The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการบริหารนิติบุคคล

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

ห น้ า | 293

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ปัจจัยความสาเร็จในการดาเนนิ งานของศูนยย์ ตุ ิธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ
Factor of Success the Operation of Prathabu Sub-District
Community Justice Center

จิรศักด์ิ บางท่าไม้1 สริ พิ ัฒถ์ ลาภจติ ร2
Jirasak Bangtamai, Siriphat Lapchit

บทคดั ย่อ (Abstract)
การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือศึกษาปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของศูนย์

ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ ใช้รูปแบบวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เก็บ
ข้อมูลจากประชาชนในพื้นท่ีตาบลประทัดบุ อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จานวน 400 คน การ
วจิ ัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) ได้แก่ คณะกรรมการ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชน สมาชิกเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 5 ปี จานวน 15 คน
เคร่ืองมือท่ีใช้ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง นาแบบสอบถามหาค่าความ
เช่ือม่ันได้ค่าสัมประสิทธ์ิความเที่ยงแบบอัลฟ่ารวมท้ังฉบับ 0.875 สถิติท่ีใช้วิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ
ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า
ปจั จัยความสาเรจ็ ในการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
(  =3.78, S.D.=0.762) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าปัจจัยความสาเร็จท่ีมีค่าเฉล่ียสูงที่สุดคือ
การบริหารจัดการ (  =3.84, S.D.=0.793) รองลงมาได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน (  =3.82,
S.D.=0.778) การสนับสนุนจากภาครัฐ (  =3.75, S.D.=0.768) และเครือข่ายชุมชน (  =3.73,
S.D.=0.684) อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิระดับ 0.05 ปัญหาอุปสรรคการดาเนินงานมีเฉพาะกฎหมาย
ลาดับรองคือคาสั่งกระทรวง คณะกรรมการเป็นการรวมตัวแบบเฉพาะกิจ บทบาทหน้าท่ีซ้อนกับ
หน่วยงานอื่น ความเช่ือถือของผู้ไกล่เกลี่ย แนวทางพัฒนาที่เหมาะสมโดยปรับปรุง การบริหาร
จัดการ กฎหมาย และกระบวนงาน มีผู้นาชุมชน อาทิ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นาทางการและไม่เป็น
ทางการ อาสาสมัครยุติธรรมชุมชน เป็นผู้ดาเนินการไกล่เกลี่ย โดยใช้หลักความโปร่งใส การมีส่วน
ร่วม การประสานงาน การประชาสมั พนั ธ์ การใหค้ วามรู้ และกระบวนการยตุ ธิ รรมเชิงสมานฉนั ท์
คำสำคัญ (Keywords): ปัจจยั ความสาเร็จ; ศูนย์ยตุ ิธรรมชุมชน; การไกลเ่ กลีย่

Received: 2021-03-25 Revised: 2021-08-02 Accepted: 2021-08-02
1 คณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี Faculty of Law, Ubon Ratchathani University.

Corresponding Author e-mail: [email protected]
2 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ ินทร์ Faculty of Humanities and

Social Sciences, Surin Rajabhat University. e-mail: [email protected]

ห น้ า | 294

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

Abstract
The main purpose of this study was to examine the factor of success the

operation of Prathabu sub-district community justice center. Mixed methods
research. Data from a set of 400 people questionnaires of Prathabu sub-district,
Prasat district, Surin province. The qualitative research key informants were
collected, boards of the community justice center and staff performing at least 5
years of 15 persons. The instrument used a structured interview questionnaire. The
reliability coefficients, alpha, 0.875. These statistics were computed: frequency,
percentage, mean, standard deviation. Information from the interview analyzes data
by content analysis. Research findings were as follows: factor of success the
operation of Prathabu sub-district community justice center overall, it was at a high
level (  =3.80, S.D. = 0.7). The considered on a case-by-side basis, it was found that
the community justice center, the highest level was management (  =3.84, S.D.
=0.793), followed by community participation (  =3.82, S.D.=0.778), government
support (  =3.75, S.D.=0.768), networks (  =3.73, S.D.=0.684); statistical significance
at level 0.05. Problems with operation; the only minor law is ministry orders and
procedures, committee such as ad-hoc gathering, roles and duties overlapping with
other departments, mediator trust. The appropriate development of community
justice centers; improve of management, law and process. The community leaders,
such as village headman, official leader and informal, community volunteers
perform mediation in the community by principles of transparency, impartiality,
coordination, participation, knowledge publicity and reconciliation of justice.
Keywords: Factor of success; Community justice center; Mediation

บทนำ (Introduction)
ยุติธรรมชุมชนในประเทศไทย เป็นแนวทางหรือกระบวนการท่ีมีขึ้นเพื่อป้องกันและ

ควบคุมอาชญากรรมไม่ให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยอาศัยกลไกคือคนในชุมชนที่ตระหนักถึงปัญหาที่จะ
เกดิ ข้ึนกับชุมชนของตน เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเป็นหุ้นส่วนในการดูแลและปกป้องชุมชนของตน
คนในชมุ ชนจะรว่ มกนั หาทางออกและแนวทางป้องกันปัญหา รวมท้ังร่วมกันเยียวยาความเสียหายท่ี
เกิดขึ้นในชุมชน (สัญญพงศ์ ลิ่มประเสรฐิ , 2562) สถติ ผิ ู้ต้องราชทัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 18
สิงหาคม 2563 พบว่ามีผู้ต้องราชทัณฑ์จานวน 382,648 คน เพ่ิมขึ้นจากปีก่อนประมาณ 20,000
คน และแนวโน้มเพิ่มขึ้น (กรมราชทัณฑ์, 2563) นอกจากน้ีสถิติคดีศาลยุติธรรมท่ัวราชอาณาจักร
ประจาปี พ.ศ. 2557-2561 จากตารางท่ี 1 คดีท่ีขึ้นสู่ศาลแพ่งเป็นอันดับ 1 คือ คดีมรดก ลาดับที่ 2

ห น้ า | 295

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

คดีละเมิด ลาดับที่ 3 ถึง 5 รับช่วงสิทธ์ิ ยืม ซ้ือขาย ขับไล่ และประกันภัย สาหรับคดีผู้บริโภค คดี
อันดับท่ี 1 สนิ เชือ่ บคุ คล รองลงมา กู้ยืม คา้ ประกนั กูย้ ืมเพ่ือการศึกษา บตั รเครดิต และเช่าซอ้ื

ตำรำงท่ี 1 สถิติ 5 อันดับคดีแพง่ ท่ีเขา้ สูก่ ารพิจารณาของศาลท่ัวประเทศตั้งแตป่ ี พ.ศ. 2557-2561

ปี พ.ศ. อนั ดบั 1 อันดับ 2 อนั ดับ 3 อันดบั 4 อันดบั 5

2561 มรดก ละเมิด รับช่วงสิทธิ ยืม ซอ้ื ขาย

2560 มรดก ละเมดิ รับชว่ งสิทธิ ซอื้ ขาย ขับไล่

2559 มรดก ละเมิด รับช่วงสทิ ธิ ซอ้ื ขาย ประกนั วินาศภยั

2558 มรดก ละเมิด ยืม รบั ชว่ งสทิ ธิ ซ้อื ขาย

2557 มรดก ละเมดิ ยืม ซอ้ื ขาย รบั ชว่ งสิทธิ

ที่มา : รายงานสถติ ิคดศี าลยตุ ิธรรมท่ัวราชอาณาจักร ประจาปี พ.ศ. 2557-2561

กรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนขึ้น คู่กรณีคนใดคนหนึ่งจะนาประเด็น
ปญั หาไปฟ้องรอ้ งตอ่ ศาล ให้ช่วยทาหน้าทีไ่ ตส่ วนช้ีขาดขอ้ พิพาท เพ่ือชดเชยผู้ถูกกระทา หรือลงโทษ
ผู้กระทาผิดโดยกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก แต่มีปัญหาในหลายด้าน (กระทรวงยุติธรรม,
2560) ดังน้ี 1) ปัญหาคดลี ้นศาลผู้ตอ้ งขงั ล้นคกุ 2) ปญั หาความเหลอ่ื มล้าด้านสิทธิและโอกาสในการ
เข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนหรือด้อยโอกาส 3) ปัญหาการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมอาชญากรรม
ในชุมชนเพื่อลดปัญหาข้อพิพาท แนวคิดกระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การเจรจา การไกล่
เกลี่ย อนญุ าโตตลุ าการ กระบวนการยตุ ธิ รรมเชิงสมานฉนั ท์ จงึ นามาสกู่ ระบวนการยตุ ธิ รรมชมุ ชน

ศูนย์ยุตธิ รรมชุมชนตาบลประทัดบุผลการดาเนินงานในแต่ละปีสามารถระงับข้อพิพาทได้
ทุกราย ในปี พ.ศ. 2561, 2562, 2563 ได้ดาเนินการไกล่เกล่ียระงับข้อพิพาท 9 ราย, 10 ราย, 15
ราย ตามลาดับ ขณะเดียวกันในรอบไตรมาสท่ี 4 ปี พ.ศ. 2563 ได้ดาเนินการไกล่เกลี่ยระงับข้อ
พิพาท 4 ราย ได้แก่ กรณีเรียกค่าสินไหมทดแทน จานวน 1 ราย กรณีการชาระหนี้ จานวน 2 ราย
และกรณขี อเปดิ ทางจาเปน็ จานวน 1 ราย ซ่งึ ผลการไกล่เกล่ียสาเร็จทั้ง 4 ราย (ศูนย์ยุติธรรมชุมชน
ตาบลประทัดบุ, 2563) แสดงให้เห็นถึงความสาเร็จของการดาเนินงาน ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจที่จะ
ศึกษาการดาเนินงาน ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จ ปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานของศูนย์
ยุตธิ รรมชมุ ชนตาบลประทัดบุ อาเภอปราสาท จังหวัดสุรนิ ทร์ และศึกษาแนวทางท่ีเหมาะสมต่อการ
ดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชน เพ่ือให้เป็นไปตามนโยบายการจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนของ
กระทรวงยุติธรรมท่ีเน้นทาใหเ้ กิดการบรู ณาการงานจากทุกภาคส่วนของรฐั และประชาชนมากข้นึ

ห น้ า | 296

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

วัตถุประสงค์กำรวิจัย (Research Objectives)
1. เพอ่ื ศกึ ษาปจั จยั ท่ีส่งผลตอ่ การดาเนนิ งานของศูนย์ยตุ ิธรรมชมุ ชนตาบลประทัดบุ
2. เพอ่ื ศึกษาปญั หาอุปสรรคต่อการดาเนนิ งานของศูนยย์ ุตธิ รรมชมุ ชนตาบลประทดั บุ
3. เพ่ือศึกษาแนวทางท่ีเหมาะสมในการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัด

บุ

วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั (Research Methods)
การวิจัยครงั้ น้ีใช้รปู แบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยใช้

การรวบรวมข้อมูลทั้งเคร่ืองมือเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ พื้นท่ีทาการศึกษาศูนย์ยุติธรรมชุมชน
ตาบลประทดั บุ อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสาคัญสาหรับ
การสัมภาษณ์เชิงลึก คือ คณะกรรมการศูนย์ยุติธรรม ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นาชุมชน และ
เจ้าหนา้ ที่ รวม 15 คน ประชากรกลมุ่ ประชาชนในเขตพื้นทต่ี าบลประทัดบุ อาเภอปราสาท จังหวัด
สุรินทร์ จานวน 5,998 คน เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง ได้กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้
วธิ ีการส่มุ ตวั อยา่ งแบบงา่ ยจากตารางสาเรจ็ รูปของทาโร ยามาเน่ ท่ีระดับความเชื่อม่ัน 95 % หรือที่
ระดับนัยสาคัญ .05 ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 375 คน และเพื่อให้ง่ายต่อการดาเนินการในกรณีนี้
ผ้วู ิจยั จะใช้กลุ่มตวั อย่างทเ่ี ปน็ ตัวแทนจานวน 400 คน

เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การแปลค่า
ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) คือ ข้อคาถามที่มีค่าดัชนี
ความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5-1.00 คัดเลือกไว้ใช้ได้ ส่วนข้อคาถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องต่ากว่า
0.5 พิจารณาปรับปรุงหรือตัดท้ิง ผลการตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถาม (ค่า
IOC) จานวน 2 ชุด ไดค้ า่ ดัชนีความสอดคลอ้ งของแบบสอบถามแต่ละชุดดังน้ี

ชดุ ที่ 1 ค่าดัชนีความสอดคลอ้ งของข้อคาถามสาหรบั ประชาชนอยู่ระหวา่ ง 0.70–1.00
ชดุ ที่ 2 ค่าดชั นคี วามสอดคล้องของข้อคาถามผู้ปฏิบัตงิ าน/สมาชิก ระหว่าง 0.81–1.00
จากนั้นนาแบบสอบถามท่ีได้รับการพิจารณาตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน
มาทาการปรบั ปรุงแก้ไข ก่อนจะนาแบบสอบถามไปหาความเชื่อมั่นของเคร่ืองมือ (Reliability) โดย
การนาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กบั กลุ่มท่ีใกลเ้ คยี งกบั กล่มุ ตวั อย่าง กลุ่มตัวอย่างละ 30
คน ซ่ึงได้แก่ ประธานศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทชุมชน กรรมการสมาชิกศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อ
พพิ าทชุมชน และประชาชนในพ้ืนที่ที่เก่ียวข้อง แบบสอบถามชุดท่ี 1 แบบสอบถามประชาชน มีค่า
ความเชื่อมั่นของเครอ่ื งมอื เท่ากับ 0.784 และแบบสอบถามชุดที่ 2 แบบสอบถามประธาน กรรมการ
หรือสมาชิกศูนย์ไกล่เกล่ียระงับข้อพิพาทและเจ้าหน้าที่ นาแบบสอบถามหาค่าความเช่ือม่ันได้ค่า
สมั ประสทิ ธ์ิความเทย่ี งแบบอัลฟา่ รวมทงั้ ฉบับ 0.875
การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้ลงพ้ืนท่ีภาคสนามเพื่อ
เก็บข้อมูลในการเก็บแบบสอบถาม และสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยข้อมูลจากแบบสอบถาม

ห น้ า | 297

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

นามาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ส่วนขอ้ มูลเชงิ คุณภาพวิเคราะหเ์ นื้อหาจากเอกสารและการสัมภาษณ์ตามประเดน็ ที่ศกึ ษา

ผลกำรวจิ ัย (Research Results)

ผูต้ อบแบบสอบถามเป็นชาย 235 คน หญิง 165 คน อายุระหวา่ ง 41-50 ปี จานวน 248

คน (ร้อยละ 62) ส่วนใหญจ่ บมัธยมศึกษา จานวน 182 คน (รอ้ ยละ 45.5) มีความคิดเหน็ ดงั น้ี

1. ปจั จัยควำมสำเร็จในกำรดำเนนิ งำนของศูนยย์ ุติธรรมชุมชนตำบลประทัดบุ

ตำรำงที่ 1 ความคดิ เห็นเกีย่ วกบั ปจั จยั ความสาเร็จในการดาเนินงานของศนู ยย์ ุติธรรมชุมชนตาบล

ประทดั บุ อาเภอปราสาท จังหวดั สรุ ินทร์

ระดับควำมคดิ เห็น (N=400)

ค่ำเฉลี่ ค่ำสว่ น แปล

ขอ้ ปจั จยั ที่มีผลต่อควำมผูกพันองค์กร ย เบย่ี งเบน ผล

(  ) มำตรฐำน

(S.D.)

ก. ดำ้ นกำรบริหำรจดั กำร 3.84 0.793 มำก

1 การจัดทาแผนการดาเนินงานและวางกลยุทธ์ไปสู่ 3.86 0.678 มาก

ป้าหมาย จากการประชุมร่วมกัน

2 การกาหนดเปา้ หมายตามกรอบภารกิจทก่ี ระทรวง 3.68 0.784 มาก

ยุตธิ รรมกาหนด

3 การปฏิบตั ิงานเชิงรกุ และรบั เรื่องร้องเรยี นประจา 3.92 0.834 มาก

ศนู ย์

4 การปฏบิ ตั งิ านเชิงรุก กรรมการและเครือขา่ ยลง 3.98 0.733 มาก

พื้นทช่ี มุ ชนเพ่ือประชาสมั พันธใ์ หค้ วามรู้ รบั ทราบ

ปญั หา

5 การประชุมแลกเปลี่ยนและการประสานงานอยา่ ง 3.88 0.876 มาก

ต่อเนือ่ ง

6 การเกบ็ ขอ้ มูลหลักฐานอย่างเป็นระบบ และ 3.74 0.608 มาก

สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้

7 การตรวจสอบและประเมนิ ผลการดาเนินงานอยา่ ง 3.75 0.827 มาก

ต่อเน่ือง

8 ผูน้ าชมุ ชนมีวิสยั ทศั นแ์ ละเปา้ หมายเดียวกนั ให้ 3.94 0.710 มาก

ความสาคัญกบั การพฒั นาบคุ ลากร

ข. ด้ำนกำรสนบั สนุนจำกภำครฐั 3.75 0.768 มำก

ห น้ า | 298

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ระดบั ควำมคดิ เหน็ (N=400)

ค่ำเฉลี่ คำ่ สว่ น แปล

ข้อ ปัจจัยท่ีมผี ลต่อควำมผกู พนั องค์กร ย เบยี่ งเบน ผล

(  ) มำตรฐำน

(S.D.)

1 นโยบายงานยตุ ิธรรมตามแผนงานพัฒนาระบบ 3.76 0.831 มาก

ยตุ ิธรรมชุมชน

2 ส่วนกลางจดั อัตรากาลงั ใหเ้ พียงพอตอ่ การ 3.68 0.686 มาก

ปฏบิ ัตงิ าน

3 การได้รับการสนบั สนนุ บุคลากรทม่ี ีความรู้ 3.78 0.712 มาก

ความสามารถจากหน่วยงานของรัฐมาช่วย

ปฏิบัตงิ าน

4 การได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการทีส่ านกั งาน 3.72 0.686 มาก

ยตุ ธิ รรมจงั หวดั จัดข้ึน

5 การไดร้ บั งบประมาณสนับสนุนการดาเนนิ งาน 3.77 0.634 มาก

เพยี งพอ

6 โครงสร้างกาหนดคณะกรรมการของศนู ย์ยุติธรรม 3.63 0.625 มาก

ชมุ ชนประกอบด้วย ท่ปี รกึ ษา คณะกรรมการศูนย์

ยตุ ิธรรมชมุ ชน และเครอื ขา่ ยยตุ ิธรรมชุมชน มี

ความเหมาะสม

7 การสง่ เสรมิ และสรา้ งจุดเช่ือมต่อระหว่างสานักงาน 3.75 0.762 มาก

ยุตธิ รรมจงั หวัด กระทรวงยตุ ิธรรมกบั ชุมชน

8 การมศี นู ยย์ ุตธิ รรมชุมชนช่วยให้ประชาชนไดร้ บั 3.74 0.764 มาก

ความยุตธิ รรมและลดความเหลอื่ มลา้ ดา้ นความเปน็

ธรรมทางสงั คม

9 การมศี นู ย์ยุตธิ รรมชมุ ชนชว่ ยลด “คดลี ้นศาลและ 3.82 0.753 มาก

ผตู้ อ้ งขงั ล้นคุก”

10 การมีศนู ย์ยตุ ิธรรมชุมชนช่วยลดข้อพิพาทและ 3.85 0.602 มาก

แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากความไม่เป็นธรรม

ค. ดำ้ นกำรมีสว่ นรว่ มของชุมชน 3.82 0.778 มำก

1 การมสี ว่ นร่วมของชุมชนทาให้กจิ กรรมของศนู ย์ 3.72 0.876 มาก

ยุติธรรมชุมชนบรรลผุ ล

2 ความพร้อมของคนในชุมชนในการให้ความรว่ มมอื 3.74 0.834 มาก

ห น้ า | 299

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ระดับควำมคิดเห็น (N=400)

ค่ำเฉล่ี คำ่ ส่วน แปล

ข้อ ปจั จัยที่มผี ลต่อควำมผูกพันองค์กร ย เบย่ี งเบน ผล

(  ) มำตรฐำน

(S.D.)

กบั ศนู ยย์ ุติธรรมชุมชนทาให้การขบั เคลื่อนภารกจิ

เกดิ ผลสาเรจ็

3 การมีสว่ นร่วมของชมุ ชนต่อศูนย์ยตุ ิธรรมชมุ ชนช่วย 3.98 0.752 มาก

สนับสนนุ ให้เกดิ กระบวนการยตุ ธิ รรมในชมุ ชน

4 การเปดิ โอกาสใหค้ นในชุมชนเป็นห้นุ สว่ นในการ 3.94 0.822 มาก

ดแู ลและปกป้องชมุ ชนของตน ร่วมกนั หาทางออก

และแนวทางป้องกันปญั หาชมุ ชน และคุณภาพชวี ติ

ที่ดขี นึ้ ของชุมชน

5 การมีสว่ นรว่ มของชุมชนในการปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย 3.82 0.774 มาก

และกฎระเบียบชมุ ชนชว่ ยลดปัญหาขอ้ พิพาท

6 การปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บของชุมชนและศูนย์ 3.84 0.753 มาก

ยุติธรรมชมุ ชนทาใหเ้ กดิ ความสงบเรียบร้อยใน

ชุมชน

7 การสร้างสัมพนั ธภาพทีด่ ีระหวา่ งเพ่อื นบ้าน การมี 3.92 0.785 มาก

ส่วนรว่ มกนั ป้องกันอาชญากรรมของชุมชน จะชว่ ย

ลดและควบคุมปัญหาอาชญากรรมทางอ้อมใน

ชุมชน

8 การเฝา้ ระวัง แจง้ ขา่ ว แจง้ เบาะแสทางคดคี วาม 3.64 0.628 มำก

หรอื การกระทาความผดิ ตามกฎหมายใหห้ น่วยงาน

ทราบ

ง. ดำ้ นเครอื ขำ่ ยกำรทำงำน 3.73 0.684 มำก

1 เครือข่ายและผู้ปฏิบตั ิงานใหค้ วามรว่ มมือในการ 3.82 0.734 มาก

ปฏิบัติงาน

2 เครือข่ายและผ้ปู ฏิบัติงานใหค้ วามสาคัญตอ่ ศนู ย์ 3.72 0.776 มาก

ยุติธรรมชุมชนเป็นเครอื่ งมืออานวยความยุตธิ รรม

อย่างท่วั ถึง

3 เครือข่ายและผปู้ ฏบิ ตั งิ านมีความเข้าใจไปในทิศทาง 3.78 0.733 มาก

เดียวกนั

ห น้ า | 300

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ระดบั ควำมคดิ เหน็ (N=400)

ค่ำเฉลี่ ค่ำส่วน แปล

ข้อ ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อควำมผูกพันองค์กร ย เบยี่ งเบน ผล

(  ) มำตรฐำน

(S.D.)

4 คณะกรรมการ เครือข่าย และผู้ปฏิบัติงานทุก 3.56 0.642 มาก

ตาแหนง่ มกี ารประสานงานแลกเปล่ียนข้อมูลกันอยู่

เสมอ

5 ทั ก ษ ะ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง เ ค รื อ ข่ า ย แ ล ะ ผู้ 3.76 0.548 มาก

ประสานงาน

ประสานงานทาให้การสร้างภาคีเครือข่ายมีความ

เข้มแข็ง

6 เครอื ข่ายควรมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุม 3.74 0.746 มาก

อาชญากรรมโดยบูรณาการรว่ มกับส่วนงานอนื่ เช่น

อปพร.

