๒๔. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผูเรยี น (๔)
ขอความทคี่ ัดลอกมา
น่ีคอื เทคนคิ ฝก ผูเรยี นใหม ที กั ษะในการอภิปราย
แลกเปลย่ี นกบั เพ่ือน เปนเทคนิคชว ยใหผเู รียน
ในชั้นไดม โี อกาสอภปิ รายเทา เทยี มกนั
ไมใชค นไหนมนี สิ ยั เงียบกไ็ มอ ภปิ ราย
คนไหนชา งพูดก็อภิปรายบอ ย
ในตอนที่ ๒๔ น้ี ไดจ้ าก Chapter 13 ชอ่ื Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเปน็ เร่ืองของ SET 4 : Quotes
SET 4 ข้อความที่คดั ลอกมา
จุดเน้น : ความรว่ มมอื กิจกรรมหลกั : การอภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : ปานกลาง
น่ีคือเทคนิคฝึกผู้เรียนให้มีทักษะในการอภิปรายแลกเปลี่ยนกับ
เพอ่ื น เป็นเทคนคิ ชว่ ยให้ผเู้ รียนในชัน้ ไดม้ ีโอกาสอภปิ รายเทา่ เทียมกนั ไมใ่ ช่
คนไหนมีนิสัยเงียบก็ไม่อภิปราย คนไหนช่างพูดก็อภิปรายบ่อย ท�าโดยให้ผู้
เรียนแต่ละคน จับฉลากกระดาษที่พิมพ์คัดลอกประโยคหรือค�าส�าคัญจาก
เอกสารหรือหนงั สือทก่ี า� หนดให้อา่ น และใหเ้ วลา ๒ - ๓ นาที นึกเตรียมคา�
อธิบายของตน แล้วเอามาอภิปรายแลกเปลยี่ นกันในช้ัน
วิจารณ พานิช131
ข้ันตอนดำ� เนินการ
๑. เลอื กประโยค หรอื ขอ้ ความ ๕ - ๖ ข้อความจากตำ� รา หรอื เอกสาร หรอื
บทเรยี น
๒. พมิ พข์ อ้ ความลงบนกระดาษชนิ้ เลก็ ๆ ขอ้ ความละแผน่ ใหไ้ ดจ้ ำ� นวนเทา่
จ�ำนวนผู้เรียนในช้นั พับใส่ภาชนะ
๓. ผเู้ รยี นแต่ละคนจับฉลาก ๑ ใบ
๔. ผูเ้ รียนใช้เวลา ๒ - ๓ นาทีคดิ ว่าจะพูดว่าอย่างไร เพอื่ อธิบายหรือตอบ
ขอ้ ความท่คี ดั ลอกมา
๕. ใหผ้ เู้ รยี นเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การอภปิ รายกนั เอง เพอ่ื เรยี นรวู้ า่ คนเรามคี วามเหน็
ตอ่ แต่ละเรอ่ื งแตกต่างกันไดม้ ากแคไ่ หน
การปรบั ใชก้ ับการเรียนออนไลน์
ใชไ้ ด้งา่ ยปานกลาง ทำ� ไดโ้ ดยเลือกคดั ลอกข้อความ ๔ - ๕ ข้อความ
จดั ทำ� discussion forum โดยแยก forum ละ ๑ ขอ้ ความ ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ เป็น
สมาชกิ ๑ ฟอรม่ั โดยอาจให้เลอื กเอง หรือครแู บ่งกลุ่มให้ อาจมอบหมายให้
ผู้เรยี น ๑ คนในแตล่ ะฟอรัม่ ทำ� หน้าท่ีเป็นผู้จดั การฟอร่ัม ใหเ้ วลาอภิปราย
๑ สปั ดาห์ แลว้ ผูจ้ ดั การเขยี นรายงานสั้นๆ ส่งคร ู เพ่ือใหค้ รรู ู้วา่ ฟอร่มั สรา้ ง
การเรยี นรมู้ ากนอ้ ยเพียงไร
การขยายวิธีการ หรอื ประโยชน์
f ใหผ้ ู้เรียนก�ำหนดขอ้ ความคัดลอกเอง จากหนงั สือ หรือเอกสารที่
ก�ำหนดให้อ่าน โดยอาจเลือกข้อความท่ีส�ำคัญ หรือข้อความที่
คลมุ เครอื เขา้ ใจยาก หรอื ขอ้ ความทผ่ี เู้ รยี นไมเ่ หน็ ดว้ ย โดยใหร้ ะบุ
ไว้ดว้ ยวา่ เอามาจากหนา้ ไหน บรรทดั ใด
132 สนกุ กบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
f อาจไม่ตอ้ งจบั ฉลากกไ็ ด้ โดยใหเ้ ลอื กขอ้ ความ นำ� มาอภปิ รายกัน
ไดเ้ ลย
f อาจแบง่ ผเู้ รยี นเปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละ ๕ - ๖ คน มอบภาชนะใสฉ่ ลาก
ขอ้ ความเท่าจ�ำนวนคน ให้จับฉลาก แล้วอธบิ าย คลา้ ยๆ ๑ คน
ต่อสู้หรอื แข่งขนั กบั เพอื่ นในกลุม่ ท่ีเหลอื หมนุ เวยี นกนั ไป
ค�ำแนะนำ�
ควรใหเ้ วลาผเู้ รยี นคดิ นานพอสมควร กอ่ นจะเร่ิมการอภปิ ราย
หมายเหตขุ องผม
ในกรณีผูเ้ รียนไทย ครูควรย้ำ� ว่า การอภปิ รายคร้งั น้ี ไมเ่ น้นถกู -ผดิ
ตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรูว้ า่ ในเร่อื งหนง่ึ ๆ มไี ดห้ ลายมมุ มอง และต้องการ
ใหอ้ ภปิ รายกนั โดยมขี อ้ มลู หรอื แหลง่ อา้ งองิ มาสนบั สนนุ ดว้ ย ไมใ่ ชม่ าจากความ
คดิ ของตนลอยๆ เทา่ นนั้ ผเู้ รยี น ไทยมแี นวโนม้ ไมก่ ลา้ ออกความเหน็ เพราะ
กลัวผดิ กลัวเสียหนา้
เอกสารค้นควา้ เพม่ิ เตมิ
Brookfield SD, Preskil S. (๒๐๐๕) Discussion as a way of teaching : Tools
and techniques for democratic classrooms. San Francisco : Jossey-
Bass, pp. ๗๒-๗๓
๙ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๑๙๐
วิจารณ พานิช 133
๒๕. เทคนคิ ดึงความสนใจผูเรียน (๕)
สถานคี วามรู
ตัวนิทรรศการจัดไดห ลากหลายแบบ ตัง้ แตงายทส่ี ุด
คือใชกระดาษ ฟลฟิ ชารท เขยี นคาํ ถามคาํ เดียว
หรอื เขยี นขอความทค่ี ดั ลอกมา ไปจนถงึ หนังส้ัน วดิ ีโอคลิป
หรอื วสั ดสุ ่งิ ของทเ่ี กีย่ วขอ งกบั บทเรียนพรอมคําถาม
หรอื ประเด็นอภิปราย
ในตอนที่ ๒๕ น้ี ไดจ้ าก Chapter 13 ชอื่ Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเป็นเรือ่ งของ SET 5 : Stations
SET 5 สถานีความรู้
จุดเนน้ : ความรว่ มมือ กจิ กรรมหลกั : หลากหลาย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
น่ีคือเทคนิคให้ผู้เรียนเรียนเน้ือหาสาระโดยการเรียนแบบท่ีไม่ใช่การ
บรรยายหน้าช้ัน แต่เรียนจากสถานีนิทรรศการความรู้ ได้ฟัง ซักถาม แลก
เปลย่ี น จดบันทกึ เมือ่ พอใจแล้วกเ็ คลอื่ นไปสถานีตอ่ ไป ตวั นทิ รรศการจัด
ไดห้ ลากหลายแบบ ต้ังแตง่ า่ ยท่สี ดุ คอื ใชก้ ระดาษ ฟลฟิ ชารท์ เขียนค�าถามคา�
เดียว หรือเขียนข้อความที่คัดลอกมา ไปจนถึงหนังส้ัน วิดีโอคลิป หรือวัสดุ
134 สนุกกบั การเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ส ่ิงของที่เก่ียวข้องกบั บทเรียนพรอ้ มคำ� ถามหรอื ประเดน็ อภิปราย
ข้ันตอนดำ� เนนิ การ
๑. เลอื กประเดน็ ทเี่ หมาะตอ่ การเรยี นจากนทิ รรศการ และเตรยี มคดิ
วา่ วตั ถุ หรอื รายการสง่ิ ของใดบา้ งทจ่ี ะนำ� มาใชก้ ระตนุ้ ความสนใจ
และการเรียนรู้ในมติ ทิ ่ลี กึ และดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรียน
๒. วางแผนว่าจะมีก่ีสถานี สถานีอะไรบ้าง แต่ละสถานีใช้เวลา
เท่าไร ใช้อะไรเป็นนิทรรศการ สถานีแบบ stand alone จะดี
กว่า คือไม่ใชว่ ่าตอ้ งผ่านสถานีท่ี ๑ ก่อน จงึ จะศึกษาสถานีท่ี ๒
รู้เร่ือง เพราะจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระท่ีจะเริ่มที่สถานีไหน
ก็ได้
๓. เตรยี มนทิ รรศการ และจดั ทำ� คมู่ อื การเรยี นจากสถานคี วามรแู้ ตล่ ะ
สถาน ี พร้อมดว้ ยใบงานค�ำถาม
๔. วางแผนจดั การกลมุ่ ผเู้ รียนเข้าชมนิทรรศการ ว่าจะใหเ้ ขา้ ไปเป็น
กลมุ่ กลมุ่ ละกี่คน เวียนเส้นทางอย่างไร ฯลฯ ย่ิงกลุ่มเล็กจะยิ่ง
ทำ� ใหก้ ารเรยี นร้เู ขม้ ข้น เช่น ๒ - ๓ คน
๕. แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม มอบใบงาน และอธิบายวิธีเรียนจาก
นทิ รรศการ พร้อมกับมอบหมายค�ำถาม
ตัวอย่าง
วชิ า African American Literature
ใช้การเรียนจากสถานีนิทรรศการเป็นกิจกรรมติดตามผลการอ่าน
หนงั สอื ทมี่ อบหมาย ซง่ึ ตามตวั อยา่ งคอื Autobiography of My Mother โดย
Jamaica Kincaid จัดสถานนี ิทรรศการ ๖ สถานี แบ่งผเู้ รยี นเปน็ กล่มุ ละ
วจิ ารณ พานชิ 1 35
๕ คน สถานแี รก คัดลอก ๒ ประโยคแรกมาไว ้ และตัง้ คำ� ถามวา่ ถ้อยคำ� นี้
ใหค้ วามหมายหรอื ความคาดหวงั อะไรแกผ่ เู้ รยี น ผเู้ รยี น แตล่ ะกลมุ่ ไดร้ บั ปาก
กาส�ำหรับเขียนค�ำตอบ (ลงบนกระดาษที่จัดไว้ที่แต่ละสถานี) ปากกาของ
แตล่ ะกลมุ่ ตา่ งสกี นั เมอ่ื ครบเวลา ๑๐ นาที ครอู อกคำ� สง่ั “เปลย่ี นกลมุ่ ” เมอื่
วนครบรอบแลว้ วนใหม่อีกรอบ ไปโหวตวา่ ค�ำตอบของกลุม่ ไหนแสดงความ
คิดท่ีลุ่มลึกหรือน่าสนใจที่สุด การเรียนคาบนี้จบลงด้วยการอภิปรายท้ัง
ช ั้น และการมอบรางวัลแกก่ ล่มุ ทไ่ี ด้รับคะแนนโหวตสงู สดุ
วชิ าคณิตศาสตร์
เป้าหมายของการเรียนจากนิทรรศการ ก็เพื่อให้ผู้เรียนในรายวิชา
คณติ ศาสตรเ์ รยี นแกต้ วั ไดเ้ ขา้ ใจคณุ คา่ ของคณติ ศาสตรต์ อ่ ชวี ติ ในอนาคตของ
ตน โดยจดั นทิ รรศการ “คณติ ศาสตรใ์ นชวี ติ ประจำ� วนั : ตวั เลขมคี วามสำ� คญั
ต่อการตัดสินใจของแต่ละวันอย่างไร” ในช่วงต้นๆ ของภาคการศึกษา โดย
จดั ให้มี ๕ สถานี
สถานแี รกช่อื “เลน่ แลว้ ชนะ” ประกอบดว้ ยโปสเตอร์ชกั ชวนเลน่ การ
พนันหลากหลายชนิด แล้วให้ผู้เรียนจับสลากกระดาษสีจากกล่อง แล้ว
ท�ำความเข้าใจว่า probability ท่จี ะชนะคอื เทา่ ไร
สถานีท่ี ๒ ชื่อ “การออมกับการกู้” แสดงดอกเบ้ียธรรมดา กับ
ดอกเบี้ยทบต้น เอาตัวเลขดอกเบ้ียเงินฝาก กับดอกเบ้ียเงินกู้ (กรณี
ประเทศไทยน่าจะเอาดอกเบ้ียเงินผ่อนรถยนต์) มาให้ดู แล้วถามว่า ความรู้
จากข้อมูลเหล่านี้ จะมีผลต่อการด�ำรงชีวิตในอนาคต ด้านการเงินของตน
อยา่ งไร
136 สนกุ กับการเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
สถานีท่ี ๓, ๔, ๕ ได้แก่ “การเพมิ่ ประชากร” “ท�ำครัวด้วยตวั เลข”
และ “คณติ ศาสตร์ : ภาษาสากล”
หลงั จากผเู้ รยี นผา่ นครบทกุ สถาน ี จดั การอภปิ รายทงั้ ชนั้ แลว้ จงึ เกบ็
กระดาษใบงาน
วิชาประวตั ศิ าสตรส์ หรัฐอเมริกา
เพอ่ื ให้ผเู้ รียนเขา้ ใจมติ ิเชงิ ลกึ ของ “กรณี วอเตอรเ์ กต” ท่ที ีมงานของ
พรรครพี บั ลิกันลอบดกั ฟงั การประชมุ พรรคเดโมแครต ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ซ่งึ
ต่อมามีผลให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากต�ำแหน่ง
ประธานาธิบดี เพ่ือหลีกเล่ียงการถูกปลด ครูมอบให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้
นิทรรศการออนไลน์ ของ Ford Library ชื่อ “The Watergate Files” ซง่ึ มี ๕
นิทรรศการย่อย โดยครูมีเอกสารใบงานเป็นคู่มือในการศึกษาจากแต่ละ
นทิ รรศการ พรอ้ มคำ� ถามใหผ้ เู้ รยี นตอบทงั้ แบบ ตอบดว้ ยหลกั ฐาน (objective
answer) และตอบด้วยความคิดเชิงนามธรรมของตนเอง (subjective
answer) และสุดท้าย ให้ผูเ้ รียนเขียนเรยี งความสะท้อนการเรียนรู้ของตน
การปรับใช้กับการเรียนออนไลน์ ใช้ได้ดี ดังตัวอย่างวิชา
ประวัตศิ าสตร์ขา้ งบน
การขยายวิธกี าร หรอื ประโยชน์
f หา เวบ็ ไซต์ ทม่ี นี ทิ รรศการออนไลน์ เอาไวใ้ ชป้ ระโยชน์ ใน สรอ.
