The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mahidaol Eighth, 2022-05-03 23:50:31

milin

text

เลี้ยงชพี ยาดับพิษเพือ่ อันรกั ษาชวี ิต บอเกิดเพอ่ื อนั เกิดแหง รัตนะ รตั นะเพ่ืออันประดบั
อาชญาเพ่ืออนั ไมกา วลว ง อสิ รยิ ะเพื่ออันใหเ ปนไปในอาํ นาจ ฉนั ใด; ธุดงคคุณก็เพอื่ อัน
งอกขึ้นแหงพชื คือ สามัญคณุ เพื่ออนั เผาเคร่อื งหมนหมองคือกเิ ลส เพ่ืออันนาํ กาํ ลงั คอื
ฤทธมิ์ า เพ่อื อนั ผูกสติสงั วรไว เพื่ออนั ถอนความสงสยั สนเทห  เพือ่ อันนาํ ความอยากนาํ้
คือตณั หาเสีย เพอื่ อนั กระทาํ ความยินดใี นอภิสมัย เพอื่ อันออกไปจากโอฆะส่ี เพอ่ื อัน
ระงับพยาธิ คอื กิเลส เพอ่ื อนั ไดสขุ คือ นพิ พาน เพือ่ อนั บรรเทาภัย คอื ชาติ ชรา พยาธิ
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั อปุ ายาสเสีย เพื่ออนั รกั ษาสามัญคณุ ไว เพื่ออันหา ม
ความตรึกชว่ั ดวยอาํ นาจความไมย นิ ดี เพอื่ อันตามสอนสามญั ประโยชนทง้ั สนิ้ เพอ่ื อัน
เลี้ยงสามญั คุณท้งั ปวงไว เพื่ออนั แสดงสมถะวิปส สนา มรรคผลนพิ พาน เพอ่ื อันโลก
สรรเสริญชมเชย และกระทาํ ใหง ามมาก ๆ เพ่อื อนั ปดอบายทง้ั ปวงเสยี เพอ่ื อนั ข้นึ สยู อด
ภเู ขาแลว ดวยหิน คอื สามัญประโยชน เพ่อื อนั วางจติ ทีค่ ดโกงไมเ สมอเสีย เพอ่ื อัน
กระทําการสาธยายธรรมท่คี วรเสพและไมค วรเสพใหสาํ เรจ็ ประโยชน เพือ่ อนั คุกคาม
ศัตรตู อบคือกเิ ลสทัง้ ปวง เพ่ืออันกาํ จดั มดื คอื อวชิ ชา เพ่ืออันใหค วามกระวนกระวาย
รอนพรอมคอื ไฟสามอยางดับ เพอ่ื อนั ใหส มาบตั อิ นั ละเอียดสขุ ุมสําเรจ็ เพอ่ื อนั ตาม
รักษาสรรพสามญั คุณทั้งสนิ้ ไว เพ่ืออนั เกดิ ข้นึ แหง รตั นะอันประเสรฐิ คอื โพชฌงค เพ่ือ
อันประดบั ชนผโู ยคาวจร เพือ่ อันไมกา วลว งสนั ติสขุ อนั เปน อนวชั ชสุขอันละเอียดสขุ มุ
เพือ่ อันเปน ไปในอาํ นาจแหง อรยิ ธรรม คอื สามัญคณุ ทั้งสน้ิ ฉันนั้นแล. ธดุ งคคุณ
อนั หนง่ึ ๆ เพ่ือความบรรลคุ ณุ เหลานี้ ดวยประการฉะน.้ี

ขอถวายพระพร ธดุ งคคุณเปน ทพี่ งึ ช่งั ไมไ ด ที่นับไมไ ด ไมม ีสิง่ ไรเสมอ หาส่ิง
เปรยี บไมได ไมมีสิง่ ไรจะประเสรฐิ กวา เปน ของยงิ่ เปน ของกวา ง เปนของหนกั เปน ของ
ใหญ ดวยประการฉะน.ี้

ขอถวายพระพร บคุ คลใด เปน ผูมคี วามปรารถนาลามก อนั ความปรารถนา
ลามกครอบงาํ แลว เปนคนโกง เปน คนโลภเหน็ แกท อง อยากไดล าภยศสรรเสรญิ เปนผู
ไมค วรไมเ หมาะ สมาทานธดุ งคคณุ , บคุ คลน้นั ยอ มถงึ อาชญาทวคี ณู ยอ มถงึ ความฆา
คุณเสีย คอื ยอ มไดค วามละอาย ความครหา ความเยาะเยย ความทอดทิง้ ความไมอยู
รวม ความขบั ไล เปน ไปในทิฏฐธรรมชาตนิ ,ี้ แมใ นสมั ปรายภพยอ มไหม ดุจฟองนาํ้ นาํ้
กลบั ขึ่นลงขวาง ในท่ลี อมดว ยเปลวไฟอนั เรา รอ นในมหาอเวจี ซง่ึ ประกอบดว ยรอ ย
โยชน สิน้ แสนโฏิปม ใิ ชอ นั เดยี ว, คร้นั พนจากนน้ั แลว เปน ผูมอี ังคาพยาพนอยใหญผอม
หยาบดาํ มศี รี ษะเปน โพลงดุจสนุ ับศีรษะพอง หวิ อยากนํา้ มีวรรณแหง รูปไมเ ปน ปกติ
นา กลวั มีชอ งหอู นั ทําลาย มีดวงตาเหลือกขน้ึ เหลือกลง มีตัวเปนแผลไหมเ กรียม มกี าย
ทง้ั สน้ิ เกล่ือนกลนไปดวยหนอน กองไฟลกุ โพลงขา งในดุจลุกโพลงในชองลม หาผู

ปอ งกันมไิ ด หาทีพ่ ง่ึ มิได คราํ่ ครวญรอ งไห รองเพ่อื ใหก ารญุ เปน สมณมหา
นชิ ฌามตัณหกิ เปรต เทยี่ วรอ งแสดงความลําบากอยทู แี่ ผน ดิน. เปรียบเหมอื นบคุ คล
ผูใดผหู นงึ่ ไมควรไมเหมาะ เปนคนมชี าติตาํ่ ชา ยอมอภเิ ษกดวยขัตติยาภิเษก, บุคคล
นั้นยอมไดก รรมกรณมีตดั มือตัดเทาเปน ตน , เพราะเหตอุ ะไร? เพราะเปน ผูไ มควรไม
เหมาะ มชี าตติ าํ่ ชา ตง้ั ตนไวในความเปน อิสระอันใหญ ฉะนั้น.

ขอถวายพระพร ก็บุคคลใด เปนผคู วร เหมาะ เปน ผมู กั นอย สนั โดษ มีจติ สงัด
ไมค ลุกคลดี ว ยหมู มคี วามเพยี รปรารภแลว ยอบตน ไมโ ออวด ไมห ลอกลวง ไมเหน็ แก
ทอง ไมม งุ ลาภยศความสรรเสรญิ เปน ผูมศี รทั ธาบวชดวยศรทั ธา อยากพนจากชราและ
มรณะ สมาทาน ธุดงคคณุ ดวยราํ ถงึ วา ‘เราจักยกยองพระศาสนา’ ดงั น.้ี บคุ คลนน้ั
ยอมควรซง่ึ อนั บชู าทวคี ูณ คอื เปนผูเปน ทรี่ กั เปน ทย่ี งั ใจใหเ จริญแหง เทพดาและมนษุ ย
ทงั้ หลาย และเปน ผูอนั เทพดาและมนษุ ยท ้ังหลายปรารถนา, เปนราวกะดอกมะลซิ อน
และมะลิวนั เปน ท่ปี รารถนาของผูอาบแลว ชโลมทาแลว เปน ราวกะวา โภชนะอัน
ประณีตของผหู ิว, เปนราวกะนํา้ ควรดมื่ ท่เี ยน็ ใส มกี ลน่ิ หอมของผูอยากดม่ื เปน ราวกะ
โอสถอันประเสรฐิ ของผูอันพษิ แลน ไปแลว เปน ราวกะรถอันอดุ มซง่ึ เทียมมา อาชาไนย
ของผอู ยากไปเรว็ เปน ราวกะแกว มณีซง่ึ ใหยนิ ดีของผูอยากไดประโยชน เปน ราวกะ
เศวตฉตั รอนั ขาวไมห มองมวั ของผอู ยากอภเิ ษก เปน ราวกะความบรรลพุ ระอรหตั ผล
ของผใู ครตอ ธรรม. สติปฏฐานสี่ สมั มปั ปธานสี่ อทิ ธบิ าทส่ี อนิ ทรยี ห า พละหา โพชฌงค
เจ็ด อรยิ าษฎางคิกมรรคแปด ของบคุ คลน้ัน ยอมถึงความเปน ของเจริญบรบิ รู ณ,
บุคคลน้ัน ยอ มบรรลุสมถะและวปิ ส สนา, การปฏบิ ตั ิเพอื่ อธคิ มของบคุ คลนั้น ยอ มนอม
ไปรอบ, คณุ ธรรมทัง้ ปวงคือสามัญผลสี่ปฏสิ มั ภทิ าส่ี วชิ ชาสาม อภิญญาหก สมณธรรม
ทัง้ สน้ิ ยอมเปน เครื่องประกาศแหงบคุ คลน้นั , บุคคลนั้น ยอ มอภเิ ษกดว ยเศวตฉตั ร คือ
วมิ ุตต.ิ เปรยี บเหมือนราชภฏั ทวยหาญพรอ มทงั้ ชาวแวนแควน ชาวนิคมชาวชนบท
ยอมบํารุงบาํ เรอพระมหากษตั รญิ ืผูไ ดม ุรธาภเิ ษกแลว , และราชบรุ ษุ สามสบิ แปด คือ
คนฟอนรํา คนรมู งคลท่ีหนา คนกลา ว ความสวัสดี สมณพราหมณห มคู นเจา ลทั ธทิ งั้
ปวง ยอมถงึ ยง่ิ ซงึ พระมหากษตั ริยนนั้ , พระมหากษตั รยิ นัน้ เปนเจา ของในการทรงวา
กลาวเนือง ๆ ซึง่ ทา เรือ บอเกดิ รตั นะ พระนคร สถานทต่ี ัง้ สว ย ราชสมบตั ิตาง ๆ ชนผู
แตกราวกนั ทงั้ ปวง ฉะนน้ั .

ขอถวายพระพร ทา นผูท าํ ใหบริสุทธด์ิ ว ยธุดงคเ หลา ใด เขาไปสูม หาสมุทร คอื
นพิ พานแลว ยอ มเลน ธรรมมอี ยา งมาก, ยอมใชส มาบตั ิทง้ั แปด คอื รปู สมาบตั สิ ี่ อรูป
สมาบตั สิ ี่ ยอมถงึ ซงึ ฤทธิม์ อี ยา งตา ง ๆ ทิพยโสตธาตุ ปรจติ ตวิชชา บุพเพนวิ าสานสุ สติ
ทิพยจักษุ และความสนิ้ ไปแหงอาสวะท้ังปวง ธดุ งคเหลานน้ี นั้ มสี ิบสามประการ คือ

(๑) องคข องผมู ีอันทรงผา บงั สกุ ลุ เปน ปกติ.
(๒) องคของผมู อี ันทรงผา สามผนื เปน ปกต.ิ
(๓) องคของผมู ีอันเทย่ี วบิณฑบาตเปน ปกติ.
(๔) องคของผมู ีอันเทีย่ วบิณฑบาตเปน ไปดว ยความไมขาดเปน ปกติ.
(๕) องคของผมู ีอนั บริโภคในอาสนะเดยี วเปนปกต.ิ
(๖) องคข องผมู อี ันบริโภคในบาตรเปนปกติ.
(๗) องคข องผหู ามภัตรทน่ี ํามาถวายเพอ่ื ภายหลงั เปน ปกต.ิ
(๘) องคของผมู อี นั อยูในปาเปนปกต.ิ
(๙) องคของผมู ีอนั อยูโ คนไมเ ปน ปกต.ิ
(๑๐) องคของผูม อี นั อยูใ นทแี่ จงเปน ปกต.ิ
(๑๑) องคข องผมู อี ันอยูใ นปา ชา เปน ปกต.ิ
(๑๒) องคของผมู อี ันอยูใ นทล่ี าดไวอ ยางไรเปน ปกต.ิ
(๑๓) องคของผมู ีอันนง่ั เปน ปกติ.
ทานผมู ีปญญา ยอ มไดส ามัญคณุ ทงั้ สน้ิ ดวยธดุ งคคณุ สบิ สามเหลา น้ี ซง่ึ ทา น
ไดเสพมากแลว เสพเนอื ง ๆ แลว สัง่ สมแลว ประพฤติแลว ใหบริบรู ณแ ลวในปางกอ น
แล, สมาบตั เิ ปนของนําความสขุ มาเปน ของประณตี ทั้งส้นิ เปน เครอ่ื งประกาศแหง ทา น
นนั้ . เปรียบเหมือนนายเรือผมู ีทรพั ย เสยี ภาษีทท่ี า เรอื ดวยดีแลว เขาไปสมู หาสมทุ ร ถึง
วังคนคร ตักโกลนคร จนี นคร โสวรี นคร สรุ ฏั ฐนคร อลสันทนคร โกลปฏฏนนคร และ
สวุ ณั ณภมู นิ คร แลว ไปสูประเทศท่ีเทยี่ วไปดวยเรอื ประเทศใดประเทศหนง่ึ แมอ ่นื
ฉะนนั้ . และเปรยี บเหมอื นชาวนานาํ หญา และไมแ ละหนิ เปน โทษในนาออกเสยี กอ น
แลว ไถหวา นแลว ยงั น้ําใหเ ขาไปแลวเฝา รกั ษาไว เปน ผูมีขาวเปลอื กมากดว ยอันเกย่ี ว
และนวด, ชนยากจนไมมที รัพย เปนผปู ระกาศแหง ชาวนานน้ั ฉะนน้ั . อนึ่ง เปรยี บ
เหมอื นพระมหากษัตริยผูไดม ุรธาภิเษกแลว เปน ผมู ีชาติย่ิง ยอมเปนผมู อี ิสระมอี ันให
เปนไปในอํานาจ เปน เจา ของกระทาํ ตามความปรารถนา ในการทรงพราํ่ สอนชนผู
แตกรา วกนั , แผน ดนิ ใหญท งั้ สนิ้ เปน ที่ประกาศแหง พระมหากษตั รยิ น น้ั ฉนั ใด ทา นผมู ี
ปญ ญา เปน ผมู ีอสิ ระมอี นั ใหเ ปนไปในอาํ นาจ เปน เจา ของกระทาํ ตามปรารถนา ในพระ
ชนิ ศาสนาอนั ประเสรฐิ ดว ยธุดงคคณุ สิบสามเหลา นี้ท่ีเสพมากแลว เสพเนอื ง ๆ แลว สงั่
สมใหเต็มรอบแลว ในปางกอ น, อน่งึ สามญั คุณทัง้ หลายทงั้ สน้ิ เปน เครือ่ งประกาศแหง
ทานนน้ั ฉนั นนั้ แล.
ขอถวายพระพร พระอปุ เสนเถระผบู ตุ รวงั คันตพราหมณม ิใชห รือ มไิ ดเ อื้อเฟอ
กตกิ าแหง สงฆในกรุงสาวตั ถี ดวยความเปนผูกระทาํ ใหเ ต็มในธุดงคคณุ เปนเคร่ืองเกลา

กิเลส พรอ มดวยบรษิ ทั เขา ไปเฝาพระผมู พี ระภาคเจา ผคู วรทรมานนรชน ผูประทับอยูใ น
ทเ่ี รน ถวายนมัสการ พระผมู ีพระภาคเจา ทพ่ี ระบาทดว ยเศียรเกลา แลว นงั่ ในทคี่ วรสว น
หนง่ึ . พระผมู พี ระภาคเจา ทอดพระเนตรบริษทั อันพระเถระแนะนําดแี ลว นนั้ ทรงรา เริง
บนั เทงิ มีพระหฤทัยเบกิ บาน ตรัสปราศรยั กับดวยบรษิ ทั แลว ไดตรัสพทุ ธพจนนี้ ดว ย
พระสุรเสยี งดจุ เสียงพรหม อนั ไมข ดั ขวางวา

‘ดกู อนอปุ เสนะ บรษิ ทั ของทา นนนี้ ํามาซงึ่ ความเลื่อมใส, ทา นแนะนําบริษทั
อยางไร?’

ฝายพระอปุ เสนเถระนนั้ เปนผูอนั พระสพั พญั ูทศพลเทพาดเิ ทพตรสั ถามแลว
ไดก ลา วคําน้ีกะพระผูม พี ระภาคเจา ดว ยสามารถแหง คุณตามทเี่ ปน ที่มวี า ‘ขาแต
พระองคผ เู จรญิ บคุ คลผใู ดผูหนง่ึ เขามาหาขาพระองค ขอบรรพชาหรอื นิสสยั , ขา
พระองคกลา วอยา งนี้กะบุคคลน้ันวา ‘แนะ ผมู ีอายุ เราเปน ผมู อี นั อยใู นปา เปน ปกติ มี
อนั เทยี วบณิ ฑบาตเปนปกติ มอี ันทรงผา บงั สกุ ุลเปน ปกติ มอี ันทรงไตรจวี รเปนปกต;ิ ถา
วาแมท านจกั เปนผมู ีอนั อยูในปา เปน ปกติ มีอนั เทยี่ วบณิ ฑบาตเปน ปกติ มอี นั ทรงผา
บงั สกุ ลุ เปน ปกติ มีอนั ทรงไตรจวี รเปนปกติเหมือนกันไซร, เราจักใหท า นบวช เราจกั ให
นสิ สัยแกท าน’ ฉะน;ี้ ถาวา บุคคลนนั้ รบั ขาพระองคแลว ยินดรี นื่ รมย. ขา พระองคจ งึ ให
บคุ คลน้นั บวช ใหน ิสสัยแกบ คุ คลนัน้ ถา วาบคุ คลนัน้ ไมยนิ ดีไมรื่นรมยขาพระองคก็
ไมใ หบ คุ คลนน้ั บวชไมใ หน สิ สัยแกบ ุคคลนัน้ ; ขาแตพ ระองคผ เู จริญ ขา พระองคแ นะนํา
บรษิ ัทอยา งน’ี้ ดังน.ี้

ขอถวายพระพร ทา นผมู ปี ญ ญา สมาทานธุดงคคณุ อนั ประเสรฐิ ยอ มเปนผมู ี
อสิ ระ มอี นั ใหเ ปนไปในอาํ นาจ เปน เจาของ กระทาํ ตามปรารถนาในพระชนิ ศาสนาอัน
ประเสริฐ, สมาบัตทิ ง้ั หลาย เปน ของละเอียด เปน ของนาํ ความสขุ มาทง้ั สนิ้ ยอ มเปน
เคร่ืองประกาศแหง ทา นผนู นั้ ดว ยประการฉะน.้ี

ขอถวายพระพร ดอกบวั มชี าติอนั สงู แตเดมิ เกดิ มา เพราะเปน ของเจรญิ ยง่ิ และ
บริสทุ ธิ์ เปน ของสนทิ เปน ของออน เปนของนา อยากได เปน ของมีกลนิ่ หอม เปน ทรี่ กั
อันบคุ คลปรารถนา มไิ ดเปอ นดว ยน้ําตม ประดบั ดวยกลบี และเกสรและฝก อนั ละเอยี ด
อนั หมภู มรสองเสพ เน่ืองดว ยนา้ํ อนั เยน็ ฉนั ใด, พระอริยสาวกเขา ถงึ พรอมแลวดวยคณุ
อันประเสริฐสามสบิ ประการ เพราะธดุ งคคณุ สามสิบเหลา นี้ ทท่ี า นเสพมากแลว เสพ
เนือง ๆ แลว สงั่ สมใหเตม็ รอบแลว ในกาลกอ นฉันนน้ั แล. คณุ อันประเสริฐสามสิบ
ประการเปน ไฉน? คอื :-

(๑) เปน ผูมจี ติ ประกอบดว ยเมตตาอันสนิทออนละมนุ .
(๒) เปนผมู กี ิเลสอนั ฆา กาํ จดั แลว .

(๓) เปนผมู ีความเยอหยง่ิ ดว ยอาํ นาจความถือตวั อนั้ กาํ จัดใหพ นิ าศแลว.
(๔) เปนผมู คี วามเช่อื ไมห วนั่ ไหว ตงั้ มนั่ หาความเคลอื บแคลงมิได.
(๕) เปน ผูมอี นั ไดส มาบัติ อันบริบรู ณเ ยอื กเย็น นา รนื่ รมย นา อยากได อนั
ละเอียดเปนสขุ .
(๖) เปน ผูอบรมดว ยของหอมอันสะอาด หาของหอมอ่นื เสมอไมไ ด อนั
ประเสริฐ คือ ศลี .
(๗) เปน ผูเปน ทีร่ กั เปน ทใ่ี หใ จเอบิ อาบ แหง เทพดาและมนษุ ยท ้ังหลาย.
(๘) เปน ผอู นั พระอรยิ บคุ คลผูประเสรฐิ มอี าสวะสน้ิ แลว ปรารถนาแลว .
(๙) เปน ผอู นั เทพดามนษุ ยท งั้ หลายกราบไหวและบูชา.
(๑๐) เปน ผอู นั ชนผูบ ัณฑิตรวู เิ ศษชนื่ ชมสรรเสรญิ แลว .
(๑๑) เปนผูอนั โลกไมฉาบทาไวใ นโลกนแ้ี ละโลกหนา .
(๑๒) เปน ผมู ปี กติเหน็ ภยั แมในโทษเล็กนอ ย.
(๑๓) เปน ผยู ังประโยชนอ นั ประเสริฐคือมรรคและผลใหส าํ เร็จแกช นผตู อ งการ
สมบัติ.
(๑๔) เปนผูม สี ว นแหง ปจจยั ลาภอนั ไพบลู ยป ระณตี ทสี่ ัตวโลกบูชาแลว .
(๑๕) เปนผอู ยูใ นทม่ี ิใชท ่ีอยูเปนหลักแหลง .
(๑๖) เปน ผมู ฌี านอยา งประเสรฐิ เปนธรรมท่ีอย.ู
(๑๗) เปนผมู ที ตี่ ง้ั แหง ขาย คอื กเิ ลสอันรอื้ แกแลว.
(๑๘) เปน ผูมคี ติผูกัน้ ไวอ ันทาํ ลายแลวหกั แลวตดั เสียแลว .
(๑๙) เปนผมู ธี รรมไมกาํ เริบ.
(๒๐) เปน ผมู ที ่อี ยูอันจัดไวโดยเฉพาะ.
(๒๑) เปน ผูมอี นั บริโภคส่ิงหาโทษมิได.
(๒๒) เปน ผพู น พิเศษแลว จากคติ.
(๒๓) เปนผมู คี วามสงสยั อนั ขา มสนิ้ แลว.
(๒๔) เปนผมู ตี นอนั อาบแลว ดว ยวิมตุ ต.ิ
(๒๕) เปน ผมู ธี รรมอนั เหน็ แลว.
(๒๖) เปน ผเู ขา ถึงแลว ซ่ึงเครอื่ งตอตา นความขลาด อนั ไมห วนั่ ไหวมัน่ คง.
(๒๗) เปน ผมู อี นุสยั อันถอนขึ้นแลว .
(๒๘) เปน ผถู ึงแลว ซึง่ ธรรมเปนที่สนิ้ ไปแหง สรรพอาสวะ.
(๒๙) เปนผมู สี มาบัติเปน สขุ ละเอียดเปน ธรรมทีอ่ ยูมาก.
(๓๐) เปนผเู ขา ถงึ พรอ มสมณคณุ ทั้งปวงแลว .

