สนกุ กับการเรียน
๒๑ในศตวรรษท่ี
วิจารณ์ พานชิ
สนุกกบั การเรียนในศตวรรษที่ ๒๑
วจิ ารณ์ พานิช
ขอ้ มลู ทางบรรณานุกรมของสา� นกั หอสมุดแหง่ ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
วิจารณ์ พานชิ
สนุกกบั การเรียนในศตวรรษที่ ๒๑.-- กรุงเทพฯ : มลู นิธิสดศรี-สฤษดว์ิ งศ์,
๒๕๕๖.
๓๘๘ หนา้
ISBN 978-6167680-03-3
“สานปฏิรูป ฉบบั พิเศษ”
ผลงานในชุดสานปฏิรปู
สานปฏิรปู ฉบับพเิ ศษ ล�าดบั ที่ ๑
ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพอ่ื ศตวรรษท่ี ๒๑
สานปฏริ ูป ฉบับพเิ ศษ ลา� ดบั ที่ ๒
วถิ สี ร้างการเรยี นรู้เพื่อศษิ ยใ์ นศตวรรษท่ี ๒๑
สานปฏิรปู ฉบับพเิ ศษ ลา� ดับที่ ๓
การเรยี นรูแ้ หง่ ศตวรรษที่ ๒๑ : เพลินพัฒนาโมเดล
: ท้งั นักเรียนและครูพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
สานปฏิรูป ฉบับพิเศษ ลา� ดับท่ี ๔
สนกุ กับการเรยี นในศตวรรษที่ ๒๑
พมิ พค์ รงั้ ที่ ๑ จ�านวน ๓,๐๐๐ เลม่
บรรณาธิการ วรรณา เลศิ วิจติ รจรสั
ออกแบบรปู เล่ม ภเู มธ สนั ตศิ ิริ
จดั พมิ พโ์ ดย มูลนิธิสดศรี-สฤษด์ิวงศ์
๑๑๖๘ ซอยพหลโยธนิ ๒๒ ถนนพหลโยธนิ
แขวงจอมพล เขตจตจุ ักร กรงุ เทพฯ ๑๐๙๐๐
โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๑๑ ๕๘๕๕ โทรสาร : ๐ ๒๙๓๙ ๒๑๒๒
Email : [email protected]
พมิ พ์ท่ี บรษิ ัท เอส.อาร.์ พร้นิ ตงิ้ แมสโปรดกั ส์ จ�ากดั
2/103-106 ถนนแจง้ วฒั นะ ตา� บลบางพดู อา� เภอปากเกร็ด
จังหวดั นนทบรุ ี ๑๑๑๒๐ โทร. ๐ ๒๕๘๔ ๒๒๔๑
ค�ำนิยม
ปี ๒๕๕๖ มวี วิ าทะทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกบั การศกึ ษาไทย ๓-๔ เรอื่ งตดิ ๆ
กัน เรื่องบัณฑิตแสดงความเคารพแบบนาซี เร่ืองนักศึกษาใส่หมวก
กระดาษกันทุจริตเข้าห้องสอบ เร่ืองกรณีบังคับแต่งชุดนักศึกษาไป
มหาวิทยาลยั ตามดว้ ยเร่ืองล่าสดุ ในเดือนกนั ยายนขณะเขียนขอ้ เขียนช้ิน
นี้คือเรื่องการศกึ ษาไทยรั้งทา้ ยอาเซียน
วิวาทะเหล่าน้ีมิใช่ครั้งแรกและจะมิใช่ครั้งสุดท้ายตราบเท่าที่เรา
ไมพ่ ลกิ ระบบการศกึ ษาไทยเสยี ใหม่ คอยแตจ่ ะย่�ำอยกู่ บั ทแ่ี ลว้ เปลยี่ นแปลง
นน่ั นเี่ พยี งเลก็ ๆนอ้ ยๆ ทง้ั ทมี่ คี วามจำ� เปน็ เรง่ ดว่ นทเี่ ราตอ้ งชว่ ยกนั ปฏริ ปู
การศึกษาไทยไปสสู่ ิ่งใหมโ่ ดยเรว็
สง่ิ ใหมค่ อื อะไร หนงั สอื เลม่ นไ้ี ดใ้ หค้ ำ� ตอบอยา่ งเปน็ ระบบตง้ั แต่
ต้นจนจบโดยลงลึกถึงวิธีท�ำ แต่ละบทแต่ละตอนต้องการการอ่านอย่าง
ใคร่ครวญเน่ืองจากผู้เขียนได้ถอดความส�ำคัญมาอย่างกระชับ ผมขอ
อนญุ าตยกตวั อยา่ งบางตอนมาตคี วามหรอื ขยายรายละเอยี ดตามทต่ี นเอง
ไดศ้ กึ ษามา
ตอนท่ี ๑
“หนังสือกล่าวถึงความซับซ้อนของ Cognitive models of
motivation และยกตัวอย่าง Maslow’s Hierarchy of Need ว่าเป็น
model หนึง่ ของ Cognitive models นักเรียนย่อมสนองความต้องการ
เพ่ือการมีชีวิตรอด ก่อนสนองความอยากรู้อยากเห็นเชิงปัญญา เร่ืองน้ี
ผมคดิ ตอ่ วา่ เกยี่ วขอ้ งกบั ครใู นประเทศไทยในขณะน้ี ทศี่ ษิ ยป์ ระมาณหนงึ่
ในสามเปน็ เดก็ ทม่ี ปี ญั หาชวี ติ ขาดความอบอนุ่ หรอื แรงกระตนุ้ ในครอบครวั ”
เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจขอ้ ความทยี่ กมาตอนตน้ มากยงิ่ ขน้ึ เราควรกลบั มา
ตงั้ คำ� ถามวา่ เราเรยี นหนงั สอื เพอื่ อะไร นกั เรยี นของเราไปโรงเรยี นกนั ทำ� ไม
ค�ำตอบคือเพือ่ ไปศึกษาหาความรู้ หาไปทำ� ไม ค�ำตอบคือหาไปเพ่ือด�ำรง
ชีวติ
เมอื่ เราไปโรงเรยี นเพอื่ หาความรสู้ ำ� หรบั การดำ� รงชวี ติ เสยี แลว้ กด็ ู
เหมอื นจะหนไี มพ่ น้ วา่ ชวี ติ ของใครกข็ องใครไมเ่ หมอื นกนั ในบางประเทศ
หรอื บางสถาบนั การเรยี นหนงั สอื อาจจะเปน็ ไปเพอ่ื หาอาหารสำ� หรบั สมอง
หรอื แมก้ ระทงั่ จิตวิญญาณเพราะท้องน้ันอิม่ แลว้ แตส่ �ำหรบั บางประเทศ
และบางสถาบนั ของบางทอ้ งถน่ิ การเรยี นหนงั สอื อาจจะตอ้ งเปน็ ไปเพอ่ื การ
แก้ปัญหาปากท้องของนักเรียน ของครอบครัวหรือปัญหาของชุมชนด้วย
หากจะอา้ งตามทป่ี รากฏในหนงั สอื เลม่ นคี้ อื “ประมาณหนง่ึ ในสามเปน็ เดก็
ท่ีมีปัญหาชีวิต ขาดความอบอุ่นหรือแรงกระตุ้นในครอบครัว” ซ่ึงเปน็ ไป
ตามที่ Maslow เขียนไว้
เพียงความเข้าใจข้อนี้แต่เพียงประการเดียวก็น่าจะชวนให้เรา
ทบทวนหลักสูตรท่ีเรามอบให้แก่นักเรียนเหมือนๆกันไปหมดทั้งประเทศ
เสยี ใหมว่ า่ ทแี่ ทแ้ ลว้ เราควรใหน้ กั เรยี นเรยี นอะไรกนั แน่ และเราจะทำ� เชน่
นัน้ ไดอ้ ย่างไร
ตอนท่ี ๒
“ครูมักจะจูงใจให้เด็กเรียนโดยล่อด้วยเกรด รางวัล ค�ำชม
เปน็ ตน้ หนงั สอื Punish by Rewards (1993) บอกวา่ วธิ ตี ดิ สนิ บนนกั เรยี น
เหลา่ นี้ เปน็ การดงึ เดก็ ออกจากการเรยี นรเู้ ชงิ คณุ คา่ ในชวี ติ ทำ� ใหเ้ ดก็ ขาด
โอกาสได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของการท�ำส่ิงนั้น ที่ยิ่งใหญ่กว่าผลจาก
การทำ� สง่ิ นนั้ ซง่ึ เปน็ การเรยี นรใู้ นมติ ทิ ลี่ กึ สอนไมไ่ ด้ และนคี่ อื การพฒั นา
intrinsic motivation”
ข้อความที่ยกมาน้ีตรงกับท่ีเขียนไว้ในต�ำราจิตวิทยาบทที่ว่าด้วย
การพัฒนาบุคลิกภาพด้านจริยธรรมหรือ Moral Development ของ
Kohlberg ซึง่ เขยี นไวอ้ ย่างละเอียด สรุปงา่ ยๆได้ว่าเด็กๆต้องการรางวลั
จรงิ ๆเพียงแค่ก่อนอายุ ๑๔ ปีเทา่ นน้ั หลงั จากน้แี ลว้ พวกเขาควรไดร้ ับ
โอกาสท่ีจะเรียนรู้ว่าการท�ำความดีแปลว่าอะไร สร้างความรู้สึกอย่างไร
และได้ทบทวนวา่ ตนเองเปล่ียนแปลงอย่างไร ทัง้ น้ีโดยไมเ่ กย่ี วกบั ว่าจะได้
รางวัลหรือไมไ่ ดร้ างวัล
ในทางตรงข้าม การตกรางวัลเด็กๆนานเกินไปมักแปรสภาพ
รางวัลนน้ั เป็นสนิ บน เดก็ จะท�ำความดีเมอื่ รวู้ ่ามสี ินบนแตไ่ ม่ไดโ้ อกาสที่
จะทำ� ความดเี พยี งเพราะวา่ นนั่ คอื สง่ิ ทดี่ ี อนั เปน็ จดุ สงู สดุ ของการพฒั นา
จรยิ ธรรมและอาจจะเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการกา้ วขา้ มตนเองหรอื การพฒั นา
ทางจิตวญิ ญาณ
การสอบของประเทศไทยมีสภาพของการให้สินบนกันอย่างเป็น
ระบบแกน่ กั เรียนของเราทกุ เมื่อเชื่อวันช่วั นาตาปยี าวนานมากกว่า ๑๒ ปี
ของการศึกษาขัน้ พื้นฐาน เพียงเรอ่ื งน้ปี ระการเดยี วกน็ า่ จะชวนให้เรามา
ทบทวนว่าเราควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการสอบที่เป็นอยู่
อยา่ งไร และดว้ ยกระบวนการอย่างไร หากไมท่ �ำกอ็ ย่าแปลกใจทเ่ี ราพบ
ความพรอ่ งทางจรยิ ธรรมในสงั คมไทยทวั่ ๆไป
ตอนที่ ๓
“เคลด็ ลบั ๔๔ ใหท้ างเลอื กสำ� หรบั การเรยี นแบบไมเ่ ปน็ เสน้ ตรง
การเรียนรู้ไม่จ�ำเปน็ ต้องเป็นเสน้ ตรง อาจทำ� หลายอยา่ งในเวลา
เดยี วกนั ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเรยี งตามลำ� ดบั และทกุ คนไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเรยี นดว้ ย
กจิ กรรมเดียวกัน น่คี อื ความเคยชินของคนรุ่นใหม่
ครคู วรออกแบบการเรยี นรูห้ ลากหลายแบบไว้ให้ นศ. เลอื กตาม
ความชอบ หรอื ความถนดั ของตน โดยอาจจดั เปน็ โมดลู และมกี ารเรยี น
ทัง้ แบบ tutor-led, classroom-led, และแบบออนไลน”์
เรอื่ งที่สามเปน็ เรอื่ งสำ� คัญอีกเรอ่ื งหนึง่ เด็กแต่ละคนพฒั นาเรว็
ช้าไม่เทา่ กนั เดก็ ทอ่ี า่ นไดช้ า้ มิได้แปลว่าเขาจะอ่านไมไ่ ด้ตลอดไปเพียง
แต่เขาอ่านได้ชา้ ในปนี ้ี ทำ� ไมโรงเรยี นจึงไม่อนุญาตใหเ้ ขาผ่านขึ้นช้นั ไป
ดว้ ยการสอบอยา่ งอนื่ สว่ นเรอื่ งการอา่ นของเดก็ คนนเี้ อาไวป้ หี นา้ ในทำ� นอง
เดยี วกนั เดก็ แตล่ ะคนมอี ะไรทที่ ำ� ไดเ้ รว็ ชา้ ตา่ งกนั แตว่ า่ ในทา้ ยทสี่ ดุ แลว้ เดก็
ทกุ คนท�ำอะไรไดเ้ หมอื นๆกัน เช่นนแ้ี ล้วเราควรหรอื ที่จะไปทำ� ลายความ
ฝัน จินตนาการ รวมท้ังความเคารพตนเองของเดก็ ๆ ดว้ ยการสอบเพอ่ื
บอกวา่ เขาท�ำไม่ได้ ไดค้ ะแนนไม่ดี เป็นเดก็ เรียนไมเ่ กง่ เราซงึ่ เป็นผ้ใู หญ่
ก็เห็นกันอยู่ทั่วไปว่าท้ายท่ีสุดแล้วความสามารถพื้นฐานของคนส่วนใหญ่
มไิ ดต้ า่ งอะไรกนั มาก สมองและความฝนั ตา่ งหากทถ่ี กู ทำ� ลายมากนอ้ ยไม่
เท่ากันดว้ ยระบบการศึกษาทค่ี บั แคบ
จะเห็นวา่ เพียง ๓ เร่อื งทย่ี กตัวอยา่ งมากท็ ำ� ใหเ้ ราจำ� เปน็ ต้องคดิ
ใหม่ท�ำใหมก่ ับการศึกษาทง้ั ระบบต้งั แต่ปรชั ญา กระบวนทศั น์ เป้าหมาย
และวธิ กี าร หากไดอ้ ่านหนังสือนท้ี ง้ั เลม่ ด้วยความพนิ ิจหรอื อา่ นต้นฉบับ
ภาษาองั กฤษอยา่ งพจิ ารณา กจ็ ะเหน็ ลทู่ างปฏริ ปู การศกึ ษาไทยไปในทาง
ทดี่ ี
นายแพทยป์ ระเสรฐิ ผลิตผลการพิมพ์
๒๔ กันยายน ๒๕๕๖
ค�ำนยิ ม
มีคำ� กลา่ วในสงั คมไทย อกี ด้วยว่า ครเู ปรยี บเสมอื นเรอื จา้ ง ถา้
คำ� นีเ้ ป็นอปุ มาท่ถี กู ตอ้ ง ผทู้ ี่ก�ำหนดจุดหมายปลายทาง ไม่ใชต่ วั ครู แต่
เปน็ ศษิ ยท์ จี่ ะมาชว่ ยใหค้ รนู ำ� ทางไปสคู่ วามสำ� เรจ็ ตามสง่ิ ทศี่ ษิ ย์ หรอื ผเู้ รยี น
ตั้งเป้าหมายไว้ เทคนิคในหนงั สือเลม่ นจี้ ะช่วยให้ทา่ น ท�ำใหศ้ ษิ ยส์ นุก ท่ี
จะเรยี นรแู้ ละยงั คงอาศยั เรอื ลำ� นไ้ี ปยงั จดุ หมายปลายทาง ไมโ่ ดดหนี วา่ ย
น�้ำไปเอง หรอื จมหายไประหว่างทาง
ศาสตร์ คือความรอบรู้และลุ่มลึกในเนื้อหาทางด้านวิชาการ
ศลิ ปค์ อื เทคนคิ ที่จะทำ� ให้ศษิ ย์สนกุ และมใี จจดจอ่ อยกู่ บั การเรยี น ทั้งสอง
น้ีคือคุณสมบัติที่ส�ำคัญส�ำหรับการเป็นครูผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี ๒๑ และถ้ายงั รกั และเหน็ วา่ การท�ำหน้าท่คี รู เปน็ สง่ิ ทีม่ ีคณุ ค่า
มีความหมายต่อชวี ติ ก็ย่ิงทีจ่ ะต้องพฒั นาและฝกึ ฝนให้เกดิ ความชำ� นาญ
อยเู่ สมอ โดยเฉพาะเรอื่ งเทคนคิ ในการท�ำใหศ้ ิษย์สนุกกบั การเรยี นนนั้ วธิ ี
ท่ีได้ผลดีวิธหี นงึ่ คือ ทดลองและฝกึ ฝนด้วยตนเอง
หนังสือ สนุกกับการเรียนในศตวรรษท่ี ๒๑ เล่มนี้ เป็นส่ิงท่ี
ศาสตราจารย์นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช ตีความจากหนังสือที่
ศาสตราจารย์ เอลซิ าเบธ บาร์คลยี ์ เขียนขึ้น อนั ท่จี ริงก็เพื่อแกไ้ ขปัญหา
การสอนของตนเองเม่ือกลับมาสอนจากการท�ำหน้าท่ีในต�ำแหน่งคณบดี
และข้อเขียนที่น�ำมาตีความนั้นถึงแม้จะเกิดขึ้นภายในบริบทของประเทศ
สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไมต่ า่ งและมสี ว่ นที่คล้ายคลงึ กับบรบิ ทของสังคมไทย
อยมู่ าก
สิ่งที่เขียนจากการตีความในเล่มน้ีจะไม่ตรงและไม่สามารถ
ทดแทนตน้ ฉบบั ภาษาองั กฤษและเปน็ สง่ิ ทอ่ี าจจะตอ้ งนำ� มาพฒั นาและปรบั
ให้เข้ากับสังคมไทย ตามส่ิงที่ผู้ตีความเขียนและเตือนผู้อ่านไว้ อย่างไร
ก็ตามเม่ือได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างพิจารณาแล้วจะพบว่า เป็นหนังสือที่
ถอื วา่ มคี ณุ คา่ และสะทอ้ นจติ วญิ ญาณ ของความเปน็ ครเู ปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะ
ผเู้ ขยี นได้แรงบนั ดาลใจจาการท่ีจะทำ� หน้าทขี่ องตนใหด้ ีทส่ี ดุ จึงเกิดการ
คน้ ควา้ และแสวงหาวิธกี ารต่างๆและรวบรวม จนเป็นคมู่ อื ขน้ึ มา รวมถึง
ผตู้ คี วาม กไ็ ดพ้ ยายามตคี วาม ยอ่ ยความรใู้ หเ้ หมาะสมและงา่ ยตอ่ การนำ�
ไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าครูและผู้จัด
กระบวนการเรียนรู้ ท่ีได้อ่าน จะวางหนังสอื เล่มนีไ้ มล่ ง และถือวา่ เปน็
