ห น้ า | 393
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
กาหนดเวลา 20 นาที จะเปล่ียนผู้แสดงบทบาทเป็นกลุ่มต่อไปโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงที่
คู่ขนานกัน (เปลี่ยนแปลงอาการแสดงและความรุนแรงของการจัดการอาการของผู้ป่วยแต่ละราย)
กบั สถานการณ์ทผี่ า่ นมา
3. ขั้นการประเมนิ ผลการเรียนร้ขู องผู้เรียน (De-brief) ภายหลังจากการแสดงบทบาทใน
สถานการณ์ ผู้สอนจะจัดหอ้ งใหท้ ่ีเหมาะสาหรับการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ ให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย และ
อาจจะใช้วิดีโอที่บันทึกขณะท่ีผู้เรียนแสดงบทบาทในสถานการณ์ การประเมินผลผู้เรียนเป็นการ
ประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนด โดยมีขั้นตอนการประเมินที่สาคัญ
3 ระยะ 1) การบรรยายความรู้สึก (Descriptive Phase) เปน็ การถามถึงความรู้สึกของผู้เรียน หรือ
เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะท่ีอยู่ในสถานการณ์ 2) การวิเคราะห์
สถานการณ์ (Analysis Phase) เป็นระยะที่ผู้สอนสะท้องผู้เรียนในสิ่งที่ผู้เรียนทาได้ดี และส่วนที่
ผู้เรียนบกพร่อง 3) การนาไปประยุกต์ใช้ (Application Phase) ผู้สอนจะร่วมหาแนวทางหรือ
วธิ กี ารการนาไปปรับใชจ้ รงิ เพอ่ื ที่จะให้ผู้เรียนเกิดความม่ันใจท่ีจะสามารถนาไปปฏิบัติได้ (Fanning
RM & Gaba DM., 2007) โดยใช้หลักการ 6PA ในการประเมินผลผู้เรียนดงั ตารางที่ 1
ตำรำงท่ี 1 แสดงหลักการประเมินผลตามขั้นตอนการปฏิบัติของผู้เรียนในข้ัน การประเมินผลการ
เรยี นรขู้ องผู้เรียน (De-brief)
ขั้นตอนกำรปฏิบัติ หลักกำรประเมินผล
ของผู้เรียน
Immediate Phase ความสามารถในการประเมินสภาพผู้ป่วยข้ันตอนการประเมิน
สภาพและการระบุปญั หาที่พบ
Planning Phase ความสามารถในการวางแผนการให้การพยาบาลของทีมภายใต้
บทบาทหนา้ ท่ีที่กาหนด
Assessment Phase การประเมนิ สภาพขอ้ มลู การประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับทีมและ
การระบปุ ัญหา
Action Phase ความสามารถในการลงมือปฏิบัตติ ามบทบาท ไดแ้ ก่ บทบาท
หัวหน้าเวร บทบาทหวั หนา้ ทมี และบทบาทสมาชิกทีม
Maintenance Phase ความสามารถในการประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาล หากผล
การประเมินดีใหค้ งสภาพดังกล่าวไว้หรอื อาจมีการปรับเปลี่ยนตาม
ความเหมาะสม
Deterioration Phase การวิเคราะห์ประเมินคุณภาพการปฏิบัติการพยาบาล หากไม่
ไดผ้ ลเปน็ ไปตามทีก่ าหนดไวใ้ ห้กลับไปประเมนิ ขัน้ ตน้ ใหม่
ตวั อย่ำงสถำนกำรณ์
ห น้ า | 394
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
การฝกึ ประสบการณ์ในคลินิกเสมอื นจรงิ ครั้งนี้ เปน็ สถานการณ์ในหอผู้ป่วยไอซียู
โรงพยาบาลทว่ั ไป มจี านวนผู้ป่วยจานวน 6 ราย มีพยาบาลประจาการในเวรจานวน 4 คน ผูป้ ว่ ย 6
ราย ในเวรเชา้ เวลา 10.00 น.
3.2 วัตถุประสงค์กำรเรยี นรู้ (Scenario Objective)
3.2.1 ประเมนิ สภาพผูป้ ่วยโดยใชห้ ลัก ABCDE และประเมินสภาพปัญหาอน่ื ๆทม่ี ี
ผลตอ่ การดูแลผปู้ ว่ ย
3.2.2 ปฏบิ ัตทิ ักษะการพยาบาลตามแนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลผปู้ ่วยทมี่ ีภาวะชอ็ ค
(Shock) ผูป้ ่วยท่มี ีปัญหาทางเดินหายใจ และการเตรียมผปู้ ่วยกอ่ นและหลังผา่ ตัด
3.2.3 แสดงภาวะผนู้ าในการบรหิ ารทมี การพยาบาลได้
1) มอบหมายงานให้หัวหน้าทีมได้
2) ประสานงานกับผทู้ ี่เกย่ี วข้องได้
3.2.4 ทางานเป็นทีมในบทบาทหวั หนา้ เวร หัวหนา้ ทีม และสมาชิกทีมการ
พยาบาล
3.2.5 สือ่ สารกับสมาชกิ ทีมการพยาบาลและผู้เก่ยี วขอ้ งได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
โดยรายงานได้ถูกต้องครบถว้ นโดยใช้เคร่ืองมือ SBAR และรบั คาสั่งแผนการรักษาได้
3.3 กำรเตรยี มสถำนกำรณจ์ ำลองเสมือนจริง
3.3.1 บทบาทของผู้ร่วมแสดงบทบาทในสถานการณ์
1) นักศึกษาพยาบาล จานวน 1 คน แสดงบทบาทหัวหนา้ ทมี
2) นักศึกษาพยาบาล จานวน 1 คน แสดงบทบาทหัวหนา้ เวร
3) นักศึกษาพยาบาล จานวน 6-7 คน แสดงบทบาทสมาชิกทมี
4) พยาบาลวิชาชพี จานวน 1 คน แสดงบทบาทพยาบาลวชิ าชพี
5) ลูกชายผู้ปว่ ยเตยี งท่ี 1 นง่ั อยู่ข้างเตียงผ้ปู ว่ ย
6) ลูกสาวของผ้ปู ่วยเตยี งที่ 6
3.3.2 บทบาทของคณะผจู้ ดั สถานการณ์เสมือนจรงิ
1) อาจารยน์ ิเทศ จานวน 1 คน
2) พยาบาลวิชาชีพ จานวน 2 คน
3) แพทย์ จานวน 1 คน
4) ผบู้ นั ทึกภาพวดิ โี อ จานวน 1 คน
5) ผู้สรุปการเรียนร้/ู สงั เกตการณ์ จานวน 1 คน
ห น้ า | 395
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
3.3.3 การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม
1) เตรียมอาจารยน์ ิเทศและพยาบาลแตง่ กายดว้ ยชดุ พยาบาล และผู้เรียน
แตง่ กายด้วยชดุ ฝกึ ปฏิบตั ิงาน (ฟา้ -ขาว)
2) ผ้ปู ่วยแต่งกายด้วยชุดผู้ป่วยและสร้างแพทเทิร์นการบาดเจ็บบนตัวหุ่น
และตวั บุคคลให้มีลักษณะเหมือนจริงมากท่ีสุดตามที่สถานการณ์กาหนด (Moulage) เช่น บาดแผล
ชนดิ ตา่ งๆ การแต่งหน้าใหส้ อดคล้องกบั อาการของผปู้ ่วย
3) เตรียมหุ่นปฏิบัติการเสมือนจริง (Simman) ลงข้อมูลอาการท่ีกาหนด
ข้ึนตาสถานการณ์ในระบบปฏิบัติการเพ่ือให้หุ่นสามารถแสดงอาการและโต้ตอบการสนทนาได้
เสมอื นจริงที่สดุ
4) จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้พร้อมใช้งานได้จริง และ
ห้องปฏบิ ตั ิการให้เสมอื นเป็นหอผ้ปู ่วยจาลอง
3.4 โครงสรำ้ งสถำนกำรณเ์ ริม่ ต้น (Construct Initial Circumstances)
เวลา 10.00 น. ขณะท่ีพยาบาลกาลังปฏิบัติหน้าท่ีอยู่ อาจารย์นิเทศพร้อมด้วยนักศึกษา
ทุกคนในกลุ่มกาลังตรวจเยี่ยมอาการผู้ป่วย(Mid-Morning Round) ในช่วงขณะดังกล่าวมีผู้ป่วย
จานวน 6 รายท่ีอยู่ในความดุแล ทุกรายมี Assignment ของนักศึกษาทุกคน ผู้ป่วยเตียง 6 เป็น
ผู้ป่วยประเภทที่ 3 (Semi-critical) และผู้ป่วยเตียง 1และ 2 เป็นผู้ป่วยประเภท 2 (Moderate)
และผู้ป่วยเตียง 3 4 และ 5 เป็นผู้ป่วยประเภท 1 ฟื้นฟู (Convalescent) โดยมีรายละเอียดของ
ผปู้ ่วยแตล่ ะเตียงดังนี้
ผู้ป่วยเตียง 1 ใช้ผู้แสดงจริงจัดท่าผู้ป่วยนอนในท่า Semi fowler position อายุ 60 ปี
หายใจไดน้ ้อยและมอี าการไอ ผูป้ ว่ ย มีอาการหายใจลาบากกระสบั กระส่าย มปี ระวตั ิเป็นโรคปอดอุด
กั้นเรื้อรัง 10 ปี เร่ิมมีอาการเหน่ือยมากขึ้นเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่ประสบความสาเร็จในการเลิก
สบู บหุ รี่
ผู้ป่วยเตียงท่ี 2 ใช้หุ่นปฏิบัติการเพศหญิงและเตรียมสภาพผู้ป่วยด้วยการจัดท่าผู้ป่วย
นอนในท่านอนหงายราบ อายุ 35 ปี มีประวัติเป็นมะเร็งลาไส้ระยะที่ 2 ให้ประวัติว่า ประมาณ 1
ปีก่อนมีอาการท้องผูกมาก รับการรักษาด้วยการรับประทานยาระบายมาเป็นเวลา 3 เดือน อาการ
ไม่ทุเลา จึงซื้อยาสมุนไพรมารับประทาน 2 เดือนก่อนมาท้องผูกมากข้ึน มีเลือดออกขณะที่ถ่าย
อุจจาระทกุ คร้งั มาพบแพทย์ พบวา่ ตนเองเป็นโรคมะเร็งลาไส้ แพทย์จึงนัดทาผา่ ตดั พรุ่งน้ี
ห น้ า | 396
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผปู้ ่วยเตยี ง 3 ใชห้ ุน่ ปฏบิ ตั ิการและเตรียมสภาพผู้ปว่ ยด้วยการจัดทา่ ผู้ป่วยนอนในท่านอน
หงายราบ อายุ 18 ปี ผู้ป่วยหลังผ่าตัด Appendectomy 2 วัน มีอาการปวดแผลผ่าตัดพอทน
pain score ระดบั 4 ผายลมแลว้
ผู้ป่วยเตียงท่ี 4 ใช้หุ่นปฏิบัติการและเตรียมสภาพผู้ป่วยด้วยการจัดท่าผู้ป่วยนอนในท่า
นอนหงายราบ อายุ 29 ปี หลังผ่าตัด Appendectomy 2 วัน ปวดแผลผ่าตัดพอทน pain score
ระดบั 4 ผายลมแล้ว
ผู้ป่วยเตียงที่ 5 ใช้หุ่นปฏิบัติการการเตรียมสภาพผู้ป่วยและจัดท่าผู้ป่วยนอนในท่านอน
หงายราบ อายุ 30 ปหี ลงั ผ่าตัด Appendectomy 1 วนั ปวดแผลผ่าตัดพอทน pain score ระดับ 7
ไมผ่ ายลม
ผู้ป่วยเตียง 6 ใช้หุ่นปฏิบัติการเสมือนจริง (SimMan) จัดท่าผู้ป่วยนอนในท่า Semi
fowler position หายใจได้น้อยและมีอาการไอ อายุ 75 ปี ให้ประวัติว่าหลังรับประทานอาหาร
เย็น ข้าวกับยาปลากระป๋อง หลังจากน้ัน 6 ช่ัวโมง มีอาการปวดท้อง คล่ืนไส้อาเจียน ถ่ายเหลว
ตั้งแต่เวลาเท่ียงคืนถึง 6 โมงเช้า ถ่ายไปแล้ว 10 คร้ัง 2 ช่ัวโมงก่อนมาโรงพยาบาลมีอาการปวดบิด
ในท้องมีคล่ืนไส้อาเจยี นมากข้ึนญาตินาสง่ โรงพยาบาล บตุ รสาวมีกงั วลกบั อาการปว่ ยของบดิ า
กาหนดให้ผู้เรียนแสดงเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ช้ันปีท่ี 4 ที่กาลังฝึกปฏิบัติรายวิชา
บริหารการพยาบาล ภายใต้การนิเทศของอาจารย์ประจากลุ่ม โดยมีตัวอย่างสถานการณ์และ
กจิ กรรมการเรียนการสอนแสดงในตารางท่ี 2
ตำรำงท่ี 2 แสดงกิจกรรมการเรียนการสอน
กจิ กรรม พฤตกิ รรมทีค่ ำดหวังของผเู้ รียน ขอ้ ควรตระหนกั
ข้ันกำรนำ (Pre-Brief) 1. เตรียมความพร้อมจากการ 1. ควรให้
ควรปฏบิ ตั ิขั้นนีก้ อ่ นการแสดง ทบทวนเน้ือหาสาระท่ีกาหนด เชน่ ความสาคัญกบั การ
บทบาทสถานการณจ์ ริงอยา่ ง ภาวะผ้นู า การบรหิ ารและการเป็น สร้างบรรยากาศท่ี
นอ้ ย 1 วนั ใช้เวลา 1 ชม. ใน ผูน้ าทางการพยาบาล บทบาทของ เสมอื นจริง
ห้องเรียนและห้องปฏบิ ตั ิการ หวั หน้าเวร หวั หน้าทีม และสมาชิก 2. ตอ้ งมน่ั ใจวา่
