ช่วงเวลาทสี่ มองเรียนรู้แบง่ ไดเ้ ป็น ๓ ช่วง คอื Prime-Time ๑ (ชว่ ง
ต้น), Prime-Time ๒ (ชว่ งท้าย), และ Down-Time (ชว่ งตรงกลาง) ครตู ้อง
รจู้ ักใช้เวลา Prime-Time ใหผ้ เู้ รียนเรียนสิ่งสำ� คัญ และใชเ้ วลา Down-Time
ทำ� กจิ กรรมทบทวนบทเรียน
เนื่องจากสมองเรียนได้ดีในช่วงเวลา ๒๐ นาที จึงควรแบ่งบทเรียน
เป็นชว่ งๆ ชว่ งละ ๒๐ นาที เปลี่ยนกจิ กรรมของการเรียนรู้ จะชว่ ยลด Down-
Time ของการเรยี นรู้
เคล็ดลบั ๒๔ ใชห้ อ้ งเรยี นกลบั ทาง
น่ีคอื เทคนคิ ท่ผี มเคยบันทึกไวแ้ ล้วใน บันทึกชุด ห้องเรยี นกลบั ทาง
ซงึ่ อา่ นได ้ ที่น่ี (http://www.gotoknow.org/posts?tag=%e๐%b๘%)
เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนเพื่อใช้เวลาในชั้นเรียนให้เกิดคุณค่า
สูงสุดต่อการเรียนรู้ เอาเวลาส�ำหรับเรียนเนื้อหรือสาระวิชาไปไว้นอกชั้น
เรยี น และใชเ้ วลาในชน้ั เรยี นสำ� หรบั การเรยี นแบบลงมอื ทำ� (Active Learning)
ได้แก่ mini-lecture, demo, class discussion, work-sheet exercise, รวม
ท้งั hands-on mini-lab
ทำ� ให้เกดิ การเรยี นแบบท่เี รียกวา่ blended delivery เกิดการเรียน
รทู้ เี่ สรมิ แรงกนั ระหวา่ ง face-to-face กบั online learning หนงั สอื Blended
learning in higher education : Framework, principles, and guidelines
แนะน�ำวิธีจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเสริมแรงระหว่างการเรียน face-to-
face กับการเรียนออนไลน์ ดังในตาราง
วิจารณ พานชิ 81
ประเภทของการเรยี น กิจกรรมการเรยี นรู้ เคร่ืองมือ online / offline
กอ่ นการเรียนแบบ face-to-face
สร้างเหตกุ ารณ์ ใหก้ ารบ้านไปทำ�ความเขา้ ใจ ประกาศ
กระตนุ้ เรอื่ งใด เรอ่ื งหน่ึง .
ทดสอบพ้ืนความ ให้ทำ�แบบทดสอบตนเอง, เครือ่ งมือสำ�หรับ
รู้เกีย่ วกบั เรือ่ งนัน้ ให้กรอกแบบสอบถาม, หรือ ทดสอบ, survey, discus-
หลังทำ�การบา้ น อภิปรายกลุ่ม sion forum
ในช่วงการเรยี นแบบ face-to-face
ทำ�ความเข้าใจผล ครูสอนแบบตวิ ตามผลการ แสดงผลและเฉลย
การทดสอบออนไลน์ ทดสอบความรู้ ที่ไดเ้ รียนรู้ ผลการทดสอบ
. ออนไลน์ เพื่อแกค้ วามเข้าใจ .
ผดิ และเสรมิ จุดสำ�คญั
ตงั้ คำ�ถาม และ ผเู้ รียน กบั ครู อภปิ รายตั้ง เครอ่ื งฉาย เพอ่ื แสดง
ตอบคำ�ถาม และตอบคำ�ถาม ตอ่ ประเด็น สารสนเทศ ประกอบการ
. สำ�คัญ อภิปราย
หลังช่วงเวลา face-to-face
ประเมินเพื่อตดิ ตาม ใหเ้ ขียน “ประเดน็ สำ�คัญท่ี แบบสอบถาม หรือ
ผลการเรยี น ในช้ัน ได้เรียนรู”้ และ “ส่ิงท่ยี งั discussion forum
เรียน เขา้ ใจไม่ชัดเจน” .
ขยายการเรยี นรู้ เสวนากบั เพ่ือน หรอื มี Discussion fo rum
และบูรณาการ เอกสารให้อ่านเพิ่มเติม หรอื หรือการมอบหมายงาน
ใหเ้ ขียนรายงาน .
82 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
ประเภทของการเรยี น กิจกรรมการเรยี นรู้ เครอื่ งมอื online / offline
บรู ณาการขัน้ ตน้ โครงงานสว่ นบุคคล Discussion forum และ
และเรม่ิ ต้นเชอื่ มโยง หรือทำ�เป็นกลุ่ม การมอบหมายงาน
ทฤษฎเี ข้ากับการ . ..................................
ปฏิบัติ . ................
การเรยี น face-to-face ช่วงต่อไป
การแกป้ ัญหา/ ทบทวนการอภปิ ราย เคร่ืองมอื นำ�เสนอผล
ประยุกต์ ออนไลน์ รว่ มกนั ในชั้น และ การทดสอบ หรอื ผลจาก
........................... มกี ารนำ�เสนอผลโครงงาน แบบสอบถาม
.......... สว่ นบุคคล หรอื ของกลุ่ม
นำ�เขา้ ส่เู หตุการณ์ เสวนาเร่อื งหัวข้อของบทเรียน เครอ่ื งฉายนำ�เสนอเรอ่ื ง
กระตุ้น เพอ่ื เข้าสู่บท ตอนต่อไป ราวเก่ียวกบั บทเรยี นตอน
เรยี นตอนตอ่ ไป ตอ่ ไป
เคลด็ ลับ ๒๕ feedback การเรียนรู้แกผ่ เู้ รียนบ่อยๆ
โดยใชก้ ารทดสอบแบบ rubric
น่ีคือการใช้ formative assessment เป็นเครื่องมือช่วยน�ำทางการ
เรียนรู้ของผเู้ รยี นซึ่งในสงั คมไทย ครตู อ้ งไมห่ ลงใช้เป็นเคร่ืองมอื สอบเพื่อบอก
ได้-ตก ซ่ึงจะท�ำให้การทดสอบหมดคุณค่าของ การเป็นเคร่ืองมือสนับสนุน
การเรยี นรขู้ องผเู้ รียน กลายมาเป็นเคร่ืองมอื แสดงอำ� นาจเหนือของคร ู
อา่ นบทความอธบิ ายความหมายของ rubric assessment ทน่ี ี่ (http://
edtech.kennesaw.edu/intech/rubrics.htm) จะเห็นว่าในการเรียนการ
สอนสมยั ใหม่ เสน้ แบง่ ระหวา่ ง การเรียน การสอน และการประเมนิ จางลง
มาก จนแทบเปน็ เนอื้ เดยี วกนั ซงึ่ หมายความว่า การประเมินเป็นสว่ นหนงึ่
วิจารณ พานชิ 83
ของการเรียนของผู้เรียน และเป็นส่วนหน่ึงของการสอนของครูด้วย และการ
สอนก็เปน็ ส่วนหน่งึ ของการเรียนของผ้เู รียนดว้ ย เป็นต้น
การทดสอบแบบ rubric อาจเรยี กไดว้ ่า การทดสอบแบบผสมผสาน
วิธีการหลากหลายแบบ เพ่อื ทดสอบความกา้ วหน้าของการเรียนรู้หลากหลาย
แบบ และหลากหลายมติ ิ ตวั อยา่ งวธิ กี าร เชน่ การใหก้ ารบา้ นเขยี นบทความ
หรือเรียงความ เขียนรายงานผลการวิจัย ให้เข้าไปอภิปราย ลปรร. ใน
discussion forum, ให้ท�ำงานกลุ่ม, ให้น�ำเสนอด้วยวาจา, เขียนรายงานผล
การทดลองทางห้องปฏบิ ัติการ, ให้ออกแบบ เวบ็ เพจ, ให้เขียนรายงานสะสม
ผลงาน (portfolio) หรือผลงานอย่างอ่ืนท่ีผู้เรียนกับครูตกลงกันเป็นกลุ่มก็ได้
เป็นรายคนก็ได ้
ครูต้องศึกษาและก�ำหนดวิธีทดสอบแบบ rubric ในวิชาท่ีตนสอน
เมื่อท�ำส�ำเร็จจะช่วยลดเวลาท�ำงานของครู ประโยชน์ของการทดสอบแบบ
rubric ต่อครมู ี ๖ ประการ ดังน้ี
๑. ครสู ามารถมอบหมายงานทซี่ บั ซอ้ น และทา้ ทาย ใหผ้ เู้ รยี นท�ำเพอื่
เรยี นรู้ โดยไม่ตอ้ งเสียเวลาอธิบายแกผ่ ้เู รียนว่าท�ำไมตอ้ งเรียนบท
เรยี นนน้ั บทเรยี นน ี้ เพราะการทดสอบแบบ rubric ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี น
เขา้ ใจล่วงหน้าวา่ ตนจะต้องเรยี นให้ได้ความลกึ และเชอ่ื มโยง ใน
หลากหลายมิติ ดว้ ยวิธีเรียนหลายรูปแบบ
๒. ช่วยให้การให้เกรดมีระบบ มีความคงเส้นคงวา และเป็นธรรม
ระหว่างผู้เรยี นเกง่ กับผู้เรยี นที่เรยี นออ่ น และเมือ่ ผู้ใหเ้ กรดเป็น
ทีมของครูกบั ผ้เู รยี นผชู้ ่วยสอน
๓. ความกังวลเร่อื งเกรดลดลง เพราะมีมาตรฐานก�ำหนดชดั เจน
84 สนุกกบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๔. ใช้เวลาน้อยลงในการตรวจการบ้านและให้คะแนน รวมท้ังการ
อธบิ ายแกผ่ เู้ รยี นวา่ ทำ� ไมไดค้ ะแนนเทา่ นน้ั ทำ� ไมไมใ่ หส้ งู กวา่ ใน
กรณีผูเ้ รยี นท่ีบา้ คะแนน
๕. ใช้การทดสอบช่วยเน้นเป้าหมายหลักของการเรียนรู้ และความ
คาดหมายผลสมั ฤทธ์ิ จากการใหท้ �ำงานที่หลากหลาย
๖. เป็นเครือ่ งมือสอื่ สาร ร่วมมอื ลปรร. ระหว่างครใู นวชิ าเดียวกัน
ในวชิ าท่ีตอ่ เน่อื งกัน หรือในกจิ กรรมการเรยี นรูท้ ส่ี มั พนั ธก์ ัน เพือ่
รว่ มกนั พฒั นาเกณฑแ์ ละมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละการประเมนิ ของ
ภาควชิ าหรือสถาบนั ซึง่ ผมตคี วามว่า เปน็ เครอื่ งมือท�ำงานและ
เรยี นรู้เปน็ ทมี ของครู หรือ PLC นนั่ เอง
การทดสอบแบบ rubric มีความซับซ้อนในหลากหลายมิติของการ
วัด โดยหนังสอื Introduction to rubrics : An assessment tool to save
grading time, convey effective feedback, and promote student
learning ระบุ ๔ มติ ิ คอื
๑. การบอกกจิ กรรมท่ีให้ทำ�
๒. การระบอุ งคป์ ระกอบของกจิ กรรม
๓. ระบุระดับของการท�ำใหบ้ รรลผุ ลส�ำเรจ็ (performamce)
๔. ระบุ สเกล ของผลการประเมนิ เชน่ ดเี ลิศ ดี ยงั ต้องปรับปรงุ
ตารางขา้ งลา่ ง เป็นตวั อย่างจากหนงั สือ ที่ช่วยแสดงวา่ การทดสอบ
แบบ rubric ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความคาดหวังของการเรียน ช่วยเป็น
feedback ต่อการเรยี น (ซ่งึ ช่วยใหเ้ กิด student engagement) และช่วยลด
ภาระของครไู ดอ้ ยา่ งไร โดยยกตวั อยา่ งวชิ าInterculturalisminContemporary
Asian Performing Arts
วจิ ารณ พานชิ 8 5
กิจกรรมที่ก�ำหนดให้ผู้เรียนท�ำ : ผู้เรียนแต่ละคนใช้เวลา ๕ นาที
นำ� เสนอการวเิ คราะห์ผลงานศิลปะการแสดงในปจั จบุ นั ๑ ช้ิน อาจเปน็ ละคร
การเต้น หรอื ดนตร ี ใหร้ ะบุอทิ ธพิ ลของเชอื้ ชาติ และมิติของการผสมผสาน
ระหวา่ งวัฒนธรรม เชน่ วฒั นธรรมกับการเมอื ง คำ� ถามเก่ียวกบั ความเปน็ ตัว
ตน (identity) ความสมั พนั ธเ์ ชงิ อำ� นาจระหวา่ งกลมุ่ เชอื้ ชาต ิ และมติ ขิ องการไร้
พื้นที่ของความมีตัวตน การน�ำเสนอควรมีการน�ำเสนอด้วย audio-visuals
เชน่ คลปิ วดี ทิ ศั น ์ ภาพถา่ ย แผนท ี่ กราฟ หรอื อน่ื ๆ (โปรดสงั เกตความชดั เจน
และรายละเอยี ดของข้อกำ� หนดช้ินงาน)
ชอื่ ผู้เรียน………………………………………………………………
Excelent (เดน่ ) Competent Need Work
(ทำ�ได)้ (ต้องฝึกเพ่ิม)
ความรู้/ การน�ำเสนอแสดง การนำ� เสนอใช้ การนำ� เสนอมี
ความเขา้ ใจ ความเข้าใจท่ีลึก โดย ความรทู้ แ่ี ม่นยำ� สารสนเทศ ท่ีเหมาะสม
(๒๐%) มี ร า ย ล ะ เ อี ย ด ที่ โดยมสี ว่ นไมแ่ มน่ ยำ� และแม่นยำ� เพยี ง
เหมาะสมและแม่นย�ำ เพียงเล็กนอ้ ย เล็กน้อย
สนับสนุนข้อเสนอ สารสนเทศทใ่ี ช้
ของผู้เรยี น โดยทวั่ ไปเหมาะสม ไม่ไดค้ น้ คว้ามา
ต่อขอ้ เสนอของ อย่างจริงจัง
การค้นคว้ากว้างขวาง ผ้เู รยี น