หนงั สืออกี เลม่ ทีจ่ ะสร้างแรงบนั ดาลใจใหก้ บั ผู้อา่ นไดอ้ ย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่า การอ่านจะได้รบั ความรใู้ หม่ ผอู้ ่านอาจจะรสู้ กึ สนกุ กบั
ข้อเขียนต่างๆ รวมถงึ การไดร้ บั แรงบนั ดาลใจ แต่ส่ิงเหลา่ นยี้ ังไมเ่ ท่ากบั
ความรู้สกึ และคุณคา่ ท่ีไดล้ องน�ำเทคนิคต่างๆ มาปรับ และนำ� ไปทดลอง
ใช้ กบั การทำ� หนา้ ท่คี รู หรอื การจดั กระบวนการเรยี นร้ขู องตนเอง เพราะ
ผลทที่ ำ� ใหศ้ ษิ ยส์ นกุ และไดเ้ รยี นรู้ นน้ั มคี ณุ คา่ และเหมาะสมอยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะ
บอกตนเองว่า เป็นครู เพราะท่านได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับศิษย์
ได้จัดโอกาสให้เขาได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ เพ่ือที่จะเผชิญกับโลกท่ีสลับซับ
ซอ้ นตอ่ ไป
ส่ิงท่ีท้าทายครูในยคุ ใหมค่ ือ การท�ำให้เกิดการเรียนรแู้ บบครูไม่
สอน ไมเ่ นน้ การบรรยายหนา้ ชน้ั แตใ่ หผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นจากการลงมอื ทำ� ซงึ่
ตอ้ งเรม่ิ จากใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รมิ่ ทจ่ี ะลงมอื คดิ ซง่ึ กไ็ มใ่ ชข่ องงา่ ยๆ แคก่ ารมอบ
โจทย์ สง่ั งานตามใบงานหรอื ใหก้ ารบา้ น ใหท้ ำ� โครงการและโครงงานตา่ งๆ
สิ่งสำ� คญั ยงั อยู่ท่ี การสรา้ งบรรยากาศ การท�ำใหเ้ กดิ มิตรภาพและความ
สัมพันธ์ท่ีดีในช้ัน ตลอดจนการเปน็ ต้นแบบเองของครู ที่ต้องเริม่ ลงมอื ทำ�
คอื เริ่มคดิ ท่จี ะไมส่ อนโดยการบรรยายอีกดว้ ย
ขอสนับสนนุ ว่า ข้อเขียนจากหนังสอื เลม่ น้ี เป็น “ส่ิงท่ีไม่รับรอง
ความถกู ตอ้ ง” เพราะครู ควรนำ� มาใชเ้ ปน็ เพยี งแนวทางในการฝกึ ฝน และ
พฒั นาเทคนคิ การจดั การเรยี นรขู้ องตนเอง ซงึ่ อาจจะเปน็ การเรมิ่ แบบลอง
ผิดลองถูกก็ไมเ่ ป็นไร ครูตอ้ งไม่กังวลและกลวั กับการลงมือทดลองปรับ
การสอนทเ่ี นน้ การปอ้ นและมอบความรโู้ ดยตรง สกู่ ารจดั การเรยี นรใู้ นแบบ
ที่ให้เด็กได้ลงมือท�ำ ถึงแม้ว่าอาจจะเหน่ือยจากการปรับและควานหาจุด
ที่ลงตวั เหมาะสม ให้เข้ากับบรบิ ทของตนแตส่ ง่ิ นีค้ อื ตัวสะท้อนความเปน็
ครู ในแง่ของการเปน็ ผู้เรยี นรอู้ ยา่ งแทจ้ ริง
ความส�ำเร็จของการจัดการเรียนรู้ อาจไม่ใช้เพียงแค่การน�ำ
เทคนคิ เหล่านไ้ี ปใช้ อยา่ ลมื ว่า เทคนิคนน้ั เป็นเพียงเครอ่ื งชว่ ยของครู ครู
เองยงั คงตอ้ งตระหนกั และตอ้ งทำ� ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นความรทู้ สี่ ำ� คญั ไดฝ้ กึ
ทกั ษะทจี่ ำ� เปน็ และเสรมิ สรา้ งทศั นคตทิ สี่ ำ� คญั ในการเปน็ พลเมอื งทด่ี ขี อง
โลกอกี ดว้ ย
การทจ่ี ะตรวจสอบวา่ เดก็ สนกุ กบั การเรยี นรหู้ รอื ไม่ สงิ่ ทงี่ า่ ยทส่ี ดุ
อาจเป็น การที่ผู้เรียนสนุกและสนใจ ต่อกิจกรรมและบทเรียนท่ีเกิดข้ึน
รสู้ กึ วา่ เวลาในการเรยี นผา่ นไปอยา่ งรวดเรว็ หากขาดเรยี นจะรสู้ กึ เสยี ดาย
อยา่ งมากท่ไี ม่ได้มาเข้าเรยี น จนต้องตามไปถามเพื่อนๆว่า เกิดอะไรข้นึ
บา้ งในชนั้ ผเู้ รยี นจะเฝา้ รอใหม้ าถงึ วนั เรยี น มาถงึ หอ้ งดว้ ยความพรอ้ มและ
ความสงสยั วา่ จะมอี ะไรเกดิ ขน้ึ ในหอ้ งบา้ ง หากทา่ นซงึ่ ถกู เรยี กวา่ ครู อยาก
ใหส้ ่ิงเหลา่ นเ้ี กิดขึน้ ก็ขอให้เร่มิ คิดและทดลองนำ� เทคนคิ และเครือ่ งมอื ใน
หนงั สอื เลม่ ไปทดลอง หรอื เปน็ แนวทางในการพฒั นาการจดั การเรยี นรขู้ อง
ตนเอง
และยง่ิ ถา้ ครสู ามารถนำ� สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ รอบตวั ผเู้ รยี นมาเชอ่ื มโยงให้
เขา้ กบั การเรียนรู้ เชิญชวนหรอื กระตุ้นใหผ้ ูเ้ รยี นต้ังตำ� ถามกบั ส่งิ ท่เี กดิ ข้ึน
และสนับสนุนให้พยายามค้นคว้า หาแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่าน้ัน หรือ
พฒั นาสง่ิ ตา่ งๆใหด้ ขี นึ้ ยงิ่ จะทำ� ใหผ้ เู้ รยี นสนกุ และสนใจ เหน็ ความสำ� คญั
กบั การเรียนรู้ ของตนมากขนึ้ ไปอีกได้
อยากใหท้ า่ นทม่ี หี นา้ ทเี่ ปน็ ครู หรอื ผสู้ อนที่ เนน้ การบรรยายและ
มอบความรโู้ ดยตรงใหก้ บั ผเู้ รยี น วางใจทเี่ ปน็ กลาง แลว้ ลองพจิ ารณาตรวจ
สอบผลลัพธ์ของความทุ่มเท ความพยายามของท่านว่าเกิดผลเช่นไร มี
การเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อผู้เรียนและศิษย์ของท่านบ้าง และการเกิด
ผลลัพธน์ ัน้ เกดิ ข้ึนกบั มวลหมผู่ ูเ้ รยี นเป็นส่วนใหญ่ หรอื แค่สว่ นนอ้ ย
หากท่านไม่พอใจ ผลลัพธ์และส่ิงที่เกิดข้ึนตระหนักได้ถึงความ
ลม้ เหลวบางประการของตวั ท่านเอง และหากทา่ นเห็นว่าการทำ� หน้าท่คี รู
นน้ั มคี ณุ คา่ มีศกั ด์ิศรี และต้องการท่จี ะพัฒนาตนเอง แลว้ หนงั สอื เลม่ นี้
จะช่วยน�ำทางท่านให้รู้จักเทคนิค ที่ช่วยให้ผู้เรียนสนุก มีเทคนิคที่จะ
กระตุ้นและท�ำให้ผู้เรยี น เกดิ การเรยี นรู้ จนท�ำให้ผเู้ รียนรสู้ ึกวา่ ได้เรยี นรู้
อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามส่ิงน้ีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่การอ่านและท�ำตามส่ิงท่ี
เขยี นในหนงั สอื เล่มนี้ ยงั คงตอ้ งมกี ารปรับและเรยี นรู้เพื่อพัฒนาใหเ้ หมาะ
กับการทำ� หนา้ ที่อำ� นวยใหเ้ กิดการเรยี นรูใ้ นรูปแบบของทา่ นเอง แลว้ ทา่ น
จะไดก้ ลบั มาสมั ผสั หรอื รจู้ กั กบั ชวี ติ คณุ คา่ และจติ วญิ ญาณของความเปน็
ครู อีกครงั้
อาจารย์มณฑล สรไกรกติ กิ ูล
คณะพาณิชยศาสตรแ์ ละการบญั ชี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
๘ กันยายน ๒๕๕๖
คำ� น�ำ
หนังสือสนุกกับการเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ เล่มน้ีรวบรวมจาก
บันทึกในบลอ็ ก www.gotoknow.org/blog/council ระหว่างวนั ท่ี ๑๘
กันยายน ๒๕๕๕ ถงึ วันท่ี ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๕ รวม ๗๑ บันทึกในเวลา
๗๙ วนั โดยผมเป็นผู้เขียนตคี วามจากหนังสือ Student Engagement
Techniques : A Handbook for Colege Faculty เขยี นโดยศาสตราจารย์
Elizabeth F. Barkley แหง่ Foothil Colege รฐั แคลฟิ อรเ์ นยี สหรฐั อเมรกิ า
ลงเผยแพรใ่ นบลอ็ กวนั ละ ๑ บนั ทกึ เกอื บทกุ วนั เปน็ การท�ำงานดว้ ยความ
สนุกสนานและได้รับความรู้มาก ด้วยความหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยช้ี
ทางใหค้ ร/ู อาจารยเ์ หน็ ลทู่ างชว่ ยเหลอื นกั เรยี น/นกั ศกึ ษาทไ่ี มส่ นกุ กบั การ
เรียนให้เปล่ียนมาเรียนอย่างสนุกสนานได้และท่ีส�ำคัญเกิดการเรียนรู้ใน
ระดับท่ีลึกและเชื่อมโยงได้ที่เรียกว่า “เรียนรู้แบบรู้จริง” (Mastery
Learning)
ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ บาร์คลยี ์ เลา่ ทมี่ าของหนังสอื เลม่ น้วี า่
เกดิ จากการทตี่ นเองเผชญิ วกิ ฤตกิ ารสอนโดยทนี่ านมาแลว้ ทา่ นไดร้ บั การ
โหวตจากนกั ศกึ ษาให้เป็นครูยอดเย่ียมแหง่ ปีคือ สอนเก่งมากดว้ ยผลงาน
และความสามารถท่านจึงได้รับแตง่ ตั้งเป็นคณบดีเป็นเวลานาน ๑๐ ปี จงึ
ห่างเหินการสอนนักศึกษาไปนานเม่ือออกจากต�ำแหน่งบริหารกลับมาท�ำ
หน้าท่ีสอนอีก ท่านพบว่านักศึกษามีลักษณะเปล่ียนไปอย่างน่าตกใจคือ
ความเอาใจใส่การเรียนและทักษะในการเรียนรู้ด้อยลงกว่านักศึกษาสมัย
๑๐ ปีกอ่ นมาก แตท่ ีน่ า่ ตกใจกว่าคือนกั ศกึ ษาพากันไปรอ้ งต่อคณบดที า่ น
ใหม่ว่า ศาสตราจารยเ์ อลิซาเบธ บารค์ ลยี ์ สอนไมร่ ู้เรือ่ งท�ำให้ท่านตอ้ ง
ขวนขวายหาวธิ ีปรบั ปรงุ การสอนให้น่าสนใจ จนกลายเปน็ ครยู อดนยิ มอีก
คร้งั หน่งึ และน�ำความร้แู ละประสบการณท์ ไี่ ด้ เขยี นเปน็ หนงั สอื เผยแพร่
จนกลายเปน็ หนังสอื ขายดเี ลม่ นี้
Foothil Colege ท่ีศาสตราจารยเ์ อลิซาเบธ บาร์คลยี ์ สอนเป็น
วทิ ยาลยั ชุมชนท่ีจัดการศกึ ษา ๒ ปีในระดบั อุดมศึกษา ทีผ่ ้จู บการศกึ ษา
ไดร้ บั ใบประกาศนยี บตั รระดบั อนปุ รญิ ญาออกไปทำ� งานไดห้ รอื อาจไปเรยี น
ต่อในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้ปริญญาตรี โดยทั่วไปผู้เข้าเรียนในวิทยาลัย
ชุมชนเปน็ ผยู้ ากจนหรอื ด้อยโอกาสดว้ ยเหตอุ ืน่ เช่น ตอ้ งทำ� งานหรอื สร้าง
ครอบครัวในวัยหนุ่มสาว เมื่ออายุมากข้ึนมีโอกาสจึงเข้าเรียนในระดับ
อดุ มศกึ ษา วทิ ยาลยั ชมุ ชนจงึ มนี กั ศกึ ษาทห่ี ลากหลายมากทง้ั หลายวยั และ
หลายกลุ่มเชอื้ ชาติรวมท้ังนกั ศกึ ษาส่วนใหญ่มีสมองไม่ปราดเปร่ืองนกั
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมบอกตัวเองว่านี่คือหนังสือท่ี
ครู/อาจารย์ไทยควรอ่านเพราะสถาบันการศึกษาไทยก็ประสบความจริง
เดียวกนั ว่า ผู้เรยี นในสมัยนมี้ ีสมาธิสนั้ ความเอาใจใสเ่ รยี นต่�ำ เบ่อื เรยี น
และทักษะด้านการเรียนรตู้ ำ�่ คร/ู อาจารย์ต้องการเครือ่ งมอื ชว่ ยให้จัดการ
เรียนการสอน ให้น่าสนใจหรือเรียนสนุกแนวทางหลากหลายแนวทางท่ี
ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ บาร์คลีย์ แนะน�ำในหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นข้อ
เรียนรู้หรือตัวอย่างท่ีครู/อาจารย์ไทย จะน�ำมาปรับใช้ให้เหมาะสมต่อ
บรบิ ทของศษิ ยข์ องตนเอง
นอกจากเทคนิคแล้วในตอนต้นของหนังสือ ศาสตราจารย์
เอลซิ าเบธ บารค์ ลยี ์ ไดร้ วบรวมหลกั การดา้ นการเรยี นรสู้ มยั ใหม่ ทม่ี าจาก
ผลการวจิ ยั ดา้ นการเรยี นรนู้ ำ� มาสรปุ ไวอ้ ยา่ งนา่ สนใจยงิ่ โดยเนน้ ทก่ี ารเรยี น
รู้แบบลงมือทำ� (Active Learning หรือ Learning by doing) และครู
ทำ� หนา้ ทีเ่ ปน็ “คณุ อ�ำนวย” (facilitator) หรอื เป็นครฝู ึก (โคช้ ) ให้ศษิ ย์
เรียนสนุกและรู้จริง (mastery)
หนังสือเล่มน้ีมาจากการรวบรวมบันทึกในบล็อกที่เขียนเป็น
ตอนๆ ความตอ่ เนอื่ งของสาระจึงอาจไมด่ นี ักนอกจากนนั้ ยังเขยี นมาจาก
หนังสือท่ีเขียนภายใต้บริบทอเมริกัน แม้ผมจะได้เขียนหมายเหตุในบาง
ตอนวา่ ควรระมดั ระวงั เมอ่ื น�ำมาใชใ้ นบรบิ ทไทยกข็ อย�้ำไว้ ณ ทน่ี วี้ า่ ไมค่ วร
คัดลอกวิธีการมาใช้ โดยไม่ไตรต่ รองหาทางปรับปรุงหรือดัดแปลงใหเ้ ขา้
กับวัฒนธรรมไทยและนกั เรยี นไทยเสยี กอ่ น
นักเรียนไทย (และนักเรียนในประเทศอืน่ ๆท่ัวโลก) ยงั จะมกี าร
เปล่ียนแปลงต่อไปไม่หยุดยั้ง และสังคมก็จะเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่าง
รวดเร็วและพลิกผันคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบไม่แน่นอน ดังนั้นวิธี
จัดการเรียนรู้หรือที่เราพูดกันติดปากว่าวิธีสอนของครู/อาจารย์ ก็ต้องมี
การปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงตอ่ ไปไมห่ ยดุ ยงั้ เชน่ เดยี วกนั วธิ กี ารตามทแ่ี นะน�ำ
ในหนังสอื เลม่ น้จี งึ เป็นเพยี งตวั อยา่ งไม่ใช่สตู รสำ� เร็จตายตวั
ทฤษฎหี รอื หลกั การดา้ นการเรยี นรทู้ ร่ี ะบไุ วใ้ นสว่ นแรกของหนงั สอื
(บนั ทึกท่ี ๑ - ๑๙) จะชว่ ยเป็นหลกั การพนื้ ฐาน สำ� หรับใชป้ ระกอบการ
คิดค้นหรือประดิษฐ์เทคนิคต่างๆ ขึ้นใหม่ ให้เหมาะสมต่อนักเรียน/
นกั ศกึ ษา ทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปตามยคุ สมยั ลกั ษณะของคนยคุ ใหม่ ทเี่ รยี ก
ว่า “คนพันธุ์ เอ็ม” มีบันทึกไว้ที่ http://www.gotoknow.org/
posts/541268
