The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการบริหารนิติบุคคล

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

ห น้ า | 343

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ภำพท่ี 3 หนำ้ จอแสดง ใบสรุปคะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำนแห่งชำติ

2. แบบสอบถำมควำมคดิ เห็นของผู้เชี่ยวชำญ

กำรพัฒนำรปู แบบกำรประยกุ ตใ์ ชก้ ูเกิลแอปพลเิ คชนั เพื่อสนบั สนนุ ใหค้ ะแนนกำรทดสอบ

มำตรฐำนฝีมอื แรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 ผลกำรสอบถำมควำมคดิ เหน็ ของ

ผเู้ ชี่ยวชำญทมี่ ีตอ่ ควำมเหมำะสมของรูปแบบกำรประยุกตใ์ ช้กเู กิล แอปพลเิ คชันเพ่ือสนบั สนนุ กำร

ให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝมี ือแรงงำน สำขำชำ่ งไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ1

ตำรำงท่ี1 ผลควำมพึงพอใจของผเู้ ช่ียวชำญท่มี ตี ่อควำมเหมำะสมของรปู แบบ

กำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกตใ์ ช้กเู กิลแอปพลิเคชนั เพ่ือ S.D. ระดับควำม
สนบั สนุนใหค้ ะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝมี ือแรงงำน คิดเห็น

สำขำชำ่ งไฟฟำ้ ภำยในอำคำร ระดบั 1

1. ด้ำนกำรรับรถู้ ึงควำมงำ่ ยในกำรใชง้ ำน

1.1) ควำมงำ่ ยในกำรใชง้ ำน 4.55 0.49 มำกทส่ี ุด

1.2) กำรแบง่ หมวดหมู่ชัดเจน 4.88 0.31 มำกที่สุด

1.3) ใชง้ ำนไดร้ ำบรน่ื ต่อเน่ือง ไมต่ ดิ ขดั 4.53 0.49 มำกที่สุด

2.ดำ้ นกำรออกแบบ

2.1) ควำมสวยงำม 4.32 0.47 มำก

2.2) ลำดบั กำรแสดงข้อมลู 4.11 0.56 มำก

2.3) ควำมเหมำะสมกบั เนอ้ื หำ 4.67 0.47 มำกทีส่ ุด

ห น้ า | 344

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

2.4) ภำษำส่อื ควำมเข้ำใจถูกต้อง 4.55 0.68 มำกที่สุด
4.53 0.68 มำกท่สี ุด
2.5) รปู แบบตวั อักษรมีควำมเหมำะสม 3.33 0.68
2.6) กำรจดั วำงตำแหน่งของสว่ นตำ่ ง ๆ บนหน้ำจอมีควำม มำก
เหมำะสม
4.55 0.49 มำกท่สี ดุ
3. ด้ำนเน้ือหำกำรให้คะแนน 4.88 0.31 มำกที่สดุ
3.1) ควำมถูกต้องของหัวข้อกำรให้คะแนน 4.22 0.41 มำก
4.49 0.47 มำก
3.2) ควำมชัดเจนของหัวข้อกำรใหค้ ะแนน

3.3) ลำดบั ของหวั ข้อกำรให้คะแนน
ค่ำเฉลย่ี รวม

จำกตำรำงท่ี 1 พบว่ำ ผลควำมคิดเห็นของผู้เชี่ยวชำญ มีควำมเห็นต่อควำมเหมำะสมของ
รูปแบบ กำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบ
มำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดยรวมอยู่ใน ระดับมำก ( =
4.49, S.D.= 0.47) เม่ือพิจำรณำรำยด้ำนพบว่ำ ด้ำนกำรรับรู้ถึงควำมง่ำยในกำรใช้งำน อยู่ในระดับ
มำกท่ีสุด คือ 1.2 กำรแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน ( = 4.88, S.D. = 0.31) ด้ำนกำรออกแบบ อยู่
ในระดับมำก คือ 2.3 ควำมเหมำะสมกับเน้ือหำ ( = 4.67, S.D. = 0.47) ด้ำนเนื้อหำกำรให้
คะแนน อย่ใู นระดับมำกทส่ี ุด คือ 3.2 ควำมชดั เจนของหัวข้อกำรให้คะแนน ( = 4.88, S.D.=
0.31)

ตำรำงท่ี 2 ควำมคดิ เห็นผูเ้ ช่ยี วชำญท่ีมีต่อควำมเหมำะสมของเนือ้ หำ

กำรพฒั นำรปู แบบกำรประยุกตใ์ ชก้ ูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือ S.D. ระดบั ควำม
สนบั สนุนใหค้ ะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝมี ือแรงงำน คิดเหน็

สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ1

1. เน้ือหำมคี วำมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 4.88 0.33 มำกท่ีสุด

2. เนื้อหำมีควำมเหมำะสมกบั ระดบั ของผทู้ ดสอบ 4.77 0.44 มำกท่ีสดุ

3. เนือ้ หำมคี วำมถกู ต้องและชัดเจน 4.55 0.52 มำกที่สดุ

4. ปรมิ ำณเน้ือหำมีควำมเหมำะสม 4.44 0.52 มำก

5. กำรลำดบั เนือ้ หำมีควำมเหมำะสม 4.55 0.52 มำกที่สุด

6. ควำมถกู ต้องเหมำะสมของคะแนน 4.55 0.52 มำกทสี่ ุด

7. ควำมถกู ต้องของหวั ข้อกำรใหค้ ะแนน 4.88 0.33 มำกที่สุด

8. ควำมชัดเจนของหวั ข้อกำรให้คะแนน ห น้ า | 345
9. ควำมงำ่ ยในกำรใชง้ ำน
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
คำ่ เฉล่ียรวม ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

4.79 0.67 มำกที่สดุ
3.88 0.92 มำก
4.59 0.53 มำกท่สี ุด

จำกตำรำงที่ 2 พบว่ำ ควำมคิดเห็นของผู้เช่ียวชำญ มีควำมเห็นต่อควำมเหมำะสมของ
เน้ือหำ กำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบ
มำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 โดยรวมอยู่ใน ระดับมำกท่ีสุด ( =
4.59, S.D. = 0.53) เม่ือพิจำรณำรำยด้ำนพบว่ำ เน้ือหำมีควำมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ
ควำมถูกต้องของหัวขอ้ กำรให้คะแนน อยใู่ นระดับมำกท่ีสุด ( = 4.55, S.D.= 0.52) ( = 4.88,
S.D. = 0.33) รองลงมำ ควำมชัดเจนของหัวข้อกำรให้คะแนน อยู่ในระดับมำกที่สุด ( = 4.79,
S.D. = 0.67) เน้ือหำมีควำมเหมำะสมกับระดับของผู้ทดสอบ อยู่ในระดับมำกที่สุด ( = 4.77,
S.D. = 0.44) เน้ือหำมีควำมถูกต้องและชัดเจน, กำรลำดับเนื้อหำมีควำมเหมำะสมและควำม
ถูกตอ้ งเหมำะสมของคะแนน อยใู่ นระดับมำกทส่ี ุด ( =4.55, S.D.= 0.52) ปริมำณเน้ือหำมีควำม
เหมำะสม อย่ใู นระดบั มำก ( =4.44, S.D.= 0.52) และควำมง่ำยในกำรใช้งำน อยู่ในระดับมำก (

=3.88, S.D.= 0.92)

อภิปรำยผลกำรวจิ ยั (Research Discussion)

จำกผลกำรวิจัยนำมำอภิปรำยผลกำรวจิ ัยตำมวัตถุประสงคท์ กี่ ำหนดไวไ้ ดด้ ังนี้
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 “เพ่ือสังเครำะห์รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อ
สนบั สนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำชำ่ งไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดบั 1”
ผลกำรสังเครำะห์รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนกำรกำรให้
คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมอื แรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1” ประกอบด้วย 2
ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 กำรสร้ำงฟอร์มกำรให้คะแนน ส่วนท่ี 2 รูปแบบรำยงำนกำรแสดงผลกำร
ทดสอบมำตรฐำน หลักกำรแนวคิด ผู้วิจัยได้ดำเนินกำรดังน้ี นี้ ศึกษำเอกสำรและสังเครำะห์
องค์ประกอบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ สำหรับ
สถำบนั อุดมศกึ ษำ โดยศึกษำบทควำม เอกสำรท่ีเกี่ยวข้องกับทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบกำรประยุกต์ใช้
เทคโนโลยี สำรสนเทศและงำนวิจัยท้ังในและต่ำงประเทศ สำรวจบริบท ปัญหำ และควำมต้องกำร
ประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ สำหรับสถำบันอุดมศึกษำ
สัมภำษณ์ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับกำรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ และกำรแนะแนวกำรศึกษำ และ
ประเมินองค์ประกอบของกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ
สำหรับสถำบันอุดมศึกษำผลกำรวิจัยน้ีสอดคล้องกับ ชำครีย์ ศรีวิชัย (2557) ได้กล่ำวว่ำ
สถำปัตยกรรมแบบกลมุ่ เมฆโดยใชก้ เู กลิ แอปพลิเคชันรองรับกำรจัดเก็บเอกสำรอย่ำงเป็นระบบ เป็น
หมวดหมู่ สำมำรถทำกำรค้นหำจำกข้อมูลแหล่งเดียวกัน และติดตำมควำมคืบหน้ำของเอกสำรได้

ห น้ า | 346

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

จำก email เป็นผลให้ข้อมูลมีควำมน่ำเช่ือถือสำมำรถนำไปใช้งำนได้จริง และสอดคล้องกับ สมพร
วงศ์วิธนู (2555) ได้กล่ำวว่ำ กำรบริหำรงำนแนะแนวโดยใช้ PDCA ของ โรงเรียนขยำยโอกำสทำง
กำรศึกษำสังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำประถมศึกษำเชียงรำย เขต 2 ในภำพรวมอยู่ในระดับ
มำกท้ัง 4 ด้ำน คือ ด้ำนกำรวำงแผน กำรปฏิบัติตำมแผน กำรตรวจสอบ และกำรปรับปรุงและ
พัฒนำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำ กำรนำ PDCA เข้ำมำใช้ในกำรดำเนินกำรจัดกำรงำนแนะแนว ทำให้
กระบวนกำรทำงำนมปี ระสิทธิภำพมำกยิง่ ขนึ้

ผลกำรวจิ ยั วัตถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 2 “เพอื่ สอบถำมควำมคิดเหน็ ของผูเ้ ช่ียวชำญที่มีต่อรูปแบบ
กำรประยุกตใ์ ช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำ
ช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดับ 1 1) ผลควำมคิดเห็นของผู้เช่ียวชำญ อยู่ในระดับมำก 2) ควำม
คิดเห็นด้ำนควำมเหมำะสมของเน้ือหำ เพ่ือสนับสนุนกำรให้คะแนนกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือ
แรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร ระดบั 1 โดยรวมอยู่ใน ระดับมำกที่สุด สอดคล้องกับงำนวิจัย
กำรพัฒนำรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ สำหรับ
สถำบันอุดมศึกษำ รูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพ่ือสนับสนุนกำรแนะแนวทำง
กำรศึกษำ ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ ส่วนท่ี 1 นโยบำยและควำมสำคัญ ส่วนท่ี 2 หลักกำร
แนวคิด ส่วนท่ี 3 ระบบสนับสนุนกำรแนะแนวทำงกำรศึกษำ ส่วนท่ี 4 เทคโนโลยีและส่วนที่ 5
ตวั ชว้ี ดั ควำมสำเรจ็ 2) ผลกำรศึกษำควำมคดิ เหน็ ของผูเ้ ช่ียวชำญ ประกอบด้วย 2.1) ควำมเหมำะสม
ของรูปแบบกำรประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ สำหรับ
สถำบันอุดมศกึ ษำ โดยรวมอยู่ในระดับมำกท่ีสุด 2.2) ควำมเหมำะสมของกำรประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สำรสนเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมำกทีส่ ดุ

ข้อเสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
1.1 ควรใช้กล่องข้อควำมไม่มำก เพรำะ Google Data Studio มีข้อจำกัดในกำรใช้ จะ

ทำใหก้ ำรออกรำยงำน คอ่ นข้ำงลำ่ ชำ้
1.2 ควรศกึ ษำเกย่ี วกบั กำรจดั กำรฐำนขอ้ มลู ด้ำนควำมปลอดภยั ของฐำนข้อมูล เน่ืองจำก

เป็นข้อมูลควำมลับในกำรใช้ในกำรทดสอบมำตรฐำนฝีมือแรงงำน สำขำช่ำงไฟฟ้ำภำยในอำคำร
ระดับ 1

2. ขอ้ เสนอแนะในครั้งต่อไป
2.1 ผู้วิจัยควรทำกำรศึกษำเก่ียวกับกำรเขียนโปรแกรม ภำษำคอมพิวเตอร์ เช่น ภำษำ
JAVA C++ หรือภำษำอ่นื ๆ เพื่อกำรทำรำยงำนที่สมบูรณ์
2.2 ผู้วิจัยควรศึกษำโปรแกรมท่ีสำมำรถออกรำยงำน เพ่ือกำรเปรียบเทียบหรือควำม
แตกตำ่ งกนั ในแตล่ ะแอปลิเคชันในกำรใชง้ ำน

ห น้ า | 347

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

เอกสำรอำ้ งอิง (References)
กนิษฐำ อินธิชติ , วรปภำ อำรีรำษฎร์, จรัญ แสนรำช. (2561). กำรพฒั นำรปู แบบกำรประยุกตใ์ ช้กู

เกลิ แอปพลิเคชันเพ่อื สนับสนุนกำรแนะแนวกำรศึกษำ สำหรับสถำบนั อุดมศึกษำ.
วารสารวชิ าการการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวตั กรรม . 5(2), 83-93.
จติ ตำนันท์ ตกิ ุล, อนุรกั ษ์ เผยกลำง .(2559). ประสิทธภิ ำพของกำรแจ้งเวียนเอกสำรโดยกำร
ประยุกต์ใช้ Google Forms. วารสารวชิ าการ ปขมท. 6(2), 55-66.
ชำครีย์ ศรวี ิชัย. (2557). ระบบจัดเก็บและคน้ หาเอกสารอิเล็กทรอนิกสบ์ นสถาปัตยกรรมแบบกลุ่ม
เมฆโดยใชก้ ูเกลิ แอปสคริปท์. กำรค้นควำ้ แบบอสิ ระปรญิ ญำมหำบณั ฑิต.
มหำวิทยำลัยเชยี งใหม่
ประกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำ. (2558). ประกำศกระทรวงแรงงำน เร่ืองกำหนดสำขำอำชีพ ที่อำจ
เป็นอันตรำยต่อสำธำรณะ ซ่ึงต้องดำเนินกำรโดยผ้ไู ดร้ ับหนังสอื รับรองควำมรู้
ควำมสำมำรถ เลม่ ท่ี 132 ตอนพิเศษ 269 หนำ้ 6 ว 2558 ตุลำคม 27
ประกำศรำชกิจจำนุเบกษำ .(2562). ประกำศคณะกรรมกำรส่งเสริมกำรพัฒนำฝีมือแรงงำน เร่อื ง
หลกั เกณฑ์ กำรใชจ้ ำ่ ยเงนิ เพื่อช่วยเหลือหรอื อุดหนุนจำกกองทุนพฒั นำฝีมือแรงงำน
ระเบียบกระทรวงมหำดไทยว่ำดว้ ยกำรดำเนนิ กำรตำม พระรำชบัญญตั ิภำษีท่ดี ินและสง่ิ
ปลกู สร้ำง พ.ศ. 2562 ระดบั 1 เล่ม 136 ตอนพเิ ศษ 57 ง หนำ้ 23 2562 มนี ำคม 8
ศศธิ ร รกั กำรงำน .(2558). การศึกษาความเปน็ ไปได้ในการใช้เว็บแอปพลิเคชันสง่ ข้อมลู คาสัง่ ซ้อื
กรณีศึกษา: ฝา่ ยจัดซอ้ื บรษิ ทั ABC. นพิ นธห์ ลักสูตรปรญิ ญำวิทยำศำสตรมหำบัณฑติ
สำขำวิชำกำรจดั กำรโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ปุ ทำน คณะโลจิสติกส์ มหำวิทยำลยั บูรพำ.
สมพร วงศว์ ิธน.ู (2555). การบริหารงานแนะแนวโดยใช้วงจรเดมมิง่ (PDCA) ของโรงเรยี นขยาย
โอกาสทางการศึกษา สังกดั สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา ประถมศกึ ษาเชียงราย เขต 2.
วิทยำนพิ นธ์ปริญญำมหำบัณฑติ . มหำวทิ ยำลัยพะเยำ
อจั ฉรำภรณ์ จุฑำผำด, ชนำนนท์ คำหวลล้ำจุมจงั , กลุ ธดิ ำ พลเยยี่ ม. (2564). กำรประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยีดิจทิ ลั ในกำรสง่ เสริมกำรบริหำรจดั กำรกล่มุ วสิ ำหกจิ ชุมชน กรณีศึกษำ: บ้ำนง้วิ
ตำบลธงธำนี อำเภอธวัชบุรี จงั หวัดรอ้ ยเอด็ . วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรม
ท้องถ่นิ . 7 (7). 89-98

ห น้ า | 348

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 349

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

บทวเิ คราะหก์ ารกาหนดนโยบายด้านการประมงพาณิชยใ์ นประเทศไทย:
จากวิกฤตสิ จู่ ุดเรม่ิ ตน้ ของความเปลย่ี นแปลง

The Analysis of Commercial Fishery’s Policy in Thailand:
from the Crisis to The Beginning of Change

ภาวดิ า รงั ส1ี ปุณยวีร์ หนปู ระกอบ2
Pawida Rungsee, Punyavee Nooprakop

บทคัดย่อ (Abstract)
การประมงพาณิชย์ก่อให้เกิดการจ้างงานและการผลิตอาหารแก่คนจานวนมาก รัฐบาล

ต้องจึงเข้ามามีบทบาทต่อการกาหนดนโยบายด้านการประมง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
กระบวนการกาหนดนโยบายด้านการประมงพาณิชย์ในประเทศไทยต้ังแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา
โดยทาการศึกษาใน 3 มิติย่อยของกระบวนการกาหนดนโยบาย คือ การก่อตัวของนโยบาย การ
เตรยี มเสนอรา่ งนโยบาย การอนมุ ตั ิและประกาศนโยบาย ผลการศึกษาพบว่าการก่อตัวของนโยบาย
มีสาเหตุสาคัญ 2 ประการคือ 1) การท่ีสหภาพยุโรปประกาศแจ้งเตือนว่าประเทศไทยไม่ให้ความ
ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และ 2)
ปญั หาการบรหิ ารจัดการด้านการประมงในประเทศไทย ทาให้รัฐบาลท่ีมีอานาจอย่างมากในเวลานั้น
ได้จัดเตรียมร่างนโยบายภายใต้คาแนะนาของสหภาพยุโรป ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายด้าน
การประมงพาณิชย์ โดยมีการประกาศใช้พระราชกาหนดการประมง พ.ศ. 2558 บทความนี้ให้
ข้อคิดเห็นว่าการกาหนดนโยบายที่ดาเนินการอย่างเร่งรีบและขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ประกอบ
อาชพี ประมงอาจสง่ ผลกระทบต่อการนานโยบายไปปฏิบัติ
คำสำคัญ (Keywords): การกาหนดนโยบาย; นโยบายสาธารณะ; การประมงพาณิชย์

Abstract
Commercial fisheries crucially generate large-scale employment and food

production for people. The Thai government is then required to play an active role

Received: 2021-02-04 Revised: 2021-03-08 Accepted: 2021-03-14
1 สาขาวิชาการเมืองและการปกครองท้องถ่ิน มหาวทิ ยาลัยแม่โจ-้ ชมุ พร มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ,้ Program

in Politics and Local Government, Maejo University at Chumphon, Maejo University,
Corresponding Author e-mail: [email protected]

2 สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุราษฏร์ธานี,
Program in Public Administration, Faculty of Humanities and Social Science, Suratthani Rajabhat
University, email: [email protected]

ห น้ า | 350

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

in determining a proper policy direction on fisheries. This article investigates the
policy formulation process of the commercial fishery’s policy in Thailand since
2015. It examines three dimensions under the policy formation: the policy initiative,
the policy drafting, and the policy approval and declaration processes. The findings
revealed that the policy formulation in this context comprises of two significant
forces: 1) the warning from the European Union claiming that Thailand does not
cooperate effectively in solving the Illegal, Unreported and Unregulated Fishing and
2) the problem of fisheries management in Thailand causing the government, which
was very powerful at that time, to prepare the particular set of policy under the
guidance of the European Union. This resulted in the amendment of the
commercial fishery’s policy in Thailand, leading to the Fisheries Act 2015. This
paper argued that the rush of the policy formulation process and lack of
participation from the fisheries professionals might affect the effectiveness of the
policy implementation.
Keywords: Policy Formulation; Public Policy; Commercial Fisheries

บทนำ (Introduction)
ในแต่ละปีมีผลผลิตอาหารโปรตีนจากการทาประมงในทะเลจานวนมาก ดังเช่นใน

รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2557 พบว่ามีผลผลิตจากการทา
ประมงในทะเล 81.5 ล้านตัน โดยผลผลิตส่วนใหญ่มาจากการทาประมงพาณิชย์ซ่ึงใช้เคร่ืองมือการ
ทาประมงที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อจับสัตว์น้าให้ได้ในปริมาณมาก ประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิต
อาหารทะเลที่สาคัญของโลกมานาน โดยมีการทาประมงพาณิชย์มาตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แห่งชาติ ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2504-2509) และจากข้อมูลพบว่าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) มีการส่งออกผลผลิตด้านการประมงในปริมาณมากติดอันดับ
1 ใน 10 ของโลก และใน พ.ศ. 2557 มีการส่งออกสินค้าประมงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก (FAO,
2016) การนาทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์จานวนมาก อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ในลักษณะที่มองว่า
สัตว์น้าในทะเลเป็นของสาธารณะจึงเกิดการทาประมงอย่างเสรี ทาให้สัตว์น้าที่จับได้ลดลงเรื่อย ๆ
การจับสัตว์น้าใน พ.ศ. 2521 มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 126.75 กิโลกรัม/ช่ัวโมง ขณะท่ีใน พ.ศ. 2548 มี
อัตราเฉล่ียอยู่ท่ี 51.456 กิโลกรัม/ช่ัวโมง (สิชล หอยมุข และคณะ, 2559) หากสถานการณ์ยังเป็น
เช่นน้ีต่อไป ในระยะยาวธรรมชาติจะไม่สามารถผลิตทรัพยากรเพื่อชดเชยทรัพยากรส่วนท่ีถูก
นามาใช้ได้ทันจะทาให้ปริมาณอาหารโปรตีนของโลกลดลง รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาคการประมง
ของประเทศไทยด้วย