ทางการพยาบาล สาหรบั ผเู้ รียน ทมี หลักการมอบหมายงาน เป็นต้น ผ้เู รยี นมคี วามรู้
ทกุ คนโดยพร้อมกนั 2. ทบทวนทกั ษะการพยาบาลที่ ความเข้าใจตาม
1. ชแี้ จงวัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ เกี่ยวขอ้ ง เช่น การให้สารน้า การ วตั ถปุ ระสงค์ท่ี
และพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ เตรียมผปู้ ่วยกอ่ นและหลังผ่าตัด การ กาหนดแลว้ จรงิ
ห น้ า | 397
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
กจิ กรรม พฤติกรรมท่ีคำดหวังของผู้เรียน ข้อควรตระหนกั
คาดหวัง เนือ้ หาสาระท่ตี ้องทราบ ชว่ ยฟน้ื คนื ชีพ เปน็ ต้น
ก่อนการแสดงบทบาทใน 3. ศกึ ษาข้อมูลการใช้การอุปกรณ์
สถานการณ์ เครือ่ งใช้
2. เล่าสถานการณท์ ี่กาหนด และ
เล่าประสบการณ์ของผู้สอน
เกย่ี วกับการดูแลผ้ปู ว่ ยที่คล้ายกับ
สถานการณ์ท่กี าหนดขน้ึ
3. แจง้ กฎ-กติกาและบทบาทใน
การแสดงบทบาทในสถานการณ์
4. แนะนาทาความเข้าใจ
สง่ิ แวดลอ้ มและอุปกรณ์เครื่องใช้
ท่กี าหนดในสถานการณ์
2. ขั้นปฏบิ ัติ (Scenario) สมำชกิ ทีม 1. ระมดั ระวงั ความ
ผสู้ อนใหส้ ญั ญาณของการเรม่ิ
สถานการณ์ 1. แสดงความกระตอื รือรน้ สนใจตอ่ เสมอื นจริง
ผสู้ อนแสดงบทบาทเปน็ อาจารย์
นเิ ทศ พดู คุยและมอบหมาย การไดร้ ับมอบหมายงานจากหัวหน้า 2. หากนกั ศึกษา
ผปู้ ่วยให้นักศึกษาดูแล ผเู้ รียนให้
แสดงบทบาทเป็นนกั ศึกษา เวรและหวั หนา้ ทมี ปฏบิ ตั ไิ ม่ถูกตอ้ ง
พยาบาลท่ขี ึน้ ฝึกปฏบิ ตั ิรายวิชา
บรหิ ารการพยาบาล (เข้าคร้ังละ 2. ประเมนิ อาการและปัญหาท่ี ตอ้ งให้ข้อมูลเพื่อ
1 กลุ่ม) และมีผชู้ ่วยสอน แสดง
บทบาทเป็นพยาบาลวชิ าชพี เกดิ ข้นึ และรายงานหวั หน้าทีมได้ การแก้ไขโดยทนั ที
แพทยแ์ ละญาติผ้ปู ่วย
1. การตรวจเยย่ี มอาการผูป้ ว่ ย อยา่ งเหมาะสม 3. การกระตนุ้ ให้
(Mid-Morning Round)
2. การชว่ ยเหลือผู้ปว่ ยเตียง 6 ท่ี 3. ปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลผู้ป่วยท่ีมี กล่มุ แสดงความ
ภาวะช็อค (Shock) ผูป้ ว่ ยทีม่ ีปญั หา คดิ เหน็ ของตัวเอง ดู
ทางเดินหายใจ และการเตรียมผ้ปู ว่ ย การตัดสินใจของ
กอ่ นและหลังผา่ ตัดอยา่ งเปน็ องค์รวม กลมุ่ ตอ้ งมกี ารปรบั
ดว้ ยความเมตตา กรุณา และเอ้อื การตดั สินใจเสมอ
อาทรยดึ มั่นในคุณธรรมจริยธรรม การสอนตามแผน
กฎหมายและสทิ ธขิ องผู้ปว่ ย อยา่ งเดยี วอาจจะ
หัวหนำ้ ทีม ไมด่ เี สมอไป แต่ควร
ห น้ า | 398
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
กิจกรรม พฤติกรรมทีค่ ำดหวงั ของผู้เรยี น ขอ้ ควรตระหนกั
มกี ารภาวะช็อก (Hypovolemic 1. ประเมนิ ปัญหาจากสถานการณท์ ี่ ทีจ่ ะปรบั ตามสภาพ
shock) เกดิ ข้นึ วางแผนการดแู ลผูป้ ว่ ยร่วมกับ ของกลุ่มน้ันๆดว้ ย
3. การใหก้ ารพยาบาลผู้ปว่ ยเตียง สมาชกิ ทีม แนะวิธกี ารปฏบิ ตั ิงาน 4. ผู้สังเกตตอ้ ง
1 ท่มี ีอาการเหน่ือยหอบมากข้ึน 2. ตดั สินใจให้การชว่ ยเหลือสมาชิก พจิ ารณาผู้เรียนว่า
และมีความต้องการการดูแลจาก ทมี นิเทศการปฏิบัติการพยาบาล ในกลุ่มแสดง
ทีมการพยาบาลอย่างสงู ผปู้ ่วยในทีมได้อย่างเปน็ องค์รวม บทบาทอะไร และ
4. การเตรยี มผปู้ ่วยเตียง 2 ก่อน ครบถ้วนตามสภาพปัญหาของผ้ปู ว่ ย คอยดวู า่ คนไหน
การผา่ ตดั 3. ประสานงานกบั ผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องได้ กลัว แลว้ ต้องนาไป
3. การพยาบาลผูป้ ว่ ยตาม อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม ชว่ ยเหลอื ช่วย
แผนการรักษาและแผนการให้ 4. ตดิ ตามประเมินผลลัพธ์การให้การ แกป้ ญั หา ต้องดู
การพยาบาล พยาบาลการของสมาชิกในทีมได้ เหตกุ ารณใ์ น
4. ประเมนิ ผลลัพธ์การให้การ อยา่ งเหมาะสม ขณะนั้นตลอดเวลา
พยาบาล และประชมุ ปรึกษาหลงั หวั หนำ้ เวร ช่วยเหลอื นักศกึ ษา
ให้การพยาบาล 1. นเิ ทศการทางานของบุคลากรทุก ท่ีแสดงอาการกลวั
ระดบั โดยแสดงถึงความเมตตา
กรุณา ความเอื้ออาทร
2. รับคาส่งั การรักษา และช่วย
สมาชิกในทีมในการให้การพยาบาล
3. รับผิดชอบให้สมาชิกในทีมใหก้ าร
พยาบาลตามเวลา และบนั ทกึ ให้
ถกู ต้อง และตรงกบั ความเปน็ จริง
4. รบั ผดิ ชอบให้สมาชกิ ในทีมใหก้ าร
พยาบาลตามเวลา และบนั ทกึ ให้
ถูกต้อง และตรงกบั ความเปน็ จรงิ
5. รายงานอาการหรือปญั หาของ
ผู้ปว่ ยไดถ้ กู ต้องครบถว้ นโดยใช้
เครื่องมอื SBAR
ห น้ า | 399
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
กจิ กรรม พฤตกิ รรมท่คี ำดหวังของผเู้ รียน ขอ้ ควรตระหนกั
3. ขั้นกำรประเมนิ ผลกำรเรียนรู้ 1. ผ้สู อนจะสะท้อน
หรือประเมินในส่งิ ท่ี
ของผู้เรียน (De-brief) 1. ผ้เู รยี นบรรยายความรู้สึกถึงความ ผ้เู รยี นทาไดด้ ี
เพอื่ ให้ผู้เรียนเกดิ
1. Descriptive Phase (การ เสมอื นจรงิ ความม่ันใจ เช่น มี
การดูแลแบบเอ้ือ
บรรยาย) : การถามถึงความรู้สึก 2. แสดงถงึ การยอมรับข้อบกพรอ่ ง อาทร เขา้ ไปซักถาม
ของผเู้ รียน ความรู้สึกของผูป้ ว่ ย
2. Analysis Phase (การ และสามารถสะท้อนความร้สู ึกและ จับมือหรอื สัมผสั ตวั
วิเคราะห์) : ผู้สอนสะท้อนผู้เรียน ความถกู ต้องในขณะปฏบิ ตั ิการ ผู้ปว่ ยไว้ เป็นต้น
ในสิ่งท่ีผู้เรียนทาได้ดี และส่วนที่ พยาบาล ครอบคลมุ ทั้ง Technical จากน้นั ผสู้ อนให้
ข้อมลู ที่เกยี่ วกับ
ผู้เรียนบกพร่อง สะท้อนว่าทาไม Skills และ Non-Technical Skills จุดบกพร่อง บอก
ถึงเกิดข้อผิดพลาดและสามารถที่ 3. สามารถบอกสาเหตุและการแกไ้ ข เหตุผล และบอก
แนวทางการแก้ไข
จะช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไร เพอื่ นาไปปฏิบัติในคร้งั ต่อไป 2. ควรมกี ารให้
บ้ า ง ภ า ย ใ ต้ ห ลั ก ก า ร 6 PA เวลาในการตอบ
คาถามของผเู้ รยี น
ครอบคลุมท้ัง Technical Skills ไม่คาดค้ัน และ
สรา้ งบรรยากาศใน
และ Non-Technical Skill การพดุ คุยที่ผอ่ น
คลาย
3. Application Phase (การ 3. โดยต้องเน้นย้า
ให้ผู้เรียนตระหนัก
นาไปประยุกต์ใช้) : ผู้สอนช่วยหา ถึ ง คุ ณ ธ ร ร ม
จ ริ ย ธ ร ร ม
สาเหตุและให้คาแนะนา และถาม (Etiquette) ในการ
ผู้เรียนว่าจะนาไปใช้จริงอย่างไรที่
จะทาให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจที่
จะสามารถนาไปปฏิบัติได้ในครั้ง
ต่อไป
กิจกรรม ห น้ า | 400
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
พฤตกิ รรมท่คี ำดหวงั ของผเู้ รยี น ข้อควรตระหนกั
ปฏบิ ตั ิกบั หุน่
โดยสรุปการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาลด้วยการใช้
สถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) ผู้สอนต้องตระหนักถึงความพร้อม
ผูเ้ รียน ทั้งดา้ นความรู้ทต่ี ้องนามาใช้ในสถานการณ์ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ความเข้าใจสถานการณ์
บทบาทของใน กฎกติกาการเข้าร่วมกิจกรรม และวิธีการใช้อุปกรณ์ เคร่ืองใช้ในสถานการณ์ เม่ือ
ผู้เรียนมคี วามพร้อมจะสามารถทาใหก้ ารเข้าไปในสถานการณร์ าบรื่น และมีบรรยากาศการเผชิญกับ
สถานการณ์เหมือนอยู่ในสถานการณ์จริง การออกแบบสถานการณ์ที่เสมือนจริงมากที่สุด ท้ัง
รายละเอียดอาการของผูป้ ว่ ย อปุ กรณ์ และเคร่ืองมือต่างๆ จึงเป็นเรื่องท่ีสาคัญมาก โดยทาให้ผู้สอน
สามารถประเมนิ ความสามารถของผู้เรยี นไดจ้ รงิ และตรงตามทกี่ าหนดไวใ้ นวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้
นอกจากนี้การประเมินตนเองของผู้เรียนภายหลังจากการเข้าร่วมในถานการณ์ก็เป็นส่ิงสาคัญท่ีจะ
ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้และเกิดการพัฒนาให้แก่ผู้เรียนได้ ซึ่งผู้สอนต้องเป็นผู้อานวยความสะดวก
สร้างบรรยากาศท่ีทาให้ผู้เรียนได้รู้สึกผ่อนคลายและกล้าแสดงความรู้สึกด้วยการ เล่าเหตุการณ์ท่ี
เกิดขึน้ ในขณะท่ีอยู่ในสถานการณ์ วิเคราะห์ส่ิงท่ีผู้เรียนทาได้ดี ส่วนท่ีบกพร่อง และการหาแนวทาง
เพอ่ื นาไปปรับใชจ้ ริง
ผลลพั ธข์ องกำรจัดกิจกรรมพัฒนำทักษะกำรทำงำนเป็นทีมกำรพยำบำลด้วยกำรใช้สถำนกำรณ์
จำลองเสมอื นจริง (Simulation based Learning) ในรำยวิชำปฏิบัตบิ รหิ ำรกำรพยำบำล
หลังการจาลองสถานการณ์เสมือนจริง (Simulation based Learning) เพ่ือพัฒนา
ทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาล การจัดกิจกรรมในคร้ังน้ี ทาให้ผู้เรียนมีความตื่นตัว
กระตือรือร้นและเตรียมความพร้อมโดยการทบทวนเน้ือหาสาระท่ีต้องนาไปใช้ในการฝึกปฏิบัติใน
รายวิชา สบื ค้นข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง และฝกึ ซอ้ มทักษะการปฏิบตั ิการพยาบาลท่ีเก่ียวข้อง เม่ือถึงเวลาท่ี
กลุ่มต้องเข้าไปแสดงบทบาทตามท่ีกาหนด ผู้เรียนบางคนแสดงความกังวล และต่ืนเต้น กระวน
กระวาย ผู้เรียนท่ีมีบทบาทเป็นสมาชิกทีมบางคนไม่สามารถเรียงลาดับข้ันตอนการปฏิบัติการ
พยาบาลได้ ผู้เรียนให้ข้อมูลว่าเมื่อตนอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยท่ีกาลังอยู่ในระยะวิกฤติ รวมทั้งการ
แสดงความวิตกกังวลของญาติมีผลทาให้ตนเองรู้สึกสับสน กลัวท่ีจะทาให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิต และ
กลัวว่าญาติจะโวยวาย จึงไม่สามารถปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีสติจนเสร็จสิ้นได้ ขาดความม่ันใจ
