The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สนุกกับการเรียนในศตวรรษที่ 21

ผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพมักเป็นคนหนุ่มคนสาว และแสดง
ความรำ� คาญทผ่ี ปู้ ว่ ยสงู อายกุ รอกแบบฟอรม์ ไมค่ รบถว้ นหรอื ผดิ ๆ ถกู ๆ   ครู
จดู บ้ี อกใหผ้ เู้ รยี น เอาแขนขา้ งถนดั แชน่ ำ�้ แขง็ ในขณะทใ่ี ชม้ อื ขา้ งไมถ่ นดั กรอก
แบบฟอร์ม เพ่ือจะได้เข้าใจว่าคนแก่หรือก�ำลังมีความเจ็บปวดมีความยาก
ล�ำบากในการกรอกแบบฟอร์มอย่างไร แล้วให้ผู้เรียนเขียนรายงานความรู้สึก
ของตนในขณะน้ัน และข้อเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจคนอ่ืน  การเรียนรู้
 บทเรยี นนีท้ ำ� ได้ตอ่ ท้งั ผู้เรยี นปกติ และผ้เู รยี น ในหลกั สูตรออนไลน ์  
สง่ เสริมการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ
  ครูจูด้ีเชิญผู้เชี่ยวชาญด้าน ฮอร์โมน มาบรรยายให้ผู้เรียนฟังเร่ือง
hormone therapy  เมื่อผู้เช่ยี วชาญพูดจบและออกจากหอ้ งไป  ครูจูดีต้ งั้ ค�ำ
ถามใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนตอบวา่ หากตนเปน็ ผปู้ ว่ ย จะใชฮ้ อรโ์ มนหรอื ไม ่ และให้
บอกเหตุผลที่ทำ� ให้ตดั สนิ ใจเช่นนัน้   ตามปกติผู้เชยี่ วชาญดา้ นฮอรโ์ มนจะพดู
โน้มนา้ วใหเ้ หตุผลจนผู้เรยี นเชื่อในประโยชนข์ องมัน  

หลงั จากนน้ั ครจู ดู ก้ี จ็ ะใหข้ อ้ มลู และปจั จยั ดา้ นลบในแตล่ ะขอ้ ทผี่ เู้ รยี น
ใช้ตดั สนิ ใจใช้ฮอรโ์ มน แล้วจึงใหผ้ ู้เรียนตัดสินใจใหม่ และใหเ้ หตผุ ลใหม่

นอกจากทำ� ใหผ้ เู้ รยี นไดค้ วามรทู้ คี่ รบถว้ นรอบดา้ นเกย่ี วกบั การรกั ษา
ดว้ ยฮอรโ์ มนแลว้  ผเู้ รยี นยงั ไดเ้ รยี นทกั ษะการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ (critical
thinking) ซึ่งเป็นทักษะท่ีส�ำคัญยิ่งส�ำหรับการด�ำรงชีวิตในโลกสมัยน้ี น่ันคือ
ตอ้ งไมด่ ว่ นเชอ่ื ขอ้ มลู จากแหลง่ เดยี ว ไมว่ า่ แหลง่ นนั้ จะนา่ เชอื่ ถอื เพยี งใดกต็ าม
สอน metacognitive skils

metacognitive skils คือทกั ษะในการท�ำความเข้าใจกลไกการเรยี น
รู้ของตนและของผู้อ่ืน  ทักษะน้ีเรียนรู้ได้โดยการท�ำ reflection หรือ AAR

วิจารณ​  พานชิ ​31

(After Action Review) กบั ตนเอง โดยครกู ำ� หนดใหผ้ เู้ รยี นเขยี น “บนั ทกึ การ
เรียนร”ู้ (Learning Log)

ทงั้ หมดนค้ี อื ทเี ดด็ วธิ สี รา้ งความสนใจเรยี นของศษิ ย์ โดยครจู ดู ้ี ทเ่ี นน้
ใหศ้ ิษยเ์ ป็นผูล้ งมอื ท�ำ  ในตอนตอ่ ไปจะเปน็ ทเี ดด็ ของครู นาตาเลยี

๒๒ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๑๕๘

32 สนกุ กบั ​การเรียน​ใน​ศตวรรษท​ ี่ ๒๑

๗. จากทฤษฎสี ปู ฏิบตั ิ (๒)

เนนทีบ่ ุคลิกของครู
และที่โครงสรางรายวชิ า

เพอ่ื เปด โอกาสใหผŒ ูเŒ รียนเลือกกจิ กรรมการเรยี นรูŒ
ไดอŒ ย‹างยืดหยุน‹ และมีการเรียนรอูŒ ยา‹ งเปšนระบบ
ครเู อลิซาเบธ จงึ แบ‹งเวลาเรียนเปšน โมดลู ใหŒผŒูเรียน

เลอื กโมดลู และเลือกวธิ เี รยี นในแตล‹ ะโมดลู

ในตอนท่ี ๗ น้ี ไดจ้ ากบทท่ี ๖ ชอ่ื From Theory to Practice Teachers
Talk About Student Engagement

ในบทจากทฤษฎีสู่ปฏบิ ตั ิ มีกรณตี ัวอยา่ งจากครูรวม ๗ คน หรอื ๗
แบบ ในบนั ทกึ ตอนที่ ๖ ไดเ้ ล่าเทคนคิ การจดั กิจกรรมการเรียนรทู้ ส่ี ร้างสรรค์
โดยมที ีเด็ดสา� คญั คือใหผ้ ูเ้ รยี นเป็นผู้ลงมือปฏิบตั ิเปน็ หลัก เน่ืองจากครูจดู ใ้ี น
ตอนทแี่ ลว้ เปน็ คนขอี้ าย ในบนั ทกึ นจ้ี ะวา่ ดว้ ยการสรา้ ง student engagement
โดยเน้นทบี่ คุ ลิกของครู และเนน้ ที่โครงสร้างวชิ า
สร้าง student engagement ดว้ ยบคุ ลกิ ของครู

ครูนาตาเลีย เปน็ ศาสตราจารยส์ อนวิชาภาษาอังกฤษที่มีไฟแรงกลา้
และมบี คุ ลกิ ดงึ ดดู และคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว เอาใจใสผ่ เู้ รยี นเปน็ รายคน ไมป่ ลอ่ ย
ให้คนท่ีเรียนอ่อนหรือไม่เอาใจใส่เล็ดรอดสายตา รวมท้ังเอาใจใส่รับรู้ฐานะ

วจิ าร​ณ​ พานชิ ​​33

ความยากลำ� บากของผ้เู รียนเป็นรายคนด้วย
ความรกั ความหวงั ดี และความชดั เจนตอ่ มาตรฐานการเรยี นรใู้ นวชิ า

ท่ีตนสอน สื่อสารออกไปยังผู้เรียนอย่างชัดเจน  ผู้เรียนจะต้องเข้าใจว่าบท
เรียนนั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตอนาคตของตน และต้อง
พยายามท�ำแบบฝึกหดั เพอ่ื ยกระดับความสามารถของตนขึ้นสู่มาตรฐาน  ครู
นาตาเลยี มี “ค�ำพูดของโค้ช” ทีย่ ุ ให้ก�ำลังใจแกมบงั คับ ให้ผเู้ รียนตอ้ งฝึก
เขียนร้อยแก้ว ร้อยกรอง ซำ�้ แลว้ ซำ�้ เลา่ เพื่อยกระดบั ทกั ษะด้านภาษาของตน
  ส�ำหรับครทู ่ีมีบุคลิกเช่นนผี้ ้เู รยี นไม่มีทาง disengage ได้
สรา้ ง  student engagement ด้วยโครงสร้างรายวชิ า
นค่ี อื เรอื่ งของครเู อลซิ าเบธ ผเู้ ขยี นหนงั สอื เอง เพอ่ื ฟน้ื ตนเองจากการ
ถูกผเู้ รียนรอ้ งเรียนวา่ สอนไม่ดี จงึ ดน้ิ รนสร้างหรือพัฒนาวธิ ีจัดการเรียนรแู้ บบ
ที่ผู้เรียนนิยมข้ึนมา ท�ำให้มีผู้เรียนลงทะเบียนเข้าเรียนวิชาเพ่ิมจาก ๔๕
คน เปน็ ๑,๒๐๐ คน ในเวลาไมก่ ปี่  ี โดยตอนดำ� เนนิ การเปลยี่ นแปลงวธิ จี ดั การ
เรยี นการสอนของรายวชิ าดนตรนี น้ั ครเู อลซิ าเบธ ไมท่ ราบทฤษฎที ใี่ ชม้ าทราบ
ภายหลังวา่ เป็นวธิ กี ารจดั การหลักสูตรแบบที่เรยี กว่า differentiation พฒั นา
โดย Carole Ann Tomlinson แห่งมหาวทิ ยาลยั เวอรจ์ เิ นยี
ครูเอลิซาเบธ สรุปว่าตนใช้ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้ ๔
ยุทธศาสตร์ คอื

๑. ใช้เนื้อหาจากหลากหลายวัฒนธรรม  เนื่องจากเป็นวิชา
ดนตรี และเนื่องจากผู้เรียนมาจากหลากหลายวัฒนธรรม แต่ละวัฒนธรรมก็
มีดนตรีของตน  การท่ีเนื้อหามาจากวัฒนธรรมของผู้เรียนท�ำให้เกิดความ
สนใจ ต่ืนใจ และครูเอลิซาเบธ คิดยุทธศาสตร์หาตัวเชื่อมคุณค่าเพ่ือสร้าง

34 สนกุ กับก​ ารเรียนใ​น​ศตวรรษ​ท่ี ๒๑

ความเปน็ ชมุ ชนในชนั้ เรยี น และสรปุ กบั ตนเองวา่ จะใชย้ ทุ ธศาสตรส์ รา้ งความ
รู้สึกเป็นคนอเมรกิ นั ร่วมกัน แมจ้ ะมาจากเชอ้ื ชาตแิ ละวัฒนธรรมตา่ งกัน แต่ก็
เป็นอเมริกันด้วยกัน หรือหากเพ่ิงย้ายถิ่นเข้ามาก็ต้องการเข้าสู่เบ้าหลอมเพ่ือ
เป็นคนอเมริกัน

ครูเอลิซาเบธ เปล่ียนช่ือรายวิชาเป็น Musics of Multicultural
America ซง่ึ ชว่ ยใหก้ ารเรยี นดนตรเี ป็นการเรยี นรูว้ ัฒนธรรมท่ีหลากหลายไป
พรอ้ มๆ กัน  เน้นเร่ืองราวของคนตัวเปน็ ๆ ท่พี บปะกนั อย่ ู ไมใ่ ช่เรียนดนตรี
จากตำ� ราวิชาดนตรีคลาสสคิ ยโุ รปทนี่ ่าเบอ่ื  ความน่าสนใจของเน้ือหาวชิ าจึง
ดึงดดู ความสนใจของผเู้ รยี นอย่างย่ิง

๒. เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นเรยี นตามความสะดวกของตน (personalized
course delivery)   ซึ่งหมายความว่าในขณะนี้ผู้เรียนบางคนเลือกเรียนด้วย
วิธีออนไลน์ เป็นหลัก และผู้เรียนแต่ละคนจะก�ำหนดวิธีเรียนของตนร่วมกับ
ครู เพื่อให้ได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ก�ำหนดไว้ในหลักสูตร   วิธีการนี้
ครเู อลิซาเบธ เรียกวา่ “สอนแบบผสม” (blended delivery)  ผู้เรยี น แต่ละ
คนเลอื กสว่ นผสมของตนเอง แตร่ วมแลว้ ตอ้ งไดผ้ ลสมั ฤทธติ์ ามทก่ี ำ� หนดไวใ้ น
วตั ถปุ ระสงคข์ องรายวชิ า โดยผเู้ รยี นเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบพสิ จู นว์ า่ ตนเองบรรลแุ ลว้

ครเู อลซิ าเบธ เลา่ ทมี่ าของวธิ กี ารนว้ี า่  เรมิ่ จากตนตอ้ งคดิ หาทางสรา้ ง
ความม่ันคงให้ตัวเอง ด้วยการดึงดูดให้ผู้เรียนมาเรียนวิชาที่ตนสอน และเม่ือ
ลงทะเบยี นเรยี นแลว้ ไมถ่ อน  ครเู อลซิ าเบธสงั เกตวา่ ผเู้ รยี นถอนวชิ าเพราะคดิ
วา่ จะเรยี นไมท่ นั สอบไมไ่ ด ้  ครจู งึ ตอ้ งหาวธิ จี ดั การเรยี นรทู้ ยี่ ดื หยนุ่ ใหผ้ เู้ รยี น
ทม่ี ภี ารกิจส่วนตัวแตกตา่ งกันสามารถเรยี นได้ตลอดรอดฝ่งั  

ครูเอลซิ าเบธ เริ่มจากการยกเลกิ การบังคบั ให้ตอ้ งเขา้ ชนั้ เรยี น และ

วจิ าร​ณ พานิช ​35

จดั ใหม้ ี lecture note ไวท้ ห่ี อ้ งสมดุ และตอ่ มาไวอ้ อนไลน์ ใหผ้ เู้ รยี นอา่ นเมอ่ื ไร
ก็ได้ อ่านหลายเท่ียวก็ได้  เมื่อเอาเวลาเรียนทฤษฎีหรือเนื้อหาไปไว้ในเวลา
เรียนที่บ้าน เวลาที่มาพบครูที่มหาวิทยาลัยก็สามารถจัดเป็นกิจกรรมที่หลาก
หลาย ให้ผเู้ รียนเลือกเข้าเรยี นตามความพอใจของตน    

๓. เปดิ โอกาสให้มีเมนกู ิจกรรมการเรยี นรู้ ให้ผู้เรียนเลอื ก  เมนูที่มี
ใหเ้ ลอื กมีตงั้ แตว่ ิธฟี งั การบรรยาย และอา่ นตำ� รา ตามแนวทางทใ่ี ชก้ นั มานาน
(ซ่งึ น่าเบอ่ื ), การเดนิ ทางไปศึกษาภาคสนาม, การสมั ภาษณน์ ักดนตร,ี การดู
หนงั , การไปชมคอนเสริ ต์ , การตอบคำ� ถามออนไลน,์ และการทำ� วจิ ยั   ความ
กลา้ รเิ ร่มิ ของครเู อลซิ าเบธ ถงึ กับใหม้ กี ิจกรรม “wild-card activity” คอื ให้
ผเู้ รยี นคดิ เองวา่ จะทำ� กจิ กรรมอะไรเพอ่ื การเรยี นรขู้ องตน แลว้ เอามาตกลงกบั
ครู  กิจกรรมนี้น�ำไปสู่การสร้างภาพยนต์สารคดีเร่ืองดนตรีในชนเผ่าอเมริกัน
พื้นเมอื ง ท่ีผู้เรยี นเป็นคนในชนเผ่านัน้ เป็นตน้

เพอื่ เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นเลอื กกจิ กรรมการเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งยดื หยนุ่ และ
มีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ   ครูเอลิซาเบธ จึงแบ่งเวลาเรียนเป็น “โมดูล”
ใหผ้ เู้ รยี นเลอื กโมดลู และเลอื กวธิ เี รยี นในแตล่ ะโมดลู   ผเู้ รยี นบางคนอาจเลอื ก
หลายโมดลู แตเ่ รยี นในระดบั พอร ู้   บางคนอาจเลอื กนอ้ ยโมดลู แตเ่ รยี นลงลกึ
มีก�ำหนดส่งผลงานโดยผู้เรียนส่งก่อนได้   แต่รวมแล้วการเรียนต้องจบตาม
ก�ำหนดภาคเรยี น

๔. ใหโ้ อกาสผเู้ รยี นเลอื กเกรดของตนเองได ้  ซ่ึงหมายความวา่ หาก
อยากได้เกรดดีก็ต้องท�ำงานหนัก และต้องพิสูจน์ระดับการเรียนรู้ของตนว่า
คู่ควรแก่เกรดนั้น  โดยท่ีมกี ารทำ� งานและสอบสะสมคะแนน ในการประเมิน
หลากหลายแบบ  รวมทั้งวิธีสอบแบบ face-to-face กับครู ที่ครูประเมิน

36 สนกุ กบั ​การเรยี นใ​นศ​ ตวรรษท​ ่ี ๒๑

ระดบั ความลึกซงึ้ ของการเรียนร้ขู องผเู้ รยี นได ้ และวธิ สี อบแบบ Primary Trait
Analysis  เพอื่ ใหน้ ำ�้ หนกั คะแนนทช่ี ว่ ยใหป้ ระเมนิ คณุ ภาพ (ความลกึ และเชอ่ื ม
โยง) ของการเรียนรขู้ องผเู้ รยี นได ้