7 การมเี ครือขา่ ยเพื่อปอ้ งกนั ปัญหาอาชญากรรมใน 3.81 0.734 มาก

ชุมชน

เฝ้าระวงั และช่วยแจง้ เบาะแส ชว่ ยลดปญั หาความ

เดอื ดร้อนของชมุ ชน

8 การสรา้ งความร่วมมือของเครือข่ายยตุ ิธรรมชมุ ชน 3.68 0.765 มาก

ในพ้นื ท่ีเพอื่ ชว่ ยบาบดั แก้ไขฟ้ืนฟแู ละการ

สงเคราะห์ผพู้ น้ โทษให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ไม่

กระทาผดิ ซ้า

โดยรวม 3.78 0.762 มำก

จากตารางท่ี 1 ปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ อาเภอ
ปราสาท จังหวัดสรุ นิ ทร์ ผูต้ อบแบบสอบถามมีความคดิ เหน็ ดงั น้ี

(1) ดำ้ นกำรบรหิ ำรจัดกำร : พบวา่ ปัจจัยความสาเรจ็ ในการดาเนนิ งานของศูนย์ยุติธรรม
ชมุ ชนตาบลประทัดบุ ด้านการจัดการองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (  =3.84, S.D.=0.793) เมื่อ
พิจารณาเปน็ รายข้อ พบวา่ ทุกขอ้ มีระดบั ความคดิ เหน็ อย่ใู นระดบั มาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ
การปฏิบัติงานเชิงรุก กรรมการและเครือข่ายลงพ้ืนท่ีชุมชนเพ่ือประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ รับทราบ
ปัญหา (  =3.98, S.D.=0.733) รองลงมา ได้แก่ ผู้นาชุมชนมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายเดียวกันให้
ความสาคัญกับการพัฒนาบุคลากร (  =3.94, S.D.=0.710) การปฏิบัติงานเชิงรุก และรับเร่ือง

ห น้ า | 301

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ร้องเรียนประจาศูนย์ (  =3.92, S.D.=0.834) การประชุมแลกเปลี่ยนและการประสานงานอย่าง
ตอ่ เนื่อง (  =3.88, S.D.=0.876) การจดั ทาแผนการดาเนนิ งานและวางกลยุทธ์ไปสู่ป้าหมายจากการ
ประชุมรว่ มกัน (  =3.86, S.D.=0.678) การตรวจสอบและประเมินผลการดาเนินงานอย่างต่อเนื่อง
(  =3.75, S.D.=0.827) และการเก็บข้อมูลหลักฐานอย่างเป็นระบบ และสามารถนามาใช้ประโยชน์
ได้ (  =3.74, S.D.=0.608) ตามลาดับ

(2) ด้ำนกำรสนับสนุนจำกภำครัฐ : พบว่า ปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (  =3.75, S.D.=0.768) เมื่อพิจารณา
เป็นรายข้อ พบว่าทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือการมี
ศูนย์ยุติธรรมชุมชนช่วยลดข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากความไม่เป็นธรรม (  =
3.85, S.D.=0.602) รองลงมา ได้แก่ การมีศูนย์ยุติธรรมชุมชนช่วยลด “คดีล้นศาลและผู้ต้องขังล้น
คุก” (  =3.82, S.D.=0.753) การได้รับการสนับสนุนบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถจาก
หน่วยงานของรัฐมาช่วยปฏิบัติงาน (  =3.78, S.D.=0.712) การได้รับงบประมาณสนับสนุนการ
ดาเนินงานเพยี งพอ (  =3.77, S.D.=0.634) นโยบายงานยตุ ธิ รรมตามแผนงานพฒั นาระบบยุติธรรม
ชุมชน (  =3.76, S.D.=0.831) การส่งเสริมและสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างสานักงานยุติธรรมจังหวัด
กระทรวงยุติธรรมกับชุมชน (  =3.75, S.D.=0.762) การมีศูนย์ยุติธรรมชุมชนช่วยให้ประชาชน
ได้รับความยุติธรรมและลดความเหล่ือมล้าด้านความเป็นธรรมทางสังคม (  =3.74, S.D.=0.764)
การได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการที่สานักงานยุติธรรมจังหวัดจัดขึ้น (  =3.72, S.D.=0.686)
ส่วนกลางจัดอัตรากาลังให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน (  =3.68, S.D.=0.686) โครงสร้างกาหนด
คณะกรรมการของศนู ย์ยุตธิ รรมชุมชนมีความเหมาะสม(  =3.63,S.D.=0.625) ตามลาดับ

(3) ด้ำนกำรมีส่วนร่วมของชุมชน : พบว่า ปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของศูนย์
ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (  =3.82, S.D.=0.778) เมื่อพิจารณาเป็น
รายข้อ พบว่า ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉล่ียสูงที่สุด คือ การมีส่วน
รว่ มของชุมชนต่อศูนย์ยุติธรรมชุมชนช่วยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการยุติธรรมในชุมชน (  =3.98,
S.D.=0.752) รองลงมา ได้แก่ การเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเป็นหุ้นส่วนในการดูแลและปกป้อง
ชุมชนของตน ร่วมกันหาทางออกและแนวทางป้องกันปัญหาชุมชน และคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนของ
ชุมชน (  =3.94, S.D.=0.822) การสร้างสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างเพ่ือนบ้าน การมีส่วนร่วมกัน
ป้องกันอาชญากรรมของชุมชน จะช่วยลดและควบคุมปัญหาอาชญากรรมทางอ้อมในชุมชน (  =
3.92, S.D.= 0.785) การปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชนและศูนย์ยุติธรรมชุมชนทาให้เกิดความ
สงบเรียบร้อยในชุมชน (  =3.84, S.D.=0.753) และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปฏิบัติตาม
กฎหมายและกฎระเบียบชุมชนช่วยลดปัญหาข้อพิพาท (  =3.82, S.D.=0.774) ความพร้อมของคน
ในชุมชนในการให้ความร่วมมือกับศูนย์ยุติธรรมชุมชนทาให้การขับเคล่ือนภารกิจเกิดผลสาเร็จ (  =
3.74, S.D.=0.834) การมีส่วนร่วมของชุมชนทาให้กิจกรรมของศูนย์ยุติธรรมชุมชนบรรลุผล (  =
3.72, S.D.=0.876) ตามลาดับ

ห น้ า | 302

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

(4) ด้ำนเครือข่ำยกำรทำงำน : พบว่า ปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของศูนย์
ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (  =3.73, S.D.=0.684) เมื่อพิจารณาเป็น
รายข้อ พบว่า ทุกข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉล่ียสูงที่สุด เครือข่ายและ
ผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน (  =3.82, S.D.=0.734) รองลงมา ได้แก่ การมี
เครือข่ายเพอ่ื ป้องกนั ปัญหาอาชญากรรมในชมุ ชนเฝ้าระวงั และช่วยแจ้งเบาะแส ช่วยลดปัญหาความ
เดือดร้อนของชุมชน (  =3.81, S.D.=0.734) เครือข่ายและผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจไปในทิศทาง
เดียวกนั (  =3.78, S.D.=0.733) ทักษะความสามารถของเครือข่ายและผู้ประสานงานประสานงาน
ทาใหก้ ารสร้างภาคีเครอื ขา่ ยมีความเข้มแข็ง (  =3.76, S.D.=0.548) และเครือข่ายควรมีส่วนร่วมใน
การป้องกันและควบคุมอาชญากรรมโดยบูรณาการร่วมกับส่วนงานอ่ืน เช่น อปพร. (  =3.74,
S.D.=0.746) เครอื ขา่ ยและผู้ปฏิบตั งิ านใหค้ วามสาคัญตอ่ ศูนยย์ ตุ ธิ รรมชุมชนซึ่งเป็นเคร่ืองมืออานวย
ความยุติธรรมอย่างท่ัวถึง (  =3.72, S.D.=0.776) การสร้างความร่วมมือของเครือข่ายยุติธรรม
ชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยบาบัดแก้ไขฟื้นฟูและการสงเคราะห์ผู้พ้นโทษให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ไม่
กระทาผิดซ้า (  =3.68, S.D.=0.765) คณะกรรมการเครือข่ายและผู้ปฏิบัติงานทุกตาแหน่งมีการ
ประสานงานแลกเปลี่ยนขอ้ มลู กันอยเู่ สมอ (  =3.56, S.D.=0.642) ตามลาดับ

2. ปัญหำอุปสรรคกำรดำเนนิ งำนของศูนยย์ ุติธรรมชมุ ชนตำบลประทัดบุ
2.1 ด้ำนกำรบริหำรจัดกำร พบว่ามีข้อจากัดเร่ืองระยะเวลาและความพร้อม ข้ันตอน
การจัดทาแผนไม่มีกระบวนการท่ีเป็นทางการ เพียงแต่มีการประชุมพูดคุยและมอบหมายภาระงาน
ตามกรอบภารกิจ จัดให้มีผู้ปฏิบัติงานประจาอยู่ท่ีศูนย์หรืออยู่ที่จุดรับเร่ืองของหมู่บ้าน หากมีการ
ร้องเรียนจึงดาเนินการไกล่เกล่ียหรือให้คาปรึกษา เช่น กรณีพิพาทท่ีดิน การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
สัตวเ์ ล้ียงเข้ามากินพชื ผักทปี่ ลกู เสียหาย การทารั้วปกั แนวเขตที่ดินโดยไมไ่ ดแ้ จง้ คกู่ รณี การเข้ามาจับ
ปลาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ เป็นต้น เครือข่ายยุติธรรมชุมชนต้องจดบันทึกรายละเอียดลง
ในกระดาษเปล่า เน่ืองจากไม่มีแบบฟอร์มอย่างเป็นทางการ หรือใช้แบบฟอร์มของหน่วยงานอื่น ทา
ให้การจดั เกบ็ เอกสารไม่เป็นระบบ ยากตอ่ การสืบคน้ และนาข้อมลู ไปทาประโยชน์ต่อไป
2.2 ดำ้ นกำรสนบั สนุนจำกภำครฐั ยุติธรรมจงั หวดั เป็นผู้อนุมัติหลักการและงบประมาณ
ตามกรอบภารกิจของศูนย์ยุติธรรมชุมชน โดยจัดสรรงบประมาณในหลักการกว้าง ๆ ซ่ึงยังห่างจาก
บริบทของความต่างและปัญหาแต่ละพื้นที่ ด้วยสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น สถานการณ์โควิด-
19 ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพ่ิมเพ่ือปฏิบัติการตามนโยบายภาครัฐและควบคุมโรค การจัดอบรมให้กับ
ผ้ปู ฏิบตั งิ านของศนู ย์ยุติธรรมชุมชน อย่างน้อยปีละหนงึ่ ครง้ั ยังไม่เพยี งพอต่อการทางาน
2.3 ด้ำนกำรมีส่วนร่วมของชุมชน ข้อจากัดในเรื่องเศรษฐกิจและเร่ืองปากท้องทาให้
ประชาชนไมส่ ามารถเข้ามามสี ่วนร่วมไดอ้ ย่างเต็มที่ ประกอบกบั นักการเมืองท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท
ในชุมชน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดความเห็นต่างหรือมีความขัดแย้งลุกลามมาถึงความสัมพันธ์ของชุมชน
จนเปน็ อุปสรรคตอ่ การพฒั นา ขาดการบรู ณาการการทางานรว่ มกับสถาบนั หลักอื่น ๆ ในชุมชน

ห น้ า | 303

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

2.4 ด้ำนเครือข่ำยกำรทำงำน ความเชื่อมั่นในงานยุติธรรมชุมชนของเครือข่ายและ
ผูป้ ฏิบตั งิ านของศูนยย์ ตุ ธิ รรมชุมชน ไมไ่ ด้เป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่
มองวา่ งานของยุติธรรมชุมชนทบั ซ้อนกับงานของหน่วยงานอ่ืน เช่น ศูนย์ดารงธรรม ศูนย์ไกล่เกลี่ย
และระงับขอ้ พิพาท หรืองานปกครองของผู้นาชุมชน เปน็ ตน้ ผ้ทู างานยังขาดความรูป้ ระสบการณ์

3. แนวทำงกำรพัฒนำงำนยตุ ิธรรมชุมชนของศนู ย์ยุติธรรมชมุ ชน
3.1 ด้ำนกำรบริหำรจัดกำร : การดาเนินงาน กระบวนงาน งบประมาณค่าใช้จ่ายและ
จานวนผปู้ ฏิบัติงานใหเ้ หมาะสมกับภาระงาน ท้ังนี้อาจจัดให้มีผู้ปฏิบัติงานประจาอยู่ที่ศูนย์หรืออยู่ท่ี
จุดรบั เรื่องของหมู่บ้าน โดยอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนในฐานะเปน็ หุ้นสว่ นกับภาครัฐ โดยใช้
หลักการดาเนินงานไดแ้ ก่ ความโปรง่ ใสเปน็ กลาง การประสานงาน การมีส่วนร่วม การประชาสัมพันธ์
ความรู้ การลดขัน้ ตอน และกระบวนการยุติธรรมเชงิ สมานฉันท์
3.2 ด้ำนกฎหมำย : ผลักดันให้มีกฎหมายที่ชัดเจนและไม่ซ้าซ้อนกับการดาเนินงานของ
ส่วนงานอ่ืน รวมท้ังการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีการติดตามตรวจสอบและ
รายงานผลการดาเนนิ งานอย่างตอ่ เน่ืองเพือ่ นาประเดน็ ปัญหามาแก้ไขหรือพฒั นาการดาเนินงานงาน
3.3 ด้ำนกำรมีส่วนร่วมของชุมชน : เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเป็นหุ้นส่วนในการดูแล
และปกป้องชมุ ชนของตน รว่ มกนั หาทางออกและแนวทางป้องกันปัญหาชุมชน และคุณภาพชีวิตท่ีดี
ขึน้
3.4 ด้ำนเครือข่ำยกำรทำงำน : ให้มีเครือข่ายยุติธรรมชุมชนและคณะกรรมการศูนย์
ยตุ ิธรรมชมุ ชนมาจากภาคประชาชน เจ้าหนา้ ท่หี น่วยงานรฐั ผู้นาชมุ ชน อาทิ กานนั ผ้ใู หญ่บ้าน ผู้นา
ทางการและไม่เป็นทางการ อาสาสมคั รยุตธิ รรมชมุ ชน จัดพัฒนาความรแู้ ประสบการณ์ใหเ้ ครอื ขา่ ย

ดำ้ นเครอื ข่ำยกำรทำงำน แนวทำงพัฒนำ ด้ำนกำรบริหำรจัดกำร
จากภาคประชาชน เจา้ หนา้ ท่ี ศูนยย์ ุติธรรมชมุ ชน การดาเนินงาน กระบวนงาน
งบประมาณค่าใช้จา่ ยและผ้ปู ฏบิ ัติงาน
หน่วยงานรฐั ผู้นาชุมชนทางการ/ จัดใหเ้ หมาะสมกบั ภาระงาน
ไม่เป็นทางการ อาสาสมัคร
ยุตธิ รรม

ดำ้ นกำรมสี ว่ นรว่ ม ด้ำนกฎหมำย
เปิดโอกาสให้คนในชมุ ชนเป็นหุ้นส่วนในการ ผลกั ดันใหม้ กี ฎหมายทีช่ ดั เจนและไม่ซา้ ซอ้ น
ดแู ลและปกปอ้ งชมุ ชนของตน กบั การดาเนินงานของส่วนงานอื่น

ภำพท่ี 1 แนวทางพฒั นาศุนย์ยตุ ิธรรมชุมชน (จิรศักด์ิ บางท่าไม้ และสิริพัฒถ์ ลาภจิตร, 2564)

ห น้ า | 304

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

อภปิ รำยผล (Research Discussion)
1. ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยความสาเร็จในการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล

ตาบลประทัดบุ อาเภอปราสาท จังหวัดสรุ นิ ทร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด
คือ ด้านการบริหารจัดการ รองลงมาได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านการสนับสนุนจาก
ภาครัฐ และด้านเครือข่ายการทางาน สอดคล้องกับงานวิจัยของจักกริน วรนาม กฤชวรรธน์ โล่
วัชรินทร์ และกชพร มุสิกบุญเลิศ (2562 : 163-193) พบว่า เง่ือนไขท่ีเอ้ือต่อความสาเร็จในการ
ดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านชุมชน ด้าน
การสนับสนุนจากภาครฐั และด้านเครอื ขา่ ยและผู้ปฏบิ ตั งิ าน ดังนั้น ภาครัฐควรมีนโยบายกาหนดให้
ศนู ย์ยตุ ธิ รรมชมุ ชนเป็นหน่วยงานหลักอานวยความยตุ ธิ รรมระดบั ชุมชน ผลักดันให้มีแผนปฏิบัติการ
ระดับชุมชนที่ชัดเจนและต่อเน่ือง ขณะเดียวกันศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลต้องดาเนินนโยบายสร้าง
ภาคเี ครอื ขา่ ยและบรหิ ารเครือขา่ ยกบั ชมุ ชนให้เกดิ ประสบการณ์ร่วมกัน สอดคล้องกับณัฐพงศ์ ปัทม
โรจน์ (2558 : 392) พบว่า การใช้ทุนของสังคมในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในชุมชน มี 3
ประเภท คือ 1) ทุนสังคม 2) ทุนมนุษย์ 3) ทุนวัฒนธรรม โดยทั้ง 3 ทุนที่กล่าวมานั้นเป็นทุนที่มีอยู่
ในสงั คมเปน็ สว่ นผสมท่สี าคญั ในการใช้กระบวนการยตุ ิธรรมเชิงสมานฉนั ท์

2. ปญั หาอุปสรรคการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ อาเภอปราสาท
จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ 1) ด้านการบริหารจัดการศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล ในการจัดทาแผนตาม
ข้ันตอนที่กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้มอบหมายนโยบาย โครงสร้าง และกรอบภารกิจงานยุติธรรม
ชมุ ชน แตพ่ บวา่ มีข้อจากดั ในเร่อื งระยะเวลาและความพรอ้ ม 2) ด้านการสนับสนุนจากรัฐพบว่าการ
จัดสรรงบประมาณของโครงการในหลักการกว้าง ๆ ซ่ึงยังห่างจากบริบทของความแตกต่างแต่ละ
พ้ืนที่ เช่น สถานการณ์โควิด-19 ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเพ่ือปฏิบัติการตามนโยบายภาครัฐและ
ควบคุมโรค การจัดอบรมให้กับผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนขาดความต่อเน่ือง 3) ด้านการมี
ส่วนร่วมของชุมชน พบว่าประชาชนให้ความร่วมมือกับกิจกรรมทางสังคม แต่ด้วยข้อจากัดในเรื่อง
เศรษฐกิจและเร่ืองปากท้องจึงไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ และ 4) ด้านเครือข่ายการ
ทางาน พบว่า ความเช่ือมั่นในงานยุติธรรมชุมชนของเครือข่ายและผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ยุติธรรม
ชุมชน ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เม่ือทัศนะเก่ียวกับกระบวนการยุติธรรมชุมชนไม่มั่นคง ส่งผล
กระทบต่อความมุ่งม่ันตั้งใจในการปฏิบัติงานของเครือข่ายและผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ฯ ท่ีสมัครใจมา
ทาหน้าที่ เป็นต้น รวมท้ังผู้ปฏิบัติงานยังขาดความรู้ประสบการณ์ สอดคล้องกับณัฐพงศ์ ปัทมโรจน์
(2558 : 96) พบว่า สมาชิกในชุมชนยังยังขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทางานของศูนย์
ยุติธรรมชุมชน ภาครัฐจึงควรประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน และให้ความสาคัญกับ
การบรู ณาการความรู้ระหว่างชุมชนกบั ภาครัฐ สอดคล้องกับจุฑารัตน์ เอื้ออานวย และคณะ (2550)
สอดคล้องกับ อรพินธ์ สุวัณณปุระ (2551) ท่ีพบว่า การจัดอบรมพัฒนาบุคลากรท่ีมุ่งเน้นให้เกิด
ประสิทธิภาพต้องจัดขึ้นในพื้นที่ของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลแห่งน้ัน สอดคล้องงานของจุฑาทิพย์
สร้อยสารี, 2556) พบว่า การควบคุมอาชญากรรมในชุมชนต้องอาศัยชุมชนเป็นหลักในการป้องกัน

ห น้ า | 305

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

แก้ไข การออกแบบการดาเนินงานในลักษณะหุ้นส่วนรับผิดชอบร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยมีศูนย์
ยุตธิ รรมชุมชนเป็นตวั กลางประสานงาน

3. แนวทางการพัฒนาระบบงานศนู ย์ยตุ ิธรรมชมุ ชนให้เข้าถึงง่าย โดยการพัฒนาปรับปรุง
กฎหมาย การบริหารงานและกระบวนงานที่ชัดเจน การใช้ทุนชุมชนโดยผู้นา เครือข่ายและ
ประชาชนมีส่วนร่วมในฐานะเป็นหนุ้ สว่ น มกี ารปฏิบัตงิ านเชงิ รุก โดยใชห้ ลกั ความโปร่งใส การมีส่วน
ร่วม การประสานงาน การประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
สอดคล้องกับงานของอัคคกร ไชยพงษ์ และคณะ (2561 : 205) พบว่า แนวทางการพัฒนายุติธรรม
ชุมชนของตาบลหนองโก อาเภอกระนวน จังหวดั ขอนแกน่ 1) การผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมาย
ท่ีเก่ียวข้องอย่างจริงจัง 2) การนาภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ 3) การ
สง่ เสริมและสรา้ งจุดเช่ือมตอ่ ระหว่างสานกั งานยตุ ิธรรมจงั หวัด กระทรวงยตุ ิธรรมกบั ชมุ ชน 4) จัดให้
มเี ครอื ขา่ ยยุตธิ รรมชมุ ชนและคณะกรรมการศนู ย์ยุติธรรมชุมชนมาจากประชาชนมากกว่าเจ้าหน้าที่
หน่วยงานรัฐ และ 5) มีหน่วยงานท่ีรับผิดชอบหลักที่มีกฎหมายรองรับการดาเนินงานที่ชัดเจนและ
เปน็ รปู ธรรม ขณะเดียวกัน ศิรินภา ทรัพย์โฮ้ (2557) พบว่า ระบบข้อมูลท่ีมีประสิทธิภาพจะนาไปสู่
กระบวนการแกป้ ัญหาทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพและการจดั ทาแผนพัฒนาองคก์ ร การคัดเลือกคณะกรรมการ
และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงาน ต้องพิจารณาตามสัดส่วนโครงสร้างท่ีกระทรวงยุติธรรมกาหนดและ
พิจารณาคุณสมบัติท่ีเหมาะสม ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความน่าเช่ือถือ การยอมรับ จิตอาสา
และการพัฒนาบุคลากรของศูนย์ยุติธรรมชุมชนอย่างต่อเนื่องให้มีความพร้อมท้ังองค์ความรู้และ
ความสามารถทีเ่ ออื้ ต่อสถานการณ์ของศูนย์ยุตธิ รรมชุมชนแต่ละแหง่