พระอริยสาวก เปน ผเู ขา ถึงพรอ มแลวดว ยคุณอันประเสริฐสามสบิ ประการ
เหลาน.ี้

ขอถวายพระพร พระสารบี ตุ รเถระมิใชห รอื เปนอคั รบุรุษในหม่ืนโลกธาตุ ยก
เสนแตพ ระทศพลผูบ รมโลกาจารย. แมพระสารบี ุตรเถระนนั้ เปนผูเ กิดในตระกูล
พราหมณ มกี ศุ ลมลู สรา งสมพรอมแลว สนิ้ อสงไขยและกปั ปนับไมไ ดแ ลว ละความยินดี
ในกามและทรพั ยอ ันประเสริฐ นับดว ยรอยมใิ ชอนั เดียว เปน ของยงั ใจใหเ จรญิ บรรพชา
ในพระชนิ ศาสนาแลว ทรมานกายวจจี ิตดว ยธดุ งคคณุ สบิ สามเหลานม้ี าตามพรอ มแลว
ดวยคณุ หาทีส่ ดุ มไิ ด ไดยังธรรมจักรใหเปน ไปตามในพระศาสนาอนั ประเสรฐิ แหง พระผู
มพี ระภาคเจา ผูโคดมในกาลน.้ี

ขอถวายพระพร แมพ ระพทุ ธพจนน ี้อันพระผมู พี ระภาคเจาผูเ ทพาดิเทพ ไดทรง
ภาสิตไวในพระลัญจกรอนั ประเสริฐ คอื เอกงั คุตรนิกายวา

‘ดูกอนภกิ ษทุ ง้ั หลาย เรายอ มไมเล็งเห็นบุคคลอ่นื ผูห นงึ่ ผูยงั ธรรมจกั รอนั ยง่ิ ที่
พระตถาคตใหเ ปนไป ใหเปน ไปตามโดยชอบ เหมือนสารบี ุตร; เพราะวา สารบี ุตรยงั
ธรรมจกั รอนั ยงิ่ ทพี่ ระตถาคตใหเปน ไปใหเปน ไปตามโดยชอบ’ ดงั น.้ี

ร. “พระผูเปน เจา นาคเสนดีแลว , นวงั คพทุ ธวจนะอันใดอนั หนึ่ง ความกระทําโล
กุตตระอันใดอนั หนึง่ สมาบัติอนั ไพบูลยป ระเสริฐ คอื ความตรัสรอู นั ใดอนั หน่ึง, คณุ
ชาติมนี วงั คพทุ ธวจนะเปนตน นนั้ ทงั้ หมดเปน ของถงึ แลว ซ่ึงอนั ประชมุ ลงในธุดงคคุณสบิ
สามประการ.”

เมณฑกปญ หา จบ.

อนมุ านปญ หา

พระราชาตรสั ถามวา “พระผูเปนเจา นาคเสน ภิกษมุ าตามพรอมแลวดวยองค
ทั้งหลายเทา ไร จงึ กระทาํ ใหแ จงพระอรหัต?”

พระเถรเจา ทูลวา “ขอถวายพระพร ภิกษใุ นศาสนาน้ี ผูใ ครจะกระทาํ ใหแจง
พระอรหัต

ตอ งถือเอาองคหนง่ึ ประการ แหง ลามีเสยี งอนั พลิ กึ .
ตอ งถือเอาองคหาประการ แหงไก.

ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง กระแต.
ตอ งถอื เอาองคหนงึ่ ประการ แหงนางเสอื เหลือง.
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงเสอื เหลอื ง.
ตอ งถอื เอาองคห าประการ แหงเตา.
ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหง ป.
ตองถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหงรางปน .
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหง กา.
ตองถอื เอาองคส องประการ แหง ลงิ .

ตองถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหง เถานํ้าเตา .
ตองถือเอาองคส ามประการ แหงบวั .
ตอ งถือเอาองคส องประการ แหง พชื .
ตอ งถือเอาองคห นงึ่ ประการ แหงไมข านาง.
ตองถอื เอาองคสามประการ แหงเรอื .
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงสมอเรือ.
ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการ แหงเสากระโดง.
ตองถือเอาองคองคส ามประการ แหง ตนหน.
ตองถอื เอาองคหนง่ึ ประการ แหงคนกระทาํ การงาน.
ตอ งถอื เอาองคหา ประการ แหง มหาสมทุ ร.

ตองถือเอาองคห าประการ แหงแผน ดนิ .
ตองถือเอาองคห าประการ แหง นาํ้ .
ตองถอื เอาองคหา ประการ แหงเพลิง.
ตอ งถอื เอาองคห า ประการ แหง ลม.
ตอ งถอื เอาองคห า ประการ แหงภเู ขา.
ตองถือเอาองคห า ประการ แหง อากาศ.
ตองถือเอาองคหา ประการ แหงพระจันทร.
ตองถอื เอาองคเจด็ ประการ แหงพระอาทติ ย.
ตองถือเอาองคส ามประการ แหง พระอินทร.
ตองถือเอาองคสีป่ ระการ แหงพระเจา จกั รพรรด.ิ
ตองถือเอาองคหนง่ึ ประการ แหง ปลวก.

ตอ งถอื เอาองคส องประการ แหงแมว.
ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหง หน.ู

ตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการ แหง แมลงปอ ง.
ตอ งถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง พงั พอน.
ตองถือเอาองคสองประการ แหงสนุ ขั จ้งิ จอกแก.
ตองถอื เอาองคส ามประการ แหงเนอ้ื .
ตองถอื เอาองคส่ีประการ แหงโค.
ตองถอื เอาองคสองประการ แหง สกุ ร.
ตอ งถือเอาองคหา ประการ แหงชา ง.

ตอ งถือเอาองคเ จ็ดประการ แหง ราชสหี .
ตองถือเอาองคส ามประการ แหงนกจากพราก.
ตองถอื เอาองคสองประการ แหง นางนกเงอื ก.
ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการ แหงนกพริ าบเรือน.
ตอ งถอื เอาองคส องประการ แหง นกเคา .
ตอ งถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหงนกสตปต ต (นกมีขนปกรอ ยหนงึ่ )
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหง คา งคาว.
ตองถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหงปลงิ .
ตอ งถือเอาองคส ามประการ แหง ง.ู
ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหงงเู หลอื ม.

ตอ งถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหงแมลงมมุ ชกั ใยใกลท าง.
ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง ทารกกินนม.
ตองถอื เอาองคหนงึ่ ประการ แหง เตา เหลือง.
ตอ งถือเอาองคห า ประการ แหงปาชฏั .
ตอ งถือเอาองคส ามประการ แหงตน ไม.
ตอ งถอื เอาองคห า ประการ แหง ฝน.
ตองถอื เอาองคส ามประการ แหง แกว มณ.ี
ตองถือเอาองคส ่ีประการ แหง พรานเนื้อ.
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหงพรานเบด็ .
ตอ งถือเอาองคสองประการ แหง ชา งไม.

ตองถือเอาองคห นงึ่ ประการ แหง หมอ .
ตองถอื เอาองคสองประการ แหง กาลกั นา้ํ .
ตองถอื เอาองคส ามประการ แหง รม.
ตองถือเอาองคสามประการ แหง นา.

ตอ งถือเอาองคส องประการ แหงยา.
ตอ งถอื เอาองคสามประการ แหง โภชนะ.
ตอ งถอื เอาองคส ปี่ ระการ แหง คนแผลงศร.
ตองถือเอาองคส่ปี ระการ แหงพระราชา.
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงนายประตู.
ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหงหนิ บด.

ตอ งถือเอาองคสองประการ แหงประทปี .
ตอ งถือเอาองคส องประการ แหงนกยงู .
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหง มา .
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหงนักเลง.
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงธรณปี ระต.ู
ตองถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหง คนั ชง่ั .
ตอ งถือเอาองคส องประการ แหง พระขรรค.
ตอ งถือเอาองคสองประการ แหงปลา.
ตอ งถือเอาองคห นงึ่ ประการ แหงลกู หน.ี้
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงคนเจบ็ .

ตองถอื เอาองคสองประการ แหงคนตาย.
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหงแมน าํ้ .
ตองถอื เอาองคห นงึ่ ประการ แหง โคผู.
ตองถือเอาองคส องประการ แหง หนทาง.
ตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการ แหง คนเรียกสว ย.
ตองถอื เอาองคส ามประการ แหง โจร.
ตองถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหง เหยย่ี ว.
ตอ งถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง สนุ ัข.
ตองถอื เอาองคสามประการ แหงหมอ.
ตอ งถือเอาองคสองประการ แหง หญงิ มีครรภ.

ตอ งถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหง นางจามร.ี
ตอ งถือเอาองคส องประการ แหงนกกระแตตวิ ดิ .
ตอ งถือเอาองคสามประการ แหง นางนกพริ าบ.
ตองถอื เอาองคส องประการ แหงคนมีตาขา งเดยี ว.
ตองถือเอาองคส ามประการ แหง ชาวนา.

ตอ งถอื เอาองคหนงึ่ ประการ แหงนางสนุ ัขปา.
ตอ งถือเอาองคสองประการ แหง ผอบนอ ย.
ตองถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหงทพั พ.ี
ตอ งถอื เอาองคส ามประการ แหง คนใชห น.้ี
ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการ แหงคนตรวจเนอื ง ๆ.

ตองถือเอาองคส องประการ แหง นายสารถี.
ตอ งถอื เอาองคสองประการ แหงนายอําเภอ.
ตอ งถือเอาองคหนง่ึ ประการ แหงชา งหกู .
ตอ งถือเอาองคหนงึ่ ประการ แหงคนเดินเรอื .
ตองถือเอาองคส องประการ แหงแมลงภ.ู ”

โฆรสร วรรคทหี่ นง่ึ

พระราชาตรสั ถามวา “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง
ลามีเสยี งอนั พลิ ึกนน้ั เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทูลวา “ขอถวายพระพร ธรรมดาลามเี สยี งอนั พิลกึ ทีป่ ระตบู า นบา ง
ท่กี องแกลบบา ง ทใี่ ดทห่ี นง่ึ , ไมเปนสตั วน อนมากฉนั ใด; โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร
ลาดปูทอ นหนงึ่ ณ เครอื่ งลาด หญา บา ง ณ เครื่องลาดใบไมบ า ง ณ เตยี งไมบ าง ณ
แผนดินบา ง ท่ใี ดทห่ี นงึ่ แลว นอนในท่ใี ดที่หน่งึ , ตอ งไมเปน ผนู อนมาก ฉนั นนั้ แล. นี้แล
ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการแหง ลามีเสยี งอนั พิลึก.

แมพ ระพระพทุ ธพจนน ้ี อนั พระผมู พี ระภาคเจาผเู ทพาดิเทพ กไ็ ดทรงภาสิตไว
วา:-

‘ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย บัดนี้ สาวกท้งั หลายของเรา ตงั้ ไวซ ่งึ ความสาํ คญั ในรปู ดุจ
ทอ นฟน เปน ผูไมป ระมาทแลว มคี วามเพยี ร ยงั กิเลสใหรอ นท่ัวในความเพยี ร
อย’ู ดงั น.้ี
แมค าํ นี้ อนั พระสารบี ตุ รเถระผูธ รรมเสนาบดี กไ็ ดภาสติ ไวว า :-
‘เมื่อภิกษุนง่ั อยูแ ลวดวยบัลลังก เธอช่ือวาอาศยั อยดู ว ยเขา ; ควรทภี่ กิ ษมุ ีจติ
สงไปแลว จะมธี รรมเปนท่อี ยูส ําราญ ฉะน.ี้ ”
ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคห า ประการแหง ไกนน้ั เปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร ไกยอมหลกี เรน อยโู ดยกาลโดยสมัย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ อง
กวาดลานเจดยี  ตง้ั นาํ้ ฉันนํา้ ใชไวแลว ชาํ ระสรรี ะอาบนา้ํ แลว ไหวเ จดยี แ ลว ไปหาภกิ ษุ
ผูเ ฒา ทง้ั หลายโดยกาลโดยสมยั เขาไปสูเ รือนวา งโดยกาลโดยสมยั ฉันนน้ั แล. น้แี ล
ตองถือเอาองคทแ่ี รกแหงไก.
อน่ึง ไกยอมออกจากท่หี ลกี เรนโดยกาลโดยสมัย ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกบอ
ความเพยี ร กต็ องออกกวาดลานเจดยี  ตง้ั นํ้าฉนั นา้ํ ใชไ ว ชําระสรีระแลว ไหวเ จดยี โ ดย
กาลโดยสมยั แลว เขาไปสูเรอื นวางเปลา อกี ฉนั น้ันแล. นี้แล ตอ งถือเอาองคที่สองแหง
ไก.
อนึง่ ไกคยุ ๆ ดิน กินของทค่ี วรกิน ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอง
พจิ ารณาแลว ๆ บริโภคของทค่ี วรบรโิ ภค ดวยปจจเวกขณวา ‘เราไมบ รโิ ภคเพ่ือจะเลน
ไมบ ริโภคเพ่ือจะมัวเมา ไมบ รโิ ภคเพ่ือประดับ ไมบ รโิ ภคเพ่อื จะตกแตง ประเทืองผิวเลย
ทีเดียว, เราบริโภคเพยี งเพื่อตง้ั อยแู หง กายน้ี เพอ่ื จะใหก ายนเ้ี ปน ไป เพื่อจะกาํ จดั ความ
เบยี ดเบียนลําบาก คือ ความหวิ อยากอาหารเสยี เพอ่ื จะอนุเคราะหพ รหมจรรย; ดว ย
คิดเห็นวา ‘ดวยอนั บริโภคน้ี เราจักกาํ จดั เวทนาเกา เสยี จกั ไมใหเวทนาใหมเ กดิ ขน้ึ , และ
ความทก่ี ายจกั ไปไดน าน จกั มีแกเรา ความเปน ผูไมมโี ทษจักมีแกเ รา ความอยสู บายจัก
มีแกเรา’ ดงั น้ี ฉนั นน้ั แล. นแ้ี ล ตองถือเอาองคท ่ีสามแหง ไก.
แมพ ระผูมีพระภาคาเจาผเู ทพาดเิ ทพ กไ็ ดท รงภาสติ ไวว า:-
‘ภกิ ษุผูไ มซบเซาในประโยชนอ นั ใหอัตภาพเปน ไป บริโภคอาหารดจุ บุคคล
บรโิ ภคเนอื้ บตุ รในทางกนั ดาร
และเหมอื นนาํ้ มันสําหรับยอดเพลารถ ฉะนั้น’ ดังน.ี้
อนึ่ง ไกแ มเ ปน ไปดว ยจกั ษใุ นกลางวนั เปน ผมู ีตาฟางดงั ตาบอดในกลางคือ ฉัน
ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร เปน ผไู มบ อดเลย กต็ องเปน ผรู าวกะบอด อยูใ นปา ก็
ดี เท่ยี วเพอ่ื บณิ ฑบาตในโคจรคามก็ดี ตอ งเปน ผูร าวกะคนบอดคนหนวกคนใบ ในรปู
เสียง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณท งั้ หลาย อนั เปนทต่ี งั้ แหง ความกาํ หนัด ไมพ ึง
ถือเอาซงึ่ นิมติ ไมพึงถือเอาซึ่งอนพุ ยญั ชนะในรปู เปนตน อนั เปน ที่ตง้ั แหง ความกําหนัด
นัน้ ฉนั นนั้ . นแี้ ล ตองถือเอาองคที่สแี่ หง ไก.

แมพระกัจจายนเถระ ก็ไดภาสติ คาํ นี้ไวว า:-
‘ภกิ ษุมจี กั ษเุ หน็ ก็กระทําเหมือนตาบอด มีโสตไดย นิ กก็ ระทาํ เหมือนหหู นวก มี
ชิวหาพดู ได กก็ ระทําเหมอื นคนใบ มกี าํ ลงั ก็กระทาํ เหมอื นคนไมม กี ําลงั ในเมอื่
ความตองการเกิดขึ้นพรอมพงึ นอนเสยี ดุจคนนอนตาย’ ดงั น.้ี

อนงึ่ ไกแ มอ นั บคุ คลจะท้ิงขวา งดว ยกอ นดนิ ทอ นไม ไมค อ น ไมตะบอง เพือ่ ให
มันทงิ้ ลมื รงั มนั ก็ยอ มไม
ละเวนรงั ของตน ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กระทําจวี รกรรม นวกรรม วตั ร
ปฏิวตั รกด็ ี เรยี นบาลอี ัฏฐกถา บอกบาลอี ฏั ฐกถาก็ดี ก็ไมไ ดละทิง้ ความกระทาํ ในใจโดย
แยบคาย ฉนั น้นั ; ความกระทาํ ในใจโดยแยบคายนนั้ แล เปน เรือนของพระโยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร. น้ีแล ตอ งถอื เอาองคท หี่ า แหง ไก.
แมพ ระผมู ีพระภาคเจาผูเทพาดิเทพ กไ็ ดท รงภาสิตไวว า :-
‘ดกู อนภิกษทุ งั้ หลาย อะไรเลา เปนโคจรของตน เปน ของบดิ า เปน วสิ ยั ของภกิ ษุ
, คอื สตปิ ฏฐานส’่ี ฉะน.้ี
แมพระธรรมเสนาบดีสารีบตุ รเถระ ก็ไดภาสิตไวว า :-
‘ไกท รี่ ดู ี ยอ มไมละท้งิ รงั ของตน, เพราะวา ยอ มรแู จง สงิ่ ท่ีเปน ภกั ษาและไมใช
ยอมเขา ใจการเลี้ยงชีพของตน ฉนั ใด, พุทธโอรส กพ็ งึ เปนผไู มประมาทในพระ
ศาสนา ไมละเลย มนสกิ ารอันประเสรฐิ อดุ มในการไหน ๆ ฉันนนั้ ., ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคหนงึ่ ประการแหง กระแตน้นั เปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร กระแตเม่อื ศตั รมู ารบกวน ก็พองหางของตนใหใ หญเ ขา
ตอสูกับศตั รู ฉนั ใด;
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องตอ สูกเิ ลสทง้ั ปวงดว ยสติปฏฐาน ฉนั น้นั . นแ้ี ล
ตอ งถือเอาองคท ห่ี นึง่ แหง กระแต.
แมพ ระจูฬปน ถกเถระ กไ็ ดภ าสติ ไวว า :-
‘เมอื่ ใด กิเลสทงั้ หลายมารบกวนเพอ่ื กาํ จดั สามญั คุณเสยี พึงฆา กลิ สเหลานน้ั
เสยี ดวยสตปิ ฏ ฐานเนือง ๆ’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการ แหง นางเสือเหลอื ง เปน
ไฉน?”
ถ.”ขอถวายพระพร นางเสือเหลอื งยอมมคี รรภครั้งเดยี ว มิไดมีเนือง ๆ เหมอื น
สตั วอืน่ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร เหน็ ปฏิสนธคิ วามเกดิ ขนึ้ ความนอนใน
ครรภต อไป และจตุ ิ ความทาํ ลาย ความสนิ้ ไป ความฉบิ หาย ภัยในสงสารวัฏ ทคุ ติ
ความเสมอปราศ ความเบียดเบียนแลว กต็ อ งกระทาํ ในใจโดยอบุ ายทชี่ อบวา ‘เราจกั ไม
ปฏสิ นธใิ นภพอกี ’ ฉะนี้ ฉนั นน้ั . นี้แล ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการแหง นางเสอื เหลือง.
แมพ ระผูม ีพระภาคเจาผเู ทพาดิเทพ ก็ไดต รัสไวในธนยี โคปาลกสูตร ในสุตต
นบิ าตวา :-

‘เราจกั ไมเขาถงึ ซงึ่ อนั นอนในครรภอกี ดุจโคหลุดจากเครอื่ งผกู แลว, และชา ง
ทําลายเถาวลั ยเคร่ืองพนั ผกู ออกไดแ ลว ไมก ลบั มาสเู คร่อื งผูกนน้ั ไดอีก ฉะนน้ั .
เมื่อเปนเชน น้ี เทพดาและมนุษยทงั้ หลายปรารถนาความถึงทสี่ ดุ แหงทกุ ข
ฉะน.้ี ”
ร. “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการแหงเสือเหลอื ง เปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร เสือเหลอื งอาศัยชัฏหญา ชัฏปา หรือชัฏภูเขา ซอ นตัวจับ
เนื้อทงั้ หลาย ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียรกต็ อ งเสพที่วเิ วก, คอื ปา รุกขมูล
ภเู ขา ซอกภเู ขา ถา้ํ ปา ชา ปา อันวงั เวง ทแี่ จง กองฟาง ทเี่ งยี บ ทีไมก ึกกอง ที่สมควรเปน
ทีเ่ รน; จรงิ อยู โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร เม่อื เสพทวี่ เิ วก ยอมถงึ ซง่ึ เปน ความเปน ผู
มีอํานาจในอภญิ ญาหก ไมนานนนั่ เทยี ว ฉนั นนั้ . นี้แลตองถือเอาองคท ห่ี นง่ึ แหง เสอื
เหลอื ง.
ถงึ พระธรรมสงั คาหกเถระทงั้ หลาย ก็ไดภ าสิตไววา :-
‘ธรรมดาเสือเหลือง ยอมซอ นตัวจับเน้อื ท้งั หลาย ฉนั ใด, พทุ ธโอรส ผูมคี วาม
เพยี รอนั ประกอบแลว มี
ปญญาเหน็ แจง เขา สปู า ถอื เอาซึ่งผลอนั อุดม ฉนั นนั้ ’ ดังน.ี้
อน่ึง เสือเหลอื งฆา สัตวตวั ใดตัวหนงึ่ แลว ไมก นิ สตั วน ้นั ที่ลม ลงขา งซา ย ฉนั ใด,
โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร กไ็ มบ ริโภคโภชนะทสี่ าํ เร็จดวยการใหไ มไผ การใหใ บไม
การใหด อกไม การใหผลไม การใหน า้ํ อาบ การใหดนิ การใหจ รุ ณ การใหไ มช าํ ระฟน
การใหน ้าํ บว นปาก ดว ยอนั กระทาํ การงานเพ่อื ปจจัยสี่ ดว ยความเปน ลกู จาง ดวยกรรม
เปน ที่สง ไปดวยแขง ดว ยการเปน หมอ ดว ยการเปน ทตู ดวยการใหและใหต อบ ดวยวัตถุ
วิชชา นกั ขัตตวชิ ชา องั ควิชชา และกรรมเครือ่ งอาศยั เปน อยูผ ิดอนั ใดอนั หนงึ่ ที่
พระพทุ ธเจา ทรงติ ดจุ เสือเหลือไมกินสัตวท ่ลี ม ลงขา งซา ย ฉันน้ัน. น้ีแล ตองถือเอาองค
ทีส่ องแหง เสือเหลอื ง.
ถงึ พระสารบี ุตรเถระผธู รรมเสนาบดี ก็ไดภาสติ ไววา:-
‘ถา วา เราบริโภคมธปุ ายาสทีเ่ กดิ ข้ึนแลว แตอันเปลงวจวี ญิ ญัติออกไซร, ชีวิตุ
บายเครอื่ งอาศยั เปนอยูแลว ของเราอนั นกั ปราชญต ิเตียนแลว . ถึงวา สายรดั ไส
ของเราจกั ไหลออกมาขา งนอกไซร เราจกั ไมพ ึงทําลายชีวติ บุ ายเครื่องอาศัย
เปน อยูเลย สสู ละชีวิต’ ดงั น.้ี ”
ร. พระผูเปน ผเู จานาคเสน ตอ งถือเอาองคห าประการแหง เตาเปน ไฉน?”

ถ. ขอถวายพระพร เตา มีปกตเิ ที่ยวอยูในนํ้า อาศยั อยใู นนา้ํ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตอ งเปน ผมู ีจติ เก้ือกลู และไหวตามสัตวท ง้ั หลายทัง้ ปวง เปน ผมู ี
จิตประกอบดว ยเมตตาอนั ไพบลู ย ถึงซง่ึ ความเปน จิตใหญ เปน จติ ไมม ปี ระมาณ ไมมี
เวร ไมมีความเบียดเบียน แผไมตรีจติ ไปตลอดโลกอันมสี ัตวทง้ั ปวงอยฉู นั นนั้ . นแ้ี ล ตอ ง
ถอื เอาองคท ห่ี นึ่งแหง เตา.

