ห น้ า | (1)
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
วารสารการบรหิ ารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิน่
Journal of Legal Entity Management and Local Innovation
กำหนดกำรเผยแพร่
วารสารการบรหิ ารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิน่ กาหนดการเผยแพร่ ปีละ 12 ฉบบั
วตั ถุประสงค์
วารสารการบรหิ ารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น เดิมช่ือ "วารสารเสลภูมิวิชาการ" เป็นวารสาร
สาหรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา
ผู้สนใจท่ัวไปและแขนงวิชาท่ีเก่ียวข้องซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักการบริหารจัดการนิติบุคคล
รัฐศาสตร์ รฐั ประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา พัฒนาสังคม การศึกษา และสหวิทยาการ
ทางสงั คมศาสตร์ทเ่ี ชอื่ มโยงหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหา
ทอี่ ยใู่ นความสนใจของสังคม โดยมีรูปแบบการตีพมิ พ์ฉบบั พิมพ์ ISSN (Print): 2630-0842 ต้งั แต่ปีท่ี 1 ฉบับท่ี
1: 2558 และได้เริ่มจัดจัดทาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN (Online): 2673-0928 ตั้งแต่ปีท่ี 5 ฉบับท่ี 1:
2562 เป็นตน้ ไป วารสารเสลภมู ิวชิ าการ แจง้ เปล่ยี นช่อื ใหมเ่ ป็น "วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรม
ท้องถ่ิน ISSN: 2697-6161 มีกาหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 12 ฉบับ ตั้งแต่
ปี 2564 เปน็ ต้นไป
บรรณำธกิ ำร มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผศ.ดร.อนุวัต กระสังข์
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
กองบรรณำธิกำร มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
รศ.ดร.สมาน งามสนิท มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
รศ.ดร.สญั ญา เคณาภมู ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ร้อยเอด็
ผศ.ดร.สมปอง สุวรรณาภูมา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ นิ ทร์
ผศ.ดร.สรุ พงษ์ แสงเรณู มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
ผศ.ดร.วนั ชยั สุขตาม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์
ผศ.ดร.อุทัย สตมิ นั่
ผศ.ดร.สวุ ฒั น์ อินทรประไพ
เลขำนกุ ำร: นายสมยศ พนั โคคา ศิลปกรรม: นายสรุ ชัย บญุ พทิ กั ษ์, นายคมสนั จันทร์แจ้ง
พสิ ูจนอ์ กั ษร: นายวชิ ัย ชยั บารงุ , นายไพศาล วิเศษชาติ
วำรสำรกำรบริหำรจดั กำรและนวัตกรรมทอ้ งถน่ิ
เครือข่ำยสง่ เสรมิ กำรวิจัยและนวตั กรรมทำงสังคมศำสตร์
99/173 ม. 1 ตาบลลาไทร อาเภอวงั นอ้ ย จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา 13170
โทรศพั ท์ : 08-4147-6164 e-mail: [email protected]
จัดพิมพโ์ ดย: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั เลขท่ี 79 หมู่ 1 ตาบลลาไทร อาเภอวังน้อย
จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา13170 โทร. 035-248-000 ตอ่ 8555. แฟ็กซ์. 035-248-000 ตอ่ 8545
ห น้ า | (2)
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ผู้ทรงคุณวฒุ ิกลน่ั กรองบทควำม (Peer Review)
ศ.ดร.บุญทัน ดอกไธสง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ศ.ดร.จานงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
รศ.ดร.ธงชัย สงิ อดุ ม มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
รศ.ดร.ธัชชนันท์ อศิ รเดช มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
รศ.ดร.รัตนะ ปญั ญาภา มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
รศ.ดร.สมชยั ศรนี อก มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
รศ.ดร.สุรินทร์ นิยมางกรู มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
รศ.ดร.กัญญามน กาญจนาทวีกลู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสนุ ันทา
รศ.ดร.ธงชยั สิงอุดม มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
รศ.ดร.สิริวัฒน์ ศรีเครอื ดง มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
รศ.ดร.อัจฉรา หลอ่ ตระกลู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
รศ.ดร.อภินนั ท์ จันตะนี มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
รศ.ดร.ภทั รพล ใจเยน็ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
รศ.ดร.จิรายุ ทรพั ยส์ นิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุรนิ ทร์
รศ.ดร.ศวิ ชั ศรโี ภคางกุล มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
รศ.ดร.เติมศักดิ์ ทองอนิ ทร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
รศ.ดร.พิเชฐ ท่งั โต มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
ผศ.ดร.วาสิตา เกดิ ผล ประสบศกั ดิ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเทพสตรี
ผศ.ดร.วิชชกุ ร นาคธน มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
ผศ.ดร.ไพศาล เครอื แสง มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์
ผศ.ดร.นงค์ลกั ษณ์ ใจฉลาด มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพบิ ูลสงคราม
ผศ.ดร.อานนท์ เมธีวรฉตั ร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
ผศ.ดร.วรฉตั ร วริวรรณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ้ ยเอ็ด
ผศ.ดร.สภุ าพ ผรู้ งุ่ เรอื ง มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
ผศ.ดร.สามารถ บญุ รตั น์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผศ.ดร.นพดล ดีไทยสงค์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผศ.ดร.ธติ ิวุฒิ หมัน่ มี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
ผศ.ดร.เสกสรร สนวา มหาวิทยาลยั ราชภัฏร้อยเอ็ด
ผศ.ดร.อนันต์ อปุ สอด มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลาปาง
ผศ.ดร.สวุ ัฒน์ อินทรประไพ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ์
ผศ.ดร.อุทยั สตมิ นั่ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต
ผศ.ดร.ประทปี พชื ทองหลาง มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา
ผศ.ดร.ธรี ภทั ร กิจจารักษ์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์
ผศ.ดร.ฐติ ิวรดา พลเยีย่ ม มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
ห น้ า | (3)
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผ้ทู รงคณุ วฒุ กิ ล่ันกรองบทควำม (Peer Review) (ตอ่ )
ผศ.ดร.ญาณัญฎา ศิรภทั ร์ธาดา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา
ผศ.ดร.อจั ฉรา ศรีพันธ์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
ผศ.ดร.ฐติ ิพร อุน่ ใจ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ผศ.ดร.กมลวชิ ลอยมา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์
ผศ.ดร.สยาม ราชวตั ร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
ผศ.ดร.นฤมล อนุสนธ์ิพฒั น์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
ผศ.ดร.เอกอนงค์ ศรีสาอางค์ มหาวิทยาลยั สวนดุสติ
ผศ.ดร.สภุ ชยั ตรที ศ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์
ผศ.ดร.บงกช น่มิ ตระกลู มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี
ผศ.ดร.อาจารีย์ ประจวบเหมาะ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏจนั ทรเกษม
ผศ.ดร.สุรสทิ ธ์ิ อุดมธนวงศ์ สถาบนั เทคโนโลยไี ทย-ญี่ป่นุ
ผศ.ดร.ปรรฐมาศ์ พสิษฐ์ภคกุล มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี
ผศ.ดร.นพพร บัวอนิ ทร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ผศ.ดร.ดุจฤดี คงสุวรรณ์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย
ผศ.ดร.ศกั ร์ระภีร์ วรวฒั นะปรญิ ญา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ผศ.วา่ ทีร่ ้อยตรี ดร.ไชยะ เทพา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครินทร์
ผศ.ว่าที่รอ้ ยตรีพงศ์สวสั ด์ิ ราชจนั ทร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏร้อยเอด็
ผศ.มานติ ย์ อรรคชาติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
ผศ.ดร.จักรวาล สขุ ไมตรี มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา
อ.ดร.ขจรอรรถพณ พงศว์ ริ ทิ ธิ์ธร มหาวิทยาลยั เวสเทิร์น
อ.ดร.ณฐาพัชร์ วรพงศพ์ ัชร์ มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพธนบรุ ี
อ.ดร.ทศพร มะหะหมดั มหาวทิ ยาลยั เกษมบัณฑติ
อ.ดร.เพญ็ พิมพ์ พวงสวุ รรณ มหาวิทยาลยั พะเยา
อ.ดร.มาลยั วงศฤ์ ทยั วัฒนา มหาวทิ ยาลยั เวสเทิรน์
อ.ดร.กรกต ชาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
อ.ดร.ฉัตรณรงค์ศักดิ์ สธุ รรมดี มหาวิทยาลยั ราชภัฏชัยภูมิ
อ.ดร.อาภรณร์ ัตน์ เลศิ ไผร่ อด วทิ ยาลัยนครราชสีมา
อ.ดร.สาลนิ ี ชยั วฒั นพร มหาวทิ ยาลยั แสตมฟอร์ม
อ.ดร.ณัฏฐพัชร มณีโรจน์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ
อ.ดร.ผกามาศ ชัยรัตน์ มหาวทิ ยาลยั พะเยา
ห น้ า | (4)
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
บทบรรณาธกิ าร
วารสารการบรหิ ารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน ฉบบั น้ีเป็นฉบับที่ 8 ประจาเดือนสิงหาคม
2564 ท่ีได้รับรองคุณภาพวารสารจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation
Index-TCI) เพ่อื รักษาคณุ ภาพของบทความให้เป็นไปตามเง่ือนไขและกติกาสากล กองบรรณาธิการได้
พิจารณาบทความโดยเสนอบทความต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกล่ันกรอง (Peer Review)
พิจารณาตรวจแก้ไขเพ่ือความสมบูรณ์ของบทความก่อนการลงตีพิมพ์เพ่ือคัดเลือกและกลั่นกรอง
บทความให้เกิดความความสมบูรณ์และมีคุณภาพมากที่สุด เพ่ือควรค่าแก่การตีพิมพ์เผยแพร่ และ
เพือ่ ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ ทางวิชาการและเพ่ือเป็นการพัฒนาศักยภาพทางด้านการสร้างสรรค์ผลงาน
ทางวิชาการ
สาหรับเนื้อหาของวารสารฉบับนี้ถือได้ว่ามีความโดดเด่นท่ีเน้นกระบวนการวิจัยท่ีเข้มข้น
ประกอบไปดว้ ยจานวนบทความทัง้ 30 บทความ โดยภาพรวมหลักเป็นการพัฒนาจากงานวิจัยที่ศึกษา
กรณีเฉพาะ (Case Study) ท่ีแต่ละบทความได้เน้นกระบวนการวิจัยเชิงลึกในหลายรูปแบบท้ังใน
รูปแบบของการสนทนากลุ่มการสอบถาม และการสัมภาษณ์ ประกอบกับบทความส่วนใหญ่แสดงถึง
การทางานรว่ มกันของผู้นิพนธ์ในลักษณะทีมงาน ทาให้บทความมีความละเอียดรอบคอบถ่ีถ้วน มีการ
วิเคราะหป์ ญั หาและขอ้ เสนอแนะได้อย่างสมบูรณ์น่าสนใจ ขอขอบคณุ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจ
ท่ัวไปทุกท่านท่ีให้ความสนใจร่วมส่งบทความเผยแพร่ ในวารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรม
ท้องถ่ิน และขอขอบคุณกองบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณากล่ันกรองบทความทุกท่านมา ณ
โอกาสนี้
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อนุวัต กระสังข์
บรรณาธิการ
ห น้ า | (5)
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สำรบัญ (Content) หน้ำ
กองบรรณำธกิ ำร (Editorial Board) (1)
คณะกรรมกำรกลั่นกรองบทควำม (Peer Reviewers) (2)
บทบรรณำธกิ ำร (Editorial) (4)
ผลกระทบของกำรดำเนนิ นโยบำยกำรปฏริ ปู ท่ีดนิ เพือ่ เกษตรกรรมกรณีศกึ ษำ 1
อำเภอปำกพนัง จังหวัดนครศรีธรรมรำช..................................................................... 11
หาญณรงค์ ทองรอด, วิจิตรา ศรีสอน, สณั ฐาน ชยนนท์ 27
คุณลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ ึงประสงค์ของผใู้ ช้บัณฑิตคณะวิทยำกำรจัดกำร 45
มหำวิทยำลัยรำชภฏั จันทเกษม………….........................................................................
57
อาจารยี ์ ประจวบเหมาะ, นภัสสร ต่มื สงู เนิน, รุ่งอรณุ กระแสรส์ ินธุ์ 71
ธารทิพย์ พจนส์ ุภาพ 89
แนวทำงกำรพฒั นำคุณภำพกำรบรหิ ำรจัดกำรภำครัฐไทยในสถำนกำรณก์ ำรแพร่ 99
ระบำดของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรน่ำ (COVID-19)........................................................
นฤมล อนุสนธ์พิ ฒั น์, อมเรศ กลิ่นบัวแกว้
กำรบรหิ ำรงำนงบประมำณแบบมุ่งเนน้ ผลงำนตำมยุทธศำสตรข์ องผู้บริหำร
สถำนศกึ ษำในสงั กดั สำนักงำนเขตพ้ืนทกี่ ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำตำก เขต 2...............
ชอ่ พฤกษ์ ม่งุ ลา, ขจรอรรถพณ พงศ์วิรทิ ธิ์ธร, มาลยั วงศ์ฤทยั วฒั นา, บศุ รา เช้ือดี
ทพิ าพร มณฑาทิพย์, เบญญาภา กันทะวงศว์ าร
ปจั จัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภำพในกำรดำเนนิ งำนของบริษัทจดทะเบียนใน
ตลำดหลกั ทรัพย์ของกลุ่มอตุ สำหกรรมสนิ คำ้ อุปโภคบริโภค หมวดแฟชนั่ .................
นฤพล อ่อนวิมล, พธิ าน แสนภกั ดี
กำรประยุกต์หลกั พทุ ธธรรมเพ่ือกำรพฒั นำคณุ ภำพชวี ติ ของผ้สู ูงอำยใุ นเทศบำล
เมอื งสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบรุ ี..............................................................................
พระเตวชิ โชติญาโณ, สรุ พล สุยะพรหม, รัฐพล เย็นใจมา
พฤตกิ รรมกำรซ้ือท่ีแตกตำ่ งกนั มีผลต่อควำมภักดีของธุรกิจจัดจำหน่ำยเครอ่ื งไต
เทียมในประเทศไทย......................................................................................................
มณฑกิ านต์ เอี่ยมโซ้
กำรบรหิ ำรกำรจัดกำรธุรกจิ เคร่อื งดนตรีชมุ ชนบำ้ นทำ่ เรือ จงั หวัดนครพนม.............
พรี ะพงษ์ ธีระเผา่ พงษ์
ห น้ า | (6)
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สำรบัญ (Content) หน้ำ
คณุ ลักษณะผู้นำกำรเปลีย่ นแปลงของผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำในกลมุ่ โรงเรียนขอ้ มือ 115
เหล็ก สังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนทกี่ ำรศึกษำประถมศกึ ษำตำก เขต 2............................
129
เฉลิมขวญั สอนชยั , มาลยั วงศฤ์ ทยั วัฒนา, ขจรอรรถพณ พงศว์ ิรทิ ธิ์ธร 141
บศุ รา เชื้อดี, เบญจพร โมกขะเวส, ปทมุ รัตน์ สีธูป 157
กำรศกึ ษำสภำพ ปญั หำและแนวทำงแก้ปัญหำกำรดำเนินงำนประชำสัมพันธ์ของ 171
สถำนศกึ ษำสังกดั สำนักงำนเขตพ้นื ท่ีกำรศกึ ษำประถมศกึ ษำพระนครศรีอยธุ ยำ 185
เขต1........................................................................................................................... .... 195
สมทรง ทองนวล, พรเทพ รูแ้ ผน 211
ควำมคดิ เห็นของพนกั งำนต่อองค์กรสร้ำงสขุ กรณศี กึ ษำ เทศบำลเมืองบำงบัวทอง
จังหวดั นนทบุรี...............................................................................................................
ภรณท์ พิ ย์ อินทวงศ์, วจิ ิตรา ศรสี อน, สัณฐาน ชยนนท์
คณุ ลักษณะภำวะผูน้ ำเชงิ นวัตกรรมของผูบ้ ริหำรในโรงเรยี นกลมุ่ ดอกเส้ยี ว
สังกัดสำนกั งำนเขตพ้ืนที่กำรศกึ ษำประถมศึกษำตำก เขต 2.......................................
ธญั วลัย รักชาติ, บุศรา เชอื้ ดี, ขจรอรรถพณ พงศว์ ริ ิทธ์ิธร, มาลัย วงศฤ์ ทยั วัฒนา
เบญจพร โมกขะเวส ปทุมรัตน์ สธี ปู
สถำนกำรณ์กำรเขำ้ ถงึ สือ่ กำรรบั รูข้ ำ่ วปลอม และผลกระทบจำกกำรใชส้ อ่ื ของ
ผสู้ งู อำยชุ ุมชนเขตเมืองในชีวติ วิถใี หม่..........................................................................
จิราณีย์ พันมลู , ประพนั ธ์ โพธิ์พูลพรหม
แนวทำงกำรพฒั นำคุณภำพกำรศึกษำดว้ ยกระบวนกำรชุมชนแหง่ กำรเรียนรูท้ ำง
วิชำชีพของโรงเรยี นในสงั กัดสำนักงำนเขตพนื้ ทีก่ ำรศึกษำประถมศึกษำ
พระนครศรีอยุธยำ เขต 2..............................................................................................
สรุ ินทร์ กิจเฉลา, พรเทพ รูแ้ ผน
กำรพฒั นำผลสมั ฤทธ์ทิ ำงกำรเรยี นโดยใช้แบบฝึกทกั ษะเร่ืองทฤษฎีบทพีทำโกรัส
และควำมรู้เบือ้ งต้นเก่ยี วกบั จำนวนจริงกลุ่มสำระกำรเรยี นรคู้ ณิตศำสตร์
สำหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 2 ด้วยเทคนคิ กำรสอน TAI..................................
อนชุ าติ ชาติรัมย์
กระบวนกำรนเิ ทศภำยในสถำนศึกษำของโรงเรียนขยำยโอกำสในเขตอำเภอน้ำ
หนำว สงั กดั สำนกั งำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำประถมศึกษำเพชรบูรณ์ 2.........................
ศกั ด์สิ ิทธิ์ ชมพู, บศุ รา เชื้อดี, ขจรอรรถพณ พงศ์วิริทธิ์ธร, มาลัย วงศ์ฤทัยวฒั นา
วลัยลกั ษณ์ พนั ธุรี, บดนิ ทร์ พญาพรหม
ห น้ า | (7)
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
สำรบัญ (Content) หน้ำ
ปัจจัยส่วนประสมทำงกำรตลำดทส่ี ่งผลต่อกำรตัดสินใจซือ้ ผลิตภณั ฑ์เสริมอำหำร 225
เพ่ือควำมงำมของนกั ศกึ ษำระดับปริญญำตรี คณะบริหำรธรุ กิจ มหำวิทยำลัยเอเชยี 237
อำคเนย.์ .........................................................................................................................
253
องั คณา แก้วโกมุท, วชิ ากร เฮงษฎีกุล 265
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนแบบออนไลนข์ องคณะบรหิ ำรธุรกิจ 281
สถำบันเทคโนโลยีไทย-ญป่ี ่นุ ......................................................................................... 293
309
รุ่งอรุณ กระแสร์สินธุ์, อาจารยี ์ ประจวบเหมาะ, ใกล้รุ่ง กระแสร์สนิ ธ์ุ 323
วทัญญู รศั มทิ ตั , สรุ สทิ ธิ์ อุดมธนวงศ์ 225
รปู แบบกำรจดั กำรควำมรดู้ ำ้ นกำรหำรำยไดแ้ ละสง่ เสริมอำชพี อยำ่ งมสี ่วนรว่ มเพื่อ 349
กำรลดควำมเหลื่อมลำ้ ในสงั คมผู้สูงวัย เขตพืน้ ท่ีชุมชนบำงรนิ้ จงั หวัดระนอง...........
