจาของที่ดิน โดยโจทกflไดใชที่ดิน นับแตตกลงซื้อจากจําเลยตั้งแตปX 2551 จนปX 2557 มีบุคคลอื่นมาโตแยง โจทกflกลับยอมตามที่ผูอื่นโตแยงและฟ6อง


Click to View FlipBook Version