อนึ่ง เตา ผดุ ขนึ้ จากนาํ้ ชศู ีรษะ ถาเหน็ อะไร ๆ เขา ก็ดําจมด่ิงลงไปทันทีในท่ีนนั้
ดวยคิดเหน็ วา ‘อะไร ๆ ที่เปน ศตั รูเหลา นนั้ ครนั้ เมือ่ กิเลสเขา มาใกล ก็ดาํ จมไปพลนั ใน
สระ คือ อารมณ ดวยคิดเหน็ วา ‘กเิ ลสทง้ั หลายอยา ไดเหน็ เราอกี เลย’ ดงั นี้ ฉนั นน้ั . นี้แล
ตอ งถอื เอาองคท สี่ องแหง เตา .

อน่งึ เตา ขึ้นมาจากนาํ้ ผงิ กายอยู ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอ ง
นาํ ออกซงึ่ จติ จาก การนง่ั การยืน การนอน การเดนิ แลว ผงึ่ จิตในสัมมปั ปธาน ฉนั นน้ั . น้ี
แล ตอ งถือเอาองคที่สามแหง เตา .

อน่งึ เตา ขุดแผนดนิ สาํ เร็จการอยูในทีส่ งัด ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความ
เพียร กต็ อ งละลาภสกั การและความสรรเสรญิ เขา ไปอยทู ีว่ า งเปลา ทเ่ี งยี บ ปาอนั วังเวง
ภเู ขา ซอกภูเขา ถาํ้ อนั ไมม ีเสียง อนั ไมก กึ กอ ง ฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตองถือเอาองคท ่ีสี่แหง เตา .

แมพระอุปเสนเถระวังคนั ตบตุ ร กไ็ ดภ าสติ ไววา :-
‘ภิกษุพงึ สอ งเสพเสนาสนะอนั สงดั ไมม สี ําเนยี งกกึ กอง อนั เปน ทพ่ี าลมฤค
อาศยั อยู เพราะเหตุแหงเสนาสนะเชน นน้ั เปน ท่ีหลีกออกเรนอย’ู ดังน.้ี
อนงึ่ เตา เมอื่ เทย่ี วไป ถา เหน็ อะไรเขา หรอื ไดยนิ เสยี งอะไรเขา กห็ ดเขาซง่ึ
อวัยวะทงั้ หลายมีศรี ษะเปน ที่หา ในกระดองของตน มขี วนขวายนอ ย หยุดนง่ิ ตาม
รักษากายอยู ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ครัน้ รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ
ธรรมารมณทงั้ หลายมาใกลอ ยกู ต็ องปด เสยี ซงึ่ บานประตู คือ ความสาํ รวมในทวารทง้ั
หกมีจกั ษเุ ปน ตน หดใจกระทําซง่ึ ความสาํ รวมอยดู ว ยสติสมั ปชัญญะ ตามรกั ษาสมณ
ธรรมอยู ฉนั นนั้ . นี้แล ตอ งถอื เอาองคท ห่ี า แหงเตา .
แมพระผูมีพระภาคเจาผเู ทพาดเิ ทพ ก็ไดท รงภาสติ ไวใ นกมุ มปู มสูตร ในสัง
ยุตติ นกิ ายอันประเสรฐิ วา :-
‘ภิกษุไมอ าศัยแลว ซ่งึ ความตรกึ แหงใจทั้งหลาย ดับรอบแลวไมเบยี ดเบียนคน
อนื่ ไมว า กลา วใครดุจเตาหดอวยั วะทง้ั หลายเขาในกระดองของตน ฉะน้นั ’
ดังน.้ี
ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการแหงปเปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร ปอ นั บุคคลเปาในท่ใี ด ก็ยอมไปตามในทน่ี นั้ ยอ มไมแ ลน ไป
ในท่ีอนื่ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี รกต็ องตง้ั อยูในธรรมวนิ ยั ท่คี วรที่ไมม โี ทษ
เปน ไปตามซง่ึ นวงั คสัตถุศาสนา อันพระผูม พี ระภาคพทุ ธเจา ทรงภาสติ ไวแ ลว แสวงหา
สมณธรรมฉนั นนั้ , นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคประการหนง่ึ แหง ป.

แมพระราหุลเถระ ก็ไดภ าสติ ไวว า:-
‘โยคาวจร ตง้ั อยใู นธรรมวนิ ยั ท่ีควรทห่ี าโทษมิได อนโุ ลมตามนวงั คพทุ ธพจนทกุ
เมื่อ พยายามเพอื่ คุณอนั ยงิ่ ’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผูเปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการแหง รางปน เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร รางปน อันนายชา งถากดีแลว ยอมนอมไปตามรางปน
ตลอดปลายตลอดตนแนบเนียน ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งนอมไป
ตามสมณะผเู ถระ ผใู หม ผูปานกลาง ไมข ัดขวาง ฉนั นน้ั . นแ้ี ลตองถอื เอาองคห นง่ึ
ประการแหง รางปน .
แมพระผมู พี ระภาคเจาผูเ ทพาดิเทพ ก็ไดต รัสไวใ นวิธุรปุณณกชาดกวา :-
‘นักปราชญ ยอมอนโุ ลมตามกระแสพระราชโองการ มไิ ดป ระพฤตติ ัดกระแส
พระราชโองการ ดุจรางปน
อนุโลมตามตัวปน และปอ นโุ ลมตามผูเปา ฉะนน้ั . นักปราชญนนั้ จงึ อยูในราช
สาํ นกั ได’ ดังน.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหงกาเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร กาเปนสตั วรงั เกยี จทัว่ และรงั เกยี จรอบแลว ตอ อนั ตราย
ประกอบดว ยความกลวั ภัย เทย่ี วอยู ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพียร ก็ตอ งเปนผู
รงั เกียจตอ อนั ตราย ประกอบดว ยความกลัวภัย มสี ติตงั้ มนั่ มีอนิ ทรยี ทั้งหลายสํารวม
แลว เทย่ี วอยู ฉนั นน้ั . น้ีแล ตอ งถอเื อาองคท แี่ รกแหงกา.
อน่งึ กาเหน็ โภชนะอนั ใดอนั หน่งึ ยอ มแบงบรโิ ภคดวยญาตทิ ้งั หลาย ฉันใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร มิไดหวงลาภทง้ั หลายท่ีเกิดโดยธรรม ไดมาโดยธรรม
โดยที่สุด ของทีม่ ใี นบาตรบริโภคแตผเู ดยี ว เปน ผูบ ริโภคทว่ั ไปดวยเพื่อนพรหมจรรยผ ูม ี
ศีลทงั้ หลายฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตอ งถือเอาองคท ่ีสองแหง กา.
แมพระสารบี ตุ รเถระผูธ รรมเสนาบดี ก็ไดก ลา วไวว า:-
‘ถาวา ทายกทง้ั หลายนอ มใหของที่ไดแลว โดยธรรม แกเ ราผมู ตี บะ เราก็
แบง ปน แกเพอื่ นพรหมจรรยท งั้ หลายแลว ภายหลงั จึงบรโิ ภค’ ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการแหง ลงิ เปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร ลงิ เมอื่ อยู ยอ มอยทู โ่ี อกาสอันควร ตองไมใหญ ๆ ท่สี งดั
ก่ิงไมคลมุ ในทท่ี ้งั ปวง ท่ปี อ งกนั ความกลวั ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ ง
อยูอ าศัยกลั ยาณมติ ร อาจารย ผูมีความละอาย ผมู ีศลี เปน ทร่ี กั มธี รรมงาม เปน พหสุ ุต
ทรงธรรมเปน ที่รกั เปนผทู ่ีตงั้ แหง ความเปน ผเู คารพ ผทู นตอถอ ยคาํ ผูโอวาท ผูใหร แู จง
ผแู สดง ผูชกั ชวน ผใู หกลา หาญ ผใู หร า เรงิ ฉนั นนั้ . นี้แล ตองถือเอาองคที่ตน แหง ลิง.

อนงึ่ ลงิ เทย่ี วอยู ยนื อยู นง่ั อยู บนตนไม, ถาหยั่งลงสคู วามหลับ กอ็ ยตู ลอดคืน
บนตนไมน นั้ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ งเปน ผมู หี นา เฉพาะสูร าวปา
ยืน เดิน นั่ง นอน หยั่งลงสคู วามหลบั ในราวปานน่ั แล, เจรญิ เนือง ๆ ซงึ่ สติปฏฐานใน
ราวปา น้นั ฉนั นั้น. นแ้ี ล ตอ งถือเอาองคท ีส่ องแหง ลงิ .

แมพ ระสารีบตุ รเถระผธู รรมเสนาบดี กไ็ ดก ลา วไวว า :-
‘ภิกษุจงกรมยนื นงั่ นอนในราวปา ยอมงาม เพราะวา ราวปา นกั ปราชญทงั้ หลาย
มีพระพทุ ธเจา เปน ตน สรรเสรญิ แลว’ ดังน.ี้ ”

หวั ขอประจําโฆรสร วรรคน้นั
ลามเี พยี งพลิ กึ หนงึ่ ไกห นง่ึ กระแตหนงึ่ นางเสอื เหลอื งหนง่ึ เสือเหลอื งหนงึ่ เตา
หนงึ่ ปห นึ่ง รางปน หนงึ่ กาหน่ึง ลิงหนง่ึ ดงั น.้ี

ลาวลุ ตา วรรคที่สอง

พระราชาตรัสถามวา “พระผูเปนเจา นาคเสน ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการ แหง
เถานา้ํ เตา เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทลู วา “ขอถวายพระพร เถานา้ํ เตา เลือ้ ยเหนย่ี วไปบนหญา หรอื ไม
หรือเครือเขาดว ยมือทงั้ หลาย ยอ มเจริญเบือ้ งบนแหง หญา เปนตน นนั้ ฉนั ใด, โดยคาว
จรผปู ระกอบความเพียร ใครเพ่อื จะเจรญิ ยงิ่ ในพระอรหตั ก็ตอ งหนว งดวยอารมณแ ลว
เจริญยิง่ ในพระอรหตั ฉะนนั้ . น้แี ลตองถอื เอาองคห นึง่ ประการ แหง เถาน้ําเตา.

แมพ ระสารีบตุ รเถระผธู รรมเสนาบดี กไ็ ดก ลาวไวว า:-
“พทุ ธโอรสใครตอ พระอรหนั ตตผล กพ็ งึ หนว งอารมณดว ยใจแลวเจรญิ ในอเสข
ผล, เหมือนอยา งเถานา้ํ เตายึดเหนยี่ วไปบนหญา หรอื ไม หรือเครอื เขาดวยมือ
ทั้งหลาย ภายหลังกเ็ จริญขา งบน ฉะนั้น ดังน.ี้ ”
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหง บวั เปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร บวั เกดิ ในนาํ้ เจริญในนํา้ กแ็ ตหาตดิ ดว ยนา้ํ ไม ฉนั ใด, โดย
คาวจรผปู ระกอบความเพียร กต็ อ งเปนผมู ไิ ดต ิดอยใู นตระกลู หมู ลาภ ยศ สกั การะ
ความนับถอื และปจ จัยเคร่อื งบรโิ ภคท้ังปวง ฉนั นนั้ . น้ีแลตอ งถอื เอาองคท ี่ตนแหง บัว.

อน่งึ บวั ยอ มตั้งขนึ้ พน จากนํา้ ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร กต็ อง
ครอบงาํ เสียซงึ่ โลกท้ังปวง ขน้ึ ตงั้ อยูใ นโลกุตตรธรรมฉนั นนั้ . น้แี ลตอ งถอื เอาองคท ส่ี อง
แหง บวั .

อนึ่ง บัวตองลมเล็กนอยยอมไหว ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร ก็ตอ ง
กระทําความสาํ รวมในกิเลสทั้งหลาย แมม ปี ระมาณนอย มีอนั เหน็ ภยั เปน ปกตอิ ยู ฉนั
นัน้ . น้ีแลตองถอื เอาองคท ีส่ ามแหง บวั .

แมพระพทุ ธพจนน ้ี พระผมู พี ระภาคเจาผเู ทพาดิเทพ ก็ไดทรงภาสิตไวว า :-
“ภิกษมุ อี นั เหน็ ภัยเปน ปกตใิ นโทษทงั้ หลาย มีประมาณนอ ย สมาทานศึกษาอยู
ในสกิ ขาบททง้ั หลาย” ดงั น.้ี
สมาทานศกึ ษาอยใู นสกิ ขาบททงั้ หลาย” ดังน.้ี
ร. “พระผูเปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการ แหงพืชเปน ไฉน?”
ถ. ขอถวายพระพร พชื แมม ปี ระมาณนอ ยอันชาวนาหวานแลว ในนาอนั เจรญิ
ครั้นเม่อื ฝนตกสมควร กย็ อมเพมิ่ ใหซงึ่ ผลมากหลายฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร กต็ อ งปฏบิ ัติชอบโดยประการทีศ่ ีลซึ่งตนใหถ งึ เฉพาะแลว เพมิ่ ใหซึง่ สามญั ผล
ท้งั นัน้ ฉนั นนั้ , นีแ้ ล ตองถอื เอาองคท ่ีตน แหง พืช.
อนง่ึ พืชอนั ชาวนาหวา นแลว ในนาที่แผว ถางดแี ลว ยอมงอกงามพลันนัน่ เทียว
ฉนั ใด, จติ อนั โยคาวจรผูประกอบความเพยี รประคบั ประคองดีแลวใหบริสทุ ธิ์ในสญุ ญา
คาร หวานลงในนาอันประเสรฐิ กลวคือสติปฏ ฐาน กง็ อกงามพลนั ฉะนน้ั . น้แี ลตอ ง
ถอื เอาองคท สี่ องแหงพชื .
แมพ ระอนุรทุ ธเถระ กไ็ ดภาสติ ไววา :-
“พืชอันชาวนานั้นหวา นแลว ในนาอันบรสิ ทุ ธ์,ิ ผลของพืชนน้ั กเ็ ปน ของไพบลู ,
อนง่ึ ผลแหง พชื นน้ั ยอมยงั ชาวนาใหย นิ ดฉี นั ใด, จติ ทโี่ ยคาวจรชาํ ระดแี ลว ใน
สุญญาคาร ก็ยอมงอกงามในนา กลา วคอื สตปิ ฏ ฐานโดยเร็วทเ่ี ดยี ว ฉันนน้ั
ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผูเปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคห นงึ่ ประการแหง ไมขานางเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ไมข านางเจริญยง่ิ อยูภายในแผน ดินรอ ยศอกบา ง ยงิ่ กวา
บา ง ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี รกต็ อ งยงั สามญั ผลสี่ ปฏสิ มั ภทิ าส่ี อภญิ ญา

หก และสมณธรรมท้ังสน้ิ ใหเต็มรอบในสญุ ญาคาร ฉันนน้ั . น้แี ลตอ งถอื เอาองคหนึง่
ประการ แหง ไมข านาง.

แมพ ระราคหลุ เถระ กไ็ ดกลา วไวว า :-
“ธรรมดาไมข านางงอกอยูในแผนดิน เจริญอยูในแผน ดนิ รอยศอก. คร้ันถงึ กาล
แกแ ลว ไมขานางนน้ั ก็เจรญิ สขุ ขน้ึ วันเดยี วรอ ยศอก ฉันใด, ขา แตพระองคผู
กลาใหญ ขา พระองคกเ็ จรญิ ยงิ่ แลว โดยธรรมในสุญญาคารอนั เปน ภายใน ดุจ
ไมข านาง ฉนั น้ัน ดังน.้ี ”
ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส ามประการแหง เรอื เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร เรือยอ มยังชนใหข า มไปสูที่ประสงคดว ยไมแ ละเคร่ืองไม
เครื่องเหล็กอนั เปนโครงเปน เครือ่ งยดึ ติดกัน เปนอนั มาก ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพียร กต็ อ งยังโลกทงั้ เทวโลกใหขามไปสูที่ประสงค คอื อมตมหานิพพาน ดวยสง่ิ
ทีเ่ ปน โครงเครื่องยดึ เหนยี่ ว กลาวคอื อาจารศีลคุณวัตรปฏิวตั ร และธรรมมอี ยา งตา ง ๆ
ฉันนน้ั . นีแ้ ลตองถือเอาองคท แี่ รกแหง เรือ.
อน่ึง เรือยอ มทนทานตอ กาํ ลงั คล่นื ท่กี ระทบกระแทกซดั และกาํ ลงั แหง วนปว น
มีอยา งมาก ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียรก็ตอ งทนทานตอ กําลงั คลน่ื คือ
กิเลสเปน อนั มาก และลาภสกั การ ยศ ชอ่ื เสียง การบูชากราบไหว และคลนื่ คือ ความ
นินทา ความสรรเสริญ สุขทกุ ข ความยกยอ ง ความดหู มนิ่ และโทษมีอยูเปน อนั มากใน
ตระกลู อน่ื ทงั้ หลาย ฉนั นน้ั . นีแ้ ลตองถอื เอาองคท่สี อง แหง เรอื .
อน่ึง เรอื ยอมแลนไปในมหาสมุทรอนั ลกึ กาํ หนดไมได ไมม ที ่ีสุดไมเ หน็ ฝง มีโทษ
มากเกลื่อนกลน ไปดว ยหมู ตมิ ิติมงิ คล ภตู มังกรและปลา ฉนั ใด. โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพียร ก็ตองยงั จติ ใหแ ลน ไปในความตรสั รจู ตรุ าริยสัจจาภิสมัยซึง่ มปี ริวฏั ฏส าม
อาการสิบสองฉันนนั้ . นแ้ี ลตอ งถือเอาองคท ี่สาม แหง เรอื .
แมพ ระผูม พี ระภาคเจา ผเู ทพาดเิ ทพ กไ็ ดท รงภาสติ ไวในสัจจสังยุตต ในสงั ยุตต
นิกายอันประเสรฐิ วา :-
“ภกิ ษทุ งั้ หลาย เมอ่ื ทานทงั้ หลายจะคิดพงึ คิดวา ‘น้เี ปนทุกขน ี้เปนทุกขสมทุ ยั น้ี
เปน ทกุ ขนิโรธ นเี้ ปนทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการ แหงสมอเรอื เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ธรรมดาสมอยอ มยงั เรอื ใหตง้ั อยูในมหาสมทุ รอนั มพี น้ื นํา้
อากลู ปน ปวนดว ยหมูคลน่ื เปน อันมาก ยอ มไมใหเรอื แลน ไปสทู ศิ ตา ง ๆ ได ฉันใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตองยงั จิตใหติดอยใู นอนั ประหารพรอมซ่งึ วติ กใหญ
ในหมูคลนื่ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ฉนั นั้น. นีแ้ ลตองถือเอาองคท่ีแรกแหง สมอเรอื .

อนงึ่ สมอเรอื ยอ มไมเ ลอ่ื นลอย มแี ตจะจม ยอมยงั เรอื ใหต ดิ อยู ใหเ ขา ถึงความ
ตงั้ อยใู นน้ํา แมมีรอ ยศอกเปน ประมาณ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี รก็ตอ งไม
เลื่อนลอยไปในลาภ ยศ สกั การ ความนับถือ การกราบไหว การบชู า การยาํ เกรง และ
ลาภอันเลศิ ยศอนั เลิศ ยังจติ ใหตง้ั อยใู นปจ จยั สักวา ยงั สรรี ะใหเปนไปเทานนั้ ฉนั น้นั . นี้
แลตอ งถือเอาองคท่ีสองแหง สมอเรอื .

แมพ ระสารบี ตุ รเถระผูธรรมเสนาบดกี ็ไดภ าสติ ไววา :-
“สมอเรือ ยอ มไมเลอื่ นลอย มแี ตจ ะจมลงในทะเล ฉันใด, ทา นทง้ั หลาย กอ็ ยา
เลื่อนลอยไปในลาภสกั การ จงจมอยูแตใ นปจ จยั อันยังอตั ภาพใหเ ปน ไปเทา นนั้
ฉนั นนั้ ดงั น.ี้
ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการ แหงเสากระโดงเปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร เสากระโดงยอมทรงไวซ่งึ เชอื กสายระยาง รอกใบ ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องเปน ผูมาตามพรอ มแลว ดว ยสตสิ ัมปชัญญะ คอื รู
ท่ัวพรอมในอนั กา วไปกาวกลบั แลไปขางหนา แลไปขา ง ๆ คเู ขา เหยียดออก ทรงผา
สังฆาฏบิ าตรจวี ร กนิ ดืม่ ลมิ้ อุจจาระปส สาวกรรม เดนิ ยนื นงั่ หลบั ต่ืน พูด นง่ิ อยู ฉนั
นน้ั . นแี้ ลตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการแหง เสากระโดง.
แมพ ระผมู พี ระภาคเจา ผูเ ทพาดิเทพ กไ็ ดต รสั ไววา:-
“ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษุพงึ เปน ผรู ะลกึ ท่ัวพรอ มอยูด ว ยอริยาิ บถทงั้ ปวง, วาจานเี้ รา
พรํา่ สอนทา นทั้งหลาย ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตอ งถือเอาองคส ามประการ แหง ตน หนเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ตนหนเปนผไู มป ระมาทแลว เนืองนติ ยต ลอดคนื และวนั ให
เรือแลนไปอยู ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งเปนผไู มป ระมาทเนืองนติ ย
ตลอดคืนและวนั กาํ หนดจติ โดยโยนโิ สมนสิการ ฉะนน้ั . น้ีแลตอ งถือเอาองคท ีแ่ รกแหง
ตนหน.
แมพ ระผูมพี ระภาคเจา ผเู ทพาดิเทพ กไ็ ดต รัสไวในธรรมบทวา :-
“ทานทงั้ หลาย จงเปน ผยู ินดใี นความไมป ระมาท, จงรกั ษาจติ ไวเนอื ง ๆ, จงยก
ตนข้นึ จากสงสารอันเปน หนทางเดินยากดจุ ชา งจมอยใู นเปอ กตมยกตนข้ึนจาก
เปอ กตม ฉะนนั้ ดังน.ี้ ”
อนงึ่ ตนหนยอ มรูแจงซึ่งการดกี ารชว่ั ทง้ั ปวง มที างสวัสดแี ละทางมีโสโครกเปน
ตน ในมหาสมทุ ร ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี รกต็ องรแู จง กุศลอกุศล กรรมมี

โทษและไมมโี ทษ ต่ําชา ประณีต มีสว นเปรยี บดวยของดาํ และของขาว ฉะน้นั . นแี้ ลตอง
ถือเอาองคท ่สี องแหง ตน หน.

อนึง่ ตน หนยอ มลั่นกญุ แจที่เข็มทิศ ดวยคิดวา ‘ใคร ๆ อยา ไดแตะตองเขม็ ทิศ’
ฉะน้ี ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี รก็ตองลัน่ กญุ แจ คอื ความสาํ รวมจติ ดว ยคิด
วา ‘ทานอยา ไดต รกึ อกศุ ลวิตกอันลามากอะไร ๆ‘ ฉะน้ี ฉนั นน้ั . น้แี ลตองถือเอาองคที่
สามแหง ตน หน.