ขอย้�ำว่าข้อความที่เขียนลงบันทึกในบล็อกและรวบรวมมาเป็น
หนังสือเล่มนี้ ไม่ตรงกับข้อความในหนังสือ Student Engagement
Techniques : เพราะเขียนจากการตีความหนังสอื เล่มน้ีไมไ่ ด้แปล ดงั นน้ั
การอ่านหนงั สอื สนกุ กับการเรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ จะไมท่ ดแทนและไม่
เหมอื นกนั กบั การอา่ นตน้ ฉบบั หนงั สอื Student Engagement Techniques
: A Handbook for Colege Faculty โดยตรง
ผมขออนุโมทนาต่อครู/อาจารย์ที่เอาใจใส่เรียนรู้และปรับปรุงวิธี
จัดการเรียนการสอนของตนด้วยจุดมุ่งหมายให้ศิษย์เรียนสนุกและเรียน
แลว้ รจู้ รงิ และขอบคณุ มลู นธิ สิ ดศร-ี สฤษดวิ งศ์ และ มลู นธิ สิ ยามกมั มาจล
ทร่ี ว่ มกนั จดั พมิ พห์ นงั สอื เลม่ น้ี ออกเผยแพรแ่ กส่ งั คม ไทยโดยเฉพาะอยา่ ง
ยงิ่ ขอขอบคณุ คณุ วรรณา เลศิ วจิ ติ รจรสั ทร่ี เิ รม่ิ การจดั พมิ พแ์ ละทำ� หนา้ ท่ี
บรรณาธิการ
วจิ ารณ์ พานิช
๑ กันยายน ๒๕๕๖
คำ� น�ำบรรณาธกิ าร
เม่ือส่ิงต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิตอลน้ี
ศษิ ย์ หรือ ผเู้ รยี น ของครูอาจารยจ์ งึ มลี กั ษณะเปลีย่ นไปตามที่ครทู ว่ั ทุก
มมุ โลกก็สัมผัสไดด้ ้วยตวั เอง ไมม่ ีประโยชนอ์ ันใดท่เี หล่าครูจะเรยี กหาลูก
ศิษย์แบบเดมิ ผ้เู รยี นทีเ่ รยี บร้อย น่งั ฟงั ครูพร่ำ� สอนเป็นเวลานานไดอ้ ย่าง
ตั้งอกต้งั ใจ โดยไม่วอกแวก ความพยายามว่ากล่าวตักเตือน ให้นกั เรยี น
เลกิ เล่นเกม เฟสบุ๊ค Social media หรือเข้าเว็บไซต์ใดๆ ไมเ่ ป็นผล สิ่ง
เร้ารอบตัวและเรื่องราวนอกห้องเรียนได้ดึงดูดความสนใจของนักเรียน
ออกจากการสอนของครแู ละเนื้อหาวชิ าไปเสียหมด ดงั ที่ ศาสตราจารย์
เอลิซาเบธ บาร์คลีย์ อาจารยช์ าวอเมริกนั กพ็ บเจอในชวี ิตครขู องตนเอง
เช่นกัน เพียงแต่ท่านไม่ได้มัวนั่งบ่นต่อว่าลูกศิษย์ หรือสภาพสังคมท่ี
เปลี่ยน กลับลุกขน้ึ มาเปล่ยี นแปลงวิธกี ารสอนของตัวเองครัง้ ใหญ่ และ
บนั ทกึ สง่ิ ทต่ี วั เองคน้ พบ จนไดอ้ อกมาเปน็ หนงั สอื Student Engagement
Techniques : A Handbook for Colege Faculty ที่ ศ.นพ. วจิ ารณ์ พานชิ
หรอื อาจารย์หมอวิจารณ์ อา่ นแลว้ ประทบั ใจจนตอ้ งเขยี นบนั ทกึ ลงบลอ๊ ก
ซึง่ มถี ึง ๗๑ ตอน และรวบรวมออกมาเป็นหนงั สือ “สนุกกับการเรยี น ใน
ศตวรรษท่ี ๒๑” เล่มนี้
ครอู าจารย์ หรอื แมก้ ระทงั่ ผปู้ กครองบางสว่ น เมอื่ นกึ ถงึ การทำ� ให้
ผู้เรียนสนุกสนาน ได้เล่นเกมในห้องเรียน แสดงละคร หรือการสร้าง
บรรยากาศเร้าใจ ก็อาจเกิดความกังวลใจว่าจะส่งผลท�ำให้ผู้เรียนเกิด
อาการเพลิด จนไม่ใส่ใจในเนื้อหาสาระความรู้ซ่ึงเป็นส่วนส�ำคัญ แต่
หนังสือเล่มน้ี ก�ำลังจะแสดงให้เห็นถึงแนวทางและตัวอย่างว่า จะท�ำ
อย่างไรใหผ้ ูเ้ รียน ไม่ใชแ่ คร่ ู้สึก “สนุก” เท่านน้ั แตท่ �ำให้ผเู้ รยี นเกดิ “แรง
บนั ดาลใจ” ในการเรยี นรู้ให้ลึกขนึ้ ขวนขวาย จดจ่อ ในสิง่ ทีเ่ รียน เป็น
อาการของ ยงิ่ เรยี น ยง่ิ คดิ ยง่ิ คน้ ยง่ิ ทำ� ยง่ิ รลู้ กึ ยงิ่ มนั ส์ มใิ ช่ สนกุ สนาน
ลัลลา้ ชวิ ชิว ตามท่ีคนยคุ พ.ศ. ๒๕๕๖ เปน็ กนั ซึ่งบรรยากาศการเรียน
ลกั ษณะน้ี ผดิ แผกอยา่ งแรงกบั สภาพหอ้ งสอนตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั ของ
ประเทศไทยเราโดยทั่วไป ซ่ึงว่าไปแล้ว แม้จะมีเทคโนโลยีอย่าง
โปรเจคเตอร์ คอมพวิ เตอร์ หรือ สมารท์ บอร์ด เขา้ มาเสริม แตก่ ย็ งั หนีไม่
พ้นภาพ นกั เรยี น/นกั ศึกษา น่งั นิง่ ๆ ฟงั ครยู ืนสอน อยา่ งต้งั ใจบา้ ง เหมอ่
มองออกไปนอกหนา้ ตา่ งบ้าง ง่วงหงาวหาวนอนบ้าง ชา่ งเป็นบรรยากาศ
ที่ไรช้ วี ติ ชวี าเหลอื เกนิ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการรวบรวมจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้
มิใช่ต้องการให้ผู้อ่านน�ำเทคนิควิธีเหล่าน้ีไปเลียนแบบท�ำตามให้เหมือน
แต่เป็นหนังสือท่ีอยากยกแนวทางตัวอย่างและความรู้ฝังลึกที่ได้จากการ
ปฏบิ ัติจรงิ (Tacit Knowledge) ของครูอาจารย์ท่านหน่งึ หรอื จรงิ ๆ แลว้
ศ.เอลิซาเบธ ได้เขยี นยกตัวอย่างเพ่อื นอาจารยร์ ่วมอกี ๓-๔ ทา่ น ซ่ึงแม้
จะอยู่คนละซีกโลกกับเรา แต่เผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่ง
การสอน ไม่ต่างจากครูไทย เพอื่ หวงั ให้เกิดแรงบนั ดาลใจกบั ครูอาจารย์
ไทยทอี่ ่าน ใหล้ กุ ขนึ้ มาสร้างเทคนิคต่างๆ ของตวั เอง โดยมเี ปา้ หมายจับ
จ้องไปท่ีการเรียนรูข้ องศิษย์ ทำ� ให้เกดิ บรรยากาศ “เรียนสนุก รลู้ ึกในสิง่
ที่เรียน”
ทง้ั นี้ หากทา่ นใดตดิ ตามหนงั สอื ชดุ “ครเู พอ่ื ศษิ ย”์ หรอื ตดิ ตาม
งานเขยี นของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จะรู้ว่า เน้ือหาท่อี าจารย์เขยี นถงึ น้ัน
ไมใ่ ชแ่ คเ่ นอ้ื หาตามหนงั สอื ทที่ า่ นอา่ นเทา่ นนั้ แตผ่ นวกกบั วธิ คี ดิ ผนวกกบั
ประสบการณ์ท�ำงานและชีวิตของตัวท่านเอง เขียนตีความออกมาเป็น
เนื้อหาให้เราได้อ่านอีกที ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่าแตกต่างจาก
หนงั สอื แปลโดยตรง และมเี อกลกั ษณ์ ความเปน็ อาจารยว์ จิ ารณ์ อยู่ใน
ขอ้ เขยี นเนอ้ื หาดว้ ย ซง่ึ ในฐานะบรรณาธกิ ารอาสา คนทำ� งานสรา้ งชมุ ชน
การเรยี นรูค้ รูเพอ่ื ศิษย์ และเคยทำ� งานการจดั การความรู้ ภายใต้องคก์ ร
การน�ำของท่าน (นับเป็นศิษย์ของอาจารย์วิจารณ์ จะเข้า 10 ปี) จึง
พยายามทจ่ี ะคงส�ำนวน คำ� ศพั ท์ เน้อื ความ วรรคตอน เป็นของอาจารย์
ให้มาก และระวังการเปลี่ยนแปลงบางค�ำ บางอย่าง ท่ีอาจท�ำให้ความ
หมายนนั้ ไมล่ ึกซ้งึ ตามท่ีอาจารยห์ มายถึง เพอื่ หวงั ให้ทา่ นผูอ้ า่ นทัง้ หลาย
ได้รบั ประโยชนอ์ ย่างเตม็ ท่ีจากหนังสือ นอกจากนี้ หากทา่ นที่สนใจเจาะ
ลึกเนื้อหาในบทไหน กส็ ามารถจะเขา้ ไปในบล๊อก gotoknow.org ตาม
ลงิ คแ์ ตล่ ะตอนทใี่ หไ้ วใ้ นหนงั สอื และคน้ หาองคค์ วามรู้ หรอื สงิ่ ทส่ี นใจเพม่ิ
เตมิ ได้ โดยใชพ้ ลังแหง่ ยคุ ICT
สุดท้าย ด้วยประสบการณ์ที่ท�ำงานกับครูมา จึงอยากน�ำค�ำว่า
“อยา่ กลวั ผดิ ขอใหก้ ลา้ ” ไปตดิ ไวท้ ค่ี วามรสู้ กึ ครทู กุ คน ทอี่ า่ นหนงั สอื เลม่
น้ีแล้วอยากลกุ ข้นึ มาเปลยี่ นแปลงตัวเอง เริ่มทำ� บางอยา่ ง และทำ� ตา่ งไป
จากน้ี
วรรณา เลิศวจิ ติ รจรัส
๑๙ ก.ย. ๒๕๕๖
สารบญั หน า
คำ� นยิ ม นายแพทย์ประเสรฐิ ผลิตผลการพิมพ์
ค�ำนิยม อาจารยม์ ณฑล สรไกรกติ ิกลู
คำ� นำ� ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
ค�ำนำ� บรรณาธกิ าร
หล ักการพ้ืนฐาน
บนั ทึกท ่ี ๑ สร้างทกั ษะใจจดจอ่ ๑
บนั ทกึ ท ี่ ๒ จติ ผูกพนั และแรงบันดาลใจ ๕
บันทึกท ี่ ๓ จติ ผูกพนั และเรียนโดยลงมอื ทำ� ๙
บนั ทกึ ท ่ี ๔ แรงจงู ใจ ๑๗
บ ันทกึ ท ่ี ๕ สม่ี ติ เิ พ่ิมเติมเกีย่ วกับ student engagement ๒๒
บันทกึ ท ี่ ๖ จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ ๒๖
บ นั ทึกท ี่ ๗ จากทฤษฎีสปู่ ฏบิ ตั ิ (๒)
เนน้ ทีบ่ คุ ลกิ ของครู และท่โี ครงสรา้ งรายวิชา ๓๓
บันทึกท ่ี ๘ จากทฤษฎีสปู่ ฏบิ ัติ (๓) เนน้ ใชแ้ รงจูงใจ ๓๘
บ นั ทกึ ท ี่ ๙ จากทฤษฎสี ู่ปฏิบตั ิ (๔) เน้นการลงมือปฏิบตั ิ ๔๔
บนั ทกึ ท ่ี ๑๐ จากทฤษฎสี ่ปู ฏบิ ตั ิ (๕) ครตู ้อง engage ๕๑
บ ันทกึ ท ่ี ๑๑ เคล็ดลับ (๑) เคลด็ ลบั จดุ ไฟแรงจงู ใจ ๕๕
บนั ทกึ ท ี่ ๑๒ เคลด็ ลบั (๒) เคลด็ ลบั จดุ ไฟแรงจูงใจ (ตอ่ ) ๖๒
บันทกึ ท ี่ ๑๓ เคล็ดลับสง่ เสริมการเรียนแบบลงมือทำ� ๗๐
บนั ทึกท ี่ ๑๔ เคลด็ ลบั สง่ เสรมิ การเรยี นแบบลงมอื ทำ� (๒) ๗๘
บ นั ทกึ ท ่ี ๑๕ เคล็ดลบั สร้างชุมชนการเรยี นร ู้ ๘๙
บนั ทึกท ี่ ๑๖ เคลด็ ลับสรา้ งชมุ ชนการเรยี นรู้ (๒) ๙๔
บ นั ทึกท ี่ ๑๗ เคลด็ ลบั ทา้ ทายผู้เรยี นในระดบั ทีพ่ อดี ๑๐๐
บันทึกท ่ี ๑๘ เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนอย่างเปน็ องคร์ วม ๑๐๖
บนั ทกึ ท ่ี ๑๙ เคลด็ ลับส่งเสรมิ การเรียนอยา่ งเป็นองค์รวม (๒) ๑๑๓
เทคนิคดงึ ความสนใจผู้เรียน ๑๑๖
บันทึกท ี่ ๒๐ เทคนิคดงึ ความสนใจผเู้ รยี น ๑๑๙
บันทึกท ่ี ๒๑ เทคนคิ ดงึ ความสนใจผเู้ รยี น (๑) เทคนคิ ประเมนิ พนื้ ความรู้ ๑๒๔
บันทึกท ่ี ๒๒ เทคนิคดึงความสนใจผู้เรียน (๒) สิ่งของ
บ นั ทึกท ี่ ๒๓ เทคนิคดงึ ความสนใจผู้เรยี น (๓) บันทกึ ชว่ ยจบั ประเดน็ ๑๒๘
บันทึกท ่ี ๒๔ เทคนคิ ดึงความสนใจผเู้ รยี น (๔) ขอ้ ความท่คี ัดลอกมา ๑๓๑
บ นั ทกึ ท ี่ ๒๕ เทคนคิ ดงึ ความสนใจผู้เรียน (๕) สถานีความร้ ู ๑๓๔
บันทกึ ท ่ี ๒๖ เทคนิคดึงความสนใจผู้เรยี น (๖) เกม “ทีมเป็นหรอื ตาย” ๑๓๙
บ นั ทึกท ี่ ๒๗ เทคนคิ ดงึ ความสนใจผู้เรียน (๗) สมั มนา ๑๔๔
บันทึกท ่ี ๒๘ เทคนิคดงึ ความสนใจผู้เรยี น (๘) จัดกลมุ่ ๑๔๙
บ นั ทึกท ่ี ๒๙ เทคนิคดงึ ความสนใจผเู้ รยี น (๙) โครงร่างความคดิ ๑๕๕
บันทึกท ี่ ๓๐ เทคนคิ ดึงความสนใจผูเ้ รยี น (๑๐) เชื่อและไม่เช่อื ๑๖๑
บ นั ทกึ ท ี่ ๓๑ เทคนิคดงึ ความสนใจผเู้ รยี น (๑๑) ขอ้ โต้แย้งทางวชิ าการ ๑๖๖
บนั ทกึ ท ี่ ๓๒ เทคนิคดึงความสนใจผู้เรยี น (๑๒) โตว้ าที ๑๗๑
บ ันทกึ ท ี่ ๓๓ เทคนิคดงึ ความสนใจผเู้ รียน (๑๓) ทมี วเิ คราะห ์ ๑๗๖
บนั ทกึ ท ี่ ๓๔ เทคนคิ ดึงความสนใจผู้เรียน (๑๔) สโมสรหนงั สอื ๑๘๒
บนั ทึกท ี่ ๓๕ เทคนิคดงึ ความสนใจผ้เู รียน (๑๕) ติวกลุ่มยอ่ ย ๑๘๖
๑๙๐
เรียนสงั เคราะห์และคดิ สร้างสรรค์ ๑๙๖
บนั ทึกท ี่ ๓๖ เรยี นสังเคราะห์และคิดสรา้ งสรรค์ (๑) กลุม่ ทำ� แผนท่คี วามคดิ ๒๐๐
บ นั ทกึ ท ่ี ๓๗ เรยี นสงั เคราะหแ์ ละคดิ สร้างสรรค์ (๒) เปลย่ี นแปลง ๒๐๔
บนั ทกึ ท ี่ ๓๘ เรียนสังเคราะหแ์ ละคดิ สรา้ งสรรค์ (๓) จดหมาย ๒๑๐
บันทกึ ท ี่ ๓๙ เรียนสังเคราะหแ์ ละคิดสร้างสรรค์ (๔) เลน่ บทจำ� ลอง ๒๑๕
บนั ทกึ ท ี่ ๔๐ เรียนสังเคราะหแ์ ละคิดสรา้ งสรรค์ (๕) โปสเตอรน์ ิทรรศการ ๒๑๙
บันทกึ ท ่ี ๔๑ เรียนสังเคราะหแ์ ละคดิ สรา้ งสรรค์ (๖) สมุดประจ�ำชัน้ ๒๒๖
บันทกึ ท ี่ ๔๒ เรียนสงั เคราะหแ์ ละคดิ สรา้ งสรรค์ (๗) ตอบโจทยจ์ ากเว็บ ๒๓๑
๒๓๕
เรียนแก้ปัญหา ๒๔๐
บันทกึ ท ี่ ๔๓ เรยี นแก้ปัญหา (๑) ก�ำหนดปัญหา ๒๔๕
บันทึกท ี่ ๔๔ เรยี นแกป้ ญั หา (๒) คดิ ทบทวนอีกครั้ง ๒๕๑
บนั ทึกท ี่ ๔๕ เรียนแก้ปญั หา (๓) คิดดงั ๆ จบั คู่แกป้ ญั หา
บนั ทกึ ท ี่ ๔๖ เรียนแก้ปัญหา (๔) คำ� ประกาศ
บ นั ทกึ ท ี่ ๔๗ เรียนแกป้ ัญหา (๕) สง่ ตอ่ ปญั หา
บันทึกท ี่ ๔๘ เรียนแก้ปญั หา (๖) กรณศี ึกษา
ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ ๒๕๖
บนั ทกึ ท ่ี ๔๙ ประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ (๑) เขยี นเรยี งความเรอื่ งรว่ มสมยั ๒๖๑
บันทกึ ท ี่ ๕๐ ประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ (๒) ฟังใหไ้ ดศ้ พั ท ์ ๒๖๗
บันทกึ ท ี่ ๕๑ ประยุกต์ใช้ความรู้ (๓) เขยี นใหม่ ๒๗๐
บันทึกท ี่ ๕๒ ประยุกต์ใช้ความรู้ (๔) มองทะลุ แหลง่ ความรู้ ประยกุ ตไ์ ด้ ๒๗๔
บ นั ทกึ ท ี่ ๕๓ ประยุกต์ใช้ความรู้ (๕) ภาพตอ่ (Jigsaw) ๒๘๒
บนั ทึกท ี่ ๕๔ ประยุกต์ใช้ความรู้ (๖) ทัศนศึกษา
๒๘๗
เจตคตแิ ละคณุ คา่ ๒๙๓
บันทกึ ท ี่ ๕๕ เจตคติและคณุ คา่ (๑) อัตตชีวประวัติ ๒๙๙
บนั ทึกท ี่ ๕๖ เจตคตแิ ละคุณคา่ (๒) สมั ภาษณ ์ ๓๐๓
