๔๔. เรยี นแกป ญหา (๒)
คดิ ทบทวนอกี คร้งั
เปน กิจกรรมทฝ่ี กใหผเู รียนคนุ เคยกบั การคิดทบทวน
ทา ทายความเช่ือตางๆ ในสังคม และการคน หาขอมลู
หลกั ฐานเพอ่ื พสิ จู นหรอื ทา ทายความเช่ือตางๆ
ในตอนที่ ๔๔ น้ี ไดจ้ าก Chapter 15 ช่อื Problem Solving และ
เป็นเรอ่ื งของ SET 24 : Think Again!
SET 24 : คิดทบทวนอกี คร้งั
จดุ เน้น : บคุ คล, ความร่วมมือ กิจกรรมหลัก : การแก้ปัญหา
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : สูง
ครูน�าเสนอข้อความที่คนมักเข้าใจผิดกันโดยทั่วไป ให้ผู้เรียนลง
คะแนนวา่ เหน็ ดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ขอ้ ความนนั้ (ไมค่ ดิ คะแนน) แลว้ ครบู อก
ผู้เรยี นว่า ข้อความนั้นผดิ หรือไมเ่ ปน็ ความจรงิ แลว้ มอบงานใหผ้ เู้ รียนหาข้อ
พิสจู นว์ า่ ทา� ไมขอ้ ความน้นั จึงไม่เปน็ ความจริง
เปน็ กจิ กรรมทฝี่ กึ ใหผ้ เู้ รยี นคนุ้ เคยกบั การคดิ ทบทวนทา้ ทายความเชอื่
ตา่ งๆ ในสงั คม และการคน้ หาขอ้ มลู หลกั ฐานเพอ่ื พสิ จู นห์ รอื ทา้ ทายความเชอ่ื
ตา่ งๆ
วจิ ารณ พานชิ 231
ขนั้ ตอนด�ำเนนิ การ
๑. ครกู ำ� หนดความเชอ่ื ผดิ ๆ ทพ่ี บโดยทว่ั ไปในรายวชิ านน้ั แลว้ เขยี น
เปน็ presentation
๒. กำ� หนดภาระงานทผ่ี เู้ รยี นตอ้ งทำ� เพอื่ พสิ จู นว์ า่ ขอ้ ความนนั้ ไมเ่ ปน็
ความจริง
๓. บอกผเู้ รยี นวา่ ครจู ะนำ� เสนอขอ้ ความเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนบอก
วา่ ตนเหน็ ด้วยหรือไม ่ ย�ำ้ ให้ชดั เจนวา่ คำ� ตอบไมม่ ีคะแนน
๔. ฉายขอ้ ความพร้อมกับอา่ น บอกให้ผู้เรียนทีเ่ หน็ ด้วยยกมือขึน้
๕. สมมตวิ า่ ผเู้ รยี นสว่ นใหญเ่ หน็ ดว้ ย บอกผเู้ รยี นวา่ ขอ้ ความนผี้ ดิ
และใหผ้ เู้ รยี นจบั คกู่ นั เพอื่ หาเหตผุ ลวา่ ทำ� ไมขอ้ ความนนั้ จงึ ไมจ่ รงิ
หากเป็นไปได้ ให้จับคู่ผ้เู รยี นใหใ้ นแตล่ ะคู่มีท้งั คนท่ีเห็นดว้ ยและ
ไมเ่ หน็ ดว้ ย
ตวั อยา่ ง
วชิ าพชี คณติ
ครูอ่านข้อความต่อไปนี้แก่ผู้เรียน“เรือใบจะแล่นเร็วท่ีสุดเม่ือเรือแล่น
ไปทางเดียวกันกับทิศทางของลม” ให้ผู้เรียนยกมือว่าใครเหน็ ดว้ ยบ้าง ร้อย
ละ ๘๐ ของผเู้ รยี นยกมอื ครจู งึ บอกวา่ ขอ้ นผ้ี ดิ และใหผ้ เู้ รยี นจบั กลมุ่ ๓ คน
แลว้ ครบู อกวา่ จรงิ ๆ แลว้ เรอื ใบจะแลน่ ไดเ้ รว็ ทสี่ ดุ เมอ่ื แลน่ ไปในทศิ ทางทเี่ ปน็
มุมฉากกับลม ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มอธิบายโดยใช้หลักการ vector ในวิชา
พีชคณิต โดยอาจเขียน ไดอะแกรมช่วยการอธิบาย ให้ค�ำอธิบายเข้าใจง่าย
ที่สดุ สำ� หรบั คนทว่ั ไป
232 สนุกกับก ารเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
วชิ าฟิสกิ ส์เบ้ืองตน้
เพอื่ ดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รยี นตอ่ บทเรยี น ครตู งั้ โจทยส์ ถานการณ์
จริง ทมี่ ีคำ� ตอบใหผ้ เู้ รยี นเลอื ก ๒ - ๓ คำ� ตอบเป็นระยะๆ เชน่ เพือ่ ให้ได้
เรียนรู้หลักการประหยัดพลังงาน ครูฉายรูปที่สเก๊ตบอร์ดที่เหมือนกัน ๓
อัน ไหลลงทางลาดที่มีรูปร่าง ๓ แบบ คือ (ก) เป็นเส้นตรง (ข) เป็น
วงกลม และ (ค) เป็นรปู พาราโบลา ถามว่า สเก๊ตบอรด์ อนั ไหนจะชนะ
เนอื่ งจากในชั้นมเี ครอื่ งมอื โหวตอิเล็กทรอนิกส์ (clicker) จงึ ใหผ้ ู้เรียนแต่ละ
คนโหวต แต่ยังไม่บอกผล ให้ผู้เรียนจับคู่ปรึกษากับเพื่อนข้างๆ แล้วโหวต
ร่วมกัน แล้วครูจึงแจ้งผลครั้งแรกเทียบกับคร้ังที่สอง และใช้ผลท้ังสองในการ
อธบิ ายเหตุผล และอาจมกี ารทดลองจริงก็ได้
การปรับใชก้ ับการเรียนออนไลน์
ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งใหผ้ เู้ รยี นโหวตในเบอ้ื งตน้ เมอ่ื ครนู ำ� เสนอขอ้ ความ ให้
ผเู้ รยี นใหข้ อ้ พสิ จู นว์ า่ ท�ำไมขอ้ ความนนั้ จงึ ไมจ่ รงิ โดยใหผ้ เู้ รยี นตอบดว้ ยตนเอง
เป็นรายคน แต่ถ้าต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึกการร่วมมือกัน ก็ให้ผู้เรียนจับคู่
ปรกึ ษากนั ผา่ นทาง อ-ี เมล ์ หรอื ใหท้ ำ� งานเปน็ กลมุ่ อภปิ รายแลกเปลยี่ นขอ้ มลู
และความเหน็ กนั ผ่าน discussion group ทเ่ี ป็นกลมุ่ ปิด
การขยายวิธีการ หรอื ประโยชน์
f อาจใชเ้ ทคนคิ นเ้ี พอื่ แกป้ ญั หาทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั สาระในรายวชิ า ไมใ่ ชแ่ ค่
เพื่อทำ� ความเข้าใจความเขา้ ใจผิดเท่าน้นั ดงั ตวั อยา่ งวชิ าฟิสิกส์ขา้ ง
บน
f เพอื่ พสิ จู นว์ า่ ผเู้ รยี นเขา้ ใจเรอื่ งดงั กลา่ วอยา่ งถอ่ งแท ้ กำ� หนดใหผ้ เู้ รยี น
เขยี นค�ำอธบิ ายแกค่ นทวั่ ไปให้เขา้ ใจ
วจิ ารณ พานิช 2 33
ค�ำแนะน�ำ
อาจใช้คำ� ส่งั “ยกมอื ข้นึ หากผเู้ รยี นคดิ ว่าคนทเ่ี ดินตามทอ้ งถนนจะ
เหน็ ดว้ ยกบั ข้อความน้ี”
หากผเู้ รยี นสว่ นใหญ่เห็นว่าข้อความนน้ั ผดิ ครูจงบอกวา่ ผ้เู รยี นส่วน
ใหญเ่ ขา้ ใจถกู แลว้ ขอให้อธบิ ายเหตผุ ลว่าท�ำไมข้อความนนั้ จึงผิด
เอกสารคน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ
Bean JC. (๑๙๙๖). Engaging ideas : The professor’s guide to integrating
writing, critical thinking, and active learning in the classroom. . San
Francisco : Jossey-Bass, p. ๒๗.
๔ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๗๗๗๒
234 สนุกกับก ารเรยี นในศตวรรษท ี่ ๒๑
๔๕. เรยี นแกป ญ หา (๓)
คดิ ดังๆ จับคูแ กป ญ หา
TAPPS เนนท่ีกระบวนการ เนนเรยี นรกู ระบวนการ
และฝก ทกั ษะ มากกวา ที่ผลลพั ธข องวธิ กี าร
ในตอนที่ ๔๕ นี้ ได้จาก Chapter 15 ชือ่ Problem Solving และ
เปน็ เรือ่ งของ SET 25 : Think-Aloud-Pair- Problem Solving (TAPPS)
SET 25 : Think-Aloud-Pair-Problem Solving (TAPPS)
จุดเนน้ : ความร่วมมอื กิจกรรมหลกั : การแกป้ ัญหา
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน ์ : สงู
เทคนิคคิดดังๆ จับคู่แก้ปัญหา ใช้เรียนรู้และฝึกฝนการแก้ปัญหา
เนน้ ที่การเรียนรู้ว่ามหี ลกั การและวิธกี ารท่ีหลากหลาย
ใหผ้ ูเ้ รยี นจับคู่ผลัดเปลย่ี นกันทา� หน้าที่ ๒ หน้าที่ คอื “ผู้แก้ปญั หา”
กบั “ผฟู้ งั ” แตล่ ะคจู่ ะไดร้ บั ปญั หาจา� นวนหนงึ่ ใหเ้ รม่ิ จากปญั หางา่ ยๆ กอ่ น
โดย “ผู้แก้ปญั หา” คิดออกมาดงั ๆ วา่ ขัน้ ตอนในการแก้ปญั หานน้ั ของตนเป็น
อย่างไร “ผู้ฟงั ” ฟังเพอ่ื ตดิ ตามขนั้ ตอน และสงั เกตวิธคี ิด หรือเหตุผลทอ่ี ยู่
เบ้ืองหลังแต่ละข้ันตอน ผู้ฟังจะไม่ร่วมอภิปรายโต้แย้ง แต่อาจซักถาม หรือ
อาจมีขอ้ เสนอแนะหากเห็นวา่ มกี ารข้ามขัน้ ตอน หรือผิดขนั้ ตอน
วจิ ารณ พานิช235
TAPPS เน้นที่กระบวนการ เน้นเรียนรู้กระบวนการและฝึกทักษะ
มากกว่าท่ีผลลัพธ์ของวิธีการ ผู้เรียนจะได้ฝึกพูด และฝึกฟัง โดยท่ีในการท�ำ
ดงั กลา่ วไดฝ้ กึ วธิ กี ารแกป้ ญั หาไปในตวั รวมทง้ั ฝกึ ทกั ษะวเิ คราะห ์ และไดเ้ รยี น
รู้หรือทำ� ความเขา้ ใจเรื่องต่างๆ ในเชงิ ลกึ
ทสี่ ำ� คญั คอื ไดฝ้ กึ ความตระหนกั ตอ่ วธิ กี ารรบั รแู้ ละเรยี นรขู้ องตน และ
ของคนอืน่
ข้ันตอนด�ำเนินการ
๑. ครใู ชเ้ วลารวบรวมปญั หาทเี่ หมาะสม (ตามสาระในวชิ า) ทผี่ เู้ รยี น
จะสามารถแก้ปญั หาได้ในเวลาทกี่ �ำหนด โดยรวบรวมเปน็ กลุ่ม
เรื่อง แตล่ ะปญั หาควรชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไดฝ้ ึกฝนขนั้ ตอนต่างๆ ใน
ทกั ษะพนื้ ฐานในการแกป้ ญั หา (ของวชิ านนั้ ) ไดแ้ ก่ ทำ� ความรจู้ กั
ธรรมชาตขิ องปญั หา วเิ คราะหค์ วามรแู้ ละทกั ษะทต่ี อ้ งการในการ
แก้ปัญหาหน่ึงๆ ตรวจหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาได้ การเลือก
แนวทางหรือวิธีการท่ีดีที่สุด และการประเมินผลที่อาจเกิดข้ึน
ปญั หาเหลา่ นค้ี วรทา้ ทายผเู้ รยี นใหม้ สี มาธอิ ยกู่ บั การฝกึ ทกั ษะการ
แก้ปญั หา
๒. เขยี นใบงาน ทมี่ ปี ญั หาชดุ หนง่ึ สำ� หรบั ใหผ้ เู้ รยี นฝกึ แกป้ ญั หาจาก
งา่ ยไปสยู่ าก
๓. ให้ผูเ้ รียนจบั ค ู่ ครอู ธบิ ายวธิ ีทำ� หนา้ ท่ผี ู้คดิ แก้ปัญหาดังๆ และผู้
ฟงั บทบาทของผคู้ ดิ แกป้ ญั หา คอื อา่ นปญั หาดงั ๆ และพดู ออก
มาดงั ๆ วา่ ตนคดิ แกป้ ญั หาอยา่ งไร มขี นั้ ตอนอยา่ งไรบา้ ง บทบาท
ของผฟู้ งั คอื คอยเชยี รห์ รอื ใหก้ ำ� ลงั ใจใหผ้ คู้ ดิ แกป้ ญั หาพดู ออกมา
236 สนุกกบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ดงั ๆ บอกขัน้ ตอนการแกป้ ญั หานนั้ ผ้ฟู งั อาจต้ังค�ำถามเพอ่ื ให้
วิธีแก้ปัญหาชัดเจนขึ้น หรืออาจมีข้อเสนอแนะ แต่ไม่ควรเข้าไป
รว่ มแกป้ ญั หา
๔. ผเู้ รยี น แตล่ ะคแู่ กป้ ญั หาตอ่ ไปจนหมดปญั หาในใบงาน โดยสลบั
หนา้ ทีก่ ัน
๕. จบงาน เมือ่ ผูเ้ รียนแกป้ ญั หาหมดทั้งชดุ
ตัวอย่าง
วชิ าภาษาองั กฤษในฐานะภาษาทส่ี อง
ครตู อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจไวยากรณ์ ผา่ นการวเิ คราะหท์ ำ� ความเขา้ ใจ
โครงสร้างและความเช่ือมโยงของประโยค จึงแสดงตัวอย่างการวิเคราะห์
แยกแยะโครงสรา้ งของประโยคบนกระดาน ๒ - ๓ ประโยค จนผเู้ รียนบอก
วา่ เขา้ ใจแลว้ จงึ จดั ผเู้ รยี นเปน็ คแู่ ละใหใ้ บงานเปน็ ประโยคชดุ หนง่ึ ใหผ้ เู้ รยี น
คนหน่งึ ในคู่วิเคราะห์แยกส่วนของประโยค โดยพูดออกมาดังๆ ผู้เรยี นอีกคน