ห น้ า | 351

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ประกอบกับในเวลาต่อมาสหภาพยุโรปได้ประกาศแจ้งเตือนมายังประเทศไทยอย่างเป็น
ทางการ เพื่อใหร้ ับทราบว่าเป็นประเทศที่ไมใ่ ห้ความรว่ มมือในการต่อต้านการทาประมงผิดกฎหมาย
ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU
fishing) เม่ือวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558 หากรัฐบาลไม่แก้ไขภายใน 6 เดือน ระหว่างเดือน
พฤษภาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2558 สหภาพยุโรปจะไม่นาเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย (อริยพร
โพธิสัย, 2560) ถือเป็นวิกฤตด้านการประมงคร้ังสาคัญที่ทาให้รัฐบาลต้องปรับเปล่ียนระบบการ
จัดการประมงที่เกิดขึ้นมากว่า 6 ทศวรรษ ดังจะสังเกตได้จากมีการยกเลิกพระราชบัญญัติการ
ประมง พ.ศ. 2490 ซึง่ บังคับใชม้ านานแล้วเปลี่ยนมาใช้พระราชกาหนดการประมง พ.ศ. 2558 จาก
ปรากฏการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้นากระบวนการนโยบายสาธารณะมาใช้ในการแก้ไข
ปัญหาด้านการประมง โดยกระบวนการนโยบายสาธารณะน้ันมี 6 ขั้นตอน คือ 1) การก่อตัวของ
นโยบาย 2) การเตรียมร่างนโยบายและการเสนอร่างนโยบาย 3) การอนุมัติ/ประกาศเป็นนโยบาย
4) การนานโยบายไปสู่การปฏิบัติ 5) การประเมินผลนโยบาย และ 6) การปรับปรุงแก้ไขหรือการ
สิ้นสุดนโยบาย (สร้อยตระกูล อรรถมานะ, 2543) อาจสรุปให้ง่ายกว่าน้ันด้วยการรวม 3 ขั้นตอน
แรกเข้าด้วยกันเป็นการกาหนดนโยบาย จากน้ันก็นานโยบายไปสู่การปฏิบัติและการประเมินผล
นโยบาย (สัญญา เคณาภูมิ, 2559) น่าสนใจว่าจากจุดเร่ิมต้นจนนาไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายเพ่ือ
แก้ไขปญั หาการประมงที่ส่งั สมมานานมีการนากระบวนการกาหนดนโยบายมาปรบั ใชอ้ ย่างไร

ดังนั้น ในบทความเร่ืองน้ีผู้เขียนจึงทาการศึกษาและนาเสนอเนื้อหาเก่ียวกับการกาหนด
นโยบายด้านการประมงพาณิชย์ซึ่งมีขั้นตอนย่อย ๆ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การก่อตัวของนโยบาย 2)
การเตรียมเสนอร่างนโยบาย และ 3) การอนุมัติ/ประกาศเปน็ นโยบาย โดยเริ่มจากนโยบายที่เกิดขึ้น
ตัง้ แต่ พ.ศ. 2558 เปน็ ตน้ มา

กำรก่อตัวของนโยบำยด้ำนกำรประมงพำณชิ ย์
หน่ึงในนักวิชาการที่อธิบายถึงการก่อตัวของนโยบายสาธารณะไว้อย่างชัดเจนคือ สมพิศ

สขุ แสง (2551) โดยกล่าวว่าการก่อตัวของนโยบายหรือการก่อรูปนโยบายเป็นการระบุสภาพปัญหา
สาธารณะวา่ ปญั หานเ้ี ป็นปัญหาของใคร ใครได้รับความเดือดร้อนบ้าง ถ้ารัฐบาลเข้าไปแก้ไข ใครจะ
ได้รับประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการนานโยบายไปปฏิบัติให้
บรรลผุ ล จากความหมายข้างต้นเมื่อนามาพิจารณาการก่อตัวของนโยบายด้านการประมงพาณิชย์มี
รายละเอยี ด ดังน้ี

1. ปญั หาด้านการประมงพาณชิ ยใ์ นประเทศไทยที่รฐั บาลจะตอ้ งเขา้ มาแก้ไขปัญหามีดังนี้
1.1 ปัญหาเรง่ ดว่ น ไดแ้ ก่ การท่สี หภาพยุโรปไดป้ ระกาศเตือนมายงั ประเทศไทยอย่างเป็น
ทางการเพ่ือให้รับทราบว่าเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทาประมง IUU เมื่อ
วันท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2558 หากรัฐบาลไม่แก้ไขภายในระยะเวลา 6 เดือน ระหว่างเดือน
พฤษภาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2558 สหภาพยุโรปจะไม่นาเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย (อริยพร

ห น้ า | 352

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

โพธิสัย, 2560) ท่ีมีการส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 67,557.3 ล้านบาท โดยสินค้า
ส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปลาหมึกสดแช่เย็น แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง และปลาสดแช่เย็น แช่
แข็ง (กระทรวงพาณิชย์, 2558) โดยสหภาพยุโรปได้เสนอแนะให้ประเทศไทยปรับปรุงการ
ดาเนินการ ดังน้ี 1) ปรับปรุงสาระพระราชบัญญัติการประมงฉบับใหม่ของไทยให้มีความสอดคล้อง
กับมาตรการบริหารจัดการสากล รวมถึงควรกาหนดบทลงโทษอย่างเหมาะสมและรุนแรงเพียงพอ
2) ปรับปรุงร่างแผนระดบั ชาตใิ นการป้องกนั ยับยั้งและขจัดการทาประมง IUU เพ่ือให้เหมาะสมกับ
การทาประมงของประเทศไทยและสอดคล้องกับการบริหารจัดการประมงสากล 3) เร่งรัดการติดตั้ง
ระบบติดตามตาแหน่งเรือประมง โดยเฉพาะเรือประมงนอกน่านน้า และ 4) เพิ่มความเข้มงวดใน
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดสายการผลิตอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้
สหภาพยโุ รปไดต้ ดิ ตามผลการดาเนนิ งานแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายของรัฐบาลไทย โดยส่ง
คณะทางานผู้แทนจากสหภาพยุโรปให้เดินทางลงพ้ืนที่ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจสอบความคืบหน้า
และเข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงของประเทศเพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้า รวมถึงทิศทางการ
ดาเนินนโยบายของรัฐบาลต่อกรณีดังกล่าว (พศกร โยธินนีรนาท และคณะ, 2559) นอกจากนี้
สหภาพยุโรปยังได้ประกาศแจ้งเตือนประเทศคู่ค้าด้านการประมงของประเทศไทย เช่น ประเทศ
อินโดนีเซีย ให้แก้ไขการทาประมง IUU ด้วยเช่นกัน กล่าวได้ว่ามาตรการที่สหภาพยุโรปนามาใช้
ส่งผลต่อประเทศไทยทัง้ โดยตรงและทางอ้อม

1.2 การทส่ี หภาพยโุ รปเสนอให้ประเทศไทยทาการปรับปรงุ สาระของพระราชบัญญัติการ
ประมงฉบับใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการด้านการประมง เนื่องจาก
พระราชบญั ญตั กิ ารประมง พ.ศ. 2490 มีการบังคับใช้มานาน รวมถึงไม่มีความเข้มงวดในการบังคับ
ใชก้ ฎหมายจึงพบปัญหา เช่น เรือประมงในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ข้ึนทะเบียนและยังมีการสวม
ทะเบียน รวมถึงมีการนาเรือท่ีมีอาชญาบัตรไม่ตรงตามประเภทเครื่องมือการทาประมงที่ได้รับ
อนุญาตจากรัฐออกไปทาการประมง ในช่วงก่อน พ.ศ. 2553 หน่วยงานที่เก่ียวข้องไม่มีการส่งเสริม
และสนับสนุนการจดทะเบียนเรืออย่างจริงจัง ทาให้ข้อมูลเรือไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
(พศกร โยธินนรี นาท และคณะ, 2559) ส่งผลให้การวางแผนการจัดการประมงไม่มปี ระสทิ ธิภาพ

2. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการกาหนดนโยบายเพ่ือแก้ไขปัญหาการประมงพาณิชย์ของ
รัฐบาลคอื การทาให้ประเทศมีระบบการจัดการทรัพยากรประมงท่ีมีประสิทธิภาพ การส่งออกสินค้า
ประมงไดร้ ับความเชื่อม่ันจากประเทศคู่ค้า ผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงมีรายได้ ขณะเดียวกันก็
ทาให้ระบบนิเวศเกิดความยั่งยืนและสามารถผลิตอาหารทะเลได้อย่างต่อเน่ือง

3. ผู้ทจี่ ะไดร้ บั ผลกระทบหากรัฐบาลไม่ดาเนินการแก้ไขปัญหาด้านการประมงพาณิชย์ใน
ประเทศไทย จนอาจทาให้สหภาพยุโรปไม่นาเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทย ได้แก่ ผู้ประกอบ
อาชพี ดา้ นการประมง นอกจากผปู้ ระกอบการแล้วยังมีการจ้างแรงงานประมาณ 172,430 คน (ร้อย
ละ 82 เป็นชาวต่างชาติ) และประมาณ 515,000 คน ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นหญิง ถูกจ้างในอุตสาหกรรม
ประมงท่ีเก่ียวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้า อุตสาหกรรมต่อเรือ โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์

ห น้ า | 353

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ประมงกระป๋องและแช่แข็ง และโรงงานปลาป่น เป็นต้น (กรมประมง, 2558) อย่างไรก็ตาม ผู้ท่ีจะ
ได้รับผลกระทบโดยตรงหากต้องปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ตามที่สหภาพยุโรปกาหนดคือ
ผู้ประกอบการท่ีทาการประมงอย่างถูกกฎหมายท่ีจะมีต้นทุนการทาประมงสูงข้ึน รวมถึง
ผู้ประกอบการท่ีทาการประมงผิดกฎหมาย เช่น ใช้เรือประมงท่ีไม่มีทะเบียนเรือ ทาการประมงโดย
ไม่มีใบอนุญาตทาการประมง เครื่องมือการประมงไม่ตรงกับใบอนุญาตทาการประมง เป็นต้น
จะตอ้ งเลกิ ประกอบอาชพี ประมง

4. ผู้รับผิดชอบในการนานโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลสาเร็จ เน่ืองจากการทาประมง
พาณิชย์มีความเก่ียวข้องกับหลายหน่วยงาน เพ่ือให้เกิดการทางานร่วมกันจึงมีคาสั่งหัวหน้ารักษา
ความสงบแห่งชาติที่ 10/2558 ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558 ให้จัดต้ังศูนย์บัญชาการแก้ไข
ปัญหาการทาประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บัญชาการศูนย์ทางาน
ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ศปมผ. ถือเป็นหน่วยงานหลักท่ีรับผิดชอบในการดาเนินนโยบาย มี
หน้าที่กากับดแู ลให้การปฏิบตั ิงานเปน็ ไปตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติในการแก้ปัญหาการทาประมง
IUU ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง
คมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สานักงานตารวจแห่งชาติและหน่วยงานราชการที่
เกี่ยวขอ้ ง รวมถงึ ดาเนินงานทาความเขา้ ใจกบั สหภาพยุโรปดว้ ย

ลักษณะของการใชค้ าสั่งหัวหนา้ รักษาความสงบในการแต่งต้ังผู้รับผิดชอบการนานโยบาย
ไปปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับท่ี ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์ (2559) กล่าวว่า โครงสร้างในการ
กาหนดนโยบายจะข้ึนอยู่กับกลุ่มข้าราชการระดับสูงและผู้นากองทัพ ในส่วนที่เก่ียวข้องกับ
การเกษตรและพาณิชย์รัฐบาลจะให้ข้าราชการระดับสูงจัดทานโยบาย อย่างไรก็ตาม ผู้นากองทัพ
และข้าราชการระดับสูงจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการกาหนดนโยบายท่ีมีความเป็นเทคนิคสูง
ดังนั้น ระดับการควบคุมการกาหนดนโยบายจะข้ึนอยู่กับความซับซ้อนของการกาหนดนโยบาย
สาธารณะ หากมีความซับซ้อนเกินกว่าความรู้ของผู้นากองทัพ รัฐบาลก็จะให้ข้าราชการพลเรือน
ดแู ล

สรุปได้ว่าการก่อตัวของนโยบายด้านการประมงพาณิชย์มาจากปัญหาเร่งด่วนที่สหภาพ
ยุโรประบุวา่ ประเทศไทยไมใ่ ห้ความร่วมมือในการต่อต้านการทาประมง IUU และปัญหาการบริหาร
จัดการด้านการประมงที่เกิดขึ้นมานาน หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขจะกระทบกับภาคประมงพาณิชย์ทั้ง
ระบบ รฐั บาลจงึ จดั ตงั้ ศปมผ. เพือ่ เปน็ หน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหา โดยทาหน้าท่ีประสานงาน
กับหน่วยงานตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้องและทาความเข้าใจกับสหภาพยโุ รป

กำรเตรียมเสนอรำ่ งนโยบำยดำ้ นกำรประมงพำณิชย์
หลังจากท่ีสหภาพยุโรปได้ประกาศแจ้งเตือนประเทศไทยจากปัญหาการทาประมง IUU

พลเอกประยทุ ธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบบั ช่วั คราว) พ.ศ. 2557 ออกประกาศและคาสง่ั คณะรักษาความสงบแห่งชาติจานวนมาก จากนั้น

ห น้ า | 354

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เม่ือวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนและนโยบายด้านการประมง 2
ฉบับ ฉบับแรกคือแผนปฏิบัติการประมงทะเลของประเทศไทย นโยบายแห่งชาติด้านการจัดการ
ประมงทะเล พ.ศ. 2558-2562 และแผนฉบับต่อมาคือแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน
ยบั ยงั้ และขจัดการทาประมงทผ่ี ิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม พ.ศ. 2558-2562 ซ่ึง
ดาเนนิ การตามแนวทางทส่ี หภาพยโุ รปไดใ้ ห้คาแนะนา ได้แก่

1. การจัดทากฎหมายเพ่ือปรับเปล่ียนจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.
2490 มาใช้พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558 และมีการยกเลิกอีกครั้ง จากนั้นจึงมีการจัดทา
พระราชกาหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยมีฐานคิดท่ีสาคัญ เช่น ต้องการปรับเปลี่ยนการประมง
พาณิชย์ซึ่งจากเดิมเป็นการประมงโดยเสรีเป็น “การอนุญาต” ที่หมายถึงการให้สิทธิการทาประมง
แก่บุคคลบางคนในการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ และกาหนดบทลงโทษเพ่ือ
วตั ถุประสงค์ในการป้องปรามการตัดสินใจท่ีจะทาการประมงผิดกฎหมาย โดยเห็นว่าการทาประมง
เป็นการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ การตัดสินใจจะกระทาหรือไม่กระทาจะอยู่บนพื้นฐานที่ว่า
“ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่” ดังน้ัน หากอัตราโทษปรับมีมูลค่าน้อยกว่าค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นก็จะมี
การยอมจ่ายค่าปรับเพื่อให้สามารถกระทาผิดได้ จึงควรมีการลงโทษตามมูลค่าทางเศรษฐกิจและ
ผลตอบแทนท่เี กิดขน้ึ (สานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนกิ ส,์ 2562)

2. การนาเรือประมงเข้าระบบกฎหมายด้วยการเร่งจดทะเบียนเรือประมงและออก
ใบอนุญาตทาการประมง ซ่ึงการดาเนินการตามมาตรการนี้ผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มลาละ
200,000-500,000 บาท จากการที่เจ้าหน้าท่ีสารวจตัวเลขในหลายจังหวัดของภาคใต้พบว่าใน
จังหวัดสงขลาที่มีเรือประมงอยู่ประมาณ 1,000 ลา มีเรือท่ีถูกต้องตามกฎหมายเพียง 100 กว่าลา
ดังนั้นจึงมีเรือจอดเทียบท่าไม่สามารถออกทาการประมงได้ 800 กว่าลา เช่นเดียวกับท่ีจังหวัด
ปัตตานี นครศรีธรรมราช สตูล ตรัง และอ่ืน ๆ ที่เรือประมาณร้อยละ 80 หยุดทาการประมง มีเรือ
เพียงร้อยละ 20 เท่าน้ันท่ีถูกต้องและออกทาการประมงได้ (ไม้ เมืองขม, 2558) ดังน้ัน ในวันท่ี 1
กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เรือประมงกว่าร้อยละ 80 ท่ัวประเทศ ได้นัดตอบโต้รัฐบาลด้วยการหยุด
เดินเรือไม่ออกทาการประมง (เดลินิวส์ออนไลน์, 2558) แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะดาเนินการตาม
แนวทางเดิม แสดงให้เห็นถึงการเลือกที่จะดาเนินนโยบายแก้ไขปัญหาการประมง IUU ตาม
คาแนะนาของสหภาพยุโรป

3. เม่ือรัฐบาลทาให้เรือประมงเข้าระบบกฎหมายได้แล้วก็ทาการจัดเตรียมระบบการ
ควบคุมเพ่ือป้องกันการนาเรือประมงผิดกฎหมายมาทาการประมง และมีการปรับปรุงระบบการ
ตรวจสอบย้อนกลับทั้งระบบ ต้ังแต่ท่าเทียบเรือท่ีเรือประมงเข้าเทียบท่าเพื่อนาสัตว์น้าขึ้นมาขาย ผู้
ซื้อสัตว์น้าเพ่ือให้ตรวจสอบได้ว่าสัตว์น้ามาจากเรือท่ีทาการประมงผิดกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น
ข้ันตอนการเตรียมเสนอร่างนโยบายด้านการประมงพาณิชย์จึงมีทั้งการจัดทากฎหมายด้านการ
ประมงฉบับใหม่ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการนาเรือประมงเข้ามาอยู่ในระบบกฎหมายและ
จัดเตรยี มระบบการตรวจสอบ ควบคมุ เรือประมงทง้ั ระบบเพ่ือปอ้ งกันการทาประมง IUU

ห น้ า | 355

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

กำรอนมุ ตั ิ/ประกำศนโยบำยด้ำนกำรประมงพำณชิ ย์
รฐั บาลไดป้ ระกาศใช้พระราชกาหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งมีการระบุถึงวัตถุประสงค์

ในการจัดการทรัพยากรสัตว์น้าให้อยู่ในภาวะท่ีเหมาะสม โดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีท่ีสุด
คานึงถึงปจั จยั ทางเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม ภายใต้แนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
และหลักการป้องกันล่วงหน้า ตลอดจนเพื่อรักษาและฟื้นฟูระดับทรัพยากรสัตว์น้าให้อยู่ในระดับท่ี
สามารถก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดของสัตว์น้าที่สามารถทาการประมงได้อย่างยั่งยืน มีการป้องกันและ
ขจัดการทาประมงทเี่ กดิ ศกั ย์การผลติ และขีดความสามารถในการทาประมงส่วนเกินเพื่อควบคุมมิให้
การทาประมงมีผลบ่ันทอนความย่ังยืนของทรัพยากรสัตว์น้า โดยรายละเอียดของนโยบายท่ี
เกี่ยวข้องกับการประมงพาณชิ ยท์ จ่ี ะถูกนาไปกาหนดเป็นมาตรการในการปฏิบตั ิ ได้แก่

1. การจัดแบ่งประเภทของการทาประมงไว้อย่างชัดเจน โดยให้ความหมายของการ
ประมงพาณิชย์ว่าหมายถึงเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงท่ีใช้
เคร่ืองยนต์ทีม่ กี าลังแรงม้าถงึ ขนาดท่ีรฐั มนตรีประกาศกาหนด

2. มีการแต่งต้ังคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติซ่ึงมีหน้าท่ีกาหนดนโยบาย
และกากับการบริหารจัดการประมง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการ
ประมง เช่น กาหนดให้มีการแต่งต้ังคณะกรรมการประมงจังหวัดซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาคส่วน
ต่าง ๆ ด้านการประมงในจังหวัด รวมถึงตัวแทนจากภาคประมงพาณิชย์เป็นกรรมการ เพ่ือนาเสนอ
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงในจังหวัด รวมถึงแนวทางพัฒนาการประมงเสนอต่อ
คณะกรรมการประมงแห่งชาติ อธิบดี หรือรฐั มนตรี

3. เรือประมงพาณิชย์ท่ีออกทาการประมงจะต้องมีทะเบียนเรือและใบอนุญาตทาการ
ประมง

4. มีการนาค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืนมาใช้คานวณจานวนเรือประมงพาณิชย์ท่ีจะได้รับ
ใบอนุญาตทาการประมงในแต่ละรอบปีการประมง ประเภทเครื่องมือท่ีได้รับใบอนุญาตทาการ
ประมงและจานวนวนั ทรี่ ฐั บาลอนญุ าตใหเ้ รอื แตล่ ะประเภททาการประมงในแต่ละปี

5. เรอื ประมงพาณิชย์ทุกลาทอี่ อกทาการประมงจะต้องจัดทาสมุดบันทึกการทาประมงซ่ึง
มรี ายละเอียดเกีย่ วกับประเภท จานวน และพิกัดที่จับสัตว์น้าได้ ส่งให้กับเจ้าหน้าท่ีศูนย์ควบคุมการ
แจ้งเขา้ ออกเรือประมงเมือ่ เรอื เข้าเทยี บทา่ เพอ่ื นาข้อมูลนี้ไปคานวณคา่ ผลผลติ สงู สดุ ทย่ี ัง่ ยืนต่อไป

6. มีการแบ่งเขตการทาประมงระหว่างเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์เพื่อ
ป้องกันการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเรือท้ังสองประเภท และทาให้พ้ืนที่ชายฝ่ังเป็นแหล่งอนุบาล
สตั วน์ ้าวยั ออ่ น

7. แรงงานที่ทางานในเรือประมงซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติจะต้องมีใบอนุญาต
ทางานตามกฎหมายและไดร้ บั การคุม้ ครองสวสั ดิภาพในการทางาน

8. มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม เฝ้าระวัง สืบค้นและตรวจสอบการทาประมง
โดยกาหนดมาตรการต่าง ๆ เช่น การจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมง 28 แห่งท่ัว

ห น้ า | 356

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ประเทศซึ่งมีทีมสหวิชาชีพจากสานักงานแรงงาน สานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรม
ประมง สานกั งานเจ้าทา่ ภูมิภาคจังหวัด คอยตรวจเรือที่เข้าและออกจากท่าเทียบเรือประมง รวมถึง
เรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสข้ึนไป จะต้องติดต้ังระบบติดตามเรือเพ่ือให้กรม
ประมงสามารถตรวจสอบพกิ ดั การเดนิ เรอื ไดต้ ลอดเวลา เป็นต้น

9. มีการกาหนดบทลงโทษผู้กระทาผิดไว้สูง โดยเฉพาะอัตราค่าปรับ เช่น ผู้ประกอบการ
ที่ใช้เรอื ขนาดตัง้ แต่ 20 ตันกรอสขึน้ ไป แตไ่ ม่ถงึ 60 ตันกรอส ทาการประมงโดยไม่มีใบอนุญาต ต้อง
ระวางโทษปรับต้ังแต่ 200,000 - 600,000 บาท หรือปรับจานวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้าท่ีได้จาก
การทาประมง แล้วแต่จานวนใดจะสูงกว่า และในการกระทาผิดบางประการจะมีการลงโทษโดยใช้
มาตรการทางปกครองท่ีให้อานาจคณะกรรมการทางปกครองพิจารณาบังคับใช้หรือเพิกถอนใน
อนุญาตทาการประมง ส่งผลต่อผู้รับใบอนุญาตทาการประมงโดยตรง คือจะไม่สามารถทาการ
ประมงได้ในห้วงระยะเวลาหนึ่งหรือไม่สามารถทาการประมงได้อีกต่อไป และในบางกรณีอาจส่งผล
ต่อการขอรับใบอนุญาตทาการประมงในปที าการประมงถดั ไปด้วย (สานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์,
2562)

