ของพนักงานเจาหนาที่ไมแตหากมีการคัดคานเอกสารนั้นผูคัดคานตองมีภาระการพิสูจนflความไมบริสุทธิ์หรือไม ถูกตองของเอกสารนั้น ผูคัดคานที่ 7 มิไดเป2นทายาทของเจามรดก และแมจะเป2นทายาทของผูรองซึ่งมีสิทธิ รับมรดกของเจามรดก ก็ยังถือไมไดวาผูคัดคานที่ 7 เป2นผูมีสวนไดเสียที่จะรองขอใหศาลตั้งตนเป2นผูจัดการมรดก ของเจามรดกได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5943/2561แมสูติบัตรจะระบุวาเจามรดกเป2นมารดาและผูรองเป2นบิดา ของผูรองขอ แตเอกสารดังกลาวก็หาใชพยานหลักฐานที่ยืนยันไดอยางเด็ดขาดวา ผูรองขอเป2นบุตรของเจามรดก กับผูรองแตอยางใด เพราะการที่เอกสารดังกลาวปรากฏชื่อเจามรดกกับผูรองเป2นมารดาและบิดาของผูรองขอ ก็เนื่องจากพนักงานเจาหนาที่ไดรับการบอกเลาและบันทึกลงในเอกสารดังกลาวตามการบอกกลาวของผูแจง เทานั้นหาใชเป2นการตรวจพิสูจนflของพนักงานเจาหนาที่แตหากมีการคัดคานเอกสารดังกลาวผูคัดคานที่ 1 ถึงที่6 ต องมีภาระการพิสูจนflความไมบริสุทธิ์หรือความไมถูกตองแหงเอกสารดังกลาวผูที่มีอํานาจยื่นคําคัดคานและขอให ศาลตั้งตนเป2นผูจัดการมรดกของเจามรดกไดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 บัญญัติวา “ทายาทหรือผูมีสวนไดเสีย หรือพนักงานอัยการจะรองตอศาลขอใหตั้งผูจัดการมรดกก็ได” ดังนี้เมื่อผูคัดคานที่ 7 มิไดเป2นทายาทของเจามรดก และแมผูคัดคานที่ 7 จะเป2นทายาทของผูรองและผูรองมีสิทธิรับมรดกของเจามรดกก็ตาม ก็ยังถือไมไดวาผูคัดคาน ที่ 7 เป2นผูมีสวนไดเสียที่จะรองตอศาลขอใหตั้งตนเป2นผูจัดการมรดกของเจามรดกได ฎีกาเลาเรื่อง 475 การฟ6องเพิกถอนการฉอฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันตกอยูในบังคับแหงอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ตองเป2นเรื่องที่ลูกหนี้เป2นเจาของทรัพยflมีอํานาจทํานิติกรรมโดยสมบูรณflเมื่อนิติกรรมซื้อขายที่ดิน พิพาทระหวาง ส. ผูขาย กับจําเลยที่ 1 ผูซื้อ ตกเป2นโมฆะ จําเลยที่ 1 จึงไมใชเจาของที่ดินพิพาทและ ไมมีอํานาจขายใหแกจําเลยที่ 2 กรณีมิใชเป2นการฟ6องเพิกถอนการฉอฉลและไมอยูในบังคับอายุความดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561 การฟ6องเพิกถอนการฉอฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะ ตองตกอยูในบังคับแหงอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีตองเป2นเรื่องที่ลูกหนี้เป2นเจาของทรัพยflมีอํานาจ ทํานิติกรรมเกี่ยวกับทรัพยflนั้น อันเป2นนิติกรรมที่สมบูรณflเมื่อขอเท็จจริงรับฟIงไดเป2นที่ยุติวา นิติกรรมซื้อขายที่ดิน พิพาทระหวาง ส. ผูขาย กับจําเลยที่ 1 ผูซื้อ เกิดจากเจตนาลวงตกเป2นโมฆะ จําเลยที่ 1 จึงไมใชเจาของที่ดินพิพาท และไมมีอํานาจขายที่ดินพิพาทใหแกจําเลยที่ 2 กรณีจึงไมใชเป2นการฟ6องเพิกถอนการฉอฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไมอยูในบังคับที่จะตองฟ6องภายในอายุความ 1 ปXตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 แมขณะที่จําเลยที่ 1
ขายที่ดินแกจําเลยที่ 2 ในคดีแพง หมายเลขแดงที่ 1061/2556 ศาลฎีกายังไมไดพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย ระหวาง ส. กับจําเลยก็ตาม เมื่อจําเลยที่ 2 รับโอนโดยไมสุจริต จึงไมไดรับการคุมครองตาม ป.พ.พ. มาตรา155 วรรคหนึ่ง ตอนทาย ฟ6องโจทกflคดีนี้จึงยังไมขาดอายุความ ฎีกาเลาเรื่อง 476 คําสั่งเด็ดขาดไมฟ6องของพนักงานอัยการเป2นขั้นตอนการสอบสวนคดีอาญาไมมีผลผูกพันคดีแพง จึงนํามารับฟIงเป2นยุติชั้นศาลในคดีแพงไมไดแมจําเลยใหการวา หนังสือแจงการประเมินเป2นคําสั่งทางปกครอง ที่ไมชอบดวยกฎหมาย แตในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นตนไมไดกําหนดประเด็นไวและจําเลยมิไดคัดคาน ถือวาจําเลย สละประเด็น ทั้งศาลชั้นตนไมไดวินิจฉัย จึงเป2นขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นตน จําเลยไดรับ แบบแจงการประเมินเรียกเก็บอากรและภาษีหากไมเห็นดวยก็ชอบที่จะอุทธรณflตอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณfl ภายใน 30 วัน เมื่อจําเลยไมใชสิทธิแสดงวาจําเลยไมติดใจโตแยงจึงไมมีสิทธิฟ6องขอใหเพิกถอนการประเมิน ดังกลาวและไมมีสิทธิตอสูวาการประเมินไมชอบ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6035 – 6038/2561 การที่พนักงานอัยการมีคําสั่งเด็ดขาดไมฟ6องจําเลย ในขอหาสําแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป2นเรื่องที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งสํานวนไปตามพยานหลักฐาน เทาที่ปรากฏในสํานวนการสอบสวน อันเป2นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดีอาญา หาไดมีผลผูกพันกับคดีแพง ไมจึงจะนํามารับฟIงเป2นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลในคดีแพงไมไดวาจําเลยไมไดสําแดงราคาต่ํากวาความเป2นจริง โจทกflทั้งสองจึงมีอํานาจฟ6องเรียกคาภาษีอากรที่ขาด แมจําเลยใหการวา หนังสือแจงการประเมินเป2นคําสั่งทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมาย แตในวันนัด ชี้สองสถาน ศาลภาษีอากรกลางไมไดกําหนดเป2นประเด็นขอพิพาทไวและไมปรากฏวาจําเลยคัดคาน จึงถือวา จําเลยสละประเด็นดังกลาว ทั้งศาลภาษีอากรกลางไมไดวินิจฉัย จึงเป2นขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบ ในศาลภาษีอากรกลาง จําเลยไดรับแบบแจงการประเมินเรียกเก็บอากรขาเขา/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลคาเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) หากจําเลยไมเห็นดวยกับการประเมิน จําเลยก็ชอบที่จะใชสิทธิอุทธรณflการประเมิน ตอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณflภายใน 30 วัน นับแตวันที่ไดรับแจงการประเมิน แตจําเลยหาไดใชสิทธิอุทธรณfl การประเมินไมแสดงวาจําเลยไมติดใจโตแยงการประเมิน อันมีผลใหการประเมินเป2นอันยุติจําเลยยอมไมมีสิทธิฟ6อง
คดีตอศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอใหเพิกถอนการประเมินดังกลาวและยอมไมมีสิทธิตอสูคดีวาการประเมิน ไมชอบดวยกฎหมาย ฎีกาเลาเรื่อง 477 ตามสัญญาตกลงชําระหนี้เป2นเงินดอลลารflสิงคโปรflโจทกflจึงมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยชําระหนี้เป2นเงิน ดังกลาวเทานั้น การที่โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยชําระหนี้เป2นเงินไทยและศาลชั้นตนพิพากษาใหชําระหนี้ ตามฟ6องอาจมีผลใหตองมีการชําระหนี้เกินไปกวาที่ปรากฏในคําฟ6อง จึงไมชอบ และเป2นปIญหาเกี่ยวดวยความสงบ ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขเสียใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2561 ตามสัญญาที่โจทกflนํามาฟ6อง โจทกflและจําเลยตกลงชําระหนี้ แกกันเป2นเงินดอลลารflสิงคโปรflโจทกflจึงมีสิทธิเรียกรองใหจําเลยชําระหนี้เป2นเงินดอลลารflสิงคโปรflเทานั้น แตจําเลย จะสงใชเป2นเงินไทยไดก็โดยคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใชเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196ดังนั้น การที่โจทกflขอใหบังคับจําเลยชําระหนี้เป2นเงินไทยและศาลทรัพยflสินทางปIญญาและการคาระหวางประเทศกลาง พิพากษาใหจําเลยชําระหนี้ตามฟ6องแกโจทกflเป2นเงินไทยอาจมีผลใหจําเลยตองชําระหรือโจทกflไดรับชําระหนี้เกินกว าจํานวนหนี้เงินดอลลารflสิงคโปรflตามที่โจทกflบรรยายฟ6อง หากวาอัตราแลกเปลี่ยนในวันใชเงินจริง 1 ดอลลารflสิงคโปรflเทากับเงินไทยจํานวนนอยกวา 23.93 บาท ซึ่งจะเป2นผลใหเป2นการพิพากษาเกินไปกวาที่ ปรากฏในคําฟ6อง จึงไมชอบ ปIญหาดังกลาวแมไมมีคูความฝOายใดอุทธรณflแตเป2นขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบ เรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพยflสินทางปIญญาและการคาระหวางประเทศหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและ แกไขเสียใหถูกตองไดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพยflสินทางปIญญาและการคาระหวางประเทศและวิธีพิจารณาคดี ทรัพยflสินทางปIญญาและการคาระหวางประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพยflสินทางปIญญาและการคาระหวางประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพยflสินทางปIญญาและ การคาระหวางประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ฎีกาเลาเรื่อง 478 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยที่ 2 กระทําความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แตคําขอทายฟ6องไมไดอาง มาตรา 57 และมาตรา 91 แหง พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ จึงขาดการอางมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติวาการกระทํา
เชนนั้นเป2นความผิดและเป2นฟ6องที่ไมสมบูรณflลงโทษจําเลยที่ 2 ไมไดอันเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบรอย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2561 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยที่ 2 กระทําความผิดฐาน เสพเมทแอมเฟตามีน แตคําขอทายฟ6องไมไดอางมาตรา 57 และมาตรา 91 แหง พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522ซึ่งเป2นบทความผิดและบทลงโทษมาดวย ดังนั้น ฟ6องโจทกflจึงขาดการอางมาตราในกฎหมาย ซึ่งบัญญัติวาการกระทําเชนนั้นเป2นความผิดตามที่บัญญัติไวใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา คดียาเสพติดพ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป2นฟ6องที่ไมสมบูรณflสําหรับการกระทําความผิดฐานนี้และลงโทษจําเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ไมไดปIญหานี้แมไมมีคูความฝOายใดฎีกา แตเป2นปIญหาขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 479 แมที่ดินของจําเลยที่ 1 ตกเป2นภาระจํายอมแกที่ดินของโจทกflแตจําเลยที่ 1 ยังมีสิทธิในทางภาระจํายอม อันเป2นกรรมสิทธิ์ของจําเลยที่ 1 การที่จําเลยทั้งสองกอสรางสิ่งปลูกสรางบนทางภาระจํายอมอันเป2นที่ดิน ของจําเลยที่ 1 หากโจทกflเสียหายก็เป2นเรื่องทางแพง กรณีไมมีมูลในความผิดฐานบุกรุก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006/2561 ที่ดินอันตกเป2นภาระจํายอมแกที่ดินของโจทกflนั้นเป2นกรรมสิทธิ์ของ จําเลยที่ 1 เพียงแตทางภาระจํายอมนี้ทําใหจําเลยที่ 1 ตองยอมรับกรรมบางอยางซึ่งกระทบถึงทรัพยflสิน ของตนหรือตองงดเวนการใชสิทธิบางอยางอันมีอยูในกรรมสิทธิ์นั้นเพื่อประโยชนflแกที่ดินของโจทกflตาม ป.พ.พ.มาตรา 1387 โดยจําเลยที่ 1 ยังมีสิทธิในทางภาระจํายอมอันเป2นกรรมสิทธิ์ของจําเลยที่ 1 เชนเดิม เพียงแตมาตรา 1390 หามเจาของภารยทรัพยflประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป2นเหตุใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลด ไปหรือเสื่อมความสะดวกเทานั้น การใชสิทธิเหนือที่ดินสวนที่เป2นทางภาระจํายอมในฐานะเจาของกรรมสิทธิ์ จึงยังคงเป2นของจําเลยที่ 1 ตอไป แมหากจําเลยทั้งสองกอสรางกําแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป2นโรงจอดรถยนตfl และบันไดคอนกรีตอันจะเป2นเหตุใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ก็เป2นการกระทําลง บนที่ดินของจําเลยที่ 1 เอง หาใชเป2นการเขาไปกระทําในที่ดินของโจทกflไม หากโจทกflไดรับความเสียหายอยางไร ชอบที่จะไปวากลาวกันในทางแพง การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงไมมีมูลในความผิดฐานบุกรุก
ฎีกาเลาเรื่อง 480 โจทกflทั้งสามบรรยายฟ6องวา จําเลยที่ 1 เป2นนิติบุคคล มีช. เป2นนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช และเป2นเจาของผูครอบครองรถคันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุร. ขับรถไปปฏิบัติหนาที่ขนถายขยะตามคําสั่งของจําเลย ทั้งสอง จําเลยที่ 1 ใหการวา จําเลยที่ 1 เป2นเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ไดวาจางจําเลยที่ 2 ขนขยะเทากับ รับวา ร. ทําหนาที่ขับรถคันเกิดเหตุในนามและภารกิจของจําเลยที่ 1 อันเป2นการแสดงออกแกบุคคลทั่วไปวา ร. เป2นลูกจางของจําเลยที่ 1 สวนจําเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือขอตกลงกับจําเลยที่ 2 อยางไร ก็เป2นเรื่องระหวางกันเอง ไมมีผลผูกพันบุคคลภายนอกรวมทั้งโจทกflทั้งสาม เมื่อ ร. ขับรถไปกระทําละเมิด จําเลยทั้งสองจึงตองรวมกับ ร. ตอโจทกflทั้งสาม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2561 โจทกflทั้งสามบรรยายฟ6องวา จําเลยที่ 1 เป2นนิติบุคคล มีช. เป2นนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช และเป2นเจาของผูครอบครองรถบรรทุกคันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุร. ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหนาที่เก็บขนถายขยะตามคําสั่งของจําเลยทั้งสอง แมโจทกflจะไมไดกลาว ในคําฟ6องวา ที่ขางรถบรรทุกคันเกิดเหตุมีขอความวา เทศบาลนครนครศรีธรรมราช แตจําเลยที่ 1 ใหการวา จําเลยที่1 เป2นเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ไดวาจางจําเลยที่ 2 เป2นผูดําเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยเทศบาลนคร นครศรีธรรมราชแทนจําเลยที่ 1 ยอมเป2นที่เห็นไดวา จําเลยที่ 1 รับวา ร. ทําหนาที่ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุ เพื่อเก็บขนขยะในนามของจําเลยที่ 1 ตามคําสั่งของจําเลยที่ 1 เมื่อการเก็บขนขยะเป2นภารกิจของเทศบาล การขับรถเก็บขนขยะของ ร. จึงเป2นการทําไปตามหนาที่ในภารกิจของจําเลยที่ 1 พฤติการณflดังกลาวยอม เป2นการแสดงออกแกบุคคลทั่วไปวา ร. เป2นลูกจางของจําเลยที่ 1 และรถบรรทุกคันเกิดเหตุเป2นของจําเลยที่ 1 การที่จําเลยที่ 1 วาจางจําเลยที่ 2 ดําเนินการเก็บขนขยะในนามของจําเลยที่ 1 ยอมถือไดวาจําเลยที่ 1 เป2นนายจางของ ร. ดวย สวนจําเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือขอตกลงกับจําเลยที่ 2 อยางไร ก็เป2นเรื่องที่จะบังคับกัน ระหวางจําเลยที่ 1 กับจําเลยที่ 2 เทานั้น หาไดมีผลผูกพันกับบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทกflทั้งสามดวยไม เมื่อขอเท็จจริงรับฟIงไดวา ร. ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จางของจําเลยทั้งสองและกระทําละเมิด จําเลยทั้งสองจึงตองรวมกับ ร. รับผิดในผลแหงละเมิดที่ ร. กระทําดวยตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ฎีกาเลาเรื่อง 481 กรมธรรมflประกันภัยรถยนตflระบุเงื่อนไขหรือขอยกเวนไวขอหนึ่งวา ผูเอาประกันภัยสามารถแจงใหบริษัท ทราบถึงคูกรณีอีกฝOายหนึ่งได โจทกflจึงมีสิทธิไดรับคาสินไหมทดแทนตอเมื่อเขาเงื่อนไขดังกลาว โดยการแจง
ใหทราบถึงคู กรณีรวมถึงสามารถแจงหมายเลขทะเบียนรถยนตflคูกรณีใหบริษัททราบ โดยไมจําเป2นตอง ใหรายละเอียดถึงผูขับขี่รถยนตflเมื่อโจทกflไมทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนตflคูกรณีจึงเขาขอยกเวนและ จําเลยไมจําตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2561 กรมธรรมflประกันภัยรถยนตflแบบคุมครองเฉพาะภัย หนา 10 ขอ1 ระบุขอตกลงคุมครองไววา “บริษัทจะชดใชคาสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหวางระยะเวลา ประกันภัยตอรถยนตflรวมทั้งอุปกรณflเครื่องตกแตง หรือสิ่งที่ติดประจําอยูกับตัวรถยนตflตามที่ระบุไวในตารางอันมี สาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกลาวใหรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไมวาจะเกิดจากความประมาทของรถยนตflคันที่ เอาประกันภัยหรือคูกรณีและผูเอาประกันภัยสามารถแจงใหบริษัททราบถึงคูกรณีอีกฝOายหนึ่งได” ขอความที่ระบุ ไวดังกลาวจึงเป2นเงื่อนไขหรือขอยกเวนความรับผิดตามกรมธรรมflประกันภัยแบบคุมครองเฉพาะภัยของบริษัท ประกันภัยรวมถึงจําเลยดวย ซึ่งตามคูมือตีความหนาที่ 3 อธิบายถึงความเสียหายตอรถยนตflที่ไดรับความคุมครอง ตามกรมธรรมflประกันภัยนี้วา จะคุมครองเฉพาะ 1. รถยนตflคันที่เอาประกันภัยไดรับความเสียหายจากการชนกับ ยานพาหนะทางบก และ 2. ผูเอาประกันภัยสามารถแจงใหบริษัททราบถึงคูกรณีอีกฝOายหนึ่งไดดังนั้น โจทกflยอมมี สิทธิไดรับคาสินไหมทดแทนความเสียหายตอรถยนตflที่เอาประกันภัยตอเมื่อเขาเงื่อนไขทั้งสองขอ โดยการแจง ใหทราบถึงคูกรณีอีกฝOายหนึ่งไดใหความหมายรวมถึงผูเอาประกันภัยตองสามารถแจงหมายเลขทะเบียนรถยนตfl คูกรณีใหบริษัททราบ โดยไมจําเป2น ตองใหรายละเอียดถึงผูขับขี่รถยนตflดังนี้เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวาโจทกflไมทราบ หมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนตflที่โจทกflระบุวาขับเฉี่ยวชนรถยนตflของโจทกflไดรับความเสียหายจึงถือไมได วาโจทกflสามารถแจงใหบริษัททราบถึงคูกรณีอีกฝOายหนึ่งไดเป2นกรณีเขาขอยกเวนความรับผิดตามกรมธรรมfl ประกันภัยแบบคุมครองเฉพาะภัย จําเลยจึงไมจําตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกโจทกflตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 482 ศาลชั้นตนวินิจฉัยวาจําเลยที่ 1 ทําละเมิด แตคดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ6อง โจทกflอุทธรณflวาคดี ไมขาดอายุความ จําเลยที่ 1 อุทธรณflวาไมไดทําละเมิด เมื่อศาลอุทธรณflวินิจฉัยวาคดีโจทกflขาดอายุความ การวินิจฉัยอุทธรณflของจําเลยที่ 1 จึงไมเป2นประโยชนflแกคดีและคําพิพากษาศาลอุทธรณflผูกพันคูความทํา ใหคําพิพากษาศาลชั้นตนที่วินิจฉัยวาจําเลยที่ 1 ทําละเมิดไมมีผลผูกพันจําเลยที่ 1 ฎีกาของจําเลยที่ 1 ที่ขอ ใหวินิจฉัยวาการกระทําไมเป2นละเมิด จึงไมเป2นสาระแกคดี
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5127/2561 ศาลชั้นตนวินิจฉัยวาจําเลยที่ 1 ทําละเมิด แตคดีโจทกflขาด อายุความ พิพากษายกฟ6อง โจทกflอุทธรณflวาคดีไมขาดอายุความ จําเลยที่ 1 อุทธรณflวาไมไดทําละเมิด เมื่อศาล อุทธรณflวินิจฉัยวาคดีโจทกflขาดอายุความเสียแลว การวินิจฉัยอุทธรณflของจําเลยที่ 1 วามิไดทําละเมิดจึงไมเป2น ประโยชนflแกคดีและคําพิพากษาศาลอุทธรณflซึ่งเป2นศาลที่สูงกวายอมผูกพันคูความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทําใหคําพิพากษาศาลชั้นตนที่วินิจฉัยวาจําเลยที่ 1 ทําละเมิดไมมีผลผูกพันจําเลยที่ 1 อีกตอไป และจําเลยที่ 1 เป2นฝOายชนะคดีในชั้นอุทธรณflจําเลยที่ 1 จะมีสิทธิฎีกาไดตอเมื่อคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณfl มีผลกระทบกระเทือนตอสิทธิของจําเลยที่ 1 แตคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณflหาไดกระทบกระเทือนหรือมีผลทําให จําเลยที่ 1 อาจไดรับความเสียหายแตประการใดไม ฎีกาของจําเลยที่ 1 ที่ขอใหวินิจฉัยวาการกระทําของจําเลยที่1 ไมเป2นละเมิด จึงไมเป2นสาระแกคดีไมชอบดวย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไมรับวินิจฉัย ฎีกาเลาเรื่อง 483 ประกาศขายทอดตลาดของเจาพนักงานบังคับคดีกําหนดใหผูซื้อทรัพยflตองชําระหนี้สินที่คางตอนิติบุคคล อาคารชุด ธนาคาร อ. เขารวมประมูลเทากับยอมรับเงื่อนไขนั้น เมื่อจําเลยมีหนี้คาใชจายสวนกลางคางชําระโจทกfl ธนาคาร อ. ผูประมูลซื้อไดจึงตองรับภาระหนี้ดังกลาวตอโจทกflโจทกflไมมีอํานาจฟ6องจําเลยเรียกหนี้นั้นจากจําเลย อีก คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2561 เมื่อปรากฏวาตามประกาศขายทอดตลาดของเจาพนักงาน บังคับคดีกําหนดใหผูซื้อทรัพยflตองเป2นผูชําระหนี้สินคางชําระตอนิติบุคคลอาคารชุด การที่ธนาคาร อ. เขารวม ประมูลซื้อทรัพยflเทากับธนาคาร อ. ตกลงยอมรับขอกําหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกลาว เมื่อจําเลย มีหนี้คาใชจายเกี่ยวกับทรัพยflสวนกลางคางชําระแกโจทกflธนาคาร อ. ผูประมูลซื้อหองชุดดังกลาวยอมรับไปทั้งสิทธิ และหนาที่ของจําเลยซึ่งเป2นเจาของรวมเดิม ธนาคาร อ. จึงมีหนาที่ที่จะตองรับภาระหนี้คาใชจายเกี่ยวกับทรัพยfl สวนกลางตอโจทกflโจทกflไมมีอํานาจฟ6องจําเลยเกี่ยวกับหนี้คาสวนกลางที่โจทกflฟ6องเรียกเอาจากจําเลยอีก ฎีกาเลาเรื่อง 484 โจทกflบรรยายฟ6องวา จําเลยเป2นหนี้บัตรเครดิตโจทกflรวมเป2นเงิน 206,634.61 บาท และระบุเป2น ทุนทรัพยflคดีนี้ขอใหบังคับจําเลยชําระเงิน 6,592.44 บาท แสดงวาโจทกflประสงคflที่จะไดรับชําระหนี้ตามจํานวนที่