สัณฐาน ชยนนท์, วิจติ รา ศรสี อน, ทฆิ มั พร พนั ลกึ เดช, จิรัฐ ชวนชม
กำรยอมรับผลติ ภัณฑ์เกษตรอนิ ทรีย์ในมุมมองผบู้ ริโภคจังหวัดเชียงใหม่....................
รตั นวลี คาเดช, ลัดดา ปนิ ตา
ปัจจยั ควำมคำดหวงั ส่วนบุคคลทมี่ ีผลต่อประสิทธภิ ำพกำรปฏิบตั ิงำนของเจำ้ หนำ้ ท่ี
บรษิ ัทเอกชนแหง่ หนึ่ง....................................................................................................
เอกวฒั น์ อน้ อารี, ทิฆัมพร พนั ลกึ เดช, พุฒธิ ร จริ ายุส, ศภุ ชยั วาสนานนท์
ดลฤดี วาสนานนท์
ปจั จัยควำมสำเร็จในกำรดำเนนิ งำนของศูนยย์ ตุ ธิ รรมชุมชนตำบลประทดั บุ..............
จริ ศักดิ์ บางทา่ ไม,้ สริ พิ ฒั ถ์ ลาภจิตร
กำรจดั ต้ังสำขำพรรคกำรเมืองไทยภำยใต้กฎหมำยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560..........
เสนยี ์ คาสุข, อเนก สุขดี
กำรมสี ่วนรว่ มของสมำชกิ ในกำรดำเนนิ งำนกลมุ่ ออมทรพั ย์เพอ่ื กำรผลิต
จงั หวดั ระนอง.................................................................................................................
ยนิ ดี งามสวน
กำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกตใ์ ชก้ ูเกิลแอปพลเิ คชันเพอื่ สนบั สนนุ ให้คะแนน
กำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1................
บวั พรรณ คาเฉลา, ศศิวรรณ สง่ ต่าย
บทวเิ ครำะหก์ ำรกำหนดนโยบำยด้ำนกำรประมงพำณชิ ย์ในประเทศไทย:
จำกวิกฤตสิ ่จู ุดเร่ิมตน้ ของควำมเปล่ียนแปลง...............................................................
ภาวดิ า รงั สี, ปณุ ยวรี ์ หนปู ระกอบ
ห น้ า | (8)
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
สำรบัญ (Content) หน้ำ
สภำพปญั หำในกำรนำหลกั ธรรมำภบิ ำลมำใชใ้ นกำรปกครองขององคก์ รปกครอง 359
สว่ นทอ้ งถิน่ .................................................................................................................... 373
สมศกั ด์ิ สายศรี, วิจิตรา ศรีสอน 385
สมรรถนะสำคญั สำหรับผู้สอนออนไลนใ์ นกำรจัดกำรศกึ ษำทำงไกล........................... 405
เพยี งฤทัย พุฒิคุณเกษม, ชนากร ปรชี า
กจิ กรรมพัฒนำทกั ษะกำรทำงำนเปน็ ทีมกำรพยำบำลด้วยกำรใชส้ ถำนกำรณจ์ ำลอง
เสมอื นจริง (Simulation based Learning).............................................................
ศภุ ลักษณ์ ธนาโรจน์, วรรณดี เสือมาก, วีรวรรณ เกดิ ทอง, ร่งุ นภา จนั ทรา
กำรแพรร่ ะบำดของ โควดิ -19 ส่งผลตอ่ กำรท่องเท่ียวของประเทศไทย......................
ศุภลักษณ์ ศรวี ิไลย, รงุ่ เรือง ทองศรี
ภำคผนวก....................................................................................................................... 417
หลกั เกณฑ์การเสนอบทความและคาแนะนาสาหรบั ผ้นู ิพนธ์
ห น้ า | 1
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ผลกระทบของการดาเนนิ นโยบายการปฏริ ูปที่ดนิ เพือ่ เกษตรกรรม
กรณีศึกษา อาเภอปากพนงั จังหวดั นครศรีธรรมราช
The Impact of Agriculture Land Reform Policy Implementation:
A Case Study of Pakphanang District
Nakhon Si Thammarat Province
หาญณรงค์ ทองรอด1 วจิ ติ รา ศรีสอน2 สณั ฐาน ชยนนท์3
Hannarong Tongrod, Wijittra Srisorn, Sunthan Chayanont
บทคัดยอ่ (Abstract)
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการการดาเนินนโยบายปัญหาและ
อุปสรรคการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรมของสานักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ 2. เพ่ือศึกษาผลกระทบของการนานโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ของสานักงานปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 3. เพ่ือหาแนว
ทางการนานโยบายการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมท่ีเหมาะสมของสา นักงานปฏิรูปที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ จานวน 23 ท่าน ซึ่งเป็นบุคคลที่มี
คว า ม รู้ แ ล ะ มี ส่ ว น เ กี่ย ว ข้ อ ง กั บน โ ย บ า ยก า ร ป ฏิ รู ปที่ ดิ น เ พ่ื อ เ ก ษ ต ร ก รร ม ข อ ง ป ระ เ ท ศ ไ ท ย
ประกอบด้วยการสัมภาษณ์แบบเฉพาะเจาะจง จานวน 17 คน และการสนทนากลุ่ม จานวน
6 คน โดยเครื่องมือท่ีใช้วิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ซ่ึงการวิจัยน้ีเป็นการวิจัย
แบบวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ และการจัดสนทนา
กลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาอุปสรรคในการจัดที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน
เพ่ือเกษตรกรรมกรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จังหวดั นครศรีธรรมราช พบว่าเกษตรไทยไม่ค่อยมี
Received: 2021-02-04 Revised: 2021-03-08 Accepted: 2021-03-14
1 หลกั สูตรรัฐศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการเมืองการปกครอง วทิ ยาลยั นวัตกรรมและการจดั การ
มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสนุ นั ทา Master of Political Science Program in Politics and Government,
College of Innovation and Management, Suan Sunandha Rajabhat University. Corresponding
Author e-mail: [email protected]
2 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสุนนั ทา College of Innovation
and Management, Suan Sunandha Rajabhat University. e-mail: [email protected]
3 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สวนสุนันทา College of Innovation
and Management, Suan Sunandha Rajabhat University. e-mail: [email protected]
ห น้ า | 2
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ความรู้หรือได้รับการสนับสนุนหรือให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมเท่าท่ีควรจึงทาให้เกษตรกรไม่
สามารถเขา้ ถงึ ทรัพยากร ขาดการดาเนินการอย่างต่อเนือ่ ง 2) ผลกระทบของการนานโยบายการ
ปฏิรูปทดี่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรมของไทย กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า
การไม่ทาประโยชน์ในที่ดินหรือการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ และกฎหมายเกี่ยวกับการใช้
ประโยชน์จากที่ดินยังไม่มีความเด็ดขาดอย่างจริงจัง ทาให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรขาดท่ีดิน
ทากิน 3) แนวทางการนานโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของไทย กรณีศึกษา
อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อที่จะให้
เกษตรได้เข้าถึงข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น และร่วมกันพัฒนาในลักษณะของบูรณาการร่วมกัน
เพ่ือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเกษตรกร เพ่อื เปน็ การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการบริหารจัดการ ให้ได้ผล
ของการดาเนนิ การปฏริ ปู ทีด่ ินอยา่ งสูงสดุ
คำสำคญั (Keywords): การปฏริ ูปทดี่ นิ เพื่อเกษตรกรรมของไทย; อาเภอปากพนงั
Abstract
The objectives of this research were 1. to study agriculture land reform
policy implementation conditions, problems and obstaclesof Agricultural Land
Reform Office, Ministry of Agriculture and Cooperatives under a case study of Pak
Phanang District, Nakhon Si Thammarat Province, 2. to study the impact of
agriculture land reform policy implementation of Agricultural Land Reform
Office, Ministry of Agriculture and Cooperatives under a case study of Pak
Phanang District, Nakhon Si Thammarat Province, and 3. to determine the
guidelines for agriculture land reform policy implementation of Agricultural Land
Reform Office, Ministry of Agriculture and Cooperatives under a case study of
Pak Phanang District, Nakhon Si Thammarat Province. This study was a qualitative
research. 23 key informants were knowledgeable persons involved in Thailand's
agriculture land reform policy. 17 key informants were selected based on a
purposive sampling for interview and 6 individuals for focus-group discussion.
Research instruments were questionnaire and interview. The results of this
research indicated as follows: 1) Problems and obstacles in land management
according to the Agricultural Land Reform Act under a case study of Pak Phanang
District, Nakhon Si Thammarat Province indicated that Thai farmers lacked
knowledge or support or provide agricultural knowledge as should be, resulting
in inaccessibility to resources. Operations were not continual. 2) The impact of
agriculture land reform policy implementation under a case study of Pak
ห น้ า | 3
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
Phanang District, Nakhon Si Thammarat Province indicated that land was not
fully utilized. Laws on land utilization was not seriously enforced, causing
farmers’ lack of arable land. 3) The guidelines for agriculture land reform policy
implementation under a case study of Pak Phanang District, Nakhon Si
Thammarat Province include that farmer database should be developed to
promote farmers’ accessibility to resources and information. This is another way
to promote farmers’ engagement in integrated development towards farmers’
achievement in order to increase the efficiency of management for the
maximum effect of land reform implementation.
Keywords: Thai Agriculture Land Reform; Pak Phanang District
บทนำ (Introduction)
ท่ีดินไม่ว่าในยุคสมัยใด ถือเป็นฐานชีวิตและปัจจัยการผลิตที่สาคัญสาหรับคนทุกคน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงแก่เกษตรกร ที่ดินจึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสาคัญต่อการพัฒนา
ประเทศดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมอื งและการปกครอง และเป็นความจาเป็นข้ันพื้นฐานสาหรับ
การดารงชวี ิตของมนุษย์ ผลกระทบท่ีเห็นหลักๆ ก็คือ ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน และ
การไมท่ าประโยชนใ์ นทดี่ ินถือเปน็ เร่ืองใหญ่ท่ีสดุ ท่ีมีผลกระทบตอ่ คนจานวนมากสุด และแสดงให้
เห็นถึงความเหลื่อมลา้ และความไมเ่ ป็นธรรมประเทศไทยไม่มีเอกสารสทิ ธิห์ รือระบบกรรมสิทธิ์ใน
การถือครองท่ีดินมูลค่าของที่ดินเกิดจากมูลค่าในการผลิตเท่านั้นผู้ที่ทาประโยชน์ในท่ีดินถือเป็น
เจ้าของและใครมิได้ทาประโยชน์หรือท้ิงร้างไว้บุคคลอ่ืนก็สามารถนาที่ผืนนั้นไปใช้ประโยชน์ได้
ขณะเดียวกันเม่ือก่อเกิดระบบกรรมสิทธิ์ท่ีดินปัจเจกบุคคลกลายเป็นเจ้าของท่ีดินแทนระบบ
กรรมสิทธ์ิร่วมที่ดินสามารถซ้ือขายแลกเปลี่ยนกันได้ก่อเกิดมูลค่าการแ ลกเปลี่ยนในที่ดินขึ้นผู้มี
โอกาสเข้าถึงข้อมูล นายทุนและผู้มีอานาจจึงมีการกว้านซื้อสะสมที่ดินเป็นจานวนมากเพ่ือการ
เก็งกาไรและก่อเกิดการทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ในท่ีดินอย่างเต็มท่ี (สานักงานการปฏิรูปท่ีดิน
เพ่อื เกษตรกรรม, 2555) (อาทิตยา พองพรหมและวรี ะชัย นาควิบูลย์วงศ์, 2557) การปฏิรูปท่ีดิน
มีแนวคิดเพื่อให้เกษตรกรมีท่ีดินทากินเพ่ือรักษาพ้ืนท่ีเกษตรกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน ใน
ปัจจบุ นั การควบคุมการทาประโยชนใ์ นทีด่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรมมีขอบเขตเพียงช่วงที่ยังไม่ได้รับโอน
กรรมสิทธ์ิเท่านั้น เหตุที่ไม่มีการควบคุมการทาประโยชน์ภายหลังการโอนกรรมสิทธ์ิ คือ ความ
เขา้ ใจเก่ียวกับกรรมสทิ ธิ์ในท่ีดินเพอ่ื เกษตรกรรม ส่งผลให้ยังไม่มีมาตรการสาหรับควบคุมการทา
ประโยชนห์ ากมีการกาหนดลักษณะเงอื่ นไขของกรรมสิทธ์ิตามกฎหมายการปฏริ ปู ที่ดินไว้ให้อย่าง
ชัดเจน จะเป็นหนทางท่ีจะนาไปสู่การควบคุมการทาประโยชน์ในท่ีดิน ซึ่งจะส่งผลให้ท่ีดินเพื่อ
เกษตรกรรมหมุนเวยี นอยู่ในภาคการเกษตร และรักษาพ้ืนที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานของชาติ
ใหค้ งอยูส่ ืบไป
ห น้ า | 4
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
อาจกล่าวได้ว่าการมีหลายๆ ปัจจัยที่ทาการการดาเนินนโยบายปฏิรูปที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรม ซึ่งหากประชาชนขาดความร่วมมือร่วมใจไม่ว่าจะเป็นในด้านการตัดสินใจ ด้านการ
ดาเนินงาน ด้านร่วมรับผลประโยชน์ และด้านประเมินผล ก็จะส่งผลให้การปฏิรูปที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรมไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเพื่อให้ผลการศึกษาใน
หัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกันน้ีมีความชัดเจนมากย่ิงขึ้น และสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานใน
การศึกษาค้นคว้าหรือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรค ผลกระทบในการจัดที่ดินตาม
พระราชบญั ญัตกิ ารปฏริ ูปท่ีดนิ เพอ่ื เกษตรกรรมต่อไป (เพญ็ นภา ปณั ฑลุ ักษณ์, 2553)
อย่างไรก็ตาม ขณะท่ีกลุ่มเกษตรกรในพ้ืนที่อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
กาลังประสบความเดือดร้อน เน่ืองจากต้องสูญเสียสิทธิในท่ีดิน และกลายเป็น ผู้เช่าที่ดินต้อง
เสียค่าเช่าในอัตราสูงเกินควร ท่ีดินขาดการบารุงรักษา จึงทาให้อัตราการผลิตผลเกษตรกรรม
อยู่ในระดับต่า เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม และเสียเปรียบจากการเช่าที่ดิน จึงเป็นความ
จาเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องดาเนินการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวโดยด่วนที่สุด โดยวิธีการปฏิรูปที่ดิน
เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทากินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ผู้วิจัย จึงมี
ความสนใจที่จะศึกษาผลกระทบของการดาเนินนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมของ
ประเทศไทย กรณศี กึ ษา อาเภอปากพนงั จังหวัดนครศรธี รรมราช วา่ เปน็ เพราะเหตุใด และจะได้
ศึกษาเพื่อหาแนวทางการนานโยบายปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม ท่ีเหมาะสมกับเกษตรกรผู้ท่ี
ไดร้ ับผลกระทบ
วัตถุประสงค์กำรวิจัย (Research Objective)(Research Objectives)
1. เพื่อศึกษาสภาพการการดาเนินนโยบายปัญหาและอุปสรรคการปฏิรูปที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรมของสานักงานปฏริ ูปทดี่ นิ เพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีศึกษา
อาเภอปากพนงั จงั หวดั นครศรีธรรมราช
2. เพ่ือศึกษาผลกระทบของการนานโยบายการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมของ
สานกั งานปฏริ ปู ที่ดนิ เพอ่ื เกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง
จงั หวัดนครศรธี รรมราช
3. เพื่อหาแนวทางการนานโยบายการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมท่ีเหมาะสมของ
สานักงานปฏิรูปทดี่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง
จงั หวัดนครศรีธรรมราช
วิธีดำเนินกำรวจิ ยั (Research Methods)
ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง “ ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ก า ร ด า เ นิ น น โ ย บ า ย ก า ร ป ฏิ รู ป ที่ ดิ น เ พ่ื อ
เกษตรกรรมของประเทศไทย กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นการ
ห น้ า | 5
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ศึกษาวิจัยเชิงคุณคุณภาพ ซ่ึงผู้วิจัยได้ดาเนินการตามข้ันตอนโดยศึกษาค้นคว้าจากแนวคิด
ทฤษฎีเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ดงั นี้
1. รปู แบบกำรวจิ ยั
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ผู้วิจัยใช้โดยใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้การสัมภาษณ์ (in-depth interview) และการจัด
สนทนากลุม่ (Focus Group)
2. กลมุ่ เป้ำหมำย
ผ้วู ิจัยไดก้ าหนดขอบเขตของการวจิ ยั ในการศกึ ษาดงั น้ี
2.1 ขอบเขตด้านประชากร และกล่มุ ตัวอย่าง
2.1.1 เชิงคุณภาพ จานวน 23 คน ซ่ึงเปน็ บุคคลทมี่ คี วามรู้ ความสามารถและมี
ส่วนเกี่ยวข้องนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทย ประกอบด้วย การ
สมั ภาษณ์แบบเฉพาะเจาะจง จานวน 17 คน และการสนทนากลุม่ จานวน 6 คน
2.1.2 ขอบเขตด้านเน้ือหาคือ ศึกษาความหมายท่ีมา และความสาคัญของการ
ปฏิรูปท่ีดินในประเทศไทย รวมถึงปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นอุปสรรคในการดาเนินงานปฏิรูป
ท่ีดิน วิเคราะห์การนาตัวนโยบายการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรมของประเทศไทย รวมไปถึง
ผลกระทบตา่ งๆของตัวนโยบายการปฏริ ปู ทดี่ นิ เพ่อื การเกษตร
2.1.3 ขอบเขตด้านสถานที่ การวิจัยคร้ังน้ีศึกษาเฉพาะอาเภอปากพนัง จังหวัด
นครศรีธรรมราช
2.1.4 ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2563 ถึง
เดอื นกันยายน 2563
3. เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในกำรวิจยั
3.1 ลกั ษณะของเครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย
เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัยนี้ เปน็ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ทผ่ี ้วู ิจัยสร้างขึ้นจาก
แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งเชงิ คุณภาพแบบสอบถาม ดังน้ี
แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นการ ต้ังคาถามแบบปลายเปิดเก่ียวกับ
ข้อเสนอแนะผลกระทบของการดาเนินนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมของประเทศไทย
กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
3.2 ขั้นตอนการสร้างเครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั
3.2.1 ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร นิยามศัพท์ และ
งานวิจัยเก่ียวข้องรวมท้ังระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐศาสตร์เพื่อหาแนวทางในการกาหนดรูปแบบของ
แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์
3.2.2 สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยจากการสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง โดยนารูปแบบของแนวคิดนโยบายสาธารณะมากาหนดเป็นข้อคาถามเกี่ยวกับ
ห น้ า | 6
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ผลกระทบของการดาเนินนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทยกรณีศึกษา
อาเภอปากพนัง จังหวดั นครศรีธรรมราช จานวน 3 ข้อ
3.2.3 การตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือ
การหาค่าความเที่ยงตรง นาแบบสอบถามให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ทา
การตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา โดยเลือกข้อที่มีค่า IOC มากกว่า 0.5 ส่วนข้อใดมีค่า
น้อยกว่า 0.5 ผู้วิจัยนามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้น ข้อคาถามทุก
ข้อจึงผ่านความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ตรวจสอบ และเห็นว่ามีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา
ครอบคลุมในแตล่ ะดา้ นและครอบคลมุ วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั แลว้
4. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูล โดยการลงพื้นที่แจกแบบสัมภาษณ์
ให้กับกลุ่มตัวอย่างจานวน 17 คน และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสาคัญโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก
แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) การจดบันทึก และการถ่ายภาพ ซึ่งเป็น
เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในคร้ังน้ี โดยผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง สาหรับ
กระบวนการหรือแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่นามาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้กาหนด
กระบวนการ หรือแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่กระบวนการหรือแนวทางในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ
และข้อมูลจากสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและกระบวนการหรือแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล
โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มโดยกระบวนการเก็บรวบรวม
ข้อมูลดังกล่าวเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลตามแนวทางของกระบวนวิธีการวิจัยเชิง
คณุ ภาพอันมสี าระสาคญั โดยสรปุ ดังต่อไปนี้
1. เมือ่ ผู้ศกึ ษาไดส้ ร้างแบบสัมภาษณ์และทาการทดสอบแบบสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย
แล้วจะนาแบบสัมภาษณ์ดังกล่าวไปหาเจ้าหน้าที่และผู้นาท้องถ่ินแล้วให้กลุ่มตัวอย่างทาการ
ทดสอบแบบสมั ภาษณด์ ว้ ยตนเองดว้ ยการเจาะจงสมั ภาษณ์เฉพาะกลมุ่ (Forcus Group)
2. เมอื่ ได้แบบสมั ภาษณ์กลับคืนมาแล้วผศู้ กึ ษาไดท้ าการตรวจสอบความเรียบร้อยของ
แบบสัมภาษณ์และทาการศึกษาและนาข้อมูลคาตอบท่ีสมบูรณ์ในแบบสัมภาษณ์ดังกล่าวที่
สมบรู ณไ์ ปวเิ คราะหห์ าขอ้ มูลทางข้ันตอนเชงิ คุณภาพต่อไป
5. กำรวิเครำะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพผูศ้ ึกษามีลาดับข้นั ตอนในการวิเคราะหด์ ังน้ี
5.1 ผู้ศึกษาจะนาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์โดยนาคาสัมภาษณ์จากผู้ถูกสัมภาษณ์
มาเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของแต่ละบุคคลและจัดลาดับความสาคัญและ
คุณลักษณะของข้อมูล
ห น้ า | 7
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
5.2 นาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ท่ีจัดลาดับความสาคัญแล้วนามาเปรียบเทียบกับข้อมูล
ทางเอกสารต่างๆที่เก่ียวข้องไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทฤษฎีผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อที่จะทราบถึง
ลักษณะท่คี ลา้ ยคลึงกันและแตกต่างกนั ของข้อมูล
5.3 นาขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการสัมภาษณ์และจากการศึกษาต่างๆมาทาการวิเคราะห์ข้อมูล
ร่วมกันอย่างเป็นระบบและนาไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันแสดงความสาคัญของข้อมูลได้
ชดั เจนยงิ่ ขึ้นเพอื่ สะดวกในการวเิ คราะห์และเขียนรายงานข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาจะไม่ใช้ข้อมูล
ตัวเลขแตจ่ ะเปน็ ข้อมูลเชิงพรรณนา และมีการอ้างถึงโดยตรงเกี่ยวกับที่มาของข้อมูลไม่ว่าจะเป็น
ขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการคน้ ควา้ หรอื ข้อมูลทางเอกสาร
ดังน้ัน ข้อมูลเชิงคุณภาพท่ีได้จากการตอบประเด็นสัมภาษณ์ (Interview Research)
และขอ้ มูลจากเอกสารต่างๆ (Document Research) จะถูกนามาวิเคราะห์และประมวลผลโดย
เช่ือมโยงความสัมพันธ์ในแง่ต่างๆตามข้อเท็จจริงทั้งในเชิงเหตุและผลซึ่งการวิเคราะห์จะ
ออกมาในลักษณะของการพรรณนานาไปสู่คาตอบในการศึกษา
ผลกำรวิจัย (Research Results)
กลุ่มเกษตรกรในพื้นท่ีอาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช กาลังประสบความ
เดือดร้อน เนื่องจากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดิน ท่ีดินขาดการบารุงรักษา จึงทาให้อัตราการผลิตผล
เกษตรกรรมอยู่ในระดับต่า เกษตรกรไมไ่ ด้รับความเป็นธรรม และเสียเปรียบจากการเช่าที่ดิน จึง
เป็นความจาเป็นอย่างยิ่งทร่ี ัฐจะต้องดาเนินการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว โดยวิธีการปฏิรูปที่ดิน เพื่อ
ชว่ ยให้เกษตรกรมีทด่ี ินทากินและให้การใช้ท่ีดินเกิดประโยชน์มากทสี่ ุด โดยมีผลการวิจยั ดังนี้
1. ปญั หาอปุ สรรคในการจดั ท่ดี ิน ตามพระราชบัญญตั กิ ารปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
กรณีศึกษา อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่าเกษตรไทยไม่ค่อยมีความรู้หรือได้รับ
การสนับสนุนหรือให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมเท่าที่ควรจึงทาให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึง
ทรัพยากร ขาดการดาเนินการอย่างต่อเนื่อง และควรให้มีการตรวจสอบรายละเอียดในข้อ
กฎหมายในกรณีท่ีว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้างและสามารถแก้ไขได้อย่างไรในระดับไหน และให้
รายงานผลการตรวจสอบ เพื่อเสนอการพิจารณาการแก้ไขเพื่อให้การนานโยบายไปปฏิบัติจะได้
สาเรจ็ และตรงตามเป้าหมายได้
2. ผลกระทบของการนานโยบายการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมของไทย กรณีศึกษา
อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการไม่ทาประโยชน์ในที่ดินหรือการใช้ที่ดินไม่เต็ม
ศักยภาพ และกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากที่ดินยังไม่มีความเด็ดขาดอย่างจริงจัง
เลยทาให้มีการซื้อที่ดินไว้แล้วปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่ทาประโยชน์ ทาให้เกิดปัญหาการ
ครอบครองท่ีดินโดยไม่ทาประโยชน์นั้นปัญหาที่เป็นผลกระทบสาคัญอีกเร่ืองก็คือ เรื่องงบประมาณ
เพราะมีแนวโน้มของงบประมาณที่ขาดความต่อเนื่องในการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อการปฏิรูป
ห น้ า | 8
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม มีอย่างจากัด จึงทาให้ ส.ป.ก. ดาเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้
อยา่ งจากัด
3. แนวทางการนานโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของไทย กรณีศึกษา
อาเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราชการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อที่จะให้
เกษตรได้เข้าถึงข้อมูลได้มากย่ิงขึ้น เปน็ อกี แนวทางทีท่ าให้เกษตร รว่ มกันพฒั นาในลกั ษณะของ
บูรณาการร่วมกนั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์ต่อเกษตรกร และต้องเร่งรัดการพิสูจน์สิทธิการถือครอง
ท่ีดินของรัฐ โดยมีการนาระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพมาก
ที่สุด และเพ่ือให้ตัวเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ในการดาเนินการมากท่ีสุด ร่วมไปถึงให้จัดทา
เป็นเครือข่าย/ชมรมท่ีเข้าร่วมโครงการภายในอาเภอหรือจังหวัด นั้น ได้รวมกลุ่มเพ่ือพัฒนา
ปรับปรุงช่วยเหลือกันและมีการติดตามอย่างต่อเน่ือง เพื่อเป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพในการ
บรหิ ารจดั การใหไ้ ด้ผลของการดาเนินการปฏริ ปู ทดี่ ินอยา่ งสูงสุด
ความจาเป็นท่ีจะต้องมีการปฏิรูปที่ดิน อาจเนื่องมาจากเหตุผลท้ังด้านเศรษฐกิจ
สังคม และการเมือง โดยเฉพาะสาเหตุทางการเมืองมักจะเป็นแรงพลักดันอันสาคัญท่ีทาให้รัฐบาล
ตัดสินใจนาเอานโยบายปฏิรูปท่ีดินมาใช้ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินนับวันจะ
ทวีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงปัญหาที่เกี่ยวกับลักษณะการถือครองท่ีดิน น้ันคือ เกษตรกรไม่
มีท่ีดินเป็นของตนเอง หรือมีแต่ขนาดเล็กเกินไป ทาให้การใช้ที่ดินไม่มีประสิทธิภาพ และทาให้
เกิดปัญหาเกษตรกรขาดทด่ี นิ ทากิน
อภปิ รำยผลกำรวจิ ยั (Research Discussion)
ปัญหาผลกระทบการจัดที่ดินตามพะราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ ในการตีความ
และความขัดแย้งของ ส.ป.ก. กับข้อกฎหมายส่งผลกระทบต่อประชาชนซ่ึงครอบครองที่ดินจาก
กรณีนี้ ความไม่ชัดเจนของเจ้าหน้าท่ีผู้นานโยบายการจัดท่ีดินไปปฏิบัติซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดท่ี
ประชาชนต้องการ การใช้เงนิ งบประมาณแผ่นดินหรอื เงินอื่นๆ กระทบต่อการนาเงินงบประมาณ
ไปปฏิบัติงานในพ้ืนท่ีเขตปฏิรูปท่ีดิน ซึ่งเป็นเงินงบประมาณของแผ่นดินที่ได้มีการต้ังแผนงาน
และกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรังวัดแปลงถือครองที่ดิน การสอบสิทธิ์เกษตรกรผู้ถือครอง
ที่ดิน เพ่ือดาเนินการจัดท่ีดิน การสนับสนุนเงินด้านสาธารณูปโภค การให้กู้ยืมเงินกองทุนเพ่ือ
ปฏิรูปท่ีดินฯ หรือกระท้ังการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา
ความยากจน ผลกระทบจากเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 กระทบผลประโยชน์โดยตรงต่อตัวผู้ได้รับ
เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 เนื่องจากเป็นเอกสารท่ีใช้เพื่ออ้างอิงในการเข้าทาประโยชน์ในพื้นที่จึง
เกิดผลกระทบกับองค์กรและขาดความเชื่อมั่นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง จากการท่ีไม่ชัดเจนในการนา
นโยบายไปปฏิบัติไม่ได้รับการพัฒนาพ้ืนที่ทั้งระบบในเขตพ้ืนที่ดังกล่าว โดยเฉพาะการพัฒนา
โครงสร้างข้ันพ้ืนฐานไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้า ถนน หรือการได้รับการสนันสนุนพันธุ์พืชพันธ์ุสัตว์
การขยายตวั ของชมุ ชนและอืน่ ๆ
ห น้ า | 9
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ฉะน้ัน จึงเห็นได้ว่าการจัดท่ีดินให้เกษตรกร โดยนาท่ีดินของรัฐซ่ึงเป็นป่านสงวน
แห่งชาติและประชาชนบุกรุกเข้าไปทากินโดยผิดกฎหมายมาจัดท่ีดินให้เพ่ือให้ถูกต้องตาม
กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินฯ จึงเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า
ด้วยความสาคัญของการนานโยบายไปปฏิบัติของ (สมบัติ ธารงธัญวงศ์, 2549) ท่ีกล่าวว่า
ความสาเร็จหรือล้มเหลวของการนานโยบายไปปฏบิ ตั จิ ะส่งผลกระทบทง้ั ทางตรงและทางอ้อมต่อ
ผู้ตัดสินใจนโยบาย กลุ่มเป้าหมายที่เก่ียวข้องและต่อหน่วยปฏิบัติเม่ือการนานโยบายไปปฏิบัติ
ล้มเหลวยอ่ มแปลว่าผตู้ ดั สินใจ ในฐานะผูน้ าทางการเมอื งท่คี วบคมุ กากับดูแลหน่วยปฏิบัติมีความ
บกพร่องด้วย และต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวท่ีเกิดข้ึน กล่าวคือหากผู้นานโยบายไปปฏิบัติ
สามารถจัดท่ีดินได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมได้รับผลประโยชน์ ซ่ึงเป็น
เงอื่ นไขสาคญั ท่กี ารปฏิบัติจะประสบผลสาเรจ็ สอดคล้องกับตวั แบบวิเคราะห์ทางด้านการจัดการท่ี
เชอ่ื วา่ ความสาเร็จของการนานโยบายไปสกู่ ารปฏิบัติย่อมข้ึนอยู่กับองค์การท่ีรับผิดชอบ ว่ามีขีด
ความสามารถท่ีจะปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังเพียงใด โครงการท่ีจะประสบ
ความสาเร็จได้จึงต้องอาศัยโครงสร้างขององค์กรท่ีเหมาะสม บุคลากรที่อยู่ในองค์การจะต้องมี
ความรู้ และความ สามารถ ทั้งด้านบริหารและเทคนิคอย่างเพียงพอ และต้องมีการวางแผน
เตรยี มการหรือมคี วามพรอ้ มเป็นอย่างดีทั้งด้านวสั ดุ อปุ กรณ์ และเครือ่ งมือ รวมทง้ั งบประมาณ
ข้อเสนอแนะกำรวิจัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สานักงานปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการจัดท่ีดิน
ตามพระราชบัญญัติปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม ควรจัดทานโยบายที่สามารถปฏิบัติได้เป็น
รปู ธรรม คือ
1.1 มีความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของนโยบายว่าจะทาอะไร เมื่อใด เท่าใด อย่างไร
เพือ่ ให้นโยบายดังกลา่ วสามารถนาไปปฏิบตั ไิ ด้บรรลผุ ลสมั ฤทธิ์ ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ี
วางไว้
1.2 นโยบายควรตอ่ เนื่อง ควรมีการสืบทอดจากรัฐบาลหนึ่งไปยังอีกรัฐบาลหน่ึง หรือ
เป็นการรับชว่ งแนวนโยบายนนั้ มาปฏบิ ัตติ อ่ เนือ่ งกัน
1.3 ตอ้ งสอดรบั การเปล่ียนแปลงในสภาพแวดลอ้ ม และความต้องการของประชาชน
2. ขอ้ เสนอแนะเชงิ ปฏบิ ตั ิ
จากการศึกษาพบว่า ผู้ให้ข้อมูลบางคนไม่ทราบเรื่องการจัดท่ีดินในพ้ืนท่ีอาเภอปากพนัง
จังหวดั นครศรีธรรมราช ว่ามีปัญหาอย่างไร เพราะเหตุใด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติงาน โดยการจัดทาเป็นคู่มือแสดงถึงขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ หรือมีใช้สื่อสังคม
ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการประชาสัมพันธ์ ทาแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การ
ทา Work Shop เป็นตน้
ห น้ า | 10
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ข้อเสนอแนะทำงวชิ ำกำร
ในการศึกษาคร้ังนี้ เพื่อให้ผลการศึกษาในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกันน้ีมีความชัดเจน
มากย่ิงข้ึน และสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการศึกษาค้นคว้าหรือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา
อุปสรรค ผลกระทบในการจัดท่ีดินตามพระราชบัญญัติติการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรมท่ีมี
ลักษณะเช่นน้ี หรือใกล้เคียงกัน จึงควรที่จะศึกษาเชิงปริมาณเพิ่มเติม หรือเปล่ียนพ้ืนท่ีในการ
รวบรวมขอ้ มูลใหม้ ีความหลากหลายมากขึ้น เพ่ือปรึกษาเปรียบเทียบปัญหาเพ่ิมเติมได้มากขึ้นใน
คร้งั ตอ่ ไป
เอกสำรอำ้ งองิ (References)
เพ็ญนภา ปณั ฑลุ ักษณ์. (2553). ความสมั พนั ธ์ระหว่างแรงจูงใจและความพึงใจในการปฏบิ ตั งิ าน
กบั ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อ
เกษตรกรรม. วทิ ยานพิ นธบ์ ริหารธรุ กิจมหาบณั ฑิต (สาขาการบริหารธรุ กิจ).
มหาวิทยาลัยปทุมธานี.
สานกั งานปฏริ ูปเพ่ือสงั คมไทยทเี่ ป็นธรรม. (2555). คูม่ อื การปฏิรปู ทด่ี ิน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
เดอื นตุลา.
สมบัติ ธารงธัญวงศ์. (2549). นโยบายสาธารณะ: แนวความคิด การวิเคราะห์และกระบวนการ.
พิมพ์คร้ังที่ 14. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม.
อาทิตยา พองพรหมและคณะ. (2557). พัฒนาการการบรหิ ารจดั การทรัพยากรที่ดินนาและ
ป่าไม้ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สานกั งานการปฏริ ปู ท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม.
ห น้ า | 11
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
คณุ ลักษณะบัณฑิตทพ่ี งึ ประสงค์ของผใู้ ช้บัณฑิตคณะวทิ ยาการจัดการ
มหาวิทยาลยั ราชภฏั จันทรเกษม
Desired Traits of as Perceived by Graduate Qualifications
of Graduate Users Faculty of Management Sciences, Chandrakasem
Rajabhat University
อาจารีย์ ประจวบเหมาะ1 นภสั สร ต่มื สูงเนิน2 รงุ่ อรุณ กระแสรส์ นิ ธ3์ุ ธารทิพย์ พจนส์ ุภาพ4
Arjaree Prachuabmoh, Napasson Tuemsoongnern, Rungarun Khasasin,
Thantip Pojsupap
บทคัดยอ่ (Abstract)
การวิจัยคร้งั น้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตามความ
ต้องการของ ผู้ใช้บัณฑิตและเพ่ือเปรียบเทียบความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตท่ีมีต่อคุณลักษณะ
บณั ฑติ ทีพ่ ึงประสงคจ์ าแนกตามประเภทของหนว่ ยงาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตจากสถาน
ประกอบการท่ีรับนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการชั้นปีที่ 4 เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในภาค
เรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 จานวน 250 คน เครื่องมือท่ใี ช้เก็บขอ้ มูลคือแบบสอบถาม สถิติท่ีใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-Test (One Way
ANOVA) ในการทดสอบความแตกตา่ งของตัวแปร ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้บัณฑิตส่วนใหญ่สังกัด
หน่วยงานประเภทเอกชน และธรุ กิจ รองลงมาคือ หนว่ ยงานราชการ หน่วยงานรฐั วิสาหกิจ อ่ืนๆ
และสถาบันการศึกษา คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏจันทรเกษม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านคุณธรรมจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด
รองลงมาคือ ดา้ นทกั ษะความสัมพนั ธร์ ะหว่างบุคคลและความรับผดิ ชอบ ด้านความรู้ ด้านทักษะ
ทางปัญญา และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยีตามลาดับ
Received: 2021-02-16 Revised: 2021-03-17 Accepted: 2021-03-18
1 คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั จนั ทรเกษม Faculty of Management Science,
Chandrakasem Rajabhat University, Corresponding Author e-mail:
[email protected]
2 คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวิทยาลัยราชภฏั จันทรเกษม Faculty of Management Science,
Chandrakasem Rajabhat University, e-mail: [email protected]
3 คณะบรหิ ารธรุ กจิ สถาบนั เทคโนโลยไี ทย-ญ่ีปุ่น Faculty of Business Administration Thai-
Nichi Institute of Technology, e-mail: [email protected], [email protected]
4 คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเกษมบณั ฑติ Faculty of Business Administration
Kasembundit University, e-mail: [email protected]
ห น้ า | 12
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าผู้ใช้บัณฑิตจากประเภทหน่วยงานท่ีต่างกันมีความต้องการ
คุณลักษณะบัณฑิต ที่พึงประสงค์ด้านคุณธรรมจริยธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 สาหรับแนวทางพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์มีดังนี้ สถาบันการศึกษาควร
กาหนดคณุ ลักษณะบณั ฑิตที่พึงประสงค์ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์บัณฑิตของสถาบัน และจัดทา
แผนยุทธศาสตร์ และเป้าหมายในการพัฒนานักศึกษา และปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนา
บัณฑิตที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้ง การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนานักศึกษาและ
สภาพแวดล้อมให้เอ้ือต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ หลักสูตรสาขาวิชาควรจัดทาแผนการ
พฒั นานกั ศึกษารายช้ันปี และส่งเสริมให้นักศึกษามีความพร้อมทางการเรียนในระดับอุดมศึกษา
ตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เก่ียวข้องเพื่อดาเนินงานตาม
แผนอยา่ งเป็นรปู ธรรม
คำสำคญั (Keyword): คุณลักษณะบัณฑิตท่พี งึ ประสงค์; ผู้ใช้บณั ฑติ
Abstract
The purpose of this research was to study the characteristics of
desirable graduates according to the needs of graduate users and to compare
the needs of graduates with the desired characteristics of graduates classified by
department. The sample group consisted of 250 graduates from the workplace
who enrolled the 4th year students of the Faculty of Management Science to
practice professional experiences in the first semester of the academic year
2019. The tools used for collecting data were questionnaires. The statistics used
for data analysis were percentage, mean, standard deviation and F-Test (One
Way ANOVA) for testing different types of variables. The results show that most
graduate users are under private and business units, followed by government
agencies, other state enterprises and educational institutions. Desirable graduate
characteristics of the Faculty of Management Science Chandrakasem Rajabhat
University found that the overall was at a high level and morality and ethics had
the highest mean, followed by interpersonal skills and responsibilities,
knowledge, intellectual skills and numerical analysis skills communication and
use of technology respectively. The hypothesis testing found that graduate users
from different departments have different needs for graduate characteristics
regarding morality and ethics at statistical significance of .05. The guidelines for
developing the desirable characteristics of graduates are as follows 1.