ต้องขอรอ้ งเพื่อนสมาชิกทีมให้มาอยู่ใกล้ๆด้วย สถานการณ์ท่ีสร้างข้ึนมามีปัญหาท่ีต้องแก้ไขเร่งด่วน
อยู่มากมาย เช่น ผู้ป่วยท่ีใกล้เสียชีวิต ญาติท่ีโวยวาย ผู้ป่วยท่ีต้องรีบส่งผ่าตัดให้ตรงตามเวลา การ
ตัดสินใจท่ีต้องรอคาส่ังการรักษาอย่างถูกต้องตามข้ันตอน สิ่งเหล่าน้ีทาให้ตนรู้สึกว่าการปฏิบัติตาม
บทบาทหน้าทท่ี ไ่ี ด้รับมอบหมายเป็นเร่ืองสาคัญ หัวหน้าทีมคนหนึ่งเล่าว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉินเม่ือ
ประเมินสถานการณ์แล้วพบว่าสมาชิกทีมไม่พร้อมที่จะปฏิบัติการพยาบาล ตนในฐานะหัวหน้าทีม
ห น้ า | 401
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
ตอ้ งตัดสินใจลงมือปฏิบตั ิการพยาบาลแทนในทันที ทาให้ตนเห็นความสาคัญของการมอบหมายงาน
ให้ตรงกับความสามารถของสมาชิกในทีม ในคร้ังต่อไปหากตนเป็นหัวหน้าเวรตนจะพิจารณา
มอบหมายการดูแลผู้ป่วยโดยการพิจารณาความสามารถของสมาชิกทีม บางคนกล่าวว่า เม่ือถูก
ผปู้ ่วยสอบถามข้อมูลทเ่ี กี่ยวข้องกับการรักษาของผู้ป่วยเอง ยิ่งทาให้ตนตระหนักว่าการเตรียมข้อมูล
การเจ็บป่วยและข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยหรือแมก้ ระทั่งการให้ข้อมลู และเหตุผลการให้พยาบาลแก่
เขาจะมีผลต่อสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ให้การพยาบาลและสามารถลดความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยได้ มี
ผู้เรียนบางกลุ่มบอกว่าสถานการณ์ที่จาลองขึ้นมาเหมือนจริงมาก และย่ิงทาให้ตนยิ่งต้องพัฒนา
ความรู้ให้มากยิ่งข้ึน และต้องมีความละเอียดรอบคอบมากยิ่งข้ึน เนื่องจากกลัวความผิดพลาดที่
อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยจริง จากนั้นผู้สอนได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ืองการบริหารทีมการ
พยาบาล ท้ังก่อนและหลังใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริงมาเปรียบเทียบกันโดยวิธีทางสถิติโดยใช้
t-test for dependent พบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองการทางานเป็นทีมการพยาบาลหลัง มี
คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 8.41 ซ่ึงสูงกว่าก่อนเรียนที่มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 2.98 และผู้เรียน
ได้รับประโยชน์ท่ีเพิ่มข้ึนจากเดิมในประเด็นต่างๆดังนี้ 1) ได้รับการฝึกปฏิบัติการแสดงภาวะผู้นาใน
การบริหารทมี การพยาบาลได้ 2) ทาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการมอบหมายงานให้หัวหน้าทีมได้
3) ฝกึ สามารถในการประสานงานกบั ผู้ทเี่ ก่ยี วขอ้ งได้ 4) สามารถทางานเปน็ ทีมในบทบาทหัวหน้าเวร
หัวหน้าทีม และสมาชิกทีมการพยาบาล 5) ทาให้ผู้เรียนสามารถส่ือสารกับสมาชิกทีมการพยาบาล
และผู้เก่ียวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานได้ถูกต้องครบถ้วนโดยใช้เครื่องมือ SBAR และ
รับคาสั่งแผนการรักษาได้ ภาพรวมของความพึงพอใจต่อการใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริงอยู่ใน
ระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.82 และเสนอแนะให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ทุกครั้งที่เปลี่ยนรายวิชา
ฝึกปฏิบัติในปีการศึกษาต่อๆไป นอกจากน้ีรู้สึกขอบคุณผู้สอนและผู้ช่วยสอนที่อานวยความสะดวก
จัดสิ่งแวดล้อมได้เหมือนจริงมาก ทั้งบทพูด การแสดงอาการเจ็บปวด และความพร้อมของอุปกรณ์
เคร่อื งใช้ ทาให้รู้สึกเหมอื นตนเป็นพยาบาลวิชาชพี ท่กี าลงั ปฏบิ ตั ิงานอยบู่ นหอผูป้ ว่ ยจรงิ ๆ
สรุปว่า ผลลัพธ์ต่อผู้เรียนของจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาล
ดว้ ยการใชส้ ถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) ในรายวิชาปฏิบัติบริหาร
การพยาบาล ทาให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ท่ีดี ผู้เรียนสามารถประเมินความสามารถของ
ตนเองได้จากความรู้สึกมั่นใจต่อการปฏิบัติการพยาบาล และการปฏิบัติตามบทบาทในสถานการณ์
หากยังไม่ม่ันใจผู้เรียนสามารถที่จะเรียนรู้จากสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน และหาแนวทางในการพัฒนา
ตนเองให้พร้อม และสามารถที่จะเข้าร่วมทดลองในสถานการณ์ใหม่ได้อีกเร่ือยๆ จนรู้สึกม่ันใจและ
พึงพอใจ
บทสรปุ (Conclusion)
การจาลองสถานการณ์เสมือนจริง (Simulation based Learning) เป็นวิธีหนึ่งที่
เหมาะสมที่จะนามาใช้ในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนการฝึกปฏิบัติ เพ่ือการพัฒนาทักษะ
ห น้ า | 402
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ทางการพยาบาลและการพัฒนาทักษะเชิงวิชาชีพอ่ืนๆ ตามลักษณะรายวิชาและจุดมุ่งหมายของ
รายวิชา การที่ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพเกี่ยวกับทักษะทางการพยาบาลท้ัง Technical skills และ
Non-Technical skills และรว่ มกนั สะทอ้ นการปฏบิ ัติการพยาบาลทต่ี นและกลุ่มร่วมกันปฏิบัติ เพ่ือ
การนาข้อดีและข้อบกพร่องท่ีเกิดข้ึนไปปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการซ้อมปฏิบัติซ้าๆจนเกิด
ความชานาญ และมีความมั่นใจตามมาในที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีจากการลดความเส่ียงที่อาจจะเกิดขึ้น
ผู้ป่วย หรือตวั ผู้เรยี นเองเมื่อตอ้ งไปปฏบิ ตั จิ รงิ
ขอ้ เสนอแนะ (Suggestion)
การจาลองสถานการณ์เสมือนจริงเป็นวิธีการสอนท่ีสามารถบูรณาการทักษะทางการ
พยาบาลได้อย่างหลากหลาย สามารถประเมินการให้การพยาบาลตามพฤติกรรมที่คาดหวังได้ และ
สามารถสอดแทรกการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยและผู้ร่วมทีมการพยาบาล นอกจากน้ี
การตั้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนต้องคานึงถึงศักยภาพของผู้เรียนเป็นสาคัญแลต้องะ
ตระหนักว่าก่อนเข้าสถานการณ์ผู้เรียนมีองค์ความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับสถานการณ์อย่างเพียงพอ ทั้งนี้
ผู้สอนควรให้ความสาคัญต่อการออกแบบสถานการณ์ท่ีมีความเสมือนจริงและมีความเป็นไปได้มาก
ที่สุด สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนอยู่ตลอด ประเมินความสามารถของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ เพ่ือ
การสะท้อนความสามารถของผู้เรียนให้รับทราบอย่างสร้างสรรค์ อีกท้ังต้องสามารถปรับเปลี่ยน
สถานการณ์ได้อย่างราบรื่น เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ท่ีไม่ได้คาดหมายและเหมาะสมกับกลุ่ม
ผเู้ รยี นนั้นๆ
เอกสำรอำ้ งองิ (References)
กองการพยาบาล สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสขุ . (2539). บทบาทหนา้ ท่ีความรบั ผิดชอบของ
เจา้ หน้าทที่ างการพยาบาลที่ปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลในโรงพยาบาล. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
วงเดือน สวุ รรณครี ีและคณะ. (2559). การจดั การเรยี นรู้โดยใชส้ ถานการณ์จาลองสาหรับนสิ ติ
นักศึกษาพยาบาล. วารสารพยาบาลศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . 28(2), 1-13.
วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรุ าษฎรธ์ านี (2563). หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสตู ร
ปรับปรงุ พ.ศ. 2560. วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎรธ์ านี.
ฟารดิ า อิบราฮิม. (2542). สาระการบรหิ ารการพยาบาล. กรุงเทพฯ: มหานครสามเจริญพาณิชย.์
สธุ ศิ า ล่ามช้าง และสมจติ เกียรติวฒั นเจรญิ . (2558). ผลของส่อื มัลติมเี ดียและการฝึกปฏิบัตกิ ับหุ่น
ต่อความรู้และความม่ันใจในการปฏบิ ตั ิการพยาบาลเดก็ ปว่ ยด้วยโรคทางเดินหายใจ
เฉยี บพลันของนักศึกษา พยาบาล. วารสารพยาบาลสาธารณสขุ . 29(2), 29-42.
อนวุ ฒั น์ ศภุ ชตุ กิ ลุ และจริ ตุ ม์ ศรรี ตั นบัลล์. (2543). คุณภาพของระบบสุขภาพ. กรงุ เทพฯ.
สถาบนั วิจัยระบบสาธารณสุข.
ห น้ า | 403
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
Unsworth, J., McKeever, M. & Kelleher, M. (2012). Recognition of physical
deterioration in patients with mental health problems: the role of
simulation in knowledge and skill development. Journal of Psychiatric
and Mental Health Nursing. 19(4), 534-545.
Romeo Luis A. Macabasag. (2016). Leadership, Management and Team
Competencies of Filipino Nursing Student Manager-Leaders:Implications on
Nursing Education. International Journal of Nursing Science, 6(5): 109-116.
Rocchiccioli, J. & Tilbury, M. (1998). Clinical Leadership in Nursing. WB Saunders
Company, Philadelphia.
Jeffries, P.R. (2005). A framework for designing, implementing, and evaluating
simulations used as teaching strategies in nursing. Nursing Education
Perspectives. 26(2), 96-102.
Cordeau, M.A. (2013). Teaching holistic nursing using clinical simution: A pedagogical
essay. Journal of Nursing Education and Practice. 3(4), 40-50.
