The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mahidaol Eighth, 2022-05-03 23:50:31

milin

text

ในกาลเปน ท่จี บปุจฉาวสิ ัชนา แหง พระเจา มิลนิ ทแ ละพระนาคเสนเถระ มหา
ปฐพซี ่งึ หนาแปดลานสแี่ สนโยชนน ี้ ไดห วน่ั ไหวหกสว นจนถงึ ทส่ี ดุ แหง นา้ํ , สายฟา กแ็ ลบ
ล่นั , เทพดาท้ังหลายกย็ งั ฝนคอื ทพิ ยบุปผชาตใิ หต กลง, ทา วมหาพรหมก็ใหสาธกุ าร
สําเนยี งกกึ กองใหญเปน ราวกะเสียงกึกกองแหงฟาคะนอง กไ็ ดม ีในทองมหาสมทุ ร.
พระเจา มลิ ินทแ ละราชบรพิ ารท้ังหลาย ทรงนอมอญั ชลีดว ยเศยี รเกลา ถวายนมัสการ
ดว ยประการฉะน.ี้

พระเจามลิ ินท มพี ระหฤทยั บนั เทงิ เกนิ เปรยี บ มีความถอื พระองคใ นพระหฤทยั
ทําลายเสียแลว ทรงทราบสงิ่ ทเ่ี ปน แกน สารในพระพทุ ธศาสนา ไมมคี วามสงสยั ในพระ
รตั นตรัยเปน อนั ดี เปน ผูไมมคี วามขนุ พระหฤทยั ไมมพี ระหฤทัยกระดาง ทรงเล่อื มใสใน
คณุ ทงั้ หลายและบรรพชา ปฏปิ ทาดี อรยิ าบถทงั้ หลายของพระเถระเกินเปรยี บเปน ผมู ี
พระหฤทัยสละสลวย ไมท รงอาลยั มีความถอื พระองคแ ละเยอ หยง่ิ อนั กาํ จดั แลว ดุจ
พญานาคมเี ขย้ี วอันถอนเสยี แลว ไดร ับสง่ั อยา งนว้ี า “พระผูเปนเจา นาคเสน ดีแลว ๆ
ปญ หาเปน พทุ ธวิสยั พระผเู ปนเจา วสิ ชั นาแลว , ในพระพทุ ธศาสนาน้ี ยกพระธรรม
เสนาบดี สารบี ุตรเถระเสีย ผอู น่ื เชนกบั พระผเู ปน เจามิไดมี ในการทจี่ ะวิสชั นาปญ หา
ได. พระผเู ปนเจา นาคเสน ขอพระผูเ ปน เจาจงงดโทษลวงเกนิ ของขา พเจา . พระผเู ปน
เจาจงทรงไวซ งึ่ ขา พเจา วา เปน อุบาสกผูถงึ สรณะตลอดชีวิต ตัง้ แตวนั น้ีไป” ดังน.้ี

กาลนนั้ พระเจามลิ นิ ท พรอ มดว ยหมพู ล เสดจ็ ไปหาพระนาคเสนเถระแลว ให
สรา งพระมหาวิหารซง่ึ
มลิ นิ ทวหิ ารถวายพระเถระทรงบาํ รงุ ปฏิบตั ิพระนาคเสนเถระกับพระภกิ ษุขีณาสพ
ประมาณรอยโกฏิ ดว ยปจ จยั ท้ังส.่ี ทรงเลอ่ื มใสในปญ ญาแหงพระเถระอกี จึงทรงมอบ
ราชสมบตั ิแดพระโอรส เสดจ็ ออกบรรพชา เจรญิ วิปส สนาแลวบรรลุพระอรหัต ดวย
ประการฉะน.ี้

ดวยเหตนุ น้ั ทา นจงึ กลา วไวว า :-
“ปญญาเปนธรรมชาตอิ ันประเสริฐทสี่ ดุ ในโลก, เพราะวาเปน ไป เพื่อความ
ดาํ รงอยแู หง พระสัทธรรม, บณั ฑิตทั้งหลาย ฆาเสยี ซึง่ ความสงสยั ดว ยปญญาแลว ยอ ม
ถึงธรรมชาตเิ ปนทรี่ ะงบั . ปญญาตงั้ อยใู นขนั ธใด, สติในขันธใด มไิ ดบ กพรอง, ขันธนนั้
ทรงไวซ ง่ึ บชู าอนั วิเศษ เปน ยอดยง่ิ ไมม อี ะไรเกินทีเดยี ว. เพราะเหตนุ ั้นแล บคุ คลผู
ดําเนนิ ดว ยปญ ญา เม่อื เล็งเหน็ ประโยชนของตน พึงบชู าทา นผมู ปี ญ ญาดุจบชู าพระ
เจดยี  ฉนั นน้ั ,” ดวยประการฉะน.้ี

ปญ หาเวยยากรณปกรณ

แหง พระเจามลิ ินทและพระนาคเสนเถระจบ

อธิบายทายเรือ่ ง

มิลินปญ หา เปน ปกรณม มี าเกา แกและสาํ คัญปกรณหนง่ึ ในพระพทุ ธศาสนา
ไมปรากฏวาทา นผูใดเปน ผรู จนา เช่ือกนั วา รจนาขน้ึ ในราวพทุ ธศกั ราช 500 ปรากฏตาม
มธรุ ตั ถปกาสนิ ี ฎกี าแหง มลิ นิ ทปญ หา ซึง่ รจนาโดยพระมหติปฎ กจฬุ าภัย วาพระพุทธ
โฆษาจารย เปน ผูแ ตงนทิ านกถาและนิคมกถาประกอบเขา สวนตัวปญ หา ทานหาได
กลาววาผูใดแตไม

มลิ นิ ทปญ หาแบง ออกเปน หกสวน คอื บพุ พโยค วา ดวยบุพพกรรมและประวัติ
ของพระนาคเสนและพระเจา มลิ ินท มลิ นิ ปญ หาวา ดวยปญ หาเงอื่ นเดยี ว เมณฑก
ปญหา วา ดว ยปญ หาสองเงื่อน อนุมานปญหา วา ดวยเรือ่ งทรี่ ูโดยอนมุ าน ลกั ขณ
ปญ หา วา ดวยลักษณะแหงธรรมตา ง ๆ อปุ มากถาปญหา วา ดวยเรือ่ งทจี่ ะพงึ ทราบดวย
อุปมาในหกสว นน้ี บางสว นยกเปน มาตกิ า บางสว นไมย กเปนมาตกิ า จดั รวมไวใน
มาตกิ าอน่ื คอื ลกั ขณปญ หารวมอยใู นมลิ นิ ทปญหา อนมุ านปญหา รวมอยูใ นเมณฑก
ปญหา เพราะฉะน้ัน เมื่อจะจัดระเบยี บใหเ ปน หมวดหมสู ะดวกแกการคน ดู ตอง
แบงเปนส่ีสว น เรียงลาํ ดบั ดงั นี้ บพุ พโยค ซง่ึ เรยี กวา พาหริ กถา หน่ึง มลิ นิ ปญ หา หนง่ึ
เมณฑกปญหา หนงึ่ และอปุ มากถาปญหา หนง่ึ

เก่ยี วกบั ระยะเวลาแหง การรจนามลิ นิ ปญหาปกรณน ี้ สมเด็จพระสังฆราช (อุฏ
ฐายมี หาเถร) ทรงสนั นษิ ฐานไวว า ในพทุ ธโฆสปั ปวตั ตกิ ถา ทา ยคัมภรี ว สิ ทุ ธิมคั ค กลา ว
วา พระพทุ ธโฆษาจารยเ กดิ เมอ่ื พระพทุ ธศาสนากาลลว งแลว ๙๕๖ พรรษา ในพาหริ
กถาแหง มลิ นิ ปญหากลา ววา พระเจา มิลนิ ทท รงสมภพ เมอ่ื พุทธศักราช ๕๐๐ ป แตไ ม
ปรากฏวา พระเจามิลนิ ททรงครองราชสมบัตใิ นสาคลนคร เมื่อพระพทุ ธศกั ราชลว งแลว
เทา ไร ปรากฏแตเ พยี งวา พระเจา มิลินทท รงชอบรกุ รานถามปญ หาธรรม จนไมม ใี คร
สามารถจะวสิ ชั นาได สมณพราหมณจ ึงตา งพากนั หนีออกไปหมด สาคลนครวา งเปลา
จากสมณพราหมณผ เู ปน บณั ฑิตอยูถงึ ๑๒ ป พระนาคเสนจึงไดอบุ ตั ิขน้ึ และบรรพชา
เปนสามเณรเมอื่ อายไุ ด ๗ ขวบ อปุ สมบทเม่ืออายุ ๒๐ ปเ ตม็ บรรลุโสดาปตติผลแลว
จงึ ไปเรยี นพระพุทธวจนะในสาํ นักของพระพทุ ธรักขติ เถระ ที่อโสการาม เมอื่ งปาฏลีบตุ ร
เรยี นพระไตรปฎกใชเวลาในการเรยี น ๓ เดือน และพจิ ารณาอรรถแหงพระพทุ ธวจนะท่ี
เรียนแลวอกี ๓ เดือนจงึ จบ พรอมท้งั ไดบรรลุพระอรหัต แลว จงึ กลับสสู งั เขยยบริเวณ

จนถงึ ไดพ บกบั พระเจา มิลนิ ทกระทําปุจฉาวสิ ชั นากะกนั และกนั ระยะกาลตั้งแตพ ระ
นาคเสนอปุ สมบทแลว ถงึ วสิ ัชนาปญ หากบั พระเจามิลนิ ทน้ี อนมุ านดไู มแ นว า กปี่  แตก็
คงไดค วามวา พระนาคเสนเกดิ ภายหลงั พระเจา มลิ นิ ทห ลายสิบป คงในราวพระ
พุทธศกั ราช ๕๓๐ ป จะออนแกไ ปบา งกค็ งไมมากนกั มลิ ินปญหาน้คี งคดิ ขึน้ ในราว
พทุ ธศกั ราช ๕๕๐ ปข ึ้นไป เพราะฉะนัน้ เมื่อประมวลหลกั ฐานที่มาทงั้ สามสถาน
ประกอบกนั เขาแลว คงไดค วามวา ตวั มิลินทปญ หาเกิดขน้ึ ราวพทุ ธศกั ราช ๕๕๐ ป และ
พระพทุ ธโฆษาจารยไ ดแตงนิทานกถากบั นคิ มกถาประกอบเขาใหบ รบิ ูรณ ไดล ักษณะ
แหงปกรณในระหวา งพุทธศักราช ๙๕๖ ถงึ ๑๐๐๐ ป

ศาสตราจารยร ิส เดวดิ ส (Prof. Rhys Davids) ผแู ปลมลิ นิ ทปญ หาเปน
ภาษาอังกฤษเปน คนแรก (เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓) ไมไ ดร ะบผุ รู จนา กลา วแตเ พียงวา มลิ นิ ท
ปญ หา เปน หนงั สือท่ีแตง ข้ึนทางอนิ เดยี ภาคเหนอื ราวแรกตง้ั ครสิ ตศกั ราช (ครสิ ต
ศักราชเรมิ่ เมอ่ื พ.ศ. ๕๔๓) ในเวลาทพี่ ระพุทธศาสนายังไมเกิดแตกแยกกันเปนนกิ าย
มหายาน ขา งฝา ยเหนือ และนกิ ายเถรวาท ขา งฝา ยใต และวามลิ นิ ปญ หาน้ี เดมิ คงแตง
ข้นึ ในภาษาสนั สกฤตหรือภาษาปรากฤตเชนเดียวกับคมั ภรี อ ่นื ๆ ที่รจนาข้นึ ในทาง
อนิ เดยี ภาคเหนอื แตฉ บับเดมิ สาบสูญไปเสยี แลว ฉบบั ท่ปี รากฏสบื มาจนบัดนี้นน้ั เปน
ฉบับท่ชี าวลังกาไดแปลเปน ภาษาบาลไี ว

วี. เทรงกเ นอร (V. Trenckner) ซงึ่ เปน ผถู า ยทอดมิลนิ ทปญหาออกเปน อักษร
โรมนั เปน คนแรก (เมือ่ พ.ศ. ๒๔๒๓) กลาววา มลิ นิ ทปญหาน้ี รจนาขน้ึ ราว
ครสิ ตศตวรรษที่ ๑ และลงความเหน็ วา ตน ฉบับเดมิ เปนภาษาสนั สกฤต และใชค ํา
เร่มิ ตน วา “ตม ยถานุสยู ต” แทนท่ีจะใชค าํ เรม่ิ ตนทีน่ ยิ มใชก นั ในคมั ภยี บาลที วั่ ๆ ไปวา
“เอวมเม สุต”ํ และวา เปน ปกรณทรี่ จนาขึ้นทางอนิ เดยี เหนือ อนั เปน ดนิ แดนทีอ่ ยใู น
ความปกครองของพระเจา เมนันเดอร (มิลินท) ซึง่ ดกู ไ็ มน าจะมอี ะไรเกีย่ วของกับลงั กา
ทวีป

สวนทานอานนั ท เกาศลั ยายนะเถระ (Anand Kausalyayana) ชาวอนิ เดีย
กลาววา มิลนิ ทปญ หานัน้ รวบรวมขน้ึ โดยพระนาคเสนมหาเถระ และเปน คัมภีรท ีม่ ี
หลกั ฐานดีเลม หนงึ่ มลิ นิ ทปยหาคงรจนาขึน้ ในสมยั พระเจาเมนนั เดอร (มิลินท) หรอื
หลงั จากนน้ั แตจ ะตองรจนาขน้ึ กอ นสมัยพระพุทธโฆษาจารย เพราะพระพทุ ธโฆษา
จารยมักจะอา งถงึ มิลนิ ทปญหาเสมอ เมอื่ ประมาณดแู ลว มิลนิ ทปญหาคงจะรจนาขึน้
๑๕๐ ป กอ นคริสตศักราช ๔๐๐ ป เมอ่ื ถือวา มิลนิ ทปญ หามหี ลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร สิง่ ทคี่ วรพิจารณาตอไปก็คือใครเปน ผรู วบรวมข้ึน รวบรวมขน้ึ เมื่อไร มี
การเพม่ิ เติมลงไปบา งหรือไม และถา มีการเพมิ่ เพม่ิ เติมไปเม่อื ไร มีผูเสนอควาคดิ วา มลิ ิ

นทปย หาไมใ ชเ ปนคัมภีรท่รี จนาขึ้นโดยบคุ คลคนเดียว เพราะแตล ะตอนมลี ลี าการแตง
แตกตางกนั บางทีจะมกี ารเพิม่ เขาในภายหลังเปน บางตอนก็ได ขอพิสจู นคาํ ท่ีกลา วนีม้ ี
อยวู า ฉบบั ทแี่ ปลเปนภาษาจนี ระหวา งครสิ ตศกั ราช ๓๑๗–๔๒๐ (พทุ ธศกั ราช ๘๖๐–
๙๖๓) ซ่ึงเรียกวา นาคเสนสตู รน้ัน มเี พียง ๓ ตอนแรก เมือ่ พิจารณาตามหลกั น้ี จะเหน็
ไดว า ๔ ตอนท่ีเหลือเพิ่มเขามาในภายหลัง ขอ เท็จจรงิ อกี ประการหนง่ึ ท่ีสนบั สนนุ คาํ
กลา วขา งตน คอื เมอื่ จบตอนท่ี ๓ แลว กแ็ สดงวา พระเจา มิลนิ ทท รงถามปญหาจบลง
แตถึงตอนท่ี ๔ กลบั เหมอื นทรงเริม่ ตน ถามใหมอีก จงึ มที างสันนิษฐานไดเปน ๓ ทางคอื
(๑) อาจจะมกี ารเพม่ิ เติมเขา มาภายหลงั อีกหลายตอน (๒) อาจจะแตงข้นึ ครบบริบูรณ
อยางที่ปรากฏอยูในปจจุบนั นี้มาเดมิ แลว และ (๓) ชาวจีนอาจจะเลอื กแปลไวเพียง ๓
ตอนแรกก็ได