สามารถค้นหาได้ด้วยค�ำว่า “educational exhibits” เขา
แนะนำ� Resources for Science Learning ของ Franklin Institute
วิจารณ พานชิ 137
ค�ำแนะน�ำ
f อาจตดิ โปสเตอรน์ ทิ รรศการทผ่ี นงั หอ้ งเรยี น การจา้ งพมิ พโ์ ปสเตอร์
เด๋ยี วนร้ี าคาไมส่ ูง และพมิ พไ์ ด้จาก อเิ ล็กทรอนกิ ส์ ไฟล์
f การเรยี นจากนทิ รรศการนผี้ เู้ รยี นทมี่ สี ไตลเ์ รยี นรู้ แบบ visual และ
kinesthetic learner จะเรยี นไดด้ ี
f กรณีท่ีขอ้ มลู ในนิทรรศการซบั ซ้อนมาก ตอ้ งให้เวลาแก่การเรียน
จากนิทรรศการมากพอ
f การเรียนจากนิทรรศการท่ีจัดอย่างดี จะได้การเรียนรู้ท่ีลึกและ
เชอ่ื มโยง
f ถา้ สภาพห้องเรียนไมเ่ หมาะต่อนทิ รรศการ อาจไปใชส้ ถานทอ่ี ื่น
f อย่าลมื ให้ผู้เรยี นอาสาสมคั ร มีสว่ นจัดนิทรรศการ
หมายเหตุของผม
วงการศึกษาไทยควรพิจารณาด�ำเนินการพัฒนาศักยภาพของแหล่ง
เรียนรู้ภายนอกสถานศึกษา (เช่น พิพิธภัณฑ์ แหล่งประวัติศาสตร์ หรือ
โบราณคด ี สวนพฤกษศาสตร ์ วนอทุ ยาน ฯลฯ) ใหจ้ ดั นทิ รรศการเพอื่ การเรยี น
รไู้ ดเ้ หมาะตอ่ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นยง่ิ ขน้ึ รวมทง้ั มนี ทิ รรศการออนไลน์ ดว้ ย
เอกสารคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
Brookfield SD, Preskil S. (๒๐๐๕) Discussion as a way of teaching : Tools
and techniques for democratic classrooms. San Francisco : Jossey-
Bass, pp. ๑๐๗-๑๐๘.
๑๐ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๒๙๗
138 สนุกกับก ารเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
๒๖. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผเู รยี น (๖)
เกม “ทมี เปน หรอื ตาย”
นี่คอื เทคนิคชวยความจาํ แกผูเรียน
ในเนอ้ื หาสวนทีต่ องจาํ เชน คาํ ศพั ท ขอ เทจ็ จรงิ บางเรอ่ื ง
ปของเหตุการณ ชอื่ บคุ คล เปนตน
ในตอนท่ี ๒๖ น้ี ไดจ้ าก Chapter 13 ชอื่ Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเป็นเร่ืองของ SET 6 : Team Jeopardy
SET 6 เกม “ทีมเป็นหรอื ตาย”
จุดเน้น : ความร่วมมือ กจิ กรรมหลัก : อภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : ต่า�
นี่คือเทคนิคช่วยความจ�าแก่ผู้เรียนในเน้ือหาส่วนท่ีต้องจ�า เช่นค�า
ศพั ท์ ขอ้ เทจ็ จรงิ บางเรอื่ ง ปขี องเหตกุ ารณ์ ชอื่ บคุ คล ชอื่ เกม Team Jeopardy
นั้น ศ.เอลซิ าเบธ เอามาจากรายการทวี ี Jeopardy! หากครูทา่ นใดจดั เกมนี้
ใหผ้ ู้เรียนเลน่ กต็ งั้ ชือ่ ให้โดนใจได้ตามบริบทของผ้เู รียนของทา่ นเอง
ผเู้ รยี น เลน่ แขง่ ขนั กนั เปน็ ทมี แตล่ ะทมี หมนุ เวยี นกนั เลอื กคา� ถามใน
ชนิดค�าถามของรอบนน้ั ปรึกษากันแลว้ ตอบ
วิจารณ พานิช139
ค�ำถามในสลากเป็นเร่ืองราวในวิชาที่เรียน โดยเขียนในรูปของค�ำ
ตอบ เชน่ วชิ าประวัตศิ าสตร์ไทย ช้ัน ป. ๔ สลากใบหนงึ่ เขียนวา่ “พระมหา
กษตั รยิ ผ์ กู้ อ่ ตง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ เมอื งหลวง” คำ� ตอบคอื พระเจา้ อทู่ อง สลาก
อกี ใบหนง่ึ เขยี นวา่ “พ.ศ. ทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยาตกเปน็ เมอื งขนึ้ ของพมา่ ครง้ั ที่ ๑” คำ�
ต อบคือ ๒๑๑๒
ขั้นตอนดำ� เนนิ การ
๑. เลือกเครอ่ื งมอื เลน่ เกม เชน่ ฉายค�ำถามขน้ึ จอ หรืออยา่ งอ่นื
๒. คิดชนิดของค�ำถาม ว่าจะมีชนิดใดบ้าง เช่น คน สถานที่
เหตกุ ารณ์ วนั ที่ พ.ศ. สง่ิ ของ เปน็ ตน้ กำ� หนดวา่ จะใหม้ กี ค่ี ำ� ถาม
ในแต่ละชนดิ ค�ำถาม จะให้มีการแข่งขนั กร่ี อบ
๓. ท�ำตารางส�ำหรับฉายขึ้นจอ บอกชนิดของค�ำถาม และคะแนน
สำ� หรับคำ� ถามหากตอบถกู เชน่ ตวั อย่างข้างลา่ ง
ชนิดท่ี ๑ ชนดิ ท่ี ๒ ชนิดท่ี ๓ ชนิดท่ี ๔ ชนดิ ท่ี ๕
๕๕๕๕๕
๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐
๑๕ ๑๕ ๑๕ ๑๕ ๑๕
๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐
๒๕ ๒๕ ๒๕ ๒๕ ๒๕
๔. เตรียมค�ำถามส�ำหรับแต่ละชนิดของค�ำถาม เรียงล�ำดับยาก
งา่ ย และกำ� หนดคะแนนส�ำหรบั แต่ละค�ำถาม
140 สนุกกับการเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
๕. ก�ำหนดวิธีขอเข้าแข่ง วิธีที่ง่ายท่ีสุดคือ ให้หัวหน้าทีมยกมือและ
ร้องว่า “พรอ้ ม”
๖. ก�ำหนดกติกาการเล่น ซ่ึงมีความหลากหลายได้มาก ตัวอย่าง
กตกิ าดังขา้ งล่าง
f แต่ละทมี มหี ัวหนา้ ทมี ใช้เวลาไมเ่ กิน ๓๐ วนิ าทเี ลอื กค�ำถามตาม
ในตาราง (เช่น ชนดิ ท่ี ๑ ชอ่ ง ๒๕ คะแนน)
f ทมี ก เรม่ิ เล่น ครูอ่านคำ� ถาม ทีม ก มีเวลาปรกึ ษากัน ๑ นาที
และแจง้ “พร้อมตอบ”
f เม่อื ทีม ก แจ้งพรอ้ มตอบ หวั หน้าทมี มเี วลา ๓๐ วินาที ในการ
ตอบ ต่อเพือ่ นท้ังชัน้
f หากตอบถกู ทมี ก ไดค้ ะแนนตามทร่ี ะบไุ ว้ และทีม ข จะเปน็ ผู้
เลน่ ตอ่ ไป
f หากตอบผดิ ทมี ก ได้ ๐ คะแนน และทมี ข ไดโ้ อกาสตอบ หาก
ทมี ข ตอบถกู ก็จะไดค้ ะแนนของข้อนนั้ และได้โอกาสเลอื ก
เล่นค�ำถามอีก ๑ ข้อ
f หากตอบไม่ได้ในเวลาท่ีก�ำหนด ทีมน้ันไม่ได้คะแนนของข้อ
นน้ั และทมี ตอ่ ไปไดโ้ อกาสตอบ หากตอบถกู ไดโ้ อกาสเลอื กตอบ
อกี ขอ้ หนงึ่
f เมือ่ เลน่ จบ ทมี ท่ีได้คะแนนสูงสดุ ได้ท่ี ๑, ๒, ๓ ตามล�ำดบั หาก
คะแนนเท่ากนั มกี ารแข่งตัดเชือก
f สมาชิกของทีมที่ไดท้ ่ี ๑ ไดค้ ะแนนสะสม ๕๐ แตม้ ที่ ๒ ได้ ๓๐
ที่ ๓ ได้ ๑๐
วจิ ารณ พานิช 141
แบง่ ผู้เรียนในชัน้ เปน็ ทมี ทมี ละ ๕ - ๖ คน และใหเ้ ลือกหวั หนา้ ทมี
๑ คน เป็นผ้ขู อเขา้ แข่ง เลือกคำ� ถาม และตอบคำ� ตอบหลงั ปรกึ ษากนั ในทมี
๑. เขียนกติกา ติดประกาศไว้ในชั้น และท�ำความเข้าใจกับผู้
เรียน รวมทง้ั ตอบคำ� ถามจนเขา้ ใจทั่วกัน
๒. จบั ฉลากว่าทมี ไหนเล่นกอ่ น
๓. เร่มิ เล่น ด�ำเนนิ ตามกตกิ า
๔. กาชอ่ งค�ำถามทีถ่ ูกเลอื กแล้ว
๕. จดั ใหม้ แี ผ่นกระดาษตดิ ประกาศคะแนนของแต่ละทมี
ตัวอย่าง
วิชาประวัตศิ าสตร์อเมริกัน
ครูใช้การเล่นเกมช่วยทบทวนสาระ ๑ สัปดาห์ก่อนสอบกลาง
เทอม และก่อนสอบปลายเทอม โดยในวันก่อนเล่นเกม ครูแจกคู่มือทบทวน
สาระของวชิ า วา่ สาระประกอบดว้ ยความรใู้ นชนดิ ใดบา้ ง ผเู้ รยี น บอกวา่ ชอบ
การทบทวนโดยเลน่ เกมมาก และผลสมั ฤทธขิ์ องการเรยี นของผเู้ รยี นดขี น้ึ กวา่
เดิม
ก ารปรบั ใชก้ บั การเรยี นออนไลน์ จดั ไมไ่ ด้
การขยายวธิ กี าร หรือประโยชน์
f อาจเปลีย่ นรปู แบบของคำ� ถาม เช่น แทนท่ีจะถามดว้ ยค�ำตอบ ก็
ใช้ค�ำถามธรรมดา
f เพอ่ื ชว่ ยผูเ้ รียน Visual learner หรอื ผเู้ รียนต่างชาติท่ีไมเ่ กง่ ภาษา
ท่ีใช้ในชน้ั เรยี น ฉายคำ� ถามขน้ึ จอ แทนครอู า่ น
f อาจต้ังค�ำถามชนิดที่ต้องใช้ความคิดซับซ้อน หรือให้แก้
ปัญหา โดยให้เวลาคิดเพม่ิ ข้ึน
142 สนกุ กบั ก ารเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
f อาจซ่อน “ค�ำถามคะแนนพิเศษ” ท่ีจะได้ แก่ทีมที่บังเอิญ
เลอื ก เพอื่ สรา้ งความต่ืนเตน้
f ไม่ควรมีคะแนนติดลบ เพราะจะสร้างความกังวลแก่ผู้เรียนโดย
ใชเ่ หตุ
f อาจให้ผูเ้ รียนผลัดกนั ท�ำหน้าทจ่ี ดั เกม
f มเี ว็บไซต์ www.learningware.com มี ซอฟทแ์ วร์ส�ำหรับสรา้ ง
เกม และแนะนำ� วธิ ีใชอ้ อนไลน์
f อาจดดั แปลงไดอ้ ีกมากมาย
คำ� แนะน�ำ
f การเล่นเกมเป็นหรือตายเหมาะมากในวิชาที่มีสาระท่ีต้องจ�ำ
มาก ไมค่ อ่ ยเหมาะแก่วิชาที่เน้นการคิด
f อยา่ ลืมจัดใหม้ ีคมู่ อื การเรียน เพ่อื ให้ผู้เรยี นเตรยี มตัว
f ใชผ้ เู้ รียนเปน็ “ ผูช้ ่วยพธิ กี ร”
f การเลน่ เกมนี้ เนน้ การทำ� งานเปน็ ทมี หรอื ชว่ ยเหลอื กนั ดงั นน้ั ครู
น่าจะสร้างกติกาอนุญาตให้ทีมขอความช่วยเหลือจากเพื่อน
ในชัน้ ได้
f อยา่ ลืมมกี ติกาลงโทษผเู้ รียนทีป่ ว่ นเกม หรอื ขโ้ี กง
เอกสารคน้ ควา้ เพ่มิ เติม
Yaman D, Covington M. I’l take learning for ๕๐๐ : Using game shows
to engage, motivate, and train. San Francisco : Pfeiffer, pp. ๔๗-๔๙.