ห น้ า | 404
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ห น้ า | 405
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
การแพรร่ ะบาดของ โควิด-19 สง่ ผลต่อการทอ่ งเที่ยวของประเทศไทย
The Effects of the Spread of COVID-19 Pandemic on Thai Tourism
ศภุ ลกั ษณ์ ศรีวไิ ลย1 รุ่งเรือง ทองศรี2
Suphalak Sriwilai, Rungruang Thongsri
บทคดั ย่อ (Abstract)
บทความนี้ประกอบด้วย บทนา กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่
ส่งผลต่อการท่องเที่ยวโลกและการท่องเที่ยวของประเทศไทย เน้ือหา กล่าวถึงสถานการณ์การ
ท่องเท่ียวโลก, สถานการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติในไทย, ผลกระทบของ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ, ทิศทางการท่องเท่ียวของไทย, การ
ปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยวไทย และการสรุปกล่าวถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านการ
ทอ่ งเทย่ี วเพอ่ื รองรบั การแพรร่ ะบาดของ โควิด-19 และการปรับตัวเขา้ สวู่ ิธีชวี ติ ใหม่ (New normal)
คำสำคัญ (Keywords): โควิด-19; การท่องเทีย่ ว; ผูป้ ระกอบการด้านการท่องเทย่ี ว
Abstract
There are three main sections in this article. Introduction section describes
the situations of COVID-19 Pandemic that affected world tourism and in Thai
tourism. Content section consists of topics concerning world tourism situations,
foreign tourists in Thailand, the effects of tourism industry on Thai economic
system, the directions of Thai tourism, and Thai tourism adaptation. Conclusion
section suggests the preparation for tourism to deal with COVID-19 Pandemic and
the adaptation to new normal lifestyle.
คำสำคัญ (Keywords): COVID-19; Tourism; Tourism Entrepreneur
บทนำ (Introduction)
Received: 2021-02-08 Revised: 2021-03-18 Accepted: 2021-03-19
1 สาขาวิชาการจดั การโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจดั การ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
Program in Logistics Management, Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya
Rajabhat University. Corresponding Author e-mail: [email protected]
2 สาขาวิชาการตลาด คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรอี ยุธยา Program in
Marketing, Faculty of Management Science, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University.
ห น้ า | 406
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
โรคไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ หรือโควิด-19 (COVID-19) เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ท่ี
แพร่กระจายจากคนสู่คนท่ีกาลังแพร่ระบาดในหลาย ๆ ประเทศท่ัวโลก นับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่
รา้ ยแรงท่ีสุดในรอบหลายทศวรรษ เม่ือเทียบกับโรคระบาดอื่น ๆ ท่ีเกิดข้ึนในท่ีต่าง ๆ ท่ัวโลกในช่วง
ระยะเวลากว่า 20 ปีท่ีผ่านมา โดยการระบาดเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮ่ัน
เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน (World Health Organization, 2020) องค์การอนามัย
โลกได้ประกาศให้การระบาดน้ีเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30
มกราคม 2563 และประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ในวันท่ี 11 มีนาคม 2563
(World Health Organization, 2020) จากข้อมูลวันท่ี 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 มีผู้ติดเชื้อ
ยืนยันแล้วมากกว่า 59,002,152 คนใน 210 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดแล้วมากกว่า
1,393,879 คน และมีผู้หายป่วยแล้วมากกว่า 40,776,358 คน (COVID-19 Dashboard, 2020)
การระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ไดส้ ่งผลกระทบตอ่ สขุ ภาพและชีวิตของประชาชนท่ัวโลกจานวนมาก
และยังไม่นับรวมถึงมลู ค่าความเสียหายทางเศรษฐกจิ ท่เี กดิ ขึ้นทั่วโลก
จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2563 มีจานวน
นักทอ่ งเทีย่ วตา่ งชาตลิ ดลง ร้อยละ 72 คิดเป็นจานวนนกั ทอ่ งเทีย่ วต่างชาติทีล่ ดลด 900 ล้านคนเมื่อ
เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 เป็นการสูญเสียรายได้จากการท่องเท่ียวระหว่างประเทศถึง
935 พนั ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการลดลงท่ีไม่เคยเกิดข้ึนในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวโลกต้ังแต่
เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลในปี 2493 และถือเป็นช่วงตกต่าที่สุดในรอบ 10 ปีท่ีผ่านมาหลังจากวิกฤติ
การเงินของโลกในปี 2552 โดยมูลค่าการสูญเสียมากกว่า 10 เท่าของการสูญเสียในปี 2552
(UNWTO, 2020) ซ่ึงแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย จากข้อมูล
ในปี 2560 UNWTO ระบุว่า ในปี 2560 ประเทศไทยติดอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศท่ีมีรายได้จาก
นักท่องเท่ียวต่างประเทศมากท่ีสุดในโลก (UNWTO, 2017) หลังจากการระบาดของโควิด-19 ทา
ให้จานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในไตรมาส 1/2563 ลดลงร้อยละ
38.01 เชน่ เดียวกับการท่องเท่ียวภายในประเทศโดยคนไทย (โครงการไทยเท่ียวไทย) ที่หดตัวลงร้อย
ละ 30.77 (รายงานภาวะเศรษฐกจิ การท่องเที่ยว, 2563)
บทความน้ีจะแสดงให้เห็นถงึ การแพรร่ ะบาดของโควดิ -19 กับผลกระทบต่อการท่องเท่ียว
โลกและการท่องเทีย่ วในประเทศ รวมทั้งวเิ คราะห์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพ่ือนาเสนอข้อมูลท่ี
เกี่ยวข้อง และผลกระทบที่เกิดข้ึนกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกและของไทย บทบาทของทุกภาค
ส่วนที่เก่ียวข้องกับการท่องเท่ียวท่ีต้องร่วมมือกันในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไท ยให้
เดินหน้าต่อไปได้ในฐานะกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่าง
ต่อเน่ือง
ห น้ า | 407
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สถำนกำรณ์กำรทอ่ งเทีย่ วโลก
องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ
การท่องเท่ียวโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 (มกราคม-มีนาคม 2563) ด้วยจานวน
นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศท่ีลดลงร้อยละ 22.7 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 (UNWTO,
2020) และปัจจัยสาคัญท่ีสุดคือ ผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีการระบาด
อย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกใน 215 ประเทศ ด้วยจานวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งสิ้นเกือบ 10 ล้านคน (9.52
ล้านคน) และมีผู้เสียชีวิตจานวน 0.48 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 5.08 โดยเฉพาะประเทศ
สหรัฐอเมริกาทีม่ จี านวนผู้ตดิ เชอ้ื มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมา ไดแ้ ก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย
สหราชอาณาจักร สเปน เปรู ชิลี และอิตาลี (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2563) (World Health
Organization, 2020) ทาให้จานวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลกลดลงร้อยละ 70 ในช่วง
เดือนมกราคม - ตุลาคม 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีท่ีแล้ว ซึ่งเอเชียและแปซิฟิกมี
จานวนนกั ท่องเท่ียวลดลงร้อยละ 82 ตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 73 ในขณะที่แอฟริกาลดลงร้อย
ละ 69 ยโุ รปและอเมรกิ าลดลงร้อยละ 68 โดยท่ี UNWTO คาดวา่ ผ้โู ดยสารขาเข้าระหว่างประเทศท่ี
จะลดลงร้อยละ 70-75 ในปี 2563 น่ันหมายความว่าการท่องเท่ียวระหว่างประเทศอาจย้อนกลับ
ไปสู่ระดับ 30 ปีที่แล้ว การลดลงโดยประมาณของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปี 2563
เทียบเท่ากับการสูญเสียของนักท่องเท่ียวประมาณ 1 พันล้านคน และรายรับจากการท่องเที่ยว
ระหวา่ งประเทศ 1.1 ล้านล้านดอลลารส์ หรัฐ การลดลงของการท่องเท่ียวระหว่างประเทศคร้ังนี้อาจ
ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยประมาณกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ (UNWTO, 2020) ซ่ึง
การแพร่ระบาดมีความรุนแรงและกระจายตัวไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้น และนับเป็นครั้ง
แรกทท่ี กุ ประเทศทว่ั โลกต่างดาเนินมาตรการจากัดการเดนิ ทางและปิดสนามบินห้ามการเดินทางเข้า
มาของนักท่องเท่ียวต่างชาติไปจนถึงการปิดเขตแดนของประเทศตน หากพิจารณาประเทศที่
ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวท่ีได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด โดยดูจากผลิตภัณฑ์มวล
รวมในประเทศ (GDP) ที่มีสัดส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยวในจีดีพี หรือสัดส่วนของธุรกิจการ
ท่องเท่ียวในจีดีพีมาเปรียบเทียบ พบว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากท่ีสุดเป็น
อันดบั หนึ่งของโลก โดยคิดเป็นร้อยละ 22 ของจีดพี ีของประเทศ รองลงมาคือประเทศฟิลิปปินส์ร้อย
ละ 21 อันดับสามประเทศเม็กซิโกร้อยละ16.1 อันดับส่ีประเทศสเปนร้อยละ 14.9 อันดับห้า
ประเทศอติ าลีร้อยละ 13 อันดับหกประเทศจีนร้อยละ11 อันดับเจ็ดประเทศออสเตรเลียร้อยละ 11
อันดับแปดประเทศเยอรมนีร้อยละ 10.7 และอันดับเก้าสหราชอาณาจักรร้อยละ 10.5 แต่หาก
พิจารณาตามขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ลาดับของประเทศที่มีรายได้สูงท่ีสุดจากการท่องเท่ียว
อ้างอิงตัวเลขจากปี 2561 ประเทศท่ีได้รับผลกระทบจากการหยุดการเดินทางท่องเท่ียวในช่วงการ
ระบาดของโควิด-19 พบว่า อันดับหน่ึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรายได้จาการท่องเที่ยวสูงถึง
214.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือประเทศสเปน 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับสาม
ห น้ า | 408
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ประเทศฝรั่งเศส 65.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับสี่ประเทศไทย 63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ
อันดับห้าสหราชอาณาจักร 51.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับหกประเทศอิตาลี 49.3 พันล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ อันดับเจ็ดประเทศออสเตรเลีย 45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับแปดประเทศ
เยอรมนี 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับเก้าประเทศญี่ปุ่น 32.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
(สยามรฐั , 2563)
สถำนกำรณก์ ำรท่องเที่ยวของนักท่องเทย่ี วชำวต่ำงชำติในไทย
จากรายงานข้อมูลเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า มีนักท่องเที่ยว
ต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในไตรมาส 1/2563P จานวน 6.69 ล้านคน ลดลงจาก
ชว่ งเวลาเดียวกันของปี 2562 ทม่ี ีจานวน 10.79 ล้านคน ลดลงร้อยละ 38.01 โดยนักท่องเท่ียวจาก
เอเชียตะวันออกมีจานวนมากที่สุด 3.73 ล้านคน และลดลงในอัตราสูงสุดร้อยละ 46.12 จาก