บ ันทกึ ท ี่ ๕๗ เจตคตแิ ละคุณค่า (๓) เวยี นกันตอบ ๓๐๘
บนั ทกึ ท ี่ ๕๘ เจตคตแิ ละคณุ ค่า (๔) ขอ้ โตแ้ ย้งเชิงจรยิ ธรรม ๓๑๒
บนั ทกึ ท ่ี ๕๙ เจตคติและคณุ คา่ (๕) เชอื่ มชุมชน
บนั ทึกท ่ี ๖๐ เจตคตแิ ละคุณคา่ (๖) ยนื ทจ่ี ดุ ยนื ๓๑๖
๓๒๑
มสี ติอย่กู ับการเรยี น ๓๒๖
บ ันทกึ ท ่ี ๖๑ มีสติอยกู่ บั การเรยี น (๑) บันทึกการเรียน ๓๓๒
บนั ทกึ ท ี่ ๖๒ มสี ติอยกู่ บั การเรียน (๒) แบบสอบถามเหตกุ ารณ์ส�ำคญั
บนั ทึกท ่ี ๖๓ มสี ติอยกู่ บั การเรยี น (๓) สเู่ ปา้ หมาย ๓๓๗
บันทึกท ี่ ๖๔ มีสตอิ ยู่กับการเรยี น (๔) วิเคราะห์ผลสอบ ๓๔๒
๓๔๕
ทักษะการเรยี น ๓๔๙
บันทกึ ท ่ี ๖๕ ทักษะการเรยี น (๑) แฟ้มงาน ๓๕๓
บันทึกท ่ี ๖๖ ทักษะการเรยี น (๒) ตามลา่ หาแหล่งความร ู้ ๓๕๗
บ นั ทกึ ท ี่ ๖๗ ทักษะการเรยี น (๓) ซ้อมทดสอบ ๓๑๖
บันทึกท ่ี ๖๘ ทักษะการเรยี น (๔) บตั รโครงเรือ่ ง
บ นั ทกึ ท ี่ ๖๙ ทักษะการเรยี น (๕) ตารางใหค้ ะแนน จดั ทำ� โดยผเู้ รียน
บนั ทึกท ี่ ๗๐ ทักษะการเรยี น (๖) ฟงั ๓ คน
บันทึกท ี่ ๗๑ AAR
๑. สรางทกั ษะใจจดจอ
ความรูส กึ สนุกกับการเรียนเปนทักษะอยางหนึ่ง
ท่ีไดจากการฝกฝน ใครมที ักษะนี้ ถอื วาเปน คนโชคดี
และผมเชอื่ วา ทักษะนเ้ี ปน ทักษะทอี่ ยูใ นสวน
affective domain ของการศกึ ษา
บนั ทกึ ชดุ นี้ ไดจ้ ากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคดิ
จากการอา่ นหนงั สอื Student Engagement Techniques : A Handbook
for Colege Faculty เขยี นโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley
ผมมคี วามเหน็ ว่า มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ มคี วามยากล�าบาก
หลายประการ ในทา่ มกลางบรรยากาศที่มเี ครอ่ื งมืออา� นวยความสะดวก
สบายครบครนั หรอื มีมากเกนิ พอดี ความยากลา� บากอย่างหน่ึงคอื การ
เอาชนะสิ่งเร้าทด่ี งึ ความสนใจตอ่ ปัจจบุ ันขณะ
พดู งา่ ยๆ วา่ คนสมยั ปจั จบุ นั ออ่ นแอในทกั ษะใจจดจอ่ ไมม่ สี มาธิ
อยู่กบั ปัจจุบันขณะ หรอื มกี ใ็ นระดบั ท่คี ุณภาพต่า�
พูดใหม่ว่าคนสมัยปัจจุบันตกเป็นทาสของสภาพแวดล้อม ไม่
สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ถูกสิ่งเร้าท่ีหลากหลายและเข้ามาปะทะตัว
เราในนามของ social media, โทรศัพท์ไร้สาย, และเครื่องส่ือสาร
อิเล็กทรอนิกส์หลายหลายชนิด และสาระท่ีส่ือสารออกมาผ่านช่องทาง
ตา่ งๆ มีสาระบา้ ง ไรส้ าระบา้ งจรงิ บา้ งเท็จบา้ ง และหลายอยา่ งเปน็ มายา
หลอกลวงเอาประโยชน์จากเราโดยเราไมร่ ้ตู ัว
วิจารณ พานิช1
ผเู้ รยี นกต็ กอยใู่ ตอ้ ทิ ธพิ ลของสง่ิ เหลา่ น้ี ทำ� ใหห้ ลายคนมสี ภาพทจ่ี ติ ใจ
เลื่อนลอย ไม่มีสมาธิพุ่งอยู่กับการเรียน ฝรั่งเขาจึงมีค�ำว่า student
engagement ซ่ึงผมขอใช้คำ� ไทยงา่ ยๆ วา่ ผูเ้ รยี นสนุกกับการเรียน คอื ผูกใจ
ให้จดจ่ออยู่กับการเรียน ในสมัยน้ีการผูกใจผู้เรียนให้จดจ่ออยู่กับการเรียน
กลายเปน็ เรอื่ งใหญ่ เปน็ วชิ าการ เปน็ เทคนคิ สำ� คญั ถงึ กบั มหี นงั สอื มเี วบ็ ไซต์
มีสมาคม มีหน่วยงานในมหาวิทยาลัยท�ำหน้าที่ส่งเสริมเร่ืองน้ี และมี
หนว่ ยงานวดั student engagement ของแตล่ ะสถาบนั อดุ มศกึ ษาและรายงาน
ให้สังคมรู้ ถือเป็นการวัดคุณภาพการศึกษาทางหน่ึง หน่วยงานนี้
ชือ่ NSSE และ CCSSE
ในประเทศไทย ครอู าจารยบ์ น่ กนั มากวา่ เดก็ สมยั นไี้ มเ่ หมอื นเดก็ สมยั
กอ่ น เดก็ สมยั กอ่ นมาโรงเรยี นกต็ งั้ ใจเรยี น มที ไ่ี มต่ งั้ ใจเรยี นกเ็ ปน็ สว่ นนอ้ ย แต่
ในชนั้ เรียนสมัยน้มี เี ด็กไม่ตัง้ ใจเรยี นต้ังครงึ่ คอ่ นห้อง ก่อความท้อใจแกค่ รู
หนงั สอื Student Engagement Techniques : A Handbook for
Colege Faculty เขยี นโดย ศาสตราจารย ์ Elizabeth F. Barkley เปน็ หนงั สือ
ยอดนิยมเล่มหน่ึง ผมจึงน�ำมาตีความบันทึกฝากแก่ครูเพ่ือศิษย์เป็นตอนๆ
เพื่อตดิ อาวุธวิธีผกู ใจศษิ ย์ ผกู สมาธศิ ิษย์ เขา้ กบั การเรยี น และทีส่ ำ� คญั กว่า
นนั้ คอื การชว่ ยใหศ้ ษิ ยม์ ที กั ษะจติ จดจอ่ กบั เรอื่ งใดเรอ่ื งหนง่ึ ในทา่ มกลางความ
วุ่นวาย
ผู้เขยี นหนงั สือเลม่ นี้สารภาพว่า หนงั สือเล่มน้เี กิดจากมรสมุ ชีวติ การ
เป็นครูอาจารย์ของตนเอง ท่ีหลังจากไปท�ำหน้าท่ีคณบดีเสีย ๑๐ ปี พอกลับ
มาสอนใหมก่ ต็ กใจวา่ ผเู้ รยี นเปลยี่ นไปจากเดมิ และการสอนแบบบรรยายหนา้
ชั้นอย่างที่เคยท�ำก็โดนผู้เรียนร้องเรียนว่าสอนไม่ได้เรื่อง จึงเป็นที่มาของการ
2 สนกุ กับก ารเรยี นในศตวรรษท ่ี ๒๑
คน้ ควา้ และทดลองวธิ สี อนใหมๆ่ ใหไ้ ดใ้ จผเู้ รยี นสมยั ปจั จบุ นั มาอยกู่ บั บทเรยี น
เขยี นออกมาเปน็ หนงั สอื ยอดนยิ มเลม่ น ้ี ทผี่ มจะถอดความ ตคี วาม และสะทอ้ น
ความคิด ออกบันทึกเปน็ ตอนๆ
ค�ำว่า student engagement ท่ีผมแปลว่าผู้เรียนสนุกกับการ
เรียน น้ัน มีความหมายซับซ้อน มีหลายปัจจัยหรือหลายมิติเป็นส่วนผสม
ของคำ� นใี้ นทางปฏบิ ตั ิ หลกั การพนื้ ฐานคอื คนเราจะเรยี นสงิ่ ใดสงิ่ หนง่ึ ไดด้ เี มอื่
มคี วามสนใจ มใี จจดจอ่ อยกู่ บั สงิ่ นน้ั หรอื กลา่ ววา่ การเรยี นรเู้ รมิ่ ตน้ จากความ
สนใจ
ความยากอยทู่ ค่ี รมู คี แู่ ขง่ หรอื ผเู้ รยี น มสี ง่ิ เรา้ ทน่ี า่ สนใจกวา่ การเรยี น
มากมายหลายอย่าง ทำ� อยา่ งไรครจู ะชว่ ยใหศ้ ิษย์แหวกสงิ่ เรา้ เหล่านนั้ ทำ� ใจ
ออกมามสี ามาธอิ ยกู่ บั การเรยี นใหไ้ ด ้ โดยผเู้ รยี นรสู้ กึ วา่ การเรยี นมคี วามหมาย
ต่อชวี ติ ของตน
แนน่ อน มที ฤษฎเี กย่ี วกบั สภาพ “ผเู้ รยี นสนกุ กบั การเรยี น” มากมาย
ทฤษฎีหน่ึงกล่าวว่า student engagement คือส่วนที่ซ้อนกัน ระหว่าง
motivation กับ active learning ซงึ่ หมายความว่า องค์ประกอบสำ� คญั ที่สดุ
๒ อย่างของ ผเู้ รยี นสนกุ กับการเรยี น คอื แรงบนั ดาลใจ กบั การเรียนแบบท่ี
ผเู้ รยี นลงมอื ปฏิบัติ (learning by doing)
นกั การศกึ ษาบางคนบอกวา่ เมื่อเรยี นภายใตป้ ัจจัยส�ำคญั ๒ ข้อข้าง
บน จะเกดิ transformative learning คอื เกดิ การเปลย่ี นแปลงภายในตวั ผเู้ รยี น
ทเ่ี ป็นการเปลีย่ นแปลงขน้ั พืน้ ฐาน หรอื เกิดการเปลย่ี นแปลงเชิงคณุ คา่
ผเู้ รยี นสนุกกับการเรยี น จงึ เป็นทัง้ means/process และเปน็ end/
product ของการเรยี นรู้ ผมมคี วามเชือ่ จากการปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองว่า ความ
วิจารณ พานิช 3
รู้สึกสนุกกับการเรียนเป็นทักษะอย่างหน่ึงที่ได้จากการฝึกฝน ใครมีทักษะนี้
ถือว่าเป็นคนโชคดี และผมเช่ือว่า ทักษะนี้เป็นทักษะที่อยู่ในส่วน affective
domain ของการศึกษา
สะทอ้ นความคดิ
f ค�ำแนะนำ� ข้อท่ี ๑ อยา่ เนน้ ทกี่ ารสอน ใหเ้ นน้ ทีก่ ารเรียนผ้เู รียนกจ็ ะจดจอ่
กบั การเรียนของตนเองอย่างเปน็ ธรรมชาติ
f ค�ำแนะน�ำข้อท่ี ๒ หากจัดช้นั เรียนแบบเรียนกลบั ทาง และเรยี นใหร้ ู้จรงิ
ตามในบันทกึ ชดุ นี้ จะไม่ต้องกังวลเร่อื งการผกู ใจศิษย์เลย เพราะใจของ
เขาจะผูกอยูก่ ับการเรยี นรขู้ องเขาตลอดเวลา
๑๗ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๒๖๑๗
4 สนกุ กบั ก ารเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
๒. จติ ผูกพนั และแรงบนั ดาลใจ
การทาํ หนา ทค่ี รูคอื การเรยี นรู
ศษิ ยท ่ไี มม แี รงบันดาลใจตอ การเรียน
และศิษยที่มีแรงบนั ดาลใจ มคี ุณคา เทา กันตอความเปน ครู คือ
มีคุณคา ตอ การเรียนรขู องครู ในการคน ควาหาวธิ กี ารสราง
แรงบันดาลใจของศษิ ยใหจ งได
ในตอนท่ี ๒ นี้ ไดจ้ ากบทที่ ๒ ชือ่ Engagement and Motivation
ผมตีความว่า แรงบันดาลใจเป็น “โรคติดต่อ” ชนิดหนึ่ง ในภาษา
อังกฤษว่า infectious คือติดตอ่ หรือระบาดได้ ครูทด่ี ีจะมแี รงบนั ดาลใจ เห็น
คุณค่า (ต่อชีวิตของศิษย์) ในสิ่งที่ตนสอนล้นเปี่ยม และส่งประกายออกมา
“ตดิ ต่อ” ไปส่ศู ิษย์
ผมเชอ่ื วา่ มนษุ ยท์ กุ คนมี “สมั ผสั ทห่ี ก” ทจี่ ะสอ่ื สารและรบั สาร “จาก
ใจถงึ ใจ” โดยไมต่ อ้ งผา่ นสัมผสั ท้ัง ๕ แรงบนั ดาลใจอยู่ในประเภทนนั้
แตแ่ มค้ รจู ะมแี รงบนั ดาลใจไมร่ นุ แรงตอ่ บางวชิ า บางสาระ แตผ่ เู้ รยี น
บางคนสัมผัสวิชานั้นแล้วเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ท�าอย่างไรครูจะ
ชว่ ยประคองแรงบนั ดาลใจนนั้ ใหล้ กุ โชนอยนู่ านและกอ่ คณุ คา่ แกช่ วี ติ ของศษิ ย์
คนนน้ั
การตีความข้างบนนั้น เกิดจากสภาพความคิดพาไปของผม เมื่อ
อ่านบทท่ี ๒ นี้ เป็นความคิดของผมเองล้วนๆ ไมไ่ ดถ้ อดความจากหนงั สอื
วิจารณพานชิ 5
หนงั สอื กลา่ วถงึ Cognitive models of motivation และ Behaviorist
model ซึ่งบอกเราว่าเรอื่ งแรงบนั ดาลใจใฝ่รใู้ ฝ่เรยี นเป็นเรื่องซับซ้อน และนา่
จะมคี วามแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลดว้ ย รวมทงั้ ผมสงั เกตจากชวี ติ ของตนเองวา่
มีปัจจยั ดา้ นสังคมรอบตัว เช่น ครอบครวั เพอ่ื น มาเกีย่ วข้องดว้ ย
หนังสือกล่าวถึงความซับซ้อนของ Cognitive models of
motivation และยกตวั อย่าง Maslow’s Hierarchy of Need วา่ เป็น model
หนง่ึ ของ Cognitive models ผเู้ รยี นย่อมสนองความตอ้ งการเพือ่ การมชี ีวติ
รอด กอ่ นสนองความอยากรอู้ ยากเหน็ เชงิ ปญั ญา เรอ่ื งนผี้ มคดิ ตอ่ วา่ เกย่ี วขอ้ ง
กับครใู นประเทศไทยในขณะนี้ ทศ่ี ษิ ยป์ ระมาณหนึ่งในสามเปน็ เดก็ ท่มี ปี ญั หา
ชีวิต ขาดความอบอุ่นหรอื แรงกระตุน้ ในครอบครวั
หนงั สอื กลา่ วถงึ Goal Theory of Motivation ท่นี า่ สนใจมาก และ
ผมเชื่อว่าตรงกับธรรมชาติมนุษย์ท่ีต้องการบรรลุเป้าหมายท่ีท้าทาย หนังสือ
ยังเอย่ ถึง Intrinsic motivation และ Extrinsic motivation
ความคาดหวงั (Expectancy)
การมคี วามหวงั ความเชอ่ื มนั่ วา่ ตนจะสามารถทำ� สง่ิ ทย่ี ากหรอื ไมเ่ คย
ท�ำให้ส�ำเร็จได้ จะเป็นแรงบันดาลใจ มีคนคิดและเสนอ self-efficacy
theories, attribution theory, self-worth model ไวน้ า่ อ่านมาก
อ่านหนังสือ และล้ิงค์เหล่าน้ีแล้วผมฟันธงว่า ส่ิงส�ำคัญคือความมุ่ง
มั่นมุมานะของตนเอง คือของตัวศิษย์ โดยที่ครูสามารถมีส่วนจุดไฟหรือจุด
ประกายข้นึ ไดต้ ามโอกาสทีเ่ ปิดช่องให้ ครูทเี่ อาใจใสศ่ ษิ ย์จะเหน็ โอกาสนี้ ดัง
ตวั อยา่ ง บนั ทกึ นี้ (http://www.gotoknow.org/posts/๔๓๗๐๔๙) ผมเดา
วา่ เดก็ จำ� นวนไมน่ อ้ ยถกู สถานการณท์ ำ� ใหข้ าดแรงบนั ดาลใจในชวี ติ ครทู ด่ี จี ะ
ชว่ ยใหศ้ ิษย์ฟื้นจากความทอ้ ใจ สู่ความมีแรงบันดาลใจได้
6 สนกุ กับการเรียนในศตวรรษท ี่ ๒๑
คุณคา่ (Value)
ครูมักจะจูงใจให้เด็กเรียนโดยล่อด้วยเกรด รางวัล ค�ำชม
เปน็ ตน้ หนงั สือ Punish by Rewards (๑๙๙๓) บอกว่าวธิ ตี ิดสินบนผ้เู รียน
เหล่าน้ี เป็นการดึงเด็กออกจากการเรียนรู้เชิงคุณค่าในชีวิต ท�ำให้เด็กขาด
โอกาสไดส้ มั ผสั และเรยี นรคู้ ณุ คา่ ของการทำ� สง่ิ นนั้ ทยี่ งิ่ ใหญก่ วา่ ผลจากการทำ�
ส่ิงนั้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในมิติท่ีลึก สอนไม่ได้ และนี่คือการพัฒนา intrinsic
motivation
เขาเอ่ยถึงการบรรลุสภาวะ flow ที่เป็นแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้
ในหนังสือ Enhancing Adult Motivation to Learn โดย Raymond J.
