The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารการบริหารนิติบุคคล

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2564

ห น้ า | 43

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

เชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ให้ทั่วถึง เช่น ประชาชนที่ใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกด ไม่สามารถ
ลงทะเบียนออนไลนเ์ พ่อื ขอรับเงินเยียวยาได้ ควรผ่านผนู้ าทอ้ งถ่ิน

1.2 ภาครฐั ควรมมี าตรการการพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจดั การด้านการเดินทางเข้าออก
ทง้ั ในและนอกประเทศท่เี ขม้ งวดมากกว่าน้เี พือ่ ลดการแพรเ่ ช้ือไวรสั โคโรน่า (COVID-19)

1.3 ภาครัฐควรมีมาตรการการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตทาง
สังคมของประชาชนควบคไู่ ปกับการเยยี วยาประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรน่า (COVID-19)

2. ขอ้ เสนอแนะในกำรวิจัยครง้ั ตอ่ ไป
2.1 ควรศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐโดยเปรียบเทียบ
ระหวา่ งประเทศไทยและต่างประเทศ
2.2 ควรศึกษานโยบายของภาครัฐเชิงเปรียบเทียบก่อนเกิดโรคระบาดกับหลังเกิดโรค
ระบาดโควิด-19

เอกสำรอำ้ งองิ (References)
กรมควบคุมโรค. (2564). แนวทางการใหบ้ ริการวัคซีนโควิด 19 ในสถานการณก์ ารระบาด

ปี 2564 ของประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร : กรมควบคุมโรค.
กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวทางปฏบิ ัติเพอ่ื การป้องกนั การแพร่ระบาดของเชือ้ ไวรสั โคโรนา

2019. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงสาธารณสขุ .
กระทรวงสาธารณสขุ . (2564). แนวทางการดาเนินงานชมุ ชนสร้างสุขโดยกลไกตาบลจัดการ

คณุ ภาพชวี ิตตาบลวถิ ีชีวติ ใหม่ ปลอดภัยโควดิ 19 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ปีงบประมาณ 2564. กรงุ เทพมหานคร : กระทรวงสาธารณสุข.
คณะกรรมการกลนั่ กรองการใชจ้ ่ายเงินกู้. (2563). แผนการฟน้ื ฟูเศรษฐกจิ และสังคมจากผลกระทบ
ของไวรัสโควดิ -19. กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการกลน่ั กรองการใชจ้ ่ายเงินก.ู้
จิรกติ ์ิ ทองปรีชา. (2563). การบริหารจดั การการเรียนการสอน ภายใต้สถานการณ์ COVID -19
ระดบั มัธยมศึกษาพนื้ ทีโ่ รงเรยี นวชริ ธรรมสาธติ เขตพระโขนง กรงุ เทพมหานคร.
วทิ ยานิพนธ์รฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์).
มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ธีระพงษ์ ทศวัฒน์. (2563). การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ทางสังคมของประชาชนและการป้องกนั การ
แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID –19). วารสารมหาจุฬานาครทร
รศน์. (7)9, 40-55.
มณฑลี กปลิ กาญจน์. (2564). แรงงานอิสระจุดเปราะบางตลาดแรงงานไทยในยคุ โควดิ -19. ธนาคาร
แห่งประเทศไทย. สืบค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก https://www.bot.or.th/Thai/
ResearchAndPublications/articlesPages/Article_17May2021.aspx.

ห น้ า | 44

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

สานกั กรรมาธกิ าร 1. (2563). แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของไวรสั โควดิ -19.

กรงุ เทพมหานคร : สานักกรรมาธกิ าร 1.
สานกั งานสภาพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต.ิ (2564). แผนแมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ

ประเดน็ ท่ี 20. กรงุ เทพมหานคร : สานักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาต.ิ
สุวมิ ล มธรุ ส. (2021). การจัดการศกึ ษาในระบบออนไลนใ์ นยคุ NEW NORMAL COVID-19.

วารสารสถาบนั การจดั การปัญญาภวิ ฒั น์. 15 (40), 33-42.
เอราวณั ฤกษช์ ัย. (2563). การนานโยบายป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19)

ไปปฏบิ ตั ิกรณีศึกษา องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลลาไทร อาเภอวงั นอ้ ย จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยา. วทิ ยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชารัฐประศาสน
ศาสตร)์ . มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
Scott, J. (1990). A matter of record: Documentary sources in social research. Polity
press: Cambridge.

ห น้ า | 45

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

การบรหิ ารงานงบประมาณแบบม่งุ เน้นผลงานตามยุทธศาสตรข์ องผบู้ รหิ าร
สถานศกึ ษาในสงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2

Strategic Performance-Based Budgeting Administration of the School
Administrators under Tak Primary Educational Service Area Office 2

ชอ่ พฤกษ์ ม่งุ ลา1 ขจรอรรถพณ พงศ์วิริทธิธ์ ร2 มาลยั วงศ์ฤทัยวฒั นา3 บุศรา เชื้อดี4
ทิพาพร มณฑาทิพย์5 เบญญาภา กนั ทะวงศว์ าร6

Chopruek Mungla, Kajornatthapol Pongwiritthon, Malai Wongruethaiwattana,
Busara Chuadee, Tipapron Monthatip, Benyapa Kantawongwan

บทคัดยอ่ (Abstract)
การวจิ ัยในคร้ังน้ีมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศึกษาระดับและเปรียบเทียบระดับการดาเนินงานการ

บริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงาน
เขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา
และครูของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จานวน 310
คน จานวน 338 คน โดยการสุ่มหากลุ่มตัวอย่างจาแนกตามขนาดสถานศึกษาใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง
แบบแบ่งชั้น โดยใช้วิธีการเทียบสัดส่วนจานวนผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน แล้วจึงสุ่มกลุ่ม
ตัวอย่างแตล่ ะขนาดสถานศกึ ษาโดยวธิ กี ารสมุ่ อย่างงา่ ย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม
เป็นแบบตรวจสอบรายการและแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
ด้วยสถิติบรรยายค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการสถิติทดสอบ
สมมตฐิ านด้วย คา่ ที ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า ระดับการบริหารงบประมาณ
แบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวม มีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก ( ̅=3.81, S.D.=0.84) เม่ือพิจารณา

Received: 2020-12-19 Revised: 2021-02-16 Accepted: 2021-02-21
1 โรงเรียนบา้ นแม่สลดิ หลวงวทิ ยา สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2,

Banmaesalidluangwittaya School under Tak Primary Educational Service Area Office 2.
Corresponding Author e-mail: [email protected]

2 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วิทยาลัยนอรท์ เทริ ์น Faculty of Business Administration, Northern College
3 คณะบริหารธุรกจิ วิทยาลัยนอรท์ เทริ น์ Faculty of Business Administration, Northern College
4 คณะบรหิ ารธรุ กจิ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น Faculty of Business Administration, Northern College
5 คณะบรหิ ารธรุ กจิ วทิ ยาลัยนอร์ทเทริ ์น Faculty of Business Administration, Northern College
6 คณะบรหิ ารธรุ กจิ และศิลปศาสตร์, มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา, Faculty of Business
Administration and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Lanna

ห น้ า | 46

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

รายด้าน พบว่า ทุกด้านมีระดับการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับด้านที่มีค่าเฉล่ีย
จากมากไปน้อย ดังนี้ การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ ( ̅=4.04, S.D.=0.80) การ
รายงานทางการเงินและผลการดาเนินการ ( ̅=3.94, S.D.=0.92) การกาหนดผลผลิตและการคานวณ
ต้นทุน ( ̅=3.92, S.D.=0.82) การวางแผนงบประมาณ ( ̅=3.83, S.D.=0.93) การจัดระบบการจัดซ้ือ
จัดจ้าง( ̅=3.79, S.D.=0.80) การตรวจสอบภายใน ( ̅=3.62, S.D.=0.81) การบริหารทรัพย์สิน
( ̅=3.51, S.D.=0.77) การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ี
แตกต่างกันทางด้านจาแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และขนาดของ
สถานศึกษา มีระดับค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ท่ี
ระดับนัยสาคัญ 0.05
คำสำคัญ (Keywords): การบรหิ าร; งานงบประมาณ; ยุทธศาสตร์; ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา

Abstract
This research aimed to study the level and compare the operational level

of strategic performance-based budgeting administration of the school administrators
under Tak Primary Educational Service Area Office 2. The population and sample
were 338 administrators and teachers of the educational institutions under Tak
Primary Educational Service Area Office 2. The sampling was classified by the school
sizes using stratified sampling method by compare the proportion of school
administrators and teachers, then randomly select the sample from each school by
a simple random sampling method. The research instruments were questionnaires
with a checklist and a 5-level scale. The quantitative data were analyzed by the
descriptive statistics, frequency, percentage, mean and standard deviation. The
hypothesis testing was tested by using t-test and one-way ANOVA. The results of
the research showed that the level of strategic performance-based budgeting
administration of the school administrators under Tak Primary Educational Service Area
Office 2 in overall was at a high level ( ̅=3.81, S.D.=0.84). When considering each aspect,
it was found that all aspects were at high levels with the mean in descending order as
follows: financial management and budget control ( ̅=4.04, S.D.=0.80), financial reporting
and performance ( ̅=3.94, S.D.=0.92), productivity determination and cost calculation
( ̅=3.92, S.D.=0.82), budget planning ( ̅=3.83, S.D.=0.93), organization of the procurement
system ( ̅=3.79, S.D.=0.80), internal audit ( ̅=3.62, S.D.=0.81), and property management
( ̅=3.51, S.D.=0.77), respectively. The test compared the different status characteristics of

ห น้ า | 47

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

the respondents by gender, age, education level, work experience and size of the
educational institution, the result showed that there was no difference in the average
level regarding the strategic performance-based budgeting administration of the school
administrators under Tak Primary Educational Service Area Office 2 at a significance
level of 0.05
Keywords: Administration; Budgeting; Strategy; School Administrators

บทนำ (Introduction)
การวิเคราะหท์ นุ เพอ่ื พฒั นาประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

(พ.ศ. 2560-2564) ท่ีเน้นการพัฒนาคนโดยสร้างความสมดุลระหว่างทุน 3 ทุน คือ ทุนเศรษฐกิจ
ทุนสงั คมและทนุ ทรพั ยากรธรรมชาต/ิ ส่ิงแวดล้อม เพือ่ มงุ่ สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ในการพัฒนา
ประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) จึงเป็นจุด
เปล่ียนท่สี าคัญในการเช่ือมตอ่ กบั ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี ในลักษณะการแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวสู่
การปฏบิ ัติ โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 12 ได้กาหนด
ประเด็นการพัฒนา พร้อมท้ังแผนงาน/โครงการสาคัญท่ีต้องดา เนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
ในช่วง 5 ปีแรกของการขับเคล่ือนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบ
เศรษฐกิจของประเทศให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ยังได้กาหนดแนวคิดและกลไกการขับเคล่ือนและติดตามประเมินผลท่ีชัดเจน เพื่อกากับ
ให้การพฒั นาเป็นไปอย่างมีทศิ ทางและเกิดประสิทธิภาพนา ไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขท่ีย่ังยืน
ของสังคมไทยโดยได้น้อมนาหลัก ''ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง'' มาเป็นปรัชญานาทางในการ
พัฒนาประเทศต่อเนอ่ื งจากแผนพัฒนาฯ ฉบบั ที่ 9-11 เพือ่ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทย
สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างม่ันคง เกิดภูมิคุ้มกัน และมีการบริหารจัดการความเส่ียงอย่างเหมาะสม
ส่งผลให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน (สานักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแหง่ ชาติ, 2560) ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)
มุ่งเน้นความเช่ือมโยงระหว่างทุน 6 ทุน คือ ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ ทุนสังคมทุนมนุษย์ ทุน
การเงนิ และทุนวัฒนธรรม ซึง่ เป็นความท้าทายและโอกาสของเศรษฐกิจไทยท่ีต้องปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทใหม่ของโลกและแนวโน้มการเปล่ียนแปลงของโลกใน 20 ปี ข้างหน้า จากแผนพัฒนาฉบับท่ี
12 นี้ เห็นไดช้ ดั เจนว่า ทุนทั้ง 6 ดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนใน
สังคมมากที่สดุ ซง่ึ การปฏิรูปการศึกษาในปจั จบุ นั ไดก้ าหนดให้สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาทาหน้าท่ี
ส่งเสริ มสนับ สนุนกา รจัดการศึกษาขั้นพื้ นฐาน ให้แก่ส ถานศึกษาแท น สานั กงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการด้านงบประมาณท่ีเน้นให้ความสาคัญกับ
ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับระบบการบัญชีการเงินให้เป็นแบบถึงรับถึงจ่าย มีการเชื่อมโยงการ
คานวณความคุ้มค่าของระบบงบประมาณเทียบกับผลผลิตมีการรายงานผลทางการเงินและผลการ

ห น้ า | 48

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ดาเนินงานเพ่อแสดงถึงความโปร่งใส่และมีประสิทธิภาพร้อมทั้งกาหนดให้มีการบริหารสินทรัพย์ให้
เกิดประโยชน์สูงสุด และการตรวจสอบภายในต้องเป็นไปตามระเบียบและสามารถตรวจสอบ
ผลสัมฤทธิข์ องการดาเนนิ งานได้ (Office of the Basic Education Commission, 2004)

สถาบันการศกึ ษาเป็นสถาบันทม่ี บี ทบาทและความสาคญั ต่อการพัฒนาประเทศ มีภารกิจ
ในการจดั การศึกษา ถือว่าเป็นรากฐานท่ีสาคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าและการแก้ไขปัญหา
การพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพจะ
ช่วยสร้างเสริมให้คนได้พัฒนาตนเองท้ังในด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะและจริยธรรม เป็นการ
พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของคนในประเทศ ซ่ึงในสภาพปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าครู ท่ี
ปฏิบัติการสอนมีภาระหนักมากขึ้น ความสุขในการทางานขององค์กรกาลังถูกบั่นทอนลงอย่าง
ต่อเนื่อง อันมีสาเหตุมาจากองค์กรมีการปรับตัวเพ่ือเผชิญกับโลกาภิวัตน์และก้าวสู่ยุคของความ
รุ่งเรืองทที่ นั สมยั รองรบั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมเศรษฐกิจ การส่ือสารและเทคโนโลยี (Kajornatthapol
et al., 2020) อยา่ งไรก็ตามแม้วา่ จะมีการานระบบการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานมาใช้
ในการบรหิ ารงบประมาณของโรงเรยี นมากว่า 10 ปี แต่สถาบันการการศึกษายังคงประสบปัญหาใน
การบริหารงบประมาณ อาทิ ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ อันเน่ืองมาจากรูปแบบการจัดการ
สรรงบประมาณภาครัฐท่ีใช้หลักการจัดสรรงบประมาณตามขนาดของโรงเรียน การจัดสรรงบประมาณ
มคี วามล่าช้า หรอื ในบางปีงบประมาณทางสถาบนั การศกึ ษาในพ้ืนท่ีห่างไกลไม่ได้รับเงินงบประมาณ
บุคลากรขาดความรู้ความชานาญในการบริหารงานด้านการเงิน ทาให้การบริหารเงินไม่มีประสิทธิภาพ
และเจ้าหนา้ ท่ีการเงินไม่มีความชานาญในการจัดทาระบบบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมไปถึงระบบการ
จดั ซ้อื จัดจ้างท่ีไม่มปี ระสิทธิภาพ (Muangkung S., 2015) ซึ่งในการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา
ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ก็ประสบปัญหาการบริหารงบประมาณ
ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ส่งผลให้การบริหารงานอ่ืน ๆ บกพร่อง อาทิ ไม่สามารถบริหารจัดการ
การศึกษาได้ตามเป้าหมายและไม่สามารถรักษามาตรฐานการเรียนรู้ ตลอดจนมาตรฐานด้านการ
บริหารโรงเรียน มาตรฐานด้านบุคลากรและมาตรฐานนักเรียนของขนาดโรงเรียนทุกระดับจากผล
การประเมนิ ของสานกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพทางการศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ
พอใช้และควรปรับปรุง นอกจากนี้ การบริหารจัดการของโรงเรียนทั้งระบบ พบว่ามีปัญหาท่ีสาคัญ
คือ การส่งเสริมและการสนับสนุนจากท้องถ่ินมีค่อนข้างน้อย การจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียน
ทุกขนาดมีค่อนข้างจากัด ขาดแคลนบุคลากรที่ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน และการลงทุนทาง
การศกึ ษาเปน็ การลงทุนท่มี ีความเสี่ยงสูง เม่ือเทียบกับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ (สานักงานเขต
พนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2, 2563)