สรุปได้ว่าสาระสาคัญของนโยบายด้านการประมงพาณิชย์มีดังนี้ ประการแรกรัฐมีการ
ควบคุมการใช้ทรัพยากร โดยใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การประมง มีการนาเทคโนโลยีมาใช้
ด้วยการบังคับให้ผู้ประกอบการติดต้ังระบบติดตามเรือ การตรวจเรือประมงและมีบทลงโทษทาง
กฎหมาย ประการที่สองหลังจากประกาศนโยบายด้านการประมงพาณิชย์แล้ว รัฐจึงเปิดให้ผู้มีส่วน
ได้เสียมีส่วนร่วมในการจัดการประมง เช่น การให้ข้อมูลการจับสัตว์น้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ การมี
คณะกรรมการประมงจังหวัด และประการสุดท้ายนโยบายครอบคลุมไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ที่
เกีย่ วข้องกับการประมงพาณชิ ย์ เช่น เรือประมงพื้นบ้านและแรงงานในภาคการประมง

วิเครำะห์ปัจจัยหนุนเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อกำรกำหนดนโยบำยด้ำนกำรประมง
พำณชิ ย์

ปัจจัยหนุนเสริมต่อการกาหนดนโยบายด้านการประมงพาณิชย์ของประเทศไทยคือ การ
ที่รัฐบาลหลังการรัฐประหารมีอานาจอย่างมากในการบริหารประเทศ ทาให้เมื่อได้รับการแจ้งเตือน
จากสหภาพยุโรปก็สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการประมงท่ีเกิดข้ึนมานานได้
ท้ังที่รัฐบาลก่อนหน้าน้ีได้มีการจัดทาแผนแม่บทการประมงทะเลไทย พ.ศ. 2552-2561 เพื่อรองรับ
การออกกฎระเบียบ EU Regulation No. 1005/2008 ท่ีสหภาพยุโรปได้กาหนดขึ้นเพ่ือแก้ไข
ปัญหาการประมง IUU ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 (สานักงานเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี, 2552) แต่ก็ไม่ได้มีการดาเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว เน่ืองจากอาจก่อให้เกิด
ความเปลยี่ นแปลงทก่ี ระทบกับหลายภาคสว่ น และมีผลประโยชนเ์ ข้ามาเก่ยี วขอ้ งดว้ ยจานวนมาก

ส่วนปัจจัยท่ีเป็นอุปสรรคต่อการกาหนดนโยบายด้านการประมงเกิดจากการรับถ่ายโอน
นโยบายแบบถกู บังคับผา่ นมาตรการด้านการค้าระหว่างประเทศ ซ่ึงลักษณะการเกิดขึ้นของนโยบาย

ห น้ า | 357

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

เป็นแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก (ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, 2558) โดยมีเง่ือนระยะเวลาที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข
ปัญหาตามคาแนะนาของสหภาพยุโรปภายในระยะเวลา 6 เดือน ทาให้การกาหนดนโยบายเป็นไป
อยา่ งเร่งรีบไมไ่ ด้ทาการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลัก เช่น ผู้ประกอบอาชีพ
ประมงไม่ได้มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
โดยตรง ดังน้ัน เม่ือนานโยบายไปปฏิบัติอาจมีปัญหาตามมาหลายประการท่ีจะต้องทาการปรับปรุง
แก้ไขต่อไป ดังที่ปรากฏในผลการวิจัยของ ชมุ สนิ ชมชูช่ืน (2561) เร่ืองนโยบายการแก้ไขปัญหาการ
ทาประมงผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมง ตาบลแสมสาร อาเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี ท่ีพบว่านโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวตาบลแสมสารคือความไม่
เข้าใจของชาวประมงต่อปัญหาท่ีเกิดข้ึน ชาวประมงมองแค่เพียงว่าส่ิงท่ีรัฐได้กาหนดนโยบายข้ึนมา
น้นั ขัดต่อวิถชี วี ติ ของตนเอง

กล่าวได้ว่าปัจจัยหนุนเสริมที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในนโยบายด้านการประมง
พาณิชย์คืออานาจของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ส่วนปัจจัยท่ีเป็นอุปสรรคคือการถ่าย
โอนนโยบายแบบถกู บงั คับจากสหภาพยุโรป ทาให้เกิดการกาหนดนโยบายอย่างเร่งด่วน ไม่ได้มีการ
รับฟงั ความคดิ เหน็ จากผู้มีส่วนได้เสียอยา่ งรอบดา้ น

บทสรุป (Conclusion)
การกาหนดนโยบายด้านการประมงพาณิชย์ในประเทศไทย ต้ังแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา

มีสาเหตุสาคัญมาจากการทส่ี หภาพยโุ รปแจ้งเตือนประเทศไทยจากปญั หาการทาประมง IUU โดยใช้
เงื่อนไขด้านการค้าระหว่างประเทศกดดันให้ประเทศไทยปรับเปล่ียนนโยบายด้านการประมง การ
กาหนดนโยบายจึงเป็นการถ่ายโอนนโยบายในลักษณะของการบังคับและเป็นไปอย่างเร่งรีบ แต่
เน่ืองด้วยรัฐบาลหลังการรัฐประหารมีอานาจทางการเมืองอย่างมากก็สามารถอนุมัติหรือประกาศ
นโยบายด้านการประมงคือพระราชกาหนดการประมง พ.ศ. 2558 ได้ โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน
กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการประมงพาณิชย์ในประเทศไทยท่ีใช้มานาน อย่างไรก็ตาม
การกาหนดนโยบายอย่างเร่งรีบ ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเก่ียวข้องโดยตรง เช่น
ผู้ประกอบอาชีพประมงก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการนานโยบายไปปฏิบัติท่ีจะต้องปรับปรุงแก้ไข
ต่อไป

เอกสำรอ้ำงอิง (References)
กรมประมง. (2558). แผนการบรหิ ารจัดการประมงทะเลของประเทศไทย ข้อมูลการสง่ ออกสนิ คา้

ประมง ปี 2547-2557. สืบค้น 14 มีนาคม 2563, จาก http://www.fisheries.go.th
/forign/images/excel/exMainPage56.xlsx.
กระทรวงพาณชิ ย์. (2558). สนิ ค้าส่งออกสาคัญของไทยตามโครงสรา้ งสินคา้ สง่ ออกโลก. สืบคน้ 7
เมษายน 2563, จาก http://tradereport.moc.go.th/TradeThai.aspx.

ห น้ า | 358

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ชุมสิน ชมชูชืน่ . (2561). นโยบายการแก้ไขการทาประมงผดิ กฎหมาย (IUU Fishing) ทสี่ ง่ ผลกระทบ
ต่อวถิ ชี ีวิตของชาวประมง ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุร.ี วารสารรามคาแหง ฉบับรัฐ
ประศาสนศาสตร์. 1(1), 27-48.

เดลินวิ สอ์ อนไลน.์ (2558, 1 กรกฎาคม). เรอื ประมงนับพนั จอดประทว้ งรัฐบาลออกกฎคุมเข้ม.
สบื คน้ 15 ธันวาคม 2563, จาก www.dailynews.co.th/regional/332026.

ธนพนั ธ์ ไล่ประกอบทรัพย.์ (2559). เศรษฐกจิ การเมือง โครงสรา้ งของรฐั และการพัฒนานโยบาย
สาธารณะในมุมมองเปรยี บเทียบ. กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

พศกร โยธินนีรนาท และคณะ. (2559). การพฒั นานโยบายแก้ไขปัญหาการทาประมงผิดกฎหมาย
ขาดการรายงานและไร้การควบคุมการค้ามนุษย์และแรงงานบงั คับ พ.ศ. 2559. รายงาน
ผลการวจิ ัย. กรงุ เทพมหานคร: ศูนย์วิจยั การยา้ ยถนิ่ แห่งเอเชยี สถาบันเอเชียศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนยย์ ุโรปศึกษาแหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เมอื ง ไม้ขม. (2558, 8 กรกฎาคม). “วกิ ฤติประมงไทยจะให้ตายหรือให้รอด”. แนวหนา้ , 14.
สมพิศ สขุ แสน. (2551). นโยบายสาธารณะและการวางแผน. อตุ รดิตถ์: คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละ

สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอตุ รดิตถ์.
สร้อยตระกลู อรรถมานะ. (2543). สาธารณบริหารศาสตร์. (พมิ พค์ ร้งั ท่ี 4). กรุงเทพมหานคร:

สานกั พมิ พ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
สัญญา เคณาภมู ิ. (2559). การกาหนดนโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและกระบวนการ. วารสาร

มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี. 7(2), 101-126.
สานักงานรัฐบาลอเิ ล็กทรอนิกส์. (2562). กรมประมงวอนผถู้ อื ใบอนุญาตประมงพาณิชย์ใหร้ ักษา

“สทิ ธิ” และ “ความรับผดิ ชอบ”ของตนเองเพราะส่งผลต่อการประกอบอาชีพท้ังใน
ปัจจบุ ันและอนาคต. สบื คน้ 12 ธนั วาคม 2563, จาก https://gnews.apps.go.th
/news?news=44720.
สานกั งานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2552). แผนแมบ่ ทการจัดการประมงทะเลไทย
พ.ศ. 2552-2561. สืบค้น 21 ธันวาคม 2563, จาก http://www.cabinet.soc.go.th/
soc/Program2-3.jsp?top_serl=219581.
สชิ ล หอยมขุ และคณะ. (2559). ทรพั ยากรสัตวน์ า้ จากเรอื สารวจประมง บริเวณฝง่ั ทะเลอันดามนั
ของประเทศไทย พ.ศ. 2549. รายงานผลการวจิ ัย. ภูเก็ต: ศูนยว์ ิจัยและพฒั นาประมง
ทะเลฝ่งั อันดามนั .
อริยพร โพธใิ ส. (2560). “มาตรการและแนวทางป้องกันปัญหาการทาประมงผิดกฎหมายของ
ประเทศไทยกบั หลักการสาคัญของ IUU Fishing”. วารสารจุลนิต.ิ 14(4), 149-161.
Food and Agriculture Organization of the United Nations [FAO]. (2016). The State of
World Fisheries and Aquaculture. Rome: Policy and Support Branch.

ห น้ า | 359

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

สภาพปญั หาในการนาหลกั ธรรมาภบิ าลมาใช้ในการปกครอง
ขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน

Problems in Applying the Principles of Good Governance
to Government of the Local Government Organization

สมศกั ด์ิ สายศรี1 วจิ ติ รา ศรสี อน2
Somsuk Saisri, Wijittra Srisorn

บทคัดยอ่ (Abstract)
การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวความคิดที่เกิดจากความต้องการ กระจายอานาจ

จากรัฐบาลกลาง ให้กับประชาชนในพ้ืนท่ีดาเนินการปกครอง ดูแล และแก้ไขปัญหาของตนเอง
เพราะไม่มีใครรู้ดีถึงสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถ่ินเท่ากับคนในท้องถิ่น ทั้งนี้ก็เพื่อให้
ประชาชนในพื้นที่ปกครองและบริหารตนเองเพ่ือประโยชน์สุขของคนในท้องถิ่น แต่การกระจาย
อานาจน้ีกระจายมาให้แค่บางส่วน เช่น มีอานาจในการจัดเก็บรายได้หรือภาษีเป็นของตนเอง ตรา
ข้อบัญญัติได้แต่จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ สามารถเลือกผู้แทนที่จะมาทาหน้าท่ีแทน
ตนเองผ่านการเลือกตั้ง หรือถอดถอนผ้แู ทนเหลา่ นั้นได้โดยการลงประชามติ แตบ่ างอย่างอานาจการ
ตั ด สิ น ใ จ จ ะ ต้ อ ง ไ ด้ รั บ ค ว า ม เ ห็ น ช อ บ ห รื อ อ นุ มั ติ จ า ก ส่ ว น ก ล า ง ห รื อ ส่ ว น ภู มิ ภ า ค ก่ อ น
เช่น การตราข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปี จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการ
จังหวัดก่อน และการโอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงงบประมาณหรือโครงการจะต้องแจ้งให้
จงั หวดั ทราบด้วย
คำสำคัญ (Keywords): หลักธรรมาภิบาล; การบริหารบ้านเมืองทีด่ ี; การมีส่วนรว่ ม

Abstract
Local administration is a concept of decentralizing power and authority

from the central government to the local people to administer, manage and solve
their own problems because no one would know the nature of problems and local

Received: 2021-01-21 Revised: 2021-03-23 Accepted: 2021-04-05
1 หลกั สูตรรฐั ศาสตรมหาบัณฑติ วทิ ยาลัยนวตั กรรมและการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา
Master of Political Science Program in Government, College of Innovation and Management,
Suan Sunandha Rajabhat University. Corresponding Author e-mail: [email protected]
2 วทิ ยาลัยนวตั กรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา College of Innovation and
Management, Suan Sunandha Rajabhat University. e-mail: [email protected]

ห น้ า | 360

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

needs better than themselves. Moreover, this would allow people in the area to
govern and administer themselves for the greater benefits of the local people. This
empowerment is partially distributed. For example, they have the authority to
collect their own income or taxes. The enactment is allowed and must not be
contrary to the constitutional law. They also are allowed to elect a representative
to represent themselves through the election or dismiss those representatives by
referendum. However, some authorizations must first be agreed or approved by the
central or the regional administration. For example, the enactment of provisions for
the annual expenditure budget must first be agreed by the provincial governor.
Moreover, any transfers or amendments to the budgets or projects must also be
notified to the provincial administration.
Keywords: Good.Governance;. Participation

บทนำ (Introduction)
ตลอดระยะเวลาหลายปีท่ีผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หลายแห่งมักพบว่ามีปัญหา

การร้องเรียนและการตรวจพบการทุจริตคอร์รัปชันหลายรูปแบบ และงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพ่ือ
พัฒนาประเทศ (TDRI : Thailand Development Research Instithte) ในปี พ.ศ. 2557 ในการ
สมั มนา เรอ่ื ง ดชั นชี ีว้ ดั สถานการณ์การทจุ รติ คอรร์ ปั ชันในประเทศไทย หัวขอ้ การเปิดเผยข้อมูลการ
จัดซื้อจัดจ้างและทุจริตคอร์รัปชัน พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินเกินร้อยละ 70 ที่ไม่เปิดเผย
ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างในเว็บไซต์ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และมี
ประชาชนร้องเรียน เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างเป็นจานวนมาก ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินหลายแห่ง หย่อนประสิทธิภาพในการบริหารขาดความรับผิดชอบ ขาด
ความโปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการควบคุมตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินยังไม่บรรลุประสิทธิผลเท่าท่ีควรสมดัง
เจตนารมณ์ของการกระจายอานาจ โดยเฉพาะการบริหารงานท่ียังไม่โปร่งใส และขาดประสิทธิภาพ
ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน มีการช่วยเหลือกันในกลุ่มพรรคพวกและการ
อุปถัมภ์ ในกลมุ่ เพ่ือแสวงหาผลประโยชนใ์ นทางทีไ่ ม่ถกู ตอ้ ง (เสน่ห์ จุย้ โต, 2557)

การนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและการเมืองท้องถ่ิน
จึงเป็นแนวทางสาคัญท่ีจะช่วยให้การเมืองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีการบริหารการ
จัดการท่ีมีความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลงได้ คาว่า ธรรมาภิบาล หรือ Good
Governance เริ่มปรากฏคร้ังแรก ในรายงานของ Word Bank ปี ค.ศ. 1989 เร่ือง Sub–Sahara
Africa : From Crisis to Sustainable Growth และนับต้ังแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา องค์การ

ห น้ า | 361

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

พัฒนาระดับสากล เช่น IMF, Word Bank และ UN ตลอดจนนักวิชาการต่าง ๆ ก็เร่ิมหันมาให้
ความสาคญั กับหลักธรรมาภบิ าลมากยิง่ ข้ึน (อรพนิ ท์ สพโชคชัย, 2541)

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า หลักธรรมาภิบาล เป็นหลักการสมัยใหม่ซ่ึงประเทศ
ท่ีพัฒนาแล้วได้นามาใช้ในการบริหารภาครัฐหรือการประกอบธุรกิจของบริษัทเอกชนต่าง ๆ
และการเพ่ิมอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ต้องให้ความสาคัญกับการพัฒนา
เชิงคุณภาพมากข้ึน ธรรมาภิบาล จึงเป็นหลักสาคัญต่อการเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
องค์กร ทง้ั ภาครฐั และเอกชน สามารถยกระดับและสร้างความน่าเชื่อถือขององค์การได้ในระดับสูง
รวมถึงช่วยเพิ่มศักยภาพขององค์กร ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ซ่ึงจะ
นาไปสู่การพัฒนาที่มีความสุจริตโปร่งใสและเป็นธรรม (บวรศักด์ิ อุวรรณโณ และคณะ, 2554)
สาหรับประเทศไทยเริ่มนาแนวคิดเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลมาใช้กับทุกภาคส่วนท้ังภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาชน หลังจากท่ีประเทศประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540
ทาให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้วางรากฐานและกฎเกณฑ์ ที่มีความสอดคล้องกับหลักธรร
มาภิบาล ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งแห่งสังคมประชาธิปไตยท้ังในระดับชาติและระดับ
ท้องถ่ิน ตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมารัฐบาลได้พยายามสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มีการ
บริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการออกระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการ
บรหิ ารกิจการบ้านเมอื งท่ดี ี พ.ศ. 2540 ซ่ึงมผี ลบังคับใช้กบั ทกุ ส่วนราชการ โดยมีความมุ่งหมายที่จะ
สร้างระบบการบริหารที่ดีในทุกภาคส่วนของสังคมท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กาหนด
องค์ประกอบธรรมาภิบาลให้หน่วยงานข้าราชการรวมท้ังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้นาไปปฏิบัติ
ประกอบด้วย 6 หลักสาคัญ คือ หลักความโปร่งใส หลักนิติธรรม หลักความรับผิดชอบ หลักความ
เสมอภาค หลักความคุ้มค่า และหลกั ความการมีส่วนร่วม (สถาบันพระปกเกล้า, 2547)

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานราชการที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน และ
กระจายตวั อยทู่ ั่วทุกภมู ภิ าคของประเทศไทย เข้าใจถงึ สภาพปัญหาและความต้องการของประชาชน
มากท่ีสุด แต่เนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันภายในองค์กร การใช้อานาจหน้าท่ีในการแสวงหา
ผลประโยชน์ อีกทั้งระบบอุปถัมภ์ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมของคนไทย ทาให้เกิดการร้องเรียน
เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันของคนในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินหลายแห่ง ตามที่ปรากฏบนหน้า
หนังสือพิมพ์และสื่อโซเชียลต่าง ๆ ดังนั้น การนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการปกครองท้องถิ่น ให้
เกดิ ผลสมั ฤทธ์ิและม่ันคง จาเป็นจะต้องศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาการนาหลักธรรมาภิบาลมา
ใช้ในการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใน 2 ประเด็น ด้วยกัน คือ 1. ความจาเป็นของ
การนาหลกั ธรรมาภิบาลมาใชใ้ นการปกครองท้องถ่ิน 2. ปัญหาสาคัญต่อการนาหลักธรรมาภิบาลมา
ใช้ในการปกครองท้องถนิ่ ทัง้ น้ี เพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญของประเทศชาติเป็น
หลัก อีกทั้งยังก่อให้เกิดความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และเสริมสร้างการนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้
ในองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น ซงึ่ จะชว่ ยลดปญั หาการทจุ ริตคอรร์ ปั ชันให้หมดไป

ห น้ า | 362

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

แนวคิดเกีย่ วกับหลกั ธรรมภิบำล
1. ควำมเป็นมำของหลกั ธรรมำภบิ ำล
ธ ร ร ม า ภิ บ า ล เป็ น แ น ว คิ ด ที่ มีม า แ ต่ โ บ ร า ณก า ล นั บ แ ต่ ส มัย เ พ ล โ ต ( Plato)

และอริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์หลายท่านได้พยายามค้นหารูปแบบการปกครองที่ดี
แต่ก็ยังไม่ได้ความหมายและขอบเขตท่ีชัดเจนอาจ กล่าวได้ว่ารูปแบบและวิวัฒนาการ
รูปแบบธรรมาภิบาลที่ดีที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 เม่ือมีการค้นหารูปแบบ
การปกครองที่สามารถนาประเทศ ไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก ของประเทศ
ท่ีได้รับการปลดปล่อยจากอาณานิคมและสามารถฟ้ืนฟูประเทศจากความเสียหายหลังสงคราม
ซึ่งต่อมาระบบการปกครอง ดังกล่าวผสมผสานกับระบบราชการเวบเบอร์ ( Weberian)
ได้ถูกนาไปใช้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซ่ึงลักษณะของระบบดังกล่าวเป็นการปกครอง
ท่ีมีโครงสร้างเป็นลาดับขั้นมีการเมืองที่เป็นกลาง มีเป้าหมายที่ปฏิบัติได้ และมีการประสมประสาน
ของระบบคุณธรรมอย่างไรก็ตามรูปแบบของเวบเบอร์ (Weberian) ยากท่ีจะนาไปประยุกต์ใช้และ
สานต่อ เนื่องจากการขยายตัวของระบบราชการทาให้ยากต่อการจัดการ ขาดความยืดหยุ่นในการ
ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็วของโลก นอกจากโครงสร้างระบบราชการทาให้การปกครอง
บ้านเมอื งขาดประสิทธิภาพและประมทิ ธิผล และยงั ก่อใหเ้ กิดชอ่ งทางการบดิ เบอื นการใช้อานาจและ
การคอรร์ ัปชนั ในช่วงตน้ พ.ศ. 2523 นกั วชิ าการส่วนใหญต่ ่างเหน็ พ้องว่า แนวทางการบริหารภาครัฐ
ที่เป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมท่ีเปล่ียนแปลงตลอดเวลาจึงจาเป็น ต้องมีการ
ปฏิรูปและการปรับปรุงรูปแบบของการปกครองใหม่ในช่วงดังกล่าว มีองค์กรระหว่างประเทศที่
สาคัญๆ เช่น ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนนานาชาติได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน
พฒั นาแนวคดิ เกีย่ วกับการปกครองทีด่ ี หรือที่เรียกกันว่า Good.Governance.หรือ ธรรมาภิบาล ดังน้ัน
แนวคิดธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการสะสมความรู้ที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันใน
บา้ นเมือง (สานกั งานคณะกรรมการราชการพลเรอื น, 2542)

นักวิชาการต่างประเทศต่างมีความเห็นพ้องกันว่า การกาหนดคานิยามของ
ธรรมาภิบาล มีลักษณะที่กว้างและคลุมเครือ ไม่มีการระบุขอบข่ายของการกาหนดแนวคิด
ธรรมาภิบาลไปประยุกต์ที่แน่นอน ซึ่งตรงกับทัศนะของ Pierre and Peters (2005) ที่ว่าแนวคิด
ของธรรมาภิบาล มีลักษณะค่อนข้างจะลื่นไหล ส่วน Chhotray and Stoker (2009) ช้ีให้เห็นว่า
ธรรมาภิบาลเป็นเรอ่ื งเกย่ี วกับกติกาของการตัดสินใจร่วมกันในสภาพแวดล้อมหรือในสถาบันหน่ึง ๆ
ซ่ึงมีผู้ปฏิบัติงานหรือองค์การที่หลากหลาย ไม่มีระบบการควบคุมอย่างเป็นทางการ ในการสั่งการ
หรอื ครอบงาองค์การและผูป้ ฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ เนื่องจากรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติ
และองคก์ ารเหล่านน้ั มลี กั ษณะทเี่ ชอ่ื มโยงและเปน็ อสิ ระต่อกัน

ในส่วนของนักวิชาการไทยน้ัน ได้ให้คานิยามเก่ียวกับหลักธรรมาภิบาลไว้ดังนี้ ธรรมาภิ
บาลเป็นกลไกของรัฐท้ังการเมืองและการบริหาร ซ่ึงจะต้องเข้มแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ สะอาด
โปร่งใส และรับผิดชอบ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช, 2541) ธรรมาภิบาลจะครอบคลุมถึงคามโปร่งใส

ห น้ า | 363

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ความถูกตอ้ งในการปฏิบตั ิหน้าที่ของภาคส่วนของสงั คมที่สาคัญ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค
ประชาชน ซ่ึงจะเป็นพลังสาคัญในการช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ (ประเวศน์ วะสี, 2542)
ธรรมาภิบาลหรือธรรมารัฐ คือ การเป็นหุ้นส่วนกันในการบริหารและปกครองประเทศ โดยรัฐ
ประชาชน และเอกชน ซ่ึงขบวนการลักษณะนี้จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม ความโปร่งใส ความ
ยุติธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนดี ซ่ึงแนวคิดนี้เกิดจากท่ีประชาชนเห็นว่า ระบบราชการล้า
หลงั ทกุ ส่วนจึงต้องการปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐมากขึ้น
(ธีรยทุ ธ์ บุญม,ี 2541)

จากการข้อความดังกล่าวข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า หลักธรรมาภิบาลน้ันเป็นแนวความคิด
ท่ีมีมาตั้งแต่สมัยโบราณนับต้ังแต่สมัยของเพลโตและอริสโตเติล แต่ในช่วงนั้นแนวความคิดน้ียังไม่มี
ความชัดเจน จนกระทั่งในช่วงยุคหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 เมื่อมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบการ
ปกครองในหลาย ๆ ประเทศของชาติตะวันตก ซ่ึงได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทาสงคราม
ได้นาหลกั ธรรมาภิบาลมาใช้ในการพัฒนาและฟ้ืนฟูประเทศและระบบเศรษฐกิจ โดยการผสมผสาน
ระหว่างระบบราชการของเวบเบอร์ สาหรับในประเทศไทยหลักธรรมาภิบาลถูกนามาใช้เป็นคร้ังแรก
ในชว่ งทเ่ี กิดวกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ เมื่อปี พ.ศ.2540 ทาให้ทกุ ฝา่ ยเรมิ่ หนั มาให้ความสนใจเรื่องธรรมาภิบาล
มากขึ้น โดยการมุ่งเน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนและ
องค์กรอิสระเข้ามีบทบาทในการตรวจสอบการทางานและการใช้อานาจหน่วยงานของรัฐ สาหรับ
มุมมองของนักวิชาการต่าง ๆ ท้ังต่างประเทศและในประเทศเก่ียวกับหลักธรรมาภิบาลน้ัน มองว่า
ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องท่ีกว้าง มีความคลุมเครือ และไม่มีระบบการควบคุมอย่างเป็นทางการในการ
สงั่ การผู้ปฏิบัติหรือบุคลากรในองค์กร แต่ก็ยังมีส่วนสาคัญในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาประเทศไม่
ว่าจะเปน็ ด้านเศรษฐกิจ และสังคม การเมืองการปกครอง ด้านการศึกษา ฯลฯ ซ่ึงจะเห็นได้จากการ
เปิดโอกาสให้ท้ังทุกภาคส่วนในสังคมท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้เข้ามีส่วนร่วมใน
การพฒั นาประเทศและเปน็ กาลงั สาคัญในการแก้ไขปญั หาทจี่ ะเกดิ ขึ้นตามมาภายในอนาคต

2. ควำมหมำยของหลักธรรมำภิบำล
ธรรมาภิบาล เป็นคาที่ประกอบด้วยศัพท์ 2 ศัพท์ มากจากภาษาสันสกฤต
คือ ธรรม กับ อภิบาล ซึ่งได้มีท่านผู้รู้ได้ให้ความหมายไว้ดังน้ี ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ใหค้ วามหมายไว้ว่า ธรรม หมายถงึ ความยุติธรรม คุณความดี ความจริง
ความถูกต้อง กฎ กฎเกณฑ์ กฎหมาย อภิบาล หมายถึง บารุงรักษา ปกครอง ปกป้อง หรือคุ้มครอง
ดังน้ัน ธรรมาภิบาล จึงมีความหมายตามนัยน้ีว่า “วิถีการปกครองที่นาไปสู่ความดีงามท่ีย่ังยืนอัน
ได้แก่ ความรุ่งเรืองและความผาสุกของปวงชนทั้งปวง” (พระมหาชินวัฒน์ ธมฺมเสฏฺโฐ (หาญกุล),
2557)
ธรรมาภิบาล หมายถึง ผลลัพธ์ของการจัดการกิจกรรม ซึ่งบุคคลและสถาบันทั่วไป
ภาครัฐและเอกชนมีประโยชน์ร่วมกันได้กระทาลงไปหลายทาง มีลักษณะเป็นขบวนการที่เกิดขึ้น

ห น้ า | 364

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนาไปสู่การผสมผสานผลประโยชน์ท่ีหลากหลายและขัดแย้งกันได้ในทานอง
เดียวกนั (อานนั ท์ ปนั ยารชนุ , 2542)

ธรรมาภิบาล หมายถึง ระบบโครงสร้างกระบวนการและความสัมพันธ์ของภาครัฐ ภาค
ธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของรัฐซึ่ง
เป็นการบริหารจัดการท่ีดี (บวรศักด์ิ อวุ รรณโณ, 2544)

จากความหมายของหลักธรรมาภิบาล ดังกล่าว สามารถสรุป ได้โดยสังเขป คือ
คาท่ีประกอบด้วยคาศัพท์ 2 คา ระหว่างธรรม กับ อภิบาล ซ่ึงเป็นคาที่มาจากภาษาสันสกฤต เมื่อ
รวมกันแล้วจึงหมายถึง “วิถีการปกครองท่ีนาไปสู่ความดีงามที่ยั่งยืนอันได้แก่ความรุ่งเรือง
และความผาสุกของปวงชนท้ังปวง” ทั้งนี้ ธรรมาภิบาล ยังทาให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมือง
ตลอดจนตรวจสอบการทางานและการใชจ้ า่ ยงบประมาณของภาครัฐ

3. องค์ประกอบของหลกั ธรรมำภบิ ำล
1. หลกั นติ ธิ รรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นที่
ยอมรบั ของสังคมและสังคมยินยอมพรอ้ มใจปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับเหล่าน้ัน โดยถือว่าเป็นการ
ปกครองภายใตก้ ฎหมายมใิ ชต่ ามอาเภอใจหรอื อานาจของตวั บคุ คล (สุดจิต นมิ ติ กลุ , 2543)
2. หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดม่ันในความถูกต้องดีงามโดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ยึดถือหลักน้ีในการปฏิบัติหน้าท่ีให้เป็นตัวอย่างแก่สังคม และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนา
ตนเองไปพร้อมกันเพื่อให้คนไทยมีความซ่ือสัตย์จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพ
สจุ ริตจนเป็นนสิ ยั ประจาชาติ (สดุ จติ นิมิตกลุ , 2543)
3. หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดย
ปรับปรุงกลไกการทางานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็น
ประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาท่ีเข้าใจง่าย ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมี
กระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชดั เจนได้ (สดุ จติ นมิ ติ กุล, 2543)
4. หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้
และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสาคัญของประเทศไม่ว่าด้วยการแสดงความเห็น
การไตส่ วนการประชาพิจารณ์ การแสดงประชามตหิ รอื อื่นๆ (สุดจิต นมิ ติ กลุ , 2543)
5. หลักคว ามรับ ผิดช อบ ได้แก่ การตระหนั กในสิทธิหน้าท่ี คว ามสานึกใ น
ความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธ ารณะของบ้านเมือง และกระตือรือร้น
ในการแก้ปญั หาตลอดจนการเคารพในความคดิ เหน็ ทแ่ี ตกตา่ ง และความกลา้ ที่จะยอมรับผลจากการ
กระทาของตน (สุดจิต นมิ ติ กลุ , 2543)
6. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรท่ีมีจากัดเพื่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัดใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์

ห น้ า | 365

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

สินค้าบริการท่ีมีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกและรักษาพัฒนาทรัพยากรธร รมชาติให้
สมบรู ณย์ ั่งยืน (สุดจติ นิมติ กลุ , 2543)

จากการองค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาลดังกล่าวข้างต้น พบว่า หลักธรรมาภิบาลนั้น
ประกอบด้วยหลักการสาคัญ ๆ 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส่
หลกั ความมสี ่วนรว่ ม หลักความรับผิดชอบ และหลกั ความคุ้มค่า เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคล
ตลอดจนหนว่ ยงานต่าง ๆ ท้ังภาครัฐและภาคเอกชน ตระหนักเห็นถึงความสาคัญ และความจาเป็น
ของหลักธรรมาภบิ าล

แนวคิดเกี่ยวกับองคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่
1. ควำมเป็นมำของกำรปกครองทอ้ งถ่ิน
การปกครองท้องถ่ินได้เริ่มจัดให้มีขึ้นในประเทศเม่ือประมาณ 100 กว่าปีมาน้ีเอง

แต่ทฤษฎีและแนวความคิดเก่ียวกับการปกครองท้องถิ่น ในต่างประเทศได้มีการพัฒนามานานแล้ว การ
ปกครองท้องถ่ินมีความสาคัญเพราะรัฐบาล ได้มีภารกิจเพ่ิมมากขึ้นและประสงค์จะให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเคร่ืองมือกลไกในการบริหารงานท้องถิ่น รวมทั้งช่วยแบ่งเบา
ภาระหน้าที่ในส่วนที่เก่ียวข้องกับท้องถ่ิน โดยเฉพาะในเรื่องการอยู่ดีกินดีของประชาชน
ในท้องถ่ินและการพัฒนาคุณภาพ เพื่อความม่ันคงของประชาชนท้ังในด้านเศรษฐกิจ สังคม
และการเมือง นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซ่ึงเป็นหน่วยงานท่ีมีความใกล้ชิด
กับประชาชนในท้องถิ่นย่อมจะสามารถสนองความต้องการ ของประชาชนในชุมชน
และทอ้ งถิน่ ต่าง ๆ ที่กระจายอยทู่ ่ัวประเทศ (ชวลติ สละ, 2556)

องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นหน่วยงานที่เกิดจากการกระจายอานาจ
ที่รัฐบาลกลางกระจายอานาจในการปกครองมาให้ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากร
งบประมาณของตนเอง แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนและตอบสนองต่อความต้องการ
ของประชาชนในพ้นื ที่เปน็ รปู แบบการปกครองที่จาเป็นและมีความสาคญั ในการปกครองตนเองของ
ประเทศทมี่ กี ารปกครองในระบบประชาธิปไตย องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินแบ่งข้าราชการออกเป็น
2 ประเภท ได้แก่ ข้าราชการประจา และขา้ ราชการการเมือง

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในประเทศไทยน้ันเกิดข้ึน
มาแล้วประมาณ 100 กว่าปี แต่สาหรับในต่างประเทศมีการพัฒนามานานแล้ว ซ่ึงเกิดจากการท่ี
รัฐบาลกลางกระจายอานาจการปกครองมาให้ท้องถิ่น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าท่ีจากส่วนกลาง
และช่วยพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญ โดยเฉพาะเร่ืองของการกินดีอยู่ดีของประชาชน ตลอดจน
เป็นหน่วยงานที่ค่อยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ
ประชาชน ซ่ึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบการปกครองท่ีมีความสาคัญและจาเป็น สาหรับประเทศที่มีการ
ปกครองในระบบประชาธปิ ไตยเพ่ือตอบสนองและพัฒนาชมุ ชนต่างๆ

ห น้ า | 366

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

2. ควำมหมำยของกำรปกครองทอ้ งถิ่น
การปกครองท้องถิ่น ถือว่ามีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็น
หน่วยงานท่ีมีความใกล้ชิดกับประชาชนในประเทศมากท่ีสุด ดังน้ัน นักวิชาการหลายท่าน
จงึ ไดใ้ ห้คานยิ ามของการปกครองท้องถิ่นไว้ ดังนี้
การปกครองทอ้ งถ่ิน หมายถึง ระบบการปกครองอันเน่ืองมาจากการกระจายอานาจการ
ปกครองของรัฐ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีหน้าท่ีปกครองท้องถ่ินโดยคนในท้องถ่ินน้ัน ๆ มี
อาน าจ ใน การ กาหน ดน โยบาย แล ะคว บคุมให้มีการ ปฏิบัติให้เป็น ไป ตามนโ ยบาย ของตน เองได้
(ประทาน คงฤทธศิ กึ ษากร, 2535)
การปกครองท้องถิ่น หมายถึง องค์การท่ีมีอาณาเขตแน่นอนมีประชากร
ตามหลักที่กาหนดไว้ มีอานาจการปกครองตนเอง มีการบริหารการคลังของตนเอง และมีสภา
ทอ้ งถิ่นทมี่ สี มาชิกไดร้ บั การเลือกตัง้ จากประชาชน (ชวลติ สละ, 2556)
การปกครองท้องถ่ิน หมายถึง การปกครองท่ีรัฐบาลมอบอานาจให้หน่วยการปกครอง
ระดับรองของรัฐ หรือกระจายอานาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถ่ินหนึ่งจัดการปกครอง และ
ดาเนนิ การบางอยา่ งเพื่อประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์ทอ้ งถนิ่ โดยตรง การบริหารงานท้องถิ่นจะ
มีองค์การปกครองท่ีประกอบด้วย เจ้าหน้าท่ีซ่ึงประชาชนเลือกต้ังมาท้ังหมดหรือบางส่วน ท้ังน้ีมี
ความอิสระในการบริหารงานแต่รัฐบาลต้องควบคุมโดยวิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม (อุทัย
หิรญั โต, 2556)
การปกครองท้องถิ่น หมายถึง การท่ีรัฐบาลกลางให้อานาจหรือกระจายอานาจมาให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีอานาจในการปกครองร่วมกัน
ท้ังหมดหรือเป็นบางส่วนในการบริหารท้องถิ่น ตามหลักการท่ีว่าถ้าอานาจการปกครองมาจาก
ประชาชนในท้องถิ่นแล้ว รัฐบาลของท้องถิ่นก็ย่อมเป็นของรัฐบาลของประชาชนโดยประชาชนและ
เพ่ือประชาชน Daniel Wit (1967)
จากคานยิ ามของนกั วิชาการข้างต้น สรุปไดว้ า่ การปกครองท้องถิน่ นั้นเป็นแนวความคิดที่
ตอ้ งการทีจ่ ะกระจายอานาจให้แก่ประชาชนในพนื้ ทีม่ ากขึ้น โดยให้ประชาชนในพื้นท่ีน้ัน ๆ ปกครอง
และบริหารตนเองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเอง ซึ่งสามารถเลือกผู้แทนท่ีจะมาทาหน้าท่ีแทน
ตนเองผา่ นการเลอื กตง้ั หรอื ถอดถอนได้โดยการลงประชามติ ซ่ึงรัฐบาลกลางจะเป็นผู้กระจายอานาจ
การปกครองมาใหแ้ ตไ่ ม่ใชท่ ้งั หมด บางอย่างยงั คงตอ้ งอยภู่ ายใต้การกากับดูแลควบคุมของหน่วยงาน
ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และท่ีสาคัญจะต้องมีอาณาเขตและจานวนประชากรในพื้นท่ีที่
แน่นอนชัดเจน มีบุคลากรสามารถจัดเก็บรายได้ และมีงบประมาณในการบริหารจัดการเป็นของ
ตนเอง
3. องคป์ ระกอบของกำรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
นับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถ่ินของประเทศไทยได้เริ่ มวิวัฒนาการมาตั้งแต่
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดาริให้จัดตั้งสุขาภิบาล

ห น้ า | 367

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440 (ชูวงศ์ ฉายะบุตร,.2539) จนกระทั่งปัจจุบันรัฐบาล
ได้มอบอานาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซ่ึงเป็นกรรมวิธีของการกระจายอานาจ
ทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนน้ั ระบบการปกครองสว่ นท้องถนิ่ จะต้องมีองค์ประกอบ
ที่สาคัญโดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคาส่ังสานักนายกรัฐมนตรีแต่งต้ัง
คณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถ่ิน ตามคาสั่งท่ี 262/2535 เม่ือวันท่ี 11
ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยท่ีดาเนินการอยู่ในทุก
รูปแบบหาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอานาจหน้าท่ี การคลังและงบประมาณ
ตลอดจนความสัมพันธร์ ะหวา่ งรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการ
ปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถ่ินไว้ ดังนี้ (ประทาน คงฤทธิ
ศกึ ษากร, 2535)

1. เปน็ องค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมอื ง
2. มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถ่ินมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติใน
กฎหมายรัฐธรรมนูญ
3. มอี สิ ระในการปกครองตนเอง
4. มีเขตการปกครองทช่ี ดั เจนและเหมาะสม
5. มงี บประมาณรายได้ทีเ่ ป็นของตนเองอย่างเพียงพอ
6. มบี คุ ลากรปฏิบตั งิ านของตนเอง
7. มีอานาจท้องทท่ี ่เี หมาะสมต่อการใหบ้ ริการ
8. มอี านาจออกข้อบังคบั เปน็ กฎหมายของท้องถ่ินภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท
9. มคี วามสัมพนั ธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหนว่ ยงานระดับรองของรฐั
จากองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การปกครองท้องถิ่นไทยน้ันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่
สมัยรัชกาลท่ี 5 โดยท่ีพระองค์ทรงได้จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.
2440 นับตงั้ แต่น้ันเปน็ ต้นมารัฐบาลก็เร่มิ กระจายอานาจการปกครองมาสู่ท้องถ่ินมากขึ้นซึ่งในสมัยของ
นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการ
ปกครองท้องถ่ิน ตามคาสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันท่ี 11 ธันวาคม 2535 เพ่ือศึกษาระบบการบริหาร
การปกครองทอ้ งถิ่นไทย

ควำมจำเป็นของกำรนำหลกั ธรรมำภิบำลมำใช้ในกำรปกครองท้องถนิ่
จากสภาพปัญหาที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ประกอบรัฐบาลพยายามท่ีจะสนับสนุนให้

องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล เพ่ือเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ให้กับสังคมไทย ดังน้ัน จึงจาเป็นต้องตระหนักเห็นถึงความสาคัญของการนาหลักธรรมาภิบาล
มาใช้ในการปกครองท้องถ่ิน เน่ืองจากเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิด และรับรู้ถึงสภาพปัญหา
ตลอดจนความตอ้ งการของประชาชนในพ้นื ที่มากท่ีสุด และหากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจะสร้าง

ห น้ า | 368

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ความเชอื่ มน่ั ใหก้ บั ประชาชนในพื้นท่ีและองค์กรภายนอกเห็นถึงความโปร่งใสและความยุติธรรม ก็ยิ่ง
สมควรทจี่ ะต้องบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ดังนี้

1. หลักนิติธรรม การตรากฎหมายต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องคานึงถึง
ความทันสมัยของเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน มีความเป็นธรรมและเป็นท่ียอมรับของสังคม
ประชาชนพร้อมใจที่จะปฏิบัติตาม เพ่ือก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยกฎหมายนั้น
ไมข่ ดั ต่อรฐั ธรรมนญู หรือตราขึน้ ตามอาเภอใจของตนเอง เชน่ ขอ้ บัญญัติ/เทศบญั ญัติ เรื่อง การเรียก
เก็บค่าธรรมเนียมบารุงจากผู้พักโรงแรม ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปี เป็น
ตน้

2. หลักคุณธรรม การสรรหาหรือคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทางานในองค์กรจะต้องมีการ
สอบคัดเลือก โดยมอบหมายให้ส่วนกลางเป็นหน่วยงานในการจัดสอบคัดเพ่ือสรรหาบุคลากร
มาแทนตาแหน่งท่ีว่าง มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทุกข้ันตอน การปูนบาเหน็จรางวัลหรือ
ลงโทษจะต้องเป็นไปตามทกี่ ฎหมายกาหนด เพ่อื ใหเ้ กิดความเสนอภาคและเท่าเทยี มกนั

3. หลักความโปร่งใส กระบวนการจัดซ้ือจัดจ้างต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
การจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการ
จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอนตั้งแต่
กระบวนการสรรหาผู้รับเหมา การจัดหาพัสดุ ฯลฯ และจัดให้มีช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน
เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน จัดทาขอบเขตของงาน (TOR) หรือ
รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะจัดซื้อจัดจ้าง กาหนดเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกท่ี
ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ ในส่วนของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และ
คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ควรมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภายนอกหรือประชาชนร่วมด้วย เพื่อให้
เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้จัดอบรมเก่ียวกับแนวทางการดาเนินการ
จดั ซ้อื จดั จ้างให้ผูท้ ี่เก่ยี วอย่างสมา่ เสมอ

4. หลักการมีส่วนร่วม ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และตัดสินใจ
หรือนาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหรือนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งถือเป็นหัวใจ
สาคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย เช่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วน
ร่ว ม ใ น ก า ร ก าห น ด น โ ย บ า ยแ ล ะ ว า ง แ ผ นพั ฒ น า ท้ อ ง ถ่ิ น ก า ร อ อ ก เ สีย ง ป ร ะ ช า ม ติ
ประชาวิจารณ์เก่ียวกับโครงการต่าง ๆ ท่ีประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การตรวจสอบการใช้อานาจ
ของรฐั และการถอดถอนผบู้ รหิ ารท้องถิน่ ในกรณีท่มี กี ารทจุ รติ ประพฤติมิชอบ นอกจากน้ีควรส่งเสริม
ให้ความรู้เก่ียวกับกฎหมายและสิทธิต่าง ๆ ที่ประชาชนจะได้รับตามสิทธิ ตลอดจนรณรงค์ให้
ประชาชนตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการมสี ่วนรว่ มและปลูกจิตสานึกให้เห็นถึงความสาคัญของการ
เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางการเมอื งการปกครอง ฯลฯ

5. หลักความรับผิดชอบ ควรกาหนดบทบาทและหน้าที่ในการทางานของแต่ละส่วน
ราชการภายในองค์กร และกาหนดหน้าท่ีความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน

ห น้ า | 369

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เพื่อป้องกันการทางานที่ซ้าซ้อนกัน นอกจากนี้ควรมีระบบการติดตามและประเมินผลโครงการ
มีแผนการควบคุมภายในเพ่ือป้องกันการทุจริตภายในองค์กร ก่อนท่ีจะมีการตรวจสอบจาก
หน่วยงานภายนอก หากบุคลากรภายในองค์กระทาความผิดก็จะต้องได้รับโทษอย่างเท่าเทียมกัน
และท่ีสาคัญจะต้องกล้ายอมรับผลของการกระทาของตนเอง เคารพการตัดสินและความเห็นต่าง
ของผู้อน่ื

6. หลักความคุ้มค่า การจัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ ทุกส่วนราชการจะต้องกาหนด
เป้าหมายและแผนการทางาน ตลอดจนระยะเวลาแล้วเสร็จของโครงการและงบประมาณที่ต้องใช้จ่าย
โดยจะต้องเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบอย่างท่ัวถึงกันและอย่างชัดเจน ณ บริเวณสานักงาน หรือ
สถานที่ดาเนินการก่อสร้างโดยเฉพาะโครงการใหญ่ ๆ ที่เก่ียวข้องกับด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้าน
สาธารณปู โภค เช่น โครงการกอ่ สรา้ งเข่อื นกนั ดนิ ถนนหนทาง ฯลฯ เป็นตน้ โดยจะต้องมีการสารวจ
ความคิดเห็นของประชาชนในพ้ืนท่ีก่อนเสมอว่าต้องการหรืออยากได้โครงการหรือไม่ เพื่อป้องกัน
ไม่ใหเ้ กิดปญั หาตามมาอีกทั้งยงั ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างสูงสุด

จากข้อความดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า หลักธรรมาภิบาลท้ัง 6 หลัก ถือเป็นหัวใจ
สาคัญต่อการบริหารงานของทุกภาคส่วนท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากท่ีสุด
การนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร จะทาให้ช่องว่างของการทุจริตคอร์รัปชัน
ลดลง เกิดความโปร่งใส ไร้ข้อครหา ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและสามารถตรวจสอบ
ได้อยา่ งเปน็ ธรรม

ปญั หำสำคญั ต่อกำรนำหลกั ธรรมำภบิ ำลมำใชใ้ นกำรปกครองทอ้ งถิน่
1. ระบบอุปถัมภ์ คือ รูปแบบการปฏิบัติหรือวัฒนธรรมแบบเครือญาติและพวกพ้อง

ในสังคมไทยยังมีระบบอปุ ถมั ภ์และยอมรบั การมคี วามสมั พนั ธแ์ บบสว่ นตวั หรือให้ความสัมพันธ์ฉันท์
พ่ีนอ้ ง มคี วามเห็นชอบความสัมพันธ์เรื่องส่วนตัวเป็นสาคัญ และในมุมมองสังคมไทยให้ความสาคัญ
ทางการเงินโดยไม่ได้มองถึงความถูกต้องคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ และคุณธรรม
ความดี การจะกาจัดระบบอุปถัมภ์ และพวกพ้องให้ออกไปจากสังคมไทยเป็นเร่ืองยากเพราะเป็น
ส่วนหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งอยู่ในระบบอุปถัมภ์ที่อยู่บนความสัมพันธ์นาย-ไพร่ มาตั้งแต่โบราณ
นับวันแต่จะสร้างความเสียหายมหาศาลให้สังคมไทย การใช้ระบบอุปถัมภ์ ระบบพรรคพวก การใช้
เส้นสาย และความสัมพันธ์แบบเครือญาติซ่ึงเป็นวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมทาให้เกิดการพ่ึงพาอาศัย
กันระหว่างนักธุรกิจและนักการเมือง มีการให้เงินสนับสนุนฝ่ายการเมืองเพ่ือปกป้องธุรกิจของตน
และการแสวงหาผลประโยชน์เพ่ิมเติม ก่อให้เกิดธุรกิจการเมืองขึ้นและนาไปสู่การบริหารงานท่ีไม่
โปร่งใสไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคลากรเข้าทางานในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถนิ่ (บวรศกั ด์ิ อวุ รรณโณ, 2542)

ห น้ า | 370

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

2. การคอร์รัปชัน สาเหตุการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดจากปัญหา
ด้านงบประมาณ การทาบัญชี การจัดซ้ือจัดจ้าง และการเงินการคลัง เพราะมีช่องว่างการบริหาร
ดา้ นการคลัง โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง สาเหตุมาจากการที่ อปท. ละเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่ทาตาม
ระเบียบฯ และอ้างว่าไม่ทราบเก่ียวกับเรื่องที่มีการจัดทาและไม่จัดทาโดยในส่วนที่ อปท.
ไม่จัดทาซึ่งก่อให้เกิดการทุจริต ดังเช่น (1) ไม่ทาทะเบียนยืมเงิน (2) ไม่ทาบัญชีคุมรายรับ
(3) ไม่มีการทาหลักฐานในการเบิกจ่ายพัสดุ (4) ไม่มีการทาการลงบัญชีรายรับรายจ่าย (5) ไม่มีการ
ทารายงานแสดงรายรับรายจ่ายและงบทดลองเป็นรายเดือน (6) การจัดทางบแสดงสถานะทาง
การเงินและรายงานทางการเงินต่าง ๆ (7) จัดทาการบันทึกข้อตกลงการจ้างเพื่อกาหนดระยะเวลา
ให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบความชารุดบกพร่องของงานที่จ้าง (8) ไม่จัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบ
ภายใน (9) ไมม่ กี ารแต่งตงั้ เจา้ หนา้ ท่ตี รวจรับพสั ดุ (10) ไม่จัดให้มีการแต่งต้ังผู้แทนชุมชนหรือผู้แทน
ประชาคม (โกวทิ ย์ พวงงาม, 2560)

3. การบังคับใชก้ ฎหมายยังไม่ดีพอขาดประสิทธิผล โดยระบบราชการมีระเบียบมากและ
มีความหยุมหยิม ทาให้เกิดการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับไม่เท่า
เทียมกัน ในการใช้หลักกฎหมายและระเบียบข้อบังคับยังไม่เป็นแนวทางเดียวกัน มีการใช้กฎหมาย
ในลักษณะท่ีเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหรือคนสนิท ทั้งนี้เน่ืองจากวัฒนธรรมท่ีแท้จริงท่ีเป็นอยู่ใน
สังคมไทย คือวัฒนธรรมการใช้เส้นสาย ทาให้มีการช่วยเหลือกันในหมู่พวกพ้อง โดยอาศัยช่องว่าง
ของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับท่ีมีอยู่มากมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่มีธรรมะ ขาดคุณธรรม ทา
ให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ศักด์ิสิทธิขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล จนดูเหมือนว่ากฎหมาย
อ่อนแอ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย รวมท้ังระเบียบ ข้อบังคับถ้าเป็นพรรคพวก
เดยี วกนั (สะพร่ัง สขุ เวชชวรกจิ , 2561)

อาจกลา่ วได้ว่า ปัญหาทมี่ สี ว่ นสาคัญต่อการนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการปกครองของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน น้ันเกิดจากการท่ีสังคมไทยยังคงให้การยอมรับในระบบอุปถัมภ์หรือ
วัฒนธรรมแบบเครือญาติและพวกพ้อง จนทาให้เกิดปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันในองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น อีกท้ังกฎหมายและบทลงโทษสาหรับผู้ที่กระทาผิดมีความหย่อนยานและช่อง
โหวท่ าให้ไม่สามารถเอาผดิ แก่ผทู้ กี่ ระทาความผดิ ได้

บทสรุป (Conclusion)
สังคมไทยยังคงยึดติดอยู่กับความคิดค่านิยม และวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ทาให้ละเลยใน

เรอ่ื ง ธรรมาภิบาลและระบบอุปถัมภ์ยังคงมอี ทิ ธพิ ลต่อการเมอื งของประเทศไทย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น
การเมืองในระดับชาติหรือแม้แต่กระทั้งในระดับท้องถิ่น การเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องหรือ
ผลประโยชนส์ ่วนตัวยังคงถือไดว้ ่าเปน็ เรอื่ งปกติของประชาชนชาวไทย ประกอบกับข้อกฎหมายท่ีจะ
เอาผดิ หรือลงโทษแกผ่ ู้ทก่ี ระทาความผดิ ในการทุจริตคอร์รัปชันยังไม่มีความรุนแรงพอ ท่ีจะทาให้ผู้ท่ี
ดารงตาแหน่งทางการเมืองหรือผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตคอ ร์รัปชันเกิดความเกรงกลั ว

ห น้ า | 371

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

เพราะรู้อยูแ่ ล้ววา่ กฎหมายไทยน้นั มชี อ่ งโหว่ และที่สาคัญถึงแม้จะติดคุกไปแล้วพอถึงเวลาถ้าทาตัวดี
ไม่ประพฤติชั่วโทษก็จะลดลงมาเร่ือย ๆ จนสุดท้ายก็มีการอภัยโทษให้จึงทาให้ผู้ที่กระทาความผิด
หรอื ทจุ ริตคอรร์ ัปชนั ไม่ได้รู้สกึ กลัวหากตนเองจะต้องถูกดาเนนิ คดี

ดังน้ัน การนาหลักธรรมาภิบาลมาบังคับใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของท้ังภาครัฐ
ภาคเอกชน หรือแม้แต่กระทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีความสาคัญและความจาเป็นอย่างย่ิง
ท่ีช่วยขับเคล่ือนพัฒนาระบบราชการของประเทศชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะ
ท่เี ป็นส่วนราชการหนึ่งตามรูปแบบการปกครองของไทย จึงจาเป็นต้องนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ใน
การปกครองและบริหารจัดการองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนตลอดจนแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ และเกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ ่อสว่ นรวม โดยการกาหนดใหบ้ คุ ลากรปฏบิ ตั งิ านตามหลักธรรมาภิ
บาล พร้อมทั้งมุ่งสร้างค่านิยม และวัฒนธรรมสุจริต ในหน่วยงานไม่เพิกเฉยและยืนหยัดต่อต้านการ
ทุจรติ ทกุ รูปแบบ พรอ้ มทงั้ มีมาตรการลงโทษแกผ่ กู้ ระทาการทุจรติ อย่างจรงิ จงั

เอกสำรอ้ำงอิง (References)
โกวทิ ย์ พวงงาม. (2560). สภาพปัญหาสาเหตุการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่

(อปท.). สบื ค้น 30 มกราคม 2563, จาก www.anticorruption.in.th.
ชวลติ สละ. (2556). ความรู้พื้นฐานเกยี่ วกบั การบรหิ ารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ .

กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชูวงศ์ ฉายะบตุ ร. (2539). การปกครองท้องถน่ิ ไทย. (พมิ พ์ครงั้ ที่ 3). กรงุ เทพฯ: พิฆเณศพริ้นท์ติ้ง

เซ็นเตอร.์
ธีรยทุ ธ์ บญุ ม.ี (2541). ธรรมรฐั แห่งชาติ ยทุ ธศาสตร์กหู้ ายนะประเทศไทย. กรุงเทพฯ: พมิ พส์ าร.
บวรศักด์ิ อุวรรณโณ. (2542). การสร้างธรรมาภบิ าลในสงั คมไทย. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
บวรศักด์ิ อุวรรณโณ. (2544). การสร้างธรรมาภบิ าลในสังคมไทย. (พิมพค์ รัง้ ท่ี 2). กรุงเทพฯ: วญิ ญู

ชน.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (2554). การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ.

กรุงเทพฯ: เอ.พี.กราฟฟคิ ดีไซน.์
ประทาน คงฤทธิศึกษากร. (2535). การปกครองท้องถิ่น. (พมิ พ์ครง้ั ที่ 3). กรุงเทพฯ:

สถาบนั บณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร.์
ประเวศน์ วะสี. (2542). ยุทธศาสตร์ชาติ. กรงุ เทพฯ: กองทนุ เพ่ือพฒั นาสงั คม ธนาคารออมสนิ .
พระมหาชนิ วัฒน์ ชมมเสฏโฐ (หาญกลุ ). (2557). การบริหารงานตามหลักธรรมาภบิ าลของ

เทศบาลเมืองสามพราน อาเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญา
มหาบณั ฑติ . นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .

ห น้ า | 372

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2542). คู่มือการสร้างระบบบริหาร กิจการบา้ นเมือง
และสังคมทดี่ ีตามระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรวี ่าดว้ ยการสร้างระบบบรหิ ารกิจการ
บา้ นเมอื งและสังคมท่ี. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

สดุ จิต นิมิตกุล. (2543). กระทรวงมหาดไทยกับการบรหิ ารจดั การทด่ี ”ี การปกครองท่ีดี
(Good Governance). กรงุ เทพฯ: บพิธการพมิ พ์.

เสนห่ ์ จุ้ยโต้. (2557). มิติใหม่การบรหิ ารธรรมาภิบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ :
ทฤษฎีและงานวจิ ัย. นนทบุรี: มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.

อรพนิ ท์ สพโชคชัย. (2541). สังคมเสถียรภาพและกลไกประชารัฐทดี่ ี. รายงานทดี ีอารไ์ อ, 20(15),
30-45.

อานันท์ ปันยารชนุ . (2542, 11 กรกฎาคม). มุมมองนายอานนั ท.์ มติชน: น. 2.
อุทยั หริ ัญโต. (2523). การปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพฯ :โอเดยี นสโตร์.
Chhotray, V. & Stokey, G. (2009). Governance Theory and Practice: A Cross

Disciplinary Approach. London: Palgrave Macmillan.
Daniel Wit, (1967). A Comparative Survey of Local Government and Administration.

Bangkok: Kurusapha Press.
Pierre, J. & Peters, B.G. (2005). Governing Complex Societies. Basingstoke: Palgrave

Macmillan.

ห น้ า | 373

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

สมรรถนะสำคญั สำหรบั ผสู้ อนออนไลน์ในกำรจัดกำรศึกษำทำงไกล
Key Competencies for Online Teachers in
Distance Education Provision

เพียงฤทยั พฒุ ิคุณเกษม1 ชนากร ปรีชา2
Peangrutai Pudtikunkaseam, Chanagron Preechar

บทคดั ย่อ (Abstract)
กระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดข้ึนในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ทาให้

ช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ได้
จากัดอยู่เพียงการศึกษาในช้ันเรียนเท่านั้น การใช้เทคโนโลยีการส่ือสารออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งที่
ถูกนามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะการจัดการศึกษาทางไกล ผู้สอนจึงต้องเปล่ียน
บทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ในชั้นเรียนไปสู่ผู้ออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์ บทความ
วิชาการน้ีจึงมีวัตถุประสงค์ในการนาเสนอสมรรถนะสาคัญสาหรับผู้สอนออนไลน์ในการจัด
การศึกษาทางไกล เพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้สอนและสามารถวางแผนการจัดการเรียนการ
สอนออนไลน์ได้ โดยสมรรถนะสาคัญแบ่งเป็น 6 ด้านได้แก่ 1) สมรรถนะด้านศาสตร์การสอน 2)
สมรรถนะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) สมรรถนะด้านการแนะนาและช่วยเหลือผู้เรียน 4)
สมรรถนะด้านการประเมินผลและความรู้ 5) สมรรถนะด้านทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร และ 6) สมรรถนะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ในช้ันเรียนออนไลน์ ท้ังนี้เพื่อให้ครูมีการ
พัฒนาสมรรถนะทคี่ วรมีและพร้อมเป็นผู้ออกแบบการเรยี นรูใ้ ห้กับผูเ้ รียนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพผ่าน
การใช้สือ่ เทคโนโลยีสารสนเทศใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ จึงมีความจาเปน็ อยา่ งย่งิ ที่ผู้มีส่วนเก่ียวข้องใน
ทุกระดับต้ังแต่ระดับนโยบาย และสถานศึกษาควรจะต้องเขา้ มามีสว่ นร่วมในการดาเนินการวางแผน
แนวทางในการพัฒนาครอู ยา่ งเปน็ รปู ธรรม
คำสำคญั (Keywords): สมรรถนะผู้สอน; สมรรถนะสาคัญของผูส้ อนออนไลน์; การศึกษาทางไกล

Received: 2021-02-13 Revised: 2021-04-12 Accepted: 2021-04-18
1 หลักสตู รครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา

กรงุ เทพมหานคร Bachelor of Education Program in Social Studies, Faculty of Education,
Suan Sunandha Rajabhat University. Corresponding Author e-mail: [email protected]

2 หลักสูตรครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
จังหวดั อุบลราชธานี Bachelor of Education Program in Social Studies, Faculty of Education, Ubon
Ratchathani Rajabhat University, Ubon Ratchathani.

ห น้ า | 374

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

Abstract
The globalization arising nowadays is technologically developed all the

time; creating more diverse channels of access to knowledge. Learning behavior of
learners is not limited only to classroom education. The use of online
communication technology is one of the channels used in teaching and learning,
especially in distance education provision. Teachers are thus required to change
from transferring knowledge in classroom to online instruction designers. This
academic paper therefore aimed to present key competencies for online teachers
in distance education provision as a guideline for development of teachers and
online education provision planning. The key competencies could be divided into 6
areas: 1) pedagogical competencies 2) learning activity organizing competencies 3)
guidance and assistance competencies 4) assessment and knowledge competencies
5) information and communication technology skill competencies; and 6) online
classroom interaction competencies. To allow teachers to develop competencies
they should have and ready to design learning for learners effectively through the
use of information technology at the maximum benefit; stakeholders at all levels,
from policies to educational institutions necessarily should take part in planning the
concrete guidelines for teacher development.
Keywords: Teacher competencies; Online teacher key competencies; Distance
education

บทนำ (Introduction)
การศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาคนในประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นรากฐาน

สาคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนในสังคมถือเป็น
จุดเร่ิมต้นในการสร้างอาชีพของประชาชนและเป็นส่วนช่วยในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ
สังคมของประเทศ (นวรัตน์ ไวชมพู และสุจิตรา จรจิตร, 2560) ซ่ึงผู้สอนถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มี
ความสาคญั ในดา้ นการจัดการการศกึ ษา ดังน้นั คุณภาพของครูจึงเป็นสิ่งสะท้อนคุณภาพของผู้เรียน
ดว้ ยเชน่ กัน ซง่ึ การพฒั นาสมรรถนะของครผู ้สู อนอยา่ งต่อเน่ืองจึงเป็นส่ิงสาคัญในระบบการศึกษาใน
ปัจจุบัน (เขมณัฏฐ์ ม่งิ ศริ ิธรรม และกรรณ จรรยาวุฒวิ รรณ์, 2561) ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์ท่ีมี
การเปล่ียนแปลงและพัฒนาของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลาอีกทั้งการเปลี่ยนผ่านขององค์ความรู้ท่ีเป็น
ปัจจัยสาคัญในการขับเคล่ือนของประเทศท้ังในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งผู้เรียนจะใช้ความรู้
ร่วมกัน 3 ทักษะ คือ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี และ
ทักษะชวี ติ และอาชีพ ประเทศไทยจึงมนี โยบายในการพัฒนาความสามารถและศักยภาพของคนไทย
ให้มีความรู้ความสามารถ และมีสมรรถนะท่ีสนับสนุนการขับเคล่ือนของประเทศจึงเป็นสาเหตุให้

ห น้ า | 375

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

การพัฒนาการศึกษาของประเทศเป็นสิ่งสาคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 ให้คนไทยในทุกช่วงวัยมีทักษะความรู้ความสามารถ และ
พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันของทั่วโลกและคนไทยมี
จานวนเพ่ิมมากข้ึนอย่างต่อเนื่อง จากการสารวจข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2562 คน
ไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 22 นาที (สานักงานพัฒนาพฤติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์,
2563) ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การพัฒนาการศึกษาของไทยสอดรับกับพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบัน
โดยช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆถูกส่งผ่านโลกออนไลน์ ทาให้ผู้คนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ิม
มากข้ึน ซึ่งการพัฒนาการศึกษาผ่านโลกออนไลน์จะช่วยเพ่ิมทักษะสาคัญของผู้เรียนในศตวรรษท่ี
21 อันนาไปส่กู ารขับเคลอื่ นการศึกษาของประเทศได้ในทส่ี ดุ

กระทรวงศึกษาได้มีการรับรองการศึกษาทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างเป็น
ทางการต้ังแต่ปี พ.ศ. 2549 ทาให้การเติบโตของหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์มีอัตราการ
เติบโตเพ่ิมมากขึ้นเพราะประโยชน์ของการศึกษาทางไกลนอกจากเป็นการเพ่ิมความสะดวกในการ
เรียน และเอ้อื ประโยชน์ต่อผู้เรยี นแล้วยังอานวยประโยชน์แก่สถาบันการศึกษาในแง่ของการบริหาร
จัดการอีกด้วย ทาให้ต้นทุนในการจัดการหลักสูตรลดลง นักศึกษาไม่ต้องเดินทางมาเข้าช้ันเรียน
และหลักสูตรสามารถรองรับนักศึกษาได้อย่างไม่จากัดถือเป็นช่องทางในการสร้างและขยายโอกาส
ทางการศึกษาให้เข้าถึงผู้ที่มีความต้องการในวงกว้างข้ึน (สุวัฒน์ บรรลือ, 2561) การเรียนการสอน
ทางไกลนั้น ผู้สอนออนไลน์จะต้องเผชิญกับความท้าทายของการสร้างสังคมการเรียนรู้ออนไลน์
มากกว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียน ทาให้ต้องอาศัยเคร่ืองมือสาหรับการสื่อสารและการแสดงตน
ของท้ังผู้สอนและผู้เรียน โดยองค์ประกอบสาคัญในการเรียนรู้ร่วมกันผ่านช่องทางออนไลน์น้ัน
เกี่ยวข้องกับการมีตัวตนของบุคคลต่อสังคม (Social Presence) การแสดงตนของผู้สอน
(Instructor Presence) และการรับรู้ต่อการสอนของผู้เรียน (Teaching Presence) (Richardson
et al, 2015) ซ่งึ การรับร้ตู ัวตนของบคุ คลต่อสังคมการเรียนรู้ร่วมกนั ออนไลน์น้ันจะแตกต่างจากการ
เรียนในช้ันเรียนที่ผู้เรียนทุกคนมีการเข้าเรียนอย่างพร้อมเพรียงกันเห็นหน้าเห็นตากัน แต่สาหรับ
การเรียนออนไลน์น้ัน การรับรู้ถึงการมีตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งมีบริบทสาคัญอยู่หลายประการอัน
ได้แก่ การรับรู้ถึงการมีตัวตนของผู้สอนจากฝ่ายผู้เรียน การรับรู้ถึงการมีตัวตนของผู้เรียนจากฝ่าย
ผู้สอน และการรับรู้ถึงการมีตัวตนของผู้เรียนคนอื่น ๆ ซึ่งการรับรู้ท่ีกล่าวมาข้างต้นน้ันจะเป็นการ
กระทาทผ่ี ้เู รยี นและผูส้ อนแสดงตนไมว่ ่าจะเป็นการทักทาย การตอบคาถาม การวิพากษ์ผลงาน การ
แสดงความคิดเห็น เป็นต้น โดยครูผู้สอนออนไลน์จะต้องมีกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการสนับสนุนผู้เรียนให้
ตดิ ตามการเรียน สร้างบรรยากาศของห้องเรียนออนไลน์ให้มีการส่ือสารแลกเปล่ียนความคิดเห็น มี
การใช้ภาษาระดับก่ึงทางการหรือไม่เป็นทางการจนเกินไป นอกจากนี้บทบาทการแสดงตนของ
ผู้สอนออนไลน์มีบทบาทสาคญั ในการสนบั สนุนส่งเสริมการอภิปรายออนไลน์ และให้ความสาคัญกับ
การสร้างและจัดกลุ่มอภิปรายของผู้เรียนที่หลากหลายรูปแบบทั้งแบบให้ผู้เรียนจัดกลุ่มเอง ผู้สอน
เป็นผู้จัดกลุ่มผู้เรียนและการจัดกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันแบบผสมผสานซึ่งจะช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์การ
เรยี นร้รู ะหวา่ งผเู้ รียนกบั ผู้เรียนให้มคี วามหลากหลายมากข้นึ ด้วยเช่นกัน (ปราวณี ยา สวุ รรณณัฐโชติ,

ห น้ า | 376

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

2561) การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจึงเป็นส่วนสาคัญที่จะช่วยให้การจัดการเรียนการสอน
ทางไกลผา่ นระบบอินเทอรเ์ น็ตมปี ระสิทธภิ าพและบรรลผุ ลตามวตั ถปุ ระสงค์ทตี่ ้องการได้

การศกึ ษาทางไกล (Distance Education) เป็นแนวคดิ ของการจดั การศึกษาท่ีตอบสนอง
ต่อปรัชญาการศึกษาตลอดชีวิตที่เป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีวิต ถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียน
การสอนที่มอี ทิ ธิพลมากในปัจจุบันและอนาคตเน่อื งจากเปน็ รปู แบบท่ีมีการเปิดกว้าง เพิ่มโอกาสทาง
การศึกษาให้กับทุกคนทุกระดับให้สามารถเข้าถึงและได้รับการศึกษาตามที่ตนเอง โดยปัญหาด้าน
ข้อจากัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเดินทาง ด้านสถานที่ ด้านเวลา อีกท้ังยังเป็นการเพิ่มความ
เสมอภาพและลดความเหล่ือมล้าทางด้านการศึกษาในสังคมไทยได้อีกด้วย ส่ิงสาคัญของการศึกษา
ทางไกล คือ การนาเทคโนโลยีและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้และเป็นตัว
เชื่อมโยงระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน นอกจากน้ีอาจมีการจัดการเรียนการสอนร่วมกับการใช้สื่อใน
รูปแบบอ่ืนเพื่อประโยชน์อันสูงสุดท่ีจะเกิดกับผู้เรียน เช่น ส่ือสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ส่ือโสตทัศน์
หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น (ธนัทณัฏฐ์ ฉัตรภัครัตน์ และชุติวัฒน์ สุวัตถิพงศ์, 2561) ด้วยความ
หลากหลายของสื่อในการจัดการศึกษาทางไกลจึงเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนในยุคปัจจุบันที่มี
ความหลากหลายทง้ั ในบรบิ ทของตัวผู้เรยี นและการเขา้ ถึงแหลง่ เรียนรู้ของผูเ้ รียน

จากสภาวการณ์ปัจจุบันอันเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์จึงเห็นได้ว่า พฤติกรรมของคนไทยใน
ปจั จุบันมแี นวโนม้ การใช้อินเทอร์เน็ตสูงข้ึน การจัดการศึกษาจึงต้องสอดรับกับพฤติกรรมการเรียนรู้
รว่ มสมัยของผ้คู น การสอนออนไลน์ในการศึกษาทางไกล จึงเป็นแนวทางหน่ึงในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาในปัจจุบันโดยการจัดการศึกษาดังกล่าวต้องอาศัยปัจจัยสาคัญอยู่ 3 ด้านคือ ด้านผู้เรียน
ด้านผู้สอน และด้านเคร่ืองมือ ส่ือ และเทคโนโลยี เนื่องจากผู้สอนถือเป็นปัจจัยสาคัญที่ก่อให้เกิด
การแสดงตัวตนในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ บทความนี้จึงช้ีให้เห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับการ
เรียนการสอนออนไลน์ และสมรรถนะสาคัญสาหรับผู้สอนออนไลน์ ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีผู้สอนต้องทาความ
เข้าใจและต้องพัฒนาตนเพื่อจะสามารถนาองค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ในเรื่องน้ัน ๆ ไปใช้ในการ
จัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้ อันจะทาให้เกิดการพัฒนา
การศึกษาอยา่ งเป็นระบบในสภาพสงั คมโลกาภิวัตน์

แนวคดิ เกี่ยวกบั กำรเรียนกำรสอนออนไลน์
การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

อนิ เทอรเ์ นต็ มาใชเ้ ปน็ แนวทางในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้นทาให้เปลี่ยนบทบาทของครูผู้สอน
จากผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้เป็นผู้ออกแบบการศึกษา ซ่ึงการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน
ออนไลน์มีส่วนช่วยในการส่งเสริมเครือข่ายสังคมระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน
นอกจากน้ียังช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียนให้เพ่ิมมากข้ึนอีกด้วย โดยผู้เรียนและ
ผู้สอนสามารถตดิ ต่อสื่อสารแลกเปลยี่ นความเห็นระหว่างกันได้ผ่านเคร่ืองมือติดต่อส่ือสารที่ทันสมัย
จึงทาให้การเรียนรู้ออนไลน์เป็นการเรียนท่ีสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์

ห น้ า | 377

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ความรู้ได้ทุกท่ีและรูปแบบการเรียนอาจมีโครงสร้างหรือไม่มีโครงสร้างก็ได้ โดยรูปแบบของการ
เรียนรอู้ อนไลนแ์ บ่งไดเ้ ป็น 3 รปู แบบ ดังน้ี

1. รปู แบบสอ่ื เสรมิ
เป็นลักษณะที่ไม่ได้ใช้เป็นส่ือหลักในการเรียนการสอน มักใช้เป็นทางเลือกเพิ่มเติมท่ีให้
ผู้เรยี นสามารถเข้าถึงเนือ้ หาได้ง่ายขึ้นเช่น เอกสารประกอบการสอน วดี ทิ ัศน์ ตารา
2. รูปแบบสอื่ เติม
เป็นลักษณะสื่อเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนในลักษณะอ่ืน ซึ่งผู้สอนอาจออกแบบ
เน้อื หาใหผ้ ู้เรียนได้เขา้ ใจเพม่ิ มากขึน้
3. รูปแบบส่ือหลัก
เปน็ ลกั ษณะการนาการเรยี นการสอนออนไลน์มาใช้แทนการเรียนในห้องเรียน พัฒนาข้ึน
เพ่ือวัตถุประสงค์ใช้เป็นสื่อหลักสาหรับแทนครูในการสอนทางไกล ด้วยแนวคิดท่ีว่ามัลติมีเดียจะ
สามารถช่วยถ่ายทอดเน้ือหาได้ใกล้เคียงกับการสอนจริงของครูผู้สอนโดยสมบูรณ์ (ชนินทร์ ตั้งพาน
ทอง, 2560)
รูปแบบการสอนและส่ือการสอนจึงมีส่วนสาคัญในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้มี
ประสทิ ธิภาพ ซ่ึงนอกเหนือจากการใช้สื่อการสอนเพียงประเภทเดียว ผู้สอนควรมีการบูรณาการสื่อ
ท้ังสามรูปแบบในการจัดการเรียนการสอน เพ่ือช่วยเสริมสร้างการจัดการเรียนการสอนรวมถึงการ
สร้างกระบวนการการใช้ส่ืออย่างมีขั้นตอนก็จะช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพเพิ่ มมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากนี้ผู้สอนยังมีความจาเป็นท่ีจะต้องใช้การส่ือสารและเทคโนโลยีท่ีหลากหลายผ่าน
เครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการปฏิสัมพันธ์การส่ือสารระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ระหว่าง
ผู้สอนกับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับปัจจัยอ่ืน ๆ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ออนไลน์ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมปี ฏสิ มั พันธ์ทางการเรยี นครอบคลุม 4 สว่ นหลัก ไดแ้ ก่
1. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหา (Learner-content interaction) เป็นการสร้าง
ปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนได้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับเนื้อหาผ่านการต้ังคาถามและกระบวนการอ่ืนๆที่
เสริมสรา้ งการคดิ วเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ และการประเมนิ คาตอบ
2. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Learner-instructor interaction) เป็นลักษณะ
ของการส่ือสารและแลกเปล่ยี นองค์ความร้จู ากท้งั ผูส้ อนและผู้เรยี น (สื่อสารสองทาง) ผ่านกิจกรรมท่ี
ก่อให้เกิดการกระตุ้นและเร้าอารมณ์ความต้องการการเรียนรู้ซ่ึงกิจกรรมควรมีลักษณะที่ก่อให้เกิด
การอภิปราย การแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้าง มีลักษณะเปิดรับความเห็นที่ทั่วถึงกับผู้เรียนทุกคน
หรอื ในภาพรวม ซึ่งปฏสิ ัมพันธ์ดงั กล่าวสามารถวดั และประเมนิ ความรู้ความเข้าใจและความพึงพอใจ
ของผู้เรียนได้
3. ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผู้เรียนกบั ผู้เรียน (Learner-learner interaction) เป็นการสื่อสาร
ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนซ่ึงการโต้ตอบระหว่างกันอาจมีลักษณะแบบการสื่อสารโต้ตอบกันทันที
หรอื ไม่สอื่ สารโต้ตอบในเวลาเดยี วกันก็ได้ ซ่ึงการส่ือสารน้ีจะเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลกับบุคคล
บคุ คลกับกลุ่มเลก็ บุคคลกับกลมุ่ ใหญ่ หรอื ระหว่างกลมุ่ บุคคลกบั กลมุ่ บคุ คลก็ได้

ห น้ า | 378

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

4. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเทคโนโลยี (Learner-technology interaction) เป็น
ลักษณะการสื่อสารของผู้เรียนร่วมกับสื่อการสอนที่ผู้สอนเตรียมไว้ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอน
ออนไลน์ ส่ือและเทคโนโลยีต้องมีลักษณะเป็นสื่อออนไลน์ ซึ่งผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับ
เทคโนโลยีได้ทั้งแบบการส่ือสารทางเดียวและการสื่อสารสองทางทั้งน้ีขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ผู้สอนได้
กาหนดไว้

จึงเห็นได้ว่า การจัดการเรียนการสอนออนไลน์เม่ือถูกนามาใช้ก็ได้เปลี่ยนบทบาทของ
ผู้สอนจากเดิมท่ีผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่ผู้สอนที่เป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอน
สามารถใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออนไลน์สามรูปแบบคือ รูปแบบส่ือเสริม รูปแบบสื่อเติม และ
รูปแบบสื่อหลัก โดยผู้สอนสามารถใช้รูปแบบใดรูปแบบหน่ึงหรือจะใช้การผสานวิธีมากกว่าหน่ึง
รูปแบบในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ก็ได้ นอกเหนือจากความเข้าใจในเร่ืองของการใช้
รูปแบบการสอนออนไลน์ ผู้สอนต้องเข้าใจถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ในการจัดการเรียนการสอน
ออนไลน์อันประกอบด้วย 4 ลักษณะคือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเน้ือหา (Learner-content
interaction) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Learner-instructor interaction) ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน (Learner-learner interaction) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับ
เทคโนโลยี (Learner-technology interaction) การเข้าใจถึงกลวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์ท้ังสี่
รูปแบบนี้ จะช่วยให้ผู้สอนสามารถดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์ให้เกิดบรรยากาศท่ีดี
กับผู้เรียน นอกจากน้ีการผสานระหว่างรูปแบบการสอนออนไลน์ทั้ง 4 รูปแบบร่วมกับกลวิธีในการ
สร้างปฏสิ ัมพันธใ์ นกิจกรรมการสอนน้ัน ๆ จะนาไปสูก่ จิ กรรมการสอนทห่ี ลากหลายทงั้ ในเชิงรูปแบบ
วิธีการสอน สื่อการสอน และกิจกรรมการสอน เกิดการกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจในกิจกรรมการเรียน
การสอนในเรื่องน้ัน ๆ ได้ในทีส่ ุด

สมรรถนะสำคญั สำหรบั ผูส้ อนออนไลน์
สมรรถนะผู้สอนออนไลน์ หมายถึง ความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะของ

ผู้สอนออนไลน์ท่ีดาเนินการสอนในโปรแกรมการศึกษาทางไกล โดยการเตรียมความพร้อมของ
ผู้สอนออนไลน์เป็นกรอบในการจัดฝึกอบรมเตรียมความพร้อมเพ่ือให้ผู้สอนที่มีความชานาญใน
เน้ือหา ในการพฒั นาตนเองและเตรียมความพร้อมทางด้านการสอนออนไลน์ เพ่ือให้สามารถทางาน
ร่วมกับบุคลากรฝ่ายสนับสนุนได้ ท้ังน้ีอาจมีการจัดการเรียนการสอนทั้งแบบผสมผสาน (Blended
Learning) ท่ีมีทั้งการเรียนในช้ันเรียนและการเรียนออนไลน์ รวมถึงการเรียนการสอนระบบเปิดสู่
บุคคลอื่น ๆ ที่สนใจต่อการเรียนการสอนในเร่ืองนั้น ๆ โดยท่ัวไปแล้วรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ
ด้านการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนมี 4 องค์ประกอบ คือ หลักการพัฒนา กระบวนการพัฒนา
การประเมนิ ผลลัพธ์ และการสะท้อนผลการพัฒนา (กุญชภัสส์ พงษ์พาณิชย์, 2561) นอกจากนี้ยังมี
สมรรถนะสาคัญของครูผู้สอนในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในศตวรรษท่ี 21 ประกอบด้วย 7
สมรรถนะ คอื

1. สมรรถนะด้านการจัดการเรียนการสอนโดยยดึ นักเรียนเปน็ ศูนย์กลาง

ห น้ า | 379

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

2. สมรรถนะด้านการวัดประเมินผลเพ่ือการพัฒนาและคานึงถึงความแตกต่าง
หลากหลายระหวา่ งบุคคล

3. สมรรถนะดา้ นคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยี และการรเู้ ทา่ ทันสื่อ
4. สมรรถนะดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณในวชิ าชพี
5. สมรรถนะด้านการทางานเปน็ ทีมและการแลกเปลยี่ นเรยี นร้รู ว่ มกัน
6. สมรรถนะดา้ นการขา้ มวฒั นธรรม
7. สมรรถนะดา้ นการเป็นผอู้ านวยความสะดวก และแนะแนวทาง
ทัง้ นเี้ พื่อให้ครูมกี ารพฒั นาสมรรถนะท่ีสาคญั และพรอ้ มเป็นผจู้ ดั การเรียนรูใ้ ห้กับผู้เรียนได้
อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงมีความจาเป็น
อยา่ งย่ิงทผ่ี มู้ สี ่วนเก่ยี วข้องในทุกระดับจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการวางแผนแนวทางใน
การพัฒนาครอู ย่างเปน็ รปู ธรรม โดยอาจแบ่งไดเ้ ป็น 3 แนวทาง คอื
1. แนวทางสาหรับผูท้ ีม่ ีความเกีย่ วขอ้ งในระดับนโยบาย
แนวทางสาหรับกลุ่มน้ีควรจัดให้มีการจัดอบรมเพ่ือเสริมสร้างทักษะที่จาเป็นในการนา
เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นส่ือการเรียนการสอนให้กับครูผู้สอนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เช่น มี
การสอบภาคความรู้และภาคปฏิบัติทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน โดยกาหนดให้
เป็นหนึ่งในเงอื่ นไขในการตอ่ อายใุ บประกอบวชิ าชีพ เพ่ือเปน็ การกระต้นุ ครูให้พัฒนาตนเองในเรื่องนี้
อยา่ งจริงจัง และสง่ เสรมิ ในเรื่องของจรยิ ธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศให้กบั ครูผู้สอน
2. แนวทางสาหรับสถานศกึ ษา
สถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้บ่อยขึ้นและมากข้ึนเพ่ือ
เป็นการเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบติดต่อด้วยสื่อออนไลน์ เป็นการ
สร้างความคนุ้ เคยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพน้ื ฐานให้กบั ครูผู้สอน
3. แนวทางสาหรบั ครูผู้สอน
ครูผู้สอนควรมีการพัฒนาตนเองให้มีทักษะความสามารถในการจั ดการเรียนรู้โดยใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ เพ่ือเช่ือมโยงให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะผ่านการใช้
สื่อเทคโนโลยีในการกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนให้พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
มากกวา่ กรอบเนอ้ื หาท่กี าหนดไว้ในบทเรยี น (สภุ ทั รศักดิ์ คาสามารถ และคณะ, 2562)
สมรรถนะและแนวทางดังกล่าว ถอื เป็นสว่ นของการจัดการเรียนการสอนในช้ันเรียนปกติ
แต่ในส่วนของสมรรถนะสาคัญสาหรับผู้สอนออนไลน์นั้น แม้บางส่วนยังต้องอิงกับสมรรถนะการ
สอนในชั้นเรียนแบบปกติ แต่ก็มีสมรรถนะบางประการท่ีแตกต่างจากการสอนในช้ันเรียนโดยท่ัวไป
หากพิจารณาเบื้องต้นจากลักษณะทางกายภาพของชั้นเรียนจะพบว่า พื้นท่ีในการจัดการเรียนการ
สอนในชั้นเรียนปกติมีลักษณะที่จับต้องได้ มีลักษณะการอยู่ร่วมกันจนเกิดเป็นสังคมที่ชัดเจนเป็น
รูปธรรม สมั ผัสองคค์ วามรู้บางอยา่ งได้จากการมอง การสัมผัส การดมกล่ิน การฟังเสียง ขณะท่ีพื้นท่ี
ของการสอนออนไลน์จัดอยู่ในโลกเสมือนจริง สัมผัสได้ผ่านการมองและการฟังเสียงเป็นหลัก ทาให้
การจัดการเรยี นการสอนออนไลน์ยอ่ มมีข้อแตกต่างกับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ส่งผลให้

ห น้ า | 380

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

สมรรถนะสาคัญสาหรับการสอนออนไลน์ในบางส่วนย่อมแตกต่างจากการจัดการเรียนการสอนใน
ช้ันเรียน ซึ่งสมรรถนะสาคัญของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์สามารถแบ่งออกเป็น 6 ด้าน
ได้แก่ ศาสตรก์ ารสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ การแนะนาและช่วยเหลือผู้เรียน การวัด
และประเมินผล ทกั ษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ปราวณี ยา สุวรรณณัฐโชติ, 2561)
และการสร้างปฏิสัมพนั ธ์ในช้ันเรียนออนไลน์

1. สมรรถนะดา้ นศาสตร์การสอน
สมรรถนะด้านศาสตร์การสอน ถือเป็นสมรรถนะของผู้สอนท่ีสาคัญท่ีสุด ซ่ึงนอกจาก
ผู้สอนต้องมีความรู้ความชานาญในการสอนวิชาเฉพาะของผู้สอนแล้ว จาต้องมีความรู้ความสามารถ
ในด้านการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในช้ันเรียน โดยสมรรถนะด้านศาสตร์การสอนของ
ผู้สอนจะเร่ิมจากการวิเคราะห์ผู้เรียนในเร่ืองของช่วงวัยและระดับความรู้ในเร่ืองนั้น ๆ ตลอดจน
วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วนามาออกแบบ
แผนการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ทั้งนี้ผู้สอนต้องเช่ือมโยงเป้าหมายของ
หลักสูตรร่วมกับกิจกรรมการสอน ต้องเสริมทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สร้าง
บทเรียนและกิจกรรมให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้เรียน สร้างข้อตกลงในชั้นเรียน
และเขา้ สูก่ ระบวนการการจัดการเรียนการสอนที่ได้ออกแบบไว้
2. สมรรถนะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนร้อู อนไลน์
สมรรถนะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์เป็นส่วนที่ผู้สอนออนไลน์จะแสดง
บทบาทและหน้าที่ท้ังก่อนการสอนและระหว่างการจัดการสอน โดยผู้สอนออนไลน์จะมีบทบาท
หน้าท่ีดูแลพื้นที่เสมือนจริงในโลกออนไลน์ให้มีสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมแก่ผู้เรียน โดยมีหลักการ
คือ 2.1) การจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนออนไลน์ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ซึ่งผู้สอนต้องวิเคราะห์
ผู้เรียนต้ังแต่ช่วงวัยของผู้เรียนตลอดจนความรู้ความสามารถของผู้เรียนทั้งในเชิงเน้ือหาและทักษะ
การใช้สื่อออนไลน์ในเบ้ืองต้น เพื่อเข้าใจถึงลักษณะภาพรวมของผู้เรียนอันนาไปสู่การออกแบบช้ัน
เรยี นผ่านชอ่ งทางออนไลนไ์ ด้อย่างเหมาะสม 2.2) การสง่ เสรมิ การมีสว่ นรว่ มของผ้เู รียนผ่านกิจกรรม
ซึ่งผู้สอนต้องมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศในช้ันเรียนท่ีดีให้เกิดข้ึน โดยพบว่าการให้ผู้เรียนได้
เรียนอย่างอิสระ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้เรียนมีการส่ือสารในชั้นเรียน
ออนไลนเ์ พิ่มมากข้ึน ดงั นนั้ ผู้สอนจึงต้องมคี วามสามารถในการสง่ เสรมิ การมสี ว่ นร่วมของผู้เรียนโดย
ออกแบบกิจกรรมการสอนที่ร่วมสมัยและเข้าถึงความสนใจของผู้เรียนเป็นสาคัญ ขณะเดียวกันต้อง
สอดคลอ้ งเปา้ หมายของหลักสตู ร รายวิชา หรอื เรือ่ งท่ีสอน
3. สมรรถนะดา้ นการแนะนาและชว่ ยเหลือผ้เู รยี น
สมรรถนะด้านการแนะนาและช่วยเหลือผู้เรียนคือ กระบวนการการให้คาแนะนาแก่
ผู้เรยี น และการส่งเสรมิ สนับสนนุ ผเู้ รียน ในมุมของผูเ้ รยี นน้ันไมว่ ่าจะเปน็ ผเู้ รยี นในการเรียนการสอน
ปกติหรือการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ก็ล้วนมีความต้องการที่จะได้รับคาแนะนาจากผู้สอน
เช่นเดียวกัน ซึ่งในบริบทของการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์นั้นการส่ือสารท้ังหมดหรือส่วน
ใหญ่เป็นการส่ือสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทั้งส้ิน ท้ังการส่ือสารระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และการ

ห น้ า | 381

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

สื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้สอนออนไลน์จะต้องสร้างบรรยากาศในการรับรู้ตัวตนของผู้เรียน
และแสดงตัวตนในฐานะผู้สอนออนไลน์ท่ีคอยสนับสนุนช่วยเหลือผู้เรียนในการพัฒนาการเรียนรู้
เช่น การให้คาแนะนาอย่างเฉพาะเจาะในแต่ละหัวข้อการเรียน การสนับสนุนผู้เรียนในการ
พฒั นาการวางแผนการเรียนรายบุคคล การกาหนดเป้าหมายการพัฒนากลยุทธ์ทางการเรียนเพื่อให้
บรรลเุ ป้าหมายท่ีวางไวก้ ่อนจะเริ่มสอน มีการกระตุ้นหรือสนับสนุนผู้เรียนอย่างมีเป้าหมาย โดยการ
ชว่ ยให้ผเู้ รียนสังเกตและควบคมุ การทาความเขา้ ใจในบทเรยี นดว้ ยตนเอง เป็นตน้

4. สมรรถนะดา้ นการวัดและประเมนิ ผล
การวดั และประเมินผล ควรมีการเตรียมการตั้งแต่ข้ันตอนของกระบวนการออกแบบการ
สอน ซ่ึงต้องมีการกาหนดหลักฐานการเรียนรู้และวิธีการวัดประเมินผลผู้เรียนออนไลน์ ถือเป็น
สมรรถนะท่ีจาเป็นก่อนการสอน ระหว่างการสอน และหลังการสอน ซ่ึงการออกแบบการ
ประเมินผลการเรียนผ่านระบบออนไลน์ผู้สอนจาเป็นต้องใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการ
ประเมินผล (Assessment Tools) เช่อื มโยงกับสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร สาหรบั สมรรถนะดา้ นการประเมนิ ผลจะครอบคลุม 3 สมรรถนะยอ่ ย ได้แก่

4.1 การบ่งชกี้ ระบวนการประเมินผล
ประกอบด้วยการออกแบบการประเมินการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการอ่าน
การเขียน การคานวณท่ีสะท้อนความสามารถทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ซ่ึงควรเป็นการ
ประเมนิ ผลที่หลากหลายสะท้อนความสามารถทางการเรียนของผู้เรียนและการประเมินตนเอง เช่น
การประเมินด้วยการเขียนตอบ หรือแฟ้มสะสมงาน เป็นต้น นอกจากน้ีควรมีการกาหนดเกณฑ์การ
ประเมนิ สมรรถนะผูเ้ รียน และประยกุ ต์ใช้เคร่อื งมือวัดที่เปน็ กลาง ยตุ ธิ รรมและมคี วามเทา่ เทียม
4.2 การประเมนิ ประสิทธิภาพการสอน
เป็นการประเมินกลยุทธ์การเรียนการสอน ประเมินเคร่ืองมือและวัสดุทางการ
เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและการดาเนินงานตามหลักสูตร การจัดทาเอกสาร การรายงานผล
การประเมนิ และประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านของผูส้ อน
4.3 การประเมินการมีสว่ นร่วมการเรียนของผู้เรยี น
เป็นตัวบ่งชี้เกณฑ์การประเมินการมีส่วนร่วมในการสนทนาแลกเปล่ียนความ
คิดเห็น จากข้อความต่าง ๆ ของผู้เรียน จากการสังเกตและตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียน
รายบุคคลและรายกลุ่ม และประเมินผลการมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมของผู้เรียนทั้งรายบุคคล
และรายกลมุ่
ดังนั้น สมรรถนะด้านการวัดและประเมินผลจึงเป็นสิ่งท่ีช่วยให้ผู้สอนเห็นการพัฒนาของ
ผู้เรยี นตง้ั แตก่ ่อนเรียนจนถึงหลังเรียนหรอื การเกดิ พัฒนาการระหว่างเรยี นในองค์ความรู้ ทักษะ หรือ
เจตคติที่ผู้สอนต้องการให้เกิด นอกจากน้ีผู้สอนยังเห็นถึงจุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไขในการ
จดั การเรียนการสอนในแต่ละคร้ัง อันนาไปสู่การพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในคร้ัง
ต่อไปให้มปี ระสิทธิภาพมากย่งิ ข้ึน
5. สมรรถนะด้านทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ห น้ า | 382

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ถือเป็นสมรรถนะพื้นฐานท่ีผู้สอน
ออนไลน์ควรมี เพ่ือให้ช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือผู้เรียนกับผู้เรียน ดาเนินไป
ตามกระบวนการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ท่ีได้ออกแบบไว้ และยังช่วยให้ผู้สอนสามารถ
แก้ปัญหาจากจากการใช้สื่อออนไลน์ท่ีอาจเกิดขึ้นโดยฉับพลันได้ทันท่วงที นอกจากน้ีการที่ผู้สอนมี
ทักษะการสื่อสารที่ดี ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศท่ีดีในชั้นเรียน และยังให้ข้อมูลโต้ตอบกับผู้เรียนได้
อย่างชัดเจน โดยสมรรถนะด้านทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผู้สอนควร
เร่ิมต้นจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารขั้นพ้ืนฐาน เช่น ใช้โปรแกรมในการการ
นาเสนอ โปรแกรมการพิมพ์งานต่าง ๆ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมพ้ืนฐานอื่น ๆ
รวมถึงการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ จากนั้นจึงพัฒนาทักษะการใช้ระบบจัดการ
เรยี นรแู้ ละเครอ่ื งมือออนไลน์ ซ่ึงปจั จุบันมีหลากหลายระบบและเครอื่ งมือให้เลือกใช้ ผู้สอนออนไลน์
จงึ จาเป็นตอ้ งศกึ ษาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้คล่องแคล่วเพ่ือการจัดการชั้นเรียนท่ี
มปี ระสทิ ธภิ าพ การตดิ ตอ่ ส่อื สารกบั ผู้เรยี นท่ีชัดเจนท่ามกลางความหลากหลายของระบบและสภาพ
ของสื่อออนไลน์จากฝั่งผู้เรียนที่แตกต่างกัน นอกจากน้ีผู้สอนต้องเรียนรู้ระบบจัดการเรียนรู้และ
เคร่ืองมอื ออนไลนท์ ่ที ันสมยั อยตู่ ลอดเวลาเพ่ือกระต้นุ ความสนใจของผเู้ รยี น

6. สมรรถนะดา้ นการสรา้ งปฏสิ มั พนั ธ์ในช้ันเรียนออนไลน์
การสร้างปฏสิ ัมพันธ์ในชั้นเรียนออนไลน์ ถือเป็นสมรรถนะที่ต้องอาศัยประสบการณ์และ
ทักษะการส่ือสารที่มีประสิทธิภาพของผู้สอน เนื่องด้วยข้อจากัดบางอย่างของสื่อออนไลน์เช่น
ลักษณะการใช้งานของโปรแกรม บรรยากาศในช้ันเรียนของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ปัจจัยแทรกซ้อน
อ่ืนๆ ทาให้ผู้สอนไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ท่ีดีให้เกิดข้ึนในช้ันเรียนออนไลน์ได้ เม่ือการเรียนการ
สอนในช้ันเรยี นไม่เกิดปฏิสมั พันธ์ท่ดี ีกไ็ ม่สามารถทาให้การเรยี นการสอนในชั้นน้ันบรรลุวัตถุประสงค์
ของการจัดการเรียนการสอนได้ ดังน้ันสมรรถนะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ในช้ันเรียนออนไลน์จึงมี
สว่ นสาคัญในการจดั การเรียนการสอนออนไลน์
การสร้างปฏสิ มั พนั ธ์ในชั้นเรยี นปกติ โดยส่วนใหญจ่ ะส่งผ่านการใช้คาพูดและอวัจนภาษา
เปน็ หลัก แต่การสร้างปฏิสัมพันธ์ในช้ันเรียนออนไลน์จะมีการใช้คาพูด อวัจนภาษา และการสื่อสาร
ผา่ นขอ้ ความ ดงั น้นั ผู้สอนตอ้ งมกี ารเตรียมการต้ังแต่เครื่องมือการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็น
ช่องทางการส่ือสารสาหรับผู้สอนกบั ผู้เรียน ตลอดจนเทคนิควธิ กี ารส่ือสารท่ีน่าสนใจโดยสารที่ผู้สอน
จะส่งไปยังผู้เรียนต้องมีเนื้อหาท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และมีความเหมาะสมกับ
ผู้เรียน อีกท้ังผู้สอนต้องมีการคิดซ้าทวนในข้อความท่ีจะส่งสารไปยังผู้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด
ความเข้าใจท่ีคลาดเคลื่อน นอกจากน้ีผู้สอนยังต้องสร้างปฏิสัมพันธ์ 4 ลักษณะคือ ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างผู้เรียนกับเน้ือหา (Learner-content interaction) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน
Learner-instructor interaction) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน (Learner-learner
interaction) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเทคโนโลยี (Learner-technology interaction)
ซึ่งรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์อาจใช้กระบวนการการเรียนรู้อย่างหลากหลายเช่น กระบวนการ

ห น้ า | 383

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

กลุ่ม การร่วมกันเขียน การสะท้อนผลรายกลุ่ม-รายบุคคล กระบวนการเพ่ือนช่วยเพ่ือน เพื่อให้เกิด
การแลกเปล่ียนองคค์ วามรู้ระหวา่ งผเู้ รียนกบั ผเู้ รยี น และผ้เู รียนกบั ผู้สอน

บทสรุป (Conclusion)
สังคมยุคโลกาภิวัตน์ มีการเชื่อมโยงผู้คนด้วยข่าวสาร ข้อมูล และองค์ความรู้ผ่าน

เทคโนโลยีออนไลน์อย่างหลากหลายและซับซ้อน ซึ่งล้วนส่งผลให้พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้คน
เปล่ยี นแปลงไป การสอนออนไลน์ในการจัดการศึกษาทางไกล จึงเป็นการจัดการเรียนการสอนท่ีเข้า
มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน โดยประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการจัดการศึกษาทางไกลเพื่อ
ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและลดช่องว่างความเหลื่อมล้าทางการศึกษาของพลเมืองไทย ซึ่งการ
จัดการศึกษาดังกล่าวต้องอาศัยช่องทางการสอนผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ การเข้าใจถึงสมรรถนะ
สาคัญของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ย่อมช่วยให้ผู้สอนสามารถปรับตัวและพัฒนาตนเองให้
ก้าวทันพฤติกรรมการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นท่เี ปลย่ี นไป สมรรถนะสาคญั สาหรับผู้สอนออนไลน์ในการจัด
การศึกษาทางไกลมีอยู่ด้วยกัน 6 สมรรถนะได้แก่ 1) ศาสตร์การสอน 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ออนไลน์ 3) การแนะนาและช่วยเหลือผู้เรียน 4) การวัดและประเมินผล 5) ทักษะทางเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สาร และ 6) การสร้างปฏิสัมพนั ธใ์ นชน้ั เรยี นออนไลน์

นอกเหนือจากสมรรถนะดังกล่าวแล้ว ผู้สอนออนไลน์ควรมีการปรับประยุกต์การสอน
จากสมรรถนะดังกล่าวร่วมกับรูปแบบของการเรียนรู้ออนไลน์ทั้ง 3 แบบคือ 1) รูปแบบสื่อเสริม
2) รูปแบบสื่อเติม และ 3) รูปแบบส่ือหลัก ก็จะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์มี
ประสทิ ธิภาพมากยิง่ ขึน้

เอกสำรอ้ำงอิง (References)
กญุ ชภัสส์ พงษ์พาณิชย์. (2561). รูปแบบการพฒั นาสมรรถนะดา้ นการจดั การเรยี นการสอนของ

ครูผสู้ อนนกั เรียนระดับปฐมวัย ทีใ่ ชภ้ าษาไทยเปน็ ภาษาท่สี อง ตามแนวคิดชุมชนแห่งการ
เรียนรทู้ างวิชาชีพคร.ู วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั นครสวรรค์. 6(1), 118–144.
เขมณฏั ฐ์ ม่งิ ศริ ิธรรม และกรรณ จรรยาวฒุ วิ รรณ.์ (2561). เทคโนโลยีเครอื ขา่ ยสงั คมอจั ฉรยิ ะเพื่อ
เสรมิ สร้างชุมชนการเรียนรทู้ างวิชาชพี สาหรบั ครู. วารสารเทคโนโลยีและส่อื สาร
การศกึ ษา. 13(14-15), 14–26.
ฉัตรชัย หวังมจี งมี และองอาจ นัยพัฒน์. (2560). สมรรถนะของครไู ทยในศตวรรษที่ 21 : ปรบั การ
เรยี น เปล่ยี นสมรรถนะ. Journal of HR intelligence. 12(2), 47–63.
ธนัทณฏั ฐ์ ฉตั รภัครัตน์ และชุตวิ ฒั น์ สุวตั ถิพงศ์. (2561). สอื่ วดิ โี อแบบปฏิสมั พนั ธส์ าหรบั การเรยี น
การสอนทางไกลดว้ ยโปรแกรม H5P. วารสารเทคโนโลยีและสอ่ื สารการศึกษา. 13(15),
27–38.

ห น้ า | 384

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ปราวีณยา สวุ รรณณฐั โชต.ิ (2561). สมรรถนะและบทบาทผ้สู อนออนไลน์ : การแสดงตนและ
สนับสนุนผู้เรียน. วารสารบณั ฑติ ศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรม
ราชปู ถมั ภ์. 12 (2), 244-256.

ชนนิ ทร์ ต้งั พานทอง. (2560). ปัจจยั ท่มี ีตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนออนไลนเ์ พ่ือเสริมการเรียนการ
สอน. วทิ ยานพิ นธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

สุภทั รศกั ดิ์ คาสามารถ และคณะ. (2562). การเสริมสร้างสมรรถนะครูดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาในศตวรรษท่ี 21. วารสารนวัตกรรมและเทคโนโลยเี พ่อื การเรียนรู้. 2(1),
55-68.

สุวัฒน์ บรรลือ. สวุ ัฒน์ บรรลอื . (2560). รปู แบบการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์ทเ่ี หมาะสม
สาหรบั มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี. วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฎร้อยเอด็ . 11(2),

250-260.
สานกั งานพฒั นาพฤตกิ รรมทางอเิ ล็กทรอนกิ ส์. (2563). ETDA เผย ปี 62 คนไทยใช้อนิ เทอรเ์ นต็ จ

เพ่ิมขึ้นเฉล่ยี 10 ช่วั โมง 22 นาที Gen Y ครองแชมป์ 5 ปซี ้อน. สบื คน้ 9 ธันวาคม 2563,
จาก https://www.etda.or.th/th/newsevents/pr-news/ETDA/ETDA-เผย-ปี-62-คน
ไทยใช้อนิ เทอร์เน็ตเพ่ิมขึ้นเฉล่ีย-10-ช่ัวโมง-2.aspx?feed=590fb9ad-c550-4bc5-9a56-
459ad4891d74.
Ouyang, F & Scharber, C. (2017). The influences of an experienced instructor’s
discussion design and facilitation on an online learning community
development: A social network analysis study. The Internet and Higher
Eduation. 35(1), 34-57.
Richardson, J.C., Koehler, A.A., Besser, E.D., Caskurlu, S., Lim, J., and Mueller, M.
(2015). Conceptualizing and Investigating Instructor Presence in Online
Learning Environments. The International Review of Research in Open and
Distributed Learning. 16(3), 256–281.

ห น้ า | 385

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

กิจกรรมพัฒนาทกั ษะการทางานเปน็ ทีมการพยาบาลดว้ ยการใช้สถานการณจ์ าลอง
เสมอื นจรงิ (Simulation based Learning)

Nursing teamwork skills development activities By using Simulation
based learning

ศุภลักษณ์ ธนาโรจน์1 วรรณดี เสอื มาก2 วีรวรรณ เกดิ ทอง3 รงุ่ นภา จนั ทรา4
Supalak Thanaroj, Wandee Surmak, Weerawan Kerdthong, Rungnapa Chantra

บทคัดยอ่ (Abstract)
บทความน้ีมีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ นาเสนอการจดั กิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการ

พยาบาลด้วยการใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) สาหรับการ
เตรียมความพร้อมนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ให้เกิดความมั่นใจต่อการฝึกปฏิบัติบริหารการ
พยาบาลในรายวิชาปฏิบัติบริหารการพยาบาล ซ่ึงเป็นรายวิชาฝึกปฏิบัติทางการพยาบาลที่ต้องใช้
ความรู้และทักษะอ่ืนๆ ท่ีเพ่ิมข้ึนจากรายวิชา ฝึกปฏิบัติการพยาบาลที่นักศึกษาพยาบาลเคยผ่านมา
การเตรียมความพร้อมจึงมีความสาคัญที่จะคลายความวิตกกังกลและช่วยลดความเส่ียงที่อาจจะ
เกิดขึน้ ต่อตนเองและผอู้ ื่นได้ ดว้ ยการฝึกใช้การบรหิ ารทมี การพยาบาลภายใตส้ ถานการณ์เสมือนจริง
ที่ต้องดูแลผู้ป่วยจริงในหอผู้ป่วยด้วยกระบวนการพยาบาล เพื่อให้ทีมการพยาบาลสา มารถ
ปฏบิ ตั ิการพยาบาลท่ีต้องปฏิบัติจริงในหอผู้ป่วย อีกท้ังได้พัฒนาความรู้ทักษะและประสบการณ์การ
แก้ปัญหาในทีมการพยาบาลท่ีอาจจะเกิดข้ึน เป็นการฝึกการทางานร่วมกับทีมทางการพยาบาลใน
สถานการณ์ท่ีเสมือนจริงมากที่สุด เพ่ือสร้างความมั่นใจให้แก่นักศึกษามากข้ึน ท้ังน้ีผู้สอนทางการ
พยาบาลสามารถนากิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาล กาหนดเป็นกิจกรรมการ
เรียนการสอนให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติและแสดงศักยภาพการแก้ปัญหาทางการพยาบาลตาม
วัตถุประสงค์ท่กี าหนดไว้ไดอ้ ยา่ งเสมือนจรงิ มากที่สดุ
คำสำคัญ (Keywords): สถานการณ์จาลองเสมือนจริง; นักศึกษาพยาบาล; การทางานเป็นทีมการ
พยาบาล

Received: 2021-02-04 Revised: 2021-04-15 Accepted: 2021-04-18
1 2 3 4วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎรธ์ านี Boromarajonani College of Nursing

Suratthani. Corresponding Author e-mail: [email protected]

ห น้ า | 386

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

Abstract
This article aim to present activities for developing performance

achievement in nursing teamwork skills in this practicum by using simulation based
learning for preparing bachelor of nursing students to gain confidence in nursing
management practice in nursing administration practice courses. Which is a nursing
practice course that requires additional knowledge and skills in addition to nursing
practice courses that nursing students used to pass. Preparation is important to
reduce the risk of organ loss and to actually reduce the risks that may be caused
by yourself and others in the wards through a nursing process so that the team can
practice the nursing operations they need. Actually in the ward for the nursing team
can practice the nursing work that has to be practiced in the ward also develop
knowledge, skills and experience to solve problems in the nursing team that may
occur. It is a practice to work with the nursing team in the most realistic situations.
To build more confidence for students. Nursing instructors can conduct activities to
develop nursing team skills. Defined as a teaching activity that allows learners to
practice and show their potential in solving nursing problems according to the
specified objectives in a realistic manner.
Keywords: Simulation based learning; Nursing Students; Nursing Teamwork

บทนำ (Introduction)
การจัดการศึกษาปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท้ังด้าน

เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเมือง สถาบันการศึกษาจึงต้องมีการ
ปรับตัวท่ีมุ่งเน้นการนาองค์ความรู้ท่ีทันสมัยมาปรับใช้ในการเรียนการสอน เพื่อจะเป็น
สถาบันการศึกษาที่พร้อมจะสนองตอบความต้องการของสถานบริการสุขภาพต่อไป วิทยาลัย
พยาบาลบรมราชนนี สุราษฎร์ธานี เป็นสถาบันการศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ให้ความรู้ด้านการ
พยาบาล ด้วยการนาหลักการทางทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติการพยาบาลแบบองค์รวมมาสอนให้แก่
นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีทักษะท่ีจาเป็นท่ีกาหนดไว้ในมาตรฐานผลการเรียนรู้ สาขาพยาบาล
ศาสตร์ 6 ด้าน คอื คุณธรรมจรยิ ธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
และความรับผิดชอบ ทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีและทักษะ
การปฏิบัติทางวิชาชีพที่ระบุให้ผู้เรียนสามารถแสดงภาวะผู้นาในการปฏิบัติงาน สามารถบริหาร
จัดการทีมการพยาบาลและทีมสหสาขา ความสามารถในการทางานเป็นทีมส่ิงสาคัญท่ีจะช่วยให้
ผู้เรียนท่ีจะสาเร็จการศึกษามีความเข้าสู่วิชาชีพอย่างสมบูรณ์ (สุธิศา ล่ามช้าง และสมจิต เกียรติ
วัฒนเจรญิ , 2558) ซง่ึ Romeo (2016) ได้กล่าววา่ การทางานเป็นทีมการพยาบาลมีความจาเป็นต่อ

ห น้ า | 387

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

นักศึกษาพยาบาลที่จะต้องได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต ซ่ึง
ประกอบไปด้วยการเป็นผูน้ าผู้ตามท่ดี ี การตดั สินใจ การส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ การมอบหมายงาน
การจัดการการให้บริการการพยาบาลแก่ผู้รับบริการหลายรายการ การอานวยความสะดวกในการ
ทางานเป็นทีมและการทางานร่วมกันกับสมาชิกทีมท่ีมีความแตกต่าง ผู้เขียนในฐานะท่ีเป็น
ผู้รบั ผดิ ชอบรายวิชาปฏบิ ัตบิ ริหารการพยาบาลมคี วามต้องการพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะการทางาน
เป็นทีมการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ และได้ศึกษาการพัฒนาวิธีการจัดการเรียนการสอนที่จะช่วย
ให้นักศกึ ษามีทกั ษะดงั กล่าวเกิดข้นึ โดยการใช้ Simulation Based Learning (SBL)

การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (Simulation based learning)
ทางด้านการศึกษาทางการพยาบาล เป็นวิธีการเรียนการสอนวิธีการหนึ่ง ท่ีต้องการให้นักศึกษา
ได้รับประสบการณ์ และเป็นการฝึกทักษะท่ีจาเป็นตามที่อาจารย์ออกแบบไว้ รวมถึงการดูแล
ผู้รับบริการได้อย่างเป็นองค์รวมโดยมีองค์ประกอบท่ีสาคัญ 5 ด้านท่ีมีความสัมพันธ์กันตามกรอบ
แนวคิดของ Jeffries, (2005) ดังน้ี 1) ผู้สอน (Teacher) 2) ผู้เรียน (Student) 3) ลักษณะการ
จัดการฝึกปฏิบัติ (Educational practice) 4) การออกแบบสถานการณ์จาลอง (Simulation
design characteristic ) และ 5) ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome) นักศึกษาสามารถปฏิบัติการ
พยาบาลในสถานการณเ์ สมือนจรงิ ไดห้ ลายครง้ั จนเกิดความมั่นใจก่อนที่จะให้การพยาบาลผู้ป่วยจริง
(Cordeau, 2013) โดยอาจารยส์ ามารถออกแบบโจทย์สถานการณ์เก่ียวกับการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย
ทมี่ ปี ญั หาดา้ นสุขภาพรูปแบบต่างๆ ร่วมกบั การเลือกประเด็นอ่นื ๆท่สี าคัญและต้องการจะเพิ่มเติมใน
สาระการเรียนรู้ เช่น การแสดงออกของการมีคุณธรรมจริยธรรม บทบาทการตัดสินใจ การส่ือสาร
การแสดงบทบาทผู้นา ผู้ตามท่ีดี ที่ช่วยให้นักศึกษารู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์การดูแลผู้ป่วยจริง
มากที่สุด อีกท้ังมีการสะท้อนคิดการปฏิบัติซึ่งเป็นข้ันตอนในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
สถานการณ์เสมือนจริง (Simulation Based Learning) ช่วยให้นักศึกษาได้เปิดใจสะท้อน
ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดข้ึน ได้ทบทวนและแลกเปล่ียนประสบการณ์ท่ีได้รับจากการทางานร่วมกันใน
กลุม่ นกั ศกึ ษาดว้ ยกัน โดยอาจารยช์ ่วยสะท้อนคดิ ผลการปฏบิ ัตขิ องนักศกึ ษาในส่วนที่ปฏิบัติได้ดีและ
ส่วนที่ต้องปรับปรุงพัฒนาครอบคลุมทักษะปฏิบัติการพยาบาล (Technical skills) และทักษะที่
ไม่ใช่ปฏิบัติการพยาบาลโดยตรง (Non-technical skills) (Phrampus & O’Donnell, 2013) การ
เรียนรู้วิธีนี้ช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะปฏิบัติการพยาบาล ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การสร้างเจตคติท่ีดีต่อการดูแลผู้ป่วย และช่วยให้นักศึกษาสามารถจดจาส่ิงท่ีได้เรียนรู้ยาวนานกว่า
วิธกี ารสอนชนิดอนื่ ทัง้ นเ้ี พราะนกั ศกึ ษาได้เรียนรูไ้ ปพร้อมกบั การลงมือปฏิบัติจริงในสภาพแวดล้อม
ทปี่ ลอดภยั และส่งเสริมการเรียนรู้ (Phrampus & O’Donnell, 2013)

จากการศึกษางานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์เสมือน
จริง (Simulation based learning) ซ่ึง วงเดือน สุวรรณคีรี (2559) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียน
การสอนโดยใช้สถานการณ์จาลอง มีความเหมาะสมท่ีจะนามาใช้ในการจัดการศึกษาทางการ
พยาบาลได้อย่างมีประโยชน์ ประเด็นที่สาคัญคือ สามารถพัฒนาทักษะทางคลินิกท่ีต้องการของ

ห น้ า | 388

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

ผู้เรียนได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาทักษะอ่ืนๆที่จาเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลเช่นทักษะการ
ทางานเป็นทีมการพยาบาลที่จะต้องประกอบด้วยความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน การ
ส่ือสาร การตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการวิเคราะห์ นอกจากน้ีการใช้สถานการณ์จาลองเสมือน
จริงยงั เป็นผลใหผ้ ้เู รียนเกิดความพึงพอใจตอ่ การเรียนการสอน เน่ืองจากทาให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจ
ในการนาความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจเพ่ือปฏิบัติต่อผู้ป่วยในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และปลอดภัย อีกท้ังสามารถปรับตัวของผู้เรียนก่อนเผชิญกับสถานการณ์จริงในเร่ืองความเครียด
และความกลวั ผเู้ ขียนจึงเหน็ วา่ การพัฒนาทกั ษะการทางานเป็นทีมการพยาบาลมีความจาเป็นต้องมี
การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีดี จึงได้นาเสนอบทความนี้ ประกอบด้วยประเด็นหลัก 4
ส่วน ได้แก่ 1) ทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาล 2) การพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการ
พยาบาลสาหรับนักศึกษาพยาบาล โดยใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based
learning) 3) ประสบการณ์การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาลด้วยการใช้
สถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) ในรายวิชาปฏิบัติบริหารการ
พยาบาล และ 4) ผลลัพธ์ของการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการพยาบาลด้วยการ
ใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) ในรายวิชาปฏิบัติบริหารการ
พยาบาล

ทักษะกำรทำงำนเป็นทมี กำรพยำบำล
การทางานเป็นทีมของพยาบาล พัฒนามาจากความพยายามท่ีต้องการจะแก้ไขปัญหา

การพยาบาลที่แยกเป็นส่วนๆ จากการให้พยาบาลปฏิบัติตามหน้าท่ี อีกท้ังต้องการเพ่ิมความพึง
พอใจแก่ผู้ป่วยและบุคลากร พร้อมทั้งเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหาร โดยการมอบหมายผู้ป่วยให้แก่
บุคลากรพยาบาลซึ่งมีความรู้ความสามารถ โดยกลุ่มการทางานต้องรู้จักผู้ป่วย รู้ปัญหาและความ
ต้องการของผู้ป่วยทุกคนในความดูแล การทางานเป็นทีมการพยาบาล จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ปรบั ปรุงบรกิ ารพยาบาลใหด้ ีย่งิ ขึ้น โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการแต่ละบุคคลอย่าง
เป็นระบบและสมบูรณ์ ชว่ ยแบง่ เบางานที่ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งใชพ้ ยาบาลรบั ผิดชอบ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหา
พยาบาลที่ไม่เพียงพอกับจานวนผู้ป่วย นอกจากน้ียังเป็นการช่วยพัฒนาความรู้และทักษะของ
สมาชิกในทีมเป็นการแบ่งปันความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานหลายระดับเพื่อร่วมแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้บริการ
เป็นการฝึกให้พยาบาลวิชาชีพเป็นผู้นาที่ดี (กองการพยาบาล, 2539) ซ่ึงตรงกับปรัชญาของการให้
การพยาบาลกลา่ วคือ การทางานใหก้ ารพยาบาลเป็นทีมอยบู่ นพ้นื ฐานความเช่ือที่ว่า เป็นการให้การ
พยาบาลโดยยดึ เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และสามารถให้การพยาบาลท่ีดีที่สุด โดยกลุ่มบุคลากรซึ่งมี
ความศรทั ธาและยอมรบั ในคณุ ค่าของสมาชิกในทีมแตล่ ะคน (Rocchiccioli and Tibury, 1998)

พยาบาลถือเป็นบุคลากรที่สาคัญในหอผู้ป่วยที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยตลอดท้ังวัน จึงต้องมีการ
ผลดั เปลีย่ นเวรกันดแู ลผูป้ ว่ ยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การพยาบาลที่ต่อเน่ืองตามแผนการรักษาและ
แผนการพยาบาล ถ้าผู้ป่วยขาดการดูแลเอาใจใส่จากพยาบาล ไม่ได้รับการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ห น้ า | 389

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

และถูกตอ้ งเหมาะสม จะทาให้ผู้ป่วยตอ้ งอยู่โรงพยาบาลนานข้ึนหรือหายช้าต้องใช้เวลาในการรักษา
นานเกินไป ทาให้ต้องยืดเวลาในการกลับบ้านเพื่อเร่ิมทากิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองหรือประกอบ
อาชีพตามปกติ (อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และจิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, 2543) ซ่ึงขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบของพยาบาลวิชาชพี ระดับปฏิบตั ิการ

บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของพยาบาลประจาการที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล
ทั่วไป มีขอบเขตการปฏิบัติการพยาบาลซ่ึงเป็นการให้การพยาบาลกับผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการ
เนอ่ื งจากพยาบาลประจาการเป็นบุคลากรท่ีสาคัญในทีมสุขภาพ มีหน้าที่ในลักษณะวิชาชีพ เป็นผู้ที่
ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล สาเร็จการศึกษาหลักสูตรการพยาบาลระดับวิชาชีพ
ให้บรกิ ารทางสุขภาพต่อผู้ใช้บริการตามขอบเขตของงาน ซึ่งรวมถึงการแก้ปัญหาสุขภาพข้ันพื้นฐาน
และแก้ปัญหาซับซ้อนในการพยาบาลสาขาใดสาขาหนึ่ง บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของ
พยาบาลประจาการ แบง่ ออกเป็น 3 ด้าน (กองการพยาบาล, 2539) ดังน้ี

1.1 ด้านการปฏิบตั ิการพยาบาล พยาบาลต้องใชค้ วามรู้ขั้นพื้นฐานในการให้การพยาบาล
โดยตรงแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ในหอผู้ป่วยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึง โดยใช้กระบวนการ
พยาบาลเพื่อวางแผนให้การพยาบาลแบบองค์รวม มีการใช้มาตรฐานการพยาบาลเพื่อควบคุม
คุณภาพบริการ ให้ความร่วมมือกับทีมสุขภาพท่ีเก่ียวข้องเพ่ือการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึง
การขอคาปรึกษาขอความช่วยเหลือจากบุคลากรในทีมสุขภาพตามความจาเป็นได้อย่างเหมาะสม
และเป็นแบบอย่างท่ดี ใี นการปฏบิ ตั ิเชิงวิชาชีพ ดังนี้

1.1.1 ใช้ความรู้ศาสตร์ทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในการประเมิน
ปัญหา การวินิจฉัยและการวางแผนให้การพยาบาลผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาฉุกเฉิน
ไดอ้ ย่างปลอดภยั

1.1.2 ประสานความร่วมมือกับทีมสุขภาพ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยและครอบครัว
ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ จัดเตรียมผู้ป่วยเพ่ือรับการตรวจท่ัวไปและตรวจพิเศษต่างๆ รวมทั้ง
ใหก้ ารพยาบาลเพื่อตอบสนองความตอ้ งการของผู้ป่วยในสภาพการณต์ ่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

1.1.3 มีส่วนร่วมในการประชุมปรึกษาตรวจเยี่ยมผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการใน
หน่วยงาน

1.1.4 เฝ้าระวงั สังเกต วเิ คราะห์อาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย ดาเนินการปรึกษา
พยาบาลวชิ าชีพในระดับสูงหรือพยาบาลวชิ าชีพที่มีประสบการณ์ หรือทีมสุขภาพที่เก่ียวข้อง เพ่ือให้
ความช่วยเหลอื ผปู้ ว่ ยไดท้ ันท่วงทกี อ่ นทจี่ ะเข้าส่ภู าวะวกิ ฤตหรือมปี ญั หาซบั ซ้อนตามมา

1.1.5 ควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อมให้เอ้ือต่อการดูแล และเหมาะสมท่ีจะเป็นแหล่งฝึก
ปฏิบตั ิของนักศกึ ษาในทีมสุขภาพทุกระดับ มีการปอ้ งกันการแพร่กระจายของเช้ือโรคตามหลักการที่
คณะกรรมการการควบคมุ การติดเชอื้ กาหนด

1.1.6 ร่วมประชุมปรึกษากับบุคลากรภายในหอผู้ป่วยหรือในทีม เพ่ือการประเมิน
ปัญหาและรว่ มหาแนวทางในการแกไ้ ขเพือ่ พฒั นาคุณภาพการดูแลอย่างต่อเนือ่ ง

ห น้ า | 390

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

1.1.7 จัดเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือเคร่ืองใช้ท่ีจาเป็นในการ
รกั ษาพยาบาลใหอ้ ยู่ในสภาพพรอ้ มใช้ตลอดเวลา

1.1.8 สอนและให้คาแนะนาแก่ผู้ป่วยและครอบครัว เพ่ือพัฒนาความสามารถใน
การดูแลตนเองและมคี ุณภาพชวี ิตท่ดี เี พอ่ื ชว่ ยใหผ้ ้ปู ่วยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติกับครอบครัวได้เร็วข้ึน
หรอื ปฏิบัติ กิจกรรมท่หี วั หนา้ ทมี การพยาบากมอบหมาย

1.1.9 มีส่วนร่วมในการควบคุมคุณภาพการพยาบาลในหอผู้ป่วย หรือหน่วยงานที่
ปฏบิ ัติโดยการแก้ปัญหา เพื่อควบคมุ คุณภาพการพยาบากในหอผู้ป่วยหรอื ในหนว่ ยงานทีป่ ฏบิ ตั ิ

1.1.10 เป็นแบบอยา่ งทีด่ ใี นการปฏบิ ัตงิ าน
1.2 ด้านการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ การดูแลภายในหอผู้ป่วย
หรือหน่วยงานเพือ่ ประกนั คุณภาพการให้บริการ

1.2.1 มีส่วนร่วมในการสร้างทีมการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย
และครอบครัว

1.2.2 มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ไขอุปสรรคที่เกิดจากระบบงาน บุคคล
และสิง่ แวดล้อม

1.2.3 มีส่วนร่วมในโครงการ ทเ่ี กยี่ วข้องกับสขุ ภาพอนามัยในหนว่ ยงาน
1.2.4 ประเมินการให้การบริการพยาบาลในหอผู้ป่วยหรือภายในหน่วยงาน ให้
ขอ้ มูล ทเ่ี ป็นประโยชน์ในการพฒั นาหอผปู้ ว่ ยหรอื ในหน่วยงานอย่างตอ่ เนือ่ ง
1.2.5 ร่วมประชุมปรึกษากับผู้บริหารทางการพยาบาล เพ่ือประเมินคุณภาพของ
การ บริการพยาบาลในหอผู้ป่วยหรอื ในหน่วยงาน
1.2.6 มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฝ่ายการพยาบาล กลุ่มงานในโรงพยาบาล และ/
หรอื องคก์ รวชิ าชพี
1.3 ด้านวชิ าการ มสี ว่ นรว่ มในการพัฒนาวิชาการบุคลากรทางการพยาบาล ให้ความรู้แก่
ผู้ใช้บริการ มสี ่วนรว่ มในการวิจยั และนาผลการวิจยั มาใช้ในการปรบั ปรุงคณุ ภาพการพยาบาล
1.3.1 มีสว่ นร่วมในการปฐมนิเทศบุคลากรใหมแ่ ละผู้ท่ีฝึกอบรมในหนว่ ยงาน
1.3.2 สอนหรือเป็นพี่เล้ียงให้แก่นักศึกษาพยาบาล พยาบาลเทคนิค และผู้ช่วย
พยาบาล
1.3.3 มีส่วนรว่ มในการจดั ทาคมู่ ือการสอน การใหค้ วามรแู้ ก่ผู้ป่วยและครอบครวั
1.3.4 ให้ความร่วมมือหรือมีส่วนร่วม ในการทาวิจัยทางการพยาบาล และนา
ผลการวจิ ยั มาใช้ในการปรับปรงุ คณุ ภาพการพยาบาลในหนว่ ยงานท่ปี ฏบิ ตั ิ
สรปุ วา่ พยาบาลเป็นผทู้ ม่ี ีหน้าท่ีในการใหก้ ารบรกิ ารสขุ ภาพกับผู้มารับบริการ โดยให้การ
พยาบาลท่ีใช้ท้ังศาสตร์และศิลป์ เพ่ือให้ได้คุณภาพทางการพยาบาลท่ีดี ภายใต้การทางานเป็นทีม
การพยาบาลท่ีมุ่งหวังให้พยาบาลมีส่วนร่วมในทุกบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบตามมาตรฐาน
ทางวิชาชีพ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาล 2) ด้านการบริหารจัดการ และ 3)

ห น้ า | 391

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ด้านวิชาการ ซึ่งต้องร่วมกันปฏิบัติงานร่วมกับทีมการพยาบาลและบุคลากรทางการพยาบาลท่ีมี
ระดับความรู้แตกต่างกัน ให้ความช่วยเหลือกัน แบ่งความรับผิดชอบตามระดับความรู้ บนพื้นฐาน
การใหก้ ารพยาบาลที่ยดึ ผปู้ ว่ ยเปน็ ศูนย์กลาง และการเคารพคุณค่าแหง่ ตนซ่งึ กนั และกนั

กำรพัฒนำทักษะกำรทำงำนเป็นทีมกำรพยำบำลสำหรับนักศึกษำพยำบำล โดยใช้สถำนกำรณ์
จำลองเสมือนจริง (Simulation based learning)

เป็นการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการปฏิบัติให้เกิดความมั่นใจจนเกิดเป็นทักษะโดยใช้
สถานการณ์ท่ีใกล้เคียงความเป็นจริงมากท่ีสุด โดยการกาหนดรูปแบบสถานการณ์ท่ีสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนด ทั้งนี้ผู้เรียนสามารถฝึกปฏิบัติทักษะทางการพยาบาลใน
สถานการณ์เสมือนจริงซ้าได้จนเกิดความม่ันใจ ก่อนให้การพยาบาลผู้ป่วยในสถานการณ์จริง
(Cordeau, 2013) การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) สร้างความ
ปลอดภัยแก่ผู้ป่วย (Patient safety) และตัวผู้เรียนก่อนท่ีจะปฏิบัติจริง 2) เพ่ิมประสบการณ์ให้แก่
ผู้เรยี น (Experience) เปน็ การเพมิ่ ประสบการณ์ใหร้ บั ร้หู รือสมั ผัสกับสถานการณ์ท่ีเสมือนจริงให้กับ
ผู้เรียน ลดความกลัว ความตื่นตระหนก ร้องไห้ และความเครียด ประสบการณ์ของผู้เรียนที่ได้รับ
จากสถานการณ์ ทาให้ผู้เรียนสามารถดูแลให้การช่วยเหลือผู้ป่วยได้ดีขึ้น ให้การช่วยเหลือพยาบาล
ได้อย่างถูกต้องและสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่เปล่ียนแปลงได้ 3) เพิ่มทักษะปฏิบัติทางการ
พยาบาล (Practice) โดยให้ผู้เรียนดึงความรู้ทฤษฎีท่ีเรียนออกมาใช้ในสถานการณ์จริงได้ 4) สร้าง
ความมั่นใจ (Benefits) การฝึกในสถานการณ์เสมือนจริงสามารถหยุดและให้ข้อเสนอแนะ และเริ่ม
ทาซ้าใหม่ได้ อันจะทาให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน Unsworth, J., McKeever, M. &
Kelleher, M., (2012) กลา่ วว่า การสอนโดยสถานการณเ์ ปน็ การสอนที่ดีและเกิดความปลอดภัยต่อ
ชีวติ ผู้ปว่ ยการใช้ห่นุ จาลองผปู้ ่วยทาให้นักศึกษาเกิดความมั่นใจในตนเองและมีความรู้มากขึ้น ทั้งตัว
นักศึกษาเองและเพ่ือนนักศึกษาท่ีอยู่ในทีมฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จาลองเพราะมีการฝึก
ปฏิบตั ิงาน การสะท้อนความคดิ ซ่ึงทาให้การปฏิบตั งิ านดขี น้ึ

การออกแบบการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง โดยการนาแนวคิดของ Jeffries –
Simulation Framework มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมมีหลักการที่สาคัญ ได้แก่ 1) การ
กาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับรายวิชาตามความต้องการของหลักสูตร 2) การ
ออกแบบสถานการณ์ท่ีเสมือนจริงเพื่อจะส่ือสัญญาณการแก้ปัญหาสู่การเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนา
ให้ดียงิ่ ขึน้ และ 3) การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้

โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จาลองเสมือนจริง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึก
ปฏิบัติทักษะทางการพยาบาล เพิ่มประสบการณ์การเผชิญปัญหาและการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหา
ในเหตุการณ์เสมือนจริง ที่สามารถฝึกฝนจนเกิดความมั่นใจแก่ผู้เรียน โดยผู้สอนต้องออกแบบ
สถานการณ์ให้สอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงค์รายวิชาและความต้องการ และมีความเหมาะสมกับผู้เรียน
สามารถท่ีจะประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ได้จริง และสิ่งสาคัญท่ีสุดคือ การออกแบบสถานการณ์ที่

ห น้ า | 392

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

เสมอื นจริงมากทสี่ ุดเท่าทจี่ ะทาได้ เพ่อื เป็นการกระตุ้นผเู้ รียนใหเ้ กิดปฏิกริ ยิ าตอบกลับในสถานการณ์
จากการแสดงพฤติกรรมออกมาที่เป็นธรรมชาติมากทีส่ ดุ

ป ร ะ ส บ ก ำ ร ณ์ ก ำ ร จั ด กิ จ ก ร ร ม พั ฒ น ำ ทั ก ษ ะ ก ำ ร ท ำ ง ำ น เ ป็ น ที ม ก ำ ร พ ย ำ บ ำ ล ด้ ว ย ก ำ ร ใ ช้
สถำนกำรณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation based Learning) ในรำยวิชำปฏิบัติบริหำรกำร
พยำบำล

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี สุราษฎร์ธานี จัดการเรียนการสอนรายวิชาปฏิบัติบริหาร
การพยาบาล เพ่ือให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติบทบาทหัวหน้าทีม หัวหน้าเวร และการเป็นผู้นา
ทางการพยาบาลในสถานบรกิ ารสุขภาพ ยึดหลักจริยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการบริหารและเป็น
สมาชิกทดี่ ขี องวชิ าชพี และสถาบนั (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี, 2012) การจาลอง
สถานการณ์เสมือนจริง (Simulation based Learning) เพ่ือพัฒนาทักษะการทางานเป็นทีมการ
พยาบาลในรายวิชาปฏิบัติบริหารการพยาบาลในครั้งนี้ จัดข้ึนเพ่ือการสร้างสถานการณ์เสมือนจริง
(Reality or Fidelity) ที่มีสภาพแวดล้อม เหตุการณ์ และการโต้ตอบเสมือนจริงและท่ีมีความ
เป็นไปได้หรือเป็นเหตุการณ์จริง ซ่ึงความเสมือนจริงท่ีจาลองขึ้นน้ันจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้
ความรู้สึก นึกคิด ความเข้าใจ อารมณ์ นาความรู้ ทักษะปฏิบัติท่ีมีมาใช้ในการแก้ปัญหาทางการ
พยาบาล หัวใจสาคัญของการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์เสมือนจริงยังหมายรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์
การแต่งกาย การจัดหอ้ ง แสง เสยี งท่เี ลียนแบบมาจากสิ่งแวดล้อมจรงิ ในการจาลองสถานการณ์คร้ัง
นี้จัดให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จานวน 133 คน แบ่งเป็น 16 กลุ่มละ 8-9 คน ใช้เวลาจานวน 2 วัน
จากน้ันแบ่งนักศึกษาตามกลุ่มหอผู้ป่วยท่ีนักศึกษาจะต้องข้ึนฝึกปฏิบัติงานและให้ทุกคนเข้าร่วมใน
สถานการณ์เสมอื นจรงิ ดงั กล่าวตามกาหนด โดยกิจกรรมเตรียมความพร้อมของแต่ละกลุ่มมีขั้นตอน
3 ขน้ั ตอนดงั น้ี

1. ข้ันการนา (Pre – Brief) เป็นขั้นตอนท่ีผู้สอนเตรียมความพร้อมผู้เรียนโดยการแจ้ง
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ในครั้งนค้ี อื การเล่าและทาความเข้าใจสถานการณ์ที่กาหนด อธิบายบทบาท
ของผู้เรียนที่กาหนดขนึ้ ในสถานการณ์ (Jones, & Alinier, 2009) สิ่งท่ีผู้เรียนต้องเรียนรู้มาก่อนการ
ทบทวนเนื้อหาท่ีเกยี่ วขอ้ ง การตง้ั กฎกติกาการเข้ารว่ มกิจกรรม และการแนะนาอุปกรณ์ เครื่องใช้ใน
สถานการณใ์ นสถานท่ที ่ีจะใช้ในการปฏิบัติ

2. ขั้นการปฏิบัติ (Scenario) หรือการเข้าไปในสถานการณ์เพ่ือแสดงบทบาทตามที่
กาหนดไว้ ซ่งึ สถานการณ์ที่กาหนดผู้เรียนต้องแสดงบทบาทเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์บัณฑิตช้ัน
ปีที่ 4 ทก่ี าลังฝึกปฏบิ ตั งิ านบนหอผู้ป่วยหนักภายใต้การนิเทศของอาจารย์และพยาบาลวิชาชีพ โดย
มกี ารแบ่งบทบาทตามท่ีได้รับมอบหมายในแต่ละกลุ่ม ได้แก่ 1) บทบาทหัวหน้าเวรจานวน 1 คน 2)
บทบาทหัวหน้าทีมจานวน 1 คน 3) บทบาทสมาชิกทีมจานวน 5-6 คน อีกทั้งมีการแสดงตาม
บทบาทของผู้สอนซึ่งแสดงเป็นอาจารย์นิเทศประจากลุ่ม ผู้ช่วยสอนคนที่ 1 แสดงบทบาทของ
พยาบาลวิชาชีพบนหอผู้ป่วย ผู้ช่วยสอนคนท่ี 2 และ 3 แสดงบทบาทของผู้ป่วย เม่ือครบตาม


Click to View FlipBook Version