Wlodkowski โดยระบุปัจจัยส�ำคัญ ๓ ประการ คือ (๑) เปา้ หมายชัด และมี
คุณค่า (๒) มี feedback ใหท้ นั ที ต่อเนือ่ ง และเหมาะสม ชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นรู้
ว่าตนกำ� ลงั เดินไปทางไหน (๓) มคี วามท้าทายทพี่ อดรี ะหวา่ งศักยภาพและ
เป้าหมายท่ีก�ำหนด
มีข้อเสนอว่า engagement = expectancy x value โดยท�ำ
ตารางพฤติกรรมของผูเ้ รียนตามปัจจยั ท้งั สองของแรงบนั ดาลใจ ดงั น้ี
คาดว่าจะสำ�เรจ็ คาดว่าจะไม่สำ�เรจ็
ใหค้ ณุ คา่ ตอ่ บทเรยี นชน้ิ นน้ั ตง้ั ใจเรยี นอยา่ งจรงิ จงั มี หลีกเลี่ยง อู้งาน หาข้อ
ความสุข ค้นหาความหมาย แกต้ ัว
และขอ้ เรียนร้ใู หม่ๆ
ไมเ่ หน็ คุณคา่ เรียนแบบขอไปที เพียงให้ ต่อตา้ น ไมย่ อมเรยี น
ได้ผลสำ�เร็จตามทไี่ ด้รับมอบ
หมาย
วิจารณ พานชิ 7
ผมมขี อ้ สรปุ วา่ การทำ� หนา้ ทค่ี รคู อื การเรยี นรศู้ ษิ ยท์ ไ่ี มม่ แี รงบนั ดาล
ใจตอ่ การเรยี น และศษิ ยท์ ี่มแี รงบนั ดาลใจ มคี ณุ คา่ เทา่ กันต่อความเปน็ ครคู ือ
มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของครู ในการค้นคว้าหาวิธีการสร้างแรงบันดาลใจของ
ศษิ ยใ์ หจ้ งได้
ต้นทุนในการท�ำงานนี้คือ ความรกั และความหวังดีตอ่ ศษิ ย ์ หรือการ
เปน็ ครูเพือ่ ศษิ ย ์ นัน่ เอง
หมายเหตุ ผู้เขียนหนังสือใช้ค�ำ motivation ซึ่งน่าจะแปลว่า
แรงจงู ใจ แตผ่ มใชค้ �ำว่า แรงบันดาลใจ ซึ่งแปลตรงตวั ว่า inspiration ดงั น้นั
บันทึกของผมจึงเพ้ยี นไปจากข้อความในหนงั สอื หมายเหตเุ พ่ือใหท้ ่านผูอ้ ่าน
พึงอา่ นอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
๑๗ ก.ย. ๕๕ เพม่ิ เติม ๒๓ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๒๗๔๗
8 สนกุ กับการเรียนในศตวรรษท ี่ ๒๑
๓. จติ ผกู พัน และเรยี นโดยลงมอื ทาํ
ลักษณะพิเศษทสี่ ําคญั ยง่ิ ของการเรียนโดยลงมอื ทํา
อยูทก่ี ารตคี วามคําวา “ทาํ ” คนสวนใหญ (รวมท้ังผม)
เขาใจผิดวา หมายถึงกจิ กรรมทางกาย
จรงิ ๆ แลวหมายถงึ กจิ กรรมทางใจครบั
คือการคิด ลงมือทาํ คอื ลงมือคดิ
ในตอนที่ ๓ นี้ ได้จากบทที่ ๓ ช่อื Engagement and Active
Learning
ครทู ุกคนรู้วา่ ในขณะทต่ี นสอนผเู้ รยี นไม่ทกุ คนที่ได้เรียน บางคนไม่
สนใจเรยี น บางคนตง้ั ใจเรยี นแตเ่ รยี นไมร่ เู้ รอื่ ง ดงั นน้ั การสอนกบั การเรยี นเปน็
คนละเรื่องกนั สิง่ ท่คี รูเพอื่ ศิษยส์ นใจ คือการเรยี นของศิษย์ ไมใ่ ช่สนใจอยแู่ ค่
การสอนของตน ตนจะสอนดีเพียงไร แต่หากศิษย์บางคนไมไ่ ดเ้ รียน ครเู พื่อ
ศษิ ยจ์ ะยงั ไมพ่ อใจ
การเรียนโดยลงมือท�า (active learning) คือเคร่ืองมือที่ช่วยให้
ไม่เกิดการสอนท่ีไม่มีการเรียน การเรียนโดยลงมือท�ามีหลากหลายแบบหรือ
หลายชื่อทีค่ ลา้ ยๆ กัน ไดแ้ ก่ cooperative หรอื colaborative learning,
discovery learning, experiential learning. problem-based learning,
inquiry-based learning โดยผมขอเพม่ิ project-based learning เขา้ ไป
วจิ ารณพานชิ 9
ด้วย project-based learning คล้าย problem-based learning แต่ไม่
เหมอื นกนั เสยี ทเี ดียว
ลักษณะพิเศษที่ส�ำคัญย่ิงของการเรียนโดยลงมือท�ำอยู่ท่ีการตีความ
ค�ำวา่ “ท�ำ” คนสว่ นใหญ่ (รวมท้งั ผม) เขา้ ใจผดิ วา่ หมายถงึ กิจกรรมทางกาย
จรงิ ๆ แลว้ หมายถงึ กจิ กรรมทางใจครบั คอื การคดิ ลงมอื ทำ� คอื ลงมอื คดิ การ
เรียนโดยลงมอื ท�ำเร่มิ ทก่ี ารคิดต้ังค�ำถาม แล้วจึงลงมือทำ� เพ่ือตอบค�ำถามน้ัน
ใหแ้ ก่ตนเอง
การเรียนโดยลงมอื ท�ำเรมิ่ ทก่ี ารคดิ แลว้ มกี ิจกรรมทง้ั การคดิ และการ
ลงมอื ท�ำทางกายที่ซับซ้อนตามมา เพอ่ื สนองการคดิ คือการตอบค�ำถามทตี่ ั้ง
ขนึ้ การเรยี นแบบน้จี งึ เป็นการฝกึ และการฝึกท่สี ำ� คญั ทส่ี ุดคอื ฝกึ ต้ังคำ� ถาม
ให้ชัด ซึ่งก็คือฝึกคิดให้ชัดน่ันเอง คนส่วนใหญ่ขาดการฝึกคิดให้ชัดตั้งแต่
เดก็ โตขน้ึ เป็นผูใ้ หญก่ ็คิดไมช่ ดั หรอื คิดไม่เปน็ น่ันเอง
การเรียนโดยลงมือท�ำจึงหมายถึงการเรียนแบบท่ีใจจดจ่ออยู่อยู่กับ
เรื่องนั้น ทั้งรับรู้กระบวนการที่เกิด และรับรู้ผลที่เกิด น�ำมาใช้ตอบค�ำถามที่
ตนตง้ั ขนึ้ ในใจ เกดิ เปน็ การเรยี นรขู้ นึ้ การเรยี นโดยลงมอื ทำ� แมจ้ ะเกดิ การรบั
รทู้ ดี่ ี แตก่ อ็ าจไมเ่ กดิ การเรยี นรทู้ ลี่ กึ และเชอ่ื มโยงกไ็ ด ้ ฝมี อื ในการสอนของครู
อยูต่ รงน ้ี อยูท่ กี่ ารท�ำให้ศิษย์น�ำเอาการรับรมู้ าท�ำให้เกดิ การเรยี นรไู้ ดอ้ ย่างลึก
และเชือ่ มโยงกว้างขวาง ตามระดับพฒั นาการทางสมองของศษิ ย์ ความสนุก
ของชวี ติ ครูอยตู่ รงนี้เอง
คำ� อธบิ ายสง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสมองขณะทเ่ี รยี นโดยลงมอื ทำ� อยทู่ นี่ ี่ (http://
www.gotoknow.org/posts/๔๙๕๑๘๖) และท่ีนี่ (http://www.gotoknow.