ข้อเสนอแนะกำรวจิ ัย (Research suggestions)
ข้อเสนอแนะในกำรนำผลงำนวจิ ยั ไปใช้
1. ศูนย์ยุติธรรมชุมชน สามารถนาข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาเพื่อวางแผนในการบริหาร

จัดการ การจัดโครงสร้างและมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ซ่ึงภาครัฐควรผลักดันนโยบายให้ศูนย์
ยตุ ธิ รรมชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการอานวยความยุติธรรมในระดับท้องถ่ิน เพ่ือลดความซ้าซ้อน
ของหน่วยงาน สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยผลักดันให้มีแผนปฏิบัติการระดับชุมชนที่ชัดเจน
และต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นภารกิจ คือ การแก้ไขระงับข้อพิพาทและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
ไปพร้อมกนั สานกั งานยุติธรรมจงั หวดั อาจเป็นผ้ขู ับเคล่อื นสาคัญในการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ผ่านเวทีเสวนาและการประชุมผู้มีส่วนเก่ียวข้อง เพื่อจุดมุ่งหมายแรกคือการเข้าใจสภาพชุมชนและ
นามาส่กู ารจัดทาแผนการดาเนนิ งานและแผนปฏิบัตกิ ารท่ีเปน็ รปู ธรรม

2. ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลควรสร้างภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานอ่ืนท้ังภาครัฐ ภาค
ประชาสังคมและเอกชน เช่น เครือข่ายชุมชน เครือข่ายผู้ประกอบการ ที่สามารถสนับสนุกิจกรรม
ยตุ ิธรรมชุมชนใหเ้ ข้มแข็ง

ห น้ า | 306

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

3. ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบล ควรดาเนินงานเชิงรุก สร้างการรับรู้ร่วมกันกับชุมชน เปิด
โอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม เช่น การรับรู้สถานการณ์และร่วมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
การวางแผนกาหนดทิศทางพัฒนา การมีส่วนร่วมเป็นผู้จัดกิจกรรมในชุมชน การเข้าร่วมกิจกรรม
ของชมุ ชน อันจะนามาซง่ึ ความรู้สึกเปน็ เจ้าของชมุ ชนและความเชือ่ ม่นั ในงานยุตธิ รรมชมุ ชน

ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื กำรวจิ ยั ตอ่ ไป
1. ศึกษาความสาเรจ็ ของศูนยย์ ุตธิ รรมชมุ ชนตาบลท่ีไดร้ บั รางวัลและเปรียบเทียบกับศูนย์
ท่ีไม่ไดร้ บั รางวัล โดยถอดบทเรียน เพื่อค้นหาเงือ่ นไข และตวั แบบทน่ี าไปพฒั นางานยุติธรรมชมุ ชน
2. ศกึ ษาความคดิ เห็นของประชาชนในพน้ื ทีอ่ าจค้นพบเง่ือนไขท่ีแตกต่างจากผู้ปฏิบัติงาน
โดยเฉพาะประเด็นสาเหตุทข่ี อใช้บรกิ ารหรอื สาเหตุการมสี ่วนร่วมของประชาชนในพ้นื ท่ี
3. ศึกษากฎหมายการคุ้มครองสทิ ธิผูไ้ ด้รบั ผลกระทบและปญั หาการบังคบั ใชก้ ฎหมาย
4. ศึกษาบทบาทหนา้ ท่ีของหน่วยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งเพอื่ นามาบูรณาการการทางานด้านศูนย์
ยตุ ธิ รรมชุมชนรว่ มกัน

เอกสำรอ้ำงอิง (References)
กรมราชทณั ฑ์. (2563). รายงานสถติ ผิ ูต้ อ้ งราชทัณฑ.์ สืบค้น 12 กันยายน 2563,

จาก http://www.correct.go.th/stathomepage/.
กระทรวงยตุ ิธรรม. (2560). ร่างพระราชบญั ญตั ิยุติธรรมชมุ ชน พ.ศ. .. .สบื ค้น 24 ธันวาคม 2563

จาก กระทรวงยตุ ิธรรม: https://www.moj.go.th/view/9318.
จักกรนิ วรนาม กฤชวรรธน์ โลว่ ัชรนิ ทร์ และกชพร มสุ กิ บุญเลิศ. (2562). เงื่อนไขที่เอื้อตอ่

ความสาเรจ็ ในการดาเนินงานของศนู ย์ยุตธิ รรมชมุ ชนตาบลในจังหวดั ขอนแก่น.
วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร.์ 27(2), 163-193.
จฑุ าทิพย์ สร้อยสารี. (2556). ปจั จัยท่ีมผี ลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยส์ นิ ของ
ประชาชนตาบลแสนสุข อาเภอเมือง จังหวัดชลบรุ .ี นพิ นธป์ ริญญารฐั ศาสตรมหาบัณฑติ .
มหาวทิ ยาลัยบูรพา. ชลบุร.ี
จุฑารตั น์ เอ้ืออานวย และคณะ. (2550). การเปดิ พื้นท่ยี ตุ ิธรรมชุมชนเชิงสมานฉนั ท์ในสงั คมไทย.
การประชุมวิชาการระดับชาติวา่ ด้วยงานยตุ ธิ รรม ครัง้ ท่ี 5 เรอื่ งการพัฒนากระบวนการ
ยุตธิ รรมในสภาวะการเปล่ียนแปลงของสงั คมโลก. กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานกิจการ
ยุตธิ รรม กระทรวงยุตธิ รรม.
ณัฐพงศ์ ปัทมโรจน์. (2558). ทนุ ทางสังคมในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท:์ กรณีศึกษาศูนย์
ยุตธิ รรมชมุ ชนพนมสารคาม จงั หวดั ฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธห์ ลกั สตู รศลิ ปศาสตรมหา
บัณฑติ (การบริหารการพฒั นาสงั คม) คณะพฒั นาสังคมและส่งิ แวดล้อม
สถาบันบณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร์.

ห น้ า | 307

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ศิรินภา ทรพั ยโ์ ฮ.้ (2557). ปัญหาอุปสรรคในกระบวนการจัดการความขัดแยง้ ของศูนย์ยุตธิ รรม
ชมุ ชน กรณีศกึ ษาศูนย์ยตุ ิธรรมชุมชนบา้ นน้าทวน ตาบลนาบวั อาเภอนครไทย จงั หวัด
พิษณุโลก. วิทยานิพนธป์ ริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑติ . มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.

ศนู ย์ยุตธิ รรมชุมชนตาบลประทดั บุ. (2563). รายงานผลดาเนนิ งานศูนย์ยุตธิ รรมชมุ ชนตาบล
ประทัดบุ. สรุ นิ ทร์: ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตาบลประทัดบุ.

สัญญพงศ์ ลิม่ ประเสริฐ. (2562). ยุติธรรมชมุ ชน: กระบวนการยุติธรรมทางเลอื กในสังคมไทย.
งานประชุมวชิ าการระดับชาติ. ปทุมธานี: มหาวทิ ยาลยั รังสติ .

อรพินธ์ สวุ ณั ณปุระ. (2551). การจัดการความขดั แยง้ และอาชญากรรมโดยชมุ ชนบ้านแมย่ างส้าน
อาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชยี งใหม่. วิทยานิพนธว์ ิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาวิทยาลัย
แมโ่ จ.้

อคั คกร ไชยพงษ์ และคณะ. (2562). แนวทางการพัฒนายุตธิ รรมชุมชนของตาบลหนองโก
อาเภอกระนวน จังหวดั ขอนแก่น. วารสารสทุ ธปิ รทิ ัศน.์ 32(103), 203-216.

ห น้ า | 308

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 309

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

การจัดตงั้ สาขาพรรคการเมอื งไทยภายใตก้ ฎหมายพรรคการเมอื ง พ.ศ. 2560
The Establishment of the Thai Political Party Branches under The

Political Party Act of 2017

เสนยี ์ คำสุข1 อเนก สขุ ดี2
Senee Comsook, Anek Sookdee

บทคัดยอ่ (Abstract)
กำรวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำ 1) กำรจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองไทย 2) เพื่อ

วิเครำะห์ประเดน็ สำคญั ทีเ่ กี่ยวกบั กำรจัดตงั้ สำขำพรรคกำรเมืองไทย กำรวิจัยน้ีใช้ข้อมูลจำกเอกสำร
และจำกคณะกรรมกำรสำขำพรรคและสมำชกิ พรรคกำรเมอื งจำนวน 10 สำขำของพรรคกำรเมือง 3
พรรคจำนวน 26 คน เจ้ำหน้ำท่ี กกต.กลำงและเจ้ำหน้ำที่ กกต.ประจำจังหวัดจำนวน 7 คนรวม
ทงั้ ส้ิน 33 คนโดยกำรเลือกตัวอย่ำงแบบเจำะจง เครื่องมือวิจัยใช้แบบสัมภำษณ์และวิเครำะห์ข้อมูล
เชิงพรรณนำ ผลกำรวิจัยพบว่ำ 1) สำขำพรรคกำรเมืองไทยส่วนใหญ่จัดตั้งเพ่ือให้มีองค์ประกอบ
ครบถ้วนตำมเงอ่ื นไขของกฎหมำยโดยเร่มิ ตน้ จำกคนทใ่ี กล้ชิดหรือที่รู้จักกันเป็นส่วนตัวไปดำเนินกำร
จัดต้ังสำขำพรรคขึ้นในภูมิลำเนำของตนเอง 2) ประเด็นสำคัญท่ีเกี่ยวกับกำรจัดตั้งสำขำพรรคกำร
เมอื งไทยมี 3 ประเด็นทเี่ กี่ยวข้องกนั อยำ่ งแยกไมอ่ อก คอื คน เงนิ และวธิ กี ำรจดั ต้งั สำขำพรรค
คำสำคญั (Keywords): กำรจดั ต้งั ; กฎหมำยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560; พรรคกำรเมอื งไทย

Abstract
Research aimed to study 1) the establishment of a branch of a Thai

political party, 2) to analyze important issues related to the establishment of a
branch of a Thai political party. This research was based on documents and from
the party branch committees and members of the 10 branches of the 3 political
parties, totaling 26 people, the Central Election Commission and officials. Provincial
Election Commission of 7 people, totaling 33 people by selecting a specific sample
The research instruments were interviewed and use descriptive analysis. The
research found that 1) most of the Thai political party branches were established in

Received: 2020-12-28 Revised: 2021-03-20 Accepted: 2021-04-26
1 คณะสังคมศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั มกุฏรำชวทิ ยำลยั Associate Professor, Faculty of Social

Sciences Mahamakut Buddhist University. Corresponding Author e-mail: [email protected]
2 วทิ ยำลยั กำรจดั กำรและพฒั นำทอ้ งถนิ่ มหำวิทยำลยั รำชภฏั พบิ ูลสงครำม Lecturer, College of

Local Management and Development Pibulsongkram Rajabhat University

ห น้ า | 310

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

order to have all the elements required by the law, starting with people close or
Personal relationship to establish a party branch in their own Homeland 2) There
are three important issues regarding the establishment of a branch of a Thai
political party: people, money, and the method of establish Party branches.
Keywords: Establishment; Political Party Act of 2017; Party Branches

บทนำ (Introduction)
พรรคกำรเมืองถอื เป็นสถำบนั ทำงกำรเมืองที่สำคัญอย่ำงหน่ึงซึ่งพบได้ในทุกประเทศไม่ว่ำ

ประเทศน้ันมีกำรปกครองในระบอบใดก็ตำม เพรำะพรรคกำรเมืองมีบทบำททำงกำรเมืองท่ีสำคัญ
หลำยประกำรโดยเฉพำะกำรแข่งขันในกำรเลือกตั้งที่เปิดกว้ำงเพื่อเข้ำไปมีตำแหน่งสำ ธำรณะและ
พรรคกำรเมืองจำเป็นต้องมีกำรจัดโครงสร้ำงที่สำมำรถชักจูงหรือเป็นช่องทำงให้ผู้ออกเสียงเลือกต้ัง
เข้ำไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนพรรคกำรเมืองรวมทั้งกำรมีส่วนร่วมผ่ำนทำงกลไกสำขำพรรค
(Heywood, 2007) พัฒนำกำรของพรรคกำรเมืองในประเทศไทยเกิดข้ึนภำยหลังกำรเปล่ียนแปลง
กำรปกครอง พ.ศ. 2475 โดยรฐั ธรรมนญู ฉบับแรกทีไ่ ดบ้ ญั ญตั ิใหพ้ ลเมืองมีสทิ ธิ เสรภี ำพในกำรจัดตั้ง
พรรคกำรเมือง คือ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2489 ต่อมำในสมัยรัฐบำลจอม
พล ป. พิบูลสงครำมได้มีแนวคิดในกำรจัดระเบียบพรรคกำรเมืองขึ้นมำใหม่โดยมีกำรตรำ
พระรำชบัญญัติพรรคกำรเมืองฉบับแรกข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2498 มีสำระสำคัญ คือ กำหนดถึงกำรจัดตั้ง
พรรคกำรเมืองรวมท้ังสิทธิ บทบำท กำรดำเนินกิจกรรมและกำรสิ้นสุดของพรรคกำรเมือง
นอกจำกน้ี ในมำตรำ 5 ยังได้กำหนดให้พรรคกำรเมืองสำมำรถจัดตั้งสำขำพรรคได้โดยแจ้งที่ต้ัง
สำนกั งำนสำขำตอ่ สำนกั งำนปลัดกระทรวง กระทรวงมหำดไทย ด้วยเหตุนี้ กฎหมำยพรรคกำรเมือง
นบั ตั้งแต่ฉบบั แรกจวบจนถงึ กฎหมำยพรรคกำรเมืองฉบบั ปัจจุบนั จึงได้มีบทบัญญัติให้พรรคกำรเมือง
ต้องจดั ตง้ั สำขำพรรคข้ึนเพื่อช่วยเสริมสร้ำงฐำนอำนำจทำงกำรเมืองแก่พรรคกำรเมือง เป็นสื่อกลำง
ในกำรประสำนงำนระหว่ำงพรรคสำนักงำนใหญแ่ ละสำขำพรรคในพน้ื ท่ี

ภำยหลังกำรประกำศใช้รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2560 และพระ
รำช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่ำด้วยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 กำรจัดตั้งพรรคกำรเมืองอย่ำง
เป็นทำงกำรจำเป็นต้องมีกำรจัดตั้งสำขำพรรค (Party Branch) ขึ้นอย่ำงน้อย 1 สำขำในแต่ละภำค
คือ ต้องจัดต้ังอย่ำงน้อย 4 สำขำตำมเงื่อนไขท่ีกฎหมำยกำหนดไว้ โดยในพ้ืนที่ในควำมรับผิดชอบ
ของแต่ละสำขำยังจำเป็นต้องมีสมำชิกพรรคอย่ำงน้อย 500 คนขึ้นไป ท้ังน้ี สมำชิกพรรคต้อง
จ่ำยเงินบำรุงพรรคหรือค่ำสมำชิกในปีแรกคนละ 50 บำทและ 100 บำทในปีต่อๆมำ นอกจำกนั้น
ต้องมีกำรจัดประชุมใหญ่สำขำพรรคกำรเมืองโดยมีสมำชิกเข้ำร่วมกำรประชุมอย่ำงน้อย 100 คนเพ่ือ
เลือกกรรมกำรสำขำพรรค โครงสร้ำงคณะกรรมกำรสำขำพรรคกำรเมืองประกอบด้วยหัวหน้ำสำขำ
และกรรมกำรสำขำพรรคกำรเมืองตำมจำนวนและตำแหน่งที่กำหนดในข้อบังคับพรรคกำรเมืองซึ่ง
ต้องไม่น้อยกว่ำ 7 คน ทั้งนี้ กำรได้มำ กำรดำรงตำแหน่ง วำระกำรดำรงตำแหน่ง กำรพ้นจำก

ห น้ า | 311

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ตำแหน่ง วิธีกำรบริหำร หน้ำท่ีและอำนำจของคณะกรรมกำรสำขำพรรคกำรเมืองให้เป็นไปตำมท่ี
กำหนดในขอ้ บงั คบั พรรคกำรเมอื ง (สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรเลือกตั้ง, 2562)

พรรคกำรเมืองที่สำมำรถจัดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้ำร่วมกำรเลือกต้ังท่ัวไป พ.ศ. 2562
จำนวนกว่ำ 80 พรรคล้วนมีกำรจัดต้ังสำขำพรรคขึ้นแต่มีจำนวนมำก -น้อยแตกต่ำงกัน ตำมข้อมูล
ของคณะกรรมกำรกำรเลือกตั้ง ณ วันท่ี 9 มีนำคม พ.ศ. 2563 มีพรรคกำรเมืองที่ดำเนินกำรอยู่
ท้ังสิ้น 74 พรรค ส่วนใหญ่คือ 37 พรรคหรือคิดเป็นร้อยละ 50.60 ของทั้งหมดจัดต้ังสำขำพรรคขึ้น
พรรคละ 4 สำขำตำมจำนวนน้อยท่ีสุดท่ีกฎหมำยกำหนดให้จัดตั้ง พรรคท่ีจัดต้ัง 5 สำขำมีอยู่ 6
พรรค สำหรบั พรรคท่จี ดั ต้ัง 6 สำขำมีอยู่ 5 พรรคและส่วนใหญ่คือ 36 พรรคจัดตั้งหรือเกือบร้อยละ
50.00 มีสมำชิกอยู่ระหว่ำง 1,021–9,822 คน ท่ีเกินกว่ำ 10,000 คนมีอยู่รำว 15 พรรค สมำชิก
ระหว่ำง 300–900 คนมีอยู่ 10 พรรคและยังดำเนินกำรหำสมำชิกอีกรำว 10 พรรค พรรคที่เคย
จัดต้ังมำตงั้ แต่ พ.ศ. 2525 และเคยเป็นพรรคทีม่ ีสำขำมำกท่ีสุดในอดีต คือ พรรคประชำธิปัตย์จัดตั้ง
สำขำเพียง 8 สำขำแต่มีสมำชิกพรรคมำกท่ีสุดกว่ำทุกพรรคคือ 146,442 คน ส่วนพรรคท่ีต้ังสำขำ
จำนวนมำกที่สุดคือ 93 สำขำคือ พรรคไทยรักธรรมมีสมำชิกรวมทั้งส้ิน 83,440 คนหรือเฉล่ียสำขำละ
878 คนเท่ำน้ัน (สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกต้ัง, 2563) จำกประเด็นต่ำงๆดังที่กล่ำวมำใน
ข้ำงต้นจะเห็นไดว้ ่ำพรรคกำรเมืองไทยสว่ นใหญม่ กี ำรจัดต้ังสำขำพรรคอยู่ท่ีจำนวน 1–4 สำขำเพ่ือให้
เป็นไปตำมท่ีกฎหมำยกำหนดเป็นสำคัญ โดยมิได้ให้ควำมสำคัญกับกำรต้ังสำขำพรรคให้กระจำยไป
ในพ้ืนที่ต่ำงๆอย่ำงทั่วถึง เพ่ือให้สำขำพรรคเป็นกลไกของพรรคในกำรเช่ือมโยงกับประชำชนอันจะ
เป็นกำรวำงรำกฐำนควำมเข้มแข็งให้แก่พรรคกำรเมืองน้ันๆเอง (สติธร ธนำนิธิโชติ, 2556) ใน
ภำพรวมจึงยังค่อนข้ำงอ่อนแอ เพรำะก่อต้ังข้ึนโดยคนกลุ่มเล็กๆ เน้นควำมสำคัญท่ีกลุ่มผู้ก่อตั้งและ
ผู้บริหำรพรรค ขำดกำรจัดตัง้ สำขำพรรคและไม่มีกำรเชอ่ื มโยงผูอ้ อกเสียงเลอื กตั้งเขำ้ มำมีส่วนร่วมใน
องค์กรพรรค (เสนีย์ คำสุข, 2558) นอกจำกน้ี สำขำพรรคกำรเมืองไทยยังประสบกับปัญหำด้ำน
ต่ำงๆอีกมำกมำย เชน่ ปัญหำกำรสนบั สนนุ จำกพรรคกำรเมือง ปัญหำควำมไม่พร้อมของสำขำพรรค
กำรเมอื งเองและปัญหำกำรสนับสนนุ จำกภำครัฐและประชำชน เปน็ ตน้

จำกประเด็นต่ำงๆดังที่กล่ำวมำในข้ำงต้น เป็นปัจจัยสำคัญประกำรหน่ึงที่ทำให้พรรคกำร
เมอื งไทยในปัจจุบันยังไม่สำมำรถพัฒนำองค์กรให้เป็นสถำบันทำงกำรเมืองที่เข้มแข็งได้ ทำให้ผู้วิจัย
ต้องกำรแสวงหำควำมเป็นจริงหรือแสวงหำคำตอบจำกคำถำมที่น่ำสนใจหลำยคำถำมในกำร
ดำเนินกำรจัดตัง้ สำขำพรรคของพรรคกำรเมืองไทยว่ำสำขำพรรคจัดตั้งขึ้นมำอย่ำงไร สำขำพรรคใน
แต่ละแห่งในแต่ละภำค มีกำรดำเนินกำรเพื่อให้ได้สมำชิกพรรคในพื้นท่ีรับผิดชอบของแต่ละสำขำ
อย่ำงนอ้ ย 500 คนอย่ำงไรบ้ำงและคำถำมอืน่ ๆท่เี กีย่ วข้องอีกหลำยคำถำม

วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย (Research Objective)
1. เพ่ือศกึ ษำกำรจดั ต้ังสำขำพรรคกำรเมืองไทย
2. เพอื่ วเิ ครำะห์ประเด็นสำคัญท่เี ก่ียวกบั กำรจัดต้งั สำขำพรรคกำรเมืองไทย

ห น้ า | 312

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

วิธีดำเนินกำรวิจยั (Research Methods) ประกอบดว้ ย
รูปแบบกำรวิจยั
กำรวิจัยครง้ั นเ้ี ปน็ กำรวิจัยเชงิ คณุ ภำพ (Qualitative Research) โดยใชก้ ำรสัมภำษณ์

เชิงลกึ (In-Depth Interview) กับผู้ใหข้ ้อมูลสำคัญ (Key Informants)
1. ประชำกร กลมุ่ ตัวอย่ำงและผใู้ ห้ข้อมูลสำคัญ
ประชำกรที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั ครั้งนี้ ไดแ้ ก่ พรรคกำรเมอื งที่จัดตั้งขน้ึ และยงั ดำเนินกำร

ทำงกำรเมอื งอย่จู นถึงวันที่ 2 กรกฎำคม พ.ศ. 2563 จำนวนท้งั สิ้น 69 พรรค
1.1 เจำ้ หนำ้ ที่สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกตง้ั กลมุ่ ตัวอยำ่ งท่ีใช้ในกำรวิจยั ครัง้ น้ี

ผวู้ ิจัยใช้วธิ เี ลอื กตัวอยำ่ งแบบเจำะจง (Purposive Selection) ดงั นี้
1.1.1 พรรคกำรเมอื ง โดยใชเ้ กณฑ์ในกำรพจิ ำรณำ ดังน้ี
1.1.2 พรรคกำรเมืองทย่ี งั คงดำเนนิ กำรทำงกำรเมืองอยู่และมีกำรจดั ตั้งสำขำพรรคครบ