๑๒ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๔๒๘
วิจารณ พานชิ 143
๒๗. เทคนิคดงึ ความสนใจผเู รียน (๗)
สมั มนา
น่ีคือเครื่องมือชวยใหผูเ รียนมีจติ ใจผกู พันกับการเรียน
(และผมวา เปนเครอ่ื งมือกลับทางหอ งเรียน อยางหน่งึ )
ชว ยใหเ ตรียมทาํ ความเขาใจบทเรียนท่ไี ดรับมอบหมาย
มาจากบาน เพื่อ ลปรร. กบั เพ่อื นๆ ในชั้นเรียน
ผูเรียน ที่ข้อี าย หรือทเี่ ปนชาวตางชาติ ภาษาไมดี
จะมีโอกาสพดู นําเสนอ และ ลปรร. กับเพอ่ื นๆ
ในตอนท่ี ๒๗ น้ี ไดจ้ าก Chapter 13 ชอ่ื Knowledge, Skils, Recal,
and Understanding และเป็นเรอ่ื งของ SET 7 : Seminar
SET 7 สมั มนา
จดุ เน้น : ความร่วมมอื กิจกรรมหลัก : หลากหลาย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : ปานกลาง
นค่ี อื เครอ่ื งมอื ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นมจี ติ ใจผกู พนั กบั การเรยี น (และผมวา่ เปน็
เครือ่ งมอื กลับทางหอ้ งเรียน อยา่ งหน่งึ ) ชว่ ยให้เตรียมท�าความเข้าใจบทเรียน
ท่ไี ด้รับมอบหมายมาจากบา้ น เพือ่ ลปรร. กับเพ่อื นๆ ในช้นั เรียน ผู้เรียนท่ี
ขอ้ี าย หรอื ที่เป็นชาวต่างชาติ ภาษาไม่ดี จะมีโอกาสพูดนา� เสนอ และ ลปรร.
กบั เพอ่ื นๆ
144 สนกุ กบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ขัน้ ตอนดำ� เนนิ การ
๑. เลอื กเอกสารสำ� คญั ทมี่ เี รอ่ื งราวเชงิ หลกั การหรอื เชงิ ทฤษฎี สำ� หรบั
มอบให้ผู้เรียนไปศึกษาล่วงหน้า เอกสารน้ีอาจเป็นบทหนึ่งใน
หนังสือ บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ หรืออ่ืนๆ อาจแจก
เอกสารแกผ่ ้เู รียนแตล่ ะคน หรือเอา pdf file ไปไว้บน เว็บไซต์
ใหผ้ เู้ รยี นพรนิ้ ต์ เพอื่ อา่ นและเขยี นหรอื ทำ� เครอ่ื งหมายบนกระดาษ
ได ้
๒. ครคู ดิ คำ� สง่ั เพอ่ื เขยี นใบงานมอบใหผ้ เู้ รยี นใชเ้ ปน็ คมู่ อื ประกอบการ
อา่ น และการเตรียมมาอภิปรายกับเพ่อื นๆ
๓. แจกเอกสารบอกค�ำส่ังหรือค�ำแนะน�ำเก่ียวกับการอ่านและการ
เตรียมตัวอภิปราย โดยมีเรื่อง Identifying Good Seminar
Behaviors ด้วย โดยเอกสาร Identifying Good Seminar
Behaviors นแ้ี นะนำ� ๓ ประเดน็ หลกั คอื (๑) เสนอประเดน็ สำ� คญั
(๒) ทำ� ใหก้ ารอภปิ รายลงลกึ (๓) ชว่ ยใหก้ ลมุ่ คน้ หาประเดน็ ความ
รเู้ พม่ิ เตมิ โดยในแตล่ ะประเดน็ หลกั มรี ายละเอยี ดมาก ครทู กุ คน
ควรอ่านเอกสารนี ้ เอาไวแ้ นะน�ำผู้เรยี น
๔. ผเู้ รยี น ทำ� การบา้ น โดยอา่ นเอกสารและท�ำเครอ่ื งหมาย แลว้ เรยี ง
ลำ� ดบั ความสำ� คญั ของประโยคหรอื ขอ้ ความทต่ี นคดิ วา่ สำ� คญั หรอื
ยังเข้าใจไม่ชัดเจน และเตรียมค�ำพูดหรือประโยคส�ำหรับมา
อภิปราย นอกจากน้ันยังเขียนเรียงความส้ันๆ ตามท่ีครูก�ำหนด
ในค�ำสง่ั ส่งิ เหลา่ นีค้ ือใบผา่ นหรอื ตัว๋ เขา้ ช้ันสมั มนาน ้ี
๕. ครจู ดั ผู้เรยี นเปน็ ทมี สัมมนา ทีมละ ๔ - ๖ คน ผูเ้ รยี น ทไ่ี ม่มใี บ
ผ่านเขา้ ชน้ั ไม่ได้ หรืออยา่ งมากไดเ้ ป็นแคผ่ ้สู ังเกตการณ์
วิจารณ พานิช 1 45
๖. ผเู้ รยี นในทมี แตล่ ะคนผลดั กนั บอกวา่ ประโยคหรอื ขอ้ ความสำ� คญั
ของตนอยทู่ ห่ี นา้ ไหน บรรทดั ไหน แลว้ อา่ นออกมาดงั ๆ คนอน่ื ๆ
ฟังและอาจท�ำเคร่ืองหมายบนกระดาษ แต่ห้ามถามหรือโต้แย้ง
ใดๆ ท้งั สนิ้
๗. หลงั จากผเู้ รยี นทกุ คนในทมี ไดเ้ สนอแลว้ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนไดใ้ ห้
ความเหน็ ตอ่ สิ่งทตี่ นไดฟ้ ังจากเพอื่ น ๑ - ๒ คน
๘. หลงั จากนนั้ เขา้ สกู่ ารอภปิ รายทวั่ ไป ใครจะถามหรอื ใหค้ วามเหน็
เกย่ี วกบั บทเรียนไดท้ ั้งส้ิน เพอ่ื ใหไ้ ด้การเรียนรู้ท่มี คี วามหมายลกึ
และเชอื่ มโยงทส่ี ดุ เทา่ ทจี่ ะทำ� ได ้ โดยเชอ่ื มโยงกบั สาระในเอกสาร
๙. หลังจบการอภิปรายผู้เรียนเขียน ข้อเรียนรู้ หรือ AAR หรือ
reflection ของตน แลว้ สง่ คร ู
ตวั อย่าง
วิชาวรรณคดอี เมรกิ ันเบ้อื งต้น
ใชก้ ารสัมมนาหลายคร้งั ใน ๑ รายวิชา เชน่ ให้อ่านหนังสอื East of
Eden โดย จอห์น สไตน์เบ็ค แล้วจัดสัมมนาเร่ือง การอพยพย้ายถิ่นกับ
วรรณคดอี เมรกิ นั ใหผ้ เู้ รยี นทำ� เครอ่ื งหมายในหนงั สอื และเขยี นเรยี งความสนั้ ๆ
เพ่ือตอบสนองคำ� ถามของครวู า่ “เม่ือ Sam และภรรยาชือ่ Liza อพยพมาอยู่
สหรัฐอเมริกา เขาน�ำอะไรมาจากบ้านเดิม เพราะอะไร” “การด�ำรงชีวิตใน
สรอ. เปลีย่ นแปลงตวั เขา และลกู ๆ อย่างไรบา้ ง” “ครอบครวั น้ีเผชิญความ
ท้าทาย และไดร้ บั โอกาสใน สรอ. อย่างไรบา้ ง”
146 สนกุ กับก ารเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
วิชามานษุ ยวทิ ยาเชิงวฒั นธรรม (Cultural Anthropology)
ครูต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจมิติทางมานุษยวิทยาในโลกยุคปัจจุบัน จึง
ก�ำหนดให้อ่านบทความ The Challenging Face of Bhutan แล้วจัด
สัมมนา โดยครูแนะน�ำให้ผู้เรียนเอาใจใส่ประเด็นด้าน การจัดองค์กร
การเมือง ภาษา ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ศาสนา และความไม่เท่าเทียม
กันในสังคม ที่ผูเ้ รียนเคยเรียนมาแลว้ และให้เขียนคำ� ตอบตอ่ คำ� ถามต่อไปนี้
f ระบุ ๓ ตัวอย่างท่ีผู้เขียนระบุ ว่าประเพณีกับการเปล่ียนแปลง
หลอมรวมกัน ในภูฏาน
f อภิปรายความกังวลใจ ๓ ประการ ของนักมานุษยวิทยาเชิง
วัฒนธรรม ตอ่ ผลกระทบของวฒั นธรรมตะวนั ตก ตอ่ วฒั นธรรม
ภูฏาน
การปรับใชก้ ับการเรยี นออนไลน์
แม้วิธีการนี้คิดข้ึนส�ำหรับการอภิปรายแบบเห็นหน้ากัน แต่ก็จัดให้
เป็นการอภิปรายออนไลน์ ได้
ค�ำแนะน�ำ
ผเู้ รยี นตอ้ งการคำ� แนะนำ� วธิ อี า่ นอยา่ งมวี จิ ารณญาณ และการรว่ มใน
การอภิปรายอยา่ งถกู ตอ้ ง วิธกี ารง่ายๆ คือขดี เสน้ ใต้ หรือเขยี นค�ำถามหรือ
ค�ำหลกั ไว้ที่ท่วี ่างด้านซา้ ยหรือขวา ใน ๓ ประเด็น
๑. ข้อความว่าอย่างไร
๒. ข้อความนัน้ หมายความวา่ อยา่ งไร หรอื อ่านระหวา่ งบรรทดั
๓. เรือ่ งน้สี ำ� คัญอย่างไร (แลกเปล่ยี นความเห็นของตน)
วจิ ารณ พานชิ 1 47
ความเหน็ ของผม
ความสามารถของครู ในการต้ังค�ำถามน�ำเพ่ือเตรียมให้ผู้เรียนอ่าน
เอกสารอย่างมเี ปา้ หมาย มีความส�ำคัญมาก
หากน�ำมาใช้ในบริบทไทย ควรมีคะแนนเก็บจากกิจกรรมสัมมนาน้ี
ด ้วย มิฉะนั้น จะมผี ู้เรียนบางคนเล่ยี งการเขา้ ร่วม
เอกสารคน้ ควา้ เพม่ิ เติม
Harnish J (๒๐๐๘). What is a seminar? Seminar process to encourage
participation and listening. Identifying good seminar behavior.