จะเหน็ วา่ วธิ กี ารสรา้ ง student engagement ของครเู อลซิ าเบธ คอื
ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ท้ังหมด รวมท้ังตัวอุดมการณ์หรือเป้าหมายของวิชา
ด้วย  คือกลายเป็นวิชาดนตรีเพ่ือการสร้างชาติอเมริกันพหุวัฒนธรรม ไม่ใช่
วชิ าดนตรที ั่วๆ ไป

เนอ่ื งจากเวลาน้ี มีผเู้ รียนลงทะเบียนเรียนวิชาน้ถี ึงประมาณ ๑,๒๐๐
คน จงึ ตอ้ งมคี รสู อนหลายคน และครเู อลซิ าเบธ ทำ� หนา้ ท่ี course coordinator
มากกวา่ จดั การเรียนการสอนเอง

๒๒ ก.ย. ๕๕ 
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๒๘๒

วิจาร​ณ พานิช ​37

๘. จากทฤษฎีสปู ฏิบัติ (๓)
เนน ใชแ รงจงู ใจ

แรงจูงใจใหŒทาํ สง่ิ ใดจะเกดิ ขึ้นเมอ่ื
ผŒเู รียน เชือ่ วา‹ ตนจะทําสาํ เร็จ และ

ส่ิงท่ีทํานั้นมคี ณุ คา‹ ต‹อตน
ในตอนท่ี ๘ นี้ ไดจ้ ากบทที่ ๖ ชอื่ From Theory to Practice Teachers
Talk About Student Engagement
ในบทจากทฤษฎีส่ปู ฏิบัติ มีกรณตี วั อย่างจากครูรวม ๗ คน หรอื ๗
แบบ ในบันทึกตอนท่ี ๖ และ ๗ ได้เล่าเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
สร้างสรรคไ์ ปแล้ว ๓ แบบ บนั ทึกตอนที่ ๘ น้ีจะว่าด้วยการสร้าง student
engagement ดว้ ยแรงจูงใจ ของครู ๒ คน ที่ใชว้ ิธีการแตกต่างกนั มาก คอื
ครู Nicole Gray ผสู้ อนคณติ ศาสตร์ และครู Dolores Davison ผสู้ อนวชิ า
ประวตั ิศาสตร์
ได้กลา่ วแลว้ ใน ตอนที่ ๒ ว่าผู้เขยี นหนงั สอื Student Engagement
Techniques มสี มมติฐานวา่ student engagement เกิดจากปจั จัยหลัก ๒
อย่าง คอื motivation กบั active learning ในบนั ทกึ น้ี จะกลา่ วถงึ ภาค
ปฏิบัติในการใช้แรงจูงใจเป็นตัวน�าในการดึงความสนใจให้ศิษย์จดจ่อกับการ
เรยี น โดยยกกรณีของครนู โิ คล

38 สนกุ กับก​ ารเรยี น​ในศ​ ตวรรษท​ ​่ี ๒๑

แรงจูงใจใหท้ �ำสงิ่ ใดจะเกดิ ขึ้นเมื่อ (๑) ผเู้ รยี นเชือ่ วา่ ตนจะทำ� สำ� เรจ็  
(๒) สงิ่ ท่ีท�ำนัน้ มคี ณุ คา่ ต่อตน 
วธิ ีสร้างแรงจงู ใจให้ไม่กลวั วิชาคณติ ศาสตร์ แนวทางของครู นโิ คล

ครูนิโคล สอนวิชาคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน และสอนผู้เรียนท่ีอ่อน
คณติ ศาสตร ์  ดังนน้ั เหลา่ ผเู้ รียนจะลงทะเบียนเรยี นดว้ ยความประหว่นั พรน่ั
พรงึ วา่ ตนจะไมส่ ามารถสอบผา่ นวชิ าน ี้  สว่ นหนง่ึ ของความหวาดกลวั มาจาก
เสียงเล่าลือ ถึงความยากของคณิตศาสตร์  ดังนั้นจึงมีผู้เรียนจ�ำนวนหนึ่งที่
“ใจแพ้ต้ังแต่ยกแรก” คือเข้าชั้นเรียนด้วยจิตท่ีติดลบ ด้านความมั่นใจ
ตนเอง  ครนู ิโคลจึงต้ังใจท�ำหนา้ ท่ี ๒ อยา่ งคูก่ นั คอื เปน็ นักจิตวิทยา แก้ไข
โรคกลัวคณิตศาสตร ์ กบั เปน็ โค้ชช่วยใหศ้ ษิ ยเ์ รียนคณติ ศาสตรส์ นุก 

ครูนิโคล ใชเ้ ครือ่ งมอื สรา้ งแรงจงู ใจในตวั ศษิ ย์ ๓ อย่าง คอื
ชัว่ โมงปลกุ ใจ

น่ีคือชั่วโมงแรกของช้ันเรียน  ครูนิโคลบอกผู้เรียนว่าเสียงเล่าลือว่า
วชิ าคณติ ศาสตรเ์ รยี นยากมาจากความเขา้ ใจผดิ ๆ ของผใู้ หญ ่ และทต่ี วั ผเู้ รยี น
เองเรียนผ่านวิชาคณิตศาสตร์ในระดับการศึกษาพื้นฐานมาอย่างไม่สนุกก็
เพราะครูที่สอน ไม่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์มาโดยตรง และไม่มีความรักใน
วิชาคณติ ศาสตรอ์ ย่างแทจ้ รงิ เหมือนอย่างครนู ิโคล

ครนู โิ คลจะใชส้ ารพดั ถอ้ ยคำ� และตวั อยา่ ง เพอ่ื ปลกุ ใจใหผ้ เู้ รยี นมน่ั ใจ
วา่ (๑) การเรยี นและสอบผา่ นวชิ าน้ี ไมย่ ากหากพยายาม  (๒) วชิ าคณติ ศาสตร์
 มีคุณคา่ สูงส่งตอ่ ชีวิตในอนาคตของผเู้ รียน 

วิจารณ​  พานชิ 3​ 9

โปรแกรม Math My Way
น่ีคือการออกแบบรายวิชาออกเป็น ๑๐ โมดูลการเรียนรู้ เพื่อช่วย

ให้การเรยี นมีความยดื หยนุ่ ตามความเหมาะสมแก่ผู้เรยี นแตล่ ะคน  และเพื่อ
ให้เกิดการเรียนรู้ในระดับ mastery คือรู้จริง รู้ลึก รวมทั้งตั้งชื่อให้รู้สึกไม่
รงั เกยี จการเรยี นวิชานดี้ ว้ ย  

หัวใจของโครงการ MMW คือ แต่ละโมดูล มีแบบฝึกหัดใน
คอมพิวเตอร ์ และมกี ารบ้านใหแ้ ต่ละคน  ผ้เู รียน ต้องทำ� แบบฝึกหดั ท้งั หมด
และต้องเรยี นใหผ้ า่ นโมดลู แรก โดยสอบไดค้ ะแนนรอ้ ยละ ๘๗ ขนึ้ ไปเสยี ก่อน
จงึ จะกา้ วไปเรียนโมดลู ถัดไป  เป็นกลไกช่วยใหฐ้ านแนน่ และแก้ไขความเขา้
ใจผิดๆ เสียก่อน เพราะครูนิโคลสังเกตว่าอุปสรรคส�ำคัญในการเรียน
คณติ ศาสตรค์ อื ผเู้ รยี นมีความเขา้ ใจผิดๆ เปน็ พนื้ ฐาน

ครูนิโคลบอกว่าโปรแกรมนี้เพิ่งเร่ิม และยังไม่มีผลการวิจัยประเมิน
ผลอย่างเป็นรูปธรรม  แต่จากการสังเกตข้ันตอนการเรียน มีผู้เรียนได้รับ
ประโยชนอ์ ยา่ งชัดเจน 

ลกั ษณะของชนั้ เรยี นคณติ ศาสตรข์ องครนู โิ คล จงึ “สบั สนวนุ่ วายอยา่ ง
มีการจัดการ”  คือครูอาจจะก�ำลังอภิปรายท�ำความเข้าใจประเด็นหนึ่งกับผู้
เรยี นกลมุ่ เลก็ ๆ ทม่ี มุ หนง่ึ ของหอ้ ง ในขณะทผ่ี เู้ รยี นสว่ นใหญน่ ง่ั ทำ� แบบฝกึ หดั
เงยี บๆ คนเดยี ว แต่มผี ู้เรียนอกี กลมุ่ หนึ่งกำ� ลังแลกเปลยี่ นความเข้าใจกบั TA
คนหน่ึง

ครูนิโคลต้ังใจเต็มท่ีที่จะให้ผู้เรียนสอบผ่านการสอบของโมดูล
แรก เพราะเมื่อสอบผ่าน ความมน่ั ใจในความส�ำเรจ็ จะเพ่ิมสงู ขึ้นมาก

ครนู ิโคลมีวธิ ตี า่ งๆ นานา ทีช่ ว่ ยให้การเรยี นคณติ ศาสตร์ เป็นเรือ่ ง
ส  นุกสนาน ไม่น่าเบื่อ

40 สนุกกบั ก​ ารเรียน​ในศ​ ตวรรษท​ ี่ ๒๑

ตวั ช่วยนอกห้องเรยี น ที่เปน็ กลไกของแคมปัส
เรียกวา่ PTT (Pass the Torch)   

ในแคมปสั ของมหาวทิ ยาลยั ของครนู โิ คล มสี ำ� นกั งานและการจดั การ
PTT เพอ่ื ชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นทต่ี อ้ งการความชว่ ยเหลอื ทกุ รปู แบบ และครนู โิ คลจะ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนไปใช้บริการ  โดยมหาวิทยาลัยตั้งใจให้ PTT เป็นเสมือน
“บา้ น” ทเ่ี ป็นที่พ่งึ ทางใจแกผ่ เู้ รียนได้   โดย PTT อาจจัดผเู้ รยี นอาสา ให้ทำ�
 หนา้ ท่ี mentor ใหแ้ ก่ผเู้ รียนที่ตอ้ งการ  
วิธสี รา้ งแรงจูงใจโดยการท�ำให้เหน็ คุณค่าของวิชา
แนวทางของครู โดโลรสี

ครูโดโลรีส สอนวิชาประวัติศาสตรต์ ะวันตก ซงึ่ เปน็ วชิ าในสาขาวชิ า
ศึกษาท่ัวไป เน้ือหามาก และชั้นเรียนใหญ่  ปัญหาส�ำคัญคือผู้เรียนไม่เห็น
ประโยชน์วา่ เรียนไปทำ� ไม แตถ่ ูกบังคบั ใหเ้ รียน

ครโู ดโลรีส จงึ หาวิธสี รา้ ง engagement ของผู้เรียนท่พี ้ืนความรูไ้ ม่
ดี และไมเ่ หน็ คณุ คา่ ของรายวชิ า โดยยดึ หลกั วา่ สงิ่ ยนื ยนั engagement ของ
ผเู้ รยี นไดแ้ ก่ แสดงความสนใจ แสดงความพศิ วง ตอ้ งการทำ� งานวจิ ยั  ถามหา
เอกสารให้ไปอ่านหรือค้นคว้าเพิ่ม ร่วมในการอภิปราย เสนอตัวอย่างท่ีตน
ประสบ และแสดงท่าทสี นใจการสนทนาในชัน้ เรยี น  
  ครูโดโลรสี มียุทธศาสตรใ์ นทางปฏิบัติดังตอ่ ไปนี้
สรา้ งความรู้สึกเป็นชมุ ชน

เบ้ืองแรกครูโดโลรีส พยายามจ�ำช่ือผู้เรียนและเรียกช่ือ รวมทั้งให้
ความเอาใจใสเ่ ปน็ กนั เอง และชกั ชวนใหผ้ เู้ รยี นมาหาครเู พอ่ื พดู คยุ กบั ครทู หี่ อ้ ง
ทำ� งาน และครโู ดโลรสี จะไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของผู้เรยี น  

วิจาร​ณ พานชิ ​41

เทา่ กบั ครูโดโลรสี สง่ สญั ญาณแก่ผูเ้ รียนว่าตนยนิ ดีคุยและชว่ ยเหลอื
ผเู้ รยี น แคน่ ้ีกเ็ กดิ student engagement ไดเ้ ปน็ อย่างดี ในลกั ษณะของการ
 มีความสมั พันธ์ในฐานะเพือ่ นมนษุ ยต์ ่อกัน
ชว่ ยให้ผู้เรยี นเช่ือมโยงเหตุการณ์ในประวตั ศิ าสตร์
เขา้ กบั เหตุการณ์ในชีวติ ของตน

ตัวอย่างเช่นเมื่อเรียนถึงเหตุการณ์การระบาดของกาฬโรคในช่วง
ครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๔ กโ็ ยงมาเปรยี บเทยี บกบั การระบาดของ HIV/AIDS ในชว่ ง
ทศวรรษ ๑๙๘๐ ให้เห็นวา่ ผคู้ นในสงั คมจะปรบั ตวั ปรบั วิถชี ีวิตอย่างไร  ซ่ึงผู้
เรยี นจะเข้าใจได้ เพราะใกล้ตัว หรือเมื่อเรยี นถงึ การท้ิงระเบดิ ท่าเรือ เพริ ์ล
 ฮารเ์ บอร์ ในสงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ กเ็ ปรยี บเทียบกับเหตกุ ารณ์ ๙/๑๑
สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การคดิ ในระดบั ที่เรยี กวา่ higher-order thinking

การคิดในมติ ิท่ีสงู ขนึ้ (higher-order thinking) เกิดจากการตคี วาม
ทำ� ความเขา้ ใจเชือ่ มโยงกับพื้นความรู้เดมิ ทีม่ อี ยแู่ ลว้    วิธีส่งเสรมิ ท�ำได้หลาย
ทาง ในชั่วโมงแรกครูโดโลรีส จะมอบหมายให้ผู้เรียนเขียนเรียงความเชิง
วิเคราะห์ประวัติส่วนบุคคลของคนในประวัติศาสตร์ท่ีตนชื่นชอบ ส�ำหรับเป็น
ปฐมฤกษข์ องการคดิ ในมิตทิ ีส่ งู ขึน้

แนวทางการใหค้ ะแนนเปน็ เครอื่ งมอื ชกั ชวนใหผ้ เู้ รยี นฝกึ การคดิ ในมติ ิ
ที่สูงข้ึน  โดยครูโดโลรีส จะท�ำความเข้าใจเรื่องน้ีต้ังแต่ช่วงแรกๆ ของ
เทอม เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจคณุ คา่ ของการเรยี นใหเ้ กดิ การคดิ ในมติ ทิ ส่ี งู เลยไป
จากการทอ่ งจำ� สาระหรอื ขอ้ เทจ็ จรงิ  และในการทำ� แบบฝกึ หดั หรอื การอภปิ ราย
ค  รูจะคอยชมถอ้ ยคำ� ท่แี สดงการคดิ ในระดับที่สงู    

42 สนกุ กบั ​การเรียนใ​น​ศตวรรษท​ ่ี ๒๑

ใช้ภาพการไปเท่ียวสถานที่ส�ำคัญในประวตั ิศาสตร์ของครู
ช่วยดึงดูดความสนใจ

ครูโดโลรสี ชอบทัศนศกึ ษา จงึ มีรูปถา่ ยของตนเองกบั สถานที่สำ� คญั
มากมาย เมือ่ เอามาฉายให้ผู้เรยี นดู กเ็ รยี กร้องความสนใจได้เปน็ อยา่ งดี   

 

