The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sinaphong, 2023-07-11 03:32:57

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

รวมฎีกาเล่าเรื่อง(เล่มที่1)

จําเลยเป2นคดีนี้หลังจากทําสัญญาซื้อขาย 8 ปX 1 เดือนเศษ จึงมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตใหจําเลยยื่นคําใหการ และรับคําใหการจําเลยไวพิจารณา ตาม ป.วิ.พ มาตรา 199 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 337 จําเลยขับรถจักรยานยนตflตามผูเสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผูเสียหายขับรถไปจอดที่ลานจอดรถ ในมหาวิทยาลัยโดยยังไมไดลงจากรถ จําเลยเดินมาดานหลังถามวามีเงินเทาใด และเขาประชิดตัวพรอม ทําทาจะลวงอาวุธจากขอบกางเกงขางหลัง เห็นไดอยางชัดเจนวาเป2นการขมขูคุกคามผูเสียหาย โดยเฉพาะจําเลย เป2นชายวัยฉกรรจflรางกายล่ํากํายํา สูงกวาผูเสียหายเป2นหญิงกําลังศึกษามาก ยอมเกรงกลัวจําเลย พฤติการณfl ของจําเลยถือเป2นการขูเข็ญผูเสียหายวา ในทันใดนั้นจะใชกําลังประทุษราย จนผูเสียหายสงเงินใหแกจําเลย 240 บาท การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดฐานชิงทรัพยflโดยใชยานพาหนะ โดยไมตองคํานึงวาจําเลย เป2นผูหยิบเอาทรัพยflนั้นเองหรือผูเสียหายหยิบสงใหไป การที่ผูเสียหายเบิกความวา หลังจากสงเงินใหจําเลยแลว จําเลยกอดปล้ําพยายามดึงกางเกง ผูเสียหายกลัวจําเลยจะขมขืนกระทําชําเรา จึงถอดสรอยคอทองคําใหจําเลยไปเอง โดยไมปรากฏวาจําเลยขูเข็ญหรือใชกําลังประทุษรายเพื่อมุงประสงคflตอทรัพยflโดยคิดวา เมื่อจําเลยไดสรอย แลวจะปลอยผูเสียหายไป การที่จําเลยรับสรอยไป จึงเป2นเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทําของจําเลย ในสวนนี้ไมเป2นความผิดฐานชิงทรัพยflแตเป2นความผิดฐานลักทรัพยflอีกกระทงหนึ่งแยกตางหากจากกันเมื่อความผิด ฐานชิงทรัพยflรวมการกระทําความผิดฐานลักทรัพยflอยูดวยแมโจทกflฟ6องใหลงโทษจําเลยฐานชิงทรัพยflเงินสด และสรอยคอทองคํา แตเมื่อพิจารณาไดความวาจําเลยกระทําความผิดฐานลักทรัพยflสรอยคอทองคํา ศาลยอมมี อํานาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจําเลยฐานลักทรัพยflไดอันเป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองไดแตเนื่องจากโจทกflมิไดอุทธรณflหรือฎีกา ศาลฎีกาไมอาจลงโทษฐานลักทรัพยflอีกกระทง ไดเพราะจะเป2นการพิพากษาเพิ่มโทษ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2562 จําเลยขับรถจักรยานยนตflติดตามผูเสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ ผูเสียหายขับรถจักรยานยนตflไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัย น. ผูเสียหายยังไมไดลงจากรถ จําเลยเดินมา จากดานหลังของผูเสียหายแลวถามผูเสียหายวามีเงินเทาใด จากนั้นเขาประชิดตัวผูเสียหายพรอมกับทําทา จะลวงอาวุธจากขอบกางเกงขางหลัง ลักษณะการกระทําของจําเลยดังกลาวเห็นไดอยางชัดเจนวาเป2นการขมขู คุกคามผูเสียหาย โดยเฉพาะจําเลยเป2นชายอยูในวัยฉกรรจflรางกายลmากํายํา สูงกวาผูเสียหายมาก สวนผูเสียหาย เป2นหญิงกําลังศึกษา ยอมเกิดความเกรงกลัวจําเลย พฤติการณflของจําเลยถือไดวาเป2นการขูเข็ญผูเสียหายวา


ในทันใดนั้นจะใชกําลังประทุษราย การที่จําเลยกระทําและพูดกับผูเสียหายเชนนั้น เพื่อใหผูเสียหายสงเงินให แกจําเลย เมื่อผูเสียหายสงเงินให 240 บาท การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดฐานชิงทรัพยflโดยใชยานพาหนะ เพื่อกระทําผิด หรือพาทรัพยflนั้นไป หรือเพื่อใหพนการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 (2) วรรคสาม ประกอบ มาตรา 340 ตรีโดยไมตองคํานึงวาจําเลยเป2นผูหยิบเอาทรัพยflนั้นเอง หรือผูเสียหายเป2นผูหยิบสงใหไป การที่ผูเสียหายเบิกความวา หลังจากสงเงินใหจําเลยแลว จําเลยกอดปล้ําพยายามดึงกางเกงผูเสียหาย ผูเสียหายกลัวจําเลยจะขมขืนกระทําชําเรา จึงถอดสรอยคอทองคําที่สวมใหจําเลยไปเอง โดยไมปรากฏวาจําเลย ขูเข็ญหรือใชกําลังประทุษรายเพื่อมุงประสงคflตอสรอยคอทองคําของผูเสียหายแตอยางใด หากแตผูเสียหาย คิดวาเมื่อจําเลยไดสรอยคอทองคําแลว จะปลอยตัวผูเสียหายไป การที่จําเลยรับสรอยคอทองคําไป จึงเป2นเจตนาทุจริต ที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทําของจําเลยในสวนนี้ไมเป2นความผิดฐานชิงทรัพยflแตเป2นความผิดฐานลักทรัพยfl ตามป.อ. มาตรา 334 อีกกระทงหนึ่งแยกตางหากจากฐานชิงทรัพยflเงิน 240 บาท เมื่อความผิดฐานชิงทรัพยfl เป2นความผิดที่รวมการกระทําความผิดฐานลักทรัพยflอยูดวยแมโจทกflฟ6องใหลงโทษจําเลยฐานชิงทรัพยflเงินสด และสรอยคอทองคํา แตเมื่อพิจารณาไดความวาจําเลยกระทําความผิดฐานลักทรัพยflสรอยคอทองคํา ศาลยอมมี อํานาจปรับบทความผิดและบทลงโทษจําเลยฐานลักทรัพยflไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคทาย ปIญหาดังกลาว เป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได ตาม ป.วิ.อ.มาตรา192 วรรคทาย, 195 วรรคสอง, 225 แตเนื่องจากโจทกflมิไดอุทธรณflหรือฎีกา ศาลฎีกาไมอาจ ลงโทษจําเลยในความผิดฐานลักทรัพยflอีกกระทงไดเพราะจะเป2นการพิพากษาเพิ่มโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ 225 ฎีกาเลาเรื่อง 338 สัญญาประนีประนอมยอมความที่วา ฝOายโจทกflตกลงจะถอนคํารองทุกขflฝOายจําเลยใหเสร็จสิ้น หรือชวยเหลือใหคดียุติโดยไมใหมีการดําเนินคดีอีกตอไป โจทกflจะถอนคํารองทุกขflและถอนฟ6องทุกคดีที่รองทุกขfl ตอสถานีตํารวจทุกสถานีและที่ฟ6องตอศาลทุกศาล ไมวาคดีจะอยูระหวางการพิจารณาของชั้นศาลใด ไมมีขอความ ตอนใดที่แสดงใหเห็นวาโจทกflทั้งสี่จะดําเนินการใหคดียุติไปโดยวิธีที่ไมชอบหรือจะระงับคดีความผิดตอแผนดิน หรือกระทําการฝOาฝZนกฎหมายดวย ขอตกลงดังกลาวจึงมิไมขัดตอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย ของประชาชน คําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงชอบดวยกฎหมาย


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1481/2562 สัญญาประนีประนอมยอมความที่วา ฝOายโจทกflตกลงจะถอน แจงความรองทุกขflฝOายจําเลยใหเสร็จสิ้นหรือดําเนินการชวยเหลือใหคดีสามารถยุติโดยไมใหมีการดําเนินการทางคดี อีกตอไป โจทกflจะถอนคํารองทุกขflทุกคดีและถอนฟ6องทุกคดีที่มีการรองทุกขflตอสถานีตํารวจทุกสถานีและ ที่ฟ6องตอศาลทุกศาล ไมวาคดีจะอยูระหวางการพิจารณาของชั้นศาลใด โดยจะถอนฟ6องหรือยอมความใหเสร็จสิ้น ทุกคดีนั้น ไมมีขอความตอนใดที่แสดงใหเห็นวาโจทกflทั้งสี่จะดําเนินการใหคดียุติไปโดยวิธีที่ไมชอบดวยกฎหมาย หรือฝOาฝZนตอบทบัญญัติของกฎหมาย หรือประสงคflจะระงับคดีอาญาที่เป2นความผิดตอแผนดิน หรือกระทําการ ฝOาฝZนตอบทบัญญัติของกฎหมายดวยเจตนามุงประสงคflใหคดีที่มีการรองทุกขflและฟ6องคดีตอศาลยุติไป โดยไมคํานึงวาจะยุติดวยวิธีใดหรือจะชอบดวยกฎหมายหรือไมขอตกลงดังกลาวจึงมิไดขัดตอบทบัญญัติแหง กฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน คําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงชอบดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 339 จําเลยทั้งสองเคยอุทธรณflคําพิพากษาศาลชั้นตนตอศาลชั้นอุทธรณflในประเด็นวา การที่โจทกflทั้งสองไมยื่น คําขอตอศาลภายในสิบหาวันนับแตกําหนดใหจําเลยทั้งสองยื่นคําใหการไดสิ้นสุดลงเพื่อใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่ง ชี้ขาดใหตนเป2นฝOายชนะคดีโดยขาดนัดไมชอบ และศาลอุทธรณflชั้นพิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตน แลวใหพิจารณาและพิพากษาคดีใหมนั้น การที่ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยอุทธรณflดังกลาวแลววา ที่ศาลชั้นตนไมไดมี คําสั่งจําหนายคดีเสียจากสารบบความแตสืบพยานหลักฐานโจทกflทั้งสองไปฝOายเดียว เป2นการใชดุลพินิจที่เหมาะสม ถือวาศาลชั้นอุทธรณflไดมีคําพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแหงคดีนี้แลว โจทกflทั้งสองมิไดฎีกาโตแยง ประเด็นดังกลาวจึงยุติจําเลยทั้งสองยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณflอีก จึงเป2นดําเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดี หรือประเด็นที่ไดวินิจฉัยชี้ขาดแลว ตองหามตามกฎหมาย จําเลยทั้งสองฎีกาคําพิพากษาศาลชั้นอุทธรณflที่ไมสั่ง จําหนายคดีเป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขflอันไมอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดตองเสียคาขึ้นศาลเพียง 200บาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2562 จําเลยทั้งสองเคยอุทธรณflคําพิพากษาศาลชั้นตนตอศาลอุทธรณflภาค4 ในประเด็นวา การที่โจทกflทั้งสองไมยื่นคําขอตอศาลภายในสิบหาวันนับแตระยะเวลาที่กําหนดใหจําเลยทั้งสอง ยื่นคําใหการไดสิ้นสุดลงเพื่อใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดใหตนเป2นฝOายชนะคดีโดยขาดนัดไมชอบดวย ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง และในชั้นที่ศาลอุทธรณflภาค 4 พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตนแลวใหพิจารณา และพิพากษาคดีใหมนั้น ศาลอุทธรณflภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณflดังกลาวของจําเลยทั้งสองแลววา การที่ศาลชั้นตน


ไมไดมีคําสั่งจําหนายคดีเสียจากสารบบความแตสืบพยานหลักฐานโจทกflทั้งสองไปฝOายเดียว เป2นการใชดุลพินิจ ที่เหมาะสม หาขัดตอ ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง จึงถือวาศาลอุทธรณflภาค 4 ไดมีคําพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือประเด็นแหงคดีนี้แลว โจทกflทั้งสองมิไดฎีกาโตแยง ประเด็นดังกลาวจึงยุติการที่จําเลยทั้งสองยกประเด็นนี้ ขึ้นอุทธรณflอีก จึงเป2นการขอใหศาลดําเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ไดวินิจฉัยชี้ขาดแลว ตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง จําเลยทั้งสองฎีกาคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 4 ที่ไมสั่งจําหนายคดีของโจทกflทั้งสองจากสารบบความ เป2นคดีที่มีคําขอใหปลดเปลื้องทุกขflอันไมอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดตองเสียคาขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ทาย ป.วิ.พ ฎีกาเลาเรื่อง 340 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยขนยายทรัพยflสินและบริวารออกจากพื้นที่เชาและสงมอบคืนโจทกflภายใน 7วัน และใหชําระคาเชาที่คาง 87,000 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันฟ6องจนกวาจําเลย จะขนยายทรัพยflสินและบริวารออกและสงมอบแกโจทกflกับคาเสียหายอีกเดือนละ 12,000 บาท นับแตวันฟ6อง จนกวาจําเลยจะขนยายออกและสงมอบคืนโจทกflศาลลางทั้งสองพิพากษาใหจําเลยชําระคาเชาที่คาง 12,600บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันฟ6องเป2นตนไป เป2นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเชาโจทกflยอมมี สิทธิไดรับดอกเบี้ยของคาเชาที่คางไปจนกวาจําเลยจะชําระหนี้คาเชาเสร็จสิ้น จะบังคับชําระดอกเบี้ยไปจนกวา จําเลยจะออกและสงมอบคืนโจทกflซึ่งเป2นหนี้ใหกระทําการไมถูกตอง ศาลฎีกาเห็นควรแกไขเป2นใหชําระ ดอกเบี้ยนับแตวันฟ6องเป2นตนไป จนกวาจะชําระเสร็จแกโจทกflหรือจนกวาจะขนยายออกและสงมอบแกโจทกfl แลวแตเหตุการณflใดจะเกิดขึ้นกอน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2562 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยขนยายทรัพยflสินและบริวาร ออกจากพื้นที่เชาและสงมอบคืนโจทกflภายใน 7 วัน นับแตศาลมีคําพิพากษา ใหจําเลยชําระคาเชาที่คาง 87,000 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันฟ6องจนกวาจําเลยจะขนยายทรัพยflสินและบริวารออกจาก พื้นที่เชาและสงมอบแกโจทกflและใหจําเลยชําระคาเสียหายแกโจทกflเดือนละ 12,000 บาท นับแตวันฟ6อง จนกวาจําเลยจะขนยายทรัพยflสินและบริวารออกจากพื้นที่เชาและสงมอบคืนโจทกflศาลลางทั้งสองพิพากษา ใหจําเลยชําระคาเชาที่คาง 12,600 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันฟ6องเป2นตนไป เป2นหนี้เงิน อันเกิดจากสัญญาเชาโจทกflยอมมีสิทธิไดรับดอกเบี้ยของคาเชาที่คางไปจนกวาจําเลยจะชําระหนี้คาเชาเสร็จสิ้น


จะบังคับชําระดอกเบี้ยไปจนกวาจําเลยจะออกจากที่ดินและสงมอบที่ดินคืนโจทกflซึ่งเป2นหนี้ใหกระทําการอันหนึ่ง อันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป2นการไมถูกตอง ศาลฎีกาเห็นควรแกไขเป2นใหจําเลยชําระคาเชาที่คาง 12,600 บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันฟ6องเป2นตนไป จนกวาจะชําระเสร็จแกโจทกflหรือจนกวาจําเลยจะ ขนยายทรัพยflและบริวารออกจากพื้นที่เชาและสงมอบแกโจทกflตามที่โจทกflขอมาทายฟ6อง แลวแตเหตุการณflใดจะ เกิดขึ้นกอน ฎีกาเลาเรื่อง 341 อ. จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทใหจําเลยที่ 1 โดยชอบและไมไดถูกกลฉอฉลหรือหลอกลวง จําเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินในฐานะเจาของ ที่ดินพิพาทจึงไมเป2นทรัพยflมรดกของ อ. ดังนั้น จําเลยที่ 1 ยอมมีอํานาจแบงแยก โอนขายหรือใหบุคคลใดเขามาถือกรรมสิทธิ์รวมหรือจะทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของตนได โจทกflทั้งสอง จึงไมไดถูกโตแยงสิทธิไมมีอํานาจฟ6องขอใหเพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหวาง อ. กับจําเลยที่ 1 รวมทั้งไมอาจ ฟ6องบังคับใหใสชื่อโจทกflทั้งสองเป2นเจาของรวมในที่ดินดวย และเมื่อจําเลยที่ 1 บอกกลาวใหโจทกflที่ 1ออกไปจาก ที่ดินพิพาทแลว โจทกflที่ 1 ยอมไมมีสิทธิอยูในที่ดินพิพาทตอไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2562 อ. ไดจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ6องใหแกจําเลยที่ 1 โดยชอบดวยกฎหมาย โดยไมไดถูกกลฉอฉลหรือถูกหลอกลวงแตประการใด และจําเลยที่ 1 ครอบครองที่ดิน ในฐานะเจาของกรรมสิทธิ์หาใชครอบครองแทนบุคคลอื่นไม ที่ดินตามฟ6องจึงไมเป2นทรัพยflมรดกของ อ. ที่จะตก ไดแกทายาท เมื่อที่ดินพิพาทเป2นของจําเลยที่ 1 โดยชอบดวยกฎหมายแลว จําเลยที่ 1 ในฐานะเจาของกรรมสิทธิ์ ยอมมีอํานาจแบงแยก โอนขายหรือใหบุคคลใดเขามาถือกรรมสิทธิ์รวมหรือจะทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดิน ของตนไดเมื่อที่ดินพิพาทไมเป2นทรัพยflมรดกของ อ. โจทกflทั้งสองจึงไมไดถูกโตแยงสิทธิจึงไมมีอํานาจฟ6อง ขอใหเพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหวาง อ. กับจําเลยที่ 1 รวมทั้งไมอาจฟ6องบังคับใหใสชื่อโจทกflทั้งสอง เป2นเจาของรวมในที่ดินดวย และเมื่อจําเลยที่ 1 บอกกลาวใหโจทกflที่ 1 ออกไปจากที่ดินพิพาทแลว โจทกflที่ 1 ยอมไมมีสิทธิอยูในที่ดินพิพาทตอไป


ฎีกาเลาเรื่อง 342 การแบงปIนทรัพยflมรดกนั้นอาจทําไดโดยทายาทตางเขาครอบครองทรัพยflสินเป2นสวนสัด ซึ่งอาจใหผูอื่น ยึดถือไวแทนก็ไดการที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพยflมรดกแตผูเดียว ไมมีบทบัญญัติวาเป2นการครอบครอง ทรัพยflมรดกแทนทายาทอื่น โจทกflจําเลยและทายาทอื่นอีก 3 คน ตกลงใหที่ดินมรดก 1 แปลง ตกแกจําเลย แตผูเดียวและจําเลยเขาครอบครองเป2นสวนสัดโดยนําไปออกโฉนดและแบงแยกเป2น 5 แปลง รวมทั้งที่ดินพิพาท โจทกflจึงไมมีสิทธิเรียกรองเอาที่ดินพิพาทใหผิดไปจากขอตกลง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2562 การแบงปIนทรัพยflมรดกนั้นอาจทําไดโดยทายาทตางเขาครอบครอง ทรัพยflสินเป2นสวนสัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้เป2นลักษณะของการกระทํา คือครอบครองทรัพยflมรดกเป2นสวนสัดโดยเจตนายึดถือเพื อตนทํานองเดียวกับบทบัญญัติบรรพ 4 ทรัพยflสิน ลักษณะ 3 ครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ซึ่งอาจใหผูอื่นยึดถือไวแทนก็ไดตามมาตรา 1368การที่ทายาท คนหนึ่งครอบครองทรัพยflมรดกแตผูเดียว ไมมีบทกฎหมายบัญญัติวาเป2นการครอบครองทรัพยflมรดกแทนทายาท อื่นโจทกflจําเลยและทายาทอื่นอีก 3 คน ตกลงใหที่ดินมรดก 1 แปลง ตกแกจําเลยแตผูเดียวและจําเลย เขาครอบครองเป2นสวนสัดโดยนําไปออกโฉนดและแบงแยกเป2น 5 แปลง ซึ่งมีที่ดินพิพาทในคดีนี้รวมอยูดวย กรณีตองดวย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทกflไมมีสิทธิเรียกรองเอาที่ดินพิพาทใหผิดไปจากขอตกลง ฎีกาเลาเรื่อง 343 ไมมีบทบัญญัติใดใหศาลที่พิจารณาคดีอาญาตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดี สวนแพงเพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ําหนักคําพยานตางกัน กลาวคือ คดีแพงศาลจะชั่งนmาหนักคําพยานวาฝOายใด มีน้ําหนักนาเชื่อถือยิ่งกวากัน แตคดีอาญาศาลจะตองใชดุลพินิจชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแนใจวา พยานโจทกflพอรับฟIงลงโทษจําเลยไดหรือไม ฉะนั้นคําพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพง จึงเป2นเพียงพยานหลักฐาน อยางหนึ่งประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทกflในคดีนี้วามีน้ําหนักพอรับฟIงวาจําเลยกระทําผิดจริงหรือไม ศาลจะรับฟIงขอเท็จจริงในคดีแพงเพียงอยางเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้วาจําเลยมิไดกระทําความผิด และโจทกflไมใช ผูเสียหายโดยไมสืบพยานโจทกflจําเลยใหสิ้นกระแสความเสียกอนจึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2562ไมมีบทบัญญัติของกฎหมายใดใหศาลที่พิจารณาคดีอาญา จําตองถือขอเท็จจริงตามที่ปรากฏในคําพิพากษาคดีสวนแพง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ําหนักคําพยาน ในคดีแพงและคดีอาญาไมเหมือนกัน กลาวคือ ในคดีแพงศาลจะชั่งน้ําหนักคําพยานวาฝOายใดมีน้ําหนักนาเชื่อถือ