ทุกภำคอย่ำงน้อยภำคละ 1 สำขำตำมท่ีกฎหมำยกำหนด
1.1.3 พรรคกำรเมืองที่ส่งสมำชิกลงสมัครเลือกตั้งในกำรเลือกตั้งทั่วไปวันท่ี 22

มีนำคม 2562 และมีสมำชิกได้รับเลือกต้ังเป็นสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร (ส.ส.) เมื่อพิจำรณำ
แบง่ กลุ่มของพรรคกำรเมอื งจำกเกณฑ์ท่ี (1) และ (2) จะแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 กล่มุ ดงั นี้

กลุ่มท่ี 1 พรรคที่มีสำขำพรรคต้ังแต่ 4 สำขำขึ้นไป มีผู้สมัครได้รับเลือกต้ังเป็น
สมำชกิ สภำผ้แู ทนรำษฎร (ส.ส.) เกินกว่ำ 50 คนข้นึ ไปและได้รบั คะแนนเสยี งเกินกว่ำ 1 ล้ำนคะแนน
มี จำนวน 4 พรรค ผวู้ จิ ัยเลอื กพรรคพรรคประชำธปิ ตั ยเ์ ป็นตวั แทนตวั อย่ำงกลมุ่ ท่ี 1

กลุ่มท่ี 2 พรรคที่มีสำขำพรรคตั้งแต่ 4 สำขำขึ้นไป มีผู้สมัครได้รับเลือกต้ังเป็น
สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร (ส.ส.) ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 คนและได้รับคะแนนเสียงต้ังแต่
400,000 คะแนนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 1,000,000 คะแนน มีจำนวน 6 พรรค ผู้วิจัยเลือกพรรครวมพลัง
ประชำชำติไทยเปน็ ตวั แทนตัวอย่ำงกลุ่มที่ 2

กลุ่มท่ี 3 พรรคกำรเมืองท่ีมีสำขำพรรคต้ังแต่ 4 สำขำข้ึนไป มีผู้สมัครได้รับเลือกตั้งเป็น
สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร (ส.ส.) ต้ังแต่ 1-4 คนและได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่ำ 400,000 คะแนนมี
จำนวน 14 พรรค ผวู้ จิ ัยเลอื กพรรคพลงั ปวงชนไทยเปน็ ตัวแทนตัวอย่ำงกลมุ่ ที่ 3

รวมกลุ่มตัวอย่ำงท่ีใช้ในกำรวิจัยคร้ังน้ีทั้งสิ้น 26 คน ท้ังน้ี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key
Informants) ของแต่ละสำขำพรรค ได้แก่ คณะกรรมกำรสำขำพรรคและสมำชิกพรรคท่ีอยู่ในพ้ืนท่ี
รับผิดชอบของแต่ละสำขำ โดยพิจำรณำสำขำพรรคของแต่ละพรรคที่จัดตั้งขึ้นในแต่ละภำคใน
จงั หวัดเดียวกนั หรือใกล้เคียงกันเพอื่ ใหส้ ะดวก เหมำะสมและประหยดั เวลำในกำรจัดเก็บข้อมลู

1.2 เจ้ำหน้ำท่ีสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลอื กตั้งจำนวน 7 คน ดงั น้ี
1.2.1 เจำ้ หนำ้ ที่สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกต้งั (กลำง) จำนวน 2 คน
1.2.2 เจ้ำหนำ้ ทส่ี ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกต้ังประจำจังหวัดจำนวน 5 คน

ห น้ า | 313

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

แนวคิด ทฤษฎีท่ีใช้ในกำรวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับพรรคกำรเมืองและสำขำ
พรรคกำรเมือง แนวคิดเกี่ยวกับกำรจัดตั้งและกำรจัดองค์กรสำขำพรรคกำรเมืองไทย แนวคิด
เกยี่ วกบั ระบบอปุ ถมั ภ์และพระรำชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ว่ำดว้ ยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560

เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในกำรรวบรวมข้อมลู
เคร่ืองมือที่ใช้ในกำรวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสัมภำษณ์และแบบเก็บข้อมูลจำกกำรสังเกตท่ี
ผู้วจิ ัยสร้ำงขนึ้ ใหค้ รอบคลมุ วตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ัย
กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยได้ดำเนินกำรเก็บรวบรวมข้อมูลจำกกำรสัมภำษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
กบั กลุ่มตัวอยำ่ งโดยกำรโทรศัพทน์ ดั หมำยและเดนิ ทำงไปสัมภำษณ์ ณ ท่ีทำกำรสำขำพรรคกำรเมือง
ทง้ั 4 ภำคต้ังแต่ภำคกลำง ภำคใต้ ภำคเหนือและภำคตะวันออกเฉียงเหนือตำมลำดับ ในส่วนที่เป็น
ข้อมลู ทุตยิ ภูมหิ รอื เอกสำร ผวู้ จิ ยั ไดร้ วบรวมโดยศึกษำจำกเอกสำรและสอ่ื สิ่งพมิ พ์ต่ำงๆ
กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู และสถติ ิ
ผู้วิจัยได้ทำกำรวิเครำะห์ข้อมูลโดยกำรวิเครำะห์เนื้อหำ (Content Analysis) และ
นำเสนอผลกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู ในเชิงพรรณนำ (Descriptive Analysis)

ผลกำรวจิ ัย (Research Results)
กำรจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองไทยเป็นไปตำมเงื่อนไขที่กฎหมำยกำหนดและมี

ควำมสำคัญอย่ำงยิ่งต่อกำรดำรงอยู่ของพรรคกำรเมือง โดยเมื่อจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองในภำคใด
แล้วใหห้ ัวหน้ำพรรคกำรเมืองมหี นังสือแจ้งกำรจัดต้ังสำขำต่อนำยทะเบียนภำยใน 15 วันนับแต่วันท่ี
จั ด ตั้ ง ส ำ ข ำ นั้ น ต ำ ม ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ แ ล ะ วิ ธี ก ำ ร ที่ น ำ ย ท ะ เ บี ย น ก ำ ห น ด โ ด ย ค ว ำ ม เ ห็ น ช อ บ ข อ ง
คณะกรรมกำรและประกำศให้ประชำชนทรำบเปน็ กำรทว่ั ไป ซ่งึ สำมำรถสรปุ ผลกำรวจิ ัยได้ ดงั นี้

กำรจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองไทยภำยใต้กฎหมำยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 พบว่ำ
จัดตงั้ สำขำพรรคกำรเมืองข้ึนตำมกรอบและเงอ่ื นไขของพระรำชบญั ญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่ำด้วย
พรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 กล่ำวคือ ทุกสำขำพรรคกำรเมืองท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่ำงล้วนแต่ดำเนินกำร
จดั ตง้ั และพยำยำมจัดตั้งสำขำพรรคให้เป็นไปตำมกรอบของพระรำชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่ำ
ด้วยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 โดยจะต้องมีสำขำพรรคอย่ำงน้อยภำคละ 1 สำขำหรือต้องมี 4
สำขำขึ้นไปและแต่ละสำขำยังจำเป็นต้องมีสมำชิกพรรคท่ีอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสำขำพรรค
จำนวนอย่ำงน้อย 500 คนขึ้นไป โดยทุกคนต้องจ่ำยค่ำสมำชิกพรรคหรือค่ำบำรุงพรรคกำรเมือง
อยำ่ งน้อยคนละ 50 บำทในปแี รกและคนละ 100 บำทเป็นอย่ำงน้อยในปีต่อๆมำ นอกจำกนั้น สำขำ
พรรคยังต้องมสี ำนกั งำนหรือที่ต้ังของสำขำพรรครวมทั้งมีคณะกรรมกำรสำขำพรรคซึ่งมีจำนวนตำม
ขอ้ บงั คบั พรรคกำหนดแต่ตอ้ งไมน่ ้อยกว่ำ 7 คนท่มี ำจำกกำรเลอื กของสมำชกิ พรรค

กำรจัดตัง้ สำขำพรรคเริ่มตน้ จำก “กลุ่มแกนนำ” ในพรรคกำรเมอื งเดิมทเ่ี คยจดั ตัง้ พรรค
และสำขำพรรคมำแลว้ หรอื กลุ่มคนทีร่ ู้จักกันเป็นกำรส่วนตัวและมคี วำมคิดเหมือนกัน กล่ำวคอื กำร

ห น้ า | 314

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

จดั ต้ังสำขำพรรคกำรเมืองสว่ นใหญม่ กั จะใช้ควำมเปน็ พวกพอ้ งเดียวกัน คนร่วมงำนในเครอื ข่ำยและ
ระบบเครือญำติ (crony system) ซ่งึ สง่ ผลในดำ้ นบวกคือทำให้สำมำรถหำสมำชิกพรรคในพนื้ ท่ี
รบั ผิดชอบของสำขำไดค้ รบตำมจำนวนทก่ี ฎหมำยกำหนดคือ ต้งั แต่ 500 คนข้ึนไปแต่จะไม่มคี วำม
พยำยำมขยำยจำนวนสมำชิกออกไปให้มำกข้ึนกว่ำเดิมเพรำะสว่ นใหญ่จะก่อเกิดภำระผูกพนั และ
ปญั หำในกำรบรหิ ำรจดั กำรติดตำมมำหลำยด้ำน

กำรจำ่ ยเงินค่ำบำรุงพรรคกำรเมืองหรือคำ่ สมำชิกพรรคในกำรจัดตัง้ สำขำพรรค พบวำ่ มี
ผูส้ มคั รเปน็ สมำชกิ พรรคบำงส่วนทใี่ ชเ้ งนิ สว่ นตวั ของตนเองจ่ำยค่ำสมำชิกพรรค แตผ่ สู้ มัครเป็น
สมำชิกพรรคกำรเมืองส่วนใหญไ่ ม่ไดจ้ ่ำยคำ่ สมำชกิ พรรคเอง เน่อื งจำกผสู้ มัครรับเลือกตง้ั ในพื้นที่
รวมทั้งบรรดำคณะกรรมกำรสำขำพรรคของบำงพรรคกำรเมืองใช้เงินส่วนตวั จ่ำยค่ำบำรงุ พรรค
กำรเมืองหรือคำ่ สมำชิกให้กบั สมำชิกทัง้ หมดหรือเกือบท้ังหมด

ท่ีตัง้ สำนกั งำนสำขำพรรคกำรเมืองมักจดั ตง้ั ขึน้ ในสถำนท่ที ี่เก่ียวขอ้ งกับกรรมกำรสำขำ
พรรคคนใดคนหนงึ่ โดยเฉพำะอย่ำงย่งิ คอื หวั หน้ำสำขำพรรค ผูส้ มัครของพรรคในจังหวดั นั้นและ
ส.ส. หรอื อดีต ส.ส.ของพรรคในจังหวัดนัน้

ประเดน็ สำคญั ท่ีเกีย่ วกบั กำรจัดตง้ั สำขำพรรคกำรเมอื งไทย สำมำรถแบง่ ประเด็นสำคัญท่ี
เกยี่ วขอ้ งกนั อย่ำงแยกไม่ออกได้ 3 ประเดน็ ดงั น้ี

1) คน กล่ำวคือ ในภำพรวม ข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำงระบุว่ำกำรหำสมำชิกพรรคในพ้ืนท่ี
ให้ได้ครบตำมท่ีกฎหมำยกำหนดมีอยำ่ งนอ้ ย 500 คน สำมำรถจัดหำได้ครบในเวลำรำว 2 – 3 เดือน
แต่มีควำมแตกต่ำงกันระหว่ำงสำขำพรรคที่จัดตั้งขึ้นในพ้ืนที่ของพรรคเดิมซึ่งมี ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้ง
อย่ำงต่อเนอ่ื งกบั สำขำพรรคที่จดั ตง้ั ขึน้ ใหม่และเป็นพรรคใหม่ ดังน้ี

(1.1) สำหรับสำขำพรรคท่ีจัดต้ังขึ้นในพื้นที่ของพรรคเดิม มี ส.ส. ท่ีได้รับเลือกต้ังอย่ำง
ต่อเน่ืองในช่วงเวลำที่ผ่ำนมำและ ส.ส. ลงพื้นท่ีพบปะประชำชนสม่ำเสมอรวมทั้งมีเครือญำติที่
ประกอบธุรกิจหลำยอย่ำงอยู่ในพ้ืนท่ีและยังมีองค์กำรกุศลท่ีเครื อญำติรับผิดชอบอยู่ในพ้ืนที่ด้วย
พบว่ำกำรจัดหำคนเข้ำเป็นสมำชิกพรรคมักสำมำรถดำเนนิ กำรได้กวำ้ งขวำง มีปัญหำ อปุ สรรคไมม่ ำก

(1.2) สำหรับสำขำพรรคส่วนใหญ่ท่ีจัดต้ังข้ึนใหม่และเป็นพรรคใหม่มักพบปัญหำ
อุปสรรคในกำรชักจูงหรือเชิญชวนคนให้เข้ำเป็นสมำชิกค่อนข้ำงมำก เพรำะนอกจำกควำมไม่มี
ชื่อเสียงของพรรคและผู้ก่อต้ังพรรคแล้ว ยังมีปัญหำ อุปสรรคด้ำนค่ำบำรุงพรรคกำรเมืองหรือค่ำ
สมำชิกท่ีผู้สมัครเป็นสมำชิกต้องจ่ำยอีกส่วนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ผู้ร่วมก่อตั้งสำขำพรรคซ่ึงได้เป็น
กรรมกำรสำขำพรรคและบำงคนลงสมัครรับเลือกต้ังจึงต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ำยไปก่อน ผู้ร่วมก่อตั้ง
พรรคและกรรมกำรสำขำพรรคหลำยคนยอมรบั ว่ำถำ้ มเี งนิ ทุนเพียงพอ อุปสรรค ปัญหำในกำรจัดหำ
สมำชกิ จะน้อยลงและอำจสำมำรถหำสมำชิกไดเ้ ปน็ จำนวนมำกเทำ่ ทีต่ ้องกำรได้

(1.3) เงิน กล่ำวคือ ในกำรจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมือง ผู้ท่ีคิดและริเร่ิมจำเป็นต้อง
แสวงหำคนเข้ำมำรว่ มคิดและร่วมดำเนนิ กำรจำนวนอยำ่ งน้อย 500 คนตำมที่กฎหมำยระบุไว้เพื่อให้
ครบจำนวนที่จะสำมำรถจัดต้ังได้อย่ำงเป็นทำงกำร ซึ่งกำรดำเนินกำรเพ่ือให้ได้สมำชิกพรรค

ห น้ า | 315

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

กำรเมืองในพ้ืนท่ีที่จะจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองดังกล่ำวนี้ล้วนแต่ต้องมีค่ำใช้จ่ำยท้ังสิ้น แม้แต่ค่ำ
บำรงุ พรรคกำรเมืองหรอื ค่ำสมำชิกท่ีกลุ่มคนท่ีริเร่ิมจัดตั้งสำขำพรรคต้อง “สำรองจ่ำยไปก่อน” และ
ยงั มีคำ่ ใชจ้ ่ำยอืน่ ๆอีกหลำยอย่ำง ที่สำคญั อกี ส่วนหนึ่งคือ กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งพรรคและสำขำพรรคส่วน
หนึ่งในบำงพรรคกำรเมืองยังต้องระดมเงินเป็นทุนประเดิมของพรรคกำรเมืองอีก 1 ล้ำนบำทเป็น
อย่ำงนอ้ ยในอกี สว่ นหน่งึ ด้วย

2) วิธีกำรจัดตั้งสำขำพรรค พบว่ำวิธีกำรจัดตั้งสำขำพรรคของทุกพรรคกำรเมือง
เหมือนกันในประเดน็ สำคญั คอื จัดต้ังในรปู แบบจำกบนลงล่ำง (top – down established) คือ เริ่ม
จำกแกนน ำหรื อคณะบุคคลผู้ ร่วมก่อต้ังพรร คกำรเมืองที่ มีภูมิลำเน ำอยู่ ในจั งหวั ดต่ำงๆก่อนจ ะ
กระจำยลงไปยังพวกพ้องหรือกลุ่มผู้สนับสนุนหรือคนใกล้ชิดของคนเหล่ำน้ีในจังหวัดท่ีเป็นฐำนทำง
กำรเมืองของแต่ละบุคคล หลังจำกนั้น กลุ่มคนท่ีใกล้ชิดหรือเคยร่วมงำนทำงกำรเมืองหรือแม้แต่
สมำชกิ เดิมของสำขำพรรคก็จะออกไปพบปะกับคนในพน้ื ท่ีเพ่ือชักชวนให้สมคั รเป็นสมำชิกพรรคโดย
ใหไ้ ดจ้ ำนวนตงั้ แต่ 500 คนขึน้ ไปทเี่ พยี งพอตำมกฎหมำยในกำรจัดต้ังสำขำพรรค

อภิปรำยผลกำรวิจยั (Research Discussion)
1. กำรจัดตัง้ สำขำพรรคกำรเมอื งไทย มลี กั ษณะสำคญั ทีจ่ ะนำเสนอ ดังน้ี
1.1) จัดตั้งขึ้นตำมกรอบและเง่ือนไขของพระรำชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่ำด้วย

พรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 กล่ำวคือ ต้องจัดตั้งข้ึนอย่ำงน้อยภำคละ 1 สำขำ มีท่ีต้ังสำนักงำนสำขำ
ต้องมีสมำชิกพรรคในพื้นที่รับผิดชอบของสำขำต้ังแต่ 500 คนขึ้นไป สมำชิกต้องสมัครเป็นสมำชิก
อย่ำงเป็นทำงกำร ถำ้ เปน็ สมำชกิ รำยปีในปแี รกคือ ปี พ.ศ. 2560 ตอ้ งจำ่ ยคำ่ สมำชิกหรือเงินค่ำบำรุง
พรรคคนละ 50 บำท ปีต่อมำปีละ 100 บำท ถ้ำเป็นสมำชิกถำวรต้องจ่ำยคร้ังเดียวคนละ 2,000
บำท ตอ้ งจดั ประชมุ ใหญส่ ำขำพรรคมสี มำชกิ พรรคมำร่วมประชุมอย่ำงน้อย 100 คนขึ้นไปเพื่อเลือก
กรรมกำรสำขำพรรคที่ประกอบด้วยหัวหน้ำสำขำพรรค เหรัญญิกสำขำพรรค นำยทะเบียนสมำชิก
สำขำพรรค เลขำนุกำรสำขำพรรคและกรรมกำรอ่ืนตำมจำนวนท่ีกำหนดโดยข้อบังคับพรรคแต่ไม่
น้อยกว่ำ 7 คน เมื่อจัดประชุมใหญ่สำขำพรรคแล้ว หัวหน้ำสำขำที่ได้รับเลือกต้องส่งหลักฐำนต่ำงๆ
พร้อมกับชื่อ ท่ีอยู่และลำยเซ็นของสมำชิกท่ีเข้ำร่วมประชุมไปยังพรรคส่วนกลำง หัวหน้ำพรรคมี
หน้ำที่รวบรวมหลักฐำนเพ่ือแจ้งต่อคณะกรรมกำรกำรเลือกต้ัง (กกต.) ต่อไปที่จะมีผลต่อกำรจัดตั้ง
พรรคกำรเมืองขึ้นและได้รบั กำรจดทะเบียนจดั ตั้งตำมกฎหมำย

สำขำพรรคทุกพรรคต่ำงจัดต้ังสำขำพรรคให้มีองค์ประกอบครบถ้วนตำมเงื่อนไขของ
กฎหมำยพรรคกำรเมืองดังกล่ำว โดยบำงสำขำพรรคก็เข้ำใจว่ำเป็นข้อกำหนดของ กกต. ขณะท่ีด้ำน
กกต. จังหวัดระบุว่ำ กกต.จังหวัดไม่ทรำบเรื่องกระบวนกำรจัดต้ังสำขำพรรคในจังหวัดที่รับผิดชอบ
แต่อย่ำงใด ข้อมูลเก่ียวกับสำขำพรรคน้ัน กกต.จังหวัดได้รับมำจำก กกต.กลำงที่กรุงเทพมหำนคร
หลังจำกมีกำรจัดตงั้ สำขำพรรคและมีกำรจดทะเบียนจัดตงั้ พรรคกำรเมอื งแล้ว

ห น้ า | 316

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

1.2) กำรดำเนินกำรเพ่ือจัดหำสมำชิกพรรคให้ได้อย่ำงน้อย 500 คนเพ่ือกำรจัดต้ังสำขำ
พรรค เร่มิ ตน้ จำก “กลุ่มแกนนำ” ในพรรคกำรเมอื งเดิมทีเ่ คยจัดตั้งพรรคและสำขำพรรคมำแล้วหรือ
กลุ่มคนท่ีรู้จักกันเป็นกำรส่วนตัวและมีควำมคิดเหมือนกันคือต้องกำรต้ังพรรคและลงสมัครรับ
เลือกต้ังในกำรจัดต้ังพรรคกำรเมืองใหม่ จำกนน้ั กใ็ หแ้ กนนำหรือคนที่อยู่ในกลุ่มริเริ่มที่มีภูมิลำเนำอยู่
ในแตล่ ะภำคไปดำเนนิ กำรจดั ตัง้ สำขำพรรคขึ้น ผลกำรวิจัยนี้สอดคล้องกับอเนก สุขดี (2556) ศึกษำ
เร่ือง “กำรก่อตั้งและบทบำททำงกำรเมืองของสำขำพรรคกำรเมืองไทยภำยใต้รัฐธรรมนูญแห่ง
รำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช 2550” พบว่ำกำรก่อตั้งสำขำพรรคกำรเมืองไทยส่วนใหญ่ได้รับกำร
ริเร่ิมโดย ส.ส. หรือบคุ คลระดบั แกนนำของพรรคเป็นผู้มอบหมำยให้ดำเนินกำรจัดหำบุคคลต่ำงๆซ่ึง
ส่วนมำกจะเป็นบุคคลท่ีรู้จักกันมำร่วมประชุมก่อต้ังและเลือกกรรมกำรสำขำพรรคเพื่อให้ครบตำม
เกณฑ์ที่กฎหมำยกำหนดและรักษำพรรคไว้ให้สำมำรถดำเนินกิจกรรมได้และเจษฎำ ทองขำว
(2555) ศึกษำเรอ่ื ง “ปญั หำทำงกฎหมำยเกี่ยวกบั กำรจดั ตั้งและบทบำทอำนำจหน้ำที่ของสำขำพรรค
กำรเมือง” พบว่ำสำขำพรรคกำรเมืองของพรรคกำรเมืองไทยมีจำนวนน้อยมำกเนื่องจำกกฎหมำยขำด
มำตรกำรจูงใจหรือสนับสนุนให้พรรคกำรเมืองจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองให้มีจำนวนเพ่ิมข้ึนเพื่อให้
กระจำยอยู่ทุกจังหวัดหรือเขตเลือกตั้งและพรรคกำรเมืองจึงจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองเพียง 4 – 5 สำขำ
เพือ่ ให้เปน็ ไปตำมกฎหมำยเท่ำนัน้