โจทกflไดบรรยายฟ6องไวดังกลาว หาใชเพียง 6,592.44 บาท ตามคําขอบังคับไม นาเชื่อวาตามคําขอบังคับของโจทกfl เกิดจากความพลั้งเผลอพิมพflผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แทจริง ถือไดวาคําพิพากษาที่ใหจําเลยชําระหนี้ ตามคําขอบังคับมีขอผิดพลาดเล็กนอย โจทกflจึงชอบที่จะขอใหศาลมีคําสั่งแกไขขอผิดพลาดและมีเหตุสมควร แกไขจํานวนเงินใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2561 โจทกflบรรยายฟ6องวา ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552 จําเลยมีหนี้ คางชําระการใชบัตรเครดิตแกโจทกflจํานวน 200,042.17 บาท ซึ่งจะตองชําระภายในวันที่ 9 เมษายน 2552 โจทกflไดทวงถามแลวแตจําเลยไมชําระ จําเลยจึงตองชําระใหแกโจทกflเป2นเงิน 200,042.17 บาท พรอมดอกเบี้ย อัตรารอยละ 15 ตอปXของตนเงิน 184,386.18 บาท นับแตวันที่ 21 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 15มิถุนายน 2552 เป2นเงิน 6,592.44 บาท รวมเป2นเงินที่ตองชําระทั้งสิ้น 206,634.61 บาท ขอใหบังคับจําเลยชําระเงิน 6,592.44 บาท ซึ่งคําฟ6องของโจทกflไดบรรยายวาจําเลยคางชําระหนี้แกโจทกflทั้งสิ้น206,634.61 บาท และโจทกflระบุ เป2นทุนทรัพยflในการฟ6องคดีนี้อันเป2นการบรรยายหนี้ที่จําเลยคางชําระแกโจทกflตามที่ปรากฏในคําฟ6องแลว แสดงวาโจทกflประสงคflที่จะไดรับชําระหนี้ตามจํานวนที่โจทกflไดบรรยายฟ6องไวดังกลาว หาใชตองการใหจําเลยชําระ หนี้เพียง 6,592.44 บาท ไม นาเชื่อวาตามคําขอบังคับของโจทกflเกิดจากความพลั้งเผลอพิมพflผิดพลาดคลาดเคลื่อน จากเจตนาที่แทจริง เป2นเหตุใหศาลลางทั้งสองพิพากษาใหจําเลยชําระเงิน 6,592.44 บาท ผิดพลาดไปดวย กรณีถือไดวาคําพิพากษามีขอผิดพลาดเล็กนอย โจทกflจึงชอบที่จะขอใหศาลมีคําสั่งแกไขขอผิดพลาดนั้นใหถูกตอง ไดจึงมีเหตุสมควรแกไขจํานวนเงินในคําพิพากษาจาก 6,592.44บาท เป2น 206,634.61 บาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551มาตรา 7 ฎีกาเลาเรื่อง 485 ขอตกลงตามสัญญาเชาพื้นที่และสัญญาบริการที่ใหจําเลยทั้งสองมีสิทธิริบคาเชาและคาประกันการบริการ มีลักษณะเป2นการกําหนดคาเสียหายไวลวงหนาเป2นเบี้ยปรับ เมื่อโจทกflไมชําระหนี้หรือไมชําระหนี้ใหถูกตองสมควร และถาเบี้ยปรับสูงเกินสวน ศาลมีอํานาจใชดุลพินิจลดลงใหเหลือเป2นจํานวนพอสมควรไดเมื่อพิเคราะหflถึง ทางไดเสียของจําเลยทั้งสองทุกอยางอันชอบดวยกฎหมายแลวเห็นสมควรลดเบี้ยปรับในสวนที่เป2นคาเชาพื้นที่ ลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 สวน คาประกันการบริการลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 สวนการที่จําเลยทั้งสองริบเงินที่ โจทกflชําระไปทั้งหมดไวเป2นการใชสิทธิตามขอตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาใหลดเบี้ยปรับและจําเลย ทั้งสองตองคืนเบี้ยปรับบางสวน โจทกflจึงไมมีสิทธิไดดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ไดรับคืนเพราะเป2นฝOายผิดสัญญา
อันเป2นปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีผูบริโภคมีอํานาจ ยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2561 เมื่อโจทกflเป2นฝOายผิดสัญญาและจําเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแลว สัญญาเชาพื้นที่และสัญญาบริการเป2นอันเลิกกัน คูสัญญาแตละฝOายจําตองใหอีกฝOายหนึ่งไดกลับคืนสูฐานะ ดังที่เป2นอยูเดิม สวนเงินอันจะตองใชคืนแกกันใหบวกดอกเบี้ยเขาดวยคิดตั้งแตเวลาที่ไดรับไวตาม ป.พ.พ. มาตรา391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ทั้งจําเลยทั้งสองยังมีสิทธิเรียกรองคาเสียหายตามมาตรา 391 วรรคสี่ การที่โจทกflและจําเลยที่ 1 ตกลงกันตามสัญญาเชาพื้นที่ ขอ 4.1 วรรคสองวา หากผูเชาผิดนัดชําระคาเชา... และหากการผิดนัดดังกลาวดําเนินไปเกินกวา 30 วัน ถือวาผูเชาจงใจประพฤติผิดสัญญาเชา ผูใหเชามีสิทธิบอกเลิก สัญญาเชาฉบับนี้ไดทันทีและผูเชาตกลงยินยอมใหผูใหเชาริบเงินที่ผูเชาไดชําระใหแกผูใหเชามาแลวทั้งหมด และที่โจทกflกับจําเลยที่ 2 ตกลงกันตามสัญญาบริการ ขอ 5.3 วา ผูรับบริการยินยอมใหผูใหบริการริบเงินประกัน การบริการไดทันทีหากผูรับบริการผิดขอสัญญาขอใดขอหนึ่งหรือไมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ไดกําหนดกันไวในสัญญา บริการฉบับนี้หรือสัญญาเชาพื้นที่ จําเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบคาเชาและคาประกันการบริการที่โจทกflชําระในงวดแรก ไดแตขอตกลงตามสัญญาเชาพื้นที่และสัญญาบริการดังกลาวมีลักษณะเป2นการกําหนดคาเสียหายไวลวงหนา เป2นเบี้ยปรับ เมื่อโจทกflไมชําระหนี้หรือไมชําระหนี้ใหถูกตองสมควรดังที่บัญญัติไวใน ป.พ.พ. มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 และถาเบี้ยปรับสูงเกินสวน ศาลมีอํานาจใชดุลพินิจลดลงใหเหลือเป2นจํานวนพอสมควรไดตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะหflถึงทางไดเสียของจําเลยทั้งสองทุกอยางอันชอบดวยกฎหมายแลวเห็นสมควรลดเบี้ยปรับ ในสวนที่เป2นคาเชาพื้นที่ลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 สวน คาประกันการบริการลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 สวนจําเลยที่ 1 จึงตองคืนเงินที่ริบไวแกโจทกflจํานวน 398,816 บาท จําเลยที่ 2 ตองคืนเงินที่ริบไวแกโจทกflจํานวน 17,284 บาท และการที่จําเลยทั้งสองริบเงินที่โจทกflชําระไปทั้งหมดไวเป2นการใชสิทธิตามขอตกลงในสัญญา โดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาใหลดเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป2นผลใหจําเลยทั้งสอง ตองคืนเบี้ยปรับบางสวนใหแกโจทกflโจทกflจึงไมมีสิทธิไดดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ไดรับคืนเพราะเป2นฝOายผิดสัญญา ปIญหาดังกลาวเป2นปIญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผูบริโภคมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแกไขใหถูกตองไดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา246 และมาตรา 247 (ที่ใชบังคับขณะยื่นฟ6อง) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7
ฎีกาเลาเรื่อง 486 กําแพงคอนกรีตดานหลังอาคารพาณิชยflมีสภาพใชป6องกันและรักษาปลอดภัยใหแกทุกคนที่อาศัย อยูในโครงการจัดสรร จึงเป2นสิ่งอํานวยประโยชนflที่โจทกflในฐานะผูจัดสรรไดจัดใหมีขึ้นเพื่อใหผูซื้อที่ดินใชประโยชนfl รวมกันอันเป2นสาธารณูปโภค การที่จําเลยทุบทําลายกําแพงเป2นทางเขาออกนอกโครงการเพื่อประโยชนflของตน ยอมกระทบตอระบบการรักษาความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบรอยของโจทกflและผูเป2น เจาของที่ดินแปลงอื่น ถือวาเป2นการทําใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแกเจาของที่ดิน แปลงอื่นในโครงการ โจทกflในฐานะเจาของรวมและผูมีหนาที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินยอมมีอํานาจฟ6อง ขอใหสั่งหามจําเลยกระทําการที่ขัดตอบทกฎหมายดังกลาว ซึ่งนอกจากจะขอใหชดใชคาสินไหมทดแทน ในฐานละเมิดไดแลว โจทกflยังมีสิทธิขอใหบังคับจําเลยซอมหรือสรางกําแพงคอนกรีตใหกลับคืนสภาพได โดยไมจําตองฟ6องคดีภายใน 1 ปXนับแตวันรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2561 กําแพงคอนกรีตดานหลังอาคารพาณิชยflนอกจากจะบงบอก ถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรที่ดินของโจทกflแลว ยังมีสภาพเพื่อป6องกันทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู ในอาคารพาณิชยflทุกคนจําตองเขาออกตามทางที่โจทกflกําหนดเพื่อประโยชนflในการรักษาความปลอดภัยใหแก บุคคลทุกคนที่อาศัยอยูในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เขามาติดตอหรือคาขาย กําแพงคอนกรีตจึงเป2น สิ่งอํานวยประโยชนflที่โจทกflไดจัดใหมีขึ้นเพื่อใหผูซื้อที่ดินจัดสรรใชประโยชนflรวมกัน จึงเป2นสาธารณูปโภค ตามความหมายของ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 การที่จําเลยทุบทําลายกําแพงคอนกรีตแลวทําเป2นทางเขาออกไปสูที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรร ของโจทกflเพื่อประโยชนflสําหรับจําเลย บริวารลูกจาง และลูกคาในกิจการคาของจําเลยโดยไมตองใชเสนทางถนนใน โครงการจัดสรรของโจทกflไปออกถนนสาธารณะ ไมตองผานทางเขาออกที่โจทกflกําหนด และไมตองผานระบบ การรักษาความปลอดภัยของโจทกflเหมือนเจาของที่ดินในโครงการรายอื่น ยอมมีผลกระทบตอระบบการรักษา ความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบรอยของโจทกflและผูเป2นเจาของที่ดินแปลงอื่น ถือวา เป2นการทําใหประโยชนflแหงภาระจํายอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแกเจาของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรร ของโจทกflซึ่งเป2นเจาของสามยทรัพยflจึงเป2นการใชสอยกําแพงคอนกรีตขัดตอสิทธิเจาของรวมคนอื่น โจทกflในฐานะ เจาของรวมและในฐานะผูมีหนาที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินในการบํารุงรักษากําแพงคอนกรีตแทน เจาของสามยทรัพยflทั้งปวง ยอมมีอํานาจฟ6องขอใหสั่งหามจําเลยกระทําการที่ขัดตอบทกฎหมายดังกลาว