นาง ไอ. บี. ฮอนเนอร (I.B.Horner) กลา ววา มลิ นิ ทปญ หาอาจจะไมไ ดแตง ขึน้
ในสมัยของพระเจา มลิ นิ ท นาย เอส.ดตุ ต (S.butt) ประมาณวา อาจจะรอยกรองขน้ึ ใน
ยคุ ตอ ๆ มาอกี ชา นาน และนาย เอ.แอล.บาชมั (A.L. Basham) กว็ า บางทกี อ็ าจจะ
รจนาขึ้นในคริสตศตวรรษที่ ๑ หรอื มฉิ ะน้นั กร็ าวแรกตง้ั คริสตศักราช แตอ ยางนอ ยก็
ตองกอ นพระพุทธโฆษาจารยไปลงั กา แมจ ะไมท ง้ั หมดก็ตอ งบางสว นหรือไมก ็ภายหลัง
ท่ีพระไตรปฎกไดจัดเปนชาดก เปนทฆี นกิ าย มัชฌิม-สังยตุ ต-อังคตุ ตร-ขทุ ทกนิกายแลว
สว นภาณกาจารยผทู าํ หนา ท่ีในการรวบรวมนนั้ ก็คงจะรวมอยใู นจาํ นวนผทู ่ีพระนาค
เสน กลา ววา เปนผทู ีอ่ ยใู นธรรมนครของพระพุทธเจา เอ.ดี.แอดกิ ารมั (A.D.Adikaram)
ไดใ หขอสังเกตไวต ามทเี่ ขาสอบสวนไดวา นา ประหลาดที่ชือ่ บคุ คลตาง ๆ ทีป่ รากฏอยู
ในขทุ ทกภาณกะนนั้ ไมมีกลา วถงึ ในอรรถกถาอนื่ เลย ขา พเจา เอง (นางฮอนเนอร) ก็ไม
พบเหมอื นกัน แตเกยี่ วกบั พน้ื ฐานของขอ ความตาง ๆ ในมิลนิ ทปญหานี้ เขา (นายแอดิ
การัม) ไดสรุปไววาเกิดขน้ึ ในอินเดยี มิใชเกดิ ขนึ้ ในลงั กา

นางฮอนเนอร ไดใ หขอ สงั เกตตอ ไปอกี วา เปน ทนี่ า สงั เกตวาในอัตถสาลินี อาง
ขอ ความบางตอนจากมลิ ินปญ หา ตอนที่ ๑-๓ และธมั มปทัฏฐกถา กอ็ า งขอความจาก
มิลนิ ปญหา ตอนท่ี ๔-๖ ดว ย…. หลักฐานตา ง ๆ เหลา นีแ้ สดงวา พระพทุ ธโฆษาจารยมี
ความชาํ นิชาํ นาญในมลิ นิ ทปญ หาเปน อยา งดี ดังนน้ั มลิ ินทปญหาอาจจะไดร จนาขน้ึ
ในอนิ เดีย หรือแคชเมียร เมือ่ ประมาณ ๓๐๐–๔๐๐ ปกอนทจ่ี ะตกเขามาในประเทศ
ลังกา เมือ่ เทยี บใหเหน็ ขอ ตางกันแลว จะเหน็ วา วิสทุ ธมิ รรคของพระพทุ ธโฆษาจารยน ั้น
ใหค วามรูในทางปฏบิ ัติเพ่อื สงเสรมิ การทาํ ตนใหบรสิ ทุ ธิ์อยางละเอยี ดละออ สว น
พนื้ ฐาน การอธิบาย และการแนะนาํ ตา ง ๆ ในมิลนิ ทปญหานั้น เปน ไปในทางพฒั นา
ปญญามากกวามใิ ชเปน แบบแผนในการเจรญิ สมาธิภาวนา จุดมงุ หมายตามทแ่ี สดงไว

กค็ อื ตองการจะขจดั สาเหตแุ หงความเคลือบแคลงสงสยั ตาง ๆ อนั อาจจะเกิดขนึ้ ได
เน่ืองจากการมีความเหน็ ขดั แยงกนั เก่ียวกบั พระคมั ภีร หรอื อรรถแหงคาํ สอนใหห มดสนิ้
ไป และเพือ่ จะขจดั ปญ หายงุ ยากตา ง ๆ เพ่อื อนชุ นในอนาคตจะไดร ับคาํ ตอบท่ถี ูกตอ ง
เกย่ี วกับปญหาสองแง อนั อาจทาํ ใหเกิดความฉงนสนเทห  และเพ่ือจะทําใหการโตเถยี ง
กนั อันจะพงึ มไี ดใ นอนาคตเก่ยี วกบั ปญหาเหลา นีห้ มดสนิ้ ไป ผแู ตงจะตอ งไดบ นั ทกึ การ
สนทนาท่เี กิดขน้ึ จริง ๆ หรือวา เชอื่ วา เกิดขนึ้ จรงิ ระหวา งกษัตริยผ ทู ่ที รงพระปรชี า
สามารถเปน อยางยิ่ง (ซ่งึ อาจจะเปน กษตั ริยก รกี บากเตรยี น แตนาจะเปนบากเตรยี ม
กรกี มากกวา ) กบั พระนาคเสนซ่ึงมคี วามสามารถพอ ๆ กนั หรอื ไมเ ชน นนั้ กจ็ ะตอ งคดิ
แตง ขึ้นมาเอง โดยมีการรวบรวมและเพมิ่ เตมิ มาเรือ่ ย ๆ นับเวลาเปน ป ๆ และอาจจะมี
คณะหรือศษิ ยช วยเพ่มิ เติมตอ ๆ มาดว ย และดว ยวิธีดงั กลาวนเ้ี อง จงึ ทาํ ใหก ลายเปน
งานทมี่ ีหลกั ฐาน มีสาระและมีความสาํ คัญขน้ึ จงึ กลาวไดในท่ีสดุ วา มลิ ินทปญ หานี้
เปนผลงานของรจนาจารยมากกวาหนง่ึ ทา น ลลี าอันกระทดั รดั ในตอนตน ๆ ของคัมภรี 
นี้ ซ่ึงเราจะเหน็ วา แตกตางกนั กบั ตอนทาย ๆ ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ ความชาํ นชิ าํ นาญในทาง
สาํ นวนวรรณคดี ยอ มจะเปน เคร่อื งสนบั สนุนสมมตฐิ านดงั กลา วน้ไี ดเปน อยางดี

สว นศาสตราจารยร ิส เดวดิ ส ไดใ หข อ สรุปเกย่ี วกบั ผรู จนามลิ นิ ทปญ หานไี้ ววา
เม่อื ประมวลหลกั ฐานตางๆ จากช่อื สถานที่สําคญั และแมนาํ้ สาํ คญั ทกี่ ลา วถงึ ในภัมภรี 
นแ้ี ลว กพ็ อสรุปไดว า ผรู จนาคมั ภรี น้ี อยทู างภาคตะวนั ตกเฉยี งเหนือของประเทศ
อนิ เดีย หรอื ในแควน ปญจาบของอนิ เดยี (ปจจบุ นั ) และเหตผุ ลที่จะมาสนบั สนนุ
ความเหน็ ดงั กลา วน้ีใหห นกั แนน ยงิ่ ข้นึ ก็คือวา ในทอี่ น่ื ๆ โดยเฉพาะอยา งยิง่ ในประเทศ
ลงั กา ซง่ึ อาจจะพจิ ารณาวาเปน ทอี่ ยูของผแู ตงคมั ภีรน ี้ หากทา นไมไ ดอ ยใู นทที่ กี่ ลาว
มาแลวขางตนกไ็ ดน น้ั ไมป รากฏวา มอี นุสรณอ ะไรเกี่ยวกบั พระเจา เมนนั เดอรอยูเลย

และศาสคราจารยร ิส เดวดิ ส ยังไดกลาวอีกวา มลิ นิ ทปญหานี้รจนาขนึ้
ภายหลงั คมั ภีรกถาวัตถุ ซง่ึ เปน คมั ภีรใ นพระอภธิ รรมปฎกทีแ่ ตง โดยพระโมคคัลลบี ตุ ร
ตสิ สเถระ ในคราวทาํ สังคายนาครงั้ ที่ ๓ หลังพทุ ธปรนิ พิ พานแลว ๒๓๕ ป เพราะเม่ือ
เปรียบเทียบคัมภรี ท้งั สองนด้ี ูแลว จะเหน็ วา ขอความในมลิ ินปญ หาหลายตอนมาจาก
คัมภรี กถาวัตถุ เชน ปญหาเรื่องทพิ จักษเุ ปน ไดจรงิ หรือไม เร่ืองคฤหสั ถท ่ีบรรลพุ ระ
อรหัตแลวจะบวชดวยวธิ ีอยางไร เปน ตน ตรงกบั ความในกถาวัตถทุ กุ อยาง และในกถา
วตั ถุยังละเอียดพศิ ดารกวาอกี ดวย และเปนธรรมดาวา ขอ ความในคัมภีรท ่ีเกา กวา นนั้
มักจะถกู นาํ มาอา งในคมั ภรี ท ี่แตง ทหี ลงั และความมุงหมายก็อยา งเดียวกนั คือเพ่อื
ปราบพวกมจิ ฉาทิฏฐิและปอ งกนั พระศาสนาจากพวกพาหริ ลทั ธิ

พระเจา มิลินท คือใคร ? ภรัต สิงห อุปธ ยายะ (Bharat Singh Upadhyaya) ได
ใหค ําตอบในปญ หานีไ้ วา วา พระเจา มลิ ินทน ้นั เปน องคเ ดยี วกับพระเจา เมนนั เดอร
กษัตรยิ ช าติอนิ โดกรีก ซง่ึ เปนผูทรงอุปถมั ภและสนบั สนุนพระพทุ ธศาสนา ทีส่ าํ คัญ
พระองคห นงึ่ ระหวา งศตวรรษท่ี ๒ คําวา มลิ นิ ท มาจากคาํ ภาษากรีกวา
เมนนั ดรอส (Menandros) นกั เขียนในสมยั นน้ั เรยี กพระนามของกษตั ริยพ ระองคนี้
หลายอยางดวยกัน เชน ในหนงั สอื อวทานกัลปลดา ของทา นเกษเมนทร
(Ksemendra’s Avadanakalpalata) เรยี กพระนามของกษัตริยพ ระองคน ี้วา มลิ นิ ทร
(Milindra) ซ่งึ เปนนามเดยี วกนั กับทพี่ บในหนงั สือหมวด ตันเชอร (the Bstan-hygur)
แหงพระไตรปฎ กธิเบต คาํ จารกึ หีบศพภาษาชนิ กอต (Shinkot) เปนตัวอักษร ขาโรษฐิ
(Kharosthi) เรยี กพระนามของกษตั ริยพระองคน ้ีวา เมนัทระ (Menadra) หลักฐาน
สาํ คญั ท่พี อจะประมวลเร่อื งราวของกษัตรยิ ช าติอินโดกรกี พระองคน ี้ กค็ อื มิลนิ ทปญหา
นัน่ เอง เรื่องราวของนกั ประวัตศิ าสตรกรีก เชน สตราโบ (Strabo) พลตู ารก (Plutarch)
และจัสตนิ (Justin) และเหรียญของพระเจาเมนนั เดอรเอง ซงึ่ จารกึ ตัวอกั ษรวา
“Basileus Soteros Menandros” ทีค่ นพบในทต่ี า ง ๆ ๒๒ แหง ในลมุ นา้ํ กาบุล (Kabul)
และสินธ (Sindh) และในบรเิ วณภาคตะวนั ตก ของมณฑลอุตตรประเทศ (Uttar
PradesH) นักปราชญห ลายทานมคี วามเหน็ แตกตา งกนั ในเรอื่ งสมยั อันแนนอนของ
พระเจาเมนนั เดอร สมธิ (Smith) มคี วามเหน็ วา พระเจาเมนนั เดอรรงุ เรืองอยใู นกาล
ศตวรรษที่ ๒ กอ น ค.ศ. เอช.ซี.เรยเชาธุรี (H.C. Raychaudhuri) กลาววา พระองคท รง
พระชนมอ ยูในศตวรรษท่ี ๑ กอ น ค.ศ. ใน
มลิ นิ ทปญ หากลา ววา พระเจามิลนิ ทท รงพระชนมอ ยู หลงั พทุ ธปรนิ พิ พาน ๕๐๐ ป
ฉะนัน้ จงึ มเี หตุผลเพยี งพอท่จี ะกลา ววา กษตั ริยกรกี พระองคน ี้ ทรงครองราชยใน
ศตวรรษท่ี ๑ กอน ค.ศ. หรอื ราว ๆ นนั้ ซงึ่ มขี อ เท็จจริงอน่ื ๆ ยนื ยนั อกี เปน อนั มาก ในมิลิ
นทปญหากลา ววา พระเจา เมนนั เดอร เปน พระราชาแหง พวกโยนก “โยนกานํ ราชา มิ
ลินโท” คําบาลี โยนก หรือโยน (สนั สกฤตวา ยวน) เปนคาํ เดยี วกบั ภาษาเปอรเ ซียน
โบราณวา “เยาวนะ” ซง่ึ แตเดมิ หมายถงึ พวกไอโอเนยี นกรกี (Ionian Greeks) แตตอมา
เลอื นไป หมายถงึ พวกกรีกทั้งหมด อาณาจักรของพวกโยนะ Yonas) และพวกกมั โพชะ
(Kambojas) เปนทร่ี จู กั แกช าวอินเดียในศตวรรษที่ ๖ กอ น ค.ศ. ดังมหี ลกั ฐานอยูใ นอัส
สลายนสตู ร มชั ฌิมนกิ าย ซง่ึ แสดงวา ประชาชนของอาณาจกั รเหลา น้ี มีเพยี ง ๒ วรรณ
คอื พวกนาย (Arya) และพวกทาส (Dasa) แทนทจี่ ะมี ๔ วรรณเหมอื นในสงั คมอนิ เดีย
เปน ขอ เท็จจรงิ ทที่ ราบกนั ทว่ั ไปแลว วา หลังสังคายนาครัง้ ท่ี ๓ ซงึ่ ทําท่ีกรุงปาฏลบี ตุ ร ได
มีการสง นกั เผยแพรพ ระพทุ ธศาสนาไปยังประเทศโยนะอันหา งไกล อนั ประกอบไปดว ย

อาณาจกั รพระเจาอนั ตโิ อคอสท่ี ๒ แหง ซเี รยี (Antiochos II of Syria) อาณาจกั รของ
พระเจา อนั ตีโกนอส โนาตอส แหงเมซิโดเนีย (Antigonos Gonatos of Macedonia)
เปน ตน ขอ ความนไ้ี ดกลา วไวในศิลาจารกึ นนั้ มคี ํากลา วตอไปอกี วา พระภิกษุชาวกรกี
ชื่อ ธรรมรักขติ (Yona Dhammrakkhita) ถูกสงไปประกาศพระศาสนาในอปรานตก
ประเทศ ฉะนนั้ จงึ เหน็ ไดชดั เจนวา คาํ สอนอันประเสรฐิ ของพระพทุ ธเจา ไดเ ขา ถงึ จิตใจ
ของชาวกรกี กอ นสมัยของพระเจาเมนันเดอร แตส วนมากเราไดท ราบกนั วา กษตั ริย
พระองคนเี้ ปนพระองคแ รกทท่ี รงสนพระทยั ในคาํ สอนของพระพทุ ธเจา โดยทรงตง้ั ขอ
สงสัยข้นึ หลายประการ เม่ือพระองคท รงไดส ดบั คําวิสชั นาของพระนาคเสนอจนหมด
ความสงสัยแลว พระองคก ท็ รงสนบั สนนุ ในการเผยแพรพระพุทธศาสนา ในมิลนิ ปญหา
กลาววา พระเจา มิลนิ ทป ระสตู ทิ ต่ี ําบลกลสิคาม ในเกาะอลสันทะ คอื เมืองอเล็กซานเด
รีย (Alexandria) หรือกันทหาร (Kandahar) ในปจจบุ ัน นครหลวงของพระองค คือ
เมืองสาคละ ซึ่งเปนเมอื งเดียวกนั กับเมืองสงั คาล (Sangal) ของนกั ประวตั ิศาสตรกรีก
ชอ่ื แอรเรียน (Arrian) และเมืองสาคาล (Sagal) หรือยูธเู มเดยี (Euthumedeia) ของป
โตเลมี (Ptolemy) เมืองน้อี ยูในบรเิ วณเมอื ง ไสอลั กอต (Sialkot) ในมลฑลปญจาบ
อาณาจกั รของพระเจา เมนนั เดอรป ระกอบดวยมณฑลเปษวาร (Peshawar) ลมุ นา้ํ กา
บลุ ตอนบน มณฑลปญจาบ (Panjab) มณฑลสนิ ธ (Sindh) มณฑลกาเธยี วาร
(Kathiawar) และมณฑลอตุ ตรประเทศตะวนั ตก เม่ือพระเจามิลนิ ทท รงนับถอื
พระพทุ ธศาสนาแลว พระองคก็ทรงสรางวหิ ารชือ่ มลิ ินทวหิ าร ถวายพระนาคเสน
นอกจากน้ี พระองคย งั ไดท รงขยายอาณาจักรแหง พระพทุ ธศาสนาออกไปอกี เปน อนั
มาก ตามหนงั สือมลิ นิ ทปญ หา พระเจา มลิ ินทส วรรคต เมอื่ ทรงผนวชเปน ภิกษุ หลงั จาก
ทรงสละราชสมบตั แิ ละราชอาณาจักรใหแ กราชโอรส กลา วกันวา พระองคไ ดบ รรลุพระ
อรหัต ซงึ่ เปน จดุ หมายปลายทางของพระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทดวยอกี ประการหนง่ึ
ท่ีเหรยี ญของพระเจา เมนนั เดอร มีตราพระธรรมจกั ร จึงเปนเหตผุ ลท่ีไมผิดพลาดวา
พระองคท รงเปนพทุ ธศาสนกิ ท่ีเครง ครดั อนง่ึ ศิลาจารกึ ภาษาชนิ กอต ก็ไดพ ิสจู นใ ห
เห็นวา กษตั รยิ กรีกพระองคน ้ี ไดท รงเผยแพรพ ระพทุ ธศาสนาใหแพรห ลายไปในอาณา
บรเิ วณตงั้ แต ภเู ขาฮินดกู ูษ จนถงึ แมน า้ํ สนิ ธุ พลูตารก กลา วตอ ไปวา ในฐานะท่พี ระองค
ทรงเปน กษัตรยิ  พระองคท รงมีความยุตธิ รรมอยางยอดเย่ียม และทรงเปน ท่รี กั ใครข อง
ปวงชนทกุ ชน้ั แมว าอาํ นาจทีพ่ ระองคท รงสถาปนาขน้ึ จะเสอ่ื มสูญไปจากอนิ เดียพรอ ม
กับการสนิ้ พระชนมข องพระองคกต็ าม แตอนสุ าวรียอ นั แสดงถงึ ความท่ีพระองคทรงมี
ความยตุ ิธรรม มีพระปรีชาสามารถ และเปน พทุ ธศาสนิกผูเครงครดั จะยืนยงคงอยคู กู ับ
หนงั สือมิลนิ ทปญ หา และเหรียญตราธรรมจกั รของพระองคช ั่วกัลปาวสาน