แมพระผูม พี ระภาคเจาผูเทพาดิเทพ กไ็ ดต รสั ไวใ นสังยตุ ตนกิ ายอนั ประเสรฐิ วา
:-

“ภกิ ษทุ งั้ หลาย ทานทงั้ หลายอยา ตรึกถงึ อกุศลวติ กทง้ั หลาย อนั ลามก คือ
กามวิตก พยาบาทวิตก วิหงิ สาวติ ก ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการ แหง คนกระทาํ การงาน
เปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร คนกระทาํ การงานยอมคิดอยา งน้ีวา ‘เราเปน ลูกจา ง
กระทําการงานดวยเรือนี้ เราจะไดคา จา งและเบ้ียเลย้ี งดวยการนําเรอื นไี้ ป เราไมค วรจะ
กระทําความประมาท เราตอ งนาํ เรอื นีไ้ ปดว ยความไมป ระมาท’ฉะน้ี ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ก็ตองคิดอยา งน้ีวา ‘เราเม่ือพิจารณากายอนั ประกอบดว ยมหาภตู
ท้งั สน่ี ้ี จักเปน ผไู มป ระมาทเนอื ง ๆ มีสตเิ ขา ไปตง้ั อยูแลว ระลึกรูทว่ั พรอ มมจี ติ ต้ังมนั่ มี
จิตมีอารมณอนั เดยี ว ก็จกั พน จากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุ
ปายาสทง้ั หลาย เพราะฉะนนั้ เราควรจะกระทาํ ความไมประมาท’ ฉะน้ี ฉนั นนั้ . นี้แล
ตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการแหง คนกระทาํ การงาน.
แมพ ระสารีบตุ รเถระผธู รรมเสนาบีด กภ็ าสติ ไวว า :-
“ทานทงั้ หลายจงพิจารณากายนี้ จงกาํ หนดรูบอย ๆ; เพราะวา ทา นทงั้ หลาย
เหน็ ความเปนเองในกายแลว จกั กระทาํ ทส่ี ุดแหง ทกุ ข ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห าประการ แหง มหาสมทุ รเปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร มหาสมทุ รไมปะปนดวยทรากศพอนั ตายฉนั ใด, โยคาวจร
ผูป ระกอบความเพยี ร ก็ตองไมปะปนดวยเครื่องเศรา หมองทง้ั หลาย คอื ราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความลบหลูคณุ ทา น ความยกตนขม ทาน ความรษิ ยา ความตระหนี่
มายา ความโออวด ความโกง ความไมส มํ่าเสมอ ความประพฤติชว่ั ดวยไตรทวารฉนั
น้ัน. นแ้ี ล ตองถือเอาองคท ่ีหนงึ่ แหง มหาสมทุ ร.
อนึ่ง มหาสมทุ รทรงไวซ งึ่ ขมุ แกว มอี ยา งตา ง ๆ คอื แกวมกุ ดา แกว มณี แกว
ไพฑูรย ศลิ ามสี ดี จุ สังข แกว ประพาฬ แกว ผลึก ยอ มปกปดไว มิไดเรย่ี รายในภายนอก

ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียรไดรัตนะ คือ คณุ มีอยางตา ง ๆ คือ มรรค ผล
ฌาน วิโมกข สมาธิ สมาบตั ิ วปิ ส สนา อภิญญา กต็ อ งปกปดไว มไิ ดนําออกภายนอก
ฉันนน้ั . นีแ้ ล ตอ งถือเอาองคที่สองแหง มหาสมทุ ร.

อนึง่ มหาสมทุ รยอ มอยูรวมดว ยภูตใหญ ๆ ทั้งหลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตอ งอยอู าศัยพรหมจารีบคุ คล ผกู ัลยาณมติ ร ผมู คี วามปรารถนา
นอ ย ผสู นั โดษ ผูก ลาวคณุ อนั ขจดั กเิ ลส ผปู ระพฤตขิ ดู เกลากิเลส ผสู มบรู ณด ว ย
มรรยาท ผมู ีความละอายตอ บาป ผมู ศี ีลเปน ท่รี กั ผคู วรเคารพ ผูค วรสรรเสริญ ฉันนัน้ .
นแี้ ล ตองถอื เอาองคท ่ีสามแหงมหาสมุทร.

อน่งึ มหาสมทุ รแมเ ต็มรอบแลว ดว ยแสนแหง แมน า้ํ ท้ังหลาย มีคงคา ยมุนา
อจิรวดี สรภู มหี เนตนอนั เตม็ แลวดว ยนํา้ ใหม และไมเ ต็มดวยธารนํ้าทงั้ หลายในอากาศ
ไมเ ปน ไปลว งแดนของตน ฉันใดโยคาวจรผปู ระกอบความเพยี รก็ตอ งไมแ กลงกา วลวง
สกิ ขาบท เพราะเหตแุ หงลาภสกั การะ ความสรรเสริญ การกราบไหว การนับถอื การ
บูชาแมเพราะเหตุแหงชีวิต ฉนั นนั้ . น้ีแล ตองถอื เอาองคทส่ี ีแ่ หงมหาสมุทร.

แมพ ระผูม พี ระภาคเจาผูเทพาดิเทพ กไ็ ดต รสั ไววา:-
“มหาสมทุ รมธี รรมดาต้ังอยแู ลว ยอมไมเ ปน ไปลวงแดนฉนั ใด, สกิ ขาบทใด อนั
เราบัญญตั ิแลวแกสาวกทงั้ หลาย สาวกทงั้ หลายของเราก็มิไดกาวลว งสิกขาบท
น้นั แมเพราะเหตแุ หง ชวี ิต ฉนั นน้ั ดงั น.ี้ ”
อนึ่ง มหาสมทุ รยอมไมเ ต็มรอบดวยแมนาํ้ คงคา ยมนุ า อจิรวดี สรภู มหี
ทั้งหลายซึง่ มนี าํ้ ไหลมาแตท ่ีทงั้ ปวง และไมเ ต็มดว ยธารนาํ้ ในอากาศ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร แมฟ ง อยซู ่ึงอทุ เทส ปรปิ จุ ฉา การฟง การทรงจาํ วนิ จิ ฉยั อภธิ รรม
วินัย สุตันตะวเิ คราะห ยอบท ตอ บท วิภาคบท ชนิ ศาสนอ ันประเสริฐมอี งคเกา กม็ ไิ ดอ่มิ
ฉันนน้ั . นี้แล ตองถอื เอาองคที่หาแหง มหาสมทุ ร.
แมพระผมู พี ระภาคเจา ผเู ทพาดเิ ทพ กไ็ ดท รงภาสิตไวในมหาสตุ โสมชาดกวา :-
“บัณฑติ ทงั้ หลายเหลา นี้ ฟง คาํ ท่เี ปน สุภาสติ ก็มไิ ดอ ม่ิ คาํ ที่เปน สภุ าสิตเปรียบ
เหมือนไฟไหมห ญาและไม ยอมไมอมิ่ หรอื เปรียบเหมือนสาครกไ็ มอ ิ่มดว ย
แมน้ําทงั้ หลาย ดงั น.้ี ”

หัวขอ ประจําลาวลุ ตาวรรคนนั้

เถานํา้ เตา หนง่ึ บวั หนงึ่ พืชหนึง่ ไมข านางหนง่ึ เรอื หนง่ึ สมอเรอื หนงึ่
เสากระโดงหน่งึ ตน หนหนง่ึ คนทําการงานหนง่ึ มหาสมทุ รหน่ึง เพราะฉะนน้ั ทานจงึ
กลาววา วรรค.

จกั กวัตติ วรรคท่ีสาม

พระราชาตรสั ถามวา “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตองถอื เอาองคห า ประการ แหง
แผน ดนิ เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทลู วา “ขอถวายพระพร ในเมอื่ บุคคลเร่ยี รายของทพ่ี งึ ใจและของไม
พงึ ใจ มกี ารบรู กฤษณา แกน จนั ทน หญาฝรนั่ เปน ตน ก็ดี มดี ี เสมหะ บุพโพ โลหติ
เหงอ่ื มนั ขนั เขฬะ นาํ้ มกู นาํ้ ไขขอ น้ํามตู ร อุจจาระ เปน ตน ก็ดี ลงทแ่ี ผนดนิ ๆ ก็เปน
ของเฉยอยเู ชน นน้ั ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี รก็ตอ งเปน ผมู จี ติ เพกิ เฉย
เชน นนั้ ในลาภและมิใชลาภ ยศและมใิ ชยศ ความนนิ ทาและความสรรเสริญ สขุ และ
ทกุ ข อนั เปน ของพงึ ใจและมใิ ชข องพงึ ใจทง้ั ปวง ฉนั นนั่ . นี้แล ตอ งถือเอาองคท หี่ นงึ่ แหง
แผนดนิ .

อนึง่ แผน ดนิ ปราศจากเคร่อื งตกแตง กอ็ บอวนดว ยกล่นิ ของตนเอง ฉนั ใด,
โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี รปราศจากเครอ่ื งตกแตงกต็ องเปนผอู บอวนแลว ดว ยกลน่ิ
คือ ศลี ของตนเอง ฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตองถือเอาองคท่ีสองแหง แผน ดนิ .

อน่ึง แผน ดินเปน ของไมม รี ะหวา ง ไมม ชี อ ง ไมม โี พรง เปน ของหนาทึบ
กวางขวาง ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี รกต็ อ งเปนผมู ีศลี อันไมเ ปนระหวา ง ไม
เปนทอน ไมทะลุ ไมเ ปน โพรง เปน ของหนาทบึ กวางขวาง ฉนั นั้น. นแ้ี ล ตองถือเอาองค
ท่ีสาม แหง แผน ดนิ .

อน่งึ แผนดนิ แมท รงไวซง่ึ บา น นคิ ม เมอื ง ชนบท และหมแู หงตน ไม ภเู ขา แมน ้าํ
สระบวั เน้ือ หก มนุษยช ายหญงิ กเ็ ปนของไมย อทอ ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพยี รกลา วสอนก็ดี พราํ่ สอนกด็ ี ใหร ูแจง กด็ ี ใหเ หน็ พรอ มกด็ ี ใหถ ือเอาพรอมกด็ ี ใหก ลา
หาญก็ดี ใหร าเริงกด็ ี กต็ องไมเปน ผูยอ ทอ ฉนั นนั้ . น้แี ลตอ งถือเอาองคท ่นี ่ีแหงแผน ดนิ .

อนึง่ แผนดนิ เปนของพนพิเศษแลว จากความยนิ ดี และความยินราย ฉันใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งเปน ผพู น พิเศษแลว จากความยนิ ดี และความยิน
ราย มจี ิตเสมอดวยแผน ดนิ อยทู กุ อริ ิยาบถ ฉันน้ัน. นี้แลตองถอื เอาองคทหี่ าแหง
แผน ดิน.

แมนางจฬุ สุภทั ทาอบุ าสกิ าผยู กยองสมณะทงั้ หลายของตน ก็ไดก ลา วไววา :-

“ขา พเจา มใี จโกรธแลว พงึ ทาสมณะองคห นง่ึ ดว ยของหอม. ความยนิ รา ยยอ ม

ไมมใี นสมณะองคโ นน , ความยนิ ดยี อมไมม ใี นสมณะองคน นั้ , สมณะทั้งหลาย

นน้ั เปน ผมู ีจติ เสมอดวยแผน ดิน, สมณะทั้งหลายของขา พเจา เปน ผมู ใี จเฉยอยู

เชนนน้ั ดังน.ี้ ”

ร. “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห าประการ แหงนํ้าเปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร นา้ํ เปน ของบรสิ ทุ ธ์ิโดยความเปน เอง ดว ยความเปน ของ

ต้งั อยูพรอ มดี และไมหวั่นไหว ไมข ุน มวั ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร กต็ อ ง

เปน ผูมอี าจาระบริสุทธโิ์ ดยความเปน เอง ดวยความเปน ผูมีจิตตง้ั อยพู รอมดี และไม

หวนั่ ไหว ไมข นุ มวั เพราะนาํ เสียซง่ึ ความเปนคนมชี ือ่ เสยี งช่วั เหตพุ ดู โกง และเปน คนข้ี

ฉอ ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตองถอื เอาองคทหี่ นงึ่ แหง นาํ้ .

อนง่ึ นาํ้ ต้ังอยพู รอมโดยความเปน ของมีอนั เยน็ เปน สภาพ ฉนั ใด, โยคาวจรผู

ประกอบความเพยี ร กต็ องเปน ผูถงึ พรอ มแลว ดวยความอดทนและเมตตาและความ

เอน็ ดู มีปกติแสวงหาประโยชนเก้อื กูลในสตั วท งั้ ปวง ฉนั น้ัน. นแี้ ล ตอ งถือเอาองคท ีส่ อง

แมนาํ้ .

อนึง่ นาํ้ ยอมทําของท่ีไมส ะอาดใหส ะอาด ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความ

เพียร ก็ตองเปน ผูไมมีอธกิ รณ มักทาํ สง่ิ ทม่ี ใิ ชโอกาสท่ีตงั้ แหงอธิกรณ ในทแ่ี ละบคุ คลทง้ั

ปวง คอื ในบา นหรอื ปา ในอปุ ช ฌายอ าจารย หรือชนท้ังหลายผปู นู อาจารย ฉนั น้นั . น้ีแล

ตองถอื เอาองคที่สามแหง นา้ํ .

อน่ึง นาํ้ เปน ของอนั ชนมากปรารถนา ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร

เปน ผูมคี วามปรารถนานอ ย ยินดตี ามมี มจี ิตสงัด มีจติ วงั เวง ก็ตองเปน ผูอนั โลกทง้ั ปวง

ปรารถนาเฉพาะเนอื ง ๆ ฉนั น้นั . นี้แลตอ งถือเอาองคท ีส่ แ่ี หงนา้ํ .

อน่งึ น้ํายอ มไมเ ขาไปตง้ั ไวซ ่งึ สงิ่ มใิ ชประโยชนเก้ือกลู แกใคร ๆ ฉันใด,

โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งไมกระทาํ ซง่ึ บาปดว ยกาย วาจา ใจ อันยงั ความ

บาดหมาง ทะเลาะ แกงแยง ววิ าท เพง ความเสยี ความรษิ ยาใหเ กิด ฉนั นน้ั . นแ้ี ล ตอ ง

ถือเอาองคท ี่หา แหงน้าํ .

แมพ ระผูม ีพระภาคเจาผเู ทพาดเิ ทพ ก็ไดทรงภาสิตไวใ นกัณหชาดกวา :-

“ขา แตท า วสกั กะ ผเู ปน อิสระแหงภูตทงั้ ปวง ถา พระองคจ ะประทานสิง่ ที่ให

เลือกแกขาพระองค, ใจหรอื สรรี ะของขาพระองคกระทําแลว ไมพงึ เขา

เบียดเบยี นใคร ๆ ในกาลไร ๆ ขา พระองคข อเลือกสิ่งทใ่ี หเลือกน้ี ดงั น.้ี ”

ร. “พระนาคเสนผเู จริญ, ตอ งถือเอาองคห าประการ แหงไหเปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร ไฟยอ มเผา หญา ไม กงิ่ ไมแ ละใบไม ฉันใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ องเผากเิ ลสท้งั หลายซึง่ ไปตามอารมณท พ่ี ึงใจและไมพึงใจ มีใน
ภายในและภายนอกทงั้ หวง ดวยไฟ คอื ญาณปรชี า ฉนั นั้น. น้แี ล ตอ งถือเอาองคท หี่ น่ึง
แหงไฟ.

อนง่ึ ไฟเปนของไมมคี วามเอน็ ดูไมมีความกรณุ า ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพียร กต็ อ งไมท ําความเอ็นดูความกรุณาในกิเลสทง้ั ปวง ฉนั น้ัน. นี้แล ตอ งถอื เอา
องคท ส่ี องแหง ไฟ.

อนงึ่ ไฟยอ มบาํ บัดเสยี ซงึ่ ความหนาว ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็
ตองยังไฟอนั รอ นพรอมกลา ว คอื ความเพยี รใหเกิดเฉพาะแลว บําบดั เสียซง่ึ กเิ ลส
ทง้ั หลาย ฉนั นน้ั . น้ีแล ตองถอื เอาองคท ี่สามแหงไฟ.

อนง่ึ ไฟพนั พเิ ศษแลวจากความยินดีและความยนิ รา ย ยอมยงั ความรอ นใหเกดิ
เฉพาะ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอ งเปน ผพู น พเิ ศษแลว จากความยนิ ดี
และความยนิ รา ย มีจติ เสมอดวยไฟอยทู ุกอริ ยิ าบถ ฉนั นน้ั . นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคทสี่ แี่ หง
ไฟ.

อน่ึง ไฟยอ มกาํ จดั เสยี ซง่ึ ความมืด สอ งแสงสวา ง ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบ
ความเพียร กต็ องกาํ จัดเสยี ซึง่ ความมดื คอื อวิชชา สองแสงสวา ง คือ ญาณ ฉันนนั้ . น้ี
แล ตองถอื เอาองคท หี่ าแหง ไฟ.

แมพระผูมพี ระภาคเจาผูเทพาดิเทพ ทรงสงั่ สอนพระราหลุ พระโอรสของ
พระองค กไ็ ดตรสั ไวว า:-

“ราหลุ ทา นจงเจรญิ ภาวนาเสมอดวยไฟ, เพราะวา เม่อื ทานเจรญิ ภาวนาเสมอ
ดว ยไฟอยู อกศุ ลธรรมท้งั หลายท่ยี งั ไมเ กดิ ก็จะไมเกดิ ข้นึ ได อกศุ ลธรรมท้ังหลายที่
เกิดขน้ึ แลว กจ็ ะไมค รอบงําจติ ตง้ั อยู ดงั น.้ี ”

ร. “พระผูเ ปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคห าประการ แหง ลมเปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ลมยอ มหอมเอากลนิ่ ดอกไมอ ันบานในภายในปา ฉนั ใด
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตองไปในราวปา คอื อารมณ ซงึ่ มดี อกไม คือ วมิ ตุ ติ
อันประเสรฐิ บานแลว ฉนั นนั้ . นแ้ี ลตองถอื เอาองคท ่แี รกแหง ลม.
อนงึ่ ลมยอมยาํ่ ยีเสยี ซงึ่ หมตู น ไมอนั ข้ึน ณ แผนดนิ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบ
ความเพยี ร กต็ องไปภายในปา พิจารณาสงั ขารทง้ั หลายยาํ่ ยเี สยี ซง่ึ กเิ ลสทงั้ หลาย ฉัน
นน้ั . นแ้ี ล ตอ งถือเอาองคท ่สี องแหง ลม.
อนึ่ง ลมยอมพัดไปในอากาศ ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพียร ก็ตองยงั
จติ ใหส ญั จรไปในโลกตุ ตรธรรมทัง้ หลาย ฉนั นน้ั . น้ีแล ตองถอื เอาองคทสี่ ามแหง ลม.

อนึ่ง ลมยอมเสวยซง่ึ กล่นิ แหง คนั ธชาติ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร
ก็ตอ งเสวยกลนิ่ เปนทย่ี นิ ดีดว ยดี กลา วคอื ศลี ของตนฉันนน้ั . น้ีแลตอ งถือเอาองคท ่สี ี่
แหง ลม.

อน่งึ ลมของเปน ไมม อี าลยั ไมม ที ่อี ยู ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็
ตองเปนผไู มม อี าลยั ไมม ที ่ีอยู ไมม คี วามชมเชยเปน ผูพน พเิ ศษแลวในทท่ี ัง้ ปวง ฉนั นน้ั .
น้ีแลตองถอื เอาองคท ห่ี าแหงลม.

แมพ ุทธภาสิตน้ี พระผูมีพระภาคเจาก็ไดต รัสไวใ นสตุ ตนบิ าตวา:-
“ภยั เกิดแลวแตความชมเชย ธุลยี อมเกิดแตท ่อี ยู, ความไมม ีทีอ่ ยู ความไมม ี
ความชมเชยนนั้ เปน เครื่องสอ ใหรคู วามเปน นกั ปราชญ ดังน.้ี ”
ร. “พระผูเปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคห าประการ แหงภูเขาเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ภูเขาเปนของไผหวน่ั ไหวไมส ะเทอื น ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตองไมย นิ ดี ไมข ัดเคือง ไมห ลงในความยกยอง ความดูหมิน่
ความกระทาํ ดี ความไมก ระทําดี ความเคารพ ความไมเ คารพ ยศ เส่ือมยศ นนิ ทา
สรรเสรญิ สุข ทุกข หรืออารมณท ่พี งึ ใจและไมพึงใจท้งั ปวง ไมก ําหนดั ในรูป เสียง กลน่ิ
รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ อนั เปน ท่ีต้ังแหงความกาํ หนัด ไมประทุษรายในรูป เสียง
กล่นิ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ อนั เปน ทต่ี ง้ั แหง ความประทษุ ราย ไมหลงในรปู เสียง
กลิน่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณอ นั เปนทตี่ งั้ แหง ความหลง ไมห วน่ั ไหว ไมส ะเทือนใน
เหตทุ ง้ั หลายมยี กยอ งเปน ตน น้ัน ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตองถือเอาองคท ห่ี นงึ่ แหง ภเู ขา.
แมพระพทุ ธภาสติ นี้ พระผูมพี ระภาคเจา ก็ไดต รสั ไววา :-
“ภเู ขาแลวดวยศลิ าทบึ เปน แทง เดียว ยอ มไมห วนั่ ไหวดว ยลมฉนั ใด, บัณฑิต
ท้ังหลายก็ยอ มไมห วน่ั ไหวในเพราะนนิ ทาและสรรเสริญทง้ั หลาย ฉนั นน้ั ดงั น.ี้ ”
อน่งึ ภเู ขาเปน ของแข็งแรง ไมระคนแลว ดว ยอะไร ๆ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ องเปนผแู ข็งแรงไมระคนแลวดวยอะไร ๆ ฉนั นั้น. น้แี ล ตอง
ถอื เอาองคท ่ีสองแหงภเู ขา.
แมพ ุทธภาสติ นี้ พระผมู พี ระภาคเจา กไ็ ดตรสั ไวว า :-
“เรากลา วบคุ คลผูไ มคลุกคลีแลวดวยคฤหสั ถ และบรรพชิตทงั้ สอง ผไู มม ีอาลัย
เทีย่ วไป ผูมคี วามปรารถนานอ ย นน้ั วา เปน พราหมณ ดงั น.้ี ”
อน่งึ พชื ยอ มไมงอกขน้ึ บนภเู ขา ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอง
ไมย ังกิเลสทงั้ หลายใหงอกงามขึ้นในใจตน ฉันนน้ั . นแ้ี ล ตอ งถอื เอาองคท ่ีสามแหง
ภเู ขา.
แมคํานี้ พระสภุ ูติเถระ ก็ไดก ลา วไวว า :-

“เม่อื ใดจติ ประกอบดวยราคะเกิดขน้ึ แกเรา, เมือ่ น้ันเราผเู ดียวพจิ ารณาเห็นแลว
ก็ทรมานจติ นน้ั เสียเองวา ทา นกาํ หนัดในอารมณเ ปน ท่ีตงั้ แหง ความกําหนัด
ท้งั หลาย ทา นประทุษรา นในอารมณเปนที่ตงั้ แหง ความประทุษรา ยทง้ั หลาย
ทานหลงในอารมณเปนทีต่ ง้ั แหงความหลงทง้ั หลาย ทา นจงออกไปจากปา .
เพราะวาอรญั ประเทศน้ี เปนท่อี ยแู หง บคุ คลท้ังหลายผหู มดจดวเิ ศษ ผูไ มม ี
มลทนิ ผมู ตี ปะ; ทานอยา ประทษุ รายบุคคลผหู มดจดพเิ ศษเลย ทา นจงออกไป
จากปา ดงั น.ี้ ”
อนง่ึ ภูเขาเปน ของสงู ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี รกต็ อ งเปน ผสู งู ดวย
สามารถแหง ฌาณ ฉนั นั้น. น้แี ล ตอ งถอื เอาองคท ีส่ แ่ี หงภูเขา.
แมพทุ ธพจนน ้ี พระผูม พี ระภาคเจา ก็ไดท รงภาติไวว า :-
“เมอื่ ใดบณั ฑติ บรรเทาเสยี ซงึ่ ความประมาท ดวยความไมป ระมาท, เมือ่ นนั้
บัณฑติ นนั้ ขน้ึ สู
ปราสาท คือ ปญญา เปนผไู มม ีโศก พจิ ารณาซ่งึ หมูสตั วผ ูม ีโศก, ผมู ีปญญา
พจิ ารณาซงึ่ คนพาลทง้ั หลายราวกะบุคคลผูยืนอยบู นภเู ขา แลดซู ่ึงชนทง้ั หลาย
ผยู ืนอยูบ นพน้ื ฉะนนั้ ดงั น.้ี ”
อน่งึ ภเู ขาเปน ของไมสงู ขนึ้ ไมจมลง ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็
ตองไมกระทาํ ซ่งึ อนั ฟูขน้ึ และเสอื่ มลง ฉนั นั้น. นี้แลตอ งถือเอาองคท ห่ี า แหงภูเขา.
แมน างจูฬสุภทั ทาอบุ าสกิ า ผยู กยองสมณะท้ังหลายของตน กไ็ ดภ าสติ ไวว า :-
“สัตวโ ลกสูงขน้ึ ดวยลาภ, และทรุดลงดว ยเส่อื มลาภ; สมณะทงั้ หลายของเรา
เปนผมู ีจติ ดํารงอยูเปน ดวงเดยี ว ในลาภและเล่อื มลาภ, เปน ผูมจี ิตคงท่ี ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเ ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคห าประการแหง อากาศเปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร อากาศอนั อะไร ๆ ไมพ ึงถือเอาโดยประการทงั้ ปวง ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ องเปน ผูอนั กเิ ลสทงั้ หลายไมพ งึ ถอื เอาโดยประการ
ท้งั ปวง ฉนั นนั้ . น้แี ล ตอ งถือเอาองคท่แี รกแหงอากาศ.
อนึง่ อากาศเปนประเทศอนั หมฤู ษดี าบสภตู และนกสัญจรไป ฉนั ใด,โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร กต็ อ งยังใจใหส ัญจรไปในสงั ขารทง้ั หลาย โดยมนสกิ ารวา ‘อนจิ จัง
ทุกขัง อนัตตา’ ฉะนี้ ฉนั นนั้ น้ีแลตองถอื เอาองคท่สี องแหง อากาศ.
อนงึ่ อากาศเปน ทตี่ ง้ั แหง ความสะดงุ พรอ ม ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพียร ก็ตองยงั ใจใหส ะดงุ ในปฏสิ นธิในภพท้งั ปวง หาควรกระทาํ ความยนิ ดไี ม ฉันนนั้ . นี้
แล ตอ งถอื เอาองคที่สามแหง อากาศ.