เลยจากข้อมูลในชั้น
เรยี น และ ในต�ำรา การค้นคว้าเพียง
พอ แต่ไม่เลยไป
จากท่ีน�ำเสนอใน
ชนั้ เรยี น และทม่ี ใี น
ต�ำรา
คะแนนทใี่ ห้ ๑๕-๒๐ ๖-๑๔ ๐-๕
86 สนุกกบั การเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
Excelent (เดน่ ) Competent Need Work
(ทำ�ได)้ (ต้องฝึกเพิ่ม)
การคดิ / การนำ� เสนอสะท้อน การนำ� เสนอมี ก า ร น� ำ เ ส น อ ไ ม ่ มี
การตัง้ ข้อเสนอที่แสดงความ โครงสรา้ งการ โครงสร้างการวิเคราะห์
คำ� ถาม เข้าใจประเด็นเชิง วเิ คราะห์ และ และไมม่ ปี ระเดน็ ทเี่ สนอ
(๓๐%) ศลิ ปะ วัฒนธรรม การน�ำเสนอ แต่ อย่างชัดเจน
และสังคม และ ข้อวเิ คราะหไ์ ม่
ความสามารถเชิง ชัดเจนนกั และ
conceptual ท่สี ูง การเช่ือมโยงกบั
ประเดน็ ทีเ่ สนอไม่
ชดั เจน
คะแนนทใี่ ห้ ๒๕-๓๐ ๖-๑๔ ๐-๕
การสื่อสาร การน�ำเสนอมี น�ำเสนอแนว การน�ำเสนอไม่นา่ สนใจ
(๒๐%) จนิ ตนาการ และ ความคิดได้
ประสบความส�ำเรจ็ แต่จินตนาการ
ในการน�ำเสนอความ ไมช่ ัดเจน
คดิ ตอ่ ผูฟ้ ัง
ผ้นู �ำเสนอ แสดง ไมส่ ามารถตอบ การน�ำเสนอก่อความ
ปฏสิ ัมพันธท์ ่ีดีต่อผู้ฟัง บางคำ� ถามได้ สับสนแกผ่ ู้ฟงั
และตอบคำ� ถามของผู้
ฟงั ได้อย่างดี
คะแนน ๑๕-๒๐ ๖-๑๔ ๐-๕
การใช้ A-V ใช้ A-V aids ทเ่ี หมาะ ใช้ A-V น้อย ไม่มี A-V หรือ ใช้ไม่
(๒๐%) สม เขา้ ใจง่าย ไป หรือบางท่ีไม่ เหมาะสม หรือท�ำให้
เหมาะสม หรือมี สับสน หรือไม่เอ่ยถึงใน
แต่ผู้เรียนไม่เอ่ยถึง การนำ� เสนอ
ตอนน�ำเสนอ
คะแนน ๑๕-๒๐ ๖-๑๔ ๐-๕
วิจารณ พานชิ 87
Excelent (เดน่ ) Competent Need Work
(ทำ�ได้) (ต้องฝกึ เพิ่ม)
ทักษะ พูดดงั ฟังชดั ใช้ พูดดังและชัดเจน พูดแลว้ คนฟงั ไม่
การน�ำ สายตาสือ่ สารกบั ผฟู้ งั แต่บางคร้งั พูดคน เข้าใจ ไม่ได้ใช้ภาษา
เสนอ (eye contact) เดยี ว ไม่มี eye กาย และ eye
(๑๐%) จงั หวะจะโคนดี contact บางคร้ัง contact ในการดึงดูด
ทา่ ทาง และภาษา ทา่ ทางและภาษา ความสนใจจากผูฟ้ งั
กายเหมาะสม กายไมเ่ หมาะสม
สามารถทำ� ให้ผู้ฟัง
สนใจ
คะแนน ๘-๑๐ ๔-๗ ๐-๓
คะแนนรวม ……… ……. ………
ข้อสังเกตของครู : …………………………………………………………………
หนงั สอื แนะนำ� เวบ็ ไซตส์ ำ� หรบั ใหค้ รศู กึ ษาวธิ พี ฒั นาแบบทดสอบแบบ
rubric ทีเ่ หมาะสมท ี่ http://rubistar.๔teachers.org/index.php
๑ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๑๕๐
88 สนุกกบั การเรยี นในศ ตวรรษท่ี ๒๑
๑๕. เคลด็ ลับสรางชุมชน
การเรยี นรู
ครตู องหาทางทาํ ใหหองเรียนเปน
learning community และทําใหผูเรยี นรูสึกวาตนเอง
เปนสวนหนง่ึ ของชมุ ชน ใหผเู รยี นแตล ะคนรสู ึกวา
ตนเองเปนบคุ คลท่มี ีคุณคา ตอการเรยี นรู
ของสมาชกิ ในชุมชน
ในตอนที่ ๑๕ นี้ ไดจ้ ากบทที่ ๙ ชอื่ Tips and Strategies for Building
Community
ความต้องการพ้ืนฐานอย่างหน่ึงของมนุษย์คือการเป็นส่วนหน่ึงของ
ชุมชนรอบตัว หรือการได้รับการยอมรับจากสังคมรอบข้าง ดังน้ันครูต้องหา
ทางทา� ใหห้ ้องเรยี นเปน็ learning community และทา� ใหผ้ เู้ รียนรสู้ ึกว่าตนเอง
เปน็ สว่ นหนง่ึ ของชมุ ชน ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนรสู้ กึ วา่ ตนเองเปน็ บคุ คลทมี่ คี ณุ คา่
ต่อการเรยี นร้ขู องสมาชกิ ในชุมชน
เคลด็ ลับ ๒๖ ครเู ลกิ ท�าตัวเปน็ เผด็จการในช้นั เรยี น
ตามปกติ ครูด�ารงตนเป็นเผด็จการในชั้นเรียนโดยไม่รู้ตัว และเป็น
วฒั นธรรมในวงการศกึ ษามาชา้ นาน การละเลกิ ถอนตวั ออกจากความเคยชนิ
นี้ จงึ ท�าไดไ้ มง่ ่าย
วจิ ารณ พานิช89
เพ่ือปรับเปลี่ยนเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างครูกับผู้เรียน ท่ีเป็น
เพอื่ นรว่ มเรยี นรู้ เคารพและใหเ้ กยี รตซิ ง่ึ กนั และกนั ครพู งึ ทำ� ความเขา้ ใจความ
สมั พันธเ์ ชงิ อำ� นาจจากหนงั สอื เชน่ Learner-Centered Teaching และตงั้
คำ� ถามตอ่ ตวั เอง ตามดว้ ยการตอบอยา่ งซอ่ื สตั ยต์ อ่ ตนเอง เพอื่ ชว่ ยใหม้ สี ตอิ ยู่
กับการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของตน และเปล่ียนแปลงความสัมพันธ์กับผู้
เรยี นตวั อยา่ งคำ� ถามตอ่ ตวั เอง เช่น ใครเปน็ ผูก้ �ำหนดปฏทิ ินหรือกำ� หนดการ
ของรายวชิ า ใครเปน็ ผคู้ วบคมุ การอนญุ าตใหส้ มาชกิ ของหอ้ งเรยี นพดู ใหพ้ ดู
ไดเ้ มอื่ ไร และพดู ได้นานเท่าไร
ครูพึงฝึกการพูดกับผู้เรียนด้วยถ้อยค�ำและน้�ำเสียงที่ไม่แสดงอ�ำนาจ
เหนอื เชน่ แทนทจ่ี ะพดู วา่ ผเู้ รยี นตอ้ งสง่ รายงาน ๓ โครงงาน ครจู ะใชถ้ อ้ ยคำ�
แบบไหน
ในเอกสารแนะน�ำหลกั สตู รกเ็ ชน่ เดยี วกนั พงึ ใชถ้ อ้ ยคำ� ทลี่ ดการแสดง
อ�ำนาจเหนือต่อผู้เรียนลง หันไปให้ข้อมูล/สารสนเทศ เพ่ือส่ือสารเป้าหมาย
และทางเลือกของวธิ ีบรรลุเป้าหมายแทน
เคล็ดลับ ๒๗ ส่งเสริมความสภุ าพในช้ันเรยี น
ในสงั คมปัจจบุ นั ถา้ ไม่ระวัง อาจเกดิ สภาพความไมเ่ คารพใหเ้ กียรติ
ตอ่ กนั และกัน หรือบางกรณีอาจกล่นั แกลง้ รงั แกกัน
ต่อไปน้เี ปน็ คำ� แนะนำ� ๗ ประการเพื่อสร้างความสุภาพรกั ใคร่เคารพ
ตอ่ กนั ในช้นั เรียน
๑. เตรียมข้อความส�ำหรับบรรจุลงในค�ำบรรยายรายวิชา ที่ระบุ
พฤติกรรมท่ีคาดหวัง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ และพฤติกรรมท่ี
ไมพ่ งึ ประสงคใ์ นชนั้ เรยี น เนน้ ทกี่ ารใหค้ วามเคารพความเหน็ ของ
90 สนุกกบั ก ารเรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑
ผู้อ่ืน แม้ความเห็นนั้นจะไม่เหมือนของตนและลึกๆ แล้วตนไม่
ยอมรับ ก็ต้องเคารพความเห็นที่แตกต่างน้ัน ระบุให้ชัดเจนว่า
ข้อตกลงนี้ใช้ในกรณีของการอภปิ รายออนไลน์ ดว้ ย
๒. ในช่วงต้นของภาคการศึกษา ขอให้ผู้เรียนทั้งชั้นช่วยกันก�ำหนด
กตกิ าความสภุ าพในชนั้ เรยี น ทร่ี ะบทุ งั้ ความคาดหวงั และระบวุ า่
ผ้ลู ะเมดิ จะได้รับผลอย่างไร
๓. ลดโอกาส “ไม่แสดงตวั ” ของผเู้ รียน เพ่ือใหผ้ เู้ รียนรับผิดชอบตอ่
พฤติกรรมของตนเอง
๔. สรา้ งกลไกรอ้ งทกุ ขข์ องผเู้ รยี นเชน่ กำ� หนดใหม้ ผี เู้ รยี นทำ� หนา้ ท่ี “ผู้
ตรวจการ” หรือใช้ SET ๔๒ “Critical Incidence
Questionnaire” ในบทที่ ๑๐
๕. จัดการปญั หาทเี่ กดิ ขึน้
๖. บนั ทกึ เหตุการณ ์ และหากรนุ แรงเปน็ พเิ ศษ ขอให้ผู้เรยี นที่อยใู่ น
เหตุการณ์เขยี นบนั ทกึ สิง่ ท่ตี นพบเห็น
๗. ทำ� ความเขา้ ใจนโยบายของสถาบนั ของทา่ น เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมที่
ก่อกวนของผูเ้ รียน
หนังสือแนะน�ำให้คน้ ใน Google ดว้ ยค�ำวา่ classroom civility จะ
ไ ดค้ �ำแนะนำ� และนโยบายของสถาบันตา่ งๆ มากมาย
เคล็ดลบั ๒๘ สรา้ งบรรยากาศของวิชาเรยี น
ทงั้ ในห้องเรียนและในออนไลน์ forum ใหม้ คี วามเปน็ ชมุ ชน
อาจทำ� โดยตดิ โปสเตอรห์ รอื ภาพศลิ ปะทเี่ ตอื นใจตอ่ ความเปน็ ระเบยี บ
เรียบร้อย และจัดห้องเรียนให้เป็นสตูดิโอ คือให้เคลื่อนย้ายโต๊ะเก้าอี้ได้โดย
วิจารณ พานชิ 9 1
สะดวก ให้จดั เปน็ รปู วงกลม ครงึ่ วงกลม รปู ตัวย ู หอ้ งทม่ี ีสภาพเป็นสตดู ิโอ
สง่ เสริมความรูส้ ึกเปน็ ชุมชนไดด้ ีกว่าการจดั ห้องเรียนแบบ classroom
ในห้องเรียนออนไลน์ จัดให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันท้ังในเรื่องของ
วิชาเรยี น และเรือ่ งอนื่ ๆ ด้วย เร่อื งทไี่ ม่เกยี่ วกบั การเรียนโดยตรงจัดให้คุยกนั
ใน “Student Lounge”
เคล็ดลับ ๒๙ ลดการไม่แสดงตัวของผู้เรียนโดยครทู ำ� ความร้จู กั ชอ่ื ผเู้ รยี น
และสง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นรจู้ กั ช่ือกัน
ขัน้ ตอนแรกของการสรา้ ง ชุมชนเรียนร้ใู นชน้ั เรยี น คือครตู ้องรจู้ ักชื่อ
ของผเู้ รยี น และจะยงิ่ ดหี ากรพู้ นื้ ฐานสว่ นตวั ความสนใจ และความใฝฝ่ นั ของ
ผู้เรียน
หนังสือแนะน�ำวิธีขอไฟล์รูปถ่ายของผู้เรียนแต่ละคนจากส�ำนัก
ทะเบยี นผเู้ รยี น วธิ บี อกผเู้ รยี นวา่ จะกำ� หนดทน่ี ง่ั ประจำ� ตง้ั แตเ่ วลาเรยี นครงั้ ที่
๒ เปน็ ตน้ ไป เพอ่ื ใหค้ รมู ผี งั ชอื่ ผเู้ รยี นเอาไวเ้ รยี กและทบทวนความจำ� วธิ ที คี่ รู
กำ� หนดใหผ้ ูเ้ รยี นแต่ละคนเอารปู มาตดิ ทก่ี ระดาษ index card พรอ้ มเขยี นช่ือ
นามสกลุ หลกั สตู รทเ่ี รยี น มาเรยี นวชิ านเ้ี พราะอะไร งานอดเิ รก ฯลฯ สำ� หรบั
ครเู อาไวท้ บทวน โดยอาจท�ำเป็น eFile กไ็ ด ้
สว่ นวธิ ใี หผ้ เู้ รยี นรจู้ กั กนั มเี กมทำ� ความรจู้ กั มากมายใหเ้ ลน่ เพอ่ื ใหใ้ น
ทีส่ ุดร้จู กั และสนทิ สนมกนั เกมนม้ี ีท้ังทีเ่ ปน็ face-to-face และเกมออนไลน์
เคล็ดลับ ๓๐ ใชเ้ กมละลายพฤติกรรม
เกมละลายพฤติกรรมมีได้หลากหลายเป้าหมาย เช่น social
icebreaker, course content icebreaker, course policies and procedural
icebreaker คอื สามารถออกแบบเกมละลายพฤตกิ รรมโดยใชเ้ รอ่ื งของมนษุ ย์
หรือใช้เรื่องของหลักสูตร กไ็ ด้
92 สนุกกับการเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ผมเกดิ ความคดิ วา่ ผเู้ รยี นปกี อ่ นๆ ทเี่ คยเรยี นวชิ านี้ นา่ จะเปน็ วทิ ยากร
ผู้ชว่ ยในเกมละลายพฤตกิ รรมน้ไี ด้
เคล็ดลบั ๓๑ ใช้เทคโนโลยี ชว่ ยขยายหรือทำ� ใหค้ วามเปน็ ชมุ ชนแน่นแฟ้นขนึ้