ผู้ที่ดำเนินกำรจัดต้ังสำขำพรรคในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนำของตัวเอง ถ้ำเป็นอดีตสมำชิก
สภำผู้แทนรำษฎร (ส.ส.) และแกนนำในพรรคเดิมมักเร่ิมต้นจำกคนใกล้ชิดที่รู้จักกันเป็นกำรส่วนตัว
เคยร่วมงำนทำงกำรเมืองกันมำก่อนจำนวนหน่ึงเพื่อวำงแผนและดำเนินกำรออกไปติดต่อหำคนใน
พื้นท่ีเข้ำมำเป็นสมำชิกพรรคทั้งสมำชิกเดิมและคนใหม่ท่ียังไม่เคยเป็นสมำชิกพรรคมำก่อน ด้วย
วิธีกำรเช่นน้ีและด้วยควำมมีชื่อเสียงของพรรคเดิมที่รู้จักกว้ำงขวำงและประกอบกับอ ดีตหัวหน้ำ
พรรคมีชื่อเสียงและคนรู้จักกันดีในบำงภำคทำให้สำขำพรรคที่จัดต้ังข้ึนส่วนใหญ่สำมำรถจัดหำ
สมำชกิ ไดห้ ลำยพนั คนในแตล่ ะสำขำ

ผู้ท่ีดำเนินกำรจัดตั้งสำขำพรรคในจังหวัดท่ีเป็นภูมิลำเนำของตัวเองเป็นครั้งแรกเริ่มต้น
จำ กกำ ร พู ด คุย ติ ด ต่ อกัน กับ คน ที่รู้ จั กกัน เ ป็ น กำ ร ส่ ว น ตั ว ห รื อเ คย ร่ ว มง ำ น บ ำ ง อย่ ำ ง กัน มำ ก่อน
เช่นเดียวกัน มีกำรจัดวำงตัวบุคคลที่จะเป็นกรรมกำรสำขำพรรคและผู้สมัครรับเลือกต้ังในพื้นที่ไว้
ลว่ งหน้ำแลว้ กำหนดงำนให้คนเหล่ำนี้ออกไปประสำนติดต่อกับคนที่รู้จักหรือคนท่ีเคยร่วมงำนกันใน
ลกั ษณะ “เครือข่ำย” ทม่ี ีกำรประสำนตดิ ต่อกันมำตลอด เพรำะผ้จู ัดหำสมำชิกมีสถำนะเป็นวิทยำกร
หรือผู้ให้ควำมรู้เก่ียวกับส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจพอเพียง กองทุนหมู่บ้ำนและอำสำสมัครสำธำรณสุข
ประจำหมู่บ้ำน (อสม.) ที่เคยเดินทำงไปตำมหมู่บ้ำน ตำบลหรืออำเภอต่ำงๆจนรู้จักผู้คนกว้ำงขวำง
ทำให้กำรติดตอ่ เพอ่ื ชักชวนคนเข้ำเป็นสมำชิกพรรคจึงสำมำรถเป็นไปได้

นอกจำกกลุ่มคนที่มีควำมสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดหรือเป็นพวกพ้องเดียวกันแล้ว
ผู้ดำเนินกำรจัดต้ังสำขำพรรคมักดึงเอำเครือญำติของตนเองทั้งพ่อ แม่ พี่ น้องและลูกหลำนท่ีมีอำยุ
ครบ 20 ปีข้ึนไปเข้ำมำเป็นสมำชิกพรรคด้วย เพรำะคนเหล่ำน้ีถ้ำมีควำมสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันมำอย่ำง

ห น้ า | 317

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

สมำ่ เสมอและเคยชว่ ยเหลือพ่งึ พำกันมำหลำยๆด้ำนมักจะเกิดควำมไว้วำงใจกันและตัดสินใจเข้ำร่วม
เปน็ สมำชกิ และรว่ มกิจกรรมกับสำขำพรรคไดง้ ำ่ ย

กำรจ่ำยเงินบำรุงพรรคหรือค่ำสมำชิกของสมำชิกพรรค เนื่องจำกพระรำชบัญญัติ
ประกอบรฐั ธรรมนญู วำ่ ดว้ ยพรรคกำรเมอื ง พ.ศ.2560 บญั ญัตใิ ห้ผทู้ ี่สมัครเป็นสมำชิกพรรคกำรเมือง
ทุกคนต้องจ่ำยเงินค่ำบำรุงพรรคคนละ 100 บำทต่อปีและต่อมำจึงมีคำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำม
สงบแห่งชำตทิ ่ี 53/2560 ลงวันท่ี 22 ธันวำคม 2560 ให้ลดจำนวนเงินค่ำสมำชิกพรรคในปีแรกเป็น
คนละ 50 บำท แต่ในปีต่อๆไปต้องจ่ำยค่ำสมำชิกคนละ 100 บำท ส่วนสมำชิกตลอดชีพหรือถำวร
พรรคสำมำรถกำหนดอัตรำค่ำสมำชิกไว้ในข้อบังคับพรรคแต่ต้องไม่น้อยกว่ำคนละ 2,000 บำท
โดยเงินคำ่ สมำชิกดงั กลำ่ วนี้ กฎหมำยกำหนดใหเ้ ป็นเงนิ รำยไดข้ องพรรคกำรเมอื ง

ในกำรจัดหำสมำชิกให้ได้อย่ำงน้อย 500 คนข้ึนไป เพ่ือจัดตั้งสำขำพรรคท่ีมีผลไปถึงกำร
จัดต้ังพรรคกำรเมือง บำงสำขำพรรคระบุว่ำผู้สมัครเป็นสมำชิกบำงส่วนใช้เงินของตนเองจ่ำยค่ำ
สมำชิก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ำยค่ำสมำชิกเอง บำงสำขำพรรคระบุว่ำผู้ที่ร่วมก่อตั้งสำขำพรรคและ
เตรยี มจะลงสมัครรับเลอื กตั้งเปน็ ผู้จำ่ ยเงินคำ่ สมำชกิ ใหก้ ับผู้สมัครเป็นสมำชิกพรรคโดยเฉลี่ยกันจ่ำย
ให้สมำชิกที่มีอย่ำงน้อย 500 คน เพรำะมีผู้สมัครหลำยคนในจังหวัดน้ันๆ บำงสำขำของบำงพรรค
กำรเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งท้ังหมดในจังหวัดท่ีต้ังสำขำพรรคใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ำยค่ำสมำชิก
ใหก้ ับผสู้ มัครเปน็ สมำชิกก่อน เม่ือพรรคส่วนกลำงจัดสรรเงินมำให้กับผู้สมัครในวันสมัครรับเลือกต้ัง
ผู้สมัครก็แบ่งเงินบำงส่วนจำกยอดรวมที่พรรคส่งมำให้ชดเชยเงินที่ได้สำรองจ่ำยไปดังกล่ำว ส่วนที่
เหลอื จึงนำไปใช้จ่ำยในกำรรณรงค์หำเสียงเลือกตั้ง กรรมกำรสำขำพรรคบำงคนก็ปฏิเสธว่ำไม่ทรำบ
ว่ำใครเป็นคนจ่ำยเงินค่ำสมำชิกให้กับสมำชิกท้ังหมดกว่ำ 500 คน ขณะที่บำงสำขำก็พยำยำมจะไม่
พูดถึงกำรจ่ำยเงินค่ำสมำชิกพรรค เพียงแต่กล่ำวสั้นๆว่ำไม่มีปัญหำในเร่ืองนี้แต่อย่ำงใดแม้จะมี
สมำชิกพรรคจำนวนมำกกวำ่ 3,000– 4,000 คนกต็ ำม

2. ที่ตั้งสำนักงำนสำขำพรรคกำรเมือง พบว่ำท้ังจำกข้อมูลจำกกำรให้สัมภำษณ์ของกลุ่ม
ตัวอย่ำงและจำกกำรสังเกตกำรณ์ของผู้วิจัยโดยตรง สำขำพรรคกำรเมืองของทุกพรรคกำรเมือง
จัดต้ังข้ึนในสถำนท่ีที่เก่ียวข้องกับกรรมกำรสำขำพรรคคนใดคนหนึ่งโดยเฉพำะอย่ำงย่ิงคือ หัวหน้ำ
สำขำพรรค ผู้สมัครของพรรคในจังหวัดนั้นและ ส.ส. หรืออดีต ส.ส. ของพรรคในจังหวัดน้ัน
กล่ำวคือ บำงสำขำพรรคเป็นอำคำรท่ีเช่ำจำกผู้ท่ีรู้จักใกล้ชิดกับญำติของหัวหน้ำสำขำพรรค
บำงสำขำเช่ำอำคำรท่ีเป็นของบิดำของหัวหน้ำสำขำ มี 3 สำขำที่ใช้อำคำรของ ส.ส. และอดีต ส.ส.
ของพรรคท่เี คยใช้เป็นสำนักงำนสำขำมำแล้วก่อนหน้ำน้ีเป็นที่ทำกำรสำขำและมี 3 สำขำที่ใช้อำคำร
ทใี่ ช้ทำธุรกจิ ของผรู้ ่วมกอ่ ต้ังสำขำและผสู้ มัครของพรรคเป็นทที่ ำกำร

สำนักงำนของสำขำพรรคทงั้ หมดจึงเหมือนไม่มีค่ำใช้จ่ำยหรือมีค่ำใช้จ่ำยไม่มำกนักเพรำะ
ส.ส. ผู้สมคั รและผูก้ อ่ ต้งั พรรคได้รับภำระค่ำใช้จ่ำยของสำขำพรรคไม่ท้ังหมดหรือเกือบท้ังหมดต้ังแต่
ค่ำเช่ำ ค่ำน้ำ ค่ำไฟ เงินเดือน เจ้ำหน้ำท่ีในกรณีท่ีมีกำรจ้ำงเจ้ำหน้ำท่ีประจำสำนักงำน กำรประชุม
ใหญ่สำขำพรรคไปจนถึงกำรจดั ทำอำหำรและเครื่องดื่มต่ำงๆไว้ที่สำนักงำนสำขำ กรณีของบำงสำขำ

ห น้ า | 318

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

พรรคที่เปิดทำกำรและมีเจ้ำหน้ำที่ประจำเกือบทุกวัน ในขณะท่ีหลำยสำขำพรรคกำรเมืองไม่ได้ใช้
ท่ีต้ังสำนักงำนสำขำอย่ำงเป็นทำงกำรใดๆเลยหลังจำกกำรจัดตั้งสำขำอย่ำงเป็นทำงกำรแล้ว เพรำะ
กำรจดั ประชมุ ใหญส่ ำขำพรรคเพอ่ื เลอื กกรรมกำรสำขำจัดขึ้นท่ีโรงแรมหรือเช่ำสถำนที่ของเอกชนใน
กำรจัดประชุมและภำยหลังกำรเลือกตั้ง ผู้สมัครของพรรคในจังหวัดนั้นไม่ได้รับกำรเลือกตั้ง สำขำ
พรรคก็ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมใดๆอีกเลยแม้แต่กำรประชุมอย่ำงเป็นทำงกำรของกรรมกำรสำขำ
สำหรับเจำ้ หน้ำทส่ี ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกต้ังประจำจังหวัด (กกต.จังหวัด) ให้ควำมคิดเห็น
เร่ืองสำนักงำนสำขำพรรคกำรเมืองเหมือนกันว่ำพรรคกำรเมื องต้องระบุสถำนท่ีตั้งของสำนักงำน
สำขำพรรคกำรเมืองท่ีจัดตั้งขึ้นทุกสำขำเพรำะตำมกรอบและเจตนำรมณ์ของกฎหมำยต้องกำรให้
เป็นสถำนที่พบปะกำรทำกิจกรรมและกำรประชุมกันของบรรดำสมำชิกพรรคกำรเมือง สำขำพรรค
กำรเมืองจึงต้องมีสถำนที่ทำกำรจริงๆ แต่ขนำดของสำนักงำนจะเล็กหรือใหญ่หรืออำคำรแบบใด
กฎหมำยไมไ่ ดร้ ะบุไว้ชัดเจน

1.วิเครำะห์ประเด็นสำคัญเก่ียวกับกำรจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองไทยอำจแบ่งประเด็น
สำคัญทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกนั อยำ่ งแยกไม่ออกได้ 3 ประเดน็ ดงั นี้

1)“คน” ท่ีเกี่ยวข้องกับกำรจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองแยกได้เป็น 3 กลุ่มกว้ำงๆ ตำม
สถำนภำพภำยในพรรคและกำรจัดต้ังสำขำพรรค คือ (1) อดีตสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรหรือ ส.ส.
และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเม่ือปี พ.ศ. 2562 บำงคนได้รับเลือกต้ังเป็น ส.ส. เม่ือพรรคได้เข้ำร่วม
จัดตัง้ รฐั บำลก็ได้รบั ตำแหนง่ รัฐมนตรี แตบ่ ำงคนไม่ไดร้ ับเลอื กต้ัง (2) กรรมกำรสำขำพรรคเป็นคนใน
พื้นท่ีหรือในจังหวัดที่มีกำรจัดตั้งสำขำพรรคและส่วนใหญ่มักรู้จักกันเป็นกำรส่วนตัว ถ้ำเป็นสำขำ
พรรคเก่ำและจดั ตงั้ ขน้ึ ตำมกฎหมำยใหมใ่ นช่อื พรรคเดิม กรรมกำรส่วนใหญ่หรอื เกือบทั้งหมดมักเป็น
คนเดิมและรู้จักใกล้ชิดกันเป็นกำรส่วนตัวหรือเคยร่วมกิจกรรมต่ำงๆกันมำก่อน รวมทั้งกิจกรรม
ทำงกำรเมือง เช่น กำรช่วยผู้สมัครรณรงค์หำเสียงเลือกต้ัง เป็นต้น คนเหล่ำน้ีจึงรู้จักกันเป็นกำร
ส่วนตวั กับ ส.ส. ทำให้มกี ำรเชญิ ชวนหรือชกั จงู ให้เข้ำมำรว่ มจดั ต้ังสำขำและได้รับเลือกเป็นกรรมกำร
สำขำ ถ้ำเป็นพรรคใหม่ กรรมกำรสำขำพรรคบำงคนมักรู้จักกับผู้ก่อตั้งพรรคบำงคนและ (3) สมำชิก
พรรคในพื้นท่คี วำมรับผิดชอบของสำขำพรรค ถ้ำเป็นสำขำพรรคเดิม มีอดีต ส.ส. อยู่ในพื้นท่ีรวมท้ัง
มีผนู้ ำหรือแกนนำพรรคที่มีช่อื เสียงดี เป็นที่รู้จักกว้ำงขวำงและได้รับควำมนิยมในหมู่ประชำชน บำงส่วน
ก็เป็นสมำชิกเดิมของพรรคท่ีสมัครเป็นสมำชิกตำมกฎหมำยใหม่ บำงส่วนก็เป็นสมำชิกใหม่เข้ำมำ
เพรำะควำมนิยมในช่ือเสียงของพรรคและแกนนำคนสำคัญของพรรคและจำกกำรชักชวนของ ส.ส.
และกรรมกำรสำขำหรือคนท่ีรู้จักกันเป็นกำรส่วนตัวท่ีคนไทยมักใช้คำว่ำ “พวกเดียวกัน” หรือ
“พรรคพวกกนั ”

ในกรณีของสำขำพรรคที่มีกำรจัดตั้งขึ้นใหม่ สมำชิกมักรู้จักหรือได้รับกำรชักชวนจำก
กรรมกำรสำขำพรรคและผู้ที่เตรียมตัวจะลงสมัครรับเลือกตั้งในพ้ืนที่ให้สมัครเข้ำเป็นสมำชิกพรรค
เหตผุ ลน้ี สำขำพรรคของพรรคที่จัดต้ังข้ึนใหม่จึงมีจำนวนสมำชิกไม่มำกคือ 500 กว่ำคนตำมจำนวน
ท่ีกฎหมำยกำหนดข้ันต่ำสุดเพียงเล็กน้อย ขณะที่สำขำพรรคของพรรคกำรเมืองเก่ำที่มี ส.ส. อยู่ใน

ห น้ า | 319

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

พื้นท่ีส่วนใหญ่จะมีจำนวนสมำชิกหลำยพันคนและยังมีควำมคิดจะรณรงค์หำสมำชิกเพิ่มเติมให้มำก
ข้นึ ไปอีก

คนที่มีอิทธิพลและควำมสำคัญอย่ำงมำกในกำรจัดต้ังสำขำพรรคและทำให้สำขำพรรคมี
สมำชิกจำนวนมำกและมีกิจกรรมต่ำงๆอยู่เสมอก็คือ ส.ส. ในพื้นที่และถ้ำ ส.ส. ได้รับตำแหน่ง
รฐั มนตรีในรัฐบำลด้วยก็สำมำรถทำให้สำขำและสมำชิกพรรคได้มีโอกำสเข้ำร่วมหรือได้รับประโยชน์
ในลักษณะใดลักษณะหน่ึงจำกนโยบำยและโครงกำรต่ำงๆของรัฐบำลหรือสำมำรถนำเสนอควำม
คดิ เหน็ และควำมต้องกำรตำ่ งๆผำ่ น ส.ส. หรือรฐั มนตรีเพ่ือให้รัฐบำลดำเนินกำรอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงได้
โดยตรง อย่ำงไรก็ตำม สำขำพรรคในลักษณะดังกล่ำวน้ีมักอยู่ใต้อิทธิพลของ ส.ส. กรรมกำรและ
สมำชกิ พรรคมักขำดอสิ ระ กำรทำงำนของสำขำพรรคจงึ ไมเ่ ป็นไปตำมเจตนำรมณ์ของกฎหมำ

“เงิน” มีควำมสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ำคน จำกข้อมูลกำรสัมภำษณ์เชิงลึกพบว่ำสำขำ
พรรคที่จัดต้ังข้ึนใหม่หรือสำขำของพรรคกำรเมืองใหม่ที่ไม่มีอดีต ส.ส. หรือมีอยู่ไม่กี่คนและผู้สมัคร
ได้รับเลือกตั้งเพียง 1– 2 คนในระบบบัญชีรำยช่ือแต่ไม่มี ส.ส. ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะประสบ
ปัญหำกำรดำเนินกำรจัดตั้งสำขำในเกือบทุกๆด้ำนเพรำะขำดแคลนเงินในกำรใช้จ่ำย ผู้ร่วมก่อตั้ง
พรรคหรือผู้ร่วมก่อต้ังสำขำท่ีได้เป็นกรรมกำรสำขำในเวลำต่อมำและผู้สมัครรับเลือกตั้งในจังหวัด
ท่ีตง้ั ของสำขำพรรคตอ้ งรบั ภำระคำ่ ใช้จ่ำยตำ่ งๆตัง้ แต่ค่ำใช้จ่ำยสว่ นตัวของแต่ละคน ค่ำสมำชิกของผู้
ที่ได้รับเชญิ ชวนให้สมคั รเปน็ สมำชิกรวมท้ังค่ำเดินทำงและค่ำอำหำรของสมำชิก ค่ำใช้จ่ำยในกำรจัด
ประชมุ ใหญส่ ำขำพรรคและคำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรประชุมของกรรมกำรสำขำพรรคในแต่ละครั้ง กรรมกำร
สำขำหรือผู้สมัครบำงคนยังจำเป็นต้องให้ใช้ตึกหรืออำคำรท่ีใช้ทำธุรกิจส่วนตัวเป็นที่ทำกำรสำขำ
พรรคที่จดั ต้งั ขึ้นด้วย เหตนุ ้ี หลังจำกผ่ำนกำรเลือกตั้งทั่วไปเดือนมีนำคม พ.ศ. 2562 แล้ว สำขำของ
พรรคใหม่ท่ีไม่มี ส.ส. ในพื้นที่จึงอยู่ในสภำพหยุดน่ิงหรือไม่มีกิจกรรมใดๆของสำขำเลยเพรำะไม่มี
เงนิ ทนุ หมนุ เวยี นของสำขำแต่อยำ่ งใด

สำขำพรรคของพรรคเก่ำที่มี ส.ส. ในพ้ืนที่และ ส.ส. ยังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีมักจะมี
กำรจัดกจิ กรรมตำ่ งๆทม่ี ีกำรระดมกรรมกำรสำขำและสมำชกิ พรรคเข้ำร่วมเป็นคร้ังครำวแต่ส่วนใหญ่
จะเป็นกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับนโยบำยรัฐบำลท่ีมีรัฐมนตรีเป็น ส.ส. ในพ้ืนที่จัดต้ังสำขำพรรค
รับผิดชอบ กิจกรรมท่ีเป็นงำนหรือควำมรับผิดชอบของสำขำพรรคโดยตรง บำงสำขำก็เน้นให้นำย
ทะเบยี นสำขำตรวจสอบคุณสมบัติและรำยงำนเก่ียวกับสมำชิกพรรคไปยังพรรคส่วนกลำงเพื่อพรรค
ต้องตรวจสอบและรำยงำนจำนวนสมำชิกพรรคให้ กกต.กลำง ได้รับทรำบทุกปีตำมที่กฎหมำยได้
บัญญัติไว้หรือกรรมกำรนัดพบปะกันอย่ำงไม่เป็นทำงกำรเป็นครั้งครำว บำงสำขำก็จัดประชุม
กรรมกำรสำขำเดือนละคร้ัง แต่ทุกสำขำไม่มีกิจกรรมท่ีสมำชิกพรรคมำประชุมกันสม่ำเสมอเพ่ือ
นำเสนอควำมต้องกำรหรือข้อเรียกร้องให้กรรมกำรสำขำหรือ ส.ส. นำเข้ำไปดำเนินกำรในพรรค
ส่วนกลำงต่อไปแต่อย่ำงใด สำขำพรรคท่ีมี ส.ส.ในพ้ืนท่ีจึงยังคงเน้นกำรทำงำนที่เกี่ยวข้องกับงำน
กำรเมืองและด้ำนนโยบำยรัฐบำลท่ี ส.ส. ที่มตี ำแหน่งรัฐมนตรีรับผิดชอบและผลักดันเป็นหลักสำคัญ
เพรำะกิจกรรมดังกล่ำวนี้มีค่ำใช้จ่ำยและ ส.ส. เป็นฝ่ำยรับผิดชอบทั้งหมด ส่วนกำรพบปะกันอย่ำง

ห น้ า | 320

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เป็นทำงกำรและไม่เป็นทำงกำรของกรรมกำรสำขำในบำงสำขำมีเงินสนับสนุนจำก ส.ส. และพรรค
ส่วนกลำงเปน็ ครัง้ ครำวและมีจำนวนไม่มำก

วิธีกำรจัดต้ังสำขำพรรคของทุกพรรคกำรเมืองเหมือนกันในประเด็นสำคัญคือจัดต้ังใน
รูปแบบจำกบนลงล่ำง (Top – Down Established) คือ จำกแกนนำหรือคณะบุคคลผู้ร่วมก่อตั้ง
พรรคกำรเมอื งท่มี ีภมู ิลำเนำอยู่ในจังหวัดต่ำงๆก่อนจะกระจำยลงไปยังพวกพ้องหรือกลุ่มผู้สนับสนุน
หรือคนใกลช้ ิดของคนเหลำ่ น้ใี นจงั หวดั ท่ีเป็นฐำนทำงกำรเมืองของแต่ละบุคคล หลังจำกนั้น กลุ่มคน
ท่ีใกล้ชิดหรือเคยร่วมงำนทำงกำรเมืองหรือแม้แต่สมำชิกเดิมของสำขำก็จะออกไปพ บปะกับคนใน
พ้ืนที่เพ่ือชักชวนให้สมัครเป็นสมำชิกพรรคโดยให้ได้จำนวนตั้งแต่ 500 คนข้ึนไปที่เพียงพอตำม
กฎหมำยในกำรจดั ตงั้ สำขำพรรค