ช่วงเวลาเดียวกนั ของปีทผ่ี า่ นมา รองลงมาได้แก่ นักท่องเท่ียวจากยุโรปจานวน 2.07 ล้านคน ลดลง
ร้อยละ14.97 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีท่ีผ่านมา ในขณะท่ีนักท่องเท่ียวจากภูมิภาคอ่ืน ๆ มี
จานวนรวม 0.88 ล้านคน ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 38.03 (กองเศรษฐกิจการท่องเท่ียวและกีฬา, 2563)
สืบเน่ืองจากการระบาดของเช้ือไวรัสโควิด-19 จนทาให้หลายประเทศออกมาตรการห้ามการเดิน
ทางเขา้ -ออกประเทศ โดยเฉพาะนกั ท่องเทีย่ วจนี ซ่ึงเปน็ ศูนย์กลางการระบาด และเป็นนักท่องเที่ยว
ท่ีมีจานวนสูงสุดที่เดินทางเขา้ มาประเทศไทย
ตำรำงท่ี 1 จานวนนักทอ่ งเทย่ี วชาวตา่ งชาตขิ องไทย ไตรมาส 1/2563P
จานวนนักทอ่ งเทีย่ ว (คน)
ลาดบั ท่ี สญั ชาติ ไตรมาส 1/2563P การเปลี่ยนแปลง(ร้อย
ละ)
1 จีน 1,247,564 -60.01
2 มาเลเซีย 619,400 -32.36
3 รสั เซยี 586,990 -4.64
4 ลาว 380,899 -10.4
5 ญี่ปุ่น 320,098 -32.57
6 อินเดยี 261,705 -41.87
7 เกาหลใี ต้ 259,808 -51.63
8 ฝรง่ั เศส 236,245 -16.61
9 เยอรมัน 229,332 -24.16
10 สหราชอาณาจักร 220,635 -21.49
ห น้ า | 409
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
หมายเหตุ : P หมายถึง ขอ้ มลู เบ้ืองต้น (ณ เดือนมิถนุ ายน 2563) อาจมกี ารปรบั ปรุงภายหลัง
ทม่ี า: กองเศรษฐกิจการทอ่ งเท่ียวและกีฬา, 2563
จากตารางพบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเท่ียวในประเทศไทยในช่วงไตรมาส 1
(มกราคม-มีนาคม 2563) สูงที่สุดคือ นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนจานวน 1,247,564 คน จานวน
นักท่องเที่ยวลดลดร้อยละ 60.01 รองลงมาได้แก่ นักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย จานวน
619,400 คน จานวนนักท่องเท่ียวลดลดร้อยละ 32.36 และนักท่องเท่ียวจากประเทศรัสเซียจานวน
586,990 คน จานวนนักท่องเที่ยวลดลดร้อยละ 4.64 เมื่อเปรียบเทียบกับปีทีผ่านมาในช่วงเวลา
เดียวกนั
ตำรำงที่ 2 รายได้จากนกั ท่องเทยี่ วชาวต่างชาตขิ องไทย ไตรมาส 1/2563P
รายไดจ้ ากนักท่องเที่ยว (ล้านบาท)
ลาดับที่ สญั ชาติ ไตรมาส 1/2563P การเปล่ียนแปลง(ร้อย
ละ)
1 จีนจีน 57.2 -63.96
2 รสั เซยี 38.87 -7.17
3 สหราชอาณาจักร 17.5 -27
4 มาเลเซยี 15.09 -37.28
5 ญป่ี ุ่น 14.83 -34.74
6 ฝรงั่ เศส 13.87 -20.57
7 สหรฐั อเมรกิ า 13.62 -39.86
8 เยอรมัน 13.1 -28.55
9 ลาว 11.44 -12.23
10 เกาหลีใต้ 10.28 -54.17
หมายเหตุ : P หมายถึง ข้อมูลเบื้องต้น (ณ เดอื นมิถนุ ายน 2563) อาจมกี ารปรบั ปรงุ ภายหลัง
ที่มา : กองเศรษฐกจิ การทอ่ งเท่ยี วและกีฬา, 2563
จากตารางพบว่า รายได้จากนักท่องเท่ียวในประเทศไทยในช่วงไตรมาส 1 (มกราคม-
มีนาคม 2563) สูงที่สุดคือ รายได้จากนักท่องเท่ียวประเทศจีนจานวน 57.2 ล้านบาท รายได้จาก
นักท่องเท่ียวลดลดร้อยละ 63.96 รองลงมาได้แก่ รายได้จากนักท่องเท่ียวประเทศรัสเซียจานวน
38.87 ล้านบาท รายได้จากนักท่องเที่ยวลดลดร้อยละ 7.17 และรายได้จากนักท่องเท่ียวประเทศ
สหราชอาณาจักรจานวน 17.5 ล้านบาท รายได้จากนักท่องเท่ียวลดลงร้อยละ 27 เมื่อเปรียบเทียบ
กับปีทผ่ี า่ นมาในช่วงเวลาเดียวกนั
ห น้ า | 410
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผลกระทบของอุตสำหกรรมกำรทอ่ งเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
บัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account : TSA) แสดงให้เห็น
ถึงบทบาทสาคัญของอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่าง
ต่อเน่ืองตลอดช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2553-2562) โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้ง
ชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี พ.ศ. 2553 มีมูลค่า 976,703.55 ล้านบาท ได้ก่อให้เกิด
ผลติ ภณั ฑ์มวลรวมในประเทศด้านการท่องเท่ียว เท่ากับ 954,734.55 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อย
ละ 8.83 ของจีดีพรี วมทั้งประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงาน 3,931,599 คน หรือประมาณ ร้อยละ
10.34 ของการจ้างงานรวมท้งั ประเทศ และในปี พ.ศ. 2562 การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีมูลค่า 3,053,839.39 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมใน
ประเทศดา้ นการท่องเทย่ี ว เท่ากับ 2,976,402.80 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.64 ของจีดีพี
รวมท้ังประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงาน 4,416,075 คน หรือประมาณ ร้อยละ 11.74 ของการ
จ้างงานรวมทั้งประเทศ (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2562) ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงรายได้จากการ
ท่องเทยี่ วเป็นรายได้หลักของประเทศไทย สาหรับในช่วงไตรมาสแรก (เดือนมกราคม–มีนาคม) ของ
ปี 2563 เน่ืองจากเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลก นับตั้งแต่ต้น
เดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นมา มีการห้ามการเดินทางท้ังระหว่างประเทศและในประเทศ ส่งผลให้
ภาวะการท่องเท่ียวลดลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์ การใช้จ่ายเพื่อการท่องเท่ียวโดยรวมทั้งหมดมี
มูลค่าตลอดช่วงไตรมาสแรกเหลือเพียง 524,570.19 ล้านบาทลดลงจากระยะเดียวกันของปีท่ีแล้ว
ร้อยละ 37.56 (กระทรวงการท่องเทีย่ วและกฬี า, 2562)
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ
อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวและเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงได้มีมาตรการดูแล
และเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ท้ังทางตรงและทางอ้อมระยะท่ี 1-3 ดังน้ี 1)
ระยะท่ี 1 ไดแ้ ก่ มาตรการดา้ นการเงิน, มาตรการด้านภาษี และมาตรการช่วยเหลืออ่ืนๆ 2) ระยะที่
2 ได้แก่ มาตรการดูแลและเยียวยา “แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างช่ัวคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบ
ประกันสังคม” มาตรการดูแลและเยียวยา “ผู้ประกอบการ” และ 3) ระยะที่ 3 ได้แก่ ร่างพระราช
กาหนดให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพ่ือการแก้ปัญหา เยียวยา และฟ้ืนฟูเศรษฐกิจและสังคมที่
ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, มาตรการเพ่ือรักษาเสถียรภาพทาง
เศรษฐกจิ และระบบการเงนิ , มาตรการชว่ ยเหลืออน่ื ๆ
ในสว่ นของภาคการทอ่ งเที่ยวไดม้ ีมาตรการในการบรรเทา เยียวยา และฟ้ืนฟูผลกระทบที่
เกิดขึน้ กบั ผู้ประกอบการและแรงงานในภาคอตุ สาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีการดาเนินการใน 2
ระยะโดยในระยะแรก ประกอบด้วย 1) มาตรการด้านการเงินและการคลัง และ 2) มาตรการด้าน
การให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนมาตรการในระยะท่ีสอง ประกอบด้วย 1)
มาตรการเสริมสร้างและการรักษาขีดความสามารถด้านการท่องเท่ียว 2) มาตรการด้านการสร้าง
ห น้ า | 411
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
รายได้แก่สถานประกอบการท่องเท่ียว 3) การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยว 4) การสร้าง
มาตรฐานความปลอดภยั ด้านการท่องเท่ียวและด้านสุขอนามัย 5) การช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ
ท่องเท่ียว 6) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา, 2563) ซ่ึงมาตรการ
ดังกล่าวสามารถช่วยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครอบคลุมตั้งแต่
การดูแลแรงงาน การสนับสนนุ ด้านการเงิน และการอัดฉีดสภาพคลอ่ งและกระแสเงนิ สด
ทศิ ทำงกำรท่องเท่ยี วของไทย
แนวโนม้ การท่องเที่ยวไทยยังตอ้ งเจอโจทย์ท้าทายสูง ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย
ยังคงมกี ารระบาดของโควิด-19 และแม้ว่าทางรัฐบาลไทยมีแนวทางท่ีจะจับคู่ด้านการท่องเท่ียวของ
กลุ่มประเทศที่มีความมั่นใจในความปลอดภัยของโรคโควิด-19 แต่ในเบ้ืองต้นก็ยังมีข้อจากัด
นกั ท่องเท่ียวเฉพาะกลุ่ม สง่ ผลทาให้การเดินทางทอ่ งเทย่ี วระหว่างประเทศคงจะต้องใช้ระยะเวลาอีก
สักระยะกว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้น อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวของไทย
ในช่วงนี้จึงต้องพ่ึงพาตลาดคนไทยเดินทางท่องเท่ียวภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ
อาจจะตอ้ งพจิ ารณาจัดทามาตรการกระต้นุ ตลาดการทอ่ งเท่ียวภายในประเทศออกมาเป็นระยะ เพ่ือ
ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเท่ียวในช่วงท่ีตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นตัว เช่น การจัด
แคมเปญประชาสัมพันธ์การท่องเท่ียวผ่านสื่อโฆษณาต่าง ๆ ท้ังออนไลน์และออฟไลน์ หรือการจัดธี
มงาน (Theme) เพ่ือโปรโมทสถานที่ท่องเท่ียวต่าง ๆ เป็นรายเดือน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความ
ต้องการเดินทางท่ตี อ่ เนือ่ ง การจัดโครงการพัฒนาบุคคลากรในด้านการท่องเท่ียว ให้มีทักษะความรู้
ที่ทันกับการเปล่ียนแปลงของตลาดการท่องเท่ียว (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2562)
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังได้เสนอรูปแบบการท่องเที่ยวในอนาคตดังน้ี (TAT
Review magazine, 2020)
1) สร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของแบรนด์ประเทศไทย โดยผลักดัน การส่งเสริมการ
ท่องเท่ียวแบบ Responsible Tourism อย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการดาเนินงานและการ
ส่ือสาร
2) นาเสนอสินค้าและบริการที่สามารถชูเอกลักษณ์ของประเทศไทยแสดงถึงความ
รับผิดชอบต่อสงั คมและส่ิงแวดล้อมตลอดจนสนิ คา้ ทกี่ ระตนุ้ และเพม่ิ การใชจ้ า่ ยของนักท่องเทยี่ ว
3) ขยายตลาดกลุ่มลูกค้าคุณภาพปรับสมดุลตลาดกลุ่มเป้าหมายดึงกลุ่มคนไทยท่ีนิยม
ทอ่ งเที่ยวตา่ งประเทศใหห้ ันมาท่องเท่ยี วภายในประเทศ
นอกจากในส่วนการดาเนินงานของภาครัฐแล้ว ในระยะส้ันผู้ประกอบการธุรกิจด้านการ
ท่องเท่ียวก็คงจะต้องเตรียมความพร้อมรองรับกับบริบทของธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ท่ามกลางการ
ปรับวิถีการทาธุรกิจใหม่ที่จาเป็นต้องปรับรูปแบบการให้บริการท่ีคานึงถึงความปลอดภัยจากโควิด -
19 ขณะทีก่ ารแข่งขันในธรุ กจิ ที่สูงจากปรมิ าณนักท่องเที่ยวลดลงแต่ผู้ให้บริการในธุรกิจท่องเที่ยวยัง
ห น้ า | 412
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
มีจานวนมาก ซ่ึงผู้ประกอบการก็คงจะต้องคิดวิธีการดาเนินธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ การจับมือทา
การตลาดร่วมกับพันธมิตรอย่างครบวงจร ซ่ึงอาจจะไม่เฉพาะแต่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การ
ท่องเที่ยวแต่รวมถึงผู้ประกอบการอ่ืน เช่น โรงพยาบาล เพ่ือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว
การออกแบบแพ็คเกจท่องเที่ยวที่สร้างความเชื่อม่ันให้กับนักท่องเท่ียว การปรับผลิตภัณฑ์และ
บริการให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเท่ียวให้มากยิ่งข้ึน
กำรปรบั ตัวของธรุ กจิ ท่องเที่ยวไทย
จากวิกฤติของโควิด-19 ทาให้การท่องเท่ียวในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอาจจะขาดความ
แน่นอนของจานวนนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเท่ียวไทยจะต้อง
ปรับตัวใหพ้ รอ้ ม และทนั กับการเปลี่ยนแปลงกับ 9Ps ท่ีกาลังเกิดข้นึ ดงั น้ี
1) กระบวนการทางาน (Process) กระบวนการทางานที่ไม่จาเป็น สามารถทาได้ที่บ้าน
หรือทาได้โดยใช้คนน้อยลง และบางส่ิงก็ทาได้โดยไม่ใช้คน สิ่งแรก ๆ ที่องค์กรทุกองค์กรจะทาคือ
การลดกระบวนการทางานให้ส้ันลง (lean process) ใช้คนน้อยลง และใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน
เพ่อื ลดต้นทนุ และเพ่ิมประสิทธภิ าพในการทางาน
2) บุคคลกรในองค์กร (People) เม่ือองค์กรเล็กลง พนักงานท่ีจะอยู่รอดต้องมีการ
reskill/upskill สิ่งท่ีจะเกิดขน้ึ ตามมาคอื การ cross skill คือ พนักงานทุกคนจะต้องทางานได้หลาย
ตาแหน่ง และจะต้องมีทักษะท่ีสูงข้ึน ซึ่งทักษะที่จาเป็นคือ ทักษะด้านการออกแบบ การเล่าเร่ือง
การตลาดดิจิทลั การถา่ ยภาพและแต่งภาพ และการใหบ้ รกิ ารแบบครบวงจร
3) พันธมิตรทางธุรกิจ (Partner) เม่ือองค์กรลดพนักงานและลดงานที่ไม่ใช่ core
competency ขององค์กรลง องค์กรตา่ ง ๆ จึงต้องหนั มาทางานร่วมกับ partner มากขึ้น ซ่ึงรวมไป
ถึงการปรับโมเดลธุรกิจ (business model) ให้หันมาใช้ outsource, franchise, wholesaler,
dealer, consultant, revenue sharing partner เพ่ือลดต้นทุนและความเสี่ยง รวมท้ังองค์กร
ต่างๆ จะมีการ cross industry มากข้ึนเพ่ือสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่มีความแตกต่างและมี
มูลค่าสูงข้ึน องค์กรขนาดกลางจะมีจานวนลดลง เหลือแต่องค์กรขนาดใหญ่ท่ีหันมาเชื่อมโยงกับ
องค์กรขนาดเล็ก และองค์กรขนาดเล็กท่ีทางานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายกันเองได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
4) ผลิตภัณฑ์บริการ (Product) นักท่องเท่ียวจะนิยมเที่ยวเป็นกลุ่มย่อย และแสวงหา
ประสบการณ์ในแหล่งท่องเท่ียวใหม่ ๆ และมีการกระจายตัวมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้อง
นาเสนอสนิ คา้ และบริการทม่ี คี วามพิเศษ เจาะกลุ่มตลาดเฉพาะดา้ น แยกตามเช้ือชาติ วัย และความ
สนใจ โดยบริษัทนาเท่ียวจะต้องสามารถ customized package ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของ
นักทอ่ งเท่ยี วแต่ละกลุ่ม หรือให้นกั ท่องเที่ยวออกแบบทริปท่องเท่ียวของตัวเองได้ ซ่ึงความปลอดภัย
และสุขอนามัยจะเป็นสิ่งพ้ืนฐานที่นักท่องเที่ยวคาดหวังจากผู้ประกอบการ โดยการท่องเท่ียวเชิง
ห น้ า | 413
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
สุขภาพ การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม และความศรัทธาการท่องเท่ียวแบบเดินทางคนเดียว การ
ท่องเท่ียวเพื่อสัมผัสประสบการณ์ในท้องถ่ิน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์และ
ผจญภยั และการท่องเท่ียวแบบรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม จะได้รับความนิยมสงู ขึ้น
5) ราคา (Price) ราคาของสินค้าและบริการจะยืดหยุ่นมากขึ้น คือสามารถเปลี่ยนไปได้
ตามช่วงเวลา เน่ืองจากผู้ประกอบการจะ optimize resource ให้มากที่สุด ดังนั้น ราคาห้องพัก
หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวจะเปล่ียนไปได้ทุกนาที ตามหลักของดีมานด์-ซัพพลาย โดยนักท่องเที่ยวจะ
ตัดสนิ ใจซ้ือสินคา้ โดยมองจากความคุม้ ค่า คุณคา่ และความสะดวก ในช่วงเวลาน้ัน ๆ มากกว่าราคา
6) ชอ่ งทางการจาหนา่ ย (Place) ช่องทางการขายและพบปะกันแบบ physical จะลดลง
ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงการใช้ออฟฟิศและห้องประชุม โดยนักท่องเที่ยวจะมีการค้นหาข้อมูล
การซื้อ การแชร์บนโลกออนไลน์ รวมถึงการพบปะพูดคุยกันผ่านแพลตฟอร์ม เช่น Zoom หรือ
Google Hangout ซง่ึ จะทาให้การเดินทางนอ้ ยลง
7) การนาเสนอ (Presentation) ทกุ ประเทศจะทุ่มเทกบั การหารายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
จากการทอ่ งเทย่ี ว ทาให้มกี ารแขง่ ขันกันสูงมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องค้นหา secret source
ให้พบ และสร้าง signature หรือ อัตลักษณ์ให้แตกต่างและชัดเจน รู้จักใช้เทคนิคการเล่าเร่ืองให้
น่าสนใจและมีคุณค่า แล้วนามาสร้างคอนเทนต์บนดิจิทัลมีเดีย และนาเสนอให้มีประสิทธิภาพผ่าน
ทัง้ digital media และ traditional media
8) แพลตฟร์อม (Platform) เคร่ืองมือดิจิทัลจะถูกนามาใช้แบบ 100% ท้ังในด้าน
การตลาดและการบริหารองค์กร ทั้งสาหรับช่องทางการขายแบบ Business to Business และ
Business to Customer โดยองค์กรจะต้องเลือกใช้สื่อออนไลน์และออฟไลน์ร่วมกันให้ได้อย่าง
เหมาะสม และตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่ม ความสนใจแต่ละวัย แต่ละเช้ือ
ชาติ จะมีรูปแบบในการใช้ส่ือและเคร่ืองมือท่ีไม่เหมือนกัน โดยทั้ง key opinion leader และ
micro influencer จะมีความสาคัญทั้งคู่ ต้ังแต่การสร้างการรับรู้ไปจนถึงการตัดสินใจของ
นักทอ่ งเท่ยี ว
9) การชาระเงิน (Payment) นักท่องเท่ียวจะชินและสะดวกกับการชาระเงินออนไลน์
เพื่อลดความเส่ียงในการติดเช้ือ ดังนั้น ผู้ประกอบการจาเป็นที่จะต้องมีช่องทางการชาระเงินแบบ
ออนไลน์ท่ีครบถว้ น เพื่ออานวยความสะดวกใหก้ ับลูกคา้ และลดโอกาสติดเช้อื
ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพท่ีจะพลิกข้ึนมาเป็นประเทศผู้นาในกลุ่ม emerging
country ได้เช่นกัน จากการท่ีเรามีจุดแข็งท้ังในด้านระบบสาธารณสุข การผลิตอาหาร การพัฒนา
สมนุ ไพร และการทอ่ งเท่ียวทีจ่ ะกลับมาฟ้ืนฟูและแขง็ แรงไดอ้ ยา่ งรวดเร็วซ่ึงแน่นอนว่าต้องอาศัยการ
รว่ มมอื ร่วมใจของผ้ปู ระกอบการในอุตสาหกรรมการทอ่ งเท่ียวและคนไทยทุกคน ที่จะก้าวผ่านวิกฤต
นไ้ี ปดว้ ยกนั อย่างมน่ั คง (ประชาชาตธิ ุรกิจ, 2563)
ห น้ า | 414
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
กำรสรปุ
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเท่ียวของประเทศไทย
เช่น สายการบิน เครือโรงแรม บริษัททัวร์ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต่างได้รับ
ผลกระทบอย่างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเท่ียวประเทศไทยจาเป็นต้องมีแนวทางเตรียมความ
พร้อมทางด้านการท่องเท่ียวเพื่อรองรับกับการระบาดของโควิด-19 และการเตรียมความพร้อม
สาหรบั การปรบั ตัวเข้าสวู่ ถิ ีชวี ติ ใหม่ หรือ New normal ดังน้ี
1) การเตรียมความพรอ้ มในดาเนินงานที่ได้คุณภาพ เช่น การจัดทาแผนป้องกันโควิด-19
ซ่ึงต้องมีแนวทางการปฏิบัติพร้อม Checklist สาหรับการป้องกันการติดเช้ือ การนาเทคโนโลยีมา
ประยกุ ต์ใชเ้ พื่อลดการติดต่อโดยตรงระหว่างบุคคล จัดให้มีเครื่องมืออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ได้
มาตรฐานให้เพยี งพอ
2) การจัดหาประสบการณท์ ่ีปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เช่น จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือทา
ความสะอาดและฆ่าเช้ือโรคให้กับลูกค้าทีเข้ามาติดต่อ จัดที่นั่งสาหรับลูกค้าให้เป็นไปตามกฎ
ระเบียบของภาครัฐท่ีกาหนดไว้ จัดให้มีเคร่ืองมือตรวจสอบการเข้า-ออก (Check-in /Check-out)
ที่ไม่ต้องมกี ารสมั ผัส
3) การสร้างความเชื่อม่ันและความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมา เช่น จัดให้มีคู่มือคาแนะนา
การปฏิบตั ิตนลว่ งหนา้ กอ่ นการเดินทางบนพน้ื ฐานของกฎระเบียบของภาครัฐ การสวมหน้ากาก การ
ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์และการเว้นระยะห่าง ประสานความร่วมมือกับบริษัทประกันการเดินทาง
และประกนั สุขภาพเพือ่ ใหค้ รอบคลุมโควิด-19 รวมทงั้ กระบวนการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดเหตุจาเป็น
เร่งด่วน พรอ้ มสื่อสารการตลาดว่าประเทศไทยยังเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีนักท่องเที่ยวท้ังชาวไทยและ
ตา่ งชาตินึกถึงและจะเน้นนักท่องเท่ียวจากประเทศท่ีมีการควบคุมโรคได้ดี สามารถเดินทางได้โดยมี
ใบอนุญาตจากแพทย์ แต่การเดินทางยังต้องอยู่ในการควบคุมเพ่ือป้องกันการระบาดซ้า ร่วมหารือ
กับภาคเอกชนเพื่อหาวิธีการฟ้ืนฟูภาคท่องเท่ียวและธุรกิจท่ีเก่ียวข้อง เช่น สายการบิน โรงแรม
ร้านอาหาร และอนื่ ๆ สดุ ท้ายผู้ประกอบการท่องเทยี่ วต้องปรับตัวให้ความสาคัญกับการปรับเปลี่ยน
บริการของตนเองให้สอดคล้องกับการท่องเท่ียววิถีใหม่ และให้ความสาคัญกับเรื่องของสุขภาพ
ความสะอาด และความปลอดภัยมากยิง่ ขึ้น
ในสว่ นของภาครัฐต้องประเมินผลกระทบของการระบาดของโรคร้ายแรงต่าง ๆ ท่ีผ่านมา
ที่มีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อนามาใช้เป็นบทเรียนสาหรับการจัดทาแผนเตรียมความ
พร้อมรองรับทั้งในระดับประเทศและในระดับธุรกิจ การจัดต้ังกลไกการทางานร่วมกันอย่างบูรณา
การของภาครฐั และเอกชน โดยมีกลยุทธ์ทางด้านการท่องเทย่ี วที่ควรใหค้ วามสาคัญประกอบด้วย
1) การสร้างความร่วมมือท้ังในระดับประเทศ และระดับพ้ืนท่ีกับประเทศต้นทางท่ีมี
ประวตั ิติดเชื้อตา่ (travel bubble) ควบคกู่ บั การทาตลาดเชิงรุกและสร้างแบรนด์เมอื งท่ีมีประวัติติด
ห น้ า | 415
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
เช้ือต่าหรือปลอดเช้ือ สาหรับกลุ่มนักท่องเท่ียวที่แสวงหาความปลอดภัยและต้องการอยู่แบบระยะ
ยาว ให้การเดินทางมาประเทศไทยเป็น Hi Trip และ Hi Trust
2) เช่ือมโยงแพลตฟอร์มไทยชนะซ่ึงสามารถติดตามผู้เดินทางกับแพลตฟอร์มหรือแอป
พลิเคชัน ด้านการท่องเท่ียวเปน็ ภาษาต่างประเทศ
3) ปรับปรุงบริการท่ีเกี่ยวเนื่องกับด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานการให้บริการและ
สขุ อนามัยครอบคลุมเพ่ิมมากข้ึนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น บริการที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเท่ียว
และบริการรถรับสง่ สาธารณะ เปน็ ตน้
4) สนับสนุนให้มีการฝึกอบรมทักษะบุคลากรด้านการท่องเท่ียวที่เน้นด้านการดูแล
สขุ ภาพ
5) ประสานความร่วมมือระหว่างกิจการขนาดเล็กในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถอานวย
ความสะดวกให้แก่กันและกนั เชน่ โรงแรมขนาดเลก็ กบั บริการฟติ เนส หรือกับนวดแผนไทย เปน็ ตน้
6) ออกแบบโครงข่ายการสัญจร และการใช้ประโยชน์พ้ืนที่ในย่านท่องเท่ียวให้เหมาะกับ
นโยบาย Social Distancing เช่น การเดนิ หรอื ข่ีจักรยานเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งพาหนะหรือการ
ใชร้ ถทวั ร์ขนาดใหญ่
7) ยกระดบั มาตรฐานด้านสาธารณปู โภคและความปลอดภัยของภาครัฐและการบังคับใช้
กฎระเบียบท่เี ก่ียวขอ้ งอยา่ งเข้มขน้
8) ยกระดบั ระบบบรกิ ารสาธารณสุขทมี่ ีคณุ ภาพในตาบลท่ีมีนักท่องเท่ียวหนาแน่นโดยให้
ได้มาตรฐานสากลท้งั ดา้ นความปลอดภยั และดา้ นสขุ ภาพสามารถบริการด้วยภาษาสากล
9) ปรับทางเข้าด่านและเทอร์มินอลต่าง ๆ ให้มีความแออัดลดลง และปลอดภัยจากการ
ติดเชอื้
10) ปรับปรุงโรงแรมและที่พักใหเ้ ปน็ สถานทีส่ าหรับกลมุ่ เปราะบาง ซ่ึงครอบครัวต้องการ
ให้อยู่ห่างจากการติดเช้ือ เช่น ผู้ที่เป็นมะเร็งและอยู่ในระยะพักฟ้ืน ผู้สูงอายุท่ีมีโรคเบาหวานและ
ความดนั สูง เป็นต้น
เอกสำรอำ้ งองิ (Reference)
กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา. (2562). รายงานภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ไตรมาส 3/2562.
สืบค้น 18 ธนั วาคม 2563, จาก https://www.mots.go.th/download/Tourism
EconomicReport/3Presentation Tourism Economic.pdf.