ในปัจจุบนั ICT เปน็ เครือ่ งมอื ท�ำความรู้จักและสนิทสนมกันไดอ้ ย่าง
ด ี ครอู าจเรมิ่ กระบวนการนตี้ งั้ แตก่ อ่ นเปดิ เทอม โดยขอ e-mail address ของ
ผเู้ รยี นมาจากสำ� นกั ทะเบยี น แลว้ สง่ อเี มลไ์ ปตอ้ นรบั แนะนำ� ตนเอง บอกวา่ ครู
คาดหวงั อะไรจากการเรยี นวชิ าน ี้ และเชอ้ื เชญิ ใหผ้ เู้ รยี นบอกความคาดหวงั ของ
ตน รวมทงั้ เช้ือเชิญมาพบกนั ทส่ี ำ� นกั งานในชว่ั โมงทำ� งาน
ในวันแรกของเทอม อาจจัดให้ผ้เู รียนแลกเปล่ยี น e-mail address,
หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ชักชวนให้เข้าไปแลกเปลี่ยนกันในออนไลน์
discussion forum รวมท้งั การใชเ้ ครือ่ งมอื social networking ทจี่ ดั ใหโ้ ดย
สถาบัน หรือเครื่องมือ social networking ท่ีมีให้ใช้ฟรีในสาธารณะ (เช่น
Facebook)
๑ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๒๕๕
วิจารณ พานชิ 93
๑๖. เคลด็ ลับสราง
ชมุ ชนการเรยี นรู (๒)
การเรยี นเปน ทมี นีผ้ เู รียนไดป ระโยชนส องช้ัน
คอื ไดเรียนรูส าระวชิ าหรือทักษะเก่ยี วกับวิชา
และยังเปน การฝกทักษะการทาํ งานเปนทีม
ในตอนท่ี ๑๖ นี้ ไดจ้ ากบทท่ี ๙ ชอ่ื Tips and Strategies for Building
Community
เนอ่ื งจากบทท่ี ๙ มที งั้ หมด ๑๒ เคลด็ ลบั จงึ แบง่ ออกเปน็ ๒ บนั ทกึ
ในบนั ทึกท่ี ๑๕ ไดล้ ง เคลด็ ลบั ๒๖ - ๓๑ ไปแล้ว ในบนั ทึกท่ี ๑๖ น้ี เป็น
เคล็ดลับ ๓๒ - ๓๗
เคล็ดลบั ๓๒ จงต้งั ใจทา� ให้ทุกคนเขา้ รว่ มเปน็ สมาชกิ ของชมุ ชน
จดุ สา� คญั คอื อยา่ ใหม้ อี คตใิ ดๆ เชน่ อคตริ ะหวา่ งเพศ เชอ้ื ชาติ เรยี น
เกง่ ไมเ่ กง่ ชอบหรือไมช่ อบวิชาน้นั ครพู ึงระมัดระวังพฤติกรรมของตนเอง
หนงั สือมขี อ้ แนะนา� ๘ ขอ้ ซงึ่ เราพงึ ตระหนักวา่ เขาแนะนา� ในบริบท
วัฒนธรรมอเมริกัน หากจะเอามาใช้กับผู้เรียนไทย ควรปรับให้เข้ากับ
วัฒนธรรมของเรา
94 สนุกกบั การเรียนในศ ตวรรษท ี่๒๑
๑. ในวนั แรกของชน้ั เรยี น (และทกุ วนั ) เมอื่ เดนิ เขา้ ไปในหอ้ ง ใหก้ ลา่ ว
ค�ำทกั ทายผูเ้ รยี นทงั้ ห้อง หรือทักทายผูเ้ รียนเป็นรายคน
๒. ในชั่วโมงแรกบอกผู้เรียนว่าครูชอบให้เรียกชื่อตนเองว่า
อย่างไร ถามผูเ้ รียนแตล่ ะคนวา่ ชอบใหเ้ รียกว่าอยา่ งไร และจด
ไวใ้ นกระดาษรายชอื่ ผ้เู รียน
๓. จะเรยี กผเู้ รยี นดว้ ยชอ่ื ตวั หรอื นามสกลุ กใ็ หท้ ำ� อยา่ งเสมอตน้ เสมอ
ปลาย
๔. เรยี กชอื่ ผเู้ รยี นในทกุ ชวั่ โมงเรยี น เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นตระหนกั วา่ ครใู ห้
คณุ คา่ ตอ่ การทผ่ี เู้ รยี นมาเรยี น และชว่ ยใหค้ รแู ละเพอื่ นผเู้ รยี นจำ�
ชือ่ เพ่ือนได้
๕. เอ่ยช่ือผู้เรียนด้วยความช่ืนชมในค�ำถาม ข้อคิดเห็น หรือผล
งาน เพอ่ื ชว่ ยสง่ เสริม self-esteem ของผู้เรียน
๖. จงคุยกับผู้เรียนก่อนและหลังชั้นเรียน เพราะจะช่วยสร้างแรง
จูงใจ ความมานะพยายาม และความส�ำเรจ็ ในการเรียน
๗. ทำ� ตวั ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ พบงา่ ย ใหเ้ กยี รตแิ กผ่ เู้ รยี น แสดงความสนใจ
ต่อการเรยี นของผ้เู รียน จงให้ความสนทิ สนม
๘. สรา้ งบรรยากาศไม่เป็นทางการ เช่นใชอ้ ารมณ์ขัน
เคลด็ ลบั ๓๓ แบ่งย่อยชนั้ เรยี นท่ใี หญ่ ออกเป็นกลมุ่ ยอ่ ย
การแบ่งกลุ่มย่อยน้ีท�ำได้หลายแบบ ทั้งหมดเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์
ช่วยเหลือกันดา้ นการเรยี นในหมผู่ ู้เรยี น
อาจแบ่งตามผลการประเมินพ้ืนความรู้ และความสามารถในการ
เรียนวิชาน้ัน และเชื้อเชิญผู้เรียนที่เรียนเก่ง ช่วยเป็นติวเตอร์อาสาแก่เพ่ือนๆ
ที่เรียนอ่อนวิชาน้ัน (โดยไม่ลืมย�้ำว่า การเรียนทด่ี ีทีส่ ุดทำ� โดยสอนคนอนื่ )
วจิ ารณ พานิช 95
อาจแบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย หรอื ชมุ ชนเรยี นรู้ ๘ - ๑๒ คน คอย
ช่วยเหลือ และ ลปรร. กนั ตลอดภาคการศึกษา การแบง่ กลุม่ น้ีอาจจดั อย่าง
เป็นทางการ หรือใหจ้ ับกล่มุ กนั เอง
เคล็ดลบั ๓๔ หาวิธใี ห้ผู้เรยี นทุกคนรว่ มอภิปราย
ในชมุ ชนเรยี นรทู้ แ่ี ท้ สมาชกิ ทกุ คนตอ้ งเขา้ รว่ มแลกเปลย่ี นสารสนเทศ
แนวคดิ และความเห็น วธิ กี ารงา่ ยๆ คอื ใช้ “โอง่ ของโซเครตีส” คือภาชนะ
อะไรกไ็ ด้ใส่ฉลากที่มชี อ่ื ผู้เรียนทกุ คน เอาไว้จบั เพอ่ื ให้แสดงข้อคิดเห็น
ครตู อ้ งมวี ธิ สี รา้ งบรรยากาศทผ่ี เู้ รยี นไมก่ งั วลใจทจ่ี ะแสดงความคดิ เหน็ ของ
ตนออกมาอย่างอสิ ระ หนังสือแนะน�ำวิธีการไว้ ๑๒ ข้อ ดังนี้
๑. ฝกึ ตง้ั ประเดน็ เปดิ ทน่ี ำ� สกู่ ารแสดงขอ้ คดิ เหน็ ไมใ่ ชน่ ำ� ไปสกู่ ารบอก
ขอ้ เทจ็ จรงิ และตอ้ งไมใ่ หผ้ เู้ รยี นรสู้ กึ วา่ เปน็ การทดสอบทางออ้ ม
๒. ตงั้ ประเดน็ ทย่ี ากหรอื ทา้ ทายเพมิ่ ขนึ้ เรมิ่ ดว้ ยประเดน็ ทผ่ี เู้ รยี นทกุ
คนตอบได้ เพื่อดึงผู้เรียนทุกคนเข้าร่วม แล้วเพ่ิมความยากข้ึน
เรอื่ ยๆ เพ่ือใหเ้ กดิ การเรียนร้ใู นมติ ิท่ีลึกและเชื่อมโยงย่งิ ขนึ้
๓. ใชก้ จิ กรรมชว่ ย เช่น “Think-Pair-Share”
๔. สอนให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของ การแลกเปล่ียนเรียนรู้ (Learning
Pyramid) ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการมีทักษะในการเปิดรับ
ความคิดที่แตกต่าง และการแสดงความเคารพต่อข้อคิดเห็นท่ี
แตกต่าง
๕. ครพู ดู ซำ�้ คำ� ตอบหรอื คำ� พดู สำ� คญั ของผเู้ รยี น เพอื่ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความ
รสู้ ึกท่ดี ี และเกดิ การเรียนรู้
96 สนุกกบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
๖. ถามคำ� ถามเพอ่ื ตรวจสอบความหมายและความเขา้ ใจของครู และ
ของผู้เรียนในช้ัน รวมท้ังเพ่ือให้ผู้เรียนได้ฝึกอธิบายในหลาก
หลายรปู แบบ
๗. ทำ� หนา้ ทดี่ ำ� เนนิ การอภปิ ราย หรอื การโตเ้ ถยี งระหวา่ งผเู้ รยี น และ
หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ครูต้องมีวิธีไม่ให้เกิดเป็นคู่ขัดแย้ง
ถาวร และลดความรู้สึกเอาชนะกัน ด้วยค�ำพูดเช่น “เป็นความ
เห็นที่ดีท้ังสองแนว” “จะเหน็ วา่ เรอื่ งนม้ี องได้หลายมุม” “จะเห็น
ว่าเรอื่ งน้ีไม่ใชข่ าวกบั ด�ำ”
๘. เชื่อมโยงเรื่องราวกับส่ิงที่เคยเรียนมาแล้ว หรือกับข่าวใน
สือ่ มวลชน
๙. แสดงความช่ืนชมความเห็นทน่ี ่าสนใจ
๑๐. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในมิติท่ีลึกโดยขยายความสิ่งท่ีผู้เรียนแสดง
ข้อคดิ เหน็ หรือแนะน�ำใหแ้ สดงความเห็นในมมุ มองอื่นๆ
๑๑. ใหม้ เี วลาเงยี บได้ เพราะผูเ้ รียนตอ้ งการเวลาคดิ
๑๒. คอยสรุปประเด็นส�ำคัญของประเด็นที่ถกเถียง และสรุป/
สังเคราะห์การเรียนรเู้ มอื่ จบการอภิปราย
เคล็ดลบั ๓๕ ให้มกี ารทำ� งานเปน็ ทีมที่เขม้ แขง็
เพอ่ื สง่ เสรมิ ความเปน็ ชมุ ชน ตอ้ งใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นโดยทำ� งานเปน็ ทมี
หรือเป็นกลุ่ม และเพ่ือให้เกิดทีมท�ำงานและเรียนรู้อย่างได้ผล ต้องมีวิธีแบ่ง
กลุ่ม โดยค�ำนึงถึงจ�ำนวนสมาชิกกลุ่ม เป็นกลุ่มคละ หรือกลุ่มเหมือน หรือ
กล่มุ สมัครใจ
วิจารณ พานชิ 9 7
ผู้เรยี น พึงได้รบั การยำ้� ว่า การเรยี นเป็นทีมนีผ้ ้เู รียนไดป้ ระโยชนส์ อง
ชน้ั คอื ไดเ้ รยี นรสู้ าระวชิ าหรอื ทกั ษะเกย่ี วกบั วชิ า และยงั เปน็ การฝกึ ทกั ษะการ
ทำ� งานเป็นทมี ผเู้ รียน จะไดเ้ รียนรูว้ ธิ แี บ่งงานกนั ทำ� ผลัดกันเปน็ หัวหนา้ ทมี
เพอื่ เรยี นทกั ษะการเปน็ หวั หนา้ ทมี และทกั ษะการเปน็ ลกู ทมี ทกั ษะการจดั การ
ความขัดแย้งในทมี เปน็ ตน้
วธิ กี ารสรา้ งการทำ� งานเปน็ ทมี ทเ่ี ขม้ แขง็ อยา่ งหนงึ่ ทำ� โดยการสอบเกบ็
คะแนน ท่ีมีท้ังส่วนท่ีสอบเป็นรายคน และสอบเป็นทีม คือหลังจากตอบ
ขอ้ สอบรายคน กใ็ หจ้ บั กลมุ่ และตอบขอ้ สอบเปน็ กลมุ่ การใหน้ ำ้� หนกั คะแนน
อาจให้เท่ากนั ระหวา่ งคะแนนสอบรายคน กับคะแนนกล่มุ หรือจะใหน้ ้ำ� หนัก
สว่ นไหนมากกวา่ ก็ได้ ตามท่ีครูเห็นว่าเหมาะสม
ศ. เอลซิ าเบธ แนะน�ำหนังสอื Cooperative Learning for Higher
Education Faculty และ Collaborative Learning Techniques : A
H andbook for Colege Faculty สำ� หรบั ศกึ ษารายละเอียด
เคลด็ ลับ ๓๖ จัดกจิ กรรมละลายน�้ำแขง็ ซ้ำ� ในช่วงกลางภาคการศึกษา
เป้าหมายคือ เพื่อสร้างความเป็นชุมชน หรือความสนิทสนมให้
แนน่ แฟน้ ขนึ้ โดยใชเ้ ครอื่ งมอื หรอื เกมทย่ี ากขนึ้ เชน่ การสมั ภาษณ์ ดว้ ยประเดน็
สมั ภาษณท์ อี่ าจเชอื่ มโยงไปสบู่ ทเรยี นทจ่ี ะตามมาในชว่ งทา้ ยของภาคการศกึ ษา
เคล็ดลับ ๓๗ เฉลิมฉลองการเรียนรู้จากความเป็นชุมชน
สง่ิ ทพี่ งึ ระวงั ในบรบิ ทไทยคอื การพงุ่ ความสนใจไปทค่ี วามเปน็ ชมุ ชน
ในหมผู่ เู้ รยี นโดยไมส่ นใจสาระการเรยี นร ู้ ผเู้ รยี นและครู พงึ ตระหนกั อยตู่ ลอด
เวลาว่า ความเป็นชุมชนเป็น means มากกว่าเป็น end จึงต้องหาวิธี
98 สนุกกบั การเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
เช่ือมโยงไปสูส่ าระการเรียนร้ ู หนังสอื แนะนำ� วิธกี าร ๓ วิธี ไดแ้ ก่
๑. Galery of Achievement ทำ� โดยใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคน (หรอื เปน็