ยิ่งกวากัน แตในคดีอาญาศาลจะตองใชดุลพินิจชั่งน้ําหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแนใจวาพยานโจทกflพอรับฟIงลง โทษจําเลยไดหรือไมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ฉะนั้นคําพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพง จึงเป2นเพียงพยานหลักฐานที่ ศาลจะนํามาชั่งน้ําหนักประกอบคําพยานหลักฐานอื่นของโจทกflในคดีนี้วาขอเท็จจริงมีน้ําหนักพอรับฟIงวาจําเลยได กระทําผิดจริงหรือไมเทานั้น ศาลจะรับฟIงขอเท็จจริงในคดีแพงดังกลาวเพียงอยางเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้วา จําเลยมิไดกระทําความผิด และโจทกflไมใชผูเสียหาย โดยมิไดสืบพยานโจทกflจําเลยใหสิ้นกระแสความเสียกอน เป2นการไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 344 ขอความที่จําเลยทําใหปรากฏทางอินเทอรflเน็ตโดยการนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรflในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร รวม 3 กระทง แมจะแตกตางกันบางก็เป2น รายละเอียดและวันที่กระทําความผิด โดยคดีนี้โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยทําผิดในวันที่ 11 23 และ 24มกราคม 2556 สวนคดีหมายเลขแดงที่1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยทําผิดวันที่ 11 และ 23 มกราคม กับวันที่ 4 กุมภาพันธfl 2556 การพิจารณาวาเป2นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมตางกัน ตองพิจารณาถึงเจตนาเป2นสําคัญวามีเจตนาเดียวกันหรือไมดวย ทั้งขอเท็จจริงที่จําเลยไดพิมพflหรือทําใหปรากฏ ตามสําเนาขอความบนเว็บไซตflเฟซบุyกคดีนี้และตามคําฟ6องในคดีหมายเลขแดงที่1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ตอเนื่องกันตลอดมาตั้งแตวันที่ 11 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธfl 2556 ในหัวขอเรื่อง “ทําไมไอP จึงตองดา คนขายพระ ลป.บุญศรี” และตางกลาวถึงโจทกflรวมในเรื่องเดียวกัน โดยกลาวหาวาเป2นคนไมดีมีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชนflจากวัด รับซื้อของโจรนอกจากนี้ปรากฏวา จําเลยไดกระทําความผิดขอหาเดียวกันกับคดีนี้ และเวลาเกิดเหตุอยูในระยะเวลาคาบเกี่ยวตอเนื่องกัน การกระทําของจําเลยในคดีนี้และคดีดังกลาวจึงเป2น กรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลชั้นอุทธรณflมีคําพิพากษาแลววาเป2นความผิดเพียง กรรมเดียว หาใช 3 กรรม ดังที่โจทกflฟ6องถือไดวาศาลมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ไดฟ6องแลว สิทธิการ นําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflในคดีนี้ยอมระงับไป แมจําเลยใหการรับสารภาพ แตเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวดวย ความสงบเรียบรอย จําเลยมีสิทธิยกขึ้นอางในชั้นอุทธรณflไดและศาลชั้นอุทธรณflยอมมีอํานาจหยิบยกขึ้นพิพากษา ยกฟ6องโจทกflในคดีนี้ได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2148/2562 ขอความที่จําเลยทําใหปรากฏทางอินเทอรflเน็ตโดยการนํา เขาสูระบบคอมพิวเตอรflในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร


รวม 3 กระทง แมจะมีความแตกตางกันบางก็เป2นเพียงในรายละเอียดและวันที่กระทําความผิด กลาวคือ คดีนี้ โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยกระทําความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 24 มกราคม 2556 สวนคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลย กระทําความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 4 กุมภาพันธfl 2556ซึ่งการ พิจารณาวาการกระทําของจําเลยเป2นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมตางกัน ยอมตองพิจารณาถึงเจตนาในการ กระทําความผิดเป2นสําคัญวามีเจตนาเดียวกันหรือไมประกอบกันดวย ทั้งขอเท็จจริงที่จําเลยไดพิมพflหรือทําให ปรากฏตามสําเนาขอความแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซตflเฟซบุyก ซึ่งขอความคดีนี้และขอความตามคําฟ6องในคดี หมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ตอเนื่องกันตลอดมาตั้งแตวันที่ 11มกราคม 2556 เวลา 8.17 นาฬิกา ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธfl 2556 เวลา 9.07 นาฬิกา บนเว็บไซตflเฟซบุyกในหัวขอเรื่องทํานองเดียวกัน คือ “ทําไมไอ Pจึงตองดาคนขายพระ ลป.บุญศรี” และขอความทั้งหมดตางกลาวถึงโจทกflรวมในเรื่องเดียวกัน กลาวหาวาโจทกflรวมเป2นคนไมดีมีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชนflจากวัดรับซื้อของโจร นอกจากนี้ ปรากฏวา จําเลยไดกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.วาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรflพ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป2นขอหาเดียวกันกับคดีนี้และเวลาเกิดเหตุอยูในระยะเวลาคาบเกี่ยวตอเนื่องกัน การกระทํา ความผิดของจําเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร จึงเป2นกรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป2นโจทกflฟ6องจําเลยในคดีกอน ศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณflภาค 7 มีคําพิพากษาแลววา การกระทําของจําเลยเป2นความผิดเพียง กรรมเดียว หาใช 3 กรรม ดังที่โจทกflฟ6อง ถือไดวาศาลมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ไดฟ6องแลว สิทธิการนําคดีอาญามาฟ6องของโจทกflในคดีนี้ยอมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) แมในชั้นพิจารณาจําเลย ใหการรับสารภาพ แตปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวดวยความสงบเรียบรอย จําเลยมีสิทธิยกขึ้นอาง ในชั้นอุทธรณflไดและศาลอุทธรณflภาค 1 ยอมมีอํานาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ6องโจทกflในคดีนี้ได ฎีกาเลาเรื่อง 345 โจทกflและจําเลยทั้งสองทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทในระหวางเวลาหามโอนและจําเลยทั้งสอง ยังมิไดสงมอบใหโจทกflครอบครอง โดยตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันหลังพนเวลาหามโอน ถือไมไดวาจงใจหลีกเลี่ยง ขอกําหนดหามโอนหรือมีวัตถุประสงคflตองหามตามกฎหมาย สัญญาดังกลาวจึงไมเป2นโมฆะและสามารถบังคับได เมื่อจําเลยทั้งสองผิดสัญญาจึงตองคืนเงินมัดจําคาแกโจทกfl


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2562 การที่โจทกflและจําเลยทั้งสองทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ในระหวางระยะเวลาหามโอนและจําเลยทั้งสองยังมิไดมีการสงมอบที่ดินพิพาทใหโจทกflครอบครอง โดยมีขอตกลง โอนกรรมสิทธิ์กันหลังพนกําหนดระยะเวลาหามโอน ถือไมไดวาเป2นการจงใจหลีกเลี่ยงขอกําหนดหามโอน ตามกฎหมายหรือมีวัตถุประสงคflเป2นการตองหามชัดแจงตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จึงไมตกเป2นโมฆะและสามารถใชบังคับไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจําเลยทั้งสองเป2นฝOายผิดสัญญาจึงตองคืนเงินมัดจําคาที่ดินที่รับไปจากโจทกflใหแกโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 346 ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติยุคคลแนบทายคํารองขอถอนฟ6องของโจทกflระบุวา จําเลยที่ 1 และธ. เป2นกรรมการโจทกfl เมื่อจําเลยที่ 1 และ ธ. ลงลายมือชื่อและประทับตราสําคัญของโจทกflในคํารองดังกลาว ยอมผูกพันโจทกflและถือวาโจทกflไดขอถอนฟ6องแลว การถอนฟ6องดังกลาวจะเป2นผลดีหรือผลเสียตอโจทกfl ยอมตกแกจําเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการดวย จะถือวาผลประโยชนflทางไดทางเสียของโจทกflกับจําเลยที่ 1 ในการฟ6อง เป2นปฏิปIกษflตอกันไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1297/2562 ตามหนังสือรับรองของสํานักงานทะเบียนหุนสวนบริษัท กรุงเทพมหานครเอกสารแนบทายคํารองขอถอนฟ6องของโจทกflวา จําเลยที่ 1 และ ธ. เป2นกรรมการของโจทกfl ดังนั้น เมื่อจําเลยที่ 1 และ ธ. ลงลายมือชื่อรวมกันและประทับตราสําคัญของโจทกflในคํารองขอถอนฟ6อง ยอมมีผลผูกพันโจทกflและถือวาโจทกflโดยจําเลยที่ 1 และ ธ. กรรมการผูมีอํานาจกระทําการแทนโจทกflไดขอถอน ฟ6องของโจทกflแทนโจทกflและมีผลผูกพันโจทกflแลว การถอนฟ6องคดีนี้จะเป2นผลดีหรือผลเสียตอโจทกflผลดีหรือ ผลเสียนั้นยอมตกแกจําเลยที่ 1 ในฐานะที่เป2นกรรมการของโจทกflดวยในลักษณะอยางเดียวกันจะถือวาผล ประโยชนflทางไดทางเสียของโจทกflกับจําเลยที่ 1 ในการฟ6องคดีนี้เป2นปฏิปIกษflตอกันดังที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 74 ไมได ฎีกาเลาเรื่อง 347 ผูรองยื่นคํารองขอใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ไปยังบริษัท อ. ซึ่งจําเลยที่ 2 ทํางานตั้งแตวันที่ 8 เมษายน 2559 ตามขั้นตอนครบถวน 10 ปXนับแตวันมีคําพิพากษา ซึ่งโจทกflเดิมไดขอศาล


ออกหมายบังคับคดีตั้งแตวันที่ 15 มกราคม 2550 และศาลไดออกหมายบังคับคดีไปยังเจาพนักงานบังคับคดี ตั้งแตวันที่ 29 กันยายน 2553 เมื่อผูรองไดรับอนุญาตใหเขาสวมสิทธิเป2นเจาหนี้แทนโจทกflผูรองก็ไดยื่น คํารองตอเจาพนักงานบังคับคดีขอใหแตเจาพนักงานบังคับคดีไมดําเนินการใหอางวาทรัพยflจํานองที่ยึดไว ยังไมมีการขาย โจทกflจึงไมอาจบังคับเอาแกทรัพยflสินหรือสิทธิเรียกรองอื่นของจําเลยไดมีคําสั่งยกคํารอง แตตอมาผูรองขอใหศาลชั้นตนเพิกถอนคําสั่งดังกลาวและขอใหขยายเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 60 วัน ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ตามคํารองของผูรอง ยอมเทากับ ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหเพิกถอนคําสั่งเจาพนักงานบังคับคดีและดําเนินการอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ตามคํารอง ของผูรอง ซึ่งผูรองไดยื่นคํารองขอใหบังคับคดีภายในเวลาการบังคับคดีและชอบที่ศาลชั้นตนจะแจงคําสั่งให เจาพนักงานบังคับดําเนินการตอไป โดยไมตองอนุญาตใหขยายเวลาการบังคับคดีอีก แมตอมาผูรองจะยื่นคํารอง ตอเจาพนักงานบังคับคดีขอแยกสํานวนไปอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ลวงเลย 60 วันตามที่ศาลชั้นตนอนุญาต แตถือวาผูรองประสงคflที่จะขอใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ภายในกําหนดเวลาบังคับคดี ชอบที่เจาพนักงานบังคับคดีจะอายัดเงินเดือนใหตามคํารอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1171/2562ผูรองยื่นคํารองขอใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือน ของจําเลยที่ 2 ไปยังบริษัท อ. ซึ่งจําเลยที่ 2 ทํางานอยูตั้งแตวันที่ 8 เมษายน 2559 อันเป2นการดําเนินวิธีการ บังคับคดีตามขั้นตอนครบถวนภายในกําหนด 10 ปXนับแตวันมีคําพิพากษาวันที่ 10 เมษายน 2549 แลว กลาวคือโจทกflเดิมไดขอศาลออกหมายบังคับคดีตั้งแตวันที่ 15 มกราคม 2550 และวันที่ 9 กันยายน 2553 และ ศาลไดออกหมายบังคับคดีไปยังเจาพนักงานบังคับคดีตั้งแตวันที่ 29 กันยายน 2553 หลังจากนั้นเมื่อผูรอง ไดรับอนุญาตใหเขาสวมสิทธิเป2นเจาหนี้แทนโจทกflผูรองก็ไดยื่นคํารองตอเจาพนักงานบังคับคดีขอใหอายัดเงินเดือน ของจําเลยที่ 2 ดังกลาวแตเจาพนักงานบังคับคดีกลับไมดําเนินการใหอางวาทรัพยflจํานองที่ยึดไวยังไมมีการขาย ทอดตลาด โจทกflจึงไมอาจบังคับเอาแกทรัพยflสินหรือสิทธิเรียกรองอื่นของจําเลยไดและมีคําสั่งยกคํารอง แตตอมา ผูรองไดยื่นคํารองขอใหศาลชั้นตนเพิกถอนคําสั่งของเจาพนักงานบังคับคดีดังกลาวและหากระยะเวลาการบังคับคดี สิ้นสุดลง ก็ขอใหขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 60 วัน ซึ่งศาลชั้นตนไดมีคําสั่งใหเจาพนักงานบังคับคดี อายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ตามคํารองของผูรองที่ยื่นตอเจาพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8เมษายน 2559 ยอมเทากับศาลชั้นตนมีคําสั่งใหเพิกถอนคําสั่งเจาพนักงานบังคับคดีดังกลาวแลว และใหเจาพนักงานบังคับคดี ดําเนินการอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ตามคํารองของผูรองฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2559ซึ่งผูรองไดยื่น คํารองขอใหบังคับคดีภายในระยะเวลาการบังคับคดีและชอบที่ศาลชั้นตนจะแจงคําสั่งดังกลาวใหเจาพนักงาน บังคับคดีทราบเพื่อดําเนินการตอไป โดยไมจําตองอนุญาตใหขยายระยะเวลาการบังคับคดีใหแกผูรองอีก


เพราะขณะที่ผูรองยื่นคํารองขอใหบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 อยูภายในกําหนดระยะเวลาการบังคับคดี แมตอมาวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ผูรองจะยื่นคํารองตอเจาพนักงานบังคับคดีขอแยกสํานวนไปดําเนินการอายัด เงินเดือนของจําเลยที่ 2 เมื่อลวงเลยระยะเวลา 60 วันตามที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหขยายระยะเวลาบังคับคดีก็ตาม แตก็ถือไดวาผูรองประสงคflที่จะขอใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจําเลยที่2 ตามคํารองขอที่ไดยื่นไว ตอเจาพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ซึ่งยังอยูภายในกําหนดระยะเวลาบังคับคดีชอบที่เจาพนักงาน บังคับคดีจะดําเนินการอายัดเงินเดือนของจําเลยที่ 2 ใหตามคํารองขอของผูรอง ฎีกาเลาเรื่อง 348 จําเลยลงลายมือชื่อสั่งจาย เช็คพิพาททั้งสามฉบับ มีชื่อโจทกflหรือผูถือเป2นผูรับเงิน จึงตองรับผิดตาม เนื้อความในเช็ค โจทกflผูมีเช็คดังกลาวไวในครอบครองจึงเป2นผูทรงเช็ค จําเลยอางวาโจทกflไมใชผูทรงเช็คโดยชอบ ยอมมีภาระการพิสูจนflแตเมื่อจําเลยออกเช็คพิพาทมอบใหว. โดยตกลงวาจะไมนําไปเรียกเก็บเงินโจทกflทราบและ เช็คไปจากตูนิรภัยของ ว. แลว ลงวันที่และเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจําเลยไมยินยอมเมื่อธนาคารปฏิเสธ การจายเงินเนื่องจากจําเลยมีคําสั่งหามการจาย โจทกflจึงไมใชผูทรงโดยชอบอันจะมีสิทธิเรียกใหจําเลยชําระเงิน ตามเช็ค คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2562 เช็คพิพาททั้งสามฉบับจําเลยเป2นผูลงลายมือชื่อสั่งจาย มีชื่อโจทกflหรือผูถือเป2นผูรับเงิน ดังนี้จําเลยตองรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาททั้งสามฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 900วรรคหนึ่ง และมาตรา 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง โจทกflเป2นผูมีเช็คพิพาททั้งสามฉบับไว ในครอบครองจึงเป2นผูทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามมาตรา 904 จําเลยกลาวอางวาโจทกflไมใชผูทรงเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับโดยชอบยอมมีภาระการพิสูจนflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 จําเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับมอบใหว. โดยมีขอตกลงวาจะไมมีการนําไปเรียกเก็บเงินโดยโจทกflทราบ และโจทกflเอาเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปจากตูนิรภัยของ ว. แลว ลงวันที่และเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจําเลย ไมยินยอมและธนาคารก็ปฏิเสธการจายเงินเนื่องจากจําเลยมีคําสั่งหามธนาคารจายเงิน โจทกflจึงไมใชผูทรงเช็ค พิพาททั้งสามฉบับโดยชอบอันมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยชําระเงินตามเช็ค


ฎีกาเลาเรื่อง 349 สะพานไมของโจทกflที่ 1 สรางอยูบนคลอง ซึ่งเป2นทางน้ําสาธารณประโยชนflและโจทกflที่ 1 ใชประโยชนfl มากอน จึงมีสิทธิใชประโยชนflในสะพานรวมทั้งที่ดินพิพาทดีกวาจําเลยทั้งสอง การที่จําเลยทั้งสองรื้อสะพาน ของโจทกflที่ 1 สรางบานพักคนงานครอมสะพานและทําคานไมวางสิ่งของ ทําใหโจทกflที่ 1 นําเรือมาจอดเทียบ สะพานไมไดเป2นการละเมิด โจทกflที่ 1 มีสิทธิไดรับคาเสียหายนับแตวันที่ทําละเมิด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2562 สะพานไมของโจทกflที่ 1 สรางอยูบนคลองระบายพระยาพิสูตรflหรือ คลองแสมขาว ซึ่งเป2นทางนmาสาธารณประโยชนflที่ประชาชนมีสิทธิใชรวมกัน โดยโจทกflที่ 1 เป2นผูใชประโยชนfl ในสะพานมากอน โจทกflที่ 1 จึงมีสิทธิใชประโยชนflในสะพานรวมทั้งที่ดินพิพาทดีกวาจําเลยทั้งสอง การที่จําเลย ทั้งสองรื้อถอนสะพานไมของโจทกflที่ 1 เหลือแตเสาบางสวน สรางบานพักคนงานครอมบนสะพานและทําคานไม สําหรับวางสิ่งของ เป2นเหตุใหโจทกflที่ 1 ไมสามารถนําเรือมาจอดเทียบสะพานไดจึงเป2นการทําละเมิดตอโจทกflที่1 โจทกflที่ 1 ยอมมีสิทธิไดรับคาเสียหายนับแตวันที่จําเลยทั้งสองกระทําละเมิดตอโจทกflที่ 1 ฎีกาเลาเรื่อง 350 การที่จําเลยปลอมคํารองขอออกหนังสือเดินทาง จากนั้นไดนําไปใชแสดงเป2นพยานหลักฐาน ในการขอออกหนังสือเดินทางของจําเลยตอเจาหนาที่สถานกงสุลใหญในตางประเทศ โดยใชสําเนาสูติบัตรและ สําเนาหนังสือเดินทางของ ร. ที่จําเลยทําปลอมขึ้นไปแสดงตอเจาหนาที่สถานกงสุลใหญ เพื่อประกอบคํารอง ขอออกหนังสือเดินทางพรอมทั้งลงลายมือชื่อปลอมของ ร. ในคํารองดังกลาวเป2นการแจงขอมูลอันเป2นเท็จเพื่อให เจาหนาที่สถานกงสกุลใหญหลงเชื่อ ออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป2นเอกสารปลอมเขาฐานขอมูลการจัดทําหนังสือ เดินทาง และสแกนลายมือชื่อปลอมในชองผูถือหนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป2นรูปเลม ถือเป2น การปลอมเอกสารราชการโดยใชเจาพนักงานเป2นเครื่องมือในการกระทําความผิด เมื่อการกระทําของจําเลย ใกลชิดตอความผิดสําเร็จเขาขั้นลงมือกระทําความผิดแลว แตไมบรรลุผลเนื่องจากถูกตรวจพบจึงไมออกหนังสือ เดินทางใหจําเลย จําเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2562 การที่จําเลยปลอมคํารองขอออกหนังสือเดินทาง เลขที่ Y684619 เพื่อขอออกหนังสือเดินทางหลังจากนั้นไดนําคํารองดังกลาวไปใชแสดงเป2นพยานหลักฐานในการขอออกหนังสือ เดินทางของจําเลยตอเจาหนาที่สถานกงสุลใหญ ณ เมืองเจดดาหflราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเพื่อใหดําเนินการ ออกหนังสือเดินทางดังกลาวใหแกจําเลย โดยจําเลยใชสําเนาสูติบัตรและสําเนาหนังสือเดินทางของ ร. ที่จําเลยทํา