๒๓ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๓๙๐

วจิ ารณ​  พานิช ​43

๙. จากทฤษฎสี ปู ฏบิ ตั ิ (๔)
เนน การลงมือปฏิบตั ิ

The Study Forum ทําใหเŒ กดิ การใชŒ
“สนิ ทรัพยความรูŒ” (knowledge assets)
ของผูŒเรียนเอง ใหเŒ กดิ ประโยชนต‹อการเรยี นรูŒในชั้นเรยี น
ในตอนท่ี ๙ น้ี ไดจ้ ากบทที่ ๖ ชอ่ื From Theory to Practice Teachers
Talk About Student Engagement
ในบทจากทฤษฎสี ่ปู ฏบิ ัติ มีกรณตี วั อย่างจากครรู วม ๗ คน หรือ ๗
แบบ ในบันทกึ ตอนท่ี ๖, ๗ และ ๘ ได้เลา่ เทคนคิ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ทส่ี ร้างสรรคไ์ ปแล้ว ๕ แบบ บนั ทกึ ตอนท่ี ๙ นจ้ี ะว่าด้วยการสรา้ ง student
engagement ด้วยการเรียนแบบลงมือปฏบิ ตั ิ ของครู Carol Holcroft และ
แบบผสมผสานของครู Scott Lankford
การจัดการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ปฏิบตั กิ าร แนวของครู แครอล
ครแู ครอล โฮลโครฟท์ เปน็ อาจารยใ์ หมส่ อนวชิ าจลุ ชวี วทิ ยาและวชิ า
โภชนาการ ทง้ั ทเ่ี ปน็ ชนั้ เรยี น face-to-face และชน้ั เรยี นออนไลน์ และวชิ าที่
สอนวชิ าหนง่ึ เปน็ วชิ าในกลมุ่ General Education แตส่ ว่ นใหญเ่ ปน็ วชิ าในกลมุ่
Vocational/Professional คอื ตอ้ งเอาไปใชท้ า� งานได้ และครแู ครอลกไ็ ดย้ นิ อยู่
เสมอวา่ เมอ่ื บณั ฑติ ไปทา� งาน กไ็ มส่ ามารถประยกุ ตใ์ ชค้ วามรเู้ ชงิ ทฤษฎที ไ่ี ดเ้ รยี น

44 สนกุ กับ​การเรียนใ​น​ศตวรรษ​ท่​ี ๒๑

ในการทำ� งานได ้  ครแู ครอลจงึ ตง้ั ใจสอนเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ทกั ษะการคดิ ชนั้ สงู ท่ี
ชว่ ยใหเ้ ชอื่ มทฤษฎกี บั การปฏบิ ตั ไิ ด ้ โดยทผ่ี เู้ รยี นมกั คนุ้ เคยกบั การเรยี นและสอบ
ความจำ� เนอื้ หาเทา่ นนั้  ไมเ่ คยตอ้ งคดิ   ครแู ครอลมวี ธิ สี อนดงั น้ี

ใช้ “Think-Pair-Share” ทกุ วนั   โดยครแู ครอลจะมคี ลงั คำ� ถามสำ� หรบั
แต่ละวชิ า ทีเ่ ป็นคำ� ถามทต่ี ้องคดิ   เมือ่ สอนแล้วกจ็ ะตั้งคำ� ถาม หรือบางครง้ั
ค�ำถามก็มาจากผู้เรียนนั้นเอง  แทนที่ครูจะตอบก็ให้เวลาคิด ๑ นาที แล้ว
share  กับเพอ่ื น ๒ นาท ี แล้วครูให้บางคอู่ ธบิ าย  เม่อื ได้คำ� ตอบทถ่ี กู ตอ้ ง ก็
ถามตอ่ วา่ มคี ำ� ตอบทมี่ วี ธิ คี ดิ แตกตา่ งไปหรอื ไม ่ หลงั จากนนั้ ครเู ฉลยวธิ คี ดิ ของ
ตน

วิธีที่ ๒ ให้ผู้เรียนเขียนโจทย์ข้อสอบที่ต้องตอบโดยการประยุกต์
ใช ้ information ไมใ่ ชข่ อ้ สอบทถ่ี ามตวั information  เทา่ กบั เปน็ การกระตนุ้ ให้
ผเู้ รยี นฝกึ คดิ  โดยคำ� ถามจะมลี กั ษณะเปน็ คำ� ถามWhy ไมใ่ ชค้ ำ� ถามWhat การ
เขยี นคำ� ถามนอ้ี าจใหเ้ ปน็ การบา้ น หรอื ใหท้ ำ� สง่ ในเวลา ๕ นาท ี  

สร้างบรรยากาศความเป็นชุมชนในชั้นเรียน หรือความสนิทสนมกัน
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นในวันแรกของช้ันเรียนให้เล่นเกมท�ำความรู้จักกัน และ
ให้โพสตใ์ นอนิ เทอรเ์ น็ตของช้นั (ใหท้ �ำท้ังผูเ้ รียน Face-to-face และผู้เรยี น
ออนไลน)์  ใหแ้ นะนำ� ตวั เอง บอกวา่ มงี านอดเิ รกอะไร สนใจเรอื่ งอะไรเปน็ พเิ ศษ
ทำ� ไมจงึ เรียนวชิ าน้ี และกำ� หนดให้แต่ละคนเขา้ ไป comment ขอ้ ความของ
เพื่อน ๒ คน    

The Study Forum เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ ระหว่าง
ผู้เรยี นท่ีเรียนวิชาน ี้ โดยครูแครอล บอกผ้เู รยี นว่า วธิ ีเรียนทด่ี ที ีส่ ุดคือสอนคน
อื่น แนะน�ำคนอื่นผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) น้ี (โปรดดูเร่ือง
ปิรามิดแห่งการเรียนรู้ที่น่ี (http://www.gotoknow.org/posts/๔๘๗๙๙๖)

วจิ ารณ​  พานิช 4​ 5

ครูแครอลแนะน�ำผู้เรียนว่าเมื่อเรียนส่วนไหนไม่เข้าใจ ให้โพสต์ถามใน
อินเทอรเ์ นต็ ของวิชา แต่อย่าถามคำ� ถาม “อะไร”  ให้ถามคำ� ถามเชิงความ
คิด โดยบอกความคิดของตนลงไปด้วยว่าตนก�ำลังเรียนอะไร มาฉุกคิดหรือ
ติดขัดได้อย่างไร ต้องการคำ� ตอบหรอื ขอ้ คิดเหน็ เพ่ืออะไร เป็นต้น   คำ� ถาม
แบบนจี้ ะกระตนุ้ ความคดิ ของทง้ั คนถามและคนตอบ  ครแู ครอลใหค้ ะแนนแก่
ผู้เรียนท่ีเข้าร่วมอย่างเหมาะสม และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ใน
Study Forum นี ้  ครแู ครอลจะเขา้ ไปคอยตรวจสอบกิจกรรม ลปรร. และตัง้
ค�ำถามกระตุ้นการ ลปรร. ให้มีการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เกิด higher-order
thinking ยงิ่ ขนึ้  

The Study Forum ทำ� ใหเ้ กดิ การใช้ “สินทรพั ย์ความรู้” (knowledge
assets) ของผเู้ รยี นเองใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การเรยี นรใู้ นชนั้ เรยี น คอื ในชน้ั เรยี น
ของครูแครอลมผี ู้เรียนทจี่ บปริญญาตรสี าขาอ่ืนมากอ่ นแล้ว มีความรใู้ นสาขา
อนื่ ทเี่ มอื่ เอามา ลปรร. กบั เพอื่ นๆ ในชนั้ เรยี น กอ่ การเรยี นรทู้ ม่ี คี ณุ คา่ มาก เชน่
บางคนเป็นหมอจากประเทศอื่น เมื่ออพยพมาอยู่ในสหรัฐ ปริญญาและใบ
ประกอบวิชาชีพของประเทศเดิมใช้ไม่ได้ จึงมาเข้าเรียนปริญญาตรีสาขา
วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยท์ ตี่ นจะประกอบอาชพี ในสหรฐั ได้ เชน่ พยาบาล  Study
Forum ช่วยให้มีการ ลปรร. ระหว่างผู้เรียนที่มีความรู้และประสบการณ์
เหล่าน้ี กับผู้เรียนอ่อนเยาว์ด้อยประสบการณ์ ที่มีประโยชน์ต่อการ
เรยี นรมู้ าก แม้ครูกไ็ ด้เรียนรู้เพมิ่ ขึ้นด้วย

ใชเ้ ทคโนโลยชี ว่ ยใหก้ ารเรยี นลกึ ขน้ึ  สำ� หรบั ผเู้ รยี นทลี่ งทะเบยี นเรยี น
เป็นผเู้ รยี นภาคปกติ (face-to-face) โดยใชแ้ นวทาง SET 24 : WebQuest
ในหนังสือเลม่ นี้ โดยใช้ออนไลน์ Study Forum ดงั กลา่ วแล้ว เพื่อเรยี นรู้วชิ า
จลุ ชวี วทิ ยาและวชิ าโภชนาการในมติ ทิ ลี่ กึ  รวมทงั้ เพอ่ื เรยี นรมู้ ติ ดิ า้ นจรยิ ธรรม

46 สนกุ กบั ก​ ารเรียน​ในศ​ ตวรรษท​ ี่ ๒๑

ในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งดว้ ย  โดยครแู ครอลจะโพสตค์ ำ� ถามเขา้ ไปในเวบ็  ใหผ้ เู้ รยี น
ค้นหาค�ำตอบ เอามาตอบในเว็บเอง เช่นค�ำถามว่า จากความรู้ที่ได้เรียนมา
ผู้เรียนมีความเห็น (ประกอบหลักฐาน) อย่างไรเก่ียวกับอาหารจาก GMO
ครแู ครอล แบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ กลมุ่ ใหท้ ำ� งานเปน็ ทมี  กำ� หนดประเดน็ ยอ่ ยของ
เรอื่ งนนั้ ใหไ้ ปคน้ และตอบลงไปใน เวบ็ ของวชิ า กำ� หนดใหต้ อ้ งมขี อ้ มลู และการ
 วิเคราะห์ประเด็นในคำ� ตอบ  
ดงึ ดูดความสนใจและมีสว่ นร่วมของผู้เรยี นดว้ ยหลากหลายวิธี

ครูสก็อต เป็นอาจารย์อาวุโส ในภาควิชาภาษาอังกฤษ สอนวิชา
American literature และวชิ า Gay/Lesbian literature  โดยสาระในตอนน้ี
ไดจ้ ากการสอนวชิ าภาษาองั กฤษในผเู้ รียนช้นั ปีท่ี ๑  

ขอนอกเรื่องตรงน้ีว่า เม่ือผมเห็นเขามีวิชาวรรณคดี เกย์/เลสเบียน
ผมก็ตกใจ ว่ามหาวทิ ยาลยั อเมรกิ นั เขาก้าวหน้าไปขนาดนีแ้ ล้วหรือ  พอดีได้
มโี อกาสถามอาจารยส์ าวแหง่ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ทเี่ ปน็ ดร. รนุ่ ใหมจ่ าก
ฝรงั่ เศส ทา่ นบอกวา่ มสี อนมาตงั้ ๓๐ ปแี ลว้  โดยเขาเรยี กวา่ อยใู่ นกลมุ่  Queer
Literature ผมจงึ ได้ตระหนกั ว่าผมเปน็ ไดโนเสาร์เต่าลา้ นปี
เป้าหมายในการสอนของครสู ก็อต มี ๒ อยา่ ง  (๑) ทำ� ใหเ้ ปา้ หมาย
การเรียนวิชานช้ี ัดเจนใสแจ๋ว โดยครูจะระบเุ ปา้ หมาย และงานทตี่ ้องท�ำ ให้
ผเู้ รยี นเขา้ ใจแจม่ แจง้  ซง่ึ ผมตคี วามวา่ ครสู กอ็ ต ตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจคณุ คา่
ของวิชาท่ีเรียน (๒) ท�ำให้ผู้เรียนเกิดการเปล่ียนแปลงมุมมองต่อตนเองข้ัน
รากฐาน หรอื เปลีย่ นมมุ มองต่อเรอ่ื งราวของตนเอง

ขอเพ่ิมเติมบริบทของข้อความในหนังสือ Student Engagement
Techniques ว่าส่วนใหญค่ งจะมาจากบริบทของ Foothil Colege ซ่งึ ผเู้ ขียน

วจิ าร​ณ พานชิ ​47

คอื ศ. เอลซิ าเบธ ทำ� งานอยู่ Foothil Colege เป็น Community Colege
จึงเน้นการเรียนเพ่ือการมีงานท�ำเป็นหลัก ไม่เน้นการวิจัยหรือความเป็นเลิศ
ทางวิชาการ และผู้เรียนก็จะไม่ใช่คนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ
หลากหลายวิธี engageผ้เู รยี นของครสู กอ็ ต มีดงั น้ี

ให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือก  ตัวอย่างเช่น ในเอกสารแจกผู้เรียน เรื่อง
๑๐ คำ� แนะนำ� เพื่อเปน็ นักเขยี นทด่ี  ี กจ็ ะบอกวา่ นักเขยี นผู้ยิ่งใหญ่ ไมว่ า่ จะเปน็
นักเขียนอาชพี หรอื นักเขยี นท่เี ป็นผเู้ รียน มกั จะมีคณุ สมบัตหิ ลายตัวใน ๑๐
ตัวนี้ประกอบกัน และยกตัวอย่างผลงานของผู้เรียนที่ได้เกรด A ในชั้นเรียน
ก่อน  ตวั ผู้เรียนในช้ันเรียนน้ีก็มีโอกาสเขียนได้ผลงานดี และได้เกรด A ได้
หากขยันฝึกฝน  
ครสู กอ็ ต จะให้โอกาสผูเ้ รียนเลอื กเรือ่ งท่จี ะฝึกเขยี น และแนะนำ� ให้
เขียนเร่อื งเกย่ี วกบั ตนเอง หรือความเกี่ยวพันของเรอ่ื งน้นั ๆ กับตนเอง เพราะ
จะเขียนไดด้ ีท่ีสดุ   แต่ก็จะมผี ูเ้ รียนร้อยละ ๑๐ - ๒๐ ท่เี ขยี นเร่ืองของตนเอง
ไม่ได้ หรอื ไม่อยากเขียน ครูสก็อต ก็ยดื หยุน่ ให้  

สรา้ งความรสู้ กึ เปน็ ชมุ ชนในชน้ั เรยี น  โดยสไตลข์ องครสู กอ็ ต คอื เขา้
เร่ืองโดยไม่ชักช้า เร่ิมด้วยการฉายตัวอย่างของการเขียนเรื่องของตัวเอง คือ
หนงั สอื บนั ทกึ อตั ตชวี ประวตั เิ ลม่ ทค่ี รเู ลอื กมาเปน็ ตวั อยา่ ง ใหด้ หู นา้ แรกวา่ เขา
เร่ิมอย่างไร ซึ่งมักจะเร่ิมด้วยค�ำสารภาพของผู้เกี่ยวข้อง และบอกว่าเร่ืองราว
ทจ่ี ะเขยี นต่อไปนี้มีผลเปลี่ยนแปลงชีวติ ของเขาอย่างไร  ครูจะชวนผ้เู รยี นตงั้
ค�ำถาม ท่ีกระตุ้นความสนใจต่อผู้เรียน  ให้ผู้เรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมต้ัง
คำ� ถาม จนจบชว่ั โมงครกู บ็ อกวา่ วรรณคดที เ่ี ราเรยี นนมี้ คี วามซบั ซอ้ น เราเรยี น
กันมา ๑ ช่ัวโมงแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเป็นการเรียนวรรณคดีระดับ
อดุ มศึกษา ไมใ่ ช่ระดับมธั ยม  ผ้เู รียนจึงต้องคดิ และฝกึ เขยี นความคิดออก

48 สนุกกับ​การเรียน​ในศ​ ตวรรษท​ ่ี ๒๑

มา เปน็ การสื่อสารของครูทางออ้ มต่อผ้เู รยี น วา่ ระดับการเรยี นรู้ในชั้นเรยี นน้ี
จะเรยี นอย่างลกึ  ไม่ใชอ่ ย่างตื้นๆ หรือผวิ เผิน 

ยุทธศาสตร์อย่างหน่ึงคือ ค�ำชม  ครูสก็อต จะหาโอกาสชมเพื่อให้
กำ� ลังใจในการเรียนรู้ และตลอดเวลาของช้นั เรียน ครจู ะแสดงความเคารพ
ใหเ้ กยี รตผิ เู้ รยี น ซงึ่ จะสรา้ งความประทบั ใจใหศ้ ษิ ยม์ าก เพราะศษิ ยเ์ หลา่ นมี้ กั
ไม่คอ่ ยไดร้ ับการเคารพและใหเ้ กยี รตบิ อ่ ยนัก 

แตเ่ มอ่ื ถงึ โอกาสหนงึ่ ครสู กอ็ ต กจ็ ะเปลยี่ นมาสวมวญิ ญาณโหด เลน่
บทต�ำหนิ ความเฉ่อื ยชาตอ่ การเรยี นของศษิ ยใ์ นช้ันเรียน