แมการทุบทําลายกําแพงคอนกรีตซึ่งเป2นสาธารณูปโภค จะเป2นการทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทําใหโจทกflไดรับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิซึ่งจําเลยมีหนาที่ตองใชคาสินไหมทดแทนใหแกโจทกflตาม ป.พ.พ.มาตรา 420 แตโจทกflก็ยังมีสิทธิขอบังคับใหจําเลยซึ่งเป2นเจาของภารยทรัพยflกระทําการอยางใดที่ทําให ประโยชนflหรือความสะดวกแหงภารยทรัพยflกลับคืนมาดังเดิม ซึ่งการติดตามเอากําแพงคอนกรีตที่ถูกทุบทําลายคืน มาเป2นการทําใหประโยชนflแหงภาระจํายอมกลับขึ้นมาตามเดิมก็คือการซอมหรือสรางกําแพงคอนกรีตใหกลับคืน สภาพตามที่เป2นอยูเดิมนั่นเอง โจทกflจึงมีอํานาจตามกฎหมายที่จะขอบังคับใหจําเลยซอมหรือสรางกําแพงคอนกรีต ใหกลับคืนสภาพเดิมไดไมใชฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทนจากการถูกทําละเมิด จึงไมจําตองฟ6องคดีภายใน 1 ปX นับแตวันรูถึงการละเมิดและรูตัวผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน ฎีกาเลาเรื่อง 487 โจทกflเป2นผูเขาประมูลซื้อหองชุดพิพาทตองผูกพันตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดของเจาพนักงาน บังคับคดีซึ่งระบุคําเตือนวา ผูซื้อจะตองตรวจสอบภาระหนี้สินและชําระหนี้สินคางชําระตอนิติบุคคลอาคารชุดกอน จึงจะโอนกรรมสิทธิ์ไดโจทกflจึงตองชําระหนี้คาใชจายสวนกลางที่เจาของเดิมคางชําระอยูกอนและในวันที่โจทกfl เขาประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังดวย โจทกflจะขอใหบังคับจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ออกหนังสือรับรองการปลอด หนี้โดยไมเสนอจะชําระหนี้ที่คางชําระดังกลาวกอนไมไดจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชอบที่จะคิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ในการคางชําระหนี้ของเจาของเดิมจากโจทกflไดเมื่อกอนเขาประมูลซื้อ ไมปรากฏวาโจทกflโตแยงวาหนี้ในสวนนี้ขาด อายุความ ยอมถือวาโจทกflไดสละประโยชนflแหงอายุความแลว และจะยกเรื่องหนี้ขาดอายุความขึ้นตอสูหาไดไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5193 – 5208/2561 โจทกflเป2นผูเขาประมูลซื้อหองชุดพิพาทตองผูกพัน ตามเงื่อนไขการเขาสูราคา ขอสัญญาและคําเตือนผูซื้อที่กําหนดไวในประกาศขายทอดตลาดของเจาพนักงานบังคับ คดีเมื่อตามประกาศขายทอดตลาดไดระบุคําเตือนผูซื้อไววา ผูซื้อจะตองตรวจสอบภาระหนี้สินกอน และผูซื้อ ไดจะตองเป2นผูชําระหนี้สินคางชําระตอนิติบุคคลอาคารชุดกอนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ไดตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 โจทกflจึงตองผูกพันตามเนื้อความดังกลาวในอันที่จะตองชําระหนี้คาใชจาย สวนกลางที่เจาของหองชุดพิพาทคนเดิมคางชําระอยูกอนและในวันที่โจทกflเขาประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลัง จากที่โจทกflประมูลซื้อหองชุดพิพาทไดใหแกจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทกflจะขอใหบังคับจําเลยที่ 1 ถึงที่12 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้โดยไมเสนอจะชําระหนี้ที่คางชําระดังกลาวใหแกจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 หาไดไม แมตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) ไมไดบัญญัติใหเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มอันเนื่องมาจาก
เจาของรวมผิดนัดไมชําระคาใชจายสวนกลางภายในกําหนดเป2นสวนหนึ่งของคาใชจายสวนกลาง แตเมื่อพิจารณา จากขอบังคับของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่กําหนดใหคิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากเจาของรวมก็ตอเมื่อเจาของรวม ผิดนัดไมชําระหนี้คาใชจายสวนกลางตามกําหนด เงินในสวนนี้จึงเป2นลักษณะของการกําหนดเบี้ยปรับไว ลวงหนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 จําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชอบที่จะคิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากโจทก็ไดโจทกflทราบถึง ภาระหนี้คาใชจายสวนกลาง เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เจาของหองชุดพิพาท คนเดิมคางชําระตั้งแตกอนที่โจทกflจะเขา ประมูลซื้อหองชุดพิพาท การที่โจทกflยังคงเขาประมูลซื้อหองชุดพิพาท โดยไมปรากฏวาขณะเขาประมูลซื้อหองชุด พิพาท โจทกflไดโตแยงวาหนี้ในสวนนี้ขาดอายุความ ยอมถือวาโจทกflไดสละประโยชนflแหงอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 แลว โจทกflจะยกเรื่องหนี้ขาดอายุความ 5 ปXตาม ป.พ.พ. มาตรา193/33 (4) และจะขอ ชําระหนี้นับจากวันฟ6องยอนหลังไป 5 ปXหาไดไม เมื่อโจทกflไมมีสิทธิยกอายุความขึ้นตอสูจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทกflจึงไมอาจฟ6องขอใหบังคับจําเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชําระหนี้คาใชจายสวนกลางและเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่คาง ชําระนับจากวันฟ6องยอนหลังไป 5 ปXแลวออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ใหแกโจทกflได ฎีกาเลาเรื่อง 488 แมผูรองอางวาการเรียกเก็บคาสาธารณูปโภคผิดวัตถุประสงคflของผูคัดคานแตมติที่ประชุมใหญ ของสมาชิกยังไมมีมติใหใชจายเงินที่เรียกเก็บตามรายการดังกลาว มติที่ประชุมใหญของสมาชิกจึงยังไมขัดตอวัตถุ ประสงคflของผูคัดคานที่ผูรองจะขอใหเพิกถอนเสียได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2561แมผูรองอางวาการเรียกเก็บคาสาธารณูปโภคเพื่อนําไปใชจายบํารุงซ อมแซมสโมสรและสระวายน้ําเป2นการผิดวัตถุประสงคflของผูคัดคาน เพราะอยูนอกแผนผังและโครงการ ที่ผูจัดสรรที่ดินไดรับอนุญาต แตปรากฏวาตามมติที่ประชุมใหญของสมาชิกที่ผูรองขอใหเพิกถอนยังไมไดมีมติใหใช จายตามรายการดังกลาวแตใหผูดําเนินการนําเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง มติที่ประชุมใหญของสมาชิก จึงยังไมขัดตอวัตถุประสงคflของผูคัดคานที่ผูรองจะขอใหเพิกถอนเสียได ฎีกาเลาเรื่อง 489 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ ใหประหารชีวิต แมศาลชั้นอุทธรณflเห็นวา จําเลยไดใหขอมูลที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งฯ ซึ่งอาจลงโทษนอยกวาอัตราโทษขั้นตmาไดก็ตาม แตที่ศาลชั้น
อุทธรณflใหจําคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ดวยนั้นเป2นการไมถูกตอง เพราะโทษที่วางกอน กําหนดโทษใหมไมมีโทษปรับ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5061/2561 ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 65 วรรคสอง (ที่แกไขใหม) ใหประหารชีวิต เมื่อศาลอุทธรณflเห็นวา จําเลยได ใหขอมูลที่สําคัญและเป2นประโยชนflอยางยิ่งในการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ ตอพนักงานฝOายปกครองหรือตํารวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษจําเลยนอยกวาอัตราโทษขั้นต่ํา ที่กําหนดไวสําหรับความผิดนั้นก็ไดแตที่ศาลอุทธรณflใหจําคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ดวยนั้น เป2นการไมถูกตอง เพราะโทษที่วางกอนกําหนดโทษใหมไมมีโทษปรับ ศาลฎีกาเห็นควรแกไขใหถูกตอง ฎีกาเลาเรื่อง 490 ที่ดินพิพาทเป2นสินสวนตัวของ น. ยอมมีอํานาจจัดการสินของตนโดยใหจําเลยถือกรรมสิทธิ์บางสวนและ ยกกรรมสิทธิ์ในสวนของตนใหจําเลยไดอันเป2นสิทธิโดยชอบไมทําใหนิติกรรมเป2นโมฆะ สวนการที่ น. และจําเลย แจงความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคาธรรมเนียม คาภาษีเงินไดคาอากร และคาใชจายในการโอนก็เป2นหนาที่ของ รัฐที่จะเรียกเอาจากผูที่เกี่ยวของตอไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2561แมคดีจะฟIงวาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป2นสินสวนตัวของ น. มิใชสินสมรสตามที่ผูรองสอดยกขึ้นตอสูก็ตาม น. ก็มีอํานาจจัดการสินสวนตัวของตนโดยใหจําเลยถือกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงบางสวน และยกกรรมสิทธิ์ในสวนของ น. ใหแกจําเลยไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 ดังนั้น การที่ น. ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งเป2นสินสวนตัวใหแกจําเลย จึงเป2นสิทธิโดยชอบดวยกฎหมาย ที่จะกระทําไดไมทําใหนิติกรรมดังกลาวตกเป2นโมฆะ สวนการที่ น. และจําเลยแจงความเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยง การเสียคาธรรมเนียม คาภาษีเงินไดคาอากร และคาใชจายในการโอนก็เป2นหนาที่ของรัฐ ที่หนวยงานราชการ จะตองไปดําเนินการเรียกเอาจากผูที่เกี่ยวของใหถูกตองตอไป
ฎีกาเลาเรื่อง 491 ศาลฎีกาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาวา กอนอานคําพิพากษาศาลฎีกา ใหศาลชั้นตนเรียกคาขึ้นศาล ใหครบถวนภายในกําหนดกอน มิฉะนั้นใหสงสํานวนและคําพิพากษาคืนศาลฎีกา ตอมาศาลชั้นตนมีคําสั่งใหจําเลย ชําระคาขึ้นศาลภายใน 30 วัน แตจําเลยทราบคําสั่งแลวเพิกเฉย จึงถือวาจําเลยทิ้งฟ6องฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048 – 5049/2561 คดีนี้ศาลฎีกาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลง วันที่ 6สิงหาคม 2561 วา กอนอานคําพิพากษาศาลฎีกา ใหศาลชั้นตนเรียกคูความทั้งสองฝOายมาสอบถาม ราคาทรัพยflทั้งหมดตามพินัยกรรมและใหจําเลยทั้งสามชําระคาขึ้นศาลทั้งสองสํานวนใหครบถวนภายในเวลาที่ ศาลชั้นตนกําหนด มิฉะนั้นใหสงสํานวนและคําพิพากษาคืนศาลฎีกา ตอมาวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นตน มีคําสั่งใหจําเลยทั้งสามชําระคาขึ้นศาลภายใน 30 วัน นับแตวันดังกลาว จําเลยทั้งสามทราบคําสั่งศาลชั้นตนแลว แตเพิกเฉยไมชําระคาขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นตนกําหนด ถือวาจําเลยทั้งสามทิ้งฟ6องฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ฎีกาเลาเรื่อง 492 ตัวแทนเชิดไมอยูในบังคับที่ตองทําเป2นหนังสือหรือมีหลักฐานเป2นหนังสือ สามารถฟ6องบังคับกันได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2561 การตั้งตัวแทนเชิดเพื่อทํากิจการอันใด ไมอยูในบังคับที่ตอง ทําเป2นหนังสือหรือมีหลักฐานเป2นหนังสือตัวการฟ6องเรียกทรัพยflคืนจากตัวแทน แมไมมีหลักฐานเป2นหนังสือ ก็ฟ6องรองใหบังคับคดีกันได ฎีกาเลาเรื่อง 493 เดิมโจทกflฟ6องจําเลยคดีนี้เป2นจําเลยที่ 2 ในคดีอื่น แต น. จําเลยที่ 1 ในคดีดังกลาวรับสารภาพ ศาลชั้นตนจึงใหแยกฟ6องจําเลยที่ 2 และพิพากษาลงโทษ น. ริบโทรศัพทflเคลื่อนที่ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนตfl ของกลาง ตอมาโจทกflฟ6องจําเลยที่ 2 เป2นคดีนี้อันเป2นคดีเดียวกับคดีดังกลาว เมื่อฟIงไมไดวาจําเลยใชโทรศัพทfl ถึง น.และให น. นํารถจักรยานยนตflไปติดตอซื้อขายเมทแอมเฟตามีน โทรศัพทflและรถคันดังกลาวจึงมิใชทรัพยflสินที่ ใชในการกระทําความผิด ไมอาจริบไดแมศาลชั้นตนพิพากษาริบไวในคดีกอน ก็ตองคืนแกเจาของ ซึ่งเป2น ขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลอุทธรณflยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง และมีอํานาจสั่งคืนเจาของได