คณะผู้วิจัยในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จึงมีความ
สนใจท่จี ะศกึ ษาที่จะทาให้บคุ ลากรทางการศกึ ษาทางานได้อย่างมีความสุข มีความกระตือรือร้นท่ีจะ
พัฒนางานและเพ่ิมผลผลิตหรอื คณุ ภาพในการทางาน จาเป็นท่ีผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องตระหนัก
ถึงความสาคัญและเพ่ือเป็นข้อมูลพ้ืนฐานสาหรับการพัฒนาความสุขในการทางานของบุคลากรทาง

ห น้ า | 49

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

การศึกษาและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา
และเขตพ้ืนทต่ี อ่ ไป

วตั ถุประสงคข์ องกำรวิจัย (Research Objectives)
1. เพื่อศึกษาระดับการดาเนินงานการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสังกัดสานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

ของผ้บู ริหารสถานศึกษาในสงั กดั สานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2

วิธีดำเนนิ กำรวิจัย (Research Methods)
1. รูปแบบกำรวจิ ัย
ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง นี้ ค ณ ะ ผู้ วิ จั ย อ อ ก แ บ บ ก า ร ก า ร วิ จั ย น้ี เ ป็ น ก า ร วิ จั ย เ ชิ ง พ ร ร ณ น า

(Quantitative Research) โดยคณะผู้วิจัยมุ่งศึกษาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตาม
ยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1. การวางแผนงบประมาณ 2. การกาหนดผลผลิตและการคานวณ
ต้นทุน 3. การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง 4. การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ
5. การรายงานทางการเงินและผลการดาเนินการ 6. การบริหารทรัพย์สิน และ 7. การตรวจสอบ
ภายใน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้กับสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาทีม่ ีบริบทใกลเ้ คยี งกันต่อไป

2. ประชำกรและกลุม่ ตวั อยำ่ ง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษาใน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ปีการศึกษา 2563 จานวน 2,803 คน
จาก 121 โรงเรียน (สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2, 2563) โดยใช้วิธีการกาหนด
กลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970) ที่ระดับ
ความเช่ือม่ัน 95% ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 338 คน โดยการสุ่มหากลุ่มตัวอย่างจาแนกตามขนาด
สถานศึกษาใชว้ ธิ ีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยใช้วิธีการเทียบ
สดั ส่วนจานวนผ้บู ริหารสถานศกึ ษาและครูผู้สอน แลว้ จงึ สุ่มกลุ่มตวั อย่างแตล่ ะขนาดสถานศึกษาโดย
วธิ ีการสมุ่ อย่างง่าย (Simple Random Sampling)
3. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นงำนวิจยั
การวิจัยครั้งนใี้ ช้แบบสอบถามเปน็ เครอื่ งมอื ในการวิจัย ซึ่งเป็นลักษณะแบบสอบถามเป็น
แบบตรวจสอบรายการแบบตัวเลือก (Checklist) แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
ของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยเป็นแบบสอบถามแบบให้เลือกเพียงคาตอบเดียวและเป็นแบบตัวเลือก
(Check List) ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทางานและขนาดของสถานศึกษา

ห น้ า | 50

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเก่ียวกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 แบบสอบถาม
แบบมาตราส่วนมีลักษณะเป็นแบบสอบถามชนิดจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับของลิเคิร์ธ (Likert’s
Rating Scale) 5 ระดับ คือ มีการดาเนินงานการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตาม
ยทุ ธศาสตร์ อยู่ในระดับมากท่ีสุด ระดับคะแนน 5 จนไปถึงมีการดาเนินงานการบริหารงบประมาณ
แบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ อยู่ในระดับน้อยท่ีสุด ระดับคะแนน 1 และแปลความตามหลักการ
แบ่งอันตรภาคชั้น (Class Interval) ดังน้ีค่าเฉลี่ย 4.51–5.00 แสดงว่า มีระดับการดาเนินงานการ
บรหิ ารงบประมาณแบบม่งุ เนน้ ผลงานตามยทุ ธศาสตร์ อย่ใู นระดบั มากที่สุด จนไปถึงค่าเฉลี่ย 1.00–
1.50 แสดงว่า มรี ะดบั การดาเนินงานการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ อยู่
ในระดับน้อยท่ีสุด โดยเกณฑ์สัมประสิทธิ์แอลฟา มีค่าไม่ต่ากว่า 0.70 ข้ึนไป ซึ่งการทดสอบหาค่า
ความเท่ียงตรง (Validity) และการทดสอบหาค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถาม ผลของค่าสัมประสิทธ์ิ
อัลฟาทไ่ี ดม้ คี ่าเทา่ กบั 0.89 ถอื ว่ายอมรับได้ สามารถเก็บข้อมูลกบั กล่มุ ตัวอย่างได้

4. กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ดว้ ยแบบสอบถาม (Questionnaire) กบั กลุม่ ตวั อยา่ งตามจานวนท่ีได้กาหนดไว้ข้างต้นและนาข้อมูล
ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพ่ือนาข้อมูลมาประกอบการสรุปผลและอภิปราย
ผลการวจิ ัยใหบ้ รรลุตามวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัยต่อไป
5. สถติ ทิ ใ่ี ช้ในกำรวจิ ยั
คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการกาหนดสถิติท่ีมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลทางสถิติ
เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1. สถิติพ้ืนฐานการ
วิเคราะหส์ ถติ ิเชงิ พรรณนา คณะผู้วจิ ัยนามาใชเ้ พอื่ การอธิบายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะของการแจก
แจงข้อมูลตัวแปร โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป สาหรับกาหนดการวัดเป็นการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. สถิติการวิเคราะห์ทดสอบสมมติฐาน คณะผู้วิจัยนามาใช้
เพื่อวิเคราะห์ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียระหว่างกลุ่ม
ประชากรสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (T–test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
(One-way Analysis of Variance) โดยการทดสอบค่า F (F-test)

ผลกำรวิจยั (Research Results)
ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามการวิจัยน้ี จานวน 338 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม

เป็นเพศหญิง จานวน 205 คน คิดเป็นร้อยละ 60.70 มีอายุ 36-45 ปี จานวน 124 คน คิดเป็นร้อย
ละ 36.70 มรี ะดบั การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จานวน 175 คน คิดเป็นร้อยละ 51.80 มีประสบการณ์การ
ทางานตา่ กวา่ 10 ปี จานวน 191 คน คิดเป็นร้อยละ 56.50 และปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาขนาด
กลาง จานวน 183 คน คิดเป็นร้อยละ 54.10