ศาสตราจารยร ส เดวิดส ไดใ หคาํ อธบิ ายในเร่ืองน้ีไวว า พระเจา มิลินทน นั้
เขาใจกนั วา คือ พระเจาเมนันเดอร ซึ่งมพี ระนามปรากฏอยใู นบญั ชีกษัตรยิ ก รกี ท่ี
ปกครองบากเตรีย (คอื กาฟฆานสิ ตาน) ในตํานานนนั้ กลาววา พระองคทรงเปน กษตั ริย
แหง โยนกะ (กรีก) ครองราชยในเมืองสาคละ (the Euthydemia of the Greeks) และก็
ปรากฏวา ไมม พี ระนามอื่นในบญั ชดี ังกลา วที่ใกลเ คยี งกบั คําวา มลิ นิ ท จงึ มน่ั ใจไดวา
นามทงั้ สองดงั กลา วแลว เปนบุคคลคนเดยี วกนั รจนาจารยค งจะไดเปล่ยี นแปลงช่อื
ภาษากรกี เสยี ใหม เพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั ภาษาทองถิ่นของอนิ เดยี ทนี่ ํามาใชใ นการรจนา
(มิลินทปญ หาน)้ี หรอื ไมก็เปน เพราะความเปล่ยี นแปลงไปเองตามธรรมชาติ ในทางการ
ออกเสยี ง (phonetic decay) หรอื อาจจะเปน ไปเพราะสาเหตทุ งั้ สองประการดงั กลาว
แลวกไ็ ด คาํ วา “อินทร” หรอื “อินท” นัน้ ไมใ ชสาํ หรบั ใชล งทา ยคาํ ท่ัวไปทใี่ ชเ ปน ชือ่ ของ
ชาวอนิ เดยี เพราะความหมายวากษัตริย (meaning king) กค็ วรจะเหมาะสมกบั
กษัตริยเ ทา นน้ั เพราะฉะนน้ั พระนามของกษตั รยิ ตางดาวที่ลงทายคําวา “แอนเดอ”
(Ander) ก็นา จะตอ งใชคาํ ลงทา ย (ในภาษาอนิ เดยี ) วา “อินท” อยางไมต อ งสงสยั แต
กฎในการเปลยี่ นอักษร ม-น-น ในภาษาทอ งถนิ่ ของอนิ เดยี นน้ั อาจจะมีวธิ ีเปลีย่ นไม
เหมือนกนั บาง ในบางโอกาส นาย ว.ี เทรงคเนอร (V. Trenckner) ไดใหต ัวอยา ง
เกี่ยวกับการใช ล แทน น หรือใช น แทน ล ไดใ นความหมายท่ีเหมือนกนั ในภาษาบาลี
ไวถ งึ ๗ ตวั อยา ง

ก็ยงั เหลือแตป ญ หาในการเปลี่ยนสระตัวแรก คอื “เอ” (E) ในคาํ วา เมนนั เดอร
เปน “อิ” (I) ในคําวา
มิลิน เทา นนั้ ในบางตอนของศิลาจารกึ ของอินเดีย และในเหรยี ญท่เี ช่ือกนั วา เปน ของ
พระเจาเมนนั เดอร นน้ั เคยอา นพระนามของกษตั รยิ พ ระองคน ี้ วา “มินนั ทะ”
(Minanda) แมว า ปจ จบุ นั นเี้ ราจะไมเ ชือ่ การอานออกเสียงดงั กลา วแลว เพราะมี
หลกั ฐานใหมท ีด่ กี วา ก็ตาม แตก ็ไมต อ งสงสัยวา คาํ วา มลิ นิ ท นน้ั พดู ไดคลองปากกวา
คาํ วา เมลนิ ท และคาํ วา “มิล” (MIL) ดจู ะเปน คาํ เร่ิมตนทเี่ หมาะเจาะกับชอ่ื ของ
“มลิ ักขะ” ดกี วา และเพราะคําวา “อนิ ทร” นนั้ ใชเ ฉพาะกบั พระนามของพระเจา
แผนดนิ ฉะนน้ั คาํ วา เมนันเดอร จงึ กลายเปน มิลนิ ท ไป

นอกจากน้ี รจนาจารยก ย็ ังไดกลาวถงึ ชื่อที่เปนภาษากรีกอืน่ ๆ อกี หลายชอ่ื
เชน เทวมนั ตยิ ะ อนนั ตกายะ มังกุระ และสพั พทินนะ และยังมชี ่อื กรีกในรปู ภาษาบาลที ่ี
พยายามทาํ ใหม ีความหมายเขากนั ไดก บั ภาษาทองถนิ่ ของอนิ เดีย แตวา รปู คําใหมข อง
แตล ะช่อื ดังกลาวแลวน้ันไมเ ปนภาษาอนิ เดยี อยา งแทจรงิ เหมือนกบั คําวา

มิลินท ดงั นน้ั คาํ วา เทวมนั ตยิ ะ ซ่งึ เขาใจวา กลายรูปมาจากคาํ วา เดเมตริโอส
(Demetrios) นน้ั พอเหน็ ก็รวู า เปน คาํ ภาษาอนิ เดียจรงิ แตเ ม่ือมาตีความหมายกันแลว
กม็ ีความหมายแตเ พียงวา “มนตรีของเทพดา” เทา นน้ั และอกี ๒ คาํ คอื อนันตะ และกา
ยะ กเ็ ปน ภาษาอินเดยี เชนกนั แตเมือ่ ผสมกนั เขาเปน อนันตกาย ก็มคี วามหมายวา “มี
กายไมมที ่ีสุด” กลายเปน ของขบขนั ไปไมสมกับเปน ชอ่ื ของนายทหารขา ราชสํานกั ชอื่ นี้
อาจจะคดิ ขนึ้ เพือ่ ใชแ ทนคาํ วา แอนติโอโกส (Antiochos) กไ็ ด สําหรบั คาํ วา มงั กุระ
และสัพพทนิ นะ น้ัน ยากท่จี ะบอกไดวา หมายถงึ ใคร แตที่วา มิลนิ ท เปนคาํ เดยี วกบั คํา
วา เมนนั เดอร น้ัน เปนการถกู ตอ งแนน อน เชน เดยี วกบั คําวา จนั ทคุตตะ เปน คาํ
เดียวกบั คาํ วา แสนโดรโกตโตส (Sandrokottos)

ขอ เขียนของพวกกรกี หรือโรมันเองนนั้ ใหค วามรเู กยี่ วกบั เรอ่ื งของกษตั รยิ ก รกี ที่
ครองบากเตรยี มนอ ยมาก แตถึงกระนน้ั พวกเขาก็ยังบอกใหเ รารูไดม ากท่สี ดุ กวา ทอี่ น่ื ๆ
วา เมนนั เดอร กับ มลิ นิ ท นนั้ เปนคน ๆ เดียวกนั แนน อน

สเตราโบ (Strabo) กลาวไวใ นหนงั สอื ภูมิศาสตรข องเขาวาพระเจา เมนนั เดอร
นนั้ เปน กษตั ริยท่สี าํ คญั องคหนงึ่ ในจาํ นวน ๒ องคของบากเตรยี ทท่ี ําใหอ ํานาจของ
กรกี แผไ ปไกลที่สุดทางตะวนั ออก จนเลยเขา ไปถงึ อนิ เดีย พระองคไดขามไฮปานิส
(Hypanis) (คอื Sutlej) และรุกเขา ไปไกลถงึ ไอสาโมส (Isamos) (บางทีอาจจะไดแ ก
Jumna) แตในบทความเกยี่ วกับงานนพิ นธข อง Justin กลาววา พระเจาเมนนั เดอร กบั
พระเจา อพอลโลโดตุส (Apollodotus) นน้ั เปนกษัตริยชาวอินเดีย

พลตู ารก (Plutarch) นกั ประวตั ศิ าสตรชาวกรีก ไดใหค วามรเู บ็ดเตลด็ เกยี่ วกบั
พระเจาเมนนั เดอรว า พระองคทรงเปน นกั ปกครองทเ่ี ทย่ี งธรรม ทรงปกครองให
ประชาชนไดร บั ความสุขสบาย และวา พระองคสน้ิ พระชนมในคา ยทหาร ในการสรู บ
กบั พวกอินเดยี ทล่ี ุมนาํ้ คงคา และเมอ่ื พระองคสน้ิ พระชนมแลว ประเทศตา ง ๆ กแ็ สดง
ความประสงคท ี่จะไดพระอฐั ขิ องพระองคไปไว แตในทส่ี ดุ กต็ กลงกนั ไดว า จะแบงพระ
อฐั ิใหท วั่ กนั และทกุ ประเทศจะตองสรา งอนสุ าวรีย (สถูป) เพ่อื เปน อนสุ รณถ งึ พระองค
ดว ย หลักฐานอันสาํ คัญอยา งหนง่ึ เกย่ี วกบั พระเจา เมนนั เดอร หรอื มลิ ินท ท่ีมีอยใู น
ปจ จบุ นั นก้ี ็คอื เหรยี ญทขี่ ุดไดในประเทศอนิ เดีย

เมือ่ ประมวลความเหน็ ตาง ๆ ดังกลา วลงแลว ศาสตราจารย รสิ เดวดิ ส จงึ สรปุ
เรื่องราวของพระเจา เมนนั เดอร หรอื มลิ นิ ท วา เปน กษตั รยิ ก รีกองคหนึ่งในบรรดา
กษัตริยก รีกหลายองคท ่ีปกครองจกั รวรรดิกรีก ซง่ึ สถาปนาขึน้ โดยพระเจาอเลก็ ซานเด
อรมหาราชสบื ตอกนั มา แตเปน การแนนอนวา พระเจามิลินทท รงเปน บคุ คลสาํ คัญองค
หนง่ึ หรือบางทอี าจจะสาํ คญั ที่สดุ ในบรรดากษตั รยิ เหลา นนั้ กไ็ ด พระองคท รงนํา

กองทพั กรกี บกุ เขาไปในอินเดยี ไดไกลมากกวาท่บี รรพบุรษุ ของพระองคบ างองคไดเคย
กระทํามา สง่ิ ตาง ๆ เหลา น้ี เปนเครอ่ื งสนบั สนนุ ทศั นะของผูร จนาทก่ี ลา วไวในหนา ๕
(มลิ นิ ทปญหาฉบบั น)ี้ วา ทรงเปน ผูทรงความยุติธรรม มีอาํ นาจ มพี ระปรีชาสามารถ
และทรงรํา่ รวยมหาศาลพระเจามลิ นิ ทท รงครองราชยใ นระยะกาลทีเ่ ชื่อไดแ นน อนวา
หลังจากศตวรรษท่ี ๒ กอนครสิ ตศก หรือบางทกี ็อาจจะในราว ๑๑๕ หรอื ๑๑๐ ป
กอ นครสิ ตศก กติ ตศิ พั ทข องพระองคไดแพรไ ปถึงตะวนั ตก ซง่ึ ไมเ คยมกี ษัตริยบากเตรี
พระองคใ ดเคยมมี ากอ น ทรงเปน กษตั ริยกรีกทป่ี กครองบากเตรยี เพียงพระองคเดียว
เทานนั้ ทย่ี งั จดจาํ กันไดใ นประเทศอินเดยี ผรู จนากลา ววา พระองคป ระสูติทเ่ี มืองกลสิ
ในอลสนั ทะ (คอื อเลก็ ซานเดรีย) ซง่ึ เปน ชอื่ เกาะ ๆ หนงึ่ ทสี่ นั นษิ ฐานไดว า อยูในแถบ
อินดสั (Indus) แต กลสคิ าม นน้ั ไมพ บวา ไดก ลา วถงึ ในทีอ่ น่ื อกี และในเหรยี ญจาํ นวน
มากมายของกษตั รยิ บากเตรียนน้ั กม็ ีเพยี งเหรียญเดียวเทา นน้ั ทีใ่ หช่ือทาง
ประวตั ิศาสตรไวช อื่ หนงึ่ เปน ช่ือของเมอื ง คือ การิสิ (Krisia) เหรียญดงั กลา วน้สี รา งขน้ึ
ในราว ๑๘๐ ปกอ นครสิ ตศก โดยพระเจา ยกู ราติเดส (Eukratides) ซง่ึ อาจจะเปน
กษัตริยองคแ รกในบรรดากษตั ริยท ่ีเขาครองดนิ แดนแถบฝง แมน าํ้ อนิ ดสั (Indus)
อาจจะเปน ไปไดวา พระนามสองพระนาม (ท่แี ตกตางกัน) นน้ั หมายถงึ บุคคลคน
เดยี วกนั คือ พระนามหนงึ่ เปนแบบภาษาบาลี (หรอื บางทกี อ็ าจจะเปน พระนามภาษา
ทองถนิ่ ท่ีผูแตง (มิลินทปญหา) นาํ มาใช) และอีกพระนามหนง่ึ เปน ภาษาพน้ื เมอื ง (ของ
พระองคเ อง) และกอ็ าจเปน ไดว า เหรียญ (ของพระเจาเมนันเดอร) นนั้ สรา งขึน้ เพอ่ื เปน
ทร่ี ะลึกถงึ เหตุการณทพ่ี วกกรีกเขายึดครอง อนิ ดัส ได ถาเปน จริงดงั กลา วมาน้ัน การท่ี
เขาต้ังช่อื เกาะอันเปน ที่สรางเมอื งนนั้ วา “อลสนั ทะ” (คอื อเลก็ ซานเดรีย) น้ัน คงไมได
มุง ถงึ ตวั เกาะเปนสาํ คญั แตดจู ะเพอื่ เปน การแสดงใหรวู า เกาะนีพ้ วกเขาไมไดเ ปน ผู
คน พบกจ็ รงิ แตว ามนั กลายเปนทส่ี าํ คัญขน้ึ มา กเ็ พราะพวกเขาไดม ายดึ ครองไวนน่ั เอง

นางฮอนเนอร ไดแ สดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั เร่อื งราวของพระเจา มลิ ินทไ วว า
พระเจา มลิ นิ ทห รอื เมนนั เดอรน ้ัน เปน บคุ คลในประวตั ศิ าสตรท มี่ ีชอื่ เสยี งและเปน ชาว
กรกี และเปน ผทู ่ีมีตวั ตนอยจู รงิ ๆ ดว ย แมว า จะกาํ หนดสมยั ของพระองคไ มไ ดอยา ง
แนน อนก็ตาม แตน กั ประวตั ศิ าสตรป จจบุ นั ก็กาํ หนดวา พระองคมพี ระชนมอ ยูในราว
ศตวรรษท่ี ๒ กอ นครสิ ตศก วนิ เซนติ สมธิ (Vincente Smith) กาํ หนดปรัชกาลของ
พระองควา ราว ๑๖๐–๑๔๐ ปกอน ค.ศ. ลามอเต (Lamotte) วา ราว ๑๖๓–๑๕๐ กอน
ค.ศ. นาเรน (Narain) วา ราว ๑๕๕–๑๓๐ ปก อน ค.ศ. สวน อา. ฟอน กุตลมดิ (A. von
Cutschmid) วา ราว ๑๒๕–๙๕ ปก อ น ค.ศ. เรฟสัน (Rapson) ซึงเหน็ พองกบั กตุ ชนดี 