o rg/posts/๔๙๗๕๓๐)
10 สนุกกับการเรียนในศตวรรษท ่ี ๒๑
สิง่ ทเ่ี ราเรียนรู้จากวิชาประสาทวิทยาศาสตร์
ค�ำอธิบายสั้นๆ ในตอนนี้ของหนังสือเหมาะแก่ผู้อ่านที่ไม่มีความรู้
เก่ียวกับสมองและระบบประสาทมาก เพ่ือจะได้เข้าใจว่า การเรียนรู้คือการ
เปล่ยี นแปลงในสมอง เปน็ การเปลยี่ นแปลงเซลล์สมอง และเปล่ยี นแปลงการ
เช่อื มโยงใยประสาทของเซลลส์ มอง สมองมนุษยม์ ีความสามารถสูงสดุ ตอ่
การเรยี นร ู้ ซงึ่ หมายความวา่ ตอ้ งมกี ลไกใหเ้ กดิ ความจำ� และใหเ้ กดิ การลมื เพอ่ื
ไม่ให้เร่อื งตา่ งๆ รกสมอง
จะใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงในสมองแบบถาวร เกดิ ความจ�ำถาวร จึง
ต้องมีการท�ำซ้�ำๆ ให้เซลล์สมองกลุ่มน้ันได้รับการกระตุ้นซ�้ำๆ น�ำไปสู่การ
เชื่อมโยงเครือขา่ ยใยสมองทกี่ อ่ ความจ�ำถาวร
ส่ิงทีเ่ ราเรียนรูจ้ ากจติ วทิ ยาการเรียนรู้
ข้อเสนอโดยนักจิตวิทยาการเรียนรู้คือ โครงสร้างจิตใจท่ีเรียก
ว่า schema (พหูพจน์ว่า schemata) เป็นโครงสร้างการเรียนรู้ ที่ประกอบ
ดว้ ย ข้อเทจ็ จรงิ แนวความคิด และความสัมพนั ธ์ (association) ท่ีประกอบ
กันเข้าเป็นระบบความสัมพันธ์ที่มีความหมาย คนแต่ละคนจะมี
schemata ของเหตุการณ์ สถานท่ี กระบวนการ บุคคล ฯลฯ มากมาย
บรรจอุ ยใู่ นสมอง และ schema เรอ่ื งใดเรอื่ งหนง่ึ ของตา่ งคนอาจแตกตา่ งกนั
มาก เช่น schema ของโรงเรียน ในสมองของเด็กชาวเขา แตกต่างจาก
schema ของโรงเรยี นในสมองของผเู้ รียนโรงเรียนสาธิตในมหาวิทยาลัย
คนที่มีประสบการณ์มาก ความรู้มาก ก็จะมี schema แยกย่อย
มากมาย บรรจุอยู่ในสมอง ท�ำให้ความคิดและการเรียนรู้เป็นแบบของ
“ผู้เชี่ยวชาญ” (expert) คือสามารถรับเอาข้อมูลใหม่มาเทียบหรือเช่ือมโยง
วิจารณ พานิช 1 1
กับ schema ท่ีมีอยู่แล้ว สังเคราะห์เป็น schema ใหม่ เพื่อการเรียนรู้ใหม่
ได้อย่างแคล่วคลอ่ งวอ่ งไว แตกต่างจากการเรียนร้ขู อง “ผูฝ้ ึกใหม”่ (novice)
ที่ในสมองยังไม่ค่อยมี schema ให้เกาะเก่ียวเปรียบเทียบ การเรียนรู้จึงช้า
คอ่ ยเป็นค่อยไป
ตรงน้ีผมตีความเป็นข้อเรียนรู้ของตนเองว่า ครูต้องหมั่นชวนศิษย์
เช่ือมโยงบทเรียนใหม่เข้า กับสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อน อาจเช่ือมโยงเชิงเปรียบ
เทยี บความเหมอื น ความตา่ ง หรอื เชงิ ขยายความ กจ็ ะทำ� ใหก้ ารเรยี นรขู้ อง ผู้
เรยี นซ่ึงอยใู่ นข้นั ฝกึ ใหม่ ง่ายขน้ึ น่าสนใจขนึ้ สนกุ สนานขนึ้
บทบาทของการถ่ายทอดเชือ่ มโยง (transfer) ในการเรียนโดยลงมอื ท�ำ
เมื่อมีการรับรู้สารสนเทศ (information) ใหม่ สมองจะพยายาม
หาความหมายโดยการเสาะหาโครงสรา้ งความรู้ (schema) เกา่ ทใ่ี กลเ้ คยี งหรอื
เกี่ยวข้อง หากพบ schema นั้นก็จะถูกกระตุ้น เกิดการถ่ายทอดเช่ือมโยง
ระหว่างความรู้เดิมกับสารสนเทศใหม่ สังเคราะห์ขึ้นเป็นชุดความรู้
หรือ schema ใหม ่
ในวงการวิชาการด้านการเรียนรู้มีการเสนอการถ่ายทอดเช่ือมโยง
(transfer) หลากหลายแบบ ที่ส�ำคัญคือ การถ่ายทอดเช่ือมโยงเชิงบวก
(positive transfer) กบั การถ่ายทอดเชอ่ื มโยงเชงิ ลบ (negative transfer) กับ
การถ่ายทอดเชอื่ มโยงใกล้ (near – transfer) กบั การถา่ ยทอดเช่อื มโยงไกล
(far – transfer)
การถ่ายทอดเชื่อมโยงเชิงบวก จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ที่ถูก
ตอ้ ง เขายกตวั อยา่ งการเรยี นภาษาสเปน สำ� หรบั ผเู้ รยี นทพี่ ดู ภาษาองั กฤษ เมอ่ื
พบค�ำวา่ mucho จะคดิ ถึงค�ำวา่ much ในภาษาอังกฤษ ซึง่ เปน็ ผลของการ
ถา่ ยทอดเชอ่ื มโยงเชงิ บวก ตวั อยา่ งของการถา่ ยทอดเชอ่ื มโยงเชงิ ลบเชน่ เมอ่ื
12 สนกุ กบั การเรียนในศตวรรษท ่ี ๒๑
ผ้เู รยี นคนเดียวกนั เรยี นคำ� ในภาษาฝรงั่ เศส librairie ก็จะนกึ ถงึ ค�ำว่า library
ในภาษาอังกฤษ ซง่ึ ผิด เพราะ librairie แปลวา่ bookstore
เขายกตัวอย่างการถ่ายทอดเช่ือมโยงใกล้ เหมือนกับการขับรถเก๋ง
เกยี รอ์ อโตท่ีมขี ายตามทอ้ งตลาดทวั่ ไป เมื่อขบั ยห่ี อ้ หน่ึงได้ ก็จะขบั ย่หี ้ออ่นื ๆ
ได ้ เพราะตำ� แหนง่ เกยี ร์ ทป่ี ดั นำ้� ฝน เบรค หนา้ ปดั บอกความเรว็ และอน่ื ๆ จะ
คลา้ ยๆ กนั ความรแู้ บบถา่ ยทอดเชอื่ มโยงใกลใ้ ชไ้ ดผ้ ลในกรณนี ้ี แตเ่ มอ่ื คนๆ
เดยี วกนั นไี้ ปขบั รถสปอรต์ กอ็ าจขบั ไมไ่ ด้ หรอื ไดก้ ต็ อ้ งพจิ ารณาอยนู่ าน เพราะ
ต�ำแหนง่ ของตัวบังคบั ตา่ งๆ วางต่างทีแ่ ละอาจมีรูปรา่ งตา่ งกัน กรณหี ลงั คือ
การถ่ายทอดเช่อื มโยงไกล
มหี ลายปจั จยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั คณุ ภาพของการถา่ ยทอด เชอื่ มโยง ไดแ้ ก่
ความเหมอื น/ความตา่ ง ความสมั พนั ธ์(association) บรบิ ทและพน้ื ความรเู้ ดมิ
ความเหมอื นและความต่าง
หากส่ิงท่ีพบเห็นใหม่คล้ายคลึงกับสิ่งท่ีเคยพบเห็นมาก่อนมาก การ
ถา่ ยทอดเชอ่ื มโยงกเ็ กดิ ไดง้ า่ ย เขาอธบิ ายวา่ สมองเกบ็ ขอ้ มลู ของสงิ่ คลา้ ยๆ กนั
ไวใ้ นสมองสว่ นทเี่ ปน็ เครอื ขา่ ยกนั (schema) เชน่ เมอ่ื เราเหน็ สง่ิ ทม่ี หี วั ล�ำตวั
แขน ขา ต้ังตรง ก็รู้ว่าเป็นคน คือต้องการรู้ว่าเป็นคนใช่หรือไม่ เราก็คิด
ถา่ ยทอดเช่อื มโยงเฉพาะส่วนหยาบๆ ที่เปน็ เชิงบวก แต่เมื่อเราต้องการแยก
กลมุ่ คนวา่ มคี นทเ่ี ราตอ้ งการหาหรอื ไม่ เรากจ็ ะมองเปรยี บเทยี บหารายละเอยี ด
สว่ นต่างของหนา้ ตาคว้ิ คาง ฯลฯ ซง่ึ เป็นการเชอื่ มโยงถ่ายทอดเชิงลบ
ความสมั พนั ธ์ (association)
เมอ่ื เราเรยี นรคู้ วามสมั พนั ธข์ องของบางอยา่ งจนเคยชนิ พอเอย่ ถงึ สง่ิ
หน่ึงก็จะนึกถึงคู่ของมันทันที เช่นเม่ือเอ่ยชื่อแฝดสยามอิน คนก็จะนึกถึงจัน
ตามมา
วจิ ารณ พานิช 1 3
คนที่มีคู่ความสัมพันธ์เก็บไว้ในสมองมากๆ การเรียนรู้สิ่งใหม่ก็
ง่าย เพราะสามารถน�ำส่ิงใหม่เข้าไปจับคู่หรือสร้างความสัมพันธ์กับส่ิงท่ีรู้จัก
แลว้ ได้งา่ ย
บริบทและคุณภาพของการเรียนรู้
อารมณ์เปน็ บริบทของการเรียนรอู้ ย่างหน่ึง
การเรยี นรทู้ ส่ี มั พนั ธก์ บั อารมณจ์ ะชว่ ยใหก้ ารถา่ ยทอดเชอื่ มโยงมพี ลงั
เพราะอารมณม์ ีธรรมชาตดิ งึ ดดู ความสนใจ ตัวอยา่ งเช่นเด็กบางคนไม่ถนดั
วิชาคณิตศาสตร์ พอถึงช่ัวโมงคณิตศาสตร์จะมีอารมณ์กังวลใจ ท�ำให้เด็กจะ
หลีกเล่ยี งการเรยี นคณติ ศาสตร์ เพอ่ื หลีกเลี่ยงอารมณอ์ ึดอดั ขัดขอ้ งใจ แตค่ น
เราจะสนุกกับงานอดิเรก เพราะให้ความบันเทิงใจ การเรียนด้วยความสุข
สนุกสนาน ท�ำให้คุณภาพของการเรียนรู้ในเบื้องต้นสูง เกิดพ้ืนฐานความรู้ท่ี
ม่ันคงลึกซึง้ เช่ือมโยง การเรยี นรชู้ ้นั ตอ่ ๆ ไป กจ็ ะพลอยมคี ณุ ภาพสูงตามไป
ด้วย ตรงกันข้าม หากการเรยี นรใู้ นเบือ้ งต้นกระท่อนกระแท่น ผิวเผนิ ก็จะมี
ผลให้การเรียนรูท้ ่ีตามมาภายหลังมคี ุณภาพตำ่�
นคี่ ือความส�ำคญั ของครชู นั้ เดก็ เลก็ อนุบาล และประถมศึกษา และ
ความสำ� คัญ ท่ีครจู ะตอ้ งเอาใจใส่สร้างอารมณเ์ ชิงบวก เชิงพงึ พอใจ ให้เกดิ
ร่วมกบั การเรียน ก็จะเป็นการปลูกฝังนสิ ยั รกั เรยี นโดยไมร่ ตู้ ัว
ความจ�ำกบั การเรียนแบบลงมือทำ�
ความจำ� มคี วามสำ� คัญต่อการเรยี นร ู้ ความจ�ำจำ� แนกไดเ้ ปน็ หลาย
แ บบ แตท่ ่สี ำ� คัญมากมี ๒ แบบ คอื ความจ�ำระยะสั้น กับความจำ� ระยะยาว
14 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
ความจำ� ระยะสนั้
ความจำ� ระยะสน้ั เปน็ สภาพของสมองทพ่ี งุ่ ความสนใจไปทขี่ อ้ มลู หรอื
สารสนเทศชดุ หนงึ่ เกดิ จากเซลลส์ มองเครอื ขา่ ยหนง่ึ ทำ� หนา้ ทช่ี ว่ั คราว อาจจะ
เป็นวินาที หรอื เป็นช่ัวโมง แลว้ คลา้ ยๆ ปดิ สวิตช์ของเครือขา่ ยใยสมองชุดนั้น
สมองหันไปพุ่งความสนใจที่ข้อมูลอีกชุดหน่ึง โดยใช้เครือข่ายใยสมองอีกชุด
หน่ึง ที่สว่ นหนงึ่ อาจซ้ำ� ซอ้ นกบั เซลล์สมองชุดแรก
ความจ�ำระยะส้ันช่วยให้มนุษย์ท�ำหรือเรียนรู้ได้เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง
หรือเหตุการณใ์ น ๑ วนั
กอ่ นจะปดิ สวติ ชเ์ ครอื ขา่ ยใยสมองทพี่ งุ่ ความสนใจระยะสน้ั สมองจะ
ม ีกลไกส่งขอ้ มลู ชุดนั้นไปไว้ในความจ�ำระระยาว
ความจ�ำระยะยาว
ความจำ� ระยะยาวเกดิ จากมเี ครอื ขา่ ยเซลลป์ ระสาทเครอื ขา่ ยใหมเ่ กดิ
ขน้ึ ในสมองสว่ นตา่ งๆ ความรทู้ างประสาทวทิ ยาศาสตรบ์ อกวา่ สมองตอ้ งใช้
เวลาในการสรา้ งเครอื ขา่ ยใยประสาทชดุ ใหมน่ ้ี โดยตอ้ งมกี ารสรา้ งโปรตนี เพอื่
Long-Term Potentiation (LTP) ทเ่ี ข้าไปเช่อื มรอยต่อระหวา่ งใยประสาท เกดิ
เครือข่ายใยประสาทชุดใหม่
จดุ สำ� คญั ตอ่ การเรยี นรคู้ อื ความจำ� ระยะยาวทแี่ นน่ แฟน้ ตอ้ งการเวลา
ความส�ำคญั ของการรบั รู้ (sense) และความหมาย (meaning)
ตอ่ ความจ�ำระระยาว
ในการรบั รเู้ รอื่ งใดเรอื่ งหนงึ่ เดก็ จะรบั รไู้ ดง้ า่ ยหากสงิ่ นนั้ ตรงกบั ความ
สนใจและเขา้ ใจ (make sense) และจะเกิดการเรียนรทู้ มี่ ีคณุ ภาพหากสิง่ นน้ั
มีความหมาย (meaning) ต่อตวั เด็ก
วิจารณ พานชิ 15
เมอ่ื เกดิ ความสนใจ สมองจะ “ตนื่ ตวั ” เพอ่ื รบั รเู้ รอื่ งนน้ั หรอื รบั ขอ้ มลู
อย่างเต็มท่ี และเมือ่ รบั รูแ้ ลว้ สมองเข้าใจคุณค่าและความหมายหรอื ความ
สำ� คญั ของเร่ืองนนั้ กระบวนการ “ย่อย” ท�ำความเขา้ ใจเร่ืองราวน้นั ๆ กจ็ ะ
เกดิ อย่างจริงจัง ทำ� ให้เกดิ ความจ�ำระยะยาวท่มี ีคุณภาพ
ความสนใจของสมองจะเกิดเมื่อสิ่งใหม่นั้น ต่อติด หรือมีความ
สมั พันธก์ บั ความรูเ้ ดิมท่มี อี ยแู่ ลว้ และเมื่อสนใจและเขา้ ใจแลว้ สง่ิ ใหม่นั้นยัง
ไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม ช่วยขยายความเข้าใจประสบการณ์เดิมให้
ชดั ขนึ้ หรอื ลกึ ซง้ึ ขนึ้ หรอื เชอื่ มโยงกวา้ งขวางขนึ้ เรยี กวา่ มคี วามหมายตอ่ การ
เ รียนร ู้ สภาพเชน่ น้ีจะท�ำให้ความจำ� ระยะยาวมคี ณุ ภาพ
จารกึ ความทรงจำ� (retention)
กระบวนการทเี่ ชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งความจ�ำระยะสน้ั สคู่ วามจ�ำระยะยาว
สกู่ ารจารกึ ความทรงจำ� มคี วามซบั ซอ้ นยง่ิ นกั และยงั ไมเ่ ปน็ ทเี่ ขา้ ใจอยา่ งทะลุ
ปรุโปรง่ แตท่ ี่รูแ้ ล้วคือ การจารกึ ความทรงจ�ำสว่ นใหญ่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ
และการสรา้ งความจำ� ระยะยาวตอ้ งการเวลา รวมทง้ั ความจำ� ระระยาวมหี ลาย
เกรด ตัง้ แต่เกรดท่ีลืมงา่ ย ไปถึงเกรดที่ไมม่ วี นั ลืม
การจารกึ ความทรงจ�ำใชเ้ วลา ๑๘ - ๒๔ ชว่ั โมง หากหลงั ๒๔ ชวั่ โมง
ย งั จำ� เรื่องน้ันได้ ก็แสดงว่าการจารกึ ความทรงจำ� ได้เกิดข้ึนแลว้
สรปุ
การเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อเน่ือง ที่ผู้เรียนสร้างและเปลี่ยนแปลง
เครือข่ายใยประสาท หรือ schemata ภายในสมองของตนแบบไม่รู้ตัว
กระบวนการน้เี กิดข้ึนอยา่ งมีพลงั เม่ือคนเราเรยี นรโู้ ดยลงมอื ท�ำ ไมใ่ ชเ่ กิดขนึ้
ระหวา่ งฟังครสู อนท่ีหนา้ ชน้ั
๒๐ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๒๘๕๒
16 สนุกกบั การเรียนในศตวรรษท ่ี ๒๑
๔. แรงจงู ใจ
จรงิ ๆ แลวการเรยี นเปน กระบวนการ socialization
มากกวากระบวนการสวนตัวอยางทเ่ี รามักจะเขาใจกัน
ในตอนท่ี ๔ นี้ ได้จากบทที่ ๔ ชอื่ Promoting Synergy between
Motivation and Active Learning
ผู้เขียนหนังสือน้ีสร้างตัวแบบของ student engagement ว่าเป็น
เสมอื นเสน้ เชอื ก ๒ เสน้ ฟน่ั เปน็ เกลยี ว (double helix) เสน้ หนง่ึ คอื แรงจงู ใจ อกี
เสน้ หนง่ึ คอื การเรยี นโดยลงมอื ทา� เสน้ เชอื กทง้ั สองนโี้ ยงเขา้ หากนั ดว้ ยเชอื ก
๓ เสน้ ซึ่งหมายถงึ สภาพห้องเรียน ๓ แบบ ได้แก่ (๑) การเป็นชุมชนเรยี นรู้
(๒) ผ้เู รียนเรยี นอยู่ในสภาพท่ีมีระดับความท้าทายเหมาะสม (๓) เรยี นแบบ
บรู ณาการ (holistic)
ครสู ง่ เสริม synergy ระหวา่ งแรงจงู ใจและการเรยี นโดยลงมอื ทา�
โดยสร้างความรู้สึกเป็นชมุ ชนในห้องเรียน
ห้องเรียนเปน็ ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ ท่สี มาชิกมคี วามเออ้ื อาทรต่อกัน
ช่วยเหลอื เก้ือกลู กัน ในการเรียนร้ไู ปด้วยกนั โดยสมาชิกของชุมชนคือผู้เรยี น
และครู มคี วามสมั พนั ธ์แนวราบระหว่างสมาชิก