อนงึ่ อากาศไมม ีทีส่ ดุ ไมมปี ระมาณอนั บคุ คลไมพ ึงนับ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ อ งเปนผูมศี ลี ไมมที ีส่ ุด มญี าณไมม ปี ระมาณ ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอง
ถือเอาองคท ส่ี แี่ หง อากาศ.

อนงึ่ อากาศเปน ประเทศไมต ดิ ไมขอ งไมต้งั อยู ไมก ังวล ฉันใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร กต็ อ งเปนผไู มติด ไมข อง ไมต ้ังอยู ไมว ังวล ในตระกูล ในคณะ ใน
ลาภ ในท่ีอยู ในเครือ่ งกงั วล ในปจ จัยและกเิ ลสทงั้ ปวง ในทท่ี ง้ั ปวง ฉนั นน้ั . นแ้ี ล ตอ ง
ถอื เอาองคท ่หี า แหงอากาศ.

แมพระผูม ีพระภาคเจา ผูเทพาดิเทพ เม่อื ตรสั สอนพระราหลุ ผพู ระโอรสของ
พระองค ก็ไดต รสั ไววา :-

“ดูกอ นราหลุ อากาศไมไดต ง้ั อยูเ ฉพาะในที่ไร ๆ ฉนั ใด, ทานจงเจรญิ ภาวนา
เสมอดว ยอากาศ ฉันนน้ั ;เพราะวาเมอื่ ทา นเจรญิ ภาวนาเสมอดว ยอากาศ
ผสั สะทงั้ หลาย ท่ียงั ใจใหเ อบิ อาบและไมยงั ใจใหเ อบิ อาบซ่ึงเกดิ ขึ้นแลว ยอม
ไมค รอบงาํ จิตตั้งอยู ดังน.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห าประการแหง พระจนั ทรเ ปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร พระจนั ทรอ ทุ ยั ในสุกกปก ษ ยอมเจรญิ ดว ยแสงสวา งยิ่งขนึ้
ทุกที ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ องเจรญิ ในอาจาระ ศลี คุณ วัตรปฏบิ ตั ิ
ในนกิ ายเปน ทม่ี า และธรรมอนั บคุ คลพงึ บรรลุ ในอารมณเปนทวี่ งั เวง ในสตปิ ฏฐาน ใน
ความเปน ผูมที วารอนั ปด ในอนิ ทรียท ้ังหลาย ในความเปนผูรูประมาทในโภชนะในความ
ประกอบเนือง ๆ ซง่ึ ความเพยี รแหง ผตู ื่นยิ่งขนึ้ ทุกที ฉนั นน้ั . นี้แล ตอ งถือเอาองคท ่ตี น
แหงพระจนั ทร.
อน่งึ พระจันทรเ ปน นักษตั รอนั ใหญยง่ิ ชนดิ หนง่ึ ฉนั ใด โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพียร กต็ อ งเปนผมู ฉี นั ทะเปนใหญย ิง่ ฉนั น้นั . น้แี ล ตอ งถอื เอาองคท ี่สองแหง
พระจนั ทร.
อนึง่ พระจนั ทรยอ มจรไปในราตรี ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ ง
เปนผูสงดั ท่ัว ฉันนน้ั . นแี้ ลตองถอื เอาองคท ี่สามแหง พระจันทร.
อน่งึ พระจนั ทรม ีวมิ านเปน ธง ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ งเปน
ผูม ีศลี เปนธง ฉนั นนั้ . นี้แล ตอ งถือเอาองคท ส่ี ่ีแหงพระจนั ทร.
อนงึ่ พระจันทรอ นั โลกบวงสวงและปรารถนา ยอมอุทยั ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ผูอันมหาชนบูชาและปรารถนา กต็ องเขา ไปสูต ระกลู ทง้ั หลาย ฉัน
นน้ั . นแี้ ล ตองถอื เอาองคท ี่หา แหงพระจนั ทร.
แมพ ระผูมีพระภาคเจาก็ไดต รสั ไวในสงั ยตุ ตนกิ ายอนั ประเสริฐวา:-

“แนะ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ทา นทัง้ หลายเปน ผเู รียบรอ ยเหมอื นดว ยพระจนั ทร จง
สํารวมกาย สาํ รวมจิต แลวเขาไปสตู ระกูลทงั้ หลาย เปน ผใู หมเ ปน นติ ย อยา
คะนองในตระกูลทั้งหลาย ดงั น.้ี ”
ร. “พระผูเ ปน เจานาคเสน ตองถอื เอาองคเ จด็ ประการแหง พระอาทติ ยเปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร พระอาทิตยย อ มยงั นา้ํ ทง้ั ปวงใหเ หอื ดแหง ฉันใด, โยคาวจร
ผูป ระกอบความเพยี ร กต็ องยงั กิเลสท้งั หลายใหเหอื ดแหง ไมใ หเหลอื อยู ฉนั นน้ั . น้ีแล
ตองถอื เอาองคท ห่ี นึง่ แหงพระอาทติ ย.
อนึ่ง พระอาทติ ยย อมกาํ จัดเสยี ซงึ ความมดื ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร กต็ อ งกาํ จัดเสียซงึ่ ความมดื คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และทจุ รติ
ทงั้ ปวง ฉนั นนั้ . น้แี ล ตองถอื เอาองคท ส่ี องแหง พระอาทติ ย.
อนึ่ง พระอาทติ ยยอมจรไปเนือง ๆ ฉนั ใด. โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็
ตองกระทาํ โยนโิ สมนสกิ ารเนือง ๆ ฉนั นน้ั . นแ้ี ล ตองถือเอาองคท่สี ามแหงพระอาทิตย.
อนง่ึ พระอาทติ ยม ีระเบยี บแหง รศั มี ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี รก็
ตองเปนผูม ีระเบียบแหง อารมณ ฉันนนั้ . นแ้ี ล ตอ งถอื เอาองคท ีส่ ี่แหง พระอาทิตย.
อน่งึ พระอาทิตยย งั หมูมหาชนใหรอนพรอม เดินไปอยู ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตองยงั โลกทง้ั ปวงใหร อ นพรอ มดวยอาจาระ ศีล คณุ วัตรปฏบิ ัติ
และฌาน วโิ มกข สมาธิ สมาบัติ อนิ ทรยี  พละ โพชฌงค สัมมัปปธาน อิทธบิ าท ฉนั นนั้ .
นแ้ี ล ตองถอื เอาองคท ห่ี า แหงพระอาทติ ย.
อนึ่ง พระอาทติ ยกลวั แตภัย คือ พระราหู เดนิ ไปอยู ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพยี ร เหน็ สัตวท ัง้ หลายผตู ิดอยูในขา ยคือ ทุจริตทคุ ตกิ ันดารปราศจากความเสมอ
วบิ าก วนิ บิ าต กิเลส ผอู นั ประชุมแหง ทฏิ ฐิสวมไวแลว ผูแลนไปสูทางผิด ผูด ําเนนิ ไปสู
มรรคาผดิ ยงั ใจใหส ลด เพราะภัยเกิดแตความสลดอนั ใหญ ฉันนนั้ . นแี้ ล ตอ งถอื เอา
องคทหี่ กแหง พระอาทิตย.
อนึ่ง พระอาทิตย ยอ มสอ งใหเห็นสงิ่ ดแี ละชั่วทงั้ หลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ องแสดงอินทรีย พละ โพชฌางค สตปิ ฏฐาน สมั มปั ปธาน อิทธิ
บาท โลกยิ ธรรม โลกตุ ตรธรรม ฉันนนั้ . นีแ้ ล ตองถือเอาองคทีเ่ จด็ แหง พระอาทิตย.
แมพระวงั คสี เถระ กไ็ ดก ลาวไววา:-
“ภิกษุผูทรงธรรม ยอ มยงั ชนผูอันอวชิ ชาปด บงั ไวแลว ใหเหน็ หนทางมปี ระการ
ตาง ๆ เปรยี บเหมอื นพระอาทิตยอุทยั สําแดง รปู อนั สะอาดและไมส ะอาด ดแี ละชั่ว แก
สตั วท ้ังหลาย ฉันนนั้ ดงั น.ี้ ”

ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตองถือเอาองคสามประการแหง ทาั วสกั กะเปน
ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร ทาวสักกะอ่ิมดวยความสุขสว นเดยี วฉันใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตองเปนผยู นิ ดียิ่งในสุขเกิดแตค วามสงัดท่วั แหงกายใจสว นเดยี ว
ฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตองถือเอาองคทห่ี น่งึ แหง ทา วสกั กะ.

อน่ึง ทาวสกั กะทอดพระเนตรเหน็ เทพดาทงั้ หลายแลว ทรงประคองความเห็น
นัน้ ไว ยงั ความราเริงใหเ กิดยง่ิ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องประคองใจ
ซ่งึ ไมหดหู ไมเ กยี จครา น ในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย ยงั ความราเริงใหเ กดิ ย่งิ ในกุศลธรรม
ท้ังหลาย หมน่ั สืบตอพยายามในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น. น้แี ล ตอ งถอื เอาองคท ส่ี อง
แหงทา วสกั กะ.

อนึ่ง ความไมย นิ ดยี งิ่ ยอมไมเ กดิ ข้ึนแกท า วสักกะ ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบ
ความเพยี ร กต็ อ งไมใหความไมย ินดียง่ิ ในสญุ ญาคารเกดิ ขนึ้ ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอ งถือเอา
องคท ่สี ามแหง ทา วสกั กะ.

แมพระสุภตู ิเถระ ก็ไดภ าสติ ไววา :-
“ขา แตพระองคผกู ลาใหญ เมอ่ื ใด ขาพระองคบ วชแลว ในศาสนาของพระองค,
เมอื่ นนั้ ขาพระองคยอ มทรงสงเคราะหม หาชน ดวยวตั ถเุ ครอ่ื งสงเคราะหท ัง้ ส่ี ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตองยึดเหนยี่ วนาํ้ ใจ ตอ งอนุเคราะหน า้ํ ใจของบรษิ ทั สี่
ตอ งชวนใจของบริษัทสี่ใหร ื่นเริง ฉนั นน้ั . นี้แลตอ งถอื เอาองคท ่ีหน่งึ แหง พระเจา
จกั รพรรดิ.
อนึง่ โจรทง้ั หลายยอ มไมต งั้ ซอ งสมุ ขึน้ ในแวน แควน แหง พระเจา จกั รพรรดิ ฉนั
ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร ก็ตอ งไมใหก ามราค พยาบาท วหิ งิ สา วติ ก เกดิ ขนึ้
ได ฉนั นน้ั . นแ้ี ลตอ งถือเอาองคที่สองแหงพระเจาจกั รพรรดิ.
แมพ ระผูมพี ระภาคเจาผูเ ทพาดิเทพ กไ็ ดท รงภาสิตไววา :-
“ผใู ดยินดแี ลว ในธรรมเปนท่เี ขาไประงับวิตก เปน ผมู สี ตเิ จริญอสุภารมณใน
กาลทงั้ ปวง, ผูนนั้ แลกระทาํ ซง่ึ ที่สดุ แหง กองทกุ ข ผูน้ันตัดเครื่องผูกแหง มาร
ดังน.ี้ ”
อน่งึ พระเจา จกั รพรรดิทรงเลยี บมหาปฐพี มมี หาสมทุ รเปนทส่ี ดุ รอบ ทรง
วจิ ารณก ารดีการช่วั ทั้งหลาย ทกุ วนั ๆ ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร กต็ อง
พิจารณากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทกุ วัน ๆ วา ‘เมือ่ เราอนั บณั ฑติ ไมพงึ ตเิ ตยี นได
ดวยเหตทุ ีต่ ้งั สามเหลา น้วี นั ยอ มเปน ไปลวงหรือหนอแล’ ดงั นี้ ฉันนน้ั . น้ีแล ตองถอื เอา
องคทส่ี ามแหง พระเจา จักรพรรดิ.

แมพระผมู ีพระภาคเจา กไ็ ดท รงภาสิตไวในเอกงั คุตตรนกิ ายอนั ประเสริฐวา:-
“บรรพชิตพึงพจิ ารณาเนือง ๆ วา เมื่อเราเปนอยอู ยา งไร วนั และคืนทั้งหลาย
เปนไปลว งอย”ู ดงั น.ี้
อนึ่ง ความรักษาทว่ั ในภายในและภายนอก เปน ของอนั พระเจา จกั รพรรดทิ รง
จัดดีแลว ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็ตอ งตง้ั ไวซึ่งนายประตู กลาวคอื สติ
เพื่ออนั รักษาทว่ั ซง่ึ กเิ ลสทง้ั หลายทเ่ี ปน ไปในภายในและภายนอก ฉนั น้ัน. นี้แล ตอ ง
ถือเอาองคท ่ีสแ่ี หง พระเจา จกั รพรรด.ิ
แมพ ระผูมีพระภาคเจา ก็ไดท รงภาสติ ไววา :-
“แนะภิกษทุ ั้งหลาย อริยสาวกเปน ผูมสี ตดิ ุจนายประตู ละเสยี ซงึ่ อกุศล ยงั กศุ ล
ใหเ จริญ, ละเสียซงึ่ กรรมมีโทษอนั บัณฑติ พงึ เวน ยังกรรมไมม โี ทษอนั บณั ฑิต
ไมพึงเวนใหเจริญ, ยอมรกั ษาตนกระทําใหบ รสิ ุทธ”ิ์ ดังน.ี้

หวั ขอ ประจาํ จกั กวัตตวิ รรคนนั้

แผนดนิ หนงึ่ น้ําหนงึ่ ไฟหนึง่ ลมหนึง่ ภเู ขาหนง่ึ อากาศหนง่ึ พระจันทรห นง่ึ
พระอาทติ ยหน่งึ ทา วสกั กะหนง่ึ พระเจา จกั รพรรดหิ นงึ่ .

กญุ ชร วรรคทส่ี ี่

พระราชาตรสั ถามวา “พระผูเปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคหนงึ่ ประการแหง
ปลวกเปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทูลวา “ขอถวายพระพร ปลวกทาํ เคร่อื งปด บงั ขา งบนปกปด ตน
เท่ียวหากนิ อยู ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ องทาํ เคร่อื งปด บงั กลา วคือ
ศีลสงั วร ปกปด ใจเทยี่ วอยูเ พอ่ื บณิ ฑาหารฉนั นนั้ . ขอถวายพระพร โยคาวจรผูประกอบ
ความเพยี ร ยอ มเปนผูก า วลว งภัยท้ังปวงไดดวยเครอ่ื งปด บงั คอื ศลี สังวรแล. นีแ้ ล ตอ ง
ถือเอาองคป ระการหนง่ึ แหง ปลวก.

แมค าํ น้ี พระอปุ เสนเถระผูบ ตุ รวงั คันตพราหมณก็ไดกลาวไวว า :-
“ผูป ระกอบความเพยี ร ทาํ ใจใหมีศลี สงั วรเปนเครื่องปด บงั เปนผอู นั โลกทาไล
ไมไ ดแ ลว กย็ อ มพนรอบจากภัย ดังน”้ี
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหง แมวเปนไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร แมวไปสูถ ้าํ ไปสโู พรงไม หรอื ไปสูภายในเรือน ยอ ม
แสวงหาหนเู ทา นน้ั ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี รไปสูบา น ไปสปู า ไปสโู คนไม
หรือไปสูสุญญาคาร กต็ อ งเปนผไู มป ระมาทแลว เนือง ๆ แสวงหาโภชนะ กลา วคือ
กายคตาสตอิ ยางเดยี วฉนั นน้ั . น้ีแล ตองถอื เอาองคทห่ี นงึ่ แหง แมว.

อนึ่ง แมยอ มหากนิ ในท่ีใกลเ ทา น้ัน ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็
ตอ งเปนผเู ห็นความเกดิ และความเสื่อมในอุปาทานขนั ธห า เหลานี้อยทู กุ อริยาบถวา ‘รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณอยางน้ี ๆ , ความเกิดขนึ้ พรอ มแหง รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณอยางนี้ ๆ, ความดบั ไปแหง รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณอยาง
นี้ ๆ’ ดงั น.ี้ น้แี ลตอ งถอื เอาองคทสี่ องแหง แมว.

แมพ ระพทุ ธพจนน ี้ พระผมู พี ระภาคเจา กไ็ ดท รงภาสติ ไววา :-
“ขนั ธบญั จกไมพ งึ มีไมพงึ เปน ในทไ่ี กลแตทน่ี ,ี้ ทีส่ ุดของความมคี วามเปน แหง
ขนั ธบญั จก จกั ทําอะรได, ทา นทง้ั หลายประสพอยใู นกายเปน ของตน อนั เกดิ
ขนเฉพาะหนา อนั นําไปวิเศษ ดงั น.้ี ”
ร. “พระผูเปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการแหง หนเู ปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร หนวู ง่ิ ไปขางโนน ขา งน้ี หวงั ตอ อาหารเทา นนั้ วงิ่ ไปอยู ฉนั
ใด,โยคาวจรผูประกอบความเพียร กต็ องเทย่ี วไปขางโนนขา งน้ี เปน ผหู วงั ตอ โยนโิ ส
มนสิการเทา นน้ั ฉนั นน้ั . น้ีแลตอ งถือเอาองคประการหนงึ่ แหงหน.ู
แมพระอุปเสนเถระวังคนั ตบตุ ร กไ็ ดกลาวไวว า:-
“ผูม ปี ญญาเหน็ แจงกระทาํ ความมงุ หวงั ธรรมอยู มิไดย อ หยอ นเปน ผูขาระงับ
แลว มสี ติอยทู กุ เม่ือ ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผูเ ปน เจา นาคเสน ตองถอื เอาองคหนึ่งประการแหง แมลงปองเปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร แมลงปองมหี างเปน อาวธุ ชหู างเทย่ี วไปอยู ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ งเปน ผมู ีญาณเปน อาวธุ ยกญาณขึ้นอยูทกุ
อริ ยิ าบถ ฉนั นนั้ . นแี้ ลตอ งถอื เอาองคหนง่ึ ประการแหง แมลงปอ ง.
แมพระอปุ เสนเถระคันตบตุ ร กไ็ ดกลา วไวว า :-
“ผูมีปญญาเหน็ แจง ถือเอาพระขรรคก ลา ว คือ ญาณเท่ียวอยูยอมพนจาก
สรรพภยั อันตราย, และผูมีปญ ญาเหน็ แจง นนั้ ยากทใ่ี คร ๆ จะผจญไดใ นภพ
ดงั น.้ี ”
ร. “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคห นง่ึ ประการแหง พังพอนเปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร พังพอนเม่อื เขาใกลงู เกลอื กกายดว ยยาแลว จึงเขา ใกล

เพ่ือจะจบั งู ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพียรเมอื่ เขาใกลโลกผูม ีความโกรธความ

อาฆาตมาก ผอู ันความทะเลาะถือเอาตาง กลา วแกง แยง ความยนิ ยา ยครอบงําแลว ก็

ตอ งลบู ทานาํ้ ใจดวยยากลา วคอื เมตตาพรหมวหิ าร ฉนั นน้ั . นแ้ี ลตองถอื เอาองคห นงึ่

ประการแหง พงั พอน.

แมพ ระธรรมเสนาบดสี ารีบตุ รเถระ ก็ไดก ลา วไวว า:-

“ดวยเหตนุ ั้น กลุ บุตรควรกระทาํ เมตตาภาวนาแกต นและคนอื่น, กุลบุตรควร

แผไ ปดวยจติ ประกอบดวยเมตตา ขอนเี้ ปนคําสงั่ สอนแหง พระพทุ ธเจา

ท้ังหลาย” ดงั น.้ี

ร. “พระผูเปนเจา นาคเสน ตองถือเอาองคสองประการแหง สนุ ขั จ้งิ จอกแกเปน

ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพระ สุนขั จง้ิ จอกแกไดโภชนะแลว ไมเ กลยี ดกินจนพอตองการ

ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ไดโภชนะแลว กม็ ไิ ดเกลยี ด บริโภคสักวายงั สรรี ะ

ใหเปนไปนน่ั เทียว, ฉันนั้น. นแี้ ล ตองถือเอาองคท ต่ี น แหง สนุ ขั จิง้ จอกแก.

แมพ ระมหากสั สปเถระ ก็ไดก ลา วไวว า:-

“ขา พเจา ลงจากเสนาสนะเขาไปบา นเพอ่ื บณิ ฑบาต; ขา พเจาบาํ รงุ บรุ ษุ ผมู ีโรค

เร้ือนผูบรโิ ภคอยูนน้ั โดยเคารพ. บรุ ษุ นนั้ นอมคาํ ขา วไปดวยมือของขา พเจา , เมอ่ื

ขา พเจา ปอนคาํ ขา วอยู บรุ ุษนน้ั งับเอานวิ้ มือของขา พเจา ไวในปากนัน้ . ขาพเจาอาศัย

ประเทศเปน ทต่ี ั้งแหงฝาเรือน จักบรโิ ภคคาํ ขาว; ในเมอื่ คาํ ขา วท่ขี าพเจาบรโิ ภคอยหู รือ

บรโิ ภคแลว ความเกลยี ดยอมไมม ีแกขา พเจา ดงั น.ี้ ”

อนงึ่ สนุ ัขจงิ้ จอกแกไ ดโ ภชนะแลว มไิ ดเ ลือกกวา เศราหมองหรอื ประณตี ฉนั ใด,

โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร ไดโภชนะแลวก็ไมตองเลอื กวา เศราหมองหรอื ประณตี

บริบรู ณห รือไมบ รบิ ูรณ ยินดีตามมตี ามทไ่ี ดม าอยา งไร ฉันนน้ั . นแ้ี ล ตอ งถือเอาองคสอง

แหงสนุ ัขจิง้ จอกแก.