วา ยกู ราติเดส (Eukratides) ครองราชยร าว ๑๗๕ ปก อน ค.ศ. และเมนนั เดอรก บั ยูกรา

ติดส นัน้ อาจจะกลา วไดว า เปน บคุ คลสมยั เดยี วกนั

ช่ือของพระเจา มลิ นิ ทน ้นั ในคัมภีรบาลีอื่น ๆ นอกจากมลิ นิ ทปญหาแลว ไมคอ ย

จะมีกลา วถงึ ในชนิ กาลมาลีปกรณท ่แี ตง เปนภาษาบาลใี นประเทศไทย โดยพระเถระ

ไทย (ชาวเชียงราย ช่ือรตั นปญญาเถระ) เม่ือ พ.ศ. ๒๐๖๐ กลา ววา พระเจามลิ นิ ท

ประสูตทิ ี่เมือง สาคละ ในประเทศอินเดยี ในขณะทพี่ ระเจากฏู กณั ณตสิ สะกาํ ลงั เสวย

ราชยอ ยทู เ่ี หมอื งอนรุ าธบรุ ี ระหวา ง พ.ศ. ๕๖๐–๕๖๑ ถงึ ๕๘๒–๕๘๓ นายริจิแนล เลอ

เมย (Reginald le May) ซ่งึ อา งถงึ ชนิ กาลมาลีในหนงั สอื “พทุ ธศลิ ปในสยาม” ของเขา

กก็ ลา ววา ชนิ กาลมาลนี ัน้ เปน หนงั สือทมี่ ชี ่อื เสียงและเรอื่ งราวเช่ือถือได แตมนั เปน ไป

ไมไดทจ่ี ะกําหนดใหพ ระเจา มนันเดอรมีพระชนมย นื ยาวมาถงึ สมยั ของพระเจา

กฏู กัณณตสิ สะ (แหง ลังกา) ตามหลกั ฐานทก่ี ลาวแลว เพราะกษตั ริยอ งคนี้ ปรากฏวา

ไดเสวยราชยเมอื่ ๕๐๐ ปห ลงั พทุ ธปรนิ พิ พานแลว (ราว ๔๘๓ ปก อ น ค.ศ.) ชนิ กาลมาลี

คงจะถอื ปรัชกาลของพระเจา มลิ ินทต ามขอความทีพ่ บในมลิ นิ ทปญหา หนา ๓ ซงึ่ เปน

การถอื เอาความหมายตามตวั อักษรในขอความตอนน้ี พระพทุ ธเจา ไดท รงพยากรณวา

หลังจากพุทธปรินพิ พานแลว ๕๐๐ ป บคุ คลทงั้ สอง (มลิ นิ ท – นาคเสน) จะมาเกดิ ถา

เราเชื่อขอ ความตอนน้ตี ามตวั อกั ษรแลว เรากอ็ าจจะเชื่อเอางาย ๆ วา สมยั ของพระเจา

มลิ นิ ท ตรงกบั สมยั ทพี่ ระเจา กูฏกัณณติสสะข้ึนครองราชยทเี่ หมืองอนรุ าธปรุ ะ หรือวา

พระเจากูฏกณั ณตสิ สะกําลงั ครองราชยอ ยู ในขณะท่พี ระเจา มิลนิ ทก าํ ลงั เรมิ่

ครอบครองดินแดนทางจังหวดั ภาคเหนือของอนิ เดยี ทพ่ี ระองคไดรบั มรดกตกทอดมา

หรอื ทท่ี รงตีไดมา กษตั ริยแหงอนรุ าธระองคน ีก้ ็คือ พระเจา กฏู กัณณตสิ สะผูใ จบญุ ซึ่ง

ประสูตริ าว ๔๔ ปกอ น ค.ศ. (ตามคาํ ของนายธนติ อยูโพธิ ท่ใี หแกน างฮอนเนอร) กค็ อื

พ.ศ. ๕๐๐ นน่ั เอง ซ่ึงก็ไมข ดั กบั ปข ้นึ ครองราชย เมื่อ พ.ศ. ๕๖๐ - ๑ และปสวรรคคต

เม่ือ พ.ศ. ๕๘๒-๓ เมอื่ พระชนมายไุ ด ๘๒ ป แตก ็ไมน า จะเปน ไปได เพราะไมม ี

หลกั ฐานยืนยนั หากปค รองราชยข องพระเจากูฏกัณณตสิ สะ (ตามชินกาลมาล)ี ถกู จริง

ในสมัยดงั กลา วนนั้ จกั รวรรดอิ นิ โดกรกี หรอื บากเตรยี ในอินเดยี ก็ไดเ สื่อมลงไปแลว แต

วา สมยั ของพระเจา เมนนั เดอร หรือมิลนิ ท (ตามทีก่ ลา วถงึ ในมิลินทปญ หา) น้นั ไมมี

อะไรท่ีสอ แสดงวา กาํ ลังเสือ่ มอาํ นาจลงเลย แตกลบั แสดงใหเหน็ วา กาํ ลังเจรญิ

รุง เรืองอยางเตม็ ที่ดว ยซาํ้ ไป อีกประการหนง่ึ เราควรจะระลกึ ไวด วยวา ๕๐๐ ป ตามท่ี

กลาวในมิลนิ ทปญ หานนั้ อาจจะเปน เพยี งวธิ กี ารพดู ที่หมายถงึ ระยะเวลาอนั ยาวนาน

มาก แตไมอาจจะกาํ หนดตายตัวลงไปไดเทานั้น

ลามอเต (Lamotte) ใหข อสังเกตไวอีกอยา งหน่ึงวา ในมิลนิ ทปญหานนั้ พระ
เจา มิลนิ ทไ มไดท รงถามปญ หาเก่ยี วกับเรอ่ื งพทุ ธศลิ ปเลย ฉะนนั้ พระองคจะตอ ง
ประสูตกิ อนทจี่ ะมีการสรา งพระพทุ ธรปู เปน แบบมนษุ ยธ รรมดาทั่วไป มฉิ ะนน้ั แลว ก็
จะตองมีการสนทนากันถงึ ปญ หาในเร่ืองนบ้ี าง และนักปราชญท างยุโรปบางทานยงั ให
รายละเอยี ดตอ ไปอีกวา มเหษีของพระเจา มลิ นิ ทน นั้ ชอ่ื วา พระนางอคาโธเคลยี
(Agathocelia)

เกย่ี วกบั ดนิ แดนของพระเจา มิลนิ ทน นั้ นกั ปราชญท างตะวนั ตกเช่ือวา คือ
อาณาเขตในฆาซนี (Ghazni)
ซ่งึ ตดิ ตอกับลมุ น้ํากาบลุ (Kabur) ทางเหนอื หลกั ฐานทางตะวนั ตกวา พระเจา มลิ นิ ท
จะตอ งครอบครองดินแดนไมนอยไปกวา ปาโรปามิซาเด (Paroparni sadae) และ
บางสว นทางภาคเหนือและตะวนั ออกของ อราโคเซยี (Arachosia) เหรียญที่ขดุ พบนน้ั
ทาํ ใหไ ดรูว า พระเจา มิลนิ ทค รองแควน คนั ธาระ ซง่ึ มีศนู ยกลางสาํ คญั ๒ แหง คอื ปุส
กะลาวตี และตกั ศิลา (Puskalavati, taxila.) และปจจบุ นั เชอื่ กนั วา พระเจา มลิ นิ ทค รอง
ดนิ แดนเหนือ
กาบลุ และบางทีจะเลยเขา ไปถงึ ทางภาคเหนือของ ฮนิ ดกู ูษ (Hindu kuch) ดวย

พระลกั ษณะของพระเจา มลิ นิ ทน ั้น ปรากฏตามมิลนิ ทปญ หาวา ทรง
ประกอบดว ยพระพลงั ทางกาย พระพลังทางความคิด ดวยความกลา หาญ ดว ยปญญา
พระเจามิลินทน ั้น ทรงมงั่ คั่งบรบิ รู ณด ว ยราชสมบตั ิ, มีพระราชทรพั ยและเคร่อื ง
ราชปู โภคเปน อันมากพน ทจ่ี ะนับคณนา มพี ลพาหนะหาที่สดุ มไิ ด

สําหรับประวตั ขิ องพระนาคเสนนนั้ มลิ นิ ทปญหาฉบบั ภาษาจนี กลาววา
มาตภุ มู ขิ องพระนาคเสน คอื แควน แคชเมยี ร (Kashmir) ซง่ึ เปน ศูนยก ลางนกิ ายสรวา
สติวาท สว นฉบับบาลกี ลา ววา ทา นเกิดทเ่ี มอื ง คชงั คละ ซง่ึ เปน เมอื งทางการคาขาย
ทางชายแดนตอนเหนือของมชั ฌิมประเทศ พระนาคเสนนน้ั ปรากฏวา เปน ผูฉลาด
สามารถ เปน นกั พูดและคงแกเรยี น เปน คลังแหงขอ อปุ มาทส่ี ามารถนาํ เอามาใชไ ดต าม
ตอ งการ และมีความสามารถอยางไมนา เชือ่ ก็คือ สามารถเรยี นพระอภิธรรมไดอยาง
เชีย่ วชาญ โดยการฟง อธิบายของอาจารยเ พียงคร้ังเดยี วเทา นัน้ ในชินกาลมาลปี กรณ
กลา วถงึ พระนาคเสนวา เปน ผดู ํารสิ รา งพระพทุ ธปฏิมาขึน้ องคห นงึ่ และสาํ เรจ็ ลงดวย
อาํ นาจของเทพดา และอทิ ธฤิ ทธิ์ของพระแกว มรกต และกลาวถงึ พระธัมมรักขติ
อาจารยของพระนาคเสนวา อยทู ป่ี ุปผวดี ในเมอื งปาฏลบี ตุ ร ในอรรถกถาทีฆนกิ ายและ
อรรถกถาอังคตุ ตรนิกาย กป็ รากฏชือ่ ของพระอัสสคตุ ตเถระดว ย และไดรับยกยอ งให
เปน ตวั อยา งของ กลั ยาณมติ ร ดว ย

สว นนายเบอรน อฟ (Burnouf) ไดอ า งหลักฐานทางธเิ บต กลาววา พระนาคเสน
องคน ้ี คอื องคเดยี วกับพระนาคเสนทท่ี าํ ใหเ กิดมกี ารแยกนิกายตา ง ๆ ออกไปเมอื่
๑๓๗ ป หลังพทุ ธปรนิ พิ พาน โดยอางวา พระนาคเสนไดแสดงความคดิ เหน็ ในอภธิ รรม
โกสะ วยาขยาอนั เปน คัมภรี ส าํ คัญคัมภีรหนงึ่ ไวอยา งยดื ยาว สวนศาสตราจารย เคริ น
(Kern) แหงลเี ด็ก (Lieden) นนั้ ไมเ ชอื่ วา พระนาคเสนจะเปน บคุ คลทีม่ ีตวั ตนอยจู ริง
และไมเชื่อแมก ระทงั่ วา ในพระพทุ ธศาสนา จะมีพระภกิ ษุทมี่ ชี อื่ อยางนอ้ี ยดู ว ย เขาเช่ือ
วา พระนาคเสนนนั้ เปน เชน เดียวกบั ปตญั ชลฤี าษี ผูรจนาคัมภีรป รัชญาฝายโยคะ ซึง่ ไม
มตี วั ตนอยูจรงิ ทงั้ ยังมสี มญานามอืน่ ๆ อีกดวย คอื นาเคศะ และ ผณิน แต
ศาสตราจารยร สิ เดวิดส ไมเ หน็ ดว ยกบั ความเหน็ ของทงั้ สองทา นดงั กลาวมาน้ี

มิลินทปญหา ฉบับภาษาบาลีนน้ั เทา ทปี่ รากฏอยใู นบดั นีก้ ็มีฉบับอกั ษรสงิ หล
อกั ษรโรมนั อกั ษรไทย อกั ษรพมา และอกั ษรขอม หรอื เขมร ฉบบั หลงั ๆ น้กี ็เชือ่ แนว า
ไดม าจากฉบบั อกั ษรสงิ หลทง้ั นั้น แตปรากฏวา แตละฉบบั ก็มวี ธิ ีจดั ระเบียบเนือ้ เรื่องไม
เหมอื นกนั และมขี อความบางตอนแปลกกนั ออกไปบา ง เชน ฉบบั อกั ษรโรมันตางกนั
ฉบับอกั ษรไทย ทงั้ ทางการจดั ระเบยี บ และขอ ความบางตอน เปน ตน การท่ีแปลกกนั
ออกไปน้ัน บางทานไดใ หข อสงั เกตไววา อาจถูกเปลย่ี นโดยผคู ัดลอกทางยโุ รป หรอื ผู
คดั ลอกทางพมา ลงั กา ไทย ก็ได หรอื ไม ก็เปลยี่ นแปลงตัง้ แตค ราวแปลจากภาษา
สนั สกฤตมาเปน ภาษาบาลแี ลว

ตอ มาไดมผี คู นพบวา มมี ลิ นิ ทปญหาฉบบั แปลเปน ภาษาจนี ดวย โดยแปลออก
จากภาษาทองถน่ิ ของอนิ เดยี และแปลถงึ ๓ คราว คอื ในครสิ ตศตวรรษที่ ๓ ท่ี ๔ และ
ที่ ๕ บรรดาฉบบั ทแี่ ปลเปน ภาษาจนี เหลาน้ี ๒ ฉบบั ที่แปลครัง้ ท่ี ๒ (คือทีแ่ ปลใน
ศตวรรษที่ ๔) เทานนั้ ที่ยงั เหลือตกทอดมาถงึ พวกเรา โดยเรยี กวา นาคเสนภกิ ษุสตู ร
(นาเสยี นปค ิว) ตอนท่ี ๒-๓ และบางสว นของตอนท่ี ๑ เทานนั้ ท่ตี รงกบั ฉบบั ภาษาบาลี
สาํ หรับตอนท่ี ๔ ถึง ๗ นนั้ เพิม่ เขา มาใหมใ นลงั กา โดยเฉพาะตอนที่ ๔ นั้น ไดม ขี ้ึน
หลังจากพุทธศตวรรษที่ ๕ แลว และเนอื่ งจากความท่ไี มเ หมือนกนั น้ีเอง ก็เปน หลักฐาน
พอท่จี ะกลาวไดวา มิลนิ ทปญ หาอนั ยดื ยาวและมีชอ่ื เสียงนน้ั ไดถ ูกเพม่ิ เตมิ เนือ้ หาเขา
มาอีกในภายหลัง ซ่งึ อยา งนอยก็สว นท่ีจดั ระเบยี บไวไ มเ หมือนกนั ในฉบบั ตา ง ๆ

เก่ียวกบั ฉบับแปลเปน ภาษาจนี นัน้ ศาสตราจารยป อล เดอมีวิลล ซึง่ เปนผหู นง่ึ
ทีไ่ ดแ ปลมลิ ินทปญหาเปน ภาษาฝรงั่ เศสกลา ววา เปน ทเี่ ชอื่ กนั วา ทา นคุณภทั ร (พ.ศ.
๓๙๔ - ๔๖๘) ชาวอนิ เดยี ไดน ําเอามลิ นิ ปญหาเขา ไปในประเทศจนี โดยไดฉบบั ไปจาก
ประเทศลงั กา และปรากฏวา มลิ ินทปญหาพากยภ าษาจนี นน้ั มีอยถู งึ ๑๑ สาํ นวน ซึ่ง
คงจะไดแปลกันมาตง้ั แตร ะหวาง คริสตศตวรรษที่ ๖–๑๓ (ราว พ.ศ. ๑๐๐๐–๑๘๐๐๐)

และคงแปลจากตน ฉบับท่เี ปน ภาษาสันสกฤต เพราะจีนแปลพระไตรปฎ กเปน ภาษาจีน

จากตนฉบบั ทเ่ี ปน ภาษาสนั สกฤต อนั เปน ทนี่ ยิ มใชกนั ในอนิ เดียเหนอื และเอเซียกลาง

ซงึ่ เปนศนู ยก ลางของพระพทุ ธศาสนานกิ ายสรวาสติวาท และนกิ ายธรรมคปุ ต และ

ความจรงิ กป็ รากฏวาคมั ภรี พ ระพทุ ธศาสนาพากยภาษาจีนท่แี ปลจากตนฉบับที่เปน

ภาษาบาลีนนั้ มีเพียง ๒ เรอื่ งเทา นน้ั คอื สมนั ตปาสาทกิ า อรรถกถาพระวนิ ัย และวิมตุ

ติามคั ค เทา นนั้ อกี ประการหนง่ึ เม่ือนําเอาคัมภรี ต าง ๆ ทเ่ี ปน ภาษาสันสกฤต บาลี

และจีน มาเปรียบเทียบกนั แลว กจ็ ะเห็นวา ฉบบั ทเ่ี ปน ภาษาบาลีกับภาษาจนี นนั้ แตง

ตางกนั มาก แตฉบบั ภาษาจนี กลบั ไปเหมอื นกันมากท่ีสดุ กบั ฉบบั ภาษาสนั สกฤต เม่ือ

นําฉบบั ภาษาจนี มาเทยี บกบั ภาษาบาลีแลว ปรากฏวา แตกตา งกันมากจนไมน า เชอ่ื ได

วาจะเปนฉบับเดยี วกนั แต ดร.ทิช มนิ เชา พระภกิ ษชุ าวเวียดนามซงึ่ เปน ผทู ่ีมคี วามรใู น