ห น้ า | 51

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

การวิเคราะห์ระดับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร
สถานศึกษาในสังกัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมมีการดาเนินงาน
อยูใ่ นระดับมาก ( ̅=3.81, S.D.=0.84) เม่ือพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีระดับการดาเนินงาน
อยู่ในระดบั มาก โดยเรยี งลาดบั ดา้ นทีม่ คี ่าเฉลย่ี จากมากไปน้อย ดังน้ี การบริหารทางการเงินและการ
ควบคุมงบประมาณ ( ̅=4.04, S.D.=0.80) การรายงานทางการเงินและผลการดาเนินการ ( ̅=3.94,
S.D.=0.92) การกาหนดผลผลิตและการคานวณต้นทุน ( ̅=3.92, S.D.=0.82) การวางแผนงบประมาณ
( ̅=3.83, S.D.=0.93) การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง( ̅=3.79, S.D.=0.80) การตรวจสอบภายใน
( ̅=3.62, S.D.=0.81) การบรหิ ารทรพั ยส์ นิ ( ̅=3.51, S.D.=0.77) ดังตารางที่ 1

ตารางท่ี 1. แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารงบประมาณ
แบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืน ท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาตาก เขต 2 ภาพรวมและรายดา้ น โดยภาพรวม

กำรบริหำรงบประมำณแบบ ̅ S.D. ระดับกำรดำเนนิ งำน

ด้ำนที่ มุง่ เน้น

ผลงำนตำมยุทธศำสตร์

1 การวางแผนงบประมาณ 3.83 0.93 มาก

2 การกาหนดผลผลิตและการ 3.92 0.82 มาก
คานวณตน้ ทุน
มาก
3 การจดั ระบบการจัดซ้ือ 3.79 0.80
จัดจ้าง มาก

4 การบรหิ ารทางการเงนิ และการ 4.04 0.80 มาก
ควบคุมงบประมาณ มาก
มาก
5 การรายงานทางการเงินและผล 3.94 0.92 มำก
การดาเนินการ

6 การบริหารทรพั ยส์ นิ 3.51 0.77

7 การตรวจสอบภายใน 3.62 0.81

รวมเฉล่ยี 3.81 0.84

การวิเคราะห์ระดับระดับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ
ผูบ้ ริหารสถานศึกษาในสงั กัดสานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2 โดยเม่ือพิจารณา
เป็นรายแต่ละด้าน ดงั นี้

ห น้ า | 52

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

1. ดา้ นการวางแผนงบประมาณ มกี ารดาเนินงานอยู่ในระดับมาก ( ̅=3.83, S.D.=0.93)
เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาประสานแผนพัฒนางบประมาณของสถานศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษาวิเคราะห์นโยบายและแผนการจัดการงบประมาณของสถานศึกษา และผู้บริหาร
สถานศึกษาจัดทาแผนยทุ ธศาสตร์ในการพัฒนาสถานศกึ ษา ( ̅=3.99, 3.89, 3.81) ตามลาดบั

2. ด้านการกาหนดผลผลิตและการคานวณต้นทุน มีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก
( ̅=3.92, S.D.=0.82) เมือ่ พิจารณารายขอ้ พบว่า ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษามกี ารคดิ ตน้ ทุนทางตรงและต้นทุน
ทางอ้อม ผูบ้ ริหารสถานศึกษามีหลักการในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัดและทาให้เกิดประโยชน์
สูงสุด และผู้บริหารสถานศึกษาการควบคุมการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
( ̅= 4.03, 3.96, 3.93) ตามลาดบั

3. ด้านการจัดระบบการจัดซ้ือจัดจ้าง มีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก ( ̅=3.79,
S.D.=0.80) เมือ่ พจิ ารณารายข้อ พบวา่ ผู้บริหารสถานศึกษามีการตรวจสอบงบประมาณเพื่อให้การ
ใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผนพัฒนาสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาควบคุม กากับ ดูแลการ
ใชจ้ า่ ยเงินในการจดั ซื้อ จัดจ้างใหเ้ ป็นไปตามแผนการดาเนินงานโครงการ และผบู้ ริหารสถานศึกษามี
ใบกากับภาษี การจดั ซ้อื สอื่ วัสดุ อุปกรณ์ของสถานศกึ ษา ( ̅=3.86, 3.84, 3.83) ตามลาดับ

4. ด้านการบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ มีการดาเนินงานอยู่ในระดับ
มาก ( ̅=4.04, S.D.=0.80) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการขอรับการสนับสนุน
งบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารสถานศึกษามีการวางระบบควบคุมของกองแผนและ
งบประมาณอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และผู้บริหารสถานศึกษามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
งบประมาณรายจา่ ยทไ่ี ด้รบั อนุมตั ิตามความเหมาะสม ( ̅= 4.12, 4.12, 4.09) ตามลาดับ

5. ด้านการรายงานทางการเงินและผลการดาเนินการ มีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก
( ̅=3.94, S.D.=0.92) เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการรายงานงบประมาณ
รายรับจริง รายจ่ายจริงให้บุคลากรทราบ ผู้บริหารสถานศึกษามีการรายงานผลการดาเนินงานของ
โครงการที่กาหนดไว้ล่วงหน้าเพ่ือท่ีจะได้แก้ไขข้อบกพร่อง และผู้บริหารสถานศึกษามีการจัดทา
ทะเบยี นรายจ่ายตามงบประมาณ ( ̅=4.09, 4.00, 3.93) ตามลาดับ

6. ดา้ นการบรหิ ารสินทรัพย์ มกี ารดาเนนิ งานอย่ใู นระดับมาก ( ̅=3.51, S.D.=0.77) เม่ือ
พิจารณารายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการจัดทาทะเบียนคุมรายช่ือผู้ยืมและเง่ือนไขอ่ืน ๆ
ผู้บริหารสถานศึกษามีการประเมินราคาสินทรัพย์ท่ีคุ้มค่า และผู้บริหารสถานศึกษามีการบริหาร
สนิ ทรพั ยเ์ พือ่ ใช้สนิ ทรพั ย์ทม่ี ีอยูใ่ หค้ มุ้ คา่ มากท่ีสดุ ( ̅=3.57, 3.55, 3.53) ตามลาดบั

7. ด้านการตรวจสอบภายใน มีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก ( ̅=3.62, S.D.=0.81)
เม่ือพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการตรวจสอบการบริหารเงินงบประมาณอย่าง
เป็นระบบ ผู้บริหารสถานศึกษามีการเสนอวิธีการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการเงินกับหน่วยงาน
ภายในของสถานศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษามีการตรวจสอบการรับ-การจ่ายเงินทุกประเภท
อย่างละเอียดและมีประสทิ ธภิ าพ ( ̅= 3.80, 3.75, 3.68) ตามลาดบั

ห น้ า | 53

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีแตกต่างกัน
ทางด้านจาแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และขนาดของสถานศึกษา
มีระดับค่าเฉล่ียเก่ียวกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร
สถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับ
นัยสาคญั 0.05 สามารถสรปุ ไดด้ ังภาพท่ี 1

เพศ (Sig.= 0.42) บรหิ ารงบประมาณแบบม่งุ เน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในสงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ที่
อายุ (Sig.= 0.15) การศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2

ระดับการศึกษา (Sig.= 0.07) 1. การวางแผนงบประมาณ
ประสบการณก์ ารทางาน
(Sig.= 0.81) 2. การกาหนดผลผลิตและการคานวณต้นทนุ
ขนาดของสถานศึกษา
(Sig.= 0.59) 3. การจดั ระบบการจดั ซื้อจดั จ้าง

4. การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ

5. การรายงานทางการเงนิ และผลการดาเนนิ การ

6. การบรหิ ารทรพั ย์สนิ

7. การตรวจสอบภายใน

* หมายถงึ มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.05 (Sig.)