๑๔ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๕๕๔
148 สนุกกับการเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
๒๘. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผเู รียน (๘)
จดั กลมุ
เมอื่ ผูเรียนไดเ รียนรู ความรู ทกั ษะ
ความจําและความเขาใจแลว
ตอ งไดฝ กใชสาระเหลา น้ใี นทางใดทางหนง่ึ
ในตอนท่ี ๒๘ นี้ ได้จาก Chapter 13 ชือ่ Analysis and Critical
Thinking และเป็นเรอื่ งของ SET 8 : Classify
เมอื่ ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้ ความรู้ ทกั ษะ ความจา� และความเขา้ ใจแลว้ ตอ้ ง
ได้ฝึกใช้สาระเหล่านี้ในทางใดทางหน่ึง ผู้เรียนจะเรียนรู้คุณค่าของสาระเหล่า
น้ี ก็ต่อเม่ือได้น�าสาระมาใช้ เพ่ือเข้าใจความหมายของมัน เกิดเป็นแนวคิด
(concepts) หลักการ (principles) และความสมั พนั ธ์ (relationships)
เทคนิคดึงความสนใจเพ่ือเรียนรู้การวิเคราะห์ และการคิดอย่างมี
วิจารณญาณน้ี ช่วยแนะน�าให้ครูออกแบบโครงสร้างกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึก
แยกแยะโครงสร้างท่ีซับซ้อนออกเป็นส่วนย่อย ท�าความเข้าใจความสัมพันธ์
ของส่วนย่อย และท�าความเข้าใจว่าแต่ละส่วนย่อยมีความหมายต่อส่วนย่อย
อน่ื และตอ่ ส่วนรวมอยา่ งไร เพื่อนา� ไปสคู่ วามเชือ่ และการกระทา�
วิจารณ พานิช149
SET 8 จดั กลมุ่
จุดเนน้ : ความรว่ มมือ กจิ กรรมหลัก : การอภปิ ราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : ปานกลาง
การจัดกลุ่มคือเคร่ืองมือช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายส�ำคัญ ๒
ประการ คือ (๑) ท�ำความเข้าใจว่าสาระของวิชาหนึ่งๆ มีการจัดระเบียบ
(organize) อย่างไร โดยท่ีเป็นการท�ำความเข้าใจด้วยการลงมือเรียนด้วย
ตนเอง ไมใ่ ช่จดจ�ำจากค�ำบอกเล่าของผู้อื่น (๒) ช่วยใหผ้ ู้เรียนแยกแยะองค์
ประกอบ และทำ� ความเขา้ ใจวา่ แตล่ ะองคป์ ระกอบสมั พนั ธก์ บั ภาพรวมอยา่ งไร
ครแู บ่งผเู้ รยี นออกเปน็ กลมุ่ มอบสิง่ ของจ�ำนวนหนง่ึ (หนึง่ ชุด) แกผ่ ู้
เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ใหท้ มี ผเู้ รยี นจดั กลมุ่ สงิ่ ของนน้ั ออกเปน็ ประเภทตามลกั ษณะ
รว่ มของสงิ่ เหลา่ นนั้ แลว้ ผไู้ ดร้ บั มอบหมายของแตล่ ะทมี นำ� เสนอระบบจำ� แนก
ของกลมุ่ ตน รวมทงั้ กตกิ าทก่ี ลมุ่ ใชใ้ นการจดั ระเบยี บนน้ั ตอ่ เพอ่ื นรว่ มชนั้ แลว้
ครูใช้ผลการน�ำเสนอของแต่ละกลุ่มเข้าสู่การเรียนรู้ระบบจ�ำแนกชนิด
( classification system) ตามทม่ี อี ยู่
ขัน้ ตอนดำ� เนนิ การ
๑. ครเู ลอื กเรอื่ งสำ� คญั ทผี่ เู้ รยี นตอ้ งเขา้ ใจ และเขยี นหลกั การจำ� แนก
ชนิดของส่ิงนน้ั ท�ำเปน็ PowerPoint เก็บไวใ้ ช้ตอนจัดใหผ้ ้เู รยี น
ทงั้ ชน้ั อภปิ รายท�ำความเข้าใจ
๒. ก�ำหนดว่าจะให้ผู้เรียนรายงานอย่างไร เช่น เขียนรายงานใน
เอกสารใบงาน น�ำเสนอ presentation ต่อช้ัน หรือรายงาน
เปน็ การอภิปรายกลุ่มในช้ัน
150 สนุกกบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
๓. รวบรวมวสั ด ุ หรอื เขียนขอ้ ความทเ่ี หมาะสมลงบนกระดาษ หรือ
index card จัดใส่ภาชนะเช่นกล่องเป็นชุด ให้มีจ�ำนวนชุด
เทา่ กบั จำ� นวนกลมุ่ ของผเู้ รยี น(กลมุ่ ละ ๔ - ๕ คน) และมที ส่ี ำ� หรบั
ผู้เรียนแต่ละกลุม่ จดั เรียง และจดั กลุม่ ส่ิงของนั้น
๔. เขยี นคำ� สงั่ ใหแ้ นวทางทำ� งานของผเู้ รยี นทำ� เปน็ เอกสารแจก หรอื
ฉายขนึ้ จอ ดงั ตัวอย่าง
f จงส�ำรวจ (รูปภาพ ชิ้นส่วนพชื ข้อความบนแตล่ ะ index card)
เหลา่ นี้ และทำ� ความเขา้ ใจวา่ อนั ไหนคลา้ ยกนั อนั ไหนแตกตา่ งกนั
f ปรึกษาหารือกัน ว่าใช้กฎเกณฑ์กติกาอะไร ในการบอกความ
เหมือน หรอื ความต่าง
f จดั สงิ่ ของแยกเปน็ กองๆ พรอ้ มกบั กำ� หนดกตกิ าในการแยกกอง
๕. จดั ผเู้ รียนเปน็ กลมุ่ ก�ำหนดให้แตล่ ะกลุม่ มี “คณุ อ�ำนวย” (group
facilitator) และ “คุณลิขิต” (recorder) แล้วแจกกล่องส่งิ ของ
๖. ให้ผเู้ รยี นรว่ มกันท�ำงานกลมุ่ ตามคำ� ส่ังในขอ้ ๔
๗. ใหผ้ เู้ รยี นเขยี นรายงาน หรอื นำ� เสนอระบบจำ� แนกชนดิ สงิ่ ของ ของ
กล่มุ ตน
ตวั อย่าง
วชิ าศลิ ปะวิจักขณ์ (Art Appreciation)
แทนทค่ี รจู ะสอนโดยบรรยายเทา่ นน้ั ครลู องใชเ้ ครอื่ งมอื “ จดั กลมุ่ ”
เพอื่ ดึงดูดความสนใจของผเู้ รียน โดยไปซื้อโพสต์การ์ด ภาพวาดจากรา้ นใน
พิพิธภัณฑ์ และใช้หมึกด�ำขีดซ่อนตัวหนังสืออธิบายภาพเสีย น�ำมาจัดเรียง
เป็นกลมุ่ แต่ละกลมุ่ มี ๒ - ๓ ภาพที่อยูใ่ นยคุ เดยี วกนั แลว้ จัดผู้เรยี นออกเปน็
กลุ่ม ๔ - ๖ คน มอบภาพโพสต์การ์ดท่ีสับจนไม่เป็นระเบียบแล้ว ๑ ชุด
วิจารณ พานิช 1 51
(ผเู้ รยี นแตล่ ะกลมุ่ ไดโ้ พสตก์ ารด์ ชดุ เหมอื นกนั ) ใหแ้ ตล่ ะทมี รว่ มกนั วเิ คราะห์
และจัดกลุ่มภาพ หลังจากน้ันจึงอภิปรายร่วมกันในชั้น โดยครูเขียนแนวคิด
ของผู้เรียนลงบนกระดาน เพ่ือขยายความเข้าใจ และจัดระบบความคิดเก่ียว
กบั ศลิ ปะ (เชน่ ดา้ นประวตั ศิ าสตร ์ เรอื่ งราว วสั ดทุ ใ่ี ชว้ าดภาพ เปน็ ตน้ )
วิชาสรรี วิทยาของสตั ว์เปรียบเทยี บ (Comparative Animal Physiology)
ศาสตราจารยว์ ชิ าสตั ววทิ ยา สอนเรอ่ื งสตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม ๒ สปั ดาห์
กต็ ดั สนิ ใจใช้ “การจดั กลมุ่ ” ชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รยี นโดยจดั ใหผ้ เู้ รยี น
จำ� แนกกลมุ่ สตั วด์ ว้ ยตาเปลา่ โดยจดั ผเู้ รยี นเปน็ ค ู่ แจกกระดาษตาราง ๑ แผน่
ให้ผเู้ รียนแตล่ ะคู่ กระดาษนต้ี ตี ารางแบง่ ออกเป็น ๓ ชอ่ ง คอื ชอ่ ง subclass
Prototheria, Metatheria, และ Eutheria (สตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนมแบง่ ออกเปน็
๓ subclass) แลว้ ครฉู ายสไลดภ์ าพสตั วท์ ก่ี ำ� กบั หมายเลขไว ้ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะ
คปู่ รึกษากนั และกรอกหมายเลขลงในช่อง subclass ท่ีตนคดิ ว่าถกู ต้อง เม่อื
จบ ครฉู ายภาพใหม่ พร้อมเฉลย เพ่อื ใหผ้ ้เู รียนตรวจสอบวา่ ตนเข้าใจถูกตอ้ ง
หรือไม่
ในการสอนวิชาน้ีคาบถัดไป โดยให้ผู้เรียนแต่ละคน ตอบลงบน
กระดาษตารางว่า สัตว์ใน subclass Eutheria ทฉ่ี ายขน้ึ จอ (และมีหมายเลข
กำ� กับ) อย่ใู น order ใดใน ๗ order เมื่อจบใหจ้ บั คกู่ บั เพอ่ื น และเปรยี บเทยี บ
คำ� ตอบกนั ก่อนจะฉายขอ้ เฉลย
การปรบั ใช้กับการเรยี นออนไลน์
วิธีการนใ้ี ช้ในออนไลน์ discussion forum ได ้ โดยเอาภาพจำ� นวน
หนึ่งไปไวบ้ นเว็บไซต์ กำ� หนดใหม้ ี team discussion forum (ทมี ละ ๔ - ๖
ค น) แลว้ หลังจากนัน้ เปน็ discussion forum ของทัง้ ชั้น
152 สนกุ กบั การเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
การขยายวธิ ีการ หรือประโยชน์
f ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ และจัดกลุ่มเองนอกชั้นเรียน แล้วใช้เวลาใน
ชน้ั เรียนเปรยี บเทียบผล และอภิปรายหลกั การร่วมกัน
f นอกจากจัดผเู้ รียนเปน็ ทีมทำ� งานจำ� แนกและจดั กลมุ่ แล้ว อาจใช้
เทคนคิ “fish bowl” คอื ใหผ้ เู้ รยี นอกี จำ� นวนหนง่ึ ทำ� หนา้ ทผ่ี สู้ งั เกต
การณแ์ ตล่ ะกลมุ่ เงยี บๆ เมอื่ งานจบ ใหท้ มี ผสู้ งั เกตการณเ์ ปน็ ผนู้ ำ�
เสนอผลงานจ�ำแนกและจดั กลุ่ม พรอ้ มข้อเสนอแนะวา่ ทีม ฯ มี
ขอ้ เสนอใหป้ รบั เปลี่ยนการจัดกลุ่มอยา่ งไรบา้ ง
f บอกระบบจ�ำแนก แล้วมอบให้ผู้เรียนด�ำเนินการจัดกลุ่มตาม
เกณฑ์ท่ใี ห้
f ให้การบ้าน โดยบอกระบบจ�ำแนก แล้วให้ผู้เรียนไปหาตัวอย่าง
ของแตล่ ะกลุ่มจำ� แนกจากในพ้ืนทที่ ตี่ นอาศยั อยู่
f เม่ือจบหน่วยการเรียน มอบกล่องใส่ตัวอย่าง ให้ผู้เรียนน�ำไป
ทบทวนสิ่งทตี่ นได้เรียนรู้
ค�ำแนะนำ�
เทคนิคน้ีต้องการระบบจ�ำแนกกลุ่มท่ีซับซ้อนพอเหมาะ หากง่ายเกิน
ไป กจ็ ะไมช่ ว่ ยดึงดดู ความนา่ สนใจ หากยากเกนิ ไป กจ็ ะทำ� ใหผ้ เู้ รียนเบ่ือ
ครคู วรแนะน�ำผ้เู รียนให้เน้นการแจกแจงจดั กลุ่มภาพใหญ่ก่อน แล้ว
จงึ คอ่ ยลงรายละเอยี ดทหี ลัง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนอภิปรายความคิดเชิงเหตุผลท่ีใช้ในระบบจ�ำแนก
หากผู้เรียนสร้างระบบจ�ำแนกที่แตกต่างจากระบบในต�ำราอย่างส้ินเชิง อย่า
บอกผู้เรยี นว่าผดิ ใหใ้ ชเ้ ปน็ โอกาสอภิปรายเรียนรวู้ ธิ ีคดิ
วจิ ารณ พานชิ 153
เอกสารค้นควา้ เพ่ิมเตมิ
Angelo TA, Cross KP. (๑๙๙๓) Classroom assessmet techniques : A
handbook for col ege teachers, ๒nd Ed. San Francisco : Jossey-Bass.