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4796/2561 เดิมโจทกflฟ6องจําเลยคดีนี้เป2นจําเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 233/2554 ของศาลชั้นตน แต น. ซึ่งเป2นจําเลยที่ 1 ในคดีดังกลาวใหการรับสารภาพ ศาลชั้นตนจึง มีคําสั่งใหแยกฟ6องจําเลยที่ 2 และพิพากษาลงโทษ น. ริบโทรศัพทflเคลื่อนที่ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนตfl ของกลาง ตอมาโจทกflฟ6องจําเลยที่ 2 เป2นคดีนี้คดีนี้จึงเป2นคดีเดียวกันกับคดีดังกลาว เมื่อขอเท็จจริงฟIงไมไดวา จําเลยใชโทรศัพทflเคลื่อนที่ติดตอ น. ในเรื่องซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและใหน. นํารถจักรยานยนตflไปติดตอ ซื้อขายเมทแอมเฟตามีน โทรศัพทflเคลื่อนที่ของจําเลยและรถจักรยานยนตflของกลางจึงมิใชทรัพยflสินที่ใช ในการกระทําความผิด ไมอาจริบไดแมศาลชั้นตนมีคําพิพากษาใหริบทรัพยflดังกลาวตามคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 233/2554แตเมื่อฟIงไมไดวาทรัพยflดังกลาวเป2นทรัพยflสินที่ใชในการกระทําความผิด จึงไมอาจริบไดจะตอ งคืนแกเจาของปIญหาดังกลาวเป2นขอกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดอุทธรณflศาล อุทธรณflมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550มาตรา 3 และมีอํานาจสั่งคืนแกเจาของไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9), 215 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาเลาเรื่อง 494 โจทกflฟ6องคดีนี้ขอใหเพิกถอนการโอนที่ดินทรัพยflมรดกระหวาง ต. ผูจัดการมรดกกับจําเลย โดยอาศัย ขอเท็จจริงเดียวกันกับคดีกอน แมอางเหตุเพิกถอนคนละกรณีแตก็เพื่อใหที่ดินกลับสูกองมรดก จึงเป2นขออาง เดียวกัน จึงเป2นฟ6องซ้ํา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4716/2561 โจทกflฟ6องคดีนี้ขอใหเพิกถอนการโอนที่ดินทรัพยflมรดกระหวาง ต. ผูจัดการมรดกกับจําเลย โดยอาศัยขอเท็จจริงเดียวกันกับคดีกอน แมอางเหตุเพิกถอนวาเป2นนิติกรรมอําพราง ก็ดวยประสงคflใหที่ดินกลับสูกองมรดก และนํามาแบงปIนแกโจทกflรวมทั้งทายาทอื่น ขออางที่อาศัยเป2นหลัก แหงขอหาคดีนี้และคดีกอนจึงเป2นขออางเดียวกัน คือ การโอนที่ดินระหวาง ต. กับจําเลยชอบดวยกฎหมายหรือไม แมคดีกอนศาลพิพากษายกฟ6องโจทกflในสวนจําเลยเพราะขาดอายุความ แตก็ไดวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแหงคดี ดวยวา จําเลยเป2นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดก การที่ต. โอนที่ดินใหจําเลยมิใชการปKดบังยักยอกทรัพยflมรดก และไมถือวาจําเลยครอบครองที่ดินแทนโจทกflยอมถือไดวาคดีกอนศาลไดวินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ6องกันแลว ฟ6องโจทกflคดีนี้เป2นการรื้อรองฟ6องกันอีกในประเด็นที่ไดวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอยางเดียวกันจึงเป2นฟ6องซ้ํา
ฎีกาเลาเรื่อง 495 สัญญาค้ําประกันการประกันตัวผูตองหาหรือจําเลย ซึ่งระบุวา“...หาก ร. ผูตองหา/จําเลย กอใหเกิด ความเสียหายตอหลักประกันหรือนายประกันตองถูกสั่งปรับ ผูคmาประกันยอมรับผิดพรอมดอกเบี้ย...”ไมใชกรณี ยอมชําระหนี้เมื่อ ร. ไมชําระหนี้จึงไมใชสัญญาคmาประกันที่ตองเสียอากร คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2561 สัญญาค้ําประกันการประกันตัวผูตองหาหรือจําเลย ซึ่งระบุวา “...หาก ร. ผูตองหา/จําเลย ไดกอใหเกิดความเสียหายตอหลักทรัพยflที่เป2นหลักประกัน หรือกอใหนายประกันตอง ถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทําอื่นใดที่กอใหเกิดความเสียหายตอนายประกัน ผูค้ําประกันยอม รับผิดชอบยอมใชหนี้สินและคาเสียหายอยางใด ๆ นั้นทั้งหมด พรอมดอกเบี้ยรอยละ 14 ตอปXใหกับนายประกัน ทันที...”ไมใชกรณีที่จําเลยทั้งสามยอมชําระหนี้ตอโจทกflตอเมื่อ ร. ไมชําระหนี้สัญญาดังกลาวจึงไมใชสัญญา ค้ําประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 ที่ตองเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมปlทายหมวด 6 แหงประมวลรัษฎากร ฎีกาเลาเรื่อง 496 จําเลยรวมกับพวกนําผูตายไปเรียกคาไถแลวพวกของจําเลยฆาผูตาย ถือเป2นผลจากการกระทําดังกลาว จําเลยจึงตองรับผลแหงการตายนั้นดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2561 การที่จําเลยทั้งสามกับพวกนําผูตายไปกักขังเพื่อเรียกคาไถแลว พวกของจําเลยไดฆาผูตายนั้น ถือไดวาการตายของผูตายเป2นผลมาจากการที่จําเลยทั้งสามกับพวกนําผูตายไป เพื่อเรียกคาไถ การกระทําของจําเลยทั้งสามเป2นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 วรรคทาย (ประชุมใหญ ครั้งที่9/2561) ฎีกาเลาเรื่อง 497 คําขอทายฟ6องโจทกflมิไดขอใหนับโทษของจําเลยตอจากคดีอื่น แมตอมาโจทกflยื่นคํารองขอใหนับโทษ ตอจากคดีดังกลาว ก็ไมเป2นการขอแกไขฟ6อง จึงนับโทษตอไมไดเพราะเกินคําขอ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3970/2561 คําฟ6องไมปรากฏขอเท็จจริงวาจําเลยที่ 1 ถูกฟ6องเป2นจําเลยที่ 2 ในอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นตน ทั้งคําขอทายฟ6องโจทกflมิไดขอใหนับโทษของจําเลยที่ 1 ตอจากโทษจําคุกในคดีอาญา
อีกคดีของศาลชั้นตน แมตอมาโจทกflจะยื่นคํารองขอใหนับโทษจําคุกจําเลยที่ 1 ตอจากโทษในคดีดังกลาว ก็ไมอาจถือวาโจทกflขอแกไขเพิ่มเติมฟ6องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 กรณีจึงไมอาจนับโทษจําคุกจําเลยที่1 ได เพราะจะเป2นการพิพากษาเกินคําขอของโจทกfl ฎีกาเลาเรื่อง 498 สัญญากูแมปKดอากรแสตมปlครบถวน แตไมไดขีดฆายอมไมอาจรับฟIงเป2นพยานหลักฐานในคดีแพงได ซึ่งเป2นเรื่องอํานาจฟ6องและเป2นปIญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบรอย ศาลฎีกามีอํานาจวินิจฉัยไดเอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2561 โจทกflฟ6องขอใหบังคับจําเลยชําระตนเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา กูยืม จําเลยใหการปฏิเสธวาไมไดกูยืมเงินจากโจทกflโจทกflนําสืบสัญญากูเอกสารหมาย จ.1 เป2นพยานหลักฐาน ตามขออางของตน สัญญากูเอกสารหมาย จ.1 ปKดอากรแสตมปlครบถวนตามบัญชีอัตราอากรแสตมปlทาย ประมวลรัษฎากร แตไมไดขีดฆาอากรแสตมปlตามที่กฎหมายกําหนด ยอมถือวาสัญญากูเงินดังกลาวไมไดปKด อากรแสตมปlบริบูรณflไมอาจรับฟIงเป2นพยานหลักฐานในคดีแพงไดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 มีผลเทากับ วาโจทกflไมมีหลักฐานเป2นหนังสืออยางใดอยางหนึ่งลงลายมือชื่อผูยืมเป2นสําคัญ โจทกflจึงฟ6องรองบังคับคดีไมได ตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และปIญหาดังกลาวเป2นเรื่องอํานาจฟ6องอันเป2นขอกฎหมายเกี่ยวกับ ความสงบเรียบรอยของประชาชนแมไมมีคูความฝOายใดฎีกาในปIญหาดังกลาว ศาลฎีกาแผนกคดีผูบริโภค มีอํานาจวินิจฉัยไดเองตามป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทกflจึงไมมีพยานหลักฐานที่จะฟIงวาจําเลยกูเงินโจทกflไปจริงตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 499 แมโจทกflเป2นเพียงผูติดตอซื้อรถยนตflจากจําเลยที่ 1 ดวยวิธีการเชาซื้อ และไมใชเจาของรถยนตfl ขณะฟ6องคดีเพราะเป2นผูเชาซื้อจากธนาคาร ท. แตการที่จําเลยที่ 1 สงมอบรถยนตflแกโจทกflกอนทําสัญญาเชาซื้อ พรอมสมุดคูมือการรับบริการระบุการรับประกันตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทกflเป2นลูกคา ถือเป2นสัญญาใหบริการมีผลผูกพัน สวนจําเลยที่ 2 ผูผลิตและจําหนายรถยนตflแมไมมีสวนเกี่ยวของกับลูกคาผูซื้อรถ แตก็เป2นผูควบคุมและกํากับดูแลมาตรฐานการซอมของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นตัวแทนจําหนายโดยใกลชิด จําเลย ทั้งสองจึงเป2นคูสัญญาฝOายผูใหบริการซึ่งเป2นผูประกอบธุรกิจ สวนโจทกflเป2นผูรับบริการยอมเป2นผูบริโภค
เมื่อโจทกflอางวารถยนตflชํารุดบกพรองภายใตเงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน โจทกflจึงมีอํานาจฟ6อง ขอเท็จจริง ที่วาจําเลยทั้งสองไดซอมแซมรถยนตflเรียบรอยหรือไมอยูในความรูเห็นโดยเฉพาะของจําเลยทั้งสองซึ่งมีภาระ การพิสูจนflเมื่อไมอาจพิสูจนflไดจึงฟIงไมไดวามีการแกไขแลว และศาลมีอํานาจบังคับใหจําเลยทั้งสองใชคาเสียหาย เป2นเงินไดในกรณีที่ไมอาจแกไขความชํารุดบกพรองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4567/2561แมโจทกflจะเป2นเพียงลูกคาที่ติดตอซื้อรถยนตflจากจําเลยที่ 1 ดวยวิธีการเชาซื้อ และโจทกflไมใชเจาของรถยนตflคันพิพาทขณะฟ6องคดีเพราะเป2นผูเชาซื้อจากธนาคาร ท. แตพฤติการณflที่จําเลยที่ 1 สงมอบรถยนตflพิพาทแกโจทกflกอนโจทกflทําสัญญาเชาซื้อกับผูใหเชาซื้อพรอมกับสงมอบ สมุดคูมือการรับบริการใหแกโจทกflระบุการรับประกันรถยนตflพิพาทตามเงื่อนไขและระยะเวลา โดยระบุชื่อโจทกfl เป2นลูกคาผูซื้อซึ่งมีสิทธิเขารับบริการเกี่ยวกับรถยนตflพิพาทจากจําเลยที่ 1 ขอตกลงเชนนี้ยอมถือเป2นสัญญา ใหบริการ แมไมไดทําสัญญาใหบริการขึ้นก็มีผลผูกพันและใชบังคับแกจําเลยที่ 1 ไดเพราะเป2นสวนหนึ่งของสัญญา ระหวางโจทกflกับจําเลยที่ 1 และผูใหเชาซื้อตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11สําหรับจําเลย ที่ 2 ซึ่งเป2นผูประกอบธุรกิจผลิต ประกอบ และจําหนายรถยนตflพิพาท แมเป2นนิติบุคคลแยกตางหาก จากจําเลยที่ 1 และไมมีสวนเกี่ยวของกับลูกคาผูซื้อรถก็ตาม แตเมื่อจําเลยที่ 2 เป2นผูควบคุมและกํากับดูแล มาตรฐานการซอมของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป2นตัวแทนจําหนายโดยใกลชิด พฤติการณflการประกอบธุรกิจของจําเลยที่ 2 ดังกลาว ยอมชี้ชัดวา จําเลยที่ 2 เป2นผูรวมกับจําเลยที่ 1 ในการใหสัญญารับประกันการซอมบํารุงรักษารถยนตfl อันเป2นบริการที่ใหแกโจทกflดวย จําเลยทั้งสองจึงอยูในฐานะเป2นคูสัญญาฝOายผูใหบริการซึ่งเป2นผูประกอบธุรกิจ สวนโจทกflเป2นคูสัญญาฝOายผูรับบริการยอมเป2นผูบริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.คุมครองผูบริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3 เมื่อโจทกflกลาวอางวารถยนตflพิพาทชํารุดบกพรอง จากเหตุเครื่องยนตflทํางานผิดปกติและอยูภายใตเงื่อนไขและระยะเวลารับประกัน อันเป2นการกลาวอางวาจําเลย ทั้งสองผิดสัญญาใหบริการซึ่งเป2นการโตแยงสิทธิโจทกflโจทกflจึงมีอํานาจฟ6องจําเลยทั้งสองขอเท็จจริงรับฟIง ไดวาจําเลยทั้งสองไดซอมแซมขอชํารุดบกพรองของรถยนตflพิพาทเรียบรอยแลวหรือไมเป2นขอเท็จจริงเกี่ยวกับ การใหบริการที่อยูในความรูเห็นโดยเฉพาะของจําเลยทั้งสองซึ่งเป2นผูประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจนflจึงตกอยู แกจําเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 เมื่อจําเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจนflแต ไมอาจนําสืบพิสูจนflขอเท็จจริงตามที่กลาวอางไดคดีจึงรับฟIงไมไดวาขอชํารุดบกพรองของเครื่องยนตflไดรับ การแกไขแลว จําเลยทั้งสองจึงยังคงตองรวมกันรับผิดในความชํารุดบกพรองของรถยนตflพิพาทศาลในคดีผูบริโภค ยอมมีอํานาจบังคับใหจําเลยทั้งสองใชคาเสียหายเป2นเงินแกโจทกflไดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผูบริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 และ 41 ในกรณีที่จําเลยทั้งสองไมอาจแกไขเหตุชํารุดบกพรองที่เกิดขึ้นแกโจทกflผูบริโภคได
ฎีกาเลาเรื่อง 500 จําเลยเสนอขายหองชุดซึ่งกอสรางเสร็จแลว จําเลยยอมทราบเนื้อที่และราคาเป2นขอสําคัญผูซื้อยอม ตองการรับโอนหองชุดที่มีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด หรือหากจะแตกตางก็ไมควรขาดตกบกพรองหรือ ล้ําจํานวนเกินสมควร การที่จําเลยกําหนดในสัญญาเชาซื้อใหใชเนื้อที่ตามสัญญาโดยไมคิดราคาเพิ่มหรือลด ตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุดที่ออกในภายหลัง โดยจําเลยสงมอบเนื้อที่ขาดไปรอยละ 9.1 แตยังคง ใหโจทกflทั้งสองรับไวโดยไมอาจใชราคาตามสวน โจทกflทั้งสองจึงตองรับภาระชําระราคาเกินไปถึง 165,291 บาท ทั้งยังเป2นขอตกลงในสัญญาสําเร็จรูป ถือไดวาทําใหจําเลยไดเปรียบโจทกflทั้งสองเกินสมควร อันเป2นขอสัญญา ที่ไมเป2นธรรมและไมมีผลใชบังคับ จําเลยจึงตองปรับลดราคาใหตามเนื้อที่อันแทจริงและคืนเงินแกโจทกfl คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2561 จําเลยเสนอขายหองชุดในโครงการซึ่งกอสรางหองชุดเสร็จแลว จําเลยในฐานะนิติบุคคลที่ดําเนินการเพื่อใหประชาชนมีที่อยูอาศัยยอมทราบเนื้อที่ของหองชุดและราคาซื้อขาย เป2นขอสําคัญผูซื้อยอมตองการรับโอนหองชุดที่มีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด หรือหากจะแตกตางไปบาง ก็ไมควรขาดตกบกพรองหรือลmาจํานวนเกินสมควร ทั้งจําเลยสามารถคํานวณและตรวจสอบเนื้อที่หองชุดไดอยูแลว ในขณะที่ผูบริโภคเชนโจทกflทั้งสองไมสามารถตรวจสอบไดโดยงาย การที่จําเลยกําหนดสัญญาเชาซื้อ ขอ 1 วรรคทาย ใหใชเนื้อที่หองชุดตามสัญญาเชาซื้อโดยไมคิดราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด ที่ออกในภายหลัง เป2นการยกเวน ป.พ.พ. มาตรา 466 จําเลยสงมอบหองชุดเนื้อที่ขาดตกบกพรองจากสัญญา คิดเป2นรอยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แตยังคงใหโจทกflทั้งสองรับเอาหองชุดไวโดยไมอาจใชราคาตามสวน ทั้งที่ความแตกตางของเนื้อที่หองชุดมาจากการคํานวณของจําเลยเอง ทําใหโจทกflทั้งสองตองรับภาระชําระราคา เกินกวาเนื้อที่หองชุดที่แทจริงถึง 165,291 บาท จึงเป2นขอตกลงที่นอกจากจะไมเป2นไปตามมาตรา 466 แลว ยังเป2นขอตกลงในสัญญาสําเร็จรูปที่จําเลยซึ่งมีอํานาจตอรองมากกวาเป2นผูกําหนดใหโจทกflทั้งสองรับภาระ เกินกวาที่วิญT ูชนพึงคาดหมายไดตามปกติถือไดวาขอตกลงเชนนี้ทําใหจําเลยไดเปรียบโจทกflทั้งสองคูสัญญา อีกฝOายเกินสมควร จึงเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรมและไมมีผลใชบังคับ ตาม พ.ร.บ.วาดวยขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 เมื่อขอสัญญาเชาซื้อ ขอ 1 วรรคทาย ที่กําหนดใหคูสัญญายินยอมใหใชเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์หองชุด เป2นเนื้อที่ที่เชาซื้อตามสัญญาฉบับนี้โดยไมคิดราคาเพิ่มหรือลดตอกันเป2นขอสัญญาที่ไมเป2นธรรม ไมอาจใชบังคับได จําเลยจึงตองปรับลดราคาหองชุดใหเป2นไปตามเนื้อที่อันแทจริงและตองคืนเงินในสวนที่สงมอบเนื้อที่หองชุด ขาดตกบกพรองแกโจทกflทั้งสองดวย
ฎีกาเลาเรื่อง 501 โจทกflทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพรอมบานกับจําเลยที่ 1 และทําสัญญากูยืมเงินกับจําเลยที่ 2 โดยมีจําเลยที่ 1 ค้ําประกัน ตอมาโจทกflผิดนัด 3 งวดติดตอกัน จําเลยที่ 2 จึงขอใหจําเลยที่ 1 ชําระหนี้แทนตาม เงื่อนไขในสัญญาค้ําประกัน โดยสัญญาคmาประกันไมมีขอตกลงวากอนจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ตองแจงใหโจทกfl ทราบกอน สวนสัญญาจะซื้อจะขายก็ใหถือวาโจทกflผิดสัญญา จําเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดทันทีโดยไมตอง บอกกลาวกอน กรณีจึงไมจําตองมีหนังสือบอกกลาวใหโจทกflตองแกไขการผิดสัญญากอน จําเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอก เลิกสัญญาและขับไลโจทกflออกจากที่ดินพิพาทไดตามฟ6องแยง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565/2561 โจทกflทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพรอมบานเอื้ออาทรกับ จําเลยที่1 และโจทกflทําสัญญากูยืมเงินกับจําเลยที่ 2 โดยมีจําเลยที่ 1 เป2นผูคmาประกันการกูยืมเงินเพื่อชําระ คาที่ดินพรอมบานใหแกจําเลยที่ 1 ตอมาโจทกflผิดนัด 3 งวดติดตอกัน จําเลยที่ 2 จึงขอใหจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ ทั้งหมดแทน ซึ่งตามสัญญาค้ําประกันขอ 2 กําหนดวา “หากลูกหนี้ผิดนัดไมชําระหนี้แกธนาคารไมวาดวยเหตุใด ๆ โดยมีจํานวนหนี้คางชําระทั้งดอกเบี้ยและเงินตนสะสมรวมกันตั้งแต 3 งวดขึ้นไป ... ใหถือวาลูกหนี้ผิดสัญญากูเงิน และเป2นผลใหหนี้ตามสัญญากูถึงกําหนดชําระทันทีและผูค้ําประกันยินยอมเขารับผิดรวมกับลูกหนี้ในอันที่จะชําระ หนี้ตามสัญญากูเงิน” และตามสัญญาค้ําประกันดังกลาวไมมีขอตกลงวากอนจําเลยที่ 1 จะชําระหนี้ใหจําเลยที่ 2 แทนโจทกflจําเลยที่ 1 ตองแจงใหโจทกflทราบกอน เมื่อจําเลยที่ 1 ชําระหนี้แทนแลวตามสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินพรอมบานเอื้ออาทร ขอ 9 ใหถือวาโจทกflผูซื้อผิดสัญญา จําเลยที่ 1 ผูขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดทันทีโดย ไมตองบอกกลาวกอน การใชสิทธิเรียกใหจําเลยที่ 1 ผูค้ําประกันชําระหนี้แทนไมอยูในบังคับประกาศคณะกรรมการ วาดวยสัญญา เรื่อง ใหธุรกิจการใหกูยืมเงินเพื่อผูบริโภคของสถาบันการเงินเป2นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2544 ขอ 3(2) เพราะประกาศดังกลาวเป2นการควบคุมเฉพาะธุรกิจการใหกูยืมเงินเพื่อผูบริโภคของสถาบันการเงิน เป2นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา มิไดหมายรวมถึงธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพยflดวย และเมื่อปรากฏวาจําเลยที่ 1 ผูค้ําประกันโจทกflซึ่งเป2นผูซื้อที่อยูอาศัยในโครงการบานเอื้ออาทรในการกูยืมเงินจากจําเลยที่ 2 โดยยอมรับผิด อยางลูกหนี้รวมในการชําระหนี้ดังกลาวแกจําเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ําประกัน จําเลยที่ 2 จึงมิใชคูสัญญากับ จําเลยที่1ตามสัญญากูยืมเงินเพื่อการบริโภค กรณีจึงไมอยูภายใตบังคับประกาศคณะกรรมการวาดวยสัญญาฯ ดังกลาว ทั้งเมื่อโจทกflลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้เมื่อใด จําเลยที่ 2 เจาหนี้จึงชอบที่จะเรียกใหจําเลยที่ 1 ผูค้ําประกัน ชําระหนี้ไดแตนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่จําเลยที่ 2 เรียกใหจําเลยที่ 1 ชําระหนี้ที่คางชําระแทนโจทกfl
ผูกูยืมจึงชอบแลว กรณีไมจําตองมีหนังสือบอกกลาวใหโจทกflตองแกไขการผิดสัญญากอน จําเลยที่ 1 จึงมีสิทธิ บอกเลิกสัญญาและขับไลโจทกflออกจากที่ดินพิพาทไดตามฟ6องแยง ฎีกาเลาเรื่อง 502 ทุนทรัพยflที่ฟ6องคดีตอศาลแขวงไมเกิน 300,000 บาทนั้นตองถือในวันยื่นฟ6อง เมื่อรวมดอกเบี้ย ถึงวันฟ6องแลวคิดเป2นทุนทรัพยflเกินกวาจํานวนดังกลาว ศาลแขวงยอมไมมีอํานาจรับคดีไวพิจารณาพิพากษา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187 – 4189/2561 ศาลแขวงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีแพงซึ่งราคาทรัพยfl สินที่พิพาทหรือจํานวนเงินที่ฟ6องไมเกินสามแสนบาท ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) โดยตองถือตามจํานวนทุนทรัพยflในวันที่ยื่นฟ6อง โจทกflที่ 2 และที่ 5 ฟ6องเรียกคาเสียหายจากจําเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป2นเงิน 300,000 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5 ตอปXนับแตวันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป2นตนไปจนกวาจะชําระเสร็จ และโจทกflที่ 4 ฟ6องเรียกคาเสียหายจากจําเลยทั้งสองในมูลละเมิดเป2นเงิน 295,707.32 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 7.5ตอปXนับแตวันที่ 31 ตุลาคม 2557 เป2นตนไปจนกวาจะชําระเสร็จ จึงตองนําดอกเบี้ยซึ่งคิดคํานวณนับแต วันที่31 ตุลาคม 2557 จนถึงวันฟ6องคือวันที่ 4 สิงหาคม 2558 มารวมเป2นจํานวนเงินที่ฟ6องดวย คดีในสวนของ โจทกflที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ยอมเป2นคดีมีทุนทรัพยflเกินกวาสามแสนบาท ศาลชั้นตนซึ่งเป2นศาลแขวงยอมไมมี อํานาจรับคดีในสวนของโจทกflที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไวพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นตนตองสั่งไมรับฟ6องคดีในสวนของโจทกflที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นตน พิจารณาพิพากษาคดีในสวนของโจทกflที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 เป2นการไมชอบ ฎีกาเลาเรื่อง 503 โจทกflและจําเลยที่ 1 ทําสัญญาโอนสิทธิเรียกรองในการรับเงินคาจางที่จําเลยที่ 1 มีตอจําเลยที่ 5 แกโจทกfl โดยมีจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค้ําประกัน แตสัญญาโอนสิทธิเรียกรองระบุวา หากจําเลยที่ 5 ไมชําระหนี้แกโจทกfl ภายในกําหนด สัญญานี้เป2นอันยกเลิกโดยปริยาย เมื่อจําเลยที่ 5 ไมชําระเงินเพราะงานจางชํารุดบกพรอง สัญญาโอนสิทธิเรียกรองจึงถูกยกเลิกไป โจทกflไมอาจบังคับจําเลยที่ 5 ไดและเมื่อจําเลยที่ 1 แกไขงานแลว