แมพ ระอปุ เสนวงั คันตบุตรเถระ กไ็ ดกลาวไวว า:-

“เรายินดีตามมีแมดวยของเศราหมอง ไมปรารถนารสอน่ื มาก, เม่ือเราไม

ละโมบในรสทงั้ หลาย ใจของเรากย็ อ มยนิ ดีในฌาน, ในเมื่อเรายนิ ดีดว ยปจจยั

ตามมตี ามได คุณเครื่องเปน สมณะของเรายอ มเต็มรอบ ดังน.้ี ”

ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหงเนือ้ เปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร เวลากลางวนั เนอื้ ยอ มเที่ยวไปในปา เวลากลางคืนยอม
เทีย่ วไปในกลางแจง ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร เวลากลางวนั พึงอยใู นปา
เวลากลางคนื อยูใ นทีแ่ จง ฉนั นน้ั . น้แี ล ตอ งถือเอาองคท ห่ี นึ่งแหง เนือ้ .

แมพระผูมีพระภาคเจา ก็ไดต รัสไวในโลมหงั สนะปริยายวา:-
“ดูกอนสารบี ตุ ร ราตรีท้ังหลายนนั้ ใด เยน็ เปน ไปในเหมนั ตฤดู ในราตรที ัง้ หลาย
เหน็ ปานนนั้ ณ สมัยเปน ทตี่ กแหงน้ําคาง เรานน้ั แลสาํ เรจ็ อิรยิ าบถอยใู นอัพโภ
กาสในราตรี สาํ เรจ็ อิริยาบถอยูใ นราวปาในกาลวัน, ในเดือนมีในภายหลงั แหง
คมิ หฤดูเราสาํ เร็จอิริยาบถอยใู นอพั โภกาสในกลางวนั , เราสําเรจ็ อริ ิยาบถอยูใน
ราวปา ในราตรี ดงั น.ี้ ”
อนง่ึ เนอ้ื ในเมอ่ื หอกหรือศรตกลงอยู ยอมหลบ ยอ มหนไี ป ยอมไมนาํ กายเขา
ไปใกล ฉันใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร ในเมื่อกเิ ลสทง้ั หลายตกลงอยู ก็ตองหลบ
ตอ งหนีไป ตอ งไมนอ มจิตเขา ไปใกล ฉนั นน้ั . นี้แล ตองถอื เอาองคท ีส่ องแหง เน้ือ.
อน่งึ เน้ือเหน็ มนุษยท งั้ หลายยอมหนีไปเสยี ทางใดทางหนึง่ ดวยคิดวา ‘มนษุ ย
เหลา น้นั อยา ไดเหน็ เราเลย’ ฉะน้ี ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร เหน็ ชน
ทงั้ หลายผมู ปี กตบิ าดหมางกัน ทะเลาะกนั แกง แยง กนั วิวาทกนั ผทู ศุ ีล ผเู กียจครา น ผู
มคี วามยนิ ดใี นความคลุกคลี กต็ องหนีไปเสียทางใดทางหนงึ่ ดว ยคิดวา ‘ชนเหลา นน้ั
อยา ไดพบเราเลย, และเรากอ็ ยาไดพบชนเหลาน้นั เลย’ ฉะน้ี ฉันนน้ั . นแ้ี ลตอ งถือเอา
องคท ่ีสามแหง เนอื้ .”
แมพระธรรมเสนาบดีสารีบตุ รเถระ กไ็ ดภาสิตไววา:-
“บางทบี คุ คลมีความปรารถนาลามกเกียจครา น มคี วามเพียรอันละแลว มพี ุทธ
วจนะสดับนอ ย ผปู ระพฤติไมควร อยา ไดพบเราในท่ไี ร ๆ เลย” ดงั น.้ี
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ป่ี ระการแหง โคเปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร โคยอมไมละทอี่ ยขู องตน ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร ก็ตอ งไมล ะกายของตนโดยโยนิโสมนสิการวา “กายนีไ้ มเทย่ี ง ตอ งอบกลน่ิ นวด
ฟน มคี วามสลาย เรยี่ รายกระจดั กระจายเปน ธรรมดา’ ดงั น้ี ฉนั นน้ั . นี้แลตอ งถือเอา
องคเ ปนปฐมแหง โค.”
อนึ่ง โคเปน สัตวมแี อกอนั รับไวแลว ยอมนําแอกไปโดยงายและยาก ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอ งเปน ผูม ีพรหมจรรยอ นั ถือไวแ ลว ประพฤติ
พรหมจรรยมชี วี ติ เปน ทสี่ ดุ จนถึงสน้ิ ชวี ิต โดยงา ยและโดยยาก ฉนั นั้น. น้แี ลตองถอื เอา
องคท ่สี องแหง โค.

อนง่ึ โคเม่อื สดู ดมตามความพอใจ จงึ ดม่ื กนิ ซง่ึ นํา้ ควรดมื่ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร ก็ตองสดู ดมตามความพอใจ ตามความรัก ตามความเลอ่ื มใส รับ
เอาคาํ พรา่ํ สอนของอาจารยแ ละอุปชฌาย ฉันนัน้ . นแ้ี ลตองถือเอาองคท่ีสามแหงโค.

อนึง่ โคอนั บุคคลผใู ดผูหนึง่ ขับไปอยู กย็ อมทําตามถอ ยคาํ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ก็ตองรับโอวาทานุสาสนขี องภิกษผุ เู ถระผูใ หม ผปู านกลาง และ
ของคฤหัสถผอู บุ าสก ดว ยเศยี รเกลา ฉันนนั้ . น้ีแลตองถอื เอาองคทีส่ ่ีแหง โค.

แมพระธรรมเสนาบดีสารีบตุ รเถระ ก็ไดภ าสิตไวว า :-
“กุลบุตรบวชในวนั นน้ั มีปเ จ็ดโดยกาํ เนิด, แมผูน นั้ พรา่ํ สอนเรา เรากต็ องรบั ไว
เหนอื กระหมอม. เราเหน็ แลว พงึ ตั้งไวซงึ่ ความพอใจและความรกั อนั แรงกลา
ในบุคคลนน้ั , พงึ นอบนอมบุคคลนนั้ เนอื ง ๆ โดยเอ้อื เฟอ ในตาํ แหนง อาจารย
ดงั น.้ี ”
ร. “พระผูเ ปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหง สุกรเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร สกุ รเมือ่ ถึงคมิ หฤดเู ปน คราวเรา รอ น ยอมเขาไปหานาํ้ ฉัน
ใด,โยคาวจรผูป ระกอบความเพียร ครน้ั เมอื่ จติ ขุน มัว พลงั้ พลาด เหหวน เรารอนดวย
โทสะ กต็ อ งเขา ไปใกลซงึ่ เมตตาภาวนา ซงึ่ เปน ของเยอื กเยน็ เปน ของไมตาย เปน ของ
ประณีตฉนั นน้ั . นแี้ ลตอ งถือเอาองคทห่ี น่ึงแหง สกุ ร.
อน่งึ สกุ รเขาไปใกลนาํ้ ตมแลว คยุ ขุดดินดวยจมูกกระทําใหเปน ปลกั นอนใน
ปลกั นน้ั ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งวางกายไวในใจ ไปในระหวา ง
อารมณนอนอยู ฉนั นน้ั . นี้แลตอ งถือเอาองคท สี่ องแหง สกุ ร.
แมพระปณ โทลภารทวาชเถระ กไ็ ดกลาไวว า :-
“ผมู ปี ญ ญาเหน็ แจง เหน็ ความเปน เองในกายแลว พิจารณาแลว เปน ผูเดียวไม
มีเพือ่ นท่ีสองนอนในระหวา งอารมณ ดงั น.้ี ”
ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตอ งถือเอาองคห า ประการแหง ชา งเปน ไฉน?”
ถ.”ขอถวายพระพร ธรรมดาชาง เมื่อเทย่ี วไป ยอมทําลายแผน ดนิ ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี รกต็ อ งพจิ ารณากายทาํ ลายกิเลสทง้ั ปวงเสยี ฉนั นนั้ . นแี้ ล
ตอ งถือเอาองคทห่ี นึ่งแหง ชา ง.
อนงึ่ ชางไมเ หลียวดว ยกายท้งั ปวง ยอ มเพงดตู รงน่นั เทยี ว มิไดเ ลอื กทศิ นอ ยทศิ
ใหญ ฉนั ใด,โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งไมเหลียวดว ยกายท้ังปวง ไมเ ลือกทิศ
นอยทิศใหญ ไมแ หงนขึ้นขางบน ไมก มลงขางลา ง เปน ผูเพง แลไกลชว่ั แอก ฉนั นน้ั . นแี้ ล
ตองถอื เอาองคท ่สี องแหง ชาง.

อน่งึ ชา งไมไ ดนอนเปน นิตย ไปหาอาหารเนือง ๆ ยอมไมเขาถงึ ซงึ่ ประเทศนน้ั
เพื่อจะอยู มิไดม อี าลยั ในทอี่ าศยั แนน อน ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพียร กต็ อง
เปน ผมู ิไดน อนเปน นติ ย มิไดมที อ่ี ยู ไปเพอ่ื บณิ ฑบาต ถา วา เปนผมู ีปญ ญาเหน็ แจง เหน็
มณฑปมใี นประเทศอนั งดงาม หรือโคนไม ถา้ํ เงอื้ ม เปน ทฟี่ ูใจสมควร ก็เขาอาศัยอยูใน
ทีน่ น้ั แตห ากระทาํ ความอาลยั ในที่อาศัยแนน อนไม ฉนั นนั้ . น้แี ล ตองถอื เอาองคท ส่ี าม
แหง ชา ง.

อน่งึ ชา งลงสนู า้ํ กล็ งสสู ระบวั ใหญ ๆ ซง่ึ บริบูรณดว ยนาํ้ อนั สะอาดไมข นุ และ
เย็น ดาดาษแลวดวยกมุ าท อบุ ล ปทมุ ปุณฑรกิ เลนอยางชา งอนั ประเสริฐ ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตองลงสสู ระโบกขรณีอนั ประเสริฐ กลาวคือ มหาสติ
ปฏฐาน ซึ่งเตม็ แลว ดวยน้ํา กลา วคือ ธรรมอันประเสริฐ อันสะอาด ไมหมน หมอง ผอง
ใส มไิ ดข ุน มวั ดาดาษดว ยดอกไม กลา วคอื วมิ ุตติ ลางขดั สังขารทง้ั หลายดว ยญาณ
ปรชี า เลน อยา งโยคาวจร ฉนั นั้น. นี้แล ตอ งถอื เอาองคท สี่ แี่ หง ชา ง.

อน่งึ ชา งยกเทา ข้นึ กม็ ีสติ จดเทาลงก็มีสติ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร ก็ตอ งยกเทา ขึน้ ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะ จดเทา ลงดวยสติสัมปชญั ญะ เปนผูมี
สติสมั ปชญั ญะในเวลากา วไปและกาวกลบั คูอวยั วะเขาและออกในทที่ ัง้ ปวง ฉนั นน้ั . นี้
แล ตอ งถือเอาองคท หี่ า แหง ชา ง.

แมพระผมู ีพระภาคเจา ผูเทพาดเิ ทพ ก็ไดต รัสไวใ นสงั ยตุ ตนิกายอนั ประเสริฐวา
:-

‘ความสาํ รวมดว ยกายเปน คณุ ยงั ประโยชนใ หสาํ เรจ็ , ความสาํ รวมดว ยวาจา
เปนคณุ ยังประโยชนใหส าํ เรจ็ , ความสาํ รวมดวยใจเปนคณุ ยงั ประโยชนให
สําเร็จ, ความสาํ รวมในทที่ ั้งปวงเปน คณุ ยงั ประโยชนใ หส ําเร็จ, บคุ คลผสู าํ รวม
ในทที่ ง้ั ปวง นกั ปราชญก ลา ววา ‘ผูม ีความละอาย มไี ตรทวารรักษาแลว ’ ดังน.้ี ”

หัวขอ ประจาํ กญุ ชรวรรคนน้ั
ปลวกหนงึ่ แมวหนึง่ หนหู นงึ่ แมลงปองหนงึ่ พังพอนหนงึ่ สนุ ัขจงิ้ จอกหน่งึ เนอื้
หนงึ่ โคหนงึ่ สกุ รหนงึ่ ชา งหนึง่ เปนสบิ ฉะน.ี้

สหี วรรคท่หี า

พระราชาตรัสถามวา “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคเจด็ ประการแหง
ราชสีห เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทลู วา “ขอถวายพระพร ธรรมดาราชสหี เ ปน สัตวข าวไมห มน หมอง
หมดจดสะอาด ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตองเปน ผูม จี ิตขาว ไม
หมนหมอง บรสิ ทุ ธผิ์ ดุ ผอ ง ฉนั นนั้ . นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคท ่ีหนงึ่ แหง ราชสหี .

อน่ึง ราชสหี ม เี ทา สีเ่ ปน เคร่ืองเทยี่ วไป มกั เท่ียวไปดว ยลลี าศ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพยี ร กต็ องเปน ผมู อี ทิ ธบิ าทส่ีเปน เครอ่ื งเทย่ี วไป ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอง
ถือเอาองคท ่ีสองแหงราชสีห.

อนงึ่ ราชสหี เ ปน สตั วมีผมงอกงามมรี ูปอนั ยงิ่ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพยี ร กต็ องเปนผมู ีผม กลา วคอื ศีลงาม มรี ปู อนั ยงิ่ ฉันนั้น. น้แี ล ตองถือเอาองคท ส่ี าม
แหง ราชสหี .

อนง่ึ ราชสหี ย อ มไมน อบนอ มแกสัตวไ ร ๆ แมเ พราะตอ งเสยี ชีวติ ฉันใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องเปน ผูไมน อบนอ มแกใคร ๆ แมเ พราะจะตอ งเสีย
จีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และยาเปน ปจ จยั แหงคนไขเปนบริขาร ฉนั นนั้ . น้แี ล ตอ ง
ถือเอาองคท ีส่ แ่ี หงราชสหี .

อนึ่ง ราชสหี เ ปน สตั วมีภกั ษามไิ ดขาด ยอมบริโภคเน้ือสัตวในโอกาสทสี่ ัตวนนั้
ลม น่ันแหละจนพอตอ งการ มิไดเลอื กบรโิ ภคเน้ือลา่ํ ของสตั ว ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ก็ตองเปนผมู ภี ักษามไิ ดข าด มไิ ดเลอื กตระกูลทั้งหลาย มไิ ดล ะ
เรือนตนเขาไปใกลต ระกลู ทงั้ หลาย บริโภคพอยงั สรรี ะใหเปนไป ในโอกาสเปน ทรี่ ับ
โภชนะนน่ั เอง มไิ ดเลอื กโภชนะอนั เลิศ ฉันนนั้ . นแี้ ล ตองถือเอาองคท ีห่ า แหง ราชสหี .

อน่งึ ราชสีหม ไิ ดม ีภกั ษาหารสะสมไว ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็
ตองเปนผูมคี วามบรโิ ภคมิไดก ระทาํ ความสะสมไว ฉนั นนั้ . นแี้ ล ตอ งถอื เอาองคทห่ี ก
แหงราชสหี .

อนงึ่ ราชสหี ม ิไดอ าหารก็ไมไ ดดิ้นรน ถงึ ไดอ าหารก็ไมโ ลภ ไมห มกมนุ ไม
ทะยานกินฉนั ใด,โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ไมไ ดโภชนะกต็ องไมด้ินรน ถงึ ได
โภชนะก็ตอ งไมโ ลภ ไมหมกมนุ ไมทะยาน เหน็ อาทนี พอยเู ปน ปกติ มีปญญาเปน เหตุ
ออกไปจากภพ บริโภคอยู ฉันนนั้ . น้แี ล ตอ งถอื เอาองคที่เจ็ดแหง ราสหี .

แมพ ระผูม ีพระภาคเจา เมอ่ื ทรงสรรเสริญพระมหากัสสปเถระก็ไดต รสั ไวใ นสัง
ยตุ ตนกิ ายอันประเสรฐิ วา :-

“แนะภิกษทุ งั้ หลาย กัสสปนเ้ี ปนผสู นั โดษดวยบณิ ฑบาตตามมตี ามได และมี
ปกตกิ ลาวคุณของการสันโดา ดว ยบณิ ฑบาตตามมีตามได ยอมไมถงึ ความแสวงหาไม

ควร และกรรมไมส มควร เพราะเหตุแหง บณิ ฑบาต ไมไดบณิ ฑบาตก็ไมด้ินรนถงึ ได
บณิ ฑบาตก็ไมโ ลภ ไมห มกมนุ ไมท ะยาน เหน็ อาทนี พอยเู ปนปกติ มีปญญาเปนเหตุ
ออกไปจากภาพ บริโภคอย’ู ดงั น.้ี ”

ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตองถอื เอาองคสามประการแหง นกจากพราก เปน
ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร นกจากพรากยอมไมล ะทิง้ นางนกตัวท่ีเปน ภรยิ าจนตลอด
ชวี ิต ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กม็ ไิ ดละทง้ิ ความกระทําในใจโดยอุบายท่ี
ชอบ จนตลอดชวี ติ ฉนั นนั้ . นี้แล ตอ งถือเอาองคท หี่ นึง่ แหงนกจากพราก.

อน่ึง นกจากพรากมสี าหรา ยและแหนเปน ภกั ษา ยอ มถึงความเตม็ ใจดวย
สาหรา ยและแหนนนั้ และไมเ สอื่ มจากกําลงั และพรรณเพราะความเตม็ ใจนน้ั ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ องทาํ ความเตม็ ใจตามลาภทไ่ี ด ฉนั นนั้ . กโ็ ยคาวจรผู
ประกอบความเพียรเปน ผเู ตม็ ใจตามลาภทไี่ ด กไ็ มเสอื่ มจากศีล สมาธิ ปญ ญา วิมตุ ติ
วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ และมิไดเ ส่ือมจากสรรพกุศลธรรมทงั้ หลาย. น้ีแลตองถือเอาองคท่ี
สองแหงนกจากพราก.

อน่งึ นกจากพรากยอ มไมเบียดเบียนสัตวมชี วี ติ ทัง้ หลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ องเปนผูม ที ัณฑะอนั ละทง้ิ แลว มีศสั ตราอนั ละทง้ิ แลว มคี วาม
ละอาย ถึงพรอ มดว ยความเอน็ ดู มีปกตอิ นุเคราะหด วยประโยชนเ ก้อื กลู ในสัตวม ีชวี ติ
ทัง้ ปวง ฉันนนั้ . นีแ้ ลตองถอื เอาองคท ส่ี ามแหง นกจากพราก.

แมพระผูมพี ระภาคเจา ผเู ทพดเิ ทพ ก็ไดท รงภาสติ ไว ในจกั กะวากชาดกวา :-
“ผูใ ดไมเบยี ดเบียน ไมฆ า ไมผจญ ไมวา กลา ว, เวรของผนู นั้
ยอ มไมม กี ับใคร ๆ เพราะอนั ไมเบยี ดเบยี นในสัตวท ง้ั ปวง’ ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเ ปน เจา นาคเสน ตองถือเอาองคส องประการแหงนางนกเงอื ก เปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร นางนกเงอื กยอมไมเลย้ี งลกู ท้งั หลายเพราะรษิ ยาในผัวของ
ตน ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพียร ก็ตอ งหวงหามกเิ ลสทงั้ หลายอนั เกดิ ขนึ้ ในใจ
ตนเสีย ใสเขา ซง่ึ กเิ ลสทงั้ หลายในโพรงไม กลาวคอื ความสาํ รวมโดยชอบดวยสติปฏ
ฐานแลว ยังกายคตาสติใหเ จรญิ ในมโนทวาร ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอ งถอื เอาองคทห่ี นึ่งแหง
นางนกเงือก.
อนง่ึ นางนกเงอื กเที่ยวหาอาหารทป่ี า ใหญต ลอดทัง้ วนั เวลาเยน็ กก็ ลับมายงั ฝูง
นกเพ่ือความรักษาซง่ึ ตน ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร กต็ อ งเปน ผใู หญผ ู
เดยี ว เสพท่อี นั สงดั ทั้งเพอื่ ความพน รอบจากสงั โยชนธรรม, เมอ่ื ไมไดความยนิ ดใี นท่ีสงัด

ทวั่ นัน้ พงึ กลับสสู งั ฆมณฑล เปน ผูอนั สงฆรักษาแลวอยู เพื่ออนั ปองกนั ซงึ่ ภยั คือ
ความถกู วา ได ฉนั นนั้ . น้แี ล ตองถอื เอาองคที่สองแหง นางนกเงือก.

แมคาํ นที้ า วสหัมบดีพรหม กไ็ ดกราบทลู ในสาํ นกั พระผมู พี ระภาคเจา วา:-
“เสพทน่ี อนทนี่ งั่ อนั สงดั ทง้ั หลาย, ประพฤติเพอ่ื ความพน วเิ ศษจากสงั โยชน
ธรรม; ถาไมถ งึ ทบั ความยนิ ดใี นเสนาสนะเหลานัน้ , จงเปน ผูมีตนอนั รกั ษาแลว
มสี ติอยูในสงั ฆมณฑล ดงั น”ี้
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตองถอื เอาองคหนงึ่ ประการแหงนกพิราบเรอื นเปน
ไฉน?”
ถ. ขอถวายพระพร นกพริ าบเรอื นเม่ืออยูท ีเ่ รือนของชนอน่ื ยอ มไมถ อื เอานิมิต
หนอ ยหน่ึงแหง เขา ของ แหง ชนทง้ั หลายเหลานนั้ เปน สตั วม ัธยัสถหมายรมู ากอยู ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี รเขาไปสตู ระกลู อืน่ ก็ตอ งไมถอื เอานมิ ิตในเตียง ต่งั ผา
เคร่อื งประดบั เคร่อื งอปุ โภค เครอื่ งบริโภค หรอื โภชนะวกิ ตั ิทง้ั หลายของสตรีหรอื บรุ ุณ
เปน ผมู ัธยัสถ เขาไปต้ังไวเ ฉพาะซง่ึ ความสาํ คัญวา เราเปน สมณะฉนั น้ัน. น้ีแล ตอ ง
ถือเอาองคห นงึ่ ประการแหงนกพริ าบเรอื น.
แมพ ระผูมีพระภาคเจา กไ็ ดท รงภาสติ ไว ในจูฬนารทชาดก:- วา
‘เขาไปสตู ระกลู แลว พงึ เคย้ี วกติ แตพ อประมาณ บรรดานํ้าควรด่ืมทงั้ หลาย
หรือโภชนะท้งั หลายพงึ เค้ยี วกนิ แตพ อประมาณ พงึ บรโิ ภคแตพ อประมาณ,
และอยากระทาํ ซ่งึ ใจในรูป’ ดงั น”้ี
ร. “พระผูเปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการแหงนกเคา เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร นกเคาโกรธกาทง้ั หลาย พอเวลากลางคืนก็ไปยังฝงู กาแลว
ฆา กาเสยี เปน อนั มาก ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตอ งกระทาํ ความยินรา ย
ตอ อญาณความไมรเู ทา เสยี เปนผู ๆ เดยี วนงั่ ณ ทีล่ บั ยาํ่ ยีอญาณ ตัดเสียต้ังแตรากเงา
ฉนั นน้ั .น้ีแล ตอ งถอื เอาองคท ห่ี น่งึ แหง นกเคา.
อนึ่ง นกเคา เปน สัตวห ลกี เรน อยู ณ ท่ลี บั ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพียร กต็ อ งเปน ผมู ีท่ีสงัดเปน ทม่ี ารื่นรมย ยินดีแลว ในการหลีกเรน อยู ฉนั นน้ั , นแ้ี ล ตอง
ถอื เอาองคท ี่สองแหงนกเคา .
แมพ ระผมู ีพระภาคเจา กไ็ ดตรัสไว ในสงั ยตุ ตนกิ ายอนั ประเสริฐวา :-
‘แนะ ภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินยั น้ี เปนผูมที ี่สงัดเปน ทมี่ ารืน่ รมย ยนิ ดใี น
ความหลีกเรน อยู ยอมรชู ัดตามเปน จริงวา ‘อนั นี้เปน ทกุ ข อนั น้ีเปน สมุทยั อนั นี้เปน นโิ รธ
อนั นี้เปน มรรค’ ดงั น้ี.”