หมายถงึ มีความแตกตา่ งกัน, หมายถงึ ไม่แตกต่างกัน

ภาพที่ 1 การสรุปผลสมมติฐานการวจิ ัย

อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)

การวจิ ัยเรอ่ื ง การบรหิ ารงานงบประมาณแบบมงุ่ เนน้ ผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร

สถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 มีประเด็นท่ีสามารถมา
อภิปรายผลได้ 2 ประเด็นดงั น้ี

1. ระดับการบริหารงบประมาณแบบมงุ่ เนน้ ผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษา

ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมมีการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก
( ̅= 3.81) เม่ือพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีระดับการดาเนินงานอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับ
ด้านทม่ี ีค่าเฉล่ียจากมากไปนอ้ ย ดงั นี้ การบรหิ ารทางการเงินและการควบคมุ งบประมาณ การรายงานทาง

ห น้ า | 54

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

การเงินและผลการดาเนินการ การกาหนดผลผลิตและการคานวณต้นทุน, การวางแผนงบประมาณ,
การจัดระบบการจัดชื้อจัดจ้าง การตรวจสอบภายใน การบริหารทรัพย์สิน ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากว่า
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต
2 สามารถประสานแผนพัฒนางบประมาณของสถานศึกษา มีการคิดต้นทุนทางตรงและต้นทุน
ทางอ้อม มีการตรวจสอบงบประมาณเพ่ือให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผนพัฒนาสถานศึกษา
มีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัด มีการวางระบบควบคุมของกองแผนและ
งบประมาณอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ มีการรายงานงบประมาณรายรับจริง รายจ่ายจริงให้
บคุ ลากรทราบ มีการจดั ทาทะเบยี นคมุ รายชือ่ ผู้ยืมและเงื่อนไขอื่น ๆ มีการตรวจสอบการบริหารเงิน
งบประมาณอย่างเป็นระบบ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ Surawut T. (2015) ผลการวิจัยพบว่า
สภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของ
ผู้บริหารสถานศึกษาและครูการเงินโดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีการปฏิบัติสูงสุดในด้าน
การเน้นหลักธรรมาภิบาล รองลงมา คือ ด้านการมุ่งผลสาเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ และสอดคล้อง
กับงานวิจัยของ สุภาพร ศรีษะเนตร (2560) ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้น
ผลงานตามยทุ ธศาสตร์ของสถานศึกษาระดับประถมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ Vilayphone Laisouthisak (2018) ผลการวิจัยพบว่า ความความคิดเห็นของผู้บริหาร
สถานศึกษาและครู เก่ียวกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ มหาวิทยาลัย
จาปาสัก เหน็ วา่ การบรหิ ารงบประมาณแบบมงุ่ เน้นผลงานตามยทุ ธศาสตร์ อยใู่ นระดับมาก และสอดคลอ้ ง
กบั งานวิจัยของ ตลุ ยภาค ตยุ าสัย และพชั รี วรรณกิจมี (2561) ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงบประมาณ
แบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์
เขต 1 พบว่า โดยรวมและรายดา้ นอยู่ในระดบั มาก

2. ลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีแตกต่างกันทางด้านเพศ อายุ ระดับ
การศึกษา ประสบการณ์การทางาน และขนาดของสถานศึกษา มีระดับค่าเฉล่ียเก่ียวกับการบริหาร
งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและ
ครูของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ท่ีมีเพศ อายุ
ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทางาน และขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อ
การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาไปในทิศทาง
เดียวกันว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาตาก เขต 2 สามารถประสานแผนพัฒนางบประมาณของสถานศึกษา มีการคิดต้นทุน
ทางตรงและต้นทุนทางอ้อม มีการตรวจสอบงบประมาณเพ่ือให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตาม
แผนพัฒนาสถานศึกษา มีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัด มีการวาง
ระบบควบคุมของกองแผนและงบประมาณอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ มีการรายงาน
งบประมาณรายรับจริง รายจ่ายจริงให้บุคลากรทราบ มีการจัดทาทะเบียนคุมรายชื่อผู้ยืมและ

ห น้ า | 55

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เงื่อนไขอ่ืน ๆ มีการตรวจสอบการบริหารเงินงบประมาณอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การบริหาร
งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา
ประสบการณ์การทางาน และขนาดของสถานศึกษา เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ
งานวิจัยรังสรรค์ สิงหเลิศ, อุทัย โคตรดก และ Vilayphone Laisouthisak (2018) ผลการวิจัยพบว่า
การเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของ
มหาวิทยาลัย จาปาสัก พบว่า บุคลากรที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่างกัน มีความ
คิดเห็นเกีย่ วกับการบริหารงบประมาณ โดยรวมไม่แตกต่างกัน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ตุลยภาค
ตุยาสัย และพัชรี วรรณกิจมี (2561) ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบการบริหารงบประมาณแบบ
มุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1
จาแนกตามขนาดของโรงเรียน วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้าน
แตกตา่ งกนั อย่างไมม่ ีนัยสาคัญทางสถิติ

ขอ้ เสนอแนะกำรวิจัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
ความรู้ในเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นใหม่ในงานวิจัยน้ีคือ การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้น

ผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ตาก เขต 2 โดยผู้บริหารสถานศึกษาและครูของสถานศึกษาควรมุ่งเน้นที่จะสามารถประสานแผนพัฒนา
งบประมาณของสถานศึกษา การคิดต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม การตรวจสอบงบประมาณ
เพอื่ ให้การใชจ้ า่ ยงบประมาณเป็นไปตามแผนพฒั นาสถานศึกษา การขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก
หนว่ ยงานตน้ สงั กดั การวางระบบควบคมุ ของกองแผนและงบประมาณอยา่ งเป็นระบบและมปี ระสิทธิภาพ
การรายงานงบประมาณรายรับจริง รายจ่ายจริงให้บุคลากรทราบ การจัดทาทะเบียนคุมรายชื่อผู้ยืม
และเง่อื นไขอ่ืน ๆ การตรวจสอบการบริหารเงินงบประมาณอย่างเป็นระบบ และมุ่งเน้นการกาหนด
นโยบายกรบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน ควรมีรูปแบบท่ีไม่ซับซ้อน มีความโปร่งใส ชัดเจน
และสามารถตรวจสอบได้ โดยตอบสนองการบริหารงานงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์
และควรให้บุคลากรทางการศึกษาได้มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายเพ่ือให้เกิดความสอดคล้องและ
สามารถนานโยบายไปปรับใชใ้ หเ้ กิดประสิทธภิ าพได้

2. ข้อเสนอแนะเพ่ือกำรวิจัยคร้งั ตอ่ ไป
หัวข้องานวิจัยที่ควรทาต่อไปในอนาคต ควรให้มีการศึกษาการบริหารงบประมาณแบบ
มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาในเขตอ่ืน ๆ เพื่อนาผลการศึกษามาเปรียบเทียบกัน ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ
หรือมีการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตาม
ยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาและใน
สถานศกึ ษาท่มี ีบรบิ ทใกล้เคียงกนั

ห น้ า | 56

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

เอกสำรอำ้ งอิง (References)
ตุลยภาค ตุยาสัย และ พัชรีวรรณกิจม.ี (2561). การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเนน้ ผลงานของ