ปลอมขึ้นไปแสดงตอเจาหนาที่สถานกงสุลใหญ เพื่อประกอบคํารองขอออกหนังสือเดินทางพรอมทั้งลงลายมือชื่อ ปลอมของ ร. ในคํารองดังกลาวเป2นการแจงขอมูลอันเป2นเท็จเพื่อใหเจาหนาที่สถานกงสกุลใหญหลงเชื่อ นําขอมูลดังกลาวตามคํารองขอออกหนังสือเดินทาง ซึ่งเป2นเอกสารปลอมเขาฐานขอมูลการจัดทําหนังสือเดินทาง ของสถานกงสุลใหญและสแกนลายมือชื่อปลอมที่จําเลยลงไวในคํารองขอออกหนังสือเดินทางในชองผูถือ หนังสือเดินทาง เพื่อประมวลผลออกมาเป2นรูปเลมหนังสือเดินทางเลขที่ Y684619 ถือเป2นการปลอมเอกสาร ราชการโดยใชเจาพนักงานเป2นเครื่องมือในการกระทําความผิด เมื่อการกระทําของจําเลยเป2นขั้นตอนสุดทาย ของผูขอออกหนังสือเดินทาง อันถือวาเป2นการกระทําที่ใกลชิดตอความผิดสําเร็จเขาขั้นลงมือกระทําความผิดแลว แตการกระทําไมบรรลุผลเนื่องจากเจาหนาที่ตรวจสอบแลวพบวาจําเลยเคยยื่นคํารองขอออกหนังสือเดินทาง ในชื่อของจําเลย กรมการกงสุลจึงไมออกหนังสือเดินทางตามคํารองขอออกหนังสือเดินทางปลอมเลขที่Y684619 ใหจําเลย จําเลยจึงมีความผิดฐานพยายามปลอมเอกสารราชการ ฎีกาเลาเรื่อง 351 โจทกflขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดกของ น. ออกขายทอดตลาดนําเงินมาแบงกันโดยไม ขอแบงทรัพยflมรดกของ น. จากจําเลยทั้งหากอน ไมเป2นไปตามลําดับในคําพิพากษา ตอมาศาลฎีกาพิพากษา ยืนใหเพิกถอนการยึดอันเป2นความผิดของโจทกflเอง โจทกflซึ่งเป2นผูขอบังคับคดีจึงตองเป2นผูชําระคาธรรมเนียม ยึดทรัพยflสินซึ่งไมใชตัวเงินแลวไมมีการขายหรือจําหนายในอัตรารอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึด คําสั่งของศาลชั้นตนและคําพิพากษาของศาลอุทธรณflที่ใหโจทกflชําระคาธรรมเนียมดังกลาวจึงชอบแลวแตคําวา ราคาทรัพยflสินที่ยึดหมายถึงราคาทรัพยflสินที่ยึดซึ่งไมเกินจํานวนหนี้ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีประกอบกับ ไมปรากฏพฤติการณflแหงคดีวาโจทกflนํายึดที่ดินมรดกเกินกวาที่จําเป2นแกการบังคับคดีตามสิทธิที่โจทกflไดรับ ดังกลาว ที่ศาลอุทธรณflพิพากษาใหโจทกflชําระคาธรรมเนียมในอัตรารอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึดทั้งหมดนั้น จึงไมถูกตอง และไมเป2นธรรมแกโจทกflศาลฎีกาจึงเห็นสมควรใหคิดคาธรรมเนียมในอัตรารอยละ 3.5 ของราคา ทรัพยflสินที่ยึด แตไมเกินจํานวนสวนแบงที่โจทกflมีสิทธิไดรับในทรัพยflสินที่ยึด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2562 การกระทําของโจทกflที่ขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดก ของ น. เพื่อนําออกขายทอดตลาดนําเงินมาแบงกันโดยมิไดมีการขอแบงทรัพยflมรดกของ น. จากจําเลยทั้งหากอน ซึ่งไมเป2นไปตามลําดับขั้นตอนที่ระบุไวในคําพิพากษา ตอมาศาลฎีกาไดมีคําพิพากษายืนตามศาลอุทธรณfl ใหเพิกถอนการยึดอันเป2นความผิดของโจทกflเอง ดังนั้น โจทกflซึ่งเป2นผูขอบังคับคดีจึงตองเป2นผูชําระคาธรรมเนียม


ยึดทรัพยflสินซึ่งไมใชตัวเงินแลวไมมีการขายหรือจําหนายในอัตรารอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง, 153 วรรคสอง, 153/1 และตาราง 5 ขอ 3 ทาย ป.วิ.พ. (เดิม) บทบัญญัติดังกลาว ไมไดระบุวาผูที่นํายึดจะตองเป2นเจาหนี้หรือลูกหนี้ตามคําพิพากษาตอกันแตอยางใด ประกอบกับเมื่อโจทกfl เป2นฝOายชนะคดียอมเป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษาชอบที่จะรองขอใหบังคับคดีตามคําพิพากษาของศาลไดหากจําเลย ทั้งหาเป2นฝOายแพคดี (ลูกหนี้ตามคําพิพากษา) มิไดปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางสวน เพียงแตคดีนี้ศาลไดกําหนดในคําพิพากษาไวแลวถึงวิธีการแบงทรัพยflมรดกระหวางโจทกflกับจําเลยทั้งหาโดย ใหตกลงแบงทรัพยflมรดกกันกอน เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวาโจทกflกับจําเลยทั้งหายังมิไดแบงทรัพยflมรดกกัน แตโจทกfl กลับขอใหบังคับคดียึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดนําเงินมาแบงกันขามขั้นตอนตามที่ระบุไวในคําพิพากษา การที่โจทกflขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมรดก จึงเกิดจากการกระทําของโจทกflเอง เมื่อศาลมีคําสั่งให เพิกถอนการยึด โจทกflจึงตองมีหนาที่ชําระคาธรรมเนียมเจาพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพยflสินแลวไมมีการขาย หรือจําหนายคําสั่งของศาลชั้นตนและคําพิพากษาของศาลอุทธรณflที่ใหโจทกflชําระคาธรรมเนียมยึดแลวไมมี การขายหรือจําหนายจึงชอบแลว เมื่อขอเท็จจริงรับฟIงเป2นยุติตามคําพิพากษาศาลฎีกาแลววา โจทกflนํายึดที่ดินมรดกโดยยังมิไดตกลง แบงกันในระหวางโจทกflกับจําเลยทั้งหาอันเป2นการบังคับคดีไมเป2นไปตามลําดับขั้นตอนตามคําพิพากษาจน ศาลฎีกาพิพากษาใหเพิกถอนการยึดที่ดิน ซึ่งโจทกflมีหนาที่ชําระคาธรรมเนียมกรณียึดทรัพยflสินแลวไมมีการขาย หรือจําหนายอยางไรก็ตาม การคิดคาธรรมเนียมของเจาพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ขอ 3 ทาย ป.วิ.พ. (เดิม) ระบุวา เมื่อยึดทรัพยflสินซึ่งไมใชตัวเงินแลวไมมีการขายหรือจําหนายใหเสียคาธรรมเนียมรอยละ 3 ครึ่งของราคา ทรัพยflสินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเชนนี้เพราะโดยปกติผลของการไปยึดทรัพยflสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาจะได มูลคาทรัพยflสินนอยกวาจํานวนหนี้ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีกฎหมายจึงบัญญัติใหคิดคาธรรมเนียมตามราคา ทรัพยflสินที่ยึดไดซึ่งจะเสียคาธรรมเนียมนอยกวาจํานวนหนี้ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีแตกฎหมายมิไดคํานึงถึง กรณีที่เจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยflสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแลว หากไดมูลคาทรัพยflสินเกินกวาจํานวนหนี้ ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีจะใหปฏิบัติในเรื่องการเสียคาธรรมเนียมดังกลาวเป2นประการใดและคงไมประสงคfl จะใหเสียคาธรรมเนียมมากกวาจํานวนหนี้ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีมิฉะนั้นจะเป2นการเสียคาธรรมเนียม เกินกวาที่พิพาทกันในคดีซึ่งยอมไมถูกตอง ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพยflสินซึ่งไมใชตัวเงินแลวไมมีการขายหรือจําหนาย การเสียคาธรรมเนียมรอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึดนั้น คําวา ราคาทรัพยflสินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกลาว จึงหมายถึงราคาทรัพยflสินที่ยึดซึ่งไมเกินจํานวนหนี้ที่จะตองรับผิดในการบังคับคดีประกอบกับไมปรากฏพฤติการณfl แหงคดีวาโจทกflนํายึดที่ดินมรดกเกินกวาที่จําเป2นแกการบังคับคดีตามสิทธิที่โจทกflไดรับดังกลาว ที่ศาลอุทธรณfl


พิพากษาใหโจทกflชําระคาธรรมเนียมในอัตรารอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึดทั้งหมดนั้น จึงไมถูกตอง และ ไมเป2นธรรมแกโจทกflศาลฎีกาจึงเห็นสมควรใหคิดคาธรรมเนียมในอัตรารอยละ 3.5 ของราคาทรัพยflสินที่ยึด แตไมเกินจํานวนสวนแบงที่โจทกflมีสิทธิไดรับในทรัพยflสินที่ยึด ฎีกาเลาเรื่อง 352 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะ โดยไมมีเหตุอันสมควร ศาลชั้นตนปรับ 1,000 บาท จึงตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง จําเลยอุทธรณflวาไมไดกระทําความผิด ขอใหยกฟ6อง เป2นปIญหาขอเท็จจริงความผิดดังกลาวจึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน ที่ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยใหจึงไมชอบ และเป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2562 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะ โดยไมมีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นตนปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานนี้จึงตองหามอุทธรณfl ในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ (4) การที่จําเลยอุทธรณflวาไมไดกระทําความผิด ขอใหยกฟ6อง จึงเป2นการอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงในขอหาดังกลาวซึ่งตองหามตามบทกฎหมายขางตน ความผิดดังกลาว จึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณflภาค 3 วินิจฉัยความผิดในขอหาดังกลาวจึงไมชอบ ปIญหานี้เป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได ฎีกาเลาเรื่อง 353 จําเลยที่ 2 และที่ 4 รวมยิงปZนใสกลุมจําเลยที่ 1 อันเป2นการชุลมุนตอสูกันตั้งแตสามคนทําใหมีผูเสียชีวิต และบาดเจ็บ แมโจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยที่ 2 ใชขวดเบียรflขวางใสกลุมจําเลยที่ 1 กับพวก แตทางพิจารณาได ความวาใชอาวุธปZนยิง ขอแตกตางดังกลาวเป2นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธ เมื่อจําเลยที่ 2 ใหการปฎิเสธ แตรับวาอยูในที่เกิดเหตุแสดงวาไมหลงขอตอสูศาลจึงลงโทษจําเลยที่ 2ไดจําเลยที่ 2 และที่ 4 จึงมีความผิดฐาน เขารวมชุลมุนตอสูตั้งแตสามคนขึ้นไปจนเป2นเหตุใหมีผูเสียชีวิตและไดรับอันตรายสาหัส คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 921/2562 ขอเท็จจริงฟIงไดตามที่ศ. เบิกความวาจําเลยที่ 2 และที่ 4 รวมยิงปZนใสกลุมจําเลยที่ 1 อันเป2นการชุลมุนตอสูกันตั้งแตสามคนทําใหมีผูเสียชีวิตและไดรับบาดเจ็บจริง แมโจทกflบรรยายฟ6องวาจําเลยที่ 2 ใชขวดเบียรflขวางใสกลุมจําเลยที่ 1 กับพวก แตทางพิจารณาไดความวา


ใชอาวุธปZนยิงซึ่งขอที่แตกตางเป2นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธไมใชขอสําคัญและจําเลยที่ 2 ใหการปฏิเสธ แตรับวาอยูในที่เกิดเหตุแสดงวาไมหลงขอตอสูศาลจึงลงโทษจําเลยที่ 2 ตามที่พิจารณาไดความมาไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192วรรคสาม จําเลยที่ 2 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเขารวมชุลมุนตอสูตั้งแตสามคนขึ้นไปจนเป2นเหตุใหมีผู เสียชีวิตและไดรับอันตรายสาหัส ฎีกาเลาเรื่อง 354 ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยวา โจทกflทั้งสามฟ6องเรียกทรัพยflมรดกของ ข. พนกําหนด 10 ปXนับแตเจามรดกตาย จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แตจําเลยทั้งสามใหการตอสูเรื่องอายุความวา โจทกflทั้งสามฟ6อง เรียกทรัพยflมรดกเกินกวา 1 ปXนับแตข. ถึงแกความตาย และ 5 ปXนับแตการจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และ 1733 วรรคสอง ตามลําดับ ดังนั้น ที่ศาลชั้นอุทธรณflวินิจฉัยวาคดีโจทกflทั้งสาม ขาดอายุความเนื่องจากฟ6องคดีเมื่อพนกําหนด 10 ปXตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป2นการวินิจฉัยนอก ประเด็น ถือวาเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลชั้นอุทธรณflแมโจทกflทั้งสามไมฎีกา แตปIญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยนอกประเด็นเป2นปIญหาอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกา มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 892 – 893/2562 คดีนี้ศาลอุทธรณflภาค 1 วินิจฉัยวา โจทกflทั้งสามฟ6อง เรียกทรัพยflมรดกของ ข. พนกําหนด 10 ปXนับแตเจามรดกตาย จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แตขอนี้จําเลยทั้งสามใหการวา โจทกflทั้งสามฟ6องเรียกทรัพยflมรดกเกินกวา 1 ปXนับแต ข. ถึงแกความตาย คดีโจทกfl ทั้งสามขาดอายุความ เป2นการใหการตอสูเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง กับใหการวา โจทกflทั้งสามฟ6องคดีเกินกวา 5 ปXนับแตการจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทกflทั้งสามขาดอายุความ เป2นการอางอายุ ความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณflภาค 1 วินิจฉัยวาคดีโจทกflทั้งสามขาดอายุความ เนื่องจากฟ6องคดีเมื่อพนกําหนด 10 ปXอันเป2นอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป2นการวินิจฉัยนอก ประเด็น ไมชอบดวยกฎหมาย ถือวาเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 1 แมโจทกflทั้งสามไมฎีกาในขอนี้แตปIญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยนอกประเด็นเป2นปIญหาอันเกี่ยวดวย ความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)


ฎีกาเลาเรื่อง 355 ศาลชั้นตนอนุญาตใหผูเสียหายทั้งสองเขารวมเป2นโจทกflเฉพาะความผิดฐานรวมกันปลนทรัพยfl สวนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และพ.ร.บ.อาวุธปZนฯ รัฐเทานั้นเป2นผูเสียหาย จึงไมอนุญาต เมื่อศาลชั้นตน พิพากษายกฟ6องโจทกflสําหรับจําเลยที่ 4 โจทกflไมอุทธรณflความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และพ.ร.บ. อาวุธปZนฯ จึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน โจทกflรวมทั้งสองไมมีสิทธิอุทธรณflในความผิดดังกลาว ศาลชั้นอุทธรณfl จึงไมมีอํานาจวินิจฉัยอุทธรณflของโจทกflรวมทั้งสองในความผิดดังกลาว เมื่อรับวินิจฉัยแลวพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 4 จึงไมชอบ และเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 846/2562 ศาลชั้นตนมีคําสั่งอนุญาตใหผูเสียหายทั้งสองเขารวมเป2น โจทกflเฉพาะความผิดฐานรวมกันปลนทรัพยflเทานั้น สวนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิด ตอพระราชบัญญัติอาวุธปZนฯ รัฐเทานั้นเป2นผูเสียหาย จึงไมอนุญาต เมื่อศาลชั้นตนพิพากษายกฟ6องโจทกflสําหรับ จําเลยที่ 4 โจทกflไมอุทธรณflความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดตอพระราชบัญญัติอาวุธปZนฯ จึงยุติไป ตามคําพิพากษาศาลชั้นตน โจทกflรวมทั้งสองไมมีสิทธิอุทธรณflคําพิพากษาศาลชั้นตนในความผิดดังกลาว ศาลอุทธรณflภาค 8 จึงไมมีอํานาจวินิจฉัยอุทธรณflของโจทกflรวมทั้งสองในความผิดดังกลาวไดที่ศาลอุทธรณflภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณflของโจทกflรวมทั้งสองในความผิดดังกลาว แลวพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 4 จึงเป2นการไมชอบ ปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้น วินิจฉัยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 356 จําเลยใชคนประจําเรือโดยไมมีหนังสือคนประจําเรือ และเป2นคนประจําเรือที่ไมมีสัญชาติไทย โดยไมได รับอนุญาตใหอยูในราชอาณาจักร และไมไดรับใบอนุญาตใหทํางาน ความผิดของจําเลยดังกลาวจึงสําเร็จ เมื่อใชบุคคลตางดาวเขาประจําเรือ โดยไมปฏิบัติตามกฎหมายตั้งแตกอนนําเรือประมงออกจากทาเรือ ไมทําให เรือประมงของกลางเป2นทรัพยflที่ใชในการกระทําความผิดโดยตรง หรือไดมาโดยกระทําความผิด จึงไมอาจริบได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2562จําเลยใชคนประจําเรือโดยไมมีหนังสือคนประจําเรือตามกฎหมาย วาดวยการเดินเรือในนานน้ําไทย และเป2นคนประจําเรือที่ไมมีสัญชาติไทย โดยไมไดรับอนุญาตให อยูในราชอาณาจักรตามกฎหมายวาดวยคนเขาเมือง และไมไดรับใบอนุญาตใหทํางานตามกฎหมายวาดวย การทํางานของคนตางดาว อันเป2นการฝOาฝZน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ความผิด


ของจําเลยดังกลาวจึงเป2นความผิดสําเร็จเมื่อจําเลยใชบุคคลตางดาวดังกลาวเขาประจําเรือ โดยไมปฏิบัติตาม หลักเกณฑflที่กฎหมายกําหนดตั้งแตกอนนําเรือประมงออกจากทาเรือเพื่อไปทําการประมงไมทําใหเรือประมง ของกลางเป2นทรัพยflที่ใชในการกระทําความผิดโดยตรง หรือไดมาโดยกระทําความผิดตามมาตรา 169 จึงไมอาจริบ เรือประมงของกลางได ฎีกาเลาเรื่อง 357 คําสั่งพักใชใบอนุญาตขับรถกรณีเสพยาเสพติดขณะขับรถ เป2นคําสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป2นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อยูในอํานาจของศาลอุทธรณflศาลอุทธรณflภาค จึงไมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคําสั่งดังกลาว ที่ศาลอุทธรณflภาค พิพากษาใหยกคําสั่งพักใชใบอนุญาต ของจําเลยนั้น จึงไมชอบ และถือเป2นปIญหาที่ไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณflภาค ที่โจทกflฎีกา ขอใหพักใชใบอนุญาตจึงไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 806/2562คําสั่งพักใชใบอนุญาตขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เป2นคําสั่งที่เกี่ยวเนื่อง กับการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป2นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลอุทธรณflซึ่งมิใชศาลอุทธรณflภาคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 และมาตรา 14 ศาลอุทธรณflภาค 9 จึงไมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคําสั่งของศาลชั้นตนที่ใหพักใชใบอนุญาตขับรถยนตfl ของจําเลย ที่ศาลอุทธรณflภาค 9 พิพากษาใหยกคําสั่งพักใชใบอนุญาตขับรถยนตflของจําเลย จึงเป2นการไมชอบ และถือวาปIญหาดังกลาวไมไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณflภาค 9 ที่โจทกflฎีกาขอใหพักใชใบอนุญาต ขับรถยนตflของจําเลยจึงไมชอบดวย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ฎีกาเลาเรื่อง 358 ความผิดฐานเป2นเจาพนักงานทําเอกสารอันเป2นเท็จนั้น ผูกระทําไมตองมีมูลเหตุชักจูงใจหรือ เจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดหรือตองกระทําโดยทุจริต ทั้งไมตองพิจารณาถึงผลการกระทํา วาเป2นเหตุใหเกิดความเสียหายอยางหนึ่งอยางใดขึ้นหรือไม หากผูกระทําเป2นเจาพนักงานผูมีหนาที่ทําเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกขอความลงในเอกสาร รับรองวามีการกระทําอยางหนึ่งอยางใดไดกระทําตอหนาตน


หรือรับรองเป2นหลักฐานซึ่งขอเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุงพิสูจนflความจริงวามีขอเท็จจริงอยางหนึ่งอยางใดเกิดขึ้น แตเป2นความเท็จเมื่อไดความวา ในวันยื่นซองสอบราคานั้นมีร. คนเดียวนําซองมายื่น 3 ซอง ซึ่งเป2นของนิติบุคคล สามราย โดยในเอกสารกลับมีผูมีอํานาจกระทําการแทนแทนนิติบุคคลลงลายมือชื่อวาเป2นผูยื่นเอกสาร โดยในชองดานบนของเอกสารจําเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองโดยมีขอความเป2นสาระสําคัญในตอนทายวา ผูแทนนิติบุคคลนั้นเป2นผูมายื่นซองดวยตัวเอง อันเป2นความเท็จ เมื่อจําเลยที่ 2 รับรองเป2นหลักฐานวา ม. และ อ. นําซองมายื่นตอหนาตนและใบรับซองสอบราคาเป2นเอกสารที่มุงพิสูจนflความจริงวา เจาของซองนําซองมายื่นจริง ซึ่งเป2นความเท็จ จําเลยที่ 2 จึงเป2นความผิดฐานเป2นเจาพนักงานทําเอกสารอันเป2นเท็จ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2562 การกระทําที่จะเป2นความผิดฐานเป2นเจาพนักงานทําเอกสาร อันเป2นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 162 นั้น ผูกระทําหาตองมีมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหาย แกผูหนึ่งผูใดหรือตองกระทําโดยทุจริตไมและไมจําตองพิจารณาถึงผลการกระทําวาเป2นเหตุใหเกิดความเสียหาย อยางหนึ่งอยางใดขึ้นหรือไม หากผูกระทําเป2นเจาพนักงานผูมีหนาที่ทําเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกขอความ ลงในเอกสาร รับรองวามีการกระทําอยางหนึ่งอยางใดไดกระทําตอหนาตน หรือรับรองเป2นหลักฐานซึ่งขอเท็จจริง อันเอกสารนั้นมุงพิสูจนflความจริงวามีขอเท็จจริงอยางหนึ่งอยางใดเกิดขึ้น แตเป2นความเท็จ คดีเมื่อไดความจาก คําเบิกความของ พ. เจาหนาที่ฝOายพัสดุซึ่งมีโตyะทํางานอยูติดกับจําเลยที่ 2 วา ในวันยื่นซองสอบราคานั้นมีร. คนเดียวนําซองมายื่น 3 ซอง ซึ่งเป2นซองของบริษัท ป. จํากัด หางหุนสวนจํากัด ร. และหางหุนสวนจํากัด อ. โดยในเอกสารกลับมีลายมือชื่อของ ม. และ อ. หุนสวนผูจัดการของหางลงลายมือชื่อวาเป2นผูยื่นเอกสาร โดยในชองดานบนของเอกสารจําเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองโดยมีขอความเป2นสาระสําคัญในตอนทายวา ม. และ อ.หุนสวนผูจัดการของทั้งสองหางเป2นผูมายื่นซองดวยตัวเอง อันเป2นความเท็จ เมื่อจําเลยที่ 2 รับรอง เป2นหลักฐานวา ม. และ อ. นําซองมายื่นตอหนาตน และใบรับซองสอบราคาเป2นเอกสารที่มุงพิสูจนflความจริงวา เจาของซองนําซองมายื่นจริงซึ่งเป2นความเท็จ เพราะบุคคลทั้งสองไมไดนําซองมายื่นดวยตนเอง การกระทําของ จําเลยที่ 2 จึงเป2นความผิดฐานเป2นเจาพนักงานทําเอกสารอันเป2นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162 ฎีกาเลาเรื่อง 359 อุทธรณflของโจทกflไมเขาขอยกเวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่จะใชสิทธิอุทธรณflคําพิพากษา ตามยอมของศาลชั้นตนไดการที่ศาลชั้นตนรับอุทธรณflและศาลชั้นอุทธรณflรับวินิจฉัยจึงไมชอบ ถือเป2นขอที่