ภาษาบาลีและภาษาจนี เปน อยา งดีไดทาํ การคนควา เทยี บเคียงระหวา งฉบบั ภาษาบาลี

กบั ฉบับภาษาจนี ดว ยการเทยี บขอความบรรทัดตอ บรรทัดแลว ยืนยนั วา เปน เรอ่ื งท่ี

ไดม าจากตน ฉบับอันเดยี วกนั นกั ปราชญช าวญป่ี ุนและชาวยุโรปหลายทา นกม็ ี

ความเห็นเชนเดียวกบั ดร. ทชิ มนิ เชา คือ มลิ นิ ทปญ หาฉบบั ภาษาจนี ซงึ่ มเี พยี ง ๓

สว นแรกของฉบับภาษาบาลนี ั้น ไดแ ปลจากตนฉบับเดมิ โดยตรง สวนที่

นอกเหนอื ไปจากน้ี (ซ่งึ มปี รากฏอยใู นฉบบั ภาษาบาล)ี น้นั เปน ของทเ่ี พมิ่ เตมิ เขา มาใน

ภายหลงั ตามลาํ ดับกาลท่ีผา นมาหลายศตวรรษ ซ่ึงเปน สง่ิ ท่คี นั ถรจนาจารยและอรรถ

กถาจารยช าวอนิ เดยี ในยคุ ตน ๆ ชอบกระทาํ กันและฉบับภาษาจนี ที่แปลจากฉบับ

ภาษาสนั สกฤตนั้น ก็แปลอยางถกู ตองตรงตามตน ฉบับมากท่ีสุด

เกีย่ วกับเรอื่ งนี้ ดร.ทิช มิน เชา ซงึ่ ไดศึกษาคนควาและเทยี บเคียงอยางละเอยี ด

ถีถ่ วนแลว กลา ววา มิลินทปญหาฉบับภาษาจนี กบั ฉบบั ภาษาบาลนี นั้ เปน ฉบบั

เดียวกนั มตี น กําเนดิ มาจากคัมภรี เดียวกัน แตฉ บบั ภาษาจนี ไดแปลโดยตรงจาก

ตนฉบบั ดง้ั เดมิ ท่ีเปน ภาษาสนั กฤต สวนฉบบั ภาษาบาลนี ้ันกแ็ ปลจากฉบบั ภาษา

สันสกฤตเชน เดียวกนั แตถกู แกไ ขเพ่ิมเตมิ หลายครง้ั ตลอดเวลาท่ผี า นมาหลายรอยป

ฉะนน้ั ฉบบั ภาษาบาลจี ึงมขี อ ความแตกตา งไปจากฉบบั ภาษาจนี บา ง และมมี ากกวา

ฉบบั ภาษาจนี คือ ฉบบั ภาษาจนี แบง ออกเปน ๓ สว น แตเ รียงติดตอ กันไปโดยไมมี

อารมั ภกถาและอวสานกถา ไมแ บง ออกเปนหวั ขอ หรอื ยอหนา สว นฉบับภาษาบาลี

แบงออกเปน ๗ สวน มีการจัดเปนวรรค เปนหวั ขอ และยอหนา ตา ง ๆ ฉะนนั้ ๔ สว น

สุดทายในฉบบั ภาษาบาลี จงึ ไมมใี นฉบบั ภาษาจนี สาํ หรบั ๓ สวนทม่ี เี หมอื นกนั นนั้ มี

ขอ ความทวั่ ๆ ไปเหมอื นกนั ตา งเฉพาะเรอื่ งอดีตชาติของพระนาคเสนกบั พระเจา มลิ ินท

และขอ ปลีกยอ ยตาง ๆ เทา นั้น ฉะนัน้ จงึ กลาวไดกวา ท้งั สองฉบับนเี้ ปนฉบบั เดียวกัน

ดร. ทชิ มิน เชา ยงั กลา วตอ ไปอีกวา ประจักษพ ยานทแี่ สดงใหเ หน็ ถงึ ความไม
ยตุ ิแนนอนของมลิ ินทปญ หาฉบบั ภาษาบาลี อนั เปน เครอื่ งสอ ใหเ หน็ วา มลิ ินทปญ หา
ฉบับภาษาบาลีน้ันไดถ กู แกไขเพ่ิมเตมิ กนั มาหลายครง้ั หลายคราว ตลอดระยะเวลาที่
ผานมา ก็คือความแตกตางกนั ระหวา งฉบบั ภาษาบาลดี วยกนั เอง โดยการเทียบเคยี ง
ระหวา งฉบับอกั ษรโรมนั (ซ่ึงถา ยทอดไปจากฉบบั อกั ษรสิงหล) กบั ฉบบั อักษรไทย ดงั
จะยกตวั อยา งมาใหเ หน็ คือ :-

๑. ในระหวา งปจุ ฉาวิสัชนาท่ี ๓๔–๓๕ ในฉบบั อกั ษรโรมันนัน้ ในฉบบั
อกั ษรไทยไดเพมิ่ ขอความเขามาอีกไมน อยกวา ๒ บรรทดั ในมนสกิ ารปญหา

๒. ในระหวา งปุจฉาวิสัชนาที่ ๗๐–๗๑ ในฉบับอักษรโรมนั ปุจฉาวิสชั นา ๒
ตอนท่วี า ดว ยเร่อื ง สที บ่ี ุคคลผูจ ะตายจากโลกหนง่ึ ไปเกดิ ใหมในอกี โลกหนงึ่ จะพงึ ได
เห็น และเรอื่ งทวารสาํ หรบั ปฏสิ นธิวิญญาณเขา ไปสคู รรภ ขาดหายไป

๓. ในปจุ ฉาวสิ ัชนาที่ ๕๙ ในฉบับอกั ษรไทยนั้น ไดเพม่ิ เติมขอ ความออกไปอกี
คือในฉบบั อักษรโรมันมีเพยี ง ๘ บรรทดั ในฉบับภาษาจนี แปลไวเพยี ง ๕ บรรทัด แตใน
ฉบบั อักษรไทยขยายออกไปถึง ๓ หนา

๔. ในวรรคที่ ๗ กอนจะถงึ เมณฑกปญหา ฉบบั อกั ษรไทยเพ่มิ วเิ สสปญ หา เขา
มา

๕. ในฉบับอักษรโรมนั หนา ๘๐ เก่ียวกับเรอื่ ง วัสสวาต นั้นในฉบับอกั ษรไทย
เพมิ่ คาถาพเิ ศษเขา มา ๑ คาถา

๖. ในฉบับอักษรโรมนั หนา ๘๖ เก่ยี วกับเรอ่ื งความแตกตางกนั ของ วญิ ญาณ
ปญญา และชวี ะ นนั้ ในฉบบั อกั ษรไทยเพมิ่ เขามาอกี ๑ ยอหนา ซงึ่ มี ๔ บรรทดั วา ดว ย
เรือ่ ง “ปญญาอยูท ่ีไหน”

ศาสตราจารย รสิ เดวิดส กก็ ลา วไวในมลิ นิ ทปญหาฉบบั แปลเปนภาษาอังกฤษ
ของเขาวา พระบาลที ี่พระพทุ ธโฆษาจารยย กมาไวใ นอรรถกถามหาปรนิ พิ พานสตู ร
และอรรถกถาอมั พฏั ฐสูตร นั้น ก็ไมเหมือนกบั พระบาลี ในคัมภรี บาลี ฉบับของ เทรงค
เนอร (V. Trecnkner) แมว าพระบาลเี หลา นน้ั จะเปน เรอ่ื งราวอันเดยี วกนั ระหวางพระ
บาลที ที่ านพระพุทธโฆษาจารยย กมาอาง กับคัมภรี บ าลฉี บับของเทรงคเ นอร กระนนั้ กด็ ี
กย็ งั เปน เครอ่ื งแสดงใหเ ราเหน็ วา มลิ นิ ทปญ หาฉบับภาษาบาลีนน้ั ไดผ านการแกไ ข
ปรับปรงุ โดยการเพ่ิมเตมิ บา ง ตัดทอนบา ง มาหลายคร้ังหลายคราว กวา จะตกทอด
มาถงึ พวกเราในรูปของฉบับอักษรสิงหลและฉบับอักษรไทย ในปจจบุ นั นี้ แต ดร. ทชิ
มนิ เชา มคี วามเหน็ วา ความแตกตางกนั ในเร่อื งปลกี ยอยนนั้ มิไดเ ปน เครอ่ื งแสดงวาทั้ง
สองฉบบั ไมไดมาจากตนกาํ เนิดอนั เดียวกนั เพราะความแตกตา งกนั ในสว นปลกี ยอ ย

นัน้ เปน แตเ พยี งเครอื่ งชใ้ี หเ หน็ วา วิธกี ารในการคดิ การเขยี นเก่ียวกบั พทุ ธศาสนธรรม
ของนกั คิดนกั เขียนชาวจนี กบั ชาวอนิ เดียนน้ั แตกตา งกนั เทาน้ัน

ดร. ทิง มนิ เชา ไดบ นั ทึกขอ ทแ่ี ตกตา งกันและขอ ท่คี ลายคลงึ ของมลิ นิ ทปญหา
ฉบับบาลกี บั ฉบับจนี ไวอ ยา งละเอยี ดละออเปนเรอื่ งท่ีนา ศึกษา จงึ นาํ เอาบันทกึ โดยสรปุ
เกีย่ วกบั เร่ืองนม้ี ารวมไวด ว ย เพอ่ื ประโยชนใ นทางการศึกษา ทา นกลาววา ทงั้ สองฉบบั มี
สาระสาํ คัญทวั่ ๆ ไป เหมือนกนั ยกเวนแตเร่ืองราวเกย่ี วกับอดตี ชาตขิ องพระเจา มลิ นิ ท
และพระนาคเสนซงึ่ แตกตางกันออกไปมาก และสามตอนสุดทา ยของฉบับภาษาบาลี
ซ่ึงไมมีในฉบบั ภาษาจนี สวนตอนอนื่ ๆ ทเี่ หลอื นน้ั ถา ยกเวน การเติมโนน นดิ ตดั นหี่ นอ ย
เสยี แลว กก็ ลา วไดวาเหมอื นกนั ลลี าแหง การสนทนากเ็ หมือนกนั มากทส่ี ุด คอื การ
สนทนามกี ลา วขอความที่ซ้ํา ๆ กนั วนไปวนมา โดยมีความแตกตา งกนั ในเรือ่ งทไี่ ม
สลักสาํ คัญปรากฏอยทู วั่ ไปไมสมํา่ เสมอเทา นนั้ แมใ นเรื่องทเ กยี่ วกบั อดีตชาติของพระ
เจา มิลนิ ทแ ละพระนาคเสนทแ่ี ตกตา งกนั อยา งมากนนั้ ก็ยังมีสาระสาํ คญั ทีเ่ หมอื นกัน
ระหวา งทัง้ สองฉบับ (บาล-ี จนี ) ถงึ ๗ ขอ ซงึ่ ทาํ ใหเ รามั่นใจไดวา เปน แหลง ทมี่ าอัน
เดยี วกนั อันพระคนั ถรจนาจารยเจา ทง้ั หลายไดพรรณนาความคดิ เหน็ ตาง ๆ ของทา นไว
ดังไดทําบญั ชแี สดงไว ดังตอ ไปน:้ี -

๑. ในฉบับบาลี ทงั้ สามเณรและพระภิกษุไดต งั้ ความปรารถนา และตอ มาทง้ั
สองกไ็ ดม าเกดิ เปนพระเจา มลิ นิ ทและพระนาคเสน ตามความปรารถนา ในฉบับ
ภาษาจนี พราหมณผเู คยเปน ชางในอดตี ชาติ และพราหมณผเู คยเปน ฤาษีและเปน
เพ่ือนของพราหมณค นแรกตา งก็ไดต งั้ ความปรารถนาและแลวทงั้ สองกไ็ ดม าเกดิ เปน
นาเซยี น (นาคเสน) และมีลัน (พระเจา มิลนิ ท) ตามความปรารถนาของเขาทง้ั สอง

๒. ฉบบั บาลแี สดงวา พระนาคเสนเกดิ เปน บตุ รของพราหมณใ นสกุลพราหมณ
ไดศ กึ ษาไตรเทพและความรเู กี่ยวกับลทั ธพิ ราหมณ และไมร ูเร่ืองอะไรเกีย่ วกบั พระธรรม
และพระสงฆเลย ในฉบบั ภาษาจนี ชา งไดเ กดิ เปน บุตรของสกลุ พราหมณและเม่อื เติม
ใหญข ึน้ ก็ไมเคยไดยินไดฟง พระพทุ ธธรรม และไมเ คยเหน็ พระสงฆ หลงั จากนน้ั เขาก็
สละโลกออกไปศกึ ษาพาหริ ลทั ธิ

๓. ฉบับบาลีกลา ววา เมอื่ หมูส งฆไ ดไปขอรองใหม หาเสนเทวบุตรมาเกดิ ใน
มนุษยโ ลกแลว พระโรหนะก็ถูกพระอัสสคุตตะบงั คับใหร บั ภาระหนกั เพ่อื ไมใหอ ยูจ าํ
พรรษารวมกับตน คือพระอสั สคตุ ตะกาํ หนดหนา ที่ใหพ ระโรหนะเดนิ ทางไปยงั บา นของ
บดิ ามารดาของนาคเสน เพอ่ื บณิ ฑบาตประจํา ณ ทนี่ น้ั เปน เวลา ๗ ป ๑๐ เดือน เพือ่
นําเอานาคเสนออกจากชวี ติ ฆราวาสและใหการอปุ สมบทแกเขา ในฉบบั ภาษาจนี นา

เซียนมลี งุ คนหนงึ่ ช่อื วา โลหนั เปน พระอรหันตแ ละบรรพชานาเซียนใหเ ปน สามเณร โล
หันในทน่ี ้ีกถ็ อื ไดวาเทา กบั พระโรหนะ

๔. ฉบบั บาลกี ลาววา พระนาคเสนไดอยูจาํ พรรษาสามเดือนในความปกครอง
ของพระอัสสคตุ ตะผเู ปน พระอรหนั ต ซง่ึ อาศัยอยทู ่วี ตั ตนยิ เสนาสน ในฉบับภาษาจีน
กลาวถึงวัดในพระพทุ ธศาสนาชื่อวาโฮชนั ซงึ่ มพี ระอรหนั ตอ าศัยอยู ๕๐๐ รูป โดยมี
พระอาโปเยยี ว เปน ผนู ํา (เจา อาวาส) พระนาคเสนอาศยั อยูในวดั ดงั กลา วน้ี วตั ตนิย
เสนาสนก ็เทียบไดก ับ วัดโฮชัน และพระอรหนั ตอัสสคตุ ตเถระ กเ็ ทยี บไดก บั พระอรหนั ต
อาโปเยยี ว

๕. ในฉบบั บาลี พระนาคเสนสอนพระอภธิ รรมแกศ ษิ ยอุบาสกิ า และแลว ทั้ง
ผสู อนและผูฟง ก็บรรลโุ สดาบนั เปน ทพี่ อใจของพระอัสสคุตตะซงึ่ ไดกลา ววา พระนาค
เสนยงิ ศรอนั เดียวไดนกสองตัว ในฉบบั ภาษาจนี นาเซยี นไดส อนธรรมแกศษิ ยอ บุ าสก
และแลว ท้ังสองกไ็ ดบ รรลุโสดาบนั และนาเซยี นไดรับการสรรเสริญจากพระอาโปเยยี ว
วา ยิงศรอันเดยี วไดนอกสองตัว

๖. ในฉบับบาลี พระธัมมรักขติ ติเตียนพระนาคเสนเกย่ี วกบั การทไ่ี มไ ดบรรลุ
พระอรหัต ในกลางดึกคนื นั้น พระนาคเสนจงึ ไดใ ชค วามพยายามอยา งหนักและกไ็ ด
บรรลพุ ระอรหัต ในฉบบั ภาษาจนี นาเซยี นถูกขับไลออกไปจากหมูสงฆ เน่ืองจากการไม
เช่อื ฟงคาํ สงั่ สอนของครูบาอาจารย รสู ึกนอ ยใจตนเอง จงึ ไดพยายามอยางหนกั แลว ก็
ไดบรรลุพระอรหตั

๗. ในฉบับบาลี หลังจากไดบรรลพุ ระอรหัตแลว พระนาคเสนก็เดนิ ทางไปยัง
เมอื งสาคละ และพาํ นกั อยทู ี่สังเขยยบรเิ วณ เพ่อื รอเผชญิ หนา กบั พระเจา มลิ ินท ใน
ฉบบั ภาษาจนี นาเซยี นไดเดนิ ทางมายงั เมอื งซเี ซีย และพํานกั อยทู ว่ี ดั เหยี ชีไช หรือ เหีย
ตไี ช เพื่อรอเผชญิ หนา กับพระเจา มีลนั