โรงเรยี นประถมศกึ ษา: แนวทางสาหรบั การบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน
ประถมศึกษา. วารสารวชิ าการมหาวทิ ยาลัยฟาร์อสี เทอร์น. 12(พิเศษ), 98-112.
สุภาพร ศรษี ะเนตร. (2560). ปจั จัยทีส่ ่งผลตอ่ การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ตาม
ยุทธศาสตร์ของสถานศึกษาระดบั ประถมศกึ ษา. วทิ ยานิพนธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑติ
(สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา). มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี.
สานกั งานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาต.ิ (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และ
สังคมแหงชาติฉบับท่ี 12 พ.ศ. 2560 - 2564. กรงุ เทพมหานคร: สานักนายกรัฐมนตรี.
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2. (2563). กลมุ่ นเิ ทศตดิ ตามประเมินผลการ
จัดการการศกึ ษา. สบื ค้น 17 ธนั วาคม 2563 จาก https://sites.google.com/view/
supervision-tak2.
Kajornatthapol Pongwiritthon, Salinee Chaiwattanaporn, Sikarnmanee Syers,
Pakphum Pakvipas, Sutheemon Chongesiriroj. (2020). Development
Guidelines of Transformational Leadership of the School Administrator of
Schools in Special Economic Zone: Chiang Rai. Journal of Legal Entity
Management and Local Innovation. 6(6), 1-15.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research
Activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3), 607-610.
Muangkung, S. (2015). Strategic performance – based budgeting management of
schools under The Phuket Primary Educational Service Area Office.
Independence Study. Master of Education. Songkhla: Hatyai University.
Office of the Basic Education Commission. (2004). A guideline for the development
of quality instruction focusing on students and the guidelines for
monitoring and evaluating basic education in schools under The Office
of the Basic Education Commission. Bangkok: n.p.
Surawut Tangdee. (2015). The Study of Strategic Performance Based Budgeting
Administration of School Administrator under Chainat Primary Educational
Service area Office. Journal Humanities and Social Science Valaya
Alongkorn. 10(3), 115-123.
Vilayphone Laisouthisak. (2018). Strategic Performance-Based Budgeting Management of
Champasak University, Loa PDR. Thesis. Master of Art in Regional Development
Strategies. Maha Sarakham: Rajabhat Maha Sarakham University.

ห น้ า | 57

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ปัจจัยทส่ี ่งผลกระทบตอ่ ประสทิ ธิภาพในการดาเนนิ งานของบริษทั จดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพยข์ องกล่มุ อุตสาหกรรมสินคา้ อปุ โภคบริโภค หมวดแฟชัน่

Factors Affecting Net Profit Margin and Return on Assets of Listed
Companies in the Consumer Goods Industry Group

นฤพล อ่อนวมิ ล1 พิธาน แสนภกั ดี2
Naraphon Onwimon, Pitan Sanpakdee

บทคัดยอ่ (Abstract)
งานวิจัยครั้งนี้น้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานของ

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟชั่น โดย
ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินปี 2558-2562 จานวน 19 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและทาการวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
จากผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลาขายสินค้า ระยะชาระหนี้เฉล่ีย และอัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อ
ส่วนผู้ถือหุ้น ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้นมีความสัมพันธ์ ณ ระดับ
นัยสาคญั สว่ นความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย และยอดขายส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่อ
อัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น และอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ระยะเวลาเก็บหน้ีเฉลี่ย อัตรา
หมุนเวยี นเจ้าหนกี้ ารค้า อตั ราส่วนหนี้สินตอ่ สินทรพั ย์รวม อัตราหมนุ เวียนสินทรัพย์ถาวร อัตราส่วน
หนีส้ ินตอ่ ส่วนของผถู้ ือหุน้ ความสามารถในการจ่ายดอกเบยี้ ยอดขาย และขนาดของกิจการไม่ส่งผล
กระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้นมีความสัมพันธ์ ณ ระดับนัยสาคัญ ส่วน
อัตราสว่ นเงินทุนหมุนเวียน ระยะเวลาขายสินค้า ระยะเวลาเก็บหน้ีเฉลี่ย ระยะชาระหน้ีเฉลี่ย อัตรา
หมุนเวียนเจ้าหน้ีการค้าอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และขนาดของกิจการไม่ส่งผล
กระทบตอ่ ผลการดาเนินงานต่ออตั รามลู คา่ หนุ้ ทางบัญชตี อ่ หนุ้ มคี วามสมั พันธ์ ณ ระดับนยั สาคัญ
คำสำคญั (Keywords): ปัจจยั ; ประสิทธภิ าพ; การดาเนนิ งาน

Received: 2021-02-05 Revised: 2021-03-15 Accepted: 2021-03-15
1 2คณะบริหารธรุ กจิ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภูมิ

ศนู ย์สุพรรณบรุ ี Faculty of Business Administration and Information Technology, Rajamangala
University of Technology Suvarnabhumi, Suphanburi Campus. Corresponding Author e-mail:
[email protected]

ห น้ า | 58

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

Abstract
This research aimed to study the factors affecting the performance of the

listed companies in the consumer goods industry in the fashion category by
studying the secondary data from the financial statements of the year 2015-2019 of
19 companies listed on the Stock Exchange of Thailand. And to analyze for
correlation and multiple regression analysis. The results of the study showed that
Sales period Average repayment period and the ratio of total assets to equity the
impact on the operating results to the earnings per share ratio has a significant
relationship. As for the ability to pay interest and wholesale sales, impact on the
performance on the book value ratio per share. And working capital ratio Average
collection period Trade payable turnover rate Debt to total assets ratio Fixed asset
turnover Debt to equity ratio the ability to pay interest, sales volume, and the size
of the entity did not affect the operating results to the earnings per share ratio. As
for the working capital ratio Sales period Average collection period Average
repayment period Account payable turnover ratio Debt to total assets Total assets
to equity ratio Fixed asset turnover Debt to equity ratio and the size of the business
does not affect the operating results on the book value ratio per share. Significant
level have relationship.
Keywords: Factor; Efficiency, Operation

บทนำ (Introduction)
สภาวะปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทยนั้น มีการแข่งขันที่เพิ่มมากข้ึน

ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใด ย่อมต้องสร้างหนทางหรือวิธีการในการ
ที่จะอยู่รอดในการทาธุรกิจ ธุรกิจแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมท่ีมีการเติบโตสูงมากในยุคปัจจุบัน
แบรนด์ต่างๆ จับตามองคู่แข่งกนั อยา่ งไมล่ ะสายตา พร้อมกับหาไอเดียใหม่ ๆ มาทาการตลาดเพ่ือให้
ทันกระแสและก้าวกระโดดได้มากที่สุด ประเทศไทยมีการเติบโตของธุรกิจแฟช่ันเป็นอุตสาหกรรม
ที่มีการเติบโตสูงมาก และมีการแข่งขันระหว่างธุรกิจมากข้ึนทั้งในประเทศและต่างประเทศ กิจการ
จึงต้องมีการดาเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพจึงจะเป็นที่น่าสนใจ จับตามองจากผู้ลงทุน(ปัทมาพร ท่อชู,
2559) จากข้อมูลบริษัทที่เติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟช่ันดังกล่าว มี
แนวโนม้ เพ่มิ มากข้ึน ดังน้ันกาไรถือเป็นข้อมูลทางการเงินที่มีความสาคัญในรายงานทางการเงินและ
งบการเงนิ กย็ งั เป็นเครื่องมือที่สาคัญสาหรับบุคคลภายในและภายนอกบริษัท ท้ังผู้บริหาร นักลงทุน
สถาบันการเงิน และผสู้ นใจโดยท่ัวไป ซงึ่ งบการเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงฐานะทางการเงิน ผลการ
ดาเนินงาน หรือแสดงในภาพรวมบริษัท เช่น แสดงถึงคุณภาพกาไรและประสิทธิภาพในการ