กลุม่ ) เขยี นส่งิ สำ� คัญท่ตี นได้เรียนรลู้ งบนกระดาษ Post it แล้วนำ� ไป post บน
ผนงั หอ้ ง หรือในออนไลน์ discussion forum ใหผ้ ูเ้ รยี นคนอ่ืนๆ เดนิ วน (หรอื
เข้าไปอ่าน กรณีออนไลน์) แล้วเขียนประเด็นเรียนรู้ที่ตนไม่คิดมาก่อน หรือ
เป็นสุดยอดการเรียนรู้ น�ำมารวบรวมเป็นประเด็นเรียนรู้ท่ีได้รับความนิยม
สงู สุด หรอื แปลกใหมท่ ส่ี ดุ ส�ำหรับนำ� มายกยอ่ งหรือใหร้ างวลั
๒. ภาพถา่ ยของชน้ั เรยี น หรอื ของกลมุ่ เมอื่ ใกลจ้ บเทอม เชญิ ผเู้ รยี น
มาชมุ นมุ ครกู ลา่ วคำ� ขอบคณุ และความชนื่ ชมในการเรยี นรรู้ ว่ มกนั เปน็ ชมุ ชน
เรียนรู้ของผู้เรียน แล้วถ่ายรูปกลุ่ม ส�ำหรับมอบให้ผู้เรียนแต่ละคนในวันปิด
เทอม และน�ำไป โพสต์ในเว็บเพจ ของวิชา ส�ำหรับกระตุ้นผู้เรียนกลุ่มต่อ
ไป และสำ� หรับเปน็ ความทรงจ�ำทีด่ ขี องผเู้ รยี นกลุ่มนั้น
๓. เชญิ ศษิ ยเ์ กา่ โดยเลอื กเชอ้ื เชญิ ศษิ ยเ์ กา่ ในเทอมทแ่ี ลว้ ทผี่ ลการ
เรียนดี หรือเปน็ ผ้เู รยี นร้เู ป็นทีม มาเปน็ TA หรือตวิ เตอร์ ในเทอมต่อไป
การสร้างชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียนไม่ใช่เร่ืองง่าย แต่ผลท่ีผู้เรียนได้รับ
ท้ังด้านการเรียนรู้ท่ีลึกและเช่ือมโยง และการฝึกทักษะการท�ำงานเป็นทีม จะ
ต ดิ ตวั ผ้เู รียนไปตลอดชีวิต
๒ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๓๔๘
วิจารณ พานชิ 9 9
๑๗. เคล็ดลบั ทา ทายผเู รียน
ในระดับท่ีพอดี
ครตู องจดั ใหก ารเรยี นรายวชิ ามีความแตกตา งในผูเรยี น
แตล ะคนได เพ่อื ใหผเู รยี นแตละคนไดเรยี นในสภาพ
ที่ทาทายพอเหมาะ โดยครูหาทางทําความเขา ใจ
ความแตกตา งของผเู รยี นแตล ะคน แลว ออกแบบการเรยี นรู
ใหย ืดหยุน เพ่อื ผูเ รยี นแตล ะคนจะเลอื กเรียน
ตามท่ีเหมาะแกตน
ในตอนที่ ๑๗ นี้ ไดจ้ ากบทท่ี ๑๐ ชอื่ Tips and Strategies for Ensuring
Students Are Appropriately Chalenged
เคลด็ ลบั ๓๘ ประเมินจุดเริ่มต้นของผู้เรยี น
เน่ืองจากผู้เรียนในแต่ละช้ัน จะมีพื้นความรู้เก่ียวกับวิชาน้ันไม่เท่า
กนั ดงั นนั้ ครู (และผเู้ รยี น) ตอ้ งเขา้ ใจระดบั พน้ื ความรขู้ องผเู้ รยี นแตล่ ะคน จงึ
ตอ้ งดา� เนนิ การทดสอบพน้ื ความรขู้ องผเู้ รยี น ในวชิ าฟสิ กิ สม์ กี ารทดสอบ Force
Concept Inventory in Physics ในวิชาเคมกี ็มี the California Chemistry
Diagnostic Test ท่ีสามารถน�ามาปรับใช้ได้ หากครูสอนวิชาอ่ืน อาจต้อง
พัฒนาแบบทดสอบข้ึนใช้เอง โดยมีหนังสือส�าหรับค้นคว้าได้แก่ Tools for
Teaching และ The knowledge survey :A tool for al reasons
100 สนุกกับก ารเรยี นในศ ตวรรษที่๒๑
วิธีประเมินพื้นความรู้ของผู้เรียนแบบที่เรียกว่า the knowledge
survey เป็นวิธีการวัดพื้นความรู้และผลการเรียนรู้ท่ีแตกต่างจาก Pre-test-
Post-test ในลักษณะที่ PTPT วัดท่ีรายละเอียดของเน้ือวิชา แต่ the
knowledge survey เน้นถามความม่ันใจทจ่ี ะตอบข้อสอบตามวัตถุประสงค์
ข องรายวิชา
เคล็ดลับ ๓๙ ตดิ ตามประสทิ ธิผลในการเรียนของช้ัน
ครตู อ้ งหมน่ั ถามความเหน็ จากผเู้ รยี น วา่ สามารถตดิ ตามการเรยี นได้
ดีหรือไม่ โดยใช้วิธีการทั้งแบบ ไม่ต้องรู้ว่าเป็นความเห็นของใคร
(anonymous) และแบบถามจากกลุ่มผูเ้ รียน
เทคนิค “กระดาษแผ่นจ๋ิว” (ในหนังสือ Classroom assessment
techniques : A handbook for colege teachers หน้า ๑๔๘ - ๑๕๓) โดย
๒ นาทกี อ่ นจบคาบเรียน แจกกระดาษแผน่ เลก็ ๆ ใหผ้ ู้เรียนแต่ละคนเขียน ๒
ประโยค (ไมต่ อ้ งลงชอ่ื ) ว่าได้เรียนร้อู ะไร สว่ นไหนยงั เข้าใจไม่ชดั ครเู อาไป
อา่ นภายหลงั เพ่อื เปน็ ข้อมลู ปรับปรงุ ชนั้ เรียน
เทคนิค “ดัดแปลงจากกระดาษแผ่นจิ๋ว” (ในหนังสือ Learner-
centered assessment on colege campuses : Shifting the focus from
teaching to learning หนา้ ๑๓๒ - ๑๓๓) ใหเ้ ขยี นก่อนจบคาบ ๑๕ - ๒๐
นาท ี แลว้ ครเู อามาตอบหรอื อธิบายในชน้ั เรยี น
ท้งั หมดน้ี ไดป้ ระโยชนท์ างอ้อมด้วย คอื ใหผ้ เู้ รียนเหน็ วา่ ครูให้ความ
ส�ำคัญตอ่ การเรียนของผเู้ รยี นมากกวา่ การสอนของคร ู
วิจารณ พานิช 1 01
เคลด็ ลบั ๔๐ ใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นรู้การประเมนิ ตนเอง
ครูต้องช่วยให้ผู้เรียนประเมินการเรียนและกระบวนการเรียนรู้ของ
ตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรับผิดชอบการปรับให้การเรียนของตนอยู่ใน
สภาพท่ี “มีระดับความท้าทายท่ีเหมาะสม” โดยอาจท�ำงานทบทวนความรู้
เพมิ่ ขอความชว่ ยเหลอื หรอื ทา้ ทายตนเองดว้ ยบทเรยี นทกี่ า้ วหนา้ หรอื ยากขน้ึ
เขาแนะน�ำเครอื่ งมอื Diagnostic Learning Logs โดยใหผ้ ู้เรยี นทำ�
บนั ทกึ รายการ ๒ รายการ สำ� หรบั แตล่ ะคาบของการเรยี น คอื รายการประเดน็
สำ� คญั ทต่ี นเขา้ ใจ กบั รายการประเดน็ ทต่ี นยงั เขา้ ใจไมช่ ดั เจนพรอ้ มขอ้ แนะนำ�
วธิ แี กไ้ ข บันทึกนชี้ ่วยท้งั ครู และช่วยผู้เรยี น
การใช้ Learning Logs เป็นเครอื่ งมอื สำ� หรบั ผูเ้ รยี นประเมินการเรียน
รู้ของตนเองนี้ คงจะมีหลายแบบ ศ.เอลิซาเบธ แนะน�ำแบบท่ีระบุไว้ใน
หนังสือ Learner-centered teaching : Five key changes to
p ractice (Weimer M, ๒๐๐๒) ด้วย
เคล็ดลับ ๔๑ จัดองคป์ ระกอบของรายวิชาให้มีความแตกตา่ งหลากหลาย
เพอ่ื สนองผูเ้ รยี นเป็นรายคน
หัวใจคือการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่ใช่การสอนของครู และสไตล์การ
เรยี นรขู้ องผเู้ รยี นแตล่ ะคนไมเ่ หมอื นกนั ดงั นนั้ ครตู อ้ งจดั ใหก้ ารเรยี นรายวชิ า
มคี วามแตกตา่ งในผเู้ รยี นแตล่ ะคนได ้ เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนไดเ้ รยี นในสภาพ
ท่ีท้าทายพอเหมาะ โดยครูหาทางท�ำความเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน
แตล่ ะคน แลว้ ออกแบบการเรยี นรใู้ หย้ ดื หยนุ่ เพอ่ื ผเู้ รยี นแตล่ ะคนจะเลอื กเรยี น
ตามทเ่ี หมาะแกต่ น โดยครูพึงเอาใจใสค่ วามแตกตา่ งในประเดน็ ต่อไปนี้
102 สนุกกบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
f ระดับ : หากผู้เรียนแสดงความเข้าใจสาระนั้นๆ ในระดับหน่ึง
แล้ว ให้ลองจัดให้เรียนสาระที่ซับซ้อนขึ้น หรือให้ลองท�ำโจทย์
ประยกุ ต์ใช้ความร้แู บบท่ซี บั ซ้อน
f วธิ เี ขา้ ถงึ สาระ : เปดิ หลากหลายชอ่ งทางทผ่ี เู้ รยี นเขา้ ถงึ สาระวชิ า
ไดไ้ ดแ้ ก่ การนำ� เสนอของครู ตำ� รา เอกสารออนไลน์ ภาพยนตร ์
ไฟลเ์ สียง และ CAI (Computer-Assisted Instruction)
f กระบวนการเรียนรู้ : ใช้กระบวนการที่หลากหลาย เช่น การ
เขียน การอภิปราย การสร้างสรรค์ ในหลากหลายระดับความ
ยาก ความซบั ซอ้ น การใชเ้ วลา การชว่ ยเหลอื จากเพอื่ น หรอื จาก
ครู
f ผลติ ผล : ใหม้ หี ลกั ฐานแสดงผลติ ผล หรอื ผลสมั ฤทธใิ์ นการเรยี น
รู้หลากหลายแบบ นอกเหนือจากการให้ตอบข้อสอบตาม
ปกต ิ เชน่ การเขยี นเรยี งความ, เขยี นเวบ็ เพจ, นำ� เสนอเปน็ เสนอ
สอื่ ผสม, สาธติ , roleplay, การสรา้ งโมเดล, นทิ รรศการ เปน็ ตน้
f พน้ื ทห่ี อ้ งเรยี น : ใหส้ ามารถจดั หอ้ งเรยี นไดห้ ลายแบบ ไมใ่ ชม่ แี ต่
จัดโต๊ะผู้เรียนเรียงเป็นแถวหันหน้าสู่กระดานด�ำหรือจอหน้าห้อง
อยา่ งสมยั กอ่ น ทง้ั นเ้ี พอื่ การเรยี นเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย การทำ� งานกลมุ่
และการค้นคว้าออนไลน์ พ้ืนท่ีห้องเรียนไม่ควรจัดแบบเดียว
เปน็ การถาวร ควรเปลย่ี นแปลงไปตามวธิ กี ารเรยี นรใู้ นแตล่ ะคาบ
f วสั ดุ : วสั ดุประกอบการเรียนไมไ่ ดม้ ีเฉพาะหนงั สืออกี ตอ่ ไป แต่
มวี สั ดุ อเี ลก็ ทรอนกิ ส์ และออนไลน์ ใหเ้ ขา้ ถงึ ไดห้ ลากหลาย ครู
วิจารณ พานชิ 1 03
ควรเลือกใช้วัสดุหลากหลายชนดิ ในการสอน เช่น ค�ำคม แผนผงั
รปู ภาพ คลปิ ภาพยนตร์ ผลการประเมนิ podcast เปน็ ตน้ และ
ควรเปิดโอกาสและส่งเสริม ให้ผู้เรียนสื่อสารการเรียนรู้ของตน
ออกมาหลายชอ่ งทาง เชน่ เขยี นรายงาน เสนอเปน็ presentation
นทิ รรศการ วีดิทศั น์ บันทึกเสียง เวบ็ เพจ บันทกึ กิจกรรม ภาพ
ขอ้ วิเคราะหแ์ ละสะทอ้ นความคดิ วิกิ บล็อก เป็นต้น
f เวลา : หาทางสร้างความยืดหยุ่นในการเรียน ในท่ามกลางข้อ
จำ� กดั ของภาคการศกึ ษา โดยครตู ง้ั คำ� ถามกบั ตนเอง เชน่ “เมอ่ื ไร
ควรเรียนในชัน้ รวม กลุม่ ย่อย หรอื คนเดียว” “มีเวลาทกี่ ารเรียน
๓ แบบนเี้ กดิ ขน้ึ ในเวลาเดยี วกนั ไดไ้ หม” “ผเู้ รยี น ควรทำ� อยา่ งไร
หากบางคนทำ� งานเสรจ็ เรว็ ” “ในการเรยี นแบบออนไลน์ กจิ กรรม
แบบไหนควรทำ� พรอ้ มกนั กจิ กรรมแบบไหนควรตา่ งคนตา่ งทำ� ”
เคลด็ ลับ ๔๒ ใช้ตวั ช่วย (scaffolding)
เพอ่ื ชว่ ยใหเ้ รยี นสิง่ ที่ซับซ้อนได้งา่ ยขน้ึ
หนงั สอื ให้ตัวอย่างขั้นตอนที่ช่วยผู้เรยี นให้เขียนบทความวจิ ัยได้
f โมเดล มตี วั อยา่ งรายงานผลการวจิ ยั ใหด้ ู จะยงิ่ ดหี ากเปน็ ผลงาน
ของผเู้ รยี นปกี อ่ นๆ ทำ� โดยแบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย และแจก
ผลงานรายงานผลการวิจัยของผู้เรียนปีก่อนๆ ให้ดู กลุ่มละ
๒ - ๓ รายงาน
f คิดออกมาดงั ๆ ในระหวา่ งทำ� งานนัน้
f จงคาดหวงั ความยากล�ำบาก ครอู ภิปรายกบั ผเู้ รียนวา่ คาดหวัง