๑๕ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๗๕๘
154 สนกุ กับการเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
๒๙. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผูเรยี น (๙)
โครงรางความคิด
เคร่อื งมอื โครงรา งความคิด ใชช กั จูงผูเรียน
คิดประเดน็ ยากๆ และซบั ซอ น
ทต่ี องใชการวเิ คราะหแ ละวิจารณญาณ
ในตอนที่ ๒๘ น้ี ได้จาก Chapter 13 ชื่อ Analysis and Critical
Thinking และเปน็ เรื่องของ SET 9 : Frames
SET 9 โครงรา่ งความคิด
จุดเนน้ : ความร่วมมอื กจิ กรรมหลัก : การอ่าน การเขยี น
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน ์ : สูง
เครอื่ งมอื โครงรา่ งความคดิ ใชช้ กั จงู ผเู้ รยี นคดิ ประเดน็ ยากๆ และซบั
ซอ้ น ทต่ี อ้ งใชก้ ารวเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณญาณ เครอ่ื งมอื นเี้ ปน็ บทเรยี งความท่ี
ครเู ขยี นขนึ้ แลว้ ตดั สว่ นทเ่ี ปน็ เนอื้ หาสาระออกเสยี เหลอื แตส่ ว่ นโครงรา่ งความ
คดิ มอบให้ผู้เรียนน�าไปเขยี นเสียใหม่ตามความคดิ ของตนเอง
ขัน้ ตอนดำ� เนนิ กำร
๑. ครูเลือกเรื่องที่เก่ียวข้องกับรายวิชา ท่ีต้องการให้ผู้เรียนได้
วิเคราะห์อยา่ งใชว้ จิ ารณญาณ
วิจารณพานิช155
๒. กำ� หนดวธิ คี ดิ ทต่ี อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ กึ หดั เชน่ ประเมนิ แนวทาง
ทข่ี ดั แย้งกัน และตดั สินว่าแนวทางใดดที ่ีสุด, ตรวจสอบความถกู
ต้องของข้อโต้แย้งหรือข้อสรุป, ท้าทายสมมติฐานของตนเอง
เป็นตน้
๓. เขียนเรียงความท่ีแสดงเป้าหมาย และมีโครงสร้างความคิดที่
ชดั เจน คดั ลอกโดยตดั ขอ้ ความทเ่ี ปน็ เนอ้ื หาหรอื สาระออก เหลอื
แต่โครง โดยท่เี รยี งความนอ้ี าจสัน้ มาก ดงั ตัวอย่าง
ทฤษฎี ก เสนอวา่ ______________ และมีประโยชนช์ ่วยให้
เกดิ ความเขา้ ใจเรอ่ื ง _________________ ในทางตรงกนั ขา้ ม
ทฤษฎี ข ซงึ่ เสนอวา่ ________________ ดีกว่าในการอธิบาย
เรือ่ ง ___________
หรอื อาจเป็นข้อเขียนทย่ี าว ดงั ตัวอย่าง
ประเดน็ หลกั ของผเู้ ขยี นเรยี งความนี้ คอื _____________ โดย
มหี ลกั ฐานสนับสนุนคือ ___________ ในทางตรงกันขา้ ม มผี ู้
โตแ้ ยง้ วา่ ____________ โดยมหี ลกั ฐานหรอื เหตผุ ลสนบั สนนุ
คือ ___________ ดังนั้นเร่ืองนี้จึงอาจเป็น _________ หรือ
__________ ความเหน็ ของพวกเราคอื ______________ ถงึ
แมว้ า่ เราเหน็ ดว้ ยวา่ ____________________ แตเ่ รากย็ งั สงวน
ความเหน็ วา่ ________________เพราะ______________________
156 สนกุ กบั ก ารเรยี นในศ ตวรรษที่ ๒๑
๔. ตรวจสอบว่า โครงที่เหลือก�ำหนดให้ผู้เรียนต้องเติมข้อมูลอย่าง
ชัดเจน พรอ้ มกบั เปดิ ชอ่ งให้ปรับปรุงได้
๕. ถา่ ยส�ำเนาโครง และค�ำส่ังของครู เตรยี มมอบให้ผเู้ รียนเกบ็ เรยี ง
ความของเดมิ ไว้ใชป้ ระกอบการประเมนิ
๖. แจก “โครง” พรอ้ มคำ� สงั่ และอธบิ ายวา่ ผเู้ รยี นตอ้ งทำ� อะไร พรอ้ ม
ชี้แจงหรือตอบคำ� ถาม
๗. ผเู้ รียนเขยี นเรียงความ โดยใช้ “โครง” เปน็ แนวทาง
๘. ครเู กบ็ เรยี งความของผเู้ รยี นมาประเมนิ โดยใชเ้ รยี งความเดมิ ของ
ครูเปน็ ตัวเทยี บ
ตวั อย่าง
วิชารัฐบาลและการเมอื งอเมรกิ นั เบ้ืองตน้
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจผลประโยชน์พิเศษท่ีนักการเมืองอเมริกันได้
รบั หลงั จากครบู รรยายเรอื่ งนแ้ี ล้ว ครแู บง่ ผู้เรียนออกเปน็ กล่มุ ๓ คน และ
แจก “โครง” ต่อไปนี้
ในเรอ่ื งผลประโยชนพ์ เิ ศษของนกั การเมอื ง คนทว่ั ไปเหน็ พอ้ ง
กันว่า ____________ แม้ว่าจะเห็นพ้องกัน แต่ก็ยังมีค�ำถาม
ค้างคาเร่ือง ______________ โดยที่บางคนเชื่อว่า
_____________ แตบ่ างคนเหน็ แยง้ วา่ ___________ ความเหน็
ของเราคือ ______________ แม้ว่าเราเห็นพ้องว่า
_________________ เราเช่อื ว่า ________________ เราคดิ ว่า
ประเดน็ นีส้ ำ� คัญเพราะ _________________
วจิ ารณ พานิช 157
การประชุมปฏิบัติการเรอื่ งวชิ าการด้านการสอนและการเรียน
เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ เู้ ขา้ ประชมุ สอ่ื สารผลงานวจิ ยั ของตนกบั เพอื่ นๆ อยา่ ง ลกึ
วทิ ยากรใช้ “โครง” ช่วยดงั ตอ่ ไปน้ี
ในการอภปิ รายเร่อื ง _________เมอ่ื เรว็ ๆ น้ ี เกดิ ข้อโตแ้ ยง้ วา่
___________ ในดา้ นหนงึ่ มผี เู้ สนอวา่ _________ อกี ฝา่ ยหนง่ึ
เสนอวา่ _______________ ประเดน็ สำ� คญั จงึ มวี า่ สงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ ง
คือ _________ หรอื __________ขา้ พเจ้าเห็นวา่ อาจเป็นได้ว่า
________________ เพอื่ ไขความกระจา่ ง ขา้ พเจา้ จงึ ออกแบบ
การวิจัยเพื่อ ________________ ค�ำถามหลักคือ
______________ เพ่อื ชว่ ยการสรปุ ขา้ พเจ้ายดึ ขอ้ มลู ต่อไปน้ี :
______________________ วธิ ีการหลกั ๆ ทใี่ ชส้ รา้ งข้อมูลคือ
__________________ ปญั หาทปี่ ระสบคอื _________________
แตก่ น็ ่าต่นื เตน้ มาก เม่ือ ______________เกิดขนึ้ ข้อค้นพบ
ของข้าพเจา้ มีความสำ� คัญเพราะ ________________
การปรบั ใชก้ บั การเรยี นออนไลน์
วธิ ีการนี้ใชใ้ นการเรียนออนไลน์ได้ โดยจัดกลุ่มผูเ้ รียนให้อภปิ รายกัน
ใน wiki, discussion forum, website messaging, e-mail, instant messaging
หรอื โทรศพั ท ์ แล้วส่งผลงานเป็น e-mail attachment โดยแสดงบทบาทของ
ผูเ้ รยี นแต่ละคนโดย track changes ใน word processing
การขยายวธิ ีการ หรือประโยชน์
f ให้ผเู้ รียนแตล่ ะกลุ่มชว่ ยกันเขียนเรียงความบน flip chart โดยมี
“โครง” ให้เขียนข้อโต้แย้งหลัก แนวทางแสดงเหตุผล ข้อมูลหลักฐานท่ีดี
158 สนกุ กับการเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
ท่ีสดุ ข้อโตแ้ ยง้ กลบั ท่ีเข้มแขง็ ท่สี ดุ ขอ้ มลู หลกั ฐานทแ่ี ม่นยำ� ที่สนบั สนุนขอ้
โต้แย้งกลับ และประเด็นหลักระหว่าง ๒ แนวทาง ให้เวลาแต่ละทีมเขียน
เรยี งความบน flip chart เสรจ็ แลว้ ไปดูผลงานของกลุม่ อืน่ เพ่ือหาผลงานท่ดี ี
ทีส่ ุด (นอกจากของตนเอง) ตามดว้ ยการอภปิ รายทั้งชน้ั เพ่อื เรยี นร้หู ลกั การ
เช่น ปัจจัยท่ีท�ำให้เหตุผล/หลักฐาน น่าเช่ือถือ ให้ผู้เรียนจดบันทึก
“มาตรฐาน” วิธีคิดท่ีดีส�ำหรับเอาไว้ใช้ในกรณีอ่ืนๆ หรือทดลองเอามาใช้กับ
เหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจ�ำวนั
f “โครง” อาจน�ำมาใช้กับ SET 10 : เชือ่ และไม่เช่ือ ซึ่งอยใู่ นบันทกึ
ตอนหน้า
ค�ำแนะน�ำ
มีผู้กังวลว่าเทคนิคนี้จะท�ำให้ผู้เรียนเรียนแบบรับถ่ายทอด
(passive) ซงึ่ ไมจ่ รงิ หากครมู วี ิธีชักจูงให้ผู้เรยี นคดิ
การเขียนไม่ง่าย ย่งิ เขยี นรว่ มกันยิ่งทา้ ทาย การใช้ “โครง” ทำ� ให้
การเขียนร่วมกันเปน็ ไปได้
การเขียนตาม “โครง” ช่วยป้องกันการคัดลอก และการขโมยผล
งาน มาจากแหลง่ อ่ืน
“โครง” มีความแข็งตัว อาจช่วยผู้เรียนส่วนใหญ่ให้เขียนได้ง่าย
ขึ้น แต่อาจมีปัญหากับผู้เรียนท่ีมีความคิดเป็นอิสระของตนเอง ไม่ชอบเข้า
กรอบ
การเขยี น “โครง” ให้มขี ้อความพอเหมาะ ทจี่ ะเป็นโครง และให้มี
ส่วนที่ขาดหายไปพอเหมาะ ท่ีจะให้ผู้เรียนได้เขียนถ้อยค�ำของตน เพื่อให้ได้
ฝึกเขียนเรียงความที่ดี ได้ฝึกความคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณเป็นเรื่อง
ท้าทายส�ำหรบั คร ู
วจิ ารณ พานชิ 1 59
เอกสารคน้ ควา้ เพิม่ เติม
Graff G, Birkenstein C. (๒๐๐๖). “They say/I say” : The moves that matter
in academic writing. New York : Norton.
๑๖ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๗๘๐
160 สนกุ กบั การเรียนในศตวรรษท ี่ ๒๑
๓๐. เทคนคิ ดงึ ความสนใจผูเรียน (๑๐)
เช่อื และไมเ ชอื่
เปน เครือ่ งมอื ฝกผเู รยี นใหคดิ แบบสานเสวนา
(dialogical thinking) คอื ใหแสวงหาความคิดหรือวธิ ี
คดิ ทแ่ี ตกตางจากของตนเอง
และหากไมมีขอเสนอความคิดทแ่ี ตกตา ง
ก็ใหสามารถสรา งขอโตแ ยงข้นึ เองได
ในตอนที่ ๓๐ นี้ ไดจ้ าก Chapter 13 ช่ือ Analysis and Critical
Thinking และเปน็ เร่อื งของ SET 10 : Believing and Doubting
SET 10 เชอื่ และไม่เชอื่
จุดเนน้ : ความร่วมมอื กจิ กรรมหลกั : การอา่ น การอภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สงู
เป็นเคร่ืองมอื ฝกึ ผเู้ รยี นใหค้ ิดแบบสานเสวนา (dialogical thinking)
คือให้แสวงหาความคิดหรือวิธีคิดที่แตกต่างจากของตนเอง และหากไม่มี
ข้อเสนอความคดิ ที่แตกตา่ ง ก็ให้สามารถสร้างข้อโต้แยง้ ขนึ้ เองได้ กจิ กรรม
นจ้ี ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นทา� ความเขา้ ใจเอกสารหรอื ขอ้ เขยี นตา่ งๆ ทงั้ ดา้ นทเ่ี หน็ ดว้ ย
และดา้ นท่เี หน็ ต่างหรือตรงกนั ข้าม
วิจารณพานิช161
ในมุม “เชื่อ” ผ้เู รยี นฝกึ อ่านให้เข้าใจลกึ เข้าไปถงึ มติ ดิ า้ นคณุ คา่ หรือ
ความเชอื่ ของผเู้ ขยี น เมอื่ อา่ นแลว้ ผเู้ รยี นบนั ทกึ รายการเหตผุ ลสนบั สนนุ ขอ้ คดิ
เห็นของผ้เู ขยี น เอาไวอ้ ภิปรายกลมุ่ ยอ่ ยกับเพ่อื นๆ
ในมมุ “ไมเ่ ชอ่ื ” ผเู้ รยี นอา่ นเอกสารซำ�้ เพอื่ หาจดุ ออ่ นของขอ้ เขยี นนน้ั
และบันทึกรายการเช่นเดียวกัน ว่ามีเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งข้อเขียนนั้น
อ ยา่ งไรบา้ ง เอาไว้อภิปรายกลุ่มยอ่ ย
ข้ันตอนด�ำเนนิ การ
f ครหู าประเดน็ ตามเนอ้ื หาในรายวชิ า ทเี่ ปน็ ขอ้ โตแ้ ยง้ หรอื หาขอ้ ยตุ ิ
ยังไม่ได้ แล้วหาบทความ เร่ืองจากหนังสือพิมพ์ หรือส่วนหนึ่ง
ของขอ้ เขียนทีม่ ุ่งชกั จูงใหเ้ ชอื่ แนวทางหน่ึง
f น�ำบทความนั้นลงในแหล่งที่ผู้เรียนเข้าถึงได้ออนไลน์ หรือไปหา
ไดท้ หี่ อ้ งสมดุ โดยไมเ่ อย่ ถงึ ดา้ น “ไมเ่ ชอ่ื ” กำ� หนดใหผ้ เู้ รยี นอา่ น
เอกสารนน้ั ใหท้ ะลเุ ขา้ ไปในใจของผเู้ ขยี น อา่ นใหเ้ ขา้ ใจความรสู้ กึ
ความเชื่อ และคุณค่า และบันทึกประเด็นท่ีผู้เรียนเห็นด้วยกับผู้
เขียน ใหไ้ ดม้ ากประเดน็ ทีส่ ุดเทา่ ทจ่ี ะทำ� ได้
f ใหผ้ ู้เรยี นจับคู่ หรอื จดั กลมุ่ ๔ - ๕ คนเพือ่ อภปิ รายความเข้าใจ
ของแตล่ ะคน และพิจารณาว่าผเู้ ขียนมาจากไหน
f ให้ผู้เรยี นอภิปรายในชัน้ และครจู ดประเด็นบนกระดาน
f เมอื่ ผเู้ รยี นเขา้ ใจประเดน็ ในเอกสารดแี ลว้ ขอใหผ้ เู้ รยี นอา่ นเอกสาร