Educational institutions should define desirable graduate characteristics in
ห น้ า | 13
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
accordance with the graduate identity of the institution and develop strategic
plans and goals for student development. By adjusting the paradigm of graduate
development that focuses on learning outcomes, including budget allocation for
student development and the environment to facilitate the development of
learning skills. 2. The curriculum should develop a student development plan
yearly and encourage students to be ready to study at the tertiary level over a
period of 4 years, with emphasis on integration between relevant departments
to implement the concrete plan.
Keywords: Graduate Qualifications; Graduate Users
บทนำ (Introduction)
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2545 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) อันส่งผลกระทบให้เกิด
การปฏิรูปการศึกษาทุกระดับมีการเน้นหนักให้ปรับปรุงหลักสูตร และปรับเปลี่ยนวิธีการ
สอนเพื่อพัฒนานักศึกษาให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็นและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย มีการ
ยกระดับของสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย การเปิด
ดาเนินการของวิทยาลัยชุมชนและให้อิสระในการดาเนินการแก่สถาบันอุดม ศึกษาเอกชน
มากข้ึน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)
ยุทธศาสตร์ที่ 1ได้กล่าวถึงการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ คนในสังคมไทยทุก
ช่วงวัยมีทักษะ ความรู้ และความสามารถเพิ่มขึ้น โดยมีการพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัย
ให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ กาหนดให้มีการยกระดับคุณภาพการศึกษาและ
การเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึง (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, 2560) สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีภารกิจหลายประการทั้งด้านการผลิต
บัณฑิต วิจัย บริการ วิชาการและทานุบารุงศิลปวัฒนธรรม ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงมี
ภารกิจสาคัญในการผลิตบัณฑิตให้มี คุณภาพ มีความรอบรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ส า ม า ร ถ ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม ต ้อ ง ก า ร ข อ ง ผู ้ป ร ะ ก อ บ ก า ร ทั้ง ภ า ค ร ัฐ แ ล ะ เ อ ก ช น ไ ด ้อ ย ่า ง มี
ประสิทธิภาพ (Ornstein & Hunkins, 2013) ด้วยเหตุดังกล่าว คณะอนุกรรมการด้าน
มาตรฐานอุดมศึกษาจึงได้กาหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2552 (TQF:
Thai Qualification Framework For Higher Education) ใหม่ ประกอบด้วย ด้าน
คุณธรรม จริยธรรม (Ethics and Morals) ด้านความรู ้ (Knowledge) ด้านทักษะทาง
ปัญญา (Cognitive Skills) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
(Interpersonal Skills and Responsibility) ด้านทักษะ การวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ
สื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Numerical, Communication and
ห น้ า | 14
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
Information Technology Skills) (สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2552) ทั้งนี้
เพื่อเป็นเครื่องมือในการนาแนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การวัดการศึกษา
ตามท่ีกาหนดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรฐานการอุดมศึกษา
และการประกันคุณภาพการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นท่ี
Learning Outcomes ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่าเชิงคุณภาพเพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต มุ่ง
ประมวลกฎเกณฑ์ และประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรและการจัดการเรียนการ
ส อ น เ ข ้า ไ ว ้ด ้ว ย ก ัน แ ล ะ เ ชื ่อ ม โ ย ง ใ ห ้เ ป ็น เ รื ่อ ง เ ด ีย ว ก ัน เ ป ็น เ ค รื ่อ ง ม ือ ก า ร สื ่อ ส า ร ที ่มี
ประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เช่น นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ชุมชน สังคมและสถาบันอื่นๆ ทั้งใน และ
ต่างประเทศเกี่ยวกับคุณลักษณะของบัณฑิตที่คาดว่าจะพึงมี มุ่งให้คุณวุฒิหรือปริญญาของ
สถาบันใดๆ ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงกันได้ในสถาบันอุดมศึกษาที่ดีทั้ง
ในและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถจัดหลักสูตร ตลอดจน
กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลายโดยมั่นใจถึงคุณภาพของบัณฑิตซึ่งจะมี
มาตรฐานผลการเรียนรู้ตามที่มุ่งหวัง สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขและ
ภาคภูมิใจเป็นท่ีพึงพอใจของนายจ้าง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (วิจารณ์ พานิช, 2552)
นอกจากเป้าหมายด้านการจัดการศึกษาในการพัฒนาบัณฑิตแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่
สาคัญคือ สานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กาหนดให้ทุกหลักสูตรใน
ระดับอุดมศึกษาต้องมีการปรับปรุงในทุกรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นไป โดย
สาระสาคัญคือหากหลักสูตรใดไม่ถือปฏิบัติก็ถือว่าหลักสูตรท่ีเปิดการเรียนการสอนไม่เป็นไป
ตามมาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาท่ีเรียนหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถกู้เงินเรียน
ได้ โดยตั้งแต่ปี 2552 สกอ.ได้กาหนดการปรับปรุงหลักสูตรทุกหลักสูตร ต้องเป็นไปตาม
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 (Thai Qualifications
Framework for Higher Education TQF: HEd) (จุฑารัตน์ ศราวณะวงศ์ และคณะ,
2555) ดังนั้น ความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิตนับว่าเป็นข้อมูลที่สาคัญที่จะมาใช้ประกอบการ
ปรับปรุงหลักสูตร ทั้งนี้ในกรอบการประเมินคุณภาพการศึกษา ระดับอุดมศึกษาสานักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้กาหนดตัวบ่งช้ีมาตรฐาน ซ่ึงหน่ึง
ในมาตรฐานที่สาคัญคือการกาหนดให้มีการปรับปรุงหลักสูตรจะต้องมีการนาผลการ
ดาเนินการหลักสูตรที่ได้จากผู้ใช้บัณฑิตจากการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้
ความสามารถทางวิชาการตามลักษณะงานในสาขานั้นๆ 2) ด้านความรู้ความสามารถ
พื้นฐานที่ส่งผลต่อการทางาน และ 3) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพ
มาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงหลักสูตร
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เล็งเห็นความสาคัญของ
การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้เป็นไปตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามกรอบมาตรฐาน
ห น้ า | 15
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และเป็นไปตามระบบกลไกการประกันคุณภาพของ
สถาบันการศึกษา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ใช้บัณฑิต
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมเพื่อนาผลการวิจัยมาใช้ในการ
ปรับปรุงหลักสูตรรอบปีการศึกษา 2563 และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพเพ่ือผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติต่อไป
วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย (Research Objective)
1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้
บัณฑิต
2. เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้
บัณฑิตจาแนกตามหน่วยงาน
3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความ
ต้องการของผู้ใช้บัณฑิตให้สอดคล้องกับแต่ละหลักสูตรสาขาวิชา
สมมติฐำนของกำรวิจัย (Research Hypothesis)
คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตแตกต่างกัน
ตามประเภทหน่วยงาน
วิธีดำเนินกำรวิจัย (Research Methods)
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงสารวจโดยมีรายละเอียดวิธีการวิจัย ดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากร ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตจากสถานประกอบการที่นักศึกษาคณะวิทยาการ
จัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ชั้นปีที่ 4 ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2562 จานวนรวม 502 คน แบ่งตามหลักสูตรสาขาวิชา (ศูนย์ฝึกประสบการณ์
วิชาชีพ คณะวิทยาการจัดการ: ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2562)
1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตโดยคัดเลือกจากหน่วยงานที่นักศึกษาฝึกงาน
โดยเฉลี่ยจากแต่ละประเภทของหน่วยงาน ได้จากการคานวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างตาม
สูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Yamane, 1973) ดังน้ัน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างท่ีคานวณได้เท่ากับ
222 คน และเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการตอบแบบสอบถามท่ีไม่สมบูรณ์ ผู้วิจัยจึงสารอง
กลมุ่ ตัวอย่างเพ่ิมอีก 28 คนรวมกลุม่ ตัวอย่างทั้งส้ิน 250 คน และได้สุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่างการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) (ธีรวุฒิ เอกะกุล, 2552) ดัง
แสดงในตารางท่ี 1
ห น้ า | 16
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ตารางท่ี 1 แสดงข้อมูลประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ลำดับท่ี หลักสูตรสำขำวิชำ ประชำกร กลุ่มตัวอย่ำง
1 สาขาวชิ าการจดั การ 55 51
41 31
2 สาขาวชิ าอุตสาหกรรมท่องเท่ียว 100 61
100 18
3 สาขาวิชานเิ ทศศาสตร์ 102 39
59 20
4 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกจิ 29 22
94
5 สาขาวิชาบัญชบี ณั ฑติ 74
502 250
6 สาขาวชิ าการตลาด
7 สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์
8 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธรุ กจิ
9 สาขาวิชาการเงนิ การธนาคาร
จานวนรวม
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
2.1 แบบสอบถาม เปน็ เคร่ืองมือเชิงปรมิ าณที่ผวู้ ิจยั สรา้ งขึน้ โดยแบง่ เปน็ 3 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 แบบสอบถามแบบสารวจรายการ (Check list) ใช้สาหรับรวมรวมข้อมูล
เบ้ืองต้นของผ้ใู ช้บณั ฑิตประกอบดว้ ยคาถาม 2 ขอ้ ไดแ้ ก่ ช่อื หน่วยงาน และประเภทหน่วยงาน
ตอนที่ 2 แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ใช้สาหรับสอบถาม
ค ว า ม คิ ด เ ห็ น คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง บั ณ ฑิ ต ท่ี พึ ง ป ร ะ ส ง ค์ ต า ม ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ผู้ ใ ช้ บั ณ ฑิ ต
ประกอบด้วยคาถาม 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
จานวน 4 ข้อ 2) ด้านความรู้ จานวน 4 ข้อ 3) ด้านทักษะทางปัญญา จานวน 3 ข้อ 4) ด้าน
ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบจานวน 5 ข้อ 5) ด้านทักษะในการ
วิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ จานวน 4 ข้อ ตามแบบของลิเคอร์ท
(Likert, 1967) ซึ่งมี 5 ระดับได้แก่ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยท่ีสุด
โดยพิจารณาใชจ้ ดั ช่วงคะแนนเฉลี่ยและแปลความหมาย ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553)
ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นท่ัวไปเก่ียวกับคุณลักษณะของบัณฑิตท่ีผู้ใช้
บัณฑติ ตอ้ งการ
1. ขั้นตอนการสรา้ งเครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวิจยั
ห น้ า | 17
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
-ศึกษาตารา เอกสาร และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เพื่อนาข้อมูลมาประกอบการสร้าง
แบบสอบถามตามกรอบขอ้ มลู ที่ต้องการศึกษา โดยใช้คาจากัดความหรือนิยามปฏิบัติการตามตัว
แปรท่ีกาหนดไว้เป็นหลักในการสร้างคาถามต่าง ๆ ให้ครอบคลุมตัวแปรท่ีศึกษาท้ังหมด เพ่ือให้
แบบสอบถามสามารถวดั ได้ตามวัตถุประสงค์
-นาแบบสอบถามให้ผู้เช่ียวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา
(Content Validity) ภาษาที่ใช้ และการประเมินที่ถูกต้อง และนามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ของเครื่องมือ IOC (Index of Item Objectives Congruence) ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความ
สอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67
-หาค่าความเชื่อม่ันของแบบสอบถาม (Reliability) โดยนาแบบสอบถามท่ีปรับปรุง
แก้ไขไปหาค่าความเชื่อมั่นโดยนาไปทดลอง (Try out) กับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 ราย เพ่ือ
ทดสอบความเช่ือมั่น (Reliability) ใช้สูตรหาค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha (Cronbach,
1990) โดยใช้เกณฑ์สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อม่ัน (Reliability)
ของแบบสอบถามท้ังฉบับเท่ากับ 0.874 ซึ่งสาหรับงานวิจัยเชิงสารวจ (Exploratory research)
เกณฑ์การยอมรับไว้ท่ีค่า ∞ มากกว่าและเท่ากับ 0.7 (Jump, 1978) จึงสรุปได้ว่าแบบสอบถาม
มีความนา่ เชอื่ ถือสงู
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยทาหนังสือจากสานักงานคณบดีคณะวิทยาการจัดการ ถึงผู้ใช้บัณฑิตเพ่ือขอ
ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลช่วงเวลาเดือนมีนาคม 2562 ส่งแบบสอบถามถึง
บัณฑิตที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทางไปรษณีย์และขอรับคืนทางไปรษณีย์ โดยดาเนินการแจก
แบบสอบถามจานวน 250 ชุด ได้กลับคืนคิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 100 และได้ทาการ
ตรวจสอบความสมบูรณข์ องขอ้ มลู เพอื่ เตรยี มทาการวเิ คราะหข์ ้อมูลต่อไป
4. การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
4.1 สถติ เิ ชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) สาหรับวเิ คราะหข์ ้อมูลท่ัวไป โดยการ
แจกแจงความถี่ (Frequency) และหาค่าร้อยละ(Percentage) วิเคราะห์ความคิดเห็น
คุณลักษณะของบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต โดยการวิเคราะห์หาค่า
คะแนนเฉล่ีย (x) และคา่ ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
4.2 สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ใชส้ าหรบั การวิเคราะหเ์ พื่อเปรยี บเทยี บ
คุณลกั ษณะของบณั ฑติ ทีพ่ ึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตจาแนกตามหน่วยงานโดย
ใช้ทดสอบความแตกต่างโดยใช้วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way Analysis
of Variance หรอื f-test)
ส่วนข้อคาถามปลายเปิดจากแบบสอบถามได้นามาสรุปและนามาอภิปรายผลด้วย
และวิเคราะห์แบบสอบถามที่เป็นปลายเปิด (open-ended) ผู้วิจัยได้ใช้วิธีวิเคราะห์เน้ือหา
(content analysis
ห น้ า | 18
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผลกำรวิจยั (Research Results)
ผลกำรศึกษำข้อมลู ทว่ั ไปของผู้ใช้บัณฑิตแยกตำมหลักสูตรสำขำวิชำ และประเภท
ของหนว่ ยงำน ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 จานวนและร้อยละของผู้ใช้บัณฑิตแยกตามหลักสตู รสาขาวิชา หลกั สตู รสาขาวชิ า
และประเภทของหน่วยงาน
ลกั ษณะทัว่ ไป จานวน (คน) รอ้ ยละ
หลักสูตร
สาขาวชิ าการจดั การ 51 20.40
สาขาวชิ าอุตสาหกรรมท่องเท่ียว 31 12.40
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ 61 24.40
สาขาวิชาคอมพวิ เตอรธ์ ุรกจิ 18 7.20
สาขาวชิ าบญั ชีบณั ฑิต 39 15.60
สาขาวชิ าการตลาด 20 8.00
สาขาวชิ าการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์ 22 8.80
สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 4 1.60
สาขาวชิ าการเงนิ การธนาคาร 4 1.60
ประเภทของหน่วยงาน
หน่วยงานราชการ 33 13.20
หนว่ ยงานรัฐวิสาหกิจ 32 12.80
หน่วยงานเอกชน/ธุรกจิ 168 67.20
สถาบนั การศึกษา 7 2.80
อนื่ ๆ 10 4.00
รวม 250 100.00
จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บัณฑิตของนักศึกษา
หลักสูตรสาขาวิชานิเทศศาสตร์ วิทยุ-โทรทัศน์ จานวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ24.40 รองลงมา
คอื หลกั สตู รสาขาวิชาการจัดการ จานวน 51คน คิดเป็นร้อยละ 20.40 หลักสูตรสาขาวิชาบัญชี
บัณฑิต จานวน 39คน คิดเป็นร้อยละ15.60 หลักสูตรสาขาวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จานวน
31คน คิดเป็นร้อยละ12.40 หลักสูตรสาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จานวน 22คน คิด
เป็นร้อยละ8.80 หลักสูตรสาขาวิชาการตลาด จานวน 20คน คิดเป็นร้อยละ8.00 หลักสูตร
สาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ธุรกิจ จานวน 18คน คิดเปน็ รอ้ ยละ7.20 หลักสูตรสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
ธรุ กจิ จานวน 4คน คดิ เปน็ ร้อยละ1.60 และหลกั สูตรสาขาวชิ าการเงินการธนาคาร จานวน 4คน
คิดเป็นร้อยละ1.60 ตามลาดบั
ห น้ า | 19
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผู้ใชบ้ ณั ฑิตสว่ นใหญ่สังกัดหน่วยงานประเภทเอกชนและธุรกิจ จานวน 168 คน คิด
เป็นร้อยละ67.20 รองลงมาคือหน่วยงานราชการ จานวน 33คน คิดเป็นร้อยละ 13.20
หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จานวน 32คน คิดเป็นร้อยละ12.80 อื่น ๆ จานวน 10คน คิดเป็นร้อยละ
4.00 และสถาบนั การศึกษา จานวน 7คน คิดเปน็ รอ้ ยละ2.80 ตามลาดับ
ผลกำรวิเครำะห์คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตำมควำมต้องกำรของผู้ใช้
บัณฑิตคณะวทิ ยำกำรจัดกำร มหำวิทยำลัยรำชภัฏจันทรเกษม ในภำพรวม ดังแสดงในตาราง
ที่ 3
ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์