ร. “พระผูเปนเจานาคเสน ตองถอื เอาองคห นง่ึ ประการแหง นกสตปตตะ เปน
ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร นกสตปตตะรอ งขึน้ และยอมบอกสขุ เกษมหรือทกุ ขภ ยั ให
เปน นมิ ติ แกช นทงั้ หลายอนื่ ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพียร เมือ่ สาํ แดงธรรมแก
ชนทง้ั หลายอนื่ ก็ตอ งสาํ แดงวนิ ิบาตโดยความเปน ทกุ ขภ ยั แสดงนิพพานโดยความเปน
สุขเกษม ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอ งถอื เอาองคประกอบหนง่ึ แหง นกสตปต ตะ.

แมพระปโณโฑลภารทวาชเถระ กไ็ ดก ลา วไวว า :-
‘ผปู ระกอบความเพยี ร ควรจะแสดงซึง่ เนอื้ ความสองอยางน้ี คือ ความนา กลวั
นา สะดงุ ในนรก ความสุขอันไพบูลในนพิ พาน’ ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผูเปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหง คางคาว เปน ไฉน?”
ถ. ขอถวายพระพร คางคาวเขา ไปสูเรือน เท่ยี วไปแลวก็ออกไป ไมกงั วลอยูใน
เรือนนนั้ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร เขาไปบิณฑบาตในบา น เทย่ี วไป
ตามลาํ ดับตรอก ไดบิณฑบาตแลวก็กลบั ทนั ที มิไดก งั วลอยใู นบานนน้ั ฉนั นนั้ . นแ้ี ล
ตองถอื เอาองคท่หี น่งึ แหง คา งคาว.
อน่ึง คา งคาวเม่ืออยทู เี่ รือนของชนอน่ื ไมไ ดทําความเส่อื มแกช นเหลา นนั้ ฉันใด
, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร เขาไปสูตระกูลแลว กต็ องไมท าํ ความเดอื ดรอนหนอ ย
หนงึ่ แกชนเหลา นน้ั ดวยการรบกวนเขาเหลอื เกิน ดว ยความเปน ผูข อเขามาก ดว ยความ
เปนผมู ีโทษเกดิ แตกายมาก ดวยความเปน ผูช า งพดู เหลอื เกนิ หรือดวยความเปน ผมู ีสุข
และทุกขร ว มดว ยเขา, และไมยงั การงานอันเปน ทต่ี ง้ั แหง ทรพั ญสมบตั ขิ องชนเหลา น้ัน
ใหเ สอื่ มเสยี ไป ปรารถนาความเจริญอยา งเดยี วโดยประการทงั้ ปวง ฉันนนั้ . นีแ้ ล ตอง
ถอื เอาองคท สี่ องแหงคา งคาว.
แมพระผมู ีพระภาคเจา ก็ไดตรัสไวในลักขณสูตร ในทีฆนิกายอันประเสรฐิ วา:-
‘บคุ คลปรารถนาอยวู า ‘ไฉนชนเหลา อนื่ ไมพงึ เสือ่ มจากศรทั ธา ศีล สุตะ
ปญญา จาคะ กรรมท่ียงั ประโยชนใ หส าํ เรจ็ เปนอนั มาก ทรพั ย ขา วเปลอื ก นา
และทีด่ นิ บตุ รทง้ั หลาย ภรยิ าทง้ั หลาย เหลา สัตวสเี่ ทา เหลา ญาติ เหลา มติ ร
เหลา พวกพอ ง กาํ ลงั พรรณ สขุ , ฉะน,ี้ และจาํ นงหวงั ความมน่ั คัง่ ความสําเร็จ
แหงประโยชน’ ดงั น.้ี ”
ร. “พระผูเ ปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห นง่ึ ประการแหง ปลงิ เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ปลิงเกาะทอี่ วยั วะใด ก็เกาะแนน ในอวยั วะนนั้ ดื่มโลหิตอยู
ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพียร หนวงจิตไวในอารมณใ ด กต็ อ งตงั้ อารมณน ้นั ไว

ใหม ่นั โดย วรรณ สัณฐาน ทศิ โอกาส ปรจิ เฉท ลงิ ค และนมิ ิต ด่ืมรส คือ วมิ ุตตอิ นั ไม
เจอื กเิ ลส ดว ยอารมณน น้ั ฉนั นนั้ . น้แี ล ตองถือเอาองคป ระกอบหน่งึ แหงปลงิ .

แมพระอนุรทุ ธเถระ ก็ไดก ลา วไวว า:-
‘บุคคลมจี ิตบรสิ ุทธิ์ ตง้ั อยูเฉพาะในอารมณ พึงดม่ื รส คอื วิมตุ ติอนั ไมเ จือกเิ ลส
ดวยจติ นน้ั ’ ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส ามประการแหง งเู ปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร งยู อมเลื้อยไปดว ยอก ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพยี ร กต็ อ งเท่ียวอยดู วยปญ ญา; เมอื่ โยคาวจรเท่ียวอยดู วยปญ ญา จติ ก็เทีย่ วอยใู น
มรรคาอนั นาํ ออกไปจากภพ เวน สง่ิ ท่ีไมม ีเครอื่ งหมายเสยี ยงั ส่ิงท่ีมีเครอ่ื งหมายใหเ จริญ
ฉนั นนั้ . นี้แลตองถือเอาองคท ี่ตนแหง ง.ู
อน่ึง งเู มือ่ เท่ยี วไป เวน ยาเสยี เท่ียวไปอยู ฉันใด,โยคาวจรผูป ระกอบความเพียร
กต็ องเวน ทจุ ริตเสียเท่ยี วอยู ฉันนน้ั . นี้แล ตองถือเอาองคท ีส่ องแหง ง.ู
อน่ึง งูเหน็ มนษุ ยท ง้ั หลาย ยอ มเดอื ดรอน เศราโศก เสยี ใจ ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ตรึกถึงความตรกึ อนั ช่วั แลว ยังความไมย ินดีใหเ กิดขึ้นแลว กต็ อ ง
เดือดรอน เศรา โศกเสียใจวา วันแหง เราเปน ไปลวงแลว ดว ยความประมาท วนั ท่ีเปน ไป
ลวงแลว นัน้ เราไมอ าจไดอกี , ฉะนี้ ฉนั นนั้ .
แมก ินนรทัง้ สอง ก็ไดก ลา วไว ในภลั ลาฏยิ ชาดกวา :-
‘แนะ นายพราน เราทง้ั สองอยูปราศจากกนั สน้ิ ราตรหี นงึ่ อนั ใด เราทงั้ สองไม
อยากจะพลดั พรากกนั ระลกึ ถงึ กันอยู เดือดรอนเนอื ง ๆ เศราโศกถึงกันส้นิ
ราตรหี นง่ึ อนั น้นั . ราตรนี นั้ จกั มีอีกไมได’ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเ ปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห นง่ึ ประการแหง งเู หลือม เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร งเู หลือมเปนสตั วม ีกายใหญ มที อ งพรอ งขัดสนอาหาร
ยอ มไมไดอ าหารสักวา พอเตม็ ทอ ง สน้ิ วันเปน อันมากเปนสัตวไ มบ รบิ ูรณดวยอาหาร
ยอมประทงั ไปเพยี งแตอาหารสกั วา ยงั สรีระใหเปน ไป ฉนั ใด, เมื่อโยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพียร ขวนขวายเพื่อภิกขาจารวตั ร เขา ไปใกลบ ณิ ฑะของบุคคลอื่น มคี วามมงุ
หมายบิณฑะอันบุคคลอน่ื ใหแลว เวน เสยี จากความถอื เอาเอง กย็ ากทจ่ี ะไดอาหารให
เพียงพอ, ถงึ กระนนั้ กลุ บตุ รผูเปน ไปในอาํ นาจประโยชนก ไ็ มบ ริโภคคําขา วสห่ี า คํา ยงั
กระเพาะใหเ ตม็ ดว ยนํ้าแทนคําขาวทีเ่ หลอื นน้ั ฉนั นัน้ . นแี้ ล ตองถือเอาองคประการหนง่ึ
แหง งเู หลือม.
แมพระสารบี ตุ รเถระผูธรรมเสนาบดี ก็ไดกลา วไวว า :-

‘ภกิ ษุเม่ือบริโภคของสดหรือของแหง กม็ ิใหอมิ่ นกั เปน ผมู อี ุทรพรอง มีอาหาร
พอประมาณ มสี ติเวนเสยี ไมบริโภค คาํ ขา วสห่ี าคํา ด่มื น้ําแทน การประพฤติ
นน้ั เปน ของควรเพือ่ วหิ ารธรรมอนั สําราญ แหงภกิ ษุผมู ีจติ สงไปแลว ’ ดงั น.ี้ ”

หัวขอประจาํ สหี วรรคนง่ึ

ราชสีหห นงึ่ นกจากพรากหนึ่ง นางนกเงอื กหน่งึ นกพิราบเรอื นหน่งึ นกเคา หนง่ึ
นกสตปตตะหน่ึง คางคาวหนงึ่ ปลงิ หน่งึ งหู นงึ่ งเู หลือมหนง่ึ เพราะฉะน้ัน ทา น
จงึ กลาววา วรรค.

มักกฎ วรรคทห่ี ก

พระราชาตรสั ถามวา “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตองถือเอาองคหนงึ่ ประการแหง
แมลงมุมชกั ใยใกลทาง เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทูลวา “ขอถวายพระพร แมลงมุมชกั ใยใกลท างนน้ั ชกั ใยดจุ เพดาน
ไวใกลท างแลว , ถาวาหนอนหรอื แหลงหรอื บงุ มาติดที่ใยนน้ั , ก็จบั เอาสตั วมหี นอนเปน
ตนนนั้ กนิ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องทาํ ใย คือ สตปิ ฏ ฐานใหเปน ดจุ
เพดาน ทท่ี วารทัง้ หก ถา วา แมลงกลาวคอื กิเลสมาติดทีใ่ ยนน้ั , กฆ็ า เสยี ทใ่ี ยนน้ั ฉนั นน้ั .
นแี้ ล ตองถอื เอาองคประการหนงึ่ แหงแมลงมมุ ชกั ใยใกลท าง.

แมพระอนุรุทธเถระ ก็ไดกลา วไวว า :-
‘สตปิ ฏ ฐานอันประเสริฐสูงสดุ เปน ดจุ เพดานในทวารทงั้ หก กเิ ลสท้ังหลายมา
ติดในเพดาน คือ สติปฏ ฐานนน้ั ผมู ีปญญาเหน็ แจง พงึ ฆากเิ ลสนนั้ เสยี ’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคหน่งึ ประการแหง ทารกกนิ นม เปน
ไฉน?”
ถ. ขอถวายพระพร ทารกกนิ นมยอมขอ งอยใู นประโยชนของตน อยากนมก็
รองไห ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตองของอยใู นประโยชนข องตน เปน ผมู ี
ธรรมเปนเครอื่ งรู ในอทุ เทส ปรปิ จุ ฉา สัมมาประโยค ทส่ี งดั ทว่ั ความอยูร วมดวยบคุ คล
ผูควรเคารพ ความคบกบั กลั ยาณมิตร ฉันนน้ั . นแี้ ล ตองถือเอาองคป ระการหนงึ่ แหง
ทารกกนิ นม.

แมพระผูม พี ระภาคเจา กไ็ ดต รสั ไวในปรินิพพานสตู ร ในทีฆนกิ ายอนั ประเสรฐิ
วา :-

‘ดูกอนอานนท ทา นทง้ั หลายจงสบื ตอไปในประโยชนข องตน, จงประกอบเนอื ง
ๆ ในประโยชนข องตน, จงเปน ผูไ มป ระมาท มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มจี ติ สง ไปแลว อยู
ทกุ อริ ิยาบถ ในประโยชนข องตน’ ดังน.ี้ ”

ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคหนึง่ ประการแหงเตา เหลอื ง เปน
ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร เตา เหลอื งเวน เสียซง่ึ นาํ้ เพราะกลวั แตนํา้ เที่ยวอยูบนบก ก็
แตหาเสอื่ มจากอายุ เพราะการเวน เสยี ซงึ่ นา้ํ นนั้ ไมฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพยี ร กต็ องเปนผูเหน็ ภัยในความประมาทอยูเ ปน นิตย เห็นคุณวิเศษในความไม
ประมาทอยูเ ปน ปกติ กแ็ หละความเสือ่ มจากสามัญคณุ ไม ยอ มเขา ไปในที่ใกลพ ระ
นพิ พาน เพราะความเปน ผมู อี นั เหน็ ภัยเปน ปกตนิ นั้ ฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตอ งถอื เอาองค
ประการหน่งึ แหงเตา เหลอื .”

แมพระผูมพี ระภาคเจา กไ็ ดตรสั ไวในธรรมบทวา :-
“ภกิ ษผุ ูยินดใี นอปั ปมาทธรรม หรือมีปกตเิ หน็ ภยั ในความประมาท, เปน ผูไ ม
ควรจะเส่ือมในที่ใกลพ ระนพิ พาน ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคห าประการแหง ปา ชัฏ เปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ธรรมดาปา ชัฏยอ มปกปด ไวซ ึ่งชนผูไมส ะอาด ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ งปกปดซึง่ ความผดิ ความพลงั้ พลาดแหง ชนเหลา
อน่ื ไมเปดเผย ฉันน้นั . นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคท ีต่ นแหง ปา ชัฏ.”
อนง่ึ ปา ชัฏเปน ทวี่ า งจากชนเปน อนั มาก ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร
กต็ อ งเปนผวู า งจากขา ย คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ และกเิ ลสทั้งปวง ฉนั นนั้ . นี้
แล ตองถือเอาองคท ส่ี องแหง ปา ชฏั .
อนงึ่ ปา ชัฏเปนสถานทเ่ี งยี บ เปน ทป่ี ราศจากความคบั แคบดว ยชน ฉันใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตองเปน ผูสงบสงดั จากอกุศลธรรมอนั ลามกทง้ั หลาย
ซง่ึ มใิ ชของประเสริฐ ฉนั นนั้ . น้ีแล ตองถอื เอาองคท ส่ี ามแหง ปา ชฏั .
อนึ่ง ปา ชฏั เปน ท่อี นั สงบหมดจด ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตอ ง
เปน ผสู งบแลว หมดจดแลว ดบั แลว มมี านะอนั ละแลว มคี วามลบหลูคณุ ทา นอันละแลว
ฉันนน้ั . นีแ้ ล ตองถือเอาองคท่สี ่แี หงปา ชฏั .”
อนึ่ง ปา ชฏั เปน สถานท่อี นั อริยชนตองเสพ ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร กต็ อ งเปน ผูส อ งเสพดวยอรยิ ชน ฉันนน้ั . นแี้ ลตองถอื เอาองคท ห่ี า แหง ปา ชฏั .

แมพ ระผูมีพระภาคเจา ก็ไดต รัสไว ในสังยตุ ตนิกายอนั ประเสริฐวา :-
‘ผูมีปญญาพงึ เสพกบั ดวยบณั ฑิตท้ังหลาย ผูไ กลจากกเิ ลส ผมู จี ิตสงวัดแลว มี
ตนสง ไปแลว มปี กติเพง พนิ จิ ผูม คี วามเพยี รอนั ปรารภแลวเปนนติ ย’ ดังน.ี้ ”
ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหง ตน ไม เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ขนึ้ ชอ่ื วา ตนไม ยอ มทรงดอกและผลฉนั ใด. โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ก็ตอ งเปน ผทู รงดอก กลา วคือ วมิ ตุ ติ และผล กลาวคือ สามญั คณุ
ฉันนน้ั . นี้แล ตอ งถอื เอาองคทห่ี นึง่ แหงตน ไม.
อนงึ่ ตนไมย อมใหซ ึ่งรม เงาแกช นทงั้ หลายผูเขา ใกล ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพยี ร กต็ องเปนผูตอ นรับ ดว ยอามสิ ปฏสิ ันถารหรือธรรมปฏิสันถารแกบ คุ คลผเู ขา
ไปหา ฉนั นน้ั . นแ้ี ล ตอ งถือเอาองคท ่ีสองแหงตน ไม.
อนึ่ง ตน ไมยอ มไมทาํ ซง่ึ ความทีร่ ม เงาใหเปนของมีประมาณตา งกนั ฉนั ใด,
โยคาวจรผูป ระกอบความเพยี ร กต็ องไมท าํ ความเปน ของมีประมาณตา งกนั ในสตั วท ้งั
ปวง ฉนั น้ัน. นแี้ ล ตองถอื เอาองคท ีส่ ามแหง ตน ไม.
แมพระธรรมเสนาบดสี ารบี ตุ รเถระ ก็ไดก ลาวไวว า :-
“พระมนุ นี าถเจา เปน ผมู พี ระหฤทยั เสมอในชนทง้ั ปวง คอื ในเทวทตั ผฆู า ในองั
คลุ มิ าลกโจร ในธนปาลกคชสาร และในพระราหลุ ดงั น”ี้
ร. “พระผูเปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคห าประการแหง ฝนเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ฝนยอมระงับเสยี ซ่ึงธลุ เี หงอื่ ไคลซ่งึ เกดิ ขน้ึ ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ องระงบั เสยี ซึง่ ธุลเี หง่อื ไคล คือ กเิ ลสซง่ึ เกดิ ข้นึ ฉนั
นั้น. น้ีแล ตอ งถือเอาองคท ห่ี นึ่งแหง ฝน.
อนงึ่ ฝนยอมยงั ความรอนท่ีแผน ดินใหด บั เสีย ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพียร ก็ตองยงั โลกทงั้ เทวโลกดวยเมตตาภาวนาฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตองถือเอาองคทีส่ องแหง
ฝน.
อนงึ่ ฝนยอ มยังพชื ทง้ั ปวงใหง อกขน้ึ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็
ตองยังศรทั ธาของสัตวท ง้ั ปวงใหเกดิ ขน้ึ แลว หวานลงซงึ่ พชื กลาวคือ ศรทั ธานนั้ ใน
สมบัตสิ ามประการ คือ ทพิ ยสมบัติ และมนษุ ยสมบตั ิ จนถงึ สขุ สมบตั ิ คือ นิพพานอนั มี
ประโยชนอ ยา งยิ่งฉนั นั้น. นแ้ี ล ตองถือเอาองคทีส่ ามแหง ฝน.
อนึ่ง ฝนตง้ั ขนึ้ แลวแตฤดู ยอมรักษาไวซง่ึ หญา ตน ไม เครือเขา พุมไม ผัก และ
ไมเปน เจา แหงไพรทั้งหลาย ซง่ึ งอกขน้ึ บนแผน ดนิ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร
ก็ตอ งยงั ความทาํ ในใจโดยอบุ ายทชี่ อบใหเกิดขึน้ แลวรกั ษาไวซ งึ สมณธรรมดว ยความ

ทําในใจโดยอบุ ายทช่ี อบนน้ั เพราะวากุศลธรรมท้งั ปวงมีโยนโิ สมนสกิ ารเปน มลู ราก ฉนั
น้ัน. นแ้ี ล ตอ งถอื เอาองคท สี่ แ่ี หง ฝน.

อนึง่ ฝนเม่ือตก ยอ มยงั แมนาํ้ หนอง สระบวั ซอก หวั ย ธาร เขา บงึ บอ ใหเต็ม
ดวยธารนํา้ ทั้งหลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความเพียร กต็ องยังฝนคอื ธรรมใหต ก
ดวยปริยตั เิ ปน ทม่ี า ยงั ใจแหง ชนทง้ั หลาย ผูใ ครซ งึ่ ธรรมอนั บคุ คลพงึ ตรัสรู ใหเตม็ รอบ
ฉันนน้ั . นีแ้ ล ตองถอื เอาองคท ห่ี า แหงฝน:-

แมพ ระสารีบตุ รเถระผูธรรมเสนาบดี กไ็ ดกลาวไวว า :-
‘พระมหามนุ ีผทู รงพระภาคเจา ทอดพระเนตรเหน็ ชนผอู ันพระองคควรแนะนํา
ใหตรัสรู ในทแี่ มมแี สนโยชนเปนประมาณ ก็เสด็จพทุ ธดําเนนิ ไปหาชนนน้ั โดย
ขณะเดียว ยงั ชนนนั้ ใหต รสั รธู รรม’ ดังน.้ี
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหง แกว มณี เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร แกว มณเี ปน ของหมดจดสวนเดยี ว ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ อ งเปน ผูมอี าชพี หมดจดสวนเดยี วฉันนั้น. นี้แล ตอ งถอื เอาองค
ทห่ี นึ่งแหง แกว มณ.ี
อนึ่ง แกว มณยี อมไมเจือปนกับอะไร ๆ ฉนั ใด,โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร ก็
ตองไมร ะคนดว ยคนชว่ั ทงั้ หลาย ดวยสหายชัว่ ท้งั หลาย ฉันนนั้ . น้ีแล ตองถือเอาองคท่ี
สองแหง แกว มณ.ี
อน่ึง แกว มณอี ันนายชา งยอ มประกอบกับชาตแิ ลวทง้ั หลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ องอยรู วมกับบุคคลทั้งหลายผมู ีชาติอุดมเลศิ ตองอยูร วมดว ย
บุคคลผูป ฏิบัติ ผตู ้งั อยูในผล ผพู รอมเพรยี งดว ยเสขผล ดวยมณรี ตั นะ คอื สมณะผู
โสดาบัน สหทาคามี อนาคารมี อรหนั ต เตวชิ ชา ฉฬภญิ ญา ฉันนน้ั . น้ีแล ตอ งถือเอา
องคทสี่ ามแหง แกวมณ.ี
แมพระผมู พี ระภาคเจา ก็ไดต รสั พุทธพจนน ไี้ วในสตุ ตนบิ าตวา :-
‘ทานทงั้ หลายผบู รสิ ทุ ธ์ิมีสตติ ้งั มัน่ พงึ สาํ เรจ็ การอยรู วมดว ย ผบู ริสทุ ธทิ์ ้งั หลาย,
แตน ั้น ทา นทง้ั หลายผพู รอมเพยี งกนั มปี ญ ญารักษาตนโดยไมเ หลอื จกั ทาํ ซ่ึง
ทสี่ ุดแหง ทกุ ข’ ดงั น.้ี ”
ร. “พระผเู ปน เจานาคเสน ตอ งถือเอาองคส ีประการแหง พรานเนื้อ เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร พรานเนอื้ เปน ผูมีความหลบั นอ ย ฉนั ใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร กต็ อ งเปนผูมคี วามหลับนอย ฉนั นนั้ . นแี้ ล ตอ งถอื เอาองคท่ตี น แหง
พรานเน้ือ.

อน่ึง พรานเนอ้ื ยอมผูกใจอยแู ตใ นเน้ือทงั้ หลาย ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบ
ความเพยี ร กต็ อ งผูกใจอยแู ตใ นอารมณทง้ั หลาย ฉนั นนั้ นีแ้ ล ตองถือเอาองคที่สองแหง
พรานเน้ือ.