ตอ้ งใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนรว่ มแสดงขอ้ คดิ เหน็  โดยครเู ขยี นชอ่ื ผเู้ รยี นแตล่ ะ
คนลงบนกระดาษแผน่ ละชอื่  และสลบั กระดาษแบบสบั ไพ่ เพอื่ เรยี กชอื่ ใหแ้ สดง
ความคิดเห็น โดยบอกว่าเสียค่าเล่าเรียนแล้วต้องเรียนให้คุ้ม และการมีส่วน
รว่ มตอบหรอื แสดงขอ้ คดิ เหน็ คอื การเรยี นอยา่ งหนงึ่   คนทต่ี อบไมไ่ ด้ หรอื ตอบ
ผิด ครมู วี ิธีพดู แบบไมต่ ำ� หนคิ วามไมร่ ู้    

ผู้เรยี นต่างชาติ หรือผูเ้ รียนท่ีขอ้ี าย ครูสกอ็ ต กไ็ มล่ ะเว้น เชิญมาพบ
ท่หี ้อง และพดู คุยชักชวนใหก้ ล้ารว่ มแสดงความคิดเหน็ ในหอ้ งให้ได้ 

ใช้วิธีเคล่ือนไหวร่างกายช่วย  คล้ายๆ เล่นเป็นเด็ก  ครูลุกขึ้นกาง
แขน ๒ ขา้ ง ถือหนงั สือเล่มทใี่ ห้เรยี นไวใ้ นมือซ้าย ยกมอื ซ้ายขนึ้  ถามผ้เู รียน
“หนงั สอื นี้ช่อื อะไร”  (Not a Genuine Black Man โดย Brian Copeland) 
“เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร” (About Copeland’s experience as an
outsider)  ครูยกมอื ขวาขึ้น “ผ้เู รยี นจะเล่าประสบการณข์ องตนเอง ในฐานะ
คนนอก”     

วจิ ารณ​  พานชิ 4​ 9

  เขยี นโครงสรา้ งบนกระดาน  โดยครเู ขียนภาพหน้ากระดาษ ๕ หน้า
เรียงกันบนกระดาน และถามผู้เรียนว่า หน้าแรกมีอะไร (ชื่อเร่ือง ค�ำขึ้น
ต้น ประเดน็ หลัก ...)  ครูเขยี นลงบนภาพหนา้ แรก วธิ ีนท้ี ำ� ใหผ้ ู้เรียนฝรัง่ เศส
ถงึ กบั อทุ านวา่ วรรณกรรมอเมรกิ นั ตา่ งจากของฝรงั่ เศส ตรงทข่ี องอเมรกิ นั เอา
บทสรปุ มาไว้ตน้ เรื่อง

วิธี คอ็ กเทล ปาร์ต ้ี  ใหผ้ ูเ้ รียนสมมติวา่ ก�ำลังอยู่ใน คอ็ กเทล ปารต์ ี้
และพบคนแปลกหน้า  เน่ืองจากรายงานจะครบกำ� หนดส่งภายใน ๗ วนั  จึง
ใหเ้ ล่าประเด็นหลักใหเ้ พ่ือนกลุ่ม ๓ - ๔ คนฟงั  เหมอื นวงสนทนาใน ค็อกเทล
ปารต์  ้ี แลว้ หมนุ ไปเรอ่ื ยๆ   ครสู กอ็ ต พบวา่ วธิ นี ไ้ี ดผ้ ลดกี วา่ การใหจ้ บั กลมุ่ บน
โตะ๊ เรยี น       

ใชเ้ ทคโนโลย ี  ซึง่ ตัวหลกั คอื อินเทอรเ์ นต็ โซเชี่ยล เน็ตเวริ ก์  และ
โทรศัพท์ไรส้ าย รวมไปถงึ ใชเ้ คร่อื งฉาย LCD เพ่อื ฉายเรื่องใน YouTube ให้ ผู้
เรียนดูร่วมกัน  เทคโนโลยีช่วยให้ผู้เรียนโพสต์ข้อความไต่ถามกัน หรือโพสต์
ข้อเขียนของตนให้เพ่ือนวิจารณ์  ใช้ บล็อก เพ่ือให้มีการวิจารณ์ซ่ึงกันและ
กนั  และครสู กอ็ ต กย็ นิ ดใี หผ้ เู้ รยี นสง่ SMS ถามตนไดต้ ลอด ๒๔ ชวั่ โมง  นานๆ
ทคี รจู งึ จะตอบสน้ั ๆ แตต่ ามปกตจิ ะรวบรวมคำ� ถามทพี่ บบอ่ ยไปคยุ ในหอ้ งเรยี น
วันร่งุ ขนึ้  

หลกั ปฏบิ ตั ิของครูสก็อต คือ ย่ืนมือออกไปหาผเู้ รยี น เพราะผู้เรียนท่ี
ขวนขวายย่ืนเข้ามาหาครูคือคนเรียนดี  คนเรียนอ่อนหรือต้องการความช่วย
เหลอื มักไม่ยืน่ ตวั เขา้ มาหาคร ู  ครจู งึ ต้องยนื่ เข้าไปหา    

  

๒๔ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๕๒๐

50 สนุกกบั ​การเรียนใ​นศ​ ตวรรษท​ ่ี ๒๑

๑๐. จากทฤษฎีสปู ฏบิ ัติ (๔)
ครูตอ ง engage

หลักสําคัญทสี่ ุดสําหรับครคู ือการเปนš “นักเรียน”
เรยี นรŒจู ากการทําหนาŒ ท่คี ร/ู อาจารย

ในตอนที่ ๑๐ น้ี ได้จากบทท่ี ๖ ช่ือ From Theory to Practice
Teachers Talk About Student Engagement

ในบทจากทฤษฎสี ปู่ ฏิบัติ มีกรณีตวั อยา่ งจากครูรวม ๗ คน หรอื ๗
แบบ ในบันทกึ ตอนที่ ๖ - ๙ เลา่ วิธีที่ครู engageผูเ้ รยี น ในตอนที่ ๑๐ น้ี
เป็นวธิ ที ีค่ รู engage ตวั เอง

หลกั ส�าคัญท่สี ุดส�าหรบั ครคู ือการเปน็ “นักเรยี น” เรียนรู้จากการทา�
หนา้ ทคี่ ร/ู อาจารย์ และหลกั การของการengage ผเู้ รยี นทก่ี ลา่ วมาแลว้ ทงั้ หมด
ก็ใช้ได้กับครูด้วย เพราะการสอนคือการเรียน ครูท่ีดีต้องรู้สึกมีแรงจูงใจต่อ
การสอน ซงึ่ ขน้ึ อยกู่ บั ความเชอ่ื วา่ ตนจะทา� ไดส้ า� เรจ็ รว่ มกบั คณุ คา่ ของงาน

ครตู อ้ งเชอื่ วา่ ดว้ ยความพยายาม ตนสามารถสรา้ งสภาพในหอ้ งเรยี น
ที่ดึงความสนใจของผู้เรยี นได้ และครูต้องเชอ่ื ในคุณค่าของการสอนท่ดี ี หนุน
ดว้ ยการจดั การสถาบนั ทคี่ าดหวงั การสอนทด่ี ี และใหร้ างวลั หรอื การตอบแทน
ต่อการสอนทด่ี ีนัน้

วิจารณ​ ​พานชิ ​​51

ครูตอ้ งเรียนรจู้ ากการสอนของตน หน้าทีค่ รูควรเป็นอาชพี ท่นี ่าตนื่
เตน้ เนื่องจากมีส่งิ ใหม่ให้เรียนรอู้ ยู่ตลอดเวลา ครูทร่ี กั อาชีพครู ไม่มใี ครคิด
วา่ ตนร้เู ร่อื งการเรยี นการสอนจบสนิ้   ยงิ่ มปี ระสบการณม์ าก ครูยง่ิ รวู้ ่าตนยงั
มีโอกาสพัฒนาวิธีการสอนให้ดียิ่งขึ้นได้อีกมาก  ในการจัดการเรียนการสอน
นั้นเอง คือโอกาสเรียนรู้สร้างสรรค์ส่ิงใหม่ในอาชีพครู ซึ่งก็คือการวิจัยในช้ัน
เรียน (classroom research) กับวชิ าการด้านการเรียนการสอน (scholarship
of teaching and learning)

แรงจูงใจ และการเรยี นรูโ้ ดยลงมือทำ�  และปัจจยั ๓ ประการทเี่ ปน็
ตวั สรา้ งพลงั เสรมิ ระหวา่ งแรงจงู ใจ และการเรยี นรโู้ ดยลงมอื ทำ�  ไดแ้ ก่ (๑) การ
เปน็ ชมุ ชนเรยี นรู้  (๒) อยใู่ นสภาพที่มีระดบั ความท้าทายเหมาะสม  (๓) การ
เรียนรู้แบบบูรณาการ (holistic) เหล่านี้เป็นปัจจัยส�ำคัญต่อ teacher
engagement ทงั้ สิน้

การเป็นชุมชนเรียนรู้ของครู ก็คือการเป็นสมาชิกของ PLC นั่นเอง
หรอื กลา่ วใหม่ว่า PLC เปน็ เครือ่ งชว่ ยสรา้ ง teacher engagement ตอ่ การ
สอนที่ด ี   
  ตอ่ ไปน้เี ป็นความเหน็ ของครู ๔ คน ต่อ teacher engagement

ครูแครอล โฮลโครฟท์  มีภารกจิ นอกหอ้ งสอนมาก ทั้งเป็นผนู้ �ำด้าน
วิชาการ และดา้ นการกำ� กับดแู ลกจิ การในวิทยาเขต  ดงั นั้นเมื่อใกล้จบเทอม
กห็ มดแรง ทง้ั ๆ ทช่ี ว่ งนน้ั ผเู้ รยี นมกั จะมคี ำ� ถามดๆี โพสตข์ น้ึ อนิ เทอรเ์ นต็  แต่
ครกู ม็ ีภารกิจให้ตอ้ งทำ� คา้ งเป็นพะเรอ 

นีค่ ือสัจธรรมของการสอนให้เกิด engaged learning คอื ต้องการ
เวลา ความตัง้ ใจ และการท�ำงานหนกั   

52 สนกุ กับ​การเรียนใ​นศ​ ตวรรษ​ที่ ๒๑

ครนู โิ คล เกรย ์  ใหค้ วามเหน็ วา่ ตนสอนชน้ั เรยี นหลายแบบ หากตอ้ ง
สอนเฉพาะผเู้ รยี นมีปญั หา หรือวชิ าพ้ืนๆ ก็คงหมดไฟไปแลว้  แต่การท่ตี นได้
สอนวิชา advanced ท�ำให้รู้สึกสนุกและได้เรียนรู้มากขึ้น  การมีผู้เรียนที่
ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื และประสบความสำ� เรจ็ ในทส่ี ดุ ใหค้ วามสขุ ทางใจอยา่ ง
ย่ิง    

ครูสก็อต แลงค์ฟอร์ด ย้ายมาจากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก.
(เอกชน) ด้วยความรู้สึกว่าที่วิทยาลัยอาจารย์หน้าตาสดช่ืน ไม่ดูแก่และคร�่ำ
เคร่งอย่างในมหาวิทยาลัย ก. ครูท่ีดีรักหน้าท่ีความเป็นครู และให้เกียรติ
ผู้เรียน  ตนเองมีปัญหาผู้เรียนไม่เอาใจใส่การเรียนบ้าง แต่น่ันก็เป็นเพียง
ร้อยละ ๑๐ รอ้ ยละ ๙๐ ของชีวิตครขู องตนให้ความสนกุ สนาน

ครนู าตาเลยี เมเนนเดซ  มคี วามรสู้ กึ วา่ การสอนเปน็ กจิ กรรมทางจติ
วญิ ญาณสำ� หรบั ตน  ตนรสู้ กึ มแี รงบนั ดาลใจเมอื่ เหน็ วา่ ผเู้ รยี นพรอ้ มทจี่ ะใหต้ น
เป็นผู้สอน  ตนรู้สึกขอบคณุ ผู้เรยี น แต่ไม่พดู   ตนทำ� ตัวเป็นครูท่ีเข้มงวด แต่
ผเู้ รียนจะเหน็ ประกายความรักความหวงั ดไี ด้เอง  สมยั กอ่ นนานมาแล้ว จะมี
ครูที่เอาผู้เรียนมานินทาเล่น ตนไม่เข้าร่วมวงด้วย ตนคิดว่าตนเป็นหน้ีผู้เรียน
เพราะตนไดร้ บั เงนิ เดอื นและสวสั ดกิ ารตา่ งๆ กเ็ พราะผเู้ รยี น  ครตู อ้ งรบั ใช้ ผู้
เรยี น  ครตู อ้ งออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ในทา่ มกลางความยงิ่ ใหญข่ องวชิ าชพี   วชิ าชพี
แ ห่งการรบั ใช้

จะเห็นว่า ครู ๔ คนที่เอาใจใส่ผู้เรียนต่างก็เห็นคุณค่าของหน้าที่
ตน  มคี วามเชอ่ื วา่ ตนสามารถสอนใหด้ ไี ด ้  เมอ่ื สอนกพ็ บวา่ เปน็ กจิ กรรมทใ่ี ห้
ผลตอบแทนทางปญั ญา มีความท้าทายในระดับท่ีพอเหมาะ มีความเอาใจใส่
การเรียนรู้ของผู้เรียน และมองว่าผเู้ รยี นเปน็ ส่วนหนง่ึ ของชมุ ชนการเรียนรทู้ ีม่ ี
คณุ ภาพสงู    

วิจารณ​  พานชิ ​53

ไมว่ า่ ครจู ะตงั้ ใจสอนเพยี งใด และผเู้ รยี นจะเปน็ กลมุ่ ทตี่ งั้ ใจเรยี นเพยี ง
ใด ก็เปน็ ไปไม่ได้ท่ีจะใหช้ ัน้ เรยี นราบร่นื ตลอดไป   ครเู อลิซาเบธ สารภาพวา่
นานมาแลว้ ตนเองเคยขว้างปากกาเขียน ไวท์บอรด์ ใสผ่ ้เู รียนทน่ี งั่ หลบั  และ
บอกผ้เู รียนวา่ ตนื่ ! เราก�ำลังเรียนเรือ่ งทน่ี า่ สนใจ!  ซ่งึ ถา้ ทำ� แบบเดียวกันใน
สมยั น้กี ็อาจโดนฟอ้ งศาล  

ครูเอลิซาเบธ ยังเคยต้ังใจสอน และฉายหนังที่ตนคิดว่าสุดที่จะน่า
สนใจ พอหนังจบ เปิดไฟ ครกู ็พบใบหนา้ ทีว่ า่ งเปลา่ ของผเู้ รียน  ตามมาดว้ ย
คำ� ถามทแี่ สดงวา่ ผเู้ รยี นไมเ่ ขา้ ใจวา่ หนงั บอกอะไร เพราะผเู้ รยี นไมม่ พี นื้ ความ
รเู้ รอื่ งนน้ั  แสดงวา่ เรอ่ื งการสอนใหด้ ี ใหด้ งึ ดดู ใจผเู้ รยี นนน้ั  ครตู อ้ งเรยี นตลอด
ชีวิต       
  เป็นทม่ี าของบทตอ่ ๆ ไปของหนังสอื

๒๕ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๖๕๙

54 สนกุ กบั ก​ ารเรียนใ​น​ศตวรรษ​ท่ี ๒๑

๑๑. เคลด็ ลบั (๑)

เคลด็ ลบั จดุ ไฟแรงจูงใจ

ครตู อŒ งไมใ‹ หรŒ างวลั แกก‹ ารเขŒารว‹ มกจิ กรรมการเรียนรŒู
หรือแกก‹ ารทําชน้ิ งานสาํ เร็จ

แต‹ใหŒรางวัลแก‹การพฒั นาตนเองของผŒเู รยี นแต‹ละคน
มากกว‹าการเปรียบเทียบกับเพอ่ื น

ในตอนท่ี ๑๑ น้ี ไดจ้ ากบทที่ ๗ ชอ่ื Tips and Strategies for Fostering
Motivation

ต้งั แตบ่ ันทกึ ตอนที่ ๑๑ เป็นต้นไป มาจาก Part Two – Tips and
Strategies (T/S) ในหนังสอื ซงึ่ ประกอบดว้ ย ๕ บท แต่ละบทเป็นเคล็ดลับ
หนงึ่ หมวด รวมทงั้ ๕ หมวดมี ๕๐ เคลด็ ลบั ในบนั ทกึ ตอนท่ี ๑๑ นเี้ ปน็ หมวด
เคลด็ ลบั จุดไฟแรงจูงใจ มี ๑๓ เคลด็ ลบั

