The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการบริหารนิติบุคคล

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

ห น้ า | 243

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

1.5 ผู้สอนดูแลเอาใจต่อการเรียนการสอนแบบ 4.05 .861 มาก
.421 มาก
ออนไลน์

โดยรวม 4.06

จากตารางที่ 1 พบวา่ ปัจจยั ดา้ นผ้สู อน มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย
= 4.06, SD = .421) เม่ือพจิ ารณารายขอ้ พบว่า ปจั จัยดา้ นผสู้ อนมีความพอใจระดับมากขึ้นไป โดย
ขอ้ ท่มี ีความพึงพอใจสูงสุด คือ ผู้สอนมีแนวทางการปฏิบัติต่อการจัดการเรียนการสอนท่ีดี (ค่าเฉลี่ย
= 4.26, SD = .795) รองลงมา คอื ผ้สู อนใชส้ ือ่ และอุปกรณ์ต่อการจัดการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพ
(ค่าเฉลีย่ = 4.16, SD = .865) ตามลาดับ

ตารางที่ 2 ระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์ ปจั จยั ดา้ นผูเ้ รียน

2. ปจั จัยดำ้ นผเู้ รียน Mean SD ควำมหมำย

2.1 ผ้เู รียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอน 3.17 .595 ปานกลาง
แบบออนไลน์

2.2 ผู้เรียนมีปัญหาด้านการใช้ส่ือและอุปกรณ์ต่อการ 3.33 .742 ปานกลาง
จดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์

2.3 ผู้เรยี นสามารถแลกเปล่ยี นความคดิ เห็นและข่าวสาร 3.67 .865 มาก
เก่ียวกบั เนือ้ หาวิชาได้งา่ ย

2.4 ผู้เรยี นมคี วามเช่ือมั่นต่อการวัดประเมินผลการเรียน 4.29 .814 มากทสี่ ุด
การสอนแบบออนไลน์

2.5 ผเู้ รยี นพบปัญหาจากรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 3.46 .748 มาก
ออนไลน์มากกวา่ รปู แบบการเขา้ ชน้ั เรยี นปกติ

โดยรวม 3.58 .400 มำก

จากตารางท่ี 2 พบวา่ ปัจจัยดา้ นผู้เรียน มีความพงึ พอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉล่ีย
= 3.58, SD = .400) เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับปานกลางขึ้น
ไป โดยข้อท่ีมีความพึงพอใจสูงสุด คือ ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นต่อการวัดประเมินผลการเรียนการสอน

ห น้ า | 244

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

แบบออนไลน์ (ค่าเฉลย่ี = 4.29, SD = .814) รองลงมา คือ ผู้เรียนสามารถแลกเปล่ียนความคิดเห็น
และข่าวสารเกยี่ วกับเน้ือหาวิชาได้ง่าย (ค่าเฉล่ยี = 3.67, SD = .865) ตามลาดับ

ตารางที่ 3 ระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบ

ออนไลน์ ปัจจัยดา้ นสถานที่ศึกษา

3. ปัจจัยดำ้ นสถำนท่ศี กึ ษำ Mean SD ควำมหมำย

3.1 สถานที่ท่ีใช้ในการเรียนการสอนแบบออนไลน์มี 3.99 .908 มาก
ความเหมาะสม

3.2 ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อสถานท่ีท่ีใช้ในการเรียน 4.08 .866 มาก
การสอนแบบออนไลน์

3.3 ผเู้ รียนสามารถเรยี นรู้จากสถานที่ใดๆ ก็ได้ 4.06 .868 มาก
4.05 .908 มาก
3.4 สถานทศ่ี ึกษามคี วามสะดวกสบายตอ่ ผู้เรียน 4.16 .905 มาก

3.5 สถานท่ีศึกษาทาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจใน 4.07 .610 มำก
บทเรยี น

โดยรวม

จากตารางที่ 3 พบว่าปัจจัยด้านสถานที่ศึกษา มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉล่ีย =
4.07, SD = .610) เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับมาก โดยข้อที่มี
ความพึงพอใจสูงสุด คือ สถานที่ศึกษาทาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียน (ค่าเฉลี่ย =
4.16, SD = .905) รองลงมา คือ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อสถานท่ีที่ใช้ในการเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์ (ค่าเฉลีย่ = 4.08, SD = .866) ตามลาดบั
ตำรำงท่ี 4 ระดับความพงึ พอใจปจั จยั ทีม่ ผี ลกระทบต่อการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัย

ดา้ นเทคโนโลยี

4. ปัจจัยด้ำนเทคโนโลยี Mean SD ควำมหมำย

4.1 ความเหมาะสมของระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่อ 3.99 .922 มาก
รปู แบบการเรยี นการสอนแบบออนไลน์

4.2 อุปกรณ์ท่ีใช้ในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เช่น 3.85 .879 มาก
คอมพวิ เตอร์ของผเู้ รยี นมีความทันสมัย

ห น้ า | 245

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

4. ปัจจยั ด้ำนเทคโนโลยี Mean SD ควำมหมำย

4.3 ผู้เรียนสามารถนาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน 3.98 .877 มาก
แบบออนไลน์ มาก

4.4 เทคโนโลยีที่ใช้ในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 3.93 .917
เหมาะสมกับสถานการณห์ รือเหตุการณป์ จั จบุ นั

4.5 เทคโนโลยีไมส่ ามารถทาใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรมู้ ากขน้ึ 3.97 .868 มาก
โดยรวม 3.94 .612 มำก

จากตารางท่ี 4 พบว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยี มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(ค่าเฉลยี่ = 3.94, SD = .612) เมือ่ พจิ ารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับมาก
โดยข้อท่ีมีความพึงพอใจสูงสุด คือ ความเหมาะสมของระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่อรูปแบบการ
เรียนการสอนแบบออนไลน์(ค่าเฉลี่ย = 3.99, SD = .922) รองลงมา คือ ผู้เรียนสามารถนา
เทคโนโลยมี าใช้ในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (ค่าเฉลี่ย = 3.98, SD = .877) ตามลาดับ

ตำรำงท่ี 5 ระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ภาพรวม

ภำพรวม Mean SD ควำมหมำย

1. ปจั จัยดา้ นผู้สอน 4.06 .421 มาก

2. ปัจจยั ด้านผู้เรยี น 3.58 .400 มาก

3. ปจั จยั ดา้ นสถานท่ศี กึ ษา 4.07 .610 มาก

4. ปจั จัยด้านเทคโนโลยี 3.94 .612 มาก

โดยรวม 3.91 .898 มำก

จากตารางที่ 5 พบว่าปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ใน
ภาพรวม มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉล่ีย = 3.91, SD = .898) เม่ือพิจารณาราย
ด้าน พบว่า ทุกปัจจัยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยท่ีมีความพึงพอใจสูงสุด คือ ปัจจัย
ดา้ นสถานท่ศี กึ ษา (คา่ เฉลย่ี = 4.07, SD = .610) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านผู้สอน (ค่าเฉลี่ย = 4.06,
SD = .421) ตามลาดับ

สว่ นท่ี 3 ผลกำรทดสอบสมมตฐิ ำน

ห น้ า | 246

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ตำรำงที่ 6 ผลการทดสอบสมมติฐาน

สมมติฐำน ปัจจยั

ปจั จัยด้ำน ปจั จัยดำ้ น ปัจจยั ดำ้ น ปจั จยั ด้ำน
เทคโนโลยี
ผู้สอน ผเู้ รยี น สถำนทศ่ี ึกษำ

สมมติฐำนท่ี 1 ปัจจัยส่วนบุคคล

ด้านเพศท่ีแตกต่างกันมีระดับ

ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ปั จ จั ย ท่ี มี   

ผลกระทบตอ่ การจัดการเรียนการ

สอนแบบออนไลน์แตกต่างกัน

สมมติฐำนท่ี 2 ปัจจัยส่วนบุคคล

ด้านอายุที่แตกต่างกันมีระดับ

ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ปั จ จั ย ท่ี มี   

ผลกระทบต่อการจัดการเรียนการ

สอนแบบออนไลนแ์ ตกต่างกนั

สมมติฐำนที่ 3 ปัจจัยส่วนบุคคล

ด้านช้ันปีท่ีศึกษาที่แตกต่างกันมี

ระดับความพึงพอใจปัจจัยที่มี   

ผลกระทบต่อการจดั การเรียนการ

สอนแบบออนไลน์แตกต่างกนั

สมมติฐำนท่ี 4 ปัจจัยส่วนบุคคล

ด้านผลการเรียนรวม (เกรดเฉลี่ย)

ที่แตกต่างกันมีระดับความพึง   
พอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการ

จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น แ บ บ

ออนไลนแ์ ตกต่างกัน

สมมติฐำนท่ี 5 ปัจจัยส่วนบุคคล

ด้าน ลักษ ณะก า รพั กอา ศัย ท่ี

แตกต่างกันมีระดับความพึงพอใจ   
ปัจจยั ท่ีมผี ลกระทบต่อการจัดการ

เ รี ย น ก า ร ส อ น แ บ บ อ อ น ไ ล น์

แตกตา่ งกนั

จากตารางที่ 6 พบว่า ผลการทดสอบสมมติฐาน

ห น้ า | 247

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

1. ปจั จยั สว่ นบคุ คลด้านเพศท่ีแตกต่างกนั มีระดับความพงึ พอใจปจั จัยท่มี ผี ลกระทบตอ่
การจดั การเรยี นการสอนแบบออนไลนไ์ ม่แตกต่างกัน

2. ปจั จยั ส่วนบคุ คลด้านอายทุ ี่แตกตา่ งกันมรี ะดับความพึงพอใจปจั จยั ท่ีมีผลกระทบตอ่
การจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์ ปจั จัยดา้ นผู้เรียน แตกต่างกัน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ .05

3. ปจั จยั ส่วนบคุ คลด้านชัน้ ปที ี่ศกึ ษาที่แตกตา่ งกนั มรี ะดับความพงึ พอใจปัจจยั ท่มี ี
ผลกระทบต่อการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์ ปจั จัยด้านผูเ้ รยี น และปจั จยั ดา้ นผู้สอน
แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ.05

4. ปัจจยั ส่วนบุคคลด้านผลการเรียนรวม (เกรดเฉล่ยี ) ที่แตกต่างกันมีระดบั ความพงึ พอใจ
ปจั จยั ทม่ี ีผลกระทบตอ่ การจดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยดา้ นผูเ้ รียน ปัจจยั ดา้ นสถานที่
ศึกษา และปัจจัยดา้ นเทคโนโลยี แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติ.05

5. ปจั จยั สว่ นบคุ คลดา้ นลกั ษณะการพักอาศัยทีแ่ ตกต่างกนั มีระดบั ความพึงพอใจปจั จยั ท่ี
มีผลกระทบต่อการจดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี แตกต่างกนั อย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิต.ิ 05

ส่วน 4 ข้อเสนอแนะอื่นๆ
จากแบบสอบถามส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิด ให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้แสดง
ความคิดเห็นอยา่ งเปน็ อิสระ โดยเขยี นความคดิ เหน็ เพ่ิมเติม ผู้วจิ ยั นาคาตอบท่ีได้มาวเิ คราะห์โดย
การแจกแจงความถี่ และเรียงลาดับความถจี่ ากมากไปหาน้อย ดังนี้
ตำรำงท่ี 7 ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมของนักศึกษา

ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ ควำมถ่ี (f)

1. ลดคา่ บารุงการศกึ ษา 7

2. มีบรกิ ารดา้ นอนิ เตอร์เนต็ ใหก้ ับนักศกึ ษา 6

3. ควรจัดสถานท่ใี นการเรียนออนไลนภ์ ายในสถาบันให้กบั นักศึกษา 4

4. อาจารยผ์ ้สู อนควรเนน้ การเรยี นทม่ี สี าระความรู้มากกวา่ นี้ 3

5. การเรียนแบบออนไลน์ทาให้นักศึกษาไม่ต้องทากิจกรรมที่ไม่ 3
เกย่ี วข้อง

ห น้ า | 248

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ ควำมถี่ (f)

1. ลดค่าบารงุ การศกึ ษา 7

2. มบี ริการด้านอนิ เตอร์เน็ตใหก้ บั นกั ศกึ ษา 6

3. ควรจดั สถานทใ่ี นการเรียนออนไลนภ์ ายในสถาบนั ใหก้ บั นักศึกษา 4

4. อาจารย์ผูส้ อนควรเน้นการเรยี นทม่ี ีสาระความรมู้ ากกว่านี้ 3

6. นกั ศกึ ษาสามารถเรยี นที่สถานท่ีใด ๆ กไ็ ด้ 1

อภิปรำยผลกำรวจิ ัย (Research Discussion)
ผลการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของ

นักศึกษาสถาบนั เทคโนโลยไี ทย-ญ่ปี นุ่ สามารถอภปิ รายผลได้ดงั น้ี คือ
1. ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-

ญ่ีปุ่น ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง รองลงมา คือ เพศชาย มีอายุระหว่าง 18-20 ปี
รองลงมา คืออายุ 21 ปีขึ้น ส่วนใหญ่กาลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 รองลงมา คือ ชั้นปีที่ 1 มีผลการเรียน
รวม (เกรดเฉล่ีย) 2.00-2.49 รองลงมา ส่วนใหญ่พักอยู่กับผู้ปกครองที่ไม่ใช่บิดา–มารดา รองลงมา
คือ เช่าหอ้ งพักอยกู่ ับแฟน

2. ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์
ของนักศกึ ษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญปี่ ุ่น โดยแยกเป็นรายดา้ น

1) ปัจจัยด้านผู้สอน ผลการวิจัย พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือ
พิจารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้สอนมีความพอใจระดับมากขึ้นไป โดยข้อที่มีความพึงพอใจ
สงู สดุ คอื ผูส้ อนมแี นวทางการปฏิบัตติ อ่ การจดั การเรยี นการสอนที่ดี รองลงมา คือ ผู้สอนใช้สื่อและ
อปุ กรณ์ต่อการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เมษยา บุญสีลา.(2556)
ทศี่ ึกษาเรือ่ ง ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเรียนของนักศึกษา
ระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยรวมทุกด้านอยู่ใน
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า เกือบทุกด้านเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเรียนมาก โดย
ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ด้านผู้สอน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนมากที่สุด รองลงมาคือ ด้าน
หลักสูตร และดา้ นเศรษฐกจิ เปน็ ปจั จยั ท่ีส่งผลตอ่ การเรยี นนอ้ ยทสี่ ดุ ตามลาดบั

ห น้ า | 249

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

2) ปัจจัยด้านผู้เรียน ผลการวิจัย พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ
พิจารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับปานกลางข้ึนไป โดยข้อที่มีความพึง
พอใจสงู สุด คอื ผ้เู รยี นมีความเชอื่ ม่ันตอ่ การวัดประเมินผลการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รองลงมา
คือ ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข่าวสารเก่ียวกับเน้ือหาวิชาได้ง่าย สอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของ ธนพรรณ ทรัพย์ธนาดล (2554). ที่ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดการเรียน
การสอนบทเรียนออนไลน์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา พบว่า ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัย
ด้านอาจารย์ปัจจัยด้านนักศึกษาและปัจจัยด้านสถานศึกษา ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการ
สอนบทเรียนออนไลน์ของมหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

3) ปัจจัยด้านสถานที่ศึกษา ผลการวิจัย พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก
เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับมาก โดยข้อที่มีความพึงพอใจสูงสุด
คือ สถานที่ศึกษาทาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียน รองลงมา คือ ผู้เรียนมีความพึงพอใจ
ต่อสถานทีท่ ่ใี ชใ้ นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ สอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ ธนพรรณ ทรัพย์ธนาดล
(2554). ท่ีศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์ ของ
มหาวิทยาลยั ราชภัฎนครราชสมี า พบวา่ ปจั จยั ด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านอาจารย์ปัจจัยด้านนักศึกษา
และปัจจัยด้านสถานศึกษา ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์ของ
มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

4) ปจั จยั ด้านเทคโนโลยี ผลการวิจยั พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ
พจิ ารณารายขอ้ พบว่า ปัจจัยด้านผู้เรียนมีความพอใจระดับมาก โดยข้อที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือ
ความเหมาะสมของระบบเครือขา่ ยอินเตอรเ์ นต็ ตอ่ รปู แบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รองลงมา
คอื ผูเ้ รยี นสามารถนาเทคโนโลยีมาใชใ้ นการเรียนการสอนแบบออนไลน์สอดคล้องกับงานวิจัยของ กุ
ศิรา เจริญสุข (2556). ที่ศึกษาเร่ือง ปัจจัยท่ีมีผลต่อการใช้เทคโนโลยี e-Learning ของนักศึกษา
Pre-degree มหาวิทยาลัยรามคาแหง พบว่า นักศึกษา Pre-degree มหาวิทยาลัยรามคาแหง
เลือกใช้รูปแบบเทคโนโลยี e-Learning ที่ครอบคลุม และเปิดกว้างกับบุคคลท่ัวไป รวมท้ังสามารถ
โต้ตอบได้โดยการพิมพ์ข้อความ (Chat) สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียน และทาให้ผู้เรียนได้รับ
ประสบการณ์ในด้านต่างๆ จนเกิดการเรียนรู้สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนได้ การนา
ข้อมูลที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และนาเสนอข้อมูลโดยมีตัวอักษร รูปภาพ และเสียง
ประกอบ และใช้งานงา่ ยไม่ซับซอ้ น เนื้อหาเทคโนโลยี e-Learning ที่ให้ประโยชน์ด้านความรู้/ความ
เข้าใจ มีการอธิบายเนื้อหาอย่างชัดเจน การใช้ภาษาท่ีเหมาะสม เข้าใจง่ายและใช้ภาษาท่ีเรียงจาก
ง่ายไปหายาก วิธีนาเสนอเทคโนโลยี e-Learning ในด้านความเหมาะสมของเสียงบรรยายและ
เสียงดนตรีท่ีใช้ประกอบ ดาวน์โหลดข้อมูลของข้อความด้วยความเร็ว และมีความถูกต้องในการ
เชอ่ื มโยงไปยังเว็บไซต์ อ่นื ๆ ทีส่ ัมพันธ์กับเน้ือหา มีคาแนะนาและเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ทั้งภายในและ
ภายนอก มสี ัญลกั ษณท์ ่ีส่ือความหมาย และเทคนิค Dynamic HTML (โต้ตอบได้อย่างรวดเร็ว) มาก
ทสี่ ดุ ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู สถิติเปรยี บเทยี บ Independent Sample T-test ของปจั จยั สว่ นบคุ คล

ห น้ า | 250

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ด้านเพศต่อระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ไม่มี
นยั สาคญั ทางสถติ ิ

ด้านอายุต่อระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์ ปัจจัยด้านผู้เรียน และปัจจัยด้านสถานที่ศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05
และปจั จยั ดา้ นผู้สอน และปจั จัยด้านเทคโนโลยี ไม่มีนยั สาคญั ทางสถิติ

ด้านชนั้ ปีท่ศี กึ ษาต่อระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน
แบบออนไลน์ ปัจจัยด้านผู้สอน และปัจจัยด้านผู้เรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05
และปัจจัยด้านสถานท่ศี กึ ษา และปจั จยั ดา้ นเทคโนโลยี ไมม่ ีนยั สาคญั ทางสถิติ

ด้านผลการเรียนรวม (เกรดเฉล่ีย) ต่อระดับความพึงพอใจปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อการ
จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านสถานท่ีศึกษา และปัจจัยด้าน
เทคโนโลยี แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติ .05 และปัจจยั ดา้ นผูส้ อน ไมม่ นี ยั สาคญั ทางสถติ ิ

ด้านลักษณะการพักอาศยั ตอ่ ระดบั ความพงึ พอใจปจั จัยที่มผี ลกระทบต่อการจัดการเรียน
การสอนแบบออนไลน์ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 และปัจจัย
ดา้ นผู้สอน ปจั จัยดา้ นผเู้ รยี น และปจั จยั ดา้ นสถานทศี่ กึ ษา ไมม่ นี ัยสาคัญทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ (Research Suggestions)
ข้อเสนอแนะท่ัวไปจากการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแบบ

ออนไลน์ของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น ควรที่จะมีการปรับปรุงพัฒนาปัจจัยด้านที่มี
ค่าเฉล่ยี น้อยท่ีสุดไปตามลาดบั ความสาคัญ ตลอดจนด้านอน่ื ๆ ที่เห็นสมควรที่ไม่ได้ศึกษาในการวิจัย
น้ี

ข้อเสนอแนะสำหรบั สถำบนั กำรศกึ ษำและผ้ปู กครอง
1. สถาบนั เทคโนโลยไี ทย-ญปี่ ุน่ ควรท่ีจะทาการสารวจนกั ศกึ ษาที่มีรายได้ไม่เพียงพอและ
จัดหางานพิเศษภายในสถาบันฯ เพื่อความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการเรียนและสุขภาพของ
นกั ศึกษา และช่วยแบง่ เบาภาระของผ้ปู กครอง
2. สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น ควรท่ีจะการจัดหาบริการด้านอินเตอร์เน็ตให้กับ
นกั ศึกษาภายในสถาบันฯ ให้ท่ัวทุกพื้นท่ี เพื่อให้นักศึกษาเข้าใช้บริการภายในสถาบันฯ นักศึกษาจะ
ได้มคี วามเช่ือม่นั ในระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของสถาบันฯ
3. อาจารย์ผู้สอนควรเน้นการเรียนที่มีสาระความรู้มากกว่าน้ี เพ่ือให้นักศึกษาและ
ผูป้ กครองมนั่ ใจในสถาบันฯ และมองว่ามีความคุ้มค่าต่อการให้บุตรหลานมาศึกษาท่ีสถาบันฯ แม้ใน
เวลาที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือ โรคโค
วดิ -19 ก็ยงั สอนนักศกึ ษาได้เหมือนช่วงเวลาปกติ
4. การเรียนการสอนแบบออนไลน์ควรจะมีสื่อการเรียนการสอนท่ีหลากหลายให้มากขึ้น
กว่าเดิม เช่น เกมส์เพ่ือการศึกษาเพื่อให้นักเรียนสนใจเข้าเรียนแบบออนไลน์ การให้คะแนนพิเศษ

ห น้ า | 251

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

หรือสะสมแต้มของการเรียนแบบออนไลน์เพ่ือสร้างความน่าสนใจและความต้ืนเต้นให้นักศึกษามาก
ข้นึ เปน็ ตน้

ข้อเสนอแนะในกำรทำวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อจะได้นามาพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบ
ออนไลนข์ องสถาบันฯให้มีประสิทธิภาพอยา่ งยั่งยนื ตอ่ ไป
2. ควรมีการศกึ ษาทศั นคติท่พี งึ ประสงคข์ องนกั ศกึ ษาสถาบนั เทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เพ่ือให้
ทราบถึงความต้องการและความคาดหวังของนกั ศกึ ษาท่ีแท้จริง
3. ควรมีการศึกษาการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานกิจกรรมของนักศึกษาสถาบัน
เทคโนโลยีไทย-ญ่ีปุ่น เพื่อให้ทราบแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมการมทากิจกรรมให้กับ
นักศึกษาตามความตอ้ งการและความคาดหวงั ของนักศึกษา

เอกสำรอ้ำงอิง (Reference)
กศุ ริ า เจริญสขุ . (2556). ปจั จยั ท่มี ีผลต่อการใชเ้ ทคโนโลยี e-Learning ของนักศึกษา Pre-degree

มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง. วิทยานพิ นธร์ ะดับมหาบณั ฑติ . มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
กรุงเทพมหานคร.
ครบู า้ นนอก. (2550). การเรยี นการสอนรปู แบบออนไลน์ (0nline Learning) หรือการเรียนการ
สอนทางอิเลค็ ทรอนกิ ส์ (E-learning). สบื คน้ 31 ตลุ าคม 2563, จาก
https://www.kroobannok.com/37.
ฐาปนีย์ ธรรมเมธา. (2557). อเี ลิร์นน่ิง : จากทฤษฎีสูก่ ารปฏบิ ัติ. นนทบรุ :ี บริษัทสหมิตรพรง้ิ ตง้ิ
แอนดพบั ลสิ ช่ิง จากดั .
ธนพรรณ ทรัพยธ์ นาดล. (2554). ปัจจัยทม่ี ีผลกระทบต่อการจัดการเรยี นการสอนบทเรียนออนไลน์
ของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสมี า. วารสารวชิ าการ Viridian E-Journal SU. 4 (1),
652-666.
Allen, I. E. and Seaman, J. (2005). Growing by Degrees : Online education in the
United States. The Sloan Consortium. Retrieved March 20, 2005, from
http://www.sloan-c.org/publications/survey/pdf/growing_by_degrees.pdf.
Yamane, T. (1967). Taro Statistic : An Introductory Analysis. New York : Harper &
row.

ห น้ า | 252

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 253

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

รปู แบบการจดั การความรดู้ า้ นการหารายได้และสง่ เสรมิ อาชพี อยา่ งมสี ว่ นร่วมเพอื่ การ
ลดความเหลือ่ มล้าในสงั คมผ้สู ูงวัย เขตพ้ืนท่ีชมุ ชนบางริน้ จงั หวดั ระนอง

A Model for Managing Knowledge of Earning Money and Promoting
Careers in a Participative Way to Reduce Inequality in An Ageing

Society, Bangrin Community, Ranong Province

สณั ฐาน ชยนนท์1 วจิ ติ รา ศรีสอน2 ทฆิ ัมพร พนั ลึกเดช3 จิรัฐ ชวนชม4
Sunthan Chayanon, Wijittra Srisorn, Tikhamporn Punluekdej

Jirat Chuanchom

บทคดั ยอ่ (Abstract)
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์ศึกษาสภาวการณ์ความต้องการความรู้ด้านการหารายได้

และส่งเสรมิ อาชพี อยา่ งมสี ่วนร่วมในสังคมผสู้ งู วัย วิเคราะห์หารูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหา
รายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย และน้าเสนอ
รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความ
เหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสม การวิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยใช้
แบบสอบถามเป็นเครอ่ื งมือในการเกบ็ ข้อมลู กลุม่ ตัวอยา่ ง 200 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย
ใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติเชิงอ้างอิง
ใช้ส้าหรับทดสอบความแตกต่างด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่มีตัวแปร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม และ F-test ใช้
ส้าหรับการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงสนทนาจัด
กลุ่มอย่างละ 12 คน และใช้การสังเกตุแบบมีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธี
สามเสา้ ผลการวิจยั พบวา่ ความตอ้ งการการจดั การความรู้ด้านการหารายไดแ้ ละส่งเสริมอาชีพอย่าง
มีส่วนร่วมเพอ่ื การลดความเหลื่อมล้า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก หากพิจารณาเป็นรายข้อทุกข้อ

Received: 2021-05-18 Revised: 2021-07-31 Accepted: 2021-07-31
1 วทิ ยาลัยการเมอื งและการปครอง มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา College of Politics and

Government, Suan Sunandha Rajabhat University. Corresponding Author e-mail:
[email protected]

2 วิทยาลัยการเมอื งและการปครอง มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา College of Politics and
Government, Suan Sunandha Rajabhat University.

3 บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั เอเชียนอาคเนย์ Graduate School, Southeast Asia University
4 คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ Faculty of Manangement, Suan Dusit University

ห น้ า | 254

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

อยู่ในระดับ การวิเคราะห์หารูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมี
ส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย พบว่า ด้านการวางแผนผู้สูงอายุไม่มีทักษะการ
เรียนร้สู ่งิ ใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านอาชีพ ด้านการลงมือท้าศักยภาพของผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชน
จึงไม่ประสบความส้าเร็จเท่าท่ีควร ด้านการร่วมรับผลประโยชน์และการประเมินผล จึงควรให้ทุก
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในชุมชนให้ความร่วมมือช่วยเหลือและให้ความส้าคัญในการ
สนับสนุนส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในชุมชนมากกว่าน้ี และรูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหา
รายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัยท่ีประชาชน
ตอ้ งการ พบว่า ตอ้ งการเร่ิมต้นรวดเร็ว ครอบคลุมผู้ท่ีเกี่ยวข้อง มีความจริงใจจากหน่วยงานเจ้าของ
โครงการหรอื ผมู้ ีอา้ นาจอนมุ ัติ และวิธีการท่ีเหมาะสม
คำสำคัญ (Keywords): การจัดการความรู้; การหารายได;้ ผูส้ ูงอายุ

Abstract
The purpose of this research was to study the situation of knowledge

needs in earning income and promoting occupation with participation in the aging
society. Analyze and find a model of knowledge management in earning and
promoting a participatory career in order to reduce inequalities in the aging society.
and presenting a model of knowledge management in earning and promoting a
participatory career in order to reduce inequality in the aging society. This research
study was a mixed research study. In quantitative research, the researcher used
questionnaires as a tool to collect data. A sample of 200 people used a simple
random sampling. Descriptive statistics, mean, percentage and standard deviation
(S.D.) were used for reference statistics. The F-test was used for individual factor
differences with variables divided into 2 groups, and the F-test was used for one-
way ANOVA. qualitative research Discussion interviews were used in groups of 12
and participant observations were used to analyze the data and examine the data
using a triangular method. The results showed that The need for knowledge
management in earning and promoting a participatory career in order to reduce
inequality as a whole is at a high level. If considered on a case-by-case basis, all
items are at the level An analysis of a model of knowledge management on
income earning and career promotion with participation in order to reduce
inequality in the elderly society found that planning for the elderly did not have
the skills to learn new things. in professional development Action on the potential
of the elderly in community development therefore not as successful as it should

ห น้ า | 255

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

be Benefit sharing and evaluation Therefore, all sectors related to the elderly in the
community should be encouraged to cooperate and give more importance to
supporting and enhancing the capacity of the elderly in the community. and a
model of knowledge management in earning and promoting careers with
participation in order to reduce inequality in the elderly society that people want. It
was found that they wanted to start quickly. covering those involved Being sincere
from the project owner agency or authorized person and appropriate method
Keywords: Knowledge Management; Income; Generation

บทนำ (Introduction)
สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทยมีสัดสว่ นท่เี พิ่มสูงขนึ้ เหน็ ไดจ้ ากอตั ราผู้สูงอายุระหว่าง

ปี พ.ศ. 2553– 2583 พบว่า มีแนวโน้มเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 13.20 ในปี พ.ศ. 2553
เป็นร้อยละ 32.10 ในปี พ.ศ. 2583 ท้าให้ประเทศไทยเป็นสังคมของผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ตามค้า
นิยามขององค์การสหประชาชาติ (The United Nations: UN) ที่นิยามว่า ประเทศใดมีประชากร
อายุ 60 ปีขน้ึ ไป เป็นสดั สว่ นเกิน 10% หรืออายุ 65 ปขี ้ึนไป เกิน 7% ของประชากรทั้งประเทศ ถือ
ว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
(Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากร อายุ 60 ปีข้ึนไป เพิ่มเป็น 20% และอายุ 65 ปีขึ้นไป เพ่ิม
เป็น 14% และในขณะเดียวกันประชากรวัยแรงงานของไทยท่ีมีหน้าท่ีเก้ือหนุนดูแลผู้สูงอายุก็จะ
ลดลงเชน่ กัน เนื่องจากอตั ราการเกดิ ของประเทศลดลง (คณะกรรมการผูส้ ูงอายุแห่งชาติ, 2558)

ปัญหาในอนาคตท่ีอาจตามมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุในประเทศ อาทิ
งบประมาณในการดูแลและรักษาสุขภาพ เน่ืองจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอยท้ัง
ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ท้าให้ประสิทธิภาพการท้างานของระบบต่าง ๆ ลดลง
ความต้านทานต่อโรคลดลง ผู้สูงอายุจึงเกิดปัญหาสุขภาพได้มากกว่าวัยอื่น ๆ ดังน้ัน การส่งเสริม
สุขภาพให้กบั ผู้สูงอายุ จงึ มคี วามจ้าเป็นอย่างย่ิงเพ่ือคงสภาพและชะลอความเส่ือมสภาพตามอายุให้
ยนื นานที่สดุ เทา่ ทจ่ี ะท้าได้ โดยองค์การ อนามยั โลกนิยามคา้ ว่า สุขภาพ คือ “Health is a State of
Complete Physical, Mental Social and Spiritual Well-Being and Not Merely the
Absence of Disease or Infirmity” หมายถึง สภาวะความสมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ สังคม และ
จิตวิญญาณ ไมใ่ ช่เพยี งแต่ไมม่ โี รค หรือความอ่อนแอของร่างกาย

ประเทศไทยมีจา้ นวนและสัดสว่ นของผสู้ ูงอายุท่ียากจนเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นสังคมสูง
วัยมาตั้งแต่ปี 2548 คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไป สูงถึงร้อยละ 10 ประชากรสูงอายุ
กา้ ลังเพิม่ ขน้ึ ด้วยอตั ราทเ่ี ร็วมากคอื สูงกวา่ ร้อยละ 4 ต่อปี ในขณะทปี่ ระชากรรวม เพิ่มขึ้นด้วยอัตรา
เพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น ในปี 2558 ประชากรไทยมีจ้านวน 65.1 ล้านคน ในจ้านวนน้ีเป็น
ประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไป 11 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด ตามการคาด

ห น้ า | 256

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ประมาณประชากรของส้านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศ
ไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไปสูงถึงร้อยละ 20
ในปี 2564 และจะเป็นสังคมสูงวยั ระดบั สุดยอดเม่ือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ
28 ในปี 2574 (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุท่ียากจนไทย, 2559) การพัฒนาศักยภาพ
ผู้สูงอายุในการเพ่ิมมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างย่ังยืน ท้ังน้ีงานท่ีเหมาะสมกับผู้สูงอายุควร
เปน็ งานทส่ี ร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุบนพื้นฐานของการพ่ึงพาตนเอง (Punluekdej et al., 2018)
หากพิจารณาตามศกั ยภาพของผสู้ ูงอายุ ทั้งในดา้ นความรู้ ความสามารถ องค์ความรู้ และภูมิปัญญา
ของผู้สูงอายุ รวมถึงการสร้างคุณค่าทางสังคม เกิดการพัฒนาแบบย่ังยืน โดยมีพื้นที่และชุมชนเป็น
ตัวต้ัง มียุทธศาสตร์สร้างชุมชนเข้มแข็งซ่ึงเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ (พงศ์ชัย สุขะหุต
และคณะ, 2562) ดงั นน้ั จงึ เป็นสิ่งส้าคญั ในการพฒั นาอาชพี ของผสู้ งู อายุ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของ
ผ้สู งู อายุ และเปน็ การพัฒนาประเทศชาตใิ นองคร์ วม

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาค้นคว้าหาแนวทางในการจัดการ
ความรู้เพ่ือสร้างอาชีพที่เหมาะสม ก่อให้เกิดรายได้ในชุมชน เพื่อเพ่ิมมูลค่าทางเศรษฐกิจ และ
ยกระดับคุณภาพชีวติ และความเปน็ อยู่ของผสู้ งู อายุในชมุ ชนบางรน้ิ จังหวัดระนอง

วัตถปุ ระสงคก์ ำรวจิ ัย (Purpose or Objective)
1. เพ่ือศกึ ษาสภาวการณ์ความตอ้ งการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมี

สว่ นร่วมในสงั คมผู้สูงวยั เขตพ้ืนทีช่ มุ ชนบางร้นิ จงั หวัดระนอง
2. เพอ่ื วิเคราะหห์ ารูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมี

ส่วนร่วมเพ่อื การลดความเหลื่อมล้าในสงั คมผู้สงู วยั เขตพ้นื ท่ีชมุ ชนบางรนิ้ จังหวัดระนอง
3. เพื่อน้าเสนอรปู แบบการจดั การความรู้ดา้ นการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วน

ร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพน้ื ท่ชี มุ ชนบางริน้ จังหวดั ระนอง

วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั (Research Methods)
1. รปู แบบกำรวจิ ยั
การวจิ ยั ครงั้ นี้ วจิ ัยเชงิ ปริมาณในครั้งน้ี ผู้วิจัยใช้ประชากร ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปใน

เขตพื้นทช่ี ุมชนบางรนิ้ จงั หวดั ระนอง จ้านวน 400 คน
2. กลุ่มเป้ำหมำย
ผสู้ งู อายุท่ีมอี ายุ 60 ปีขึน้ ไปในเขตพ้ืนทช่ี มุ ชนบางร้ิน จงั หวัดระนอง จ้านวน 200 คน
3. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นกำรวิจยั
3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน

จากแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 4 ตอน ดังนี้

ห น้ า | 257

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

3.1.1 แบบสอบถามลักษณะปลายปิด เกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุใน
เขตชุมชน ได้แก่ เพศ อายุ คุณวุฒิ สถานภาพสมรส จ้านวนบุตร ภาวะสุขภาพอนามัยในเขตพ้ืนท่ี
ชมุ ชนบางริน้ จงั หวดั ระนอง

3.1.2 แบบสอบถามลักษณะแบบปลายปิด เป็นค้าถามเกี่ยวกับสภาวการณ์ความรู้
ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมในสังคมผู้สูงวัย จ้านวน 4 ด้าน ได้แก่ ความ
ต้องการทางด้านร่างกาย ความต้องการทางด้านจิตใจ ความต้องการทางด้านสังคมและความ
ตอ้ งการดา้ นเศรษฐกจิ

3.1.3 แบบสัมภาษณ์ปลายเปิด รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และ
ส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนท่ีชุมชนบางริ้น
จังหวัดระนองการให้ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนร่วมในการด้าเนินการประกอบอาชีพ 4 ด้าน คือ 1) ร่วม
การวางแผน 2) ร่วมลงมือท้า 3) ร่วมรับผลประโยชน์ 4) ร่วมประเมินผล เขตพ้ืนท่ีชุมชนบางริ้น
จงั หวัดระนอง

3.1.4 ปญั หาและอปุ สรรค
3.2 ข้นั ตอนการสร้างเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ัย

3.2.1 ทบทวนวรรณกรรมเก่ียวกับศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
เพอ่ื หาแนวทางในการกา้ หนดรปู แบบของแบบสอบถามและข้อค้าถาม

3.2.2 สร้างกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั จากการสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
โดยปจั จยั สว่ นบุคคลของผู้สูงอายุท่ีมีอายุ 60 ปีข้ึนไปในเขตพ้ืนท่ีชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง ได้แก่
เพศ อายุ คุณวุฒิ สถานภาพสมรส จ้านวนบุตร ภาวะสุขภาพอนามัยในเขตพื้นที่ชุมชนบางริ้น
จังหวดั ระนอง มากา้ หนดเปน็ ตัวแปรตน้ และสภาวการณค์ วามรูด้ ้านการหารายไดแ้ ละส่งเสริมอาชีพ
อย่างมีสว่ นร่วมในสงั คมผูส้ งู วัย จา้ นวน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย ความต้องการ
ทางด้านจิตใจ ความต้องการทางด้านสังคมและความต้องการด้านเศรษฐกิจ เป็นตัวแปรตาม
เพือ่ ให้กลุ่มตัวอย่างทา้ การประเมนิ คา่ ตามความคดิ เห็น

3.2.3 น้าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ เร่ือง รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหา
รายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนที่ชุมชน
บางร้ิน จงั หวัดระนอง ที่ผูว้ จิ ัยสรา้ งข้ึนไปให้ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อค้าถาม
กบั วัตถุประสงค์การเรยี นรู้มาวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค้าถามกับจุดประสงค์การ
เรียนรู้ โดยใช้สูตร IOC (Item Objective Congruence) ตามวิธีของ Rovinelli & Hambleton
(สมนึก ภัททิยธนี, 2546 : 125-139) แล้วคัดเลือกข้อสอบท่ีอยู่ในเกณฑ์ความเท่ียงตรงตามสาระ
การเรียนรู้ท่ีใช้ได้ โดยใช้ค่า IOC ต้ังแต่ .50 ถึง 1.00 ผลปรากฏว่า ข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ความ
เทย่ี งตรงเชงิ เน้อื หาท่ีใช้ได้ ซงึ่ มคี า่ ต้งั แต่ .69-1.00

3.3.4 น้าแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช้กลุ่มเป้าหมาย
จ้านวน 30 คน ท่ีไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และน้าผลการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p)

ห น้ า | 258

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

และค่าอ้านาจการจ้าแนก (r) เป็นรายข้อ จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมค้านวณส้าเร็จรูป
คัดเลอื กขอ้ สอบท่ีมีค่าความยากง่าย ระหว่าง .35 - .75 และค่าอ้านาจจ้าแนกต้ังแต่ .22 - .61 เก็บ
ไว้ จา้ นวน 30 ขอ้ โดยครอบคลุมเน้ือหา และวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ทีต่ ้ังไว้ จากนั้นได้น้าไปทดสอบ
หาค่าความเชื่อม่ันทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR20 ของ Kuder-Richardson (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 :
159-162) ค่าความเชอื่ มน่ั จากผลการวิเคราะห์เท่ากบั .78

4. กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) ผู้วิจัยได้ท้าการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการ
ตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุท่ีมีอายุ 60 ปีข้ึนไปในเขตพ้ืนท่ีชุมชนบางร้ิน
จงั หวัดระนอง จ้านวน 200 คน และไดด้ ้าเนนิ การเก็บแบบสอบถามโดยวธิ ีการสมุ่ แบบบังเอิญ
4.2 ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) ผู้วิจัย ได้ท้าการศึกษาแนวคิดทฤษฎีจากต้ารา
เอกสาร และค้นคว้าจากผลงานวิจัยท่เี กยี่ วข้อง เพื่อน้ามาใชเ้ ป็นกรอบแนวคิดท่ใี ชใ้ นการวิจัย
5. สถิติที่ใช้ในกำรวิจัย
5.1 สถติ ิที่ใช้หาคุณภาพเครอ่ื งมอื ได้แก่

5.1.1 สถิตเิ ชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics)
5.1.1.1 เพ่ือบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม
อายุ คุณวุฒิ สถานภาพสมรส จ้านวนบุตร ภาวะสุขภาพอนามัยในเขตพ้ืนท่ีชุมชนบางริ้น จังหวัด
ระนอง โดยใช้การแจกแจงความถ่ี (Frequency Distribution) และค่าร้อยละ (Percentages)
5.1.1.2 รปู แบบการจัดการความรดู้ ้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วน
ร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นที่ชุมชนบางริ้น จังหวัดระนอง ได้แก่
ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย ความต้องการทางด้านจิตใจ ความต้องการทางด้านสังคมและความ
ต้องการด้านเศรษฐกิจ วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ใช้คู่กับ
ค่าเฉล่ยี เพ่ือแสดงลักษณะการกระจายข้อมูล
5.2 สถิตเิ ชงิ อ้างอิง (Inferential Statistics)
5.2.1 T-test ใช้ส้าหรับทดสอบความแตกต่างด้านปัจจัยส่วนบุคคลท่ีมีตัวแปร
แบ่งเป็น 2 กลุม่ ได้แก่ เพศ
5.2.2 F-test ใช้ส้าหรับการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) ใน
กรณีท่ีตัวแปรอิสระมีต้ังแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป เช่น อายุ อาชีพ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และ
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน เม่ือพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้วิจัยท้า
การตรวจสอบความแตกตา่ งรายคดู่ ว้ ยวิธีการ (Least Significant Different: LSD)

ผลกำรวิจยั (Research Results)
ผลกำรวิจัยตำมวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 สภาวการณ์ความต้องการความรู้ด้านการหารายได้และ

ส่งเสริมอาชีพอยา่ งมีสว่ นร่วมในสงั คมผสู้ งู วัย เขตพืน้ ที่ชมุ ชนบางริน้ จังหวดั ระนอง โดยภาพรวม พบว่า

ห น้ า | 259

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ตำรำงท่ี 1 แสดงจ้านวน ร้อยละ และค่าเฉล่ีย ของความต้องการการจัดการความรู้ด้านการหา
รายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นท่ีชุมชน
บางร้ิน จังหวดั ระนอง โดยภาพรวม โดยภาพรวม

ควำมต้องกำรกำรจดั กำรควำมรู้ X S.D. แปลผล(ระดบั ) ลำดบั ท่ี

ดา้ นรา่ งกาย 4.43 .441 มำก 2

ดา้ นจติ ใจ 3.96 .362 มำก 4

ดา้ นสังคม 4.05 .257 มำก 3

ดา้ นเศรษฐกิจ 4.44 .294 มำก 1

รวม 4.083 .332 มำก

ผลการวิจยั พบว่า 1) ความต้องการการจดั การความร้ดู ้านการหารายไดแ้ ละส่งเสริมอาชีพ
อย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นท่ีชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง

พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.083) หากพิจารณาเป็นรายข้อมีระดับอยู่ในระดับมาก

ทุกข้อ การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองต้องพึ่งพาลูกหลานหรือบุคคลอ่ืน ( x = 4.78) รองลงมาคือ

การได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากลูกหลานและบุคคลใกล้ชิดอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( x = 4.51) การมี
รายได้เลี้ยงชีพจากเงินรายได้จากภาครัฐ เงินบ้าเหน็จบ้านาญและได้จากลูกหลาน หรือประกอบ

อาชีพที่มีรายได้ในชุมชน อยู่ในระดับมาก ( x = 4.46) และความไม่ต้องการสูญเสียคู่ครอง ญาติ
มิตร และเพ่ือนสนิท หรือลูกหลานแยกครอบครัวไปสร้างครอบครัวใหม่ อยู่ในระดับมาก

( x = 4.05) ตามล้าดบั
ผลกำรวิจยั ตำมวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ที่ 2 การวิเคราะห์หารูปแบบการจัดการความรู้ด้านการ

หารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย พบว่า ด้าน
การวางแผนผู้สูงอายุไม่มีทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านอาชีพ ด้านการลงมือท้า
ศักยภาพของผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชนจึงไม่ประสบความส้าเร็จเท่าที่ควร ด้านการร่วมรับ
ผลประโยชน์และการประเมินผล ดังนั้นจึงควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในชุมชนให้
ความร่วมมือช่วยเหลือและให้ความส้าคัญในการสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในชุมชน
มากกวา่ นี้

ผลกำรวิจัยตำมวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และ
ส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนท่ีชุมชนบางริ้น

ห น้ า | 260

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

จังหวัดระนอง ที่ประชาชนต้องการ พบว่า ต้องการเร่ิมต้นอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมผู้ที่เก่ียวข้อง
มีความจริงใจจากหนว่ ยงานเจ้าของโครงการ หรือผูม้ ีอา้ นาจอนมุ ตั แิ ละวิธกี ารทเี่ หมาะสม

อภปิ รำยผลกำรวจิ ยั (Research Discussion)
จากผลการศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมี

ส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนที่ชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง โดย
ภาพรวมอยู่ในระดบั มากท้งั หมด

สภาวการณ์ความต้องการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมใน
สงั คมผู้สูงวัย เขตพืน้ ทีช่ ุมชนบางริน้ จงั หวัดระนอง เพื่อใหม้ รี ายไดเ้ ลี้ยงชีพเพ่ิมขนึ้ จากเงนิ รายได้จาก
ภาครัฐ เงนิ บ้าเหนจ็ บ้านาญ และไดจ้ ากลูกหลาน หรือประกอบอาชพี ท่มี ีรายได้ในชุมชน และการน้า
เทคโนโลยีถ่ายทอดองค์ความรู้จากภาครัฐส่ือสารสู่ประชาชน เช่น Line Application ต่างๆ
ผู้สูงอายุไม่มีทักษะการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านอาชีพ ศักยภาพของผู้สูงอายุในการพัฒนา
ชุมชนจึงไม่ประสบความส้าเร็จเท่าท่ีควร จึงควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในชุมชนให้
ความร่วมมือช่วยเหลือ และให้ความส้าคัญในการสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในชุมชน
มากกวา่ นี้ ดังนั้น รปู แบบการจดั การความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อ
การลดความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนท่ีชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง ควรมีการเร่ิมต้น
รวดเร็ว (Starting Early) ต้องเร่ิมต้นต้ังแต่ระยะแรก มีการให้ข้อมูลกระตุ้น ให้เกิดความคิดเห็น
และให้มกี ารรบั ฟังความคิดเหน็ ของประชาชนก่อนการตัดสินใจ นอกจากน้ีการให้ประชาชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในกระบวนการตัง้ แต่ต้น จะช่วยให้ประชาชนมีเวลาคิดถึงทางเลือก หรือแนวทางแก้ปัญหา
ของชุมชนที่เหมาะสมมากขึ้น และเป็นข้อมูลในการพัฒนาโครงการ ครอบคลุมผู้ท่ีเกี่ยวข้อง
(Stakeholders) ผูท้ ่ีไดร้ ับผลกระทบ หรือผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ทุกฝ่าย ไมว่ ่าโดยตรงหรือโดยอ้อมถือว่าเป็น
ผมู้ สี ว่ นได้เสยี ควรมโี อกาสเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วม แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจถือว่า
ต้องรับฟังข้อมูล หรือปรึกษาหารือเป็นอันดับแรกๆ มีความจริงใจ (Sincerity) หน่วยงานเจ้าของ
โครงการ หรอื ผูม้ ีอา้ นาจอนมุ ตั ิตอ้ งจดั กระบวนการอยา่ งจริงใจ เปิดเผย ซอ่ื สตั ย์ ปราศจากอคติ และ
มีการส่ือสารสองทางอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ ตอบสนองต่อข้อ
สงสัยของผู้มีส่วนได้เสีย รวมท้ังรายงานความก้าวหน้า หรือการเปล่ียนแปลงของโครงการอย่าง
ต่อเนื่อง และต้องมีวิธีการที่เหมาะสม (Suitability) โดยพิจารณาจากประเภทและขนาดของ
โครงการ ความหลากหลาย และลักษณะท่ีแตกต่างกันของพ้ืนท่ี และของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
ตลอดจนความแตกตา่ งทางบริบทด้านวัฒนธรรม สังคม และค่านิยม ระดับความสนใจของชุมชนใน
ประเดน็ หรอื โครงการ ความสามารถและความพร้อม รวมท้ังข้อจ้ากัดของหน่วยงานท่ีรับผิดชอบใน
การจดั กระบวนการมีส่วนรว่ ม

สอดคล้องกับงานวิจัยของคมกฤตย์ รวบรวม (2556) ได้ศึกษาเรื่องปัญหาและ
กระบวนการน้านโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของกรุงเทพมหานครไปปฏิบัติ เพื่อ

ห น้ า | 261

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

กระบวนการน้านโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความส้าเร็จ ปัญหาและ
อุปสรรคต่อกระบวนการน้านโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไปปฏิบัติ วิธีการแก้ไขปัญหา
กระบวนการนา้ นโยบายสง่ เสรมิ คุณภาพชวี ติ ผลการศึกษาพบว่า ความส้าคัญและปัญหาของการน้า
นโยบายไปปฏิบัติเป็นไปตามระบบราชการส่วนท้องถ่ิน มีความจ้าเป็นต้องขับเคล่ือนไปปฏิบัติให้
ถูกต้อง แต่ทั้งนี้สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองในระดับชาติซ่ึง
ส่งผลถึงระดับท้องถิ่นและการน้านโยบายไปสู่การปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพข้ึนอยู่กับการบริหารงาน
ภายในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร และความสามารถในการร่วมมอื ประสานงานกับส่วนราชการ
อื่น รวมท้ังภาคเอกชนและกลุ่มชมรมผู้สูงอายุ รวมทั้งระบบราชการมีความสาคัญท่ีสายการบังคับ
บัญชา อาจเป็นอุปสรรคต่อการน้านโยบายสู่การปฏิบัติให้ได้ผลดีต่อผู้สูงอายุ ดังน้ัน ผู้ปฏิบัติ
จ้าเป็นต้องใช้ดุลยพินิจในการหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะกรณีภายใต้หลักของเหตุผล ความจ้าเป็น
และไม่ละเมิดระเบยี บ กฎหมาย ท่เี กย่ี วข้อง

รปู แบบการจดั การความรดู้ ้านการหารายไดแ้ ละส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลด
ความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย พบว่า ผู้สูงอายุความต้องการการจัดการความรู้ด้านการหารายได้
และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพ้ืนท่ีชุมชนบางร้ิน
จังหวัดระนอง เพ่ือให้มีรายได้เลี้ยงชีพจากเงินรายได้จากภาครัฐ เงินบ้าเหน็จบ้านาญ และได้จาก
ลูกหลาน หรือ ประกอบอาชีพที่มีรายได้ในชุมชนและการน้าเทคโนโลยีถ่ายทอดองค์ความรู้จาก
ภาครฐั สอื่ สารสปู่ ระชาชน เช่น Line Application ต่างๆ

รตา สุวรรณดารา (2554) ได้ศึกษาเรื่อง ศักยภาพผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชนของ
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบล ตอ่ หลงั อา้ เภอยะหรงิ่ จังหวัดปัตตานี เพ่ือศึกษาศักยภาพผู้สูงอายุในการ
พัฒนาชุมชน และหาแนวทางในการสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชน ผล
การศกึ ษาพบว่า ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการพัฒนาชุมชนด้านศาสนา จริยธรรม เป็นแบบอย่างท่ีดีใน
การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาให้แก่คนในชุมชน และมีศักยภาพด้านการแพทย์สาธารณสุข แต่
ผสู้ งู อายุยังขาดศักยภาพในด้านการศึกษา ด้านการเมืองการปกครอง และด้านอาชีพ จึงไม่สามารถ
อ่านออกเขียนได้ ท้าให้ไม่สามารถมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองการปกครอง เพราะขาดความรู้
ความสามารถด้านการศึกษา และไม่มีทักษะการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านอาชีพ ศักยภาพ
ของผสู้ ูงอายใุ นการพฒั นาชุมชนจึงไม่ประสบความส้าเร็จเท่าท่ีควร จึงควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับผู้สูงอายใุ นชมุ ชนให้ความร่วมมือช่วยเหลือ และให้ความส้าคัญในการสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพ
ผสู้ ูงอายใุ นชมุ ชนมากกว่าน้ี

การวิเคราะห์รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วน
ร่วมเพื่อการลดความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นที่ชุมชนบางริ้น จังหวัดระนอง ที่ประชาชน
ต้องการ พบว่า ด้านการวางแผนผู้สูงอายุไม่มีทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านอาชีพ
ด้านการลงมอื ท้าศักยภาพของผู้สูงอายุในการพัฒนาชุมชน จึงไม่ประสบความส้าเร็จเท่าท่ีควร ด้าน
การร่วมรับผลประโยชนแ์ ละการประเมินผล จึงควรให้ทกุ ภาคสว่ นท่ีเกี่ยวข้องกบั ผูส้ งู อายุในชุมชนให้

ห น้ า | 262

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ความร่วมมือช่วยเหลือและให้ความสาคัญในการสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุในชุมชน
มากกว่าน้ี

องคค์ วำมรจู้ ำกกำรวจิ ยั (Body of Knowledge)
รปู แบบการจัดการความรดู้ า้ นการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลด

ความเหลอ่ื มล้าในสงั คมผสู้ งู วยั เขตพ้ืนทีช่ มุ ชนบางร้ิน จังหวัดระนอง ดงั ในภาพ

มวี ิธกี ารที่ เริม่ ตน้ รวดเร็ว ครอบคลุมผทู้ ี่ การใช้เทคโนโลยี
เหมาะสม เก่ยี วขอ้ ง ถ่ายทอดความรู้
จริงใจ

ที่มา: ผวู้ ิจยั
อธิบายได้ว่า การจัดการความรู้การจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพ
อย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย จะต้องเร่ิมต้นรวดเร็ว ครอบคลุมผู้ท่ี
เกี่ยวข้อง มคี วามจริงใจในการพัฒนาดว้ ยการมวี ธิ กี ารทเี่ หมาะสม และมกี ารถา่ ยทอดผ่านเทคโนโลยี

ข้อเสนอแนะกำรวจิ ัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะทวั่ ไป
รูปแบบการจัดการความรดู้ า้ นการหารายไดแ้ ละส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการลด

ความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นที่ชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมใน
ด้านของปัจจัยที่ส่งผลต่อความส้าเร็จ หรือความล้มเหลวของการน้ารูปแบบการจัดการความรู้ด้าน
การหารายได้และสง่ เสรมิ อาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นท่ี
ชุมชนบางริ้น จังหวัดระนอง มีการเปิดเผยและเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้ท่ัวกัน เพื่อความ
โปร่งใสของโครงการ และควรมีการจัดสรรงบประมาณท่ีเพียงพอในการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย
เพอ่ื นา้ มาใช้ในการท้างานและให้บรกิ ารอย่างคุ้มค่า

2. ข้อเสนอแนะเพอ่ื กำรวจิ ัยคร้ังต่อไป
2.1 รูปแบบการจัดการความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพื่อ
การลดความเหลื่อมล้าในสังคมผู้สูงวัย เขตพื้นที่ชุมชนบางริ้น จังหวัดระนอง องค์กรภาครัฐและ
ชมุ ชนตอ้ งตระหนกั ให้มีการสร้างองค์ความรู้ ความเขา้ ใจอนั ดที ี่อยู่ในกรอบกฎหมาย โดยตั้งม่ันอยู่ใน
การปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงควรจัดให้มีการสัมมนาอบรมเชิงวิชาการ หรืออบรมให้ความรู้ในด้านต่างๆ
รวมถงึ การปรับสงิ่ ต่างๆ ใหผ้ ปู้ ฏิบัตสิ ามารถปฏบิ ัติไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม

ห น้ า | 263

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

2.2 ควรน้าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารอย่างต่อเนื่องและสม้่าเสมอ รวมทั้ง
สร้างจิตส้านึกในการบริหารจัดการให้กับผู้บริหารและบุคลากร เพ่ือให้เกิดการปฏิบัติที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์สุขภายในหน่วยงานและแก่ประชาชน รวมท้ังเพื่อให้การด้าเนินงานรูปแบบการจัดการ
ความรู้ด้านการหารายได้และส่งเสริมอาชีพอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือการลดความเหล่ือมล้าในสังคมผู้สูง
วัย เขตพื้นท่ีชุมชนบางร้ิน จังหวัดระนอง เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลท่ีดี สามารถตอบสนอง
ต่อความตอ้ งการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอยา่ งดี

เอกสำรอ้ำงองิ (References)
คณะกรรมการผู้สุงอายแุ ห่งชาต.ิ (2558). การส่งเสรมิ และขยายโอกาสด้านอาชพี และการทางาน

สาหรับผู้สงู อายุ. กรุงเทพมหารนคร : สา้ นักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กระทรวง
แรงงาน.
คมกฤตย์ รวบรวม. (2556). ปญั หาและกระบวนการนานโยบายสง่ เสริมคุณภาพชวี ติ ผ้สู ูงอายุของ
กรุงเทพมหานครไปปฏบิ ตั ิ. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาปรัชญาดุษฎีบัณฑติ (สาขาวิชา
รฐั ศาสตร์). มหาวทิ ยาลัยรามคา้ แหง.
พชั รพงศ์ ชวนชม ธรี ะวฒั น์ จนั ทึก และพทิ ักษ์ ศิรวิ งศ์. (2561). ลักษณะงานที่เหมาะสมกับแรงงาน
ผ้สู งู อาย.ุ วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์. 13(1), 9-18.
พงศ์ชัย สุขะหุต สัณฐาน ชยนนท์ และวิจิตรา ศรสี อน. (2562). รปู แบบการพัฒนาเศรษฐกจิ ตาม
หลกั ของปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ในอา้ เภอค้อวงั จงั หวดั ยโสธร. วารสาร มจร
สงั คมศาสตร์ ปริทรรศน์. 8(4), 252-264.
มลู นธิ สิ ถาบันวจิ ัยและพัฒนาผูส้ งู อายุท่ียากจนไทย. (2559). สถานการณ์ผู้สงู อายไุ ทย ประจาปี
2559. กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ สิ ถาบนั วิจัยและพฒั นาผสู้ ูงอายุทย่ี ากจนไทย.
รตา สวุ รรณดารา. (2554). ศักยภาพผสู้ งู อายุในการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารสว่ นตาบลตอ
หลัง อาเภอยะหริ่ง จังหวดั ปัตตานี. วิทยานพิ นธ์ปริญญารฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
(สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น). มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
วิจติ รา ศรีสอน สณั ฐาน ชยนนท์ ทฆิ ัมพร พนั ลกึ เดช และองค์อร สงวนญาติ. (2564). การพัฒนา
คุณภาพชวี ติ ผู้สูงอายุ อ้าเภอคอ้ วงั จงั หวัดยโสธร. วารสารบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรม
ท้องถ่นิ . 7(2), 15-31.
อรณุ กมล ศขุ อเนก. (2554). การให้ความหมายและรูปแบบการดาเนนิ ชวี ติ อยา่ งเป็นสุข
ในการเดนิ ทางทาบุญร่วมกนั ของผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธป์ ริญญาบริหารธรุ กิจมหาบัณฑติ
(สาขาวิชาประกอบการ). มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ห น้ า | 264

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

Tikhamporn Punluekdej, Wijittra Srisorn, andSunthan Chayanon. (2018). Maintaining
the Self-Reliant Occupation on the Embroidery of Pantomime and Thai -
Drama Costumes of the Elderly of Khian Niwat Community Enterprise, Trok
Kai Chae, Phranakorn District, Bangkok. International Journal of
Management and Applied Science (IJMAS). 4(10), 43-47.

ห น้ า | 265

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

การยอมรับผลติ ภณั ฑ์เกษตรอินทรีย์ในมมุ มองผู้บริโภคจงั หวดั เชยี งใหม่
Accepting organic products from a consumer perspective
in Chiang Mai Province

รัตนวลี คำเดช1 ลดั ดำ ปินตำ2
Rattanawalee Khamdej, Ladda Pinta

บทคัดยอ่ (Abstract)
กำรวิจัยน้ีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำระดับกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมอง

ผูบ้ ริโภค และปจั จัยทีส่ ่งผลต่อกำรยอมรับผลผลติ เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่
รูปแบบกำรวิจัยเป็นแบบผสมผสำน โดยกลุ่มตัวอย่ำง คือ ผู้บริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัด
เชียงใหม่ จำนวน 385 คน และกำรสัมภำษณ์เชิงคุณภำพ คือ ผู้บริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และ
เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ จำนวน 5 คน รวมท้ังส้ิน 10 คน วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ
ค่ำเฉลี่ย แจกแจงควำมถี่ ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน และกำรทดสอบควำมแปรปรวนแบบทำงเดียว
วเิ ครำะห์กำรถดถอยพหุคณู (Multiple Regression Analysis) ผลกำรศึกษำพบว่ำ แรงจูงใจในกำร
ซื้อสินค้ำเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในระดับมำก เรียงตำมลำดับได้แก่
ด้ำนพฤติกรรม รองลงมำได้แก่ ด้ำนผลิตภัณฑ์ ด้ำนสถำนที่ และด้ำนจิตวิทยำ ตำมลำดับ กำรรับรู้
คุณค่ำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่อยู่ในระดับมำก เรียงตำมลำดับ
ได้แก่ กำรรบั รู้คุณคำ่ ดำ้ นผลิตภัณฑ์ รองลงได้แก่ กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนควำมปลอดภัย กำรรับรู้คุณค่ำ
ด้ำนรำคำ กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนสุขภำพ และกำรรับรู้คุณค่ำด้ำนส่ิงแวดล้อม ตำมลำดับ กำรรู้จัก
เกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ ภำพรวม อยู่ในระดับมำก เรียง
ตำมลำดับได้แก่ ตรำรับรองเกษตรอินทรีย์ รองลงมำได้แก่ มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ และคุณภำพ
เกษตรอินทรีย์ จำกกำรวิเครำะห์ควำมถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่ำ
ตัวแปรต้น กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์สำมำรถพยำกรณ์กำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมอง
ผ้บู ริโภค จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีระดับนัยสำคัญทำงสถิติท่ีระดับ .01 มีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวกำหนด (R
Square) สงู สุดคอื 0.049
คำสำคัญ (Keywords): กำรยอมรับ; ผลติ ภณั ฑเ์ กษตรอินทรีย์; ผู้บริโภค

Received: 2021-02-19 Revised: 2021-07-27 Accepted: 2021-07-28
1 2หลักสูตรบรหิ ำรธุรกิจมหำบณั ฑติ สำขำวิชำบรหิ ำรธุรกิจ มหำวิทยำลัยเทคโนโลยรี ำชมลคลลำ้ นนำ

Master of Business Administration, Business Administration, Rajamangala University of Technology
Lanna, Corresponding Author e-mail: [email protected]

ห น้ า | 266

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

Abstract
The objective of this study was to study the level of acceptance of

organic produce from a consumer perspective and factors affecting the acceptance
of organic produce from the consumer perspective Chiang Mai Province. The
sample group is consumers of organic products 385 people in Chiang Mai province
and qualitative interviews are consumers of organic produce and farmers who do
organic agriculture, number 5 people, totaling 10 people. The data was analyzed by
using percentage; Mean, Standard Deviation and hypothesis testing are
Independent-Sample T-test, One-way variance and analysis of multiple regression
analysis and linear regression analysis using coefficients, find predictors and create
forecasting equations.

The study found that Incentives for purchasing organic products from a
consumer perspective Chiang Mai Province Was at a high level (mean = 3.88) when
considering the mean, descending, behavioral, followed by product, location and
psychology respectively. The perception of the value of organic products from the
consumer perspective Chiang Mai province was at a high level (mean = 3.79) when
considering the descending mean, namely. The second was the perceived value of
safety, Price value recognition Perception of health value and perception of
environmental value respectively. Knowing organic agriculture Organic farming from
a consumer perspective Chiang Mai Province, the overall picture is at a high level
(mean = 3.53) when considering the high to low mean, namely organic certification
seal followed by Organic standards And the quality of organic agriculture,
respectively. From the Multiple Regression Analysis, it was found that the initial
variables of organic agriculture were able to predict the acceptance of organic
agricultural products from the consumer perspective Chiang Mai Province. The
statistical significance level of 0.01 with the highest determinant coefficient (R
Square) is 0.049.
Keywords: Accepting; Organic Products; Consumer Perspective

บทนำ (Introduction)
ปัจจุบันควำมสมดุลทำงธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมมีกำรเปลี่ยนแปลงมำกข้ึน รวมถึง

มลภำวะที่เป็นพิษมีเพิ่มขึ้น อันส่งต่ออันตรำยต่อสุขภำพร่ำงกำยและกำรดำรงชีวิต จึงทำให้
พฤตกิ รรมผ้บู ริโภคทว่ั โลกเปล่ียนแปลงไป โดยเริ่มตระหนักถึงกำรดูแลสุขภำพมำกข้ึน เริ่มใส่ใจและ

ห น้ า | 267

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ให้ควำมสำคัญเรื่องในกำรบริโภคเพ่ือประโยชน์ต่อร่ำงกำย และปลอดภัยจำกสำรพิษสะสม
พฤติกรรมดังกล่ำวส่งผลให้เกษตรอินทรีย์ (Organic food) ได้รับกำรยอมรับและมีควำมนิยมเพิ่ม
มำกข้ึน เรื่องจำกมีกระบวนกำรผลิตที่ปรำศจำกสำรเคมีในกระบวนกำรผลิตเพรำะปลอดภัยจำกยำ
ฆ่ำแมลง สำรเร่งกำรเจริญเติบโต (ฮอร์โมน) และสำรสังเครำะห์ประเภทต่ำงๆ ท่ีใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต
ซ่ึงแตกต่ำงจำกกำรทำเกษตรแบบเคมี โดยกำรบริโภคผลผลิตท่ีมำจำกกำรทำเกษตรแบบเคมี
นอกจำกเป็นอันตรำยต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหำทำงด้ำนส่ิงแวดล้อมจำกกำร
ตกค้ำงของสำรเคมีท่ีปนเป้ือนท่ีเกิดขึ้นจำกกระบวนกำรเพำะปลูกและเก็บเก่ียวไปสู่ดิน น้ำ และ
อำกำศ เป็นที่มำของโรคร้ำยต่ำงๆ หรือโรคร้ำยใหม่ๆ มำกมำย ถือได้ว่ำเป็นภัยเงียบท่ีคุกคำม
สุขภำพร่ำงกำยของผู้ผลิตและผู้บริโภคตลอดเวลำ ดังคำกล่ำวที่ว่ำ “ตำยผ่อนส่ง” และท่ีสำคัญ
กำรเกษตรแบบเคมยี ังสง่ ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของเกษตรกร เน่ืองจำกต้นทุนกำรผลิตท่ีเพ่ิม
สูงข้ึนตำมรำคำสำรเคมีและปริมำณกำรใช้สำรเคมีในกระบวนกำรผลิต โดยที่เกษตรไม่สำมำรถ
ควบคุมรำคำผลผลิตเน่ืองจำกไม่สำมำรถกำหนดรำคำเองได้ ต้องอำศัยกลไกทำงกำรตลำดเป็นตัว
ควบคุมรวมถึงรำคำผลผลิตทำงเกษตรท่ีไม่มีควำมแน่นอน ณ เวลำน้ีทำงเลือกท่ีเกษตรกรจะสร้ำง
ควำมม่ันคงในอำชีพและควำมสมบูรณ์ของสุขภพกำยและใจ รวมทั้งร่วมรักษำสิ่งแวดล้อมท่ีดีให้คง
อยู่ตอ่ ไป คอื กำรทำกำรเกษตรโดยปฏิเสธกำรใช้สำรเคมีทุกชนิดหรือที่เรียกว่ำกำรทำเกษตรอินทรีย์
โดย “กำรทำเกษตรอินทรีย์” คือที่มำของผลผลิตที่มีคุณค่ำสำหรับผู้บริโภค ผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อม
โดยกำรปฏิเสธสำรเคมที กุ ชนดิ เพ่ือผลผลิตท่ีปลอดสำรเคมี และควำมปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้ผลิต
รวมทง้ั ควำมสมบูรณ์ของส่งิ แวดลอ้ มและระบบนเิ วศวทิ ยำ

ปัจจุบันผู้บริโภคท่ัวโลกมีกำรบริโภคผลผลิตอินทรีย์เพ่ิมขึ้นอย่ำงต่อเน่ือง โดยจำก
กำรศกึ ษำ พบวำ่ ทวปี อเมรกิ ำและยุโรปเปน็ ผู้บรโิ ภครำยใหญ่ท่ีมีกำรบริโภครวมกันประมำณร้อยละ
96 แต่เนื่องภำยในประเทศมีกำลังกำรผลิตท่ีไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้ำสินค้ำเกษตรอินทรีย์จำก
ประเทศอื่นๆ ท่ัวโลก อย่ำงไรก็ตำม นอกจำกทวีปอเมริกำ และยุโรป พบว่ำยังมีประเทศอื่นๆ เช่น
ญป่ี นุ่ จนี สงิ คโปร์ กม็ ีควำมตอ้ งกำรบริโภคเพม่ิ ขึ้นด้วยเชน่ กนั มูลค่ำกำรบรโิ ภคสนิ คำ้ เกษตรอินทรีย์
ท่ัวโลกในปี พ.ศ.2555 มีประมำณ 64 พันล้ำนดอลลำร์ สำหรับประเทศไทยมีกำรส่งออกสินค้ำ
เกษตรอินทรยี ์ประมำณ 94 ล้ำนดอลลำร์ หรือประมำณร้อยละ 0.15 เท่ำน้ัน จำกตัวเลขกำรบริโภค
และกำรส่งออกทำให้เห็นว่ำโอกำสกำรส่งออกสินค้ำเกษตรอินทรีย์สู่ตลำดโลกยังมีช่องว่ำงให้
เกษตรกรไทยเข้ำไปมีส่วนแบ่งตลำดได้อย่ำงแน่นอนท้ังในระยะสั้นและระยะยำว ถ้ำองค์กรภำครัฐ
และเอกชนรว่ มมอื กนั สง่ เสรมิ เกษตรกรในกำรทำเกษตรอินทรีย์ โอกำสก็จะเกิดขึ้นเร็วกว่ำเดิมแต่ถ้ำ
ปล่อยใหเ้ กษตรกรต้องสู้เพียงลำพังเกษตรอินทรีย์ของไทยคงยำกที่จะเติบโตต่อไปและคงไม่สำมำรถ
แข่งขันกบั คูแ่ ขง่ ในตลำดโลกได้อย่ำงแน่นอน (สุณัฐวีย์ น้อยโสภำ, 2558)

เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming or Organic Agriculture) เม่ือพิจำรณำตำม
ควำมหมำยท่สี ำนักพัฒนำคุณภำพสนิ คำ้ เกษตร กรมส่งเสริมกำรเกษตรให้คำจำกัดควำมว่ำ “เกษตร
อินทรีย์” เป็นระบบกำรผลิตท่ีคำนึงถึงสภำพแวดล้อม รักษำสมดุลของธรรมชำติและควำม

ห น้ า | 268

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

หลำกหลำยทำงชีวภำพ โดยทรี ะบบกำรจดั กำรนิเวศวทิ ยำที่คล้ำยคลึงกับธรรมชำติ หลีกเล่ียงกำรใช้
สำรสังเครำะห์ ไม่ว่ำจะเป็นปุ๋ยเคมี สำรเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่ำงๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือ
สัตว์ท่ีเกิดจำกกำรตัดต่อทำงพันธุกรรมซึ่งอำจสร้ำงมลพิษในสภำพแวดล้อม เน้นกำรใช้อินทรียวัตถุ
เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภำพในกำรปรับปรุงควำมอุดมสมบูรณ์ เพ่ือให้ต้นพืชมี
ควำมแข็งแรง สำมำรถตำ้ นทำนโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงกำรนพเอำภูมิปัญญำชำวบ้ำนมำใช้
ประโยชน์ ดงั นน้ั ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจำกสำรพิษ ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้ง
ไมท่ ำใหส้ ภำพแวดลอ้ มเสื่อมโทรมในระยะยำว ปัจจุบันเกษตรกรและผู้บริโภคจำนวนมำกยังมีควำม
เข้ำใจผิดว่ำผลผลิตท่ีมำจำกกำรเพำะปลูกด้วยระบบ Hydroponic หรือ กำรปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
เป็นผลผลติ ท่ปี ลอดสำรเคมหี รือ เปน็ เกษตรอินทรยี ์

เกษตรอินทรีย์โลกยังคงมีกำรขยำยตัวเพิ่มขึ้น โดยมีพ้ืนที่ผลิตเพิ่มข้ึน 20% และ
กำรตลำดเพ่ิมขึ้น 12% จำกกำรรำยงำนสถติ ิเกษตรอินทรีย์ (The World of Organic Agriculture:
Statistics and Emerging Trends 2018) ที่จัดพิมพ์โดยสถำบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ (Research
Institute of Organic Agriculture-FiBL) ในสวิสเซอร์แลนด์และ IFOAM-Organics
International แสดงกำรขยำยตัวของพื้นที่กำรผลิตเกษตรอินทรีย์โลกท่ีขยำยตัว 20% (73 ล้ำนไร่)
ในช่วงระหว่ำงปี 2559-2560 โดยข้อมูลปีล่ำสุด (2560) ใน 178 ประเทศท่ัวโลกมีพื้นท่ีเกษตร
อินทรีย์รวมกันกว่ำ 436.25 ล้ำนไร่ (จำกเดิม 361.25 ล้ำนไร่) ส่วนจำนวนเกษตรกรท่ีทำเกษตร
อินทรีย์ก็เพิ่มเป็น 2.9 ล้ำนครอบครัว (จำกปีก่อน 2.7 ล้ำนครอบครัว) ซึ่งเพิ่มข้ึนเพียงแค่ 5% โดย
ประเทศท่ีมีเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์มำกที่สุดคือ อินเดีย (835,200 ฟำร์ม) ยูกำนดำ (210,352
ฟำร์ม) และเม็กซิโก (210,000 ฟำร์ม) ในส่วนของตลำดออร์แกนิค จำกกำรประเมินของบริษัท
Ecovia Intelligence ตลำดออร์แกนิคในปี 2560 น่ำจะมีมูลค่ำเกือบ 90,000 ล้ำนยูโร (ปีก่อน
80,000 ล้ำนยูโร) เพ่ิมขึ้นรำว 12% โดยตลำดใหญ่ที่สุดอยู่ท่ีสหรัฐ มีมูลค่ำสูงถึง 40,000 ล้ำนยูโร
รองลงมำคือตลำดออร์แกนิคในเยอรมัน (10,000 ล้ำนยูโร) ฝรั่งเศส (7,900 ล้ำนยูโร) และจีน
(7,600 ล้ำนยโู ร) (สหรณ์ กรนี เนท, 2562)

จำกกำรขยำยตัวของกำรผลิต และกำรตลำดเกษตรอินทรีย์ ได้มีเกษตรกรกว่ำ 1.8 ล้ำน
คน ที่ทำเกษตรอินทรีย์ท่ัวโลก โดยมีพื้นท่ีเกษตรอินทรีย์ (ที่ได้รับกำรรับรองแล้ว รวมระยะ
ปรบั เปล่ียนดว้ ย) 232.5 ล้ำนไร่ โดย 3 ประเทศแรกทม่ี ีพน้ื ที่เกษตรอินทรีย์มำกท่ีสุดคือ ออสเตรเลีย
อำร์เจนตินำ และสหรัฐอเมริกำ แต่ประเทศที่มีเกษตรอินทรีย์มำกที่สุด 3 อันดับแรก คือ อินเดีย
ยูกนั ดำ และเม็กซโิ ก ในสว่ นของตลำด จำกกำรศึกษำของ Organic Monitor ซ่ึงเป็นหน่วยงำนวิจัย
เรื่องตลำดเกษตรอินทรีย์โลกได้ประเมินเกษตรอินทรีย์ในปี 2554 ว่ำมีมูลค่ำรำว 63,000 ล้ำน
เหรยี ญสหรฐั โดยสหรัฐอเมรกิ ำมีตลำดออรแ์ กนคิ ท่ีใหญท่ สี่ ดุ รองลงมำคอื เยอรมัน และฝร่ังเศส แต่
ประเทศท่ีมีสัดส่วนกำรซ้ือสินค้ำออร์แกนิคต่อประชำกรสูงสุดคือ สวิสเซอร์แลนด์ เดนมำร์ค และ
ลกั เซมเบริ ก์ และในเอเชยี มีเกษตรกรกวำ่ 6 แสนครอบคัวทีท่ ำเกษตรอินทรีย์ โดยมีพื้นท่ีรวมกันกว่ำ
23.125 ล้ำนไร่ (10% ของพ้นื ทเี่ กษตรอินทรยี ์ท่วั โลก) ประเทศจีน มีพน้ื ท่ีเกษตรอินทรีย์มำกท่ีสุดใน

ห น้ า | 269

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

เอเชียคือ 11.875 ล้ำนไร่ รองลงมำ คืออินเดีย (6.875 ล้ำนไร่) คำซัคสถำน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
ส่วนประเทศไทยอยู่อันดบั ที่ 7 ส่วนตลำดเกษตรอินทรีย์ในตลำดเอเชียก็เติบโตอย่ำงต่อเน่ืองเช่นกัน
เน่ืองจำกควำมตื่นตัวของผู้บริโภค โดยเฉพำะประเทศท่ีมีฐำนะทำงเศรษฐกิจค่อนข้ำงดี เช่น ญี่ปุ่น
จนี เกำหลใี ต้ ไตห้ วนั ฮ่องกง มำเลเซีย และสิงคโปร์ (สหกรณ์ กรนี เนท, 2556)

จำกท่ีกล่ำวไปแล้วในข้ำงต้นจะเห็นได้ว่ำ ในปัจจุบันตลำดสินค้ำเกษตรอินทรีย์ได้มีกำร
ขยำยตัวอย่ำงรวดเร็ว เน่ืองจำกกำรเกิดกระแสกำรดูแลรักษำสุขภำพของประชำชนทั่วโลก ให้
ผู้บริโภคหันมำใส่ใจในกำรเลือกซ้ืออำหำรที่ปลอดภัยและปรำศจำกสำรเคมีต่ำง ๆ ท่ีเป็นพิษต่อ
รำ่ งกำย ทำให้เกษตรกรหลำยรำยหันมำใชว้ ธิ กี ำรทำเกษตรแนวใหม่เรียกว่ำ เกษตรอินทรีย์ เพื่อช่วย
ลดตน้ ทนุ กำรผลิตและเพ่ือให้ได้ผลผลิตตำมควำมต้องกำรของตลำด กำรใช้ประโยชน์จำกธรรมชำติ
ให้เกดิ ประโยชน์สูงสุดลดกำรใช้ปัจจัยกำรผลิตภำยนอก และหลีกเลี่ยงกำรใช้สำรเคมีสังเครำะห์ ซ่ึง
วิธีกำรทำเกษตรแนวนจ้ี ะไมเ่ ป็นอนั ตรำยตอ่ ผผู้ ลติ และผู้บรโิ ภคผู้ผลติ สนิ ค้ำเกษตรอินทรีย์ของไทยยัง
มีจำนวนจำกดั ผลผลติ สินคำ้ เกษตรอินทรีย์ของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้ำพ้ืนฐำน เช่น ข้ำว ผักและ
ผลไม้ เป็นต้น ส่วนกำรแปรรูปสินค้ำยังมีน้อย เพรำะวัตถุดิบมีจำนวนไม่มำก ทำให้กำรผลิตสินค้ำ
เกษตรอนิ ทรยี ์ยงั มีจำนวนน้อย ผผู้ ลิตสำมำรถเป็นผกู้ ำหนดกำรตลำดได้ค่อนข้ำงมำก รำคำผลผลิตก็
มีแนวโน้มสูงกว่ำรำคำสินค้ำเกษตรทั่วไปประมำณร้อยละ 20-50 เน่ืองจำกผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำกว่ำ
กำรเกษตรที่ใช้สำรเคมี ทำให้มีปริมำณกำรผลิตต่ำกว่ำควำมต้องกำรของตลำด (สำนักงำน
ปลัดกระทรวงพำณชิ ย์, 2554)

กำรผลิตสนิ ค้ำเกษตรอินทรยี ์ มหี ลักกำรสำคัญคือ ต้องไม่มีกำรใช้สำรเคมีใดๆ ในข้ันตอน
กำรผลิต ซ่งึ กำรตรวจสอบสนิ คำ้ เกษตรอนิ ทรยี น์ ้นั จะตอ้ งยอ้ นไปตรวจสอบถึงแหล่งผลิต กำรใช้ที่ดิน
ที่จะปลกู นำ้ สภำพแวดล้อม รวมทั้งปัจจัยกำรผลิตต่ำงๆ ไม่ว่ำจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสำรกำจัด
แมลง โดยปัจจัยเหล่ำน้ีต้องไม่มีกำรปนเป้ือนของสำรเคมี และไม่มีกำรใช้สำรตัดแต่งพันธุกรรมใน
กำรผลิต ซ่ึงเกษตรที่ต้องกำรผลิตสินค้ำเกษตรอินทรีย์ต้องสมัครขอรับรองมำตรฐำนเกษตรอินทรีย์
จำกหน่วยงำนตรวจสอบรับรองมำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ (กรมกำรค้ำภำยใน กระทรวงพำณิชย์,
2558)

กำรทำเกษตรอินทรีย์จึงถือได้ว่ำเป็นระบบหน่ึงของกำรผลิตทำงกำรเกษตรที่อยู่ใน
ทำงเลือกของกำรพัฒนำกำรเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) ท้ังน้ีในประเทศไทยทั้ง
ภำครัฐและเอกชนเริ่มต่ืนตัวที่จะพัฒนำสินค้ำเกษตรของไทยให้มีคุณภำพและปรำศจำกสำรพิษ
ตกค้ำงมำกขึ้น หลังจำกที่กลุ่มประเทศผู้นำเข้ำสินค้ำเกษตรของไทยเร่ิมตรวจสอบคุณภำพสินค้ำ
อย่ำงเข้มงวด เนื่องจำกพบว่ำมีสำรเคมีปนเป้ือนซ่ึงสร้ำงควำมเสียหำยให้กับภำคเกษตรเป็นอย่ำง
มำก ดังนั้น ทำงภำครัฐจึงควรมีกำรรณรงค์ให้เกษตรกรหันมำทำเกษตรอินทรีย์กันมำกข้ึน จึงทำให้
กำรเกษตรอินทรีย์เป็นกลยุทธ์ท่ีใช้ในกำรพัฒนำระบบกำรผลิตกำรเกษตรของประเทศ ในด้ำนของ
ภำครัฐ รัฐบำลมีนโยบำยที่พยำยำมแก้ไขปัญหำด้ำนกำรปรับเปล่ียนระบบกำรผลิตสินค้ำเกษตรมำ
เปน็ ระบบเกษตรปลอดภัยดว้ ยกำรลดอตั รำกำรใช้สำรเคมแี ละสง่ เสริมเกษตรกรรมทำงเลือกมำอย่ำง

ห น้ า | 270

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ต่อเนื่อง ซ่ึงมีหลำยรูปแบบและหนึ่งในรูปแบบน้ันก็คือ “เกษตรอินทรีย์” โดยแผนยุทธศำสตร์กำร
พัฒนำเกษตรอินทรีย์แห่งชำติ พ.ศ. 2558–2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นส่งเสริมสนับสนุนกำร
พัฒนำกำรผลิตสินค้ำและบริกำรเกษตรอินทรีย์ รวมถึงกำรบริหำรจัดกำรและกำรขับเคลื่อนเกษตร
อินทรีย์ให้เป็นมำตรฐำนกำรผลิตระบบเกษตรอินทรีย์และได้รับกำรตรวจรับรองควำมเป็นอินทรีย์
เพื่อส่งเสริมให้ผลิตสินค้ำเกษตรอินทรีย์เข้ำสู่ตลำดได้กว้ำงขึ้น (ชวลิต ชูขจร, 2558) รวมถึงใน
ปัจจบุ ันผ้บู ริโภคใหค้ วำมสำคญั กับผลผลิตเกษตรท่ีปลอดภัยตอ่ สำรเคมี เนือ่ งจำกกระแสควำมสำคัญ
ของสุขภำพและควำมตระหนักถึงภัยของสำรเคมีเกษตรท่ีตกค้ำงในผลผลิต ในจังหวัดเชียงใหม่
กระแสควำมสำคัญของพืชผักปลอดสำรพิษมีท้ังจำกฝ่ังเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมีกำรรณรงค์
งำนวจิ ยั และงำนพฒั นำในดำ้ นกำรผลิตและกำรตลำดเพื่อให้มีผลผลิตเกษตรที่ปลอดภัยจำกสำรเคมี
ตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงโต๊ะอำหำรของผู้บริโภค เกษตรกรกระจำยผลผลิตที่ปลอดภัยจำกสำรเคมี
ผ่ำนท้ังระบบตลำดท่ัวไป ร้ำนค้ำเพ่ือสุขภำพ ห้ำงสรรพสินค้ำ หน่วยงำนรำชกำร รวมถึง ตลำด
เกษตรกร ซึ่งตลำดเกษตรกรนับเป็นช่องทำงกำรกระจำยผลผลิตเกษตรท่ีสำคัญของเกษตรกรรำย
ย่อยอย่ำงมำก ทั้งนี้หำกต้องกำรพัฒนำระบบเกษตรไปสู่กำรเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำร
ขยำยตลำดทำงเลือกไปสู่ชุมชนอื่นหรือในอำเภอรอบนอกในจังหวัดเชียงใหม่ หรือกำรพัฒนำใน
จังหวัดอ่ืนๆ นับเป็นส่ิงสำคัญ ต้องทรำบถึงกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค
จังหวดั เชียงใหม่ โดยทำกำรวเิ ครำะหถ์ งึ ปจั จัยท่สี ง่ ผลตอ่ กำรยอมรบั ผลผลติ เกษตรอินทรยี ์ อันได้แก่
แรงจูงใจในกำรซ้ือสินค้ำ กำรรับรคู้ ณุ ค่ำ และกำรรจู้ ักเกษตรอนิ ทรีย์

บทควำมวิจัยนี้จะนำเสนอผลกำรศึกษำกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมอง
ผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแนวทำงในกำรส่งเสริมกำรปลูกในเกษตรกรและกำรเลือกใช้
ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มผู้บริโภค อันส่งผลให้แนวโน้มกำรเกษตรอินทรีย์สูงข้ึนและมี
ประสทิ ธิภำพสอดคล้องกับควำมต้องกำรของผ้บู ริโภคตอ่ ไป

วตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ยั (Research Objective)
1. เพื่อศกึ ษำระดับกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรยี ใ์ นมุมมองผ้บู ริโภค จงั หวดั เชียงใหม่
2. เพื่อศึกษำปัจจัยท่ีส่งผลต่อกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค

จงั หวัดเชยี งใหม่

วธิ ีดำเนินกำรวิจยั (Research Methods)
วธิ กี ำรดำเนินกำรวิจัยฉบับนี้ จะใช้กำรวิจัยเชิงบูรณำกำรระหว่ำง วิธีกำรวิจัยเชิงปริมำณ

(Quantitative) และกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative) คือกำรวิจัยเชิงสำรวจ และกำรสัมภำษณ์

ในเชงิ คณุ ภำพ

ห น้ า | 271

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ ง
ประชำกรได้แก่ ผู้บริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ทรำบจำนวน
ประชำกรทีแ่ นน่ อน จงึ ทำกำรกำหนดกลมุ่ ตัวอย่ำงทใ่ี ช้ในกำรวิจัยในกรณีท่ีไม่ทรำบค่ำประชำกรของ
Cochran (ศิริวรรณ เสรีรัตน์,2548,หน้ำ 193) โดยใช้ระดับควำมเช่ือม่ันท่ีร้อยละ 95 และยอมให้
เกดิ ควำมคลำดเคล่อื นในกำรเลือกตัวอย่ำงร้อยละ 5 จำกกำรคำนวณ ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่ำงในกำร
วิจัยครั้งนี้เท่ำกับ 385 ตัวอย่ำง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ท่ีซื้อสินค้ำ
มำกกว่ำ 4 ครั้งต่อเดือน จำนวน 5 ท่ำน และเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ จำนวน 5 ท่ำน รวม
ท้ังหมด 10 ทำ่ น
กำรตรวจสอบคณุ ภำพเครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในกำรวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถำมเก่ียวกับกำรยอมรับผลผลิต
เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเครื่องมือท่ีผู้วิจัยสร้ำงข้ึน ขอคำแนะนำ
และตรวจสอบควำมตรงเชิงเนื้อหำ (Content Validity) ของข้อคำถำมจำกผู้เช่ียวชำญ จำนวน 5
ท่ำน ได้ค่ำ IOC เท่ำกับ 0.80 นำแบบสอบถำมที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปเก็บข้อมูล (Try-Out)
จำนวน 30 ชุด แล้วนำมำวิเครำะห์หำควำมเชื่อมั่นของแบบสอบถำมทั้งฉบับ โดยกำรหำค่ำ
สัมประสิทธิ์แอลฟำ (α) ของครอนบำค (Croncach) ซ่ึงได้ค่ำควำมเชื่อม่ันของเคร่ืองมือ เท่ำกับ
0.90
กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
กำรวิเครำะห์ตัวแปรข้อมูลท่ัวไปของบุคคล จะใช้ค่ำกำรวิเครำะห์เกี่ยวกับสถำนภำพของ
บุคคลของผู้บริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ เพศ อำยุ สถำนภำพสมรส
กำรศกึ ษำ อำชีพ รำยได้ต่อเดือน ร้ำนที่ซ้ือ ควำมถ่ีในกำรซื้อ และปริมำณท่ีซื้อต่อคร้ัง ใช้วิธีคำนวณ
โดยหำค่ำควำมถ่ี และร้อยละ (Percentage) กำรวิเครำะห์ตัวแปรต้นหรือตัวแปรตำมจะใช้ค่ำกำร
วิเครำะห์ข้อมูลเก่ียวกับกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ 3
ด้ำนคือ แรงจูงใจในกำรซ้ือสินค้ำ กำรรับรู้คุณค่ำ และกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ ด้วยกำรคำนวณหำ
คำ่ เฉลี่ย (Mean) และค่ำควำมเบี่ยงเบน มำตรฐำน (Standard Deviation) กำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิง
คุณภำพ จะใช้กำรตีควำมข้อมูลจำกกำรสัมภำษณ์ เพื่อเพิ่มเติมคำอธิบำยตำรำงจำกกำรสำรวจให้มี
ควำมสมบูรณย์ งิ่ ขนึ้

ห น้ า | 272

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ผลกำรวจิ ยั (Research Results)
ส่วนท่ี 1 กำรวจิ ยั เชงิ ปริมำณ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถำม
ผู้ตอบแบบสอบถำมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 275 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 ส่วน

ใหญ่เป็นมีอำยุ 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.53 มีสถำนะสมรส คิดเป็นร้อยละ 69.61 มีระดับ
กำรศกึ ษำปริญญำตรี คิดเป็นร้อยละ 59.74 มีอำชีพ พ่อบ้ำน/แม่บ้ำน คิดเป็นร้อยละ 30.39 รำยได้
ต่อเดือน 10,000-20,000 บำท คิดเป็นร้อยละ 54.29 ส่วนใหญ่ซื้อจำกซูเปอร์มำร์เก็ต คิดเป็นร้อย
ละ 30.39 สว่ นใหญซ่ อ้ื 1-2 คร้ังตอ่ สปั ดำห์ คดิ เปน็ ร้อยละ 34.81

ตอนที่ 2 แรงจูงใจในกำรซ้อื สินค้ำเกษตรอินทรยี ์ในมุมมองผูบ้ รโิ ภค จังหวดั เชียงใหม่
ค่ำเฉลี่ยของแรงจูงใจในกำรซ้ือสินค้ำเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่
อยู่ในระดับมำก (ค่ำเฉล่ีย = 3.88) เมื่อพิจำรณำจำกค่ำเฉลี่ยมำกไปหำน้อยได้แก่ ด้ำนพฤติกรรม
รองลงมำได้แก่ ดำ้ นผลิตภัณฑ์ ด้ำนสถำนท่ี และด้ำนจติ วิทยำ ตำมลำดับ
ตอนที่ 3 กำรรบั รู้คณุ คำ่ ผลิตภัณฑเ์ กษตรอนิ ทรยี ใ์ นมุมมองผบู้ ริโภค จังหวัดเชียงใหม่
ค่ำเฉลี่ยของกำรรับรู้คุณค่ำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่
อยู่ในระดับมำก (ค่ำเฉลี่ย = 3.79) เมื่อพิจำรณำจำกค่ำเฉล่ียมำกไปหำน้อยได้แก่ กำรรับรู้คุณค่ำ
ด้ำนผลิตภัณฑ์ รองลงได้แก่ กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนควำมปลอดภัย กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนรำคำ กำรรับรู้
คณุ ค่ำดำ้ นสขุ ภำพ และกำรรบั ร้คู ุณคำ่ ดำ้ นส่ิงแวดลอ้ ม ตำมลำดบั
ตอนที่ 4 กำรรูจ้ ักเกษตรอนิ ทรียเ์ กษตรอินทรีย์ในมมุ มองผบู้ ริโภค จงั หวัดเชียงใหม่
ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนของกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์ในมุมมอง
ผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ ภำพรวม อยู่ในระดับมำก (ค่ำเฉลี่ย = 3.53) เมื่อพิจำรณำจำกค่ำเฉล่ีย
มำกไปหำน้อยได้แก่ ตรำรับรองเกษตรอินทรีย์ รองลงมำได้แก่ มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ และ
คุณภำพเกษตรอินทรยี ์ ตำมลำดบั ตำมลำดับ
ตอนท่ี 5 กำรยอมรบั เกษตรอินทรยี เ์ กษตรอินทรีย์ในมมุ มองผ้บู รโิ ภค จังหวดั เชียงใหม่
ค่ำเฉลี่ยของกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่
ด้ำนคุณภำพเกษตรอินทรีย์ อยู่ในระดับมำก (ค่ำเฉล่ีย = 3.53) เม่ือพิจำรณำจำกค่ำเฉลี่ยมำกไปหำ
นอ้ ย 5 ลำดบั แรก ไดแ้ ก่ ผลติ ภัณฑเ์ กษตรอินทรยี ์ท่ีผ่ำนกำรรับรองมำตรฐำน รองลงมำได้แก่ คุณค่ำ
ทำงอำหำรของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ตรำรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ กำรปลูกพืชระบบ
เกษตรอินทรีย์ แนวคิดเกษตรอินทรีย์ คุณภำพของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และคุณภำพของ
ผลิตภณั ฑเ์ กษตรอนิ ทรยี ์ ตำมลำดับ

ห น้ า | 273

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ตอนท่ี 6 กำรทดสอบสมมุติฐำนกำรวิจยั
ตัวแปรกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ มีควำมสัมพันธ์กับตัวแปร กำรยอมรับผลผลิตเกษตร
อินทรีย์ และกำรรับรู้คุณค่ำ อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติท่ีระดับ 0.01 จำกกำรวิเครำะห์ควำมถดถอย
เชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ด้วยวิธี Enter พบว่ำ ตัวแปรต้น กำรรู้จักเกษตร
อินทรยี ์สำมำรถพยำกรณ์กำรยอมรบั ผลผลติ เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ โดย
มีระดับนัยสำคัญทำงสถิติท่ีระดับ .01 มีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวกำหนด (R Square) สูงสุดคือ 0.049
หมำยควำมว่ำ กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ สำมำรถอธิบำยกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมอง
ผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร้อยละ 4.9 ส่วนท่ีเหลืออีกร้อยละ 95.1 เกิดจำกอิทธิพลของตัวแปร
อ่ืน โดยปัจจัยดังกล่ำวสำมำรถอธิบำยควำมแปรปรวนของกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ใน
มุมมองผู้บริโภค และมีค่ำควำมคลำดเคล่ือนของกำรพยำกรณ์ที่ 0.222 ซึ่งสำมำรถสร้ำงสมกำร
ถดถอย ได้ดังน้ี
Y (กำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่) = 2.264 +
0.358 (กำรรจู้ ักเกษตรอินทรยี ์)
สว่ นท่ี 2 กำรวจิ ัยเชงิ คณุ ภำพ
กลุ่มที่ 1 ผูบ้ ริโภคผลผลติ เกษตรอินทรยี ์
ร้ำนท่ีซื้อ ได้แก่ โครงกำรหลวง ตลำดจริงใจมำเก็ต ตลำดทั่วไป ท้อป ซุปเปอร์มำเก็ต
เหตุผลทซ่ี ้อื ไดแ้ ก่ ใกลท้ ่ีทำงำน สะดวก ใกล้ที่พัก ปลอดภัย เช่ือถือได้ รำคำที่ซ้ือ 50 – 1,500 บำท
/ คร้ัง ควำมถ่ีในกำรซ้ือ 1-3 คร้ัง / สัปดำห์ สำเหตุท่ีเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เนื่องจำก
สะดวก ง่ำย ใกล้บ้ำน ไม่มีกำรใช้สำรสังเครำะห์ และสำรเคมี สำมำรถเข้ำถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ำย
เน่ืองจำกชอบออกกำลังกำยจึงหำอำหำรที่มีประโยชน์ต่อสุขภำพท่ีสุด สำมำรถใช้ตัดสินใจในกำร
เลือกซ้ือสินค้ำได้ไว้วำงใจว่ำปลอดภัยแน่นอน จุดเริ่มต้นของกำรบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์
เนอื่ งจำกเห็นว่ำ สะดวก และปลอดภัยตอ่ สขุ ภำพ ปัญหำเรื่องสุขภำพ ได้กลิ่นสำรเคมี / ยำฆ่ำแมลง
ออกมำจำกผัก ดูแลหุ่น และสุขภำพร่ำงกำย ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ก่อนตัดสินใจ
ซอื้ ไดร้ บั ขอ้ มูลจำกคนใกล้ตวั ไดร้ บั แหล่งขอ้ มูลมำจำกอินเทอร์เน็ต ได้รับแหล่งข้อมูลจำกอำจำรย์ใน
มหำวทิ ยำลัย
แนวคิดเกี่ยวกับกำรเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ มีมำตรฐำนในกำรรับรองสินค้ำท่ี
เชื่อถือได้ มีกำรตรวจสอบสินค้ำก่อนนำมำจัดจำหน่ำย มีมำตรฐำนที่เท่ำกันในทุก ๆ ร้ำน ซึ่ง
มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์เป็นเกณฑ์ข้อกำหนดข้ันต่ำท่ีเกษตรกรผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตำม เพื่อให้ได้
สินคำ้ ทด่ี ีมีคณุ ภำพ มตี รำรบั รองสนิ คำ้ ทีม่ ่ันใจได้วำ่ ปลอดสำรพษิ แนน่ อน มีตรำรับรองจึงทำให้สินค้ำ

ห น้ า | 274

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

มีควำมน่ำเชอื่ ถือเป็นอย่ำงมำก มั่นใจได้ว่ำผักท่ีเรำบริโภคมีควำมปลอดภัยไร้สำรพิษ เป็นหนึ่งในตัว
ช่วยในกำรตัดสนิ ใจซอ้ื สินค้ำ ตรำรับรองสินค้ำเกษตรอินทรีย์ทำให้สำมำรถมั่นใจได้ว่ำสินค้ำทุกชนิด
มีควำมปลอดภยั และได้รับกำรรับรองแล้ว มีคุณภำพท่ีสม่ำเสมออยู่ในทุก ๆ ครั้งที่จัดจำหน่ำยทำให้
มนั่ ใจไดว้ ่ำเรำใช้ของท่ีดีมีคุณภำพ เนื่องจำกมีกำรรับรองและตรวจสอบตำมมำตรฐำนแล้ว คุณภำพ
สนิ คำ้ จงึ เปน็ ท่ีพึงพอใจของผู้บริโภค เป็นส่ิงที่ทำให้มั่นใจว่ำสินค้ำที่ซื้อไปมีคุณภำพท่ีเท่ำกันในทุก ๆ
ครั้งท่ีซ้ือ คุณภำพสินค้ำเกษตรอินทรีย์ทำให้ม่ันใจได้ว่ำสินค้ำมีมำตรฐำนที่ผ่ำนกำรตรวจสอบตำม
ขัน้ ตอนต่ำง ๆ แลว้ ปลอดภัยและดตี อ่ สุขภำพของผูบ้ รโิ ภค

กลมุ่ ที่ 2 ผู้ทำเกษตรอินทรยี ์
ส่วนใหญ่เป็นเพศชำยและเพศหญิง อำยุ 30-70 ปี อำชีพ เกษตรกร รำยได้ต่อเดือน
15,000 - 50,000 บำท พ้ืนท่ีปลูก 1-3 ไร่ ประสบกำรณ์กำรปลูก 2-5 ปี พื้นท่ีกำรถือครองเป็นของ
ตนเอง รำยได้จำกกำรเกษตร 50,000- 100,000 บำท/ปี แหล่งเงินทุนเพ่ือกำรซื้อปัจจัยทำงกำร
เกษตรของตนเองและเงินกู้ มีทั้งเคยและไม่เคยทำเกษตรแบบมีสำรเคมี สำเหตุท่ีท่ำนเลือก
ทำเกษตรอินทรีย์ ปัญหำทำงด้ำนสุขภำพเนื่องจำกโดนสำรเคมีมำกจนเกินไป มีรำคำของผลผลิตสูง
อยำกทำนสินค้ำที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภำพ รำยได้น้อยไม่เพียงพอต่อกำรใช้จ่ำยต่ำงๆ ทดลอง
บริโภคในครัวเรือนจุดเริ่มต้นของกำรทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจำกมีปัญหำด้ำนสุขภำพจึงทดลองทำ
เกษตรอินทรีย์ ทดลองปลูกใช้กินเองในครัวเรือน เน่ืองจำกอยำกให้ผู้บริโภคได้มีสุขภำพที่ดี กำรหำ
ข้อมลู เกีย่ วกบั เกษตรอินทรีย์ก่อนตัดสินใจทำจำกแหล่งใด ได้แก่ อินเตอร์เน็ต หนังสือ และกำรลอง
ผดิ ลองถกู และคำแนะนำจำกคนใกล้ตวั ได้รบั ขอ้ มลู จำกคนใกล้ชดิ และครอบครัว
แนวคิดอย่ำงไรในกำรทำเกษตรอินทรีย์ แรงจูงใจในกำรซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค
ผลิตภัณฑ์ท่ีสะอำดปรำศจำกสำรเคมี ผลิตภัณฑ์ท่ีดีต่อสุขภำพของผู้บริโภค รำคำไม่แพงจนเกินไป
สำมำรถบริโภคในระยะยำวได้อย่ำงไม่มีผลข้ำงเคียง รำคำสอดคล้องกับสภำวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
กำรรบั รคู้ ุณค่ำผลติ ภณั ฑ์ของผู้บรโิ ภคสินค้ำมีควำมน่ำเชื่อถอื และผูบ้ ริโภคสำมำรถมั่นใจในสินค้ำโดย
ผ่ำนกำรตรวจสอบแหล่งท่ีมำของสินค้ำได้ รำคำเหมำะสมกับคุณภำพหรือสิ่งท่ีได้รับ กำรรับรู้คุณค่ำ
ด้ำนสุขภำพส่งผลตอ่ ควำมตัง้ ใจซือ้ ของผบู้ รโิ ภค ตรำรับรองสินค้ำเกษตรอินทรีย์ สร้ำงควำมม่ันใจให้
ผบู้ ริโภคว่ำสนิ คำ้ มีกำรตรวจสอบและเชอ่ื ถือได้ สร้ำงควำมมั่นใจให้ผู้บริโภคว่ำสินค้ำมีกำรตรวจสอบ
และเชือ่ ถือได้ สร้ำงควำมมนั่ ใจให้ผู้บรโิ ภควำ่ สินค้ำมีกำรตรวจสอบและเช่ือถือได้ส่งผลต่อควำมตั้งใจ
ซื้อของผู้บริโภคคุณภำพสินค้ำเกษตรอินทรีย์ สินค้ำมีคุณภำพที่เท่ำกันในทุก ๆ ชนิด มีควำม
น่ำเชื่อถือในคุณภำพที่จะได้รับ สำมำรถลดควำมเสี่ยงจำกกำรปนเป้ือนเช้ือโรคหรือสำรเคมีต่ำงๆ มี
โภชนำกำรสงู กว่ำปกติทว่ั ไป ผักและผลไม้ออร์แกนิคมีคณุ ภำพเหนือกวำ่ ผกั ผลไม้ ทั่วไป

ห น้ า | 275

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

อภิปรำยผลกำรวจิ ยั (Research Discussion)
กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ส่งผลต่อกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค

จังหวดั เชยี งใหม่ โดยกำรรู้จกั เกษตรอนิ ทรยี ์จะผำ่ นกำรรจู้ ักสินค้ำทไ่ี ด้รบั กำรรับรองมำตรฐำนเกษตร
อินทรีย์ จะไดร้ บั สทิ ธใิ นกำรใช้ตรำสัญลกั ษณข์ อหนว่ ยงำนรบั รองในฉลำกของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพ่ือให้
ผู้บริโภคไม่สับสนกับสินค้ำที่ผลิตในระบบท่ัวไป และม่ันใจว่ำสินค้ำดังกล่ำวเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์
จำกกำรศึกษำ พบว่ำ ตัวแปรกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ มีควำมสัมพันธ์กับตัวแปร กำรยอมรับผลผลิต
เกษตรอินทรีย์ อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.01 สอดคล้องกับกำรศึกษำของปำริชำติ แสงคำ
เฉยี ง และเพียรศกั ดิ์ ภักดี (2559) ไดศ้ กึ ษำอทิ ธพิ ลของกำรรับรู้และควำมรู้เก่ียวกับตรำรับรองสินค้ำ
เกษตรท่ีมีผลต่อกำรบริโภคสินค้ำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดขอนแก่น ผลกำรศึกษำพบว่ำ ผู้บริโภค
กลมุ่ ผู้บริโภคสนิ ค้ำเกษตรอนิ ทรียม์ แี นวโน้มทจ่ี ะมคี วำมรใู้ นระดับดีเกย่ี วกบั เกษตรอินทรีย์ เม่ือเทียบ
กับกลมุ่ ผู้ที่ไม่บริโภคสินคำ้ เกษตรอนิ ทรยี ์ แตอ่ ยำ่ งไรก็ตำมผบู้ ริโภคสว่ นใหญก่ ย็ งั มคี วำมรู้ท่ีไม่ถูกต้อง
เก่ยี วกบั ตรำรับรองสินค้ำเกษตร นอกจำกน้ีผลกำรวิเครำะห์ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงควำมรู้ท่ีถูกต้องที่
มตี ่อตรำรับรองสนิ ค้ำเกษตรอนิ ทรยี น์ ั้นยงั ส่งผลต่อควำมเชอื่ มนั่ ในตรำรับรองอีกด้วย องค์กรต่ำงๆ ท่ี
เก่ียวข้องอำจจะต้องให้ควำมสำคัญ ในเร่ืองของกำรประชำสัมพันธ์และให้ข้อมูลเก่ียวกับตรำสินค้ำ
เกษตรอินทรีย์ท่ีถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค เพื่อสร้ำงควำมเชื่อม่ัน และยังส่งผลต่อพฤติกรรมกำรบริโภค
สินค้ำเกษตรอินทรีย์ในอนำคตอีกด้วย ทั้งนี้เน่ืองจำก สินค้ำเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับกำรรับรอง
มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ จะได้รับสิทธิในกำรใช้ตรำสัญลักษณ์ขอหน่วยงำนรับรองในฉลำกของ
ผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพ่ือให้ผู้บริโภคไม่สับสนกับสินค้ำที่ผลิตในระบบทั่วไป และมั่นใจว่ำสินค้ำดังกล่ำว
เป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (มูลนิธิชีวิน, 2555) โดยกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กำรรู้จัก
มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ ตรำรับรองสินค้ำเกษตรอินทรีย์ และคุณภำพสินค้ำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะ
เป็นกำรทำให้เกิดควำมเข้ำใจในเป็นแนวทำงกำรผลิตที่ให้ควำมสำคัญกับคุณภำพและควำม
ปลอดภัยอำหำรของผุ้ที่เก่ียวของท้ังผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำติและ
ส่งิ แวดล้อมอย่ำงยัง่ ยนื ซ่งึ สอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน ที่ได้ได้เห็นควำมสำคัญในกำรผลักดัน
เร่ืองนี้ โดยกำรกำรตรวจรับรองมำตรฐำนสินค้ำเกษตรอินทรีย์ของไทยตำมมำตรฐำนสินค้ำเกษตร
(มกษ.) เปน็ กำรตรวจสอบและรบั รองกระบวนกำรผลิตทกุ ขั้นตอนจำกฟำร์มจนถึงมือผู้บริโภค ต้ังแต่
ระบบกำรผลิต กำรแปรรูป กำรบรรจุ กำรแสดงฉลำก และกำรจำหน่ำย ดังน้ันกำรรู้จักเกษตร
อินทรีย์ย่อมสง่ ผลต่อกำรยอมรบั ผลผลิตเกษตรอนิ ทรียใ์ นมุมมองผู้บรโิ ภค

โดยมคี วำมสอดคลอ้ งกับผลกำรสมั ภำษณเ์ ชิงคุณภำพที่ใช้กำรสัมภำษณ์แบบเจำะลึก (In-
depth Interview) พบว่ำ ส่วนใหญ่ข้อมูลเก่ียวกับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ก่อนตัดสินใจซื้อได้รับ

ห น้ า | 276

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ข้อมูลจำกคนใกล้ตัว ได้รับแหล่งข้อมูลมำจำกอินเทอร์เน็ต ได้รับแหล่งข้อมูลจำกอำจำรย์ใน
มหำวทิ ยำลยั ชีใ้ ห้เห็นว่ำ ผ้บู ริโภคมกี ำรค้นหำข้อมูล ซ่ึงทำให้ผู้บริโภครู้จักสินค้ำเกษตรอินทรีย์ โดย
กำรเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ มำจำกกำรมีมำตรฐำนในกำรรับรองสินค้ำที่เช่ือถือได้ มีกำร
ตรวจสอบสินค้ำกอ่ นนำมำจดั จำหน่ำย มีมำตรฐำนท่ีเท่ำกันในทุก ๆ ร้ำน มีตรำรับรองสินค้ำท่ีม่ันใจ
ได้วำ่ ปลอดสำรพิษแนน่ อน มตี รำรบั รองจงึ ทำให้สนิ ค้ำมีควำมน่ำเช่ือถือเป็นอย่ำงมำก ม่ันใจได้ว่ำผัก
ท่ีเรำบรโิ ภคมคี วำมปลอดภยั ไรส้ ำรพิษ เปน็ หนึ่งในตัวช่วยในกำรตัดสินใจซ้ือสินค้ำ ตรำรับรองสินค้ำ
เกษตรอินทรีย์ทำให้สำมำรถมั่นใจได้ว่ำสินค้ำทุกชนิดมีควำมปลอดภัยและได้รับกำรรับรองแล้ว มี
คุณภำพท่ีสมำ่ เสมออยู่ในทุก ๆ คร้งั ท่ีจดั จำหน่ำยทำให้มั่นใจได้วำ่ เรำใชข้ องทดี่ ีมีคณุ ภำพ เนื่องจำกมี
กำรรับรองและตรวจสอบตำมมำตรฐำนแล้ว คุณภำพสินค้ำจึงเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค เป็นสิ่งท่ี
ทำให้ม่ันใจว่ำสินค้ำท่ีซื้อไปมีคุณภำพท่ีเท่ำกันในทุก ๆ ครั้งที่ซื้อ เช่นเดียวกับผู้ทำเกษตรอินทรีย์ที่
เห็นว่ำ ตรำรับรองสินค้ำเกษตรอินทรีย์ สร้ำงควำมม่ันใจให้ผู้บริโภคว่ำสินค้ำมีกำรตรวจสอบและ
เช่ือถือได้ สร้ำงควำมม่ันใจให้ผู้บริโภคว่ำสินค้ำมีกำรตรวจสอบและเช่ือถือได้ สร้ำงควำมมั่นใจให้
ผู้บริโภคว่ำสินค้ำมีกำรตรวจสอบและเช่ือถือได้ส่งผลต่อควำมต้ังใจซื้อของผู้บริโภค และคุณภำพ
สินค้ำเกษตรอินทรีย์ สินค้ำมีคุณภำพท่ีเท่ำกันในทุก ๆ ชนิด มีควำมน่ำเช่ือถือในคุณภำพที่จะได้รับ
เชน่ เดียวกนั

องคค์ วำมรู้จำกกำรวจิ ยั (Research Knowledge)
ผลจำกกำรศึกษำพบว่ำ กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ มีควำมสัมพันธ์กับตัวแปร กำรยอมรับ

ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ โดยปัจจัยดังกล่ำวสำมำรถอธิบำยควำมแปรปรวนของกำรยอมรับผลผลิต
เกษตรอนิ ทรีย์ในมมุ มองผู้บริโภค ซ่ึงสำมำรถสร้ำงเป็นรูปแบบกำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้
ดงั น้ี

ห น้ า | 277

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

มำตรฐำนเกษตร ตรำรับรองสนิ ค้ำ คณุ ภำพสนิ คำ้ เกษตร
อนิ ทรยี ์ เกษตรอนิ ทรยี ์ อนิ ทรีย์

กำรร้จู ักเกษตรอินทรีย์

กำรยอมรบั ผลผลติ เกษตรอนิ ทรีย์
ในมุมมองผู้บรโิ ภค จงั หวัด
เชยี งใหม่

ภำพท่ี 1 กำรยอมรบั ผลผลติ เกษตรอินทรยี ์
ทีม่ ำ: จำกกำรสงั เครำะห์ของผ้วู ิจยั

โดยกำรรู้จักเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กำรรู้จักมำตรฐำนของเกษตรอินทรีย์ ตรำ
รับรองสนิ ค้ำเกษตรอนิ ทรีย์ และคุณภำพของสนิ ค้ำเกษตรอนิ ทรยี ์

บทควำมน้ี ทำให้พบวำ่ แรงจงู ใจในกำรซอ้ื สนิ ค้ำเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัด
เชียงใหม่ อยใู่ นระดับมำก เรียงตำมลำดบั ได้แก่ ด้ำนพฤตกิ รรม รองลงมำไดแ้ ก่ ด้ำนผลิตภัณฑ์ ด้ำน
สถำนที่ และด้ำนจิตวิทยำ ตำมลำดับ กำรรับรู้คุณค่ำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค
จังหวัดเชียงใหม่อยู่ในระดับมำก เรียงตำมลำดับได้แก่ กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนผลิตภัณฑ์ รองลงได้แก่
กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนควำมปลอดภัย กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนรำคำ กำรรับรู้คุณค่ำด้ำนสุขภำพ และกำร
รับรู้คุณค่ำด้ำนสิ่งแวดล้อม ตำมลำดับ กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค
จังหวัดเชียงใหม่ ภำพรวม อยู่ในระดับมำก เรียงตำมลำดับได้แก่ ตรำรับรองเกษตรอินทรีย์
รองลงมำได้แก่ มำตรฐำนเกษตรอนิ ทรีย์ และคณุ ภำพเกษตรอินทรีย์ จำกกำรวิเครำะห์ควำมถดถอย
เชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่ำ ตัวแปรต้น กำรรู้จักเกษตรอินทรีย์สำมำรถ
พยำกรณ์กำรยอมรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำรรู้จักเกษตร
อินทรีย์ ประกอบด้วย กำรรู้จักมำตรฐำนของเกษตรอินทรีย์ ตรำรับรองสินค้ำเกษตรอินทรีย์ และ
คุณภำพของสินค้ำเกษตรอนิ ทรีย์

ขอ้ เสนอแนะกำรวจิ ยั (Research Suggestions)
จำกผลกำรวจิ ัย ผูว้ ิจยั มขี ้อเสนอแนะ ดังน้ี

ห น้ า | 278

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

1. ข้อเสนอแนะในกำรนำผลกำรวิจัยไปใช้ประโยชน์
1.1 ภำครฐั ควรมีกำรรณรงคส์ ่งเสรมิ กำรเขำ้ ถงึ แหลง่ ข้อมูลควำมรู้เพื่อกำรสร้ำงควำมรับรู้
กำรเรียนรู้ของประชำชนในเรื่องเก่ียวกับเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนกำรปลูกฝังจิตสำนึกของกำร
รับผิดชอบต่อสังคมให้กับเด็กและเยำวชนในสังคม ผ่ำนกำรสื่อสำรสำธำรณะและกำรพัฒนำ
หลักสูตร อำทิ กำรโฆษณำประชำสัมพันธ์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ในเร่ืองต่ำงๆ ไม่ว่ำจะเป็น
ควำมหมำยของเกษตรอินทรีย์ ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรบริโภคอำหำรอินทรีย์ และควำมเข้ำใจ
เก่ียวกับหนว่ ยงำนและตรำในกำรรบั รองมำตรฐำนท่มี อี ยหู่ ลำกหลำย เปน็ ตน้
1.2 จำกผลกำรศึกษำจะเห็นได้ว่ำ กำรรู้จักสินค้ำเกษตรอินทรีย์ส่งผลต่อกำรยอมรับ
ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในมุมมองผู้บริโภค ดังน้ัน ควรมีกำรสร้ำงและพัฒนำสินค้ำเกษตรอินทรีย์ที่มี
มำตรฐำนให้เป็นท่ียอมรับของตลำดต่ำงประเทศ รวมถึงกำรสร้ำงระบบตรวจสอบรับรองสินค้ำ
เกษตรอินทรีย์แบบ One Stop Service กำรจัดทำฐำนข้อมูลเกษตรอินทรีย์ ให้มีควำมสมบูรณ์
ครอบคลุมทง้ั ทำงด้ำนกำรผลติ ดำ้ นกำรแปรรปู ดำ้ นกำรตลำด รวมถงึ กำรวิจัยและพัฒนำเทคโนโลยี
ทำงเลือกด้ำนเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ครอบคลุมกำรศึกษำและวิจัยปัจจัย
กำรผลิต โดยกระบวนกำรมีส่วนรว่ มจำกภำคีต่ำง ๆ
2. ข้อเสนอแนะในกำรทำวิจัยครัง้ ต่อไป
2.1 ควรมีกำรศึกษำถงึ ประเด็นอื่นๆ สำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เช่น ประเด็นกำรจัดกำร
ควำมรู้ กำรสร้ำงมลู คำ่ เพิม่ และรวมถงึ กำรวำงแผนธรุ กจิ ของกลุม่ เกษตรกรเกษตรอินทรยี ์
2.2 ควรขยำยผลกำรวิจัยไปยังพ้ืนท่ีอื่น ๆ เพ่ือให้เกิดมุมมองและผลลัพธ์งำนวิจัย
พฤติกรรมกำรเลือกซอ้ื สินคำ้ ของผบู้ ริโภคที่กวำ้ งขึน้

เอกสำรอ้ำงอิง (References)
นโิ ลบล ตรีเสนห่ จ์ ิต. (2553). แรงจงู ใจ และทศั นคตดิ า้ นผลติ ภณั ฑ์ทีสง่ ผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ

ซ้ือถุงผ้าในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยำนิพนธ์บริหำรธุรกิจมหำบัณฑิต. กรุงเทพฯ:
มหำวทิ ยำลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
ปรชิ ำติ แสงคำเฉลียง เพียรศักดิ์ ภักดี. (2559). อิทธิพลของกำรรับรู้และควำมรู้เก่ียวกับตรำรับรอง
สินค้ำเกษตรที่มีผลต่อกำรบริโภคสินค้ำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดขอนแก่น. วารสารแก่น
เกษตร. 44(2), 247-256.
มูลนิธินวชีวิน. (2555). ตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ท่ีควรรู้จัก, สืบค้น 25 มิถุนำยน 2563.
จำก http://www.nawachione.org,
ยนุ่ หนำน ซนุ . (2560). การรบั รู้คณุ ค่าที่สง่ ผลตอ่ ความตั้งใจซื้อผักและผลไม้ออร์แกนิคของผู้บริโภค
ในเขตกรุงเทพมหานคร. ปริญญำบริหำรธุรกิจมหำบัณฑติ มหำวทิ ยำลัยกรงุ เทพ.
สหกรณ์กรีนเนท. (2562). เกษตรอินทรีย์โลกยังคงขยายตัว. สืบค้น 27 เมษำยน 2562. จำก
www.greennet.or.th/news/1981

ห น้ า | 279

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

สณุ ฐั วยี ์ น้อยโสภำ. (2558). เกษตรอนิ ทรยี ์ โอกำสกำรสง่ ออกของเกษตรกรไทยในตลำดโลก. .
วารสารวชิ าการ มหาวิทยาลยั ธนบุรี. 9(18), 83-91.

หัสดินทร์ สอนปะละ และล่ำสัน เลิศกูลประหยัด .(2560.) แรงจูงใจและส่วนประสมกำรตลำดที่มี
อทิ ธพิ ลตอ่ พฤติกรรมกำรซอ้ื เซรำมิกของนักทอ่ งเทย่ี วชำวไทยในเอำทเ์ ลทเซรำมิก จังหวัด
ลาปาง.วารสารวิทยาลัยดสุ ติ ธานี 1. (11), 124-136.

อรอนงค์ พึง่ ช.ู (2557). การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อการต้ังใจซื้อสินค้าออร์แกนิ
คร้านค้า A ของผู้บริโภคในจังหวัดปทุมธานี. ปริญญำบริหำรธุรกิจมหำบัณฑิต.
มหำวิทยำลยั กรุงเทพ.

อริศรำ รุ่งแสง. (2555). ปัจจัยท่ีมีผลต่อพฤติกรรมการซ้ือผักปลอดสารพิษของผู้บริโภคในเขต
กรุงเทพมหานคร. สำรนิพนธ์บริหำรธุรกิจมหำบัณฑิต (กำรจัดกำร) มหำวิทยำลัยศรนคร
รนิ ทรว์ โิ รฒ.

อัมพล ชสู นุก, จอมพล เวชกำร, ฉวีวรรณ ชูสนุก และกิตติ เจริญพรพำนิชกุล. (2559). อิทธิพลของ
กำรทำกำรตลำดแบบบูรณำกำรต่อคุณค่ำตรำสินค้ำ ควำมพึงพอใจ และควำมจงรักภักดี
ของลกู ค้ำในกำรเลือกซื้ออำคำรชุด บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหำชน).
วารสารบรหิ ารธรุ กิจศรีนครนิ ทรวิโรฒ, 8(1), 13-26.

ห น้ า | 280

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 281

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ปจั จัยความคาดหวงั สว่ นบคุ คลทีม่ ผี ลต่อประสทิ ธิภาพการปฏิบตั ิงาน
ของเจา้ หนา้ ทบ่ี รษิ ทั เอกชนแห่งหนึ่ง

Personal Expectancy Factors Affecting Operative Efficiency
of Employees Working in a Private Company

เอกวัฒน์ อน้ อารี1 ทิฆัมพร พนั ลกึ เดช2 พุฒิธร จริ ายสุ 3 ศุภชัย วาสนานนท์4 ดลฤดี วาสนานนท์5
Ekawat On-aree, Tikhamporn Punluekdej, Puttithorn Jirayus
Supachai Wasananon, Dolruedee Wasananon

บทคดั ย่อ (Abstract)
การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการ

ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความคาดหวัง
กบั ประสทิ ธิภาพการปฏิบัติงานของเจา้ หนา้ ทีบ่ ริษัทเอกชนแห่งหน่ึง งานวิจัยน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง
ปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทาการศึกษาจากกลุ่ม
ตวั อย่าง จานวน 107 คน สถิติทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าการ
กระจายของข้อมูล การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคล มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง ที่ค่านัยสาคัญทางสถิติ 0.015 หากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยส่วน
บุคคลด้านเพศ ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ 2) ปัจจัยความคาดหวังส่วนบุคคล มี
ความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหน่ึง ที่มีค่านัยสาคัญ
ทางสถติ ิ 0.000
คำสำคญั (Keywords): การปฏบิ ตั ิงาน; ความคาดหวัง; ประสิทธภิ าพ

Received: 2021-02-25 Revised: 2021-04-02 Accepted: 2021-04-05
1 2 3หลกั สูตรบริหารธุรกิจมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าบริหารธุรกจิ บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั เอเชีย

อาคเนย; Master of Business Administration Program, Business Administration, Graduate School,
Southeast Asia University. Corresponding Author e-mail: [email protected]

2 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร; Faculty of Engineering
and Industrial Technology, Silpakorn University

3 พันเอกหญิง ประจากรมการสัตวท์ หารบก; Colonel, Veterinary and Remount Department

ห น้ า | 282

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

Abstract
This research has objectives to study: 1) the relationship between

personal factors and operative efficiency of employees working in a private
company, and 2) the relationship between personal expectancy and operative
efficiency of employees in a private firm. This is a quantitative research. The online
questionnaires were used to collect needed data. The sample size includes 107
individuals working in a private organization. The statistical descriptive data include
frequency, percentage, mean, and standard deviation. The data were also analyzed
by using t-test, F-test, and Pearson product-moment correlation coefficient. The
results showed that: 1) there is a relationship between personal factors and
operative efficiency of employees working in a private company at the statistical
significant value of 0.015. However, if we consider each factor separately, sex has
no relationship with operative efficiency. 2) The personal expectancy has a
relationship with operative efficiency of employees working in a private organization
at the statistical significant value of 0.000.
Keywords: Efficiency; Expectancy; Operative

บทนำ (Introduction)
ปัจจุบันประเทศไทยกาลังก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวมีการ

ปรับเปล่ียนพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมากมาย เพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่เปล่ียนแปลง บริษัทเอกชน
ตา่ ง ๆ จึงจาเป็นตอ้ งมกี ารปรบั เปลีย่ นตามในทุกมิติ โดยต้องมีการพัฒนาหลายส่ิงหลายอย่างตามไป
ด้วยเช่นกัน เพ่ือความเจริญและความก้าวหน้า ก้าวให้ทัน ก้าวให้พ้น ไม่ตกยุค โดยเป็นการ
เสริมสรา้ งความมั่นคง ม่ังคง่ั ยั่งยืน ให้กับองค์การได้มีความเจริญรุ่งเรืองย่ิงขึ้นไปในอนาคตข้างหน้า
อีกด้วย ซึ่งจากคาจากัดความ คาว่า Thailand 4.0 คือ โมเดลการขับเคล่ือนประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย
“มั่นคง มั่งค่ัง และยั่งยืน” (สุวิทย์ เมษินทรีย์, 2561) และจากนโยบายการขับเคล่ือนประเทศ
ดังกล่าว บริษัทเอกชนต่าง ๆ จาเป็นต้องเร่งเสริมสร้างพัฒนาและปรับปรุงส่ิงต่าง ๆ ของบริษัทให้
ทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านการผลิต คุณภาพมาตรฐานของสินค้า ความน่าเช่ือถือ
ของบริษัท ด้านการบริการ และส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ ในการติดต่อส่ือสาร การบริการหลัง
การขาย การจัดส่ง การประกันคุณภาพสินค้า นอกจากน้ันยังมีอีกด้านหนึ่งท่ีสาคัญมาก คือ ด้าน
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นพ้ืนฐานและเบื้องหลังอันสาคัญของความสาเร็จ
ของบริษัท โดยต้องมีบุคลากรท่ีมีความจงรักภักดีต่อบริษัท มีความทันยุคทันสมัย มีความ
กระตือรือร้นท่ีจะพัฒนาตนเอง และการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น มีตัวช้ีวัดท่ีดี ได้
มาตรฐานสากล เพื่อให้มีความพร้อมสรรพ และมีการสร้างชื่อเสียงท่ีดีให้กับบริษัทในทุกด้านต่อไป

ห น้ า | 283

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ดังนั้นบริษัทจึงจาเป็นต้องวางแผนกาหนดทิศทางของบริษัทเพ่ือมุ่งสู่ความสาเร็จด้วยเทคโนโลยี
อย่างเร่งด่วน โดยมีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับการดาเนินงานของบริษัท เพื่อให้
บริษัทบรรลุเป้าหมายและการดาเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ประคอง สุคนธจิตต์, 2562)
อย่าไรก็ตามกระแส “ไทยแลนด์ 4.0” ที่มุ่งปรับเปล่ียนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจ
ขับเคล่ือนด้วยนวัตกรรม” ส่งผลกระทบท้ังในระดับบุคคลและระดับองค์การ ไม่ว่าจะเป็น
ภาคอุตสาหกรรม บริการ หรือการศึกษา การพัฒนาของเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด การเช่ือมต่อ
แบบไร้สาย ทาให้โลกใบน้ีแคบลง วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม เกิดการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน
ทั้งดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและส่ิงแวดล้อม สภาวการณ์ที่ผันผวนและไม่แน่นอนเป็นแรงผลัก
สาคัญที่ทาให้การแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรงมากข้ึน องค์การต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการ
เปลยี่ นแปลงทเ่ี กิดขน้ึ จากการเปลีย่ นแปลงดังกลา่ ว “มนษุ ย”์ ตอ้ งเขา้ ไปเก่ียวขอ้ งกับเร่ืองน้ีโดยตรง
อยา่ งหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ไมว่ า่ จะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ข้ึนเพื่อตอบสนองการพัฒนา พร้อมท้ังการ
รับผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นตามมา การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตรูปแบบการทางาน ระบบเศรษฐกิจ
ตลอดจนความสัมพันธ์ของทรัพยากรมนุษย์ในสังคม จึงต้องมีการวางแผนการบริหารทรัพยากร
มนษุ ยใ์ หส้ อดรับกบั ยทุ ธศาสตร์ดังกล่าว (สุนทร ทองกาเนิด, 2560) ฉะน้ันสิ่งที่สาคัญมากอย่างหน่ึง
ทคี่ วรทราบ และตอ้ งคน้ คว้าหาข้อมูลไว้ คือ การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยความคาดหวัง ที่
มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ และศักยภาพในการ
ทางานท่ีสูงขึ้น หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซ่ึงถือเป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานใน
องค์กร โดยเป็นการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงานของบุคลากรตามบทบาท ภาระงาน และ
หน้าท่ที ไ่ี ด้รับมอบหมายใหส้ าเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ มีความถูกต้องได้มาตรฐาน รวดเร็ว ทันเวลา
ประหยดั คุม้ ค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด (วิไลวรรณ อิศรเดช และพระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร,
2563) ด้วยเหตุนี้จึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงท่ีองค์การต่างๆ ควรที่จะต้องศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อ
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพ่ือคุณภาพงานขององค์การ เพื่อเป็นแรงขับ และ
ผลักดันให้องค์การ หรือองค์การเจริญเติบโต และดารงอยู่ในสังคมปัจจุบัน และในอนาคตได้อย่าง
มัน่ คง ม่ังคัง่ และย่งั ยนื น่ันเอง

จากสถานการณ์ดังกล่าวทาให้บริษัทเอกชนต่าง ๆ จาเป็นต้องมีการปรับเปล่ียนนโยบาย
ต่าง ๆ ให้กระชับและครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารงานบุคคล จาเป็นต้องตื่นตัว
โดยตอ้ งใหค้ วามสาคญั ด้านปจั จยั ตา่ ง ๆ ของบุคลากรในองค์การให้มีทิศทาง และชดั เจนในเป้าหมาย
มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้ามีบุคลากรที่มีศักยภาพจากปัจจัยท่ีเหมาะสมนี้ก็จะเป็นทรัพยากรสาคัญใน
การสร้างความได้เปรียบให้กับองค์การ เพ่ิมขีดความสามารถการขับเคลื่อนองค์การให้ดาเนิน
กิจกรรมต่าง ๆ จนบรรลุเป้าหมายได้ด้วยดี เม่ือองค์การประสบความสาเร็จ ย่อมส่งผลให้มีความ
ม่ันคง มั่งคั่ง และย่ังยืน ขององค์การ มีความเป็นจริงและชัดเจนย่ิงขึ้น แล้วยังจะส่งผลสะท้อน
ต่อเนื่องถึงระดับชุมชน และระดับประเทศได้ในท่ีสุด โดยส่ิงหน่ึงท่ีจะเป็นตัววัดและตัวกรองเพื่อให้
ปรับตวั และรับมาปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมในแต่ละองค์การคือ บุคลากรในองค์การ บุคลากรจะเป็น

ห น้ า | 284

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ตวั แปรสาคญั และเปน็ ตวั ชี้วัดว่าสิ่งต่าง ๆ ท่ีทรัพยากรมนุษย์ได้นามาริเริ่มจัดทา มีผลกระทบหรือมี
ผลประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์การอย่างไร บทบาทและหน้าที่ของทรัพยากรมนุษย์ท่ีควรต้องมี
เปน็ พน้ื ฐาน (ศิรยิ ุพา รุ่งเริงสขุ , 2560)

ดังน้ัน จากปัญหาทางด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ
เจ้าหน้าที่บริษัทต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยจึงเกิดความสนใจท่ีจะศึกษาถึงปัจจัย
ความคาดหวังส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหน่ึง
เพ่ือให้ได้ทราบว่ามีปัจจัยส่วนบุคคลอะไรบ้างท่ีจะมีอิทธิพลต่อปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการ
ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในบริษัทเอกชนแห่งนั้น ได้มาก-น้อยเพียงใด อย่างไร และอาจนา
ผลการวิจัยครั้งน้ีมาใช้พัฒนาบริษัทเอกชนแห่งน้ีให้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้อย่าง มั่นคง ม่ัง
ค่ัง และย่ังยืน ยิ่งขึ้นไปในอนาคต โดยผลการวิจัยคร้ังนี้จะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงในการพิจารณา
แนวทางให้เห็นถึงความสาคัญในปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทาการ
พัฒนาให้มปี ระสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงานเพ่ิมขึ้น เพื่อมาร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันพัฒนาบริษัทให้
มีการเจริญเตบิ โตอย่างม่ันคง ม่งั คัง่ และย่ังยนื ต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ยั (Research Objective)
1. เพ่ือศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี

บริษทั เอกชนแหง่ หนึ่ง
2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความคาดหวังกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

ของเจา้ หน้าทีบ่ ริษทั เอกชนแหง่ หน่งึ

วิธีดำเนินกำรวจิ ัย (Research Methods)
1. รูปแบบกำรวิจัย
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ท่ีเป็นการสารวจ

(Survey) ความคิดเหน็ เก่ยี วกับปจั จยั ความคาดหวงั สว่ นบคุ คลที่มีผลตอ่ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ของ เจา้ หนา้ ทบ่ี ริษัทเอกชนแห่งหนึง่

2. ประชำกรและตัวอยำ่ ง
ประชากรและตัวอยา่ ง คอื เจา้ หนา้ ทบี่ ริษทั เอกชนแห่งหนง่ึ จานวน 107 คน
3. เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม เรอื่ ง ปจั จยั ความคาดหวังส่วนบุคคลที่มีผลต่อ
ประสทิ ธิภาพการปฏบิ ตั ิงานของ เจา้ หนา้ ที่บรษิ ทั เอกชนแหง่ หนึง่ มีขน้ั ตอนการสรา้ งเครือ่ งมอื ดงั นี้
3.1 ดาเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน โดยทาการสารวจข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องเพื่อจะนามาเป็น
แนวทางในจัดทาแบบสอบถาม เร่ือง ปัจจัยความคาดหวังส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการ
ปฏิบัติงาน ของ เจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จากศึกษาเอกสารเก่ียวกับความเป็นมาของ

ห น้ า | 285

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

บรษิ ทั เอกชนแห่งหน่งึ และหน้าที่ในการปฏิบัตงิ านของเจา้ หนา้ ทบ่ี รษิ ัท อกี ทงั้ ศึกษาเอกสารเก่ียวกับ
แนวคดิ และทฤษฎีดา้ นปจั จยั ในการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพการปฏบิ ัตงิ าน

3.2 วิเคราะห์ข้อมูลในข้อที่ 3.1 แล้วนามาสร้างข้อคาถามให้ครอบคลุมสิ่งท่ีต้องการ
สอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยความคาดหวังส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ของ เจา้ หน้าท่ีบรษิ ทั เอกชนแหง่ หนงึ่

3.3 นาแบบสอบถามทส่ี ร้างขน้ึ มาตรวจสอบการทดสอบคุณภาพของเคร่ืองมือที่ใช้ในการ
วิจัยโดยการตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC)
(อารยา องค์เอ่ียม และพงศ์ธารา วิจิตเวชไพศาล, 2561) จากนั้นพิจารณาปรับปรุงแก้ไข และหาค่า
ดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC) หากมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 แสดงว่าข้อคาถามสามารถนาไปใช้ได้
(สรายุทธ กันหลง, 2563)

3.4 ดาเนินการปรับแบบสอบถามตามที่ผู้เช่ียวชาญได้เสนอแนะให้ได้เป็นแบบสอบถาม
ฉบบั สมบรู ณ์ จากน้ันดาเนนิ การจดั ทาเป็นแบบสอบถามออนไลน์ตามแบบสอบถามท่ีสมบรู ณ์

3.5 นาแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ออนไลน์ไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง โดยดาเนินการขอ
หนังสอื จากบณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สาหรบั ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวิจัย
ดงั กลา่ ว

4. กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4.1 ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ซึ่งได้จาก
การใชแ้ บบสอบถามออนไลนเ์ ก็บขอ้ มลู จากเจา้ หนา้ ที่บริษทั เอกชนแห่งหนึ่ง จานวน 107 คน
4.2 ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ซ่ึงได้จาก
การศึกษาค้นคว้าจากข้อมูลที่มีผู้รวบรวมไว้จาก ตารา หนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ และรายงาน
วิจัยท่ีเกี่ยวข้องตลอดจนเอกสารต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่เก่ียวข้องกับปัจจัยความ
คาดหวงั สว่ นบคุ คลท่มี ีผลตอ่ ประสิทธภิ าพการปฏบิ ตั ิงานของเจา้ หนา้ ท่ี
4.3 นาข้อมลู ที่ไดไ้ ปวิเคราะหโ์ ดยวธิ ีการทางสถติ ิ ด้วยการคานวณจากโปรแกรมสาเร็จรูป
ทางคอมพิวเตอร์ และวิเคราะหเ์ ชงิ เนอื้ หา แลว้ นาผลท่ไี ดม้ าวเิ คราะห์ตามวัตถุประสงคต์ อ่ ไป
5. สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นกำรวิจยั
5.1 สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (Index of
Item-Objective Congruence: IOC) (Ronna and Laurie, 2003) ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความ
สอดคลอ้ งของแบบสอบถามทงั้ ฉบบั เท่ากบั 0.98
5.2 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย
(Mean) และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
5.3 สถิติท่ีใช้ตรวจสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าการกระจาย
ของข้อมูล (t-test) การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (F-test) และค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของ
เพียรส์ ัน (Pearson’s Correlation Coefficient)

ห น้ า | 286

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ผลกำรวิจยั (Research Results)
ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย เรื่อง ปัจจัยความคาดหวังส่วนบุคคลที่มีผลต่อ

ประสิทธภิ าพการปฏบิ ตั งิ านของ เจา้ หนา้ ทบี่ ริษัทเอกชนแหง่ หนึง่ ตามวัตถุประสงค์ ดงั น้ี
1. ปัจจัยสว่ นบคุ คลท่มี ีผลตอ่ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่ง

หน่ึง
ตำรำงท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
บรษิ ทั เอกชนแห่งหนง่ึ

ปจั จยั ส่วนบุคคล SSb df MSb P-value
ท่ีสง่ ผลต่อประสทิ ธภิ ำพกำรปฏิบัตงิ ำน

1. เพศ 0.642 1 0.642 0.119
2. อายุ 6.484 3 2.161 0.000*
3. สถานภาพ 7.461 1 7.461 0.000*
4. จานวนสมาชกิ ในครอบครัว 6.723 2 3.361 0.000*

ตำรำงท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
บรษิ ทั เอกชนแหง่ หนึง่ (ต่อ)

ปัจจยั ส่วนบุคคล SSb df MSb P-value
ทสี่ ง่ ผลต่อประสิทธภิ ำพกำรปฏบิ ัตงิ ำน

5. ระดับการศึกษาสูงสุด 9.552 2 4.776 0.000*
6. รายไดต้ อ่ เดือน 9.576 3 3.192 0.000*
7. ท่ีพักอาศยั ปจั จุบนั 6.971 1 6.971 0.000*
8. ตาแหน่งงาน 2.019 2 1.010 0.020*
9. อายุงาน 7.091 3 2.364 0.000*
ภาพรวม 9.285 8 1.161 0.015*
* มีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05

จากตารางที่ 1 พบว่า ในภาพรวมปัจจัยส่วนบุคคล มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

ของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง คือ ยอมรับสมมติฐาน มีค่านัยสาคัญทางสถิติที่ 0.015 (Sig มี

คา่ น้อยกวา่ 0.05) น่นั เอง ถ้าหากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ไม่มีผลต่อ

ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง คือ ไม่ยอมรับสมมติฐาน มีค่า

นัยสาคัญทางสถิติที่ 0.119 (Sig มีค่ามากกว่า 0.05) ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพ

การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งท่ียอมรับสมมติฐาน (Sig มีค่าน้อยกว่า 0.05)

ไดแ้ ก่ ด้านอายุ สถานภาพ จานวนสมาชิกในครอบครัว ระดับการศึกษาสูงสุด รายได้ต่อเดือน ท่ีพัก

ห น้ า | 287

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

อาศัยปัจจุบัน และอายุงาน มีค่านัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.000 ส่วนตาแหน่งงาน มีค่านัยสาคัญทาง
สถติ ทิ ี่ 0.020

2. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความคาดหวังกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ
เจ้าหน้าทบี่ รษิ ทั เอกชนแหง่ หน่ึง
ตำรำงที่ 2 การวิเคราะห์การถดถอยเพ่ือพยากรณ์ปัจจัยความคาดหวังที่มีผลต่อประสิทธิภาพการ
ปฏบิ ตั งิ านของเจา้ หน้าทบ่ี ริษทั เอกชนแห่งหน่งึ

ปจั จัยควำมคำดหวงั B  t P-value
ทมี่ ผี ลต่อประสทิ ธภิ ำพกำรปฏิบัตงิ ำน 4.454 1.090 4.085 0.000*
-0.351 0.129 -2.725 0.008*
Intercept
1. ค่าจ้าง ผลตอบแทน และสวสั ดกิ าร

ตำรำงที่ 2 การวิเคราะห์การถดถอยเพื่อพยากรณ์ปัจจัยความคาดหวังที่มีผลต่อประสิทธิภาพการ
ปฏบิ ตั ิงานของเจา้ หน้าท่ีบริษทั เอกชนแห่งหน่ึง (ต่อ)

ปจั จยั ควำมคำดหวงั B  t P-value
ทมี่ ผี ลต่อประสิทธภิ ำพกำรปฏิบตั ิงำน

2. ความมัน่ คงในงาน 0.490 0.095 5.166 0.000*

3. สภาพแวดล้อมในการทางาน -0.273 0.153 -1.786 0.077

4. ความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคลในองค์การ 0.146 0.137 1.064 0.290

5. ความก้าวหน้าในอาชพี 0.002 0.146 0.015 0.988
R = 0.507 R2 = 0.257 Adjusted R2 = 0.220 Std. Error of the Estimate = 0.453

F = 6.975 Sig = 0.000
* มนี ัยสาคญั ทางสถิติท่ี 0.05

จากตารางท่ี 2 พบว่า ปัจจัยความคาดหวังท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ

เจ้าหนา้ ท่ีบริษัทเอกชนแห่งหน่งึ มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางโดยมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ

เป็น 0.507 และสามารถร่วมกันพยากรณ์การยอมรับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี

บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 โดยมีค่าความคลาดเคล่ือน

มาตรฐานการพยากรณ์เท่ากบั ±0.453 โดยวิธกี ารถดถอยพหุคูณสามารถเขยี นเป็นสมการไดด้ งั น้ี

Y = Y = 4.454 - 0.351 (X1) + 0.490 (X2) - 0.273 (X3) + 0.146 (X4) - 0.002 (X5)
โดยให้ Y แทน ประสิทธภิ าพการปฏิบัติงานของเจ้าหนา้ ทีบ่ ริษัทเอกชนแหง่ หน่งึ

X1 แทน ด้านค่าจา้ ง ผลตอบแทน และสวัสดกิ าร
X2 แทน ด้านความมั่นคงในงาน
X3 แทน ด้านสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

ห น้ า | 288

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

X4 แทน ดา้ นความสัมพันธ์ระหวา่ งบคุ คลในองค์การ
X5 แทน ด้านความกา้ วหนา้ ในอาชีพ

อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
จากผลการวิจัยเร่ือง “ปัจจัยความคาดหวังส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการ

ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง” ผู้วิจัยได้ค้นพบประเด็นท่ีเป็นผลจากการวิจัย ซึ่ง
สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ไดด้ งั นี้

วัตถุประสงค์ที่ 1 เพ่ือศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ
เจ้าหน้าทีบ่ ริษทั เอกชนแหง่ หนึ่ง

สมมติฐำนท่ี 1 ปัจจัยส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกัน มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ
เจา้ หน้าที่บรษิ ทั เอกชนแหง่ หนึ่งท่ีแตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า สอดคล้องกับสมมติฐานท่ีได้ต้ังไว้
ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี โดยการศึกษาข้อมูลทั่วไปของเจ้าหน้าท่ีบริษัทเอกชนแห่งหน่ึง มีจานวน
ท้ังหมด 107 พบวา่ สว่ นใหญ่เป็นเพศชาย จานวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 89.72 อยู่ในช่วงอายุ 31-
40 ปี จานวน 64 คน คิดเปน็ ร้อยละ 59.81 สถานภาพสมรส จานวน 91 คน คิดเป็นร้อยละ 85.05
มีจานวนสมาชิกในครอบครัว 3-4 คน จานวน 81 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 75.70 มีระดับการศึกษาสูงสุด
ระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า จานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 80.37 มีรายได้ต่อเดือน 20,001-
30,000 บาท จานวน 69 คน คิดเป็นร้อยละ 64.49 ที่พักอาศัยปัจจุบันเป็นบ้านพักของตนเอง
จานวน 96 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 89.72 มีตาแหน่งงานเป็นผูป้ ฏิบัติงาน จานวน 79 คน คิดเป็นร้อยละ
73.83 และมีอายุงาน 1-5 ปี จานวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 54.47 ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่า
เจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง มีวุฒิการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็น
เพราะว่าปัจจุบันประชาชนคนรุ่นใหม่จะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบเพ่ิมมากเพ่ิมขึ้น โดย
การศึกษาในระบบ (Formal Education) คือ การศึกษาท่ีกาหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา
หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเง่ือนไขของการสาเร็จการศึกษาท่ี
แน่นอน ท่ีสาคัญในการดาเนินกิจกรรมทางการศึกษาน้ัน เกิดขึ้นทั้งที่ห้องเรียน รวมถึงการเรียนรู้
นอกหอ้ งเรียน อาทิ ท่บี า้ น หรือการเรียนรบู้ นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยยึดถือเอาห้องเรียนเป็นฐาน
กลางของการจัดการศึกษา การศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สาคัญย่ิงในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ
ตรงตามความต้องการนั้น ต้องอาศัยผลรวมของกระบวนการที่มีค วามสัมพันธ์กัน ได้แก่
กระบวนการบริหารจัดการ กระบวนการจัดการเรียนรู้ รวมท้ังสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
(ชนันภรณ์ อารีกุล, 2563) สาหรับการศึกษาในระบบนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้น
พื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซ่ึงมีทั้งสายสามัญ และสายอาชี พหรืออาชีวศึกษา
(สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2561) ดังน้ันจะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าท่ี
บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง จึงมีวุฒิการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี อีกทั้งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่
บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง มีสถานภาพสมรส ไม่มีเป็นหม้ายและหย่าร้าง แสดงว่ามีครอบครัวที่อบอุ่น

ห น้ า | 289

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากความเป็นครอบครัวอบอุ่น ประกอบด้วย 3
องคป์ ระกอบ คือ สัมพนั ธภาพภายในครอบครัว บทบาทหน้าท่ขี องครอบครวั และการพ่ึงตนเองของ
ครอบครัว (ทิพาภรณ์ โพธ์ิถวิล, 2563) โดยความเข้มแข็งของครอบครัวอบอุ่น จะเป็นคุณลักษณะ
ของครอบครัวท่ีมีสมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีทุนทางสังคมพึ่งตนเองได้ สามารถปรับตัวใน
ภาวะยากลาบาก และความสามารถหลีกเล่ียง หรอื จัดการความเส่ยี งได้ (มาลี จิรวัฒนานนท์, 2551)
ซงึ่ จะสง่ ผลต่อการอยู่ในสังคม รวมถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนั้นเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ
ท่ีมีอายุแตกต่างกันส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ เนื่องจาก
คนท่ีมีอายุมากกว่าจะมีความอดทน มีความชานาญ และเชี่ยวชาญในการทางาน สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ สมยศ แย้มเผื่อน (2551) ที่กล่าวว่า ผู้ที่มีอายุสูงจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการ
ปฏิบตั งิ าน เนอื่ งจากมีประสบการณส์ งู

วัตถุประสงค์ที่ 2 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความคาดหวังกับประสิทธิภาพ
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่บี ริษทั เอกชนแห่งหน่ึง

สมมติฐำนท่ี 2 ปัจจัยความคาดหวังที่แตกต่างกัน มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหน่ึงท่ีแตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า สอดคล้องกับสมมติฐานที่ได้
ต้ังไว้ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี เน่ืองจาก ปัจจัยความคาดหวัง ประกอบด้วย 1) ด้านค่าจ้าง
ผลตอบแทน และสวัสดิการ 2) ดา้ นความมัน่ คงในงาน 3) ด้านสภาพแวดล้อมในการทางาน 4) ด้าน
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลในองค์การ และ 5) ดา้ นความกา้ วหนา้ ในอาชีพ ถือได้ว่าเป็นส่ิงสาคัญต่อ
การพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซ่ึงหากได้มีการ
พัฒนาแรงจูงใจในการทางานให้มีความสมบูรณ์ชัดเจนย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กร โดยปัจจัยความคาดหวังที่มี
ผลตอ่ ประสิทธภิ าพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ ที่ยอมรับสมมติฐานมี 2 ด้าน ได้แก่ ปัจจัย
ดา้ นค่าจา้ ง ผลตอบแทน และสวสั ดิการ และปัจจัยด้านความม่ันคงในงาน ส่วนปัจจัยความคาดหวัง
ส่วนบคุ คลทีไ่ มย่ อมรับสมมตฐิ านมี 3 ด้าน ไดแ้ ก่ ปัจจัยดา้ นสภาพแวดล้อมในการทางาน ปัจจัยด้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การ และปัจจัยด้านความก้าวหน้าในอาชีพ ซ่ึงสามารถอภิปราย
เปน็ รายด้านทย่ี อมรบั สมมตฐิ านไดด้ ังน้ี

ปัจจัยด้านค่าจ้างและผลตอบแทน มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
บริษัทเอกชนแห่งหน่ึง โดยส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นในประเด็นข้อการมี
โบนัสใหพ้ นกั งานในแต่ละปมี คี า่ เฉล่ียสงู สดุ แสดงใหเ้ ห็นว่า การมีโบนัสใหพ้ นกั งานในแต่ละปีมีความ
เหมาะสม ซ่ึงจะเป็นแรงจูงใจให้แก่พนักงานเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับ งานวิจัยของ ประภาพร พฤกษะศรี (2557) ท่ีศึกษาเรื่องปัจจัยค่าตอบแทนที่มีผลต่อ
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท สยามแม็คโคร จากัด (มหาชน) ในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยค่าตอบแทนทางการเงินและที่ไม่ใช่
ทางการเงินมผี ลต่อประสิทธิภาพในการปฏบิ ัตงิ านของพนักงาน เช่นเดียวกับ งานวิจัยของ จุฑารัตน์

ห น้ า | 290

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ศรีใย (2554) ท่ีพบว่า ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางานของ
พนักงานมากที่สุดอันดับที่หนึ่ง คือ ด้านรายได้และค่าตอบแทน นอกจากน้ันงานวิจัยของ สเตราส์,
ปาร์คเกอร์ และเดียร์เดรโอเชีย (Strauss, Parker and DeirdreO'Shea, 2017) ที่ได้ทาศึกษา
เกยี่ วกบั แรงจงู ใจในการทางานจะควบคุมผลกระทบของพฤติกรรมการทางานเชิงรุกต่อความเครียด
ในงานของพนักงาน พบวา่ พฤตกิ รรมเชงิ รุกมีต้นทุนในแง่ของความเครียดของงานก็ต่อเม่ือพนักงาน
ประสบกับความกดดัน และมีภาระหนา้ ทใี่ นการทางานโดยไม่มีผลตอบแทนในการชดเชย

ปัจจัยด้านความม่ันคงในงาน มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นในประเด็นข้อที่ว่า
ตาแหน่งหน้าท่ีของพนักงานเจ้าหน้าที่บริษัทฯ มีความม่ันคง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด แสดงให้เห็นว่า
ตาแหน่งหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ มีความมั่นคงดีแล้ว สอดคล้องกับ อรรถสิทธ์ิ ตันติ
ยทุ ธ์ (2556) ทไ่ี ด้ศกึ ษาถงึ ปัจจัยทีม่ ผี ลต่อแรงจงู ใจในการปฏิบตั งิ านของพนักงานกองบารุงรักษาการ
ประปานครหลวง ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับ
มากที่สุด คือ ปัจจัยในด้านความมั่นคงในการทางาน เช่นเดียวกับ งานวิจัยของ สุริยะ ประเสริฐศรี
(2556) ท่ีศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการทหารชั้นประทวน สังกัดกรม
สวัสดิการทหารอากาศ พบว่า มีความพึงพอใจในงานท่ีตนทาอยู่ว่ามีความม่ันคง มีเกียรติ มี
หลักเกณฑ์ และวธิ กี ารตามระเบียบของข้าราชการทหาร รวมถึงมีความรู้สึกผูกพันและเป็นหนึ่งของ
หนว่ ยงาน มีทัศนคตทิ ด่ี ีตอ่ หนว่ ยงาน ส่งผลใหเ้ กดิ มีความรกั ความผูกพนั ต่อหนว่ ยงาน

ข้อเสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
1.1 เนื่องจากลักษณะงานของบริษัทมีความหลากหลาย และเปล่ียนแปลงตาม

สถานการณ์อย่างต่อเน่ือง ดังน้ันบริษัทควรเพิ่มทักษะและเทคนิควิธีการทางานต่าง ๆ ให้กับ
เจ้าหน้าท่ีพนักงานในทุกตาแหน่ง โดยบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในบริษัท และองค์กร
ภายนอก รวมถึงการนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในกระบวนการทางาน เพ่ือให้เกิด
ประสิทธภิ าพในการปฏิบตั งิ านมากข้ึน

1.2 บริษัทควรจัดกิจกรรมให้ทารว่ มกนั เพ่อื ใหเ้ กิดความสัมพนั ธท์ ดี่ ี
1.3 ผบู้ ริหารควรประเมิน และพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องโบนัส สวัสดิการ และส่ิงอานวยความ
สะดวกของพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี โดยพิจารณาจากสภาพการดารงชีพในปจั จบุ ัน
2. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื กำรวิจยั ครัง้ ต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาปัจจัยความคาดหวังของเจ้าหน้าท่ีบริษัทฯ ในด้านอื่น ที่ส่งผลต่อ
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เพ่ือขยายผลการศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะให้กับบริษัท หรือองค์กร
ตา่ ง ๆ

ห น้ า | 291

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

2.2 ควรมกี ารศกึ ษาวิจัยในเชิงคุณภาพ เพ่ือให้คาตอบเพ่ิมเติมในประเด็นท่ีการศึกษาเชิง
ปริมาณไมส่ ามารถทาได้ ซง่ึ อาจทาใหเ้ กดิ ปจั จัยอ่ืนทีอ่ าจจะสง่ ผลต่องานวจิ ยั ในอนาคต

เอกสำรอำ้ งองิ (References)
จุฑารัตน์ ศรีใย. (2554). ปจั จัยทมี่ อี ิทธิพลต่อแรงจูงใจในการเพมิ่ ประสิทธิภาพในการทางานของ

พนกั งานธนาคารกสิกรไทย จังหวดั เชยี งราย. วทิ ยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต.
เชียงใหม่: มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่.
ชนันภรณ์ อารีกลุ . (2563). การศึกษาและการเรยี นรู้ตลอดชวี ติ แนวคดิ หลักการ และสาระสาคญั .
กรุงเทพฯ: สานักพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ทพิ าภรณ์ โพธิ์ถวิล. (2563). การเสรมิ สรา้ งความอบอนุ่ ของครอบครวั ลักษณะเฉพาะในพื้นท่ี
เป้าหมายครอบครัวอบอนุ่ . วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. 28(1), 197-234.
ประคอง สคุ นธจิตต.์ (2562). ทรพั ยากรมนุษย์ยุค 4.0. วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์นาย
เรืออากาศ. 7(12), 17-28.
ประภาพร พฤกษะศร.ี (2557). ปจั จยั ค่าตอบแทนที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบตั ิงานของ
พนักงานบริษัท สยามแมค็ โคร จากัด (มหาชน) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล.
วทิ ยานิพนธ์วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศรีปทุม.
มาลี จิรวัฒนานนท์. (2551). แนวทางการส่งเสรมิ การศึกษาเพ่ือเสริมสรา้ งความเข้มแข็งของ
ครอบครวั พอ่ หรือแม่คนเดียว. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาดุษฎีบณั ฑิต (สาขาวิชาพฒั นศกึ ษา).
กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย.
วิไลวรรณ อิศรเดช และพระมหาประกาศิต ฐิตปิ สทิ ธิกร. (2563). การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการ
ปฏิบตั ิงานของบุคลากรสายปฏบิ ตั ิการวิชาชพี และบรหิ ารทั่วไป มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลง
กรณราชวิทยาลัย. วารสารสังคมศาสตรแ์ ละมานุษยวิทยาเชิงพุทธ. 5(4), 413-425.
สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). รายงานการศึกษาไทย พ.ศ.
2561. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท พรกิ หวานกราฟฟิค จากดั .
สมยศ แยม้ เผ่ือน. (2551). ปัจจยั ที่มีผลต่อประสทิ ธภิ าพในการทางานของพนักงานปฏิบัตกิ ารบริษทั
เอเชยี มารนี เซอรว์ ิส จากัด (มหาชน). สารนพิ นธบ์ รหิ ารธุรกิจมหาบัณฑติ . กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
สรายุทธ กันหลง. (2563). การทดสอบความเช่ือมน่ั ของแบบสอบถาม. สืบค้น 29 สงิ หาคม 2563,
จาก http://www.ipernity.com/blog/248956/424773.
สรุ ิยะ ประเสรฐิ ศร.ี (2556). ความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ านของข้าราชการทหารชนั้ ประทวน สงั กัด
กรมสวัสดกิ ารทหารอากาศ. สารนิพนธร์ ฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยเกรกิ .

ห น้ า | 292

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

สุวทิ ย์ เมษนิ ทรีย์. (2561). “Thailand 4.0” เอกสารประกอบการบรรยาย. กรุงเทพฯ: วิทยาลัย
ป้องกันราชอาณาจักร.

อารยา องคเ์ อี่ยม และพงศธ์ ารา วิจิตเวชไพศาล. (2561). การตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือวจิ ัย.
วสิ ัญญีสาร. 44(1), 36-42.

อรรถสทิ ธิ์ ตันติยทุ ธ์. (2556). ปัจจัยที่มผี ลต่อแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานของพนกังานกองบารงุ รักษา
การประปานครหลวง. สารนิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑติ . กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั
สยาม.

Ronna, C.T and Laurie, C. (2003). Indexes of Item-Objective Congruence for
Multidimensional Items. International Journal of Testing. 3(2), 163-171.

Strauss, K., Parker, S.K. and DeirdreO'Shea. (2017). When does proactivity have a
cost? Motivation at work moderates the effects of proactive work behavior
on employee job strain. Journal of Vocational Behavior. 100(6), 15-26.


Click to View FlipBook Version