จากขอ ทีเ่ หมอื นกนั ๗ ขอดังกลา วแลว ขา งบนนี้ กพ็ อจะสรปุ ไดวา แมจ ะมี
รายละเอียดตา ง ๆ สวนมากแตกตา งกนั แตทั้งสองฉบบั (บาลี – จีน) ก็มาจากตน ฉบบั
เดมิ อนั เดียวกนั มีภมู ิหลงั (brackground) เหมอื นกนั อันเปนตน กาํ เนิดของฉบบั แปล
เปนภาษาจนี และภาษาบาลี

แตข อแตกตา งกนั นนั้ ก็นา สนใจ และกเ็ ปน สิ่งทสี่ าํ คัญเหมอื นกนั เพราะแสดง
ใหเ หน็ ถงึ แนวคิดของพระคนั ถรจนาจารย และแสดงใหเ หน็ ถงึ จุดประสงคทพ่ี ระคนั ถ
รจนาจารยเหลา นน้ั มงุ หมายในการแกไ ขเพ่ิมเติมและตดั ทอนถอนไป และเพราะการ
กระทาํ ดงั น้ี ชวยใหเ ราไดร วู า ทานเหลา นน้ั นบั ถือนกิ ายไหน และเปน เครอ่ื งมอื สําหรับ

พจิ ารณาปญหาเกยี่ วกับความกอ นหลงั และความใกลเ คียงกนั กับตนฉบับเดิมของแต
ละฉบับดวย ขอแตกตางกนั น้ัน ดงั ตอ ไปน:้ี -
ช่อื คัมภีร

ฉบบั จนี : นาเซยี นปค ิวคนิ : นาเซยี นภกิ ษสุ ตู ร
ฉบบั บาลี : มลิ นิ ทปญหา
ดงั กลา วมาน้ี ฉบบั จนี จดั คัมภีรน เ้ี ปนสูตรหนึง่ ในบรรดาพระสตู รทัง้ หลาย
แมวาจะไมเ รม่ิ ตนพระสตู รดว ยคําท่ีใชกนั เปน แบบมาวา “เอวมเม สุต”ํ กต็ าม สาํ หรบั
สูตรน้ี จนี เลอื กเอาช่อื ของภกิ ษุมาเปนชอ่ื ของคมั ภีร สว นบาลีเลอื กเอาพระนามของพระ
เจา แผนดนิ มาเปน ชื่อของคัมภรี 
โครงเรือ่ ง
ฉบับจนี มี ๓ ตอน ตอนที่ ๑ ต้ังแตห นา ๕๗–๕๗ ตอนท่ี ๒ ต้งั แตห นา ๕๗–๖๑
ตอนท่ี ๓ ต้งั แตหนา

๖๑–๖๔ โดยไมม ีหัวเร่ืองและคําลงทา ย ไมม ีการแบงเปนแย
อหนา ตา ง ๆ ยกเวน

เฉพาะตอนจบและตอนข้นึ ตน ของคมั ภีรเทา นนั้
ฉบับบาลี แบง ออกเปน ๗ สว น คอื :-

สวนท่ี ๑ อารัมภกถา วาดว ยเรอ่ื งอดีตชาติของพระนาคเสน
และของพระเจา มลิ นิ ท

ตั้งแตหนา ๑–๒๔
สวนท่ี ๒ ประกอบดวยลกั ขณปญ หา และนาคเสนมิลนิ ท
ปญ หา หนา ๒๕–๖๔
สวนที่ ๓ วเิ มตจเฉทนปญ หา หนา ๖๕–๘๙
สวนที่ ๔ เมณฑกปญหา หนา ๙๐–๓๒๘
สวนที่ ๕ อนมุ านปญ หา หนา ๓๒๙–๓๖๒
สวนที่ ๖ โอปม กถาปญหา หนา ๓๖๓–๔๑๙
สว นที่ ๗ มลิ นิ ทอรหตั ตภาวะ หนา ๔๑๙–๔๒๐
ดังกลาวมาน้ี ฉบับจีนไมม ีสว นท่ี ๔-๗ ของฉบับบาลี
ปจุ ฉาวสิ ัชนา
ฉบับจีน มีเพยี ง ๖๙ ปุจฉาวสิ ชั นา
ฉบบั บาลี มเี พมิ่ เตมิ ออกไปอีก ๑๒ ปจุ ฉาวสิ ชั นา (เปน ๘๑)
ลําดบั ของปจุ ฉาวิสัชนา

ลําดบั ของปุจฉาวิสัชนา กลา วไดว า เหมอื นกนั ยกเวน เฉพาะใน ๒ อปุ มา คือ
๑. ฉบบั จีน จดั สทั ธา ไวก อน สีล แตฉบบั บาลจี ัด สีล ไวก อ น

สทั ธา
๒. ปุจฉาวิสชั นาเก่ียวกบั ความเปน สพั พัญูจองพระพุทธเจา

นัน้ ในฉบับบาลีจัด
วางไวห า งออกไปมาก

อดตี ชาติของพระเจา มิลินทแ ละพระนาคเสน
เรือ่ งอดตี ชาตขิ องพระนาคเสนและพระเจา มลิ นิ ทใ นสองฉบับนน้ั แตกตางกนั

อยา งสนิ้ เชงิ ทเี ดยี ว ดังท่จี ะไดแ สดงใหเ หน็ หลกั ฐาน ดงั ตอ ไปน้:ี -
๑. ฉบับบาลีเรม่ิ เร่อื งในสมยั ของพระกัสสปพทุ ธเจา กลาวถงึ สามเณรรปู หนึง่

ซง่ึ ไมน าํ พาตอคําสง่ั ทพ่ี ระเถระสัง่ ถึงสามครงั้ สามหน จึงถกู พระเถระน้นั ตีดว ยดามไม
กวาด สามเณรนัน้ ขณะทรี่ องไหไ ปพลางทําธรุ ะของตนไปพลางนนั้ ก็ไดตง้ั วาม
ปรารถนาขอใหมอี าํ นาจและรุง โรจนเ หมือนพระอาทิตยเทยี่ งวนั อน่ึง สามเณรเมื่อเห็น
คลน่ื อนั มหึหาของแมน้ําคงคาซ่งึ สง เสียงดงั สนนั่ หวนั่ ไหวและพดั เขากระทบฝง ดว ย
กําลงั แรง ก็ตง้ั ความปรารถนาขอใหเ ปน ผสู ามารถปราบการโตว าทะทงั้ หมดได เหมอื น
อยา งคลนื่ ของแมน า้ํ คงคาฉะนัน้ สามเณรกไ็ ดกลบั มาเกดิ เปน พระเจามลิ นิ ทก ษตั ริย
แหงสาคละ ในประเทศอนิ เดีย สมตามความปรารถนา สว นพระเถระ เมือ่ ลงไปใน
แมนา้ํ และไดย นิ การตง้ั ความปรารถนาของสามเณรดงั นนั้ ก็ตัง้ ความปรารถนาขอให
เปนผูส ามารถแกปญหาท้ังหลายทส่ี ามเณรนน้ั ถามไดท กุ ปญ หา เพราะความปรารถนา
นน้ั ตอมาพระเถระนน้ั กไ็ ดเกดิ เปน พระนาคเสน

ฉบบั ภาษาจนี แตกตา งจากฉบบั บาลีอยา งสน้ิ เชิง ฉบับจนี สืบสาวเรอื่ งอดตี ข้ึน
ไปถึงเพยี งสมยั ของพระพทุ ธเจา องคป จจนั ไมถ ึงสมียของพระกสั สปพุทธเจา กลา วถงึ
สมัยทพ่ี ระพทุ ธเจาทรงอาเกยี รณด ว ยการหลั่งไหลเขา มาของเหลา สาวกอยา งไม
หยุดหย้งั และแลว กท็ รงปลกี พระองคอ อกไปสทู ี่เรน ครง้ั นน้ั พระยาชา งตัวหนง่ึ ใครจะ
ปลกี ตวั ออกไปจากความวนุ วายของโขลงชาง จงึ ไดต ดิ ตามพระองคไ ป เมอ่ื ทรงรูวาระ
จิตของชางนน้ั พระพทุ ธองคก ็ทรงสง่ั สอนธรรมแกชา งนน้ั ชางนนั้ ก็ไดร บั ใชพระพทุ ธ
องค ดวยการปดกวาด ตกั น้าํ และปราบทางเปน ทส่ี ญั จรของพระพทุ ธองค กาลตอ มา
ชา งนน้ั กต็ าย แลวไปเกิดเปน บตุ รของสกลุ พราหมณสกลุ หนง่ึ เม่อื เตบิ ใหญขึน้ แลว ก็ได
สละครอบครัวออกไปศึกษาพาหริ ลัทธิ พาํ นักอยใู นปา แหงหนงึ่ ไดอ าศยั อยใู กล ๆ กับ
ฤาษีตนหนึ่ง และแลว คนทง้ั สองกไ็ ดกลายเปน สหายกนั ในสองคนนน้ั คนหนงึ่ ไดต้งั
ความปรารถนาขอใหเปน ภิกษแุ ละมานะพยายาม เพ่ือความเปน พระอรหนั ต แลว เขาก็

ไดเ กดิ ใหมเ ปน นาเซยี น สว นอกี คนหนง่ึ ก็ไดต ั้งความปรารถนาขอใหเปน กษตั รยิ  และ
สามารถทําใหช นทงั้ ปวงปฏบิ ัตติ ามคําสง่ั สอนของตน แลว เขากไ็ ดเกดิ ใหมเปน กษัตรยิ มี
ลนั

๒. ฉบบั บาลี มีขอความยดื เย้ือคอื กลา วถงึ เรื่องพระอรหนั ตจาํ นวนนบั ไมถ วน
ไปออนวอนยอใหมหาเสนเทวบตุ รลงมาเกิดในมนุษยโลกเพือ่ ปราบพระเจา มิลทและ
เพื่อคุม ครองรักษาพระธรรม เรอ่ื งมหาเสนเทวบุตรกลับมาเกิดใหมเปนพระนาคเสน ใน
ตระกลู โสณตุ ตรพราหมณเรอื่ งพระนาคเสนศกึ ษาพระเวทและเร่อื งราวตางๆ ของ
พราหมณ เรอ่ื ง พระโรหนะกาํ หนดวิธที ี่จะชกั นาํ พระนาคเสนใหม าบวช และศึกษาธรรม
เรอ่ื งพระโรหนะไปรบั บาตร (ที่บา นของพระนาคเสน) ประจาํ เปนเวลา ๗ ป ๑๐ เดอื น
กระทั่งพบพระนาคเสนและบวชพระนาคเสนใหเ ปน สามเณร และเรอื่ งพระโรหนะสอง
อภธิ รรมแกพ ระนาคเสน

ในฉบับภาษาจนี กลาวอยา งธรรมดา ๆ วานาเซียนนน้ั เมือ่ อายุได ๑๔–๑๕
ขวบ มีลงุ ฝายบิดาอยคู นหนงึ่ ช่ือ โลหัน ซึง่ เปน พระอรหนั ตแ ละมอี ทิ ธิฤทธิ์ นาเซยี น
ไดม าเยีย่ มลงุ และแจง ใหลุงทราบวา ตนมคี วามยนิ ดีในพุทธธรรม และขอบวชดว ย
ทา นโลหนั สงสารนาเซียน จึงบวชใหเ ปน สามเณร นาเซียนไดทองบน สวดมนตทกุ วัน
พิจารณาไตรตรองทั่วท้งั พระธรรมและพระวนิ ยั จนไดบรรลฌุ าน ๔ และมีความเขา ใจ
ในอรรถธรรมเปนอยา งดี ในฉบับภาษาจนี ไมไ ดก ลา วถึงการสอนอภธิ รรมแกพ ระนาค
เสนเปน ครง้ั แรก

๓. ในฉบับบาลี พระนาคเสนสอนอภธิ รรมอนั สขุ มุ คมั ภรี ภาพและหลกั สญุ ญตา
แกอ บุ าสิกาคนหนง่ึ

ในฉบับภาษาจนี นาเซยี นสอนทาน ศีล และสวรรค แกอ บุ าสกเม่อื รูเ ขายนิ ดี
แลว จงึ สอนธรรมอนั ลึกซงึ้ ยิ่งกวา น้นั แกเ ขา เพราะสญุ ญตาธรรม อาจจะทาํ ใหเขามี
ความทกุ ขใ จกไ็ ด ในฉบบั ภาษาจนี ไมไ ดกลาวถงึ พระอภธิ รรม
ขอความที่ไมป รากฏในแตละฉบบั

ขอความท่ีไมม ีในฉบับภาษาจนี
๑. ภกิ ษสุ ามเณรเกิดแลวเกดิ อีก เปน เทวดาบาง เปนมนุษยบ า ง นับชาติไมถ วน
ในระหวางกัสสปพุทธกาล และโคตมพุทธกาล และพระโคตมพทุ ธเขา ไดท รงพยากรณ
ภกิ ษุและสามเณรทง้ั สองนน้ั เหมอื นกับทไี่ ดท รงพยากรณเ ก่ียวกับพระโมคคัลลีบุตรติส
สะวา หลังจากพทุ ธปรนิ ิพพานแลว ได ๕๐๐ ป ทา นทง้ั สอง จะปรากฏขึ้นในโลก
ประกาศธรรม และชว ยขจัดความยงุ ยากตา ง ๆ เกยี่ วกบั ศาสนธรรมเสยี ได

๒. ฉบบั บาลี กลา วถงึ ครทู ง้ั หก และกลาวถึงการสนทนากนั ระหวา งพระเจามิ

ลนิ ทก บั ปูรณกัสสปและมักขลิโคสาล ซง่ึ ไมสามารถจะตอบใหพระเจา มิลนิ ทพ อพระทยั

ได และเปนเหตุใหพระองคป ระกาศวา ทว่ั ชมพทู วีป วา เปลาจากสมณพราหมณผ ู

สามารถจะโตต อบกับพระองคเ สียแลว

๓. ฉบบั ภาษาจนี ไมไ ดพดู ถึงตอนทว่ี า ดวยเร่อื งชมุ นมุ พระอรหันตทีไ่ ปออน

วอนขอใหมหาเสนเทวบตุ ร มาเกดิ ในมนษุ ยโลกเพ่ือเผชิญหนา กบั พระเจา มิลนิ ท และ

เพื่อปกปก รกั ษาพระธรรมเลย ทัง้ ไมไดก ลา วถงึ ตอนท่พี ระโรหนะถกู ใชใ หไ ปรับ

บิณฑบาต ทบี่ านของโณุตตรพราหมณเปน เวลา ๗ ป ๑๐ เดือน และตอนทพ่ี ระโรหนะ

ไดส อนพระอภธิ รรมแกพระนาคเสน

๔. ฉบับภาษาบาลี พดู ถึงอภธิ รรม ๕ คร้งั คอื ครงั้ ที่ ๑ ในอารมั ภกถา ท่ี

กลา วถึงพระนาคเสนวา เชย่ี วชาญในอภิธรรม ครัง้ ที่ ๒ เมอ่ื พระโรหนะสอนพระอภิธรรม

๗ คมั ภรี แ กพ ระนาคเสน คร้งั ที่ ๓ เมอ่ื พระนาคเสนสวดพระอภธิ รรม ๗ คมั ภีรจ บ

บรบิ รู ณ ตอทชี่ มุ นุมพระอรหนั ต ไดรับสรรเสริญสนน่ั หว่ันไหวจากพรหม และไดรบั การ

โปรยดอกมณฑารพ (ดอกไมสวรรค) ครงั้ ท่ี ๔ พระนาคเสนสอนพระอภิธรรมแก

อบุ าสกิ า แลว ทั้งสองก็ไดบรรลโุ สดาบัน และคร้งั ที่ ๕ พระนาคเสนไดแสดงพระอภิธรรม

แกพอคาทใ่ี หก ารตอ นรับตนในระหวา งเดินทางไปเมืองปาฏลบี ตุ ร

ขอ ความทไ่ี มม ใี นฉบบั บาลี แตมใี นฉบับภาษาจนี

๑. เรื่องพระพทุ ธเจาองคปจ จบุ ันและชา งแสวงหาทวี่ ิเวก (ซง่ึ คลายกับเรื่อง

ภิกษชุ าวโกสมั พ)ี เรอ่ื งชา งไดมาสพู ระอารามหลงั จากพทุ ธปรนิ พิ พานเพอื่ สดับเสียง