ไมไดยกขึ้นวากันมาโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณflโจทกflยอมไมมีสิทธิฎีกา จึงใหยกอุทธรณflของโจทกflยกคําพิพากษา ศาลชั้นอุทธรณflและยกฎีกาของโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2562 เมื่อขออางตามอุทธรณflของโจทกflไมเขาขอยกเวนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทกflจะใชสิทธิอุทธรณ flคําพิพากษาตามยอมของศาลชั้นตนไดการที่ศาลชั้นตน รับอุทธรณflของโจทกflและศาลอุทธรณflภาค 4 รับวินิจฉัยใหจึงเป2นการไมชอบ ถือวาเป2นขอที่ไมไดยกขึ้นวากันมา โดยชอบในศาลอุทธรณflภาค 4 โจทกflยอมไมมีสิทธิฎีกาตอมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึง พิพากษายกอุทธรณflของโจทกflยกคําพิพากษาศาลอุทธรณflภาค 4 และยกฎีกาของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 360 คําฟ6องตองแสดงโดยแจงชัดซึ่งสภาพแหงขอหาของโจทกflและคําขอบังคับทั้งขออางที่อาศัยเป2นหลักแหง ขอหาเชนวานั้น คําฟ6องจึงตองไดความวามีขอโตแยงเกี่ยวกับสิทธิหรือหนาที่ของบุคคลตามกฎหมายแพงพรอม ขออางที่อาศัยเป2นหลักแหงขอหาและคําขอบังคับ หากจําเลยเห็นวาคําฟ6องบกพรองอยางไร ตองตอสูเป2นประเด็น ไววาคําฟ6องเคลือบคลุม ที่จําเลยฎีกาวา โจทกflมิไดบรรยายฟ6องวาจําเลยขอกูยืมเงินจากใครและจะตองชําระหนี้ ใหแกบุคคลใด โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องเป2นฎีกาวาคําฟ6องคําฟ6องเคลือบคลุม ซึ่งมิใชปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยว ดวยความสงบเรียบรอยที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง เมื่อจําเลยมิไดตอสูไวในคําใหการ จึงไมมีประเด็นตอง วินิจฉัยวาฟ6องโจทกflเคลือบคลุมหรือไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2562 คําฟ6องตองแสดงโดยแจงชัดซึ่งสภาพแหงขอหาของโจทกflและ คําขอบังคับทั้งขออางที่อาศัยเป2นหลักแหงขอหาเชนวานั้น ตามที่บัญญัติไวใน ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การบรรยายฟ6องจึงตองใหไดความวามีขอโตแยงเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหนาที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพง พรอมขออางที่อาศัยเป2นหลักแหงขอหาและคําขอบังคับ หากจําเลยซึ่งเป2นฝOายยื่นคําใหการตอสูคดีเห็นวาคําฟ6อง บกพรองอยางไร จะตองใหการตอสูเป2นประเด็นไววาคําฟ6องนั้นเคลือบคลุม ที่จําเลยฎีกาวา โจทกflมิไดบรรยาย ฟ6องใหปรากฏวาจําเลยขอกูยืมเงินจากใครและจะตองชําระหนี้ใหแกบุคคลใด โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องนั้นจึงเป2น ฎีกาวาคําฟ6องของโจทกflเป2นคําฟ6องเคลือบคลุมนั่นเอง ปIญหาวาคําฟ6องเคลือบคลุมหรือไม หาใชปIญหาขอกฎหมาย อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยไดเองไม จําเลยจะตองยกขึ้นตอสูโดยชัดเจน เป2นประเด็นไวในคําใหการ เมื่อจําเลยไมไดใหการตอสูวาฟ6องโจทกflเคลือบคลุมอยางใด จึงไมมีประเด็นที่ตอง วินิจฉัยวาฟ6องโจทกflเคลือบคลุมหรือไม


ฎีกาเลาเรื่อง 361 จําเลยทั้งสองใหการวาไมเคยวาจางโจทกflกอสรางปรับปรุงถนนและภูมิทัศนflโจทกflไมใชผูกอสราง เอกสารราคาคากอสรางเป2นการกะประมาณไมใชราคาวัสดุและคาแรงงานที่โจทกflจายไปจริง โจทกflไมไดเป2น ผูรับเหมาชวงหรือลูกจาง หรือคูสัญญากับจําเลยทั้งสอง จําเลยทั้งสองเป2นผูกอสรางโดยคาใชจายของจําเลยทั้งสอง เอง เห็นไดวาจําเลยทั้งสองอางเหตุปฏิเสธวาโจทกflไมไดเป2นผูรับเหมาชวงหรือคูสัญญา มิไดอางวาโจทกflกอสราง ไมแลวเสร็จ การที่จําเลยทั้งสองนําสืบวา โจทกflกอสรางไมแลวเสร็จจึงเป2นการนําสืบนอกคําใหการ ฎีกาของจําเลย ทั้งสองที่วา จําเลยทั้งสองไมตองชําระคาจางเนื่องจากเหตุดังกลาว จึงเป2นฎีกาในขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดย ชอบในศาลชั้นตน ตองหามมิใหฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2562 จําเลยทั้งสองใหการวา จําเลยทั้งสองไมเคยวาจางโจทกflกอสราง ปรับปรุงถนนและภูมิทัศนflภายในมหาวิทยาลัยพะเยา โจทกflไมใชผูกอสราง เอกสารราคาคากอสรางเป2นการ กะประมาณราคา ไมใชราคาวัสดุและคาแรงงานที่โจทกflไดจายไปจริง โจทกflไมไดเป2นผูรับเหมาชวงหรือลูกจาง หรือคูสัญญากับจําเลยทั้งสอง จําเลยทั้งสองเป2นผูกอสรางโดยคาใชจายของจําเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ซึ่งเห็นไดวา จําเลยทั้งสองใหการอางเหตุแหงการปฏิเสธวา จําเลยทั้งสองไมตองใชคาเสียหายหรือคาจางแกโจทกflเพราะโจทกfl ไมไดเป2นผูรับเหมาชวงหรือคูสัญญากับจําเลยทั้งสอง มิไดอางเหตุแหงการปฏิเสธวาโจทกflกอสรางไมแลวเสร็จ แตอยางใด การที่จําเลยทั้งสองนําสืบวา โจทกflกอสรางไมแลวเสร็จจึงเป2นการนําสืบนอกคําใหการตาม ป.วิ.พ. มาตรา177 วรรคสอง ฎีกาของจําเลยทั้งสองที่วา จําเลยทั้งสองไมตองชําระคาจางเนื่องจากโจทกflทํางาน ไมแลวเสร็จ จึงถือไดวาเป2นฎีกาในขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน ตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 362 โจทกflที่ 3 พนักงานของบริษัทจําเลยจดทะเบียนจํานองที่ดินพิพาทกับโจทกflที่ 1 และที่ 2 เป2นผลโดยตรง จากการกระทําโดยประมาทเลินเลออยางรายแรงของกรรมการผูมีอํานาจของจําเลย แมการจดทะเบียนจํานอง ดังกลาวจะนอกเหนือความประสงคflของจําเลย จําเลยไมอาจยกความประมาทเลินเลออยางรายแรงของตนเองขึ้น ตอสูโจทกflที่ 1 และที่ 2 บุคคลภายนอกที่กระทําโดยสุจริต จําเลยตองผูกพันและรับผิดตามสัญญาจํานอง และไมอาจขอใหเพิกถอนนิติกรรมดังกลาวจํานองได


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 626 – 627/2562 การที่โจทกflที่ 3 พนักงานของบริษัทจําเลยทํานิติกรรม จดทะเบียนจํานองที่ดินพิพาทกับโจทกflที่ 1 และที่ 2 เป2นผลโดยตรงจากการกระทําโดยประมาทเลินเลออยาง รายแรงของกรรมการผูมีอํานาจของจําเลย แมการจดทะเบียนจํานองที่ดินพิพาทจะเป2นการนอกเหนือความ ประสงคflของจําเลย จําเลยไมอาจยกความประมาทเลินเลออยางรายแรงของตนเองขึ้นตอสูโจทกflที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกที่กระทําการโดยสุจริต จําเลยจึงตองผูกพันและรับผิดตามสัญญาจํานองที่โจทกflที่ 3 ทํากับโจทกflที่ 1 และที่ 2 และไมอาจขอใหเพิกถอนนิติกรรมจํานองที่ดินพิพาทได ฎีกาเลาเรื่อง 363 จําเลยเป2นไมมีสัญชาติไทย แตแจงตอผูเสียหายใหจดขอความเท็จในเอกสารราชการวาจําเลย คือ อ. ซึ่งมีที่อยูทะเบียนบานกลาง ขอยายที่อยูไปยังทะเบียนบานเลขที่ 1/2 ในจังหวัดระนอง จากนั้นจําเลยยื่นคําขอ มีบัตรประจําตัวประชาชนโดยแจงขอความเท็จวาเป2น อ. พรอมยื่นสําเนาทะเบียนบานดังกลาว จนผูเสียหาย หลงเชื่อออกบัตรประจําตัวประชาชนใหจําเลย เป2นการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือเพื่อให ทางราชการออกบัตรประจําตัวประชาชนแกจําเลย จึงเป2นกรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท ที่ศาลลาง ทั้งสองลงโทษจําเลยเป2นความผิดตางกรรมจึงไมชอบ แมจําเลยมิไดฎีกาแตศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและ ปรับบทลงโทษจําเลยใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2562 การที่จําเลยเป2นบุคคลผูไมมีสัญชาติไทย แตแจงตอผูเสียหาย ใหจดขอความอันเป2นเท็จลงในเอกสารราชการวาจําเลย คือ อ. ซึ่งมีที่อยูทะเบียนบานกลาง ขอยายที่อยูไป ยังทะเบียนบานเลขที่ 1/2 หมู 1 ตําบลเชี่ยวเหลียง อําเภอกะเปอรflจังหวัดระนอง จากนั้นจําเลยยื่นคําขอ มีบัตรประจําตัวประชาชนโดยแจงขอความอันเป2นเท็จวาเป2น อ. พรอมยื่นสําเนาทะเบียนบานดังกลาว จนผูเสียหายหลงเชื่อออกบัตรประจําตัวประชาชนใหจําเลย เป2นการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อใหทางราชการออกบัตรประจําตัวประชาชนใหแกจําเลย การกระทําของจําเลยเป2นกรรมเดียวเป2นความผิด ตอกฎหมายหลายบท ที่ศาลลางทั้งสองพิพากษาลงโทษจําเลยเป2นความผิดตางกรรมจึงไมชอบ แมจําเลยจะมิได ฎีกาปIญหาดังกลาว ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจําเลยใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


ฎีกาเลาเรื่อง 364 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด หรือหนวยการใชน้ําหนัก 1.819 กรัม คํานวณ เป2นสารบริสุทธิ์ได 0.187 กรัม กับอีก 6 เม็ด น้ําหนัก 0.54 กรัม น้ําหนักสารบริสุทธิ์ไมปรากฏชัด ไวในครอบครอง เพื่อจําหนายโดยไมไดรับอนุญาต มิไดบรรยายวาจําเลยครอบครองเมทแอมเฟตามีนทั้งสอง จํานวนรวม 26 เม็ด ในคราวเดียวกัน แลวจําหนายครั้งแรกใหผูอื่น 20 เม็ด สวนที่เหลืออีก 6 เม็ด จําเลยมีไวครอบครองเพื่อจําหนายแลว ตอมาพยายามจําหนายใหผูอื่น ทั้งศาลชั้นอุทธรณflก็วินิจฉัยวาตามพยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมา ไมปรากฏวา จําเลยครอบครองเมทแอมเฟตามีนในคราวเดียวกันทั้ง 26 เม็ด ศาลฎีกาจําตองถือตามในการวินิจฉัยขอกฎหมาย ขอนี้จึงตองรับฟIงวาเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ที่จําเลยมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายและจําหนายไปเป2น จํานวนเดียวกัน และเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ที่จําเลยมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายและพยายามจําหนาย ไปเป2นจํานวนเดียวกัน ที่โจทกflฎีกาวา คําฟ6องของโจทกflที่บรรยายมาเนื่องจากเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ที่เหลือ ผูตรวจพิสูจนflมิไดคํานวณเป2นน้ําหนักสารบริสุทธิ์ใหก็ดีจําเลยสามารถพยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ใหแกผูซื้อไดในวันเดียวกันกับที่จําหนายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ดแรกนั้น เป2นที่เขาใจไดวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีน อยูแลวในคราวเดียวรวม 26 เม็ด ก็ดีและศาลตองลงโทษจําเลยเป2นสามกรรมวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนไวใน ครอบครองเพื่อจําหนาย 26 เม็ด จําหนาย 20 เม็ด และพยายามจําหนายอีก 6 เม็ด นั้น ไมอาจรับฟIงไดเพราะ การครอบครองหรือจําหนายอาจเป2นการจัดหามาทีละครั้ง และสามารถกระทําในวันเดียวกันไดอีกหลายๆ ครั้งก็ได การกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดสองกรรมดังที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2562 คําฟ6องของโจทกflบรรยายวา จําเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป2น ยาเสพติดใหโทษในประเภท 1 จํานวน 20 เม็ด หรือหนวยการใชน้ําหนัก 1.819 กรัม คํานวณเป2นสารบริสุทธิ์ได 0.187 กรัม กับอีก 6 เม็ด น้ําหนัก 0.54 กรัม น้ําหนักสารบริสุทธิ์ไมปรากฏชัด ไวในครอบครองเพื่อจําหนาย โดยไมไดรับอนุญาต มิไดบรรยายวาจําเลยครอบครองเมทแอมเฟตามีนทั้ง 2 จํานวนดังกลาวรวม 26 เม็ด ในคราวเดียวกัน แลวจําหนายครั้งแรกใหแกผูอื่นไป 20 เม็ด สวนที่เหลืออีก 6 เม็ด จําเลยมีไวครอบครอง เพื่อจําหนายแลวตอมาพยายามจําหนายใหแกผูอื่น ทั้งศาลอุทธรณflคดีชํานัญพิเศษก็วินิจฉัยขอเท็จจริงไววา ตามพยานหลักฐานที่โจทกflนําสืบมา ไมปรากฏวาจําเลยครอบครองเมทแอมเฟตามีนในคราวเดียวกันทั้ง 26 เม็ด ซึ่งศาลฎีกาจําตองถือตามในการวินิจฉัยขอกฎหมายขอนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 จึงตองรับฟIงขอเท็จจริงวา เมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ที่จําเลยมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามฟ6องขอ (ก) และจําหนายไปตามฟ6องขอ (ข) เป2นจํานวนเดียวกัน และเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ที่จําเลยมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามฟ6องขอ (ก) และ พยายามจําหนายไปตามฟ6องขอ (ค) เป2นจํานวนเดียวกัน ที่โจทกflฎีกาวา คําฟ6องของโจทกflที่บรรยายมาดังกลาว


เนื่องจากเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ที่เหลือ ผูตรวจพิสูจนflมิไดคํานวณเป2นน้ําหนักสารบริสุทธิ์ใหก็ดีจําเลยสามารถ พยายามจําหนายเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ใหแกผูซื้อไดในวันเดียวกันกับที่จําหนายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ดแรกนั้น เป2นที่เขาใจไดวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนอยูแลวในคราวเดียวรวม 26 เม็ด ก็ดีและศาลตองลงโทษจําเลยเป2น สามกรรมวาจําเลยมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย 26 เม็ด จําหนาย 20 เม็ด และพยายามจําหนาย อีก 6 เม็ด นั้น ไมอาจรับฟIงไดเพราะการครอบครองหรือจําหนายอาจเป2นการจัดหามาครอบครองเพื่อจําหนายใหม ที่ละครั้ง และสามารถกระทําในวันเดียวกันไดอีกหลายๆ ครั้งก็ไดการกระทําของจําเลยจึงเป2นความผิดสองกรรม ดังที่ศาลลางทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 365 ถอยคําพูด หรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับขอหมิ่นประมาท ถือเป2นองคflประกอบสําคัญของความผิดฐาน หมิ่นประมาท โจทกflตองบรรยายไวในคําฟ6อง เมื่อโจทกflที่ 1 มิไดบรรยายไวถือวาโจทกflที่ 1 ไมประสงคflใหลงโทษ แมจําเลยจะพูดและติดภาพถายโจทกflที่ 1 จริง ก็ไมอาจลงโทษจําเลยได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 375/2562 ในคดีหมิ่นประมาท ถอยคําพูด หรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับขอ หมิ่นประมาท ถือเป2นองคflประกอบสําคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 วรรคสอง โจทกflตองบรรยายไวในคําฟ6อง เมื่อโจทกflที่ 1 มิไดบรรยายฟ6องไวถือวาไมใชเป2นเรื่องที่โจทกflที่ 1 ประสงคflให ลงโทษแมจะฟIงไดวาจําเลยพูดและติดภาพถายโจทกflที่ 1 ดังกลาวจริง ก็ไมอาจนําขอเท็จจริงดังกลาวมาพิจารณา ลงโทษจําเลยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ฎีกาเลาเรื่อง 366 การขอเฉลี่ยทรัพยflมีประเด็นคือผูขอเฉลี่ยทรัพยflไมสามารถเอาชําระไดจากทรัพยflสินอื่นของลูกหนี้ ตามคําพิพากษา และตองพิสูจนflใหไดในขณะยื่นคําขอ เมื่อผูรองเคยยื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยflของจําเลยที่ 1 และ ศาลชั้นตนยกคํารองเนื่องจากผูรองไมขวนขวายหาทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 ฟIงไมไดวาผูรองไมสามารถเอาชําระหนี้ จากทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 ไดการที่ผูรองมายื่นคํารองในครั้งนี้ขอเฉลี่ยทรัพยflเดิม โดยอางหลักฐานการตรวจสอบ ทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 ซึ่งสามารถกระทําไดในการยื่นคําขอครั้งแรก และเป2นทรัพยflสินที่จําเลยที่ 1 มีมาตั้งแต กอนยื่นคํารองครั้งแรก จึงเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ํา


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2562 ในการขอเฉลี่ยทรัพยflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 (เดิม) มีประเด็นคือ ผูขอเฉลี่ยทรัพยflไมสามารถเอาชําระไดจากทรัพยflสินอื่นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาซึ่งผูขอเฉลี่ยทรัพยflตองพิสูจนflให ไดในขณะยื่นคําขอ เมื่อผูรองเคยยื่นคํารองเพื่อขอเฉลี่ยทรัพยflของจําเลยที่ 1 ที่เจาพนักงานบังคับคดียึดไวและ ศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารองเนื่องจากผูรองไมขวนขวายหาทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 จึงฟIงไมไดวาผูรองไมสามารถ เอาชําระหนี้จากทรัพยflสินของจําเลยที่ 1 ไดการที่ผูรองมายื่นคํารองในครั้งนี้อีกเพื่อขอเฉลี่ยทรัพยflเดิมโดยอาง พยานหลักฐานการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจําเลยที่ 1 ลวนแตเป2นสิ่งที่ผูรอง สามารถกระทําไดในการยื่นคําขอครั้งแรก อีกทั้งทรัพยflสินที่ผูรองอางวาถูกเจาหนี้อื่นยึดไวก็ลวนเป2นทรัพยflสิน ที่จําเลยที่ 1 มีมาตั้งแตกอนผูรองยื่นคํารองครั้งแรก การตรวจสอบทรัพยflสินดังกลาวจึงเป2นสิ่งที่ผูรองสามารถ กระทําไดแตตนแตไมดําเนินการเอง การที่ผูรองมายื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยflในครั้งนี้อีก จึงเป2นการดําเนินกระบวน พิจารณาซ้ําตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ฎีกาเลาเรื่อง 367 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคําสั่งศาลอุทธรณflที่ใหยกคํารองขอคุมครองประโยชนflระหวางพิจารณาของศาล ตอมาศาลอุทธรณflวินิจฉัยคดีในสวนที่ศาลชั้นตนไมรับคําใหการ (ที่ถูกคํารอง) ของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอางวา ผูซื้อทรัพยflซื้อทรัพยflจากการขายทอดตลาดโดยไมชอบ โดยพิพากษาใหยกอุทธรณflและไมมีคูความฝOายใดฎีกา คําพิพากษาศาลอุทธรณflจึงถึงที่สุด ฎีกาของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นขอคุมครองประโยชนflซึ่งเป2นคดีสาขา ถึงแมจะพิจารณาตอไปก็ไมเป2นประโยชนflหรือเป2นคุณแกจําเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาไมจําตองวินิจฉัย ใหจําหนายคดี คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 475/2562 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคําสั่งศาลอุทธรณflที่ใหยกคํารองขอ คุมครองประโยชนflของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ในระหวางพิจารณาของศาลอุทธรณflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ตอมา ศาลอุทธรณflวินิจฉัยคดีในสวนที่ศาลชั้นตนไมรับคําใหการ (ที่ถูก คํารอง) ของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอางวา ผูซื้อทรัพยflซื้อทรัพยflจากการขายทอดตลาดโดยไมชอบดวยกฎหมาย โดยมีคําพิพากษาใหยกอุทธรณflปรากฏวา ไมมีคูความฝOายใดฎีกา คําพิพากษาศาลอุทธรณflจึงถึงที่สุดแลว ฎีกาของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นขอคุมครอง ประโยชนflในระหวางพิจารณาของศาลอุทธรณflซึ่งเป2นคดีสาขาของคดีดังกลาว ถึงแมจะพิจารณาตอไปก็ไมเป2น ประโยชนflหรือเป2นคุณแกจําเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาไมจําตองวินิจฉัย จึงใหจําหนายคดีออกจากสารบบความ