ขอหมายเหตุความรู้สึกของผมที่เห็นต่างจากในหนังสือ ท่ีใช้ค�าว่า
motivation ซ่งึ แปลวา่ แรงจูงใจ สว่ นตวั ผมศรทั ธาใน inspiration ซ่ึงแปลว่า
แรงบันดาลใจมากกว่า แรงจูงใจมาจากภายนอก แรงบันดาลใจมาจาก
ภายใน ผมชอบ inspiration/passion มากกว่า motivation แต่ไม่วา่ จะใช้
ค�าใด โปรดตระหนกั ว่า เราก�าลงั ใหค้ วามสา� คญั ต่อ จิตวทิ ยาการเรยี นรู้

วิจารณ​ ​ พานิช​​55

เคลด็ ลับ ๑  ตัง้ ความคาดหวงั วา่ ผเู้ รียนตงั้ ใจเรียน
จงตงั้ ความหวังไว้สงู วา่ ผู้เรยี นในช้ันจะต้ังใจเรียน และไมย่ อมให้ใคร

มาลบล้างความหวังน้ี  ดังนั้นหากผู้เรียนคนใดแสดงท่าทีเบ่ือหน่ายหรือ
งว่ งเหงาหาวนอน จงหาโอกาสพดู คยุ ไตถ่ ามในโอกาสทพ่ี บกนั เปน็ สว่ นตวั  และ
สื่อสารให้ผู้เรียนรู้ว่าครูไม่สบายใจท่ีมีการไม่ตั้งใจเรียน ไม่ต้องการให้มีคน
แสดงความไมต่ งั้ ใจเรยี นในชนั้ เรยี น เพราะมนั ทำ� ลายบรรยากาศการเรยี นของ
ชน้ั   จงึ ขอคำ� แนะนำ� วา่ ท�ำอยา่ งไรชนั้ เรียนจะสนกุ สนานไม่น่าเบื่อ 

แม้ว่าผู้เรียนบางคนจะมีเหตุผลด้านการงานหรือเร่ืองส่วนตัวท่ีท�ำให้
ง่วง ครูต้องหาทางท�ำความเข้าใจว่า การมาน่ังหลับในชั้นเรียนเป็นสิ่งที่ไม่
ยอมรบั  เพราะมนั ทำ� ลายบรรยากาศของชนั้ เรยี น โดยครชู ว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี น
ดว้ ยวธิ กี ารทหี่ ลากหลายขน้ึ  โดยไมต่ อ้ งมาเขา้ ชน้ั เรยี นกไ็ ด ้ แตเ่ มอื่ ไรมาเขา้ ชน้ั
เรยี น ต้องไมแ่ สดงทา่ ทีไมต่ งั้ ใจเรียน  

วธิ ีเอ้ือให้ผเู้ รียนเลอื กวิธีเรียนทห่ี ลากหลาย ไดแ้ ก่ ยกเลิกการบงั คับ
เข้าชน้ั เรยี น เปดิ โอกาสใหเ้ รยี นจากเอกสาร ทจี่ ดั ไว้ให้ในห้องสมดุ ใน media
center หรอื ออนไลน์  

การแสดงความเบ่ือหน่ายในช้ันเรียนท�ำลายบรรยากาศ และ
ตรงกนั ขา้ ม ความกระตอื รอื รน้ ในการเรยี นกส็ รา้ งบรรยากาศ หรอื ตดิ ตอ่ ไปยงั
เพอื่ นในช้นั    
เคล็ดลบั ๒  แสดงความกระตือรอื ร้นของครู

ผลการวิจัยด้านจิตวิทยาการเรียนรู้บอกว่า แม้ผู้เรียนจะไม่รักวิชา
น้ัน แต่ก็จะต้ังใจเรียนหากผู้เรียนชื่นชมครูผู้สอน และในทางตรงกันข้าม
ผเู้ รยี นมแี นวโนม้ จะไม่สนใจหรือไมร่ ่วมมือ หากมีความรสู้ ึกทางลบตอ่ ครู 

56 สนุกกับก​ ารเรยี น​ใน​ศตวรรษ​ท่ี ๒๑

ผู้เขียนอ้างผลงานวิจัย ท่ีถามความเห็นผู้เรียนระดับ ป.ตรี ๗๐๐
คน ใหเ้ ขยี นพฤตกิ รรมของครทู ตี่ นไมช่ อบ  ไดค้ ำ� ตอบทพี่ บบอ่ ยทส่ี ดุ อยใู่ น ๑๐
อนั ดบั แรก คอื “ไมเ่ อื้อเฟอื้ ” “เขา้ ไมถ่ ึง” “ไมใ่ ห้เกียรตผิ ู้เรยี น”   

ผเู้ รยี นบอกว่า บรรยากาศในช้นั เรียนเป็นแรงดงึ ดดู ใหม้ าเรียน และ
ต้ังใจเรียน  และครูท่ี “จริงใจ” “มีพลัง” “กระตือรือร้น” “มีไฟ” “เข้าถึง
งา่ ย” “ยตุ ิธรรม” “มองโลกแง่ดี” เปน็ ยอดปรารถนาของผู้เรยี น
เคลด็ ลบั ๓  ใหร้ างวลั แก่การเรยี นรู้ ไม่ใช่แก่พฤติกรรม

เรอ่ื งนล้ี ำ�้ ลกึ และครมู กั จะเดนิ ผดิ ทาง คอื ใหค้ ำ� ชม ยกยอ่ ง ใหค้ ะแนน
เพมิ่ หรอื ยกเวน้ ไมต่ อ้ งทำ� งานบางอยา่ งแก่ พฤตกิ รรมทพ่ี งึ ประสงค์ และลงโทษ
(เชน่ หกั คะแนน ตำ� หนิ ใหเ้ กรดตำ่� ) หากผเู้ รยี นแสดงพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงค์
เรอื่ งนีน้ ักจิตวทิ ยาการเรียนรู้บอกว่า เปน็ การควบคุมพฤตกิ รรม ไมไ่ ด้กระตนุ้
แรงจงู ใจในการเรยี น 

ผเู้ ขยี นอา้ งผลการวิจัยว่า การให้รางวัลแกพ่ ฤตกิ รรมเป็น รางวลั จาก
ภายนอก (๑) ไมส่ ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาความรสู้ กึ วา่ ไดร้ บั รางวลั จากภายใน
จติ ใจของตนเอง จากความสนกุ สนานในการเรยี น (๒) รางวลั แก่พฤติกรรม
อาจสอื่ ความหมายเปน็ การตดิ สนิ บนแกส่ งิ่ ทผ่ี เู้ รยี นควรทำ� อยแู่ ลว้ (๓) เปน็ การ
สง่ เสรมิ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามเงอ่ื นไขจากภายนอก แทนทจี่ ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาทา่ ที
คณุ คา่ ความเชอื่ และการเรยี นดว้ ยความพงึ พอใจของตน ซงึ่ จะเปน็ การสรา้ ง
ความเปน็ ผเู้ รียนรู้ตลอดชวี ิตแกผ่ ้เู รียน

นนั่ หมายความวา่ ครตู อ้ งไมใ่ หร้ างวลั แกก่ ารเขา้ รว่ มกจิ กรรมการเรยี น
รู้ หรือแก่การท�ำชิ้นงานส�ำเร็จ แต่ให้รางวัลแก่การพัฒนาตนเองของผู้เรียน

วจิ าร​ณ พานิช ​57

แตล่ ะคน มากกวา่ การเปรยี บเทยี บกบั เพอื่ น  ในการใหเ้ กรด ตอ้ งเนน้ ทคี่ ณุ ภาพ
ของงานที่ท�ำสำ� เร็จ ไมใ่ ชท่ ่ีจ�ำนวนชิน้ งาน

เคล็ดลับ ๔  รูจ้ กั ใช้ค�ำชน่ื ชม และคำ� ต�ำหนิ
ครูมักคิดต้ืนๆ ว่าการให้ค�ำชมเป็น positive reinforcement  แต่

ผลการวจิ ยั บอกว่าค�ำชมทีไ่ มเ่ หมาะสม เช่นชมเสียเลอเลศิ โดยทผี่ ู้เรียนคดิ วา่
เป็นเรือ่ งเลก็ ๆ นอ้ ยๆ แทนทีจ่ ะกอ่ ผลดี กลับเปน็ ผลร้าย ท�ำใหผ้ เู้ รียนรสู้ ึกวา่
ครกู �ำลังแสดงท่าทีเหนือกวา่ หรอื รสู้ ึกว่าครูชมแบบไมจ่ รงิ ใจ   

ผเู้ ขยี นอา้ งถงึ หนงั สอื และรายงานผลการวจิ ยั วา่ ครตู อ้ งมวี ธิ ชี มทพ่ี อดี
แสดงความจริงใจ และชีจ้ ดุ ทีน่ ่าชื่นชม เช่น “รายงานไม่มตี วั สะกดการันตผ์ ดิ
เลย” “ข้อคดิ เหน็ นีข้ องเธอนา่ สนใจมาก ครไู ม่เคยคดิ ถงึ มากอ่ น”
และในทางตรงกันขา้ ม ครตู อ้ งฝกึ ใช้คำ� ต�ำหนอิ ย่างสร้างสรรค์ (cre-
ativecriticism) คอื บอกวา่ มขี อ้ ผดิ พลาดตรงไหนบา้ ง และทถี่ กู ตอ้ งเปน็ อยา่ งไร
เขาแนะนำ� วา่ คำ� ติ จะมคี ณุ สมบตั สิ รา้ งสรรคห์ าก ตพิ รอ้ มกบั ใหข้ อ้ มลู  ตติ าม
เกณฑ์คุณภาพ ติท่ีพฤติกรรม บอกส่ิงท่ีดีหรือถูกต้อง ให้ทันทีทันใด ให้
เป็นการส่วนตวั  และให้เมื่อมโี อกาสพัฒนาใหด้ ีข้ึน

เคลด็ ลับ ๕  ใหผ้ ู้เรยี นไดบ้ รรลคุ วามตอ้ งการพ้นื ฐาน
เพือ่ จะไดต้ ัง้ ใจอยูก่ บั ความตอ้ งการขัน้ สงู ขน้ึ ที่ตอบสนองการเรียนรู้

นค่ี อื การใชห้ ลกั Maslow’s hierarchy of needs เอามาตคี วามความ
ต้องการในชั้นเรียน  ผู้เรียนต้องไม่ถูกรบกวนด้วย physiological needs
(หิว งว่ ง)  safety needs (เช่น กลวั ถกู รังแก กลวั ถกู ครูดา่ )  love needs
(การยอมรับจากครู และเพื่อนๆ) จึงจะมีใจจดจ่อกับความต้องการระดับสูง
ขน้ึ ท่ีเก่ียวข้องกับความตั้งใจเรียน

58 สนกุ กับ​การเรียนใ​น​ศตวรรษ​ท่ี ๒๑

เมอื่ ผเู้ รยี นแสดงอาการตามธรรมชาตวิ า่ กำ� ลงั ตอ้ งการ physiological
need คืองว่ ง เพราะเป็นเวลาบ่ายหลงั อาหารกลางวนั  อาจารยอ์ าจชว่ ยโดย
ให้ทำ� กายบริหาร ๕ นาที กอ่ นจะเรยี นตอ่ ไป  

ครูต้องหาทางสร้างบรรยากาศของความเป็นอิสระจากความหวาด
กลัวว่า จะถกู เยาะเยย้ หากถามค�ำถามทีแ่ สดงความไมร่ ู้ หรอื แสดงความเห็น
 แปลกๆ
เคลด็ ลบั ๖  สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนเปน็ ตวั ของตัวเอง

เปน็ เรอ่ื งลำ�้ ลกึ และอาจเขา้ ใจยากส�ำหรบั ครทู ม่ี คี วามตง้ั ใจสงู และคดิ
วางแผนการสอนมาอยา่ งดมี ขี น้ั ตอน ตรงทก่ี ารกำ� หนดกตกิ า ขนั้ ตอน เงอื่ นไข
การทดสอบ การบา้ น ฯลฯ ไวอ้ ยา่ งเป็นระบบและก�ำหนดใหผ้ ้เู รยี นทกุ คนตอ้ ง
ปฏิบัติตามโดยไม่ยืดหยุ่น การท่ีครูท�ำเช่นน้ีอาจก่อผลร้าย เพราะเป็นการ
แสดงออกดว้ ยพฤตกิ รรมวา่ ชน้ั เรยี นเปน็ ของคร ู ครเู ปน็ ผกู้ ำ� หนด ผเู้ รยี นมหี นา้
ทที่ ำ� ตามที่ครูสัง่   ผลการเรียนจึงขึน้ กับการสอนของครู ไม่ใชข่ ้ึนกับการเรียน
ของตนเอง  

ชน้ั เรยี นทค่ี รสู ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมคี วามเปน็ ตวั ของตวั เอง มโี อกาสเลอื ก
แนวทาง กิจกรรมการเรียน และการทดสอบ เพอ่ื สรา้ งแนวความคดิ ว่า การ
เรยี นเป็นเรือ่ งของผู้เรยี น  ผูเ้ รยี นตอ้ งรับผดิ ชอบการเรียนของตนเอง  

ผู้เขียนให้ค�ำแนะน�ำในการสร้างความเป็นตัวของตัวเองของผู้เรียน
๙ ข้อ โดยอา้ งอิงมาจากหลายแหล่ง

๑. บอกเหตุผลทีช่ ัดเจนแก่ผ้เู รียนให้เขา้ ใจวตั ถุประสงคข์ องกิจกรรม
ในวชิ าเรียน และใหเ้ ข้าใจว่าตัวผ้เู รียนเองมีบทบาทสำ� คญั อย่างไร

๒. แสดงความรบั รูค้ วามรู้สกึ อดึ อัดขัดข้องของผเู้ รยี นเมือ่ จ�ำเป็นต้อง
ให้ผู้เรียนทำ� กิจกรรมทีผ่ เู้ รยี นผู้น้ันไมอ่ ยากทำ�

วจิ าร​ณ พานชิ ​59

๓. ให้ทางเลือกการเรียนรู้หลายแบบ เพ่อื บรรลวุ ัตถุประสงคข์ องการ
เรยี น

๔. ให้ผเู้ รียนได้มโี อกาสกำ� หนดกฎเกณฑ์กติกาในหอ้ งเรียน
๕. ให้ผู้เรียนได้ร่วมกันก�ำหนดเวลา สถานท่ี และลำ� ดบั ของการสง่
งานทีค่ รูมอบหมายให้ท�ำ
๖. ส่งเสริมให้ผู้เรยี นกำ� หนดเป้าหมายของตน และติดตามประเมิน
ผลด้วยตนเอง
๗. ชว่ ยเหลอื ใหผ้ เู้ รยี นรจู้ กั ใชเ้ ครอ่ื งมอื ประเมนิ ตนเอง เพอ่ื ตรวจสอบ
ความก้าวหน้า เพื่อรู้ขีดความสามารถของตนเอง และเพ่ือตรวจสอบหา
อปุ สรรคขดั ขวางทอี่ าจเกิดขน้ึ
๘. เปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมประเมนิ ผล
๙. ใหเ้ นน้ เรอื่ งความรบั ผดิ รบั ชอบตอ่ ผเู้ รยี น อยา่ เขา้ ไปตดั สนิ ถกู ผดิ
ด ี ช่ัว
เคล็ดลบั ๗  สอนสง่ิ ที่สำ� คญั จำ� เป็นต้องเรียน
ในสมยั ปจั จบุ นั ผเู้ รยี นสามารถหาเนอื้ หาวชิ าเองได ้ การสอนเพยี งเพอ่ื
“รู”้ วิชา ไม่เพยี งพอ ต้องให้เกิดความ “เข้าใจ”
ในยุคท่ี “ความรทู้ ่วมทน้ ” เชน่ ปจั จุบนั  ครูตอ้ งเลอื กเน้นการอ�ำนวย
ให้ผู้เรียนเรียนความรู้ส่วนที่จ�ำเป็นส�ำหรับเป็นพ้ืนความรู้ส�ำหรับการเรียน
ตอ่ ยอดตอ่ ไป คอื เขาแนะน�ำให้เขยี นวงกลม ๓ วงซอ้ นกัน วงนอกเปน็ ความรู้
ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ วงกลางเป็นความรู้ท่ีควรรู้ และวงในเป็นความรู้ที่ต้องรู้  
ครตู อ้ งเนน้ ทวี่ งในน ้ี และครตู อ้ งมคี วามสามารถแยกแยะความรอู้ อกเปน็ ๓ วง  