ตาม ความตอ้ งการของผ้ใู ชบ้ ัณฑติ คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ที่ คุณลกั ษณะบัณฑติ ทพี่ ึงประสงค์ S.D. ระดับ ลาดบั ที่
1 ด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรม 4.55 0.465 มากทส่ี ุด 1
2 ดา้ นความรู้ 4.31 0.519 มาก 3
3 ดา้ นทกั ษะทางปญั ญา 4.28 0.567 มาก 4
4 ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 4.41 0.462 มาก 2
และความรับผดิ ชอบ
5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการ 4.23 0.554 มาก 5
สอื่ สารและการใช้เทคโนโลยี
รวม 4.36 0.417 มาก
จากตารางที่ 3 พบว่า คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้
บัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มี
คา่ เฉลย่ี 4.36และเม่อื พิจารณาเปน็ รายข้อลาดบั แรกคือ ด้านคณุ ธรรม จริยธรรม มีค่าเฉล่ีย 4.55
รองลงมาคือด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ มีค่าเฉลี่ย 4.41ด้าน
ความรู้ มคี ่าเฉลีย่ 4.31 ด้านทกั ษะ ทางปัญญา มีค่าเฉล่ีย 4.28 และด้านทักษะการวิเคราะห์เชิง
ตัวเลข การส่อื สาร และการใชเ้ ทคโนโลยี มคี า่ เฉล่ยี 4.23
1. ผลการทดสอบสมมติฐาน ในการวิจัยครั้งนี้ตั้งสมมติฐานในประเด็นหลัก คือ
คุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตแตกต่างกันตามประเภท
หนว่ ยงานท่ีทา ผลการเปรยี บเทียบระดับคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ตามความต้องการของ
ผใู้ ช้บณั ฑติ แตกต่างกนั ตามประเภทหน่วยงานที่ทา ดงั แสดงในตาราง 4
ห น้ า | 20
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ตารางที่ 4 เปรียบเทียบระดับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต
แตกตา่ งกันตามประเภทหนว่ ยงาน
ดา้ น หน่วยงาน จานวน S.D. F Sig
ด้ า น คุ ณ ธ ร ร ม ราชการ 33 4.63 0.410 2.822 .026*
จรยิ ธรรม รฐั วิสาหกิจ 32 4.53 0.491
เอกชน/ธรุ กิจ 168 4.55 0.444
สถาบนั การศกึ ษา 7 4.04 0.906
อน่ื ๆ 10 4.73 0.299
รวม 250 4.55 0.465
ด้านความรู้ ราชการ 33 4.41 0.478 1.273 .281
รัฐวสิ าหกิจ 32 4.27 0.468
เอกชน/ธุรกิจ 168 4.30 0.514
สถาบันการศกึ ษา 7 4.04 0.962
อน่ื ๆ 10 4.53 0.463
รวม 250 4.31 0.519
ด้านทักษะทาง ราชการ 33 4.41 0.508 .969 .425
ปญั ญา รฐั วิสาหกิจ 32 4.26 0.697
เอกชน/ธรุ กิจ 168 4.25 0.536
สถาบนั การศกึ ษา 7 4.05 0.780
อน่ื ๆ 10 4.40 0.663
รวม 250 4.28 0.567
ด้ า น ทั ก ษ ะ ราชการ 33 4.45 0.453 .782 .538
ค ว า ม สั ม พั น ธ์ รัฐวสิ าหกิจ 32 4.38 0.484
ระ ห ว่า ง บุค ค ล เอกชน/ธรุ กิจ 168 4.41 0.449
แ ล ะ ค ว า ม สถาบนั การศึกษา 7
รบั ผิดชอบ 4.14 0.670
อน่ื ๆ 10 4.50 0.510
รวม 250 4.41 0.462
ด้านทักษะการ ราชการ 33 4.24 0.517 .743 .564
วิ เ ค ร า ะ ห์ เ ชิ ง รฐั วสิ าหกิจ 32 4.15 0.605
ตัวเลขการสื่อสาร เอกชน/ธรุ กจิ 168 4.25 0.542
แ ล ะ ก า ร ใ ช้ สถาบันการศึกษา 7 4.00 0.645
เทคโนโลยี
อน่ื ๆ 10 4.40 0.679
ห น้ า | 21
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ดา้ น หนว่ ยงาน จานวน S.D. F Sig
รวม 250 4.23 0.554
รวม ราชการ 33 4.43 0.387 1.576 .181
รฐั วสิ าหกิจ 32 4.32 0.461
เอกชน/ธุรกิจ 168 4.36 0.390
สถาบันการศึกษา 7 4.06 0.741
อน่ื ๆ 10 4.52 0.482
รวม 250 4.36 0.417
* มนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05
จากตารางท่ี 4 พบว่า คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของผู้ใช้
บัณฑิตจากประเภทหน่วยงานท่ีต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่แตกต่างกันในด้านด้าน
คณุ ธรรมจริยธรรม อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05
อภปิ รำยผลกำรวจิ ยั (Research Discussion)
ผลการศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์คุณลักษณะของบัณฑิตท่ีพึงประสงค์
ตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดย
ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก และเมอื่ พิจารณาเปน็ รายขอ้ ตามลาดับ ดงั นี้
1. ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม มคี ่าเฉล่ียในระดับมากที่สุด ผู้ใช้บัณฑิตต้องการบัณฑิตท่ี
มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ มีความเสียสละ ตรงต่อเวลา เคารพกฎระเบียบ
และข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นโดยไม่ยึดถือความคิดของตนเอง
เป็นใหญ่ สามารถแยกแยะผลดี ผลเสียของการทางาน และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่า
ประโยชน์ส่วนตัว สอดคล้องกับ รัชดาภรณ์ ตัณฑิกุล (2559) ได้ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของ
ผใู้ ชบ้ ณั ฑติ คณะครศุ าสตรม์ หาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจใน
ด้านคุณธรรม จริยธรรมมากท่ีสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความรู้ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคลและความ รับผิดชอบ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ
สอ่ื สาร และการใช้ เทคโนโลยแี ละดา้ นทักษะการจัดการเรยี นรู้ตามลาดบั
2. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ มีค่าเฉล่ียในระดับ
มาก ผู้ใช้บัณฑิตต้องการบัณฑิตที่มีความขยัน อดทน เคารพ และเช่ือฟังผู้บังคับบัญชา มีความ
รับผิดชอบรับผิดชอบต่อหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดีต่อบุคคล และต่อเวลาท่ี
ปฏิบตั ิงาน มีความเสยี สละ ทางานเป็นทีม มีนา้ ใจเออื้ เฟือ้ ตอ่ เพ่อื นร่วมงาน มีความเป็นผู้นา และ
ผู้ตามที่ดี และสามารถติดต่อประสานงานได้กับทุกๆ ฝ่ายในองค์กรได้อย่างไม่ติดขัด สอดคล้อง
กับงานวจิ ัยของ Louw, et al., (2001) เรื่องการรับรู้คุณภาพของบัณฑิตและสมรรถนะที่มีความ
จาเป็นของบัณฑิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในแอฟริกาใต้และ
ห น้ า | 22
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ทาการเก็บข้อมูลทั้งจากบัณฑิต และผู้ประกอบที่ใช้บัณฑิตจานวนรวม 3,430 คน ผลการวิจัย
สรุปได้ว่า สมรรถนะท่ีผู้ประกอบการต้องการอันดับแรกคือ ความเป็นผู้นาและความคิด
สร้างสรรค์ ริเร่ิม คิดวิเคราะห์ และคิดแบบองค์รวม ตลอดจนความสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์
และสมรรถนะท่ีผู้ประกอบการต้องการให้มีเพ่ิมเติมคือ ทักษะด้านการประสานงานระหว่าง
องคก์ ร
3. ด้านความรู้ มีค่าเฉล่ียในระดับมาก ผู้ใช้บัณฑิตต้องการบัณฑิตที่มีความรู้
ความสามารถ ใฝ่หาความรู้ พัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ แสวงหาความรู้เพ่ิมเติมภายนอก และ
พร้อมท่ีจะเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์ตลอดเวลา นอกจากความรู้ที่ตรงกับสายงาน
แล้วควรมีความรู้ทางด้านอื่นๆ ประกอบอยู่บ้างมีความเข้าใจในงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี
สามารถนาความรมู้ าใช้ให้เกดิ ประโยชน์พัฒนางานได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบทความของ
วจิ ารณ์ พานิช (2552) หลักสตู รระดบั ปริญญาตรี ตอ้ งออกแบบมาเพ่อื พฒั นาความรู้ ความเข้าใจ
ในสาขาวิชาอย่างกว้าง ๆ เน้นให้รู้ลึกในบางส่วนท่ีเก่ียวข้องกับการวิเคราะห์ การพัฒนา และ
ผลการวิจัย นักศึกษาควรตระหนักถึงความรู้และทฤษฎีในสาขาวิชาอื่นท่ีเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน
ปริญญาตรีเป็นคุณวุฒิพ้ืนฐานสาหรับการเข้าสู่อาชีพในสาขาต่างๆ ท่ีใช้ทักษะความชานาญสูง
และการศกึ ษาตอ่ ในระดับท่ีสงู ข้นึ ด้วย ดังนั้นหลกั สูตรจะต้องพัฒนาผู้เรียนทั้งความรู ้ และทักษะ
ที่จาเป็นตอ่ การปฏบิ ัติในวิชาชีพ รวมทง้ั พนื้ ฐานความรู้ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี และการวิจัยที่
จาเปน็ ตอ่ การศึกษาดว้ ย
4. ด้านทักษะทางปัญญา มีค่าเฉลี่ยในระดับมากผู้ใช้บัณฑิตต้องการบัณฑิตท่ีมีไหว
พริบ กล้าคิด และกล้าแสดงออก เข้าใจงานได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถคิดต่อยอดงานได้ดี
ล่วงหน้าเพ่ือประสิทธิภาพให้งานออกมาดีกว่าเดิม มีความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์
และใชค้ วามรู้ ความเข้าใจในแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และกระบวนการต่างๆ มาปรับใช้กับ
งานในด้านต่างๆ อย่างลงตัวมากท่ีสุด หม่ันฝึกฝนทักษะ และนาไปประยุกต์ต่อการปฏิบัติงานท่ี
ทา โดยมีกระบวนการคิด วิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล มีการวางแผนในการปฏิบัติงาน ไม่หยุดที่จะ
สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ มีน้าใจต่อผู้ร่วมงาน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ สอดคล้องกับ
Carmichael & Stacey (2006)ซง่ึ วิจยั สมรรถนะจากกรอบคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของ
แอฟริกาใต้เพื่อสนับสนุนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ( National
Qualification Framework for Higher Education in Thailand: NQF) จากงานวิจัยน้ี
พบว่ามผี ใู้ หค้ วามสาคญั กบั ทกั ษะในการแก้ปญั หาโดยผ่านกระบวนการทางความคิดเป็นส่วนมาก
อันเน่ืองมากจากว่าการแก้ปัญหานั้นต้องใช้ทักษะหลายด้าน คือ การทางานร่วมกับผู้อื่น การ
ติดต่อประสานงานท่ีมีประสิทธิภาพ เหล่าน้ีต้องเกิดจากการฝึกฝนจนเกิด ความเช่ียวชาญจึงจะ
สามารถแก้ปัญหาไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
5. ดา้ นทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ยใน
ระดบั มาก ผู้ใชบ้ ณั ฑติ ตอ้ งการบณั ฑิตท่ีมีความสามารถในการใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์และสถิติ
ห น้ า | 23
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
สามารถส่อื สารได้ท้ังภาษาไทยและภาษาต่างประเทศในระดับดี มีความสามารถในการใช้สื่อด้าน
ไอทีได้ตามความเหมาะสม เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน โปรแกรมการทาบัญชี เพื่อ
รวบรวมข้อมลู ที่ดเี พอ่ื นามาใชใ้ นการตัดสินใจ และประยกุ ต์ใช้ในการทางานได้
สบื เนอื่ งจากสถานการณ์ปจั จุบัน การพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตควรมุ่งเน้นการเตรียม
ความพร้อมเพื่อให้บัณฑิตมีทักษะ (Skill) ในการดารงชีวิต และการทางานในอนาคต ถือเป็น
ความท้าทายท่ีสุดต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมโลก ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารแบบไร้
ขีดจากัด และช่องทาง Social Network ท่ีทาให้คนเข้าถึงข้อมูลได้ทุกท่ีทุกเวลา จึงต้องเตรียม
ความพร้อมด้านทักษะ และคุณลักษณะสาคัญท่ีผู้ใช้บัณฑิตมีความต้องการท่ีเด่นชัดกว่าในอดีต
และสมรรถนะในตนเองของบัณฑติ จะมคี วามสาคญั มากย่งิ ข้ึนในโลกอนาคต (เบญจวรรณ ถนอม
ชยธวัช และคณะ, 2559) ผู้วิจัยขอนาเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึง
ประสงคต์ ามความต้องการของผู้ใช้บณั ฑิตใหส้ อดคลอ้ งกบั แต่ละหลกั สตู รสาขาวิชา ดงั นี้
1. สถาบันการศึกษาควรกาหนดคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ในด้านทักษะการ
เรยี นรูใ้ นศตวรรษท่ี 21 และทักษะอนาคตใหม่ ใหส้ อดคลอ้ งกับอตั ลกั ษณ์บัณฑิตของสถาบัน
2. สถาบันการศึกษาควรกาหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายในการพัฒนา
นักศึกษา และปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาบัณฑิตที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ รวมทั้ง การ
จัดสรรงบประมาณในการพัฒนานักศึกษา และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการ
เรียนรู้
3. หลักสูตรสาขาวิชาควรจัดทาแผนการพัฒนานักศึกษารายชั้นปี และส่งเสริมให้
นักศึกษามีความพร้อมทางการเรียนในระดับอุดมศึกษาตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยกาหนดทิศ
ทางการพัฒนานักศึกษาแต่ละช้ันปีให้สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในแต่ละหลักสูตร
สาขาวิชา
ชั้นปีท่ี 1 เนื่องจากผู้เรียนมีการปรับตัวจากการเป็นนักเรียนสู่การเป็นนักศึกษา ควร
จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะพ้ืนฐานโดยเน้นทักษะการอ่าน การเขียน การคิดเลข ทักษะการเรียนรู้
ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะชีวิต ทักษะสังคม เพื่อให้นักศึกษามี
ความสามารถในการเรยี นรู้ในระดับอดุ มศึกษาได้อย่างมีความสุข
ช้ันปีท่ี 2 เน้นทักษะการเรียนรู้ด้านวิชาชีพ คิดอย่างมีระบบ รู้จักคิดวิเคราะห์ การ
แก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กิจกรรมเสริมทักษะชีวิต ได้แก่
การมมี นุษยสัมพันธ์ ความฉลาดทางอารมณ์ การสร้างความมั่นใจในตวั เอง การพัฒนาบุคลิกภาพ
และมคี วามรบั ผิดชอบจริยธรรม คณุ ธรรม การแกไ้ ขปัญหา การยอมรับความเสี่ยง การออกแบบ
และความสรา้ งสรรค์ ความรับผดิ ชอบท้ังตอ่ ตนเองและผ้อู ่นื
ช้ันปีท่ี 3 เน้นทักษะภาวะผู้นา การเรียนรู้จรรยาบรรณทางวิชาชีพ มีวิสัยทัศน์บน
เส้นทางวิชาชีพ และต้องเสริมสร้างทักษะชีวิตด้านการคิดเพื่ออนาคต ทักษะการทางานเป็นทีม
ห น้ า | 24
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ทักษะการพัฒนานวัตกรรมทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์
ความสามารถทางวิชาการวชิ าชพี
ช้ันปีท่ี 4 การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (ตามแต่ละสาขา) สร้างอุดมการณ์ชีวิตเพ่ือ
เตรียมตัวสู่โลกอนาคต และมีคุณธรรม เน้นทักษะการใช้ชีวิตที่มีค่าการพัฒนาเร่ืองบุคลิกภาพ
การสื่อสาร มารยาทและการบรกิ าร
4. การบูรณาการระหว่างหลักสูตรสาขาวิชาและหน่วยงานที่รับผิดชอบสร้างระบบ
และกลไกในการพัฒนานักศึกษา ดาเนินการตามระบบ ประเมินกระบวนการ นาผลการประเมิน
ไปปรบั ปรงุ กระบวนการ พัฒนากระบวนการจนเกิดผลอยา่ งเปน็ รูปธรรมท่ีชดั เจน
ข้อเสนอแนะ (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบำย
1.1 คณะวิทยาการจัดการสามารถนาผลการวิจัยน้ีไปใช้ในการปรับปรุง และพัฒนา
หลักสตู รสาขาวชิ าเพ่อื ให้สอดคล้องกับความตอ้ งการของหนว่ ยงานที่ใชบ้ ณั ฑติ มากยิง่ ขน้ึ
1.2 หลกั สตู รสาขาวชิ าสามารถนาคุณลักษณะของบัณฑิตท่ีได้รับจากประสบการณ์ใน
การทางานจริงจากผู้ใช้บัณฑิต เพื่อให้สถาบันสามารถผลิตบัณฑิตท่ีมีคุณลักษณะท่ีหน่วยงาน
ตอ้ งการ บณั ฑิตควรประกอบดว้ ยคุณลกั ษณะ ดังน้ี
2. ขอ้ เสนอแนะในกำรวจิ ยั ครัง้ ต่อไป
2.1 เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ท่ีเฉพาะและเจาะลึกมากขึ้นในการวิจยั คร้งั ต่อไปสามารถใช้วิธีการ
เกบ็ ขอ้ มูลอน่ื ๆ เชน่ การสัมภาษณ์ การประชุมผู้ใช้บัณฑิตเฉพาะหลักสูตรสาขาวิชาท่ีจะทาให้ได้
ขอ้ มลู เชิงลกึ ท่เี ฉพาะเจาะจงมากยงิ่ ขน้ึ
2.2 ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงแนวทางหรือรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะอาชีพในแต่ละ
สาขางานหรือสาขาวชิ าชพี (Functional Competency)
เอกสำรอ้ำงองิ (Reference)
กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. พ.ศ. 2542 และที่แกไข
เพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพราว.
กฤตยา ฐานุวรภัทร.์ (2555). คุณลกั ษณะพงึ ประสงคส์ าหรับสถานประกอบการ กรณีศกึ ษา
บัณฑติ สาขาวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร คณะสังคมศาสตรแ์ ละศลิ ปะศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั นอรท์ – เชียงใหม่. รายงานการวจิ ัย. เชยี งใหม่: มหาวิทยาลัยนอร์ท–
เชยี งใหม่.
กันตยา เพ่ิมผล. (2551). การพัฒนาประสิทธิภาพการทางาน. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏ
สวนดุสิต.
ห น้ า | 25
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2560). ทิศทางของแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
จารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล. (2553). บริหารคนเหนือตารา. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Bizbook.
จุฑารัตน์ ศราวณะวงศ์ และคณะ. (2555). การประเมินหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศ พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
วารสารบรรณศาสตร์ มศว., 5(2), 89-101.
ณฐั กาญจน์ สุวรรณธารา และคณะ. (2559). การเปรยี บเทยี บผลการเรียนเฉล่ยี กับคุณภาพการ
ทางานและความพงึ พอใจของนายจา้ งทมี่ ีต่อบณั ฑติ . วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์. 2(1), 77-86.
ทิศนา แขมมณี.(2553). กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา: กลยุทธ์การสอน.
กรุงเทพฯ: สานักธรรมศาสตร์และการเมือง สานักบัณฑิตยสถาน.
ธีระวุฒิ เอกะกุล. (2552). การวิจัยปฏิบัติการ. (พิมพ์คร้ังท่ี 9). อุบลราชธานี: ยงสวัสด์ิ
อินเตอร์กรุ๊ป.
นภาพร วงษ์วิชติ และคณะ. (2560). คุณลกั ษณะบัณฑิตท่ีพึงประสงคข์ องหลกั สูตรบริหารธุรกิจ
บัณฑติ สาขาวชิ าการจดั การธุรกจิ ค้าปลีก ตามความต้องการของสถานประกอบการ
อาเภอเมือง จังหวดั กาฬสนิ ธ์ุ. วารสารปญั ญาภิวฒั น์. 9 (3), 120-131.
บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจยั เบื้องตน้ . พิมพ์ครงั้ ท่ี 8. กรงุ เทพฯ: สวุ ีรยิ าสาส์น.
เบญจวรรณ ถนอมชยธวชั และคณะ. (2559). ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21: ความท้าทายในการ
พฒั นานกั ศกึ ษา. วารสารเครือขา่ ยวิทยาลยั พยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 3(2),
208-222.
เพลินพศิ ศิรสิ มบรู ณ.์ (2559). คณุ ลักษณะบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดับอดุ มศึกษา
แหง่ ชาตขิ องวทิ ยาลยั เซาธ์อีสทบ์ างกอก ประจาปกี ารศึกษา 2556 - 2557 (ร่นุ ที่ 15).
รายงานการวจิ ยั . กรุงเทพฯ: วทิ ยาลัยเซาธ์อสี ทบ์ างกอก.
รัชดาภรณ์ ตัณฑิกลุ . (2559). ความพงึ พอใจของผูใ้ ชบ้ ณั ฑติ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏั
พระนครศรีอยธุ ยา. วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ.์ 11
(2), 237–245.
วิจารณ์ พานิช. (2552). ทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาไทยในศตวรรษท่ี 21: การยกระดับ
คุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา.