สวดพระพทุ ธมนต การทช่ี า งนนั้ กลับมาเกดิ ใหมในสกลุ พราหมณ และเมือ่ เติบโตเปน

หนมุ ขน้ึ แลว ไมเ คยไดย ินไดฟง เรือ่ งพระพุทธศาสนา ไมเคยไดเ ห็นพระสงฆ การเปน

เพื่อนกันกบั ฤาษอี กี ตนหน่งึ การตงั้ ความปรารถนาแลวกลับมาเกดิ เปนนาเซียนและมี

ลัน เรื่องเหลา น้ี ไมปรากฏในฉบับบาลี

๒. นาเซยี นถูกขบั ออกจากหมูส งฆ เนือ่ งจากไมน ําพาตอ คําสงั่ ของอาจารย

รูสึกนอ ยใจตนเอง จึงพยายามจนไดบรรลเุ ปนพระอรหันตแลว กลับปฏิบัตติ ามคาํ สั่ง

ของอาจารยอกี เรอื่ งเหลานไ้ี มมีในฉบบั บาลี

๓. หลังจากบรรลุพระอรหัตแลว นาเซยี นเท่ียวสง่ั สอนไปตามหมบู านและเมือง

ตาง ๆ การไดธ รรมาภิสมยั ของผทู ฟ่ี ง สั่งสอนของนาเซยี น นาเซียนไดรับการตอนรบั ท้ัง

มนษุ ยแ ละเทวดา พรหม รายละเอยี ดเหลา นีไ้ มมใี นฉบบั บาลี

ดงั กลา วมานี้ จะเหน็ วาเรอ่ื งราวในอดีตชาตขิ องพระนาคเสน และพระเจามิ

ลนิ ทน ั้นแตกตา งกนั อยา งมาก ในสองฉบบั น้ี แมว าขอ ใหญใจความทว่ั ๆ ไปจะไมข าด

หายไปก็ตาม ฉบบั ภาษาจนี นนั้ พูดอยา งรกั ษาตน ฉบบั ฉะน้นั จงึ มเี หตผุ ลอยา งเพียง
พอทจ่ี ะเช่ือวา ตน ฉบบั เดมิ นั้น ไดถกู รจนาจารยฝ ายภาษาบาลีดดั แปลงแกไ ข เพอ่ื ให
เหมาะสมกับลทั ธิหรือนกิ ายของตน

ดร. ทชิ มนิ เชา ไดกลา วสรปุ วา ดว ยขอเทจ็ จรงิ ดงั กลาวมาแลว ทาํ ใหส ามารถ
กลา วหักลา งไดอยา งเต็มปากวา ฉบบั แปลเปน ภาษาจีนนนั้ ใกลเ คยี งตนฉบบั เดิม
มากกวา ฉบบั ภาษาบาลี และวา ฉบับภาษาบาลนี นั้ ผรู จนาไดร จนาขน้ึ ใหมโดยอาศยั
ฉบบั เดิมเปน หลกั เพ่ิมเตมิ เร่ืองราวและหลักธรรมตา ง ๆ เขามากมาย เพอื่ ใหเ ขา กนั กบั
หลักคาํ สอนฝา ยเถรวาท และขยายตน ฉบบั เดมิ ออกไปอกี จนมีขนาดใหญโ ตดังปรากฏ
อยใู นปจจบุ นั นี้ ทา นทิช มิน เชา ไดอา งผลของการคน ควา และความเห็นของ
ศาสตราจารย เดอมวี ลิ ล (Prot. Demieville) มาสนบั สนนุ ความคดิ เหน็ ของทา นวา
“ตนฉบับเดมิ นน้ั ประกอบดว ยสว นตาง ๆ คือ (๑) อารมั ภกาถาพรอมดว ยรายละเอียด
ตาง ๆ คือ การพรรณานาสถานที่ พรรณนาประวตั ิของพระนาคเสนเก่ียวกบั ชวี ติ ทาง
พรหมจรรยใ นระยะตาง ๆ (เชน บวชเปน สามเณร บรรลพุ ระโสดาบนั บรรลุพระอรหัต)
พรอ มดวยประเพณบี างอยา งเกย่ี วกับวดั และอาจารยข องพระนาคเสน ใหความรู
เกี่ยวกับการโตว าทะอนั ไรผลกบั พระภิกษรุ ูปหนง่ึ และการพบกนั ระหวา งพระเจา มิลินท
กับพระนาคเสน (๒) บนั ทกึ การโตวาทะ สวนท่ี ๒ ของตอนน้ี ดเู หมอื นจะไดเ พ่มิ เขา มา
แตโ บราณกาลแลว และตอนแรกนนั้ ไดต กมาถงึ พวกเราในสภาพที่คงรปู สมบรู ณทีส่ ุด
โดยมี ๒ ภาค ในอารมั ภกถานนั้ ไดเพม่ิ เร่อื งอวตารของบคุ คลสาํ คัญทงั้ สองเขามา และ
ประวัติของพระนาคเสน กม็ กี ารแกไขเพิ่มเตมิ เพราะการกระทาํ ดงั นเ้ี อง กอใหเกดิ การ
แกไ ขท่ีแตกตางกนั ออกไปเปน ๒ อยา ง คอื อยา งแรก ไดแปลเปนภาษาจนี ราว
คริสตศตวรรษที่ ๔ และอยา งหลกั แปลเปน ภาษาบาลี ในครสิ ตศตวรรษที่ ๕ สว นฉบบั
แปลเปน ภาษาจนี นัน้ ไดร อ ยกรองขึน้ โดยมกี ารแกไ ขเปน ๒ แบบ คือ แบบแกไข
สมบูรณ และแบบแกไขไมส มบูรณ ซง่ึ ท้ังสองแบบกไ็ มแตกตางอะไรกนั มากนกั แต
ตรงกนั ขาม ฉบับท่ีแปลเปน ภาษาบาลนี น้ั ไดผา นการปรบั ปรงุ มาหลายคร้งั สว นทพี่ อจะ
เช่อื ถอื ไดน้นั ไดถกู เพ่มิ เตมิ ลงในสมยั ตน ๆ ในประเทศลงั กา หลงั ครสิ ตศตวรรษที่ ๕
แลว พระประวัติของพระเจา มิลนิ ทน นั้ ชวนใหค ิดวาเปน การเลยี นแบบพระประวตั ิของ
พระเจาอชาตศิ ัตรแู ละพระเจาอโศก และ ๔ ตอนทเ่ี พมิ่ เขามา กอ็ าจจะเปนไดว า เพ่ิม
เขา มาในประเทศลงั กา ซง่ึ ในประเทศลงั กานเ้ี องไดพบวา สว นแรก (ของมลิ นิ ทปญหา)
ยังบรบิ รู ณดอี ยูจนถงึ ศตวรรษที่ ๕“ แมกระนัน้ ก็ดี ก็ยงั เปนการยากอยูทีจ่ ะพสิ จู นใหเ หน็
วา สว นทเ่ี พิม่ เติมเขามาทีหลงั ๔ ตอนนนั้ ไดเ พ่มิ เขาในประเทศลงั กาตามที่
ศาสตราจารยเ ดอมวี ิลลยนื ยนั แตความเหน็ ของเขากย็ ังสนับสนนุ ขอ ท่ีวา ฉบบั

ภาษาจนี มมี ากอ นกวาและถูกตองตามตนฉบับเดิมมากกวา ฉบับภาษาบาลี ไดเ ปน
อยางดี

ในเร่อื งน้ี ศาสตราจารย รสิ เดวดิ ส ไดคัดคานอยา งรนุ แรงวา “เปนไปไมไ ดท ว่ี า
ฉบับท่สี นั้ กวา และเพียงแตส้นั กวา อยา งเดยี วเทา นน้ั จะตอ งเปนฉบบั ท่ีเกา แกก วาฉบบั
ทยี่ าวกวา แตความจรงิ แลว นา จะเปน วา ฉบบั ท่ยี าวกวา นนั่ เอง ทท่ี าํ ใหเกดิ มีฉบับทส่ี ้ัน
กวา ขน้ึ มา …ถาวา ฉบับท่ีสน้ั กวา (ซ่งึ ความจริงเรียกวา ฉบบั ถอดใจความนาจะเหมาะ
กวา เพราะในความรูสกึ ของคนสมยั ปจจุบันแลว ไมน าจะเปน ฉบบั สมบูรณเลย) ท่ี
ไดม าจากเกาหลี เปน ตน ฉบบั ทแ่ี ทจรงิ แลวก็มีปญหาวา หนงั สอื จีนอนื่ ๆ ทีก่ ลา วรวม ๆ
วา ไดแตง ขึน้ ในสองศตวรรษ ตอ มา ซงึ่ ถือวา เปน ฉบับตน เดมิ นน้ั ดวยเหตุผลใดเลา จึง
เกิดมีเนื้อหาสาระผิดแผกแตกตา งไปจากฉบับภาษาบาล?ี เชือ่ แนว า สมมติฐานที่จะเอา
มาเปน เครอ่ื งพิสจู นใ นเรื่องนี้กค็ งจะเปน วา หนงั สือจนี ๒ ฉบบั ซ่ึงแปลจากตน ฉบบั อัน
เดยี วกนั นนั้ ฉบบั หลงั ยอ มจะตอ งถูกตอ งแนน อนกวา ฉบบั กอ น และในเรอ่ื งนี้ ก็ทาํ ให
เราไดเห็นลกั ษณพเิ ศษอนั หนง่ึ ของจนี วา ในการถา ยทอดคมั ภีรของอนิ เดียไปเปน
ภาษาจนี นนั้ ทางจนี ถอื วา ฉบับหลังยอมถกู ตอ งกวา ฉบบั กอ นเสมอ

มลิ ินทปญหาน้ัน เปน ปกรณท ี่ไดรบั ความสนใจศกึ ษาคน ควา จากนักปราชญ
ตา งๆ ทวั่ ไป ทง้ั ทางตะวนั ออกและตะวนั ตก ไดม ผี ูเขยี นบทความวจิ ารณเ ร่ืองของมิลนิ ท
ปญหากนั อยา งกวา งขวาง มกี ารคนควา และตดิ ตามเร่ืองราวตา ง ๆ ทีก่ ลา วไวในมลิ นิ ท
ปญ หากนั อยา งจรงิ จงั ดงั ทก่ี ลา วมาขา งตน และจากผลของการคนควาของบรรดาทาน
เหลา นัน้ กป็ รากฏวา สาระสว นใหญของมิลนิ ทปญ หานน้ั ดําเนนิ ตามหลกั ธรรมของ
ฝายเถรวาท ซง่ึ เรยี กวา สตั ถุศาสน แตก ไ็ มไ ดจํากดั วงอยเู ฉพาะในขอบเขตของ
พระไตรปฎกฝา ยเถรวาทอยา งเดียวว เพราะพบวา บางคร้งั ผูร จนากน็ าํ เอาหลกั ธรรมใน
นกิ ายสรวาสตวิ าท ซง่ึ เปน พทุ ธศาสนามหายานนกิ ายหนงึ่ มาอภบิ ายอยา งยดื ยาว
เบอรนอฟ (Burnouf) ไดคนพบวา พระนาคเสนไดบ รรยายถงึ หลกั ธรรมในอภธิ รรมโก
ศวยาขยา (บางแหง เรียกวา อภธิ รรมโกศภาษยา ซึง่ เปนคมั ภีรส ําคญั อธิบายพทุ ธ
ปรัชญาตามหลักธรรมของนกิ ายสรวาสตวิ าท ในฝายมหายานแตงโดยพระวสพุ ันธุ ชาว
อนิ เดยี ) อยา งกวา งขวาง ท้งั ยงั ปรากฏวาบางแหง ไดพ ูดถงึ หลกั ธรรมของธเิ บตดวย เชน
เรื่องสที ี่บุคคลจะเหน็ เมอื่ เวลาจะตายเปน ตน ซงึ่ ไมม ใี นพระไตรปฎกฝา ยเถรวาท
บางครัง้ ก็นาํ เอาตัวอยา ง หรือขออปุ มาจากวรรณคดนี อกพระคมั ภรี มาประกองการ
อธิบายบา ง ฉะน้นั จงึ เหน็ ไดว า ผรู จนามลิ นิ ทปญ หานัน้ เปน ผูคงแกเรยี นอยา งแทจริง
เช่ียวชาญทง้ั ในเรอ่ื งพระพทุ ธศาสนาและวรรณคดอี น่ื ๆ ท่ีรว มสมยั กนั

ศาสตราจารย รสิ เดวดิ ส ไดยกยองวา มิลินทปญหา เปน ปกรณทแ่ี ตงดเี ปน

อยางยอดคมั ภีรห นงึ่ ในบรรดาคัมภีรทัง้ หลายที่รจนาขนึ้ ภายหลงั พระไตรปฎก และวา

หนงั สอื ท่ีแตงไดดีใกลเ คียงมลิ นิ ทปญหา ก็มแี ตวิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย

คัมภรี เดยี ว แตม ิลนิ ปญ หามีมากอ นกวาวิสทุ ธมิ รรคชา นานและพระพุทธโฆษาจารยยงั

ไดอ างเอามิลนิ ปญหามาเปน หลกั ในการวนิ ิจฉยั ในหนังสอื อรรถกถาทท่ี า นรจนาเปน

หลายแหง จงึ เหน็ ไดวา มลิ ินทปญ หาน้ี เปน คมั ภีรท นี่ กั ปราชญถ ือกนั วา เปนหลกั ฐานใน

ขอ วนิ ิจฉัย พระธรรมวนิ ยั มาแตดกึ ดําบรรพแลว

ศาสตราจารย ริส เดวดิ ส ไดล องกําหนดขอความในพระไตรปฎกซ่ึงยกอา งไว

ในมิลนิ ทปญ หาน้ี กป็ รากฏวา ผรู จนาคัมภีรน ี้ เปน ผชู าํ นิชาํ นาญแตกฉานใน

พระไตรปฎก สามารถอา งไดทุกคัมภรี  สาํ นวนโวหารกไ็ พเราะ แตข อวิเศษอนั สาํ คญั นั้น

กค็ ือ ผรู จนาเปนผทู ่ีฉลาดปราดเปร่อื งทงั้ ในกระบวนการวินจิ ฉยั และวิสชั นาพระธรรม

วินัยใหเขา ใจไดด ว ยอปุ มาเปน ตน ผดิ กบั คมั ภรี อ่ืน ๆ โดยมาก จงึ เปนเหตุใหผ ศู กึ ษา

พระธรรมวนิ ยั ในพระพุทธศาสนานับถอื คัมภีรม ลิ ินปญหานี้ สบื ตอ กนั มามากวา ๒๐๐๐

ป เขา บัดนี้

ทา นอานนั ท เกาศัลยายนะเถระ (Anand Kausalyayana) กก็ ลาววา บรรดา

วรรณคดบี าลที ้ังหลาย นอกจากพระไตรปฎ กแลว ไมม ีคาํ กลา วใดจะสขุ มุ ลมุ ลึกเทา คาํ

ของพระนาคเสนในเรื่อง อนาตมวาท (Anatmavad) หรืออนตั ตา ดงั นน้ั มิลินทปญ หา

จงึ เปนคมั ภีรทแ่ี สดงหลักเกณฑไดทั้งดา นอภิปรชั ญาของพระพทุ ธศาสนา ทง้ั ในดา นจ

ริยศาสตรและจติ วิทยา นกั ศึกษาพระพทุ ธศาสนาควรจะไดศึกษาเพราะนอกจากจะ

เปนคัมภรี พ ระพทุ ธศาสนาทสี่ ําคญั แลว ยงั มคี ุณคา ทางดา นประวตั ศิ าสตรและ

วรรณคดอี ีกเปน อันมาก มลิ นิ ทปญหามีหลกั ฐานดแี นช ดั ชนดิ ทว่ี รรณคดี รอยแกวของ

อนิ เดียในศตวรรษท่ี ๑ เปรยี บเทียบมิได กลา วสน้ั มลิ นิ ปญหามฐี านะเดนในวรรณคดี

อินเดยี ไมวา จะมองแงป รัชญา วรรณคดี ประวัตศิ าสตร หรอื ความรทู างภูมิศาสตร เปน

ขอ เทจ็ จริงทีโ่ ตแยง ไมไดวา วรรณคดีหลังพระไตรปฏกไมม ีคัมภรี พ ระพุทธศาสนาคมั ภรี 

ใดจะมคี ุณคา เทา มลิ ินทปญ หาพมาไดจ ดั มลิ นิ ทปญ หา เขา ในสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทก

นิกายดวย

มิลนิ ปญหาไดถ ูกถายทอดอกั ษร และแปลเปนภาษาตาง ๆ ทงั้ ภาษาทาง

ตะวนั ออกและตะวนั ตกหลายภาษา และในบางภาษาแปลกกันหลายสํานวน สาํ หรบั

การถายทอดออกเปน อักษรตา ง ๆ ในพากยบ าลนี ัน้ คอื ฉบับอักษรสิงหล ฉบับอกั ษร

ขอม ฉบับอักษรพมา ฉบับอักษรไทย และฉบับอักษรโรมัน โดย ว.ี เทรงคเ นอร ชาว

เดนมารก เมอื่ พ.ศ. ๒๔๒๓ สําหรบั การแปลเปนภาษาตา ง ๆ กนั เทา ทป่ี รากฏใน

ขณะน้ี คือ

พุทธศกั ราช (ราว) ๘๖๐–๙๖๒ - แปลเปน ภาษาจนี มที งั้ หมดรวม ๑๑

สาํ นวน

“ ๒๒๙๐ - แปลเปนภาษาสิงหลโดยเถระ และมแี ปล

ตอ มาอกี หลายครั้ง

“ ๒๔๓๓ - แปลเปนภาษากฤษ โดยศาสตราจารย ริส

เดวิดส

“ ๒๔๔๘ - แปลเปนภาษาเยอรมนั โดย เอฟ็ .ออตโต

ชราเดอร

(แปลบางสว น)

“ ๒๔๖๖ - แปลเปน ภาษาฝรัง่ เศส จากฉบับภาษาจีน

โดย หลยุ ส ฟโ นต

“ ๒๔๖๗ - แปลเปน ภาษาฝรง่ั เศส จากฉบบั ภาษาจีน

โดย ปอล เดมิ วี ิลล

“ ๒๕๐๔ - แปลเปน ภาษาอังกฤษ โดยนาง ไอ. บี.