อีกรอบหน่ึง คราวนี้อ่านด้วยมุมมองของความไม่เห็นพ้อง หา
ประเด็นที่อาจจะไม่จริง ยังไม่น่าเชื่อถือ หรือยังไม่มีหลักฐาน
ยืนยันชัดเจน และจดประเด็นไว้
162 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
f ให้ผู้เรียนจับคู่หรือจับกลุ่มยอย่างเดิม คราวนี้ให้อภิปรายแลก
เปลีย่ นประเด็นทน่ี า่ จะผดิ ไม่นา่ เชอื่ หรอื ไม่จรงิ
f ใหผ้ เู้ รยี นรายงานตอ่ ชน้ั เรยี นวา่ มปี ระเดน็ “ไมเ่ ชอื่ ” อะไรบา้ ง จด
ลงบนกระดาน ครสู รปุ ต่อช้นั เรยี นวา่ ทำ� ไมคนเราจึงตอ้ งไมเ่ ปน็
ผู้บริโภคข้อเขียนแบบเช่ือง่าย ต้องอ่านและคิดอย่างใช้
วิจารณญาณ และให้ผู้เรียนช่วยกันคิดขั้นตอนของการอ่านอย่าง
มีวจิ ารณญาณ ดงั ตัวอยา่ ง
d พยายามตรวจสอบว่าใครเป็นคนเขยี น เปา้ หมายในการ
เขยี นคอื อะไร ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากท่ไี หน
d ชว่ ยกันคดิ ว่า ใครคือผู้อ่านทีเ่ ปน็ เป้าหมาย เพอื่ ท�ำความ
เข้าใจวา่ ผเู้ ขียนตอ้ งการขายความคิดอะไรแก่ใคร เพอ่ื เปา้
หมายอะไร
d หาขอ้ ความทไี่ ม่สอดคลอ้ งกับเรื่อง แตส่ อดเขา้ มาเพอ่ื
ชวนเชอ่ื โดยเฉพาะ
ตัวอย่าง
วชิ าชีววิทยาทวั่ ไป
ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาน้ีต้องการฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะในการอ่าน
อย่างมีวิจารณญาณเพื่อท�ำความเข้าใจประเด็นทางจริยธรรมที่เก่ียวข้องกับ
ชวี วทิ ยา จึงหาบทความทีเ่ ขียนอย่างชักจงู เรือ่ งเซลลต์ น้ กำ� เนิดจากตวั อ่อน
(embryonic stem cels) เกีย่ วกับการสร้าง การใช้ และการทำ� ลายเซลล์ตน้
กำ� เนดิ ชนดิ น ้ี ชใี้ หเ้ หน็ วา่ เปน็ ขน้ั ตอนไปสกู่ ารทำ� โคลนนง่ิ เพอ่ื สรา้ งคนขน้ึ มา ซง่ึ
จะนำ� ไปส่กู ารลดคณุ ค่าของความเป็นมนษุ ย ์
วิจารณ พานิช 1 63
ครูก�ำหนดให้ผู้เรียนแต่ละคนอ่านบทความน้ีในเวลาเรียน ท�ำความ
เข้าใจตามที่ผู้เขียนเสนอ และจดรายการประเด็นที่จูงใจให้เชื่อถือ แล้วให้ผู้
เรยี นจับคู่แลกเปลย่ี นและทำ� ความเขา้ ใจประเดน็ แล้วอภปิ รายในชั้น โดยครู
ช่วยเขียนรายการบนกระดาน
แล้วครูจึงน�ำเสนอคุณประโยชน์ของการวิจัยด้านเซลล์ต้นก�ำเนิด ซ่ึง
จะมีมุมมองที่ต่างจากในบทความ แล้วจึงให้ผู้เรียนอ่านบทความอีกครั้ง
หนึง่ คราวนี้พยายามหาจุดออ่ นที่โตแ้ ย้งได้ หรือน่าจะผิด ในบทความและท�ำ
รายการไว้ นำ� มาอภิปรายในชั้น และหลงั จากน้ัน ครชู วนผเู้ รยี นท�ำรายการ
ว ิธีอา่ นอยา่ งมีวจิ ารณญาณ ส�ำหรับเก็บไว้ใช้
การปรับใชก้ ับการเรยี นออนไลน์
วิธีการนี้ใชใ้ นการเรยี นออนไลน์ ได้โดยง่าย โดยจัดกลุม่ ผเู้ รียนหรือ
จับคู่ผู้เรียนให้อ่านบทความ จดประเด็นที่น่าเช่ือ น�ำไปอภิปรายกันใน web
site messaging, e-mail, หรือโทรศพั ท์ แลว้ แต่ละคนสง่ ผลงานเป็น e-mail
attachment แลว้ ครรู วบรวมรายการประเดน็ ทนี่ า่ เชอ่ื ถอื นำ� เสนอบน เวบ็ บอรด์
ให้ผู้เรียนอ่าน หลังจากนั้นครูให้ผู้เรียนอ่านบทความอีกครั้งหนึ่ง ด้วยท่าที
“ไม่เช่ือ” จดรายการท่ีน่าสงสัยในความถูกต้อง หรือมีข้อโต้แย้ง เอามา
อภปิ รายกนั อกี ครง้ั หน่ึง และส่งการบ้านของแตล่ ะคนให้ครูเป็นคร้ังที่ ๒ และ
ครูกร็ วบรวมประเดน็ “ไม่เช่อื ” โพสต์ใหผ้ เู้ รียนอา่ นอีก หลงั จากนน้ั ครูชวน
ผู้เรียนอภิปรายคุณค่าของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และจบด้วยการชวน
ผ ู้เรยี นช่วยกันระบขุ น้ั ตอนของการอ่านอย่างมวี ิจารณญาณ
การขยายวิธีการ หรอื ประโยชน์
แทนท่ีจะให้ผู้เรียนอ่านเอกสารหรือบทความ อาจใช้วิธีท่ีครูบรรยาย
164 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท ี่ ๒๑
สน้ั ๆ เร่อื งด้านบวก และด้านลบของเรือ่ งน้ัน
f ครบู รรยาย
f แล้วให้ผู้เรียนท�ำรายการ ๒ รายการ คือ “รายการเช่ือ” กับ
“รายการไมเ่ ชอื่ ” พรอ้ มทง้ั เขยี นเรยี งความสน้ั ๆ เกย่ี วกบั เรอ่ื งนนั้
ส่งครู
f ใหผ้ เู้ รยี นบนั ทกึ ขน้ั ตอนความเชอื่ และไมเ่ ชอื่ ของตน วา่ ดำ� เนนิ ไป
อยา่ งไร มกี ารเปลย่ี นความเชอ่ื ตอนไหน เพราะอะไร แลว้ เขยี น
เรียงความเร่ืองวิธเี ปล่ยี นใจคน
คำ� แนะน�ำ
อาจใหผ้ ้เู รยี นอ่านบทความ ๒ บทความทใี่ ห้ข้อมูลและความเหน็ ขดั
แย้งกัน โดยให้บทความแรกกอ่ น ใหผ้ ู้เรยี นอ่านและทำ� รายการประเด็นที่น่า
เชอ่ื ถอื แลว้ ใหอ้ า่ นบทความท่ี ๒ และทำ� รายการประเดน็ ท่ีน่าเชอ่ื ถือ
อาจใช้วิธีการนี้ฝึกให้ผู้เรียนประเมินความน่าเชื่อถือของข้อความใน
อนิ เทอรเ์ นต็ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นรจู้ กั ใชข้ อ้ มลู จาก อนิ เทอรเ์ นต็ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
เอกสารค้นควา้ เพมิ่ เติม
Bean JC (๑๙๙๖). Engaging ideas : The professor’s guide to integrating
writing, critical thinking, and active learning in the classroom. San
Francisco : Jossey-Bass, pp” ๑๔๒-๑๔๓, ๑๕๖-๑๕๗.
๑๖ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๕๘๘๘
วิจารณ พานิช 1 65
๓๑. เทคนิคดึงความสนใจผูเรยี น (๑๑)
ขอ โตแ ยงทางวิชาการ
เปนเครอื่ งมือฝกผูเรยี นใหค ดิ แบบวิเคราะหอยางลกึ
คือใหวเิ คราะหทัง้ สองดา นของขอ โตแ ยง
เพอ่ื ฝก ฝนใหไ มค ดิ แบบ ใช- ไมใ ช คือเหน็ ความซบั ซอน
ภายในประเด็นหรอื เรอ่ื งนั้นๆ นอกจากนน้ั การไดฝ ก ฟง
ความเห็นของเพือ่ น และแสดงความเหน็ ของตนเอง
เปนการฝกทกั ษะการสอื่ สาร
ในตอนที่ ๓๐ นี้ ไดจ้ าก Chapter 13 ช่อื Analysis and Critical
Thinking และเปน็ เรอ่ื งของ SET 11 : Academic Controversy
SET 11 ข้อโตแ้ ย้งทางวชิ าการ
จุดเนน้ : ความร่วมมอื กจิ กรรมหลัก : การอ่าน การอภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
เปน็ เครอื่ งมอื ฝกึ ผเู้ รยี นใหค้ ดิ แบบวเิ คราะหอ์ ยา่ งลกึ คอื ใหว้ เิ คราะห์
ท้ังสองดา้ นของขอ้ โต้แย้ง เพอื่ ฝึกฝนใหไ้ มค่ ดิ แบบ ใช-่ ไม่ใช่ คอื เห็นความ
ซบั ซอ้ นภายในประเดน็ หรอื เรอ่ื งนน้ั ๆ นอกจากนนั้ การไดฝ้ กึ ฟงั ความเหน็ ของ
เพ่อื น และแสดงความเหน็ ของตนเอง เปน็ การฝึกทกั ษะการสือ่ สาร
166 สนกุ กบั การเรียนในศตวรรษที่ ๒๑
ขน้ั ตอนดำ� เนินการ
๑. ครหู าประเดน็ ตามเนอ้ื หาในรายวชิ า ทเ่ี ปน็ ขอ้ โตแ้ ยง้ หรอื หาขอ้ ยตุ ิ
ที่ชัดเจนไม่ได้ รวมทั้งจะช่วยสร้างมุมมองท่ีแตกต่าง เป็นเร่ืองที่
น่าสนใจส�ำหรับผู้เรียน แต่ก็ไม่สร้างความขัดแย้งหรืออารมณ์
รนุ แรงเกนิ ไปในกลุ่มผู้เรยี น
๒. เขยี นเรอ่ื งขน้ึ เปน็ กรณศี กึ ษา พมิ พส์ ำ� เนาลงกระดาษตา่ งส ี พรอ้ ม
คำ� สง่ั หรอื แนวทางใหผ้ เู้ รยี นด�ำเนนิ การ เพอ่ื แจกใหผ้ เู้ รยี นซง่ึ แบง่
ออกเปน็ ๒ สี สมมตวิ า่ สเี ขยี ว(กำ� หนดใหส้ เี ขยี วมจี ดุ ยนื หนงึ่ ตาม
ในกรณศี กึ ษา) กับ สนี ำ้� เงิน ซึง่ กำ� หนดใหม้ ีจุดยืนตรงกนั ข้าม
๓. แบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ ๒ สี เทา่ ๆ กนั แจกเอกสารกรณศี กึ ษา และ
บอกใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนอา่ นเรอื่ ง และกำ� หนดความเหน็ ของตนเอง
ไว้
๔. ให้ผู้เรียนจัดกลุ่ม กลุ่มละ ๔ คน แต่ละกลุ่มมีสีเขียว ๒ คน
สนี ้�ำเงิน ๒ คน
๕. ให้ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มจับคู่สีเดียวกัน ระดมความคิดกันเพ่ือหา
ขอ้ สนบั สนนุ จุดยืนตามที่ไดร้ บั มอบตามสี ใชเ้ วลา ๒ - ๓ นาท ี
๖. ให้ผู้เรียนแยกกลุ่ม เดินไปหาเพ่ือนสีเดียวกันในห้อง เพ่ือแลก
เปลี่ยนความเห็นกัน โดยมีเป้าหมายรวบรวมข้อคิดเห็นส�ำหรับ
สนับสนุนจุดยืนตามสีของตน
๗. ผเู้ รยี น กลับมารวมกล่มุ ๔ คนอย่างเดมิ (ตามข้อ ๔)
๘. ให้คูส่ เี ขียวน�ำเสนอจดุ ยนื ของตน คู่สีนำ้� เงนิ ฟงั โดยไม่พดู อะไร
๙. ให้คู่น้�ำเงินซักถามเพื่อความกระจ่าง แล้วให้คู่น�้ำเงินน�ำเสนอ คู่
เขยี วฟงั หลังจากนนั้ คเู่ ขียวซกั ถาม
วิจารณ พานิช 167
๑๐. ใหเ้ ปลี่ยนขา้ งจดุ ยืน โดยมเี วลาเตรียมคดิ สกั คร่ ู แล้วอภิปรายโต้
แยง้ กัน
๑๑. หลังจากน้ัน ขอให้ทมี ๔ คนอภิปรายหาข้อยุติหรือฉันทามตใิ น
๔ คน
๑๒. จดั ใหอ้ ภิปรายรว่ มกันในชนั้ โดยให้ทีม ๔ คน ที่เลือกขา้ งความ
เห็นสีเขียวยกมือ และให้ทีมท่ีเลือกสีน�้ำเงินยกมือ ให้ผู้เรียนที่
เปลี่ยนความเหน็ อธิบายวา่ ทำ� ไมตนจึงเปลี่ยนใจ
ตวั อยา่ ง
วิชาประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะ
ศาสตราจารย์ผู้สอนวชิ าน้ี กำ� หนดใหผ้ ู้เรยี นถกเถยี งกนั ว่า “ใครเปน็
เจ้าของอดตี ” โดยครูบรรยายสั้นๆ ว่าในปัจจบุ นั พิพิธภณั ฑต์ า่ งๆ ถูกกดดนั
ให้คืนสิ่งของต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ กลับไปให้แก่ประเทศท่ีเป็นแหล่งก�ำเนิด
ของสิ่งของเหล่าน้ัน ด้วยเหตุผลว่ามีการเอามาจากประเทศต้นก�ำเนิดอย่าง
ไมถ่ กู ตอ้ ง ประเทศตน้ กำ� เนดิ อารยธรรมโบราณ เชน่ กรซี จนี อยี ปิ ต ์ อติ าล ี
จอรแ์ ดน อหิ ร่าน เตอรก ี ปากีสถาน อ้างวา่ สิง่ ของเหล่านี้เปน็ สมบัติของ
ชาติ ท่ีช่วยแสดงเอกลักษณ์ของชาติในโลกสมัยใหม่ แต่ภัณฑารักษ์ นัก
ประวตั ิศาสตร์ และคนในประเทศตะวนั ตก อา้ งว่าส่ิงของเหลา่ น้นั เปน็ สมบัติ
ของมนุษยชาติ ที่ควรจะได้น�ำมาจัดแสดงเพื่อการเรียนรู้อารยธรรมมนุษย์ ที่
กา้ วข้ามพรมแดนรฐั ชาต ิ
ครูจึงใช้เครอ่ื งมอื “ขอ้ โต้แยง้ ทางวชิ าการ” เพ่อื ให้ผู้เรียนไดท้ ำ� ความ
เ ข้าใจรายละเอยี ด และฝกึ คิดวิเคราะหอ์ ย่างลกึ ซง้ึ
168 สนกุ กบั การเรยี นในศ ตวรรษท ่ี ๒๑
การปรับใช้กับการเรยี นออนไลน์
เทคนิคคลา้ ย Academic Controversy ท่มี กี ารพฒั นาสำ� หรับเรียน
ออนไลน์ ช่ือ “Progressive Project” วิธีการคอื ครูเสนอรายชอ่ื ประเดน็ ให้
ผเู้ รียนเลือก ๑ ประเดน็ แลว้ ใหผ้ ูเ้ รยี นจบั คู่ ระหว่างผเู้ รียน ก กับผูเ้ รียน ข
เริม่ โดยผูเ้ รียนอา่ นเอกสาร แลว้ ผเู้ รียน ก เขียนเหตุผลสนบั สนนุ ๓ ข้อ สง่ ให้
ผเู้ รยี น ข แลว้ ผู้เรียน ข เขียนเหตผุ ลคา้ น ๓ ข้อ แลว้ สง่ ครู ครสู ง่ ผลงานนี้
ไปยังผู้เรียนอีกคู่หน่ึง ให้ประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของเหตุผลสนับสนุนและ
เหตผุ ลคา้ น สง่ กลบั ใหค้ รู (Conrad RM, Donaldson JA. (๒๐๐๔). Engaging
theออนไลน์ learner : Activities and resources for creative instruction.