จําเลยที่ 5ชําระเงินแกจําเลยที่ 1 จึงไมเป2นการทําละเมิดตอโจทกflทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกรองเลิกกัน มิไดเกิดจากการผิดสัญญา จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผูค้ําประกันจึงไมตองรับผิดตอโจทกflดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2561 คดีนี้โจทกflและจําเลยที่ 1 ทําสัญญาโอนสิทธิเรียกรอง ในการรับเงินคาวาจางตามใบแจงหนี้ที่จําเลยที่ 1 มีตอจําเลยที่ 5 แกโจทกflโดยมีจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป2นผูค้ําประกัน จําเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกรองระบุวา จําเลยที่ 1 ตกลงใหโจทกflเป2นผูเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของ จําเลยที่ 1คือจําเลยที่ 5 หากลูกหนี้ไมชําระหนี้แกโจทกflผูรับโอนภายในกําหนด สัญญานี้เป2นอันยกเลิกโดยปริยาย ทันทีเมื่อปรากฏวาถึงกําหนดชําระงานที่จําเลยที่ 1 ทําใหแกจําเลยที่ 5 ชํารุดบกพรอง ตองแกไขความชํารุด บกพรองจําเลยที่ 5 จึงไมไดชําระเงินในวันที่ครบกําหนดตามใบวางบิล จึงถือวาสัญญาโอนสิทธิเรียกรอง ระหวางโจทกflและจําเลยที่ 1 จึงถูกยกเลิกไป โจทกflจึงไมมีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกรองแกจําเลยที่ 5 และ เมื่อภายหลังจําเลยที่1 แกไขความชํารุดบกพรองของงานแลว จําเลยที่ 5 ชําระเงินแกจําเลยที่ 1 จึงไมเป2น การทําละเมิดตอโจทกflทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกรองเลิกกันโดยปริยายดังกลาว มิไดเกิดจากการผิดสัญญา ของจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป2นผูค้ําประกันจําเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกรอง จึงไมตองรับผิด ตอโจทกflดวย ฎีกาเลาเรื่อง 504 ป.อ. มาตรา 92 บัญญัติวา “...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ใหเพิ่มโทษที่จะลงแกผูนั้น หนึ่งในสามของโทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง” การเพิ่มโทษดังกลาวจึงเพิ่มไดแตเฉพาะโทษจําคุก เทานั้น เมื่อศาลชั้นตนเพียงแตลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษไมไดและการที่ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษายืนโดยไมแกไข ใหถูกตอง เป2นการไมชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไขใหถูกตองได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2561 ศาลชั้นตนเพิ่มโทษปรับจําเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิด ฐานรวมกันพาอาวุธไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดยไมมีเหตุสมควรนั้น ไมถูกตองเนื่องจาก ป.อ. มาตรา92 บัญญัติวา “...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจําคุก ก็ใหเพิ่มโทษที่จะลงแกผูนั้นหนึ่งในสามของ โทษที่ศาลกําหนดสําหรับความผิดครั้งหลัง” การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกลาวจึงเพิ่มโทษไดเฉพาะโทษจําคุก เทานั้นเมื่อการกระทําความผิดฐานดังกลาวศาลชั้นตนเพียงแตลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไมได และศาลอุทธรณflภาค 2 พิพากษายืน โดยไมแกไขใหถูกตอง เป2นการไมชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไขเสียให
ถูกตองปIญหาดังกลาวเป2นปIญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยแมไมมีคูความฝOายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจ ยกขึ้นวินิจฉัยไดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาเลาเรื่อง 505 แมดอกเบี้ยของเงินทดรองจายคาเบี้ยประกันภัยตามสัญญาตอทายสัญญาจํานองจะกําหนดอัตราโดยอา งอิงประกาศธนาคารก็ตาม แตเงินทดรองจายดังกลาวเป2นหนี้ที่เกิดจากการไมชําระหนี้ใหถูกตองอันเป2นเบี้ยปรับอย างหนึ่ง ซึ่งศาลมีอํานาจลดลงใหเหมาะสมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4067/2561แมการคิดดอกเบี้ยของเงินทดรองจายคาเบี้ยประกันภัยตามสัญญา ตอทายหนังสือสัญญาจํานองที่ดินจะกําหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอางอิงกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารก็ตาม แตการออกเงินทดรองจายคาเบี้ยประกันภัยเป2นหนี้ที่เกิดจากขอตกลงตามสัญญาในการออกเงินทดรองไปกอน และการกําหนดใหจําเลยที่ 1 ตองชําระดอกเบี้ยของเงินทดรองจายคาเบี้ยประกันภัยตามสัญญาเป2นการกําหนด เบี้ยปรับอยางหนึ่งจากการที่ไมชําระหนี้ใหถูกตอง หากศาลเห็นวากําหนดเบี้ยปรับไวสูงเกินสวนศาลมีอํานาจที่จะ ปรับลดเบี้ยปรับดังกลาวลงใหเหมาะสมไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ฎีกาเลาเรื่อง 506 การที่ผูถือหุนจะใชสิทธิฟ6องแทนหรือฟ6องเพื่อประโยชนflของบริษัทไดนั้นตองเป2นการฟ6องเรียก คาสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัท เมื่อโจทกflฟ6องจําเลยทั้งสามในฐานะกรรมการผูมีอํานาจของบริษัท โดยมีคําขอใหพิพากษาในกรณีอื่นซึ่งมิใชการฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทนจากจําเลยทั้งสาม โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6อง สวนที่โจทกflอางวาเป2นการยกเอาความเสียเปลาแหงนิติกรรมซึ่งตกเป2นโมฆะขึ้นกลาวอางนั้น บริษัทผูทํานิติกรรม ยอมเป2นผูมีสวนไดเสียที่จะยกเอาความเสียเปลาแหงนิติกรรมที่เป2นโมฆะขึ้นกลาวอาง โจทกflเป2นเพียงผูถือหุน และไมมีอํานาจกระทําการแทนบริษัทไมใชผูมีสวนไดเสีย จึงไมมีอํานาจฟ6องจําเลยทั้งสาม หรือขอใหหมายเรียก บริษัทเขามาเป2นจําเลยรวม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4065/2561 โจทกflบรรยายฟ6องวา โจทกflเป2นผูถือหุนซึ่งใชสิทธิฟ6องคดีนี้ ตามป.พ.พ. มาตรา 1169 และเป2นผูมีสวนไดเสียซึ่งชอบจะยกเอาความเสียเปลาแหงนิติกรรมที่เป2นโมฆะขึ้น กลาวอางไดตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง การที่โจทกflอางวาใชสิทธิฟ6องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 นั้น
บทบัญญัติดังกลาวเป2นกรณีที่ผูถือหุนใชสิทธิฟ6องแทนหรือฟ6องเพื่อประโยชนflของบริษัทกรณีที่บริษัท ไมฟ6องและเป2นการฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเทานั้น การที่โจทกflฟ6องจําเลยทั้งสาม ในฐานะกรรมการผูมีอํานาจของบริษัทโดยมีคําขอใหพิพากษาวา หนังสือยืนยันการชําระคาหุนและการเก็บรักษา คาหุนสําเนาบัญชีรายชื่อผูถือหุนและบันทึกขอตกลงแกไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสรางหนี้ตกเป2นโมฆะ หาใชเป2นการฟ6องเพื่อเรียกเอาคาสินไหมทดแทนจากจําเลยทั้งสามไม โจทกflไมมีอํานาจฟ6องจําเลยทั้งสาม สวนที่โจทกflอางวาเป2นการยกเอาความเสียเปลาแหงนิติกรรมซึ่งตกเป2นโมฆะขึ้นกลาวอางตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่งนั้น ในการเพิกถอนนิติกรรมซึ่งไดกระทําโดยจําเลยทั้งสามในฐานะกรรมการมิใชกระทําในฐานะสวนตัว บริษัท ท.ยอมเป2นผูมีสวนไดเสียซึ่งชอบที่จะยกเอาความเสียเปลาแหงนิติกรรมที่เป2นโมฆะขึ้นกลาวอางไดตาม ป.พ.พ.มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โจทกflเป2นเพียงผูถือหุนและไมมีอํานาจกระทําการแทนบริษัทจึงไมใชผูมี สวนไดเสีย โจทกflจึงไมมีอํานาจฟ6องจําเลยทั้งสาม การที่โจทกflขอใหหมายเรียกบริษัท ท. เขามาเป2นจําเลยรวม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา57 (3) และมาตรา 57 (3) (ข) นั้น เมื่อโจทกflไมใชผูมีสวนไดเสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และไมมีสิทธิกาวลวงเขาไปจัดการงานของบริษัท จึงไมมีเหตุอันสมควรที่จะเรียกบริษัท ท. เขามาเป2น จําเลยรวม ฎีกาเลาเรื่อง 507 การทําสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับคาสินไหมทดแทนที่โจทกflผูเยาวflจะไดรับจากการกระทํา ละเมิดของจําเลย ผูใชอํานาจปกครองจะตองเป2นผูทํานิติกรรมแทนและไดรับอนุญาตจากศาลแลวจึงจะผูกพัน โจทกflการที่ฉ. ยายของโจทกflซึ่งมิไดเป2นผูใชอํานาจปกครองทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับจําเลย ยอมไมมี ผลผูกพันโจทกflสิทธินําคดีมาฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทนของโจทกflจึงไมระงับไป คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2561 เมื่อมีผูกระทําละเมิดตอโจทกflผูเยาวflอันมีผลใหโจทกflมีสิทธิได รับคาสินไหมทดแทนนั้น เป2นการที่โจทกflจะไดมาซึ่งทรัพยflสินอยางหนึ่ง หากมีการประนีประนอมยอมความกัน บิดามารดาซึ่งเป2นผูใชอํานาจปกครองจะตองเป2นผูทํานิติกรรมแทนโจทกflและเมื่อไดรับอนุญาตจากศาลแลว ยอมมีผลผูกพันโจทกflเพราะเป2นการทําสัญญาประนีประนอมยอมความอันเกี่ยวกับทรัพยflสินของผูเยาวflตามที่บังคับ ไวใน ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 (12) เมื่อไดความวา ฉ. ยายของโจทกflกับจําเลยที่ 1 ทําขอตกลง เรื่องคาเสียหายของโจทกflโดยไมติดใจที่จะดําเนินคดีแกจําเลยที่ 1 อีก เป2นการระงับขอพิพาทในมูลละเมิด จึงเป2นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะนั้นโจทกflมีจําเลยรวมที่ 1 เป2นผูใชอํานาจปกครอง การที่ฉ.