60 สนกุ กบั ก​ ารเรยี น​ใน​ศตวรรษท​ ี่ ๒๑

นอกจากเลือกความรู้ ยังต้องอ�ำนวยการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้ใน
มติ ิทีล่ กึ และเชอื่ มโยง โดยเขาแนะนำ� วา่ ใหพ้ ยายามลดการเรียนแบบ infor-
mation-driven และเพิม่ การเรยี นแบบ process- และ application-driven

เนอ่ื งจากบทที่ ๗ ของหนังสอื ว่าดว้ ยเคลด็ ลบั ในการสร้างแรงจูงใจ
มที ง้ั หมด ๑๓ เคล็ดลบั  จงึ ขอแบง่ เปน็ บนั ทึก ๒ ตอน ในตอนท่ี ๑๒ จะเป็น
เคล็ดลับ ๘ - ๑๓

๒๖ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๗๘๖

วจิ าร​ณ พานชิ 6​ 1

๑๒. เคลด็ ลบั (๒)

เคล็ดลบั จดุ ไฟแรงจูงใจ (ตอ)

ไม‹ว‹าคุณจะคดิ วา‹ คณุ สามารถทาํ ไดŒ
หรอื คดิ ว‹าคุณทาํ ไมไ‹ ดŒ คุณคิดถกู เสมอ

ในตอนท่ี ๑๑ - ๑๒ น้ี ไดจ้ ากบทท่ี ๗ ชอื่ Tips and Strategies for
Fostering Motivation

ต้ังแต่บันทึกตอนที่ ๑๑ เปน็ ต้นไป มาจาก Part Two – Tips and
Strategies (T/S) ในหนังสือ ซงึ่ ประกอบดว้ ย ๕ บท แตล่ ะบทเป็นเคล็ดลับ
หนง่ึ หมวด รวมทง้ั ๕ หมวดมี ๕๐ เคลด็ ลบั ในบนั ทกึ ตอนท่ี ๑๒ นเี้ ปน็ หมวด
เคล็ดลับจดุ ไฟแรงจูงใจ (ต่อ) เคล็ดลบั ที่ ๘ - ๑๓
เคล็ดลบั ๘ บรู ณาการเป้ามาย กจิ กรรม และการประเมนิ

หลักส�าคัญคือผู้เรียนต้องเห็นคุณค่าของ เป้าหมาย กิจกรรม และ
การประเมิน ทีจ่ ะมีผลต่อชีวิตของตน และครตู ้องจดั ใหท้ ั้ง ๓ ส่วนนีเ้ ช่อื ม
โยง และ synergy กัน ซ่ึงจะชว่ ยใหท้ ัง้ ผเู้ รยี นและครู ออกแรงนอ้ ย ได้ผลมาก

เขาแนะนา� โมเดลของการบรู ณาการ ๓ แบบ
Backward Design ประกอบดว้ ย ๓ ชว่ ง ชว่ งที่ ๑ ครูก�าหนดสิ่ง
ทผ่ี ้เู รยี นควรรู้ เข้าใจ ทา� ได้ โดยใช้วงกลม ๓ วงตามใน คล. ๗ (เคล็ดลับ)
ช่วงท่ี ๒ ครกู า� หนดหลกั ฐาน (evidence) ท่บี อกวา่ ผเู้ รยี นไดบ้ รรลุเป้าหมาย

62 สนกุ กบั ​การเรียน​ในศ​ ตวรรษท​ ี่​๒๑

แลว้  โดยมคี ำ� แนะนำ� ใหใ้ ชค้ ำ� ๖ คำ� คอื  (๑) อธบิ าย (๒) ตคี วาม (๓) ประยกุ ต ์
(๔) แสดงภาพขยาย (demonstrate perspective)  (๕) แสดงอารมณ์
(empathize)  (๖) แสดงความเห็นหรอื ความรู้ส่วนของตนเอง (demonstrate
self-knowledge)   ช่วงที่ ๓ ออกแบบกิจกรรมเพ่ือการเรียนรขู้ องผู้เรียน

Significant learning model  เป็นแนวทางออกแบบการเรียนรู้ ให้
เรียนได้ลึกและเชอ่ื มโยง รวม ๑๒ ขน้ั ตอน หรือ ๓ ช่วง ตามหนงั สอื  Creat-
ing Significant Learning Experiences : An Integrated Approach to
Designing Colege Courses ได้แก่  ช่วงแรก ก�ำหนดองคป์ ระกอบ ได้แก่
เปา้ หมายการเรียน การประเมนิ และ feedback กจิ กรรมการเรยี นการสอน
ชว่ งทสี่ อง ชว่ ยใหค้ รสู ำ� รวจวา่ หลกั สตู รมคี วามผสมกลมกลนื เปน็ ภาพรวมทเ่ี ขา้
กนั ด ี   ชว่ งทสี่ าม กำ� หนดระบบการใหเ้ กรด ปญั หาทอี่ าจเกดิ ขนึ้ การประเมนิ
วชิ า และแนวทางปรับปรงุ

Learner-Centered Teaching เป็นแนวทางท่ีผู้เเขียนเอามา
จาก Weimer และ Blumberg เพื่อเปล่ียนการสอนจากสอนแบบ teacher-
centered  ไปเปน็ แบบ learner-centered ซ่งึ ในความเห็นของผม เป็นรูป
แบบการเรยี นรู้ท่ผี ู้เรยี นเปน็ ผู้ลงมือทำ� นนั่ เอง
เคลด็ ลับ ๙  สร้างกิจกรรมการเรียนรทู้ ่ผี เู้ รยี นต้องด่ืมดำ�่

น่ีคือเคล็ดลับในการกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือท�ำ (และคิด) เพ่ือ
เรียนรู้ในมิติท่ีลึกและเช่ือมโยงโดยไม่รู้ตัว  เขามีตารางให้ค�ำแนะน�ำประเภท
ของค�ำถามท่กี ระตุน้ ความคดิ พรอ้ มตัวอยา่ ง ทผ่ี มคิดว่ามปี ระโยชน์มาก จงึ
ขอแปลถอดความมาลงไว้

วิจารณ​  พานิช 6​ 3

  ชนดิ ของคำ�ถาม เป้าหมาย ตัวอย่าง

สำ�รวจ ตรวจหาข้อเทจ็ จริงและความ มหี ลักฐานจากผลการวิจยั
รู้พน้ื ฐาน สนับสนนุ .... อย่างไรบา้ ง

ทา้ ทาย สำ�รวจหาขอ้ สมมติฐาน ข้อ มอี ยา่ งอื่นอีกบ้างไหม ท่ี
สรุป และขอ้ ตคี วาม เราควรทำ�

เปรยี บเทยี บ ถามเพ่ือเปรียบเทยี บประเด็น เปรียบเทยี บระหว่าง ....
หลัก แนวความคดิ หรอื กบั .... เปน็ อยา่ งไร
ประเดน็

วินิจฉัย แจกแจงหาแรงกระตนุ้ หรือ ทำ�ไม....
สาเหตุ

ถามหาการดำ�เนินการ หาข้อสรุป หรอื ข้อปฏบิ ตั ิ เพ่อื สนองตอ่ .... สง่ิ ท่ี....
ควรทำ�คือ ....

เหตุและผล ถามความสัมพนั ธเ์ ชิงเหตุ ถ้า .... เกิดขน้ึ จะเกดิ
และผลระหวา่ งแนวความ คดิ อะไรข้นึ ตามมา
การขยายผล การกระทำ� หรือเหตกุ ารณ์
สมมตฐิ าน
ลำ�ดับความสำ�คญั ขยายการอภปิ ราย มีแนวทาง หรือความคิด
สรปุ เพิ่มเติมอยา่ งไรบ้าง
ปญั หา
เสนอเปล่ยี นแปลงขอ้ เทจ็ จรงิ สมมตวิ า่ .... เกดิ ขนึ้   ผล
หรอื ประเด็น จะเปน็ อย่างเดิมหรือไม่

เสาะหาประเด็นทส่ี ำ�คัญที่สดุ จากทเี่ ราหารอื กนั มา เรอ่ื ง
ไหนสำ�คัญทสี่ ุด

ใหข้ ้อสงั เคราะห์ เราไดข้ อ้ สรุปอย่างไรบ้าง

ทา้ ทายผเู้ รียนใหห้ าทางแก้ จะเกดิ อะไรขน้ึ ถ้า ....
ปญั หาสมมติ หรอื ปัญหาจรงิ (ควรมหี ลายคำ�ตอบ)

64 สนุกกบั ​การเรยี น​ใน​ศตวรรษท​ ี่ ๒๑

ชนิดของคำ�ถาม เปา้ หมาย ตัวอยา่ ง

ตคี วาม ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจความหมาย จากสงิ่ ทีเ่ ราได้เห็น ได้ยิน
ประยกุ ต์ หลายความหมาย หรือได้อา่ น ตีความไดว้ า่
ประเมิน ของแต่ละเรอ่ื ง อย่างไร
ตรวจสอบความ ตรวจหาความสัมพันธ์ และ เม่อื รูเ้ ช่นนแ้ี ลว้ จะทำ�
แมน่ ยำ� ขอใหผ้ เู้ รยี นเช่อื มโยงทฤษฎี อยา่ งไรตอ่ ไป
เข้ากบั ปฏบิ ัติ
ให้ผูเ้ รียนไดป้ ระเมนิ และ อนั ไหนดีกวา่  ข้อเปรยี บ
ตัดสินใจ เทยี บน้ีสำ�คญั อย่างไร จะ
ทำ�อะไรต่อ
ให้ผ้เู รียนได้ตรวจสอบความ เรารไู้ ด้อย่างไร ขอ้ มลู หลัก
ถกู ตอ้ งของถ้อยคำ� ข้อโต้ ฐานเปน็ อย่างไร หลักฐาน
แย้ง และข้อสรุป และเพือ่ น่าเชื่อถือแค่ไหน
วเิ คราะห์ความคดิ และ
ท้าทายสมมติฐานของตนเอง

เคล็ดลับ ๑๐  ให้มีการแข่งขันอยา่ งเหมาะสม
ผ้เู รียนในปัจจุบนั คุ้นกบั การแข่งขนั  แต่โดยทว่ั ไป การแขง่ ขันในการ

เรียนมีแนวโน้มจะก่อผลลบมากกว่าผลบวกแรงจูงใจในการเรียน ด้วยเหตุผล
(๑) การตดั เกรดแบบองิ กลุ่ม เปน็ การแฝงการแขง่ ขันอย่แู ล้วในตวั   และเมื่อ
มีการแข่งขนั อื่นๆ ในชนั้ เรียน โอกาสไม่ประสบความสำ� เร็จจะมสี ูง ท�ำให้แรง
จงู ใจในการเรียนลดลง  (๒) การแขง่ ขนั เบนความสนใจออกจากการใชค้ วาม
กา้ วหนา้ ในการเรยี นของตนเปน็ ตวั เปรยี บเทยี บ เพอ่ื สรา้ งแรงจงู ใจในการเรยี น 
(๓) การแขง่ ขนั ใหค้ วามรสู้ กึ ถกู บงั คบั โดยเฉพาะเมอ่ื ทกุ คนตอ้ งแขง่ และกตกิ า
กำ� หนดโดยผูม้ ีอำ� นาจเหนอื   (๔) การแข่งขันจะชว่ ยเพ่มิ แรงจูงใจหากทุกคน

วจิ ารณ​  พานชิ 6​ 5

มโี อกาสชนะเท่าๆ กัน แต่ในความเปน็ จรงิ ในชัน้ มคี นเรยี นเกง่ เรยี นอ่อนคละ
กนั การแขง่ ขันระหวา่ งตวั บุคคลจึงมผี ลลบมากกว่าผลบวก  (๕) การแข่งขัน
ท�ำใหเ้ กิดผชู้ นะและผู้แพ้ มผี ้แู พม้ ากกวา่   คนทีแ่ พ้บ่อยๆ อาจหมดแรงจูงใจ
ความมน่ั ใจตนเอง ความมน่ั ใจในคณุ คา่ ของตนเอง และทำ� ใหไ้ มอ่ ยากมาเรยี น

เขาอา้ ง Brophy และ Wlodkowski วา่ วธิ สี ร้างบรรยากาศแขง่ ขันท่ี
ลดขอ้ เสีย และเพม่ิ ขอ้ ดี มีดังนี้

๑. เปดิ โอกาสใหเ้ ลือกเขา้ แขง่ ขนั หรอื ไม่เข้าแขง่ ขันก็ได้
๒. ทำ� ให้เป็นการแขง่ ขนั ระหว่างทมี มากกว่าระหว่างบุคคล
๓. สร้างเง่ือนไขให้ทุกคน (ทุกทีม) มีโอกาสชนะอย่างเท่าเทียม
กัน โดยจัดทมี ใหม้ คี วามสมดลุ ระหวา่ งความสามารถของแตล่ ะบคุ คล
๔. ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือผลการเรียน 
ไมใ่ ชผ่ ลการแข่งขัน  
Brophy บอกว่าการแข่งขันช่วยเพิ่มความอดทนต่อการฝึกฝน มากกว่า
คณุ ภาพของการคดิ หรอื การสรา้ งสรรค ์  ดงั นนั้ เมอ่ื จะใชก้ ารแขง่ ขนั กระตนุ้ แรง
จูงใจในการเรียน พึงตระหนักว่าใช้ได้ผลในการเรียนบางด้านเท่าน้ัน ได้แก่
ดา้ นความเรว็ ในการดำ� เนนิ การ และดา้ นปรมิ าณผลงาน ไมเ่ หมาะตอ่ การเรยี น
รเู้ ชิงสรา้ งสรรค์ ศิลปะ หรือการฝมี อื
การแข่งขันอาจสร้างความสนุกสนาน แต่พึงระวังอย่าให้เกิดความ
 กังวล และความร้สู กึ เสยี หน้า ในผู้เรยี นบางคน
เคล็ดลับ ๑๑  คาดหวงั ว่าผูเ้ รยี นจะประสบความสำ� เรจ็  
วาทะอมตะของ เฮนรี่ ฟอรด์ มหาเศรษฐี อเมรกิ นั “ไมว่ ่าคุณจะคดิ
ว่าคุณสามารถทำ� ได้ หรือคดิ ว่าคณุ ทำ� ไมไ่ ด้ คณุ คดิ ถกู เสมอ”

66 สนกุ กบั ก​ ารเรยี นใ​น​ศตวรรษ​ท่ี ๒๑

หน้าท่ีส�ำคัญของครูคือ ต้องเชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนได้ส�ำเร็จ แล้วครู
 คอยช่วยโค้ช และชว่ ยเหลอื ให้ผเู้ รียนพยายามจนส�ำเรจ็      
เคลด็ ลบั ๑๒  ชว่ ยให้ผเู้ รียนเชือ่ วา่ ตนจะเรยี นไดส้ �ำเรจ็
ครูพึงจัดระบบการเรียนที่ให้ความม่ันใจว่าผู้เรียนจะเรียนได้ส�ำเร็จ
ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล ทีละข้ันตอน ตามที่ก�ำหนดใน
รายวิชา โดยมีการจัดระบบการเรียนท่ียากง่ายพอเหมาะ จัดภาระงานท่ีซับ
ซอ้ นเป็นชุดๆ  สื่อสารมาตรฐานการเรยี นรใู้ ห้ชัดเจน และจัดระบบประเมนิ ที่
ยตุ ธิ รรม  และทส่ี ำ� คญั ทสี่ ดุ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ ขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความ
มานะพยายามในการเรยี น กับผลลพั ธ์ของการเรยี น โดย

๑. ช้ีให้ผู้เรยี นเหน็ วา่ การเรียนรู้ตอ้ งการเวลา และความสบั สน หรอื
ผดิ พลาด เปน็ เสน้ ทางของการเรยี นรสู้ คู่ วามสำ� เรจ็  โดยผเู้ รยี นตอ้ งอดทน มานะ
พยายาม

๒. ท�ำความเข้าใจกับผู้เรียนว่า ความส�ำเร็จที่แตกต่างกัน ในการ
ทำ� งานแต่ละช้นิ ข้ึนกบั การสง่ั สมประสบการณ์และพื้นความรู้ทตี่ รงกับการใช้
ทำ� งานชนิ้ นนั้

๓. สร้างมั่นใจแก่ผู้เรียนว่า แม้ในวิชาท่ีเชื่อกันว่า ข้ึนกับขีดความ
สามารถในการเรียนรู้ เช่น คณิตศาสตร์ เรียงความ และศิลปะ ผู้เรียนก็
สามารถเรยี นไดท้ กุ คน  จงบอกผเู้ รยี นวา่ หากตอ้ งการเรยี นสำ� เรจ็ ตอ้ งไมถ่ อด
ใจเม่ือทำ� ผิด