ห น้ า | 26
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สายฝน บูชา และคณะ.(2550). คุณลักษณะบัณฑิตสาขาวิชาการท่องเท่ียว การโรงแรมและ
ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารสากลท่ีถึงประสงค์ตามทัศนะของสถานประกอบการ .
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2552). กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2552. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2550). การวิจัยประเมินความต้องการจาเป็น. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ:
สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อธิวัฒน์ โพธ์พิ นา และสเุ มธ พลิ ึก. (2556). คณุ ลักษณะบัณฑติ ท่ีพงึ ประสงค์ของมหาวทิ ยาลยั
เจ้าพระยาตามทัศนะของผ้ใู ช้บณั ฑติ . สืบค้น 20 เมษายน 2563, จาก
http://conference.nu.ac.th/nrc12/downloadPro.php?pID=&file=203.pdf.
Camichael & A.Stacey.(2006). Perception of SAQA’scritical cross-field outcomes
as key management meta-competencies [Electronic version]. South
African Journal of Business Management. 37(2). 1-15.
Cronbach, L. J. (1970). Essentials of psychological testing. (3 rd ed.). New York:
Harper & Row.
Jump,N. 1978. Psychometric Theory. (2 nd. ed.). New York: McGraw Hill.
Kaufman, R. & English, F.W. (1981). Needs assessment: Concepts and
application. Englewood Cliffs. NJ: Educational Technology
Publications.
Kotler, Philip. (2000). Marketing Management. The Millennium edition. New
Jersey: Prentice–Hall.
Ornstein, A. & Hunkins, F. (2013). Curriculum: Foundations, Principles, and
Issues. (6th ed.). Boston, MA: Pearson.
Oskamps, Stuart. (1987). Applied Social Psychology. New Jersey: Prentice–
Hall Inc.
Scriven, M. (1991). Evaluation thesaurus. 4th ed., Newbury Park, CA: Sage.
Witkin, B. & Alshuld, J. (1995). Planning and conducting needs assessments:
A practical guide. Thousand Oaks, CA: Sage.
Wolman, B. B. (1973). Dictionary of Behavioral Science. London: Litton
Educational.
Yamane, Taro. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. 3 rd ed., New york :
Harper and Row Publication.
ห น้ า | 27
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการบรหิ ารจดั การภาครฐั ไทยในสถานการณก์ ารแพร่
ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา่ (COVID-19)
Ways in Developing the Quality of the Thai Government’s
Management in the Coronavirus (COVID-19) Situation
นฤมล อนุสนธพ์ิ ฒั น์1 อมเรศ กลิ่นบวั แก้ว2
Nalaumon Anusonphat, Amares Kinbuakaew
บทคดั ย่อ (Abstract)
บทความวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ
ภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า (COVID-19) เป็นการวิจัยเชิง
คุณภาพด้วยวิธีการวิจัยสังเคราะห์เอกสาร จากหน่วยงานที่เก่ียวข้อง ตารา เอกสารทางวิชาการ
งานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวารสาร ขอมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต และฐานข้อมูล
ออนไลน์ และทาการสังเคราะห์จานวนทั้งหมด 27 เล่ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีเกณฑ์ในการเลือก
เอกสาร จากความจริง ความถูกต้องน่าเช่ือถือ การเป็นตัวแทน และความหมายที่มีความชัดเจน
การสังเคราะห์เน้ือหาสาระ เฉพาะส่วนที่เป็นข้อค้นพบของเอกสารจากหน่วยงานที่เก่ียวข้องตารา
เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวารสาร ข อมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์
อินเทอร์เน็ต และฐานข้อมูลออนไลน์ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ด้วยวิธีการบรรยายจะได้บทสรุปรวม
ดว้ ยการสังเคราะห์วธิ ีเชิงคุณภาพซง่ึ จะช่วยให้เข้าใจการวิจัยเชิงระบบได้ดี ผลการศึกษา พบว่า แนว
ทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ผู้วิจัยพบองค์ความรู้ใหม่ คือ 1) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ
ภาครฐั ดา้ นความเสยี่ งทางการศกึ ษาและการเรียนการสอน 2) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ
ภาครัฐด้านการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 3) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ
ภาครัฐด้านวัคซีน 4) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านการเงินการคลัง 5) การ
พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านคุณภาพชีวิตทางสังคมของประชาชน 6) การพัฒนา
Received: 2021-07-22 Revised: 2021-08-02 Accepted: 2021-08-02
1หลักสตู รรฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
พระนครศรีอยุธยา Master of Public Administration Program, Faculty of Humanities and Social
Sciences, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University. Corresponding Author e-mail:
[email protected]
2สานกั สง่ เสรมิ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อม Office of Small and Medium Enterprise
Promotion
ห น้ า | 28
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านบริการสาธารณะ และ 7) การพัฒนาคุณภาพการบริหาร
จดั การภาครัฐด้านมาตรการการดาเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกนั ควบคมุ โรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019
คำสำคัญ (Keywords): แนวทาง; การพัฒนาคุณภาพ; การบริหารจัดการภาครัฐ; โรคติดเช้ือไวรัส
โคโรนา่ (COVID-19)
Abstract
This research paper aimed at studying the ways in developing the quality of
the Thai Government’s management in the Coronavirus (COVID-19) situation. It was
qualitative research. The research was performed by synthesizing documents obtained
from concerned agencies, texbooks, academic documents, researches, thesis, articles,
journals, data from electronic media, internet, and online database; 27 volumes were
synthesized. Data were collected with the use of criteria in selecting documents,
including accuracy and reliability, representativeness, and clarity of definition. The
synthesis of contents and essences only of the findings contained in the documents
from concerned agencies, textbooks, aceademic documents, researches, thesis,
articles, journals, data from electronic media, internet, and online database, was
performed by using the method of descriptive synthesis and narrative summary, using
qualitative synthesis which helped in understanding the research systematically. It was
found from the research that in the study of ways in developing the quality of the Thai
Government’s management in the Coronavirus (COVID-19) situation, the researcher
found a new body of knowledge including 1) the development of quality of
government’s management of risks related to education and classroom, 2) the
development of quality of government’s management in providing remedy and
stimulating the economy, 3) the development of quality of government’s
management in vaccination, 4) the development of quality of government’s
management in money and finance, 5) the development of quality of government’s
management in quality of people’s lives, 6) the development of quality of
government’s management in public service, and 7) the development of quality of
government’s management in measures for monitoring, preventing, and controlling
Coronavirus (COVID-19).
Keywords : Ways; Development of Quality; Government’s Management; Coronavirus
(COVID-19)
ห น้ า | 29
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
บทนำ (Introduction)
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่ง ผลกระทบ
ต่อประเทศไทยอย่างกว้างขวางและรุนแรง แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทย จะประสบความสาเร็จในการ
ป้องกันและควบคุมโรค แต่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและต่อเน่ืองได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและ
สังคม (สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2564) มีจานวนผู้ติดเชื้อเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว
และกระจายสู่วงกว้างในพ้ืนท่ีต่าง ๆ ทั่วประเทศ กระทบต่อการดารงชีวิต และการประกอบอาชีพ
ตามปกตขิ องประชาชนผเู้ ก่ียวข้องทุกฝ่าย จาเป็นต้องให้ความสาคัญและเพ่ิมความเข้มข้น ในการดาเนิน
มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเข้มข้นและต่อเน่ือง (กระทรวง
สาธารณสุข, 2564) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทาให้
ภาครัฐได้มีการจัดทาแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 20 การบริการประชาชนและ
ประสิทธิภาพภาครัฐ มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐและการให้บริการประชาชน
ปรับสมดุลระบบบริหารจัดการภาครัฐ และพัฒนาระบบบุคลากรอันเป็นพ้ืนฐานสนับสนุนการพัฒนา
ด้านอ่ืน ๆ ท่ีสาคัญ ภายใต้หลักการ “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม” ให้
สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ ได้อย่างตรงจุด โปร่งใส มีคุณภาพ
และมาตรฐานเทียบเท่าสากล รวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่
เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมี 2 เป้าหมายระดับ ประเด็น ได้แก่ 1) บริการของภาครัฐมี
ประสิทธิภาพและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ และ 2) ภาครัฐมีการดาเนินการที่มี
ประสทิ ธภิ าพด้วยการนาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินการยกระดับการให้บริการประชาชนโดย
พัฒนาช่องทางการรับบริการที่รวดเร็วและง่ายขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์หรือภาวะฉุกเฉิน เช่น
ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ภาครัฐมีการพัฒนาการให้บริการในรูปแบบดิจิทัลท่ี
สะดวกและตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น และความพึงพอใจด้านเจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการ ร้อยละ 86.25
สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าท่ีในการให้บริการภาครัฐท่ีสามารถสื่อสารและสร้างความรู้
ความเข้าใจให้กับประชาชนท่ีรับบริการได้อย่างทันทีทันใด และแสดงออกซ่ึงความกระตือรือร้นในการ
ปฏิบัติงานโดยเท่าเทียมกันอย่างรอบคอบ มุ่งม่ัน เต็มใจที่จะช่วยเหลือประชาชน ทาให้ประชาชนเกิด
ความม่นั ใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ (สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต,ิ 2564)
รฐั จึงมมี าตรการเพอื่ บรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดย
ม่งุ เนน้ การโอนเงินเยียวยาในช่วงท่ีมีการล็อกดาวน์ ซ่ึงดาเนินการได้ครอบคลุม โดยผู้ประกันตนในระบบ
ประกันสังคมที่ว่างงานจะได้รับเงินสิทธิประโยชน์และสาหรับผู้ ประกันตนที่ยังมีงานทาแต่ได้รับ
ผลกระทบจะสามารถใช้สิทธิ์เหตุสุดวิสัยซึ่งมีผู้มาใช้สิทธ์ิกว่า 8 แสนรายในช่วงไตรมาสสอง สาหรับ
แรงงานนอกระบบประกันสังคมท้ังในและนอกภาคเกษตรต่างก็ได้รับเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน ซึ่งแท้จริง
แลว้ แรงงานไทยยงั อยใู่ นระบบประกนั สังคมเพียงหน่ึงในสามของแรงงานทั้งหมด ทาให้เม่ือเกิดเหตุวิกฤต
ภาครัฐจึงต้องใช้งบประมาณในการเยียวยาเป็นจานวนมาก ดังน้ันการขยายขอบเขตโครงข่ายความ
คุ้มครองทางสังคมให้แรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคมจะเป็นวิธีป้องกันความเส่ียงทางเศรษฐกิจของ
ห น้ า | 30
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ประเทศได้ในระยะยาวในวิกฤตย่อมมีโอกาส ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ใช้ข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียด
เพ่ือออกแบบมาตรการการช่วยเหลือที่ทันกาล ครอบคลุม และตรงจุด ท้ังในมิติการคลัง การเงิน และ
การสร้างงานให้มีความเพียงพอรองรับผู้ได้รับผลกระทบ จากข้อมูลจากสานักงานสถิติแห่งชาติและ
สานักงานประกันสังคม สะท้อนว่าแรงงานได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 มาก โดยโครงสร้าง
ตลาดแรงงานไทยที่ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานอาจทาให้ตัวเลขผู้
ว่างงานและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมท่ีขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานปรับเพ่ิมขึ้นไม่มาก
เท่ากับความรู้สึกของสังคม แต่ตัวเลขเสมือนว่างงานรวมถึงตัวเลขผู้ประกันตนที่ยังมีงานทาแต่ได้รับ
ผลกระทบและใช้สิทธเิ์ หตุสดุ วสิ ยั แสดงให้เห็นผลกระทบในวงกว้าง ซ่ึงข้อมูลจากแบบสารวจภาวะการมี
งานทาของประชากรมีส่วนสาคัญในการเติมเต็มช่องว่างของข้อมูลแรงงานนอกระบบประกันสังคมที่
ประเทศยงั มีไม่มากนัก ทั้งน้ี หากเราสามารถบรู ณาการฐานข้อมลู ขนาดใหญ่ท่ีเกิดขึ้นจากการข้ึนทะเบียน
ท้ังในช่วงก่อนหน้าและในช่วงวิกฤตน้ี เช่น ข้อมูลบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยและข้อมูลเงินช่วยเหลือ
โครงการเราไมท่ งิ้ กัน เปน็ ตน้ จะชว่ ยให้สานกั งานสถติ ิแหง่ ชาติสามารถใหค้ วามสาคัญกบั การสารวจเชิงลึก
ในสว่ นทข่ี อ้ มูลทางการยังไมค่ รอบคลุม และจะเปิดโอกาสให้ผู้ดาเนินนโยบายเศรษฐกิจสามารถดาเนินการ
เชงิ รกุ ด้วยการใหค้ วามช่วยเหลืออย่างตรงจุด เช่นเดียวกับในหลายประเทศ โดยไม่จาเป็นต้องรอให้ผู้ได้รับ
ผลกระทบเป็นฝ่ายขึน้ ทะเบยี น ซึ่งไม่เพยี งทาใหก้ ารดาเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็วและประหยัดต้นทุน
ในการบริหารจัดการ แตจ่ ะเอื้อให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมมีความต่อเน่ืองและทาให้ประเทศ
มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (มณฑลี กปิลกาญจน์, 2564) จากความเป็นมาและปัญหาดังกล่าวข้างต้น
ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) เพ่ือเป็นแนวทางในการวางแผนกาหนดนโยบายพัฒนาคุณภาพการ
บริหารจัดการภาครัฐ ในสถานการณ์สภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าให้มี
คณุ ภาพต่อไป
วตั ถุประสงคข์ องกำรวิจัย (Research Objective)
เพื่อศกึ ษาศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐไทยในสถานการณ์
การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา่ (COVID-19)
ขอบเขตกำรวจิ ัย (Research Scope)
การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการสังเคราะห์ข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ
แนวทาง การพัฒนา คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) โดยหาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกับ 1) ด้านความเสี่ยงทางการศึกษาและการเรียน
การสอน 2) ดา้ นการเยียวยาและกระตนุ้ เศรษฐกิจของภาครัฐ 3) ด้านวัคซีน 4) ด้านการเงินการคลัง 5)
ดา้ นคุณภาพชีวติ ทางสังคมของประชาชน 6) ด้านบริการสาธารณะ และ7) ด้านมาตรการการดาเนินงาน
ห น้ า | 31
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 พร้อมทั้งขอบเขต
ขอ้ มลู ทเ่ี ชอ่ื มโยงกับการจัดการภาครัฐ
กรอบแนวคดิ กำรวจิ ัย
ศึกษำแนวทำงในกำรพฒั นำคุณภำพกำรบรหิ ำรจัดกำรภำครฐั ใน
สถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรน่ำ (COVID-19)
การเก็บรวบรวมขอมูล (Source of Data)
ขอ้ มลู ปฐมภูมิ (Primary Data) การเก็บรวบรวมขอมูล (Source of Data)
ทาการสังเคราะหจ์ ากหนว่ ยงานท่เี กย่ี วขอ้ งกับแนวทางการพัฒนาคณุ ภาพ สังเคราะห์ รวบรวม แนวทางการพัฒนา
การบรหิ ารจัดการภาครฐั ในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรสั คุ ณ ภ า พ ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ภ า ค รั ฐ ใ น
โคโรน่า (COVID-19) ไดแ้ ก่ กรมควบคุมโรค (2564) กระทรวงสาธารณสุข, สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดเช้ือไวรัส
2564) คณะกรรมการกลน่ั กรองการใชจ้ ่ายเงนิ กู้, 2563) คณะกรรมการ โคโรน่า (COVID-19) จากข อมูลจากตารา
องคก์ ารอสิ ระเพ่ือการคุ้มครองผบู้ รโิ ภคภาคประชาชน (คอบช, 2564) เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2564) และสานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม บทความวารสาร ขอมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์
แหง่ ชาต,ิ 2564) โดยผ้วู จิ ัยเปน็ ผู้ทาการเกบ็ ขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง อินเทอร์เน็ต และฐานขอ้ มลู ออนไลน์
แนวทางในการพัฒนาคณุ ภาพการบรหิ ารจดั การภาครฐั ในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา่ (COVID-19)
1) การพฒั นาคณุ ภาพการบรหิ ารจดั การภาครัฐดา้ นความเสย่ี งทางการศกึ ษาและการเรยี นการสอน
2) การพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจดั การภาครัฐดา้ นการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครฐั
3) การพฒั นาคณุ ภาพการบรหิ ารจัดการภาครัฐด้านวัคซนี
4) การพฒั นาคุณภาพการบรหิ ารจดั การภาครัฐดา้ นการเงนิ การคลงั
5) การพฒั นาคุณภาพการบรหิ ารจัดการภาครฐั ดา้ นคุณภาพชวี ิตทางสงั คม
6) การพฒั นาคณุ ภาพการบริหารจดั การภาครัฐดา้ นบริการสาธารณะ
7) การพฒั นาคุณภาพการบรหิ ารจดั การภาครัฐดา้ นมาตรการการดาเนินงานเฝ้าระวัง ปอ้ งกัน ควบคมุ โรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019
ภำพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจัย
วิธีดำเนนิ กำรวิจยั (Research Methods)
ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กระบวนการวิจัยเอกสาร สังเคราะห์ ขอมู
ลจากเอกสาร โดยการศึกษาและวิเคราะห์ ข้อมูลจากเอกสารหรือการวิจัยเชิงเอกสาร
(documentary research) เพ่ือทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
แนวทางการพัฒนาคุณภ าพการบริหารจัดการภ าครัฐในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติด
ห น้ า | 32
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
เชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) แล้วทาการสังเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) ในประเด็น
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. แนวความคิดเก่ียวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐใน
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรน่า (COVID-19)
1.1 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคตดิ เชอ้ื ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ด้านความเสยี่ งทางการศึกษาและการเรยี นการสอน
1.2 ดา้ นการเยยี วยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครฐั
1.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรน่า (COVID-19) ด้านวัคซีน
1.4 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรน่า (COVID-19) ด้านการเงนิ การคลัง