ฮอนเนอร

ไมทราบ พ.ศ. ที่แปล - แปลเปน ภาษารสั เซยี จากฉบับภาษาจนี

โดยนายอีวานอฟสกี

(Ivanovsky)

“ - แปลเปนภาษาญีป่ นุ จากฉบับภาษาจนี

โดย โซเงน ยามากามิ

“ - แปลเปน ภาษาญป่ี ุน จากฉบบั ภาษาบาลี

โดย เซอิ สยา กานา

โมลิ

สําหรับการแปลเปนภาษาไทยนนั้ บางทีอาจจะไดแ ปลมาตั้งแตค รงั้ กรงุ สโุ ขทัย

ดว ยอางถึงหนงั สอื มิลินทปญ หาในบานแพนกหนังสอื ไตรภมู พิ ระรว ง ซ่งึ พระมหาธรรม

ราชาพญาลิไทย ทรงแตง ข้นึ เมือ่ ครงั้ กรงุ สโุ ขทยั ยงั เปน ราชธานี แตที่แนน อนและมี

ตนฉบบั อยใู นบัดนี้ ๔ สาํ นวน คือ :-

๑. ฉบับแปลแตค รัง้ กรงุ ศรีอยธุ ยาเปนราชธานี หอพระสมุดฯ ไดตนฉบบั ไว แต

ไมบ ริบรู ณ

๒. ฉบับแปลในสมยั กรุงรัตนโกสินทร ซงึ่ กรมศิลปากร ไดจัดพมิ พเผยแพร เปน
ฉบบั ของหอสมุดแหงชาติ สาํ นวนนี้สันนษิ ฐานวา คงจะแปลในรัชกาลท่ี ๓ ดว ยปรากฏ
มาวา ตงั้ แตรชั กาลที่ ๑ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลก ไดโ ปรดฯ ใหแปล
คัมภรี ท ่ีแตงไวเปนภาษามคธ ออกเปน ภาษาไทยหลายเรอ่ื ง ทเี่ ปน เร่อื งใหญม ฉี บบั
ปรากฏอยู คอื เรือ่ งมหาวงศพงศาวดารลงั กา วา ดวยพทุ ธศาสนประวตั ใิ นลงั กาทวีป ๑
ชินกาลมาลี วา ดวยพทุ ธศาสนาประวัติต้ังแตพ ุทธกาลถงึ นครเชียงใหมในสยามประเทศ
นี้ ๑ ไตรโลกวนิ ิจฉยั ๑ เปนอาทิ หนังสือทแี่ ปลในรชั กาลท่ี ๑ มกั มบี านแพนกและบอก
ช่อื ผูแ ปลไวเ ปนสําคัญ แตมลิ นิ ทปญหาน้ี หามีไม จึงสนั นษิ ฐานวา จะแปลในรชั กาลท่ี
๓ ดวยพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา เจา อยหู วั ทรงสดับพระธรรมเทศนาทกุ วันเปน นิตย
ตามพระราชประเพณโี ปรดฯ ใหอาราธนาพระผถู วายเทศนแ ปลพระไตรปฎก ทั้งพระ
วนิ ยั พระสูตร และพระอภิธรรม และปกรณต าง ๆ ถวาย เม่ือเทศนแ ลว โปรดฯ ใหเ ขียน
เก็บรักษาไวในหอหลวง มิลนิ ปญ หาฉบับนี้ กเ็ หน็ จะแปลถวายเทศนในครง้ั นน้ั

๓. ฉบบั แปลในมหามกุฏราชวทิ ยาลยั ในสมยั รชั กาลที่ ๕ ดวย สมเดจ็ พระมหา
สมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงตั้งมหามกุฏราชวทิ ยาลยั ขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖
และออกหนงั สอื ธรรมจักษุเปน รายเดอื นสมนาคณุ แกผบู รจิ ารบํารุงมหามกุฏราช
วิทยาลัย ไดท รงแปลมลิ นิ ทปญหาลงพิมพในหนงั สือธรรมจักษดุ งั กลา ว เปน ตอน ๆ แต
มไิ ดทรงแปลดว ยพระองคเ องตลอด ทรงใหพระกรรมการมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัยบาง
พระภิกษสุ ามเณรนักเรียนในมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั บา ง ชว ยกันแปลเปนตอน ๆ แลว
ทะยอยลงพิมพใ นหนงั สือธรรมจกั ษุจนจบ สาํ นวนแปลในฉบบั น้ีเปน แบบ “สาํ นวน
สนาม” คือเหมือนอยางทแ่ี ปลกันในการสอนพระปรยิ ตั ิธรรมสนามหลวง เม่อื ครง้ั
สมเดจ็ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ทรงเลอื กมลิ นิ ทปญหาสาํ หรบั จดั พมิ พเ ปน ฉบบั
ของหอสมดุ แหงชาติ ทรงเห็นวา ฉบบั แปลในมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั นี้ สาํ นวนไม
สมาํ่ เสมอ เพราะแปลกนั หลายคน จงึ ไมท รงเลือกเอาฉบบั นี้ ทรงเลือกเอาฉบับแปลใน
สมัยรัชกาลที่ ๓ ดังกลา วแลว ขา งตน

๔. ฉบับเรยี บเรยี งใหม เรยี กวา “ปญ หาพระยามลิ นิ ท” โดยนายยม้ิ ปณ ฑยาง
กูร เปรยี ญ เจา หนาทหี่ อสมดุ แหงชาติ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๘๓ เปน การเรียบเรียงเอาเฉพาะ
ใจความของแตละปญ หา โดยตัดขอความและสํานวนท่ีซํ้า ๆ ซาก ๆ ออกเสยี เพอ่ื
สะดวกในการอา นและเขาใจงา ยขนึ้ และฉบับนี้ กรมศลิ ปากรไดจัดพมิ พออกเผยแพร
เปนฉบับของหอสมุดแหง ชาติ อีกฉบับหนงึ่

สําหรับมิลนิ ปญ หา ทท่ี รงพระกรณุ าโปรดฯ ใหจดั พมิ พข ึ้น ในงานพระเมรพุ ระ
ศพ สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐายมี หาเถร) คราวนี้ไดฉบับพิมพท ่ีโรงพิมพไ ท เม่ือ พ.ศ.

๒๔๗๐ ซง่ึ สมเด็จพระสังฆราชพระองคนน้ั แตค ร้งั ยงั ทรงเปน พระมหาจวน เปรยี ญ ๘
ประโยค ไดทรงพระนพิ นธคาํ นาํ สาํ หรับการพิมพครง้ั นน้ั มาเปน ตนฉบบั ในการจดั พมิ พ
เมอ่ื ไดสอบเทยี บดกู ับสาํ นวนแปลทสี่ มเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโร
รส และพระกรรมการ พระภิกษสุ ามเณร นักเรียน ในมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย ชว ยกัน
แปลลงพมิ พในหนงั สอื ธรรมจกั ษแุ ลว กป็ รากฏวา เปน ฉบับเดียวกนั ฉะนน้ั มลิ ินท
ปญ หา ฉบบั โรงพมิ พไ ท พ.ศ. ๒๔๗๐ น้ี จงึ เปนการรวมพมิ พม ิลนิ ทปญ หาทแ่ี ปลลง
พมิ พใ นหนงั สอื ธรรมจกั ษุ เปน ครง้ั แรก ซง่ึ เรยี กในทนี่ ี้วา “มิลินทปญหา ฉบับแปลใน
มหามกุฏราชวิทยาลัย” และฉบับทแี่ ปลน้ี เมือ่ สอบดูกบั ฉบบั ภาษาบาลแี ลว กป็ รากฏ
วา แปลจากฉบับบาลอี ักษรโรมันทน่ี าย ว.ี เทรงคเ นอร ไดถ า ยทอดออกเปน อกั ษรโรมนั
และจัดพิมพข นึ้ คร้ังแรก ณ กรงุ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมารก เม่อื ค.ศ. ๑๘๘๐ (พ.ศ.
๒๔๒๓) ขณะนน้ั ฉบบั บาลอี กั ษรไทยยงั ไมไดจ ัดพมิ พข ้ึนมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั พ่ึงจะ
มาชําระและจดั พิมพข นึ้ ครัง้ แรกเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๖ และปรากฏวา ทงั้ สองฉบบั น้ีมี
ขอ ความแปลกกันอยหู ลายแหง พระเถระและพระภกิ ษุสามเณรนกั เรียนในมหามกุฏ
ราชวิทยาลยั ทช่ี ว ยกนั แปลมลิ นิ ทปญ หาในครง้ั นน้ั มีรายพระนามและรายนาม
ดงั ตอไปน:้ี -

คํานมัสการ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส

มลิ ินทปญ หา

วรรคที่ ๑ “ “

วรรคที่ ๒ พระแตม เปรียญ วัดบวรนเิ วศวิหาร

วรรคท่ี ๓ พระคํา เปรียญ วดั บวรนิเวศวหิ าร (คอื พระยาวิจิตรธรรมปรวิ ัตร

คํา พรหมกสกิ ร ป.๘)

วรรคที่ ๔ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

วรรคท่ี ๕ “ “

วรรคที่ ๖ สามเณรพฒุ (พระมหาพุฒ ผเู คยรงั้ เจาอาวาสวดั บรมนิวาส

ระหวา ง พ.ศ. ๒๔๕๘–

๒๔๕๙?)

วรรคท่ี ๗ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส

วิเสสปญหา “ “

เมณฑกปญ หา

วรรคท่ี ๑ (ปญ หาที่ ๑-๒)

วรรคที่ ๒ (ปญ หาที่ ๓) พระราชกวี วัดบวรนิเวศวหิ าร (คอื พระธรรมปาโมกข

ถม วราสโย ป.๗

วดั มกฏุ กษตั ริยาราม ภายหลงั ลาสกิ ขา)

วรรคที่ ๑ (ต้งั แตปญ หา ๔ ไป) พระธรรมปาโมกข วดั มกุฏกษตั ริ ิยา

ราม (คอื พระพรหมมนุ ี แฟง กติ ติ

สาโร ป.๗)

วรรคที่ ๒ “

วรรคที่ ๓ “

วรรคท่ี ๔ “

วรรคที่ ๕ “

วรรคที่ ๖ “

วรรคที่ ๗ พระพรหมมนุ ี (แฟง กิตตสาโร) วัดมกฏุ กษัตริยาราม

วรรคที่ ๘ “ (ถงึ ปญ หาที่ ๔)

วรรคที่ ๘ (ตง้ั แตปญหาที่ ๕ - จบ) สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา กรมหลวงชนิ วรฯ

วดั ราชบพธิ ครั้งทรงดาํ รงพระอสิ ริยาเปน กรมหมน่ื ชนิ วรสริ วิ ฒั น

วรรคที่ ๙ สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น

อปุ มาปญ หา

มิลินทปญหาท่แี ปลลงพิมพใ นหนังสือธรรมจกั ษคุ ร้งั นั้น ไมไดจ ดั เปน หมวด

ตามหมวดและวรรคของปญหา และไมไ ดใ สช่ือปญ หากาํ กบั ไวท ห่ี วั เร่ืองของแตละ

ปญ หาดวย สาํ นวนการแปลก็เปนไปตาง ๆ กนั ตามความถนัดของผแู ปลแตล ะทาน

และปรากฏวา ทา นตดั ขอความบางตอนออกเสียบาง เชน อุปมาบา งขอ ขอ ความบาง

ตอนที่ซาํ้ กนั และความบางตอนก็สลบั ทกี่ นั เชน ยกเอาอปุ มาขอ ๓ ไปไวลําดับ ๒ และ

เอาขอ ๒ ไปไวเปน ลาํ ดบั ๓ เปน ตน ฉะนน้ั จึงเขาใจวา เมอ่ื โรงพมิ พไ ทประสงคจะพมิ พ

มลิ ินทปญ หาสาํ นวนน้อี อกเผยแพร คงจะไดถ วายเรื่องนแี้ ดส มเด็จพระสังฆราช ครง้ั ยงั

ทรงเปน พระมหาจวน ชวยตรวจชําระเพอื่ การพิมพ และขอประทานพระนิพนธคาํ นาํ

สําหรับการพมิ พคร้ังนั้นดวย สมเด็จพระสังฆราชพระองคนนั้ คงจะไดท รงจัดระเบยี บ

เกี่ยวกับหวั ขอปญหาตาง ๆ เสยี ใหมแ ละใสช อ่ื ปญหานน้ั ๆ กาํ กบั ไวท ุก ๆ ปญ หาให

ถกู ตองตามฉบบั ภาษาบาลดี ว ย เพือ่ ความเปน ระเบยี บและสะดวกในการคนหา ฉะน้ัน

ฉบับโรงพิมพไ ท เมอื่ นาํ มาเทียบกบั คาํ แปลที่ลงพิมพในธรรมจักษุแลว จงึ ปรากฏวา มี
ขอแตกตางกนั บา งเลก็ นอย คือ :-

๑. ในธรรมจกั ษุ ไมมชี ือ่ ของปญ หาตา ง ๆ กาํ กบั ไวทหี่ วั เรอื่ งของปญหานนั้ ๆ
แตใ นฉบับโรงพมิ พไท ใสช อ่ื ปญ หาของแตล ะปญหากาํ กบั ไวด ว ย ตามที่มปี รากฏอยใู น
ฉบบั ภาษาบาลี

๒. ในธรรมจักษุ บางปญหาไมไ ดแ ปลไว แตในฉบบั โรงพมิ พไ ท แปลเพมิ่ เขามา
ใหมใ หครบตามฉบบั ภาษาบาลี และท่ีเพม่ิ เขามาใหมน ี้เขาใจวา สมเดจ็ พระสงั ฆราช
พระองคน น้ั คงจกั ไดทรงแปล

๓. การใชสัพพนาม และสรอ ยคาํ บางคาํ แปลกกนั ออกไปบา ง ทงั้ นเี้ ขาใจวา
คงจะเปน การเปลีย่ นคําทเี่ หน็ วา ไมเหมาะสม และตดั คําทเ่ี หน็ วารงุ รงั ออกไปเสียบา ง
แตข อ ความอื่น ๆ ตรงกนั

โดยการตรวจชาํ ระของสมเดจ็ พระสงั ฆราชพระองคน นั้ จงึ ทาํ ใหมิลนิ ทปญหา
สาํ นวนน้ี เรยี บรอ ยข้ึน เหมาะแกก ารทจี่ ะพมิ พอ อกเผยแพรไ ด อกี ประการหนงึ่ มิลนิ ท
ปญหาสาํ นวนน้ี กลา วไดวา เปน ฉบับแปลเปนภาษาไทย สํานวนใหมท ่ีสุดเทา ทม่ี อี ยใู น
ปจจบุ นั นี้ ดังน้ัน จึงไดทรงเลือกและทรงพระกรณุ าโปรดฯ ใหพ ิมพใ นคราวนี้

อนึ่ง มิลนิ ทปญ หา ฉบบั แปลในมหามกุฏราชวิทยาลยั น้ี แปลจากตนฉบบั
ภาษาบาลอี กั ษรโรมนั ดงั ทไี่ ดอธิบายไวขางตนแลว จงึ ปรากฏวา ขอ ความบางตอน ไม
มีในฉบบั ภาษาบาลีอักษรไทย ฉบบั ทมี่ หามกุฏราชวทิ ยาลยั ตรวจชาํ ระพิมพดงั กลาว
แลวเชน กนั และอสาธารณนามหลายแหง ไมตรงกัน เชน ช่อื พระสตู รตาง ๆ แมน าํ้
สําคญั ตา ง ๆ เปนตน เพราะฉบบั ภาษาบาลอี กั ษรโรมนั กบั อกั ษรไทยนัน้ มีขอความ
คลาดเคลอ่ื นกนั หลายแหง บางแหง ทีส่ งสยั และตรวจพบวาตางกนั กท็ ําเชงิ อรรถไว แต
ไมไ ดทาํ ไวต ลอด เพราะไมม เี วลาตรวจสอบเพยี งพอ


Click to View FlipBook Version