กองเศรษฐกจิ การท่องเทย่ี วและกฬี า. (2563). ขอ้ มูลด้านการทางท่องเทย่ี ว. สืบค้น 5 ธนั วาคม
2563, จาก https://secretary.mots.go.th/policy/more_news.php?offset
=0&cid=26&startoffset=0.
ห น้ า | 416
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ประชาชาติธรุ กจิ . (2563). โควิดทรานสฟ์ อรม์ เท่ียวไทย ธุรกิจ (ตอ้ ง) พร้อมเปล่ยี นแปลง. สืบค้น 26
ตลุ าคม 2563, จาก https://www.prachachat.net/tourism/news-454147.
รายงานภาวะเศรษฐกจิ การท่องเท่ียว. (2563). COVID กบั ผลกระทบต่อการท่องเทยี่ วไทย. สืบคน้
17 ธันวาคม 2563, จาก https://www.mots.go.th/.
สยามรัฐ. (2563). โควดิ -19 สง่ ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทอ่ งเทย่ี วไทยเป็นอันดบั หนึ่งของโลก.
สบื ค้น 19 กมุ ภาพนั ธ์ 2564, จาก https://siamrath.co.th/n/146002.
COVID-19 Dashboard. (2020). The Center for Systems Science and Engineering
(CSSE). สบื ค้น 13 พฤศจิกายน 2020, จาก https://gisanddata.maps.
arcgis.com/apps/opsdashboard/index.html#/bda7594740fd
40299423467b48e9ecf6 .
TAT Review magazine. (2020). การนาเสนอทิศทางการท่องเที่ยวของ ททท. ปี2563. สืบคน้ 6
ตลุ าคม 2563, จาก https://www.tatreviewmagazine.com/article/tourism-
direction-2020/.
UNTWO. (2017). UNWTO ANNUAL REPORT 2017. สืบค้น 1 พฤศจิกายน 2020, จาก
https://www.unwto.org/global/publication/unwto-annual-report-2017.
UNTWO. (2020). UNWTO WORLD TOURISM BAROMETER. สบื ค้น 10 พฤศจิกายน 2020,
จาก https://www.unwto.org/unwto-world-tourism-barometer-data.
World Health Organization. (2020). Coronavirus disease (COVID-19) pandemic. สืบคน้
11 มีนาคม 2020, จาก https://www. who. int/ emergencies /diseases/novel-
coronavirus-2019.
World Health Organization. (2020). Situation reports. สบื ค้น 25 มิถนุ ายน 2563, จาก
https://www.who.int/emergencies/novelcoronavirus2019/situation-reports.
World Health Organization. (2020). Timeline: WHO's COVID-19 response. สืบค้น 8
พฤศจิกายน 2020, จาก https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-
coronavirus-2019/interactive-timeline#!.
World Health Organization. (2020). WHO Director-General's opening remarks at the
media briefing on COVID-19 - 11 March 2020. สืบค้น 27 ตลุ าคม 2563, จาก
https://www.who.int/director-general/speeches/detail/who-director-
general-s-opening-remarks-at-the-media-briefing-on-covid-19-11-march-
2020.
ห น้ า | 417
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
หลกั เกณฑก์ ารเสนอบทความและคาแนะนาสาหรับผู้นพิ นธ์
เพ่ือตีพมิ พ์ในวารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
-------------------------------------------
นโยบายและขอบเขตการตพี มิ พ์เผยแพร่
"วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน" เป็นวารสารสาหรับการเผยแพร่
ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาผู้สนใจ
ท่ัวไปและแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องซ่ึงเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักการบริหารจัดการนิติบุคคล
รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา พัฒนาสังคม และการศึกษา
เช่ือมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกให้กับปัญหาท่ีอยู่ใน
ความสนใจของสังคม
การพิจารณาและคดั เลอื กบทความ
บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกล่ันกรองบทความวารสาร
(Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละ 1 ท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการ
พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทาวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่
เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งน้ีจะมีรูปแบบท่ีผู้พิจารณา
บทความไม่ทราบช่ือผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบช่ือผู้พิจารณาบทความ
เชน่ เดียวกัน (Double-Blind Peer Review)
ส่วนประเภทของบทความที่ลงตีพมิ พใ์ นวารสาร
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถนิ่ ตีพิมพบ์ ทความประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. บทความวจิ ัย
รายงานผลงานวิจัยใหม่ท่ีมีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ เป็นเร่ืองที่อยู่ในความสนใจทันต่อ
เหตกุ ารณแ์ ละยคุ สมัย ซ่ึงไม่เคยตีพมิ พใ์ นวารสารใด ๆ มาก่อน ควรมอี งค์ประกอบดังนี้
1.1 ชื่อเร่ือง (Title) ให้มีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยพิมพ์ชื่อเร่ืองเป็นภาษาไทย
และตามด้วยภาษาองั กฤษ
1.2 ผนู้ ิพนธ์ (Author) ชอื่ และนามสกลุ ท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
1.3 บทคดั ย่อ (Abstract) ใหม้ ีท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
1.4 คาสาคัญ (Keywords) ให้มีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุคาเป็นคาสาคัญของ
เน้ือหา ครอบคลุมช่ือเร่ืองทศี่ กึ ษา เหมาะสาหรบั นาไปใชเ้ ปน็ คาคน้ หาขอ้ มูล
ห น้ า | 418
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
1.5 บทนา (Introduction) เป็นส่วนของเนื้อหาท่ีอธิบายถึงความเป็นมาและความสาคัญ
ของปัญหา และเหตุผลนาไปสู่การศึกษาวิจัย ท้ังน้ี ควรอ้างอิงเอกสารและงานวิจัยอื่นท่ีเก่ียวข้อง
ด้วยเพอื่ ให้มนี า้ หนักและเกดิ ความน่าเช่อื ถือ
1.6 วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย (Research Objectives) ระบุวตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมาย
ของการวิจัย
1.7 วิธีดาเนินการวิจัย (Research Methods) อธิบายถึงกระบวนการดาเนินการวิจัย
อย่างละเอียด และชัดเจน กล่าวถึงรายละเอียดของวิธีการศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างใน
การศกึ ษา และวธิ กี ารศึกษา เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ัย รวมท้งั สถติ ิท่นี ามาใชว้ เิ คราะห์ขอ้ มลู
1.8 ผลการวิจัย (Research Results) เสนอผลการวิจัยท่ีตรงประเด็นตามลาดับขั้นของ
การวิจัย ควรจาแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยการ
บรรยายในเน้ือเร่ือง และแสดงรายละเอียดเพ่ิมเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ
ตามความเหมาะสม
1.9 อภิปรายผลการวิจัย (Research Discussion) ผสมผสานเปรียบเทียบและ
ผลการวิจัยให้เข้ากับหลักทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง รวมท้ังเชื่อมโยงผลการวิจัยให้
สอดคลอ้ งกับประเดน็ ปญั หาการวจิ ัย เพ่ือให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ท่ีเก่ียวข้องกับงานวิจัย
นน้ั รวมท้ังข้อดี ข้อเสียของวธิ ีการศกึ ษา เสนอแนะความคิดเหน็ ใหม่ ๆ ปญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ี
ไดจ้ ากการศกึ ษาคร้ังนี้ เพอื่ เป็นแนวทางท่จี ะนาไปประยกุ ตใ์ หเ้ กดิ ประโยชน์
1.10 ข้อเสนอแนะการวิจัย (Research Suggestions) ระบุข้อเสนอแนะการนา
ผลการวจิ ยั ไปใช้ และขอ้ เสนอแนะการวจิ ยั ครัง้ ต่อไป
1.11 เอกสารอ้างอิง (References) เป็นการอ้างอิงเอกสารในเน้ือหาให้ใช้ระบบ APA
(American Psychological Association citation style ) ท้ังนี้ การอ้างอิงเอกสารที่เป็น
ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ
2. บทความวิชาการ
หัวข้อและเนื้อหาควรชี้ประเด็นท่ีต้องการนาเสนอให้ชัดเจนและมีลาดับเนื้อหาท่ีเหมาะสม
เพ่ือให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ชัดเจน รวมถึงใช้ทฤษฎีวิเคราะห์และเสนอแนะประเด็นอย่างสมบูรณ์
ควรมีองคป์ ระกอบดงั นี้
2.1 ชื่อเร่ือง (Title) ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยพิมพ์ชื่อเร่ืองเป็นภาษาไทย
และตามดว้ ยภาษาองั กฤษบรรทดั ถัดต่อมา
2.2 ผนู้ ิพนธ์ (Author) ชอ่ื และนามสกลุ ท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
2.3 บทคัดย่อ (Abstract) ให้มภี าษาไทยและภาษาอังกฤษ
2.4 คาสาคัญ (Keywords) ให้มีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุคาเป็นคาสาคัญของ
เนอ้ื หา ครอบคลมุ ชอื่ เร่ืองท่ีศึกษา เหมาะสาหรับนาไปใชเ้ ปน็ คาคน้ หาขอ้ มูล
ห น้ า | 419
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
2.5 บทนา (Introduction) เป็นส่วนแนะนาและปูพ้ืนเรื่อง เพ่ือให้ผู้อ่านทราบข้อมูล
เบอ้ื งต้นของเนอื้ หา
2.6 เน้ือหา (Content) เน้ือหาบทความ มีการแบ่งประเด็นเร่ืองย่อย ๆ และการจัด
เรยี งลาดบั เป็นไปตามรายละเอียดของเน้อื หา
2.7 บทสรุป (Conclusion) การสรุปเนื้อหาในบทความท้ังหมดออกมาอย่างชัดเจน
กระชับ โดยมีการสรุปปดิ ท้ายเน้อื หาทนี่ าเสนอ
2.8 เอกสารอ้างอิง (References) เป็นการอ้างอิงเอกสารในเน้ือหาให้ใช้ระบบ APA
(American Psychological Association citation style) ทงั้ น้ี การอ้างองิ เอกสารที่เป็นภาษาไทย
หรอื ภาษาตา่ งประเทศ
การสง่ บทความ
บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่นต้องส่งบทความ
ผ่านระบบออนไลน์ได้ท่ี https://www.tci-thaijo.org/index.php/jsa-journal/index. เท่านน้ั
รูปแบบบทความและการพิมพเ์ น้ือหาบทความ
1. การเตรียมต้นฉบบั บทความ มีรายละเอยี ดดังน้ี
1.1 ขนาดต้นฉบับ ขนาดหน้ากระดาษ B5 โดยมีการต้ังค่าหน้ากระดาษความกว้าง 7.5 น้ิว
และความสูง 10.5 นิ้ว โดยเว้นระยะห่างระหว่างขอบกระดาษด้านบนและด้านซ้าย 1 น้ิว ด้านขวา
และดา้ นลา่ ง 0.5 นวิ้
1.2 รูปแบบการพิมพ์ เนื้อหาในบทความส่วนแรก จัดเป็นแบบ 1 คอลัมน์ คือ ชื่อเรื่อง ช่ือ
ผู้วิจัย บทคัดย่อ คาสาคัญ และเชิงอรรถ อยู่ส่วนหน้าแรก ส่วนที่สอง จัดเป็นแบบ 1 คอลัมน์ คือ
เนือ้ หาบทความทีอ่ ยูส่ ่วนหนา้ ท่ีสองเปน็ ตน้ ไป
1.3 ใช้รปู แบบตัวอกั ษร TH Sarabun PSK พมิ พด์ ว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟตเ์ วริ ์ด
1.4 หัวกระดาษ ประกอบด้วยเลขหน้า ขนาดตัวอักษร 16 ชนิดตัวธรรมดา ตาแหน่งชิด
ขอบกระดาษดา้ นขวาบน
1.5 ช่ือเร่ือง/ช่ือบทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 18 ชนิดตัวหนา