ผู้เขียนกล่าวถึงผลการวิจัยมากมาย ว่าการเรียนแบบเรียนเป็นกลุ่ม
หรอื เปน็ ทมี ผลสมั ฤทธใ์ิ นการเรยี นดกี วา่ เรยี นคนเดยี วเงยี บๆ อยา่ งสมยั กอ่ น
ห้องเรียนไม่ใช่ดินแดนแห่งความสงบเงียบ อนุญาตให้ครูคนเดียว
เท่านั้นเป็นผู้พูด ถ้าผู้เรียนคนใดจะถามหรือตอบต้องยกมือขออนุญาต
วิจารณ พานิช17
ก่อน สภาพเช่นน้ันหมดยุคแล้ว เวลานี้ห้องเรียนต้องเป็น “ห้องท�ำงาน”
(studio) ของผู้เรียน ท่ีลงมือท�ำเพื่อเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเป็นชุมชน
ห้องเรียนสมัยใหม่ต้องมีบรรยกาศของชุมชนการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่
บรรยากาศสงบเงยี บอยา่ งหอ้ งเรยี นสมัยก่อน
ในทางจติ วทิ ยา นีค่ อื การเรยี นรู้ท่ีเหมาะสมกบั พฤติกรรมของผู้เรยี น
ในยคุ น้ี ทตี่ อ้ งการเชอื่ มโยงสมั พนั ธก์ บั เพอื่ น ในยคุ ทมี่ เี ทคโนโลยี social media
อ�ำนวยความสะดวก หรือเราอาจตีความว่า การที่เด็กและวัยรุ่นติด social
media ก็เพราะมันสนองความต้องการทางใจของมนุษย์ การเรียนก็ต้อง
จบั จุดจิตวทิ ยาของมนษุ ย์
และย่งิ กวา่ นน้ั จริงๆ แลว้ การเรียนเปน็ กระบวนการ socialization
มากกว่ากระบวนการส่วนตัวอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน แม้แต่ความรู้ ก็มีผู้
ตีความว่าเป็น social construct คือแต่ละคนเรียนรู้ความรู้ต่างๆ ผ่าน
กระบวนการsocialconstruction จนในทส่ี ดุ มนั ซมึ เขา้ ไปภายใน(internalize)
หรืองอกงามออกจากภายในสมองของคนแต่ละคน ผมตีความว่า น่ีคือ
กระบวนการสรา้ ง schema หรอื เครอื ขา่ ยใยสมองเพอื่ สง่ั สมความรดู้ า้ นตา่ งๆ
ผมตีความต่อว่า schema ใคร schema มัน ไม่เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้น
ความรใู้ นเรอ่ื งใดเรอื่ งหนงึ่ ของคนตา่ งคนกนั จงึ ไมเ่ หมอื นกนั ๑๐๐% การแลก
เปลย่ี นเรยี นรกู้ นั ในชมุ ชนแหง่ การเรยี นรจู้ งึ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความรทู้ ล่ี กึ และเชอ่ื มโยง
กวา่ เรียนคนเดียวเงยี บๆ
ข้างบนน้ันผมอ่านหนังสือแล้วเขียนด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ไม่
ร ับรองความถกู ต้อง
ครสู ง่ เสรมิ synergy ระหวา่ งแรงจงู ใจและการเรยี นโดยลงมอื ทำ� โดย
ช่วยใหผ้ เู้ รียนแตล่ ะคนไดเ้ รียนตามระดบั ความท้าทายท่ีเหมาะสม
18 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
น่ีก็เก่ียวกับจิตวิทยาของมนุษย์ หรือจิตวิทยาการเรียนรู้ ส่วนที่เป็น
จิตวทิ ยาเชิงบวก ท่มี นุษยเ์ ราชอบการทา้ ทาย และพึงพอใจ มคี วามสุข เม่อื
ตนเอาชนะความทา้ ทายนั้นได้ ยง่ิ เอาชนะความทา้ ทายท่ียาก กย็ ่ิงมคี วามสุข
มากเมื่อเอาชนะได้
แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจิตวิทยาเชิงลบ
ด้วย คือถ้าความท้าทายยากเกินไป จะประมาณความสามารถตนเองแล้วก็
ถอดใจ ไม่ส้ ู ในกรณีนค้ี อื ไม่เรยี น หรือหาเหตุหลกี เลีย่ งเสยี
ครจู งึ ตอ้ งรจู้ กั ศษิ ยเ์ ปน็ รายคน และหาทางสง่ เสรมิ ใหเ้ ขาไดเ้ รยี นรโู้ ดย
การลงมือท�ำโจทย์ท่ีท้าทายในระดับความยากง่ายท่ีพอดี ซ่ึงหากเชื่อมโยงกับ
บนั ทึกนี้ (http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๒๓๖๗) จะเหน็ วา่ การปรบั
ระดับความทา้ ทาย ทำ� ไดห้ ลากหลายวิธ ี นอกจากโจทย์ท่ีท้าทายตา่ งกนั ครู
อาจทำ� ใหค้ วามทา้ ทายแตกตา่ งกนั ระหวา่ งศษิ ยต์ า่ งคนในชนั้ เรยี นเดยี วกนั ดว้ ย
ระดบั ของ formative evaluation ทแ่ี ตกตา่ งกนั ซงึ่ กต็ รงกบั ขอ้ ความในหนงั สอื
Student Engagement Techniques นี้ วา่ ใช้ assessment & feedback ท่ี
เหมาะสมปรบั ระดับความท้าทายได้
จะเหน็ วา่ กระบวนการอำ� นวยความสะดวกในการเรยี นรทู้ มี่ พี ลงั ของ
ครู เป็นกระบวนการท่ีซับซ้อน ใช้หลากหลายเครื่องมือในเวลาเดียวกันเพื่อ
“customize” การเรียนของศิษย์เป็นรายคน วิธีด�ำเนินการแนวน้ีไม่มีสูตร
สำ� เรจ็ ครจู งึ เกดิ การเรยี นรมู้ าก และหากบนั ทกึ ขอ้ มลู ไวใ้ หเ้ ปน็ ระบบ นค่ี อื การ
ปฐมบทของการวิจยั ในช้ันเรยี นทม่ี ีคณุ ภาพและนวภาพ
ในหนงั สอื ผเู้ ขียนอ้างถึง zone of proximal development (ZPD)
ท่สี นบั สนนุ การจดั การเรยี นการสอนท่เี นน้ ความท้าทายพอเหมาะน ้ี
ผู้เขียนเอ่ยถึง authentic assessment ท�ำให้ผมนึกถึงการประชุม
วิจารณ พานิช 1 9
คณะผู้ให้ค�ำแนะน�ำช้ีทิศทางการปฏิรูปการศึกษาท่ีมูลนิธิสดศรีฯ เม่ือค่�ำวันท่ี
๒๐ ก.ย. ๕๕ ว่าต้องหาทางดำ� เนนิ การพฒั นาวธิ ปี ระเมินการเรียนรขู้ น้ึ ใหม่ให้
เหมาะสมแกย่ คุ สมยั และบรบิ ทไทย แนวทาง authentic assessment น่า
จะเปน็ แนวทางหนง่ึ สำ� หรบั นำ� มาท�ำความเข้าใจและทดลองปรับใช้ เพอื่ สรา้ ง
เครื่องมือการประเมิน ที่เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เกิดการเรียนท่ีมีระดับความ
ท่าทายทีเ่ หมาะสม
อีกเร่ืองหนึ่งท่ี ศ.เอลิซาเบธ เอ่ยถึงคือ การฝึกให้ศิษย์
มี metacognitive skills หรือทักษะการท�ำความเข้าใจกลไกการเรียนรู้ของ
ตนเอง ซ่งึ ผมตีความจากประสบการณ์วา่ การท�ำ AAR หรือ reflection หลัง
บทเรียน ครทู ีม่ คี วามสามารถ facilitate วง AAR หรือวงสะท้อนความคิด
จากบทเรยี นท่มี ีคุณภาพของผเู้ รียน จะสรา้ งทักษะ metacognition น้ี ใหแ้ ก่
ศษิ ย์โดยไม่รู้ตวั
สำ� หรับผูเ้ รียนโดยทวั่ ไป ความท้าทายแรก คือการเรยี นรแู้ บบครูไม่
ส อนโดยบรรยายหน้าชน้ั อีกตอ่ ไป ผเู้ รียนต้องเรียนเองโดยการลงมือทำ�
ครสู ร้าง synergy โดยการจัดการเรียนรู้
แบบทผี่ ู้เรยี นได้เรยี นอยา่ งบรู ณาการ
ทจี่ รงิ หนงั สอื เลม่ นเ้ี ขยี นสำ� หรบั ครใู นมหาวทิ ยาลยั แตผ่ มวา่ เปน็ หลกั
การและเคล็ดลับที่ใช้ได้กับครูในทุกระดับ ศ.เอลิซาเบธ บอกว่า ความ
เข้าใจ Bloom’s Taxonomy of the Cogntive Domain ไม่เพียงพอ เพราะ
การเรียนรู้ที่แท้จริงซับซ้อนกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงมันเลยความคิดเชิง
เหตผุ ล ไปสปู่ ญั ญาญาณ (intuition) และการรบั รู้ (perception) และการเรยี น
รู้หรือปัญญามมี ากกว่า cognitive domain ไปสู่ multiple inteligence ครู
ตอ้ งหาวธิ ีจดั การเรยี นรใู้ หศ้ ิษยไ์ ดเ้ รยี นรูค้ รบทกุ domain ของการเรยี นร้หู รือ
ปญั ญา
20 สนกุ กบั ก ารเรียนในศตวรรษท่ี ๒๑
ผมขอแถมการตคี วามของตนเอง วา่ เมอื่ เอาแนว 21st Century Skils/
Learning เขา้ ไปจับ การเรียนรู้ต้องมีเปา้ หมายทีเ่ ลย “ร”ู้ ไปสู่ “ปฏิบัตไิ ด”้
หรอื มีทกั ษะ เน้นท่ีทักษะชุดหน่ึง ทเ่ี รยี กว่า ทักษะแห่งศตวรรษท่ี ๒๑ และ
ผมตคี วามตอ่ ว่า การเรียนรู้ท่ี Bloom เรียกวา่ affective domain นน้ั ก็ต้อง
เรยี นใหเ้ กดิ ทกั ษะเช่นเดียวกนั
การจดั การเรยี นรแู้ ยกๆ กนั มบี ทเรยี นเพอื่ ใหไ้ ดก้ ารเรยี นรใู้ นการคดิ
(affective domain) มีบทเรียนเพ่ือให้ได้การเรียนรู้ด้านการเคล่ือนไหว
(psychomotor domain)
และมีบทเรียนเพ่ือให้ได้การเรียนรู้เชิงอารมณ์/คุณค่า (affective
domain) อย่างนี้ ในปจั จุบนั ถือว่าเปน็ หลักการทีผ่ ิด การเรียนรู้ในปัจจบุ นั
ตอ้ งมเี ป้าหมายเพ่อื ใหไ้ ดท้ ีเดียวทัง้ ๓ domain (หรอื กว่า)
ที่ส�ำคัญคือ การเรียนรู้ใน ๓ domain น้ี มันมีธรรมชาติเสริมส่ง
(synergy) กนั หากครอู อกแบบการเรยี นรู้ และ facilitate การเรยี นรู้เป็น คอื
อารมณช์ ว่ ยกระตนุ้ การเรยี นรู้ และการจารกึ ความทรงจำ� ในขณะเดยี วกนั การ
เคลอ่ื นไหวร่างกายก็มผี ลต่อการเชือ่ มโยงเครอื ขา่ ยใยสมอง
ผมมคี วามเหน็ วา่ ขอ้ ความทย่ี ดื ยาวในบทน้ี ทอ่ี ธบิ ายทฤษฎดี า้ นการ
เรียนรู้มากมาย โยงกับความรู้ใหม่ด้านสมองกับการเรียนรู้ น่าจะเป็นสาระที่
ครนู ำ� มาใชต้ คี วามสง่ิ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในชน้ั เรยี นของตน ตคี วามวธิ อี อกแบบการเรยี น
รู้ที่ตนคิดข้ึน คือเป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ใน Professional Learning
Communities (PLC) น่ันเอง
๒๐ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๒๙๗๔
วจิ ารณ พานชิ 21
๕. ส่มี ิติเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั
student engagement
ผเู รยี นตอ งไดท าํ ความเขาใจการเรยี นรู
วา มหี ลายระดับ การเรียนเพียงเพ่ือใหส อบผาน
เปนการเรียนรรู ะดับตํา่ (mediocre)
หากผูเรยี นตอ งการเรยี นเพ่อื ใหเ กดิ การเรียนรู
ท่มี คี ณุ ภาพสงู (excellence)
ผูเรยี นตองพรอมท่ีจะเผชญิ ความทาทายท่ยี าก
แตครกู ็พรอมที่จะยนื เคียงขา งและคอยชวยเหลอื
ในตอนท่ี ๕ นี้ ได้จากบทที่ ๕ ช่อื Additional Facets to Consider
ความรู้เร่ือง student engagement เป็นเร่ืองที่ไม่หยุดน่ิง มีการ
พัฒนาเคล่ือนไหวต่อเน่ืองไม่หยุดยั้ง และเป็นเร่ืองที่มีมิติต่างๆ ซับซ้อนมาก
ในบทนี้ ศ. เอลิซาเบธ เพม่ิ ค�าอธิบายอีก ๔ มิติ
student engagement เป็นเรอ่ื งทแี่ ตกต่างกันในผ้เู รียนแตล่ ะคน
ไทยเราเรยี กวา่ “ลางเน้ือชอบลางยา” คือวธิ กี ารสร้างความน่าสนใจ
ในการเรียนแนวทางหน่ึงอาจใช้ได้ผลกับผู้เรียนส่วนใหญ่ แต่จะไม่มีผลต่อผู้
เรยี นบางคน เพราะวา่ กลไกการเรยี นรคู้ อื ผเู้ รยี นตอ้ งเชอื่ มโยงสง่ิ ใหมเ่ ขา้ กบั พน้ื
ความรู้ (schema) ที่มีอยู่แล้ว และผู้เรียนแต่ละคนมีพ้ืนความรู้ไม่เท่า
กนั นอกจากน้ันพื้นอารมณ์ความรู้สึก สถานะทางสงั คมใน “ชุมชนเรยี นร้”ู
22 สนกุ กับการเรียนในศตวรรษที่ ๒๑
ในหอ้ งเรยี น ของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกนั
ครเู พ่อื ศษิ ย์พึงตระหนักในความแตกตา่ งและความซบั ซ้อนน้ี
student engagement เปน็ ห้นุ ส่วนของความสมั พันธห์ ลายทาง
แม้ครูจะใช้ความพยายามสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้น่าสนใจ
เรยี นเพยี งใด แตค่ วามสนใจเรยี นกเ็ ปน็ เรอื่ งสว่ นตวั ของผเู้ รยี น ไมม่ ใี ครบงั คบั
ได ้ ตอ้ งไมล่ มื วา่ ยงั มปี จั จยั ตา่ งๆ อกี มากมายทค่ี รไู มม่ ที างควบคมุ ทม่ี ผี ลทง้ั
เชิงบวกและเชิงลบ ต่อความสนใจเรยี นของเดก็
ความสนใจเรยี นเปน็ หนุ้ สว่ นระหวา่ งผเู้ รยี นกบั คร ู หากความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งผูเ้ รยี นกบั ครูดี โอกาสท่คี วามสนใจเรยี นของผูเ้ รียนจะดกี ็มีสูง เรื่อง
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งครกู บั ศษิ ยน์ ม้ี รี ายละเอยี ดมาก ไดก้ ลา่ วไปในตอนทแี่ ลว้
วา่ ความสมั พันธ์ท่ดี อี ย่างหนง่ึ คือ การเปน็ สมาชิกร่วมกนั ของชุมชนเรียนร้ใู น
ห้องเรียน โดยครูเน้นท�ำหน้าที่อ�ำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (learning
facilitator) ของศษิ ย์ ทำ� หนา้ ท่ี empower ศษิ ย์ ใหเ้ ปน็ ผอู้ ำ� นวยการการเรยี น
รขู้ องตนเอง และอำ� นวยการการเรยี นรใู้ นชน้ั เรยี นรว่ มกบั เพอื่ นผเู้ รยี น และรว่ ม
กบั คร ู
ผู้เรียนต้องได้ท�ำความเข้าใจการเรียนรู้ว่ามีหลายระดับ การเรียน
เพยี งเพอ่ื ใหส้ อบผา่ นเปน็ การเรยี นรรู้ ะดบั ตำ่� (mediocre) หากผเู้ รยี นตอ้ งการ
เรยี นเพอื่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรทู้ ม่ี คี ณุ ภาพสงู (excelence) ผเู้ รยี นตอ้ งพรอ้ มทจี่ ะ
เผชญิ ความทา้ ทายทยี่ าก แตค่ รกู พ็ รอ้ มทจี่ ะยนื เคยี งขา้ งและคอยชว่ ยเหลอื ผู้
เรียนจะต้องได้เรียนรู้ว่า การเรียนแบบที่มีคุณภาพสูง และต้องใช้ความ
พยายามนนั้ มคี ุณต่อชวี ติ ในอนาคตของตนเอยา่ งไร
ครูต้องเข้าใจว่า ไม่มใี ครบงั คับผเู้ รียนได้ เพือ่ ให้เลอื กการเรียนเพื่อ
excelence ไมห่ ยดุ อยู่แค่ mediocre แตค่ รูสามารถสร้างบรรยากาศและ
วจิ ารณ พานิช 2 3
กจิ กรรมตา่ งๆ ทช่ี กั จูงใหผ้ ้เู รยี นเดินในเสน้ ทาง excelence ได ้ เส้นทางน้นั
คอื เสน้ ทาง student engagement
National Survey of Student Engagement (NSSE) ระบวุ า่ student
engagement คอื แบบแผนของการทผี่ ู้เรยี นเข้าร่วมกิจกรรมและปฏิสมั พันธ์
ท่ีหลากหลาย ทั้งในช้ันเรียน และนอกช้ันเรียน ตลอดช่วงของหลักสูตรการ