ฎีกาเลาเรื่อง 368 จําเลยใหการวาจําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดโดยระบุเหตุเลิกสัญญาตามขอ 7 ขอ 13 และขอ 14 ไวดวย ศาลชั้นตนกําหนดประเด็นขอพิพาทวา จําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาใหบริการพื้นที่โดยชอบดวยกฎหมายหรือไม และทั้งโจทกflและจําเลยนําสืบอางถึงสัญญาใหบริการพื้นที่พรอมเอกสารแนบและบันทึกตอทายสัญญา ในการวินิจฉัยคดีวาจําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดหรือไม ศาลยอมมีอํานาจพิจารณารายละเอียดตามคําใหการ ประกอบเอกสารดังกลาวไดเพราะเป2นขอที่นําสืบปรากฏในชั้นพิจารณาโดยชอบแลว ฉะนั้น แมจําเลยจะมีหนังสือ บอกเลิกสัญญาโดยระบุเหตุตามขอ 7 ศาลชั้นอุทธรณflก็มีอํานาจนําขอเท็จจริงมาวินิจฉัยวาการบอกเลิกสัญญา เป2นไปตามขอ 14 ไดเป2นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นขอพิพาทที่ศาลชั้นตนกําหนดชอบดวยกฎหมายแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2562จําเลยใหการวาจําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดโดยระบุเหตุเลิกสัญญา ตามขอ 7 ขอ 13 และขอ 14 ไวดวย ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นตนกําหนดประเด็นขอพิพาทวา จําเลยมีสิทธิบอกเลิก สัญญาใหบริการพื้นที่โดยชอบดวยกฎหมายหรือไม และในชั้นพิจารณาทั้งโจทกflและจําเลยนําสืบอาง ถึงสัญญาใหบริการพื้นที่พรอมเอกสารแนบและบันทึกตอทายสัญญาระหวางจําเลยกับโจทกflในการวินิจฉัยคดี วาจําเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดหรือไมศาลยอมมีอํานาจพิจารณารายละเอียดตามคําใหการของจําเลยประกอบ เอกสารดังกลาวไดเพราะเป2นขอที่นําสืบปรากฏในชั้นพิจารณาโดยชอบแลว ฉะนั้น แมจําเลยจะมีหนังสือบอกเลิก สัญญาโดยระบุเหตุตามขอ 7 ศาลอุทธรณflภาค 7 ก็มีอํานาจนําขอเท็จจริงมาวินิจฉัยวาการบอกเลิกสัญญา ของจําเลยเป2นไปตามขอ 14 ไดเป2นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นขอพิพาทที่ศาลชั้นตนกําหนดประเด็นเป2นการ ชอบดวยกฎหมายแลว ฎีกาเลาเรื่อง 369 โจทกflฟ6องบังคับจําเลยชําระหนี้เงินกูและบังคับจํานองที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 โดยอาศัยสัญญาจํานอง เป2นหลักฐานการกูจําเลยใหการวา สัญญาจํานองที่ดินเป2นนิติกรรมอําพราง ที่โจทกflและมารดาจําเลยซื้อขาย บานบนที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 และ 43393 ซึ่งมารดาจําเลยนําที่ดินโฉนดเลขที่ 43393 ไปเป2นประกันหนี้ กับเจาหนี้รายอื่น โจทกflเกรงวาระหวางรอไถถอน มารดาจําเลยจะนําบานไปขายใหบุคคลอื่น จึงใหจําเลยทําสัญญา จํานองเป2นประกันการชําระคาที่ดินครึ่งหนึ่งกอน เทากับจําเลยรับวาทําสัญญาจํานองซึ่งเป2นหลักฐานแหงการกู และยังไมชําระหนี้แตกลาวอางขอเท็จจริงขึ้นใหมเป2นขอตอสูวา เงินที่โจทกflสงมอบเป2นการชําระคาที่ดิน


ถือไดวาจําเลยกลาวอางขอเท็จจริงอยางขึ้นใหม ภาระการพิสูจนflตกแกจําเลยตองนําสืบวาไมตองรับผิดตอโจทกfl อยางไรเมื่อจําเลยไมมีพยานมาสืบใหไดขอเท็จจริงตามที่กลาวอาง จึงเป2นฝOายแพคดี คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 454/2562 โจทกflฟ6องบังคับจําเลยชําระหนี้เงินกูและบังคับจํานองที่ดิน โฉนดเลขที่ 43392 โดยอาศัยสัญญาจํานองเป2นหลักฐานการกูยืมเงิน จําเลยใหการวา สัญญาจํานองที่ดิน เป2นนิติกรรมอําพราง การที่โจทกflและมารดาจําเลยซื้อขายบานที่ปลูกสรางบนโฉนดเลขที่ 43392 และ 43393 ซึ่งมารดาจําเลยนําที่ดินโฉนดเลขที่ 43393 ไปเป2นประกันการชําระหนี้ไวกับเจาหนี้รายอื่น โจทกflเกรงวาระหวาง รอการไถถอนที่ดินดังกลาว มารดาจําเลยจะนําบานไปขายใหแกบุคคลอื่น จึงใหจําเลยทําสัญญาจํานองที่ดินโฉนด เลขที่ 43392 ไวเป2นประกันการชําระคาที่ดินครึ่งหนึ่งกอน ดังนี้เทากับจําเลยรับวาทําสัญญาจํานองที่ดิน ซึ่งเป2นหลักฐานแหงการกูยืมเงินแกโจทกflและยังไมชําระหนี้ตามฟ6อง แตกลาวอางขอเท็จจริงขึ้นใหมเป2นขอตอสู วาเงินที่โจทกflสงมอบใหมารดาจําเลยนั้นเป2นการชําระคาที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 ถือไดวาจําเลยกลาวอางขอเท็จ จริงอยางใด ๆ ขึ้นใหม เพื่อสนับสนุนคําใหการของตน ภาระการพิสูจนflตกแกจําเลยที่มีหนาที่นําสืบวาจําเลยไมตอง รับผิดตอโจทกflอยางไร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 เมื่อจําเลยไมมีพยานมาสืบใหไดขอเท็จจริงตามที่กลาวอาง จึงตกเป2นฝOายแพคดี ฎีกาเลาเรื่อง 370 โจทกflนําเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตาม น.ส. 3 ก. พรอมสิ่งปลูกสรางของจําเลยที่ 2 ซึ่งจํานองไว ตอธนาคาร ท. ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ตามคําพิพากษา ตอมาธนาคาร ท. เจาหนี้ของจําเลยที่ 2 ในคดีแพงหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม ยื่นคํารองขอรับชําระหนี้จํานองกอนเจาหนี้อื่น ศาลชั้นตนอนุญาต เมื่อธนาคาร ท. โอนขายสินทรัพยflและสิทธิเรียกรองตาง ๆ ที่มีตอจําเลยที่ 2 ใหแกผูรอง ผูรองจึงชอบที่จะขอเขาสวมสิทธิแทนในการขอรับชําระหนี้จํานองไดโดยผลของกฎหมาย สวนการที่ผูรองจะได ชําระหนี้ใหแกธนาคาร ท. หรือไม เพียงใดนั้น เป2นเรื่องระหวางผูรองและธนาคาร ท. ไมมีผลทําใหการโอนสิทธิ เรียกรองดังกลาวเสียไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2562 โจทกflนําเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชนfl (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1651, 1612 พรอมสิ่งปลูกสรางของจําเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจํานองไวตอธนาคาร ท. เพื่อนําออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ตามคําพิพากษา ตอมาธนาคาร ท. เจาหนี้ของจําเลยที่2 ในคดีแพง หมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหมยื่นคํารองขอรับชําระหนี้จํานองกอนเจาหนี้อื่นศาลชั้นตน


มีคําสั่งอนุญาตใหธนาคาร ท. ไดรับชําระหนี้กอนเจาหนี้รายอื่น เมื่อธนาคาร ท. โอนขายสินทรัพยflและสิทธิ เรียกรองตาง ๆ ที่มีตอจําเลยที่ 2 ใหแกผูรอง ผูรองจึงชอบที่จะขอเขาสวมสิทธิแทนที่ธนาคาร ท. ตามที่ศาลชั้นตน เคยมีคําสั่งอนุญาตไดประกอบกับผูรองเป2นบริษัทบริหารสินทรัพยflที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพยfl พ.ศ.2541 ซึ่งมาตรา 7 ของ พ.ร.ก. ดังกลาว บัญญัติวา ในการโอนสินทรัพยflจากสถาบันการเงินไปใหบริษัท บริหารสินทรัพยflถามีการบังคับสิทธิเรียกรองเป2นคดีอยูในศาล ใหบริษัทบริหารสินทรัพยflเขาสวมสิทธิ เป2นคูความแทนในคดีดังกลาว และกรณีที่ศาลไดมีคําพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกรองแลว ก็ใหเขาสวมสิทธิ เป2นเจาหนี้ตามคําพิพากษานั้น ซึ่งบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาวไดกําหนดวิธีพิเศษในการเขาสวมสิทธิแทนที่ ในกรณีที่สถาบันการเงินไดโอนสินทรัพยflไปใหบริษัทบริหารสินทรัพยflไววาใหโอนสิทธิแกกันไดผูรองจึงชอบที่จะเขา สวมสิทธิแทนธนาคาร ท. ผูขอรับชําระหนี้จํานองไดโดยผลของกฎหมายดังกลาว สวนการที่ผูรองจะไดชําระหนี้ ใหแกธนาคาร ท. หรือไม เพียงใดนั้น เป2นเรื่องระหวางผูรองและธนาคาร ท. ไมมีผลทําใหการโอนสิทธิเรียกรอง ดังกลาวเสียไป ฎีกาเลาเรื่อง 371 โจทกflมิไดบรรยายฟ6องวา เจาพนักงานตํารวจยึดโทรศัพทflเคลื่อนที่เป2นของกลาง ทั้งไมมีคําขอทายฟ6องให ริบโทรศัพทflดังกลาวแมทางพิจารณาจะไดความวามีการยึดไวแตเมื่อไมใชของกลางที่โจทกflบรรยายมาในฟ6องและ มีคําขอใหศาลวินิจฉัย ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกา ก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 341/2562 โจทกflมิไดบรรยายฟ6องวา เจาพนักงานตํารวจยึดโทรศัพทflเคลื่อนที่ เป2นของกลาง ทั้งไมมีคําขอทายฟ6องใหริบโทรศัพทflเคลื่อนที่ แมในทางพิจารณาจะไดความวาเจาพนักงานตํารวจ ยึดโทรศัพทflเคลื่อนที่จากจําเลยเป2นของกลางดวยแตโทรศัพทflเคลื่อนที่ดังกลาวไมใชของกลางที่โจทกflบรรยาย มาในฟ6องและมีคําขอใหศาลวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ปIญหานี้เป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3


ฎีกาเลาเรื่อง 372 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะโดยไมมีเหตุอันสมควร ศาลชั้นตนปรับ จําเลยที่2 ถึงที่ 4 คนละ 1,000 บาท จึงตองหามอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริง การที่ศาลชั้นอุทธรณflรับวินิจฉัย ความผิดดังกลาวและลงโทษจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไมชอบ และไมกอใหเกิดสิทธิที่จําเลยที่ 2 จะฎีกา กับทั้งไมใชกรณีที่จะอนุญาตใหฎีกาไดการที่ผูพิพากษาศาลชั้นตนซึ่งพิจารณาอนุญาตใหฎีกาและรับฎีกาจึงไมชอบ ความผิดดังกลาวยอมยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2562 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมูบานหรือทางสาธารณะ โดยไมมีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นตนพิพากษาปรับจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1,000 บาท จึงตองหามมิใหอุทธรณflในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิการที่ศาลอุทธรณflภาค 3 รับวินิจฉัย ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และพิพากษาลงโทษจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไมชอบ และไมกอใหเกิดสิทธิแกจําเลยที่ 2 ที่จะฎีกา กับทั้งไมใชกรณีที่จะอนุญาตใหฎีกาไดการที่ผูพิพากษาศาลชั้นตนซึ่งพิจารณาอนุญาตใหฎีกาและรับฎีกา ในความผิดฐานนี้จึงไมชอบ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ยอมยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นตน ฎีกาเลาเรื่อง 373 ปIญหาเรื่องฟ6องโจทกflเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ําหรือไมเป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบ เรียบรอยของประชาชน แมจําเลยมิไดใหการตอสูไวแตระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน จําเลยชอบที่จะยื่น คํารองขอใหวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องตนในปIญหาดังกลาวไดไมถือเป2นเรื่องนอกประเด็น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 91/2562 ปIญหาเรื่องฟ6องโจทกflเป2นการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ําตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไมนั้น เป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ถึงแมจําเลยจะมิไดให การตอสูในปIญหาขอนี้ไวแตระหวางการพิจารณาของศาลชั้นตน จําเลยชอบที่จะยื่นคํารองขอใหวินิจฉัยชี้ขาด เบื้องตนในปIญหาดังกลาวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ไดไมถือเป2นเรื่องนอกประเด็นตามคําใหการ ฎีกาเลาเรื่อง 374 โจทกflไมไดแตงตั้งทนายความชวยดําเนินคดีและลงชื่อเป2นโจทกflและผูเขียนหรือพิมพflดวยตนเอง พอฟIงไดวาโจทกflเป2นผูเรียง แมโจทกflไมไดลงชื่อในชองดังกลาวก็ไมถึงกับกระทบตอความสงบเรียบรอย


จนตองยกฟ6อง คดีมีประเด็นชั้นฎีกาเพียงวาฟ6องโจทกflพึงรับไวพิจารณาหรือไมอันเป2นปIญหาขอกฎหมายและเป2น คดีไมมีทุนทรัพยflเสียคาขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2562 ขณะโจทกflฟ6องคดีไมไดแตงตั้งทนายความชวยดําเนินคดีโจทกflลงชื่อ เป2นโจทกflดวยตนเอง และมีชื่อโจทกflกับลายมือชื่อโจทกflเป2นผูเขียนหรือพิมพflดวย จึงพอฟIงไดวาโจทกflเป2นผูเรียง ฟ6องดังกลาวแมโจทกflไมไดลงชื่อในชองผูเรียง ก็ยังไมถึงกับกระทบตอความสงบเรียบรอยของประชาชน จนตองยกฟ6องโจทกflคดีมีประเด็นพิพาทในชั้นฎีกาเพียงวาฟ6องโจทกflเป2นฟ6องที่พึงรับพิจารณาใหหรือไม ซึ่งเป2นปIญหาขอกฎหมาย เป2นคดีไมมีทุนทรัพยflเสียคาขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ฎีกาเลาเรื่อง 375 การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflกระทําไดตอเมื่อมีพฤติการณflพิเศษ สวนศาลจะอนุญาตใหขยาย หรือไมเป2นดุลพินิจเป2นเรื่อง ๆ ไป การที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหจําเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflรวม 5 ครั้ง เป2นเวลา 6เดือนเศษ แสดงวา ศาลชั้นตนเห็นวาตามคํารองมีพฤติการณflพิเศษ แตศาลชั้นตนจะอนุญาตใหขยาย ในครั้งตอ ๆไปอีกหรือไมนั้น นอกจากมีพฤติการณflพิเศษแลวยังตองมีเหตุอันสมควรอีกดวย ซึ่งการพิจารณาวา มีเหตุอันสมควรหรือไมเป2นดุลพินิจของศาลชั้นตนเป2นเรื่อง ๆ ไปเชนกัน เมื่อศาลชั้นตนอนุญาตใหจําเลยขยาย ระยะเวลายื่นอุทธรณflดังกลาว และนับแตจําเลยไดรับสําเนาคําพิพากษาที่ขอคัดถายจนถึงวันครบกําหนดที่อนุญาต ใหขยายนานถึง 3 เดือนเศษ นับวาเพียงพอที่จําเลยจะเรียงอุทธรณflไดแลวเสร็จ การที่จําเลยขอขยายระยะเวลา ครั้งที่ 6อีก แสดงวามิไดใสใจที่จะดําเนินการใหเสร็จลุลวงไปภายในเวลาที่กําหนด จึงไมมีเหตุสมควรที่จะขยาย ระยะเวลาใหจําเลยอีก ศาลชั้นตนอางเหตุในการยกคํารองขอหนึ่งวา “...ขออางตามคํารองหาใชพฤติการณfl พิเศษไม...”แตเมื่ออานขอความดังกลาวประกอบขอความอื่น ๆ ทั้งหมดแลว ก็มีความหมายเพียงวากรณีตามคํารองไม ใชเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflแกจําเลยอีกตอไปเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2562 การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 จะกระทําไดตอเมื่อมีพฤติการณflพิเศษ สวนศาลจะอนุญาตใหขยายระยะเวลาหรือไมเป2นดุลพินิจที่จะตองพิจารณา เป2นเรื่อง ๆ ไป การที่ศาลชั้นตนอนุญาตใหจําเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflรวม 5 ครั้ง เป2นเวลา 6 เดือนเศษ เป2นการแสดงอยูในตัวแลววา ศาลชั้นตนเห็นวาตามคํารองของจําเลยมีพฤติการณflพิเศษ แตการที่ศาลชั้นตนจะ อนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflในครั้งตอ ๆ ไปอีกหรือไมนั้น นอกจากจะตองไดความวามีพฤติการณflพิเศษ


แลวยังจะตองมีเหตุอันสมควรอีกดวย ซึ่งการพิจารณาวามีเหตุอันสมควรหรือไมเป2นดุลพินิจของศาลชั้นตน ที่จะพิจารณาเป2นเรื่อง ๆ ไป เมื่อปรากฏวาศาลชั้นตนไดอนุญาตใหจําเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflรวม 5 ครั้ง เป2นเวลา 6เดือนเศษ และหากนับตั้งแตวันที่จําเลยไดรับสําเนาคําพิพากษาที่ขอคัดถายไปจากศาลชั้นตน จนถึงวันที่ครบกําหนดที่ศาลชั้นตนอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflครั้งที่ 5เป2นเวลานานถึง 3 เดือนเศษ นับวาเป2นระยะเวลาเพียงพอที่จําเลยจะเรียงอุทธรณflไดแลวเสร็จะการที่จําเลยมาขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณfl เป2นครั้งที่ 6อีก แสดงใหเห็นวามิไดใสใจที่จะดําเนินการใหเสร็จลุลวงไปภายในเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนด จึงไมมีเหตุ สมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflใหจําเลยอีก ศาลชั้นตนอางเหตุในการยกคํารองขอหนึ่งวา “...ขออางตามคํารองหาใชพฤติการณflพิเศษไม...” แตเมื่ออานขอความดังกลาวประกอบขอความอื่น ๆ ทั้งหมดแลว ก็มีความหมายเพียงวา กรณีตามคํารองไมใชเหตุ อันสมควรที่จะอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflแกจําเลยอีกตอไปเทานั้น ฎีกาเลาเรื่อง 376 จําเลยใหการวา เมื่อจําเลยไดรับเงินมัดจําจากโจทกfl 3,400,000 บาท ไดนําเงิน 2,000,000 บาท ที่ไดรับจากโจทกflไปวางมัดจําแกส. ผูถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ขายใหจําเลย ที่จําเลยนําสืบวา จําเลยไมไดรับเงินมัดจํา ตามเช็คจํานวน 3,000,000 บาท จึงอยูนอกเหนือประเด็นขอพิพาท การที่จําเลยนําสืบนอกเหนือจากที่ให การไวเป2นเหตุผลในฎีกาเพื่อใหศาลฎีกาวินิจฉัยใหจําเลยชนะคดีถือไมไดวาเป2นขอที่ยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบ ในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflเป2นฎีกาที่ไมชอบตาม ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2562จําเลยใหการวา ภายหลังจําเลยไดรับเงินมัดจําจากโจทกfl จํานวน3,400,000 บาท จําเลยไดนําเงิน 2,000,000 บาท ที่ไดรับจากโจทกflไปวางมัดจําแกส. ผูถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ขายใหแกจําเลย ขอเท็จจริงที่จําเลยนําสืบวา จําเลยไมไดรับเงินมัดจําตามเช็คจํานวน 3,000,000 บาท จึงอยูนอกเหนือประเด็นขอพิพาท การที่จําเลยยกขอเท็จจริงที่ตนนําสืบนอกเหนือจากที่ใหการไวเป2นเหตุผลในฎีกา ของจําเลยเพื่อใหศาลฎีกาวินิจฉัยใหจําเลยชนะคดีถือไมไดวาเป2นขอที่ยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน และศาลอุทธรณflเป2นฎีกาที่ไมชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย


ฎีกาเลาเรื่อง 377 โจทกflฟ6องวาจําเลยขับรถในทางกอใหเกิดความเสียหายแกบุคคลแลวไมหยุดรถใหการชวยเหลือ และแสดงตัวตอเจาพนักงานเป2นเหตุใหบุคคลนั้นถึงแกความตาย โจทกflรวมไมใชผูเสียหายตามกฎหมายและ ไมมีสิทธิอุทธรณflขอใหลงโทษจําเลยในความผิดดังกลาว และเมื่อโจทกflมิไดบรรยายฟ6องวาการที่จําเลยไมหยุดรถ ใหความชวยเหลือตามสมควร ไมแสดงตัวและไมแจงเหตุตอพนักงานเจาหนาที่ที่ใกลเคียงทันทีเป2นเหตุใหบุคคลอื่น ถึงแกความตาย คดีจึงไมอาจลงโทษจําเลยในความผิดดังกลาวไดและแมคูความมิไดอุทธรณflฎีกา แตเป2นปIญหา ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยเองไดสวนที่จําเลยฎีกาทํานองวา จําเลยมิไดกระทํา ความผิดตามฟ6องนั้น เป2นขอเท็จจริงที่ยกขึ้นใหมและขัดแยงกับคําใหการรับสารภาพของจําเลย จึงเป2นขอที่มิได ยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลชั้นอุทธรณflตองหามมิใหฎีกา ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2562 การที่โจทกflฟ6องวาจําเลยขับรถในทางกอใหเกิดความเสียหาย แกบุคคลแลวไมหยุดรถใหการชวยเหลือและแสดงตัวตอเจาพนักงานเป2นเหตุใหบุคคลนั้นถึงแกความตาย ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทกflรวมไมใชผูไดรับความเสียหายเนื่องจากการกระทําความผิดฐานนี้ โดยตรงจึงไมใชผูเสียหายตามกฎหมายและไมมีสิทธิอุทธรณflขอใหลงโทษจําเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกลาวได และเมื่อโจทกflมิไดบรรยายฟ6องอางเหตุวาการที่จําเลยไมหยุดรถใหความชวยเหลือตามสมควร ไมแสดงตัวและ ไมแจงเหตุตอพนักงานเจาหนาที่ที่ใกลเคียงทันทีอันเป2นการไมปฏิบัติตามมาตรา 78 แหง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ นั้นเป2นเหตุใหบุคคลอื่นถึงแกความตาย คดีจึงไมอาจลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคสอง ไดและปIญหานี้แมคูความจะมิไดอุทธรณflฎีกา แตเป2นปIญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกา มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยเองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สวนที่จําเลยฎีกาวา ขณะเกิดเหตุรถจําเลยแลนอยูในชองเดินรถที่ 1 มิไดวิ่งครอมชองเดินรถที่ 1 และที่2 การที่รถจําเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนตflของผูตาย ผูตายจึงมีสวนประมาทอยูดวยทํานองวาจําเลยมิไดกระทํา ความผิดตามฟ6องนั้น เป2นขอเท็จจริงที่ยกขึ้นใหมและขัดแยงกับคําใหการรับสารภาพของจําเลย จึงเป2นขอที่มิไดยก ขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตนและศาลอุทธรณflภาค 7 ตองหามมิใหฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย


ฎีกาเลาเรื่อง 378 ศาลชั้นตนมิไดกําหนดใหโจทกflนําสงสําเนาคํารองขออนุญาตฎีกาและสําเนาฎีกาใหแกจําเลยทั้งสอง เมื่อศาลฎีกาอนุญาตใหโจทกflฎีกา แมศาลชั้นตนระบุในรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดฟIงคําสั่งศาลฎีกา ซึ่งทนายโจทกflมาศาลวา ...หมายแจงจําเลยทั้งสองแกฎีกา ใหโจทกflนําสง ไมมีผูรับโดยชอบใหปKด แตศาลชั้นตน ก็มิไดกําหนดเวลาใหโจทกflในการนําสงหรือวางคาธรรมเนียมหรือคาใชจายในการสงหมายนัดแจงจําเลยทั้งสองให แกฎีกา ซึ่งหากโจทกflเพิกเฉยไมปฏิบัติก็จะเป2นเหตุใหศาลมีใชดุลพินิจจําหนายฎีกาของโจทกflไดการที่เจาหนาที่ศาล รายงานวา ทนายโจทกflไมปฏิบัติตามคําสั่งศาล และเคยโทรศัพทflแจงใหมาดําเนินการแลว แตโจทกflหรือทนายโจทกfl ไมดําเนินการ ก็ไมปรากฏรายละเอียดในการติดตอโทรศัพทflวาวาอยางไร เหตุใดจึงไมดําเนินการ เนื่องจาก ในการสงหมายเรียกและสําเนาคําฟ6องและคําบังคับ โจทกflก็เพียงแตวางคาธรรมเนียมในการสงเทานั้นจึงอาจ เขาใจวาไดวางคาธรรมเนียมในการสงไวตั้งแตวันยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาพรอมฎีกาแลว จึงไมดําเนินการ นําเจาหนาที่ไปสงและไมวางเงินคาธรรมเนียมในการสงอีก จะถือวาโจทกflเพิกเฉยไมดําเนินคดีอันเป2นการทิ้งหาได ไมจึงยังไมสมควรจําหนายฎีกาดวยเหตุทิ้งฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2562 ในชั้นที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งคํารองขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทกfl มิไดกําหนดใหโจทกflนําสงสําเนาคํารองและสําเนาฎีกาใหแกจําเลยทั้งสอง เมื่อศาลฎีกามีคําสั่งอนุญาตใหโจทกflฎีกา แมศาลชั้นตนระบุในรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดฟIงคําสั่งศาลฎีกาดังกลาวซึ่งทนายโจทกflมาศาลวา ...หมายแจงจําเลยทั้งสองแกฎีกา ใหโจทกflนําสง ไมมีผูรับโดยชอบใหปKดหมายไดแตศาลชั้นตนก็มิไดกําหนดเวลา ใหโจทกflในการนําสงหรือวางคาธรรมเนียมหรือคาใชจายในการสงหมายนัดแจงจําเลยทั้งสองใหแกฎีกาวา ใหโจทกflดําเนินการภายในเวลาเทาใด ซึ่งหากโจทกflเพิกเฉยไมปฏิบัติก็จะเป2นเหตุใหศาลมีอํานาจใชดุลพินิจจําหนาย ฎีกาของโจทกflไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 การที่เจาหนาที่ศาลรายงาน วา ทนายโจทกflไมปฏิบัติตามคําสั่งศาล และเจาหนาที่เคยโทรศัพทflแจงใหมาดําเนินการสงหมายแลว แตโจทกfl หรือทนายโจทกflไมไดมาดําเนินการนั้น ก็ไมปรากฏรายละเอียดในการติดตอโทรศัพทflวาทนายโจทกflแจง แกเจาหนาที่ศาลวาอยางไร เหตุใดจึงไมดําเนินการตามคําสั่งศาล เนื่องจากในการสงหมายเรียกและสําเนาคําฟ6อง และคําบังคับ โจทกflก็เพียงแตวางคาธรรมเนียมในการสงเทานั้น ทนายโจทกflอาจเขาใจวาไดวางคาธรรมเนียม ในการสงไวตั้งแตวันยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาพรอมฎีกาแลว จึงไมดําเนินการนําเจาหนาที่ไปสงหมายนัด ใหแกจําเลยทั้งสองและไมวางเงินคาธรรมเนียมในการสงตามคําสั่งศาลชั้นตนอีก ตามพฤติการณflจะถือวา โจทกflเพิกเฉยไมดําเนินคดีอันเป2นการทิ้งฟ6องตามมาตรา 174 (2) หาไดไมจึงยังไมสมควรจําหนายฎีกาของ โจทกflดวยเหตุทิ้งฟ6อง


ฎีกาเลาเรื่อง 379 แมคําใหการชั้นสอบสวนของ จ. ระบุวา จําเลยพูดขอรอง จ. วาจําเลยจะทําอยางไรดีชวยจําเลยดวย ซึ่งหากจําเลยไมมีเจตนาใชจ. ไปฆาผูตายทั้งสองแลวก็นาจะพูดในทํานองขอรองให จ. ไปทํารายผูตายทั้งสอง ก็เพียงพอแลว มิใชพูดทํานองใหฆาผูตายทั้งสองเมื่อใดก็ไดถอยคําที่ จ. เลาใหพนักงานสอบสวนฟIงและพนักงาน สอบสวนบันทึกลงในคําใหการดังกลาว พอแปลไดชัดวา จําเลยมีเจตนาใหจ. ไปฆาผูตายทั้งสอง ไมใชเป2นการปรับทุกขfl หรือปรึกษาหารือกันแตเป2นการหวานลอม โนมนาวขอรองโดยประสงคflใหจ. ฆาผูตายทั้งสองโดยไตรตรอง ไวกอนและชิงทรัพยflผูตายทั้งสอง อันเป2นการกอใหผูอื่นกระทําความผิดแลว เมื่อ จ. ใชอาวุธปZนยิงผูตายทั้งสอง และชิงทรัพยflตอเนื่องคราวเดียวแสดงใหเห็นถึงเจตนาใชอาวุธปZนยิงผูตายทั้งสองเพื่อประสงคflตอผลในการฆาผูตาย ทั้งสองและประสงคflจะเอาทรัพยflของผูตายทั้งสองเพื่อเป2นคาดําเนินการดวย ตามที่จําเลยแจงตอ จ. วาผูตายทั้ง สองมีทรัพยflสินอยูในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปไดเป2นการกระทํากรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท มิใชความผิดหลายกรรมตางกัน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2562แมคําใหการชั้นสอบสวนของ จ. จะระบุวา จําเลยพูดขอรอง จ. วาจําเลยจะทําอยางไรดีชวยจําเลยดวย ซึ่งหากจําเลยไมมีเจตนาที่จะใช จ. ไปฆาผูตายทั้งสองแลวจําเลยก็นาจะพูด ในทํานองขอรองให จ. ไปทํารายผูตายทั้งสองซึ่งเป2นการเพียงพอแลว มิใชพูดทํานองใหจ. ฆาผูตายทั้งสองเมื่อใด ก็ไดถอยคําที่ จ. เลาใหพนักงานสอบสวนฟIงและพนักงานสอบสวนบันทึกลงในคําใหการดังกลาว พอแปลไดชัดวา จําเลยมีเจตนาที่จะให จ. ไปฆาผูตายทั้งสอง ไมใชเป2นการปรับทุกขflหรือปรึกษาหารือระหวางจําเลยกับ จ. ในฐานะ คนคุนเคย รักใครชอบพอกันแตอยางใด แตเป2นการพูดจาในลักษณะหวานลอม โนมนาวขอรองโดยมีความประสงคfl ที่จะให จ. ฆาผูตายทั้งสองโดยไตรตรองไวกอนและชิงทรัพยflผูตายทั้งสอง อันเป2นการกอใหผูอื่นกระทําความผิดแลว เมื่อขอเท็จจริงไดความวา จ. ใชอาวุธปZนยิงผูตายทั้งสองและชิงทรัพยflไปในลักษณะตอเนื่องคราวเดียว แสดงใหเห็นถึงเจตนาของ จ. วา จ. ใชอาวุธปZนยิงผูตายทั้งสองเพื่อประสงคflตอผลในการฆาผูตายทั้งสองและ ประสงคflจะเอาทรัพยflของผูตายทั้งสองไปเพื่อเป2นคาดําเนินการดวย ตามที่จําเลยแจงตอ จ. วาจะตองฆาผูตาย ทั้งสองซึ่งเป2นสามีภริยากัน และผูตายทั้งสองมีทรัพยflสินอยูในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปไดมิไดมีเจตนาฆาผูตายที่ 1 และชิงทรัพยflไป แลวเกิดเจตนาฆาผูตายที่ 2 แลวชิงทรัพยflขึ้นภายหลังเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะเจตนาในการกระทํา ความผิดจึงเป2นอันเดียวกัน เป2นการกระทํากรรมเดียวเป2นความผิดตอกฎหมายหลายบท มิใชความผิดหลายกรรม ตางกัน


ฎีกาเลาเรื่อง 380 เดิมจําเลยถูกจับกุมดําเนินคดีฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป2นผูขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป2น ความผิดฐานอื่นมีโทษจําคุก ไมตองดวยเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนจะขอใหศาลสงตัวจําเลยไปรับการฟZjนฟู สมรรถภาพผูติดยาเสพติด แตตอมาพนักงานอัยการจังหวัดอื่นมีคําสั่งเด็ดขาดไมฟ6องจําเลยเฉพาะฐานเป2นผูขับขี่ เสพเมทแอมเฟตามีน แลวโอนคดีมาใหโจทกflฟ6องจําเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป2นคดีนี้เทากับวาจําเลยไมเคย ตองหาหรืออยูในระหวางถูกดําเนินคดีฐานเป2นผูขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อความผิดที่จําเลยถูกกลาวหา ดําเนินคดีคงเหลือเฉพาะฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อโจทกflยื่นฟ6องจําเลยตอศาลชั้นตนโดยมิไดปฏิบัติ เพื่อใหจําเลยไดรับการฟZjนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติดเสียกอน เป2นการไมชอบ โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6อง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2562 เดิมจําเลยถูกจับกุมดําเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและ ฐานเป2นผูขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป2นความผิดฐานอื่นซึ่งเป2นความผิดที่มีโทษจําคุก ไมตองดวยเงื่อนไข ที่พนักงานสอบสวนจะตองนําตัวจําเลยไปศาลเพื่อยื่นคํารองขอใหศาลสงตัวจําเลยไปรับการฟZjนฟูสมรรถภาพผูติด ยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟZjนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ตอมาพนักงานอัยการ จังหวัดสุพรรณบุรีมีคําสั่งเด็ดขาดไมฟ6องจําเลยเฉพาะในความผิดฐานเป2นผูขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน แลวโอนคดี มาใหโจทกflฟ6องจําเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป2นคดีนี้ยอมมีผลเทากับวาจําเลยไมเคยตองหา หรืออยูในระหวางถูกดําเนินคดีในความผิดฐานเป2นผูขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป2นความผิดฐานอื่นซึ่งเป2น ความผิดที่มีโทษจําคุก เมื่อความผิดที่จําเลยถูกกลาวหาดําเนินคดีคงเหลือเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทกflยอมมีหนาที่ตองปฏิบัติใหเป2นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาวขางตน เมื่อโจทกflยื่นฟ6องจําเลย ตอศาลชั้นตนโดยมิไดปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกลาว เพื่อใหจําเลยไดรับการฟZjนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติดเสียกอน เป2นการไมชอบ โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 381 องคflประกอบความผิดฐานคามนุษยflโดยบังคับใชแรงงานหรือบริการ ตองเป2นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังที่ใด หนวงเหนี่ยวกักขัง จัดใหอยูอาศัย หรือรับไวซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชนflโดยมิชอบ โดยขมขืนใจใหทํางานหรือใหบริการโดยทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยflสินของบุคคลนั้นเองหรือของบุคคลอื่น โดยขูเข็ญดวยประการใด ๆ โดยใชกําลังประทุษราย หรือ โดยทําใหบุคคลนั้นอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนไดเมื่อไมปรากฏวา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ขมขืนใจใหผูทํางาน


ในโรงงานโดยทําใหผูเสียหายกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยflสินของผูเสียหาย โดยขูเข็ญดวยประการใด ๆ โดยใชกําลังประทุษราย หรือโดยทําใหผูเสียหายอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได แตอยางใด คงไดความเพียงวาใหผูเสียหายทํางานหนักและไมจายเงินเดือนควบคุมใหทํางานตอเนื่องเทานั้น สวนการที่จําเลยที่ 2 นํากุญแจมาคลองประตูหองพักในบานพักของจําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 2 พักอาศัยอยูดวย ก็เพื่อป6องกันมิใหเกิดอันตรายแกชีวิต รางกายและทรัพยflสินของผูเสียหาย และการที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 พูดหามผูเสียหายมิใหออกไปนอกโรงงานและบานพัก หากออกไปจะตัดผมใหสั้นเหมือนผูชาย ก็มิได พูดดวยน้ําเสียงขมขูและผูเสียหายไมเคยเห็นคนงานคนใดถูกลงโทษ ยังไมถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําให กลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย ขูเข็ญดวยประการใด ๆ ใชกําลังประทุษรายทําใหผูเสียหายอยูใน ภาวะที่ไมสามารถขัดขืนไดเพื่อใหผูเสียหายทํางาน จึงยังไมครบองคflประกอบความผิดดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2562 องคflประกอบในการกระทําความผิดฐานคามนุษยflโดยบังคับ ใชแรงงานหรือบริการ ตองประกอบดวย การเป2นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังที่ใด หนวงเหนี่ยวกักขัง จัดใหอยูอาศัย หรือรับไวซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชนflโดยมิชอบโดยขมขืนใจใหทํางาน หรือใหบริการโดยทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยflสินของบุคคลนั้นเอง หรือของบุคคลอื่น โดยขูเข็ญดวยประการใด ๆ โดยใชกําลังประทุษราย หรือโดยทําใหบุคคลนั้นอยูในภาวะ ที่ไมสามารถขัดขืนไดตาม พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการคามนุษยflพ.ศ.2551 มาตรา 6เมื่อไมปรากฏวา นับตั้งแตผูเสียหายเขามาทํางานในโรงงานของจําเลยที่ 1 และที่ 2 จนถึงวันที่ผูเสียหายหลบหนีออกมา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ไดกระทําการอันใดเป2นการขมขืนใจใหผูเสียหายทํางานโดยทําใหผูเสียหายกลัววา จะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยflสินของผูเสียหาย โดยขูเข็ญดวยประการใด ๆ โดยใชกําลังประทุษราย หรือโดยทําใหผูเสียหายอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนไดแตอยางใด คงไดความเพียงวา จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหผูเสียหายทํางานหนักและไมจายเงินเดือนใหแกผูเสียหายเทานั้น ควบคุมใหทํางานตอเนื่อง สวนการที่จําเลยที่ 2 นํากุญแจมาคลองประตูหองพักซึ่งเป2นบานพักของจําเลยที่ 2 และจําเลยที่ 2 พักอาศัยอยูดวย ก็เพื่อป6องกันมิใหเกิดอันตรายแกชีวิต รางกายและทรัพยflสินของผูเสียหาย และการที่จําเลยที่ 1และที่ 2 พูดหาม ผูเสียหายมิใหออกไปนอกโรงงานและบานพัก หากออกไปจะตัดผมใหสั้นเหมือนผูชาย ก็มิไดพูดดวยน้ําเสียงขมขู และผูเสียหายไมเคยเห็นคนงานคนใดถูกลงโทษ กรณีไมถือวาจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําใหกลัววาจะเกิดอันตราย ตอชีวิต รางกาย ขูเข็ญดวยประการใด ๆ ใชกําลังประทุษรายทําใหผูเสียหายอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนได เพื่อใหผูเสียหายทํางานใหจําเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทําของจําเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังไมครบองคflประกอบ ความผิดฐานคามนุษยflตาม พ.ร.บ.ป6องกันและปราบปรามการคามนุษยflพ.ศ.2551 มาตรา 6 (2)


ฎีกาเลาเรื่อง 382 ตาม ป.อ. มาตรา 36 ที่วา กรณีศาลสั่งริบทรัพยflสินตามมาตรา 33 หรือ 34 แลว หากปรากฏในภายหลัง โดยคําเสนอของเจาของแทจริงวา ผูเป2นเจาของแทจริงมิไดรูเห็นเป2นใจดวยในการกระทําความผิดก็ให ศาลสั่งใหคืนทรัพยflสิน แมมิไดระบุวา เจาของแทจริง หมายถึงเจาของแทจริงขณะกระทําความผิด แตเมื่อ พิจารณาขอความที่วา “หากปรากฏในภายหลัง” ซึ่งหมายถึงภายหลังเกิดการกระทําความผิด แสดงวาในขณะ มีการกระทําความผิดทรัพยflที่ใชในการกระทําความผิดนั้นมีเจาของที่แทจริง ซึ่งมิใชตัวผูกระทําความผิด แตเจาของที่แทจริงไมรูเห็นวามีผูใชทรัพยflสินนั้นกระทําความผิด และไมไดยินยอมหรือละเวนไมขัดขวาง โดยสมัครใจปลอยใหผูอื่นใชทรัพยflสินของตนกระทําความผิด การรูเห็นเป2นใจดวยนี้จึงมีอยูในขณะมี การกระทําความผิด บุคคลที่เป2นเจาของทรัพยflสินภายหลังการกระทําความผิดผานเลยไปแลวไมอยูในภาวะเชนนี้ ไดเมื่อขณะมีการกระทําความผิดของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูครอบครองรถกระบะของกลาง รถกระบะ ของกลางเป2นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ต.แลวหลังเกิดเหตุจําเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์จากนั้นไดโอนเป2นของผูรอง แลวผูรองทําสัญญาใหจําเลยที่ 2 เชาซื้อรถนั้น ตอมาศาลชั้นตนสั่งริบ ผูรองจึงไมไดเป2นเจาของแทจริง ขณะจําเลยที่ 2 กระทําความผิดตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 36 ผูรองจึงไมมีสิทธิขอใหศาลสั่งคืนรถกระบะ ของกลาง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2562 ตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งบัญญัติวา ในกรณีที่ศาลสั่งริบทรัพยflสิน ตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแลว หากปรากฏในภายหลังโดยคําเสนอของเจาของแทจริงวา ผูเป2นเจาของ แทจริงมิไดรูเห็นเป2นใจดวยในการกระทําความผิดก็ใหศาลสั่งใหคืนทรัพยflสิน แมบทบัญญัติมาตรานี้มิไดระบุวา เจาของแทจริง หมายถึงเจาของแทจริงขณะที่มีการกระทําความผิด แตเมื่อพิจารณาขอความที่วา “หากปรากฏ ในภายหลัง” ซึ่งหมายถึงภายหลังเกิดการกระทําความผิด “โดยคําเสนอของเจาของแทจริงวา”“ผูเป2นเจาของแทจริง มิไดรูเห็นเป2นใจดวยในการกระทําความผิด” ซึ่งแสดงวาในขณะมีการกระทําความผิดทรัพยflที่ใชใน การกระทําความผิดนั้นมีเจาของที่แทจริง ซึ่งมิใชตัวผูกระทําความผิด แตเจาของที่แทจริงไมรูเห็นวา มีผูใชทรัพยflสินของตนในการกระทําความผิด และ "มิไดรูเห็นเป2นใจดวย" คือไมไดยินยอมหรือละเวน ไมขัดขวางโดยสมัครใจปลอยใหผูอื่นใชทรัพยflสินของตนกระทําความผิด การรูเห็นเป2นใจดวยนี้จึงมีอยู ในขณะมีการกระทําความผิดและเกี่ยวพันกับการกระทําความผิดของผูใชทรัพยflสินนั้น บุคคลที่เป2นเจาของทรัพยfl สินนั้นภายหลังการกระทําความผิดผานเลยไปแลวยอมไมอยูในภาวะเชนนี้ไดเพราะในชวงเวลานั้น ตนไมเขามาเกี่ยวของกับทรัพยflสินนั้นเลย ฉะนั้น จึงตองแปลความวา “เจาของแทจริง” คือ ผูเป2นเจาของแทจริง ตองเป2นเจาของแทจริงในขณะที่มีการกระทําความผิด เมื่อขอเท็จจริงคดีนี้ไดความวา ขณะที่มีการกระทําความผิด


ของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป2นผูครอบครองรถกระบะของกลางรถกระบะของกลางเป2นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ต. แลวหลังเกิดเหตุจําเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์เป2นของตน จากนั้นไดโอนกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลางเป2นของผูรอง แลวผูรองทําสัญญาใหจําเลยที่ 2 เชาซื้อรถนั้น ตอมาศาลชั้นตนจึงสั่งใหริบรถกระบะของกลางใหตกเป2นของ แผนดิน ผูรองจึงไมไดเป2นเจาของแทจริงในรถกระบะของกลางขณะที่จําเลยที่ 2 ใชรถกระบะของกลาง ในการกระทําความผิดตามความหมายของเจาของแทจริงหรือผูเป2นเจาของแทจริง ตาม ป.อ. มาตรา 36 ผูรองจึงไมมีสิทธิที่จะยื่นคําเสนอรองขอใหศาลสั่งคืนรถกระบะของกลาง ฎีกาเลาเรื่อง 383 แมโจทกflฟ6องขอใหเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป2นคําขอปลดเปลื้องทุกขflอันไมอาจคํานวณ เป2นราคาเงินไดแตโจทกflระบุคําขอทายฟ6องขอ 2 วา หากจําเลยเพิกเฉยรวมกันชดใชคาเสียหายจํานวนหนึ่ง และคาเสียหายเป2นรายเดือนอีก ดังนั้นในสวนที่โจทกflฟ6องเรียกคาเสียหายจํานวนแรก จึงเป2นคดีมีทุนทรัพยfl ตามจํานวนคาเสียหายนั้นมิใชคาเสียหายอนาคต คดีโจทกflจึงเป2นคดีมีทุนทรัพยfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2562แมโจทกflฟ6องขอใหจําเลยทั้งสิบรวมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญา จะซื้อจะขายที่ดินรวม 3 ฉบับ ซึ่งเป2นคําขอปลดเปลื้องทุกขflอันไมอาจคํานวณเป2นราคาเงินไดแตโจทกflระบุ คําขอทายฟ6องขอ 2 วา หากจําเลยทั้งสิบเพิกเฉยใหจําเลยทั้งสิบรวมกันชดใชคาเสียหายจํานวน 2,000,000,000 บาท และคาเสียหายเป2นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกําหนดตามคําบังคับ ดังนั้น ในสวนที่โจทกflฟ6องเรียกคาเสียหายจํานวน 2,000,000,000 บาท เป2นการกําหนดจํานวนคาเสียหายแลว จึงเป2น คดีมีทุนทรัพยflตามจํานวนคาเสียหาย 2,000,000,000 บาท มิใชคาเสียหายอนาคตที่กําหนดใหชําระเป2นระยะเวลา ในอนาคต คดีโจทกflจึงเป2นคดีมีทุนทรัพยfl ฎีกาเลาเรื่อง 384 การยื่นคํารองขอคาขาดไรอุปการะเป2นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแตละคนที่มีตอผูกระทําละเมิด ตอผูตาย เมื่อ ศ. ซึ่งบรรลุนิติภาวะโดยมีอายุ 20 ปXบริบูรณflและพนจากภาวะผูเยาวflมิไดยื่นคํารองขอคาขาด ไรอุปการะจากจําเลยที่กระทําละเมิดตอผูตายซึ่งเป2นบิดาบิดาและมิไดมอบอํานาจใหมารดายื่นคํารองแทน มารดาซึ่งเป2นโจทกflรวมจึงไมมีอํานาจเรียกคาเสียหายดังกลาวแทน ศ.


คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2562 การยื่นคํารองขอคาขาดไรอุปการะเป2นสิทธิเฉพาะตัวของทายาท แตละคนที่จะพึงเรียกจากผูกระทําละเมิดตอผูตาย เมื่อ ศ. ซึ่งบรรลุนิติภาวะโดยมีอายุ 20 ปXบริบูรณflและ พนจากภาวะผูเยาวflแลวมิไดยื่นคํารองขอคาขาดไรอุปการะที่จําเลยกระทําละเมิดตอผูตายที่ 3 ซึ่งเป2นบิดา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 และมิไดมอบอํานาจใหโจทกflรวมที่ 3 ซึ่งเป2นมารดายื่นคํารองขอคาขาดไรอุปการะแทนตน โจทกflรวมที่ 3 จึงไมมีอํานาจเรียกคาเสียหายดังกลาวแทน ศ. ฎีกาเลาเรื่อง 385 ผูรองยื่นคํารองขอสวมสิทธิหลังจากที่ พ.ร.บ.แกไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. ปX 2558 ใชบังคับ ซึ่งการฎีกา คําพิพากษาหรือคําสั่งศาลอุทธรณflตองไดรับอนุญาตจากศาลฎีกา และการอนุญาตใหฎีกาเป2นอํานาจเฉพาะ ของศาลฎีกาเทานั้นที่จะรับหรือไมรับคํารองและรับฎีกา การที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกาเป2นการไมชอบ ศาลฎีกาชอบ ที่จะยกคําสั่งศาลชั้นตนและมีคําสั่งใหมใหถูกตอง ศาลชั้นตนมีอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นฎีกาใหผูรองถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผูรองยื่นฎีกาภายในกําหนดแตยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือวา ยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาเมื่อลวงพนกําหนดเวลาเป2นการไมชอบ คําสั่งคําร0องที่ ครพ. 5779/2562ผูรองยื่นคํารองขอสวมสิทธิภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แกไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 ใชบังคับ ซึ่งการฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่ง ของศาลอุทธรณflใหกระทําไดเมื่อไดรับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกา ใหยื่นคํารองพรอมกับ คําฟ6องฎีกาตอศาลชั้นตนที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้น แลวใหศาลชั้นตนรีบสงคํารองพรอมคําฟ6องฎีกา ดังกลาวไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 จึงเป2นอํานาจเฉพาะของศาลฎีกาเทานั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม รับคํารองและรับฎีกา การที่ศาลชั้นตนสั่งรับฎีกามาเป2นการไมชอบ ศาลฎีกาชอบที่จะยกคําสั่งศาลชั้นตน และมีคําสั่งใหมใหถูกตองตอไป ศาลชั้นตนมีคําสั่งอนุญาตใหขยายระยะเวลายื่นฎีกาใหผูรองถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ผูรองยื่นฎีกา ภายในกําหนดแตผูรองยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถือวาผูรองยื่นคํารองขออนุญาตฎีกา เมื่อลวงพนกําหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคสอง เป2นการไมชอบ


ฎีกาเลาเรื่อง 386 คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจางกอสรางอาคาร แมคูสัญญาฝOายหนึ่งจะเป2นหนวยงานทางปกครอง แตมิไดมีลักษณะเป2นสัญญาสัมปทาน จัดทําบริการสาธารณะหรือจัดใหมีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชนfl จากทรัพยากรธรรมชาติจึงไมอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แตเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณา พิพากษาของศาลยุติธรรม คําวินิจฉัยที่ 94/2563 คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจางกอสรางอาคารหอพักนักศึกษาและหอพักบุคลากร พรอมรายการประกอบ ฯ แมคูสัญญาฝOายหนึ่งจะเป2นหนวยงานทางปกครอง แตสัญญาดังกลาวมิไดมีลักษณะ เป2นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ใหจัดทําบริการสาธารณะหรือจัดใหมีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชนfl จากทรัพยากรธรรมชาติตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ขอพิพาทตามคําฟ6อง ในคดีนี้จึงมิใชคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา ทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แตเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 387 โจทกflฟ6องวา จําเลยเป2นนายทหารสัญญาบัตรประจําการ อยูในอํานาจศาลทหาร กระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ที่จําเลยโตแยงเขตอํานาจ ศาลทหารวา เป2นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่พนักงานอัยการฟ6อง นาย ก. ตอศาลจังหวัดฝาง จึงไมอยูในอํานาจ ศาลทหารนั้น เห็นวา คดีของศาลจังหวัดฝาง เป2นเรื่องที่จําเลยรองทุกขflกลาวโทษนาย ก. ตอพนักงานสอบสวน ตอมาพนักงานอัยการเป2นโจทกflยื่นฟ6องนาย ก. ในความผิดฐานทํารายรางกายผูอื่น เป2นเหตุใหไดรับอันตราย แกกายหรือจิตใจ ทําใหเสียทรัพยflและทําใหผูอื่นตกใจกลัวโดยการขูเข็ญ ศาลจังหวัดฝางพิพากษายกฟ6อง สวนคดีของศาลมณฑลทหารบกที่ 33 นี้เป2นเรื่องที่นาย ก. ไดรองทุกขflกลาวโทษจําเลยวาจําเลยแจงขอความ อันเป2นเท็จตอเจาพนักงานวานาย ก. ชกตอยทํารายรางกายจําเลยจนไดรับบาดเจ็บแกกายและจิตใจ ซึ่งอัยการ ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้แมจําเลยกับนาย ก. ตางสลับกันเป2นจําเลยในคดีทั้งสอง แตการกระทําตามคําฟ6องในคดีทั้งสองเป2นการกระทําตางกรรม ตางวาระกัน ฐานความผิด วันเวลาและสถานที่เกิด เหตุแตกตางกันฟ6องโจทกflในคดีนี้จึงไมใชคดีที่เกี่ยวพันกับคดีอาญาที่นาย ก. ถูกจําเลยแจงความและพนักงาน


อัยการยื่นฟ6องนาย ก. ตอศาลจังหวัดฝาง เป2นแตเพียงคดีที่เกิดขึ้นจากการกระทําของจําเลยที่ทําใหเกิด คดีที่ศาลจังหวัดฝางเทานั้นจึงเป2นคดีที่อยูในเขตอํานาจศาลทหาร คําวินิจฉัยที่ 91/2563 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยเป2นนายทหารสัญญาบัตรประจําการ อันเป2น บุคคลที่อยูในอํานาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 16 (1) กระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 ซึ่งเป2นการบรรยายฟ6องวา จําเลยซึ่งเป2นบุคคลที่อยูในอํานาจ ศาลทหารในขณะกระทําผิดไดกระทําความผิดอาญา คดีนี้จึงเป2นคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลทหาร ตามมาตรา 13 แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน สวนที่จําเลยโตแยงเขตอํานาจศาลทหารวา คดีนี้เป2น คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่พนักงานอัยการฟ6อง นาย ก. ตอศาลจังหวัดฝาง จึงไมอยูในอํานาจศาลทหารตามมาตรา 14 (2) นั้น เห็นวา คดีของศาลจังหวัดฝาง เป2นเรื่องที่จําเลยรองทุกขflกลาวโทษนาย ก. ตอพนักงานสอบสวน ตอมาพนักงานอัยการเป2นโจทกflยื่นฟ6องนาย ก. ในความผิดฐานทํารายรางกายผูอื่น เป2นเหตุใหไดรับอันตราย แกกายหรือจิตใจ ทําใหเสียทรัพยflและทําใหผูอื่นตกใจกลัวโดยการขูเข็ญ ศาลจังหวัดฝางพิพากษายกฟ6อง สวนคดีของศาลมณฑลทหารบกที่ 33 นี้เป2นเรื่องที่นาย ก. ไดรองทุกขflกลาวโทษจําเลยวาจําเลยแจงขอความอัน เป2นเท็จตอเจาพนักงานวานาย ก. ชกตอยทํารายรางกายจําเลยจนไดรับบาดเจ็บแกกายและจิตใจ ซึ่งอัยการ ศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ฟ6องจําเลยเป2นคดีนี้แมจําเลยกับนาย ก. ตางสลับกันเป2นจําเลยในคดีทั้งสอง แตการ กระทําตามคําฟ6องในคดีทั้งสองเป2นการกระทําตางกรรม ตางวาระกัน ฐานความผิด วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ แตกตางกันฟ6องโจทกflในคดีนี้จึงไมใชคดีที่เกี่ยวพันกับคดีอาญาที่นาย ก. ถูกจําเลยแจงความและพนักงานอัยการ ยื่นฟ6องนาย ก. ฐานทํารายรางกายผูอื่นเป2นเหตุใหไดรับอันตรายแกกายหรือจิตใจ ทําใหเสียทรัพยflและทําใหผูอื่น ตกใจกลัวโดยการขูเข็ญตอศาลจังหวัดฝาง เป2นแตเพียงคดีที่เกิดขึ้นจากการกระทําของจําเลยที่ทําใหเกิดคดีที่ ศาลจังหวัดฝางเทานั้น เมื่อคดีนี้มิใชคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยูในเขตอํานาจศาลพลเรือน ตามพระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (2) ที่จะเป2นขอยกเวนเขตอํานาจของศาลทหาร จึงเป2นคดีที่อยูในเขต อํานาจศาลทหารตามมาตรา 13 แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน ฎีกาเลาเรื่อง 388 ตามภาพสเก็ตซflคนรายเป2นภาพของคนวัยหนุมซึ่งสอดคลองกับที่ผูเสียหายบอกพันตํารวจโท ธ. วา คนรายเป2นชายฉกรรจflแตภาพของจําเลยขณะถายภาพขอมีบัตรประชาชนอายุ 51 ปXเป2นวัยกลางคนคอนไปทาง ชราตางวัยกันมาก ผูเสียหายเบิกความตอบคําถามคานดวยวา ในการชี้ภาพใชเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งผิดปกติ


หากจําคนรายไดชัดเจนและยืนยันไดแนนอนจริง พยานหลักฐานโจทกflขัดแยงและเป2นพิรุธในหลายจุด ยังไมมีน้ําหนักมั่นคงพอและใหยกประโยชนflแหงความสงสัยใหแกจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2563 ตามภาพสเก็ตซflคนรายเป2นภาพของคนวัยหนุมซึ่งสอดคลองกับ ที่ผูเสียหายบอกพันตํารวจโท ธ. วาคนรายเป2นชายฉกรรจflแตภาพของจําเลยขณะถายภาพขอมีบัตรประชาชน อายุ 51 ปXเป2นวัยกลางคนคอนไปทางชรามีลักษณะตางวัยกันมาก นอกจากนี้ผูเสียหายก็เบิกความตอบ คําถามคานดวยวา ในการชี้ภาพนั้นใชเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเป2นเรื่องที่ผิดปกติหากผูเสียหายสามารถจดจําคนรายได ชัดเจนและสามารถยืนยันไดอยางแนนอนจริง พยานหลักฐานโจทกflมีลักษณะขัดแยงกันและเป2นพิรุธในหลายจุด เมื่อประมวลวิเคราะหflเขาดวยกันแลว ยังไมมีน้ําหนักมั่นคงพอและเป2นที่สงสัยตามสมควรวาจําเลยเป2นคนราย หรือไมใหยกประโยชนflแหงความสงสัยใหแกจําเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาเลาเรื่อง 389 แมโจทกflตั้งรูปเรื่องวากรมที่ดินกับพวกออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทกflและมีคําขอ ใหเพิกถอนหนังสือสําคัญดังกลาว ซึ่งเป2นการขอใหเพิกถอนคําสั่งทางปกครองกับใหออกโฉนดที่ดินแทน น.ส. 3 ก. ใหโจทกflก็ตาม แตก็เป2นไปเพื่อใหมีหลักฐานที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ของโจทกflโดยมิไดอางเหตุแหงความไมชอบ ดวยกฎหมายประการอื่น แสดงใหเห็นวาโจทกflมิไดประสงคflจะใหศาลตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการ ออกหนังสือสําคัญดังกลาว โจทกflมีความมุงหมายใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งรับรองคุมครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคําพิพากษาหรือคําสั่งตามคําขอไดจําตองพิจารณาใหไดความเสียกอนวาโจทกflมีสิทธิครอบครองหรือ เป2นที่สาธารณสมบัติของแผนดิน สวนคําขออื่น ๆ เป2นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นขอพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ ในที่ดินพิพาทนั้นวาเป2นที่ดินนั้น คดีนี้จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน0าที่ระหวางศาลที่ 67/2563 แมโจทกflจะฟ6องคดี โดยตั้งรูปเรื่องตามคําฟ6องวากรมที่ดินกับพวกออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทกflและมีคําขอ ใหเพิกถอนหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงสวนที่ทับที่ดินของโจทกflซึ่งเป2นการขอใหเพิกถอนคําสั่งทางปกครองกับให ออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทําประโยชนfl (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 986 ใหแกโจทกflก็ตาม แตก็เป2นไป เพื่อใหมีหลักฐานที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินวาโจทกflเป2นเจาของเนื้อที่ดินดังกลาว โดยโจทกflมิไดอางเหตุแหง ความไมชอบดวยกฎหมายของการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงประการอื่น แสดงใหเห็นวาโจทกflมิไดประสงคfl


จะใหศาลตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงแปลงดังกลาว ความมุงหมาย ที่โจทกflฟ6องคดีนี้ก็เพื่อใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งรับรองคุมครองสิทธิในที่ดินของโจทกflการที่ศาลจะมีคําพิพากษา หรือคําสั่งตามคําขอของโจทกflไดนั้น จําตองพิจารณาใหไดความเสียกอนวาที่ดินพิพาท โจทกflมีสิทธิครอบครอง หรือเป2นที่สาธารณสมบัติของแผนดินเป2นสําคัญ สวนคําขออื่น ๆ เป2นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นขอพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทนั้นวาเป2นที่ดินของโจทกflหรือเป2นที่ดินอันเป2นสาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับพลเมือง ใชรวมกัน คดีนี้จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 390 คดีที่บริษัทเอกชนฟ6อง กรมทางหลวง จําเลย ขอใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งใหจําเลยคืนเงินคาปรับ และชําระคาเสียหายพรอมดอกเบี้ยแกโจทกflเกี่ยวกับสัญญาจางกอสรางบานพักเรือนแถวฯ ระหวางโจทกflผูรับจาง กับจําเลยผูวาจางแตจําเลยคิดคาปรับกรณีสงมอบงานลาชาโดยไมชอบ เห็นวา สัญญาพิพาทมีวัตถุประสงคfl เพื่อการบรรเทาความเดือดรอนของขาราชการตํารวจและครอบครัวที่ยังไมมีที่พักอาศัยเทานั้น มิไดเป2นไปเพื่อ การจัดทําบริการสาธารณะโดยตรงหรือเพื่อเป2นเครื่องมือในการจัดทําบริการสาธารณะ อันจะเป2นสัญญา ทางปกครอง และแมจะเป2นสัญญาสําเร็จรูปและปรับราคาไดกับกําหนดสิทธิใหแกจําเลยเลิกจางฝOายเดียวหรือ สั่งใหทํางานพิเศษ ก็มิไดมีลักษณะพิเศษ แตเป2นสัญญาทางแพงที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯที่ 77/2563 คดีที่บริษัทเอกชนเป2นโจทกflยื่นฟ6อง กรมทางหลวง จําเลยขอใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งใหจําเลยคืนเงินคาปรับและชําระคาเสียหายพรอมดอกเบี้ย แกโจทกflในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจางกอสรางบานพักเรือนแถวชั้นประทวนและพลตํารวจตามแบบมาตรฐาน ตํารวจและแบบโรงจอดรถและลานซักลางของอาคารเรือนแถวชั้นประทวน สถานีตํารวจทางหลวงที่ 5 กองกํากับการ ๖ กองบังคับการตํารวจทางหลวง (อํานาจเจริญ) จํานวน1 แหง ระหวางโจทกflซึ่งเป2นผูรับจางกับจําเลยซึ่งเป2นผูวาจาง แตจําเลยคิดคาปรับโจทกflที่สงมอบงานลาชาโดยไมชอบดวยกฎหมาย เห็นวา สัญญาพิพาทมีวัตถุประสงคflเพื่อการ บรรเทาความเดือดรอนของขาราชการตํารวจและครอบครัวที่ยังไมมีที่พักอาศัยเทานั้น มิไดเป2นไปเพื่อการจัดทํา บริการสาธารณะโดยตรงหรือเพื่อเป2นเครื่องมือในการจัดทําบริการสาธารณะ อันจะถือเป2นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และแมจะเป2นสัญญา สําเร็จรูปและปรับราคาไดและมีขอสัญญากําหนดสิทธิใหแกจําเลยเลิกจางฝOายเดียวหรือสั่งใหทํางานพิเศษ ก็มิไดมีลักษณะพิเศษที่ไมอาจพบในสัญญาระหวางเอกชนกับเอกชน สัญญาจางกอสรางพิพาทจึงไมใชสัญญา


ทางปกครอง ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แตเป2นสัญญาทางแพงที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 391 ผูฟ6องคดีเป2นเอกชนฟ6องกรมชลประทาน ผูถูกฟ6อง อางวา ผูฟ6องครอบครองทําประโยชนflในที่ดิน ส.ค. 1 แตผูถูกฟ6องกอสรางอางเก็บน้ําทําใหน้ําทวมที่นาของผูฟ6องบางสวนจนไมสามารถทํานาหรือการเกษตร ไดผูฟ6องเสียสิทธิครอบครองและขาดโอกาสประกอบอาชีพ ขอใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งใหผูถูกฟ6องชดใช คาทดแทนสวนผูถูกฟ6องใหการวา ที่ดินบริเวณดังกลาวเป2นที่ดินรกรางวางเปลาเป2นทําเลเลี้ยงสัตวflอันเป2น ที่สาธารณประโยชนflที่ประชาชนใชรวมกัน ผูฟ6องไมอาจอางการครอบครองขึ้นสูตอรัฐไดเมื่อกรมที่ดินไมเพิกถอน สภาพทําเลเลี้ยงสัตวflตามที่ขึ้นทะเบียนไวผูถูกฟ6องจึงไมสามารถจายเงินคาทดแทนใหไดโครงการชลประทานตรวจ พื้นที่แลวพบวา ที่ดิน ส.ค. 1 ที่ผูฟ6องครอบครองตั้งอยูนอกเขตบริเวณที่น้ําในอางเก็บน้ําทวมถึง ขอใหยกฟ6อง เห็นวา แมกรมชลประทาน ผูถูกฟ6องจะเป2นหนวยงานทางปกครอง แตเหตุแหงการฟ6องคดีผูฟ6องกลาวอางวา ผูถูกฟ6องกอสรางอางเก็บน้ํารุกล้ําที่ดินของผูฟ6อง อันเป2นการโตแยงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยวา ผูถูกฟ6องกระทําละเมิดตอผูฟ6องหรือไม เป2นเพียงผลของการวินิจฉัยปIญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาล วินิจฉัยวาที่ดินพิพาทเป2นของผูฟ6อง การที่ผูถูกฟ6องกระทําการตามฟ6องก็เป2นการกระทําละเมิดตอผูฟ6อง แตหาก ที่ดินพิพาทเป2นทําเลเลี้ยงสัตวflจะเป2นผลใหผูถูกฟ6องมีอํานาจกอสรางอางเก็บน้ําไดดังนั้น การที่ผูฟ6องใชสิทธิฟ6องคดี นี้ก็เพื่อขอใหศาลรับรองคุมครองสิทธิในที่ดินของตนเป2นสําคัญ จึงอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ที่ 82/2563 คดีนี้ผูฟ6องคดีเป2นเอกชนยื่นฟ6องกรมชลประทาน ผูถูกฟ6องคดีอางวา ผูฟ6องคดีเป2นผูครอบครองทําประโยชนflในที่ดินตามหลักฐานแบบแจงการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) แตผูถูกฟ6องคดีกอสรางอางเก็บน้ําทําใหน้ําทวมที่นาของผูฟ6องคดีบางสวนจนไมสามารถทํานา หรือทําการเกษตรดานอื่น ๆ ไดผูฟ6องคดีตองเสียสิทธิการครอบครองในที่ดินและขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ ขอใหศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งใหผูถูกฟ6องคดีชดใชคาทดแทนความเสียหาย สวนผูถูกฟ6องคดีใหการวา ที่ดินบริเวณ ที่สรางอางเก็บน้ําเป2นที่ดินรกรางวางเปลาซึ่งมีสภาพเป2นทําเลเลี้ยงสัตวflโคกหลวงเป2นที่สาธารณประโยชนfl ที่ประชาชนใชรวมกัน ผูฟ6องคดีไมอาจอางการครอบครองที่ดินดังกลาวขึ้นสูตอรัฐไดเมื่อกรมที่ดินไมเพิกถอนสภาพ ทําเลเลี้ยงสัตวflตามที่ขึ้นทะเบียนไวผูถูกฟ6องคดีจึงไมสามารถจายเงินคาทดแทนใหแกผูฟ6องคดีโครงการชลประทาน นครพนมไดตรวจพื้นที่แลวพบวา ที่ดิน (ส.ค. 1) ที่ผูฟ6องคดีครอบครองตั้งอยูนอกเขตบริเวณที่น้ํา