๔. หาทางให้ผู้เรียนได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความพยายามกับ
ความสำ� เรจ็  โดยชี้ให้เห็นความกา้ วหน้า หรือส่ิงที่ทำ� ได้สำ� เร็จ และโยงใหเ้ ห็น
วา่ เกิดจากความพยายาม

วจิ ารณ​  พานชิ ​67

๕. เชญิ ผเู้ รยี นรนุ่ กอ่ นๆ ทเ่ี รมิ่ เรยี นวชิ านแี้ บบรอ่ แร่ หรอื ไมส่ นใจ แต่
ในท่ีสุดประสบความสำ� เรจ็ ในผลการศกึ ษาวิชานี ้ มาเลา่ ประสบการณข์ องตน
และแนะน�ำเคลด็ ลบั วธิ ีฟนั ฝ่า ใหแ้ กผ่ เู้ รียนปัจจุบนั ที่ก�ำลังฟนั ฝ่า  
หลักการคือ ใช้ความส�ำเร็จเล็กๆ สร้างความม่ันใจและความานะ
พ  ยายาม ไปสูค่ วามส�ำเรจ็ ทีละขนั้ ตอน
เคลด็ ลบั ๑๓  พยายามช่วยให้ผเู้ รียนทีถ่ อดใจและไม่อยากเรยี น
ให้เรียกก�ำลงั ใจกลับคนื มา

แมค้ รจู ะตงั้ ใจสอนและชว่ ยเหลอื ศษิ ยเ์ พยี งใดกต็ าม จะมคี นทถี่ อดใจ
อยู่ด้วยเสมอ  คนพวกนี้เม่ือพบความล้มเหลวก็ด่วนสรุปว่าตนเองไม่มีความ
สามารถเพยี งพอ

ผเู้ ขยี นอา้ งถงึ  Brophy วา่ จำ� แนกผเู้ รยี นถอดใจออกเปน็ ๔ ประเภท 
(๑) เป็นผู้เรียนที่ความสามารถต�่ำ และเผชิญความยากล�ำบากในการเรียน
เรือ้ รงั  จนมคี วามเชื่อวา่ ตนเรยี นไมไ่ ด้  (๒) ผเู้ รียนท่ีถกู ความลม้ เหลวหลอก
หลอน เมอื่ ลม้ เหลวอกี กถ็ อดใจ  (๓) ผเู้ รยี นทมี่ งุ่ ทคี่ วามเกง่ ไมเ่ กง่  ไมม่ งุ่ ทผ่ี ล
สำ� เรจ็ ของการเรยี น  (๔) ผเู้ รยี นทีไ่ ม่รบั ผิดชอบ

Brophy แนะน�ำวิธีช่วยเหลือผู้เรียนถอดใจ จากหลากหลายสาเหตุ
ดงั ต่อไปน้ี

๑. ท�ำให้กิจกรรมการเรียนรู้แบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่ชัดเจน มีขั้น
ตอนเรยี นร้กู อ่ นหลังชัดเจน

๒. ให้ผู้เรียนได้เห็นความก้าวหน้าในการเรียนของตน โดยเริ่มจาก
การวางแผนการเรียน กำ� หนดเปา้ หมาย กำ� หนดทางเลอื ก และประเมินความ
กา้ วหน้าดว้ ยตนเอง

68 สนกุ กบั ก​ ารเรยี นใ​น​ศตวรรษท​ ี่ ๒๑

๓. ชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นก�ำหนดเป้าหมายที่สมเหตสุ มผล และคอยให้กำ� ลงั
ใจแกค่ วามมานะพยายาม โดยคอยชี้ให้เหน็ ความกา้ วหน้าเมอื่ เทียบกบั ความ
รเู้ ดมิ ของตน ไมพ่ ยายามเปรียบเทยี บกบั เพือ่ น

๔. จัดสาระการเรียนรู้เป็น โมดูล เพ่ือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียน
ด้วยความเร็วท่ีพอเหมาะแก่ตนเอง ตามแนวทาง “เรียนให้รู้จริง” (mastery
learning) โดยครคู อยช่วยติวตามความเหมาะสม

๕. จดั บด้ั ดี้ ให ้ เพอื่ ให้เพอ่ื นทเ่ี รยี นดไี ด้ช่วยเพอ่ื นที่เรยี นช้า
๖. แนะน�ำไปเข้า โปรแกรมติว หรือกิจกรรมช่วยเหลืออื่นๆ ใน
แคมปสั  เพ่ือพัฒนาทกั ษะในการเรียนรู้
๗. ชว่ ยผเู้ รยี นใหพ้ จิ ารณาและท�ำความเขา้ ใจการเรยี นของตวั เอง วา่
สภาพห้องเรียนแบบไหนท่ีสบายใจในการเรียน แบบไหนที่เครียด เพราะ
อะไร  เมอ่ื ไรตอ้ งการความชว่ ยเหลือ เมอ่ื ไรไม่จ�ำเปน็   และใหร้ จู้ กั ขอความ
ช่วยเหลอื เมื่อต้องการ
๘. ย�้ำให้เข้าใจบทบาทของครู ในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้เรียนในขณะที่
อย่ใู นสภาพต้องใชค้ วามพยายาม
 ๙. ให้ความเหน็ อกเห็นใจผเู้ รียนที่มีความมุ่งม่ัน และให้ก�ำลงั ใจว่า
จะประสบความส�ำเร็จตามเปา้ หมายการเรียนรู้

๒๗ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๓๙๐๑

วิจารณ​  พานชิ 6​ 9

๑๓. เคล็ดลับสง เสริม
การเรียนแบบลงมือทํา

ไม‹ว‹าจะเนนŒ เปนš โคŒช หรอื เปนš คณุ อํานวย
หรอื เปนš ผูŒจดั การ หรอื เปšนผŒูรว‹ มเรยี นรŒู ตวั รว‹ มกค็ ือ ครู

ไมใ‹ ชผ‹ ูทŒ ําหนาŒ ที่ถา‹ ยทอดเนอื้ วิชาความรูŒอกี ตอ‹ ไป

ในตอนท่ี ๑๓ น้ี ได้จากบทท่ี ๘ ช่ือ Tips and Strategies for
Promoting Active Learning

ในบทที่ ๘ น้ี มี ๑๒ เคลด็ ลบั จะลงในบนั ทกึ ที่ ๑๓ นี้ ๖ เคลด็ ลบั คอื
เคลด็ ลบั ท่ี ๑๔ - ๑๙
เคลด็ ลับ ๑๔ ท�าใหเ้ ปา้ หมายการเรียนร้ชู ดั เจน

เป้าหมายการเรยี นรู้คอื ผลการเรยี น (learning outcome) ซึ่งมีแนวทาง
การเขียนดังน้ี

f เนน้ ระบุทตี่ ัวผู้เรยี น ไม่ใช่เน้นระบทุ ่ตี ัวครู
f เนน้ ท่ผี ลการเรยี น ไมใ่ ช่ทตี่ ัวการเรียน
f เนน้ ทีเ่ ป้าหมายส�าคญั
f เน้นที่ทักษะและความสามารถในวิชาชีพน้ันๆ โดยค�านึงถึง

มาตรฐานความเปน็ เลศิ

70 สนุกกบั ก​ ารเรียนใ​น​ศตวรรษท​ ​่ี ๒๑

f กว้างพอที่จะครอบคลุมประเด็นส�ำคัญ แต่ก็ชัดเจนและจ�ำเพาะ
เพียงพอท่จี ะใหว้ ัดได้

​ f เนน้ การเรยี นรทู้ น่ี �ำสคู่ วามงอกงามและถาวร แตก่ ว็ ดั ไดใ้ นปจั จบุ นั
ความท้าทายของการเรียนรู้ก็คือ ต้องไม่หลงเรียนส่ิงเล็กๆ น้อยๆ

ไม่ใชห ัวใจ หรอื ประเด็นส�ำคญั   เมือ่ ผู้เรียนม่ันใจวา่ ครกู �ำลังจดั ใหต้ นได้เรียน
ส ง่ิ ส�ำคัญท่ีเปน็ พน้ื ฐานสำ� หรับชวี ติ ในอนาคต ผเู้ รียนก็จะต้งั ใจเรยี น
เคลด็ ลบั ๑๕  ท�ำความชัดเจนทบ่ี ทบาทของครู

เม่ือชัดเจนว่า ครูต้องการส่งเสริมการเรียนรู้โดยการลงมือท�ำของ
ผเู้ รยี น  บทบาทของครกู ต็ อ้ งเปลย่ี น  บทบาทใหมจ่ ะเปน็ อยา่ งไรขน้ึ กบั หลาย
ปจั จยั เชน่ สาขาวชิ า วตั ถปุ ระสงคข์ องรายวชิ า ขนาดของชนั้ เรยี น คณุ ลกั ษณะ
ของผู้เรียน 

ครบู างคนทำ� ตวั เปน็ โคช้  คือ คอยเฝา้ สงั เกต แกไ้ ข และท�ำงานรว่ ม
กบั ผ้เู รียนเพอื่ ช่วยพฒั นาการเรยี นรใู้ ห้ดขี ้ึน

ครูบางคนท�ำตวั เป็น “คุณอ�ำนวย” หรอื ผอู้ �ำนวยความสะดวกในการ
เรยี นร้ ู คอื จัดสภาพแวดลอ้ มของการเรียนเพ่ือสง่ เสริมการเรยี นด้วยตนเอง 

ครบู างคนทำ� หนา้ ที่ “ผจู้ ดั การ” จดั กระบวนการกอ่ นหลงั และเงอ่ื นไข
เพ่อื ให้เกิดผลลพั ธ์ท่ตี ้องการ

ครูบางคนเน้นการเป็น “เพื่อนร่วมเรียน” กับผู้เรียน ท�ำหน้าที่ร่วม
สรา้ งความร ู้   

ไม่ว่าจะเนน้ เปน็ โคช้ หรอื เป็นคุณอ�ำนวย หรอื เป็นผจู้ ัดการ หรอื เป็น
ผ รู้ ว่ มเรยี นร ู้ ตวั รว่ มกค็ อื ครไู มใ่ ชผ่ ทู้ ำ� หนา้ ทถ่ี า่ ยทอดเนอ้ื วชิ าความรอู้ กี ตอ่ ไป

วิจาร​ณ พานิช 7​ 1

เคลด็ ลบั ๑๖  จัดให้ผูเ้ รยี นทำ� บทบาทใหม่
ในการเรียนแบบลงมือท�ำผู้เรียนมีบทบาทใหม่ คือต้องฝึกทักษะการ

เรียนโดยลงมือท�ำ และเรยี นโดยลงมือทำ� จากการทีค่ รูมอบหมายกจิ กรรมให้
ทำ� เพอ่ื ประยกุ ตห์ ลกั การหรอื ความรู้ แกป้ ญั หา อภปิ รายประเดน็ และสะทอ้ น
ความคิดเก่ยี วกบั ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อความคดิ ของตนเอง

ตอนตน้ เทอม ครตู อ้ งอธบิ ายใหผ้ เู้ รยี นทราบและเขา้ ใจคณุ คา่ ของการ
เรยี นแบบใหม่น ้ี ท่ผี เู้ รียนจะได้ตดิ ตัวไปตลอดชวี ติ   

นอกจากอธิบาย ครูควรใช้คาบแรกของการเรียน เป็นกิจกรรมเพ่ือ
ท�ำความเข้าใจการเรยี นแบบลงมือทำ� (active learning) แบบทเี่ รยี นจากการ
ลงมือทำ� โดยสมั ผัสดว้ ยตนเอง   

แจกกระดาษเปลา่ ใหผ้ เู้ รยี นคนละแผน่ และบอกวา่ ตอ่ ไปนเี้ ราจะเรยี น
บทเรียนเพ่ือให้เข้าใจว่า การเรียนแบบท่ีผู้เรียนลงมือท�ำมีความส�ำคัญ
อย่างไร  ครูบอกผู้เรียนให้ท�ำดังต่อไปนี้ โดยครูก็ท�ำไปด้วย “ให้ผู้เรียนหยิบ
กระดาษขึ้นมาถือในมือ และทุกคนหลับตา” “พับกระดาษทบคร่ึง” “ฉีกมุม
ขวาบนท้ิง” “พับคร่ึงอีก” “ฉีกมุมซ้ายบนทิ้ง” “พับครึ่งอีก” “ฉีกมุมขวาล่าง
ท้ิง” “ลืมตา” “ส�ำรวจว่ากระดาษมีรูปร่างเป็นอย่างไร และเปรียบเทียบกับ
กระดาษของเพอื่ นๆ  ถ้าครไู ด้บอกค�ำส่งั อย่างชดั เจน และผเู้ รยี นฟงั จับความ
ได้ชัดเจน กระดาษทกุ แผน่ ควรเหมอื นกันหมด”

ครูถือกระดาษแผ่นของครูในมือ เพ่ือให้ผู้เรียนเปรียบเทียบ  ผู้เรียน
คนไหนกระดาษต่าง ครใู ห้บอกแก่ชนั้ เรียนวา่ ผู้เรยี นทำ� ไมจึงตา่ ง  คำ� ตอบจะ
เป็นท�ำนอง “เพราะครูไม่เปิดโอกาสใหถ้ าม” หรือ “เพราะคำ� ส่งั ไมช่ ัดเจน” 
บอกผู้เรียนวา่ ในบทเรียนน้ี แสดงตัวอยา่ งของครทู ไี่ ม่ดี   ส่วนทไี่ ม่
ดี นอกจากไมเ่ ปดิ โอกาสใหถ้ ามแลว้  ยงั สอนแบบทผี่ ดิ หรอื ไมด่ อี กี ดว้ ย คอื สอน

72 สนกุ กับ​การเรยี นใ​นศ​ ตวรรษ​ท่ี ๒๑

แบบบอก “Teling is not teaching”  สิ่งท่ีครบู อกหรอื ท�ำ ไมใ่ ชป่ จั จัยหลัก
ต่อความส�ำเร็จในการเรยี น  สิง่ ท่ผี เู้ รียนบอกหรอื ท�ำตา่ งหากทเ่ี ป็นปัจจัยหลัก
ตอ่ ความสำ� เรจ็ ในการเรียน   

หลังจากน้ัน ให้ผู้เรียนอ่านค�ำคมที่ปรับมาจากค�ำของของขงจ๊ือ
ต่อไปน้ี
“เมอื่ ฉันไดฟ้ ัง ฉนั ลมื
เม่ือฉันได้ฟัง และได้เหน็ ฉันจ�ำไดบ้ า้ งเลก็ น้อย
เมือ่ ฉันไดฟ้ งั ได้เห็น และได้ถามค�ำถาม หรือไดอ้ ภิปรายกบั เพอ่ื น 
ฉนั เรมิ่ เข้าใจ
เม่ือฉนั ไดฟ้ ัง เหน็ อภิปราย และลงมอื ท�ำ มนั ช่วยใหฉ้ นั ไดค้ วามรู้
และทักษะ
เม่ือฉันไดส้ อนสิ่งนี้แกผ่ อู้ ืน่ ฉนั จึงรเู้ ร่ืองนน้ั อยา่ งแท้จริง”  
แล้วให้ผู้เรียนอภิปรายว่าตนเข้าใจค�ำคมน้ีอย่างไร เกี่ยวข้องกับการ
 แสดงบทบาทใหม่ในการเรียนของผูเ้ รียนอย่างไร
เคลด็ ลบั ๑๗  ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นพัฒนายทุ ธศาสตรก์ ารเรยี นรู้

เป้าหมายคือ ให้ผู้เรียนมีความสามารถจัดการและก�ำกับการเรียนรู้
ของตนเองได้ คือให้ผูเ้ รยี นไดเ้ ขา้ ใจและฝกึ วิธีเรียนแบบท่ตี นเองลงมือทำ� เพ่ือ
การเรียนรู้ของตนเองน่ันเอง  เขาคัดลอกตารางจากหนังสือ Learning and
Motivation in the Postsecondary Classroom มาลงไว้ ซ่ึงผมขอแปล
ถอดความมาดงั นี้