ความยากลำ� บาก หรอื ความผดิ พลาดตรงไหนบา้ ง และหวงั ความ
104 สนุกกับก ารเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
ชว่ ยเหลอื อยา่ งไร เชน่ การหาขอ้ มลู จะทำ� ไดค้ รบถว้ นไหม จะตอ้ ง
ระวังปญั หาถกู กลา่ วหาว่าขโมยผลงาน (plagiarism) อย่างไร
f สอนซ่ึงกันและกัน ขอให้ผู้เรียนอภิปรายผลงานของตนกับ
เพื่อน โดยอาจจับกลุ่มย่อย ผลดั กนั นำ� เสนอรา่ งรายงาน และให้
ขอ้ ตชิ มเสนอแนะซง่ึ กนั และกนั
ศ.เอลซิ าเบธ บอกวา่ วธิ กี ารใชต้ วั ชว่ ยนี้ มคี นไมเ่ หน็ ดว้ ย ตำ� หนวิ า่ เปน็ การ
ลดโอกาสทผี่ เู้ รยี นจะใชค้ วามพยายามเอาชนะความทา้ ทายเอง ผมคดิ วา่ เรอ่ื ง
น้ีขึ้นอยู่กับบริบทของผู้เรียน หากงานนั้นยากมาก จนผู้เรียนมีโอกาสถอด
ใจสงู มาก การใช้ตัวชว่ ยกน็ า่ จะเหมาะสม
๓ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๔๕๒
วจิ ารณ พานชิ 1 05
๑๘. เคล็ดลบั สงเสริมการเรียน
อยา งเปนองครวม
ทุกเปา หมายการเรยี นรู ควรมีทงั้ ๓ พิสยั
ของการเรียนรู ในสดั สวนท่ีเหมาะสม คือ
พุทธพิ ิสยั (cognitive domain)
จิตพสิ ัย (affective domain)
และ ทกั ษะพิสัย (psychomotor domain)
ในตอนท่ี ๑๘ นี้ ไดจ้ ากบทท่ี ๑๑ ชอื่ Tips and Strategies to Promote
Holistic Learning
การเรียนไมไ่ ดข้ น้ึ กบั การคิดเชงิ เหตผุ ลเทา่ นัน้ ผูเ้ รยี น จะผกู พันกับ
การเรียนเมื่อเรยี นอย่างเปน็ องคร์ วม คอื Cognitive learning (เม่ือผ้เู รียนคิด
อยกู่ บั เรื่องทกี่ า� ลังทา� ), Affective learning (ผูเ้ รียน รู้สึกสนุก และพุ่งความ
สนใจ), และ Psychomotor learning (ลงมือท�ากิจกรรม)
เคล็ดลบั ๔๓ เพ่ิมอัตราเร็วของการเรียน เพื่อดงึ ดดู ความสนใจ
เขาอธบิ ายวา่ คนยุค baby boom คุ้นกับการเรียนแบบเนิบช้า เมอ่ื มา
เปน็ ครู กต็ ิดนสิ ัยสอนชา้ ๆ อย่างท่ตี นเคยชินมาแต่เด็ก แตค่ นร่นุ ใหม่สมอง
คนุ้ กบั สง่ิ รอบตวั ทรี่ วดเรว็ เมอ่ื มาเผชญิ การเรยี นแบบชา้ ๆ กจ็ ะหมดความสนใจ
ได้งา่ ย โดยเขาอธิบายวา่ สมองส่วน reticular activating system ท่บี รเิ วณ
106 สนุกกบั การเรียนในศ ตวรรษที่๒๑
ฐานของสมอง และทำ� หนา้ ทพี่ ุ่งความสนใจ แตกต่างกันระหว่าง RAS ของคน
สมยั กอ่ น กบั ของคนสมัยใหม่ เพราะสมองของคนสมัยใหม่ คุ้นกบั วีดทิ ศั น์
เกมคอมพิวเตอร์ และอืน่ ๆ ที่มสี งิ่ เร้ากระตนุ้ สมองอย่างรวดเร็ว ทำ� ให้สมอง
คนุ้ กบั การรบั และประมวลขอ้ มลู ดว้ ยความเรว็ สงู เมอ่ื เผชญิ หอ้ งเรยี นแบบเนบิ
ช้า ก็จะเบอื่ ดงั นน้ั ควรชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรยี นโดยเพิม่ ความเร็ว
ของการเรียน โดยมีคำ� แนะน�ำดังตอ่ ไปนี้
f เรมิ่ ชนั้ เรยี นอยา่ งกระฉบั กระเฉง เรม่ิ ทนั ทที ถ่ี งึ เวลา ดว้ ยกจิ กรรม
ที่ใหผ้ ู้เรยี นลงมอื ทำ� กจิ กรรม (เชงิ กายภาพ) อย่างใดอย่างหนงึ่ ที่
บอกประเด็นส�ำคัญของการเรียนในคาบน้ัน เช่น ให้สัมผัส
ปัญหา ให้แบ่งกลุ่มท�ำกิจกรรมแก้ปัญหา หรือจัดการทดสอบ
(quiz)
f เลกิ ใช้ AV หนั ไปใช้ multimedia แทน และหาก multimedia
ยาว ควรหยดุ เป็นช่วงๆ เพอื่ ถามค�ำถาม
f สอนแบบฉับไว บอกหลักการ แล้วให้ผู้เรียนลงมือท�ำบางอย่าง
เก่ียวกับหลักการน้ัน เช่นให้เรียบเรียงถ้อยค�ำเสียใหม่
ตีความ อธิบาย อภิปรายโต้แย้ง วาดภาพหรือผังความคิด ครู
ไมค่ วรยนื อยกู่ บั ทใี่ ดทห่ี นงึ่ นานๆ ควรเดนิ ไปรอบๆ หอ้ ง และควร
สลับกจิ กรรมที่หลากหลาย
f ให้เวลาสั้นลงส�ำหรับท�ำกิจกรรมหน่ึงๆ และให้เวลารายงานส้ัน
ลง เตือนให้รู้ว่าเวลาส�ำหรับแลกเปล่ียนเรียนรู้ไม่ได้มีไว้แลก
เปล่ียนเร่ืองทุกเรื่อง แต่เน้นเฉพาะเรื่องส�ำคัญเท่านั้น โลกสมัย
ใหมม่ เี รอ่ื งราวมากมาย ผเู้ รยี นตอ้ งรจู้ กั เลอื กทำ� เฉพาะเรอ่ื งสำ� คญั
วิจารณ พานิช 107
เคลด็ ลับ ๔๔ ใหท้ างเลอื กสำ� หรับการเรียนแบบไม่เปน็ เส้นตรง
การเรียนรู้ไม่จ�ำเป็นต้องเป็นเส้นตรง อาจท�ำหลายอย่างในเวลา
เดียวกัน ไม่จ�ำเป็นต้องเรียงตามล�ำดับ และทุกคนไม่จ�ำเป็นต้องเรียนด้วย
กิจกรรมเดยี วกนั นคี่ ือความเคยชินของคนร่นุ ใหม่
ครูควรออกแบบการเรียนรู้หลากหลายแบบไว้ให้ผู้เรียนเลือกตาม
ความชอบ หรอื ความถนดั ของตน โดยอาจจดั เปน็ โมดลู และมกี ารเรยี นทง้ั
แ บบ tutor-led, classroom-led, และแบบออนไลน์
เคลด็ ลับ ๔๕ ใช้หลกั การ “แบบสากล”
“แบบสากล” (universal design) หมายถงึ ออกแบบใหใ้ ชไ้ ด้กับทกุ
คน โดยไมต่ ้องปรับปรงุ หรือออกแบบพเิ ศษ แมว้ ่าชัน้ เรยี นจะมผี ู้เรียนท่หี ลาก
หลายมาก รวมทงั้ มผี เู้ รยี นพกิ ารดว้ ย อา่ นรายละเอยี ดไดท้ ่ี เวบ็ ไซต ์ Universal
Design of Instruction
เคลด็ ลับ ๔๖ จัดใหม้ เี กม
เกมเปน็ ชีวิตจิตใจของคนรุ่นใหม่ เวลาน้ี ท้งั เกมคอมพวิ เตอร์ เกม
วดิ โี อ และเกมออนไลน์ เปน็ เรอ่ื งปกตสิ ำ� หรบั มหาวทิ ยาลยั การจดั ใหก้ ารเลน่
เกมเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนรู้ จึงเป็นเครื่องมือส�ำคัญของการดึงดูดความ
สนใจของผูเ้ รยี น
ครสู มยั นจี้ งึ ตอ้ งหาเกมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการเรยี นของผเู้ รยี น ทงั้ ทเี่ ปน็
เกมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และเกมธรรมดา เพอ่ื ดงึ ดดู ความสนใจตอ่ การเรยี นของคน
ย ุคใหม่
108 สนุกกับก ารเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
เคลด็ ลบั ๔๗ สอนแบบทที่ ำ� ใหผ้ เู้ รียนใช้หลายกลไกประมวลผล (multiple
processing mode)
ผลการวจิ ยั บอกวา่ ผเู้ รยี นจะจดจำ� ไดด้ ขี นึ้ หากไดร้ บั สาระผา่ นประสาท
สัมผัสหลายแบบพร้อมๆ กัน เช่นแทนที่จะฟังเสียงจากการบรรยายอย่าง
เดียว หากมี PowerPoint ประกอบ ช่วยให้สาระผ่านทางจักษุสัมผัส การ
ทำ� ความเขา้ ใจและจดจ�ำจะดขี นึ้ ยงิ่ ถ้ามกี จิ กรรมให้ท�ำ หรือใหส้ ัมผัส หรอื
เคลอื่ นไหวร่างกาย การเรียนร้กู จ็ ะยิง่ ลกึ และจดจ�ำไดด้ ยี ิง่ ขน้ึ ไปอีก
เคล็ดลบั ๔๘ ระบเุ ป้าหมายการเรยี นร้ทู ี่หลายพสิ ยั (domain)
ทกุ เปา้ หมายการเรยี นรู้ ควรมีท้งั ๓ พิสยั ของการเรยี นรู้ ในสดั สว่ น
ทเ่ี หมาะสม คอื พทุ ธพิ สิ ยั (cognitive domain) จติ พสิ ยั (affective domain)
และ ทักษะพสิ ยั (psychomotor domain)
ในการเรียนรู้แต่ละพิสัย ต้องพยายามให้ได้การเรียนรู้ในระดับท่ีสูง
หรอื ลึก ไมใ่ ชแ่ คเ่ รียนรตู้ ้ืนๆ หรอื ทผี่ ิวๆ เทา่ น้ัน
การแบ่งระดับการเรียนรู้พุทธิพิสัย ตามแนว Bloom’s Revised
Taxonomy of the Cognitive Domain แสดงในตารางข้างล่าง
มิตกิ ระบวนการทางพุทธิปัญญา
มติ ดิ า้ นความรู้ จำ�ได้ เข้าใจ ประยุกต์ วเิ คราะห์ สรา้ ง
ค. ดา้ นขอ้ เท็จจรงิ
ค. ด้านหลักการ
ค. ดา้ นกระบวนการ
ค. เชงิ ตคี วาม
วจิ ารณ พานชิ 1 09
ระดับการเรยี นรดู้ ้านจิตพิสยั (affective domain) แสดงในตารางขา้ งล่าง
ระดบั คำ�กริยาที่แสดงระดบั พฤตกิ รรม
การเรียนรู้
รบั ผ้เู รียนพร้อมรบั ถาม, เลอื ก, อธบิ าย, สนใจต่อการบรรยาย, ฟังคน
ปรากฏการณห์ รอื ตดิ ตาม, ให,้ รบั , ช้ีตวั , อ่นื ท่กี ำ�ลงั อภปิ รายในชน้ั เรยี น,
สง่ิ เร้า บอกสถานที,่ บอกช่ือ, ชี,้ แสดงท่าทีเปดิ รบั ตอ่ ประเด็นโต้
เลอื ก, ตอบ, ใช้ แยง้ , เคารพสิทธ์ิของผู้อ่ืน
ตอบสนอง ผเู้ รียน ตอบ, ชว่ ย, ปฏบิ ัตติ าม, ตั้งแตก่ ารตอบสนองระดบั ต�่ำ
เข้ารว่ มแสดง อภิปราย, ช่วย, ตดิ ฉลาก, (อา่ นเอกสารทีก่ ำ� หนดให้อา่ น)
บทบาทในกจิ กรรม ดำ�เนินการ, ปฏิบตั ิ, นำ� ไปจนถึงระดับสงู (อ่านอย่าง
เสนอ, อ่าน, รายงาน, สนกุ สนาน เลยจากทก่ี ำ� หนด
เลือก, บอก, เขยี น ใหอ้ า่ น) ทำ� การบ้าน รว่ ม
อภปิ รายและกิจกรรมกลุ่ม
ยอ่ ย ต้ังคำ� ถามเร่ืองแนวคิด
ใหม่ เพื่อท�ำความเข้าใจ
ใหค้ ณุ คา่ เป็นการ ทำ�จนสำ�เรจ็ , พรรณา, ตัง้ แตก่ ารยอมรบั คุณคา่ ใน
แสดงออกว่าผเู้ รยี น แยกแยะ, อธบิ าย, ระดบั ต�่ำ (ตอ้ งการพฒั นา
ให้คุณคา่ ตอ่ ส่งิ ของ ตดิ ตาม, สร้าง, รเิ ร่ิม, เชื้อ ทกั ษะเชงิ กลุม่ ) ไปจนถึงการ
ปรากฎการณ์ หรอื เชญิ , เข้าร่วม, หาเหตุผล, แสดงความรบั ผดิ ชอบอย่าง
พฤตกิ รรม เสนอ, แบ่งปัน, ศกึ ษา, จรงิ จัง (แสดงความรับผดิ ชอบ
ทำ�งาน ต่อการทำ� หน้าทอี่ ยา่ งไดผ้ ลดี
ของกลมุ่ ) วัตถปุ ระสงคข์ อง
การเรียนรูท้ ี่ใช้ค�ำว่า “เจตคต”ิ
(attitude) และ “ชื่นชม”
(appreciation) อยู่ในกลุ่มนี้
110 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
ระดบั คำ�กรยิ าทแี่ สดงระดับ พฤตกิ รรม
การเรยี นรู้
จดั ระบบ ยนื หยดั , เปล่ียนแปลง, เน้นที่การเปรยี บเทียบ, การ
(organization) จดั เรยี ง, รวม, เปรยี บเทยี บ, หาความสมั พันธ,์ และ
เปน็ การนำ�เอาคณุ ทำ�จนสำ�เร็จ, ปกปอ้ ง, สังเคราะห์คุณคา่ ผลสมั ฤทธิ์
ค่าหลายๆ ด้าน มี อธบิ าย, ขยายความ, ของการเรยี นคอื ความสามารถ
การประนีประนอม ช้ตี ัว, บรู ณาการ, ในการสร้างกรอบความคิด
ความขดั แย้ง ดดั แปลง, จัดลำ�ดับ, เก่ียวกบั คณุ คา่ (เห็นบทบาท
ระหวา่ งตา่ งคุณค่า จัดระบบ, ตระเตรียม, ของแตล่ ะคนในการพัฒนา
และนำ�มาจัดเป็น จัดความสมั พนั ธ,์ มนุษยสมั พันธ)์ หรือเกีย่ วข้อง