ในอางเก็บน้ําทวมถึง ขอใหยกฟ6อง เห็นวา แมกรมชลประทาน ผูถูกฟ6องคดีจะเป2นหนวยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542แตเหตุแหงการฟ6อง คดีนี้ผูฟ6องคดีกลาวอางวา ผูถูกฟ6องคดีกอสรางอางเก็บน้ํารุกล้ําที่ดิน (ส.ค. 1) ของผูฟ6องคดีโดยผูถูกฟ6องคดี ใหการวา ที่ดินบริเวณที่สรางอางเก็บน้ําเป2นทําเลเลี้ยงสัตวflโคกหลวงจึงเป2นที่สาธารณประโยชนflที่ประชาชน ใชรวมกัน การกอสรางอางเก็บน้ําไมเป2นการกระทบสิทธิของผูฟ6องคดีอันเป2นการโตแยงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยวาผูถูกฟ6องคดีกระทําละเมิดตอผูฟ6องคดีหรือไม เป2นเพียงผลของการวินิจฉัยปIญหาเกี่ยวกับสิทธิ ในที่ดินพิพาทระหวางผูฟ6องคดีกับผูถูกฟ6องคดีซึ่งหากศาลวินิจฉัยวาที่ดินพิพาทเป2นของผูฟ6องคดีการที่ผูถูกฟ6องคดี กระทําการตามฟ6องก็เป2นการกระทําละเมิดตอผูฟ6องคดีแตหากที่ดินพิพาทเป2นทําเลเลี้ยงสัตวflซึ่งเป2นที่รกราง วางเปลา จะเป2นผลใหผูถูกฟ6องคดีมีอํานาจกอสรางอางเก็บน้ําไดโดยไมเป2นละเมิดตอผูฟ6องคดีดังนั้น จึงเห็นไดวา การที่ผูฟ6องคดีใชสิทธิฟ6องคดีนี้ก็เพื่อขอใหศาลรับรองคุมครองสิทธิในที่ดินของตนเป2นสําคัญขอพิพาทในคดีนี้ จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ฎีกาเลาเรื่อง 392 บริษัทเอกชนยื่นฟ6องกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา จําเลยที่ 1 และจําเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทน หรือผูแทนของจําเลยที่ 1 เกี่ยวกับสัญญาวาจางโจทกflใหรับเหมาจัดงานกิจกรรมประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเดิมจําเลย ที่ 2 วาจางโจทกflใหจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟตามโครงการสงเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธflการทองเที่ยว และสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ตอมาจําเลยที่ 2 ติดตอดวยวาจาใหโจทกfl จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในอําเภอตางๆ ในจังหวัดดังกลาวอีก8อําเภอ โจทกflจัดงานทั้งหมดตามโครงการฯ และ สงมอบงานแลว แตไดรับเงินคาจางเฉพาะการจัดงานที่จัดขึ้นในอําเภอเมือง จังหวัดยโสธร ขอใหบังคับจําเลยทั้ง สองรวมกันชําระเงินคาจัดงานใน 8อําเภอ พรอมดอกเบี้ย จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปIญหาตองพิจารณา วาสัญญาจางเหมาจัดงานดังกลาวเป2นสัญญาทางปกครองหรือไม เห็นวา กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา จําเลยที่ 1เป2นราชการสวนกลาง มีฐานะเป2นกระทรวง จึงเป2นหนวยงานทางปกครอง สวนจําเลยที่ 2เป2น ขาราชการในสังกัดของจําเลยที่ 1 จึงเป2นเจาหนาที่ของรัฐ จําเลยที่ 1 มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการสงเสริมสนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมการทองเที่ยว การกีฬา การศึกษาดานกีฬา นันทนาการ และราชการอื่นตามที่กฎหมาย กําหนด ขอบเขตของงานหรือกิจกรรมที่โจทกflอางวาจําเลยที่ 2 ติดตอดวยวาจานั้นมีเนื้อหาและขอบเขต ของงานลักษณะเดียวกับที่จัดในอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร จะเห็นไดวา มีเนื้อหาเป2นการประชาสัมพันธfl การทองเที่ยวและเผยแพรประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธรซึ่งเป2นเอกลักษณflเฉพาะตัวของภาคอีสาน


ซึ่งอยูในอํานาจหนาที่ของจําเลยที่ 1 จึงเป2นการมอบหมายใหโจทกflเขารวมดําเนินกิจการบริการสาธารณะในหนาที่ ของจําเลยที่ 1 จึงเป2นสัญญาที่ใหจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งเป2นสัญญาทางปกครองประเภทหนึ่ง จึงเป2นคดีพิพาท เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คําวินิจฉัยที่ 95/2563 คดีที่บริษัทเอกชนเป2นโจทกflยื่นฟ6องกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา จําเลยที่ และ จําเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนหรือผูแทนของจําเลยที่ 1 ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาวาจางโจทกflใหรับเหมา จัดงานกิจกรรมประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเดิมจําเลยที่ 2 วาจางโจทกflใหจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟตามโครงการสงเสริม สนับสนุนประชาสัมพันธflการทองเที่ยวและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอําเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ประจําปX งบประมาณปXพ.ศ. 2558 ณ สวนสาธารณะพญาแถน และเขตเทศบาลเมืองยโสธร ตามสัญญาจางเลขที่ 02/2558 และตอมาจําเลยที่ 2ไดติดตอดวยวาจาใหโจทกflจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในอําเภอตางๆ ในจังหวัดยโสธรจํานวน 8อําเภอ ซึ่งตอมาโจทกflไดจัดงานทั้งหมดตามโครงการฯ และสงมอบงานแลว แตกลับไดรับเงินคาจางเฉพาะ การจัดงานที่จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะพญาแถน อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยไมไดรับเงินคาจางในสวนงานที่จัด ขึ้นใน 8อําเภอ ขอใหบังคับจําเลยทั้งสองรวมกันชําระเงินคาจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่จัดขึ้นใน 8 อําเภอ พรอมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แตโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติใหศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง เทานั้น กรณีจึงมีปIญหาตองพิจารณาวาสัญญาจางเหมาจัดงานดังกลาวเป2นสัญญา ทางปกครองหรือไม เห็นวา กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา จําเลยที่ 1เป2นราชการสวนกลาง มีฐานะเป2น กระทรวง ตามมาตรา 7 (2) แหงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 4 (5) แหงพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จําเลยที่ 1 จึงเป2นหนวยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 สวนจําเลยที่ 2 เป2นขาราชการในสังกัดของจําเลยที่ 1 จึงเป2นเจาหนาที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน และ โดยที่มาตรา 14 แหงพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545กําหนดใหจําเลยที่ 1 มีอํานาจ หนาที่เกี่ยวกับการสงเสริมสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมการทองเที่ยว การกีฬา การศึกษาดานกีฬา นันทนาการ และราชการอื่นตามที่กฎหมายกําหนด เมื่อพิจารณาขอบเขตของงานหรือกิจกรรมที่โจทกflอางวาจําเลย ที่ 2 ในฐานะตัวแทนหรือผูแทนของจําเลยที่ 1ไดติดตอดวยวาจาใหโจทกflจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอีก๑ โครงการ ระหวางวันที่ 1 - 30 พฤษภาคม 2548 โดยมีสถานที่จัดงานตามอําเภอตางๆ ในจังหวัดยโสธรจํานวน8อําเภอ ซึ่งมีเนื้อหาและขอบเขตของงานลักษณะเดียวกับสัญญาจางเลขที่ 02/2558 ที่ตกลงกันใหโจทกflรับจางเหมา ตามโครงการสงเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธflการทองเที่ยวและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอําเภอเมืองยโสธร


จังหวัดยโสธร ประจําปXงบประมาณปX พ.ศ. 2558 ณ สวนสาธารณะพญาแถน และเขตเทศบาลเมืองยโสธร นั้น จะเห็นไดวา มีเนื้อหาเป2นการประชาสัมพันธflการทองเที่ยวและเผยแพรประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธร ซึ่งเป2นเอกลักษณflเฉพาะตัวของภาคอีสาน อันเป2นการสงเสริมสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมการทองเที่ยว ของจังหวัดยโสธรซึ่งอยูในอํานาจหนาที่ของจําเลยที่ 1 ตามมาตรา 14 แหงพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2548 การที่โจทกflอางวาจําเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจําเลยที่ 1 วาจางใหโจทกflดําเนินการดังกลาว จึงเป2นการมอบหมายใหโจทกflเขารวมดําเนินกิจการบริการสาธารณะในหนาที่ของจําเลยที่ 1 สัญญาดังกลาว จึงเป2นสัญ ญาที่ใหจัดทําบริการสาธารณ ะ ซึ่งเป2นสัญญ าทางปกครองประเภทหนึ่ง ตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ขอพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกลาว จึงเป2นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน ฎีกาเลาเรื่อง 394 โจทกflเป2นผูรับประกันภัยรถยนตflเมื่อโจทกflชําระคาซอมรถยนตflที่โจทกflรับประกันภัยเพื่อชดใชคาสินไหม ทดแทนใหแกผูเอาประกันภัย โจทกflยอมเขารับชวงสิทธิของผูเอาประกันภัยที่มีอยูในมูลหนี้ตอจําเลยทั้งสอง ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกผูตองรับผิดตอผูเอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 880 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 226 วรรคหนึ่ง สิทธิของโจทกflยอมเป2นเชนเดียวกับผูเอาประกันภัย โดยเมื่อผูเอา ประกันภัยมีสิทธิฟ6องในมูลละเมิดภายในกําหนดอายุความ 1 ปXนับแตวันที่รูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใช คาสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทกflในฐานะผูรับชวงสิทธิจาก ผูเอาประกันภัยก็ตองฟ6องคดีภํายในกําหนด 1 ปXนับแตวันที่ผูเอาประกันภัยรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตอง ใชคาสินไหมทดแทนเชนกัน โจทกflนําคดีมาฟ6องวันที่ 28 สิงหาคม 2561 เกินกําหนดไป 1 วัน ฟ6องโจทกflจึงขาดอายุความ เมื่อโจทกflฟ6องใหจําเลยทั้งสองรวมกันรับผิดในมูลความแหงคดีอันเป2นการชําระหนี้ซึ่งแบงแยกจากกันมิได แมจําเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคําใหการแตจําเลยที่ 2 ผูเป2นคูความรวมกันไดใหการตอสูในเรื่องอายุความไวการดําเนิน กระบวนพิจารณาซึ่งไดทําโดยจําเลยที่ 2 ถือวาไดทําโดยจําเลยที่ 1 ดวยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพง มาตรา 59 (1) และแมจําเลยที่ 1 มิไดฎีกาแตเมื่อฟ6องโจทกflขาดอายุความ ศาลฎีกายอมมีอํานาจ พิพากษาใหมีผลถึงจําเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 245 (1)ประกอบมาตรา 252 ที่แกไขใหม


คําพิพากษาศาลฎีกาที่4215/2563 โจทกflเป2นผูรับประกันภัยรถยนตflเมื่อโจทกflชําระคาซอมรถยนตfl ที่โจทกflรับประกันภัยเพื่อชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเอาประกันภัย โจทกflยอมเขารับชวงสิทธิของ ผูเอาประกันภัยที่มีอยูในมูลหนี้ตอจําเลยทั้งสอง ซึ่งเป2นบุคคลภายนอกผูตองรับผิดตอผูเอาประกันภัยตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา 880 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 226 วรรคหนึ่ง สิทธิของโจทกflยอมเป2นเชนเดียว กับผูเอาประกันภัย โดยเมื่อผูเอาประกันภัยมีสิทธิฟ6องในมูลละเมิดภายในกําหนดอายุความ 1 ปXนับแตวันที่รูถึง การละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยflมาตรา448 วรรคหนึ่ง โจทกflในฐานะผูรับชวงสิทธิจากผูเอาประกันภัยก็ตองฟ6องคดีภายในกําหนด 1 ปXนับแตวันที่ผูเอาประกันภัยรูถึง การละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทนเชนกัน โจทกflนําคดีมาฟ6องวันที่ 28 สิงหาคม2561 เกินกําหนดไป 1 วัน ฟ6องโจทกflจึงขาดอายุความ เมื่อโจทกflฟ6องใหจําเลยทั้งสองรวมกันรับผิดในมูลความแหงคดี อันเป2นการชําระหนี้ซึ่งแบงแยกจากกันมิไดแมจําเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคําใหการแตจําเลยที่ 2 ผูเป2นคูความรวมกันได ใหการตอสูในเรื่องอายุความไวการดําเนินกระบวนพิจารณาซึ่งไดทําโดยจําเลยที่ 2 ถือวาไดทําโดยจําเลยที่ 1 ดวย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 59 (1) และแมจําเลยที่ 1 มิไดฎีกาแตเมื่อฟ6องโจทกflขาดอายุ ความ ศาลฎีกายอมมีอํานาจพิพากษาใหมีผลถึงจําเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 ที่แกไขใหม ฎีกาเลาเรื่อง 395 สําเนารายงานประจําวัน ระบุขอความแตเพียงวา จําเลยเอาเงิน 600,000 บาท จากโจทกflไปจริง โดยมีขอแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันวาจะใหเขาไปทํางานในบริษัทของโจทกflตอบแทนเงินจํานวนดังกลาว และยังไมไดใชคืนแสดงวาจําเลยรับวาไดรับเงิน 600,00 บาท จากโจทกflแตเมื่อสําเนารายงานประจําวัน ไมมีขอความใดที่ทําใหเขาใจไดวาจําเลยยืมเงินโจทกflและตกลงจะใชคืน สําเนารายงานประจําวันจึงไมใชหลักฐาน แหงการกูยืมที่โจทกflจะฟ6องรองใหบังคับคดีได คําพิพากษาศาลฎีกาที่3817/2563 ตามสําเนารายงานประจําวัน ระบุขอความแตเพียงวา จําเลยกับพวก รวม 3 คน ไปพบพนักงานสอบสวนกรณีที่รุมทํารายโจทกflสาเหตุเนื่องจากโจทกflไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินจํานวน 600,000 บาท ที่จําเลยเอาไปแตยังไมไดใชคืน จําเลยยอมรับวาเมื่อประมาณเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2560 ไดเอาเงินจํานวน 600,000 บาท (เดือนละ 300,000 บาท) จากโจทกflไปจริง โดยมีขอแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันวา จะใหเขาไปทํางานในบริษัทของโจทกflตอบแทนเงินจํานวนดังกลาวแตภายหลังมีปIญหาขอขัดแยงกันจึง


ไมไดรวมงานกันแลวโจทกflทวงถามขอเงินคืนมาตลอดและยังไมไดขอสรุปก็มาเกิดเหตุขึ้นเสียกอน แสดงวาจําเลย รับวาไดรับเงินจํานวน 600,00 บาท จากโจทกflเพื่อตอบแทนการเขาทํางานในบริษัทของโจทกflเทานั้น จําเลยไมได รับวากูยืมเงินโจทกflดังนั้นเมื่อสําเนารายงานประจําวันไมมีขอความใดที่ทําใหเขาใจไดวาจําเลยยืมเงินโจทกfl และตกลงจะใชคืน สําเนารายงานประจําวันจึงไมใชหลักฐานแหงการกูยืมตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยfl มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่โจทกflจะฟ6องรองใหบังคับคดีได ฎีกาเลาเรื่อง 396 การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลตองพิจารณาฟIงขอเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งมวลที่ปรากฏในสํานวน ศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารองขอแกไขเพิ่มเติมคําใหการของจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลเพียงวาขอเท็จจริงดังกลาวไมได ปรากฏขึ้นจากการกลาวอางในคําใหการเทานั้น หากศาลชั้นอุทธรณflเห็นวาเพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรม จําเป2นตองฟIงขอเท็จจริงสวนนี้เพื่อใหวินิจฉัยชี้ขาดคดีไดถูกตองก็มีอํานาจรับฟIงขอเท็จจริงนั้นได คําพิพากษาศาลฎีกาที่2267/2563 การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลตองพิจารณาฟIงขอเท็จจริง จากพยานหลักฐานทั้งมวลที่ปรากฏในสํานวน ศาลชั้นตนมีคําสั่งยกคํารองขอแกไขเพิ่มเติมคําใหการของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีผลเพียงวาขอเท็จจริงดังกลาวไมไดปรากฏขึ้นจากการกลาวอางในคําใหการของจําเลยที่ 1 และที่ 2 เทานั้น หากศาลอุทธรณflภาค 1 เห็นวาเพื่อประโยชนflแหงความยุติธรรมจําเป2นตองฟIงขอเท็จจริงสวนนี้เพื่อให วินิจฉัยชี้ขาดคดีไดถูกตองแทจริงก็มีอํานาจรับฟIงพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับขอเท็จจริงดังกลาวไดตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 87 (2) พระครูอ. มีทายาทเหลืออยูเพียงคนเดียวคือโจทกflโจทกflจึง เป2นผูหนึ่งที่มีอํานาจหนาที่จัดการศพของพระครูอ. ไดแตเมื่อตามสถานะของผูตายซึ่งไดบวชเป2นพระภิกษุตั้งแต อายุ25 ปXและจําพรรษาอยูที่วัดจําเลยที่ 1 ตลอดมาจนถึงแกมรณภาพเมื่ออายุ 75 ปXหลังจากพระครูอ. ถึงแกมรณภาพแลวญาติพี่นองของพระครูอ. รวมทั้งจําเลยที่ 1 และที่ 2 ไดรวมกันจัดงานสวดพระอภิธรรมศพ เป2นเวลา 15 วัน โดยวัดจําเลยที่ 1 เป2นผูออกคาใชจายแลวบรรจุเก็บสังขารของพระครูอ. ไวบําเพ็ญกุศลทุกวัน พระเป2นเวลา 100 วันพระ มีประชาชนศรัทธามาสักการะสังขารของพระครูอ. เป2นจํานวนมาก แสดงวา พระครูอ.เป2นพระที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาจึงไดมีการเก็บสรีระสังขารไวในวัดจําเลยที่ 1 เพื่อใหพุทธศาสนิกชน ไดกราบไหวสักการะบูชา ยิ่งไปกวานั้น การที่พระครูอ. ไดมีศรัทธาอุทิศตนเพื่ออยูในพุทธศาสนา การที่โจทกfl เป2นผูจัดการศพของพระครูอ. นาจะไมสอดคลองกับความศรัทธาของประชาชนผูเลื่อมใสเคารพนับถือแก


พระครูอ. จึงเป2นการสมควรที่วัดจําเลยที่ 1 จะเป2นผูดําเนินการเกี่ยวกับสรีระสังขารของพระครูอ. ตอไป โดยไมจําตองพิจารณาวาโจทกflหรือวัดจําเลยที่ 1 เป2นผูไดรับมรดกของผูตายมากที่สุด ฎีกาเลาเรื่อง 397 คดีอาญาที่โจทกflเคยฟ6องจําเลยมาครั้งหนึ่งแลว แตถอนฟ6องไปโดยอางเหตุวาจะไปฟ6องจําเลยใหม ศาลชั้นตนอนุญาตใหถอนฟ6อง แมโจทกflจะนําคดีมาฟ6องใหมโดยเพิ่มเติมขอหาแตก็เป2นการกระทําเดียวกันจึงอยูใน หลักเกณฑflที่จะนํามาฟ6องใหมไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2563 โจทกflเคยฟ6องจําเลยทั้งหกมาครั้งหนึ่งฐานรวมกันฉอโกง ศาลชั้นตนอนุญาตใหโจทกflถอนฟ6องไปแลว โจทกflกลับมาฟ6องจําเลยทั้งหกในการกระทําอันเดียวกันอีก แมคําฟ6อง ในคดีนี้จะตางจากคําฟ6องในคดีเดิมโดยโจทกflเพิ่มเติมการกระทําของจําเลยทั้งหกวารวมกันหลอกลวงประชาชน และนําเขาระบบคอมพิวเตอรflซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรflอันเป2นเท็จ ขอใหลงโทษฐานรวมกันฉอโกงประชาชน และพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรfl พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) แตก็ตองถือวา เป2นการกระทําอันเดียวกันกับที่โจทกflฟ6องในคดีเดิม มิใชถือเอาคําบรรยายฟ6องหรือฐานความผิดที่โจทกflตั้งเอา แกจําเลยเป2นเกณฑflมิฉะนั้นแลวจําเลยกระทําความผิดเพียงครั้งเดียว โจทกflมีสิทธิดําเนินคดีแกจําเลยไดหลายครั้ง โดยไมรูจักจบสิ้นจึงตองหามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36แมตามคํารองขอถอนฟ6อง ของโจทกflในคดีกอนจะอางเหตุขอถอนฟ6องเพื่อฟ6องจําเลยทั้งหกเป2นคดีใหมฐานรวมกันฉอโกงประชาชน แตเมื่อ ศาลชั้นตนอนุญาตใหโจทกflถอนฟ6องไดก็ตองถือวาเป2นการถอนฟ6องคดีอาญาใหเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงอยูในหลักเกณฑfl ที่จะนํามาฟ6องใหมไมได ฎีกาเลาเรื่อง 398 ผูเสียหายโอนเงินใหจําเลย มิใชผลโดยตรงจากการหลอกลวงแตเป2นไปดวยความสมัครใจ เพราะผลตอบแทนที่มากกวาปกติทั้งกอนเกิดเหตุจําเลยจายผลประโยชนflจริง จําเลยเป2นผูเขารวมลงทุนกับ นางสาว ก. โดยนําเงินที่มีผูมาลงทุนไปสงมอบใหนางสาว ก. และรับผลประโยชนflมาแจกจาย จําเลยก็ไดรับ ความเสียหายพฤติการณflดังกลาวของจําเลยเป2นเพียงการชักชวนใหผูเสียหายมารวมลงทุนดวยเนื่องจากไดรับผล


Click to View FlipBook Version