ห น้ า | 59

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ดาเนินงานของธุรกิจ (หน่ึงนุช ศรีสวัสดิ์, 2558) ในการศึกษาครั้งนี้ให้ความสนใจเก่ียวกับอัตราส่วน
สภาพคล่อง อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ อัตราส่วนความสามารถในการชาระหน้ี
อัตราส่วนมูลค่าทางการตลาด และลักษณะของธุรกิจ ท่ีจะส่งผลต่อความสามารถในการทากาไร
และการดาเนนิ งาน ด้วยเหตนุ ผ้ี ้วู ิจยั จงึ ไดศ้ กึ ษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานของบริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลกั ทรพั ย์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสนิ ค้าอุปโภคบรโิ ภค หมวดแฟช่ัน

วัตถุประสงค์ของกำรวจิ ัย (Research Objective)

เพอ่ื ศกึ ษาปัจจัยท่ีส่งผลกระทบต่อผลการดาเนนิ งานของบริษทั จดทะเบียนในตลาด
หลกั ทรัพย์ของกลุ่มอตุ สาหกรรมสินคา้ อปุ โภคบรโิ ภค หมวดแฟชั่น

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั (Research conceptual framework)
จากการศึกษาแนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ งกาหนดกรอบแนวคิดการวจิ ัยดังน้ี

ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตำม
อัตรำส่วนสภำพคลอ่ ง อตั ราสว่ นมูลค่าทาง
1. อตั ราส่วนเงนิ ทุนหมุนเวยี น การตลาด
2. ระยะเวลาขายสนิ คา้ เฉลย่ี 1. อตั ราส่วนกาไรต่อหนุ้
3. ระยะเวลาเก็บหนเ้ี ฉลยี่ 2. อัตรามูลค่าหุ้นทางบญั ชี
4. ระยะชาระหนเ้ี ฉลย่ี ต่อหุน้
5. อัตราสว่ นหมนุ เวียนเจ้าหน้กี ารคา้
อัตรำส่วนประสทิ ธภิ ำพในกำรใช้ ตัวแปรควบคมุ
สินทรัพย์ 1.ยอดขาย
6. อัตราสว่ นหน้ีสินตอ่ สนิ ทรัพยร์ วม 2.ขนาดของกจิ การ
7. อตั ราสว่ นสนิ ทรพั ย์รวมตอ่ สว่ นผู้ถือหุน้
8. อัตราส่วนหมนุ เวยี นสนิ ทรพั ย์ถาวร
อัตรำสว่ นควำมสำมำรถในกำรชำระหนี้
9. อตั ราสว่ นหน้ีสนิ ต่อสว่ นของผูถ้ อื ห้นุ
10. อัตราส่วนความสามารถในการจา่ ย
ดอกเบยี้

วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ัย (Research Methods)

การศึกษาคร้ังนี้ใช้ข้อมูลแบบทุติยภูมิ (Secondary data) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่ม
อตุ สาหกรรมสนิ ค้าอุปโภคบรโิ ภค หมวดแฟช่นั

ห น้ า | 60

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ งท่ีใช้ในกำรวิจัย
ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ี คือ ผู้วิจัยใช้บริษัทท่ีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย ในกลุ่มกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค และเลือกเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม
อุปโภคบริโภค หมวดแฟช่ัน จานวน 21 บริษัท ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยใช้ข้อมูล
ทางการเงนิ ในชว่ งระยะเวลา 5 ปี ย้อนหลัง ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2558–พ.ศ. 2562
การวิจัยคร้ังน้ีเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่ม
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟช่ัน โดยเลือกใช้ข้อมูลทางการเงิน จานวน 21 บริษัท
ย้อนหลัง 5 ปี ใช้ศึกษาได้จริงจานวน 19 บริษัท เน่ืองจากมีบริษัทท่ีมีผลการดาเนินงานย้อนหลัง
ไม่ครบ 5 ปี ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2558–พ.ศ. 2562 จานวน 2 บริษัท รวมกลุ่มตัวอย่างเป็น 228
กลมุ่ ข้อมูล

เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในกำรรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ทาการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ีเป็นแบบมูลทุติยภูมิ (Secondary
Data) ประกอบด้วย งานวิทยานิพนธ์ บทความ วารสาร ตาราวิชาการ งานวิจัยทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (www.set.or.th)
อันประกอบด้วย รายงานทางการเงิน (Financial statement) รายงานประจาปี ข้อมูลในแบบ
56-1 และโดยเก็บเฉพาะกลุ่มอตุ สาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟชั่น ย้อนหลัง 5 ปี ต้ังแต่ปี
พ.ศ. 2558–2562

กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล

เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีใช้แบบบันทึกข้อมูล ในการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ
จากงบการเงินแบบรายปีและอัตราส่วนทางการเงิน โดยแบ่งตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม และ
ตวั แปรควบคมุ

สถิตทิ ใี่ ชใ้ นกำรวิเครำะหข์ อ้ มูล

ก า ร ศึ ก ษ า ค ร้ั ง น้ี มุ่ ง เ น้ น ก า ร ศึ ก ษ า ถึ ง ปั จ จั ย ที่ ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ใ น ก า ร
ดาเนินงาน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค
หมวดแฟช่ัน ดังน้ันเพ่ือให้สามารถสรุปผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าว จึงต้องทาการวิเคราะห์ข้อมูล
โดยใช้วิธีทางสถิติ ซ่ึงผู้ศึกษาใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการประมวลผลข้อมูล โดยสถิติท่ีใช้ในการ
วิเคราะห์ขอ้ มลู ในการศึกษาคร้งั น้ี ประกอบด้วย

1. การวิเคราะหส์ ถติ ิเชงิ พรรณนา (Descriptive Analysis)
เป็นสถติ ิที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูลขั้นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือทราบลักษณะโดยท่ัวไป
ของตัวแปรท่ีเก็บรวบรวมได้ จะนาเสนอในรูปแบบค่าเฉลี่ย ค่าต่าสุด ค่าสูงสุด ส่วนเบี่ยงเบน

ห น้ า | 61

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

มาตรฐาน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค
หมวดแฟช่ัน ทีศ่ กึ ษาในชว่ ง ปี พ.ศ. 2558–2562

2. การวิเคราะหส์ หสมั พนั ธ์ (Pearson Correlation)
การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของอัตราส่วนสภาพคล่อง คือ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย ระยะชาระหนี้เฉลี่ย และอัตราส่วนหมุนเวียน
เจ้าหนี้การค้า อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม
อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น และอัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร อัตราส่วน
ความสามารถในการชาระหนี้ คือ อตั ราสว่ นหน้ีสินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และอัตราส่วนความสามารถ
ในการจา่ ยดอกเบยี้ อัตราส่วนมลู คา่ ทางการตลาด คอื อตั ราสว่ นผลกาไรตอ่ หนุ้ และอัตราส่วนมูลค่า
หุ้นทางบญั ชีต่อหนุ้ อีกทัง้ ขนาดของกจิ การ การเตบิ โตของยอดขาย
3. การวิเคราะห์ถดถอยพหคุ ูณ (Multiple regression)
เปน็ สถติ ทิ ่ีใชท้ ดสอบสมติฐานในการศกึ ษา เพอ่ื สรุปผลอา้ งองิ ไปยังประชากรในการศึกษา
คร้ังน้ีระดับความมีนัยสาคัญท่ี 0.05 โดยสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์การถดถอย
พหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ โดยทาการตรวจสอบความเป็น
อิสระต่อกันด้วยสถิติ Variance Inflation Factors (VIF) เพ่ือพิจารณาว่าตัวแปรอิสระที่นามาใช้ใน
การศึกษาที่จะระบุในสมการถดถอยน้ัน มีความสัมพันธ์ต่อกันหรือไม่ เพราะหากตัวแปรอิสระมี
ความสัมพันธ์กันหรือเรียกว่า ค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กันสูง
(Multicollinearity) จะส่งผลให้การประมาณค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสมการถดถอยมี
ความถูกต้องลดลง ตามปกติค่า VIF ที่มากกว่า 10 จะถือว่า อยู่ในระดับท่ีจะก่อให้เกิดปัญหา
Multicolinearity และวิธีพิจารณาจากค่าการยอมรับ (Tolerance) ค่า tolerance มีค่าต้ังแต่ 0 ถึง 1
ถ้าค่า Tolerance เข้าใกล้ 1 แสดงว่าตัวแปรเป็นอิสระจากกัน แต่ถ้าค่า Tolerance เข้าใกล้ 0
แสดงว่าเกดิ ปัญหา
การวเิ คราะหส์ มการถดถอยเชงิ พหุคณู แบบจาลองที่ใชใ้ นการศึกษา
1. ความสามารถในการทากาไรมีความสัมพนั ธก์ ับผลกาไรต่อหนุ้