วจิ ารณ​  พานชิ 7​ 3

ระดบั ของ วิธีการ ตัวอยา่ งกิจกรรมของ หมายเหตุ

การเรยี นร เรียนทีใ่ ช ผู้เรียน
นยิ าม ทอ่ งจำ� ใชก้ ระดาษแผ่นเล็กๆ เขียน เปน็ วิธกี ารจารึก สู่
หรอื  ความ คำ� แล้วใหน้ ำ�มาจบั คู่ คำ� ความจำ�ระยะยาว
หมายพื้นฐาน ทมี่ ีความหมายเหมอื นกนั  
หรือคำ�ทม่ี ีความหมายตรง
กันขา้ ม

  จัดหมวดหมู่ จัดคำ� ท่มี คี วามหมายกลุ่ม  
เดยี วกนั เขา้ ด้วยกัน เพื่อหา
ความสมั พนั ธ์ ความแตกตา่ ง
และยกตัวอยา่ งการใชท้ ่ีถกู
และการใช้ทีผ่ ดิ

ความรูเ้ ชิง ทำ�ความ ดงึ เอาหัวข้อมาทำ�เป็น เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลกั
โครงสร้าง -- เข้าใจหลกั โครงสร้างของเร่อื งนัน้ การ จากความ
หลกั การต่างๆ การสำ�คญั สัมพันธ์กบั หลกั การ
สัมพนั ธก์ ัน อ่ืน
อยา่ งไร
  ทำ�ความ ทำ�แผนผังของแนวความคดิ  
เข้าใจความ เพ่อื ใหเ้ ห็นความสมั พนั ธ์
สัมพนั ธข์ อง ระหวา่ งกนั
แนวความ
คดิ หลักๆ

74 สนุกกับ​การเรียนใ​นศ​ ตวรรษท​ ่ี ๒๑

ระดับของ วิธีการ ตวั อย่างกจิ กรรมของ หมายเหตุ

การเรียนร เรยี นที่ใช ผู้เรียน
ประยกุ ต์ใช้ พัฒนาขนั้ เขียนรายละเอียดว่าครู หรอื วธิ กี ารเรียนรนู้ ี้
หลกั การ เพื่อ ตอนของ ตำ�รา ใช้ตัวอย่างเพอื่ แสดง เปน็ การพัฒนา
แก้ปัญหา กระบวนการ หลกั การอย่างไร หาขั้นตอน mental models วา่

และลำ�ดบั ขัน้ ตอน ลองคิด ดว้ ยการใชห้ ลกั การ
ขั้นตอนเอง ด้วยตัวอย่างอน่ื นั้น นำ�ไปสู่ case-
based reasoning
    ในแตล่ ะตวั อยา่ ง  ให้ เป็นการเรยี นรู้ขน้ั
พจิ ารณาวา่ ทำ�ไมจงึ ใช้ ตอนในการประยุกต์
กระบวนการน้นั และมขี น้ั ใชห้ ลักการ
วิเคราะห์ หาความ ตอนอยา่ งไร ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจ
สถานการณ์ สัมพนั ธ์ แยกหรอื แจกแจง เรอ่ื งราวชดั เจน
ปญั หา สถานการณ์ ออกเป็น ข้ึน และมองเห็นวิธี
ส่วนยอ่ ย เพ่อื ให้เข้าใจ
เหตกุ ารณ์สว่ นสำ�คัญ และ แก้ปัญหาโดยทำ�ทีละ
ความสัมพนั ธ์ ระหว่าง ส่วนทีพ่ อทำ�ได้
เหตกุ ารณย์ ่อย
  ทำ�ความ นำ�มาเปรียบเทียบเปน็  
เข้าใจปญั หา แผนผงั หรือรปู ภาพ เพือ่ ให้
ดว้ ยจักษุ เกิดความเข้าใจ ความแตก
ประสาท ตา่ งระหว่างสมมตฐิ าน
(visualiza- ความคดิ และข้อมลู หลกั
tion) ฐาน ตา่ งชิน้ กัน 

 

วิจารณ​  พานิช ​75

ครอู าจแจกเอกสารแนะนำ� วธิ เี รยี นแกผ่ เู้ รยี น เชน่  Notetaking types
and characteristics to help students succeed, Successful students :
Guidelines and thoughts for academic success โดยผมขอหมายเหตุว่า
ครไู ทยควรนำ� มาปรบั ใชใ้ หเ้ หมาะสมตอ่ บรบิ ทของผเู้ รยี นของทา่ น ไมค่ วรลอก
ม  าใช้ทัง้ ดุน้  
เคลด็ ลับ ๑๙  สอนให้เกดิ transfer เข้มข้น

ผมขอหมายเหตุที่ช่ือ T/S ๑๙ Teach in ways that promote
effective transfer ในหนงั สอื  วา่ อาจเกดิ ความเขา้ ใจผดิ ตอ่ คำ� transfer   การ
เรียนรู้สมัยใหม่ต้องหลีกเล่ียงการถ่ายทอดความรู้ ต้องเน้นที่การสร้าง
สถานการณ์และกิจกรรมให้ผู้เรียนงอกงามความรู้และทักษะข้ึนจากภายใน
สมองและจติ ใจของตนเอง    

ค�ำวา่ transfer ในที่น้ีเป็น “ศัพท์เฉพาะ” ทางการเรียนรู้  เปน็ ข้ัน
ตอนของการท�ำใหพ้ ื้นความรู้เกา่ ช่วยใหก้ ารเรียนรู้ใหมง่ า่ ย ชดั เจน และลึก
ซ้งึ เชอ่ื มโยง  

หนงั สือเลม่ นีแ้ นะน�ำวิธีสง่ เสริม positive transfer ไว้ ๕ วิธี ดังน้ี
๑. เมอ่ื สอนหลกั การทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั ใหบ้ อกความแตกตา่ งใหช้ ดั เจน

ตงั้ แตแ่ รก  โดยจดั ให้ผเู้ รียนได้เรยี นรวู้ ธิ ีแยกแยะความแตกต่าง
๒. ใช้วิธีการต่างๆ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ความสัมพันธ์ (associations)

ค�ำอุปมา การเปรียบเทยี บ สัญลกั ษณ์ และรูปภาพ  อาจชว่ ยให้
ผู้เรียนเชอื่ มโยงความรู้หรอื หลกั การที่เปน็ พืน้ ความรเู้ ดิม เขา้ กับ
สถานการณ์ใหม่ ความร้ใู หม่
๓. สอนให้ผู้เรียนเข้าใจว่า ความรู้หรือหลักการน้ันๆ มีที่ใช้ใน
สถานการณ์ใด  การเรียนรู้จะเข้มข้นและได้ผลดีท่ีสุดเม่ือการ

76 สนกุ กับ​การเรยี นใ​น​ศตวรรษ​ที่ ๒๑

เรียนความรู้หรือหลักการน้ันตามด้วยสถานการณ์ของการ
ประยุกตใ์ ชใ้ นทนั ที
๔. ใหแ้ น่ใจวา่ ผเู้ รยี นได้เรียนรอู้ ยา่ งแมน่ ยำ� ก่อนจะ transfer  การ
ให้ผเู้ รยี นกล่าวความเขา้ ใจของตน ต่อหลกั การนน้ั ก่อนนำ� ไปใช้
ปฏบิ ตั  ิ จะชว่ ยใหเ้ กดิ ทกั ษะการเชอื่ มโยงระหวา่ ง การเรยี นทฤษฎี
กบั การเรียนโดยปฏิบตั ิ
๕. ในเบื้องตน้ ของการเรียน ควรเรยี นหลกั การหรือทฤษฎใี นรปู แบบ
ทใี่ กลเ้ คยี งกบั สภาพการใชง้ านกอ่ น เพอื่ ให้ transfer เกดิ งา่ ย ตอ่
ไปจงึ คอ่ ยสรา้ งบทเรยี นทมี่ คี วามซบั ซอ้ นมากขนึ้ transfer ยากขน้ึ
ในตอนท่ี ๑๔ จะตอ่ ดว้ ย เคลด็ ลบั สง่ เสรมิ การเรยี นแบบลงมอื ทำ� อกี
๖ เคลด็ ลับ คือ เคล็ดลบั ๒๐ - ๒๕

๒๘ ก.ย. ๕๕
http://www.gotoknow.org/posts/๕๐๔๐๑๓

วิจารณ​  พานชิ ​77

๑๔. เคลด็ ลบั สง เสริม
การเรียนแบบลงมอื ทาํ (๒)

ความรูŒดŒานประสาทวทิ ยาศาสตรบ อกวา‹
การจารกึ ความทรงจํา ส‹วนใหญเ‹ กิดขนึ้ ตอนหลบั ลึก

ผลงานวิจัยบอกว‹าชว‹ งเวลาวิกฤติ
คอื ๒๔ ชัว่ โมง หากหลัง ๒๔ ช.ม. ไปแลŒว
ผŒูเรียนยังจาํ ไดŒ แสดงวา‹ ความรูŒน้นั นา‹ จะไดŒ

จารกึ ส‹ูความทรงจําระยะยาวแลวŒ

ในตอนท่ี ๑๔ นี้ ได้จากบทท่ี ๘ ช่ือ Tips and Strategies for
Promoting Active Learning ในบทที่ ๘ นี้ มี ๑๒ เคล็ดลับ ได้ลงในบันทกึ
ที่ ๑๓ ไปแล้ว ๖ เคล็ดลบั คือ เคล็ดลับ ที่ ๑๔ - ๑๙ ในตอนท่ี ๑๔ น้ี จะ
ตอ่ ดว้ ย เคลด็ ลับ ๒๐ - ๒๕
เคล็ดลบั ๒๐ สอนให้จารึกไวใ้ นสมอง (Teach for Retention)

การเรียนที่ดี คอื การเรยี นท่ีความรู้เคลอ่ื นจาก short-term memory ไปสู่
long-term memory ในสมอง ปจั จยั ทช่ี ว่ ย มี ๓ ประการ

๑. ความเช่ือมโยงกับอารมณ์ การใช้ภาพ ภาพยนตร์ เร่ืองเล่า
เป็นการกระตุ้นอารมณ์ท่ีเก่ียวข้องกับบทเรียนน้ัน จะช่วยจารึก
ความทรงจ�า

78 สนุกกบั ​การเรยี น​ใน​ศตวรรษท​ ่ี​๒๑

๒. เชอ่ื มโยงกบั สง่ิ ทรี่ อู้ ยแู่ ลว้ (make sense)  ครอู าจชว่ ยโดยจดั การ
เรียนเป็นหน่วยย่อยๆ ภายใต้หลักการกลุ่มเดียวกัน  ให้ผู้เรียน
ท�ำแบบฝึกหัดหลังการเรียนหลักการหรือทฤษฎี หรือให้ผู้เรียน
ระดมความคดิ วา่ หลกั การน้ใี กล้เคยี งกบั หลักการอื่นอย่างไร  

๓. ความหมาย (meaning)  สมองของมนษุ ย์ “ฉลาด” คือจะไม่
ทำ� งานพรำ�่ เพร่อื  จะเลือกทำ� งานเฉพาะเร่ืองท่จี ำ� เปน็ หรอื มีความ
หมายต่อชีวิตเท่านั้น  ดังน้ันครูต้องหาทางท�ำให้ผู้เรียนเข้าใจ
คุณค่า คณุ ประโยชน์ หรือความหมาย ของส่งิ ทกี่ �ำลงั เรยี น ว่ามี
ประโยชน์อยา่ งไรตอ่ ชวี ิตภายหนา้ ของผเู้ รียน

ความรดู้ า้ นประสาทวทิ ยาศาสตรบ์ อกวา่ การจารกึ ความทรงจำ� (ถา่ ยจาก
ความทรงจ�ำระยะสั้น ไปสคู่ วามทรงจ�ำระยะยาว) ส่วนใหญ่เกดิ ขึ้นตอนหลบั
ลึก  ผลงานวิจยั บอกวา่ ชว่ งเวลาวิกฤติคอื ๒๔ ชั่วโมง หากหลัง ๒๔ ช.ม. ไป
แล้วผู้เรียนยังจ�ำได้ แสดงว่าความรู้นั้นน่าจะได้จารึกสู่ความทรงจ�ำระยะยาว
แลว้   

วธิ ชี ว่ ยผเู้ รยี นแบบงา่ ยๆ อกี อยา่ งหนงึ่ คอื การทดสอบแบบไมบ่ อกลว่ งหนา้
และไม่เก็บคะแนน แต่ใช้เป็นเครื่อง feedback แก่ผู้เรียนว่าตนได้เรียนรู้
ประเดน็ สำ� คญั จารกึ สคู่ วามทรงจำ� ระยะยาวหรอื ไม ่ จะปรบั ปรงุ การเรยี นของ
 ตนเองอยา่ งไร และครจู ะได้รูว้ า่ จะช่วยเหลือเป็นพเิ ศษแกผ่ ้เู รยี นคนไหนบา้ ง
เคล็ดลับ ๒๑  จ�ำกัดสารสนเทศ และบรรจสุ ารสนเทศใส่กระบุง
(Limit and chunk information)

ผลการวจิ ยั บอกวา่ พนื้ ที่ “ความจำ� ใชง้ าน” ของสมองผใู้ หญส่ ามารถ
รบั เร่อื งไดค้ ราวละ ๕ - ๙ รายการในเวลาเดียวกนั  และสมองมนษุ ยโ์ ดยเฉลยี่
สามารถท�ำงานได้นาน ๑๐ - ๒๐ นาที แลว้ สมองจะลา้ หรือเบอ่ื   

วิจารณ​  พานชิ ​79

คำ� แนะน�ำต่อครสู อน คอื   (๑) จำ� กดั จำ� นวนหัวเรอื่ งไวท้ ี่ ๗  (๒) ถา้
เปน็ ไปได้ ใหร้ วมเรอ่ื งยอ่ ยทคี่ ลา้ ยกนั เขา้ ดว้ ยกนั   (๓) แบง่ การสอนเนอื้ หาออก
 เปน็ ช่วงๆ คน่ั ด้วยการอภิปราย หรอื ใหเ้ ขียนรายงาน
เคล็ดลบั ๒๒  ให้ปฏบิ ตั ิหรือฝกึ ซอ้ ม

การซ้อมปฏิบัติช่วยการเรียนรู้ และช่วยเพ่ิมความทรงจ�ำ  ครูมี
บทบาทมากท่จี ะชว่ ยเป็น โคช้ ของการฝึกซอ้ ม ชว่ ยให้ซอ้ มแล้วได้การเรยี นรู้
ท่ีมคี ุณภาพ คือเรียนไดล้ กึ และเชอ่ื มโยง จารกึ สคู่ วามทรงจ�ำระยะยาว  การ
ฝกึ ซอ้ มที่ไมด่ ี ไมม่ ีโคช้ ท่ีดีคอยแนะน�ำ อาจได้ความร้ตู ื้นๆ หรือผดิ ๆ จารกึ สู่
ความทรงจำ�  เชน่ ทอ่ งบทสวดมนตไ์ ด้ แตไ่ มเ่ ขา้ ใจความหมาย ตอ่ ชวี ติ ของตน

การฝกึ ซอ้ มตอ้ งมเี วลาเพยี งพอ และตอ้ งมกี ารทำ� ความเขา้ ใจวา่ ความ
รู้หรือบทเรียนน้ัน มีคุณค่าอย่างไรต่อชีวิตผู้เรียน  การฝึกซ้อมจึงจะจารึกสู่
คงามทรงจำ� ระยะยาว อยา่ งมีคณุ ภาพ

การฝึกซ้อมมี ๒ แบบ  (๑) การท่องจ�ำ  ครูอาจสอนเทคนิคช่วย
ความจำ� ตามทม่ี แี นะนำ� ไวใ้ นหนงั สอื  Improve your grade: Howtobecome
an honor student  (๒) การฝึกตีความ เพ่ือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ท่ีมี
ความหมาย ไดแ้ ก่ การเชอื่ มโยง การจดั กลมุ่ สารสนเทศ การจดั กลมุ่ หลกั การ
แ ลว้ ต้ังช่ือใหม่ การสรปุ  และการทดสอบ  
เคลด็ ลบั ๒๓  จดั ระบบการบรรยายเพอื่ ใหเ้ กดิ การเรยี นแบบผเู้ รยี นลงมอื ทำ�     

ล�ำดับก่อนหลังสัมพันธ์กับความจ�ำดังน้ี ส่ิงแรกจ�ำได้ดีท่ีสุด สิ่ง
สดุ ทา้ ยจ�ำไดด้ ีเปน็ ทสี่ อง  สง่ิ ท่ีอยู่ตรงกลาง จ�ำได้ดีนอ้ ยท่ีสดุ   

80 สนุกกับก​ ารเรยี นใ​นศ​ ตวรรษท​ ี่ ๒๑


Click to View FlipBook Version