ระบบคุณค่าใหม่ สังเคราะห์ กบั การจดั ระบบคุณค่า (พฒั นา
แผนการงานทตี่ อบสนองท้ัง
ความมั่นคงทางเศรษฐกจิ และ
การรบั ใชส้ ังคม)
พฒั นาเปน็ บคุ ลกิ ปฏบิ ตั ,ิ แยกแยะ, จดั แสดง, ผเู้ รียน แสดงพฤติกรรมท่เี ป็นท่ี
ทแ่ี สดงออกเชงิ ชักจงู , ดดั แปลง, แสดง, รบั รกู้ วา้ งขวาง ปฏบิ ตั สิ มำ�่ เสมอ
คณุ คา่ ผเู้ รยี นได้ ปฏบิ ัต,ิ เสนอ, ทำ�ให้ จนเป็นบุคลิกประจ�ำตวั
พัฒนาระบบคุณค่า ได้คณุ ภาพ, ตงั้ คำ�ถาม, วัตถปุ ระสงคข์ องการเรียน
นำ�มาประพฤติ แก้ไข, รับใช้, แก้ปัญหา, ต้องเขยี นใหร้ ะบพุ ฤติกรรมของ
ปฏิบตั ิเปน็ เวลานาน ใช้, ประเมนิ ผเู้ รียนทส่ี ะท้อนการปรับตวั ตอ่
จนกลายเปน็ วิถชี วี ติ เหตุการณ์ เชน่ แสดงความ
มั่นใจในการท�ำงานคน
เดยี ว และเมือ่ มหี ลักฐานใหม่
กเ็ ปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของ
ตนเองได้
วิจารณ พานิช 111
ต ารางขา้ งลา่ ง แสดงระดบั การเรยี นรดู้ า้ นทกั ษะพสิ ยั (psychomotor domain)
ระดบั คำ�กรยิ าที่แสดงระดบั การ พฤตกิ รรม
เรยี นรู้
เลยี นแบบ คัดลอก, ท�ำตาม, ทำ� ซำ�้ , เลียนแบบการกระท�ำของคนอนื่ ,
ยดึ ม่ัน สังเกตกจิ กรรมแลว้ ทำ� ซำ�้ ให้เหมือน
ปรบั ใหเ้ หมาะสม ทำ�ใหม,่ สร้าง, แสดง, ทำ� กิจกรรมตามค�ำส่งั ท่ีเขยี นไว,้
ทำ�ใหส้ ำ�เรจ็ , ดำ�เนินการ ท�ำกจิ กรรมซ้ำ� จากความทรงจ�ำ
แม่นยำ� สาธติ , ทำ�ใหส้ ำ�เร็จ, ทำ�งานหรือดำ�เนินกจิ กรรมได้อย่าง
แสดง, ทำ�ใหส้ มบูรณ,์ แม่นยำ�โดยไม่ตอ้ งมคี นคอยแนะนำ�
ปรบั ความแม่นยำ�, สาธติ แกเ่ พอื่ นผู้เรียนได้
ควบคมุ
Articulation สรา้ ง, แก้ปญั หา, รวม ปรับปรงุ และบรู ณาการกจิ กรรม สู่
เข้าดว้ ยกัน, บรู ณาการ, การพัฒนาวิธีการเพ่อื สนองความ
ปรบั แตง่ , พัฒนา, ต้องการใหมไ่ ด้
กำ�หนดสูตร, ปรบั ปรุง,
เชี่ยวชาญ
Naturalization ออกแบบ, กำ�หนด อัตโนมตั ิ, ดำ�เนนิ การกิจกรรมได้
แบบ, จดั การ, ประดิษฐ์, โดยไมต่ อ้ งคิด
จัดการโครงการ
๕ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๕๘๔
112 สนุกกับก ารเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
๑๙. เคลด็ ลับสงเสรมิ การเรยี น
อยา งเปน องครวม (๒)
การเรยี นไมไดข น้ึ กับการคิดเชงิ เหตผุ ลเทาน้นั
ผูเ รียนจะผูกพันกบั การเรยี นเม่ือเรียนอยา งเปนองคร วม
ในตอนท่ี ๑๙ นี้ ไดจ้ ากบทท่ี ๑๑ ชอ่ื Tips and Strategies to Promote
Holistic Learning โดยในตอนที่ ๑๘ ไดบ้ ันทกึ เคลด็ ลบั ๔๓ - ๔๘ ไปแลว้
ในตอนที่ ๑๙ น้จี ะเปน็ เคลด็ ลบั ๔๙ - ๕๐
การเรียนไมไ่ ดข้ ้ึนกบั การคดิ เชงิ เหตผุ ลเท่านั้น ผ้เู รียน จะผูกพนั กบั
การเรียนเมื่อเรยี นอย่างเป็นองค์รวม คอื Cognitive learning (เม่ือผเู้ รยี นคดิ
อย่กู บั เร่ืองท่กี �าลงั ทา� ), Affective learning (ผเู้ รียน รสู้ กึ สนกุ และพุ่งความ
สนใจ), และ Psychomotor learning (ลงมอื ทา� กจิ กรรม)
เคลด็ ลบั ๔๙ จดั กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ี่มกี ารเคลอื่ นไหวรา่ งกายดว้ ย
ผเู้ รยี นสมยั นน้ี ง่ั นงิ่ ๆ นานๆ ไมเ่ กง่ และไดบ้ นั ทกึ แนะนา� การกจิ กรรม
ละลายพฤติกรรม กิจกรรมกลุ่มย่อย และกิจกรรมให้ผู้เรียนเคลื่อนไหวไป
แล้ว ต่อไปน้ีเปน็ ๔ กิจกรรมเพิม่ เตมิ ทเ่ี สนอให้น�าไปปรบั ใช้
f กจิ กรรมปาลูกบอล ถอื เป็นกจิ กรรมกง่ึ ทบทวนสาระ กง่ึ ปลกุ ใหต้ ื่น เป็น
กจิ กรรมทค่ี รใู หผ้ เู้ รยี นทา� หลงั จากไดผ้ า่ นการเรยี นแบบทต่ี อ้ งใชส้ มองมาก
จนรสู้ กึ ลา้ ทา� โดยใหผ้ เู้ รยี นยนื เปน็ วงกลมหนั หนา้ เขา้ หากนั ครปู าลกู บอล
วิจารณ พานิช113
เด็กเล่น ไปยังผู้เรียนคนหน่ึง ผู้เรียนท่ีโดนปาต้องพูด ๒ ประโยค
(๑) ในการเรียนท่ีเพิ่งผ่านมา ประเด็นใดส�ำคัญหรือตนสนใจเป็นพิเศษ
(๒) ประเด็นใดยังไม่ชดั เจน แลว้ ปาคนตอ่ ไปจนครบ
f กิจกรรมการอภิปรายแบบ snowbaling ท�ำโดยฉายประเด็นคำ� ถามทจี่ ะ
ใหอ้ ภปิ รายคำ� ตอบขนึ้ จอ ใหผ้ เู้ รยี นนกึ สกั คร ู่ แลว้ จบั คอู่ ภปิ รายกนั ใหเ้ วลา
๕ นาท ี แล้วจับกล่มุ ๔ ใหเ้ วลา ๑๐ นาท ี ตอ่ ด้วยกลุ่ม ๘ ให้เวลา ๒๐
นาที เช่นน้ีไปเร่ือยๆ คือจ�ำนวนสมาชิกกลุ่มเพื่มข้ึนเท่าตัว และเวลา
ส�ำหรับอภิปรายแลกเปล่ียน ก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวด้วย ท�ำเช่นน้ีจนกลายเป็น
กลุ่มใหญท่ ั้งห้อง
เขาบอกว่า กิจกรรมที่เปลยี่ นสภาพกลุ่มไปเรื่อยๆ เช่นน้ี ท�ำให้เกิดสภาพ
ท่ีผเู้ รยี นได้รบั การปลกุ ให้ตนื่ ตัว
f กิจกรรม snowball ท�ำโดยต้ังค�ำถามให้ผู้เรียนตอบลงบนกระดาษ
แลว้ ป้นั กระดาษเปน็ ลกู บอล และปาไปมาเป็นเวลา ๑ นาที เมอ่ื ครบู อก
“หยุด” ผู้เรียนผลัดกันอ่านค�ำตอบจากกระดาษในมือให้เพ่ือนฟัง วิธีน้ี
เหมาะแกก่ ารให้ผเู้ รยี นเปล่ียนอริ ิยาบท ในคาบการเรยี นนานๆ
f กจิ กรรม คอ็ กเทล ปารต์ ี้ ใหผ้ เู้ รยี นยนื คยุ กบั เพอ่ื น แบบจบั กลมุ่ ตามสบาย
และเคลอื่ นตวั เปลยี่ นกลมุ่ ไปเรอ่ื ยๆ เพอื่ คยุ กนั ในประเดน็ คำ� ถามหรอื การ
เรียนรู้ที่ตกลงกัน ครูคอยดูแลว่าผู้เรียนได้รู้จักกันทั้งห้อง โดยท�ำหน้าที่
“เจ้าภาพ” คอยแนะน�ำใหผ้ เู้ รยี นร้จู ักกัน และคุยกนั ครูอาจท�ำหนา้ ท่ี
เสิร์พ เครือ่ งด่มื (ไมผ่ สมแอลกอฮอล)์ และของวา่ ง
กจิ กรรมเหลา่ นม้ี เี ปา้ หมายเพอ่ื ทำ� ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรตู้ ามจรติ ของตน
หรือของคนสมัยใหม่ ที่นั่งเรียนนานๆ ไม่เก่ง ต้องการการเคล่ือนไหว การ
เปล่ยี นอริ ิยาบท และการสังสรรค์ หากน�ำมาใชใ้ นผู้เรียนไทย ควรพิจารณา
ปรับใหเ้ ขา้ กับวฒั นธรรมผู้เรียนไทย
114 สนกุ กบั ก ารเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
เคลด็ ลับ ๕๐ นำ� เสนอเอกสารรายวิชาแบบรปู ภาพหรอื กราฟฟิก
ปัญหาของผูเ้ รียนปจั จุบันคือไมช่ อบอ่านตัวหนังสอื ยาวๆ และมกี าร
ศกึ ษาในสหรฐั อเมรกิ า พบวา่ ผเู้ รยี นจ�ำนวนมากไมไ่ ดอ้ า่ นเอกสารรายวชิ า ทำ� ให้
ขาดข้อมูลประกอบการเรียนของตน ดังนั้นจึงมีคนแนะน�ำให้เขียนเอกสาร
อธบิ ายรายวชิ าเปน็ ตาราง หรอื เปน็ กราฟฟกิ ยอ่ ลงในหนา้ เดยี ว เพอ่ื ใหน้ า่ อา่ น
และดึงดูดจริตของผ้เู รียนในยคุ ปจั จบุ นั
เขาใหต้ วั อยา่ งการเขยี นคำ� อธบิ ายรายวชิ าชนชน้ั ทางสงั คม เปน็ แบบ
รอ้ ยแกว้ แบบเปน็ ตาราง และแบบเปน็ แผนผงั หรอื กราฟฟกิ บอกความสมั พนั ธ์
ของทฤษฎที เี่ กย่ี วกบั การเกดิ และดำ� รงอยขู่ องความไมเ่ ทา่ เทยี มกนั ในสงั คม ซง่ึ
เม่ือผมพิจารณาแล้ว เห็นวา่ วธิ นี ำ� เสนอทัง้ ๓ แบบ ช่วยส่งเสรมิ ซ่ึงกันและกัน
คอื หากมที ัง้ ๓ แบบ จะยง่ิ ช่วยเพ่ิมความกระจ่าง แต่น่คี อื ความคดิ ของคน
ชอบอ่าน อ่านแล้วพิจารณา หากต้องอนุโลมตามนิสัยของผู้เรียน ก็น่าจะ
พิจารณาทดลองนำ� เสนอหลายแบบ แลว้ ให้ผูเ้ รียนโหวต วา่ ชอบแบบไหนมาก
ทสี่ ดุ เสนอแบบน้ี งานของครเู พม่ิ ขนึ้ แตก่ อ็ าจนำ� มาเปน็ สว่ นหนง่ึ ของงานวจิ ยั
การเรยี นการสอนได ้
เปน็ อันวา่ ได้นำ� เสนอเคลด็ ลับ ทีอ่ าจารย์ใชด้ ึงดูดความสนใจของผู้
เรยี นรวม ๕๐ เคลด็ ลบั ครบถว้ นแลว้ โดยผม AAR วา่ เคลด็ ลับส่วนใหญ่ อยู่
บนฐานของบุคลิกลักษณะของผู้เรียนสมัยใหม่ ที่ไม่เหมือนคนสมัยที่ครูเป็น
เด็ก คนเป็นครูต้องท�ำหน้าท่ีครูแก่ศิษย์โดยรู้ใจ และเอาใจศิษย์ ไม่ใช่สอน
ตามใจครู
หากเน้นสอนตามใจครู ผ้เู รียนก็จะรู้สึกไม่สนกุ และขาดความสนใจ
๖ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๗๑๙
วิจารณ พานชิ 1 15
๒๐. เทคนคิ ดึงความสนใจผเู รียน
SET เหลา น้จี ะใชไดผ ลหรือไมไ ดผ ล
ยอมข้นึ กับประสบการณและการสรา งสรรคข องครเู อง
ดว ย ใน SET ใด SET หนงึ่ หากครสู อื่ สารกบั ผเู รยี นไมด ี
บอกกิจกรรมที่มอบหมายใหทําไมชัดเจน
หรือไมเ หมาะสม SET นั้นอาจไมไดผลเลยก็ได
ในตอนท่ี ๒๐ น้ี ได้จากตอนที่ ๓ (Part Three) ช่ือ Student
Engagement Techniques (SETs)
ตอนท่ี ๓ นี้เสนอ SETs (Student Engagement Technique) รวมทง้ั
ส้ิน ๕๐ SET ท่ีได้ผ่านการทดสอบภาคสนามว่าใช้ได้ผลดีมาแล้ว (ในบริบท
อเมริกัน) แต่ละ SET ส่งเสรมิ active learning โดยใหผ้ ู้เรยี นรว่ มลงมือทา�
กจิ กรรม เช่น อา่ น เขยี น อภิปราย แก้ปญั หา หรือสะท้อนความคิด แต่ละ
SET ชว่ ยกระตนุ้ แรงจูงใจ เพราะผ้เู รยี นรู้สึกสนใจ และเห็นวา่ เป็นกระบวนการ
เรียนรูท้ ม่ี คี ุณคา่
ครเู อลซิ าเบธ คิด SET ขน้ึ มาจากแนวทาง CATs และ CoLTs และ
แนะน�าให้ครูใช้ SET เหล่าน้ีเป็นคู่มือประกอบการสร้างสรรค์ในการท�าหน้าท่ี
ครขู องตน ไมใ่ ชใ่ ชเ้ ป็นแม่แบบหรือพมิ พเ์ ขียวในการด�าเนนิ การ คือใหเ้ อาไป
ปรบั ใช้ เพื่อการสอนอย่างสนุกสนานและไดผ้ ลดี
116 สนุกกับก ารเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ดงั น้นั SET เหล่าน้ีจะใช้ได้ผลหรอื ไม่ไดผ้ ล ย่อมข้ึนกับประสบการณ์
และการสร้างสรรคข์ องครเู องด้วย ใน SET ใด SET หนงึ่ หากครูส่อื สารกับผู้
เรยี นไมด่ ี บอกกจิ กรรมทม่ี อบหมายใหท้ ำ� ไมช่ ดั เจน หรอื ไมเ่ หมาะสม SET นน้ั
อาจไม่ได้ผลเลยก็ได ้