กำรจัดต้ังสำขำพรรคในรูปแบบบนลงล่ำงดังกล่ำวนี้ นอกจำกจะเป็นกำรก่อเกิดควำมคิด
และควำมต้องกำรทำงกำรเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่ส่วนใหญ่คือ อดีต ส.ส. นักธุรกิจ อดีต
ข้ำรำชกำรระดับสูงและพวกพ้องของคนเหล่ำน้ีแล้วยังเป็นจุดเริ่มต้นของกำรจัดหำและรวบรวม
“เงินทุน” เพื่อกระจำยไปสู่กระบวนกำรจัดต้ังพรรคและสำขำพรรคกำรเมืองด้วย เหตุน้ี จำกข้อมูล
ตำ่ งๆจึงพบวำ่ ถ้ำกล่มุ คนต้นน้ำหรือกลุ่มที่รวมกันก่อต้ังพรรคเป็นคนกลุ่มเดิมท่ีเคยจัดต้ังพรรคหลำย
คร้งั เคยเป็น ส.ส. เป็นรฐั มนตรีหรอื บำงคนเคยดำรงตำแหน่งนำยกรฐั มนตรีและมีชื่อเสียงกว้ำงขวำง
ระดับประเทศและมีอทิ ธพิ ลสงู ในจังหวัดหรือในภำคที่เปน็ ฐำนคะแนนเสียงของพรรคเดิม มีนักธุรกิจ
รำยใหญห่ ลำยคนสนับสนุน กำรจัดหำและรวบรวมเงินทุนในกำรจัดต้ังพรรคและจัดต้ังสำขำพรรคก็
มักมีจำนวนเงินเพียงพอและอำจเพียงพอต่อกำรใช้จ่ำยในกำรรณรงค์หำเสียงเลือกตั้งท่ัวประเทศ
รวมทง้ั ผสู้ มัครบำงคนในบำงพน้ื ทท่ี ีต่ อ้ งกำรเงินทุนสนับสนุน ในทำงตรงกันข้ำม ถ้ำกลุ่มคนที่ร่วมกัน
จัดต้ังพรรคขึ้นใหม่ มีอดีต ส.ส. และผู้ท่ีเคยเป็นรัฐมนตรีเพียงไม่ก่ีคนหรือไม่มีเลย นักธุรกิจและ
ผู้สนับสนุนก็มักจะมีจำนวนน้อยหรือไม่มีเลยและถ้ำมีก็มักไม่ให้กำรสนับสนุนหรือให้เงินช่วยเหลือ
เพียงเลก็ น้อย เงินทนุ จึงมจี ำกดั และเกอื บทั้งหมดมำจำกคนในกลุ่มทร่ี ่วมกันก่อตั้งพรรคที่มีจำนวนไม่
มำก เม่ือคนเหล่ำนี้ไปดำเนินกำรจัดต้ังสำขำท่ีจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนำของตัวเองจึงทำได้จำกัดและ
ต้องให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกต้ังและกรรมกำรบำงคนหรือท้ังหมดเอำเงินส่วนตัวออกมำใช้จ่ำยทุก
อยำ่ งเพือ่ ใหส้ ำมำรถจัดต้ังสำขำพรรคได้

สมำชิกพรรคท่ีอยู่ในพ้ืนที่ของทุกสำขำพรรคกำรเมืองท้ังพรรคเก่ำและพรรคใหม่มีเพียง
ส่วนน้อยที่ยอมใช้เงินส่วนตัวเป็นค่ำสมำชิก ค่ำเดินทำง ค่ำอำหำรและอ่ืนๆส่วนใหญ่จะเป็นเงินของ
กลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคและก่อต้ังสำขำพรรค สำขำพรรคส่วนใหญ่จึงมีสมำชิกระหว่ำง 500 – 600 คน
เทำ่ นัน้

กำรจัดต้ังสำขำพรรคกำรเมืองไทยภำยใต้พระรำชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่ำด้วย
พรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 ในภำพรวม ทุกสำขำจัดต้ังขึ้นตำมกรอบและเงื่อนไขของกฎหมำยคือให้
มีองค์ประกอบสำคัญคือ จำนวนสมำชิกพรรค กรรมกำรสำขำ สำนักงำนสำขำและโครงสร้ำง
กรรมกำรสำขำครบตำมที่กฎหมำยกำหนดหรือมำกกว่ำ โดยควำมร่วมมือของกลุ่มคนท่ีรู้จักกันเป็น

ห น้ า | 321

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

กำรส่วนตัวหรือพวกพ้องเดียวกันหรือมีกำรชักชวนคนรู้จักให้เข้ำมำร่วมทำงำนและชักชวนให้สมัคร
เป็นสมำชกิ พรรค สำขำของพรรคกำรเมืองเก่ำหรือของอดีต ส.ส.และรัฐมนตรีที่มีคนมีช่ือเสียงหลำย
คนอำจมปี ระชำชนบำงคนสมัครเข้ำเป็นสมำชิกเพรำะควำมนิยมต่อผู้นำพรรคหรือผลงำนของพรรค
และยอมจ่ำยคำ่ สมำชกิ แต่ส่วนใหญแ่ ล้ว ผกู้ อ่ ตง้ั สำขำพรรคและผูท้ ี่จะลงสมัครรับเลือกต้ังจะต้องหำ
เงินส่วนตัวมำใช้เป็นค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดต้ังสำขำพรรคและจ่ำยเป็ นค่ำสมำชิกให้กับผู้สมัครเป็น
สมำชกิ พรรค สถำนท่ีต้ังหรือสำนักงำนสำขำพรรคส่วนใหญ่ใช้อำคำรบำงส่วนในบริเวณบ้ำนพักของ
อดีต ส.ส. หรือสำนักงำนที่ใช้ทำธุรกิจของผู้ร่วมก่อตั้งสำขำและบำงคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นท่ีทำ
กำร บำงสำขำกเ็ ช่ำอำคำรของคนท่รี จู้ ักกันหรือญำติของกรรมกำรสำขำเป็นสำนักงำนสำขำ

ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองไทยจึงมี 3 ประเด็นที่
เกี่ยวข้องกันอย่ำงใกล้ชิด คือ กลุ่มคนที่ร่วมกันจัดตั้งสำขำพรรค เงินทุนท่ีนำมำใช้จ่ำยวิธีกำรจัดตั้ง
สำขำพรรคท่ีมีลักษณะรวมศูนย์กำรตัดสินใจและดำเนินกำรอยู่ในกลุ่มคนจำนวนน้อยท่ีริเร่ิมค้นคิด
และมีควำมต้องกำรจะต้ังพรรคและจำเป็นต้องตั้งสำขำพรรคตำมกรอบกฎหมำย คนเหล่ำนี้จึงเป็น
แหล่งของเงินทุนท่ีจำเป็นในกำรใช้จ่ำยด้วยและใช้จ่ำยลงไปสู่กำรจัดหำสมำชิกพรรคและเลือก
กรรมกำรสำขำพรรคตำมกรอบกฎหมำยเป็นประเด็นสำคัญ กำรจัดตั้งสำขำพรรคจึงมีรูปแบบจำก
บนลงล่ำงโดยไมม่ ีล่ำงขน้ึ บน (Bottom - Up) หรอื จำกสมำชิกท่เี ป็นคนในพื้นที่ตำ่ งๆในแต่ละจังหวัด
และภำคที่มีควำมต้องกำรคล้ำยคลึงกัน เช่น กลุ่มเกษตรกรสวนยำง เป็นต้น ร่วมกันต้ังสำขำพรรค
และตงั้ พรรคของพวกเขำแต่อย่ำงใด

ข้อเสนอแนะกำรวจิ ัย (Research Suggestions)
1. เน่ืองจำกงำนวิจัยนี้ทำกำรศึกษำกำรจัดตั้งสำขำพรรคกำรเมืองไทยภำยใต้กฎหมำย

พรรคกำรเมอื ง พ.ศ. 2560 ดังน้นั เพ่อื ให้เกิดควำมเขำ้ ใจทมี่ ำกข้ึน หำกจะนำผลกำรวิจัยนี้ไปใช้ ควร
ศึกษำบทบัญญัติของกฎหมำยรวมทั้งกฎ ระเบียบ ประกำศที่เก่ียวข้องกับพรรคกำรเมืองและสำขำ
พรรคกำรเมืองทีอ่ อกมำตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2557–ปัจจบุ นั รวมท้งั บริบททำงกำรเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ของแต่ละภมู ภิ ำคประกอบดว้ ย

2. สำหรบั ผูจ้ ดั ตัง้ พรรคกำรเมอื ง หำกจะนำผลกำรวิจัยน้ีไปใช้ ควรศึกษำสำระสำคัญและ
เจตนำรมณ์ของกฎหมำยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 ให้เข้ำใจอย่ำงชัดเจนและควรดำเนินกำรตำม
กรอบของกฎหมำยอย่ำงตรงไปตรงมำเพรำะกำรจัดต้ังพรรคกำรเมืองมีควำมเก่ียวข้องกับกำรจัดต้ัง
สำขำพรรคกำรเมืองอยำ่ งแยกไม่ออก

3. สำหรับสมำชิกพรรคกำรเมือง หำกจะนำผลกำรวิจัยน้ีไปใช้ ควรศึกษำบทบัญญัติของ
กฎหมำยพรรคกำรเมือง พ.ศ. 2560 ให้เข้ำใจอย่ำงชัดเจน ทั้งน้ี ก่อนสมัครเป็นสมำชิกของพรรค
กำรเมืองใด ต้องศึกษำให้เข้ำใจทุกด้ำนว่ำมีใครร่วมจัดตั้งพรรคกำรเมืองและสำขำพรรคกำรเมืองนั้นบ้ำง
และมีควำมคิดทำงกำรเมืองอย่ำงไรเพรำะสมำชิกพรรคมีบทบำทกว้ำงขวำงมำกตำมเงื่อนไข
ของกฎหมำย

ห น้ า | 322

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เอกสำรอำ้ งองิ (References)
เจษฎำ ทองขำว. (2556). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกบั การจัดต้งั และบทบาทอานาจหน้าท่ีของสาขา

พรรคการเมือง. วำรสำรรำมคำแหงฉบับนิติศำสตร์. 2 (2), 37–55.
เสนีย์ คำสขุ . (2558). พรรคการเมอื งกบั กระบวนการทางการเมอื งไทย เอกสารการสอนชดุ วิชา

รัฐธรรมนูญและสถาบนั ทางการเมอื งไทย หน่วยท่ี 8. (ฉบับปรบั ปรงุ คร้ังที่ 2). นนทบรุ ี :
สำนักพิมพม์ หำวทิ ยำลัยสโุ ขทยั ธรรมำธริ ำช.
สตธิ ร ธนำนิธโิ ชติ. (2556). พรรคการเมืองไทยยงั ไม่เข้มแข็ง. วารสารการเมอื ง การบรหิ ารและ
กฎหมาย. 5 (3), 117–146.
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลือกตงั้ . (2562). คูม่ ือสาขาพรรคการเมืองและตวั แทนพรรคการเมือง
ประจาจงั หวดั , สืบค้น 2 ธันวำคม 2563. จำก http:// www.ect.go.th.
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรเลือกตง้ั . (2563). ข้อมลู พรรคกำรเมืองทยี่ งั ดำเนินกำรอยู่ ณ วนั ท่ี 9
มนี ำคม 2563. สืบคน้
2 ธันวำคม 2563. จำก http:// www.ect.go.th.
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรเลอื กตง้ั . (2563). ข้อมลู พรรคการเมืองท่ียังดาเนนิ การอยู่ ณ วันท่ี 2
กรกฎาคม 2563. สืบคน้
2 ธันวำคม 2563. จำก http:// www.ect.go.th.
อเนก สขุ ด.ี (2556). กำรกอ่ ตัง้ และบทบำททำงกำรเมืองของสำขำพรรคกำรเมอื งไทยภำยใตร้ ฐั ธรรมนญู
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550. วำรสำรรฐั ศำสตรแ์ ละนิติศำสตร์. 2 (1), 72–89.
Andrew, Heywood. (2007). Politics Third Edition. New York: Palgrave Macmillan.

ห น้ า | 323

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

การมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ ในการดาเนินงานกลมุ่ ออมทรัพย์
เพ่ือการผลติ จังหวัดระนอง

Participation of the Member in the Operation in Ranong Province
Savings for Production Group

ยินดี งามสวน1
Yindee Ngamsuan

บทคดั ย่อ (Abstract)
การวิจัยคร้ังนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการ

ดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง 2) เพ่ือเปรียบเทียบระดับของการมีส่วนร่วม
ของสมาชิกในการดาเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง จาแนกตามปัจจัยส่วน
บุคคล ไดแ้ ก่ เพศ การศึกษา อาชพี รายได้ ตาแหน่งหน้าท่ีในชุมชน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย
คร้งั นี้ คือ สมาชิกในการดาเนนิ งานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนอง จานวน 390
คนเครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั คอื แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t – test) และ
การวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว F–test (One -Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับ
การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตในพื้นที่จังหวัดระนอง โดย
ภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงที่สุดคือ ด้านการมีส่วน
ร่วมตัดสินใจ รองลงมาคือ ด้านการมีส่วนร่วมดาเนินงาน ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ และ
ด้านการมีส่วนร่วมติดตามประเมินผล เรียงตามลาดับ 2) การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนอง พบว่า สมาชิกในการ
ดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นท่ีจังหวัดระนอง ท่ีมีสถานภาพส่วนบุคคล ในด้าน
ตาแหน่งในกลุ่มออมทรัพย์ ส่งผลระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์
เพ่อื การผลิตในพน้ื ท่จี งั หวัดระนองแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05
คำสำคญั (Keywords): การมสี ่วนร่วม; กลุ่มออมทรพั ยเ์ พ่อื การผลิต

Received: 2021-03-24 Revised: 2021-08-04 Accepted: 2021-08-04
1 หลกั สูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชานโยบายสาธารณะ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยราช

ภฏั สวนสนุ นั ทา Master of Public Administration Program in Public Policy Graduate School Suan
Sunandha Rajabhat University. Corresponding Author e-mail: [email protected]

ห น้ า | 324

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

Abstract
The objectives of this research are 1) Study the level of participation of

members in the operation of the production savings group, Ranong Province
2) Compare the level of participation of members in the operation of the
production savings group, The samples were 390 people using simple sampling
methods. The research instruments were questionnaires and data analyzed by
statistical packages, ie frequency, percentage, mean, standard deviation. And t-test,
F-test with one-way ANOVA analysis, and Least Significant Different (LSD) method.
The research results were found that: 1. The overall level of participation of
members in the production savings group in Ranong Province was at a high level.
Which are in descending order as follows Participation in monitoring and evaluation,
followed by Participation, receiving benefits Participation in operations And
participation in decision making 2. A comparison of the level of member
participation in the operation of the production savings group, Ranong Province
classified by personal factors These included gender, education, occupation,
income, position in the community There were no differences in gender, education,
occupation, and income, and participated in the operation of the production
savings group in Ranong Province. As for the operating members of the Savings for
Production Group, Ranong Province, with different roles in the community,
participated in the operation of the production savings group. Ranong is different.
With statistical significance at the .05 level.
Keywords: Participation; Operation of the Production Savings Group

บทนำ (Introduction)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นนโยบายการพัฒนาท่ีมุ่งเน้นและได้ให้

ความสาคญั ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ การสง่ เสริมการลงทนุ ทางด้านอุตสาหกรรมเปลี่ยนวิถีการพัฒนา
ไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใหม่ หรือระบบการผลิตเพ่ือการค้า (Market Economy) การผลิต
ภาคอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้ปรับเปลี่ยนจาก
ภาคเกษตรกรรมไปเป็นภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่ออาชีพคนไทยที่ส่วนใหญ่มีการประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในชนบท (คิม ไชยแสนสุข, 2560, หน้า 39)
จนกระทั่งในปี 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ นาไปสู่การปรับเปล่ียนการพัฒนา

ห น้ า | 325

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ใหมภ่ ายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาคนให้ความสาคัญแก่
คนมากขึ้นยึด “คน” เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวชุมชน
การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (สานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ,2540) และยังคงยึดแนวทางการพัฒนาสู่ความสมดุลและยั่งยืน การนาหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานาทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเน่ืองกว้างขวางในทุก
ระดับ ต้ังแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ ซึ่งได้มีส่วนเสริมสร้าง
ภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพ่ือให้การพัฒนาประเทศสู่
ความสมดุลและย่ังยืน (สานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2545) ปัจจุบันได้ดาเนิน
นโยบายและพัฒนาประเทศตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ยังมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง
การพัฒนา ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้าและ
ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตบนพื้นฐานการใช้ภูมิปัญญาและ
นวตั กรรม แผนพฒั นาฯ รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 รวมถึงประเด็น
การปฏิรูปประเทศ และนอกจากน้ันได้ให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาค
ส่วน ในทุกระดับ ต้ังแต่ระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศในทุกข้ันตอนของแผนฯ
การกาหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศรวมท้ังร่วมจัดทารายละเอียดยุทธศาสตร์ของ
แผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “ความมั่นคง มั่งค่ังและยั่งยืน” (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ
สังคมแหง่ ชาติ, 2560)

การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา รัฐบาลได้มองเห็นปัญหาท่ีเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรมการพัฒนา
ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นตามความจาเป็นพ้ืนฐาน
ด้วยการสนับสนุนส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในการดาเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว
ชุมชน กรมการพัฒนาชุมชนจึงใช้ “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต” เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคน
ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตได้จัดต้ังขึ้นเป็นครั้งแรกเม่ือปี พ.ศ. 2517 ตามนโยบายของกรมการ
พัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย ท่ีได้มีการส่งเสริมให้จัดต้ังกองทุนองค์กรการเงินของประชาชน
ดาเนนิ การโดยประชาชน ให้บริการโดยประชาชน และผลกาไรท่ีพึงมีเป็นของประชาชนโดยเรียกว่า
“กลุ่มออมทรพั ย์เพ่ือการผลติ ” ขน้ึ ปัจจบุ ันไดม้ ีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนขึ้นท่ัวประเทศท่ัว
ประเทศ และองคก์ รการเงนิ ชุมชนทีไ่ ดร้ ับความนยิ มมากทส่ี ุดคือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เหตุผล
เนื่องจากกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตเกิดจากการรวมตัวกันของประชาชนเพ่ือช่วยเหลือซ่ึงกันและ
กันทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการประหยัดและสะสมทรัพย์เป็นทุนให้สมาชิกที่มีความจะเป็น
เดือดร้อนกู้ยืมไปใช้ลงทุนประกอบอาชีพ หรือสวัสดิการของครอบครัวเป็นสาคัญ (กรมการพัฒนา
ชุมชน, 2556) กลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต สอนให้คนรู้จักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อ่ืน

ห น้ า | 326

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ในด้านเศรษฐกิจและสังคม การประหยัดทรัพย์ แล้วนามาสะสมรวมกันทีละเล็กละน้อยเป็นประจา
สมา่ เสมอ เพ่ือเป็นทุนก้อนหนึ่งให้สมาชิกท่ีมีความจาเป็นเดือดร้อนสามารถยืมนาไปใช้ในการลงทุน
ประกอบอาชีพหรือเพ่ือใช้จ่ายในครอบครัว การรวมตัวกันของสมาชิกกลุ่มตลอดจนการดาเนินงาน
ต่างๆ ของกลุ่ม โดยการรวมคนที่มีความสัมพันธ์อันเดียวกัน มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน การรวมเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มถือเอาความสมัครใจเป็นท่ีตั้ง
การดาเนินงานใดๆ ถือเอาแนวความคิดและมติของสมาชิกเป็นหลัก กลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต
เปน็ การรวมคนเพ่อื ชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกัน ฝึกฝนให้สมาชิกรู้จักการพึ่งตนเอง การปลูกฝังคุณธรรม
ความดี รู้จักสนใจช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันด้วยน้าใจบริสุทธิ์อย่างเต็มความสามารถ เพ่ือทาให้แต่ละ
คนมีความเป็นอยู่ดีข้ึน สังคมก็จะดีข้ึน ตลอดจนประเทศชาติก็จะดีข้ึนด้วย ดังน้ันกลุ่มออมทรัพย์
เพ่อื การผลิตจึงยึดคติท่ีวา่ “จนเงินเรารักกันได้ แต่จนน้าใจเราชิงชัง”(ยุวัฒน์ วุฒิเมธี, 2524:6 อ้าง
ถงึ ใน เสาวนีย์ ไชยมขุ 2554)

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง เร่ิมดาเนินการเม่ือ พ.ศ. 2525 มีการพัฒนา
กจิ กรรมของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีระยะเวลาการดาเนินงาน
มากว่า 37 ปี โดยเป็นการเสนอแนวคิดเก่ียวกับการออมทรัพย์จากหน่วยงานภาครัฐ ผู้นาในพื้นที่
ร่วมกนั สนับสนุนแนะนา ให้ความร้คู วามเขา้ ใจถงึ วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับต่อตัวสมาชิก
ครอบครัว ชุมชน และสังคม ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่ได้จัดต้ังและข้ึนทะเบียนกับ
กรมการพัฒนาชุมชนแล้ว จานวน 102 กลุ่ม มีสมาชิกจานวน 15,739 คน เงินสัจจะสะสม
156,352,830.- บาท (สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดระนอง : 2562) ดาเนินการโดยหลักคุณธรรม
5 ประการ คือ 1) ความซื่อสัตย์ 2) การเสียสละ 3) ความรับผิดชอบ 4) ความเห็นอกเห็นใจ
5) ความไวว้ างใจซง่ึ กันและกนั การดาเนินงาน นอกเหนือจากบริการ ฝาก ถอน และกู้เงินแล้ว ยังมี
การจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก เช่น การจ่ายเงินสวัสดิการนอนรักษาตัวท่ีโรงพยาบาล มีการ
ช่วยเหลือเรื่องฌาปนกิจศพของสมาชิก การสนับสนุนทุนการศึกษา และการออมเงินแรกคลอด
ให้กับบุตรสมาชิก

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ศึกษามีความสนใจศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง เพราะตามหลักการดาเนินงาน
แลว้ การดาเนินการกล่มุ ฯ ใหป้ ระสบความสาเร็จตามวตั ถุประสงค์ และเปน็ แหล่งเงินทุนเก้ือหนุนให้
การดาเนินกิจกรรมในองค์กรชุมชนประเภทอื่นสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง นาไปสู่การพ่ึงพา
ตนเองในชุมชนและเกิดเศรษฐกิจชุมชนท่ีเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนน้ัน จาเป็นที่จะต้องให้สมาชิกมี
ความรู้ ความเข้าใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์
ต่างๆ ของกลุ่มฯ การปฏิบัติตามกฎระเบียบท่ีกลุ่มวางไว้ ตลอดจนร่วมตรวจสอบและบริหารงาน
ของกลมุ่ ใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งโปรง่ ใส

ห น้ า | 327

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

วัตถปุ ระสงคข์ องกำรวิจยั (Research Objective)
1. เพ่ือศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการ

ผลติ จงั หวดั ระนอง
2. เพ่ือเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์

เพื่อการผลิตจังหวัดระนองจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ และ
ตาแหนง่ หนา้ ทีใ่ นชุมชน

วิธีดำเนนิ กำรวิจัย (Research Methods)
1. รปู แบบกำรวิจยั
การวจิ ัยคร้งั นีเ้ ปน็ การวิจัยเชงิ ปรมิ าณ (Quantitative research) เพ่ือศึกษาถึงการมีส่วน

รว่ มของสมาชิกในการดาเนนิ งานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลติ ในพน้ื ที่จงั หวัดระนองและเปรียบเทียบ
ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง
จาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล จาแนกตาม เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ ตาแหน่งในกลุ่มออมทรัพย์
เพอื่ การผลติ

2. กลมุ่ เปำ้ หมำย
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตจังหวัด
ระนอง จานวน 15,739 คน (ฐานข้อมูลกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด
ระนอง ปี 2562) ใช้วิธีการการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น (Probability sampling)
โดยใช้ประชากรท้ังหมดเป็นกล่มุ ตัวอย่างจานวนทัง้ ส้นิ 390 คน
3. เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นกำรวจิ ัย
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีผู้ศึกษาวิจัยได้พิจารณาจากการวิเคราะห์ข้อมูลทาง
สถติ ิ โดยใชแ้ บบสอบถาม (Questionnaires) แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นคาถามแบบเลือกตอบ (check
list) ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจังหวัดระนอง มีจานวน 6 ข้อ
ได้แก่ 1.เพศ 2.อายุ 3.ระดับการศึกษา 4.อาชีพ 5.รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 6.ตาแหน่งในกลุ่มออม
ทรพั ยเ์ พ่อื การผลติ
ตอนท่ี 2 ความคิดเห็นท่ีมีต่อระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นที่จังหวัดระนอง ประกอบไป1) ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ 2) ด้านการ
มีส่วนร่วมดาเนินงาน 3) ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ 4) ด้านการมีส่วนร่วมติดตาม
ประเมินผล

ห น้ า | 328

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ตอนที่ 3 ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการ
ดาเนนิ งานกล่มุ ออมทรัพย์เพ่ือการผลิตง เป็นคาถามแบบปลายเปิด (open- ended question) ใน
ลักษณะแบบกึ่งโครงสร้าง ที่กาหนดให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระภายใต้
องคป์ ระกอบ ของระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต
ในพื้นท่ีจังหวัดระนอง ประกอบไปด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ 2) ด้านการมี
ส่วนรว่ มดาเนินงาน 3) ดา้ นการมสี ่วนรว่ มรบั ผลประโยชน์ 4) ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มติดตามประเมินผล

วัตถุประสงค์ข้อท่ี 2 เพ่ือเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงาน
ของกลมุ่ ออมทรัพยเ์ พ่อื การผลติ จงั หวดั ระนองจาแนกตามปัจจยั ส่วนบคุ คล ประกอบไปด้วย 1) ด้าน
การมีส่วนร่วมตัดสินใจ 2) ด้านการมีส่วนร่วมดาเนินงาน 3) ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์
4) ด้านการมีส่วนร่วมติดตามประเมินผล การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติ คือ การทดสอบค่าที
t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-way ANOVA) และการเปรียบเทียบ
รายคู่ดว้ ยวธิ ี Least Significant Difference (LSD)

4. สถติ ิท่ีใช้ในกำรวจิ ยั
การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนาใช้เพื่อให้ทราบลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดย
ใช้ค่าสถิติร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที
(t – test) และการวิเคราะหค์ วามแปรปรวน ทางเดียว F–test (One -Way ANOVA)

ผลกำรวิจยั (Research Results)
1. ระดบั การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นที่

จังหวัดระนอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ
อยู่ในระดับที่ 1 ด้านการมีส่วนร่วมดาเนินงาน อยู่ในระดับท่ี 2 ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์
อยู่ในระดบั ที่ 3 และด้านการมีสว่ นรว่ มติดตามประเมนิ ผล อย่ใู นระดับที่ 4 ตามลาดับ

2. เปรียบเทียบความคิดเห็นเก่ียวกับระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงาน
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลติ ในพ้ืนที่จังหวัดระนอง จาแนกตามเพศ พบว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิก
ในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตในพ้ืนท่ีจังหวัดระนอง จาแนกตามเพศ โดยภาพรวม
เพศชาย และเพศหญิง มคี วามคดิ เหน็ ไม่แตกตา่ งกัน

3. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
ในพน้ื ทจ่ี งั หวัดระนอง จาแนกตามอายุ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า ด้านการตัดสินใจ และด้านการดาเนินงาน มีความคิดเห็นท่ีแตกต่างอย่างมี
นัยสาคัญทางสถติ ิท่ี .05

ห น้ า | 329

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

3.1 เปรยี บเทียบการมสี ่วนรว่ มของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต
ในพื้นท่ีจังหวัดระนอง จาแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมดาเนินงาน และ
ด้านการมีสว่ นร่วมตดิ ตามประเมินผล มีความคดิ เห็นท่แี ตกต่างอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติที่ .05

3.2 เปรยี บเทียบการมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
ในพื้นท่ีจังหวัดระนอง จาแนกตามอาชีพ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ .05 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจมีความคิดเห็นไม่
แตกตา่ งกนั

3.3 เปรยี บเทยี บการมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
ในพ้ืนทจ่ี ังหวดั ระนอง จาแนกตามรายได้ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิที่ .05

3.4 เปรียบเทยี บการมีส่วนรว่ มของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
ในพ้ืนที่จังหวัดระนอง จาแนกตามตาแหน่งในกลุ่ม โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์
และดา้ นการมีสว่ นรว่ มติดตามประเมินผล มีความคดิ เหน็ ท่ีแตกต่างอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ .05

อภปิ รำยผลกำรวจิ ัย (Research Discussion)
จากการศึกษา การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการ

ผลติ จงั หวัดระนอง ผ้วู จิ ัยนาประเด็นท่สี าคญั และน่าสนใจมาอภิปรายผล ไดด้ ังน้ี
จากการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ

การผลิต จังหวัดระนอง ด้านการมีส่วนร่วมติดตามประเมินผล ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกใน
การดาเนินงานกลุ่มออมทรพั ย์เพอื่ การผลิตในพื้นทจ่ี ังหวัดระนอง อยู่ในระดับมาก ผลจากการศึกษา
อธบิ ายได้วา่ สมาชิกของชมุ ชนต้องเข้ามามสี ่วนรว่ มในเรื่องการร่วมตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติการร่วม
ประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ท่ีเกิดขึ้นจากการดาเนินงาน 4 ประการ
ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจว่าจะทาอะไรและทาด้วยวิธีการอย่างไร 2) มีส่วน
ในการดาเนนิ โครงการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรสนับสนุนโครงการและการร่วมมือกับองค์กรหรือ
กลุ่มกิจกรรมเป็นการเฉพาะ 3) มีส่วนในการแบ่งปันผลประโยชน์อันเกิดจากโครงการพัฒนาและ
4) มีส่วนในการประเมินผลโครงการ สอดคล้องกับงานวิจัยของนายทรงวุฒิ เรืองวาทศิลป์ (2550)
ได้ศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ได้ใช้หลักการท่ีอิงไปในแนวทางของนโยบายพบว่า
อยใู่ นระดับมาก

ห น้ า | 330

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต จังหวัด
ระนอง ด้านการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่ม
ออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนอง อยู่ในระดับมาก ผลจากการศึกษาอธิบายได้ว่า
ประเด็นที่มีส่วนร่วมมากที่สุดคือ ร่วมรับผลประโยชน์จากการออมทรัพย์ ซึ่งเป็นไปในแนวทาง
เดยี วกันกับแนวคดิ ของแนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกับการมีส่วนร่วม กล่าวไว้ว่าสมาชิกของชุมชนต้องเข้ามา
มีส่วนร่วมในเรื่องการร่วมตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติ การ่วมประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการ
แบ่งปนั ผลประโยชน์ท่ีเกดิ ข้นึ จากการดาเนนิ งาน 4 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในกระบวนการ
ตัดสินใจว่าจะทาอะไรและทาด้วยวิธีการอย่างไร 2) มีส่วนในการดาเนินโครงการตัดสินใจในการใช้
ทรพั ยากรสนบั สนนุ โครงการและการร่วมมือกบั องคก์ รหรือกลุ่มกิจกรรมเป็นการเฉพาะ 3) มีส่วนใน
การแบ่งปันผลประโยชน์อันเกิดจากโครงการพัฒนาและ 4) มีส่วนในการประเมินผลโครงการ
สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของกมลวรรณ มาฆะสวสั ดิ์ (2557) ไดศ้ กึ ษาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการดาเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดสมุทรสงคราม : ศึกษากรณี อาเภอเมือง
สมุทรสงคราม จังหวัดสมทุ รสงคราม พบวา่ อยู่ในระดบั มาก

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต จังหวัด
ระนอง ด้านการมีส่วนร่วมดาเนินงาน ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรพั ย์เพ่ือการผลิตในพ้ืนท่จี งั หวัดระนอง อยู่ในระดบั มาก ผลจากการศึกษาอธบิ ายได้ว่า ประเด็นที่มี
ส่วนร่วมมากที่สุด คือ ร่วมในการปรับปรุงข้อบังคับของกลุ่ม สอดคล้องกับงานวิจัยของกมลวรรณ
มาฆะสวัสด์ิ (2557) ได้ศึกษาเร่ืองการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกองทุนพัฒนา
บทบาทสตรีจังหวัดสมุทรสงคราม : ศึกษากรณี อาเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม
พบวา่ อยใู่ นระดับมาก

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัด
ระนอง ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพอ่ื การผลติ ในพื้นทจ่ี ังหวดั ระนอง อยู่ในระดบั มาก ผลจากการศกึ ษาอธบิ ายได้ว่า ประเด็นที่มี
ส่วนรว่ มมากที่สุด คือ รว่ มในการตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาตา่ งๆของกลุ่ม ซ่งึ สอดคล้องกับแนวความคิดของ
ทฤษฎีเก่ียวกับการมีส่วนร่วม กล่าวไว้ว่าสมาชิกของชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเร่ืองการร่วม
ตดั สินใจ การร่วมปฏิบัติ การ่วมประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ท่ีเกิดข้ึน
จากการดาเนินงาน 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การมีสว่ นร่วมในกระบวนการตัดสนิ ใจว่าจะทาอะไรและทา
ด้วยวิธีการอย่างไร 2) มีส่วนในการดาเนินโครงการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรสนับสนุนโครงการ
และการร่วมมือกับองคก์ รหรอื กลุ่มกจิ กรรมเป็นการเฉพาะ 3) มีส่วนในการแบ่งปันผลประโยชน์ อัน
เกิดจากโครงการพัฒนาและ 4) มีส่วนในการประเมินผลโครงการ สอดคล้องกับงานวิจัยเสาวนีย์

ห น้ า | 331

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ไชยมุฃ (2562) ได้ศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต คอก
กระบือ อาเภอปานาเระ จงั หวดั ปัตตานี พบว่าอยู่ในระดับมาก

กำรเปรียบเทียบควำมคิดเห็น กำรมีส่วนร่วมของประชำชนในกำรดำเนินงำนกลุ่ม
ออมทรพั ย์เพ่อื กำรผลติ จงั หวดั ระนอง จำแนกตำมปจั จยั สว่ นบุคคล

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือ
การผลิตในพ้ืนท่ีจังหวัดระนองเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง จาแนกตามเพศ โดยรวมทุกด้าน เพศชาย และเพศหญิง มีความ
คดิ เหน็ ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงไม่เปน็ ไปตามสมมุติฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์
เพ่ือการผลิตในพ้ืนท่ีจังหวัดระนองที่มีสถานภาพส่วนบุคคล ในด้านเพศต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วน
ร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง ไม่แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ อนุชิต โมพันดุง (2560) ได้ศึกษา
เรื่อง การมสี ่วนร่วมของประชาชนในการจัดทาแผนพัฒนาสามปีของเทศบาลนครแหลมฉบัง อาเภอ
ศรีราชา จงั หวดั ชลบรุ ี พบว่า เพศที่ตา่ งกันมีความคดิ เหน็ แตกต่างกนั

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือ
การผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนองเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพ่ือการผลิต จังหวัดระนอง จาแนกตามอายุ มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตาม
สมมุติฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนองท่ีมี
สถานภาพส่วนบุคคล ในด้านอายุต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงาน
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สอดคล้องกับงานวิจัยของ เสาวนีย์ ไชยมุฃ (2562) ได้ศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมในการดาเนินงาน
กล่มุ ออมทรัพย์เพ่ือการผลิต คอกกระบือ อาเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี พบว่า อายุที่แตกต่างกัน
มีผลแตกตา่ งกัน

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ
การผลิตในพื้นท่ีจังหวัดระนองเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรพั ย์เพื่อการผลิต จงั หวดั ระนอง จาแนกตามระดบั การศกึ ษา มคี วามคดิ เห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไป
ตามสมมุติฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตในพื้นท่ีจังหวัดระนอง
ท่ีมีสถานภาพส่วนบุคคล ในด้านระดับการศึกษาต่างกัน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยเสาวนีย์ ไชยมุฃ (2562) ได้ศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมในการ

ห น้ า | 332

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต คอกกระบือ อาเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี พบว่า อายุที่
แตกต่างกัน มผี ล แตกต่างกัน

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ
การผลิตในพื้นท่ีจังหวัดระนองเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง จาแนกตามอาชีพ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตาม
สมมุติฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นท่ีจังหวัดระนองท่ีมี
สถานภาพส่วนบุคคล ในดา้ นอาชพี ส่งผลต่อการมีสว่ นรว่ มของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับ
งานวจิ ยั ของ เสาวนีย์ ไชยมุฃ (2562) ไดศ้ กึ ษาเรื่อง การมีส่วนร่วมในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์
เพอื่ การผลิต คอกกระบอื อาเภอปานาเระ จังหวัดปตั ตานี พบว่าอายุท่แี ตกต่างกัน มีผลแตกต่างกนั

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ
การผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนองเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรัพยเ์ พ่อื การผลิต จังหวดั ระนอง จาแนกตามรายได้ต่อเดือน มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน ซ่ึงเป็นไป
ตามสมมุติฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นที่จังหวัดระนอง
ที่มีสถานภาพส่วนบุคคล ในด้านรายได้ต่อเดือน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ดาเนินงานกลุ่มออมทรัพยเ์ พ่ือการผลิต จงั หวดั ระนอง แตกตา่ งกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุนันทา พุสิงค์ (2563) ได้ศึกษาเรื่อง ศึกษาการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในเขตอาเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี
พบว่า อายุท่แี ตกตา่ งกัน มผี ล แตกต่างกัน

ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของสมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือ
การผลิตในพ้ืนที่จังหวัดระนองเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออม
ทรพั ย์เพอ่ื การผลติ จังหวัดระนอง จาแนกตามตาแหน่งในกลมุ่ มีความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต จังหวัดระนอง แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไป
ตามสมมตุ ิฐานงานวิจัย สมาชิกในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในพื้นที่จังหวัดระนอง
ที่มีสถานภาพส่วนบุคคล ในด้านตาแหน่งในกลุ่ม ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ดาเนินงานกลมุ่ ออมทรพั ย์เพือ่ การผลิต จังหวัดระนอง แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ กมลวรรณ มาฆะสวัสดิ์ (2557) ได้ศึกษาเร่ือง การมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการดาเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดสมุทรสงคราม : ศึกษากรณี อาเภอ
เมอื งสมุทรสงคราม จังหวัดสมทุ รสงคราม พบว่า อายทุ แ่ี ตกต่างกนั มีผล แตกต่างกัน

ห น้ า | 333

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ขอ้ เสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
จากผลงานวิจัยในครั้งน้ี การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์

เพอื่ การผลิต จังหวดั ระนอง มีขอ้ เสนอแนะดังนี้
1.1 คณะกรรมการการมีส่วนรว่ มของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการ

ผลิต จังหวัดระนอง มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนอ่ืนน้อยมาก ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะ
คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จังหวัด
ระนอง ไม่ต้องการท่ีจะนาแหล่งทุนจากภายนอกมาให้บริการแก่สมาชิก เพราะคิดว่าเงินทุนภายใน
กลมุ่ ของตนมีเพยี งพออยู่แล้ว ดงั น้ัน หนว่ ยงานท่ีตอ้ งการจะให้บริการด้านแหล่งเงินทุนแก่กลุ่มออม
ทรัพย์ เพื่อการผลิต ต้องทาความเข้าใจกับคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตว่า การท่ีมี
แหล่งเงินทุน จากภายนอกให้การสนับสนุนจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เกิดการผลิตท่ีมีประสิทธิภาพมาก
ยง่ิ ขึ้น

1.2 ด้านการได้รับการฝึกอบรม/ศึกษาดูงาน พบว่า คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือ
การผลิต หรือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ท่ีได้รับการฝึกอบรม/ศึกษาดูงาน เป็นกลุ่มคนเดิมๆ ทา
ให้เกิด ความไม่เทียมกันในการพัฒนา จึงควรจัดทาบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์
เพือ่ การ ผลติ ท่จี ะเขา้ ร่วมฝกึ อบรม/ศกึ ษาดงู านไว้เปน็ ลาดับ

1.3 ด้านการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต พบว่า กลุ่มออมทรัพย์
เพ่ือการผลิต มีลักษณะของการจัดต้ังเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการและขาดความต่อเนื่อง เชื่อมโยง
กัน คณะกรรมการเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตท่ีได้แต่งต้ังควรกาหนดให้มีการ ประชุม
ต่อเน่ืองอย่างนอ้ ยเดอื นละ 1 ครั้งและใหเ้ ครอื ข่ายกลุ่มออมทรัพยเ์ พือ่ การผลิตมีการดาเนิน กิจกรรม
ทางเศรษฐกิจ ท่ีสอดคล้องกับหลักการของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตในระดับจังหวัด 1 กิจกรรม
จดั ให้มกี ารดาเนนิ กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชนป์ ีละ 1 กจิ กรรม นอกจากน้ีให้มีการจัดทาคู่มือการ
ปฏบิ ตั ิงานและสรปุ ผลการดาเนินงานในรอบ 1 ปี

2. ขอ้ เสนอแนะเพ่ือกำรวจิ ยั คร้งั ตอ่ ไป
2.1 การศึกษาความสาเร็จของการบริหารงานกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตในจังหวัด
ระนอง
2.2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการ ผลิตอย่างมี
ประสิทธภิ าพมากยิ่งขึ้นไป
2.3 เพ่อื ศกึ ษาปญั หา อปุ สรรค ของการบริหารจดั การกลมุ่ ออมทรัพย์ เพือ่ การผลิต

ห น้ า | 334

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เอกสำรอำ้ งองิ (References)
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2560). มาตรฐานและตวั ชีว้ ัด กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

วทิ ยาศาสตร์ และสาระภูมศิ าสตรใ์ นกลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั
พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศ
ไทย จากัด.
จรยี า ศรีสดุ ด.ี (2550). การพัฒนาชุดการเรยี นรู้ เรือ่ งบรรยากาศ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
สาหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1. วจิ ยั ในชั้นเรียน. นครปฐม: โรงเรียนวดั ลาดสวาย.
จันทรา เทพอวยพร. (2562). การศกึ ษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0. สืบคน้ 20 มกราคม 2562 , จาก
www.mahidol.ac.th.
ธันวาวฒุ ิ ดงั ชยั ภูมิ และวษิ ณุ สทุ ธวิ รรณ. (2562). การจดั การเรียนร้โู ดยใช้ชุดกจิ กรรม เรือ่ ง เซลล์
ของส่ิงมชี วี ติ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคลา้ วิทยา. วารสาร
สงั คมศาสตร์วิจัย. 10(1), 104-115.
ธีระพงษ์ นามสงา่ . (2550). การใชช้ ดุ การสอน เรื่อง ร่างกายของเรา อาหารและสารเสพติด เพื่อ
พัฒนา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและความพงึ พอใจของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2.
วจิ ัยในช้ันเรียน. นครพนม: โรงเรยี นบ้านหนองแสง
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2545). วธิ ีการสร้างสถิตสิ าหรับการวิจัย. พิมพค์ ร้ังท่ี 6. กรุงเทพมหานคร: สุวีริ
ยาสาส์น.
ปตี ภิ ทั ร กิจบารุง. (2561). การศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของการใชช้ ดุ กิจกรรม
การเรยี นรู้ เรอื่ ง พลังงานไฟฟ้า สาหรับนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนกีฬา
จังหวดั นครศรธี รรมราช. วารสารวิจยั ราไพพรรณ.ี 12(3), 61-71.
สมนึก ภัททยิ ธน.ี (2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครัง้ ท่ี 4. กาฬสนิ ธุ์: ประสานการพิมพ.์
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2555). พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2555.
กรงุ เทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
อรวรรณ์ มันใส และพจนีย์ เสงี่ยมจติ ต.์ (2557). การพฒั นาชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชีวิตของสตั ว์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4. วารสารบณั ฑติ
วิทยาลยั พชิ ญทรรศน์. 9(2), 91-96.
Bloom, B.S. (1976). Human Characteristics and School Learning. New York: McGraw-
Hill Book.