ตาแหนง่ กง่ึ กลางหน้ากระดาษ
1.6 ชื่อผู้นิพนธ์ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ระบุเฉพาะชื่อและนามสกุล ไม่ต้องมีคานาหน้า
เวน้ 2 เคาะระหวา่ งชอ่ื และนามสกลุ ขนาดตวั อักษร 16 ชนิดตัวหนา ตาแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษ
ใต้ช่อื เรอื่ ง
1.7 เครื่องหมายเลข (1) เขียนไว้บนนามสกุลผู้นิพนธ์ เพ่ือระบุสังกัดคณะ หน่วยงาน และ
อเี มลของผู้นิพนธ์เพ่อื ระบุเชงิ อรรถ (Footnote) ไวด้ า้ นล่างกระดาษ
ห น้ า | 420
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
1.8 เชิงอรรถ (Footnote) ให้เขียนไว้ด้านล่างของส่วนหน้าแรก ที่มีเคร่ืองหมายเลข(1)
กากบั ไวบ้ นนามสกลุ ผ้นู ิพนธ์ ใหร้ ะบุสังกัดคณะ หน่วยงาน และอีเมลของผูน้ ิพนธ์ ขนาดตัวอักษร 14
ชนิดตัวธรรมดา กรณีที่ผู้นิพนธ์มีสถานภาพเป็นนักศึกษาให้ระบุหลักสูตรท่ีนักศึกษากาลังศึกษาอยู่
เชน่ หลกั สตู รรฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย เป็นต้น ทั้งน้ี การระบุสังกัดคณะ หน่วยงานของผู้นิพนธ์นั้น ผู้นิพนธ์ต้องระบุทั้งภาษาไทย
และภาษาองั กฤษด้วย
1.9 หัวขอ้ ของบทคัดย่อภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 16 ชนิดตัวหนา ตาแหน่ง
ชดิ ขอบกระดาษด้านซา้ ย
1.10 เนื้อหาบทคัดย่อภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 16 ชนิดตัวธรรมดา ให้
จดั เป็นแบบ 1 คอลมั น์ บรรทดั แรกเว้น 7 ตวั อักษรจากขอบกระดาษด้านซา้ ยและพิมพ์ให้ชิดขอบท้ัง
สองดา้ น ส่วนเนอ้ื หาบทความท่อี ยหู่ น้าท่สี องเป็นต้นไปให้จัดเป็นแบบ 1 คอลัมน์เช่นกัน ทั้งนี้ ควรมี
ความยาวไม่เกิน 300 คา และลกั ษณะของบทคัดย่อควรประกอบไปด้วย วัตถุประสงค์ (Objective)
วธิ กี ารศึกษา (Methods) ผลการศึกษา (Results) และคุณค่าหรอื การนาไปใช้ประโยชน์
1.11 หัวข้อคาสาคัญ/อังกฤษ ขนาดตัวอักษร 16 ชนิดตัวหนา ตาแหน่งชิดขอบกระดาษ
ด้านซ้าย ระบุคาสาคัญท่ีนาไปใช้เป็นคาค้น คาสาคัญแต่ละคาคั่นด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค (;) ทั้งนี้
ควรมีคาสาคัญ 3-5 คา โดยต้องจดั เรียงคาสาคญั ตามตัวอกั ษร
1.12 หวั ขอ้ เรอ่ื ง ขนาดตวั อักษร 16 ชนิดตวั หนา ตาแหนง่ ชดิ ขอบกระดาษด้านซ้าย
1.13 หัวข้อย่อย ขนาดตวั อักษร 16 ชนิดตัวธรรมดา ระบุหมายเลขหน้าหัวข้อย่อยโดยเรียง
ตามลาดบั หมายเลข
1.14 จานวนต้นฉบับ ควรมีความยาวอยู่ระหว่าง 10-15 หน้า โดยนับรวมตาราง รูปภาพ
แผนภูมิ และเอกสารอา้ งอิง
1.15 ตาราง รูปภาพ และแผนภูมิ กรณีเป็นตารางให้ช่ือตารางอยู่ด้านบน กรณีที่เป็น
รปู ภาพหรอื แผนภูมิ ใหร้ ะบชุ ือ่ รปู ภาพหรอื แผนภมู ิอยดู่ ้านล่าง
ตารางท่ี 1 รายละเอยี ดรปู แบบการเตรยี มตน้ ฉบับบทความ
รายละเอียด ขนาดอักษร รปู แบบ ชนดิ
ชอ่ื เรอ่ื ง (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) 18 กึ่งกลาง ตวั หนา
ชือ่ ผู้นิพนธ์ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) 16 กงึ่ กลาง ตวั หนา
หนว่ ยงานทส่ี ังกัด (เชิงอรรถ : Footnote) 14 ชดิ ซา้ ย ตวั ธรรมดา
(ภาษาไทย/ภาษาองั กฤษ) 16 ชิดซ้าย ตวั หนา
บทคดั ย่อ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) 16 ชดิ ซ้าย ตวั หนา
คาสาคญั (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) 16 ชดิ ซา้ ย ตัวหนา
หวั ขอ้ หลกั ตามรูปแบบบทความกาหนดไว้
ห น้ า | 421
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
รายละเอียด ขนาดอกั ษร รูปแบบ ชนดิ
หัวขอ้ ย่อย 16 ชิดซ้าย ตัวหนา
เนื้อหาตามรูปแบบบทความกาหนดไว้ 16 ชิดซา้ ย ตัวธรรมดา
เอกสารอา้ งองิ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) 16 ชดิ ซา้ ย ตัวหนา
ตาราง
ชือ่ ตาราง (ตารางท่ี : จัดไวบ้ นตาราง) 16 ชดิ ซ้าย ตวั หนา
รายละเอยี ดช่อื ตาราง (พิมพ์ต่อจากชือ่ ตาราง) 16 ชดิ ซา้ ย ตวั ธรรมดา
รูปภาพ/แผนภูมิ
ชื่อรปู ภาพ/แผนภูมิ 16 ชดิ ซ้าย ตวั หนา
(ภาพ/แผนภูมิท่ี : จดั ไว้ใตร้ ปู ภาพ/แผนภมู )ิ
รายละเอยี ดชือ่ รปู ภาพ/แผนภมู ิ 16 ชดิ ซ้าย ตวั ธรรมดา
(พิมพต์ ่อจากชอื่ รูปภาพ/แผนภมู )ิ
เอกสารอา้ งอิง : ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบ APA (American Psychological Association
citation style)
โดยการอ้างองิ เอกสารที่เป็นภาษาไทยหรอื ภาษาต่างประเทศ
จานวนตน้ ฉบบั : มีความยาวอยรู่ ะหว่าง 10-15 หน้า
เอกสารอ้างองิ ในบทความ
รูปแบบการอ้างอิงในเน้อื เรื่องใช้วิธีการอ้างอิงระบบนาม-ปี ตามรูปแบบของ American
Psychological Association (APA) โดยแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ
1. การอ้างอิงต้นเนื้อความ ให้ใช้ระบบตัวอักษรโดยระบุชื่อ-นามสกุล ตามด้วย วงเล็บ
เปิด-ปิด แลว้ ระบปุ ที ่ตี ีพมิ พ์ เชน่ ......อนุวัต กระสงั ข์ (2560) เปน็ ตน้
2. การอ้างอิงท้ายเนื้อความ ให้ใช้ระบบตัวอักษรโดยใช้ วงเล็บ เปิด-ปิด แล้วระบุช่ือ-
นามสกุลของผู้เขยี นและปที ตี่ พี มิ พ์ กากับทา้ ยเนอื้ ความทไ่ี ดอ้ า้ งองิ ดงั นี้
อา้ งองิ จากเอกสารภาษาไทย
1. ผแู้ ตง่ หนึ่งคน ใหอ้ ้างชอื่ ผู้แต่งแล้วตามด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค (,) และตามด้วยปีท่ีพิมพ์
เช่น (อนุวตั กระสงั ข์, 2561)
2. ผู้แต่งสองคน ให้อ้างชื่อของผู้แต่งทั้งสองคนโดยใช้คาว่า “และ” ในการเชื่อมผู้เขียนทั้ง
สองแล้วตามด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค (,) และปีท่ีพิมพ์ เช่น (อนุวัต กระสังข์และสมาน งามสนิท,
2560)
ห น้ า | 422
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
3. ถ้ามีผู้แต่งมากกว่า 2 คนใหอ้ า้ งชือ่ ของผูแ้ ตง่ คนแรกแล้วเพ่ิมคาว่า “และคณะ” แล้วตาม
ดว้ ยเครื่องหมายจลุ ภาค (,) และตามดว้ ยปีทพี่ ิมพ์ เชน่ (สมาน งาทสนทิ และคณะ, 2562)
อ้างองิ จากเอกสารภาษาอังกฤษ
1. ถ้ามีผู้แต่งหนึ่งคนให้อ้างนามสกุลของผู้แต่ง ตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) และปีท่ี
พมิ พ์ เช่น (Therry, 2018)
2. ถ้ามีผู้แต่งสองคนให้อ้างนามสกุลของผู้แต่งทั้งสองคน โดยใช้เคร่ืองหมายแอนด์ (&)
ค่ันกลางระหว่างนามสกุลของผู้แต่งท้ังสอง แล้วตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) และปีที่พิมพ์ เช่น
(Horry & Peter, 2018)
3. ถ้ามีผู้แต่งมากกว่า 2 คนให้อ้างนามสกุลของผู้แต่งคนแรกตามด้วย et al. ตามด้วย
เครอื่ งหมายจุลภาค (,) และปที ี่พิมพ์ (Peter et al., 2010)
เอกสารอ้างอิงท่ีใช้อ้างอิงในเนื้อหาบทความ จะต้องปรากฏในเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
ทุกรายการ
เอกสารอ้างอิงทา้ ยบทความ
1. หนงั สือ
ช่ือ/นามสกลุ ผนู้ พิ นธ.์ //(ปีท่ีพิมพ)์ .//ช่อื หนังสือ.//ครัง้ ทพ่ี ิมพ(์ ถ้าม)ี .//เมืองที่พิมพ์/:/ สานกั พมิ พ.์
Author.//(Year of Publication).//Title of Book.//Edition of Book.//Place of
Publication/:/Publisher Name.
ตวั อยา่ ง
อนวุ ัต กระสงั ข์. (2560). พน้ื ฐานรฐั ประศาสนศาสตร์. พระนครศรีอยธุ ยา: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย.
Cook, Robert D. (1995). Finite Element Modeling for Stress Analysis. New york:
John wiley & sons.
2. วารสาร
ชอ่ื /นามสกุลผูน้ ิพนธ์.//(ปี,/เดือน/วันทีพ่ ิมพ)์ .//ชื่อบทความ.//ชอ่ื วารสาร.//ปีทพ่ี มิ พ์ (ฉบับที่
พมิ พ์)/:/เลขหนา้ แรก–หนา้ สดุ ท้าย.
Author.//(Date of Publication).//Title of Article.//Name of
Journal.//Year(Volume)/:/page.
ตวั อยา่ ง
ยรรยงวรกร ทองแย้ม. (2563). กลยทุ ธก์ ารส่อื สารการตลาดออนไลน์โดยใช้อตั ลกั ษณ์ทอ้ งถ่ินในการ
สร้างแบรนด์ชมุ ชนกาแฟดอยเผ่าไทยของบา้ นรักไทย อาเภอเนนิ มะปราง จังหวดั พิษณุโลก.
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถน่ิ . 6(4), 55-68.
ห น้ า | 423
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
3. หนังสือพิมพ์
ชือ่ /นามสกลุ ผ้นู ิพนธ์.//(ป,ี /เดือน/วันทีพ่ ิมพ์).//ช่ือบทความ.//ช่อื หนังสอื พิมพ.์ //
เลขหน้าแรก–หนา้ สุดทา้ ย.
Author.//(Date of Publication).//Title of Article.//Name of Newspaper.//
page.
ตวั อยา่ ง
ปรยิ า เหล่าววิ ฒั น์. (2549, พฤศจกิ ายน 6). เกยี รติอนั ภาคภูม.ิ กรุงเทพธุรกจิ , น. 13.
Jewell, Mark. (2006, November 7). Silent Aircraft' Spreads its Wings.
Bangkok Post, p. 13
4. วทิ ยานิพนธ์
ชอ่ื /นามสกุลผนู้ พิ นธ์.//(ปีท่ีพิมพ)์ .//ชอ่ื วทิ ยานิพนธ์.//วิทยานิพนธ์ระดับ/(บณั ฑิต,
มหาบณั ฑิต, ดษุ ฎบี ัณฑติ ให้ระบุลงใหช้ ดั เจน)//ชือ่ สถานศึกษา.
Author.//(Year of Publication).//Title of Thesis.//Degree of Thesis.//
Publisher Name.
ตัวอยา่ ง
อนวุ ัต กระสังข์. (2557). การพัฒนาทรพั ย์มนษุ ย์ในองคก์ รตามแนวพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม.
วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต (สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์). มหาวทิ ยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
5. รายงานการวิจยั
ผ้แู ต่ง.//(ปีทีพ่ มิ พ)์ .//ชอ่ื เรอื่ ง//(รายงานผลการวจิ ยั ).//สถานท่พี ิมพ์: สานกั พมิ พ์.
อนุวัต กระสังข์. (2557). การพฒั นาทรพั ย์มนษุ ย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแสบรโิ ภคนิยม.
รายงานผลการวิจยั ). โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั .
6. สัมภาษณ์
ชื่อผูท้ ่ไี ดร้ บั การสัมภาษณ.์ //(ปที ส่ี มั ภาษณ์, วัน เดอื น).//ตาแหน่ง//[บทสัมภาษณ์].
สุรพล สุยะพรหม. (2560, 5 มีนาคม). รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย [บทสัมภาษณ์].
7. ส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
ผแู้ ต่ง.//(ปที ี่เผยแพร่).//ชื่อเร่ือง.//สบื คน้ วนั เดือน ปี,//จาก/แหลง่ ทมี่ าของขอ้ มลู .
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์. (2548). พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์. สืบค้น 3 กรกฎาคม 2548, จาก
http://www.moc. go.th/thai/dbe/ecoco/e-com3.htm
ห น้ า | 424
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
Buddhism Meditation Triratna Find us Community. (2020). Who Was The Buddha?.
Retrieved March 20, 2020, from https://thebuddhist centre.com/text/who-
was-buddha.