San Francisco : Jossey-Bass.)
การขยายวธิ กี าร หรือประโยชน์
แทนท่ีจะให้ผู้เรียนกลุ่ม ๔ คน หาข้อฉันทามติด้านเขียวหรือด้าน
น้�ำเงิน เปลี่ยนเป็นให้หาทางสร้างฉันทามติใหม่ ท่ีเป็นการออมชอมระหว่าง
สองข้วั
ค�ำแนะนำ�
การให้ผู้เรียนโต้แย้งจากมุมท่ีต่างกันท้ังสองมุม ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก
ติดจากตา่ งมุม โดยไมถ่ ูกแรงกดดันจากความคิดแบง่ ข้ัวในสังคม
ข้อคิดเหน็ ของผม
นา่ จะดัดแปลงวิธกี ารขา้ งตน้ ใหผ้ ู้เรยี นไปคน้ หาข้อมูลหลกั ฐานเกยี่ ว
กบั ขอ้ โตแ้ ยง้ เรอ่ื งนน้ั เพมิ่ เตมิ จากในเอกสารกรณศี กึ ษาของคร ู กจ็ ะทำ� ใหผ้ เู้ รยี น
ไดฝ้ กึ คน้ ควา้ และจะทำ� ให้ไดฝ้ กึ การวเิ คราะห์ในมติ ิทีซ่ บั ซ้อนและลกึ ยิ่งขน้ึ
วจิ ารณ พานชิ 1 69
เอกสารคน้ ควา้ เพิ่มเตมิ
Jacobson D. (๒๐๐๒). Getting students in a technical class
involved in the classroom. In Stanley DA (Ed.),Engaging large classes
: Strategies and techniques for colege faculty. Bolton, MA : Anker,
pp. ๒๑๔-๒๑๖.
๑๗ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๖๐๑๖
170 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
๓๒. เทคนิคดึงความสนใจผเู รยี น (๑๒)
โตวาที
เปน เครอ่ื งมือฝกผูเ รยี นใหม โี ลกทัศนกวางขวาง
มีความเขาใจความรูท ่ซี บั ซอน ไมชดั เจน และไมแ นนอน
ในตอนที่ ๓๐ นี้ ได้จาก Chapter 13 ช่อื Analysis and Critical
Thinking และเปน็ เรอื่ งของ SET 12 : Split-room Debate
SET 12 โต้วาที
จดุ เน้น : ความร่วมมือ กิจกรรมหลัก : การอภิปราย
ระยะเวลา : ๑ คาบ โอกาสเรียนออนไลน์ : สงู
เป็นเครือ่ งมอื ฝกึ ผเู้ รยี นให้มโี ลกทศั น์กวา้ งขวาง มคี วามเขา้ ใจความ
รู้ที่ซบั ซ้อน ไมช่ ดั เจน และไม่แน่นอน
หลงั ฟงั การบรรยาย หรอื อา่ นกรณศี กึ ษา จดั ๒ ฝง่ั ของหอ้ งเรยี น เปน็
ฝง่ั ฝ่าย ก กับฝ่ังฝ่าย ข ให้ผเู้ รียนเลอื กเองวา่ ตนจะอยู่ฝา่ ยใด เพอื่ โตว้ าที
กนั โดยมกี ตกิ าวา่ ผลดั กนั พดู ฝา่ ยละคน เมอื่ ฝา่ ยหนง่ึ พดู จบเวลา กช็ ต้ี วั บคุ คล
ของฝ่ายตรงกันข้ามให้เป็นผู้พูด และมีกติกาให้ย้ายข้างได้โดยสมัครใจ เมื่อ
ได้รับข้อมูลความรู้มากข้ึน จนเปลี่ยนใจ รวมท้ังอนุญาตให้เดินไปพูดคุยกับ
เพอ่ื นไดท้ ้งั หอ้ ง
วิจารณ พานชิ 171
ขนั้ ตอนด�ำเนนิ การ
๑. ครหู าประเดน็ ตามเนอื้ หาในรายวชิ า ทเี่ ปน็ ขอ้ โตแ้ ยง้ หรอื หาขอ้ ยตุ ิ
ที่ชัดเจนไม่ได้ และมีประเด็นโต้แย้งได้เป็น ๒ ค่าย เหมาะต่อ
การน�ำมาเป็นประเด็นโต้วาที ต้ังช่ือส้ันๆ ให้ดึงดูดความ
สนใจ และมปี ระเดน็ โตแ้ ยง้ ชดั เจน แตก่ ม็ คี วามกวา้ งยดื หยนุ่ เพยี ง
พอท่จี ะโตว้ าทกี ันไดส้ นกุ
๒. เตรียมให้ผู้เรียนมีพ้ืนความรู้เรื่องนั้นเพียงพอ โดยการบรรยาย
หรอื มเี อกสารให้อ่าน หรือมอบหมายใหผ้ ู้เรียนค้นคว้ามาก่อน
๓. ก�ำหนดกติกา เช่นผู้เรียนสามารถน�ำเสนอประเด็นได้เพียงคราว
ละประเด็นเดียว หรือก�ำหนดเวลาให้น�ำเสนอได้เพียงคนละ
๓ นาท ี เปน็ ตน้ และเลอื กผเู้ รยี นเปน็ “ผชู้ ว่ ยกรรมการ” เชน่ ทำ�
หน้าท่จี ับเวลา
๔. อธบิ ายกตกิ า พรอ้ มตอบขอ้ ซกั ถาม กำ� หนดพนื้ ทขี่ องฝา่ ยเสนอ
พืน้ ทข่ี องฝ่ายค้าน
๕. ให้เวลาผู้เรียนคิดสกั ครู่ แลว้ ใหแ้ ต่ละคนเลือกเดนิ เขา้ สู่พ้นื ท่ีฝา่ ย
ทต่ี นเห็นวา่ มีนำ�้ หนักมากกว่า
๖. ใหฝ้ า่ ยเสนอพดู กอ่ น จบลงดว้ ยการชฝี้ า่ ยตรงขา้ ม ๑ คนเปน็ ผพู้ ดู
๗. ท�ำสลับฝ่ายเช่นนี้จนหมดประเด็นท่ีจะเสนอหรือโต้แย้ง ครู
ประกาศยุติการโต้วาที ให้ผู้เรียนกลับไปน่ังตามปกติ และ
อภิปรายเพ่ือสรุปประเด็นส�ำคัญ รวมทั้งท�ำความเข้าใจเรื่องการ
เปล่ยี นใจ หรอื เปล่ียนความคิด
ตัวอย่าง
วชิ าภาวะผูน้ �ำทางการศกึ ษา
ศาสตราจารยผ์ สู้ อนวชิ านี้ ไดท้ ำ� ความเขา้ ใจเชงิ ลกึ ในหลายหลายดา้ น
172 สนกุ กับก ารเรียนในศ ตวรรษที่ ๒๑
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา เพอ่ื ใหไ้ ดล้ บั /ฝกึ ความคดิ เหน็ ของตนใหช้ ดั เจน หรอื
คมชัด เพื่อเตรียมเข้าสู่หน้าท่ีผู้บริหารโรงเรียน โดยใช้การเรียนรู้ผ่านการ
โต้วาที โดยเตรียมโจทย์จ�ำนวนหนึ่ง เช่น “โรงเรียนของรัฐควรสอนลัทธิ
พระเจา้ สรา้ งโลก คขู่ นานไปกบั การสอนววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ เปน็ สว่ นหนง่ึ
ของหลักสตู รวิทยาศาสตร”์ “ควรใช้ระบบใบส�ำคัญจ่าย (voucher) เพ่อื เปดิ
โอกาสให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือก และให้เกิดการแข่งขันระหว่างโรงเรียน” และ
หลังการโต้วาที ครูให้ผู้เรียนเขียนเรียงความเพ่ือสรุปประเด็นจากมุมมองท้ัง
ส องด้าน และสรุปมุมมองของตนเอง
การปรบั ใชก้ บั การเรยี นออนไลน์
ทำ� คลา้ ยโตว้ าทแี บบพบหนา้ ครเู ขยี นคำ� อธบิ ายเหตผุ ลเปา้ หมายของ
การโตว้ าท ี กำ� หนดหวั ขอ้ โตว้ าท ี และบอกขอ้ กำ� หนดตา่ งๆ สรา้ งเวทโี ตว้ าที
ออนไลน์ พรอ้ มกบั บอกประเดน็ การโตว้ าท ี แลว้ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนบอกเหตผุ ล
ด้านเห็นด้วย เสร็จแล้วให้บอกเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย แล้วให้ผู้เรียนแต่ละคน
เปลย่ี นขา้ ง จบแลว้ ใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนเขยี นขอ้ สรปุ และสงั เคราะห์ พรอ้ มเพมิ่
ขอ้ คดิ เห็นสว่ นตัว
การขยายวธิ กี าร หรอื ประโยชน์
f แทนท่จี ะเปน็ การโตว้ าทที ัง้ ชน้ั อาจปรบั เปน็ จัดทมี หรือจดั เปน็
คู่ ใหโ้ ตก้ ัน
f อาจหาหวั เร่ืองทม่ี ีประเด็นโตแ้ ยง้ กนั ๓ ทางเลือก จดั โตว้ าที ๓
ฝ่าย
f อาจกำ� หนดใหผ้ เู้ รยี นคน้ ควา้ มาลว่ งหนา้ เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู หลกั ฐาน
แนน่ แฟ้นขนึ้
f หลังการโต้วาทีให้ผู้เรียนเขียนเรียงความ ว่าตนชัดเจนข้ึนใน
วจิ ารณ พานิช 1 73
ประเด็นใดบ้าง แปลกใจเรอื่ งอะไรบ้าง เพราะอะไร เปล่ียนใจ
เร่ืองอะไรบ้าง เพราะอะไร ได้รับความรใู้ หมอ่ ะไรบ้าง
ค�ำแนะน�ำ
เทคนคิ นจี้ ะไดป้ ระโยชนจ์ รงิ จงั เมอื่ ผเู้ รยี นมพี นื้ ความรหู้ รอื ขอ้ มลู เรอ่ื ง
นั้นมากเพียงพอ จึงควรจัดให้ผู้เรียนเตรียมหาความรู้มาก่อน พึงป้องกัน
สภาพทผี่ เู้ รยี นโตก้ นั ดว้ ยวาทะทไ่ี รค้ วามเขา้ ใจแทจ้ รงิ หรอื อยา่ งขาดขอ้ มลู คอื
ต้องไม่ใชโ่ ตว้ าทเี อามันดว้ ยวาทะเชอื ดเฉอื นหรอื สนุกโปกฮา
ครพู งึ เลอื กเรอ่ื งสำ� หรบั ใชเ้ ครอื่ งมอื น้ี ทมี่ มี มุ มองได้ ๒ ขนั้ จรงิ ๆ และ
ไม่ใช่ขว้ั ถูก-ผดิ
ในกรณที ่ผี ู้เรียนยา้ ยมาอยูฟ่ ากหนง่ึ จนอกี ฝา่ ยหน่ึงเหลอื เพยี ง ๒ - ๓
คน ครคู วรยตุ กิ ารโต ้ และชมเชยฝา่ ยขา้ งนอ้ ยในความกลา้ หาญยนื หยดั แมจ้ ะ
มแี รงกดดัน
การจัดการโต้วาทีที่ได้ผลดี จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีคิดแบบ
วเิ คราะหท์ พี่ งุ่ เปา้ ลกึ และมมี มุ มองทหี่ ลากหลาย ผเู้ รยี น ควรไดฝ้ กึ ใหค้ วาม
คิดเห็นท่ีตรงกันข้ามกับความเห็นของตนเอง เพื่อฝึกวิธีคิดท่ีหลุดพ้นจาก
ทัศนคติแบบข้ัวตรงกันข้าม หรือขาว-ด�ำ ซึ่งจะช่วยเพ่ิมความอกทนอดกล้ัน
ต่อความแตกตา่ ง
ตามปกติผู้เรียนจะสบายใจท่ีจะโต้วาทีอยู่ข้างที่ “เป็นพระเอก” ไม่
สบายใจทจี่ ะอยฝู่ า่ ย “ผรู้ า้ ย” ครตู อ้ งสรา้ งบรรยากาศทห่ี นนุ ใหผ้ เู้ รยี นสบายใจ
ทจ่ี ะอยฝู่ า่ ยไหนกไ็ ด้ โดยเขา้ ใจวา่ นค่ี อื กระบวนการเรยี นรวู้ ธิ คี ดิ เชงิ วเิ คราะห์
หากประเดน็ โตว้ าทเี ปน็ เรอ่ื งใกลต้ วั ผเู้ รยี น หรอื ตรงกบั ยคุ สมยั ผเู้ รยี น
ก็จะสนใจมาก
174 สนุกกับการเรยี นในศตวรรษที่ ๒๑
หลงั จบการโตว้ าทไี ปแลว้ ครอู าจมอบหมายกจิ กรรมตอ่ เนอื่ ง เชน่ ให้
เขยี นบทวเิ คราะหเ์ รอ่ื งดังกลา่ ว ยาว ๑ - ๒ หน้า โดยอาจให้สมมติตัวเอง
เปน็ นกั วเิ คราะหน์ โยบาย ใหแ้ กผ่ ยู้ กรา่ งกฎหมาย หรอื เปน็ ทปี่ รกึ ษาของ ซอี โี อ
บริษัท
เอกสารค้นคว้าเพ่ิมเตมิ
Frederick PJ. (๒๐๐๒). Engaging students actively in large lecture settings.