อน่งึ พรานเนอ้ื ยอ มรกู าลของกจิ ท่จี ะพึงทํา ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพยี ร ก็ตองรูจกั กาลของความหลกี เรน อยูวา ‘กาลนเี้ ปน กาลของความหลีกเรน อย,ู กาล
น้ีเปนกาลของความออกจากความหลีกเรน อย’ู ฉนั นั้น. น้แี ล ตองถอื เอาองคท ส่ี ามแหง
พรานเนื้อ.

อน่งึ พรานเนอ้ื เหน็ เน้อื แลว ยอ มยงั ความยินดีใหเ กดิ เฉพาะวา ‘เราจกั ไดเ นื้อน’ี้
ดังนี้ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องรื่นรมยใ นอารมณ ยงั ความยนิ ดใี ห
เกิดเฉพาะในอารมณว า ‘เราจักบรรลคุ ณุ พเิ ศษอันย่งิ ’ ดงั น้ี ฉนั นน้ั . น้ีแล ตองถือเอาองค
ทีส่ ี่แหง พรานเน้อื .

แมพ ระโมฆราชเถระ ก็ไดก ลา วไวว า:-
‘ภกิ ษไุ ดอารมณแลว มีจิตสง ไปในอารมณแ ลว ยงั ความยนิ ดใี หเ กดิ ย่งิ วา ‘เรา
จกั บรรลคุ ุณอันยิง่ ’ ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคสองประการแหงพรานเบด็ เปน
ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร พรานเบด็ ยอมวดั ปลาทง้ั หลายข้ึนดว ยเบ็ด ฉนั ใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตองยกข้นึ ซ่ึงสามัญผลท้ังหลายอนั ยิ่งดวยญาณ ฉัน
นั้น. นี้แล ตองถอื เอาองคท ่ีหน่งึ แหง พรานเบ็ด.
อน่ึง พรานเบด็ ฆาซง่ึ ปลาตัวเลก็ ๆ ยอ มไดลาภเปน อนั มาก ฉันใด, โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร ก็ตองละซ่ึงอามิสในโลกเล็กนอ ยเสยี ; เพราะวา ละเสียซง่ึ อามสิ ใน
โลกแลว ยอ มบรรลสุ ามญั ผลเปนอันมาก ฉนั นนั้ . นแี้ ล ตอ งถือเอาองคท ส่ี องแหง พราน
เบด็ .
แมพ ระราหุลเถระ ก็ไดกลาวไววา :-
‘ละโลกามสิ เสยี แลว พงึ ไดสญุ ญตวิโมกข อนมิ ิตตวโิ มกข อัปปณิหติ วิโมกข
และผลสี่ อภญิ ญาหก’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผูเปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหงชา งไม เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร ชางไมย อ มถากไมต ามเสนดาํ คอื สายบรรทัดท่ขี งึ ขีดไว
ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพียร กต็ องยืนอยทู ่แี ผน ดนิ กลา วคอื ศลี แลวถือซง่ึ
ขวาน กลาวคอื ปญญา ดวยมอื กลา วคอื ศรัทธา ถากซ่ึงกเิ ลสทง้ั หลาย อนโุ ลมตาม
พระชนิ พระศาสนา ฉันน้นั . นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคทหี่ นง่ึ แหง ชา งไม.

อน่งึ ชางไมถากกระพอ้ี อกเสยี ถอื เอาแตแกน ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพยี ร กต็ อ งนาํ เสียซงึ่ หนทางแหงความกลา วแกง แยงวา ‘เทย่ี ง ขาด ชวี ติ อันนนั้ สรรี ะอัน
น้ัน, ชวี ติ อืน่ สรรี ะอืน่ , ธรรมชาตสิ งู สุดอนั นนั้ , ธรรมชาติสงู สุดอนั อ่ืน, ธรรมชาติอนั
ปจจยั ไมทาํ แลว ไมค วร, ไมใ ชความกระทาํ ของบรุ ษุ , มใิ ชความอยูดวยสามารถแหง
ความประพฤตพิ รหมจรรย, ความฉิบหายแหง สตั ว, ความปรากฏแหง สตั วใหม, ความที่
สงั ขารเทย่ี ง, ผใู ดกระทาํ ผนู ้ันรูแจง พรอ มเฉพาะ, ผูอน่ื กระทํา ผูอ นื่ รแู จงพรอ มเฉพาะ,
ความเหน็ กรรมและผลของกรรม, ความเหน็ ผลของความกระทาํ ฉะนกี้ ด็ ี ซง่ึ หนทางแหง
ความกลา วแกง แยงอยา งอนื่ กด็ ี แลวถือเอาซึง่ ความเปน จรงิ แหง สังขารท้งั หลาย ซ่ึง
ความทีส่ ังขารทัง้ หลายสญู อยา งย่งิ ซง่ึ ความทีส่ งั ขารทงั้ หลายเปนของไมมเี พียร ไมม ี
ชีวติ ซงึ่ ความท่ีสงั ขารทง้ั หลายเปน ของลว งสว น ซ่ึงความทส่ี ังขารทงั้ หลายเปน ของวา ง
เปลา ฉนั นนั้ . นีแ้ ล ตอ งถอื เอาองคท่สี องแหง ชา งไม.

แมพ ระผูมีพระภาคเจา ผเู ทพาดิเทพ ก็ไดทรงภาสติ ไวว า :-
“ทา นทงั้ หลาย จงกําจดั เสียซึ่งกิเลสดจุ หยากเย่ือ จงเสอื กไปเสียซ่ึงกิเลสอันดจุ
สวะ แตน น้ั ทา นทง้ั หลาย จงลอยเสยี ซงึ่ บคุ คลทั้งหลายผูเ ปน ดจุ ฟาง ผูไมใชสมณะ แต
มคี วามถอื ตัววาเราเปนสมณะ ครน้ั ทา นท้งั หลายกาํ จดั บุคคลทงั้ หลายผูมคี วาม
ปรารถนาลามก มอี าจาระและโคจรอันลามก พงึ เปนผหู มดจด มสี ตติ ั้งม่นั สาํ เรจ็ ความ
อยรู วมดว ยบคุ คลผูหมดจดทั้งหลาย’ ดงั น.ี้ ”

หวั ขอ ประจาํ มกั กฏวรรคนัน้

แมลงมุมหนงึ่ ทารกหนงึ่ เตา หนงึ่ ปาหนงึ่ ตนไมห นง่ึ ฝนหนงึ่ แกว มณหี นงึ่
พรานเน้ือหนง่ึ พรานเบด็ หนง่ึ ชา งไมห นงึ่ .

กุมภ วรรคทีเ่ จด็

พระราชาตรสั ถามวา “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคห นงึ่ ประการแหง
หมอ เปน ไฉน?”

พระเถรเจา ทูลวา “ขอถวายพระพร หมอ เต็มเปยมแลว ดว ยนาํ้ ยอมไมดัง ฉนั ใด,
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ถงึ แลว ซงึ่ บารมใี นนกิ ายเปน ทมี่ า ในธรรมอันบคุ คลพึง
บรรลุ ในปรยิ ตั ิ ในสามญั คณุ กไ็ มท าํ เสียง และเพราะความถึงบารมใี นคณุ นน้ั ก็ไมท ํา

มานะ ไมแ สดงความเยอ หยง่ิ เปน ผูมีมานะอนั ละแลว มคี วามเยอหยง่ิ อนั ละแลว เปน ผู
ตรง ไมปากกลา ไมอวดตัว ฉันนนั้ . นแี้ ล ตองถอื เอาองคป ระการหนง่ึ แหงหมอ.

แมพ ระผูมพี ระภาคเจา ก็ไดต รสั ไวว า:-
‘ของใดพรอง ของนั้นดงั , ของใดเต็ม ของนน้ั เงยี บ, คนพาลเปรยี บดว ยหมอ
เปลา บัณฑติ ดุจหวงนา้ํ อนั เปยม’ ดงั น.ี้ ”
ร. ”พระผูเปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส องประการแหงกาลกั น้ํา เปนไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร กาลกั น้ําบคุ คลดูดดีแลว ยอ มดดู นา้ํ ออกฉนั ใด, ใจของ
โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร แอบแนบแลว ในโยนิโสนมสกิ าร ก็ยอ มนําโยคาวจรไป
ฉันนน้ั . นแี้ ล ตองถือเอาองคท ต่ี นแหง กาลักน้าํ .
อนึ่ง กาลักน้าํ อันบุคคลดดู ครงั้ เดียว ยอ มไมดูดน้าํ ออก ฉันใด, ความเลื่อมใส
อนั ใด ไดเกดิ ขน้ึ ครงั้ เดยี ว โดยนยวา ‘พระผมู พี ระภาคเจานนั้ เปน ผูต รสั รูเองโดยชอบยงิ่
พระธรรมอันพระผูมพี ระภาคเจานนั้ ตรัสดแี ลว พระสงฆป ฏิบตั ดิ แี ลว ’ ฉะน้ี โยคาวจรผู
ประกอบความเพียร. ไมค วรยังความเลอื่ มใสนน้ั ใหออกไปเสยี จากจติ สนั ดานอกี ; และ
ปรชี าญาณอนั ใด เกิดขึ้นแลว คร้งั เดยี วโดยนยั วา ‘รปู ไมเ ท่ยี ง เวทนาไมเทีย่ ง สญั ญาไม
เท่ยี ง สงั ขารไมเทย่ี ง วญิ ญาณไมเ ท่ียง’ ฉะน้ี โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร อยาให
ปรีชาญาณนนั้ ออกไปเสยี จากจิตสนั ดาน ฉนั นั้น. นี้แล ตองถือเอาองคท ี่สองแหง กาลัก
นาํ้ .
แมพ ระผูมีพระภาคเจา กไ็ ดต รัสไวว า :-
‘นรชนผูช าํ ระสะอาดแลวในญาณเครื่องเหน็ เปน ผูเที่ยงแลว ในอรยิ ธรรม เปนผู
ถือธรรมอันวเิ ศษ ยอมไมห วนั่ ไหวโดยสว นมใิ ชอนั เดียว และนรชนนนั้ ยอมเปน
อยางนน้ั แหละเพราะความเปนหวั หนาโดยประการทง้ั ปวง’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหง รมเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร รมกน้ั อยบู นศีรษะ ฉันใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร
ก็ตอ งเปนผไู ปอยบู นกระหมอ มแหง กเิ ลสทง้ั หลายฉนั นนั้ . น้แี ล ตอ งถือเอาองคท ่แี รก
แหงรม.
อน่งึ รมเปนของบํารุงศรี ษะ ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อ งเปน ผู
บํารุงโยนโิ สมนสกิ าร ฉนั น้นั . นี้แล ตอ งถอื เอาองคท ส่ี องแหงรม.
อน่งึ รม ยอ มบาํ บัดเสียซง่ึ ลมและแดดและฝน ฉนั ใด, โยคาวจรผูป ระกอบความ
เพยี ร ก็ตอ งบาํ บดั เสียซง่ึ ลม คอื ความสาํ คัญ แดด คือ ไฟสามอยา ง และฝน คอื กเิ ลส
ของสมณพราหมณเ ปน อนั มาก ผมู ีความเหน็ ตา ง ๆ กนั ฉันนน้ั . น้แี ล ตองถอื เอาองคท ี่
สามแหง รม.

แมพระธรรมเสนาบดสี ารบี ตุ รเถระ ก็ไดก ลาวไวว า:-
‘รมดไี มทะลุประกอบม่นั คง ยอ มหา มเสียซง่ึ ลมและแดดและหาฝน ฉนั ใด, แม
พุทธบตุ รกท็ รงรม คอื ศีล เปน ผสู ะอาด หามเสยี ซงึ่ ฝน คือ กเิ ลส และแดด คอื
ไฟสามอยาง ฉันนนั้ ’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผเู ปนเจา นาคเสน ตอ งถอื เอาองคส ามประการแหงนาเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร นายอ มถงื พรอ มดว ยเหมอื ง ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบ
ความเพยี ร กต็ อ งเปนผูถ งึ พรอมดวยเหมือง คือ สจุ ริตและขอ ปฏิบัตนิ อยใหญ ฉนั นั้น. น้ี
แล ตองถอื เอาองคท ีแ่ รกแหง นา.
อนึ่ง นาเปนของถึงพรอมแลว ดว ยคนั และรักษานาํ้ ไวด ว ยคันนัน้ ยงั ธญั ชาตใิ ห
สําเร็จ ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตองเปน ผูถึงพรอมดว ยคันนา คือ ศลี
และความละอายบาป ถอื เอาสามัญผลทง้ั ส่ี ฉนั นน้ั . น้แี ล ตองถือเอาองคท่ีสองแหงนา.
อน่งึ นาเปน ของถงึ พรอมดวยความเจรญิ งาม ยงั ความยนิ ดใี หเ กิดแกช าวนา,
พืชทเี่ ขาหวานแมนอย ก็มผี ลมาก ท่เี ขาหวา นมาก ก็ยงั มีผลมากกวา นน้ั ฉันใด,
โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ก็ตอ งเปน ผูถงึ พรอมดว ยความหมน่ั ใหผ ลอันไพบูลยแก
ทายกทง้ั หลาย ยงั ความยนิ ดใี หเกิดแกท ายกทง้ั หลาย, ทานที่เขาใหน อยก็มผี ลมาก ท่ี
เขาใหม ากกย็ ง่ิ มผี ลมากกวานน้ั ฉนั นน้ั . นแี้ ลตอ งถอื เอาองคท่ีสามแหง นา.
แมพระอบุ าลีเถระผูวนิ ยั ธร กไ็ ดก ลาวไวว า :-
‘ภกิ ษุพงึ เปน ผเู ปรียบดวยนา มคี วามหมน่ั และใหผ ลไพบูลย; ผใู ดใหผลอัน
ไพบูลย ผนู ้ันชอ่ื วาเปน ดจุ นาอนั เลศิ ’ ดงั น.ี้ ”
ร. “พระผเู ปนเจานาคเสน ตอ งถอื เอาองคส องประการแหง ยาเปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร กมิ ชิ าตทิ งั้ หลาย ยอมไมต้ังอยูพรอ มในยาฉนั ใด, โยคาวจร
ผปู ระกอบความเพยี ร ก็ตองไมใ หก เิ ลสตง้ั อยูพรอ มในใจ ฉันน้นั . นแี้ ล ตองถอื เอาองคท ่ี
หนง่ึ แหง ยา.
อนึง่ ยายอมกําจัดเสยี ซงึ่ พษิ ทีส่ ัตวก ัด ที่ถกู ตอ ง ทกี่ นิ ทดี่ ม่ื ทเ่ี ค้ยี ว ท่ชี มิ ทงั้
ปวง ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องกาํ จดั เสยี ซึง่ พษิ คือ ราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทฏิ ฐิทั้งปวง ฉันนน้ั . นีแ้ ล ตองถอื เอาองคท ่ีสองแหงยา.
แมพ ระผมู พี ระภาคเจาผูเทพาดิเทพ ก็ไดต รสั พทุ ธพจนน ีไ้ วว า :-
‘ผูประกอบความเพยี ร ใครเ พ่อื จะเหน็ ซึง่ เนอ้ื ความตามเปน จริงแหงสงั ขาร
ทง้ั หลาย พงึ เปน ประหนง่ึ วา ยา เพราะยงั พษิ คือกิเลสใหพนิ าศ. ดังน.้ี ”
ร. “พระผเู ปน เจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส ามประการแหงโภชนะ เปน ไฉน?”

ถ. “ขอถวายพระพร โภชนะเปนเคร่อื งอุปถมั ภแ หงสตั วท งั้ ปวงฉันใด, โยคาวจร
ผูประกอบความเพยี ร ก็ตองเปน ผูอ ปุ ถมั ภมรรคาแหง สัตวท ้ังปวง ฉันนนั้ . น้ีแล ตอ ง
ถือเอาองคท ีห่ นง่ึ แหง โภชนะ.

อนง่ึ โภชนะยงั กําลงั ของสตั วใหเ จรญิ ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร ก็
ตองเจรญิ ดวยกาํ ไร คือ บญุ ฉันนน้ั . นแ้ี ล ตองถือเอาองคท ีส่ องแหง โภชนะ.

อน่งึ โภชนะเปนของทสี่ ัตวท ง้ั ปวงปรารถนา ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความ
เพยี ร ก็ตอ งเปนผูอันโลกทง้ั ปวงปรารถนา ฉันนนั้ . น้แี ล ตองถอื เอาองคทส่ี ามแหง
โภชนะ.

แมพระโมฆราชเถระ ก็ไดภาสติ คาํ นไี้ ดวา :-
‘ผปู ระกอบความเพยี ร พึงเปน ผอู ันโลกท้ังปวงปรารถนาดวยความสาํ รวม
ความกาํ หนด ศลี ขอ ปฏิบัติ’ ดังน.้ี ”
ร. “พระผูเ ปนเจา นาคเสน ตอ งถือเอาองคส ่ีประการแหง คนแผลงศร เปน ไฉน?”
ถ. “ขอถวายพระพร คนแผลงศรเม่ือจะแผลงศร ตงั้ ไวซ ง่ึ เทาทงั้ สองใหมน่ั ที่
แผนดนิ , กระทาํ เขาทงั้ สองไมใ หมคี วามเปน ของวกิ ล, ตง้ั ไวซ ึ่งสายแหง ศร ณ ท่ตี อ คือ
สะเอว, กระทาํ การใหแขง็ ขงึ ยกมือทงั้ สองขน้ึ ยงั ท่ีแหง ทต่ี อ , บบี เขาซึง่ กํามือ, กระทํานิว้
ทัง้ หลายมิใหม ีระหวา ง, ประคองคอไว หลว่ิ ตาทงั้ สองและหุบปาก, เลง็ ใหตรงท่ีหมาย,
ยังความยนิ ดใี หเกิดขน้ึ วา ‘เราจักยงิ ’ ฉะน้ี ฉนั ใด, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร กต็ อ ง
ตัง้ ไวซ งึ่ เทาทง้ั สอง คือ วิริยะ ณ แผน ดนิ คอื ศีล,กระทาํ ความอดกลน้ั และความเสงยี่ ม
ใหเปน ของไมว กิ ล, ต้ังจติ ไวใ นความสาํ รวม, นาํ ตนเขา ไปในความระวังและความ
กาํ หนด บบี ซง่ึ ความสยบดว ยความอจิ ฉาเขา, กระทําจติ ในโยนโิ สมนสกิ ารมใิ หมี
ระหวา ง, ประคองไวซ ึง่ ความเพียร, ปดทวารทงั้ หกเสยี , เขา ไปตงั้ ไวซ่ึงสติ, ยงั ความยินดี
ใหเ กดิ ขน้ึ วา ‘เราจักยงิ กิเลสทง้ั หลายดว ยศร คือ ปรีชาญาณ’ ฉะน้ี ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอ ง
ถือเอาองคเปน ประถมแหงคนแผลงศร.”
อนงึ่ คนแผลงศรยอมรักษาซง่ึ ไมต ะเกยี บ เพ่ืออนั ดัดลกู ศรซ่ึงคดโกงไมต รงให
ตรง ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ องรักษาไวซ ง่ึ ตะเกยี บ คอื สตเิ ปน ทตี่ ง้ั ไว
ท่วั กายน้ี เมื่ออนั ดัดจติ อันคดโกงไมตรงใหต รง ฉนั นน้ั . นแี้ ล ตอ งถือเอาองคท ่ีสองแหง
คนแผลงศร.
อนง่ึ คนแผลงศร ยอมยงิ ไปเปา ฉนั ใด, โยคาวจรผปู ระกอบความเพยี ร กต็ อง
ยงิ เขาไปในกายน้ี คือ ยงิ เขาไปโดยความเปน ของไมเ ทีย่ ง โดยความเปน ทกุ ข โดยความ
เปน อนตั ตา โดยความเปน โรค โดยความเปน ดงั หวั ฝ โดยความเปน ดงั ลกู ศร โดยความ
เปน เครอื่ งลําบาก โดยความเปนความปว ยเจ็บ โดยความเปน สงิ่ อื่น โดยความเปน ของ

ทรดุ โทรม โดยความเปน เหตุรา ย โดยความเปน อปุ ททวะ โดยความเปนภยั โดยความ
เปน ของขดั ของ โดยความเปน ของหวนั่ ไหว โดยความเปน ของเปอยพัง โดยความเปน
ของไมย ่ังยนื โดยความเปน ของหาที่ปอ งกนั ไมได โดยความเปน ของไมม ที หี่ ลีกเรน โดย
ความเปน ของไมมีวตั ถุเปน ทพี่ ่งึ โดยความเปนของไมม บี ุคคลเปนทพี่ งึ่ โดยความเปน
ของวาง โดยความเปน ของสญู โดยความเปน โทษเปน ไป ดังมนษุ ยอ ันบคุ คลพึงกรณุ า
โดยความเปนของไมมแี กนสาร โดยความเปนรากเงา แหง เคร่ืองลําบาก โดยความเปน
ดังคนฆา โดยความเปน ของเปน ไปกบั ดวยอาสวะ โดยความเปนของทป่ี จ จยั ปรงุ แตง
โดยความเปน ของมคี วามเกดิ เปน ธรรมดา โดยความเปนของมคี วามแกเ ปนธรรมดา
โดยความเปนของมเี จ็บไขเปน ธรรมดา โดยความเปน ของมคี วามตายเปน ธรรมดา โดย
ความเปน ของมีความแหงใจเปนธรรมดา โดยความเปน ของมคี วามราํ พนั เพอดว ยวาจา
เปนธรรมดา โดยความเปน ของมคี วามคับใจเปน ธรรมดา โดยความเปน ของมเี ครื่อง
เศราหมองพรอ มเปน ธรรมดา, โยคาวจรผูประกอบความเพยี ร ตอ งยงิ เขา ไปในกายน้ี
อยางนี้ ฉนั น้ัน. นแี้ ล ตองถือเอาองคทีส่ ามแหงคนแผลงศร.

อนง่ึ คนแผลงศร ยอ มหดั ยงิ ทกุ เวลาเยน็ เชา ฉันใด, โยคาวจรผปู ระกอบความ
เพยี ร กต็ อ งหดั ยงิ เจาไปในอารมณท กุ เวลาเยน็ เชา ฉนั นนั้ . นแ้ี ล ตองถือเอาองคทสี่ แี่ หง
คนแผลงศร.

แมพระสารบี ตุ รเถระผูธรรมเสนาบดี กไ็ ดก ลาวคาํ นไี้ วว า :-
‘ธรรมดาคนแผลงศร ยอ มหดั ยิงทุกเวลาเยน็ เชา เมือ่ ไมท อดทงิ้ ซ่งึ การหัดยงิ
ยอมไดร างวลั และบําเหน็จเครอ่ื งยินดี ฉนั ใด;พุทธบุตรก็กระทาํ ซ่งึ อนั ยิงเขา ไปในกาย
เมอ่ื ไมทอดทงิ้ ซงึ่ อนั เขา ไปยงิ ในกาย ยอ มบรรลพุ ระอรหัต ฉนั นน้ั ’ ดังน.ี้ ”
(หมดฉบับนทิ เทสแหง บทมาติกาเพยี งน้ี ไมมนี ทิ เทสจนหมดบทมาติกาทีต่ งั้ ไว
นัน้ , ตอ น้ี ดําเนินความตามเร่อื งเปนลาํ ดับไปจนจบ)
มิลินทปญหา ซง่ึ มาในคมั ภีรน ส้ี องรอ ยหกสบิ สองปญหา เปน ไปในกัณฑห ก
กณั ฑ ประดบั ดวยวรรคยี่สบิ วรรค. ก็แตมิลินทปญ หาท่ียงั ไมม าในคมั ภรี นอี้ ีกสส่ี ิบสอง
ปญ หา รวมทงั้ ท่ีมาทัง้ ทไ่ี มม าดวยกนั ท้งั หมดเปน สามรอ ยกับส่ีปญ หา ถึงซง่ึ อนั นับวา มิ
ลนิ ทปญ หาทง้ั สิ้นดว ยประการฉะน.ี้

อปรภาคกถา


Click to View FlipBook Version