1.5 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคตดิ เช้อื ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ดา้ นคณุ ภาพชีวติ ทางสังคมของประชาชน
1.6 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรน่า (COVID-19) ดา้ นบรกิ ารสาธารณะ
1.7 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ด้านมาตรการการดาเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค
ตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019
2. การเก็บรวบรวมขอมลู (Source of Data)
2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้วิจัยทาการสังเคราะห์เอกสารจาก
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การ
แพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ได้แก่ กรมควบคุมโรค (2564) กระทรวง
สาธารณสุข (2564) คณะกรรมการกล่นั กรองการใช้จา่ ยเงนิ กู้ (2563) คณะกรรมการองค์การอิสระ
เพ่ือการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (2564) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2564) สานักงานสภา
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2564) และสานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ (2564) โดยผวู้ จิ ยั เป็นผู้ทาการเก็บข้อมูลดว้ ยตนเอง
2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลท่ีผู้วิจัยทาการศึกษา สังเคราะห์
รวบรวม แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) จากขอมูลจากตารา เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย
วิทยานิพนธ์ บทความวารสาร ขอมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต และฐานข้อมูลออนไลน์
โดยมีเกณฑใ์ นการเลอื กเอกสาร ดงั น้ี
ห น้ า | 33
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
2.2.1 ความจริง (Authenticity) หมายถึง ต้องคัดเลือกเอกสารท่ีเป็นเอกสารท่ี
แท้จรงิ (Origin) การพจิ ารณาว่าเอกสารน้ันเป็นเอกสารท่ีให้ข้อมูลแท้จริงหรือไม่ จะเกิดขึ้นจากการ
ตรวจสอบขอ้ มูลเกย่ี วกบั ผู้เขยี นหรือหน่วยงานทีเ่ ขยี นเอกสารว่ามคี วามนา่ เชื่อถือหรอื ไม่อย่างไร
2.2.2 ความถกู ต้องนา่ เชือ่ ถอื (Credibility) หมายถึง ต้องคัดเลือกเอกสารด้วยการ
พิจารณาวา่ เอกสารน้นั จะตอ้ งไม่มีข้อมลู ทผ่ี ิดพลาด บดิ เบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเปน็ จริง
2.2.3 การเป็นตวั แทน (Representativeness) หมายถงึ เอกสารน้ีตอ้ งสามารถใช้
แทนหรือเป็นแบบฉบับท่ีแทนเอกสารประเภทเดียวกันได้ และข้อมูลในเอกสารที่จะนามาวิเคราะห์
น้นั จะต้องเปน็ ขอ้ มูลท่เี ปน็ ตัวแทนของประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2.2.4 ความหมาย (Meaning) หมายถึง เอกสารต้องมีความชัดเจนและเข้าใจได้
ง่ายโดยการพิจารณาข้อมูลในเบื้องต้นว่าเอกสารท่ีนามาพิจารณามีข้อมูลใดท่ีเป็นนัยสาคัญหรือมี
ความหมายให้กับการวิจัย การตีความเอกสารบางประเภทจึงสามารถท่ีจะตีความท้ังในระดับที่เป็น
ข้อเทจ็ จริงและตีความขอ้ มลู ทเี่ ปน็ นยั ท่ซี ่อนแฝงอยู่ (Scott, 1990)
กำรสงั เครำะหข์ ้อมลู
การสังเคราะห์เน้ือหาสาระ เฉพาะส่วนท่ีเป็นข้อค้นพบของเอกสารจากหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องตารา เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวารสาร ข อมูลจากส่ือ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ อินเทอรเ์ นต็ และฐานข้อมูลออนไลน์ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ด้วยวิธีการบรรยายจะ
ไดบ้ ทสรุปรวม ด้วยการสังเคราะหว์ ธิ ีเชิงคณุ ภาพซง่ึ จะชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจการวิจยั เชงิ ระบบได้ดี
ผลกำรวจิ ัย (Research Results)
ผลการศึกษา สรุปไดด้ งั นี้
1. กำรพฒั นำคุณภำพกำรบริหำรจดั กำรภำครฐั ด้ำนควำมเส่ียงทำงกำรศึกษำและกำร
เรียนกำรสอน
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐแนวทางที่ใช้ในการจัดการศึกษา
และจัดการเรียนการสอน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มีการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอน
คือในรูปแบบการเรียนโดยใช้ส่ือและใบงาน (On-hand) แบบเรียนปกติที่โรงเรียน (On-Site) และ
เรียนแบบออนไลน์ (On-line) การจัดการเรียนการสอนผ่านทีวี (On-Air) ผ่านระบบดาวเทียม
ระบบเคเบิลทีวี (Cable TV) และระบบ IPTV ระบบอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน การเรียนการสอน
แบบ ON–Demand ผ่านทางเว็บไซต์ DLTV ช่อง Youtube และแอปพลิเคช่ัน DLTV บนสมาร์ท
โฟนหรือแท็บเล็ต และจัดการสอนผ่านทางระบบ Video Conference หรือระบบบริหารจัดการ
เรียนการสอน (LMS) ของโรงเรียน ตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติด
เชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) อยา่ งเคร่งครัด และเป็นการเตรียมความพร้อมตามท่ีหน่วยงาน
ต้นสังกัดกาหนด ผ่านทางไลน์ในห้องเรียน มีการเช็คชื่อผู้เรียนทางไลน์ และสาหรับนักเรียนที่ไม่มี
อุปกรณก์ ารเรยี นแบบออนไลน์ โดยครูให้ผปู้ กครองมารับหนังสือ แบบฝึกหัด ใบงาน ไปเรียนที่บ้าน
ห น้ า | 34
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
โดยให้ผู้ปกครองดูแลช่วยเหลือนักเรียน ภายใต้ความช่วยเหลือของผู้ปกครอง เพ่ือให้คุณภาพการ
บริหารจัดการภาครัฐในสภาวะวิกฤติเช้ือไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ท่ียังคงมีผู้ติดเช้ือเพิ่มข้ึน
เร่ือย ๆ นอกจากนยี้ งั มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถยืมหนังสือหรือของเล่นกลับบ้านได้
เพิ่มมากขึ้นอีกดว้ ย
2. กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรบรหิ ำรจัดกำรภำครัฐด้ำนกำรเยียวยำและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ของภำครฐั
ภาครัฐได้เร่งรัดออกมาตรการการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรน่า 2019 (Covid-19) ให้แกป่ ระชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจ โดย
มีมาตรการดูแลและเยียวยาเพื่อฟ้ืนฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น ธนาคารมีการลดดอกเบี้ยแก่
ลกู หนม้ี ีการปรับโครงสร้างแก่ลูกหนี้ มีมาตรการการให้กู้ยืมสินเชื่อท่ีมีเงินดอกเบ้ียในอัตราท่ีต่ากว่า
ปกติ และขยายระยะเวลาในการชาระหนี้ การเลื่อนการชาระภาษีรถยนต์และใบขับข่ีเพื่อบรรเทา
ผลกระทบให้แก่ประชาชน รวมทั้งมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนหรือประกันสังคม
มาตรา 33 มมี าตรการลดการชาระค่านา้ ค่าไฟและขยายระยะเวลาการชาระค่าไฟออกไปอีก รวมทั้ง
มีมาตรการพักชาระหน้ีให้ในบางธนาคาร โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ ให้สามารถแก้ไขปัญหาที่
ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึนจากการท่ีประชาชนคนไทยได้รับ
ผลกระทบจากการหารายได้ที่มีไม่เพียงพอ และความยากลาบากในการหารายได้ ของประชาชนท่ี
ไมส่ ามารถจาหนา่ ยสินค้าและบริการได้
แนวโน้มการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการภาครัฐพยายามฟ้ืนตัวเศรษฐกิจจากการ
เยียวยาของภาครัฐอาจฟ้ืนตัวได้ช้า โดยเฉพาะแรงงานในภาคบริการผู้ประกอบธุรกิจ และผู้
ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งปัจจุบันเน้นการเยียวยาให้แก่ประชาชนก่อน การช่วยเหลือเยียวยายังไม่
ครอบคลุมทุกกลุ่ม ท้ังนี้ แรงงานสนับสนุนเพ่ิมเติมจากภาคการคลังและการส่งออกสินค้า ภาครัฐ
สนับสนุนให้ประชาชนอยู่บ้านสั่งสินค้าหรือเคร่ืองอุปโภคบริโภคออนไลน์และส่งสินค้าทางบริษัท
ขนส่งแทนการไปจ่ายซ้ือสินค้าอุปโภคบริโภคตามแหล่งจาหน่าย ภาครัฐเร่งดาเนินมาตรการด้าน
การเงนิ และการคลังเพ่อื เยียวยาฟืน้ ฟูให้ประชาชนได้มีกินมีใช้ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้
ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปให้ โดยการกู้เงินของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการเยียวยาของภาครัฐเพ่ือ
บรรเทาผลกระทบจากการระบาด นโยบายของรัฐเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ฉบับใหม่ มีแผนการ
จัดหาและการกระจายวคั ซีนของไทยท่ีมีความชัดเจนมากขึ้น และคาดว่าเศรษฐกิจการส่งออกสินค้า
ท่ีขยายตัวดี ประชาชนได้รับการสนับสนุนเศรษฐกิจจากภาครัฐต่อเน่ือง ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทาง
เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวและเปดิ รับนักท่องเท่ียวตา่ งชาติไดม้ ากข้นึ ในอนาคตข้างหน้า
3. กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรบรหิ ำรจดั กำรภำครฐั ด้ำนวคั ซนี
หน่วยงานทเี่ ก่ยี วขอ้ งได้สร้างเครอื ขา่ ยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการวัคซีนวัคซีน มี
การทบทวนสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) การประเมิน
ความเสี่ยง และภมู ิคมุ้ กันทบทวนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านวัคซีน เพื่อนาข้อมูลแก้ไขปัญหา
ห น้ า | 35
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
และการบริหารจัดการ การรบั ฟงั ความคิดเหน็ จากประชาชนในวงกว้างผ่านช่องทางส่ือออนไลน์ต่าง
ๆ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดต้ังสถาบันวัคซีน
แห่งชาติมีวัตถุประสงค์ตามพระราชกฤษฎีกาจัดต้ัง พ.ศ. 2555 ในการบริหารจัดการด้านวัคซีน
เพื่อให้ประชาชนได้รบั วัคซีนครบทกุ คน และมีการวางแผนเตรยี มการการผลิตวัคซีนเองของประเทศ
ไทย เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สามารถสร้างวัคซีน ตลอดจน
ทดสอบการฉีดวคั ซนี ให้กับอาสาสมคั รผผู้ ่านการคดั กรองเพ่ือดกู ารตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน
ภายใต้การวิจัยของทีมแพทย์ผู้เช่ียวชาญ พยาบาล ทีมนักวิจัยเพ่ือให้ประชาชนเกิดความม่ันใจใน
ความปลอดภัย และมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดของการทดสอบฉีดวัคซีน จนประสบความสาเร็จ
และสามารถผลิตและพร้อมฉีดให้กับอาสาสมัคร ซึ่งนับว่าเป็นความสาเร็จอีกข้ัน ท่ีจะสามารถนา
วคั ซีนมาฉีดให้กบั ประชาชนจากภาครัฐและสามารถกระตนุ้ ให้ประชาชนมีภมู ิคุม้ กันมากขนึ้
4. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบรหิ ำรจัดกำรภำครัฐด้ำนกำรเงินกำรคลัง
ภาครัฐมีการชว่ ยเหลือและบรหิ ารจดั การในชว่ ง การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโร
น่า 2019 (Covid-19) โดยการกู้ยืมเพ่ือช่วยเหลือประชาชนทุกด้าน มีการปรับปรุงระบบบริหาร
จัดการด้านการเงินการคลัง ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ในด้านงบประมาณ บัญชี การ
ดาเนนิ การจดั ซ้อื จัดจ้าง การเบิกจ่าย และการบริหารจัดการทรัพยากร มีการบริหารจัดการทางการ
คลังท่ีรดั กมุ รอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีการ
กเู้ งินเพือ่ สนับสนนุ การดาเนนิ มาตรการทางการคลังเพอ่ื ชว่ ยให้ประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจมีเงิน
หมนุ เวยี นใช้จ่ายในชีวิตประจาวัน เช่น การจ่ายเงนิ ช่วยเหลือผา่ นแอพเราชนะ แอพกระเป๋าตัง แอพ
เรารกั กนั กระทรวงการคลงั มอี านาจในการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาบรรเทาผลกระทบให้ภาครัฐ มีกล
ยุทธ์การบริหารจัดการความเส่ียงหน้ีสาธารณะท่ีเพ่ิมข้ึน เพ่ือผลักดันการบริหารจัดการภาครัฐด้าน
การเงินการคลังให้กลับสู่ภาวะปกติ และมีความโปร่งใสในด้านการจัดซ้ือจัดจ้าง ด้านการเบิกจ่าย
ด้านการบญั ชีภาครฐั ดา้ นการตรวจสอบภายในภาครฐั และด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด มีการ
ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใสและตรวจสอบได้ อีกท้ังยังมีการกระตุ้น
และส่งเสริมและพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจัดการภาครัฐดา้ นการเงินการคลัง
5. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนคุณภำพชีวิตทำงสังคมของ
ประชำชน
ในวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ทาภาครัฐมีการ
วางแผนเตรียมความพร้อมกับการทางานเชิงรุกและการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติด
เช้ือไวรัสโคโรน่า มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มุ่งมั่น ตั้งใจทางานอย่างเข้มแข็ง มีการกระจายอานาจ
ลงสู่ท้องถิ่นให้มีการบริหารจัดการท่ีตอบสนองนโยบายการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรน่าของภาครัฐ ส่วนชุมชนท้องถ่ินมีมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ที่
เข้มแข็งเตรียมความพร้อมเพ่ือรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า มี่ระบบบริการ
ห น้ า | 36
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
สขุ ภาพชมุ ชนการตรวจ คัดกรองบคุ ลลที่เดนิ ทางมาจากกลมุ่ เสีย่ งหรือพ้ืนที่สีแดง เพ่ือรักษาคุณภาพ
ชีวิตทางสังคมของประชาชน ส่งเสริมและพัฒนาประชาชนให้มีการปรับตัวในชีวิตความท่ีรู้จักการ
ดูแลป้องกันตัวเอง การเว้นระยะห่างทางสังคม การสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน การทา
เครอื ขา่ ยอาสาสมัคร การดูแลกันเองในท้องถิ่นและชุมชน เพ่ือจัดการกับโรคระบาดที่เกิดข้ึน มีการ
ปฏิบัติตามตามมาตรการของรัฐ เช่น การล็อกดาวน์ในพื้นท่ีสีแดง เพื่อป้องกันจากบุคคลในกลุ่ม
เส่ียงท่ีจะติดเช้ือ เช่น ผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้ป่วยโรคเร้ือรัง และมีมาตรการดูแลทางสังคม
ให้แก่ประชาชน ให้ความรู้การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ต่อ
ประชาชนและส่วนทอ้ งถิ่นท่ีทาให้สงั คมตระหนักมากขน้ึ ในเร่ือง การกระจายอานาจ ให้ผู้ว่าราชการ
จงั หวัด องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน ปฏิบัติตามมีมาตรการของรัฐ ในการสู้ภัยโควิด 19 ในเร่ืองการ
ควบคมุ โรคระบาด ในพืน้ ทไี่ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือให้การช่วยเหลือประชาชนที่ให้มีคุณภาพท่ีดี
และมีแผนงานขับเคลือ่ นบริหารจัดการด้านสุขภาพ ดาเนินการช่วยเครือข่ายในพ้ืนท่ีและขับเคลื่อน
ประชาชน ในระดับตาบลและหมบู่ า้ น เพ่อื ทาให้เกิดข้อตกลงร่วมกันในการต่อสู้การแพร่ระบาดของ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ให้ประชาชนเกิดการต่ืนตัว เรียนรู้การแก้ปัญหาด้าน
สุขภาพรว่ มกัน อนั จะนาไปสู่การบริหารจัดการภาครัฐด้านคุณภาพชีวิตทางสังคมของประชาชนที่ดี
ข้ึนในอนาคต มีการบังคับใช้มาตรการการป้องกันและเผยแพร่เชื้ออย่างทันท่วงที การควบคุม
บริหารจัดการระบบสาธารณสุขท่ีดี การฝึกการให้บริการแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน
เข้ามาช่วยตรวจสอบและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พร้อมท้ังการประยุกต์ใช้
นวัตกรรมเข้ามาชว่ ยในการบรหิ ารจดั การผ่านแอปพลิเคชัน ไทยชนะ หมอพร้อม และมีการแบ่งปัน
องคค์ วามรูอ้ ย่างตอ่ เนือ่ ง
6. กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐดำ้ นบริกำรสำธำรณะ
ภาครัฐมีการกาหนดมาตรการการให้บริการสารสาธารณะ ท่ีเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น การ
งดการเดินทางข้ามจังหวัด การงดให้บริการเดินรถเข้า-ออกเขตพ้ืนที่เสี่ยง พื่อการรักษาระยะห่าง
ทางสังคม (Social Distancing) ในการเดินทาง มีมาตรการการจัดการระบบขนส่งภายใต้ประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ท่ัวราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา
2019 (COVID-19 ปิดให้ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทในเขตกรุงเทพฯ ลงทะเบียน
เพื่อเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ให้ประชาชนใช้บริการขนส่ง
สาธารณะให้ปลอดภัย จากโควิด-19 การป้องกันตนเองมในการเดินทางโดยสวมหน้ากากอนามัย
ตลอดเวลา การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ มีมาตรการให้บุคลากรทุกคนต้องได้รับการตรวจวัด
อุณหภูมิทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน หากตรวจพบอุณหภูมิสูงเกินกว่า37.5 องศาเซลเซียส ห้ามให้
บุคลากรปฏิบัติงานโดยเด็ดขาด มีมาตรการให้บุคลากรหรือพนักงานทุกคนดูแลสุขลักษณะส่วน
บุคคลอยา่ งเครง่ ครดั มีการส่งเสรมิ การบรกิ ารสาธารณะออนไลนเ์ พ่ือมุ่งสู่ภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ เช่น
การอบรมการต่ออายุใบขับข่ี การจองคิวทาใบขับข่ีออนไลน์แยกตามหน่วยการให้บริการ การ
พัฒนาฐานขอ้ มลู การใหบ้ รกิ ารสาธารณะเพ่ือให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มี
ห น้ า | 37
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
การพฒั นาเวบ็ ไซตบ์ ริการสาธารณะ ระดับกระทรวงและจังหวัดให้มีการเช่ือมโยงกับเว็บไซต์บริการ
สาธารณะที่สามารถใช้ร่วมกันได้ อีกท้ังยังสามารถเชื่อมโยงเว็บไซต์การให้บริการสาธารณะเพื่อให้
บริการแกป่ ระชาชนผา่ นเวบ็ ไซต์บริการสาธารณะแห่งชาตติ ามแผนท่ีวางไว้ได้
7. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจดั กำรภำครฐั ด้ำนมำตรกำรกำรดำเนินงำนเฝ้ำระวัง
ปอ้ งกนั ควบคุมโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนำ 2019
ภาครัฐมีมาตรการการดาเนินงาน แนวทางปฏิบัติ ประกาศ และคาส่ังป้องกัน และ
ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การเฝ้าระวัง ป้องกัน
ควบคมุ โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในฐานวิถีชีวิตใหม่New Normal ในการเฝาระวัง ควบคุม ป
องกนั โรค สนบั สนนุ การดาเนินงานเครือข่ายในระดัพ้ืนที่ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติด
เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID) มีการประชาสัมพันธ์ออนไลน์ เพจ ส่ือส่ิงพิมพ์ แนวปฏิบัติ. การ
เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 จัดต้ังหน่วยปฏิบัติบัติการและการ
ประชาสัมพันธ์สถานการณ์โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID) ในแต่ละจังหวัด มีการจัดทา
รายงานผลการดาเนนิ การเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประสานงาน
ให้ความรว่ มมือกบั องคก์ รปกครองท้องถ่ินเพือ่ สนบั สนนุ การดาเนนิ งานเครอื ข่ายการป้องกันและการ
เฝ้าระวังในระดับพื้นที่ มีการกาหนดนโยบาย ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เน้นการ
ทางานทบี่ า้ น (Work from home) เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเช้ือ ระหว่างการเดินทาง หรือใน
ท่ที างาน ลดความเส่ียงของบคุ ลากรท่จี ะนาเช้อื กลบั มาสู่บุคคลในบา้ น ลดคา่ ใช้จ่ายในการเดินทาง
อภิปรำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์การ
แพร่ระบาดของโรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรน่า (COVID-19) มกี ารอภิปรายผลการวจิ ัย ดังน้ี
1. กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐดำ้ นควำมเสี่ยงทำงกำรศึกษำและกำร
เรียนกำรสอน มีการเรียนออนไลน์และเช็คชื่อนักเรียนผ่านการเปิดกล้อง ท้ังนี้ จิรกิต์ิ ทองปรีชา
(2563) ไดศ้ กึ ษาวิจัยเรอื่ ง การบรหิ ารจดั การการเรยี นการสอน ภายใตส้ ถานการณ์ COVID -19 เพื่อ
ศึกษานโยบายและแนวทางของรัฐในการบริหารจัดการการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์การแพร่
ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการการเรียนการสอนของ
โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต เป็นไปตามนโยบายและแนวทางของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมใน
การจดั การเรยี นการสอนในรปู แบบออนไลนแ์ ละมาตรการการป้องกนั การแพร่ระบาดในสถานศึกษา