In Stanley CA (Ed.), Engaging large classes : Strategies and twchniques
for colege faculty. Bolton, MA : Anker, pp ๖๒-๖๓.
๑๘ ต.ค. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๖๑๔๖
วิจารณ พานิช 175
๓๓. เทคนคิ ดึงความสนใจผูเรียน (๑๓)
ทมี วิเคราะห
เปน กิจกรรมที่ชวยใหผ เู รยี นไดเ รยี นรวู า ในกจิ กรรมท่ี
เรียกวา “การวิเคราะห” นั้น จริงๆ แลว มีกจิ กรรม
ยอ ยๆ หลายกจิ กรรม คนท่วี เิ คราะหไดลึกและแมน ยํา
ตองเขา ใจและหมนั่ ฝกทักษะองคป ระกอบเหลา นี้
ในตอนท่ี ๓๓ นี้ ได้จาก Chapter 13 ชือ่ Analysis and Critical
Thinking และเปน็ เรือ่ งของ SET 13 : Analytic Team
SET ๑๓ ทมี วิเคราะห์
จุดเนน้ : ความรว่ มมือ กิจกรรมหลัก : หลากหลาย
ระยะเวลา : ๑ หรือหลายคาบ โอกาสเรยี นออนไลน์ : สูง
ชอื่ บอกอยแู่ ลว้ วา่ เปน็ เครอื่ งมอื ฝกึ ผเู้ รยี นใหม้ ที กั ษะดา้ นวเิ คราะห์ และ
ทกั ษะทา� งานเปน็ ทมี ไปพรอ้ มๆ กนั จดุ สา� คญั คอื ตอ้ งเนน้ ทกี่ ารวเิ คราะห์ สว่ น
การทา� งานเป็นทีมเป็นรอง
เพื่อให้วิเคราะห์ได้ลึก จึงต้องแบ่งหน้าที่กันท�า เช่น หน้าที่ผู้
สรุป หน้าท่ีผู้เช่ือมโยง (กับโลก) หน้าท่ีผู้น�าเสนอทฤษฎี หน้าท่ีผู้วิพากษ์
วจิ ารณ์ เปน็ ตน้
176 สนกุ กบั การเรียนในศ ตวรรษท่ี ๒๑
เปน็ กิจกรรมท่ีชว่ ยใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรู้วา่ ในกจิ กรรมทเี่ รียกว่า “การ
วิเคราะห”์ น้ัน จรงิ ๆ แลว้ มีกจิ กรรมยอ่ ยๆ หลายกิจกรรม คนท่ีวิเคราะห์ได้
ลกึ และแม่นยำ� ตอ้ งเขา้ ใจและหม่ันฝึกทักษะองค์ประกอบเหลา่ นี้
ครสู ามารถกำ� หนดหนา้ ทย่ี อ่ ยๆ ใหต้ รงกบั สาขาวชิ าทก่ี ำ� ลงั เรยี น เพอื่
ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่า ในสาขาวิชานั้น หากจะเรียนรู้ได้ลึกผู้เรียนต้องหมั่น
ฝกึ ฝนทักษะการวเิ คราะหใ์ นมติ ใิ ดบา้ ง
การทผี่ เู้ รยี นตกลงกนั แบง่ หนา้ ท่ี โดยมคี รคู อยชว่ ยแนะนำ� จะชว่ ยให้
สามารถดงึ ผูเ้ รียนท่เี ปน็ คนเงียบ ไมช่ อบสงั คม ให้ออกมาแสดงบทบาทในชัน้
เรียนได้
ขนั้ ตอนดำ� เนนิ การ
๑. ครูหาประเด็นตามเนื้อหาในรายวิชา ที่มีความซับซ้อน
มาก ต้องการกระบวนการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน แล้วแยกแยะ
บทบาทย่อยในกระบวนการวิเคราะห์ ตัวอย่างของบทบาทย่อย
ของการวิเคราะห์อยู่ในตารางขา้ งลา่ ง
ครูควรทดลองท�ำหน้าที่แต่ละบทบาทย่อยในเร่ืองท่ีก�ำหนด เพื่อหา
ทางปรบั ให้แตล่ ะบทบาทมีความท้าทายพอเหมาะ ไม่ยากและไม่งา่ ยเกินไป
ผ้นู ำ�เสนอ (proponent) ทำ�หน้าที่ เสนอรายการประเด็นทต่ี นเห็นด้วย และ
บอกเหตผุ ล
ผวู้ พิ ากษว์ จิ ารณ์ (critic) นำ�เสนอรายการประเด็นทีต่ นไมเ่ ห็นดว้ ย หรอื มี
ขอ้ สงสัย หรอื เปน็ ประเด็นทไ่ี มม่ ีประโยชน ์ และ
ผูย้ กตวั อยา่ ง บอกเหตุผล
ผสู้ รปุ ยกตวั อยา่ งของแต่ละหลักการทีม่ ีการนำ�เสนอ
เตรียมข้อสรุปของแตล่ ะประเด็นทม่ี ีความสำ�คัญ
ผตู้ ัง้ คำ�ถาม จัดทำ�รายการคำ�ถามสำ�คญั ๆ ต่อเอกสารหรอื
เร่ืองราวทก่ี ำ�ลังพจิ ารณา
วจิ ารณ พานชิ 177
๒. ครูจัดทีมผ้เู รียน ๔ - ๕ คน และมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคน
๓. ครูน�ำเสนอเร่ืองโดยการบรรยาย ให้ดูวีดิทัศน์ หรือมอบเอกสาร
ให้อา่ น
๔. ใหเ้ วลาผู้เรียนแตล่ ะทมี ทำ� งานวิเคราะห์
๕. ผเู้ รยี น แต่ละทมี นำ� เสนอผลงาน
๒. ทำ� reflection หรือ AAR เพอ่ื ลปรร. การทำ� หนา้ ทยี่ อ่ ยแต่ละ
แบบของการวเิ คราะห ์ หรอื อาจใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนเขยี นเรยี งความ
สนั้ ๆ วา่ ตนมขี อ้ แนะนำ� คนอน่ื อยา่ งไรบา้ ง ใหท้ ำ� หนา้ ทนี่ นั้ ๆ ไดด้ ี
ตวั อยา่ ง
วิชาสัมมนาดา้ นการจัดการ
ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาบริหารธุรกิจ กลับจากการสัมมนาเร่ืองการ
ศกึ ษาสาขาบรหิ ารธุรกิจ ท่มี ผี ู้เช่ยี วชาญการศึกษามาบรรยายว่า ควรปรับปรุง
หลกั สตู รบรหิ ารธรุ กจิ ใหม้ กี ารเรยี นรวู้ ชิ าดา้ นศลิ ปะวทิ ยาศาสตร์ (liberal arts)
เพิ่มขึ้น จึงขอวีดิทัศน์ท่ีบันทึกการบรรยายนั้น มาเป็นเรื่องส�ำหรับฝึกเรียน
แบบ “ทีมวิเคราะห์” และเมื่อจบแล้ว ให้แต่ละทีมท�ำรายการมาว่าผู้เรียน
ปรญิ ญาตรีสาขาบรหิ ารธรุ กิจ ควรเรยี นวิชาอะไรบ้าง
วชิ าประวตั ศิ าสตร์อเมริกัน
เป็นช้ันเรยี นออนไลน ์ ศาสตราจารย์ผ้สู อนต้องการใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจ
มุมมองท่ีแตกต่างกันของคนหลายฝ่าย ต่อการที่คนยุโรปเข้ามายึดครองทวีป
อเมรกิ า จงึ ใหผ เู้ รยี นดภู าพยนตรเ์ รอ่ื ง The Mission ซง่ึ หาดไู ดท้ วั่ ไป (เปน็ เรอ่ื ง
เหตุการณ์ช่วงปี ค.ศ. ๑๗๕๐ ในอเมริกาใต้บริเวณท่ีเวลานี้เป็นประเทศ
178 สนุกกบั การเรียนในศตวรรษท ่ี ๒๑
อารเ์ จนตนิ า ปารากวยั และบราซลิ สะทอ้ นความขดั แยง้ ระหวา่ งรฐั บาลสเปน
รัฐบาลโปรตุเกส องค์การศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค และชนเผ่าพื้น
เมือง) แล้วจัด “ทีมวิเคราะห์” ทีมละ ๕ คน ครูตั้งค�ำถามน�ำ แล้วจัด
discussion board สำ� หรบั ผเู้ รยี นแตล่ ะทมี โดยแบง่ หนา้ ทวี่ เิ คราะหเ์ จาะลกึ แก่
ผู้เรยี นคนละหน้าท่ี ดังนี้
f Visual analyst เนน้ ทว่ี เิ คราะหม์ มุ กลอ้ ง เครอ่ื งแตง่ กาย ภมู ปิ ระเทศและ
อาคารบ้านเรือน วิเคราะห์ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง ปัจจัยด้าน
วัฒนธรรม กบั ส่ิงทมี่ องเหน็ ด้านกายภาพ
f Music analyst เนน้ ท่ีวเิ คราะห์ว่าผ้สู ร้างภาพยนตร์ใช้ดนตรสี ร้างความ
ชัดเจนของการปะทะกันทาง วัฒนธรรมระหว่างคนพ้ืนเมืองกับคน
ยโุ รป และการขดั แย้งกนั ระหวา่ งวงการศาสนา กบั เรอ่ื งทางโลก อย่างไร
f Character analyst เนน้ ทว่ี ิเคราะหว์ า่ ตัวแสดงมีการเปล่ยี นแปลงอะไร
ในข้ันตอนการด�ำเนินเรื่อง และการเปลี่ยนแปลงนั้น สะท้อนการ
เปลีย่ นแปลงความสัมพนั ธร์ ะหว่าง สเปน โปรตุเกส ชนพื้นเมือง และ
ศาสนาคริสต์ อย่างไร
f Historical researcher วเิ คราะหค์ วามแมน่ ย�ำของเรอ่ื งในภาพยนตร์ เมอื่
เทียบกบั ประวตั ิศาสตร ์ และช่วยเพมิ่ เตมิ ขอ้ มลู ส�ำคญั ทางประวตั ศิ าสตร์
f Connector เชอื่ มโยงความคลา้ ยคลงึ ระหวา่ งสถานการณใ์ นอเมรกิ าใต้
กับในอเมริกาเหนือ และเช่ือมโยงกับสถานภาพทางวัฒนธรรม และ
ทางการเมืองในปัจจุบัน
f แตล่ ะทมี ไดร้ บั พนื้ ทใ่ี น เวบ็ บอรด์ เปน็ พน้ื ทเ่ี ฉพาะของทมี สำ� หรบั อภปิ ราย
ประเด็นท่ัวไปในภาพยนตร์ และส�ำหรับน�ำเสนอประเด็นของแต่ละ
analyst ในทีม เมอื่ ถึงก�ำหนดเวลาผเู้ รยี นในทีมส่งรายงานข้อวิเคราะห์
วจิ ารณ พานิช 1 79
เพอ่ื ตอบคำ� ถามของคร ู และครรู วบรวมประเดน็ พรอ้ มทง้ั เพมิ่ เตม่ิ ประเดน็
ท่ีผู้เรยี นไมเ่ ห็น หรอื แก้ขอ้ เข้าใจผิด น�ำออกโพสตใ์ ห้ผเู้ รียนเหน็ ท้ังช้ัน
การปรับใชก้ บั การเรียนออนไลน์
ใชไ้ ดส้ ะดวกมาก ดังตัวอย่างวชิ าประวตั ิศาสตร์อเมรกิ ันข้างบน
การขยายวิธีการ หรือประโยชน์
f แทนทจี่ ะเปน็ การแบง่ หนา้ ทว่ี เิ คราะหเ์ จาะลกึ เฉพาะดา้ นแกผ่ เู้ รยี น
รายคน เปลีย่ นเปน็ แบ่งให้แตล่ ะทีม
f ในเร่ืองเดียวกัน มอบโจทย์ท่ีต่างกันให้แก่ต่างกลุ่ม ผู้เรียนจะ
ไดเ้ รยี นรกู้ วา้ งขวาง เมอื่ กลบั มาอภปิ รายแลกเปลยี่ นเรยี นรทู้ ง้ั ชน้ั
f อาจขยายเป็นกิจกรรมหลายคาบเรียน เช่น ให้อ่านหนังสือทั้ง
เลม่ โดยวเิ คราะหค์ าบละบท ให้ผเู้ รยี นหมนุ เวยี นบทบาท
ค�ำแนะน�ำ
เทคนิคน้ี ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกพุ่งสมาธิไปที่ประเด็นเดียวของเร่ือง
และทีส่ �ำคัญมากคอื ทำ� ใหเ้ กดิ active learning เพราะการฟงั การบรรยาย
การอา่ น หรือการดวู ดี ทิ ศั น์ มีแนวโน้มจะเป็น passive learning แตก่ ิจกรรม
“ทมี วเิ คราะห์” จะเปลยี่ นใหเ้ ป็น active learning หรือ learning by doing
โดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้น ยังได้ฝึกรบั ผดิ ชอบ ฝกึ ทำ� งานเปน็ ทีม ฝกึ ความมัน่ ใจท่ี
จะ ลปรร. กบั เพ่อื น ฯลฯ
จะให้สนุก เร่อื งที่น�ำมาเรยี นต้องมคี วามซับซอ้ นสงู มิฉะนนั้ ผเู้ รียน
บางคนอาจเบอ่ื
เพ่ือลดเวลาในชั้นเรียน อาจให้ผู้เรียนอ่านหรือดูวีดิทัศน์ล่วงหน้ามา
จากบ้าน (นี่คือการกลับทางห้องเรยี น)
180 สนกุ กับการเรียนในศ ตวรรษท ่ี ๒๑