เขาบอกว่า SETs แตกต่างจาก CATs และ CoLTs คือ CATs ชว่ ยให้
ครูเก็บข้อมูล ส�ำหรับช่วยประเมินและปรับปรุงการเรียน หากครูท�ำตาม
แนวทาง กม็ น่ั ใจได้วา่ จะรวบรวมข้อมูลท่มี ีประโยชนไ์ ด้แนน่ อน
สว่ น CoLTs ออกแบบส�ำหรบั ช่วยครูใหว้ างโครงสรา้ งการเรยี นรเู้ ป็น
กล่มุ หากครทู ำ� ตามแนวทาง กจ็ ะมนั่ ใจไดว้ ่าผเู้ รยี นจะเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่
อย่างได้ผล คือความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์ชัดเจนแน่นอน
สำ� หรบั CATs และ CoLTs
แตใ่ นกรณขี อง SETs ความเชอ่ื มโยงระหวา่ งเปา้ หมายกบั ผลลพั ธ์ ไม่
แน่นอน เนอื่ งจาก student engagement ขนึ้ อยกู่ ับปฏิสัมพันธอ์ ันซับซ้อน
ระหวา่ ง แรงจงู ใจ (motivation) และการเรยี นแบบลงมอื ทำ� (active learning)
และ แรงจงู ใจ กเ็ กดิ จากปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งปจั จยั ทซี่ บั ซอ้ นหลากหลายภายใน
ตัวผู้เรียนแต่ละคน ดังนั้น จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าผู้เรียนในชั้นเรียนของ
ครจู ะไดผ้ ลจากเทคนคิ เหลา่ น ้ี
SETs ได้รับการออกแบบให้ส่งเสริมการเรียนแบบลงมือท�ำ แต่
สัจธรรมคือการคิดเป็นเรื่องภายใน เป็นส่ิงท่ีมองไม่เห็น และเป็นสิ่งที่ผู้เรียน
เป็นผู้ทำ� ดังนั้นจะท�ำหรือไมท่ ำ� ผู้เรียนเป็นผู้ตดั สินใจ ครบู ังคบั ไมไ่ ด้
ส่ิงท่ีครูเอลิซาเบธ รับรอง คือ SETs มีประวัติใช้ได้ผลดีมาแล้ว ว่า
ผู้เรียนจะต้ังใจเรียน และพบว่าบทเรียนน่าสนใจ หรือสร้างแรงจูงใจต่อ
การเรยี น
วิจารณ พานชิ 117
ครูเอลิซาเบธ บอกว่าท่ีมาของ SETs ได้จากหลากหลายแหล่งมาก
และผ่านการทดลองใช้ การตรวจสอบแนะน�ำให้ปรับปรุงจากหลากหลาย
ทาง ผู้เขียนได้ให้เอกสารอ้างอิง (ส่วนใหญ่เป็นหนังสือ) ในแต่ละ SET
มากมาย ผมจะนำ� มาใหไ้ วเ้ พยี งชิ้นเดยี ว จากทผี่ มพจิ ารณาว่าเหมาะสมตอ่
บรบิ ทไทยมากทสี่ ุด
ในหนังสือ มีการจัดเรียงบทตามเป้าหมายการเรียน ที่แบ่งออกเป็น
๒ กลมุ่ เปา้ หมาย คือ (๑) เพื่อให้ไดค้ วามรู้ และทักษะ (๒) เพ่อื ให้ไดเ้ จตคติ
คุณค่า และความม่นั ใจตนเอง ในฐานะผ้เู รียน
SETs สว่ นใหญ่เขยี นในลักษณะของกิจกรรมท่ี teacher-led แต่เวลา
ประยกุ ต์ใช้ ครูสามารถปรบั ให้เปน็ student-led ไดไ้ มย่ าก และ SETs สว่ น
ใหญ่เสนอในรูปของกิจกรรมกลุ่ม แต่ครูสามารถปรับให้เป็นกิจกรรมท่ีท�ำคน
เดยี วได้
ครูเอลซิ าเบธ แนะน�ำให้ครเู ลอื กหยบิ เอา SET ใดไปใชก้ ่อนก็ได้ ตาม
ความเหมาะสมต่อการเรียนของผู้เรียน ไม่ต้องเรียงล�ำดับก่อนหลังตามใน
หนงั สือ
แตล่ ะ SET มโี ครงสรา้ งการเขยี นแบบเดยี วกนั เพอื่ บอกวธิ ดี ำ� เนนิ การ
เป็นข้ันเป็นตอน มีการให้ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในต่างวิชา ในต่างสาขา
วิชาการ มีการใหค้ �ำแนะนำ� การใช้ในออนไลน์ learning มคี �ำแนะน�ำวิธีดดั
แปลงให้เหมาะสมต่อแต่ละสถานการณ์ และมีข้อมูลหรือค�ำแนะน�ำเพ่ิม
เตมิ ปดิ ทา้ ยด้วยรายการ key resources สำ� หรับค้นควา้ เพ่ิมเตมิ
๗ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๗๖๒
118 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
๒๑. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผเู รยี น (๑)
เทคนิคประเมนิ พืน้ ความรู
ครูตอ งรพู ื้นความรขู องผเู รียน
เพอ่ื นาํ มาใชจ ัดการเรียนรใู หมีความทา ทายพอเหมาะ
ไมงา ยเกินไป และไมย ากเกนิ ไป
ในตอนท่ี ๒๑ นี้ ไดจ้ าก Chapter ๑๒ ชอื่ Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเป็นเรื่องของ SET ๑ : Background Knowledge
Probe
ครูต้องรู้พื้นความรู้ของผู้เรียนเพื่อน�ามาใช้จัดการเรียนรู้ให้มีความ
ท้าทายพอเหมาะ ไม่ง่ายเกินไป (เพราะจะท�าให้ผู้เรียนเบื่อ) และไม่ยากเกิน
ไป (เพราะจะทา� ใหผ้ ูเ้ รยี นทอ้ ถอย)
SET ๑ เทคนิคตรวจสอบพืน้ ความรู้
จดุ เน้น : ปัจเจก กิจกรรมหลัก : การเขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : สงู
นคี่ อื เทคนคิ ประเมนิ หอ้ งเรยี น สา� หรบั นา� มาใชก้ า� หนดระดบั การเรยี น
รเู้ ม่อื เรม่ิ ตน้ ชนั้ เรยี น มีประโยชน์ทัง้ ตอ่ ครู และตอ่ ผู้เรียนเปน็ รายคน
วิจารณ พานิช119
ขั้นตอนด�ำเนินการ
(๑) เดาพน้ื ความรขู้ องผเู้ รยี นแตล่ ะคน เดาประเดน็ พนื้ ความรสู้ ำ� คญั
ที่ผู้เรียนทุกคนน่าจะมี ส�ำหรับใช้เป็นฐานในการต่อยอดสู่การเรียนรู้หลักการ
หรอื ความรใู่ หม่
(๒) จากพน้ื ความรูส้ ำ� คญั ทีผ่ ้เู รียนทกุ คนมี ครูเตรยี มคำ� ถามปลาย
เปดิ ๒ - ๓ คำ� ถาม ที่จะช่วยประเมินพื้นความรู้ของผเู้ รยี น หลกี เลีย่ งการใช้
ศพั ทเ์ ฉพาพ ทีผ่ ูเ้ รียนยงั ไม่ไดเ้ รียน
(๓) เขยี นคำ� ถามฉายขึ้นจอ
(๔) อธบิ ายแก่ผ้เู รยี นว่าการทดสอบนไ้ี มเ่ ก็บคะแนน และมีเปา้ หมาย
เพอื่ ชว่ ยผเู้ รียน H ให้ทบทวนความจ�ำของความรทู้ ีต่ นมีอยูแ่ ลว้ สำ� หรับนำ�
มาเชื่อมโยงกับความรู้ที่จะเรียนใหม่ H ช่วยผู้เรียนในการจัดระบบความรู้
ของตน H ช่วยให้ครกู �ำหนดระดบั การเรยี นรู้ส�ำหรับเร่ิมต้นบทเรียน
(๕) หลังการทดสอบ ให้ผูเ้ รียนจับคู่ แลกเปลย่ี นค�ำตอบ และ ลปรร.
กัน
ตัวอยา่ งคำ� ถาม ส�ำหรบั วิชารฐั ศาสตร์ ๑๐๐
ชือ่ .......
จงวงคำ� ตอบทแ่ี สดงความรูใ้ นปจั จุบันของท่าน
๑. Federalism
ก. ไมเ่ คยไดย้ ินค�ำน้ี
ข. เคยไดย้ นิ แตไ่ ม่รคู้ วามหมาย
ค. พอจะรู้ แตไ่ ม่ชัดเจน
ง. เขา้ ใจความหมาย และอธิบายได้
120 สนกุ กบั การเรยี นในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๒. Separation of powers
ก. ไมเ่ คยไดย้ ินคำ� น้ี
ข. เคยไดย้ นิ แตไ่ ม่รู้ความหมาย
ค. พอจะรู้ แต่ไม่ชดั เจน
ง. เข้าใจความหมาย และอธิบายได้
วชิ ากายวิภาคศาสตรข์ องมนษุ ย์
ทดสอบพนื้ ความรเู้ กยี่ วกบั หวั ใจโดย แจกกระดาษทมี่ ภี าพหวั ใจ แสดง
โครงสรา้ งภายนอก และภายใน มเี ส้นชี้ไปท่สี ว่ นต่างๆ ใหผ้ เู้ รียนเขียนชือ่
ของส่วนนนั้ ๆ แลว้ ใหจ้ บั ค่เู พอื่ แลกเปลยี่ นความรู้ แลว้ เขียนช่อื ของสว่ นนั้นๆ
ดว้ ยปากกาต่างสี
วชิ า Music of Multicultural America
ครทู ดสอบพืน้ ความรู้ และความร้หู ลังจบภาคเรยี น เปน็ Pre- และ
Post-Test ดัวยผังทดสอบ ซ่ึงชว่ ยใหค้ รูรูว้ ่าผูเ้ รยี นคนไหนเลน่ เครื่องดนตรีใด
ได ้ สำ� หรบั เช้อื เชญิ ใหอ้ อกมาเล่นในโอกาสทเ่ี หมาะสม
แบบทดสอบวชิ า Music of Multicultural America
ชือ่ .....
คำ� สง่ั ทา่ นกำ� ลงั ทำ� หนา้ ทตี่ อ้ นรบั อาคนั ตกุ ะจากตา่ งประเทศ และถกู ถามเรอ่ื ง
ดนตรอี เมริกนั ตอนแรกท่านคดิ ไมอ่ อก ยกเวน้ เพลงปอ๊ บท่ีก�ำลงั ฮติ แตต่ ่อ
มาท่านนกึ ไดว้ ่า (๑) สรอ. (สหรัฐอเมรกิ า) เปน็ ประเทศท่มี ีผ้อู พยพยา้ ยถ่ิน
เขา้ มามาก (๒) ผอู้ พยพเหลา่ นี้ น�ำดนตรจี ากประเทศของตนมายงั สรอ. (๓)
ปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งดนตรีจากตา่ งวฒั นธรรมเหล่านี้ น�ำไปสู่ “ดนตรีอเมริกนั ”
วจิ ารณ พานชิ 1 21
จงใชค้ ำ� คำ� เดียว หรือวลสี ้นั ๆ กรอกลงในกระดาษ เพื่ออธิบายความ
ค ิดของทา่ นแก่อาคันตุกะ
บรบิ ททางสงั คม ดนตรี (นกั ดนตรคี นสำ�คญั
วฒั นธรรม ลกั ษณะทางโครงสร้างท่ี
สำ�คญั ฯลฯ)
Native American Music
Gospel
Blues
Jazz
Country
Urban folk revival
Rock ‘n’ rol
Tejano, Banda
Salsa, Reggae
Hip-hop, Rap
การขยายวธิ ีการ หรอื ประโยชน์
f ให้ผเู้ รียนจบั คู่แลกเปลย่ี น
f ใช้ข้อมลู ทไี่ ด้ ในการจบั คู่บ๊ัดดีผ้ ูเ้ รียน ในลักษณะท่หี วงั ความสมั พันธ์เชิง
mentor – mentee
f ขยายออกไปใช้ประเมินความกา้ วหน้าในการเรียน
f มีเทคนคิ Con-Venn-Tions แจกกระดาษ index card ให้ผู้เรยี นแตล่ ะ
คนเขียนประเด็นส�ำคัญในเร่ืองนั้น ๕ - ๘ ประเด็น โดยเขียนลงใน
กระดาษแผ่นละประเด็น แล้วให้ผู้เรียนจับคู่ อ่านข้อความ แล้วจัด
กระดาษออกเปน็ ๓ กอง คอื กองทีเ่ ปน็ ความรู้ร่วมของ ๒ คน กบั กองที่
เปน็ ความร้จู ำ� เพาะของแตล่ ะคน
122 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
ก ารปรบั ใชใ้ นการเรียนออนไลน์ ท�ำได้ง่าย
ค�ำแนะน�ำ
ในแต่ละชั้นอาจมีผู้เรียนที่ไม่มีพ้ืนความรู้เลย และการทดสอบอาจ
ก่อความรู้สกึ ทอ้ ถอย หรอื ถอดใจ ครูควรสงั เกตว่าใครบา้ งทีเ่ ป็นผ้เู รยี นกลุ่ม
น้ี และใช้เวลาอธิบายให้ฟัง และให้ความม่นั ใจว่า เมอื่ ครรู พู้ ื้นความรขู้ องผู้
เรยี นแตล่ ะคนแลว้ กจ็ ะสามารถชว่ ยเออ้ื และสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นรจู้ นประสบ
ความส�ำเรจ็ ได้
หากพื้นความรู้ของผู้เรียนสูงกว่าท่ีคิด ครูก็ต้องยอมรับความท้าทาย
โดยปรับการเรียนรู้ให้ยกระดับขึ้น ซ่ึงเป็นภาระต่อครู ดังนั้น ครูเอลิซาเบธ
จงึ แนะนำ� วา่ หากครไู มพ่ รอ้ มทจี่ ะรบั การทา้ ทายใหต้ อ้ งปรบั การเรยี นการสอน
ตามผลการทดสอบนี้ กไ็ มค่ วรใช้เคร่ืองมือ SET 1 น้ี
เอกสารค้นคว้าเพมิ่ เติม
Angelo TA, Cross KP. (๑๙๙๓) Classroom assessment techniques. San
Francisco:Jossey-Bass,pp. ๑๒๑- ๑๒๕Backgroundknowledgeprobe.
The knowledge survey : A tool for al reasons.
๗ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๘๖๓
วิจารณ พานิช 1 23
๒๒. เทคนิคดึงความสนใจผเู รยี น (๒)
สงิ่ ของ
เทคนคิ ใชสิง่ ของเปน เคร่ืองปลกุ เรา ความสนใจของผู
เรยี นเร่ิมดว ยการท่ีครูแจกส่งิ ของ ซึ่งอาจเปน รปู ภาพ
โปสเตอร กราฟ ตาราง หรอื สง่ิ ของอยางอื่น
ท่ีเกย่ี วของกับบทเรยี น แลว ใหผเู รยี นจับกลุม
ตอบคาํ ถาม หรือทํากจิ กรรมทค่ี รูมอบให
ในตอนท่ี ๒๒ น้ี ไดจ้ าก Chapter 13 ชอื่ Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเปน็ เรือ่ งของ SET 2 : Artefacts
SET 2 สิ่งของ
จุดเน้น : ความรว่ มมือ กิจกรรมหลัก : การอภิปรายแลกเปล่ียน
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน ์ : ปานกลาง
นี่คอื เทคนคิ ใช้สิง่ ของเปน็ เครอ่ื งปลกุ เร้าความสนใจของผเู้ รยี น เรม่ิ
ด้วยการทค่ี รูแจกสิ่งของ ซึง่ อาจเปน็ รูปภาพ โปสเตอร์ กราฟ ตาราง หรอื
สิ่งของอย่างอื่น ท่ีเก่ียวข้องกับบทเรียน แล้วให้ผู้เรียนจับกลุ่ม ตอบค�าถาม
หรอื ท�ากิจกรรมทีค่ รูมอบให้
124 สนุกกบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ขนั้ ตอนการดำ� เนินการ
๑. ก�ำหนดตัวหลักการส�ำคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจความซับ
ซอ้ น และสะท้อนออกมาในสิ่งของได ้
๒. รวบรวมสิ่งของนั้น และท�ำเพ่ิมให้ได้จ�ำนวนเพียงพอต่อจ�ำนวน
กลมุ่ ของผู้เรียนกลมุ่ ละ ๔ - ๕ คน
๓. คิดคำ� บอกให้ทมี ผเู้ รยี นปฏบิ ัติ และเขยี นลง PowerPoint ส�ำหรับ
ฉายขน้ึ จอในชน้ั เรยี น
๔. วางแผนวา่ จะใหก้ ลมุ่ ผเู้ รยี นรายงานผลการประชมุ กลมุ่ อยา่ งไร
๕. แบง่ ผู้เรียนออกเป็นกลมุ่ กลุ่มละ ๔ - ๖ คน อธิบายวา่ ใหท้ ำ�
อะไร แลว้ แจกส่งิ ของแก่ทุกกลุม่
ตัวอย่าง
วชิ าคณติ ศาสตรแ์ ก่ผู้เรียนที่สอบไมผ่ ่าน
ครูรวบรวมภาพโพสต์การด์ ที่แสดงอารมณ์รุนแรง เช่น ภาพคนเดนิ
บนเสน้ ลวด ภาพการต์ นู แสดงหนา้ คนทส่ี น้ิ หวงั นงั่ อยหู่ นา้ หนงั สอื ตง้ั สงู ภาพ
ทแี่ สดงอารมณอ์ นื่ ๆ (ศ.เอลซิ าเบธ ยกตวั อยา่ งภาพ The Scream ของ Edvard
Munch) ในการเรียนคาบแรก ให้ผูเ้ รยี นแบ่งเป็นกลมุ่ ละ ๕ คน แจกภาพ
แล้วให้เลือก ๑ ภาพ ท่ีสะท้อนความรู้สึกตอ่ การเรยี นคณิตศาสตร์ของผเู้ รยี น
มากทสี่ ดุ และแลกเปลย่ี นความรสู้ กึ กนั แลว้ จงึ อภปิ รายกนั ในชนั้ รวม เกยี่ วกบั
ความวิตกกังวลในการเรียนคณิตศาสตร์ เป็นวิธีท่ีให้ผู้เรียนได้ระบายความ
กลัวของตนออกมา น�ำไปสู่ความไว้วางใจต่อกัน และการเรียนร่วมกันเป็น
ชมุ ชนเรยี นร ู้ เพราะผเู้ รยี นไดร้ วู้ า่ ตนไมใ่ ชค่ นเดยี วทมี่ คี วามรสู้ กึ กงั วลเชน่ นน้ั
วจิ ารณ พานิช 1 25
วชิ า American History
ครูรวบรวมภาพเกี่ยวกับการอพยพจากยุโรป ไปยัง สรอ. ในช่วง
ศตวรรษที่ ๑๙ มีข้อมูลสถิติ ประโยคสั้นๆ จากไดอารี่ของผู้อพยพ ภาพ
อนสุ าวรยี แ์ หง่ เสรภี าพ และภาพแสดงความอดอยากของผคู้ นในยโุ รป แจกแก่
ผู้เรียนท่ีแบ่งเป็นกลุ่ม และช่วยกันตอบค�ำถามในกระดาษค�ำถามว่าท�ำไมคน
จงึ อพยพมาอยใู่ น สรอ.
การปรบั ใชก้ บั การเรยี นออนไลน์
ส�ำหรับส่ิงของท่ีมี ๒ มิติ เช่นรูปภาพ กราฟ แผนผัง ภาพวาด
รวบรวม และน�ำลงใน webpage หนึง่ หน้า พร้อมคำ� ถาม ใหผ้ ู้เรียนอภปิ ราย
กันเป็น discussion forum หรือใหต้ อบแยกกันเปน็ รายๆ ส�ำหรบั ส่ิงของท่มี ี
๓ มิติ ให้ผู้เรียนรวบรวมส่ิงของท่ีเก่ียวข้องกับบทเรียนนั้น แล้วสะท้อนความ
ค ดิ และตอบคำ� ถามของครู เปน็ ขอ้ เขยี นตามท่ีครมู อบหมาย
การขยายวธิ ีการ หรอื ประโยชน์
f ถึงแม้กิจกรรมนี้จะเน้นส่ิงของที่จับต้องได้เป็นหลัก แต่ส่ิงของใน
รปู ของเอกสาร (เชน่ คำ� คม ขอ้ มลู สถติ ิ ขอ้ เทจ็ จรงิ ) กอ็ าจใชไ้ ด ้
โดยสำ� เนาลงบน index card
f มอบหมายใหผ้ เู้ รยี นรวบรวมสง่ิ ของทต่ี นทำ� ขน้ึ เอง (เชน่ ภาพถา่ ย
ภาพวาดสะท้อนวรรณกรรม ตัวอย่าง (specimen) สำ� หรับวิชา
ชีววทิ ยา) นำ� มา ลปรร. กนั เอง
ค�ำแนะนำ�
สิ่งของที่ผู้เรียนมองเห็น และจับต้องลูบคล�ำได้ น�ำมาแลกเปล่ียน
อภิปรายความเห็นร่วมกันได้ ชว่ ยกระตุ้นความสนใจ โดยเปล่ียนจากความรู้
126 สนุกกบั การเรยี นในศ ตวรรษท่ี ๒๑
ที่เป็นนามธรรม ใหเ้ ป็นรปู ธรรมจบั ตอ้ งได้
ครูควรใช้กิจกรรมนี้ กระตุ้นให้ผู้เรียนอภปิ ราย ลปรร. กนั โดยตอบ
ค�ำถามทีห่ ลากหลาย เช่น
f ครูให้วัตถุท่ีแสดงหรือแทนแนวความคิดเดียวกัน แต่แสดงต่าง
มมุ และใหผ้ ้เู รยี นเปรียบเทยี บหรอื บอกความแตกตา่ ง
f ครูให้รูปภาพท่ีแสดงโรคหรืออาการ ให้ผู้เรียนบอกข้อวินิจฉัย
(diagnosis)
f ครใู หภ้ าพหลายภาพของเหตกุ ารณเ์ ดยี วกนั แลว้ ตง้ั คำ� ถาม แตล่ ะ
ภาพบอกความหมายอะไร เปน็ การสอื่ ความหมายของใคร ทำ� ไม
มีการถา่ ยภาพน้ี ฯลฯ
f ครูให้วตั ถหุ รอื ภาพ ใหผ้ ้เู รียนประเมนิ ว่าอันไหนส่อื ความหมายท่ี
ต้องการได้ดีกวา่ เพราะเหตใุ ด
f ครูให้ภาพชุดหนึ่ง ให้ผู้เรียนเรียงล�ำดับ แล้วสร้างเร่ืองราวจาก
ภาพ
เอกสารค้นคว้าเพ่ิมเตมิ
D odge J. (๒๐๐๕) Differentiation in action หนา้ ๓๗ - ๓๙
หมายเหตุของผม
ผมมีความเห็นว่า เทคนิคนี้ใช้ได้ตลอดเวลาของรายวิชา ส�ำหรับใช้
ดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รยี น และทีส่ ำ� คญั ยิ่งคอื ชว่ ยให้ผู้เรียนเข้าใจข้อเรยี น
รู้ส่วนท่ีเป็นนามธรรมได้ชัดเจนข้ึน หรือง่ายขึ้น แต่ก็ต้องไม่ใช้พร่�ำเพร่ือ จน
กนิ เวลามากเกินไป
๗ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๙๙๓
วิจารณ พานชิ 127
๒๓. เทคนคิ ดึงความสนใจผเู รียน (๓)
บนั ทึกชวยจบั ประเดน็
นค่ี อื เทคนคิ ฝก ผเู รยี นใหมที ักษะในการอาน
สําหรับใชในการเรียนรขู องตนเองตลอดชีวิต
ในตอนที่ ๒๓ นี้ ไดจ้ าก Chapter 13 ชอ่ื Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเปน็ เรอ่ื งของ SET 3 : Focused Reading Notes
SET 3 บันทกึ ช่วยจับประเดน็
จุดเนน้ : รายบคุ คล กิจกรรมหลกั : การอา่ น การเขียน
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : สงู
นีค่ อื เทคนคิ ฝึกผู้เรียนใหม้ ีทักษะในการอ่าน ส�าหรบั ใช้ในการเรียนรู้
ของตนเองตลอดชวี ติ ทา� โดยครพู จิ ารณาวา่ ในบทเรยี นในหนงั สอื หรอื เอกสาร
ที่มอบหมายให้ผู้เรียนอ่าน มีประเด็นหลักหรือหลักการอะไรบ้าง ๓ - ๕
ประเดน็ ทตี่ อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นเรยี นรู้ แลว้ คดิ หาคา� หลกั (keyword) หรอื วลหี ลกั
ของแต่ละประเด็น ส�าหรับให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการอ่านหนังสือ และ
ท�าโนต้ ยอ่ จดสาระส�าคัญ หรอื ความเข้าใจของตน ตามประเดน็
ขั้นตอนดำ� เนินกำร
๑. ก�าหนดว่าในหนังสือหรือเอกสารท่ีมอบหมายให้ผู้เรียนอ่าน มีประเด็น
128 สนกุ กบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ส�ำคัญอะไรบ้าง สมมติว่าให้อ่านหนังสือ วิถีสร้างการเรียนรู้เพ่ือศิษย์ใน
ศตวรรษที่ ๒๑ ภาค ๑ ทกั ษะเพือ่ การดำ� รงชวี ติ ในศตวรรษท่ี ๒๑ ครู
อาจกำ� หนดคำ� หลกั ดงั ตอ่ ไปน้ี “ครทู ำ� อะไร ไมท่ ำ� อะไร” “ศษิ ยเ์ รยี นอะไร”
“เรยี นอยา่ งไร” “ทกั ษะตา่ งจากความรอู้ ยา่ งไร” “ทำ� ไมตอ้ งพฒั นาสมอง
๕ ดา้ น” เปน็ ตน้
๒. เอาค�ำหลักมาเป็นหัวข้อบรรจุลงตารางในกระดาษ และครูอาจกรอก
ขอ้ ความเปน็ ตัวอยา่ งลงในบางหัวข้อ
๓. ท�ำเปน็ กระดาษตารางแจกผูเ้ รยี นใหผ้ ู้เรยี นไปกรอกตอนอา่ น
๔. ตอนแจกกระดาษตาราง อธบิ ายใหช้ ดั เจน วา่ กระดาษจะชว่ ยให้ “การอา่ น
เอาเร่อื ง” งา่ ยข้ึนอยา่ งไร
๕. เมือ่ ผ้เู รียนอ่าน กจ็ ะคอยตรวจสอบหาประเดน็ และบันทึกลงในตาราง
๖. ผเู้ รยี นสง่ โนต้ ตอ่ ครู (เพอื่ ใหค้ รปู ระเมนิ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นเปน็ รายคน)
หรือใช้เป็นประเด็น ลปรร. กบั เพ่อื น
การปรับใช้กบั การเรียนออนไลน์ ใชไ้ ดง้ า่ ยมาก
การขยายวิธกี าร หรอื ประโยชน์
f อาจใช้ “บันทกึ ประเด็นนา่ สนใจ” ส�ำหรบั ฝกึ การจบั ประเดน็ จาก
การอา่ นในตอนตน้ เทอม กอ่ นจะเขา้ สบู่ ทเรยี นทย่ี ากหรอื ซบั ซอ้ น
f ครูอาจท�ำกระดาษค่ันหนังสือแจกผู้เรียน ที่กระดาษมีค�ำแนะน�ำ
ให้ผเู้ รยี นปฏิบัตใิ นระหวา่ งอ่าน ตวั อยา่ งคำ� แนะน�ำ :
- เขียนบันทึกประเด็นส�ำคัญ
- เขยี นส่ิงท่ไี ดอ้ า่ นดว้ ยถ้อยคำ� ของท่านเอง
- วาดภาพหรอื สญั ลกั ษณเ์ พอ่ื ชว่ ยความจ�ำ
- บนั ทกึ สงิ่ สำ� คัญ เช่นค�ำพูด
- สรา้ งความสมั พนั ธก์ บั สงิ่ ทท่ี า่ นรแู้ ลว้ หรอื ประสบการณข์ องทา่ น
วจิ ารณ พานชิ 1 29
- เช่อื มโยงตำ� ราเลม่ นี้กบั อกี เลม่ หน่งึ
- เขยี นคำ� ถาม ๒ ค�ำถาม ท่ตี อบไดด้ ว้ ยสาระทไี่ ดอ้ ่าน
- จงทำ� นายว่าจะมเี รอ่ื งอะไรต่อไป
- ระบสุ ว่ นที่สบั สน
- เขยี นค�ำถามที่ตอ้ งการคำ� ตอบ
- จงใหค้ วามเห็นต่อสิง่ ทไ่ี ดอ้ า่ น
- สรา้ งค�ำอุปมา
ค�ำแนะน�ำ
ต่อไปเมื่อผู้เรียนมีทักษะในการก�ำหนดประเด็นส�ำคัญ ครูก็ไม่ต้อง
ท�ำตารางให้
เอกสารคน้ ควา้ เพิ่มเตมิ
Bean JC. (๑๙๙๖) Engaging ideas : The professor’s guide to integrating
writing, critical thinking, and active learning in the classroom. San
Francisco : Jossey-Bass, p. ๑๔๔.
๙ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๐๙๑
130 สนุกกบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