ซึ่งมิไดเป2นผูใชอํานาจปกครองทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับจําเลยที่ 1 ตามลําพัง จึงไมมีผลผูกพันโจทกfl แตประการใด สิทธินําคดีมาฟ6องเรียกคาสินไหมทดแทนของโจทกflจึงไมระงับไป ฎีกาเลาเรื่อง 508 เงื่อนไขยกเวนความรับผิดของผูรับประกันภัยตองตีความโดยเครงครัด ถามีขอสงสัยตองตีความใหเป2น ประโยชนflแกผูเอาประกันภัย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055/2561 กรมธรรมflประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักพรอมคําแปลมิไดระบุไว ชัดแจงวา การกําหนดคาสินไหมทดแทนตามกรมธรรมflประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ตองคํานวณหาผลกําไรสุทธิ หลังจากหักคาใชจายกอน เพื่อใหเกิดความเป2นธรรมแกผูเอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเวนความรับผิด ของผูรับประกันภัยจึงตองตีความโดยเครงครัด ถามีขอสงสัยตองตีความใหเป2นประโยชนflแกผูเอาประกันภัย เมื่อตามกรมธรรมflมิไดระบุไวชัดแจงวาเป2นรายไดสุทธิหลังจากหักคาใชจายกอน ดังนั้น กรมธรรมflประกันภัยธุรกิจ หยุดชะงักพิพาทจึงกําหนดเงื่อนไขการชดใชคาสินไหมทดแทนตอการสูญเสียรายไดมิใชการสูญเสียกําไร ฎีกาเลาเรื่อง 509 การตีความสัญญาตองพิจารณาตามความประสงคflหรือเจตนาอันมีรวมกันของคูสัญญาที่คาดหมายในทาง สุจริตโดยพิเคราะหflถึงปกติประเพณีดวย ดังนั้น คําวาผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจําเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัด การที่จําเลยทํารายการโอนเงินเขาบัญชีของโจทกflเพื่อชําระ หนี้กอนครบกําหนด และธนาคารหักเงินในบัญชีของจําเลยทันทีพฤติการณflยังไมเพียงพอฟIงวาจําเลยจงใจ หรือมีเจตนาผิดนัดชําระหนี้โจทกflจึงไมมีสิทธิบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ6องดังที่กําหนดไวในสัญญาดังกลาว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4023/2561 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทกflตกลงรับเงินจาก จําเลย 100,000 บาท แบงชําระเป2น 2 งวด งวดละ 50,000 บาท งวดแรกชําระภายในวันที่ 10 สิงหาคม2552 งวดที่สองชําระภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 สวนขอตกลงที่วาหากจําเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดใหถือวา ผิดนัดทั้งหมดยอมใหโจทกflบังคับคดีไดทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ6อง (867,765.50 บาท) เป2นขอตกลงที่มีลักษณะ เป2นการบังคับจําเลยกรณีผิดนัดชําระหนี้จึงตองตีความสัญญาสวนนี้ไปตามความประสงคflหรือเจตนาอันมีรวมกัน ของคูสัญญาซึ่งเป2นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะหflถึงปกติประเพณีดวยตาม ป.พ.พ.มาตรา 368
ดังนั้น คําวาผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจําเลยจงใจหรือเจตนา ผิดนัดนั่นเอง จําเลยทํารายการโอนเงินเขาบัญชีเงินฝากของโจทกflในงวดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 5สิงหาคม 2552 กําหนด ใหโอนเงินในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ทํารายการครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม2552 กําหนดใหโอนเงินในวันที่ 24 สิงหาคม 2552 โดยเป2นการทํารายการโอนเงินกอนถึงกําหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความในแตละงวด ในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 และวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป2นวันที่ถึงกําหนดชําระหนี้ตามสัญญาประนีประนอม ยอมความในแตละงวดนั้น ธนาคารทําการหักเงินในบัญชีเงินฝากของจําเลยทันทีพฤติการณflยังไมเพียงพอ ที่จะแสดงใหเห็นวาจําเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชําระหนี้อันเป2นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทกflจึงไมมีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ6อง ฎีกาเลาเรื่อง 510 ศาลชั้นตนยกคํารองขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณflของจําเลย ทนายจําเลยอุทธรณflคําสั่ง แตศาลชั้นตน ไมรับเนื่องจากจําเลยไมมาแสดงตน การที่ทนายจําเลยอุทธรณflคําสั่งศาลชั้นตนที่ไมรับอุทธรณflและศาลชั้นอุทธรณfl ใหยกคํารอง คําสั่งดังกลาวยอมเป2นที่สุด จําเลยไมมีสิทธิฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2561 คดีนี้ศาลชั้นตนมีคําสั่งใหยกคํารองขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณfl ของจําเลย ทนายจําเลยอุทธรณflคําสั่งศาลชั้นตน แตศาลชั้นตนมีคําสั่งไมรับอุทธรณflของจําเลยเนื่องจากจําเลย ไมมาแสดงตน เชนนี้การที่ทนายจําเลยอุทธรณflคําสั่งศาลชั้นตนที่ไมรับอุทธรณflและศาลอุทธรณflภาค 4 วินิจฉัย ปIญหาตามขออุทธรณflแลวมีคําสั่งใหยกคํารอง ยืนตามคําปฏิเสธของศาลชั้นตน คําสั่งศาลอุทธรณflภาค 4 ยอมเป2นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิวรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ใหนําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใชบังคับ ในศาลจังหวัดพ.ศ.2520 มาตรา 3 จําเลยไมมีสิทธิฎีกา ฎีกาเลาเรื่อง 511 คดีนี้ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลย 3 กระทง จําคุก 1 ปX 6 เดือน และ 1 ปXตามลําดับ รวมจําคุก 2ปX 6 เดือน รับสารภาพลดโทษใหกึ่งหนึ่ง คงจําคุก 15 เดือน ศาลชั้นอุทธรณflพิพากษาแกเป2นวาใหปรับ 20,000บาท 10,000 บาท และ 6,000 บาท ตามลําดับ อีกสถานหนึ่ง รวมเป2นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแลว
คงปรับ 18,000 บาท แลวรอการลงโทษจําคุกและคุมความประพฤติของจําเลยไวอันเป2นกรณีที่ศาลชั้นตน และศาลชั้นอุทธรณflลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินกระทงละ 2 ปXและปรับไมเกินกระทงละ 40,000 บาท จึงหามมิให โจทกflฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง โจทกflฎีกาขอใหไมรอการลงโทษเป2นการโตเถียงดุลพินิจอันเป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จ จริง จึงตองหามฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2561 คดีนี้ศาลชั้นตนพิพากษาลงโทษจําเลยฐานมีอาวุธปZน และเครื่องกระสุนปZนโดยไมไดรับใบอนุญาต จําคุก 1 ปXฐานพาอาวุธปZนไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดย ไมไดรับใบอนุญาต จําคุก 6 เดือน ฐานประมาทเป2นเหตุใหผูอื่นไดรับอันตรายสาหัส จําคุก 1 ปXรวมจําคุก 2 ปX 6 เดือนจําเลยใหการรับสารภาพ ลดโทษใหกึ่งหนึ่ง คงจําคุก 15 เดือน ศาลอุทธรณflภาค 5 พิพากษาแกเป2นวา ฐานมีอาวุธปZนและเครื่องกระสุนปZนโดยไมไดรับใบอนุญาต ใหลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานพาอาวุธปZนไปในเมือง หมูบาน หรือทางสาธารณะโดยไมไดรับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท และฐานประมาทเป2นเหตุใหผูอื่น ไดรับอันตรายสาหัส ปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป2นปรับ 36,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแลว คงปรับ18,000 บาท แลวรอการลงโทษจําคุกและคุมความประพฤติของจําเลยไวอันเป2นกรณีที่ศาลชั้นตนและ ศาลอุทธรณflภาค 5 ลงโทษจําคุกจําเลยไมเกินกระทงละ 2 ปXและปรับไมเกินกระทงละ 40,000 บาท จึงหามมิให โจทกflฎีกาในปIญหาขอเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทกflฎีกาขอใหไมรอการลงโทษจําคุกแกจําเลย เป2นการโตเถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณflภาค 5 เป2นฎีกาในปIญหาขอเท็จจริง จึงตอง หามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาว ฎีกาเลาเรื่อง 512 โจทกflเป2นคนไรความสามารถตามคําสั่งศาล การฟ6องคดีตองใหผูอนุบาลกระทําการแทน ซึ่งเป2น เรื่องอํานาจฟ6อง กรณีหาใชเป2นการบกพรองในเรื่องความสามารถที่อาจแกไขขอบกพรองนั้นไดเพราะโจทกfl ไมมีอํานาจฟ6องมาแตตนแลว คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3727/2561 โจทกflเป2นคนไรความสามารถอยู ในความอนุบาลของ ช. ผูอนุบาล ตามคําสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาและคดีถึงที่สุดแลว โจทกflฟ6องคดีนี้ใหจําเลยทั้งสาม รับผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 350 โดยทําหนังสือมอบอํานาจใหม. เป2นผูฟ6องคดีแทนในขณะที่โจทกflยังเป2น คนไรความสามารถและอยูในความอนุบาลของ ช. เป2นการกระทําโดยโจทกflไมมีอํานาจ ตองใหช. ผูอนุบาล เป2นผูกระทําการแทน กรณีหาใชเป2นการบกพรองในเรื่องความสามารถของโจทกflและจําตองแกไขขอบกพรองนั้น