ศึกษา โดย NSSE เนน้ การสร้างบรรยากาศท่สี ่งเสริมการเขา้ ร่วม โดยเนน้ การ
ด�ำเนนิ การ ๕ กลุ่ม
๑. ระดบั ของความท้าทายเชิงวชิ าการ
๒. การเรียนแบบลงมือท�ำ และรว่ มมอื กัน
๓. ปฏิสมั พันธร์ ะหว่างผเู้ รยี นกับครู
๔. สง่ เสริมประสบการณก์ ารเรียนรูห้ ลากหลายแบบ
๕. บรรยากาศในโรงเรียน/มหาวทิ ยาลยั ที่สง่ เสริมการเรียนรู้
จะเห็นว่า ปัจจัยส่งเสริมความสนใจในการเรียนของเด็กไม่ได้จ�ำกัด
อยูเ่ ฉพาะภายในห้องเรียนเทา่ นั้น
student engagement เกิดจากการจดั การเรยี นการสอน
อยา่ งเปน็ ระบบและเปน็ องคร์ วม
จุดส�ำคัญคือ ต้องไม่คิดเรื่องการสร้างความสนใจเรียนเป็นรายวิชา
(ซึ่งเปน็ การคิดและด�ำเนินการระดบั micro) เท่านน้ั ตอ้ งคิดและด�ำเนินการ
ในระดบั macro หรือระดับภาพรวมดว้ ย และต้องด�ำเนินการอย่างเปน็ ระบบ
แม้คดิ เฉพาะในชน้ั เรียน ก็ตอ้ งคิดอยา่ งเป็นระบบและเปน็ องคร์ วม
ศ. เอลซิ าเบธ ระบุวา่ ตอ้ งใชห้ ลักการของการสอนทีด่ ี เชน่ ก�ำหนด
เปา้ หมายการเรยี นทช่ี ดั เจนและมคี วามหมาย สรา้ งความคาดหวงั ทส่ี งู ใหแ้ ก่
ผเู้ รยี น และให้ feedback แกผ่ เู้ รยี นในทนั ท ี รวมทงั้ ตอ้ งมสี งิ่ ทลี่ กึ กวา่ นน้ั และ
24 สนุกกับก ารเรยี นในศตวรรษท ี่ ๒๑
มคี วามไมค่ อ่ ยชดั เจน เชน่ การมเี ปา้ หมายใหก้ ารเรยี นการสอนเปน็ การยกยอ่ ง
ให้เกียรติผู้เรียน โดยการเช่ือมโยงกับมิติด้านสปิริต ประสบการณ์ และ
โลกทศั นข์ องผู้เรียน
ผมเรียกวิธีคิดและด�ำเนินการจัดการเรียนรู้แบบนี้ว่า “การจัด
กระบวนการเรยี นรโู้ ดยคำ� นงึ ถงึ มติ ขิ องความเปน็ มนษุ ย”์ และเคารพความเปน็
มนุษย์ของผู้เรียน
สง่ เสรมิ student engagement ด้วยการประเมนิ
การประเมนิ เพอ่ื เปน็ feedback ใหค้ รปู รบั การเรยี นการสอน และให้
ผเู้ รยี นปรบั การเรยี นรขู้ องตนเอง เปน็ สง่ิ มคี า่ ยงิ่ นน่ั คอื ตอ้ งใชก้ ารประเมนิ เพอื่
พฒั นา (formative assessment) ไมใ่ ชเ่ พอื่ การตรวจสอบ หรอื เพอ่ื บอกได-้ ตก
(summative evaluation)
ท่ีจรงิ NSSE มเี ปา้ หมายท่ีแทจ้ ริงเพอื่ ชว่ ยเปน็ ข้อมูล feedback ชว่ ย
การปรบั ปรงุ student engagement แต่ลงทา้ ยมันกลับมธี รรมชาติเอียงไป
ทาง summative evaluation ตอ่ student engagement ในระดับสถาบัน/
โรงเรียน ไม่ช่วย formative assessment ต่อ student engagement ใน
หอ้ งเรยี น จงึ มผี คู้ ดิ Classroom Survey of Student Engagement (CLASSE)
สำ� หรบั ใหค้ รูใช ้ ซึ่งผมมองว่า ครไู ทยนา่ จะช่วยกนั สรา้ ง Thai CLASSE ส�ำหรบั
ใชป้ ระเมนิ คณุ ภาพของ student engagement ของหอ้ งเรยี นของตน สำ� หรบั
ใชเ้ ปน็ ข้อมลู ประกอบการปรับปรงุ พัฒนา student engagement ในชั้นเรยี น
ของตน
๒๑ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๐๘๓
วิจารณ พานชิ 25
๖. จากทฤษฎีสูปฏิบตั ิ
กิจกรรมการเรียนรทู ค่ี รจู ดู ้ีและผเู รยี น
รวมกันรเิ ร่มิ สรา งสรรค และใหผ ลดตี อ การเรียนรูเปน
อยา งยงิ่ เรียกวา “discussion-forum monitoring”
โดยสรา งออนไลน discussion ข้ึนมา
ใหผ เู รียนตอ งเขา ไปรวมอภปิ ราย
ในตอนท่ี ๖ นี้ ไดจ้ ากบทที่ ๖ ชอ่ื From Theory to Practice Teachers
Talk About Student Engagement
ในบทน้ีมกี รณีตวั อยา่ งจากครูรวม ๗ คน หรอื ๗ แบบ ผมจะนา� มา
ลงบนั ทกึ ตอนละคน หรอื ตอนละแบบ โดย ศ. เอลซิ าเบธ แนะนา� วา่ ระหวา่ ง
อา่ นเรือ่ งราวของครูแตล่ ะคน ให้ต้งั คา� ถามไปดว้ ยวา่ กรณีตวั อย่างนน้ั ๆ บอก
อะไรเกย่ี วกับทฤษฎที ่ไี ด้เขียนไว้แลว้ ในบทก่อนๆ ดงั น้ี
f ครทู า� อย่างไร ให้ศิษยเ์ ห็นคุณคา่ ของส่งิ ทีต่ นก�าลังเรียน
f ครูจัดห้องเรียนอย่างไรเพ่ือสร้างความหวังว่า หากตนมานะ
พยายาม ตนจะประสบความส�าเร็จ
f ครูมียุทธศาสตร์และการกระท�าอย่างไร เพ่ือให้ศิษย์เรียนจาก
การลงมือท�า
f การสร้างความเป็นชุมชนในห้องเรียนส�าคัญต่อครูอย่างไร ครู
จะบรรลุไดอ้ ย่างไร
26 สนุกกับการเรยี นในศ ตวรรษที่๒๑
f ครูท�ำอย่างไรผู้เรียนจึงจะได้รับการท้าทายพอดี ไม่ยากไม่ง่าย
เกินไป
f ท�ำอย่างไรผเู้ รียนจงึ จะไดเ้ รียนแบบองค์รวม คือทง้ั cognitive,
psychomotor และ affective domain
ท�ำให้ผเู้ รยี นสนใจด้วยกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีสรา้ งสรรค์ :
กรณีครู จูดี้ เบเกอร์
ครู จดู ี้ เบเกอร์ สอนสาขาวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ เปน็ คนขอี้ ายและเกบ็
ตัว ไม่ใช่คนคล่องแคล่วในการออกสังคม แต่ก็สามารถริเริ่มหรือสร้างสรรค์
การเรยี นรทู้ ่ีท�ำใหเ้ กดิ student engagement ได้อยา่ งดี
ครจู ดู ี้ บอกวา่ ตนมเี คลด็ ลบั อยทู่ ี่ (๑) ลงมอื ทำ� ดว้ ยตนเอง (๒) ตระหนกั
วา่ เงอ่ื นไขในสงั คมเปลย่ี นไปแบบตรงกนั ขา้ ม สมยั ทตี่ นเองเรยี น เนอ้ื หาสาระ
ความรูไ้ ดจ้ ากครู หาจากแหล่งอน่ื ยาก แต่เวลานี้ เนือ้ หาสาระวิชาหาได้แคใ่ ช้
น้ิวกดปุ่มผเู้ รยี นไม่ตอ้ งไปโรงเรยี น หรือห้องสมุด (๓) สง่ิ ท่โี รงเรียนมคี า่ ตอ่ ผู้
เรียนไม่ใช่ตัวความรู้อีกต่อไป แต่เป็นคุณค่าของการฝึกเลือกและตรวจสอบ
ความน่าเช่ือถือของความรู้ แล้วน�ำไปฝกึ ฝนการประยุกต์ใช้ ความรู้
ช่วยให้ผูเ้ รยี นเปน็ เจ้าของวิชาเรยี น
ครูจดู ้อี า้ งถงึ Set ๔๙ : Student-Generated Rubrics ในหนังสือเล่ม
นี้ โดยใหผ้ เู้ รยี นของตนมสี ว่ นกำ� หนดหลกั สตู รและกจิ กรรมการเรยี นรู้ และการ
สอบ ข้ึนใช้ในชั้นเรยี น รวมทั้งร่วมกันกำ� หนดพฤตกิ รรมท่ีพึงประสงค์/ไมพ่ ึง
ประสงค์ ในชน้ั เรยี น หากจำ� เปน็ แตไ่ มใ่ ชก่ ำ� หนดหลกั สตู รเองทง้ั หมด เพราะ
ผู้เรียนยังก�ำหนดเองไม่ได้ ครูจูดี้จะเอาแผนวัตถุประสงค์และกิจกรรมการ
เรยี นรู้ใหผ้ เู้ รยี นออกความเหน็ และร่วมกนั กำ� หนดวนั สอบ
วจิ ารณ พานิช 27
ผเู้ รยี นจะไดร้ บั “เมนกู จิ กรรมการเรยี นร”ู้ ใหช้ ว่ ยกนั เลอื กและทำ� พนั ธ
สัญญารว่ มกัน เพอ่ื นำ� ไปสกู่ ารใหเ้ กรดของวชิ านน้ั กจิ กรรมเหล่านไี้ ด้แก่ การ
เดินทางไปศึกษาภาคสนาม การวิจัย การเขียนเรียงความ การเขียนบันทึก
สะท้อนความคิด (reflective journal) การสัมภาษณ์ผู้ประกอบวิชาชีพ
ด้านน้ัน เป็นต้น
กจิ กรรมการเรยี นรทู้ คี่ รจู ดู แี้ ละผเู้ รยี นรว่ มกนั รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค ์ และให้
ผลดตี อ่ การเรยี นรเู้ ปน็ อยา่ งยง่ิ เรยี กวา่ “discussion-forum monitoring” โดย
สร้างออนไลน์ discussion ข้นึ มา ใหผ้ ูเ้ รยี นตอ้ งเขา้ ไปรว่ มอภิปราย
กิจกรรมดังกล่าวต้องการ discussion moderator ท�ำหน้าที่ดูแล
(๑) ว่าไมม่ กี ารนำ� ขอ้ ความทไ่ี ม่เหมาะสมออกเผยแพร่ (๒) การอภปิ รายพงุ่
เป้าอยู่ทีป่ ระเด็น (๓) เก็บขอ้ มลู ว่าใครร่วมกิจกรรมบ้าง และ (๔) ต้งั คำ� ถาม
กระตุ้นการอภิปรายประเด็นท่ีลึกยิ่งขึ้น ซึ่งครูท�ำไม่ไหว เพราะใช้เวลา
มาก จงึ เกดิ ความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรคม์ อบหมายใหผ้ เู้ รยี นผลดั เวรกนั ท�ำหนา้ ท่ี
คนละ ๑ สปั ดาห์ และท�ำหน้าท่สี ังเคราะห์รายงานสง่ ครู
กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวท�ำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ลึกกว่าปกติ
ท่ัวไป คือได้ทักษะในการอ�ำนวยความสะดวกต่อการอภิปรายกลุ่มแบบ
ออนไลน ์ และไดฝ้ กึ ทกั ษะการคดิ แบบทเี่ รยี กวา่ higher-order thinking skils
ในการมอบหมายงานใหผ้ เู้ รยี นทำ� นี้ ครกู บั ผเู้ รยี น ทำ� ขอ้ ตกลงคลา้ ยๆ
PA (Performance Agreement) ทใี่ ชใ้ นทท่ี ำ� งานในสมยั ปจั จบุ นั คอื ถา้ สญั ญา
ว่าจะทำ� งานยาก และท�ำสำ� เรจ็ กจ็ ะไดเ้ กรดสงู ผเู้ รยี นบางคนต้ังเปา้ สูงเกิน
ก�ำลงั เม่ือทำ� ไปได้ระยะหนงึ่ กต็ ระหนกั ว่าคงจะทำ� ไมไ่ ดต้ ามขอ้ ตกลงเดิม ครู
จ ดู ้ีจะยอมเจรจาใหม่ไดด้ ว้ ย
28 สนกุ กับก ารเรยี นในศตวรรษท ่ี ๒๑
ทำ� ความเขา้ ใจพื้นความรขู้ องผู้เรยี น
เพื่อใหค้ วามทา้ ทายในการเรยี นรู้เหมาะสม ครูและผเู้ รยี น ตอ้ งรวู้ า่ ผู้
เรยี นแตล่ ะคนมพี นื้ ความรเู้ ดมิ เปน็ อยา่ งไร ครจู ดู ี้ ใชเ้ ครอ่ื งมอื SET 16 : Team
Concept Maps ในหนงั สอื เลม่ นี้ เปน็ กจิ กรรมแรกในชน้ั เรยี น โดยแบง่ ผเู้ รยี น
ออกเป็นกลุม่ ให้ทำ� mapping ความรู้ (เรียกวา่ cognitive map) เร่อื งใด
เรือ่ งหน่งึ เชน่ เรอื่ ง “สขุ ภาพของผูห้ ญงิ ” ครูจะได้ต่นื ตาตื่นใจกับพ้นื ความรู้
และความคิดสร้างสรรค์ท่ีแตกต่างหลากหลาย ของผู้เรียน ในการแสดงออก
วา่ ตนเขา้ ใจเรอ่ื งสขุ ภาพของผหู้ ญงิ อยา่ งไรบา้ ง แลว้ ใหต้ วั แทนของกลมุ่ ออกมา
อธบิ ายแผนผังของกลมุ่ แกเ่ พื่อนรว่ มหอ้ งเรียน
แล้วครูจูดี้ บอกช้ันเรียนว่าตนได้เห็นอะไรจากกิจกรรม mapping
ความรู้น้ี และวิชาที่ก�ำลังเรียนจะเช่ือมโยงกับความรู้เดิมท่ีผู้เรียนมีอยู่แล้ว
อยา่ งไร ในตอนจบครจู ดู อี้ าจใหผ้ เู้ รยี นจดั กลมุ่ รว่ มกนั เขยี น mapping ความ
รู้ท่ีไดเ้ รยี นรใู้ นคาบเรียนน้ี
สรา้ งความสนใจของผู้เรยี น ตอ่ สง่ิ ทคี่ รสู อน
ครจู ดู เ้ี ลา่ เรอ่ื งผเู้ รยี นในวชิ า Program Evaluation ทม่ี าเรยี นอยา่ งไม่
สนใจ เพราะอาจคดิ ว่ารูแ้ ลว้ คดิ ว่าเปน็ เร่ืองตัวเลข หรือเปน็ เรอื่ งทไ่ี มเ่ กยี่ วกบั
ชวี ิตอนาคตของตน ครูจดู ี้ใช้ SET ๒ : Artefacts เป็นเคร่อื งมอื สรา้ ง student
engagement เพอื่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจคณุ คา่ ของวชิ าน้ี โดยแจกของ ๓ อยา่ ง
ใหผ้ เู้ รยี นบอกวา่ ทงั้ ๓ สง่ิ นน้ั มคี วามเหมอื นกนั อยา่ งไร แลว้ ชวนตคี วามความ
เหมอื นในมิตติ ่างๆ กนั เชน่ ดา้ นราคา คุณภาพ การใชง้ าน ซงึ่ จะน�ำไปสู่
การท�ำความเข้าใจเร่ืองเกณฑ์ของการประเมิน เป้าหมายของการเรียนคือ
การฝกึ คิดใหล้ ึกขนึ้ ส�ำหรับใช้กำ� หนดเกณฑข์ องการประเมิน
วิจารณ พานชิ 2 9
ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นตระหนกั ว่า ตนเองมีส่วนเพ่ิมเติม
สรา้ งสรรค์ความรู้ส่วนรวมของช้นั เรียน
ครูจูดี้ต้องการยืนยันให้ผู้เรียนแต่ละคน มั่นใจว่าตนเองมีพ้ืนหรือ
ตน้ ทนุ ความรอู้ ยแู่ ลว้ สว่ นหนง่ึ เชน่ ในชนั้ เรยี นเรอื่ ง “สขุ ภาพของผหู้ ญงิ ” ครู
จดู ้จี ะถามวา่ ใครเคยมีลูกแลว้ บ้าง ทุกชั้นเรียนจะมี ๕ - ๖ คน ครูจะบอก
ว่า “เธอคือ expert” และจัดให้ท�ำหน้าท่ี expert ใน SET 5 :
Stations โดยให้ไปยนื ท�ำหนา้ ที่ “ผู้มปี ระสบการณ์” แยกเปน็ สถานที ี่ ๑, ท่ี ๒
… ให้ผู้เรียนจับกลุ่มแยกย้ายกันไปสัมภาษณ์เพื่อเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์
โดยมีค�ำถามตัวอย่างให้ หลังจากน้ันให้แต่ละกลุ่มรายงานต่อช้ันเรียน
เป้าหมายของการเรียนรู้แบบนี้คือ ช่วยให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่าคนเรา ที่เคย
ผา่ นประสบการณเ์ ดียวกัน อาจมคี �ำตอบต่อค�ำถามเดยี วกันแตกต่างกนั
โดยแนวทางท�ำนองนี้ ครูจูด้ีเคยให้ผ้เู รยี นรว่ มกันเขียนต�ำราจากการ
คน้ อนิ เทอรเ์ นต็ และจากการสมั ภาษณผ์ มู้ ปี ระสบการณ ์ แทนทจ่ี ะใหเ้ รยี นจาก
ต �ำราท่ีมีหลายส่วนลา้ สมัย และพบวา่ ตำ� ราของผเู้ รยี นมีคณุ ภาพสูงมาก
ช่วยใหผ้ เู้ รียนพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผอู้ ืน่ (empathy)
และความเขา้ ใจเชงิ วัฒนธรรม
เนื่องจากครูจูดี้สอนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพัฒนา
ความเหน็ อกเหน็ ใจผอู้ น่ื มคี วามสำ� คญั ตอ่ วชิ าชพี น ี้ ครจู ดู สี้ อนใหผ้ เู้ รยี น เหน็
อกเห็นใจผู้อื่นโดยให้แต่ละคนเขียนรายการกิจกรรมท่ีตนถนัด (ชอบท�ำ) กับ
กิจกรรมที่ตนไม่ถนัด (ไม่อยากท�ำ) แล้วให้เลือกจากรายการท่ีไม่ถนัด
๑ อย่าง แล้วใหท้ ำ� ต่อหน้าช้นั ให้เพือ่ นๆ สังเกตความรูส้ ึกของเพอ่ื น เพื่อให้
ผเู้ รยี น ไดเ้ ขา้ ใจว่า กิจกรรมงา่ ยๆ สำ� หรบั ตน อาจเป็นเร่อื งฝนื ใจหรอื ลำ� บาก
ใจยิ่งส�ำหรับคนอ่นื กไ็ ด ้
30 สนุกกับการเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