เพ่ือความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน และบุคลากรทางการศกึ ษา
2. กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรบริหำรจดั กำรภำครัฐด้ำนกำรเยียวยำและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ของภำครฐั รฐั บาลได้เร่งรัดออกมาตรการที่สาคัญต่าง ๆ เพื่อเยียวยาและบรรเทาผลกระทบให้แก่
ประชาชนและผู้ประกอบการ ภายใต้มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโร
นา 2019 ต่อเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมมาตรการด้านการเงินท้ังการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่า การ
ห น้ า | 38
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ปรบั ปรุงโครงสร้างหนี้ มาตรการด้านการคลังท้ังการเพม่ิ วงเงินหักลดหย่อนภาษี การเล่ือนการชาระ
ภาษี รวมทั้งมาตรการเงินโอนเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย
โดยการลดค่าไฟฟ้าและน้าประปา และการลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของ
ผู้ประกอบการและลูกจ้าง เพื่อลดผลกระทบและเยียวยาของประชาชน ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศ
ไทย (2564) กล่าวสนับสนุนว่าภาครัฐควรออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและเพียงพอ รวมทั้งเร่ง
ดาเนินมาตรการใน ชว่ งแรกทเ่ี ศรษฐกิจได้รับผลกระทบ (front-loaded) เพื่อป้องกันผลกระทบเชิง
ลบท่ีจะสะท้อนกลับมายัง ระบบเศรษฐกิจและช่วยลดต้นทุนต่อเศรษฐกิจในระยะยาว (scarring
effects) ซ่ึงจะมีมากข้ึนและแก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลอย่างทันท่วงที อาทิ แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง
อาจจะใช้เวลานานในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ด้านมาตรการการคลัง ควรเร่งเบิกจ่าย
มาตรการเยยี วยาและมาตรการพยุงเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะการ อนุมัติโครงการภายใต้พระราช
กาหนดให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพ่ือแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจฯ ที่จะส้ินสุด
ระยะเวลากู้เงินในเดือนกันยายน 2564 ด้านมาตรการทางการเงินและสินเช่ือ ควรเร่งลด ภาระหน้ี
ใหก้ บั ธรุ กิจทไี่ ดร้ บั ผลกระทบ และให้สภาพคลอ่ งทางการเงินผา่ นโครงการค้าประกนั สนิ เช่ือที่มีอยู่ใน
ปัจจุบันสาหรับในระยะต่อไป ภาครัฐควรให้น้าหนักกับมาตรการฟ้ืนฟูโดยเร่งเบิกจ่ายเพื่อรักษา
ความต่อเนื่องของแรงกระตุ้นภาครัฐ และอาจให้ความช่วยเหลือโดยกาหนดวัตถุประสงค์และ
เงือ่ นไขท่ีชัดเจน อาทิ เพ่ือรักษาการจ้างงาน หรือเพ่ือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทาธุรกิจให้สอดคล้อง
กับบริบทใหม่หลัง COVID-19 ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางในตลาดแรงงาน และช่วยยกระดับ
ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกจิ ได้
3. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนวัคซีน มีการ 1) จัดตั้ง
คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนโควิด 19 2) จัดต้ังคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ มี
คณะทางานผู้เช่ียวชาญกาหนดแผนการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้
ขอ้ แนะนาชนดิ ของวคั ซนี ท่ีเหมาะสมในการนามาใช้ กาหนดลาดับกลุ่มเป้าหมายในการเข้าถึงวัคซีน
โควิด 19 3) จดั ต้ังคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมการดาเนินงาน การกากับ
ติดตาม และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน เพ่ือให้การดาเนินงานเป็นไปอย่างเหมาะสม มี
ประสิทธิภาพซ่ึง กรมควบคุมโรค (2564) กล่าวว่า ขณะนี้วัคซีนโควิด 19 หลายชนิดได้รับการ
พัฒนาและผลิตสาเร็จ วัคซีนบางชนิดได้รับอนุญาตทะเบียน แบบฉุกเฉิน จากประเทศของ
บริษัทผู้ผลิตเองและจากประเทศที่นาวัคซีนไปใช้ และวัคซีนบางชนิดอาจจะยังไม่ได้รับอนุญาต
ทะเบียน แต่รัฐบาลบางประเทศก็นาไปใช้ก่อน สาหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขคานึงถึง
ความปลอดภัยและประโยชน์ท่ีจะเกิดแก่ประชาชน ดังน้ันวัคซีนโควิด 19 ทุกชนิดที่นามาใช้ใน
ประเทศจะต้องผ่านการพิจารณาและยอมรับจากคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ
คณะอนุกรรมการอานวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนฯ และคณะทางานหลายคณะ ซ่ึง
ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขาและภาคส่วน ที่สาคัญจะต้องผ่านการ
ห น้ า | 39
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
พิจารณาอนุญาตข้ึนทะเบียน จากสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในช่วงสถานการณ์การ
ระบาดของโรคโควิด 19 เพ่อื สรา้ งความมน่ั ใจให้แกป่ ระชาชนทุกคนที่สมคั รใจรบั วคั ซนี
4. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนกำรเงินกำรคลัง มีการแปลง
ยทุ ธศาสตรช์ าติไปสู่การปฏิบัติท่ีเป็นรูปธรรมท่ีมุ่งเน้นผลสัมฤทธ์ิตามเป้าหมาย มีการบริหารจัดการ
การเงินการคลังระดับมหภาคท่ีต้องอยู่บนพ้ืนฐานของการบริหารที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
ตรวจสอบได้ คุณภาพ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของประชาชน รวมทั้งการบูรณาการการเฝ้าระวัง
และติดตามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง อย่างเป็นระบบ จัดทางบประมาณ
รายจา่ ยประจาปีและการประสานนโยบายการเงินการคลังดาเนนิ นโยบายทางการคลังเพ่ือช่วยเหลือ
เยียวยาประชาชน และดูแลภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19
อย่างเร่งด่วน ติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ พระราชกาหนดให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพ่ือ แก้ไข
เยยี วยา และฟนื้ ฟเู ศรษฐกิจและสังคมทไ่ี ด้รบั ผลกระทบ ท้ังน้ี ฐิติมา ชูเชิด (2564) กล่าวว่า ในช่วง
ต้นปีรัฐบาลได้ออกมาตรการลดค่าครองชีพ มีแผนจะเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยารอบใหม่ให้ผู้ได้รับ
ผลกระทบทกุ กลมุ่ เชน่ แรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชพี อิสระ เกษตรกร ผู้ประกันตนที่เข้าเกณฑ์
แต่หากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อ และแหล่งเงินพิเศษเหล่าน้ีหมดลง ไม่มีมาเสริมอีก แรงกระตุ้นการ
คลังอาจลดลง แบงก์ชาติออกมาตรการช่วยลูกหนี้รอบใหม่ในเดือน ม.ค. 64 ขอความร่วมมือให้
แบงกแ์ ละนอนแบงกต์ อ่ เวลาชว่ ยลกู หนีร้ ายยอ่ ยจนถงึ 30 ม.ิ ย. 64 และให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้
ทุกประเภทตามประเภทสินเช่ือและความเสี่ยง โดย ให้เร่งปรับโครงสร้างหน้ีให้เหมาะกับลักษณะ
ธุรกจิ และพน้ื ท่ีทไ่ี ด้รบั ผลกระทบ
5. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนคุณภำพชีวิตทำงสังคมของ
ประชำชน มีการบรกิ ารปฐมภมู ิและบริการทางด้านสาธารณสุขในฐานะเป็นแกนนาสู่การบูรณาการ
ของบรกิ ารสุขภาพ นโยบายและกจิ กรรมในพหุภาคสว่ นร่วม การเสริมสร้างศักยภาพภาคประชาชน
การสร้างและพัฒนากาลังคนเพื่อกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตาม
ลักษณะพ้ืนที่ 5 ลักษณะ คือ พื้นที่ ชนบท เมืองและความเป็นเมือง กึ่งเมืองก่ึงชนบท เขต
เศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่พิเศษอ่ืน ๆ จาก สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19)
ของประเทศไทย มีการแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการภาครัฐ ขอความร่วมมือของประชาชนการปฏิบัติ
ของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจน อาสาสมัครสาธารณสุข ประจาหมู่บ้าน
(อสม.) ด้วยระบบการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ ธีระพงษ์ ทศวัฒน์ (2563)
สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวว่า จากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ต้ังแต่ช่วงปลายปี
2019 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทางสังคม และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจานวนมาก
และทาให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
และปัญหาด้านสุขภาพจิต นอกจากน้ีปัญหาทางสังคมซ่ึงเป็นปัญหาสาคัญท่ีเร่ิมพบมากขึ้น
โดยเฉพาะกล่มุ เปราะบางทางสงั คมหรือแม้กระทั่งผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ล้วนได้รับผลกระทบจาก
สถานการณน์ ้ี ดงั น้นั การพฒั นาคุณภาพชีวติ ทางสงั คมของประชาชนและการป้องกันการแพร่ระบาด
ห น้ า | 40
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ของ โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) จึงเป็นสิ่งสาคัญ มีการพัฒนาได้แก่ 1) ด้านการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตทางสังคมของประชาชน โดยให้ความช่วยเหลือตามสภาพปัญหาความ
เดือดร้อน 2) ด้านการพัฒนาสาธารณสุข จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพ้ืนที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ของ
โรค 3) ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนในวงกว้าง ดาเนินมาตรการช่วยเหลือ ด้านปัจจัยสี่
เพ่ือบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน การจ่ายเงินสงเคราะห์ซ่ึงไม่ใช่เงิน เยียวยา 4) ด้านการ
ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมหลักและมาตรการเสริมสาหรับพื้นที่ใช้มาตรการการควบคุมกิจกรรม
ดาเนินงานเศรษฐกิจและการดาเนินชีวิต 5) ด้านมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันกลุ่ม
เสยี่ งสาคัญ ใชม้ าตรการในการเฝ้าระวงั ป้องกนั และควบคมุ โรค 6) ด้านการกากบั ติดตามมาตรการ
ผอ่ นปรนกจิ การและกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 7) ด้านมาตรการ
การป้องกันผลกระทบ COVID - 19 ในภาวะสังคมไทย 8) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการ
ทางานในช่วงการระบาดของเช้ือ COVID - 19 และ 9) ด้านพฤติกรรม New Normal มาตรฐานวิถี
ชีวิตใหม่หลัง COVID - 19 โดยต้องมีการดึงประชาชนและชุมชนและเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้า
ระวังปอ้ งกันโรค
6. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนบริกำรสำธำรณะ เปิดโอกาสให้ทุก
ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะอย่างเหมาะสม
สนับสนุนให้ภาคีการพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะประชาชน ชุมชน และเอกชนมามีส่วนร่วมในการ
จัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะให้มคี ุณภาพ เสริมสร้างบทบาทของภาคส่วนอ่ืนในสังคม
และให้ประชาชนมีช่องทางในการเข้าถึงบริการสาธารณะได้ง่าย การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใน
กระบวนการและบทบาทของตนเองในการจัดให้มีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะ ขับเคลื่อน
เป้าหมายที่มุ่งเน้นการสื่อสารรับฟังความเห็น การเช่ือมโยงฐานข้อมูลให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วน
ร่วมอย่างเหมาะสม สร้างสภาพแวดล้อมให้เอ้ือต่อการมีส่วนร่วม รวมถึงการส่งเสริมและติดตาม
ประเมนิ ผลอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม และสร้างภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพัฒนาคุณภาพ
การบริหารจัดการภาครัฐด้านบริการสาธารณะ ท้ังน้ี เอราวัณ ฤกษ์ชัย (2563) กล่าว่า ควรนา
นโยบายป้องกันโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) กระจายสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซ่ึง
จากการท่ีรัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19) และมอบ
นโยบายผา่ นทางกระทรวง กรม และจังหวัด โดยให้จังหวัดแตล่ ะจงั หวัดสามารถออกคาสั่งต่าง ๆ ให้
เหมาะสมกับสถานการณ์ของจังหวัดน้ัน ๆ โดยสั่งการมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่ใกล้ชิด
ประชาชนมากทีส่ ดุ หากจะกล่าวถึงการปกครองท้องถิ่นน้ันต้องศึกษาเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปี
2560 หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 249 – มาตรา 254 โดยขอยกสาระสาคัญที่มา 2
มาตรา คือ มาตรา 249 ภายใต้บังคับมาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถ่ินตามหลักแห่ง
การปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถ่ิน ท้ังนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กร
ปกครองสว่ นท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญตั ิการจดั ตง้ั องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ในรปู แบบใดให้คานึงถึง
เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้จานวน
ห น้ า | 41
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
และความหนาแน่นของประชากร และพื้นท่ีที่ต้องรับผิดชอบประกอบกัน และมาตรา 250 องค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ มหี น้าทแี่ ละอานาจดูแลและจดั ทาบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะเพื่อ
ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิน่ ตามหลกั การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการ
จัด การศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถ่ิน ท้ังนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการจัดทาบริการสาธารณะ
และกิจกรรมสาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าท่ีและอานาจโดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินแต่ละรูปแบบหรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการดาเนินการใด ๆ
ใหเ้ ปน็ ไปตามทก่ี ฎหมายบัญญัตซิ งึ่ ตอ้ งสอดคล้องกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามวรรคสี่
และกฎหมายดงั กล่าวอยา่ งน้อยตอ้ งมบี ทบญั ญัติเกี่ยวกับกลไกและข้ันตอนในการกระจายหน้าท่ี และ
อานาจ ตลอดจนงบประมาณและบุคลากรท่ีเกี่ยวกับหน้าที่และอานาจดังกล่าวของส่วนราชการ
ใหแ้ กอ่ งค์กร ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินด้วย
7. กำรพัฒนำคุณภำพกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐด้ำนมำตรกำรกำรดำเนินงำนเฝ้ำ
ระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนำ 2019 มีแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหาร
จัดการภาครัฐ คือ มาตรการการดาเนินงาน เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค ปองกันการระบาดของ
เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในฐานวิถีชีวิตใหม New Normal ประเมินความเสี่ยงของการระบาด
จัดทาแผนประคองกิจการภายในองค์กร (Business Continuity : BCP) เพ่ือเตรียมความพร้อม :
กรณีการระบาดของโรคติดตออบุ ัตใิ หม่ ซง่ึ กรมควบคุมโรค (2564) สนับสนุนว่า มาตรการเฝ้าระวัง
ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด 19 ควรจัดให้มีคาแนะนาการเฝ้าระวังป้องกันเชื้อไวรัสไวรัสโคโรนา
2019 ติดประกาศในจดุ ทเี่ ห็นได้สะดวก เพื่อส่ือสาร ให้กับแรงงาน เจ้าหน้าท่ี และบุคคลภายนอกท่ี
ต้องเข้ามาประสานและติดต่อได้รับทราบ ต้องสวมหน้ากากอนามัย จัดให้มีจุดวางแอลกอฮอล์หรือ
เจลลา้ งมือ หากไมม่ อี าการป่วยให้สังเกตอาการตนเอง พิจารณาปรับรูปแบบการทางาน เช่น มีการ
จัดให้ทางานที่บ้าน (Work from home) แบบ online กาหนดการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล
อย่างน้อย 1 - 2 เมตร ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ งดการจัดกิจกรรมสังสรรค์ กากับดูแลความสะอาด
สถานทีอ่ ยา่ งสมา่ เสมอ
องค์ควำมรู้จำกกำรวิจยั (Body of Knowledge)
จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐไทยในสถานการณ์
การแพร่ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ผูว้ ิจยั พบองคค์ วามรใู้ หม่ คือ
1) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านความเส่ียงทางการศึกษาและการ
เรียนการสอน ค้นพบแนวการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ที่ถูกปรับใช้กับระบบ
การศกึ ษาไทย ถึงแม้วา่ การสอนในลักษณะออนไลน์มีมานานซักระยะแล้วก็ตาม แต่การค้นพบครั้งนี้
ได้ยืนยันว่ารูปแบบการศึกษาไทยแบบ นิวนอร์มอล (New Normal) จะกลายเป็นกระบวนการจัด
การศกึ ษาลักษณะใหมข่ องประทศไทยและจะกลายเปน็ รปู แบบการศกึ ษาทางเลือกในอนาคต
ห น้ า | 42
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
2) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ของภาครัฐ มาตรการการเยยี วยาของรัฐที่ภาครัฐเข้ามาจัดการอย่างเต็มรปู แบบ เนอ่ื งจากประชาชน
ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการวิกฤติโรคระบาดนี้ ดังน้ันจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐท่ีจะ
ย่ืนมาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และมาตรการของรัฐในคร้ังนี้เป็นการรับมือของรัฐต่อ
วกิ ฤตทิ ่แี ทบจะไม่เคยเกิดข้ึนมาก่อนในช่วงเกือบ1ช่วงชีวิตมนุษย์ เราจึงจะได้เห็นการจัดการภาครัฐ
ในลักษณะทใ่ี นอดีตไม่เคยเกิดขน้ึ มากอ่ น
3) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านวัคซีน เราจะพบว่าการจัดการด้าน
สาธารณสขุ เปน็ ประเดน็ หลกั ของการใหบ้ ริการสาธารณะในคร้ังนี้ ในอดีตที่ผ่านมา เราจะให้น้าหนัก
ของบริหารภาครัฐแต่เร่ืองการจัดการภาคเศรษฐกิจ สังคม หรือการศึกษา แต่คร้ังน้ีภาครัฐต้องเพิ่ม
คุณภาพการจัดการไปทีเ่ รื่องสาธารณสขุ เช่น สุขอนามัยชุมชน การจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้ท่ัวถึง
ซึ่งเปน็ แนวทางการจัดการภาครฐั ในอนาคตว่าให้เตรยี มพร้อมทจ่ี ะรับมือทุกสถานการณ์หากเกิดการ
ระบาดของโรครา้ ยอน่ื ๆตามมาอกี
4) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านการเงินการคลัง นโยบายการคลัง
ของภาครัฐต้องปรับเปล่ียนให้ทันสถานการณ์ มีการดาเนินนโยบายการเงินและการคลังใน
หลากหลายรูปแบบ อีกทง้ั ยังมีการกู้เงนิ เพอื่ มาบรรเทาวิกฤติการณใ์ นคร้ังนี้
5) การพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจัดการภาครฐั ด้านคณุ ภาพชวี ติ ทางสังคมของประชาชน
ภาครัฐต้องทางานร่วมกับภาคประชาชนและชุมชนเพิม่ ข้นึ อีกทง้ั พฒั นาศกั ยภาพผู้นาชุมชนให้รอบรู้
หลากหลายด้านเพื่อให้สามารถรับมือการจัดการในวิกฤติแบบน้ีได้ อีกท้ังผู้นาชุมชนต้องมีช่องทาง
และเครือข่ายในการตดิ ตอ่ ภาครัฐและติดต่อกับประชาชนท่ีรวดเร็ว
6) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านบริการสาธารณะ ภาครัฐต้อง
จัดเตรียมบริการสาธารณะในรูปแบบใหม่ หรือ นิวนอร์มอล (New normal) แก่ประชาชน เช่น
การจัดท่ีนั่งรอในสถานที่ราชการแบบเว้นระยะห่าง การให้บริการเจลล้างมือ ไปจนถึงการรักษา
ความสะอาดของสถานที่ราชการ เป็นต้น
7) การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐด้านมาตรการการดาเนินงานเฝ้าระวัง
ป้องกัน ควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 เช่นการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนในช่วงภาวะ
วิกฤติ การมีช่องทางให้ประชาชนได้ขอความช่วยเหลือหรือร้องเรียนในรูปแบบใหม่ การติดต่อ
ระหว่างรฐั และประชาชนจะไมเ่ หมือนเดิมอีกต่อไป
ข้อเสนอแนะกำรวจิ ยั (Research Suggestion)
1. ขอ้ เสนอแนะในกำรนำผลกำรวิจัยไปใช้
1.1 ภาครฐั ควรกาหนดมาตรการการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการการเยียวยาให้แก่
ประชาชนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และเยียวยาประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด