ห น้ า | 193
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
เป็นไปได้ และความมปี ระโยชน์อยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจาก กระบวนการจัดการเรียนการ
สอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เป็นจุดมุ่งหมายท่ีสาคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่ง
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นเคร่ืองมือท่ีมีความเหมาะสมและมีจุดมุ่งหมาย
สาคัญเพ่ือให้เกิดการร่วมมือ รวมพลังของทุกฝ่ายในการพัฒนาการเรียนการสอนสู่คุณภาพของ
ผู้เรียนเป็นสาคัญ และยังมีผลดีต่อผู้เรียน สอดคล้องกับ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน (2560) ที่รายงานการวิจัยเก่ียวกับโรงเรียนที่มีการจัดต้ังชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
(PLC) โดยใช้คาถามว่าโรงเรียนดังกล่าวมีผลลัพธ์อะไรบ้างที่แตกต่างไปจากโรงเรียนทั่วไป ท่ีไม่มี
ชุมชนแห่งวิชาชีพ พบว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ส่งผลต่อผู้เรียน กล่าวคือ สามารถลด
อัตราการตกซ้าช้ันและจานวนชั้นเรียนที่ต้องเล่ือนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตราการ
ขาดเรียนลดลง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวิชาการอ่านที่
สูงขึ้นอย่างเด่นชัด เม่ือเทียบกับโรงเรียน แบบเก่า สุดท้าย คือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกันและลดลงชัดเจน จึงทาให้ผู้บริหาร
โรงเรียนที่เป็นผู้ประเมินมีความคิดเห็นว่า แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยกระบวนการ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ท่ี
ผู้วิจัยสร้างข้ึนน้ีมีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง และมี
ความเปน็ ประโยชน์กับโรงเรยี นอยู่ในระดบั มากทส่ี ุด
ข้อเสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ขอ้ เสนอแนะทั่วไป
1.1 ผู้บรหิ ารโรงเรียนควรดาเนินงานตามแผนพัฒนาตามตัวช้ีวัดด้านคุณภาพผู้เรียนด้วย
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพท่ีร่วมกันวางไว้ จัดกลุ่มครูท่ีมีปัญหา/ความต้องการ
เดียวกัน เช่น ครูกลุ่มสาระเดียวกัน ครูท่ีสอนในระดับชั้นเดียวกัน ร่วมกันหาแนวทางในการ
แกป้ ัญหาตามตวั ชีว้ ัดด้านคณุ ภาพผเู้ รียนดว้ ยกระบวนการชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพ
1.2 ผู้บริหารโรงเรียนควรดาเนินงานกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพตาม
ตัวชี้วัดด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของผู้บริหารโรงเรียน ตามแผนปฏิบัติการท่ีวางไว้
จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ครูเพ่ือศิษย์ พัฒนาห้องประจากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระด้านวัสดุและ
อุปกรณ์ ICT จดั หาหนงั สอื สอ่ื การเรยี น และโสตทัศนวัสดุสื่อ คอมพิวเตอร์ ท่ีสามารถใช้ประโยชน์
รว่ มกนั ได้
1.3 ครูผู้สอนควรนาแผนท่ีปรับปรุงพัฒนาร่วมกับครูเพื่อนร่วมรู้แล้ว มาใช้ในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามตัวชีว้ ดั ดา้ นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ บริหาร
จัดการชั้นเรียนเชงิ บวก โดยใหน้ ักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการจูงใจ กล่าวชม
และสร้างบรรยากาศการเรยี นทด่ี ี
ห น้ า | 194
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
2. ขอ้ เสนอแนะในกำรวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยกระบวนการชุมชนแห่ง
การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ของโรงเรียนในสังกัดสานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาอื่น ๆ
2.2 ควรมีการศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยกระบวนการชุมชน แห่ง
การเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเข ตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรอี ยธุ ยา เขต 2
เอกสำรอ้ำงองิ (References)
ชาญณรงค์ พรรงุ่ โรจน์. (2558). ก้าวข้ามขีดจากดั สู่สหัสวรรษแหง่ คุณภาพ. กรงุ เทพฯ : สานกั งาน
รับรองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (องคก์ ารมหาชน).
ผอ่ งอาไพ เสนแสง. (2560). การหาคณุ ภาพเคร่อื งมือ. สบื ค้น 12 พฤษภาคม 2561, จาก
http://www.norththonburi.com/.
วรลกั ษณ์ ชูกาเนดิ และเอกรินทร์ สังข์ทอง. (2557). รูปแบบชุมชนการเรียนรทู้ างวิชาชพี ครูสู่การ
เรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21 บรบิ ทโรงเรียนในประเทศไทย. วารสารหาดใหญ่วชิ าการ. 12
(2), 123-134.
วิชยั วงษใ์ หญ่ และ มารตุ พัฒผล. (2562). การพัฒนาคุณภาพการจดั การเรียนร้ตู ามแนวคดิ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน. (2561). แนวทางการประเมินคุณภาพตามมาตรฐาน
การศึกษาระดบั ปฐมวัยระดบั การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน และระดับการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานศนู ย์
การศึกษาพิเศษ. กรงุ เทพฯ: ผแู้ ตง่ .
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน. (2563). ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหาร
สถานศึกษา. สืบคน้ 2 กรกฎาคม 2563, จาก https://data.bopp-
obec.info/emis/school.php?Area_CODE=1402.
สุภมาส องั ศุโชติ และชชู าติ พว่ งสมจิตร์. (2557). การวจิ ัยการบริหารการศึกษา. นนทบรุ ี:
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
อดศิ ักด์ิ มงุ่ ชู. (2560). แนวทางการบริหารสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 20 โดย
ใช้กระบวนการชมุ ชนการเรียนรทู้ างวิชาชพี 4. กรงุ เทพฯ: สานักปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ.
อานาท เหลอื น้อย. (2561). รปู แบบการบริหารจัดการชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพของ
โรงเรยี นมาตรฐานสากล. วิทยานิพนธค์ รุศาสตรดุษฎีบัณฑติ . นครสวรรค:์ มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั นครสวรรค.์
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determination sample size for research
activities. Education and Psychology Measurement. 30 (3), 607-610.
ห น้ า | 195
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะเร่อื งทฤษฎีบทพที าโกรัส
และความรู้เบอื้ งต้นเกยี่ วกบั จานวนจริงกลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
สาหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ด้วยเทคนคิ การสอน TAI
Development of Academic Achievement using skill Exercises Subject:
Pythagorean Theorem and Introduction to Real Numbers, Mathematics
Subject Group for Grade 2 Students using TAI Teaching Techniques
อนชุ าติ ชาติรัมย์1
Anuchat Chatram
บทคดั ยอ่ (Abstract)
การศกึ ษาคร้ังน้ีมีจุดประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ
เรอ่ื งทฤษฎีบทพีทาโกรสั และความรู้เบ้ืองต้นเกย่ี วกับจานวนจริง 2) เพื่อหาดชั นปี ระสิทธิผลของแบบ
ฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง 3) เพ่ือเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้
เบอ้ื งต้นเกยี่ วกับจานวนจริง และ 4) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วย
แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ืองทฤษฎบี ทพที าโกรสั และความรเู้ บื้องต้นเก่ียวกบั จานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 โรงเรียนซบั นกแกว้ วิทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2562 จานวน 26 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
แบบฝึกทักษะ จานวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 23 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน จานวน 30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจ จานวน 15 ข้อ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการ
เรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีประสิทธิภาพเท่ากับ
77.44/77.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการแบบฝึกทักษะ เรื่อง
Received: 2021-06-25 Revised: 2021-07-05 Accepted: 2021-07-20
1 โรงเรียนซบั นกแกว้ วิทยา ตาบลหนองน้าใส อาเภอวฒั นานคร จงั หวดั สระแกว้ องคก์ ารบรหิ ารส่วน
จังหวดั สระแกว้ , กรมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถ่นิ กระทรวงมหาดไทย Sapkeawwittaya School Nong Nam
Sai Sub-district Watthana Nakhon District Sa Kaeo Province, Department of Local Administration
Ministry of Interior.
ห น้ า | 196
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ดว้ ยเทคนคิ การสอน TAI มีค่าเท่ากับ 0.6771 หมายความว่า หลังเรียนนักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเพ่ิมขึ้นร้อยละ 67.71 จากก่อนเรียน 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่ได้
เรยี นด้วยแบบฝกึ ทักษะ เรอื่ งทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระ
การเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นหลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี น อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
2 ที่เรียนรู้ดว้ ยแบบฝกึ ทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีความพึงพอใจในการ
เรยี นรู้ โดยภาพรวมมคี ่าเฉลยี่ 4.63 ซ่ึงอยใู่ นระดบั มากทส่ี ุด
คำสำคัญ (Keywords): การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์; ทฤษฎบี ทพีทาโกรัส; เทคนคิ การสอน TAI
Abstract
The objectives of this study were 1) to improve learning achievement by
using skills exercises. on the Pythagorean theorem and an introduction to real
numbers 2) to find the index of effectiveness of skill exercises on the Pythagorean
theorem and an introduction to real numbers. 3) To compare the learning
achievement of students studying with the skill exercise. on the Pythagorean
theorem and an introduction to real numbers; and 4) to study the learning
satisfaction of students who learned with the skill exercises. About the Pythagorean
theorem and an introduction to real numbers. Mathematics Secondary school
grades with TAI teaching techniques. The sample group consisted of students in
Mathayom Suksa 2/1 at Sap Nok Kaew Wittaya School. Sakaeo Provincial
Administrative Organization, the second semester of the academic year 2019,
consisted of 26 students who were obtained by group randomization. The research
instruments were 6 volumes of skill exercises, 23 learning management plans, 30
learning achievement tests, and 15 satisfaction surveys. The statistics used in the
data analysis were percentage, mean. standard deviation and statistical t-test. The
results of the study showed that 1. Skills exercise on Pythagorean theorem and
basic knowledge of real numbers. Mathematics Secondary school grades with TAI
teaching techniques were effective at 77.44/77.31, which was higher than the 75/75
criteria. About the Pythagorean theorem and an introduction to real numbers.
Mathematics Secondary school grade 2 with teaching technique TAI was equal to
0.6771, meaning that after studying the students had a 67.71% increase in learning
ห น้ า | 197
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
achievement from before school. About the Pythagorean theorem and an
introduction to real numbers. Mathematics Secondary school grades with TAI
teaching techniques had higher academic achievement scores after school than
before. The statistical significance was at the .05 level. 4. Mathayomsuksa 2
students who learned with the skill exercises. About the Pythagorean theorem and
an introduction to real numbers. Mathematics Secondary school grades with TAI
teaching techniques are satisfied with learning. The overall average was 4.63, which
is the highest level.
Keywords: Development of Academic Achievement; Pythagorean Theorem; TAI
Teaching Techniques
บทนำ (Introduction)
การศึกษาเป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นกระบวนการที่ทาให้
มนุษยส์ ามารถพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของตน สามารถดาเนินชีวิตในสังคมได้อย่างสันติสุข และสามารถ
เกอื้ หนุนการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน ประเทศ
ใดก็ตามที่ประชาชนมีการศึกษา ประเทศน้ันย่อมมีการพัฒนาก้าวไกลกว่าประเทศอ่ืน และจาเป็นที่
จะต้องสร้างจิตสานึกของคนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์ มีทักษะท่ีสาคัญในการค้นคว้าหาความรู้ รู้จักคิด ใช้เหตุผลแก้ปัญหาต่างๆ (กรม
วิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2546)
คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อความสาเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เน่ืองจาก
คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน
สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถ่ีถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน
ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากน้ีคณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ
อันเปน็ รากฐานในการพัฒนาทรพั ยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจาเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง เพื่อให้
ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ี
เจรญิ ก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ ในยุคโลกาภิวฒั น์ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560)
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่ายังไม่ประสบ
ผลสาเร็จเท่าท่ีควร ผลจากประเมินผลสัมฤทธ์ิวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่า ทั้งนี้ มา
จากสาเหตุและปัจจัยหลายประการ เช่น หลักสูตร เน้ือหา นักเรียน ผู้บริหารสภาพแวดล้อม
ผู้ปกครอง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ ตลอดจนเทคนิคและวิธีการสอนของครู และอาจ
เนื่องมากจากครูที่สอนระดับมัธยมศึกษาไม่ได้จบโดยตรงทางด้านการสอนคณิตศาสตร์ ทาให้การ
ห น้ า | 198
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สอนคณติ ศาสตร์คือสอนหรืออธิบายเนื้อหาสาระ แล้วให้นักเรียนทาแบบฝึกก็เพียงพอ แท้ที่จริงการ
สอนคณิตศาสตร์ทุกเร่ืองต้องให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงควบคู่กับการคานวณ ส่ิงแรกคือ การลงมือ
ปฏิบัติ การพิสูจน์ การตรวจสอบ แล้วให้นักเรียนทาแบบฝึกและในบางเร่ืองครูต้องสาธิตให้เข้าใจ
หลักการควบคู่กับการอธิบาย (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) ซึ่งสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ เหล่าน้ีทาให้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 พบว่ามีปัญหาใน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระ การเรียนเรียนรู้คณิตศาสตร์อยู่หลายประการ เช่น ปัญหา
เกี่ยวกับตัวครู ซ่ึงไม่ได้จบวิชาเอกคณิตศาสตร์ ทาให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนถ่ายทอด
ความรไู้ ด้ยาก ส่วนปญั หากบั ตวั นกั เรยี น พื้นฐานการเรียนรไู้ ม่ดี ขาดการคิดวิเคราะห์ และเบื่อหน่าย
ไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน นักเรียนขาดความกระตือรือร้น
ในการเรยี นเจตคตทิ ีไ่ ม่ดี และไมเ่ ห็นคุณค่าในการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ อกี ทง้ั ขาดสื่อการเรียนการสอน
ทีช่ ่วยกระตุน้ ความสนใจในการเรียนของผเู้ รียน ดังนั้น การจดั เนื้อหาสาระทางคณิตศาสตร์ต้องคาถึง
ความยากง่าย ความต่อเน่ืองและลาดับข้ันของเน้ือหาและการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนต้อง
คานึงลาดับข้ันของการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ควรจัดการเรียนรู้ให้
สอดคล้องกับความสนใจ และถนัดของผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลรวมทั้งวุฒิ
ภาวะของผู้เรียน อีกทั้งควรจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ทั้งสามด้าน คือ ด้านความรู้
ด้านทักษะกระบวนการ และด้านคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดี (สานักทดสอบทางการศึกษา,
2546) ทั้งนี้เพ่ือให้ผู้เรียนการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจในคณิตศาสตร์พ้ืนฐานมีทักษะ
กระบวนการทางคณติ ศาสตรท์ ่จี าเป็น ได้แกค่ วามสามารถ ในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย
การให้เหตุผล การสื่อสาร ส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การมีความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ การเช่ือมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ มีความสามารถในการทางานอย่างเป็น
ระบบ มีระเบียบ มีความรอบคอบมีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความเช่ือมั่นในตนเอง พร้อม
ทัง้ ตระหนกั ในคุณค่าและมีเจตคติท่ีดีต่อคณติ ศาสตร์
ผู้วิจัยจึงต้องการท่ีจะนาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน TAI มาใช้ใน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องทฤษฎีบท
พีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง เพราะเห็นว่าเป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ท่ีเหมาะสมสาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และเป็นกิจกรรมท่ีเน้นนักเรียนเป็น
สาคัญ สง่ เสรมิ การรว่ มมอื กันทางานเป็นกลมุ่ นกั เรียนได้ช่วยเหลือกันขณะทางาน มีการแลกเปล่ียน
เรยี นร้ซู ึ่งจะสามารถพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในคณิตศาสตร์พื้นฐาน สามารถนา
ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ท่ีจาเป็น มี
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย พร้อมท้ังมีความ
ตระหนักในคุณค่าและมีเจตคติท่ีดีต่อคณิตศาสตร์ ซ่ึงสอดคล้องกับจุดหมายท่ีหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ที่กาหนดไว้ รวมทั้งเพ่ือใช้เป็น
แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ และ
ห น้ า | 199
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ประสิทธิผล อันจะส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงข้ึน มีทักษะกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์และทักษะในการทางานเป็นกล่มุ
สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI น้ัน สมาชิกแต่ละคนต้องมีส่วนร่วมอย่าง
แท้จริงในการเรียนรู้และในความสาเร็จของกลุ่ม ท้ังโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปัน
การเรียนรู้ รวมท้งั การเป็นกาลังใจซึ่งกันและกัน คนที่เรียนเก่งช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า สมาชิก
ในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของ
เพ่ือนสมาชิกในกลุ่มความสาเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝน
และพัฒนาทักษะในการทางานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การแสวงหาความรู้ใหม่
และการยอมรับซึ่งกันและกัน ส่ิงเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ดังน้ัน ผู้สอน
จะต้องใช้เทคนิคการเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คาชมเชย เป็นต้น สมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกาหนด
เป้าหมายร่วมกัน ชว่ ยเหลือกันเพอื่ ความสาเร็จของกลุม่
จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เพ่ือนามาพัฒนาการเรียน
การสอนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวและเพ่ือพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน
โดยได้พัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยรูปแบบการสอน TAI โดยคาดหวังว่าจะ
สามารถทาให้นักเรียนมีสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่สูงขึ้น และเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการ
สอนวชิ าคณิตศาสตรห์ รอื วชิ าอน่ื ๆ และเปน็ เคร่ืองมือสาหรับการเรยี นรใู้ นระดบั ชัน้ สูงข้ึนตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของกำรวจิ ยั (Research Objective)
1. เพ่ือพฒั นาแบบฝึกทักษะ เรอ่ื งทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับจานวน
จริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI ที่มี
ประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 75/75
2. เพ่ือหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้
เบื้องต้นเกย่ี วกบั จานวนจริง กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการ
สอน TAI
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เร่ือง
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI ระหวา่ งก่อนเรียนและหลงั เรียน
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เร่ือง
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ดว้ ยเทคนิคการสอน TAI
ห น้ า | 200
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
วธิ ีดำเนนิ กำรวิจยั (Research Methods)
ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้ศึกษาใช้แบบแผนการวิจัยตามแบบ One – Group Pre-test Post-
test Design ดังตาราง 4 (ล้วน สายยศและองั คณา สายยศ. 2538)
ตาราง 4 รปู แบบ One – Group Pre - test - Post - test Design
Pre - test Treatment Post - test
T1 X T2
T1 แทน การสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นก่อนเรียน
X แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
รูปแบบการสอน TAI
T2 แทน การสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี น
จากรูปแบบการวจิ ัยข้างต้น ผศู้ กึ ษาได้ทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยเร่ืองทฤษฎีบทพี
ทาโกรัสและความรู้เบอ้ื งต้นเกีย่ วกบั จานวนจริง กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่
2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI ใช้เวลาในการดาเนินการทดลอง 23 ชั่วโมง วันละ 1 ช่ัวโมง ทั้งนี้ไม่รวม
เวลาทดสอบก่อนและหลังเรียน ระยะเวลาในการทดลอง คือ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้
เวลา 23 ชว่ั โมง ระหว่างวันท่ี 5 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2562 โดยไม่รวมการทดสอบ
กอ่ นเรียนและหลังเรียน มีลาดับขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. เตรียมความพรอ้ มนักเรียน โดยปฐมนิเทศใหน้ ักเรียนเขา้ ใจถึงการจัดกิจกรรมด้วยเร่ือง
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI ในการเรียนการสอนแบบร่วมมือ รูปแบบ TAI ซ่ึง
เปน็ เทคนคิ การสอนใหม่ นักเรียนยังไมเ่ ขา้ ใจขน้ั ตอนการดาเนนิ การ แล้วจงึ ดาเนินการสอน
2. ทาการทดสอบด้วยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนก่อนเรียน
3. ดาเนินการสอนตามข้ันตอนในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยทาการสอนสัปดาห์ละ 3 วัน
วนั ละ 1 ชั่วโมง
4. หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครบทุกเนื้อหาแล้ว จึงทาการทดสอบ
ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรียน
5. หลงั จากทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนเสร็จแลว้ ให้นกั เรยี นตอบแบบวัด
ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยเร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยรูปแบบการสอน
TAI
6. นาคะแนนท่ีได้จากการทดสอบไปวิเคราะห์หาคา่ ทางสถติ ิต่อไป
ตาราง 5 การจดั ตารางเรียนในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ห น้ า | 201
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
รำยกำรทดลอง วัน เดอื น ปี เวลำ (ชั่วโมง)
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 2 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 4 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 5 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 9 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 11 พฤศจกิ ายน 2562 1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 12 พฤศจกิ ายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 7 16 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 8 18 พฤศจกิ ายน 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9 19 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 10 23 พฤศจกิ ายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 11 25 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 12 26 พฤศจิกายน 2562 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 13 30 พฤศจกิ ายน 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 14 2 ธันวาคม 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 15 3 ธนั วาคม 2562 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 16 7 ธนั วาคม 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 17 9 ธันวาคม 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 18 14 ธันวาคม 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 19 16 ธันวาคม 2562 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 20 17 ธนั วาคม 2562 1
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 21 21 ธนั วาคม 2562 1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 22 23 ธันวาคม 2562 1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 24 ธนั วาคม 2562 1
23
รวม 23 วัน
กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล
ผูว้ ิจัยดาเนินการวิเคราะหข์ ้อมลู ดังน้ี
1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนน
ท่ีไดจ้ ากการวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนและความพึงพอใจในการเรยี นรู้
2. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้
เบอ้ื งต้นเกยี่ วกบั จานวนจริง กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยเทคนิคการ
ห น้ า | 202
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
สอน TAI ท่มี ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 75/75
3. วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและ
ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI จากคะแนนทดสอบผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนหลังเรียนและคะแนนเต็มของ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
4. เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎี
บทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ด้วยเทคนคิ การสอน TAI ระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
5. วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรูข้ องนักเรียนที่เรยี นรู้ดว้ ยเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส
และความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกบั จานวนจรงิ กลุม่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI ด้วยคา่ เฉลี่ยและส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน โดยกาหนดแปลผลคะแนนตามระดับ
ความพงึ พอใจ 5 ระดบั ตามมาตราส่วนของลเิ คริ์ท (Likert)
4.51–5.00 หมายถึง มคี วามพึงพอใจมากทส่ี ุด
3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก
2.51–3.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจปานกลาง
1.51–2.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจนอ้ ย
1.00–1.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจน้อยท่ีสุด
สถิติท่ใี ชใ้ นกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล
1. การหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะใช้สถิตดิ ังน้ี
ค่าร้อยละ (Percentage) ดว้ ยสูตร P ดงั นี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545)
P= f 100
N
เมอื่ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถ่ีท่ตี ้องการแปลงให้เปน็ ร้อยละ
N แทน จานวนความถี่ทั้งหมด
2. การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนใชส้ ถติ ดิ ังน้ี
คา่ เฉลย่ี (Mean) โดยคานวณจากสูตรต่อไปน้ี (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545)
X= X
N
เม่อื X แทน คา่ เฉล่ีย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดในกล่มุ
ห น้ า | 203
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
N แทน จานวนคะแนนในกล่มุ
3. การคานวณหาประสิทธิภาพของกิจกรรม คานวณจากสูตรดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์.
2537)
E= X1 100
1 A1
เม่ือ E 1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการเรียนการสอน
X 1 แทน คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนท้ังหมดจากการแบบทดสอบ
ท้ายเลม่
A1 แทน คะแนนเตม็ ของกจิ กรรมในแบบฝกึ ทักษะระหว่างเรยี น
E2 X2 100
A2
เมือ่ E 2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์
X 2 แทน คะแนนเฉลี่ยของนกั เรียนท้ังหมดท่ไี ด้จากการทา
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลงั เรยี น
A2 แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรยี น
4. การหาค่าดชั นปี ระสิทธผิ ลของแบบฝึกทักษะ คานวณด้วยสตู ร ดงั นี้ (เผชิญ กจิ ระการ.
2546)
E.I. = x2 x1
Total x1
เม่ือ Σx1 = ผลรวมของคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน
Σ x2 = ผลรวมของคะแนนทดสอบหลงั เรยี น
Total = คะแนนเตม็ จานวนผเู้ รยี น
5. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545)
t = D
nD 2 (D)2
n 1
ห น้ า | 204
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
เมอื่ t แทน ค่าสถิติท่จี ะใชเ้ ปรยี บเทียบกับค่าวกิ ฤต เพอื่ ทราบความ
มีนยั สาคญั
D แทน คา่ ผลตา่ งระหว่างคคู่ ะแนน
n แทน จานวนกลุ่มตัวอยา่ งหรอื จานวนคคู่ ะแนน
6. การหาความพงึ พอใจใชส้ ถิติดงั นี้
ค่าเฉลยี่ (Mean) โดยคานวณจากสตู รต่อไปนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545)
X= X
N
เมื่อ X แทน คา่ เฉลี่ย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดในกลุ่ม
N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม
ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยคานวณจากสตู รตอ่ ไปน้ี
(บุญชม ศรีสะอาด, 2545)
S.D. = NX 2 (X )2
N(N 1)
เมือ่ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนแตล่ ะตวั
N แทน จานวนคนทง้ั หมด
ผลกำรวจิ ยั (Research Results)
1. แบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีประสิทธิภาพเท่ากับ
77.44/77.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75
2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการแบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI มีค่าเท่ากับ 0.6771 หมายความว่า หลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นเพ่มิ ขึ้นร้อยละ 67.71 จากกอ่ นเรยี น
3. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส
และความรูเ้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับจานวนจรงิ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
ห น้ า | 205
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
เทคนิคการสอน TAI มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
4. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ท่ีเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส
และความรู้เบอื้ งตน้ เก่ียวกบั จานวนจรงิ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีค่าเฉล่ีย 4.63 ซ่ึงอยู่ในระดับมาก
ที่สุด
อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วย
เทคนคิ การสอน TAIมปี ระเดน็ สาคัญที่นามาอภปิ รายผล ดังน้ี
1. แบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAIมีมีประสิทธิภาพเท่ากับ
77.44/77.31 ซง่ึ สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ท้ังน้ีอาจเน่ืองจากว่าผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักสูตร มาตรฐานการ
เรียนรู้ ตัวชี้วัด และเน้ือหาสาระอย่างละเอียด และวิเคราะห์เน้ือหาสาระให้เหมาะสมกับกิจกรรม
การเรยี นรู้ เหมาะสมกับเวลาและวัยของผู้เรียน พร้อมทั้งมีการวัดผลประเมินผลท่ีหลากหลาย และ
ยังได้ผ่านการพิจารณา ตรวจสอบ และกลั่นกรอง จากผู้เช่ียวชาญ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่าง
ต่อเน่อื งในกระบวนการสรา้ งและพัฒนา อีกทงั้ ไดม้ กี ารนาไปทดลองใชซ้ งึ่ ถือเปน็ การตรวจสอบในเชิง
ปฏิบัติก่อนที่จะนาไปใช้จริง รวมท้ังกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้ศึกษาได้จัดการเรียนการสอนตาม
กจิ กรรมที่กาหนดไว้ โดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ให้
การสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกคนได้พัฒนาทักษะและเกิดผลสัมฤทธ์ิอย่างเต็มศักยภาพ ในการ
จดั กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจากการจัดกิจกรรมด้วยแบบฝึกทักษะ ซ่ึง
มรี ะดับความยากงา่ ยแตกต่างกนั ออกไป เพอ่ื เรา้ ความสนใจของผู้เรียนให้สนใจและร่วมกิจกรรมได้ดี
ซ่ึงผลการวิจัยสอดคล้องกับ อิศราภรณ์ ปินธง (2558) การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้
เทคนิค TAI เรอื่ งจานวนจริง สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะ
คณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค TAI เร่ือง จานวนจริง สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกปีท่ี 4 ที่สร้างข้ึนมี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 79.41/79.38 และปุณยวัจน์ เปรมปรีด์ิ (2559) ได้ทาการวิจัย ผลการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง การบวก การลบ การคูณ และการหาร จานวนเต็ม สาหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (TAI) ผลการวิจัยพบว่า แบบ
ฝึกทักษะ เรอ่ื ง การบวก การลบ การคูณ และการหาร จานวนเต็ม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 1 ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (TAI) มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.40/76.53 ซ่ึงสูง
กวา่ เกณฑ์ทกี่ าหนด 75/75
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้น
ห น้ า | 206
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
เก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน
TAI มีค่าเท่ากับ 0.6771 หมายความว่า หลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ิมข้ึนร้อยละ
67.71 จากก่อนเรียนจากก่อนเรียน ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะ ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการแบบ
ฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสและความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีค่าเท่ากับ 0.6771 หมายความว่า
หลงั เรยี นนกั เรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเพิ่มข้ึนร้อยละ 67.71 จากก่อนเรียนที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น
ได้พัฒนาตามขั้นตอนอย่างมีระบบ เร่ิมต้ังแต่ศึกษาเอกสาร คู่มือครู วิธีการและข้ันตอนการสร้าง
แบบฝึกทักษะและยังได้ ผ่านการประเมิน จากผู้เชี่ยวชาญ และพิจารณาแก้ไขตามที่ผู้เช่ียวชาญ
เสนอแนะทกุ ข้นั ตอน การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ไดจ้ ัดเรียงลาดับจากเนื้อหาง่ายไปหายาก ครูผู้สอน
ก็เอาใจใส่ดูแลการจัดกิจกรรมของนักเรียนอย่างใกล้ชิด มีการเสริมแรงและให้รางวัล นักเรียนที่จัด
กิจกรรมได้ถูกต้องเป็นท่ีน่าพอใจ และยังให้กาลังใจ และสอนซ่อมเสริมในนักเรียนท่ีเรียนช้าอีกด้วย
ซ่ึงสอดคล้องกับ วราภรณ์ บุษดี (2560) ได้ทาการวิจัยการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์
โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ TAI เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องพหุนาม ชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 1 พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพหุนาม โดยใช้
กลมุ่ รว่ มมือ แบบ TAI มีคา่ เท่ากับ 0.7024 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อย
ละ 70.24 และศจุ ีนันท์ บตุ ราช (2561) ไดท้ าการวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
คณติ ศาสตรด์ ้วยแบบฝึกทักษะร่วมกับ การจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI เรื่อง ทฤษฎีบทพี
ทาโกรัส ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคม พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ี
เรยี นแบบฝึกทักษะรว่ มกบั การจดั การเรียนรกู้ ลมุ่ ร่วมมอื เทคนิค TAI เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส มีค่า
ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลเท่ากับ 0.6500 หมายความว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพ่ิมขึ้น คิดเป็น
ร้อยละ 65.00
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัส
และความรู้เบ้อื งตน้ เกยี่ วกับจานวนจริง กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 ซึง่ เป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในการเตรียมการสอน เช่น
เตรียมสื่อการเรียนการสอน แบบฝึกทักษะ เตรียมตัวครูผู้สอนและเตรียมตัวนักเรียนในการเรียนรู้
ด้วยรปู แบบการสอนแบบ TAI โดยครูช้แี จงวิธสี อนด้วยรูปแบบการสอนแบบ TAI ให้นกั เรียนเข้าใจ
ถงึ ขั้นตอนกระบวนการตา่ ง ๆ กอ่ นการทดลอง รวมท้ังช้ีแจง ทาความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ในการ
ปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนจะต้องเข้าใจหน้าท่ีของตนเองและรู้จักแบ่งหน้าท่ีกันให้ชัดเจนและ
ร่วมกันคิดร่วมกันทาเพื่อเป้าหมายของกลุ่ม เน้นการใช้ส่ือในการสร้างความคิดรวบยอด เพ่ือให้
นักเรียนเข้าใจย่ิงขึ้น กระตุ้นให้นักเรียนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองในการเรียนด้วยรูปแบบการ
สอนแบบ TAI ในการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มได้เสนอแนะ ช่วยเหลือนักเรียน คอยสังเกตนักเรียน
ในขณะปฏิบัติกิจกรรม กระตุ้นให้นักเรียนแสดงออกอย่างเต็มท่ี หากกลุ่มใดไม่เข้าใจหรือสงสัยไม่
ห น้ า | 207
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
สามารถทาบัตรกิจกรรมได้ครูเข้าไปช่วยเหลืออธิบายในส่วนที่นักเรียนไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ถูกต้อง
เพอื่ ให้กลมุ่ หรอื บคุ คล มคี วามเข้าใจทีถ่ ูกต้อง และเม่ือแต่ละกลุ่มทาบัตรกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
กม็ กี ารนาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น นักเรยี นในแตล่ ะกลุ่มไดร้ ่วมกันอภิปราย ตรวจคาตอบและสรุปคาตอบ
ร่วมกันทาให้นักเรียนจดจาบทเรียนได้ดียิ่งขึ้นได้แสดงผลงานกลุ่มของตนเองได้ชื่นชมผลงานของ
กลุ่มตนเอง นอกจากนค้ี รูยังได้เสริมแรงทางบวกทกุ คร้ัง เช่น กล่าวชมเชย การปรบมือ การให้รางวัล
เปน็ ตน้ แกก่ ล่มุ หรอื นกั เรยี นทต่ี ั้งใจเรยี น ซึ่งสอดคล้องกบั กติ ิศกั ดิ์ คาเมฆ (2560) ได้ทาการวิจัยการ
จดั การเรียนร้แู บบรว่ มมอื โดยใช้เทคนคิ TAI ท่ีมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาแพงเพชร พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
ท่ี 1 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค
TAI สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด ร้อยละ 70 นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คณติ ศาสตร์ หลังการจดั การเรยี นการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TAI หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และทิพฆนฑา เงินยวง (2560) ได้ทาการวิจัยการพัฒนา
กิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องเส้นขนาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้การเรียนรู้
แบบร่วมมือแบบเทคนิค TAI พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องเส้น
ขนาน ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบเทคนิค TAI หลังเรียน
สงู กวา่ ก่อนเรยี น อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัส
และความรู้เบื้องต้นเก่ียวกบั จานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วย
เทคนิคการสอน TAI มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีค่าเฉล่ีย 4.63 ซ่ึงอยู่ในระดับมาก
ทสี่ ุด ทัง้ น้ีอาจเปน็ เพราะนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ท่ีเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่องทฤษฎีบทพี
ทาโกรสั และความรเู้ บอ้ื งตน้ เกยี่ วกับจานวนจริง กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่
2 ด้วยเทคนิคการสอน TAI มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.63 ซ่ึงอยู่ใน
ระดับมากที่สุด เป็นเพราะมีแบบฝึกทักษะมีความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา และการพัฒนาถูกต้องตาม
หลักวิชาการ รวมทั้งมีรูปแบบเหมาะสมสาหรับผู้เรียน ตรงตามหลักการและจุดมุ่งหมายของ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) มีรูปแบบแสดง
การสอนเป็นระบบ โดยด้านเนื้อหา เนื้อหาตรงตามหลักสูตรกาหนด มีความสอดคล้องกับ
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ เนอ้ื หาสาระทเ่ี รียนไมย่ ากเกนิ ไปและเนื้อหาที่เรียนสามารถนาไปใช้ประโยชน์
ในชีวิตประจาวันได้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถเร้าความ
สนใจของผู้เรียน เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญนักเรียนได้ลงมือทาจริงมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
บรรยากาศในการเรียนน่าสนใจ การเรียนการสอนคร้ังน้ีมีความสอดคล้องกับความต้องการของ
ผ้เู รียน นักเรียนไดร้ ว่ มทางานในรปู แบบฝกึ ทกั ษะทั้งรายบุคคลและกลุ่ม การเรียนการสอนมีข้ันตอน
ชัดเจน นักเรียนได้แลกเปล่ียนผลงานได้เสนอผลงานของตนเองและของกลุ่ม สามารถสรุปความรู้
และข้ันตอนการเรียนรู้แต่ละช่ัวโมงด้วยตนเอง ด้านส่ือการเรียนรู้ ส่ือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการ
ห น้ า | 208
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
เรียนรู้เป็นสื่อของจริง ซ่ึงครูและนักเรียนช่วยกันจัดเตรียมมาในแต่ละชั่วโมงจึงทาให้นักเรียนเข้าใจ
จดจาเน้ือหาที่เรียนได้ดียิ่งข้ึนและสนุกในการใช้ส่ือการเรียนรู้นั้น รวมท้ังส่ือการเรียนรู้มีความ
เพียงพอกับนักเรียน ด้านการวัดผลและประเมินผล ครูใช้วิธีการวัดและประเมินผลท่ีหลากหลาย
การตรวจแบบฝึกทักษะ การทดสอบดว้ ยแบบทดสอบนกั เรียนสามารถทราบผลการเรียนรู้ ผู้เรียนได้
ทางานเปน็ กลุ่ม ครจู ัดกิจกรรมให้ผูเ้ รียนไดป้ ฏบิ ตั ิจรงิ ผเู้ รยี นมโี อกาสเสนอผลงานของตนเอง ผู้เรียน
มโี อกาสวจิ ารณผ์ ลงานของเพื่อนและเพื่อน ๆ ร่วมกันสรุปผลงานของกลุ่ม จากเหตุผลดังกล่าวจึงทา
ให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ซ่ึงปุณยวัจน์ เปรมปรีดิ์
(2559) ได้ทาการวจิ ัยผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง การบวก การลบ การคูณ และ
การหาร จานวนเต็ม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(TAI) พบว่า ความพึงพอใจท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (TAI) โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง
การบวก การลบ การคูณ และการหาร จานวนเต็ม สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 อยู่ใน
ระดับมาก และ กิติศักด์ิ คาเมฆ (2560) ได้ทาการวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค
TAI ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนองค์การ
บริหารสว่ นจงั หวัดกาแพงเพชร ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีความพึงพอใจต่อ
การจัดการเรยี นการสอนแบบร่วมมือโดยใชเ้ ทคนิค TAI อยู่ในระดบั มาก
ข้อเสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะสำหรับกำรนำไปใช้
1.1 แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ด้วยรูปแบบการสอนแบบ TAI เป็นแบบฝึกทักษะ
ท่ีประกอบไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมท้ังด้านเนื้อหาและการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้
นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจ สนุกสนาน ไม่เบื่อหน่าย ดังน้ันผู้สอนควรกาหนดกิจกรรมที่มีความ
เป็นไปได้ สอดคล้องกับจดุ ประสงคแ์ ละเหมาะสมกบั วัยผู้เรียนและระยะเวลา
1.2 ครูผู้สอนสามารถนาวิธีสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ TAI ไปใช้ในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนได้ทุกกลุ่มสาระ เพราะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมปัญญาและความร่วมมือกัน
ปฏบิ ตั ิงานท่ไี ด้รบั มอบหมายได้สาเรจ็ และเปน็ การบูรณาการสาระการเรียนรู้เขา้ ดว้ ยกนั
1.3 ครูผู้สอนควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและติดตามการทากิจกรรมของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
เพ่ือจะได้รับรู้ความแตกต่างและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนตามสภาพจริงรู้จุดอ่อน จุดเด่น
ของผเู้ รยี น เพอ่ื จะไดห้ าทางสง่ เสริมความสามารถผ้เู รยี นได้เตม็ ตามศกั ยภาพเป็นการฝึกให้นักเรียนมี
วนิ ยั และมีความรบั ผดิ ชอบงานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
1.4 ขณะท่ีนักเรียนประกอบกิจกรรมทั้งรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม ครูผู้สอนควรดูแล
ให้คาแนะนาช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนประสบปัญหา และคอยควบคุมเร่ืองเวลา รวมทั้งความประพฤติ
ของผู้เรยี น เพือ่ ใหน้ ักเรียนมีคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตร
2. ขอ้ เสนอแนะสำหรบั กำรศกึ ษำวจิ ยั คร้งั ตอ่ ไป
ห น้ า | 209
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
2.1 ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะด้วยรูปแบบการสอนแบบ TAI ในกลุ่ม
สาระการเรยี นรอู้ ืน่ และชนั้ อื่นๆ
2.2 ควรมกี ารศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนกับวิธีการสอนด้วย
รูปแบบการสอนแบบอื่นในกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์และกลุ่มนักเรยี นชนั้ อ่ืน
2.3 ควรมีการศึกษาความคงทนหรอื เจตคตติ อ่ การเรียนคณติ ศาสตร์
เอกสำรอ้ำงอิง (References)
กองสนิ ออนวาด. (2550). การพัฒนาความสามารถในการแกปญหาทางคณิตศาสตรของนักเรียน
ชัน้ มัธยมศึกษาป ท่ี 2 โดยใชการเรียนแบบรวมมือ. วทิ ยานพิ นธครุศาสตรมหาบณั ฑิต
มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย.
ณฐั พร โพธ์ิเอีย่ ม. (2550). การพฒั นาผลการเรียนรูเรือ่ งโจทยปญหาของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษา
ปที่ 4 ทจ่ี ัดการเรยี นรูแบบกลุมชวยเหลอื เปนรายบคุ คล (TAI) รวมกับกระบวกการแก
ปญั หาของโพลยา. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
พรพิมล ใจโต. (2552). การพัฒนาผลการเรยี นรูเรื่องการบวก ลบ คณู หาร จาํ นวนเต็มของนักเรียน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 ท่จี ัดการเรียนรูโดยใชเทคนคิ TAI. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัย
ศิลปากร.
วจิ ารณ พานชิ . (2555). วถิ ีการสรางการเรียนรูเพื่อศิษยในศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ
มลู นิธสิ ดศรี-สฤษดิ์วงศ
สรุ พงษ ทองเวยี ง. (2551). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูแบบรวมมือโดยใชเทคนิค TAI เรือ่ งความ
นา่ จะเปน ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 5. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน.
ห น้ า | 210
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ห น้ า | 211
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
กระบวนการนิเทศภายในสถานศกึ ษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอา้ เภอน้าหนาว
สังกดั ส้านกั งานเขตพนื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาเพชรบรู ณ์ 2
Internal Supervision Process of Educational Opportunity Expansion
Schools in the Area of Nam Nao District under Phetchabun Primary
Educational Service Area Office 2
ศกั ด์สิ ิทธ์ิ ชมภู1 บุศรา เช้ือดี2 ขจรอรรถพณ พงศว์ ริ ิทธธิ์ ร3 มาลยั วงศ์ฤทยั วัฒนา4
วลัยลกั ษณ์ พันธุรี5 บดินทร์ พญาพรหม6
Saksit Chompoo, Busara Chuadee, Kajornatthapol Pongwiritthon,
Malai Wongruethaiwattana, Walailak Panturee, Benyapa Kantawongwan
บทคัดย่อ (Abstract)
การวิจัยในคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและการ
เปรยี บเทยี บกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาวสังกัด
ส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการ
ครูโรงเรียนขยายโอกาส ในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
เพชรบูรณ์ 2 จ้านวน 130 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการก้าหนดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตาราง
ของเครจซ่ีและมอร์แกนและน้ามาใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เน่ืองจากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้
ข้อมูลการตอบที่มีความส้าคัญและต้องให้ผู้ตอบสมัครใจในการให้ข้อมูลแบบสอบถามการสมัครใจใน
การให้ข้อมูลของการวิจัย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ
และแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ค่าความถี่ ค่า
ร้อยละ คา่ เฉล่ยี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และ สถิติทดสอบ ค่าที (t-test) ความแปรปรวนแบบทาง
เดียว (One-way Analysis of Variance) ผลการวิจัย พบว่า ระดับกระบวนการนิเทศภายใน
สถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
Received: 2020-12-19 Revised: 2021-01-14 Accepted: 2021-01-14
1 โรงเรยี นบา้ นโนนสมบรู ณ์ สงั กัดส้านกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษากา้ แพงเพชร เขต 1,
Bantakudphai School under Phetchabun Primary Educational Service Area Office 3. Corresponding
Author e-mail: [email protected]
2 คณะบรหิ ารธรุ กจิ วทิ ยาลยั นอรท์ เทริ น์ Faculty of Business Administration, Northern College
3 คณะบรหิ ารธรุ กจิ วิทยาลยั นอร์ทเทิรน์ Faculty of Business Administration, Northern College
4 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วิทยาลัยนอรท์ เทิร์น Faculty of Business Administration, Northern College
5 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วิทยาลยั นอร์ทเทริ ์น Faculty of Business Administration, Northern College
6 ศูนย์การจดั การอีเลริ น์ น่งิ แห่งเอเชีย มาเลเซีย, Asia eLearning Management Center, Malaysia
ห น้ า | 212
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=3.85, S.D.=0.72) เมื่อ
พิจารณารายด้านพบว่า ด้านการอ้านวยการในการนิเทศ ( ̅=4.20, S.D.=0.24) ด้านจัดล้าดับ
ความส้าคญั ของงานของการนิเทศ ( ̅=3.88, S.D.= 0.24) ด้านประสานงานในการนิเทศ ( ̅=3.87,
S.D.=0.16) ด้านจัดสรรทรัพยากรในการนิเทศ ( ̅=3.79, S.D.=0.32) ด้านประเมินสภาพการ
ท้างานของการนิเทศ ( ̅=3.74, S.D.=0.28) ด้านการออกแบบวิธีการนิเทศ ( ̅=3.62, S.D.=0.41)
การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีแตกต่างกันทางด้าน
จ้าแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษาและประสบการณ์การท้างาน มีระดับค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับ
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัด
ส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ 2 ที่ไมแ่ ตกต่างกัน ท่ีระดบั นยั สา้ คญั 0.05
คำสำคัญ (Keywords): การนเิ ทศภายใน; สถานศกึ ษา; โรงเรียนขยายโอกาส
Abstract
This descriptive research has the objectives to study the level and
comparison of the internal supervision process of educational opportunity expansion
schools in the area of Nam Nao District under Phetchabun Primary Educational Service
Area Office 2. The population and sample were 130 school teachers who are working
in the educational opportunity expansion schools in the area of Nam Nao District under
Phetchabun Primary Educational Service Area Office 2. The sampling method using
Krejcie and Morgan table and applied with the purposive sampling method. The data
of the respondents are important, then it required the respondents to voluntarily
provide the information. The research instrument was a questionnaire which contained
the part of the checklist and the part of 5-level rating scale. The quantitative data were
analyzed using the descriptive statistic, frequency, percentage, mean, standard
deviation, t-test, and one-way analysis of variance (One-Way ANOVA). The results of the
research showed that the level of the internal supervision process of educational
opportunity expansion schools in the area of Nam Nao District under Phetchabun
Primary Educational Service Area Office 2 in overall was at quite high level ( ̅=3.85,
S.D.=0.72). Once considering each aspect, it was found the level in descending order as
follows: the supervision administration aspect ( ̅=4.20, S.D.=0.24), the prioritization of
supervision work aspect ( ̅=3.88, S.D.= 0.24), the supervision coordination aspect
( ̅=3.87, S.D.=0.16), the allocation of resources for supervision aspect ( ̅=3.79,
S.D.=0.32), the assessment of the working condition of supervision aspect ( ̅=3.74,
S.D.=0.28), and the supervision method design aspect ( ̅=3.62, S.D.=0.41), respectively.
ห น้ า | 213
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
The test comparing the characteristics of the respondents in terms of gender, age,
educational level and work experience showed the result that the average level of the
internal supervision process of educational opportunity expansion school in the area of
Nam Nao District under Phetchabun Primary Educational Service Area Office 2 had no
difference at a significance level of 0.05.
Keywords: Internal Supervision; Educational Opportunity Expansion Schools; Education
บทนำ (Introduction)
ปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเมืองการปกครอง และการศึกษา ซึ่งเป็นท่ียอมรับกันว่า การจัดการ
ศึกษาเป็นเคร่ืองมือส้าคัญย่ิงต่อการพัฒนาประเทศชาติในทุกด้าน การจัดการศึกษาของไทยมีการ
เปล่ียนแปลงและมีพัฒนาการตามสถานการณ์นโยบายปฏิรูปการศึกษามาโดยล้าดับ โครงสร้าง
หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการได้รับการปรับเปล่ียนให้มีการกระจายอ้านาจสู่สถานศึกษาเพ่ือให้
เกิดการพัฒนาระบบการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น ตลอดจนการ
ส่งเสริมสนับสนุนให้มกี ารปรับวิธีเรียนเปล่ียนวิธีสอนและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สอดรับกับ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาไทยโดยมุ่งผลในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็น
ส้าคัญเพื่อให้ประชากรได้รับการพัฒนาสู่ความเป็นสากล ดังน้ันสถานศึกษาจึงมีภารกิจอันส้าคัญยิ่งใน
การสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพท่ีจะเป็นก้าลังและเป็นฐานรากส้าคัญของการพัฒนาประเทศ เนื่องจาก
การเปล่ียนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันมีการเปล่ียนแปลงไปจากเดิมมาก การ
จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพน้ัน ต้องเป็นการจัดการศึกษาที่ต้องปรับตัวให้มีความสอดคล้องกับการ
เปล่ียนแปลงของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดการศึกษาไม่ว่าจะเป็น
ผู้จดั การศกึ ษาและผู้รับบริการการศึกษาก็ต้องปรบั เปลี่ยนบทบาทตนเองมาก (ส้านักงานคณะกรรมการ
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) นอกจากน้ี ในส่วนของการนิเทศการศึกษาได้มีก้าหนด
ไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พ.ศ. 2542
ระบุให้การนิเทศการศึกษาเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหารจัดการศึกษา เน่ืองจากการนิเทศ
การศึกษาเป็นวิธีการหนึ่งที่เหมาะสมท่ีจะสามารถสนับสนุนการเรียนการสอนในโรงเรียนให้ด้าเนินไป
อย่างมีประสิทธภิ าพไดน้ ้ันข้ึนอยู่กับความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนเป็นอย่างมาก (พระราชบัญญัติ
การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2553)
การนิเทศการศึกษาเป็นภาระหน้าท่ีรับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหารโรงเรียนที่จะต้อง
ด้าเนินการนิเทศการศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามเป้าหมายหลักของการพัฒนาการศึกษาของ
ประเทศไทยคือการพฒั นาผู้เรยี นให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพ่ือความเจริญงอก
งามของบุคคลและสังคม โดยถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การ
สร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม
ห น้ า | 214
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2553) ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าการนิเทศการศึกษามีความส้าคัญและมีความจ้าเป็น
อย่างยิ่งในการจัดการศึกษา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะ
อย่างย่ิงครูซ่ึงเป็นผู้สอนหลักในระบบโรงเรียน โดยปัจจุบันการนิเทศภายในโรงเรียน รวมถึงโรงเรียน
ขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 ก็ยัง
ประสบปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งแต่ละภาคส่วน มีประเด็นข้อรายละเอียดวามแตกต่างกันหลาย
ประการตลอดจน ความรู้ ความเข้าใจและทักษะการนิเทศของผู้นิเทศก็แตกต่างกัน และการนิเทศ
ภายในโรงเรียนหลายแห่งยังด้าเนินการไม่เป็นระบบและนิเทศอย่างทั่วถึงต่อเนื่อง บุคลากรมีเวลาน้อย
ท้าให้การนิเทศไม่ครบตามแผนที่ก้าหนด การบันทึกและรายงานการนิเทศไม่ต่อเน่ือง ขาดแคลน
บุคลากรขาดความเป็นระบบ (Ratthanan P., Busara C., Malai W., Benyapa K., Kanyakan S.,
2020)
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจ้าเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาซ่ึงประกอบด้วยกระบวนการเรียน
การสอน กระบวนนเิ ทศการศกึ ษา กระบวนการบริหารจัดการดังค้ากล่าวที่ว่า การจัดการที่ดีเป็นกุญแจ
น้าไปสู่ความส้าเร็จขององค์การ การนิเทศการศึกษาที่ดีน้าไปสู่การจัดการที่ดี ในการด้าเนินไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด และสอดคล้องกับบริบทด้านการจัดการศึกษาของโรงเรียน
ขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2
คณะผู้วิจัยในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในเขตบริหารของโรงเรียน
ขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 จึงมี
ความสนใจท่ีจะศึกษากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาใน
สังกัด ท้ังน้ีเพื่อให้ได้มาซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการบริหาร
สถานศึกษา น้าไปใช้ประกอบการวางแผนพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาท่ีมีประสิทธิผล
ที่สามารถน้าไปใช้ในการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยช่วยส่งเสริมให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิผล
มีความสมบูรณ์ท้ังกระบวนการและผลลัพธ์ท่ีเกิดข้ึนต่อสถานศึกษาและการบริหารสถานศึกษาของ
ผู้บรหิ ารเพื่อประโยชนท์ ่ีจะเกิดข้ึนกบั ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไป
วัตถุประสงคข์ องกำรวิจยั
1. เพอ่ื ศึกษาระดบั กระบวนการนิเทศภายในสถานศกึ ษาของโรงเรียนขยายโอกาส ในเขต
อ้าเภอนา้ หนาว สงั กดั ส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ 2
2. เพือ่ เปรยี บเทยี บระดับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส
ในเขตอ้าเภอนา้ หนาว สังกดั สา้ นักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ 2
วธิ ดี ำเนินกำรวจิ ัย (Research Methods)
ห น้ า | 215
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
1. รปู แบบกำรวจิ ัย
การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) โดย
คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิดของนักวิชาการท่ีให้ความหมายของศึกษากระบวนการนิเทศภายใน
สถานศึกษาที่สอดคล้องและเหมือนกันซึ่งได้ประมวลความรู้จากกระบวนการนิเทศภายใน
สถานศึกษาของ Ban M. Harris (1975, pp. 14-15) โดยมีขอบเขตเนื้อหา 6 ด้าน ดังน้ี 1) ด้าน
ประเมินสภาพการท้างานของการนิเทศ 2) ด้านจัดล้าดับความส้าคัญของการนิเทศ 3) ด้าน
ออกแบบวิธีการนิเทศ 4) ด้านจัดสรรทรัพยากรในการนิเทศ 5) ด้านประสานงานในการนิเทศ และ
6) ดา้ นการอ้านวยการในการนเิ ทศ
2. ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัยครั้งน้ี ไดแ้ ก่ ขา้ ราชการครูโรงเรยี นขยายโอกาส ในเขตอ้าเภอน้า
หนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 รวมทั้งหมด 137 คน
(ส้านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3, 2563) โดยมีวิธีการก้าหนดกลุ่ม
ตัวอย่างจากการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970) ท่ีระดับความ
เชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอย่าง จ้านวน 130 คน และน้ามาใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) เน่ืองจากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลการตอบที่มีความส้าคัญและต้องให้ผู้ตอบ
สมคั รใจในการให้ขอ้ มลู แบบสอบถามการสมัครใจในการให้ข้อมลู ของการวิจัย
3. เครื่องมอื ที่ใช้ในงำนวิจัย
การวิจัยคร้งั นใ้ี ช้แบบสอบถามเปน็ เคร่อื งมือในการวิจัย ซ่ึงเป็นลักษณะแบบสอบถามเป็น
แบบตรวจสอบรายการแบบตัวเลือก (Checklist) แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนท่ี 1 ข้อมูล
ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยเป็นแบบสอบถามแบบให้เลือกเพียงค้าตอบเดียว โดยเป็น
แบบสอบถามเป็นแบบตัวเลอื ก (Check List) จ้านวน 2 ขอ้ ค้าถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา
และประสบการณท์ า้ งาน ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของ
โรงเรียนขยายโอกาส ในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
เพชรบูรณ์ 2 แบบสอบถามแบบมาตราส่วน เปน็ แบบสอบถามเก่ียวกับ ประกอบด้วย มีลักษณะเป็น
แบบสอบถามชนิดจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับของลิเคิร์ธ (Likert’s rating scale) 5 ระดับ คือ
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากท่ีสุด ระดับคะแนน 5 จนไปถึงกระบวนการ
นิเทศภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับน้อยที่สุด ระดับคะแนน 1 และแปลความตามหลักการแบ่ง
อันตรภาคชั้น (Class Interval) ดังนี้ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 แสดงว่า ระดับกระบวนการนิเทศภายใน
สถานศึกษาอยู่ในระดับมากท่ีสุดจนไปถึงค่าเฉล่ีย 1.00-1.50 แสดงว่ามีกระบวนการนิเทศภายใน
สถานศึกษาอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด โดยเกณฑ์สัมประสิทธิ์แอลฟา มีค่าไม่ต่้ากว่า 0.70 ขึ้นไป ซึ่งการ
ทดสอบหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) และการทดสอบหาค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถาม ผล
ของค่าสมั ประสทิ ธ์อิ ัลฟาท่ีได้มีค่าเท่ากับ 0.966 ถือว่ายอมรับได้ สามารถเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง
ได้
ห น้ า | 216
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
4. กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด้าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย
แบบสอบถาม (Questionnaire) กับกลมุ่ ตวั อยา่ งตามจ้านวนท่ไี ดก้ ้าหนดไว้ข้างต้นและน้าข้อมูลที่ได้
จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อน้าข้อมูลมาประกอบการสรุปผลและอภิปราย
ผลการวิจยั ใหบ้ รรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัยต่อไป
5. สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นกำรวจิ ัย
คณะผู้วิจัยได้ด้าเนินการก้าหนดสถิติท่ีมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลทางสถิติ
เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังน้ี 1) สถิติพื้นฐานการ
วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ผู้วิจัยน้ามาใช้เพื่อการอธิบายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะของการแจกแจง
ข้อมูลตัวแปร โดยใช้โปรแกรมส้าเร็จรูป ส้าหรับก้าหนดการวัดเป็นการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 2) สถิติการวิเคราะห์ทดสอบสมมติฐาน ผู้วิจัยน้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์ครู
วิชาการที่ตอบแบบสอบถาม ซ่ึงเป็นการวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มประชากร
สองกลุ่มท่ีเป็นอิสระจากกัน (t–test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way
Analysis of Variance)
ผลกำรวิจยั (Research Results)
ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย จ้านวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 57.30
และเพศหญิง จ้านวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 42.70 มีอายุระหว่าง 41-50 ปี จ้านวน 47 คน คิด
เป็นร้อยละ 45.60 มีอายุระหวา่ ง 31-40 ปี จา้ นวน 25 คน คดิ เป็นร้อยละ 24.30 มีอายุระหว่าง 51
ปี จ้านวน 22 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 21.40 และมอี ายตุ า่้ กว่า 31 ปี จ้านวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 8.70
มรี ะดับการศกึ ษาปรญิ ญาตรี จ้านวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 35.90 และ มีระดับการศึกษาปริญญา
โท จ้านวน 66 คน คิดเป็นร้อยละ 64.10 มีประสบการณ์ท้างานต้่ากว่า 5 ปี จ้านวน 60 คน คิด
เป็นร้อยละ 58.30 และมีประสบการณ์ท้างานตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป จ้านวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ
41.70
การวิเคราะหร์ ะดับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขต
อ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 พบว่า ระดับ
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัด
ส้านกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=
3.85, S.D.=0.72) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการอ้านวยการในการนิเทศ ( ̅=4.20,
S.D.=0.24) ด้านจัดล้าดับความส้าคัญของงานของการนิเทศ ( ̅=3.88, S.D.= 0.24) ด้าน
ประสานงานในการนิเทศ ( ̅=3.87, S.D.=0.16) ด้านจัดสรรทรัพยากรในการนิเทศ ( ̅=3.79,
S.D.=0.32) ด้านประเมินสภาพการท้างานของการนิเทศ ( ̅=3.74, S.D.=0.28) ด้านการออกแบบ
วธิ ีการนิเทศ ( ̅=3.62, S.D.=0.41) ดงั ตารางท่ี 1
ห น้ า | 217
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ตำรำงที่ 1 แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
ของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
เพชรบรู ณ์ 2 โดยภาพรวม
กระบวนกำรนเิ ทศภำยในสถำนศึกษำ ( ̅) S.D. แปลผล
1. ด้านประเมินสภาพการท้างานของการนิเทศ 3.74 0.28 ระดับค่อนขา้ งมาก
2. ด้านจดั ลา้ ดบั ความสา้ คญั ของงานของการนิเทศ 3.88 0.24 ระดับค่อนข้างมาก
3. ด้านการออกแบบวธิ กี ารนิเทศ 3.62 0.41 ระดับค่อนขา้ งมาก
4. ดา้ นจดั สรรทรัพยากรในการนเิ ทศ 3.79 0.32 ระดับค่อนข้างมาก
5. ด้านประสานงานในการนเิ ทศ 3.87 0.16 ระดับค่อนข้างมาก
6. ด้านการอ้านวยการในการนิเทศ 4.20 0.24 ระดับค่อนขา้ งมาก
โดยภำพรวม 3.85 0.28 ระดับค่อนขำ้ งมำก
การวิเคราะห์ระดับระดับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส
ในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 โดยเม่ือ
พิจารณาเปน็ รายแตล่ ะด้าน ดงั น้ี
1. ด้านประเมินสภาพการท้างานของการนิเทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=
3.74, S.D.=0.28) เม่ือพิจารณารายข้อพบว่า สถานศึกษามีการสร้างข้อตกลงร่วมกัน สถานศึกษามี
การทบทวนสิ่งรอบตัว สถานศึกษามีการเปรียบเทียบพฤติกรรมการท้างาน สถานศึกษามีการวัด
พฤตกิ รรมการทา้ งาน สถานศึกษามีการสังเกตเป็นการมองส่ิงรอบตัว สถานศึกษามีการวิเคราะห์ข้อมูล
เรื่องต่างๆ ในการนิเทศ ( ̅=3.91, 3.89, 3.79, 3.76, 3.62 และ 3.45) ตามลา้ ดับ
2. ดา้ นจดั ลา้ ดับความส้าคัญของงานของการนิเทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=
3.88, S.D.=0.24) เม่ือพิจารณารายข้อพบว่า สถานศึกษามีการจัดล้าดับความส้าคัญ สถานศึกษามี
การก้าหนดวัตถุประสงค์ สถานศึกษามีการก้าหนดทางเลือก สถานศึกษามีการก้าหนดเป้าหมาย
สถานศกึ ษามีการก้าหนดรปู แบบ ( ̅=4.08, 4.07, 3.84, 3.78 และ 3.63) ตามลา้ ดับ
3. ด้านการออกแบบวิธีการนิเทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=3.62,
S.D.=0.41) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า สถานศึกษามีการจัดระบบการท้างาน สถานศึกษามีการหา
วธิ กี ารนา้ เอาทฤษฎี หรือหลักการไปสูป่ ฏิบตั ิ สถานศกึ ษามีการก้าหนดแผนในการท้างาน สถานศึกษามี
การจัดสายงานเป็นการจัดส่วนประกอบต่าง ๆ ของงานให้สัมพันธ์กัน สถานศึกษามีการเตรียมการต่าง
ๆ ใหพ้ รอ้ มที่จะท้า งาน ( ̅=3.67, 3.64, 3.62, 3.61 และ3.6) ตามล้าดบั
4. ด้านจัดสรรทรัพยากรในการนิเทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=3.79,
S.D.=0.32) เมอื่ พิจารณารายดา้ นพบวา่ สถานศกึ ษามีการแต่งต้ังผู้รับผิดชอบ สถานศึกษามีการส้ารวจ
ทรพั ยากรของหนว่ ยงานตา่ ง ๆ สถานศึกษามีการจัดสรรทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่าง ๆ สถานศึกษามี
ห น้ า | 218
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
การจัดสรรทรัพยากรเฉพาะอย่างส้าหรับการนิเทศ สถานศึกษามีการมอบหมายบุคลากรให้ท้างานใน
แตล่ ะโครงงานหรือแตล่ ะกจิ กรรม ( ̅=4.25, 3.76, 3.7, 3.64 และ 3.62) ตามลา้ ดับ
5. ดา้ นประสานงานในการนเิ ทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=3.87, S.D.=0.16)
เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า สถานศึกษามีการก้าหนดเวลาในการท้างานในแต่ละช่วงการนิเทศ
สถานศกึ ษามีการเปดิ โอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น สถานศึกษามีการปรับ
การท้างานในส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพให้มากท่ีสุด สถานศึกษามีการประสานการปฏิบัติงานใน
ฝ่ายต่าง ๆ ให้ด้าเนินการไปด้วยความราบร่ืน สถานศึกษามีการสร้างความกลมกลืนและพร้อมเพรียง
กัน สถานศึกษามีการร่วมมือในการท้างานด้านการนิเทศ สถานศึกษามีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้นเิ ทศกบั ผู้รบั การนิเทศ ( ̅=4.22, 4.1, 3.88, 3.77, 3.75, 3.71และ 3.69) ตามล้าดบั
6. ด้านการอ้านวยการในการนิเทศ ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=4.20,
S.D.=0.24) เม่อื พจิ ารณารายด้านพบว่า สถานศึกษามีการด้าเนินการประเมินผลการนิเทศท่ีได้ก้าหนด
ไว้ สถานศึกษามีการก้าหนดเวลาวิธีในการนิเทศ สถานศึกษามีการก้าหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะท้าการ
นิเทศ สถานศึกษามีการแนะน้าในการปฏิบัติงานการนิเทศ สถานศึกษามีการตัดสินใจเกี่ยวกับ
ทางเลือกในการปฏิบัติงานในการนิเทศ สถานศึกษามีการก้าหนดระเบียบแบบแผนในการนิเทศอย่าง
ชัดเจน สถานศึกษามีการแต่งตั้งบุคคลกรในการนิเทศ สถานศึกษามีการจัดท้ารายงานผลการนิเทศ
เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ท่ีเกี่ยวข้อง สถานศึกษามีการน้าเสนอผลการนิเทศที่ได้ไปปรับปรุง ( ̅=4.32, 4.29,
4.27, 4.21, 4.17, 4.15, 4.13, 4.13 และ 4.12) ตามลา้ ดับ
การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามที่แตกต่างกัน
ทางดา้ นจา้ แนกตามเพศ อายุ ระดับการศกึ ษาและประสบการณก์ ารท้างาน มีระดับค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับ
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัด
ส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 ท่ีไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05
แสดงไดด้ ังตารางที่ 2
ตำรำงท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามที่แตกต่างกันทางด้าน
เพศ และประสบการณ์ในการท้างาน มีระดับค่าเฉล่ียเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
ของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
เพชรบูรณ์ 2 จา้ แนกตามเพศ อายุ ระดับการศกึ ษาและประสบการณก์ ารท้างาน
ภำวะผนู้ ำเชิงเทคโนโลยี เพศ อำยุ ระดับ ประสบกำรณ์
ของผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำ t-test Sig กำรศกึ ษำ กำรทำงำน
0.40 0.28
1. ดา้ นประเมนิ สภาพการ F Sig t-test Sig t-test Sig
ท้างานของการนิเทศ
0.07 1.01 0.42 0.87 0.77 0.23
ห น้ า | 219
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ภำวะผนู้ ำเชงิ เทคโนโลยี เพศ อำยุ ระดบั ประสบกำรณ์
กำรศกึ ษำ กำรทำงำน
ของผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำ t-test Sig
F Sig t-test Sig t-test Sig
2. ดา้ นจัดล้าดบั
ความสา้ คญั ของงานของ 0.61 0.40 0.37 0.78 0.01 0.39 0.03 0.91
การนเิ ทศ
3. ด้านการออกแบบวธิ กี าร 0.76 0.13 0.06 0.99 0.09 0.93 0.94 0.66
นเิ ทศ
4. ดา้ นจัดสรรทรัพยากรใน 0.21 0.23 0.11 0.95 0.15 0.99 0.02 0.56
การนิเทศ
5. ด้านประสานงานในการ 0.35 0.72 1.18 0.32 0.01 0.81 0.19 0.16
นเิ ทศ
6. ด้านการอา้ นวยการใน 0.71 0.91 3.23 0.03 0.06 0.01 0.46 0.14
การนเิ ทศ
โดยภำพรวม 0.51 0.45 0.18 0.40 0.12 0.67 0.40 0.4
4
* แทนมนี ัยสำคญั ทำงสถิติที่ระดบั 0.05 (Sig.)
อภปิ รำยผลกำรวจิ ัย (Research Discussion)
การวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขต
อ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 มีประเด็นที่สามารถ
มาอภิปรายผลได้ 2 ประเด็นดังนี้ 1. กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสใน
เขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 พบว่า กระบวนการ
นิเทศภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 ภาพรวม อยู่ในระดับค่อนข้างมาก ( ̅=3.85, S.D.=0.72)
เน่ืองมาจาก ผู้บริหารโรงเรียนบ้านห้วยหญ้าเครือ สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
เพชรบูรณ์ เขต 2 ได้ตระหนักถึงความส้าคัญของการนิเทศภายในโรงเรียน ซ่ึงเป็นความพยายามท่ีจะท้า
โรงเรียนให้ดีข้ึน ในการด้าเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดและสอดคล้องกับ
บริบทด้านการจัดการศึกษา ซึ่งการนิเทศการศึกษามีความส้าคัญและมีความจ้าเป็นอย่างย่ิงในการจัด
การศึกษา เป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพให้กับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอย่างย่ิงครูซ่ึงเป็น
ผู้สอนหลักในระบบโรงเรียน ซ่ึงสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ท่ีได้กล่าว
ไว้ว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจ้าเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาซึ่งประกอบด้วยกระบวนการเรียนการ
ห น้ า | 220
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
สอน กระบวนนิเทศการศึกษา กระบวนการบริหารจัดการดังค้ากล่าวที่ว่า การจัดการท่ีดีเป็นกุญแจ
นา้ ไปสู่ความส้าเร็จขององค์การ การนิเทศการศึกษาที่ดีน้าไปสู่การจัดการที่ดีของกระบวนการบริหารจัด
การศึกษา เนื่องจากการนิเทศการศึกษาเป็นวิธีการหน่ึงท่ีเหมาะสมท่ีจะสามารถสนับสนุนการเรียนการ
สอนในโรงเรียนให้ด้าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ (ส้านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2553)
และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ นิรุทธ์ นันทมาศวังนรา, สุวพร เซ็มเฮง, อิศรัฏฐ์ รินไธสง (2561) ที่ได้
ศึกษา รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดส้านักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษา นราธิวาส เขต 1 พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของ
โรงเรียนสังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 โดยภาพรวมและเป็นรายด้าน
มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย กระบวนการนิเทศภายใน 4 ด้าน และหลักการส่งเสริม
ประสิทธิภาพ 4 หลักการ เป็นตัวขับเคล่ือน กระบวนการนิเทศภายใน ได้แก่ การวางแผนการนิเทศ
ภายใน การให้ความรู้ การสร้างขวัญและก้าลังใจ และการปฏิบัติงานและการประเมินผล ส่วนหลักการ
ส่งเสริมประสิทธิภาพ ได้แก่ การใช้ภาวะผู้น้า การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การตระหนักในความมี
มนุษย์สัมพันธ์ และ การมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับ อนงค์ จันทร์หอม (2560) ที่ได้ศึกษาเร่ือง กระบวนการ
นิเทศการศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มต้าบลยางหัก อ้าเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผลการวิจัยพบว่า
กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มต้าบลยางหัก อ้าเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดย
ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และการพัฒนากระบวนการนิเทศการมุ่งเน้น 1) มีการประเมินผล
งานจากผู้ท่ีได้รับมอบหมายและการจัดกระบวนการเรียนการสอน รวมท้ังท้าการนิเทศการศึกษาอย่าง
ต่อเน่ือง 2) ส้ารวจความต้องการของครูในการเลือกวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ตรงกับความต้องการและตรง
เป้าหมายของการท้างานที่ก้าหนดไว้ในโครงการ 3) ควรจัดระบบงานท่ีมีความส้าคัญอย่างเหมาะสม
สามารถน้าไปปฏิบัติได้จริง 4) ควรประชุมคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาเพ่ือส้ารวจความต้องการ
และความจ้าเป็นการใช้ทรัพยากรในแต่ละโครงการและสรุปเป็นมติของโรงเรียน และควรมีการจัดสรร
ทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือโครงการตามความต้องการไว้อย่างเหมาะสม 5) ควรมีการประสานงาน
ระหวา่ งผู้รับผดิ ชอบและผู้ที่เก่ยี วข้องทกุ ฝา่ ย ให้เกิดความเข้าใจในการร่วมมือกันปฏิบัติงานให้สอดคล้อง
กับเวลา และกิจกรรมท่ีต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ 6) ควรมีการปรึกษาหารือ ในการปฏิบัติงาน เพื่อ
สร้างแนวทางปฏิบัติตามทางเลือก แนวทางการแก้ปัญหา และพัฒนาการปฏิบัติงานร่วมกัน และ 2.)
ลักษณะ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศแตกต่างกันมีระดับค่าเฉล่ียต่อกระบวนการนิเทศ
ภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 โดยรวมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็น
เพราะว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท้ังเพศชายและหญิงมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเห็นว่าการ
นิเทศภายในโรงเรียนเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียน มุ่งเน้น
การปรับปรุงแก้ไข พัฒนาการปฏิบัติงานของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ
นักเรียนและคุณภาพการจัดการศึกษา สอดคล้องงานวิจัยของ เมธินี สะไร (2560) ได้ท้าการวิจัยเร่ือง
การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหพัฒนา อ้าเภอรือเสาะ ส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ห น้ า | 221
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ท้าการเปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสห
พัฒนา อ้าเภอรือเสาะ ส้านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 จ้าแนกตามเพศ
ขนาด สถานศึกษา ภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้โรงเรียนมีระบบการนิเทศภายในที่ดีกว่าเดิมจึงควร
ส่งเสรมิ สนับสนนุ ให้นากลยทุ ธด์ งั กลา่ วไปใช้พัฒนาระบบการนิเทศภายในโรงเรียนอื่นต่อไป และลักษณะ
ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีประสบการณ์ท้างาน แตกต่างกันมีระดับค่าเฉล่ียต่อกระบวนการนิเทศ
ภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสในเขตอ้าเภอน้าหนาว สังกัดส้านักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ 2 โดยรวมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซ่ึงเป็น
เพราะวา่ ครูโรงเรียนบ้านหว้ ยหญ้าเครือ สังกัดส้านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต
2 ด้าเนินการนิเทศภายในตามกระบวนการที่ก้าหนดไว้ในคู่มือการนิเทศภายในซึ่งกระบวนการ
เปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน ท้าให้ครูทุกคนต้องวิเคราะห์ปัญหาที่ผ่านมาหาแนวทางการ
แก้ไขปัญญาและพัฒนาเทคนิคการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน และยังสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ กษมา มาลาแวจันทร์, จุไรรัตน์ สุดรุ่ง (2557) ที่ได้ศึกษาความต้องการการนิเทศการสอน
ของครูในโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์(ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยได้พบว่าผลกระทบของการใช้
เทคนิคการนิเทศ แบบค้านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีผลต่อการปฏิบัติงานในช้ันเรียนและ
ผู้เข้าร่วมในการนิเทศผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมในการวิจัยทัศนคติ รูปแบบค้านึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลว่า สามารถส่งผลกระทบด้านบวกต่อการปฏิบัติงานในช้ันเรียนและผู้เข้าร่วมใน
การนิเทศได้ถ้าหากใช้กระบวนการนิเทศดังต่อไปนี้ 1) การส่งเสริมและการสร้างจุดหมายสูงสุด 2) เพ่ิม
ระดับของการให้ความช่วยเหลือครูในด้านการบริหารงาน ให้ครูได้มีโอกาสเลือกจุดมุ่งหมายและมี
ทางเลือกมากข้ึน 3) การพัฒนาวิธีการเพื่อรายงานผลสะท้อนกลับได้อย่างต่อเน่ือง จากระเบียบวิธีการ
วิจยั เข้าดว้ ยกัน
ข้อเสนอแนะกำรวิจัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
ความรู้ในเชิงวิชาการท่ีเกิดข้ึนใหม่ในงานวิจัยนี้คือ กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
ของโรงเรียนขยายโอกาสควรจะต้องมุ่งเน้นในแต่ละด้านดังน้ี 1. ด้านประเมินสภาพการท้างานของ
การนิเทศ ควรมีการส้ารวจและประเมินสภาพพ้ืนฐานของโรงเรียนในเบ้ืองต้นก่อนวิเคราะห์ข้อมูล
ด้านต่าง ๆ เพ่ือสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ เพ่ือให้การนิเทศการศึกษา
บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายท่ีวางไว้ 2. ด้านจัดล้าดับความส้าคัญของงานของการนิเทศควร
ก้าหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของการนิเทศให้ชัดเจน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 3. ด้านการ
ออกแบบวิธีการนิเทศ ควรออกแบบวิธีการนิเทศท่ีเหมาะสมส้าหรับโรงเรียนแต่ละขนาด ควรการ
วางแผนการนิเทศภายในให้ชัดเจน 4. ด้านจัดสรรทรัพยากรในการนิเทศควรส้ารวจความพร้อมของ
บุคลากร จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ และน้ามาใช้อย่างคุ้มค่า โดยมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบ
โครงการหรือกจิ กรรมที่ชัดเจน 5. ดา้ นประสานงานในการนิเทศ ผ้นู ิเทศและผู้รับการนิเทศควรสร้าง
ห น้ า | 222
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ความสมั พันธ์ทีด่ ตี ่อกันควรใช้การแนะน้า ช่วยเหลือมากกว่าการจับผิด และ 6. ด้านการอ้านวยการ
ในการนเิ ทศควรแต่งต้ังผูร้ บั ผิดชอบงานนเิ ทศภายในโดย ก้าหนดระยะเวลาทช่ี ัดเจนและเหมาะสม มี
การประเมินผลการนเิ ทศทกุ ครั้ง เพอ่ื ปรบั ปรงุ แก้ไขการจดั การเรยี นการสอนในโรงเรยี นต่อไป
2. ขอ้ เสนอแนะเพ่อื กำรวจิ ยั คร้งั ตอ่ ไป
ควรมีการศึกษาการพัฒนาวิธีการให้ความรู้ในสิ่งท่ีจะท้าของผู้บริหารสถานศึกษา ครู
ศึกษานิเทศก์ และคณะกรรมการสถานศึกษา เช่น เทคนิคการอบรม หรือศึกษาวิธีการวัดและ
ประเมินผลผลิตของการด้าเนินการนิเทศภายในสถานศึกษาและควรศึกษาวิธีการนิเทศภายใน
สถานศึกษา และการศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์ในกระบวนการและรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองหรือ
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพ่ือให้ได้สารสนเทศท่ีมีความสอดคล้องและลุ่มลึกในเชิงปฏิบัติที่เหมาะสม
กบั บรบิ ทในสถานศกึ ษาในระดับตา่ ง ๆ
เอกสำรอ้ำงองิ (References)
กษมา มาลาแวจนั ทร,์ จุไรรัตน์ สดุ รงุ่ . (2557). การศึกษาความต้องการการนิเทศการสอนของครู
ในโรงเรียนทปี งั กรวิทยาพฒั น์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ. An Online Journal of
Education. 9(4), 164-175
นิรทุ ธ์ นันทมาศวังนรา, สวุ พร เซ็มเฮง, อิศรัฏฐ์ รินไธสง. (2561). ภาวะผนู้ ้าเชิงจรยิ ธรรมของผู้บรหิ าร
สถานศึกษาตามความคดิ เหน็ ของครโู รงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา สังกดั
สา้ นกั งานการศึกษาเอกชน จงั หวัดสงขลา. กำรประชมุ วิชำกำรเสนอผลงำนวิจยั ระดบั ชำติ
และนำนำชำติ ครัง้ ที่ 8. 8(1), 1278–1286.
เมธินี สะไร . (2560). กำรนเิ ทศภำยในของผูบ้ ริหำรสถำนศึกษำ กลมุ่ สหพัฒนำ อำเภอรอื เสำะ
สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำประถมศึกษำนรำธิวำส เขต 1.ยะลำ.
วทิ ยานิพนธค์ รศุ าสตรมหาบัณฑติ (สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา). บัณฑิตวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. ยะลา: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏยะลา.
สา้ นกั งานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ. (2560). แผนพัฒนำเศรษฐกจิ และ
สังคมแหงชำตฉิ บับที่ 12 พ.ศ. 2560 - 2564. กรุงเทพฯ: สา้ นักนายกรัฐมนตรี.
Likert, Rensis. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. In Reading in
Fishbeic. M. (Ed.), Attitude Theory and Measurement. New York: Wiley & Son.
ส้านกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ เขต 3. (2563). ข้อมลู พน้ื ฐำนโรงเรยี น สงั กดั
สำนกั งำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำประถมศึกษำเพชรบูรณ์ เขต 3. สืบค้น 5 กนั ยายน 2563
จาก https://data.bopp-obec.info/emis/school.php?Area_CODE=6703.
ส้านกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ (2553). แผนพัฒนำกำรศึกษำแหง่ ชำต.ิ กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์สว่ นท้องถิ่น.
ห น้ า | 223
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
อนงค์ จันทร์หอม. (2560). กระบวนกำรนเิ ทศกำรศกึ ษำของโรงเรยี นในกล่มุ ตำบลยำงหัก อำเภอ
ปำกท่อ จงั หวดั รำชบรุ ี. วทิ ยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวชิ าการบรหิ าร
การศึกษา). บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
Ratthanan Pongwiritthon, Busara Chuadee, Malai Wongruethaiwattana, Benyapa
Kantawongwan, Kanyakan Syers. (2020). Organizing Student – Centered
Learning Activity in the Basic Educational Institutions Under the
Kanchanaburi Primary Educational Service Area Office 3. Journal of Legal
Entity Management and Local Innovation. 6(5), 231-244.
ห น้ า | 224
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ห น้ า | 225
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ปจั จยั สว่ นประสมทางการตลาดทีส่ ่งผลตอ่ การตดั สินใจซื้อผลติ ภัณฑเ์ สริมอาหาร
เพื่อความงามของนักศกึ ษาระดับปริญญาตรี คณะบรหิ ารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์
Marketing Factors Affecting Purchase Intention Dietary Supplement of
Undergraduate Students of Business Administration Program of
Southeast Asia University
องั คณา แกว้ โกมุท1 วชิ ากร เฮงษฎีกุล2
Angkana Kaewkomut, Vichakorn Hengsadeekul
บทคัดยอ่ (Abstract)
การศึกษาคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและ
การตัดสินใจซื้อ 2. เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อ แยกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นาเสนอ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความ
งามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เครื่องมือท่ีใช้ใน
การวิจัยคร้ังน้ี คือ แบบสอบถาม โดยเก็บข้อมูลกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จานวน 347 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ทาการคัดเลือกโดยวิธีการเลือก
กลุ่มตัวอยา่ งแบบไมอ่ าศัยความนา่ จะเปน็ ดว้ ยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ตามแนวคิดของ Krejcie
& Morgan, (1970) สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
ทดสอบด้วยความแปรปรวนทางเดียว โดยใช้วิธีของ Least Significant Difference (LSD) และ
วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้วิธีของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด
อยู่ในระดับสูง โดยมากท่ีสุดคือ ด้านการส่งเสริมการตลาด อยู่ในระดับสูงมาก รองลงมา คือ ด้าน
ช่องทางการจัดจาหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ตามลาดับ ส่วน 2) ปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ ด้าน
อายุ และระดับการศึกษา มีความแตกแตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
Received: 2021-07-27 Revised: 2021-07-30 Accepted: 2021-07-31
1 นกั ศกึ ษาหลักสูตรบริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธรุ กจิ คณะบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัย
เอเชยี อาคเนย์ Graduate Student in Master of Business Administration, Business Administration
Program, Graduate School, Southeast Asia University. Corresponding Author
e-mail: [email protected]
2 สาขาวิชาบริหารธรุ กิจ คณะบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั เอเชยี อาคเนย์ Business Administration
Program, Graduate School, Southeast Asia University
ห น้ า | 226
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและปัจจัยการ
ตัดสนิ ใจซือ้ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .01
คำสำคญั (Keywords): สว่ นประสมทางการตลาด; การตัดสนิ ใจซอ้ื ; ผลติ ภณั ฑ์เสริมอาหาร
Abstract
The research objectives were 1. to explored factor levels of marketing mix
and purchase intention 2. to compared purchase intention factors among the staffs,
classified by personal factors; and 3. to present the relationship between marketing
mix and purchase intention dietary supplement of Undergraduate Students of
Business Administration Program of Southeast Asia University. This research
employed quantitative method by using a close-ended questionnaire for survey
research. Data were collected from 347 persons; the samples were selected by the
non-probability sampling with a simple random method under the concepted of
Krejcie & Morgan, (1970). The research was conceptualized to analyze the
percentage, mean, standard deviation, One-way ANOVA by Lease Significant
Difference (LSD) and Pearson's correlation by using a statistical software. The
research finding revealed that 1) factor marketing mix was in highest level, followed
by promotion, place, product, and price respectively. 2) personal factors by age,
academic year of study is significantly related to purchase intention at .05 level;
and 3) marketing mix factors are significantly related to purchase intention at .01
level.
Keywords: Marketing Mix; Purchase Intention; Dietary Supplement
บทนำ (Introduction)
ในปัจจุบันการดาเนินชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ังในด้านโครงสร้าง
ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สภาพแวดล้อม วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี และอิทธิพลของสื่อ
ต่าง ๆ เป็นกระแสสังคมท่ีส่งผลต่อลักษณะการใช้ชีวิตท่ีเร่งรีบ และมีความเครียดตลอดเวลา ส่งผล
ให้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่มีการหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพและการบารุงผิวพรรณเพ่ิม
มากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อและรับประทานอาหาร
ของผู้บริโภคโดยเฉพาะในกลมุ่ ของประชากรในการดารงชีวิตต่อสังคมเมอื ง ทาให้การใจใส่ดูแลรักษา
สุภาพ ผิวพรรณที่ดีไดร้ ับความนยิ มในปัจจุบนั
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นสิ่งหน่ึงท่ีได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคแห่งความงาม ด้วยทุก
เพศ ทุกวยั สามารถหาซ้ือรับประทานได้ ซ่ึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายอย่าง
ห น้ า | 227
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
แบ่งออกไปตามประเภทของความต้องการของผู้บริโภค เช่น บารุงผิวพรรณ ลดน้าหนัก และบารุง
ร่างกาย โดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภค ได้แก่ ปัจจัย
ทางด้านครอบครวั สังคม หรอื ทางการตลาด ล้วนส่งผลให้เกิดการพัฒนาทัศนคติและค่านิยมในการ
เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภค (อนุสรา คนกล้าและคณะ, 2559) จากผลสารวจ
เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคเก่ียวกับความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามพบว่า
ผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามอยู่ท่ีร้อยละ
77 (ปราณิตา ศยามานนท์, 2560) โดยยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามรวมอยู่ท่ี
14,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวม 67,000 ล้านบาท และผลสารวจแนวโน้มตลาดวิตามินและ
ผลิตภัณฑเ์ สรมิ อาหารในช่วงปี พ.ศ. 2559-2563 พบวา่ ประเทศไทยมแี นวโน้มการบริโภคผลิตภัณฑ์
เสริมอาหารกันมากขึ้น และเมื่อจาแนกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปี 2559พบว่ามูลค่าตลาด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามมีความนิยมในการบริโภคอยู่ท่ีร้อยละ 21 มากเป็นอันดับที่ 2
รองจากมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและรักษาโรค (ชฎาพร ไส้สกุล, 2563)
ประกอบกับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยอดขายของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มรี ะดับการซอื้ ทม่ี ากขนึ้ เพราะผคู้ นมีความตอ้ งการปอ้ งกนั ตนเองใหห้ ่างไกลจากโรคระบาด ไม่ว่าจะ
เป็นการหาซื้ออาหารเสริม สมุนไพร น้ายาฆ่าเชื้อ แอลกอฮอล์ ส่งผลให้มีบริษัทมากมายพยายาม
หาทางพัฒนาผลิตภณั ฑเ์ สริมอาหารของตนเองออกมาวางขายในท้องตลาดให้ได้มากท่ีสุด เพื่อครอง
ส่วนแบ่งตลาด และทาให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นเป็นที่รู้จักและสามารถสร้างกาไรให้กับองค์กรได้
อยา่ งย่งั ยนื
การขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบันนอกจากการรับประทานแบบเม็ดแล้วหลาย
บริษัทได้มีการทาแบบผงละลายน้าหลังด่ืมได้ทัน มีราคาท่ีให้เลือกสรรตามกาลังทรัพย์ และในส่วน
ของช่องทางการจัดจาหน่ายไม่เพียงแค่การหาซื้อได้ตามร้านขายยาเท่าน้ัน ยังมีการนาผลิตภัณฑ์
เสริมอาหารมาจาหน่ายตามช่องทางออนไลน์ (E-commerce) ซ่ึงเป็นช่องทางการซื้อขาย
แลกเปล่ียนสินค้าท่ีได้รับความนิยมอย่างมาก (รวิภา สู้สกุลสิงห์ และวราวุธ ฤกษ์วรารักษ์, 2564)
อกี ทั้งการจดั ชว่ งเวลาโปรโมช่ันในการดาเนินธุรกจิ มากขนึ้ เพือ่ รกั ษาฐานลกู คา้ ที่มีอยู่ และดึงดูดฐาน
ลูกค้าใหม่ (สุดท่รี กั นชุ นาถ, 2562) เป็นเหตใุ ห้เกดิ การแข่งขนั ในด้านผลิตภัณฑ์เสรมิ อาหารสูงข้นึ
จากท่ีได้กล่าวมาในข้างต้น สามารถเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบันได้มีการ
วางจาหน่ายในรูปแบบที่หลากหลายผ่านประสมทางการตลาด 4P’s ต่อการตัดสินใจซ้ือของ
ผู้บริโภค ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาเร่ือง ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการ
ตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะศึกษาเฉพาะนักศึกษาในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย
เอเชียอาคเนย์ เพื่อเป็นกรณีศึกษาและนาผลลัพธ์ที่ได้ไปเป็นแนวทางให้สาหรับผู้ประกอบธุรกิจ
ประเภทผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในการพัฒนาสินค้าและกาหนดกลยุทธ์ทางการตลาดผ่าน ส่วน
ประสมทางตลาด 4P’s ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพตอ่ ไป
ห น้ า | 228
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
วัตถุประสงค์ (Research Objectives)
1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริม
อาหารเพอ่ื ความงามของนักศึกษาระดบั ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เอเชยี อาคเนย์
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามของ
นักศึกษาระดบั ปริญญาตรี คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัยเอเชยี อาคเนย์ แยกตามปจั จัยสว่ นบคุ คล
3. เพื่อนาเสนอความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อ
ผลติ ภณั ฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เอเชยี อาคเนย์
วิธีกำรดำเนินวิจัย (Research Methods)
1. รปู แบบกำรวิจยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยทาการศึกษาถึงตัวแปรส่วนประสมทาง
การตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ที่
ส่งผลถึงการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ
บรหิ ารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์
2. กลมุ่ เป้ำหมำย
2.1 ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ภายใน
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จานวนทั้งสิ้น 3,522 คน (ห้องทะเบียนมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์,
2564)
2.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จานวน
347 คน โดยกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Krejcie & Morgan, (1970) ใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random) แบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling)
ในการเก็บแบบสอบถาม
3. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวจิ ยั
การศึกษาวิจัยครั้งน้ีใช้แบบสอบถามท่ีผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเอง โดยใช้เป็นเครื่องมือในการ
เก็บขอ้ มูลแบง่ ออกเปน็ 3 ส่วน ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับข้อมูลส่วนบุคคล ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับช้ันการศึกษา รายได้ ซ่ึงลักษณะของคาถามเป็น
แบบเลือกตอบ (Check list) มจี านวนทั้งหมด 4 ขอ้
ส่วนท่ี 2 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซ้ือ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่
1) ผลิตภัณฑ์ 2) ราคา 3) ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย และ 4) การส่งเสรมิ การตลาด
ส่วนที่ 3 ปจั จัยการตดั สนิ ใจซ้ือผลติ ภัณฑเ์ สริมอาหาร
ห น้ า | 229
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
โดยส่วนที่ 2 และ ส่วนที่ 3 มีลักษณะข้อคาถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scales) กาหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนตามระดับความคิดเห็น มี 5 ระดับ ของ Likert Scale, (1932)
สามารถอธบิ ายได้ดังนี้
มากที่สดุ ใหค้ ะแนน 5 คะแนน
มาก ให้คะแนน 4 คะแนน
ปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน
น้อย ให้คะแนน 2 คะแนน
นอ้ ยท่สี ดุ ใหค้ ะแนน 1 คะแนน
ผลคะแนนท่ีไดจ้ ากการสารวจนั้น จะนามาทาการวิเคราะห์และแปรผลความหมายค่าเฉลี่ย
ตามระดับความสาคญั โดยการใหค้ ะแนนแตล่ ะระดบั มีเกณฑ์ดงั ต่อไปน้ี Best, (1977: 14)
ความหา่ งของอัตรภาคชนั้ คะแนนสูงสุด คะแนนต่าสุด
จานวนชนั้
เกณฑก์ ารวดั ผลค่าคะแนนเฉยี่ ระดับความพงึ พอใจมากที่สดุ
ผลเฉลี่ย 4.21–5.00 ระดับความพึงพอใจมาก
ผลเฉลีย่ 3.41–4.20 ระดบั ความพงึ พอใจปานกลาง
ผลเฉลย่ี 2.61–3.40 ระดับความพึงพอใจน้อย
ผลเฉลย่ี 1.81–2.60 ระดับความพึงพอใจนอ้ ยทีส่ ุด
ผลเฉลี่ย 1.00–1.80
4. กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย
โดยมขี ้ันตอนดังน้ี
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งเกี่ยวกบั ปจั จัยส่วนประสมทางการตลาด P’s
ได้แก่ ผลติ ภัณฑ์ ราคา ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย และการสง่ เสรมิ การตลาด ทมี่ ผี ลตอ่ การตัดสินใจซ้ือ
ผลติ ภัณฑ์เสริมอาหารของนกั ศึกษาระดบั ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
และนามากาหนดกรอบแนวคิดของการวิจยั เพื่อนามาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม
4.2 นาผลท่ีได้จากการศึกษาตามข้อ 1. มาสร้างแบบสอบถามโดยแบ่งออกเป็นส่วน ๆ
และพิจารณาเน้อื หาให้สอดคล้องกบั แนวคิด วัตถุประสงค์ และกรอบแนวคิดในการวิจยั
4.3 นาแบบสอบถามที่สร้างปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อขอ
คาแนะนาและปรับปรุงแก้ไข
4.4 นาแบบสอบถามทีผ่ ่านการปรับปรงุ แกไ้ ขมาตรวจสอบความถูกตอ้ ง
ห น้ า | 230
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
4.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมูลผตู้ อบแบบสอบถามกระทาในระหว่างเดือน มกราคม–มีนาคม
2564 ได้แบบสอบถามจานวน 347 ฉบับ มีอตั ราการตอบกลับอยูท่ ี่ 100%
4.6 ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามลงรหัส และวิเคราะห์ข้อมูลตาม
วธิ ีทางสถติ ติ ่อไป
5. สถติ ทิ ี่ใช้ในกำรวจิ ัย
5.1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ประกอบด้วย ด้วยค่าความถี่ (Frequency)
และ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
เพื่อวิเคราะห์ลักษณะตัวแปรต้นและตัวแปรตาม คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยส่วนประสมทาง
การตลาด และปจั จยั การตดั สนิ ใจซื้อ
5.2 สถติ ิเชิงอนมุ าน (Inferential statistic) ประกอบดว้ ย วิเคราะห์การเปรียบเทียบเพ่ือ
หาความแตกต่างทั้งสองกลุ่ม ได้แก่ เพศของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง โดยการหาค่าเฉลี่ย t-test และ
วิเคราะห์การเปรียบเทียบเพ่ือหาความแตกต่างมากกว่าสองกลุ่ม ได้แก่ อายุ ระดับช้ันการศึกษา
และรายได้ โดยการหาค่าเฉลี่ย f-test และทดสอบด้วยความแปรปรวนทางเดียว (one way
ANOVA) และทดสอบแบบรายคู่โดยใช้วิธีของ Least Significant Difference (LSD) และวิเคราะห์
ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับปัจจัยการตัดสินใจซื้อผลิ ตภัณฑ์เสริมอาหาร
ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ โดยการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
(Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)
ผลกำรวจิ ยั (Research Results)
จากการศึกษาเรื่อง “ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจซ้ือ
ผลิตภัณฑเ์ สริมอาหารเพ่ือความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เอเชยี อาคเนย์” สามารถสรุปผลการวิจยั ไดด้ งั นี้
ดำ้ นปัจจยั ส่วนบุคคล พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศชาย จานวน 204 คน
(ร้อยละ 58.8) อายุ 21-22 ปี จานวน 142 คน (ร้อยละ 40.9) ศึกษาอยู่อยู่ในระดับชั้นปีท่ี 2
จานวน 96 คน (ร้อยละ 27.7) มีรายได้เฉล่ียอยู่ที่ 25,001-30,000 บาท จานวน 167 คน (ร้อยละ
48.1)
ระดับส่วนประสมทำงกำรตลำด ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเก่ียวกบั ระดบั ส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับสูงมาก มีค่าเฉล่ียรวมอยู่
ที่ ( ̅=4.67, S.D.=0.168) โดยมากทส่ี ุดในด้าน การส่งเสริมการตลาด อยู่ในระดับสูงมาก มีค่าเฉล่ีย
รวมอยู่ที่ ( ̅=4.93, S.D.=0.0.254) รองลงมา คือ ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย อยู่ในระดับสูงมาก
มีค่าเฉล่ียรวมอยู่ท่ี ( ̅=4.83, S.D.=0.379) รองลงมา คือ ด้านผลิตภัณฑ์ อยู่ในระดับสูงมาก มี
ค่าเฉล่ียรวมอยู่ที่ ( ̅=4.79, S.D.=0.408) รองลงมา คือ ด้านราคา อยู่ในระดับสูงมาก มีค่าเฉลี่ย
รวมอยทู่ ่ี ( ̅=4.66, S.D.=0.473) ตามลาดับ
ห น้ า | 231
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ระดับกำรตดั สนิ ใจซ้อื ผลิตภัณฑ์เสริมอำหำร ผลการศึกษาพบว่า ระดับของการตัดสินใจ
ซื้ออยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ียรวม ( ̅=4.03, S.D.=0.410) โดยมากที่สุดในด้าน การประเมิน
ผลิตภัณฑ์ มีค่าเฉล่ียรวมอยู่ที่ ( ̅=4.05, S.D.=0.462) รองลงมา คือ ด้านการรับรู้ผลิตภัณฑ์ มี
ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ท่ี ( ̅=4.05, S.D.=0.582) รองลงมา คือ ด้านการค้นหาแหล่งขายผลิตภัณฑ์ มี
ค่าเฉล่ียรวมอยู่ที่ ( ̅=4.03, S.D.=0.527) รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรมหลังการบริโภค มีค่าเฉลี่ย
รวมอยู่ท่ี ( ̅=3.97, S.D.=0.451)
สรปุ ผลกำรทดสอบสมมตฐิ ำน
สมมติฐำนข้อที่ 1 นักศึกษานักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เอเชียอาคเนย์ ทีม่ ีปจั จัยส่วนบุคคลตา่ งกนั จะมีการตัดสนิ ใจซื้อทแี่ ตกตา่ งกัน
ผลการวิเคราะห์การตัดสินใจซ้ือ จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ และรายได้ ไม่มี
ความแตกต่างกันทางนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ส่วนด้านอายุ และระดับการศึกษา ท่ีแตก
แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั 0.05
จากการวิเคราะห์ปจั จัยส่วนบุคคลด้านอายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกันจะส่งผลต่อ
การตัดสินใจซือ้ ทีแ่ ตกตา่ งกัน มรี ะดับนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น จึงยอมรับสมมติฐาน แต่
ทางด้านเพศ และรายได้ ไม่มีความแตกต่างกันกันทางนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ดังน้ัน จึง
ปฏเิ สธสมมตฐิ าน
สมมติฐำนท่ี 2 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซ้ือ
ผลิตภัณฑเ์ สริมอาหารเพื่อความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เอเชียอาคเนย์
ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างส่วน
ประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามของนักศึกษาระดับ
ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สัมพันธ์กัน มีระดับนัยสาคัญทางสถิติที่
.01 โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้าน ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจาหน่าย และการ
ส่งเสริมการตลาด มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ในด้าน
ผลติ ภณั ฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดที่แตกต่างกันมีผล
ต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพ่ือความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (R=659**, 624**,
606**, 656**, 573**)
อภปิ รำยผลกำรวจิ ัย (Research Discussion)
จากการศึกษาเรื่อง “ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ผลิตภณั ฑ์เสรมิ อาหารเพื่อความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
ห น้ า | 232
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
เอเชียอาคเนย์” โดยจากผลการวเิ คราะห์ข้อมูลสามารถอภิปรายผลการวิจัยและตีความข้อมูลต่าง ๆ
ได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. ปัจจัยส่วนบุคคล 2. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีความสัมพันธ์กับการ
ตดั สินใจซอื้
1. ปัจจยั สว่ นบุคคล
ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ และระดับการศึกษา มีความแตกต่างต่อการตัดสินใจซื้อ
ผลิตภัณฑเ์ สรมิ อาหารของนกั ศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
มีระดับนยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 ดังนั้น จึงยอมรับสมมติฐาน แต่ทางด้านเพศ และรายได้ ของ
นักศกึ ษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ไม่มีความแตกต่างกันกัน
ทางนัยสาคัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 ดงั น้ัน จงึ ปฏเิ สธสมมติฐาน ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ นัทธมน
เดชประภัสสร (2558) ท่ีได้ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทาง
อินเทอร์เน็ต กล่าวว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันในด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ระดับการศึกษา และอาชีพ ผลการวิจัยพบว่า ในการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์
เสริมอาหารทางอินเทอร์เน็ตไม่แตกต่างกันระหว่างเพศ อายุ สถานภาพสมรส และอาชีพที่แตกต่าง
กันในขณะที่รายได้เฉล่ียต่อเดือน และระดับการศึกษาท่ีแตกต่างกัน มีการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์
เสรมิ อาหารทางอินเทอร์เนต็ แตกตา่ งกัน โดยทผี่ ู้บริโภคทมี่ รี ายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือนที่สูงกว่าจะมีค่าเฉลี่ย
ของการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สูงกว่าผู้บริโภคท่ีมีรายได้เฉลี่ยต่ากว่า และผู้บริโภคท่ีมี
ระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีค่าเฉลี่ยของการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงกว่า
ผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาต่ากว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ ขวัญชนก พจนานุสรณ์ (2562) ท่ีได้
ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราสินค้าอมาโด้ทางช่องทาง
ออนไลน์ ได้กล่าวว่า เพศ อาชีพ และระดับการศึกษาของผู้บริโภคที่แตกต่างกันส่งผลต่อการ
ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราสินค้าอมาโด้ทางช่องทางออนไลน์ แตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ส่วนอายุ และระดับรายได้เฉล่ียต่อเดือนของผู้บริโภคส่งผลต่อการ
ตัดสนิ ใจซอื้ ผลิตภัณฑเ์ สรมิ อาหารตราสินค้าอมาโดท้ างชอ่ งทางออนไลน์ไมแ่ ตกต่างกนั
2. ปัจจยั ส่วนประสมทำงกำรตลำดมีควำมสัมพันธ์กับกำรตัดสนิ ใจซ้อื
ส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สัมพันธ์กัน มีระดับนัยสาคัญทางสถิติที่ .01 โดยส่วน
ประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย และด้านการส่งเสริม
การตลาด มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 (R=659**,
624**, 606**, 656**, 573**) สอดคล้องกับงานวิจัยของ ขวัญชนก พจนานุสรณ์ (2562) ท่ีได้
ศึกษาเรื่อง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราสินค้าอมาโด้ทางช่องทาง
ออนไลน์ ได้กล่าวว่า ส่วนปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทาง
การจดั จาหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตรา
ห น้ า | 233
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
สินค้าอมาโด้ทางช่องทางออนไลน์แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 สอดคล้อง
หทยั ทิพย์ แดงปทวิ (2559) ทไ่ี ด้ศกึ ษาเรอ่ื ง ปัจจัยสว่ นประสมทางการตลาด ทัศนคติและแรงจูงใจที่
สง่ ผลต่อการตดั สนิ ใจซือ้ ผลติ ภณั ฑ์อาหารเสรมิ เพ่อื ผวิ ขาวของวัยรุน่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้กล่าว
ว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อผิวขาว
พบว่า ผู้บริโภคให้ความสาคัญกับด้านราคามากที่สุด ตามด้วยด้านช่องทางการจัดจาหน่าย ด้าน
ผลิตภัณฑ์ และด้านการส่งเสริมการตลาด ส่งผลตอ่ การตัดสินใจซอื้ ผลติ ภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อผิวขาว
ของวัยรนุ่ ในเขตกรงุ เทพมหานครอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05
ข้อเสนอแนะ (Research Suggestion)
การวจิ ยั เรอ่ื ง “ปจั จยั สว่ นประสมทางการตลาดทีส่ ่งผลต่อการตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริม
อาหารเพอื่ ความงามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์”
มขี อ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปประยกุ ต์ใช้ไดด้ ังน้ี
ขอ้ เสนอแนะเชิงวิชำกำรในกำรวจิ ัยครั้งน้ี
1. จากผลการศึกษาข้อมูลของตัวชี้วัดของส่วนประสมทางการตลาด เม่ือพิจารณาจาก
ผลการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับตัวแปร พบว่า ส่วนประสมทางการตลาดด้านการส่งเสริมการตลาด มาก
ทส่ี ุด ดังน้นั ผูป้ ระกอบการควรมีการจัดโปรโมช่ันผ่านช่องทางออนไลน์อย่างสม่าเสมอ พร้อมท้ังการ
มีการตรวจสอบคุณภาพของสินคา้ เนือ่ งจากการส่ังสินค้าผ่านออนไลน์ ลูกค้าจะมีการพูดถึงคุณภาพ
ของสินค้าและเรื่องของบริการการตอบคาถามจากผู้บริโภคเมื่อมีข้อสงสัย มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่
นอกจากแบบเมด็ และแบบผงแล้ว ควรมีแบบน้าเพ่ือใหเ้ กิดความหลากหลายและความแตกต่างของ
ผลิตภณั ฑค์ ่แู ขง่ และราคาท่ีเขา้ ถึงได้ โดยผปู้ ระกอบการอาจมกี ารสารวจราคาท่ีผู้บริโภคพึงพอใจต่อ
การวางแผนการตลาดใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากยิ่งขึน้
2. จากผลการศึกษาข้อมูลตัวชี้วัดของส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
ซ้ือ เม่ือพิจารณาผลการวิจัยที่เก่ียวกับตัวแปร พบว่า ลูกค้าจะตัดสินใจซ้ือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
แม้ว่าราคามีการปรับตัวเพิ่มสูงข้ึนเล็กน้อย รองลงมาคือ ก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ลูกค้ามีการ
เปรียบเทียบความเหมาะสม ความเป็นมาตรฐาน การมีเคร่ืองหมายองค์การส่งเสริมอาหารและยา
กอ่ นตัดสนิ ใจซ้อื ทกุ คร้ัง รองลงมาคอื มกี ารแนะนาบุคคลรอบข้างท่ีใส่ใจในเรื่องของสุขภาพให้มาซื้อ
ผลิตภณั ฑเ์ สริมอาหารที่ตนเองไดท้ านอยู่
ขอ้ เสนอแนะในกำรวิจยั คร้งั ตอ่ ไป
ห น้ า | 234
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
1. ควรมีการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์
เสริมอาหารสาหรับกลุ่มบุคคลวัยทางาน และผู้สูงวัย เพ่ือการทาการตลาดที่กว้างขวาง ครอบคลุม
มากขนึ้ และทาให้สามารถทาการตลาดไดอ้ ยา่ งยั่งยืน
2. ควรศึกษาโมเดลสมการเก่ียวกับการส่งเสริมการตลาดด้านการสื่อสารการตลาดแบบ
บูรณาการ (IMC) เพ่มิ เตมิ เพอ่ื นาไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั พฤตกิ รรมผูบ้ รโิ ภคและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์
เสรมิ อาหารในคร้งั ต่อไป
เอกสำรอ้ำงอิง (Reference)
ขวัญชนก พจนานุสรณ์. (2562). ปจั จยั ที่มผี ลต่อการตดั สินใจซ้ือผลิตภณั ฑ์เสรมิ อาหารตราสินค้า
อมาโดท้ างช่องทางออนไลน.์ การค้นคว้าอสิ ระบรหิ ารธุรกจิ มหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าการ
จัดการทว่ั ไป). มหาวิทยาลยั สยาม.
ชฎาพร ไส้สกลุ . (2563). การศกึ ษาความเป็นไปได้เบอื้ งตน้ เพ่ือพัฒนาแผนธรุ กจิ จดั จาหน่าย
ผลิตภัณฑ์เสรมิ อาหารจากสารสกดั เพรยี งหวั หอม นา้ มนั ราขา้ ว และวิตามนิ อี สาหรับ
บารงุ สมองและป้องกันโรคอลั ไซเมอร์ ในผู้ทมี่ ีภาวะเสยี่ งตอ่ การเกดิ โรคทางสมอง.
สารนิพนธป์ รญิ ญาการจดั การมหาบัณฑติ . มหาวิทยาลัยมหิดล.
นทั ธมน เดชประภัสสร. (2558). ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ การตัดสนิ ใจซือ้ ผลติ ภัณฑเ์ สริมอาหารทาง
อินเทอร์เน็ต. การคน้ คว้าอสิ ระบรหิ ารธรุ กิจมหาบัณฑิต (พาณชิ ยศาสตรแ์ ละการบญั ช)ี .
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
ปราณิตา ศยามานนท.์ (2560). ค้าปลกี สนิ คา้ สุขภาพความงาม...เติบโตอย่างไรในตลาดแข่งขัน
ดุเดือด. สบื คน้ 5 กุมภาพันธ์ 2564, จาก https://www.scbeic.com/th
/detail/product /3268
รวิภา สสู้ กลุ สงิ ห์, และวราวธุ ฤกษ์วรารกั ษ.์ (2564). ปัจจยั ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ทมี่ ผี ล
ต่อการตดั สนิ ใจซื้อผลิตภณั ฑบ์ ารงุ ผิวหน้าผ่านเว็บไซด์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตอาเภอ
เมือง จังหวดั พิษณุโลก. Natural Postgraduate Student Colloquium; NPSC. 66-83.
สดุ ทีร่ กั นุชนาถ. (2562). ความพึงพอใจและความภกั ดใี นฐานะตัวแปรค่นั กลางทีเ่ ช่อื มโยงระหวา่ ง
ส่วนประสมทางการตลาดสกู่ ารตง้ั ใจใชบ้ ริการแอพพลิเคชนั่ Grabfood ของผใู้ ช้บรกิ าร
ในเขตฝ่ังธนบุรี กรงุ เทพมหานคร. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกจิ มหาบัณฑิต (สาขาวชิ า
บรหิ ารธุรกจิ ). มหาวทิ ยาลยั เอเชยี อาคเนย์.
หทัยทพิ ย์ แดงปทวิ . (2559). ปจั จยั สว่ นประสมทางการตลาด ทัศนคติและแรงจูงใจทสี่ ่งผลต่อการ
ตดั สินใจซอ้ื ผลติ ภณั ฑ์อาหารเสริมเพอ่ื ผวิ ขาวของวยั รนุ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร. การ
ค้นคว้าอิสระบริหารธรุ กจิ มหาบณั ฑติ . มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ.
อนสุ รา คนกลา้ , มารตุ คุปฏิพัทธน์ กุ ล, ปิติ ภนัดกิจ, สาลกิ า กา๋ ยอด, และสาธิต วงศ์จนั ทร.์ (2559).
ปจั จัยส่วนประสมทางการตลาดทส่ี ง่ ผลต่อการเลอื กซอ้ื ผลิตภณั ฑเ์ สริมอาหารของ
ห น้ า | 235
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ผู้บรโิ ภคในเขตเทศบาลเมอื งพะเยา. วารสารวิชาการสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิ
ฟิค. 2(1), 35 44.
Best, J. W. (1977). Research in Education. (3rd ed). New Jersey: Prentice-hall Inc.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Simple Size for Research
Activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3), 607-610.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of psychology.
140, 1-55.
ห น้ า | 236
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ห น้ า | 237
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ปจั จยั ทีม่ ีผลกระทบต่อการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลนข์ อง
คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยไี ทย-ญปี่ นุ่
Factors Affecting Online Teaching and Learning among Students Thai-
Nichi Institute of Technology
รงุ่ อรุณ กระแสรส์ ินธ์ุ1 อาจารีย์ ประจวบเหมาะ2 ใกลร้ ุง่ กระแสรส์ ินธ3ุ์
วทัญญู รศั มิทตั 4 สรุ สิทธิ์ อุดมธนวงศ์5
Rungarun Khasasin, Arjaree Prachuabmoh, Kairung Khasasin,
Vatanyoo Rasmidatta, Surasit Udomthanavong
บทคัดย่อ (Abstract)
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาให้สถาบันการศึกษาจาเป็นต้องมีการทา
การเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์เพื่อรองรับกับมาตรการควบคุมของรัฐบาล ทาให้มีการศึกษา
ปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย -
ญี่ปุ่น โดยใช้แบบสอบถาม โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) ใน
งานวจิ ัยนี้ใช้สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู เป็นสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test
F-test และ One-Way ANOVA ผลการวิจัยพบว่าระดับความพึงพอใจปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการ
จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ภาพรวม พบว่ามีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ
พิจารณาในแต่ละด้าน พบว่าทุกปัจจัยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีความพึงพอใจ
สูงสุด คือปัจจัยด้านสถานท่ีศึกษา รองลงมา คือ ปัจจัยด้านผู้สอน ตามลาดับ ผลการทดสอบ
สมมติฐานท่ีนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านผลการเรียนรวมท่ีแตกต่างกันมี
Received: 2021-02-16 Revised: 2021-03-15 Accepted: 2021-03-16
1 คณะบรหิ ารธรุ กจิ สถาบันเทคโนโลยไี ทย-ญี่ปนุ่ Faculty of Business Administration Thai-Nichi
Institute of Technology. Corresponding Author e-mail: [email protected],
[email protected]
2 คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั จนั ทรเกษม Faculty of Management Science
Chandrakasem Rajabhat University. e-mail: [email protected]
3 คณะบรหิ ารธรุ กิจและการบญั ชี มหาวิทยาลัยปทมุ ธานี Faculty of Business Administration
Accounting Patumthani University. e-mail: [email protected]
4 คณะศลิ ปศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ Faculty of Liberal Arts and
Science, Kasetsart University. e-mail: [email protected]
5 คณะบรหิ ารธรุ กจิ สถาบันเทคโนโลยไี ทย-ญปี่ นุ่ Faculty of Business Administration Thai-Nichi
Institute of Technology. e-mail: [email protected]
ห น้ า | 238
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ระดับความพึงพอใจปัจจยั ท่ีมผี ลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยด้านผู้เรียน
ปัจจยั ด้านสถานทศ่ี ึกษา และปัจจยั ดา้ นเทคโนโลยี ปัจจยั ส่วนบุคคลด้านชั้นปีท่ีศึกษาที่แตกต่างกันมี
ระดับความพึงพอใจปจั จยั ทมี่ ผี ลกระทบตอ่ การจดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยด้านผู้เรียน
และปจั จัยดา้ นผูส้ อน
คำสำคัญ (Keyword): การเรียนการสอนแบบออนไลน์; ปจั จัยทม่ี ผี ลกระทบ
Abstract
Corona Virus 2019 (COVID-19) makes it necessary for an institution to
implement online learning to support government control regulation, making it
possible to study factors affecting the online teaching of Thai-Nichi Institute of
Technology students using questionnaires with the convenience sampling method.
The statistics used for data analysis descriptive statistics and inferential statistics: t-
test, F-test, and One-Way ANOVA were used. The results showed that the level of
satisfaction, factors affecting the management of online teaching and learning was
found that the overall satisfaction was at a high level. When considering each
aspect, found that all factors were satisfied at a high level with the most
satisfactory factor is the factor of the study location followed by the teacher factor
respectively. The hypothesis test at the confidence interval of 5% found that
different overall academic performance individuals were satisfactory factors
affecting the management of online learning, student factors, educational factors,
and technological factors. Individual factors of different study years were
satisfactory factors affecting the management of online teaching and learning,
Learner factor, and instructor factors.
Keyword: Online Teaching; Factors Affecting
บทนำ (Introduction)
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือโรค
โควิด-19 (Coronavirus Disease2019, Covid-19) ซ่ึงเป็นเชื้อที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
และกว้างขวางไปหลายประเทศท่ัวโลก ทาให้มีผู้ติดเช้ือและเสียชีวิตเป็นจานวนมาก ประกอบกับ
องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรค โควิด-19 เป็นโรคระบาดร้ายแรง เน่ืองจากการแพร่ระบาดที่
กระจายไปในหลายประเทศท่ัวโลก และเป็นการระบาดใหญ่ (pandemic) ในส่วนของประเทศไทย
นั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ส่งผลให้
จาเป็นต้องมีมาตรการในการป้องกันเพ่ือลดการแพร่ระบาดของเช้ือ จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้
ห น้ า | 239
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ออกประกาศมาตรการและการเฝ้า
ระวังการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือโรคโควิด-19 ฉบับท่ี 3: การ
ปฏิบัติการของสถาบันอุดมศึกษาเพ่ือป้องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ณ วันท่ี 17 มีนาคม
2563 (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2563) มีใจความสาคัญตอนหนึ่ง
ระบุว่า “ให้หยุดดาเนินงานด้านการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชนทุกรูปแบบ
ยกเว้นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาได้ปรับรูปแบบการเรียน
การสอนจากแบบปกติเป็นแบบออนไลน์โดยสมบูรณ์ครบทุกหลักสูตรภายในวันท่ี 1 เมษายน 2563
ยกเว้นบางหลักสูตรท่ีต้องมีปฏิบัติการให้อยู่ใน ดุลยพินิจของสถาบันการศึกษา โดยให้
สถาบันการศึกษาบริหารจัดการเรียนและปฏิบัติการท่ีบ้านให้ได้มากที่สุด สาหรับการฝึกงานทุก
รูปแบบขอให้พิจารณายกเลิก หรือปรับเปลี่ยนกาหนดระยะเวลา และกิจกรรมอ่ืนทดแทน”
สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจึงต้องมีการปรับเปล่ียนรูปแบบการเรียนการสอนเพ่ือให้สามารถ
ดาเนินการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการประกันคุณภาพของผู้เรียนและบัณฑิตที่จะสาเร็จ
การศึกษาในระยะวิกฤติการณ์น้ี ซ่ึงสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น เป็นสถาบันอุดมศึกษาประเภท
เอกชนท่ีได้รบั ผลกระทบขา้ งตน้ ด้วยเชน่ กนั
ดังน้ัน ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตจึงมีการปรับเปลี่ยนสู่วิธีการแบบใหม่หรือท่ีเรียกว่า
New normal สู่การทางานท่ีต้องนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการทางาน ซ่ึงหน่ึงในด้าน
การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการทางาน ก็คือการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์
(0nline Learning) หรอื การเรยี นการสอนทางอิเล็คทรอนิกส์ (E-learning) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียน
การสอนทางไกลท่ีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง World Wide Web ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็น
ช่องทางในการติดต่อส่ือสารระหว่างกัน ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลมากมาย ท่ีมีอยู่ท่ัวโลก
อย่างไร้ขอบเขตจากัด ทาให้ระบบการเรียนการสอนเปล่ียนไปจากเดิมท่ีเป็นระบบปิดมาเป็นระบบ
เปิด ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่งวิชาท่ีมีการเชื่อมโยงอยู่ในเว็บ โดยไม่มีอุปสรรค
ทางด้านภูมิศาสตร์ ระยะทางและเวลา การเรียนในลักษณะนี้ช่วยทาให้ผู้สอนและผู้เรียนเป็นอิสระ
จากปัญหาการจัดตารางเรียนตารางสอน เพราะผู้เรียนสามารถเข้าถึงส่ือการเรียนการสอนได้ตาม
ความสะดวกตามต้องการ ผเู้ รยี นเป็นผคู้ วบคุมการเรยี นด้วยตนเอง ทาให้เกดิ การเรียนรู้ที่เป็นไปตาม
พัฒนาการของตนเอง รวมถึงเป็นช่วยในการปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้สอนจากผู้บอกและถ่ายทอด
มาเป็นผู้ให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาและอานวยความสะดวก ในขณะท่ีผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้ศึกษา
ค้นคว้าและสารวจข้อมูลในลักษณะการเรียนรู้ร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ
ด้วยตนเองมิใช่เป็นแต่เพียงผู้รอรับ(ครูบ้านนอก, 2550) สถานการณ์ดังกล่าว รูปแบบการเรียนการ
สอนแบบออนไลน์ (0nline Learning) จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในช่วงสถานการณ์ของการแพร่
ระบาดของไวรัสโควิด-19 เน่ืองจากผู้เรียนและผู้สอนสามารถส่ือสารกันจากท่ีบ้านผ่านอุปกรณ์
อเิ ล็คทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เป็นต้น โดยสถาบันเทคโนโลยีไทย-
ญีป่ ุ่น ได้ทาการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์ขึ้นตามประกาศมาตรการและการเฝ้าระวังการระบาด
ห น้ า | 240
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือโรคโควิด-19 ของกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จากการสารวจการเรียนการสอนของคณาจารย์ในสถาบัน
เทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น พบว่า มีรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ 2 รูปแบบ คือ 1) การสอน
ออนไลน์แบบสอนสด (online live session) โดยผา่ นโปรแกรม Zoom, Line และ Google Meet
ซึ่งอาจารย์จะสอนตามตารางสอนเดิมโดยใช้วิธีการถ่ายทอดสดผ่านโปรแกรมท่ีใช้และให้นักศึกษา
เข้าชั้นเรียนออนไลน์มาเรียน ซ่ึงมีข้อดีคือมีความเหมือนกับการเข้าเรียนในชั้นเรียน นักศึกษา
สามารถมีสว่ นร่วมได้ เชน่ การถามคาถามกับผู้สอน แต่บางครั้งก็มีปัญหาเรื่องสัญญาณอินเตอร์เน็ต
ทงั้ ของอาจารยแ์ ละนักศึกษาทไี่ มเ่ สถียร ทาใหก้ ารเรียนการสอนไม่ต่อเน่ือง หรือนักศึกษาบางคนเข้า
ชั้นเรียนไม่ได้ รูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์รูปแบบที่ 2) การสอนออนไลน์แบบคลิปสอน
(Online recorded session) วิธีการสอนน้ีอาจารย์จะสอนโดยการอัดคลิปสอนแล้วเผยแพร่คลิป
สอนในกลุ่มสังคมออนไลน์ของนักศึกษาที่สร้างกลุ่มแบ่งตามชั้นปีหรือวิชาที่เรียน เช่น Facebook
group, Google classroom และ Line group วิธีการน้ีขอ้ ดีคอื นกั ศกึ ษาสะดวกเข้าในการเข้าเรียน
และสามารถปรับตารางเรียนได้ด้วยตนเองรวมถึงทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา ปัญหาท่ีพบใน
รูปแบบการสอนรูปแบบนี้ คือความมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ในส่วนของสถาบัน
เทคโนโลยไี ทย-ญี่ปนุ่ ใชท้ ้งั สองรูปแบบในการเรียนการสอนแบบออนไลน์
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงเห็นความสาคัญท่ีจะต้องมีการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการ
เรียนการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น ต่อการพัฒนางานด้านการ
จดั การเรยี นการสอนในอนาคตของสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญป่ี ุ่น ต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจัย (Research Objective)
เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษา
สถาบันเทคโนโลยไี ทย-ญป่ี ุ่น
วิธีดำเนินกำรวิจัย (Research Methods)
1. รปู แบบการวจิ ัย
การวจิ ัยคร้งั นี้ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เคร่ืองมือที่ใชคือ
แบบสอบถาม โดยการเกบ็ ขอมูลกบั นักศึกษาสถาบนั เทคโนโลยีไทย-ญ่ีป่นุ ทเี่ รียนแบบออนไลน์
2. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในคร้ังนี้ ได้แก่ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-
ญีป่ ุ่น จานวน 4,817 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-
ญ่ีปุ่น จานวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) กาหนด
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง กรณีทราบจานวนประชากรที่แน่นอน โดยวิธีการคานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ
ห น้ า | 241
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ทาโร่ ยามาเน่ (Yamane, T. 1967) โดยขนาดของตัวอย่างประชากรท่ีระดับนัยสาคัญ 0.05 คิด
ขนาดความคลาดเคล่ือน (e) เป็นร้อยละและสัมประสิทธ์ิของความผันแปรเท่ากับ 0.5 ได้ขนาด
ตวั อย่างเทา่ กบั 367 คน และได้สารองเผื่อการสูญเสียของแบบสอบถามไว้ 33 ชุด ดังน้ันขนาดกลุ่ม
ตวั อยา่ งรวมกบั การสารองเผ่อื การสูญเสียครัง้ นจี้ ึงเทา่ กบั 400 คน
3. เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน
จากการศึกษาแนวคิดจากทฤษฎี เอกสารต่าง ๆ ตลอดจนงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง แบบสอบถามแบ่ง
ออกเป็น 3 สว่ น คอื
สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปีที่ศึกษา ผลการเรียน
รวม(เกรดเฉล่ีย) และลกั ษณะการพักอาศยั
ส่วนที่ 2 แบบวัดระดับความพึงพอใจของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น โดย
สร้างมาตรวัดระดบั ความพงึ พอใจ 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยมี
เน้อื หาความพงึ พอใจด้านปัจจยั ดา้ นผู้สอน ปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านสถานศึกษา และปัจจัยด้าน
เทคโนโลยี
สว่ นท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ ลกั ษณะคาถามเปน็ แบบปลายเปดิ
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ผวู้ ิจยั ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู ดังน้ี
4.1 ผวู้ ิจยั เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลด้วยตนเอง
4.2 ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถาม จานวน 400 ชุด โดยมีแบบสอบถามท่ีได้รับกลับคืนมา
และมคี วามสมบรู ณ์ จานวน 400 ชดุ คิดเปน็ 100%
5. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถติ ิ
5.1 การประมวลผลข้อมูล ใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล
โดยมีข้นั ตอน ดงั น้ี
5.1.1 ตรวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้องของแบบสอบถาม หลังจาก
ดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เพื่อให้ไดแ้ บบสอบถามที่ได้รับคาตอบที่สมบูรณ์ครบตามจานวนที่ระบุ
ไว้
5.1.2 บันทึกข้อมูลท่ีเป็นรหัสลงในแบบบันทึกข้อมูล และเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ตามลาดับ
5.1.3 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมลู ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
5.1.4 ประมวลผลขอ้ มูลตามจุดมุ่งหมายของการศกึ ษาวิจัย
5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กาหนดแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการ
ประมวลผลด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ( Descriptive
Statistics) คือ จานวน (n) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ห น้ า | 242
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
(SD) และสถิติเปรียบเทียบ Independent Sample T-test และ One-Way ANOVA ในกรณีท่ีมี
นัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ี .05 จะดาเนนิ การเปรียบเทยี บความแตกต่างเป็นรายคู่ ดว้ ย LSD
ผลกำรวจิ ัย (Research Results)
การศึกษาปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษา
สถาบนั เทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น เปน็ งานวิจัยเชิงสารวจ โดยผวู้ ิจยั นาเสนอขอ้ มูล 4 สว่ น ดังนี้
สว่ นท่ี 1 ข้อมูลท่วั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถำม
ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวนและร้อยละของนักศึกษา
สถาบันเทคโนโลยไี ทย-ญ่ีปนุ่ จาแนก ได้ดังนี้ จาแนกตามเพศ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน
320 คน คิดเป็นร้อยละ 80 รองลงมา คือ เพศชาย จานวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 20 จาแนกตาม
อายุ ส่วนใหญ่มอี ายุระหว่าง 18-20 ปี จานวน 234 คน คดิ เป็นร้อยละ 58.50 รองลงมา คืออายุ 21
ปีข้ึนไป จานวน 121 คน คิดเป็นร้อยละ 30.25 จาแนกตามชั้นปีที่ศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ชั้นปีท่ี 2
จานวน 142 คน คิดเป็นร้อยละ 35.50 รองลงมา คือ ช้ันปีท่ี 1 จานวน 83 คน คิดเป็นร้อยละ
20.75 จาแนกตามผลการเรียนรวม (เกรดเฉลี่ย) ส่วนใหญ่มีด้านผลการเรียนรวม (เกรดเฉล่ีย)
ระหว่าง 2.00-2.49 จานวน 223 คน คิดเป็นร้อยละ 55.75 รองลงมา คือระหว่าง 2.50-2.99
จานวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 24.25 จาแนกตามลักษณะการพักอาศัย ส่วนใหญ่พักอยู่กับ
ผปู้ กครองท่ีไมใ่ ช่บิดา – มารดา จานวน 200 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 50.00 รองลงมา คือ เช่าห้องพักอยู่
กบั แฟน จานวน 59 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 14.75
ส่วนท่ี 2 ระดับควำมพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบ
ออนไลน์
ตารางท่ี 1 ระดบั ความพึงพอใจปัจจัยทมี่ ีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัย
ดา้ นผสู้ อน
1. ปจั จัยด้ำนผู้สอน Mean SD ควำมหมำย
1.1 ผู้สอนมีความเชี่ยวชาญและชานาญเกี่ยวกับ 4.03 .899 มาก
เนอื้ หาบทเรยี นทีส่ อน
1.2 ผู้สอนมีแนวทางการปฏิบัติต่อการจัดการเรียน 4.26 .795 มากท่ีสุด
การสอนท่ดี ี 3.82 .847 มาก
4.16 .865 มาก
1.3 ผู้สอนมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ี
เหมาะสม
1.4 ผู้สอนใชส้ ่ือและอปุ กรณ์ต่อการจัดการเรียนการ
สอนท่มี คี ุณภาพ