หนงึ่ ในคู่ท�ำหนา้ ท่ีเปน็ ผู้ฟงั และซกั ถามเพอื่ ความกระจ่าง แลว้ สลับหนา้ ที่กัน
ทำ� โจทยป์ ระโยคอน่ื ตอ่ ไป เมอื่ จบ ครใู หผ้ เู้ รยี นเลอื กวา่ ประโยคไหนเปน็ โจทย์
ทท่ี า้ ทายท่ีสุด และใหไ้ ปวิเคราะหแ์ ยกส่วนให้เพอ่ื นๆ ฟังทีห่ นา้ ชนั้
วิชาสถติ เิ บ้อื งตน้
ครูให้ผู้เรียนฝึกท�ำ regression analysis โดยใช้เทคนิค
TAPPS โดยแจกใบงานบอกสถานการณ์หนึ่ง พรอ้ มข้อมลู หน่งึ ชุด ให้ผู้เรียน
จบั คแู่ ละฝึกแกป้ ญั หา ๑๐ ปญั หา โดยใช้เทคนคิ TAPPS เมื่อจบครูใหม้ กี าร
อภปิ รายทงั้ ชั้น เพอื่ ท�ำความเขา้ ใจค�ำตอบ และทำ� ความเขา้ ใจวิธีแก้ปญั หา
วิจารณ พานชิ 237
วิชาเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
วิชาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ มีเป้าหมายให้ผู้เรียนเขียน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้ภาษาทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ผู้เรียนต้อง
แกป้ ญั หาทซี่ บั ซอ้ นโดยดงึ ขอ้ มลู จากฐานขอ้ มลู หลายฐาน นำ� มาคดั เลอื ก และ
วเิ คราะหล์ ำ� ดบั ขอ้ มลู โดยครสู งั เกตวา่ ผเู้ รยี นจำ� นวนหนง่ึ ทำ� ไดค้ ลอ่ งแคลว่ แต่
ผู้เรียนอีกจ�ำนวนหนึ่งงง และมักท�ำผิด ท�ำให้เสียเวลามากในการแก้ไขภาย
หลงั ทำ� ให้มีผเู้ รียนจำ� นวนมากเบื่อเรียน และถอนวชิ า
เพ่ือช่วยผู้เรียนกลุ่มหลังนี้ ครูจึงใช้เทคนิค TAPPS ช่วย โดยจับคู่ผู้
เรยี นทค่ี ลอ่ ง กบั ผเู้ รยี นทงี่ ง ทำ� ใหผ้ ลการเรยี นของทงั้ ชน้ั ดขี นึ้ มาก และจำ� นวน
ผู้เรียนที่ถอนการเรียนวิชานก้ี ็ลดลงอย่างมาก
การปรับใชก้ บั การเรียนออนไลน์
ทำ� ไดง้ า่ ยโดยใหผ้ เู้ รยี นจบั คู่ และแสดงบท “ผแู้ กป้ ญั หา” และ “ผฟู้ งั ”
โดย teleconference (และผมคิดวา่ ใชโ้ ทรศัพท์กน็ ่าจะได)้ หรอื อาจให้แก้
ปญั หาดว้ ยตัวเอง และนำ� ไปแสดงบน discussion board
การขยายวธิ ีการ หรอื ประโยชน์
f ตามปกตใิ ชเ้ ทคนคิ นเ้ี พอื่ แกป้ ญั หาปลายปดิ เปน็ หลกั แตก่ ป็ รบั ใช้
กับปัญหาปลายเปิดได้ โดยหากใช้กับปัญหาปลายเปิดต้องให้
เวลาทำ� งานมากขึ้น
f ถา้ ผเู้ รียนทกุ คูท่ �ำชดุ ปญั หาเดยี วกัน ให้สมุ่ เลือกคู่ผเู้ รียนใหอ้ อก
ไปแสดงวิธีแก้ปัญหาแก่เพอื่ นทั้งชน้ั หรอื อาจใหผ้ ้เู รียนโหวตกัน
วา่ ปญั หาขอ้ ใดทา้ ทายทส่ี ดุ แลว้ แลกเปลย่ี นเรยี นรวู้ ธิ แี กป้ ญั หาใน
ชนั้ รวมทง้ั อาจอภปิ รายวธิ จี ดั การฝกึ เทคนคิ นใี้ หไ้ ดผ้ ลดยี งิ่ ขนึ้
238 สนกุ กบั ก ารเรยี นในศตวรรษที่ ๒๑
ค�ำแนะน�ำ
อาจมผี เู้ รยี นจำ� นวนหนง่ึ ยงั ไมค่ ลอ่ งทจ่ี ะฝกึ แบบเปน็ ค ู่ อาจใหฝ้ กึ ทง้ั
ชน้ั กอ่ นจับค่ฝู กึ
เทคนคิ นจ้ี ะไดผ้ ลดผี เู้ รยี นตอ้ งรสู้ กึ สบายใจทจี่ ะเปดิ เผยความคดิ ของ
ตนตอ่ เพอื่ น และสบายใจทจ่ี ะเปน็ ผรู้ บั ฟงั นน่ั คอื ผเู้ รยี นตอ้ งสนทิ สนมกนั พอ
สมควร จึงควรมีกระบวนการสร้างความสนทิ สนมไวว้ างใจซ่งึ กนั และกนั กัน
ก่อนใช้เทคนคิ น้ี หรือให้เลือกคทู่ ี่ตนพอใจ
ผเู้ รยี นมกั จะทำ� งานดว้ ยความเรว็ ตา่ งกนั หรอื ตา่ งกนั มาก ครจู งึ ควร
มีชดุ ปญั หา (ท่ียากข้ึน) ใหผ้ ู้เรียนทีท่ ำ� เสร็จเรว็ ไดซ้ ้อมท�ำเพมิ่
ครตู ้องคอยสงั เกต และคอยชว่ ยเหลอื ให้ผู้เรียนฝกึ แกป้ ญั หาได้อยา่ ง
ถูกต้อง
ควรประเมินทกั ษะการแกป้ ญั หา ก่อนและหลงั การฝกึ วิธงี ่ายๆ คือ
มตี วั อยา่ งปญั หาชดุ หนงึ่ ใหผ้ เู้ รยี นบอกชนดิ ของแตล่ ะปญั หา วธิ ที ลี่ ะเอยี ดทำ�
โดยใหโ้ จทย์ ๒ โจทย ์ อนั หนึ่งงา่ ย อกี อนั หน่ึงยากปานกลาง ให้ผเู้ รียนเขียน
รายงานบอกขน้ั ตอนการทำ� TAPPS ต่อโจทย์ทง้ั สองส่งครู อาจเลอื กผเู้ รยี นท่ี
ตอบโจทยไ์ ดด้ อี ธบิ ายวธิ กี ารของตนตอ่ เพอ่ื ขา้ งๆ หรอื ตอ่ กลมุ่ หรอื ตอ่ ทง้ั ชน้ั
เอกสารคน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
Barkley EF, Cross KP, Major CH. (๒๐๐๕). Collaborative learning
techniques : A handbook for colege faculty. San Francisco : Jossey-
Bass, p. ๑๗๒-๑๗๖.
๖ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๗๘๘๑
วิจารณ พานชิ 2 39
๔๖. เรยี นแกป ญ หา (๔)
คาํ ประกาศ
ผเู รียน เลอื กปญหาท่เี กดิ ข้ึนในชุมชนของตน
แลวเขียนคําปราศรยั ของขา ราชการ
เพ่อื กระตนุ ใหผ ูค นเหน็ ความสําคญั
และเรง ดวนของปญ หา รวมทัง้ เสนอแนวทางแกปญหา
ในตอนท่ี ๔๖ น้ี ไดจ้ าก Chapter 15 ชื่อ Problem Solving และ
เปน็ เร่ืองของ SET 26 : Proclaimations
SET 26 : Proclaimations
จดุ เน้น : ความร่วมมือ กจิ กรรมหลกั : การอา่ น, การเขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน ์ : สงู
ในเทคนคิ “ค�าประกาศ” น้ีผเู้ รียนเลือกปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ ในชมุ ชนของ
ตน แล้วเขียนค�าปราศรัยของข้าราชการ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเห็นความส�าคัญ
และเรง่ ดว่ นของปญั หา รวมทง้ั เสนอแนวทางแกป้ ญั หา
โดยผู้เรียนต้องค้นคว้าท�าความเข้าใจปัญหาจริงของสังคม จากพื้น
ความรเู้ ชงิ ทฤษฎขี องตน ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจทฤษฎลี กึ ซงึ้ ขน้ึ เขา้ ใจความสา� คญั ของ
240 สนุกกับก ารเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
ความรู้และทฤษฎีเหล่าน้ันในชีวิตจริง รวมทั้งช่วยบ่มเพาะจิตสาธารณะหรือ
ความเอาใจใส่ต่อประโยชน์ของส่วนรวม การน�ำเสนอวิธีแก้ปัญหาช่วยฝึก
ทกั ษะการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และอยา่ งสรา้ งสรรค์ รวมท้ังได้ฝึกทกั ษะ
การส่ือสารด้วย
ข้นั ตอนดำ� เนินการ
๑. ครูใชเ้ วลาไตร่ตรอง วา่ จะมอบงานในลกั ษณะใด จะมอบปัญหา
ทว่ั ๆ ไป (มอเตอรไ์ ซค์ซงิ่ ยาเสพตดิ ความรนุ แรง การตั้งครรภ์
ในวัยรุ่น, ฯลฯ) หรือจะมอบปัญหาที่เชื่อมโยงกับวชิ าทีเ่ รยี น เช่น
วิชาส่ิงแวดล้อม อาจมอบปัญหาเรื่องมลพิษในล�ำน�้ำท่ีไหลผ่าน
หมู่บ้าน, อาจเป็นเรื่องการตรวจพบสารพิษในเลือดของคนส่วน
ใหญใ่ นหมบู่ า้ น เปน็ ตน้ ในวนั นำ� เสนอผลงาน จะมกี ารเชญิ บคุ คล
ทเี่ กยี่ วขอ้ ง หรอื ทผ่ี เู้ รยี นจะเขยี นสนุ ทรพจนใ์ ห้ มาฟงั ดว้ ยหรอื ไม ่
หากเชญิ ครหู รอื ผเู้ รียนจะเปน็ ผู้เชญิ
๒. ก�ำหนดวิธีรายงานผลงาน จะให้ส่งร่างสุนทรพจน์ หรือจะให้
ตัวแทนทีมของผู้เรยี นเป็นผอู้ ่านสนุ ทรพจนน์ น้ั ต่อชนั้
๓. หากผูเ้ รยี นยังมปี ระสบการณน์ อ้ ย ต้องการแนวทาง ครูอาจต้อง
ให้ตัวอย่างปัญหา และตัวอย่างข้อเขียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ
ชัดเจนว่าตนถูกคาดหวงั ใหส้ ง่ ผลงานระดบั ใด
๔. ให้ผู้เรียนแต่ละคนหาปัญหามาจากหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต
ข่าว หรือประสบการณต์ รง เพื่อร่วมกนั กำ� หนดปัญหาของชุมชน
คนละ ๒ - ๓ ปัญหา นำ� มาเสนอครู
วจิ ารณ พานชิ 2 41
๕. ครเู ลอื กปญั หา หรอื ทำ� กระบวนการใหผ้ เู้ รยี นเลอื กโดยการโหวต
แตผ่ มมคี วามเหน็ ตา่ งจากในหนงั สอื วา่ วธิ กี ารเลอื กโดยผเู้ รยี นนา่
จะใหร้ ว่ มกนั ก�ำหนดเกณฑใ์ นการเลอื ก แลว้ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนให้
คะแนนตามเกณฑ์ แล้วจึงรวมคะแนน และเลือกหัวข้อท่ีได้
คะแนนสงู ทส่ี ดุ ๓ หวั ข้อ
๖. จดั ทีมผู้เรยี นตามความสนใจหัวข้อปัญหา
๗. ใหเ้ วลาทมี ผเู้ รยี นทำ� งาน เรม่ิ จากการเขยี นตวั ปญั หาใหช้ ดั เจน ยก
ตวั อยา่ งปญั หา ทำ� รายการสาเหตขุ องปญั หา และเหตผุ ลทปี่ ญั หา
น้ันดำ� รงอยหู่ รอื เพมิ่ มากขึน้
๘. ใหเ้ วลาทมี ผเู้ รียนวิเคราะห์ปญั หา กำ� หนดแนวทางแกป้ ญั หา ว่า
ได้ก่ีแนวทาง และเลือกแนวทางท่นี า่ จะเหมาะสมทีส่ ดุ ก�ำหนด
สาระสำ� คญั ทจ่ี ะสอื่ สาร โดยครคู อยชว่ ยแนะนำ� วธิ เี ขยี นสนุ ทรพจน ์
เช่น ทำ� โครงสร้าง ก�ำหนดวา่ จะให้มีประเด็นสำ� คญั ก่ีประเดน็ ท่ี
จะทำ� ให้ผู้ฟังติดตามสาระได้
ตัวอย่าง
วิชาความสัมพันธร์ ะหว่างชาตพิ นั ธ์ุ (race) และเชือ้ ชาติ (ethnic)
เป็นวิชาท่ีต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจพลวัตของความหมายของค�ำว่า
ชาตพิ ันธุ ์ และเช้ือชาต ิ เมอ่ื มองจากความสมั พนั ธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ใน
สหรฐั อเมรกิ า เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรแู้ ละเขา้ ใจในมติ ทิ ล่ี กึ ครเู ลอื กใชเ้ ทคนคิ
คำ� ประกาศ ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นโดยลงมอื ทำ� โดยเชอ่ื มทฤษฎกี บั การปฏบิ ตั ิ รวม
ทง้ั ใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ กึ บทบาทการเปน็ ผนู้ ำ� การเปลย่ี นแปลง (change agent) ดา้ น
พฒั นาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนตา่ งชาติพนั ธ์ุ ในชมุ ชนของตน
242 สนุกกับการเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
ครูให้ผู้เรียนแต่ละคนเขียนปัญหาที่สังเกตเห็นในชุมชนของตน ที่
เกยี่ วข้องกับการเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งทางชาติพันธข์ุ องคนมา ๕ ปญั หา นำ�
มาสง่ คร ู แลว้ ครสู งั เคราะหจ์ ดั หมวดหมรู่ ายการปญั หา แลว้ ประกาศตอ่ ชนั้ ให้
ผู้เรยี นแต่ละคนลงคะแนนเลือกรายการท่สี �ำคญั ท่สี ุด ๕ ปัญหา เมือ่ ได้ ๕
ปัญหาตามผลการโหวตของผู้เรียนแล้ว แบ่งผู้เรียนเป็น ๕ กลุ่ม จัดท�ำค�ำ
ประกาศกลุ่มละเรื่อง โดยมีโจทย์ว่า ให้แต่ละกลุ่มอภิปรายท�ำความเข้าใจ
ปัญหา ทำ� ความตกลงกันเรอ่ื งยทุ ธศาสตรใ์ นการแกป้ ัญหา แลว้ ชว่ ยกันเขยี น
สนุ ทรพจน์ หรอื เขยี นจดหมายถงึ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรอื นายกเทศมนตร ี หรอื
ถึงผนู้ ำ� ชมุ ชน
คำ� แนะนำ�
เนอื่ งจากไมม่ นี ยิ ามทเี่ ปน็ ทางการของคำ� วา่ “ปญั หาของชมุ ชน” ครู
จงึ ควรชกั ชวนใหผ้ เู้ รยี นชว่ ยกนั กำ� หนดเกณฑเ์ ลอื กปญั หา เชน่ ควรมลี กั ษณะ
ต่อไปนีอ้ ย่างน้อย ๒ - ๓ ประการ เกดิ ขนึ้ บอ่ ย ดำ� รงอยู่นานชว่ งเวลาหนึ่ง,
มผี ลตอ่ คนจำ� นวนมาก กอ่ ความเดอื ดร้อนรนุ แรง ละเมดิ กฎหมายหรือสิทธิ
มนุษยชน เป็นปัญหาท่ีเกยี่ วขอ้ งกับคนจำ� นวนมาก
ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกจากปัญหาจริง จะท�ำให้สนุกและรู้สึกจริงจัง ดี
กวา่ ปญั หาสมมตมิ ากมาย
แตป่ ญั หาจรงิ ของชมุ ชนมกั ซบั ซอ้ นมาก วเิ คราะหใ์ หค้ รบถว้ นชดั เจน
ยาก และแกย้ าก ครคู วรแนะนำ� และใหก้ ำ� ลงั ใจ ใหท้ มี ผเู้ รยี นคอ่ ยๆ วเิ คราะห์
แยกแยะปจั จยั สาเหตทุ ซี่ บั ซอ้ น ทำ� ความเขา้ ใจวา่ ในชมุ ชนมหี ลากหลายกลมุ่
ผลประโยชน์ ท่ีอาจมีผลประโยชน์ร่วมกันบ้าง ขัดกันบ้าง หากน�ำเสนอ
แนวทางแก้ปัญหาแนวทางหน่ึง คนบางกลุ่มจะเห็นด้วย อีกบางกลุ่ม
วจิ ารณ พานชิ 243
คัดค้าน รวมท้ังปัญหาบางเร่ือง ตัวปัจจัยหลักอยู่เหนือการควบคุมของกลไก
ในชุมชน (เช่น ปญั หาโลกรอ้ น เศรษฐกจิ ของประเทศตกต่�ำ) การที่ผเู้ รียน
ได้ท�ำความเข้าใจขอ้ จำ� กดั เหลา่ นี้ คอื การเรยี นร้ใู นชีวิตจรงิ
เอกสารคน้ คว้าเพม่ิ เติม
Berkowitz B. (๒๐๐๗). The community tool box : Bringing solutions to
light. Work Group for Community Health and Development. University
of Kansas. http://ctb.ku.edu/en/tablecontents/index.aspx
ความเห็นของผม
ในบริบทไทย ครตู ้องคอยยำ้� วา่ ผเู้ รียนตอ้ งทำ� งานอยา่ งมขี อ้ มูลหลกั
ฐานยนื ยนั ตอ้ งคน้ ควา้ หาขอ้ มลู หลกั ฐานจากแหลง่ ทน่ี า่ เชอื่ ถอื และตรวจสอบ
ความถูกต้องของข้อมูลหลักฐานเสียก่อน อย่าเขียนนโยบายหรือสุนทรพจน์
จากความรู้สึกล้วนๆ อย่าเขียนโดยเน้นกระตุ้นอารมณ์ ให้เน้นเหตุผล
หลกั ฐาน
๗ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๐๒๘
244 สนกุ กบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๔๗. เรียนแกป ญหา (๕)
สงตอ ปญ หา
เทคนิค “สงตอ ปญหา” เหมาะสําหรับปญ หาท่ีซบั ซอ น
ไมม ีคาํ ตอบทถี่ กู เพียงคาํ ตอบเดียว
แตอ าจใชก บั คาํ ถามปลายปดทม่ี าจากการอา น
หรอื การเรยี นในชว งกอ นก็ได
ในตอนที่ ๔๗ น้ี ได้จาก Chapter 15 ชื่อ Problem
Solving และเปน็ เร่ืองของ SET 27 : Send-a-Problem
SET 27 : Send-a-Problem
จดุ เนน้ : ความร่วมมอื กิจกรรมหลัก : การอภปิ ราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน ์ : ปานกลาง
ในเทคนิค “ส่งต่อปัญหา” นี้ผู้เรียนจับกลุ่มแก้ปัญหาท่ีได้รับ เสร็จ
แล้วส่งทั้งปัญหาและวิธีแก้ของกลุ่มไปให้อีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มถัดมาไม่ดูวิธีแก้
ปัญหาของเพื่อน แต่คิดหาวิธีแก้ปัญหาของกลุ่มตน แล้วส่งต่อท้ังปัญหาและ
วิธีแก้แก่กลุ่มต่อไป ท�าเช่นนี้ไประยะหนึ่ง แต่ละกลุ่มศึกษาวิธีแก้ปัญหาของ
กลมุ่ อน่ื และประเมนิ วเิ คราะห์ สงั เคราะหว์ ธิ แี กป้ ญั หาทดี่ ที ส่ี ดุ แลว้ รายงาน
ตอ่ ช้นั
วิจารณ พานิช245
เทคนิค “สง่ ตอ่ ปญั หา” จงึ เน้นการเรียนรู้ ๒ ขัน้ ตอน คอื (๑) แก้
ปัญหา (๒) ประเมินแนวทางแก้ปัญหา ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะในการ
เปรียบเทยี บหาข้อแตกตา่ งระหว่างวิธีแกป้ ญั หาหลายแบบ
ข้ันตอนด�ำเนนิ การ
๑. ครูก�ำหนดจ�ำนวนปัญหาท่ีต้องใช้ ให้เท่าจ�ำนวนกลุ่มของผู้เรียน
เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นด�ำเนนิ การแกป้ ัญหาพรอ้ มกนั
๒. ครคู ดิ หาวธิ ใี หก้ ลมุ่ ผเู้ รยี นแกป้ ญั หา และวธิ สี ง่ ตอ่ ผลการแกป้ ญั หา
ระหว่างกลุ่ม วิธีทงี่ ่ายคือตัวปญั หาอยูใ่ นกระดาษ ทคี่ ลิปตดิ กบั
ซองส�ำหรบั ใส่คำ� ตอบแก้ปัญหาของแตล่ ะกลุ่ม
๓. ก�ำหนดรายละเอียดของกระบวนการ ว่าจะให้เวลท�ำงานปัญหา
ละกนี่ าที จะส่งต่อปญั หาเวยี นซ้ายหรือเวียนขวา
๔. จัดกลุ่มผู้เรยี น๔ - ๖ คน อธิบายตัวกิจกกรรม และค�ำส่งั รวม
ท้งั ตอบค�ำถาม
๕. มอบใบงานปญั หาและซองใสผ่ ลงาน แกแ่ ตล่ ะกลมุ่ บอกใหแ้ ตล่ ะ
กลุ่มอภิปรายปัญหา และช่วยกันคิดแนวทางแก้ไขหลากหลาย
แนวทาง แลว้ รว่ มกนั เลอื กแนวทางทเ่ี หมาะสมทสี่ ดุ เขยี นรายงาน
ใส่ซองปิดผนกึ
๖. แจง้ “หมดเวลา” ใหผ้ เู้ รยี นสง่ ปญั หา (และคำ� ตอบในซองปดิ ผนกึ )
ใหแ้ กก่ ลมุ่ ถดั ไป แจกซองเปลา่ ใหแ้ กแ่ ตล่ ะกลมุ่ ผเู้ รยี นกลมุ่ ใหม่
ด�ำเนินการตามขอ้ ๕ เมื่อหมดเวลากส็ ่งตอ่ ปัญหาและคำ� ตอบ
ในซองปดิ ผนกึ ให้แกก่ ลุ่มถดั ไป
๗. เวยี นซ�ำ้ เช่นนไ้ี ประยะหนึง่ ตามความเหมาะสม
246 สนกุ กับก ารเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
๘. เมอ่ื จบผเู้ รยี นแตล่ ะกลมุ่ จะไดร้ บั ซองผลงานแกป้ ญั หาหนงึ่ ปญั หา
ของเพ่ือนกลุ่มต่างๆ พร้อมทั้งเอกสารตัวปัญหา ผู้เรียนกลุ่มน้ัน
เปิดซองอ่านทบทวนและประเมินผลงานกลุ่มเหล่านั้น และเพ่ิม
เตมิ ความเหน็ ของกลุม่ ตน
๙. งานจบลงด้วยการรายงานผลของแต่ละปัญหาต่อชั้น ว่าการแก้
ปัญหาของแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร ผู้เรียนในชั้นและครูเพ่ิมเติม
ความเหน็ หรอื แกส้ ่วนท่ีเข้าใจผดิ
ตวั อยา่ ง
วิชาการวางผังเมือง
ครตู อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นสามารถประเมนิ วธิ กี ารการแกป้ ญั หาของการจดั
ผังท่ีตั้งของที่อยู่อาศัยใหม่ จึงแจกถุง พร้อมกระดาษ index card ขนาด
๕x๗ น้ิว ๒ ใบ และขอ้ ความปญั หาที่ตอ้ งการให้ผเู้ รียนเสนอวิธแี กไ้ ข ให้แก่
ผเู้ รยี นแตล่ ะกลมุ่ ใหผ้ เู้ รียนปรึกษาหารอื วธิ ีแกป้ ัญหา แล้วเขียนวิธีแก้ปญั หา
ลงบน index card ใบหน่ึง เอา index card ใบดงั กล่าวใส่ถงุ แล้วส่งต่อให้
กล่มุ ตอ่ ไป กลุ่มต่อไปท�ำเชน่ เดียวกัน เขียนวิธีแก้ปญั หาลง index card ใบ
ทเ่ี หลอื แลว้ สง่ ใหก้ ลมุ่ ที่ ๓ ซงึ่ ทำ� หนา้ ทว่ี เิ คราะหว์ ธิ แี กป้ ญั หาทง้ั สองแบบ และ
เลอื กวธิ ีทีเ่ หมาะสม น�ำเสนอต่อช้นั เรียน พรอ้ มเหตผุ ลวา่ ทำ� ไมวิธีทีเ่ ลือกจึง
นา่ จะได้ผลดกี ว่า
วชิ าพยาธิสรรี วทิ ยาขั้นสูง และการดแู ลผ้ปู ว่ ย
เพอื่ ทบทวนการประเมนิ และการปฏบิ ตั ริ กั ษาผปู้ ว่ ยโรคทางเดนิ หายใจ
ในผูเ้ รียนชน้ั เรยี น ๒๐ คน ครูแบ่งผเู้ รียนออกเป็น ๓ กลุ่ม แจกซองกระดาษ
ทม่ี ีขอ้ ความอาการป่วยของผู้ป่วยเขียนไวห้ นา้ ซอง แกแ่ ต่ละกลมุ่ ใหเ้ วลา ๑๕
วจิ ารณ พานิช 247
นาทแี กผ่ เู้ รยี นใหป้ รกึ ษาหารอื ประมวลอาการ หาขอ้ ยตุ วิ า่ เปน็ โรคอะไร พรอ้ ม
เสนอแนะวิธีรักษา แล้วเขียนใส่กระดาษบรรจุลงซอง แล้วส่งให้เพ่ือนกลุ่มถัด
ไป ซง่ึ จะทำ� อยา่ งเดยี วกนั เม่ือกลมุ่ ท่ี ๓ ไดร้ ับซอง กเ็ ปดิ ซอง เอาขอ้ เขียน
ของเพ่ือน ๒ กลุ่มมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์วิธีรักษาที่ดีที่สุด พร้อมเพ่ิม
ความเหน็ ของตน แลว้ รายงานตอ่ ชน้ั และครบู อกวา่ รายงานใดดที ส่ี ดุ พรอ้ ม
ท้งั ทบทวนแนวทางวินจิ ฉยั โรค อาการ ตัวโรค และการรกั ษา
วชิ าวรรณคดอี ังกฤษ
ครูต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฎ
ในนวนิยาย Pride and Prejudice จึงให้ผู้เรียนท�ำกิจกรรม “ส่งต่อ
ปญั หา”ออนไลน์ ครจู งึ แบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ ๓ กลมุ่ ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ เปน็ สมาชกิ
ของออนไลน์ discussion group ครูก�ำหนดค�ำถาม ๓ คำ� ถาม ทีเ่ ก่ียวกบั
ประวัตศิ าสตรใ์ นช่วง (ครสิ ต)ศตวรรษท่ี ๑๙ และสง่ คำ� ถามท่ี ๑ แก่แตล่ ะ
กลุ่ม ใหเ้ วลาอภปิ รายกัน ๑ สปั ดาห์ แลว้ ใหค้ �ำถามที่ ๒ และให้เวลา ๑
สัปดาห์ ในสปั ดาห์สุดทา้ ยนอกจากใหค้ ำ� ถามที่ ๓ แลว้ ครูยงั ใหผ้ ้เู รียนทุก
กลุ่มเข้าไปดูซึ่งกันและกันได้ และมอบหมายให้แต่ละกลุ่มประเมินการแก้
ปัญหาทง้ั ๓
การประยกุ ต์ใช้ออนไลน์
ประยกุ ตใ์ ช้ไดง้ ่าย โดยแบ่งผูเ้ รยี นเปน็ กลุม่ จำ� นวนกลุ่มตามจ�ำนวน
ปญั หาทมี่ ี จดั ให้ผ้เู รยี นแต่ละกลมุ่ มีออนไลน์ discussion forum ที่คนอนื่ เข้า
ไม่ได้ โดยครูเขา้ ไปโพสตป์ ญั หา และใบงาน ให้เวลาอภิปรายแลกเปลี่ยนใน
ช่วงท่ี ๑ เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ แล้วเข้าสู่ช่วงท่ี ๒ ให้ปัญหาถัดไปแก่กลุ่ม
คราวน้ีเปิดให้ทุกกลุ่มเข้าไปอ่านค�ำอภิปรายซึ่งกันและกันได้ ให้เวลา ๒
248 สนุกกบั การเรียนในศตวรรษท่ี ๒๑
สปั ดาห ์ แลว้ เขา้ สชู่ ว่ งที่ ๓ ซงึ่ เปน็ ชว่ งทผี่ เู้ รยี นแตล่ ะกลมุ่ ประเมนิ ผลงานของ
กลุ่มอ่นื
กิจกรรมกลุม่ จะเปน็ ดงั นี้ ชว่ งที่ ๑ ผู้เรียนกล่มุ ก ท�ำปัญหาที่ ๑
กลมุ่ ข ทำ� ปญั หาท่ี ๒ กลมุ่ ค ทำ� ปญั หาที่ ๓ ชว่ งที่ ๒ ผู้เรยี น กลมุ่ ก
ทำ� ปญั หาท่ี ๒ กลมุ่ ข ทำ� ปญั หาท่ี ๓ กลมุ่ ค ทำ� ปญั หาที่ ๑ ชว่ งที่ ๓ กลมุ่
ก ประเมนิ คำ� ตอบตอ่ ปญั หาท่ี ๓ กลมุ่ ข ประเมนิ คำ� ตอบตอ่ ปญั หาที่ ๑ กลมุ่
ค ประเมินค�ำตอบต่อปญั หาที่ ๒
การขยายวธิ กี ารหรอื ประโยชน์
f ควรใชเ้ ทคนคิ นเ้ี ปน็ เครอื่ งมอื ทบทวนวชิ ากอ่ นสอบ ใชข้ อ้ สอบเกา่ เปน็
โจทย์ ใหผ้ ู้เรยี นได้เปรียบเทียบคำ� ตอบกัน
f ตอนจบให้ผ้เู รียนเขียนตัวเลขช่ือปญั หาลงบนกระดาน ใหผ้ ้เู รียนทีม
ประเมนิ บอกวา่ ทมี ผเู้ รยี นทมี ใดเสนอวธิ แี กป้ ญั หาดที สี่ ดุ เพราะอะไร
และให้ทมี ชนะออกมาอธบิ ายเพม่ิ เติม
ค�ำแนะนำ�
ใหน้ ิยามค�ำวา่ “ปัญหา” ใหซ้ ับซอ้ น มหี ลากหลายมิติและมมุ มอง
เทคนคิ “สง่ ตอ่ ปัญหา” เหมาะสำ� หรบั ปญั หาทีซ่ บั ซอ้ น ไมม่ คี ำ� ตอบ
ทถ่ี กู เพยี งคำ� ตอบเดยี ว แตอ่ าจใชก้ บั คำ� ถามปลายปดิ ทม่ี าจากการอา่ นหรอื การ
เรียนในช่วงก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นน้ัน อาจใช้ท�ำหน้าที่ทบทวนการเรียนเป็น
ระยะๆ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิชาในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง จากการท�ำงาน
ประเมินค�ำตอบในช่วงทา้ ยของกิจกรรม
ครูควรทดลองทำ� โจทย์ดว้ ยตวั เอง เพ่ือท�ำความเข้าใจความยากง่าย
และเวลาที่ต้องการในการตอบ รวมทั้งท�ำความเข้าใจว่ากระบวนการในการ
วิจารณ พานชิ 2 49
ตอบโจทยแ์ ตล่ ะขน้ั ตอนเปน็ อยา่ งไร ใชเ้ วลาเทา่ ไร แตล่ ะโจทยค์ วรมคี วามซบั
ซอ้ นหรอื ยากงา่ ยเท่าๆ กัน ใช้เวลาเทา่ ๆ กัน
ถา้ สอนชน้ั ใหญ่ อาจตอ้ งให้ กลมุ่ ผเู้ รยี นตา่ งกลมุ่ ทำ� โจทยเ์ ดยี วกนั แต่
ไมค่ วรให้กลมุ่ ทที่ ำ� โจทย์เดยี วกันนัง่ ติดกนั
ควรท�ำความเข้าใจว่า ในกจิ กรรมน้ีผเู้ รยี นจะได้ฝึกทักษะการท�ำงาน
ในเวลาทจี่ ำ� กดั ดว้ ย จงึ ตอ้ งมกี ารตรงตอ่ เวลาในการทำ� งานกลมุ่ แตค่ รกู ต็ อ้ ง
ยดื หยุ่นตามความเปน็ จรงิ คือหากสงั เกตว่าผเู้ รียนสว่ นใหญย่ งั ท�ำงานไม่เสรจ็
แต่หมดเวลา ก็ควรขยายเวลา และในท�ำนองเดียวกัน หากผู้เรียนท้ังหมด
ทำ� งานเสร็จก่อนเวลา ก็ควรให้ท�ำงานชิ้นต่อไป
แม้ครูจะเตรียมปัญหาท่ียากง่ายพอๆ กันมาให้ผู้เรียนท�ำ แต่บาง
กลุ่มอาจท�ำปัญหาบางปัญหาเสร็จเร็วมาก ครูควรเตรียมปัญหาเพ่ิมไว้ให้ผู้
เรยี นกลุม่ นน้ั ท�ำ และรายงานเป็นพเิ ศษต่อชนั้
เมอ่ื ผเู้ รยี นทำ� กจิ กรรม “สง่ ตอ่ ปญั หา” จนชำ� นาญ ผเู้ รยี นควรมคี วาม
เข้าใจชนิดของปัญหาดีในระดับหนึ่ง ครูควรขยายความรู้และทักษะในการ
ทำ� ความเขา้ ใจชนิดของปัญหา โดยการมอบปญั หาใหจ้ ำ� นวนหนึ่ง ใหผ้ เู้ รยี น
บอกหลักการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาแต่ละปัญหา เพื่อสร้างทักษะใน
การน�ำประสบการณ์แกป้ ัญหา ไปใช้แก้ปัญหาใหมๆ่
เอกสารค้นคว้าเพิม่ เติม
Berkley EF, Cross KP, Major CH. (๒๐๐๕). Collaborative learning
techniques : A handbook for colege faculty. San Francisco : Jossey
Bass, pp. ๑๗๗-๑๘๑.
๙ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๑๓๓
250 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๔๘. เรียนแกป ญ หา (๖)
กรณศี กึ ษา
ทกั ษะในการแกปญหาเปนทักษะสําคัญที่ทกุ คนตอ งฝก
วงการศึกษากลาวถงึ เรือ่ งนี้มาตลอด
แตไมค อ ยมวี ิธีการดาํ เนินการใหผเู รียนไดฝก อยา งเปนระบบ
ในตอนท่ี ๔๘ น้ี ไดจ้ าก Chapter 15 ชื่อ Problem Solving และ
เปน็ เรือ่ งของ SET 28 : Case Studies
SET 28 : Case Studies
จุดเนน้ : ความร่วมมือ กิจกรรมหลัก : การอ่าน การเขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
การเรียนด้วยกรณีศึกษาเป็นการฝึกวิเคราะห์อย่างลึกซ้ึงต่อ
สถานการณใ์ ดสถานการณห์ นง่ึ หรอื ชดุ เหตกุ ารณใ์ นชว่ งเวลาหนงึ่ เปน็ เทคนคิ
ทด่ี ที ส่ี ดุ สา� หรบั ใหผ้ เู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการฝกึ แกป้ ญั หา และการทา� งานเปน็ ทมี
มกี ารใช้ในหลากหลายสาขาวิชา ได้แก่ การแพททย์ กฎหมาย ธรุ กิจ และ
ในที่สุดเขา้ สูส่ าขาวชิ ามนุษยศาสตร์
การเรียนด้วยกรณีศึกษาที่ดี ท�าให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะด้านการ
วเิ คราะห์ แกป้ ัญหา การตัดสินใจ และการหาเหตผุ ลประกอบการตัดสนิ ใจ
เป็นการเรยี นแบบ active learning ในสภาพจรงิ ของโลก หรือชีวติ จรงิ
วจิ ารณ พานชิ 251
ขั้นตอนด�ำเนนิ การ
๑. ครูรวบรวมกรณีตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์
นติ ยสาร อนิ เทอรเ์ นต็ ประสบการณข์ องตนเอง วารสารวิชาการ
ฯลฯ เป็นกรณีตัวอย่างท่ีน่าสนใจ และมีปัญหาท่ีท้าทายการ
ท�ำความเขา้ ใจ ตามสาขาวิชาทผี่ เู้ รยี นก�ำลังเรียน
๒. น�ำมาเขียนกรณีศึกษา พร้อมทั้งระบุค�ำถามเป็นระยะๆ
ดังตัวอยา่ ง
- ปัญหาคอื อะไร
- ปญั หานน้ี า่ จะมาจากสาเหตุอะไรบา้ ง
- มีหลักฐานอะไรบา้ ง ส�ำหรับนำ� มาสนับสนุนสมมตฐิ าน
- ข้อสรุปควรเป็นอย่างไร
- มขี อ้ เสนอแนะอย่างไรบา้ ง
๓. ก�ำหนดว่าจะให้รายงานผลงานกลุ่มอย่างไร เป็นข้อเขียน หรือ
รายงานปากเปลา่
๔. แบง่ ผ้เู รยี นเป็นทมี ๔ - ๖ คน แจกใบปัญหา ให้เวลาผู้เรียนอา่ น
และซักถามปญั หาจากครู
๕. ผู้เรียน ศึกษากรณีปัญหา ดึงข้อมูลความจริงออกมา และหา
ประเดน็ ปญั หา ทบทวนทำ� ความเขา้ ใจเชอื่ มโยงกบั ประสบการณ์
ของตน โดยอาจมกี ิจกรรมตอ่ เน่ืองในหลายคาบเรยี น เพอื่ ให้ผู้
เรียนเสนอแนะแนวทางแกป้ ญั หา
๖. จบลงด้วยการน�ำเสนอและอภิปรายในชั้นเรียน โดยครูคอยตั้ง
คำ� ถาม ใหผ้ เู้ รยี นคดิ ใหเ้ กดิ มมุ มองทห่ี ลากหลาย และเกดิ ความ
เข้าใจประเด็นส�ำคัญ โดยพึงหลีกเลี่ยงการมีค�ำตอบถูก-ผิดค�ำ
ตอบเดยี ว
252 สนุกกบั ก ารเรยี นในศตวรรษที่ ๒๑
ตัวอย่าง
วชิ าภมู ิศาสตรก์ ายภาพ
เปน็ วชิ าการศกึ ษาทวั่ ไป ครตู อ้ งการดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รยี นโดย
ให้ท�ำความเข้าใจความสัมพันธ์ของคุณสมบัติของแร่ธาตุ ต่อชีวิตประจ�ำวัน
และตอ่ การเกดิ อนั ตราย หวั ขอ้ แรกของวชิ าคอื เรอ่ื งแรธ่ าตุ และเมอ่ื จะจบตอน
ครนู �ำเอากรณกี ารฟ้องร้องในศาลที่เปน็ เรื่องจริง มาเป็นกรณศี ึกษา โดยกรณี
ศกึ ษามชี อื่ วา่ “ความรบั ผดิ ชอบของใคร : แอสเบสทอสทเ่ี ปน็ สาเหตขุ องมะเรง็
ปอดของเธอ มาจากไหน”
ครูรู้ว่าผู้เรียนรู้ดีว่า แอสเบสทอส เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไม่มี
ความรูช้ ดั เจนว่าคำ� ว่า แอสเบสทอส มคี วามหมายกวา้ ง รวมทัง้ ส่วนทม่ี ีคณุ
และส่วนที่มีโทษ จึงจัดกรณีศึกษา คดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากพิษ
แอสเบสทอสตอ่ สขุ ภาพบคุ คล และใหผ้ เู้ รยี นฝึกประยุกต์ความรู้ทีไ่ ดเ้ รียนมา
ในกรณีคดีความนี้ และจบลงด้วยการอภิปรายทั้งช้ันว่า หากยกเลิกการใช้
แอสเบสทอสทั้งหมด จะเกดิ ผลดแี ละผลเสียตอ่ มนุษยอ์ ยา่ งไรบา้ ง
การขยายวธิ กี ารหรอื ประโยชน์
f แทนทจ่ี ะใชเ้ รอื่ งราวจากขอ้ เขยี น ใชส้ ว่ นหนง่ึ ภาพยนตร์ (หรอื จาก
YouTube) แทน หรอื ให้ผเู้ รียนเล่น role play กไ็ ด้
f ร่วมกับนักวิชาชีพในสาขาวิชานั้น หรือสมาชิกของชุมชนท้อง
ถ่ิน ในการก�ำหนดเร่ืองราวในกรณีศึกษา และเชิญท่านผู้นั้นมา
รว่ มอภปิ รายในตอนจบกจิ กรรม หลงั จากผเู้ รยี นไดว้ เิ คราะหแ์ ละ
สรปุ การเรยี นรูแ้ ล้ว
วจิ ารณ พานิช 253
f จดั กิจกรรมศกึ ษาเปรียนเทยี บระหวา่ ง ๒ กรณีศกึ ษา
f หลังจากจบกิจกรรม ให้ผู้เรียนลองเปล่ียนฉากสถานการณ์บาง
สว่ น และท�ำนายว่าผลจะเปลยี่ นไปอยา่ งไร
ค�ำแนะน�ำ
ให้เขียนเรือ่ งราวในกรณศี ึกษาอยา่ งสัน้ กระชับ ให้ขอ้ มลู เทา่ ทจี่ �ำเปน็
เพอื่ การฝกึ ฝนเรยี นร ู้ แมว้ า่ การใหร้ ายละเอยี ดจะทำ� ใหเ้ รอื่ งราวดสู มจรงิ แต่
อาจจะเพิ่มความซับซ้อนเกินก�ำลังผู้เรียน ท�ำให้ผู้เรียนท้อถอยเบ่ือหน่าย
หลักการ ท�ำให้ความยากง่ายอยู่ในระดับพอดี ให้มีดุลยภาพระหว่างความท้
ทาย และความภมู ใิ จในผลสำ� เรจ็ ใช้ได้เสมอ
กรณตี วั อย่างท่ดี ี มีลักษณะดงั ต่อไปนี้
f เป็นเรื่องจรงิ
f นา่ สนใจตอ่ ผเู้ รียนท้งั ช้นั
f มตี ัวละครมาก เปดิ โอกาสใหไ้ ด้วเิ คราะห์แรงจงู ใจทีแ่ ตกตา่ งกนั
f สง่ เสรมิ ความเข้าใจ (เขา้ ไปนั่งในหัวใจ) ของตัวละครแต่ละตัว
f ซับซ้อนเพียงพอที่จะต้ังปัญหา และถกเถียงแนวทางหลาก
หลายแนว
f งา่ ยพอ ท่ีจะปอ้ งกนั ไม่ให้ผเู้ รยี น“หลงป่า” แหง่ รายละเอยี ด
f ไมม่ ีค�ำตอบเดียว
f สง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นคดิ และเสนอจดุ ยนื ของตนเอง
f ตอ้ งการการตดั สนิ ใจ
254 สนุกกับการเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
เอกสารค้นควา้ เพม่ิ เตมิ
Berkley EF, Cross KP, Major CH. (๒๐๐๕). Collaborative learning
techniques : A handbook for colege faculty. San Francisco : Jossey
Bass, pp.๑๘๒-๑๘๗.
๑๐ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๒๒๕
วจิ ารณ พานชิ 2 55
๔๙. ประยกุ ตใชความรู (๑)
เขียนเรยี งความเรอื่ งรวมสมัย
เทคนิคนช้ี วยใหผูเรยี นเรยี นดว ยการเชอ่ื มโยงวชิ า
หรอื ทฤษฎีที่ไดเ รยี นรู เขากบั เรือ่ งราวจรงิ
ในสังคมรว มสมัย
ในตอนที่ ๔๙ นี้ ได้จาก Chapter 16 ชื่อ Application and
Performance และเปน็ เร่ืองของ SET 29 : Contemporary Issues Journal
บทท่ี ๑๖ วา่ ดว้ ยเรอ่ื งการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ ประกอบดว้ ย ๖ เทคนคิ
คือ SET 29 - 34 จะน�ามาบนั ทกึ ลปรร. ตอนละ ๑ เทคนิค เทคนิคเหลา่ น้ี
ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นฝกึ เรยี นรดู้ ว้ ยการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ ความรแู้ ละทกั ษะจะมคี วาม
หมายตอ่ ผเู้ รยี นเมอื่ ผเู้ รยี นสามารถนา� ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ และเมอื่ เหน็ ประโยชน์
ผ้เู รียน ก็จะตั้งใจเรยี น
ในบทที่ ๑๖ น้ีผู้เรียนจะได้ลงมือประยุกต์ความรู้เชิงทฤษฎี ให้
ประจกั ษด์ ว้ ยตนเองวา่ ความรู้เหล่าน้นั มที ใ่ี ชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ อย่างไร
SET 29 : Contemporary Issues Journal
จุดเนน้ : ตวั บุคคล กิจกรรมหลัก : การเขียน
ระยะเวลา : หลายคาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
256 สนุกกบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท่ี๒๑
เทคนคิ นช้ี ว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเรยี นดว้ ยการเชอ่ื มโยงวชิ าหรอื ทฤษฎที ไ่ี ดเ้ รยี น
รู้ เขา้ กับเรื่องราวจริงในสังคมร่วมสมยั ซงึ่ อาจเปน็ ขา่ วในสอื่ มวลชน หรอื ใน
สือ่ ออนไลน ์ น�ำมาเขียนเรียงความหรอื เขียน บลอ็ ก วา่ เน้ือวชิ าที่ไดเ้ รียน ใช้
กับสถานการณจ์ รงิ ไดอ้ ย่างไร
ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิชาลึกขึ้น และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ให้
เหน็ ว่าวชิ าทเ่ี รยี นสอดคล้องกับชีวติ จริงอย่างไร
ขน้ั ตอนด�ำเนินการ
๑. ครูก�ำหนดเง่อื นไขตา่ งๆ ของการเขยี นเรียงความ ได้แก่
f เขยี นลงบนอะไร เชน่ บลอ็ ก (online), ทำ� เปน็ เลม่ หนงั สอื , แฟม้
เอกสาร, ฯลฯ
f ผู้เรียน ต้องเขียนบ่อยแค่ไหน เป็นการเขียนต่อบางส่วนของ
รายวชิ า หรือเต็มทั้งภาคการศกึ ษา
f โครงสรา้ งการเขียน เชน่ โครงสรา้ ง ๓ สว่ น ไดแ้ ก ่ (๑) วันที่
เขียน และแหลง่ ของข่าว (๒) ข้อสรุป (ใคร อะไร ท่ีไหน เมอื่ ไร
ทำ� ไม อยา่ งไร) (๓) เหตกุ ารณส์ ะทอ้ นหลกั การ, แนวคดิ , ทฤษฎี
อะไรตามท่ีได้เรียน
๒. ก�ำหนดตัวช้ีวดั คณุ ภาพของเรยี งความ
๓. เขยี นใบงาน มอบหมายงานแก่ผู้เรียน บอกเป้าหมายที่ชัดเจน
พรอ้ มท้ังตวั อยา่ งข้อเขยี น
๔. ผเู้ รียน เขียนเรยี งความ นำ� เสนอตามรปู แบบที่ก�ำหนด
ตวั อยา่ ง
วชิ าจรยิ ธรรมประยกุ ต์
ครู (ศาสตราจารย)์ ตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นตรวจสอบประเดน็ เชงิ จรยิ ธรรม
วจิ ารณ พานชิ 257
ท่ีเกี่ยวข้องกับทางเลือกในวิถีชีวิตของผู้คน จึงมอบหมายให้ผู้เรียนหาข่าวใน
สอื่ มวลชนในเรอ่ื งทม่ี ขี อ้ โตแ้ ยง้ กนั เชน่ เรอ่ื งการทำ� แทง้ การใชบ้ รกิ ารในระบบ
คุ้มครองสขุ ภาพถว้ นหน้า การทรมานสตั ว์ ส่ิงแวดลอ้ ม การควบคมุ อาวุธ
เป็นต้น ให้ผู้เรียนบันทึกเร่ืองราวอย่างน้อยสัปดาห์ละเรื่อง แล้วเขียนข้อ
วิเคราะหว์ า่ เกี่ยวขอ้ งกบั วิชาที่เรยี นอยา่ งไร เป็นขอ้ ความสน้ั ๆ ๑ ย่อหน้า
ครเู กบ็ ผลงาน ๒ คร้ังในภาคการศึกษา และให้คะแนนตามจำ� นวน
ครัง้ ทเ่ี ขียน และคุณภาพของการวิเคราะห์
ในการสอบปลายเทอม ครูให้ผู้เรียนเลือกบันทึก ๑ เร่ือง น�ำมาใช้
หลกั การ meta-ethics และ normative ethics ทไ่ี ด้เรยี นระหว่างเทอม ใน
การเขยี นขอ้ วเิ คราะหอ์ ยา่ งละเอยี ด จากหลากหลายมมุ มอง ปดิ ทา้ ยดว้ ยขอ้ คดิ
เห็นว่า จะแก้ปญั หาข้อขัดแยง้ นนั้ ไดอ้ ย่างไร
วิชาธรุ กิจดนตรี
เป็นวิชาว่าด้วยประเด็นทางกฎหมายและธุรกิจ ของอุตสาหกรรม
ดนตร ี ในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั การตพี มิ พ ์ การใหส้ ทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา และ
การสง่ เสริมการตลาด ครูตอ้ งการใหผ้ ู้เรียนในช้ันไดเ้ รียนรอู้ ย่างทนั สมยั จึง
ใหผ้ เู้ รียนตดิ ตามเวบ็ ไซต ์ Music Industry News Network ตลอดภาคเรียน
เพื่อหาเร่ืองราวในเว็บไซต์ที่สอดคล้องกับสาระในวิชาเรียน เช่น พลวัตของ
กฎหมายลขิ สทิ ธิ์ ในอตุ สาหกรรม มัลติมเี ดีย และ อนิ เทอรเ์ นต็
ผเู้ รยี น เขยี นวนั ที่ ขา่ ว และสรปุ ขา่ ว ตามดว้ ยขอ้ วเิ คราะหต์ ามทฤษฎี
ทไ่ี ดเ้ รียนมา เตรียมไว้สำ� หรบั เอามา ลปรร. กบั เพ่ือนในคาบแรกของสปั ดาห์
ในคาบแรก ครูให้ผูเ้ รียนแลกเปลย่ี นข้อคน้ พบกับคูข่ องตน ในชว่ ง
๕ นาทีแรก โดยครูเดนิ ไปสังเกตการณ์ และให้คะแนนผู้เรยี นไปในตวั แล้ว
จึงให้ผ้เู รยี นทง้ั ช้ันอภิปราย เพ่ือนำ� ไปสปู่ ระเดน็ ท่ีจะเรียนในช่วงสัปดาหน์ ั้น
258 สนกุ กบั การเรยี นในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
การเรียนออนไลน์
ทำ� ไดง้ า่ ยโดยใช้ บลอ็ ก ซงึ่ ผ้เู รยี นจะเขยี นโดยใส่ภาพ หรือ ล้งิ ค์ ได้
ก�ำหนดใหค้ รูคนเดยี วทเี่ ข้าอ่าน บลอ็ ก ของผู้เรียนแตล่ ะคนได้ โดยตกลงกบั
ผเู้ รยี นวา่ ครจู ะเขา้ ไปอา่ นและใหค้ ะแนนเปน็ ระยะๆ หรอื อาจตกลงเกณฑใ์ ห้
คะแนนกัน
อาจจดั ให้มี discussion forum ระหว่างผู้เรียน
การขยายวธิ กี ารหรือประโยชน์
f บอกใหผ้ เู้ รยี นขยายขอ้ เขยี น ใหม้ คี ำ� ถามประเดน็ ทไ่ี มเ่ ขา้ ใจ โดย
เฉพาะท่ียงั เรียนไม่ถึง
f ให้มีเวทีสะท้อนความคิดของผู้เรียน ว่าประเด็นน้ันๆ เก่ียวข้อง
กบั ชีวติ ในปัจจุบนั หรอื อดีตของตนอยา่ งไร โดยครูตั้งคำ� ถามใน
ทำ� นอง “ผู้เรียน เคยมีประสบการณ์ในทำ� นองน้ี ในชวี ติ ของตน
หรอื ไม”่ “ตามทผี่ เู้ รยี นไดเ้ รยี นเรอ่ื ง ก ในวชิ าน ้ี ผเู้ รยี นจะแนะนำ�
ผ้เู ก่ยี วข้องในเรือ่ งอยา่ งไร เพื่อให้เกดิ ความราบร่ืน”
f อาจให้ผู้เรียนเขียนเรียงความฉบับเต็มในตอนท้ายของวิชา ให้
วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินบนั ทกึ ทงั้ หมดของตน
f อาจให้ผเู้ รยี นติดตาม เวบ็ ไซตข์ ่าว หลายเวบ็ ไซต ์ เปรยี บเทียบ
กนั
f อาจจัดเป็น “บันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้” โดยจับคู่ผู้เรียนเป็น
ทงั้ “ผูบ้ ันทกึ ” และ “ผ้วู ิพากษ”์ แต่ละหนา้ บันทึก (ในเว็บ) มี
ซีกซ้ายและซกี ขวา พ้นื ทีซ่ กี ซ้ายเปน็ บนั ทกึ และซีกขวาส�ำหรบั
“ผ้วู พิ ากษ์” เขียนค�ำถามหรอื ค�ำวพิ ากษ์
วิจารณ พานชิ 2 59
f อาจจดั ใหม้ บี นั ทกึ แลกเปลยี่ นเรยี นรทู้ ง้ั ชน้ั โดยนำ� กระดาษบนั ทกึ
ใสแ่ ฟม้ ไวใ้ นหอ้ งใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนอา่ นได ้ หรอื ลง บลอ็ ก ทผี่ เู้ รยี น
ทุกคนในชั้นเข้าไปอา่ นได ้
ค�ำแนะนำ�
ผู้เรียนบางคนอาจมีความกังวลใจต่อการเขียนเรียงความ ครูจึงควร
ท�ำความเข้าใจคุณค่าของเทคนิคการฝึกฝนน้ี ต่อตัวผู้เรียนเอง กับผู้เรียนให้
ชัดเจน
ครูตอ้ งหม่นั เขา้ ไปอา่ น และ comment ข้อเขียนของผเู้ รยี น เพ่ือให้
ผู้เรียนรู้ว่างานท่ีท�ำมีความส�ำคัญ และบอกผู้เรียนให้ชัดเจนว่าครูจะเข้าไป
ตรวจงานแบบสมุ่ และใหค้ ะแนนเปน็ ระยะๆ เพอื่ กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นขยนั ฝกึ เขยี น
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเตมิ
Bean JC. (๑๙๙๖). Engaging ideas : The professor’s guide to integrating
writing, critical thinking, and active learning in the classroom. San
Francisco : Jossey Bass, p. ๑๐๙.
๑๐ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๓๑๘
260 สนุกกับการเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
๕๐. ประยุกตใชความรู (๒)
ฟงใหไ ดศ พั ท
เปนกิจกรรมทฝ่ี ก ใหผเู รยี นรับรูเรอ่ื งราวที่ซับซอนและ
แตกตางหลากหลาย ไมปฏเิ สธเร่อื งราวท่ีไมต รงใจตน
ในตอนท่ี ๕๐นี้ ได้จาก Chapter 16 ชื่อ Application and
Performance และเป็นเรื่องของ SET 30 : Hearing the Subject
SET 30 : Hearing the Subjecf
จดุ เนน้ : บคุ คล ตอ่ ดว้ ยความรว่ มมอื กิจกรรมหลัก : การอภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน ์ : ต่�า
ผูเ้ รยี นยุคที่ชีวิตเรง่ รีบ ยคุ ไอซีที ยคุ multitasking ขาดทกั ษะการฟงั
และการมีสมาธิอยู่กับเรื่องใดเรื่องหน่ึงนานๆ เทคนิคนี้จึงช่วยฝึกโดยการ
“ฟัง” ข้อความ จากค�าพูด คลิปวีดิทัศน์ หรือดูภาพ โดยครูย้�ากับผู้เรียนว่า
ใหเ้ นน้ ทีฟ่ งั ให้ไดส้ าระ หรือความหมาย อย่าฟงั แบบประเมินหรอื ตคี วาม
แล้วผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อย แต่ละคนเรียบเรียงข้อความใหม่ บอกแก่
เพ่ือนๆ ในกลุ่ม ให้มีหลากหลายข้อความท่ีสุดเท่าท่ีจะท�าได้ แล้วจึงแลก
เปลย่ี นกนั ในช้นั เรียนท้งั ชน้ั
วิจารณ พานิช261
ในการฝกึ เทคนคิ นี้ นอกจากไดท้ กั ษะการฟงั ใหไ้ ดใ้ จความแลว้ ผเู้ รยี น
ยังได้ฝกึ สมาธจิ ดจ่ออยกู่ ับเร่อื งใดเร่อื งหนง่ึ ในเวลานนั้ ๆ
ข้นั ตอนดำ� เนนิ การ
๑. ครเู ลอื กเรื่องทจ่ี ะเขา้ ใจได้ดีต้องฟังอย่างตง้ั ใจ และมสี มาธิอย่กู ับ
เรอ่ื งนั้นอยา่ งตอ่ เน่อื ง
๒. ทดลอง “ฟัง” เรื่องนั้นด้วยตนเอง และเขียนบันทึกถ้อยค�ำ
รปู ภาพ หรอื สาระสำ� คญั อน่ื ๆ ไปพรอ้ มๆ กนั ประสบการณต์ รง
ของครู จะช่วยให้ครูออกแบบการเรียนเทคนิคนี้ของผู้เรียนได้
เหมาะสม รวมท้งั ช่วย facilitate การเรียนรู้ของผ้เู รียนได้ดีขนึ้
ดว้ ย
๓. อธบิ ายวิธีการเรียนแก่ผู้เรียน พรอ้ มท้งั แสดงตัวอย่างใหด้ ู บอก
ผู้เรียนว่า จะต้องนั่งน่ิงๆ เงียบๆ เพื่อฟังอย่างตั้งใจเป็นเวลา
เท่าใด แล้วครูใหผ้ ู้เรยี นถามค�ำถาม
๔. ให้ผู้เรยี น“ฟงั ” เรื่องจากสื่อทีค่ รเู ตรยี มมา โดยเตรยี มกระดาษ
ไว้จดส่วนส�ำคญั
๕. จดั กลมุ่ ยอ่ ย ๒ - ๓ คน ใหผ้ เู้ รยี นเลา่ เรอ่ื งนน้ั ในภาษาหรอื ถอ้ ยคำ�
ของตนเอง ใหไ้ ดส้ าระครบถว้ น แตอ่ ยา่ ตคี วามหรอื วพิ ากษว์ จิ ารณ์
๖. รวมผเู้ รียนเป็นกลุม่ ใหญข่ ึน้ หรือรวมทง้ั ชัน้ เพ่ืออภิปราย เรม่ิ
ด้วยการ ลปรร. ความรู้สกึ หรอื ประสบการณ์ของการนัง่ ฟงั อยา่ ง
ต้ังใจ ว่าต้องฝืนใจ หรือก่อความอึดอัดอย่างไรบ้างหรือไม่ แล้ว
จงึ อภิปรายความหมายของเร่ือง
262 สนกุ กับก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
ตัวอย่าง
วชิ าศิลปะวิจักขณ์
ครสู งั เกตวา่ ผู้เรยี นดภู าพแบบไมต่ ้ังใจ ไม่มสี มาธิ ไมไ่ ด้รายละเอยี ด
หรือประสบการณ์เชิงอารมณ์ท่ีละเอียดอ่อน ท่ีผู้เรียนจะต้องมีพ้ืน เพ่ือการ
เรียนศลิ ปะ abstract ในข้ันตอนต่อไป
ครูจึงประมวลหลกั การทัว่ ไปของศลิ ปะ ไดแ้ ก่ form, space, area,
plane, axis, proportion, scale, value, etc. และบอกผ้เู รยี นให้คำ� นงึ ถงึ
หลกั การเหลา่ นไี้ วร้ ะหวา่ งใชเ้ วลาเงยี บๆ ๕ นาที นง่ั ดภู าพ expressionist ของ
Hans Hofmann ชอ่ื Effervescence จากภาพทฉ่ี ายข้ึนจอ ครแู นะนำ� ใหผ้ ู้
เรยี นจดถอ้ ยค�ำ หรอื รายละเอยี ดอน่ื ๆ ลงบนกระดาษระหว่างนง่ั “ฟงั ” สิ่งที่
Hans Hofmann บอกผ่านภาพ
เมอื่ ครบ ๕ นาที ครปู ดิ เครอ่ื งฉายภาพ และใหผ้ เู้ รยี นจบั กลมุ่ ๓ คน
เพื่อแลกเปล่ียนสิง่ ท่ีตนได้ “ฟัง” หรอื รับรู้ (จรงิ ๆ คอื เหน็ ) ใหไ้ ดร้ ายละเอียด
มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยหลีกเลี่ยงการตีความหรือการประเมินภาพดัง
กลา่ ว
หลงั จากนนั้ ครใู หม้ ีการอภปิ รายในช้นั ว่าการนัง่ นิ่งๆ เพือ่ ซึมซับรบั รู้
ส่ิงท่ี Hans Hoffman “บอก” ช่วยให้ไดร้ ับร้สู ิง่ ทไ่ี ม่สามารถรบั รไู้ ดใ้ นสภาพ
ชวี ิตประจ�ำวนั ทีเ่ ร่งรบี อย่างไรบ้าง
วิชาบทน�ำสู่วรรณคดอี เมริกัน
ครูรู้ว่าผู้เรียนมีความยากล�ำบากในการเข้าใจกวีนิพนธ์ของ E.E.
Cummings จงึ หาทางชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นหลดุ พน้ จากความยากลำ� บากน ้ี โดยการ
วจิ ารณ พานชิ 263
แจกกวนี พิ นธ์ ๒ ชนิ้ คอื look at this กบั he does not have to feel because
he thinks ผมค้นกวนี ิพนธช์ นิ้ นีไ้ ม่พบ พบเพยี งตอนท่มี ขี ้อความ
he does not have to feel because he thinks
(the thoughts of others, be it understood)
he does not have to think because he knows
(that anything is bad which you think good) )
ครใู หผ้ เู้ รยี นอา่ นและพจิ ารณาใครค่ รวญ กวนี พิ นธท์ ง้ั ๒ ชนิ้ เปน็ เวลา
๕ นาท ี เพอ่ื สงั เกตรายละเอยี ดตา่ งๆ เชน่ การใชต้ วั อกั ษรพมิ พเ์ ลก็ พมิ พใ์ หญ่
การใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน การวางตำ� แหน่งค�ำ เปน็ ต้น หลัง ๕ นาที ครู
ให้ผู้เรียนทั้งชั้นแลกเปล่ียนความเห็นกันเร่ือง การเขียนกวีนิพนธ์โดยวางค�ำ
และเครื่องหมายวรรคตอนแบบแหวกแนว ของ e.e. cummings โดยใน
ขน้ั ตอนนีใ้ ห้ผ้เู รียนเนน้ ทโ่ี ครงสรา้ งทเี่ หน็ ด้วยตา
หลงั จากนนั้ จงึ ใหผ้ เู้ รยี นแบง่ กลมุ่ ใหอ้ า่ นบทกวนี พิ นธด์ งั ๆ แลว้ เลอื ก
หนงึ่ บท และระดมความคดิ กนั เพอ่ื หาความสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งความหมายของ
ถอ้ ยคำ� การใชว้ รรคตอน และการวางจงั หวะค�ำ
การประยกุ ต์ใช้ออนไลน์
เทคนิคน้ีมีประโยชน์ทีส่ ดุ ตรงทกี่ ารฟงั นิง่ ๆ ๕ นาที เพือ่ ฝึกสมาธพิ ุ่ง
ความสนใจทเ่ี รื่องเดยี ว และการรับรอู้ ยา่ งลึก ดังนนั้ เทคนคิ น้ีจงึ ใช้ออนไลน์
ไม่สะดวก อาจปรบั ใชไ้ ด้บ้างโดยบอกให้ผ้เู รยี นฝกึ น่ังรับรู้นงิ่ ๆ เปน็ ระยะเวลา
หนึ่ง แล้วจึงน�ำเอาความรู้สึกและความเข้าใจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพ่ือนผู้
เรยี น
264 สนกุ กับก ารเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
การขยายวธิ ีการหรอื ประโยชน์
f อาจปรบั ใชก้ บั การฝกึ ผเู้ รยี นใหไ้ ดท้ กั ษะอยา่ งอน่ื เชน่ ใหผ้ เู้ รยี นฟงั
คนกลา่ วปราศรยั ใหเ้ นน้ สงั เกตการออกทา่ ทาง สงั เกตความเรว็
ของการพูด เป็นต้น แทนที่จะให้จับใจความของค�ำพูดเพียง
อย่างเดยี ว เป็นการฝกึ ใหผ้ เู้ รียนฟงั แลว้ ไดร้ ายละเอียดท่ีลึก
f มีเทคนิคเสริม ชื่อ “ค�ำพูดที่ก่อความขัดแย้ง” ท�ำโดยครูเอา
ข้อความมาจากส่ือ หรือเขียนขึ้นเองก็ได้ เป็นถ้อยค�ำที่อาจ
ก่อกวนหรือเสยี ดสี ความรู้สกึ ของผเู้ รยี น หลังจากอา่ นหรือฟัง
ข้อความน้ันแลว้ ผเู้ รยี นจบั กลมุ่ กันท�ำความเขา้ ใจว่า เหตุผลเบือ้ ง
หลังถ้อยค�ำเหล่านั้นคืออะไร ท�ำไมจึงมีคนเช่ือในแนวคิดน้ัน
ประสบการณ์ชีวิตแบบใด ท่ีจะน�ำคนเราไปสู่การมีความคิดหรือ
ความเช่อื แบบน้ัน (ผมขอเสรมิ ว่า ควร ลปรร. กันดว้ ยวา่ คนเรา
ควรมีสติอย่างไร ในการฟังเรอ่ื งท่ขี ดั ใจเชน่ นนั้ )
f บอกให้ผู้เรียนหาหลักฐานและเหตุผล ของความเชื่อที่แตกต่าง
หรอื ตรงกนั ขา้ มกบั ความเชอ่ื ของตน เพอ่ื ฝกึ ผเู้ รยี นใหเ้ ขา้ ใจความ
เห็น/ความเช่ือท่ีแตกต่าง ฝึกความอดทนอดกลั้นต่อความแตก
ต่าง และใหไ้ ดป้ ระโยชน์จากการเรยี นรู้มุมมองใหมๆ่
คำ� แนะนำ�
เทคนิคน้ีท้าทายผู้เรียนให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเร่ืองหน่ึง โดย
ไม่จ�ำเปน็ ตอ้ งเป็นการฝกึ ผัสสะดา้ นการฟังเทา่ น้นั แต่ใช้กบั ผสั สะดา้ นอน่ื ได้
ทุกด้าน โดยจดุ เนน้ อยทู่ ่ีสาระมากกว่าตวั บุคคล เป็นกจิ กรรมทีฝ่ ึกใหผ้ ้เู รียน
รบั รเู้ รอื่ งราวทซี่ บั ซอ้ นและแตกตา่ งหลากหลาย ไมป่ ฏเิ สธเรอื่ งราวทไี่ มต่ รงใจ
ตน
วิจารณ พานชิ 2 65
มีผู้ออกแบบเทคนิคการเรียนรู้ชื่อ “ภาพ/ถ้อยค�ำแห่งความทรงจ�ำ”
โดยนอกจากมีข้อเขียน ให้ผู้เรียนอ่านแล้ว ยังมีกราฟ และตารางข้อมูลเชิง
ปรมิ าณ ภาพ และวดิ โี อคลปิ ใหผ้ เู้ รยี นบอกวา่ จากสอ่ื เหลา่ นนั้ ตนเหน็ อะไร
หรือสิ่งเหล่าน้ันมีความหมายอย่างไรต่อผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความซับ
ซอ้ นของเรือ่ งราวต่างๆ ในสังคม
เอกสารคน้ ควา้ เพ่มิ เติม
Brookfield S, Preskil S. (๒๐๐๕). Discussion as a way of teaching : Tools
and techniques for democratic classrooms. San Francisco : Jossey
Bass, pp.๙๒-๙๔.
๑๑ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๔๑๕
266 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๕๑. ประยุกตใชความรู (๓)
เขียนใหม
เทคนคิ “เขียนใหม” นี้ ชว ยใหผเู รยี นฝกทาํ ความเขา ใจ
เรื่องราวท่มี คี วามซับซอ นสงู ที่ไดรบั ส่อื สาร แลว เขียน
หรอื นาํ เสนอใหม ดว ยถอ ยคาํ ของตนเอง เปน การฝก
ทกั ษะทาํ ความเขาใจทลี่ ึก และทักษะการสือ่ สารความ
หมาย ดวยถอยคาํ ทง่ี า ยตอ ความเขาใจของคนท่ัวไป ท่ี
ไมมีความรูเ ชงิ เทคนิคของเรือ่ งนั้นๆ
ในตอนท่ี ๕๑ นี้ ได้จาก Chapter 16 ชื่อ Application and
Performance และเป็นเร่ืองของ SET 31 : Directed Paraphrase
SET 31 : Directed Paraphrase
จุดเนน้ : บุคคล กจิ กรรมหลกั : เขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
เทคนคิ “เขยี นใหม”่ น้ี ชว่ ยให้ผ้เู รยี นฝกึ ท�าความเขา้ ใจเร่อื งราวท่มี ี
ความซบั ซอ้ นสูง ทไี่ ด้รับสอ่ื สาร แล้วเขียนหรอื น�าเสนอใหม่ ด้วยถ้อยค�าของ
ตนเอง เป็นการฝึกทักษะท�าความเข้าใจท่ีลึก และทักษะการสื่อสารความ
วจิ ารณพานชิ 267
หมาย ดว้ ยถอ้ ยคำ� ที่ง่ายตอ่ ความเข้าใจของคนทัว่ ไป ทีไ่ มม่ คี วามรูเ้ ชิงเทคนคิ
ของเร่อื งนั้นๆ
หากดตู ามหลกั การเรยี นรใู้ น ปริ ะมดิ แหง่ การเรยี นร ู้ จะเหน็ วา่ เทคนคิ
นี้คอื การเรยี นโดยการ “สอนคนอ่ืน” ซง่ึ เปน็ วิธกี ารเรยี นรทู้ ีม่ ีผลตอ่ การเรยี น
รสู้ ูงท่สี ุด
ขน้ั ตอนดำ� เนนิ การ
๑. ครเู ลอื ก เรอ่ื งทมี่ คี วามสำ� คญั ทผี่ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรแู้ ลว้ อาจเปน็ หลกั
การ ทฤษฎี แนวความคดิ หรือข้อโตแ้ ย้ง ทีม่ ีความหมายหรอื มี
ที่ใชน้ อกหอ้ งเรยี น
๒. กำ� หนดวา่ “ผฟู้ งั ” เรอ่ื งน้ี (ทผ่ี เู้ รยี นจะเขยี นเสยี ใหมใ่ หเ้ ขา้ ใจงา่ ย)
เปน็ ใคร หรือเป็นคนกล่มุ ไหนในสังคม
๓. ครลู องเขยี นขอ้ ความใหมด่ ว้ ยตนเอง เพอ่ื ทดสอบความยากงา่ ย
ความเหมาะสมตอ่ การเรียนรู้วชิ าท่ีผเู้ รียนก�ำลงั เรียน
๔. ใหง้ านแก่ผู้เรยี น บอกเรอ่ื ง และบอกวา่ ผ้ฟู งั เปน็ ใคร
ตัวอย่าง
วชิ าไฟฟ้าสถิตย์
ครูระบุหัวข้อท่ีเป็นประเด็นหลักในแต่ละหน่วยย่อยของ
รายวชิ า กำ� หนดใหผ้ เู้ รยี นอา่ นขอ้ ความในตำ� ราจนมน่ั ใจวา่ ตนเขา้ ใจ จงึ ใหป้ ดิ
หนงั สอื และเขยี นสาระสำ� คญั ของตอนนน้ั ๆ ดว้ ยถอ้ ยคำ� ของตนเอง หลงั จาก
ตกแตง่ ตรวจทานอยา่ งดแี ล้ว กส็ ่งผลงานใหค้ รตู รวจ
268 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
วชิ ารังสีวทิ ยาว่าดว้ ยมะเร็ง
เป็นวิชาปูฐานความรู้แก่ผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ส�ำหรับท�ำ
หนา้ ทดี่ ูแลผ้ปู ่วยมะเร็งที่ไดร้ ับการรกั ษาด้วยรังสี ซึง่ ทักษะส�ำคัญอย่างหนง่ึ
คือ สามารถอธบิ ายเทคนคิ วิธบี ำ� บัดทม่ี ศี ัพท์เทคนิคยากๆ ใหผ้ ูป้ ่วยและญาติ
เข้าใจไดง้ ่าย
ครูจงึ จบั คูผ่ ู้เรียนผลัดกันตอบงานทค่ี รบู อกเดี๋ยวนน้ั เชน่ จงอธิบาย
ให้ผู้ป่วยเข้าใจความแตกต่างระหว่าง stereotactic radiation therapy,
remote brachytherapy, และ unsealed internal radiation therapy
การประยุกต์ใชอ้ อนไลน์
ทุกอย่างเหมือนในห้องเรียนแบบ face-to-face ต่างกันเฉพาะท่ีผู้
เรียนสง่ ผลงานทางเครอื่ งมือของการเรยี นออนไลน ์
การขยายวิธีการหรอื ประโยชน์
f เทคนิคนอ้ี าจชว่ ยลดปัญหา พฤตกิ รรมลอกข้อความ (cut and
paste) โดยไม่อ้างอิงของผู้เรียน ซึ่งเป็นโจรกรรม
วชิ าการ (plagiarism) ชนิดหน่ึง
ค�ำแนะนำ�
ครคู วรชใี้ หเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหวา่ งการเขยี นใหม่ (paraphrasing)
กับการสรปุ (summarizing) การเขยี นใหมต่ อ้ งใชถ้ อ้ ยค�ำของตนเองทง้ั หมด
เอกสารค้นคว้าเพ่ิมเตมิ
Angelo TA, Cross KP. (๑๙๙๓). Classroom assessment techniques. San
Francisco : Jossey Bass, pp. ๒๘๑-๒๘๔.
๑๒ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๕๕๑
วจิ ารณ พานชิ 2 69
๕๒. ประยุกตใชความรู (๔)
มองทะลุ แหลงความรู ประยกุ ตได
เปนการทา ทายผเู รียนใหอ านแลวตคี วามหาความหมาย
คน หาความรูจากแหลงอน่ื และการประยุกตใช
เพอ่ื เชอ่ื มโยงสิ่งที่อานเขา สูชีวิตจรงิ
เกิดความเขาใจในมิตทิ ่ีลึกและกวา งขวางยง่ิ ขึ้น
ในตอนที่ ๕๑ นี้ ได้จาก Chapter ๑๖ ช่ือ Application and
Performance และเปน็ เรือ่ งของ SET ๓๒ : Insights-Resources-Application
(IRAs)
SET 32 : Insights-Resources-Application (IRAs)
จุดเนน้ : บุคคล กิจกรรมหลกั : เขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน ์ : ออกแบบเพอ่ื การเรยี นออนไลน์
ให้ผู้เรียนอ่านข้อเขียนที่ก�าหนด แล้วเขียนใหม่ ให้ได้ ๓ องค์
ประกอบ คือ (๑) ความเข้าใจหรือแนวคิดใหม่ จากการอ่านข้อเขียนน้ัน
(insights) (๒) แหล่งความรใู้ หมข่ องเร่อื งนั้น (resources) และ (๓) ตวั อย่าง
ประสบการณ์ของผเู้ รียนท่ีเก่ยี วข้องกับขอ้ เขยี นน้นั (application)
270 สนกุ กับก ารเรยี นในศตวรรษที่ ๒๑
เปน็ การทา้ ทายผเู้ รยี นใหอ้ า่ นแลว้ ตคี วามหาความหมาย คน้ หาความ
รจู้ ากแหลง่ อนื่ และการประยกุ ตใ์ ช้ เพอ่ื เชอื่ มโยงสง่ิ ทอี่ า่ นเขา้ สชู่ วี ติ จรงิ เกดิ
ความเขา้ ใจในมติ ทิ ลี่ ึกและกวา้ งขวางยิง่ ข้ึน
ขน้ั ตอนด�ำเนนิ การ
๑.ครูเลือกข้อเขียนท่ีผู้อ่านสามารถตีความเชื่อมโยงเข้ากับ
ประสบการณ์ส่วนตัว แล้วก�ำหนดให้ผู้เรียนเขียนรายงาน
ใน ๓ หัวข้อตอ่ ไปน้ี
ก. ความเขา้ ใจทเ่ี หน็ แจง้ แทงตลอด (Insights - I) โดยใหเ้ ขยี น ความ
เขา้ ใจใหม่ ๓ ขอ้ ข้อละ ๑ ประโยค
ข. แหล่งความรู ้ (Resources - R) หนึ่งแหลง่ เก่ียวกับเรอ่ื งนน้ั ซ่งึ
อาจเปน็ หนงั สอื ภาพยนตร์ ชน้ิ ขา่ ว ฯลฯ ทช่ี ว่ ยขยายความเขา้ ใจ
หรอื ใหข้ ้อมลู เพม่ิ เติม เกย่ี วกบั เร่อื งน้นั
ค. การประยกุ ต ์ (Application - A) เปน็ ขอ้ เขยี น ๑ ยอ่ หนา้ เกี่ยว
กบั ประสบการณข์ องตวั ผู้เรยี นท่ีเชื่อมโยงกับเรอ่ื งนน้ั
๒. สร้าง discussion forum ส�ำหรบั IRA ให้ผู้เรียนแตล่ ะคนลง IRA
ของตน และเขา้ ไปใหค้ วามเหน็ ต่อ IRA ของเพอ่ื นอยา่ งน้อย ๒
คน ในชว่ งเวลาทกี่ ำ� หนด โดยผเู้ รยี นเปรยี บเทยี บ IRA ของผเู้ รยี น
ตา่ งคน เชอ่ื มโยงแนวความคดิ ในขอ้ เขยี นเขา้ กบั แหลง่ ความรอู้ น่ื
หรือกับส่ิงที่เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ รวมท้ังเชื่อมโยงเข้ากับการ
ตคี วามและแหล่งความรู้อ่ืนๆ
วิจารณ พานิช 2 71
ตัวอย่าง
วิชาสำ� รวจธรุ กจิ ระหว่างประเทศ
ครูต้องการให้ผู้เรียนเช่ือมโยงทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติในเรื่อง การ
เรียนรู้เก่ียวกับชุมชนการค้าระหว่างประเทศ จึงใช้เทคนิค IRAs ร่วมกับการ
กำ� หนดใหผ้ เู้ รียนอา่ นเรอ่ื งการตลาดระหวา่ งประเทศ แลว้ ให้ผู้เรียนแตล่ ะคน
ลง IRA ของตนใน discussion forum และเข้าไปแสดงความคดิ เห็นตอ่ IRA
ของเพอื่ น ซง่ึ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเพม่ิ ความลกึ ซงึ้ และเชอ่ื มโยงความรคู้ วามเขา้ ใจ
ใน วิชา รวมท้ังได้มีขอ้ มลู ดา้ นแหล่งเรยี นรเู้ พมิ่ ขน้ึ
การประยกุ ต์ใชอ้ อนไลน์
เทคนิคน้ี ออกแบบสำ� หรบั ใช้ออนไลน์ โดยเฉพาะ
การขยายวธิ ีการหรือประโยชน์
f ใชเ้ ทคนิคนีร้ ว่ มกับกิจกรรมอื่นๆ เชน่ ในการสรุปรายวชิ า หรอื
หลังการชมวีดทิ ัศน์
f อาจปรับใช้เป็นกิจกรรม face-to-face โดยก�ำหนดให้ผู้เรียน
นำ� บทความมาแลกเปลย่ี นกบั คขู่ องตน ใหเ้ วลาผเู้ รยี นอา่ นสกั ครู่
แล้วให้เขียน IRA และ ลปรร. กับเพอ่ื น
คำ� แนะน�ำ
ครคู วรชใ้ี หเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหวา่ งการเขยี นใหม่ (paraphrasing)
กบั การสรปุ (summarizing) การเขยี นใหม่ตอ้ งใชถ้ ้อยค�ำของตนเองทง้ั หมด
272 สนกุ กับก ารเรียนในศตวรรษท ่ี ๒๑
เอกสารค้นคว้าเพม่ิ เติม
Conrad R, Donaldson JA. (๒๐๐๔). Engaging theออนไลน์ learner. San
Francisco : Jossey Bass, p. ๘๐.
ข้อคดิ เหน็ ของผม
อาจดัดแปลงเทคนิคน้ีเป็น IRADs คือเติม D = Disagreement
ซึ่งหมายถึง ข้อเขียนท่ีแสดงความเห็นแย้ง แหล่งข้อมูลที่แสดงความเห็น
แยง้ ประสบการณส์ ว่ นตวั ทสี่ ะทอ้ นความจรงิ ทต่ี รงกนั ขา้ มกบั หลกั การตามเรอื่ ง
ที่ได้รับมอบหมาย โดยให้ความยืดหยุ่นว่าผู้เรียนแต่ละคนจะเขียนแบบ
สนับสนุนกไ็ ด้ เขียนแบบแย้งก็ได้
๑๔ พ.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๘๗๐๕
วิจารณ พานชิ 273
๕๓. ประยกุ ตใชค วามรู (๕)
ภาพตอ (Jigsaw)
กจิ กรรมนฝ้ี กผูเรียนใหมีประสบการณเรียนรูเ รอ่ื งใด
เรื่องหน่ึงจนสอนคนอื่นได ชวยใหผเู รียนทขี่ ้ีอาย เกบ็ ตวั
ไมช า งพดู หรอื ไมม ั่นใจตัวเอง ไดมโี อกาสฝก แสดงออก
โดยเฉพาะเมือ่ แสดงบทเปน “ครู” ดาํ เนินการอภิปราย
ในตอนที่ ๕๓น้ี ได้จาก Chapter 16 ช่ือ Application and
Performance และเป็นเรื่องของ SET 33 : Jigsaw
SET 33 : Jigsaw
จดุ เนน้ : ความร่วมมือ กิจกรรมหลกั : การอภิปราย
ระยะเวลา : หลายคาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
ใหผ้ ูเ้ รยี นทา� งานกลมุ่ ย่อย เพ่ือเตรยี มเป็น “ทีมผู้เชย่ี วชาญ” สอนคน
อืน่ ในเรื่องทก่ี า� หนด โดยสมาชิกทมี แต่ละคนเปน็ “ผูเ้ ช่ียวชาญเฉพาะดา้ น”
แลว้ ทมี แตกตวั ไปจดั ทีมเปน็ “ภาพตอ่ ” ใหม่ ที่มีสมาชกิ ทมี ครบดา้ นของผู้
เชย่ี วชาญ
274 สนกุ กับการเรยี นในศตวรรษที่๒๑
กจิ กรรมนฝี้ กึ ผเู้ รยี นใหม้ ปี ระสบการณเ์ รยี นรเู้ รอ่ื งใดเรอื่ งหนง่ึ จนสอน
คนอ่ืนได ้ ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นที่ขอ้ี าย เกบ็ ตวั ไม่ชา่ งพูด หรอื ไม่มน่ั ใจตัวเอง ไดม้ ี
โอกาสฝกึ แสดงออก โดยเฉพาะเมือ่ แสดงบทเปน็ “ครู” ด�ำเนนิ การอภิปราย
ข้นั ตอนดำ� เนินการ
๑. ครูใช้เวลาไตร่ตรองเลือกเร่ืองส�ำหรับกิจกรรม “ภาพต่อ” โดย
ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก พอท่ีผู้เรียนจะจับใจความน�ำไปสอน
เพอื่ นได ้ แตก่ ต็ อ้ งซบั ซอ้ นเพยี งพอทจี่ ะนำ� ไปสกู่ ารอภปิ รายแสดง
ความเห็นในทีมผู้เรียนเพ่ือเตรียมการสอน เร่ืองท่ีเลือกควรมี
จำ� นวนหวั ขอ้ ยอ่ ย เทา่ กบั จ�ำนวนสมาชกิ กลมุ่ ทเ่ี ปน็ “ภาพตอ่ ”
๒. ครทู �ำรายการ “ความรเู้ ฉพาะดา้ น” ทีเ่ กีย่ วข้องกับหัวเรื่อง และ
ท�ำให้ความแตกต่างระหว่างแต่ละความรู้เฉพาะด้าน มีความ
ชดั เจน
๓. แบง่ ผ้เู รียนออกเปน็ กลุม่ (เรียกว่า “กลมุ่ ผู้เช่ยี วชาญ”) เพ่ือให้
แต่ละกลุ่มศกึ ษาความรเู้ ฉพาะดา้ นตามความสนใจของตน หรอื
ตามท่ีครูมอบหมาย เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเรียนรู้ฝึกฝนตนเป็น “ผู้
เชย่ี วชาญเฉพาะดา้ น” ทม่ี ที กั ษะในการอธบิ าย ยกตวั อยา่ ง แสดง
ภาพ และประยุกตใ์ ชค้ วามรู้นัน้ (การสอนผอู้ น่ื )
๔. เม่ือผู้เรียนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญท�ำความเข้าใจเน้ือหา และวิธีการ
“สอน” ผอู้ นื่ แลว้ ใหแ้ ยกกลมุ่ ไปตง้ั กลมุ่ ใหม่ เรยี กวา่ “กลมุ่ ภาพ
ตอ่ ” คือ ใหแ้ ต่ละกลมุ่ มผี เู้ ชย่ี วชาญเฉพาะด้าน ด้านละ ๑ คน
และมคี รบทุกด้าน ให้ “ผ้เู ชย่ี วชาญเฉพาะด้าน” สอนเพอื่ นใน
กลุม่ เก่ียวกับความรู้ดา้ นนน้ั ทเ่ี ชอื่ มโยงเป็น “ภาพตอ่ ” ของเรอ่ื ง
นนั้ ๆ
วิจารณ พานชิ 2 75
๕. หลงั จาก “สอน” เพอ่ื นในกลุม่ ภาพต่อ จนได้ “ภาพต่อ” แล้วผู้
เรยี นกลับเข้ากลุ่มผ้เู ชย่ี วชาญเฉพาะดา้ น และ AAR กนั วา่ การไป
สอนเพ่ือนๆ ในกลุ่มให้ความรู้หรือประสบการณ์อะไรเพ่ิมบ้าง
แล้วอภปิ รายในกลุม่ ใหญอ่ ีกคร้งั หน่ึง
ตัวอย่าง
วิชาวรรณคดดี ีเดน่ ของอเมริกา
ศาสตราจารยส์ อนวชิ าวรรณคดเี กยี่ วกบั ภาคใตข้ องสหรฐั อเมรกิ า ใน
ตอนท้ายของภาคการศึกษา ครูก�ำหนดให้ผู้เรียนค้นคว้าว่านักเขียนในภาค
ใต้ใช้ประสบการณ์ในชีวิตของตนเป็นฉากในวรรณกรรมอย่างไรบ้าง ครูจึง
เลือกนักเขยี นเดน่ ๕ คน แบง่ ผู้เรียนเปน็ ๕ กลุ่ม ใหไ้ ปคน้ คว้าวรรณกรรม
ของนักเขยี นกลุ่มละ ๑ คน โดยผูเ้ รียนแตล่ ะคนตอ้ งไปท�ำการบ้านมา ใน
สัปดาห์ต่อมาผู้เรยี นประชุมกล่มุ ผู้เชย่ี วชาญ กลุ่มที่ ๑ วา่ ดว้ ยนกั เขยี น ก
กลุ่มที่ ๒ วา่ ด้วยนกั เขยี น ข เป็นตน้ แตล่ ะกลุ่มรวบรวมขอ้ เท็จจรงิ เกี่ยวกับ
ชีวิตของนักเขียนคนน้ัน ที่ปรากฎในเร่ืองสั้นท่ีเขาเขียน ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม
รวบรวมขอ้ มลู ใหค้ รบถว้ นทสี่ ดุ และเตรยี มนำ� เสนอตอ่ เพอื่ นอยา่ งกระชบั โดย
ใช้เวลา ๑๐ นาท ี
ในสปั ดาหต์ อ่ มา ครใู หผ้ เู้ รยี นจดั “กลมุ่ ภาพตอ่ ” ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคน
ผลดั กนั ทำ� หนา้ ทนี่ ำ� การอภปิ ราย เมอ่ื จบการประชมุ กลมุ่ ผเู้ รยี นกลบั มารวม
เปน็ ชั้นใหญแ่ ละอภิปรายสาระทไี่ ดเ้ รยี นร ู้
วิชามานษุ ยวทิ ยาเชงิ วฒั นธรรมเบื้องตน้
มเี ปา้ หมายใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจวฒั นธรรมของมนษุ ยท์ เ่ี ปน็ ชนเผา่ ลา้ หลงั
ครูจึงให้ผู้เรียนเรียนโดยใช้เทคนคิ “ภาพต่อ” เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการ
276 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
คน้ ควา้ โดยปฏสิ ัมพนั ธก์ ับเพ่ือนๆ และโดยการสอนเพ่ือน
ครแู บง่ ผเู้ รียนออกเปน็ ๖ กลุ่ม กลุ่มละ ๖ คน ให้ผเู้ รยี นแตล่ ะคน
คน้ ควา้ ศกึ ษา ๑ วฒั นธรรม แลว้ น�ำมาสอนเพอื่ นในกล่มุ โดยครทู ำ� หนา้ ที่
ประเมนิ วา่ เพ่ือนๆ เข้าใจสง่ิ ท่ี “ผูเ้ ชีย่ วชาญวัฒนธรรม ก” สอนหรอื ไม่ โดย
ทดสอบความร้เู ป็นระยะๆ จบตอนน้โี ดยการสอบเกบ็ คะแนน
หลงั จากนั้น จดั “กลุ่มภาพต่อ” ได้แกก่ ลมุ่ ความเชอื่ ทางศาสนา
กลมุ่ ระบบเศรษฐกิจ กลมุ่ โครงสร้างการปกครอง และกลุม่ ระบบชนชั้น ให้
แต่ละกลมุ่ มี “ผเู้ ช่ียวชาญ” ครบทกุ วฒั นธรรม วัฒนธรรมละ ๑ คน
แต่ก่อนเร่ิมกระบวนการกลุ่มภาพต่อ ครูเตรียมทักษะการสอนให้ผู้
เรียนโดยการอภิปรายในชัน้ เกีย่ วกบั วิธีสอนที่ด ี รวมทง้ั วธิ วี าง outline, การ
กำ� หนดนยิ าม, การมเี อกสารประกอบ, และการทดสอบความเขา้ ใจเปน็ ระยะๆ
ก่อนจบกลมุ่ ภาพต่อ “คร”ู แต่ละคนจัดทดสอบว่า “ผูเ้ รียน” ในกลมุ่
เขา้ ใจสาระหรอื ไม ่ แลว้ สง่ ผลการทดสอบตอ่ คร ู ครใู ชผ้ ลการทดสอบเหลา่ นน้ั
ในการวางแผนการสอบเมอื่ สน้ิ ภาคการศึกษา
วชิ าเครอ่ื งมอื ตีพมิ พ์เว็บไซต์
เป็นวิชาออนไลน์ และเป็นส่วนหนึ่งของวิชา การออกแบบและ
จัดการเว็บไซต์เบื้องต้น มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนมีทักษะในการใช้เคร่ืองมือ
และเทคนิคตา่ งๆ จดั ท�ำเวบ็ ไซต์ในระดับมืออาชีพได ้
ในช่วงกลางเทอม ครูก�ำหนดให้ผู้เรียนเข้า “ทีมผู้เช่ียวชาญ” และ
“ทมี ภาพต่อ” ทมี ผ้เู ชยี่ วชาญมี ๖ ทมี ตามจ�ำนวนคุณลักษณะ ๖ ประการ
ของ design software program ตามท่ีครูสอน แต่ละทีมค้นคว้า ๑
คณุ ลกั ษณะ และ ลปรร. กันภายในทมี ผ่านออนไลน์ discussion forum ทเี่ ขา้
วิจารณ พานิช 277
ไดเ้ ฉพาะสมาชกิ กลุม่ ใหเ้ วลา ๑ สัปดาห ์ โดยใช้เวลาเรยี นในชัน้ เรียนตาม
ปกตใิ นการรว่ มกนั สรุปความรู ้
ในสัปดาหท์ ี่ ๒ ทมี ผู้เช่ียวชาญเตรยี มจัด บทเรียนใหแ้ กเ่ พื่อน โดย
ตอ้ งมสี ไลดฉ์ ายขนึ้ จอ แสดงผลการคน้ ควา้ มเี อกสารอา้ งองิ และแนะนำ� แหลง่
ความรทู้ ่ีดที ี่สดุ ๒ แหล่ง สำ� หรับไปค้นคว้าต่อ
ในสปั ดาหท์ ี่ ๓ ผ้เู รียนเข้ากลุ่มภาพตอ่ และผลดั กนั สอนสาระเก่ยี ว
กับเทคนิคในการจัดท�ำและจัดการเว็บไซต์ ผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้เครื่องมือ
ทัง้ ๖ ชนิด ตอนท้ายสปั ดาห์ครจู ดั ให้มกี ารอภปิ ราย ลปรร. ทงั้ ช้ัน ผู้เรยี น
ต้องนำ� ข้อเรียนรู้ ๑ ขอ้ จากทีมผู้เชีย่ วชาญ และอีก ๑ ข้อจากทมี ภาพคอ่ เอา
ไปใชใ้ นโครงงานของตน
การประยกุ ต์ใชอ้ อนไลน์
ครกู �ำหนดประเดน็ ๔- ๕ ประเด็นสำ� หรับให้ น.ศ. สอนซ่ึงกนั และ
กนั จดั ผเู้ รยี นเขา้ กลมุ่ หรอื ใหผ้ เู้ รยี นเลอื กเขา้ กลมุ่ ประเดน็ ในลกั ษณะใครสมคั ร
ก่อนไดก้ อ่ น ดังนนั้ จะมกี ลมุ่ ผูเ้ ชย่ี วชาญประเด็น ก, กลุ่มผเู้ ช่ยี วชาญประเดน็
ข, .... แตล่ ะกล่มุ คน้ คว้าและ ลปรร.ออนไลน์ ใน ๒ เร่ือง คอื เร่ืองสาระของ
ประเด็น และเร่ืองวิธีสอนสาระน้ันให้เข้าใจง่ายและสนุก โดยครูเข้าไป
สงั เกตการณใ์ นแตล่ ะ discussion forum เพอ่ื ชว่ ยเหลอื และประเมนิ วา่ ผเู้ รยี น
มที กั ษะท้งั ๒ ด้านแล้วหรือยัง คนไหนมี คนไหนไม่มี อาจใหผ้ เู้ รยี นแต่ละ
กลุม่ เชย่ี วชาญสร้าง instructional module สำ� หรับใชส้ อน
หลังจากน้นั จดั กลุม่ ภาพตอ่ ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ มสี มาชิกที่เชี่ยวชาญครบ
ทกุ ดา้ น ด้านละ ๑ คน จดั discussion forum สำ� หรบั แตล่ ะกล่มุ ภาพต่อ ให้
สมาชิกแต่ละคนสอนเพือ่ นให้มคี วามรใู้ นประเด็นท่ีตนเป็น “ผูเ้ ช่ยี วชาญ”
278 สนุกกบั การเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
การขยายวธิ ีการหรอื ประโยชน์
f ใชเ้ ทคนคิ น้ี ส�ำหรบั แก้ปัญหาทีซ่ บั ซ้อน โดยใหส้ มาชิกแตล่ ะคน
เรยี นรู้ ๑ ทกั ษะทต่ี ้องใชใ้ นการแกป้ ัญหาน้ัน ใหม้ ผี ู้เรียนเรยี นรู้
ครบทกุ ทักษะทีต่ อ้ งการ ในจำ� นวนทกั ษะละเท่ากนั
f ใหผ้ เู้ รยี นรว่ มกำ� หนดรายการประเดน็ ซง่ึ จะเพม่ิ ความสนใจของ
ผเู้ รียน
f แทนทจี่ ะเรยี กผเู้ รยี นวา่ เปน็ “ผู้เชย่ี วชาญ” เรยี กว่า “ครสู อน”
f แทนท่ีจะให้ผเู้ รยี นเขา้ กลุ่ม ๒ กลมุ่ คอื กลุ่มผเู้ ชี่ยวชาญ เพ่อื
เรียนรูอ้ ย่างแจง้ ชดั (mastery) และกลุ่มภาพต่อ เพอ่ื เรยี นจาก
การสอน (teaching) ให้ผู้เรียนจับคู่เรียนรู้ประเด็นใดประเด็น
หนง่ึ อยา่ งรจู้ รงิ แลว้ กลบั มาสอนในหอ้ งเรียนทัง้ ชน้ั
f ครูบอกผู้เรียนว่าตนมีแนวสอนเรื่องน้ันอย่างไร ให้กลุ่มผู้เรียน
วพิ ากษแ์ ละสร้างวิธีการท่ดี ีกวา่ น�ำมาใช้สอนเพ่ือน
f ให้ผู้เรียนเลือกเพ่ือน ๑ คน ท�ำหน้าท่ีทบทวนภาพรวมของการ
เรียนรู้ นำ� เสนอต่อท้งั ชั้น และผเู้ รียนในชั้นช่วยกันแกไ้ ขเพ่มิ เติม
f จดั ทดสอบความร้ขู องผเู้ รียนรายคน และรายทีม
f ท�ำ pre-test และ post-test ความรู้ของผู้เรียนก่อนและหลังการ
อภิปรายของทีมผ้เู ชย่ี วชาญ
คำ� แนะนำ�
f การสอนคนอน่ื ผ้สู อนตอ้ งรู้ลกึ ในการเตรยี มการสอนผูเ้ รยี นจะ
ค้นพบตัวอย่าง ข้อเปรียบเทียบ ท่ีช่วยเพิ่มความเข้าใจ การ
เตรยี มสไลดน์ ำ� เสนอ ขอ้ สอบสำ� หรบั ทดสอบ และคำ� ถามสำ� หรบั
อภปิ ราย จะช่วยเพมิ่ ความลกึ ซ้งึ ของการเรยี นรู้ของ “คร”ู
วจิ ารณ พานชิ 2 79
f ผเู้ รยี น ทไี่ มช่ อบ (และไมเ่ หน็ คณุ คา่ ของการ) เรยี นดว้ ยตนเอง ไม่
ชอบเรยี นเปน็ ทมี อาจบน่ วา่ ตนถกู ใชใ้ หท้ ำ� งานแทนคร ู ครตู วั จรงิ
จงึ ควรอธบิ ายคณุ คา่ ของเทคนคิ การเรยี นแบบนตี้ อนกอ่ นเรม่ิ เรยี น
และควรท�ำ AAR หลงั จบบทเรียนน้ี เพ่อื ทำ� ความเข้าใจคุณค่าที่
ผูเ้ รยี นได้รับจากวธิ ีเรียนแบบนี้
f ในการเรยี นความรเู้ ฉพาะดา้ นในกลมุ่ “ผูเ้ ช่ียวชาญ” นอกจากผู้
เรียนเรียนรู้สาระของวิชาแล้ว ควรได้สังเกตเรียนรู้ความ
สร้างสรรค์ ความรู้ และทักษะของเพ่ือน ในการทำ� หนา้ ท่ี “ครู”
ดว้ ย แล้วนำ� ข้อเรยี นรู้นี้ไปใช้ในกล่มุ ภาพต่อ
f ผู้เรียน จะได้เรียนรู้มาก หากเอาจริงเอาจังกับการเตรียม และ
การทำ� หนา้ ที่ “สอน” กอ่ นเขา้ กลมุ่ ภาพตอ่ ครพู งึ จดั การอภปิ ราย
เรื่องเทคนคิ การสอนท่ีดี เพอ่ื เตรยี มผู้เรยี นในการท�ำหน้าท่ี “ครู”
f การมี “กลมุ่ ผู้เชยี่ วชาญ” ก็เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรปู้ ระเดน็ น้นั ๆ
ดีหรือลึกและเช่ือมโยงถึงขนาด พร้อมที่จะท�ำหน้าท่ีสอนได้ ซึ่ง
หมายความว่า “คร”ู ต้องมีความรู้เร่ืองนน้ั ดมี าก ผ้เู รียนพึงไดร้ บั
แจ้งความจริงข้อน้ีจากครู เพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนเตรียมค้นคว้า
หาความรูจ้ นเข้าขั้น “ผเู้ ชี่ยวชาญ” จริงๆ
f จ�ำเป็นต้องมีการอภิปรายสรุป ตอนจบ เพ่ือท�ำความเข้าใจทั้ง
สาระวิชา และกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรยี นเหน็ คณุ ค่าของการ
เรยี นรทู้ ล่ี กึ และเชอื่ มโยงจากการท�ำหนา้ ทส่ี อนผอู้ น่ื และคณุ คา่
ของการเรียนแบบร่วมมือช่วยเหลือแลกเปล่ียนกัน ในตอนจบ
อาจมกี ารทดสอบด้วย
280 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