ห น้ า | 335

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

การพฒั นารูปแบบการประยกุ ต์ใชก้ เู กิลแอปพลิเคชนั เพื่อสนับสนุนให้คะแนน
การทดสอบมาตรฐานฝีมอื แรงงาน สาขาช่างไฟฟา้ ภายในอาคาร ระดบั 1
Development of the applications of Google Applications to Support
the Labor Standards Test Electrical Installation of Building Level 1

บัวพรรณ คำเฉลำ1 ศศวิ รรณ ส่งต่ำย2
Buaphan Khamchalor, Sasiwan Songtai

บทคดั ยอ่ (Abstract)
กำรวิจัยในคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อสังเครำะห์รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอป

พลิเคชัน 2. สอบถำมควำมคิดเห็นของผู้เชี่ยวชำญที่มีต่อรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชัน
เพื่อสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1
ซง่ึ เป็นกำรวจิ ัยเชิงคุณภำพ กลุ่มเปำ้ หมำย ไดแ้ ก่ ผูเ้ ชีย่ วชำญ จำนวน 9 คน โดยใช้แบบสอบถำมเป็น
เคร่ืองมือที่ใช้ในกำรวิจัย กำรเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้สถิติในกำรวิเครำะห์ข้อมูลในครั้งน้ี คือ
แบบสอบถำมควำมคิดเห็นของผู้เช่ียวชำญ โดยใช้สถิติพื้นฐำน ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบน
มำตรฐำน ผลกำรวิจัย พบวำผู้เช่ียวชำญให้ควำมคิดเห็นต่อกำรประเมิน 2 ดำน ไดผลสรุป 1) ด้ำน
ควำมเหมำะสมของรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรให้คะแนนกำร
ทดสอบมำตรฐำนฝมี ือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดยรวมอยู่ใน ระดับมำก (
=4.49, S.D. =0.47) 2) ควำมคิดเห็นด้ำนควำมเหมำะสมของเน้ือหำ เพื่อสนับสนุนกำรให้คะแนน
กำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดยรวมอยู่ใน ระดับมำก
ที่สดุ ( =4.59, S.D.=0.53)
คำสำคญั (Keywords) : กเู กลิ ฟอรม์ ; มำตรฐำนฝีมือแรงงำน; ชำ่ งไฟฟ้ำภำยในอำคำร;
แอปพลเิ คชัน

Received: 2021-05-09 Revised: 2021-08-04 Accepted: 2021-08-04
1 2หลักสตู รบริหำรธรุ กจิ สำขำวิชำคอมพวิ เตอร์ธุรกจิ คณะบรหิ ำรธรุ กิจ วทิ ยำลยั นอร์ทเทริ น์ จังหวัด

ตำก Bechelor of Business Administration Program Business Computer, Faculty of Business,
Northern College. Corresponding Author e-mail: [email protected]

ห น้ า | 336

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

Abstract
This research is aimed to 1. synthesize the format which can be applied

with Google Application 2. to collect the expert opinion regarding the synthesized
format of Google Application to support the scoring standard of the interior
electrician skill test -level 1. which is a qualitative research The target group
consisted of 9 experts using questionnaires as a research tool. The data collection
and use of statistics for this data analysis was the expert opinion questionnaire.
using basic statistics, percentage, mean, standard deviation. The results are 1)
overall score of the format suitability to support the scoring standard of the interior
electrician skill test level 1 is high ( = 4.49, S.D.=0.47) 2) The expert opinion of
content suitability is the highest ( = 4.59, S.D = 0.53 )
Keywords: Google form; Labor Skill Standards; Electricians in the Building;
Application

บทนำ (Introduction)
ปัจจุบันกระทรวงแรงงำนได้ประกำศ เรื่อง กำหนดสำขำอำชีพ ที่อำจเป็นอันตรำยต่อ

สำธำรณะ ซ่ึงต้องดำเนินกำรโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองควำมรู้ควำมสำมำรถ โดยที่เป็นกำรสมควร
กำหนดสำขำอำชีพ ที่อำจเป็นอันตรำยต่อสำธำรณะซึ่งต้องดำเนินกำรโดยผู้ได้รับหนังสือรับรอง
ควำมรคู้ วำมสำมำรถ เพ่ือคุ้มครองป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชำชนและประโยชน์สำธำรณะ
อำศัยอำนำจตำมควำมในมำตรำ 6 และมำตรำ 7 (2) แห่งพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพัฒนำ ฝีมือ
แรงงำน พ.ศ.2545 ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ.2557 รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงแรงงำนตำมข้อเสนอแนะของคณะกรรมกำรส่งเสริมกำรพัฒนำ
ฝีมือแรงงำน โดยควำมเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงออกประกำศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ประกำศน้ี
เรียกว่ำ “ประกำศกระทรวงแรงงำน เร่ือง กำหนดสำขำอำชีพท่ีอำจเป็นอันตรำยต่อสำธำรณะซึ่ง
ต้องดำเนินกำรโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองควำมรู้ควำมสำมำรถ”ข้อ 2 ประกำศน้ีให้ใช้บังคับเมื่อพ้น
กำหนดสำมร้อยหกสิบห้ำวันนับแต่วันประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เป็นต้นไป ข้อ 3 กำหนดให้
สำขำอำชีพช่ำงไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เฉพำะสำขำช่ำงไฟฟ้ำ ภำยในอำคำร เป็น
สำขำอำชีพท่ีอำจเป็นอันตรำยต่อสำธำรณะซ่ึงต้องดำเนินกำรโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองควำมรู้
ควำมสำมำรถตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรส่งเสรมิ กำรพฒั นำฝีมอื แรงงำน (รำชกิจจำนุเบกษำ ประกำศ
กระทรวงแรงงำน, 2558)

ห น้ า | 337

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ประกำศคณะกรรมกำรส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน เรื่อง วิธีกำรทดสอบมำตรฐำน
ฝีมือแรงงำน และกำรออกหนังสือรับรองว่ำเป็นผู้ผ่ำนกำรทดสอบ มำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ
สำขำอำชพี ช่ำงไฟฟำ้ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 อำศัย
อำนำจตำมควำมในมำตรำ 22 วรรคสำม แห่งพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพัฒนำ ฝีมือแรงงำน พ.ศ.
2545 และมำตรำ 39 (3) แห่งพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน พ.ศ.2545 ซ่ึงแก้ไข
เพ่ิมเติมโดยพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2557 คณะกรรมกำร
ส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำนออกประกำศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกำศคณะกรรมกำร
ส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน เรื่อง วิธีกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน และกำรออกหนังสือ
รับรองว่ำเป็นผู้ผ่ำนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำอำชีพช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร
ระดับ 1 ลงวันที่ 23 ธันวำคม พ.ศ.2552 ข้อ 2 กำหนดวิธีกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน
แหง่ ชำติ และกำรออกหนังสอื รับรองว่ำเปน็ ผผู้ ่ำนกำรทดสอบ มำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำ
อำชีพช่ำงไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 ดังต่อไปน้ี
2.1 วิธีกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำอำชีพช่ำงไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 (1) กำรทดสอบควำมรู้ ควำมเข้ำใจเป็นกำร
ทดสอบควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ท่ีจำเป็นจะต้องนำไปใช้ในกำรปฏิบัติงำนได้อย่ำงถูกต้องตำมหลัก
วชิ ำกำร ลักษณะขอ้ สอบเป็นแบบปรนยั 4 ตวั เลือก จำนวน 60 ข้อ ใช้เวลำในกำรทดสอบ 1 ช่ัวโมง
คะแนนเต็ม 60 คะแนน คิดเป็นร้อยละย่ีสิบของคะแนนท้ังหมด โดยผู้เข้ำรับกำรทดสอบต้องได้
คะแนนไม่ต่ำกว่ำร้อยละหกสิบของคะแนนภำคควำมรู้ จึงมีสิทธ์ิเข้ำรับ กำรทดสอบภำค
ควำมสำมำรถ (2) กำรทดสอบควำมสำมำรถ เป็นกำรทดสอบควำมสำมำรถซ่ึงเกิดจำกกำรสะสม
ประสบกำรณ์จนเกิดควำมชำนำญเพียงพอท่ีจะปฏิบัติงำนได้อย่ำงมีคุณภำพตำมข้อกำหนด ถูก
ขัน้ ตอนและเสร็จตำมเวลำทีก่ ำหนด ลกั ษณะแบบทดสอบเปน็ กำรทดสอบโดยใหผ้ ู้เขำ้ รับกำรทดสอบ
ปฏิบัติงำนตำมรูปแบบ กฎเกณฑ์ในวิธีกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำอำชีพช่ำง
ไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 คะแนนเต็ม 400
คะแนน คิดเป็นร้อยละแปดสิบของคะแนนทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบทดสอบ ดังน้ี
แบบทดสอบท่ี 1 กำรเดินสำยไฟฟ้ำ กำรติดตั้งอุปกรณ์ กำรเก็บกวำดทุกสิ่งให้เรียบร้อยในบริเวณ
ทดสอบของตน กำรตรวจสอบวงจรและแกไ้ ข ใช้เวลำในกำรทดสอบ 4 ชัว่ โมง แบบทดสอบท่ี 2 กำร
ต่อตัวนำ ใช้เวลำในกำรทดสอบ 15 นำที (3) รำยละเอียดวิธีกำรทดสอบให้เป็นไปตำมที่
คณะกรรมกำรประกำศกำหนด 2.2 กำรออกหนังสือรับรองว่ำเป็นผู้ผ่ำนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือ
แรงงำนสำขำอำชีพช่ำงไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ
1 จะออกให้แก่ ผูผ้ ่ำนกำรทดสอบ โดยมีเกณฑ์ ดังน้ี ผู้เข้ำรับกำรทดสอบต้องทดสอบทั้งภำคควำมรู้
ควำมเข้ำใจ และภำคควำมสำมำรถโดยต้องไดค้ ะแนนไมต่ ่ำกว่ำร้อยละเจ็ดสบิ ของคะแนนท้ังหมด จึง

ห น้ า | 338

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ถือว่ำผ่ำนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำอำชีพช่ำงไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร (รำชกิจจำนุเบกษำ ประกำศคณะกรรมกำรส่งเสริมกำร
พฒั นำฝีมือแรงงำน , 2562)

ในปัจจุบันเป็นยุคของดิจิทัล มีเว็บแอปลิเคชั่น (web application) มำกมำยท่ีสำมำรถ
นำมำประยุกต์ใช้กับงำนสำนักงำนเพื่อให้กำรทำงำนเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ เช่น ลดกำรใช้
ทรัพยำกร เกิดควำมรวดเร็ว รวมทั้งลดค่ำใช้จ่ำยของ สำนักงำน ตัวอย่ำงหน่ึงคือ Google Forms
ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงในกำรบริกำรของกลุ่ม Google Docs ท่ีช่วยให้สร้ำงแบบสอบถำมออนไลน์ หรือใช้
รวบรวมข้อมูลได้อย่ำงรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียค่ำใช้จ่ำยใด ๆ ผู้ใช้สำมำรถนำไปประยุกต์ใช้กับงำนได้
หลำยรปู แบบ เช่น กำรสรำ้ งแบบสำรวจควำมคิดเหน็ แบบสำรวจควำมพงึ พอใจ กำรสร้ำงแบบฟอร์ม
ลงทะเบียน เป็นต้น จำกกำรศึกษำงำนวิจัยที่เก่ียวข้องกับ Google Forms พบว่ำ มีกำรนำ
Google Forms ไปประยุกต์ใช้ในหลำยรูปแบบ เช่น กำรประยุกต์ใช้ Google Forms ในกำร
ประเมินกำรเรียนกำรสอนรำยวัน เพื่อปรับปรุงกำรเรียนกำรสอนGoogle Forms เป็นแอปลิเคชั่น
ฟรีที่ทุกคนสำมำรถสร้ำงและจัดกำรเพื่อกำรสำรวจได้ ซึ่งเป็นกำรลงทุนทำงเวลำเพียงเล็กน้อย
เท่ำน้ัน กำรประยกุ ตใ์ ช้ Google Forms ในกำรจัดกำรเกี่ยวกับเกรดของนักศึกษำรวมทั้งบันทึกกำร
เขำ้ ช้ันเรยี น โดยมกี ำรทดสอบย่อยในระหวำ่ งกำรเรยี นผ่ำน Google Forms ซึ่งท้ังผู้สอนและผู้เรียน
ตำมกเ็ ห็นว่ำ Google Forms มีประโยชน์ตอ่ กำรเรยี นกำรสอน (จติ ตำนนั ท์ ติกุล, 2559)

จำกควำมสำคญั ดงั กลำ่ ว ผ้วู ิจยั จงึ ไดส้ งั เครำะห์รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชัน
เพ่ือสนับสนนุ กำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝมี อื แรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ
1 ในกำรใช้งำนแอปพลเิ คชนั กำรใหค้ ะแนนของผู้ทดสอบ กำรแสดงผลกำรทดสอบผ่ำนมือถือ ด้วย
แอปพลิเคชันของ Google Data studio ของคณะกรรมกำรผู้ให้คะแนนกำรทดสอบ เพ่ือลดควำม
ผิดพลำดกำรให้คะแนน เพิ่มควำมสะดวก รวดเร็วในกำรทำงำนของศูนย์ทดสอบมำตรฐำนฝีมือ
แรงงำน

วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ยั (Research Objective)
1. เพื่อสังเครำะห์รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรให้คะแนน

กำรทดสอบมำตรฐำนฝีมอื แรงงำน สำขำชำ่ งไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดบั 1
2. เพ่ือสอบถำมควำมคิดเห็นของผู้เช่ียวชำญที่มีต่อรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอป

พลิเคชันเพ่ือสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร
ระดบั 1

ห น้ า | 339

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

วธิ ีดำเนินกำรวจิ ยั (Research Methods)
1. รูปแบบกำรวจิ ัย
กำรวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยออกแบบเชิงคุณภำพ ซ่ึงกำรวิจัยได้สังเครำะห์แนวคิดเห็นของ

ผู้เช่ียวชำญในกำรใช้แอปพลิเคชนั Google Form, Google Sheet, Data Studio ซึ่งกำรวเิ ครำะห์
แนวคิดทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้องสำมำรถทจ่ี ะทำให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ัย

2. ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง
ประชำกรท่ีใช้ในกำรวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้เช่ียวชำญ จำนวน 4 คน ผู้ใช้ระบบ จำนวน 5
คน เมื่อช่วงเดอื นตลุ ำคม –ธนั วำคม 2563 เป็นกำรสัมภำษณ์แบบมีโครงสรำ้ งผ้เู ชีย่ วชำญ จำนวน 4
ท่ำนทใ่ี ช้แอปพลิเคชันกำรประยกุ ต์ใชก้ ูเกิลแอปพลิเคชันชันเพ่ือสนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบ
มำตรฐำนฝีมอื แรงงำน สำขำชำ่ งไฟฟำ้ ภำยในอำคำร ระดับ 1 ทไ่ี ด้มำโดยวธิ กี ำรเลอื กแบบเจำะจง
3. เครื่องมือท่ีใช้ในกำรวจิ ยั
3.1 แอปพลเิ คชนั ในกำรกรอกฟอรม์ Google from กำรให้คะแนน จำนวน 29 ข้อ โดยมี
คะแนนรวม 400 คะแนน
3.2 กำรรวมผลคะแนนด้วย Google Sheet ในกำรคำนวณผลคะแนนรวมของแต่ละ
หัวขอ้ ย่อย
3.3 กำรแสดงผลคะแนนด้วย Google Data studio ในรูปแบบของรำยงำน ท่ีสำมำรถ
แสดงบนมอื ถอื
3.4 แบบสอบถำมควำมคิดเห็นของผู้เชี่ยวชำญที่มีต่อควำมเหมำะสมของรูปแบบกำร
ประยุกตใ์ ช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำง
ไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 เป็นแบบสอบถำมแบบมำตรำสว่ น 5 ระดบั มคี วำมเช่อื ม่นั 0.93
4. กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4.1 ศึกษำเอกสำรและสังเครำะห์องค์ประกอบของรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอป
พลิเคชันเพื่อเพ่ือสนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยใน
อำคำร ระดับ 1 โดยศึกษำบทควำม เอกสำรท่ีเกี่ยวข้องกับทฤษฎีเก่ียวกับรูปแบบกำรประยุกต์ใช้
เทคโนโลยสี ำรสนเทศ
4.2 สมั ภำษณผ์ ทู้ รงคุณวุฒทิ ่ีเก่ียวข้องกับกำรประยกุ ต์ใชก้ ูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุน
เพ่ือสนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ
1 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้เช่ียวชำญ จำนวน 4 คน อำจำรย์ จำนวน 5 คน เมื่อช่วงเดือน
ตุลำคม –ธนั วำคม 2563 เปน็ กำรสมั ภำษณ์แบบมโี ครงสรำ้ ง
4.3 สังเครำะห์องค์ประกอบของรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อเพ่ือ
สนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1

ห น้ า | 340

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

โดยนำข้อมูลจำก 1) กรอบแนวคิดท่ีสังเครำะห์ได้จำกเอกสำรและงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้อง 2) จำกกำร
สำรวจบรบิ ท ปญั หำ และ3) จำกกำรสัมภำษณ์ผูท้ รงคุณวุฒิ มำเปน็ กรอบในกำรสงั เครำะห์รปู แบบ

4.4 ประเมินองค์ประกอบของรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุน
กำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดย
ผู้เช่ียวชำญ

5. สถิตทิ ใี่ ช้ในกำรวจิ ัย
5.1 นำแบบประเมินควำมพึงพอใจของผู้เช่ียวชำญที่มีต่อกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเค
ชันเพ่ือสนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร
ระดับ1 มำวิเครำะห์ ได้แก่ ค่ำเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน โดยนำผลที่ได้เทียบกับเกณฑ์กำร
ประเมิน ดงั นี้
ค่ำเฉลยี่ เท่ำกับ 4.51 – 5.00 หมำยควำมว่ำ ระดบั มำกทีส่ ุด
ค่ำเฉลี่ยเทำ่ กับ 3.51 – 4.50 หมำยควำมว่ำ ระดับมำก
คำ่ เฉล่ยี เท่ำกบั 2.51 – 3.50 หมำยควำมว่ำ ระดบั ปำนกลำง
ค่ำเฉลี่ยเทำ่ กับ 1.51 – 2.50 หมำยควำมว่ำ ระดับน้อย
คำ่ เฉล่ยี เทำ่ กับ 1.00 – 1.50 หมำยควำมวำ่ ระดบั นอ้ ยที่สุด

ผลกำรวิจยั (Research Results)
ผู้วิจัยทำกำรวิเครำะห์ข้อมูลกำรวิจัย เร่ืองกำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอป

พลิเคชันเพื่อสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร
ระดับ 1 ของศนู ย์ทดสอบมำตรฐำนฝมี อื แรงงำน สำมำรถสรุปผลกำรวิจยั ตำมวตั ถปุ ระสงค์ ดังน้ี

1. ศึกษำข้อมูลกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบ
มำตรฐำนฝมี อื แรงงำน สำขำชำ่ งไฟฟำ้ ภำยในอำคำร ระดับ 1

ผลกำรศึกษำข้อมูลเกี่ยวกับกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนให้คะแนน
กำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน ผู้วิจัยดำเนินกำรสอบถำมควำมคิดเห็นผู้เช่ียวชำญ จำนวน 4
ท่ำน และคณำจำรย์ จำนวน 5 ท่ำน โดยกำรสร้ำงฟอร์มประกอบด้วย Google Form กำรกรอก
คะแนนของผู้ทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน หลังจำกนั้น ข้อมูลของคะแนนจะถูกส่งไปเก็บยัง
Google sheet และตจะแสดงผลรุปรำยงำนทำง Google data Studio ในรูปแบบรำยงำนใบ
สรุปผลคะแนน โดยมรี ำยละเอยี ดหลักเกณฑ์กำรใหค้ ะแนน ขอ้ ควำม เนอ้ื หำ เพ่ือควำมสะดวกสบำย
และง่ำยตอ่ กำรให้คะแนนของผูป้ ระเมนิ สมรรถนะกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมอื แรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำ
ภำยในอำคำร ระดับ1 ผู้วิจัยได้ออกแบบให้ผู้ใช้สำมำรถใช้แอปพลิเคชันได้อย่ำงง่ำยโดยแสดง
ตัวอย่ำงดังภำพและผลกำรทดลองไดด้ งั ต่อไปนี้

ห น้ า | 341

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

1. ผู้ใช้สำมำรถสแกน QR Code เพ่ือดำวโหลดแอปพลิเคชันในกำรกรอกข้อมูลส่วนตัว
ข้อมูลกำรให้คะแนนทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 ของศูนย์
ทดสอบมำตรฐำนฝมี ือแรงงำน ดังภำพที่ 1

ภำพท่ี 1 แสดง QR Code ใช้สแกนส์ไฟล์ เพื่อดำวโหลดแอปพลิเคชนั

2. หน้ำจอกำรกรอกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลกำรให้คะแนน (1) กำรทดสอบควำมรู้
ควำมเข้ำใจเป็นกำรทดสอบควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ท่ีจำเป็นจะต้องนำไปใช้ในกำรปฏิบัติงำนได้อย่ำง
ถูกต้องตำมหลักวิชำกำร ลักษณะข้อสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ใช้เวลำในกำร
ทดสอบ 1 ช่ัวโมง คะแนนเต็ม 60 คะแนน คิดเป็นร้อยละย่ีสิบของคะแนนทั้งหมด โดยผู้เข้ำรับกำร
ทดสอบต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่ำร้อยละหกสิบของคะแนนภำคควำมรู้ จึงมีสิทธิ์เข้ำรับกำรทดสอบ
ภำคควำมสำมำรถ (2) กำรทดสอบควำมสำมำรถ เป็นกำรทดสอบควำมสำมำรถซ่ึงเกิดจำกกำร
สะสมประสบกำรณ์จนเกิดควำมชำนำญเพียงพอทีจ่ ะปฏิบตั ิงำนไดอ้ ย่ำงมคี ุณภำพตำมข้อกำหนด ถูก
ข้นั ตอนและเสร็จตำมเวลำท่ีกำหนด ลักษณะแบบทดสอบเป็นกำรทดสอบโดยให้ผู้เขำ้ รับกำรทดสอบ
ปฏิบัติงำนตำมรูปแบบ กฎเกณฑ์ในวิธีกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำอำชีพช่ำง
ไฟฟ้ำ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 คะแนนเต็ม 400
คะแนน คิดเป็นร้อยละแปดสิบของคะแนนท้ังหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบทดสอบ ดังน้ี
แบบทดสอบที่ 1 กำรเดินสำยไฟฟ้ำ กำรติดต้ังอุปกรณ์ กำรเก็บกวำดทุกส่ิงให้เรียบร้อยในบริเวณ
ทดสอบของตน กำรตรวจสอบวงจรและแกไ้ ข ใช้เวลำในกำรทดสอบ 4 ชวั่ โมง แบบทดสอบท่ี 2 กำร
ต่อตัวนำ ใช้เวลำในกำรทดสอบ 15 นำที กำรทดสอบควำมสำมำรถ ซ่ึงมีกำรให้คะแนนอย่ำง
ละเอียดโดยมีคะแนนเต็มถึง 400 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละแปดสิบของคะแนนทั้งหมด และมีหัวข้อใน
กำรให้คะแนนถงึ 29 หวั ขอ้ ใหญ่ 81 หวั ขอ้ ยอ่ ย ในแตล่ ะหัวข้อย่อยยังมีกำรแบ่งกำรให้คะแนนตำมผล
กำรทดสอบที่ไดอ้ ีกด้วย ดังภำพท่ี 2

ห น้ า | 342

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ภำพท่ี 2 แสดงหนำ้ จอแสดงกำรใหค้ ะแนนทดสอบมำตรฐำนฝมี อื แรงงำน
3. หน้ำจอแสดงใบสรุปคะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ สำขำช่ำง
ไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดยรำยละเอียดของรูปแบบรำยงำนนี้ โดยแบ่งออกเป็น (1) กำร
ทดสอบควำมรู้ ควำมเข้ำใจเป็นกำรทดสอบควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ที่จำเป็นจะต้องนำไปใช้ในกำร
ปฏิบตั งิ ำนไดอ้ ย่ำงถูกต้องตำมหลัก คิดเป็นร้อยละย่ีสิบของคะแนนท้ังหมด โดยผู้เข้ำรับกำรทดสอบ
ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่ำร้อยละหกสิบของคะแนนภำคควำมรู้ จึงมีสิทธิ์เข้ำรับกำรทดสอบภำค
ควำมสำมำรถ (2) กำรทดสอบควำมสำมำรถกำร และรวมคะแนน แจ้งผลกำรทดสอบ ผ่ำน หรือ
ไม่ผำ่ น โดยมีหลกั เกณฑ์ตดั สินทผ่ี ่ำนกำรทดสอบทั้ง 2 ภำคต้องไม่ตำ่ กว่ำรอ้ ยละ 70 ดงั ภำพที่ 2


Click to View FlipBook Version