EPS = β0 + β1 (CR) + β2 (AIP) + β3 (ACP) + β4 (APP) + β5 (APTR) + β6

(DTAR) + β7 (T/E) + β8 (FAT) + β9 (DE) + β10 (RIC) + β11 (Size) + β12(Sale
growth)… Model1

2. ความสามารถในการทากาไรมคี วามสมั พันธ์กบั มลู ค่าทางบัญชีต่อหนุ้

BVPS = β0 + β1 (CR) + β2 (AIP) + β3 (ACP) + β4 (APP) + β5 (APTR) + β6

(DTAR) + β7 (T/E) + β8 (FAT) + β9 (DE) + β10 (RIC) + β11 (Size) + β12(Sale
growth).… Model2

ห น้ า | 62

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ผลกำรวิจัย (Research Results)

สว่ นที่ 1 ผลกำรวเิ ครำะห์ค่ำสถติ เิ ชงิ พรรณนำ (Descriptive Statistic)
ผลการวิเคราะห์พบว่า ผลกาไรต่อหุ้น (EPS) มีค่าเฉลี่ย 1.1046 บาท มีค่าค่อนข้างต่า
มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) มีค่าเฉล่ีย 33.2613 บาท มีค่าค่อนข้างต่า อัตราส่วนเงินทุน
หมุนเวียน (CR) มีค่าเฉลี่ย 8.1025 เท่า มีค่าค่อนข้างสูง ระยะเวลาขายสินค้าเฉล่ีย (AIP) มีค่าเฉลี่ย
187.0210 วัน หรือ 187 วัน มีระยะเวลาค่อนข้างต่า ระยะเวลาเก็บหน้ีเฉลี่ย (ACP) มีค่าเฉลี่ย
83.3368 วัน หรือ 83 วัน มีระยะเวลาค่อนข้างต่า ระยะชาระหนี้เฉล่ีย (APP) มีค่าเฉล่ีย 67.9578
วัน หรือ 68 วัน มีระยะเวลาค่อนข้างต่า อัตราหมุนเวียนเจ้าหน้ีการค้า (APTR) มีค่าเฉล่ีย 0.9634
เท่า มีค่าค่อนข้างต่า อัตราส่วนหน้ีสินต่อสินทรัพย์รวม (DTAR) มีค่าเฉล่ีย 0.3766 เท่า มีค่า
ค่อนข้างต่า อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น (T/E) มีค่าเฉลี่ย 1.4210 เท่า มีค่าค่อนข้างสูง
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร (FAT) มีค่าเฉล่ีย 1.8677 เท่า มีค่าค่อนข้างต่า อัตราส่วนหน้ีสินต่อ
ส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) มีค่าเฉลี่ย 0.4965 เท่า มีค่าค่อนข้างต่า อัตราส่วนความสามารถในการจ่าย
ดอกเบ้ีย (ICR) มีค่าเฉลี่ย 23,860.2024 เท่า มีค่าค่อนข้างสูง ขนาดของกิจการ (Size) มีค่าเฉลี่ย
21.6313 หรือ 21,631,200 บาท และยอดขาย (Sale) มีคา่ เฉล่ยี 3,016,923,009 บาท

สว่ นท่ี 2 ผลกำรวิเครำะหค์ ่ำสหสมั พันธ์ (Correlation Analysis)
ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาอัตราส่วนผลกาไร
ต่อหุ้น Earnings Per Share (EPS) พบว่า ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (AIP) มีความสัมพันธ์กับ
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CR) ในเชิงบวกระยะเวลาเก็บหนี้เฉล่ีย (ACP) มีความสัมพันธ์กับ
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CR) มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (AIP) ในเชิงบวก
ระยะเวลาชาระหนี้เฉลี่ย (APP) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนผลกาไรต่อหุ้น (EPS) ในเชิงบวก
อัตราหมุนเวียนเจ้าหน้ีการค้า (APTR) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CR)
อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (APTR) ในเชิงบวก อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น (T/E)
มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนผลกาไรต่อหุ้น (EPS) ในเชิงลบอัตราส่วนหน้ีสินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
(DE) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนผลกาไรต่อหุ้น (EPS) ในเชิงลบ อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อ
ส่วนผู้ถือหุ้น (T/E ) อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร (FAT) ในเชิงบวก อัตราส่วนความสามารถใน
การจา่ ยดอกเบ้ีย (ICR) มีความสมั พนั ธ์กับอตั ราสว่ นผลกาไรต่อหุ้น (EPS) ในเชิงบวก การเติบโตของ
ยอดขาย (Sale growth) มีความสัมพันธ์กับอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร (FAT) ในเชิงลบ
ขนาดของกิจการ (Size) มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาขายสินค้าเฉล่ีย (AIP) ในเชิงลบ
อัตราหมนุ เวียนเจ้าหนก้ี ารคา้ (APTR) อัตราหมนุ เวยี นสินทรพั ย์ถาวร (FAT) การเติบโตของยอดขาย
(Sales Growth)
ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของตัวแปรอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
Book Value Per Share (BVPS) พบว่า ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (AIP) มีความสัมพันธ์กับ
อตั ราส่วนมลู ค่าหุ้นทางบญั ชีต่อหุ้น (BVPS) ในเชิงลบ อัตราส่วนเงินทุน (CR) ในเชิงบวก ระยะเวลา

ห น้ า | 63

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

เก็บหนี้เฉลี่ย (ACP) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนเงินทุน (CR) ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (AIP)
ในเชิงบวก อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า (APTR) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนเงินทุน (CR)
ระยะเวลาขายสินค้าเฉล่ีย (AIP) ในเชิงลบ อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น (T/E)
มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ในเชิงลบ อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์
ถาวร (FAT) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ในเชิงลบ อัตราส่วน
หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS)
อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร (FAT) ในเชิงลบ อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น(T/E)
ในเชงิ บวก อัตราสว่ นความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (ICR) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนมูลค่าหุ้น
ทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ในเชิงบวก การเติบโตของยอดขาย (Sale growth) มีความสัมพันธ์กับ
อัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ในเชิงบวก อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร (FAT)
ในเชิงลบ ขนาดของกิจการ (Size) มีความสัมพันธ์กับอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS)
อัตราหมุนเวียนเจ้าหน้ีการค้า (APTR) ขนาดของกิจการ (Size) ในเชิงบวก อัตราส่วนเงินทุน
หมนุ เวียน (CR) ระยะเวลาขายสนิ ค้าเฉล่ยี (AIP) อัตราหมนุ เวียนสินทรัพยถ์ าวร (FAT) ในเชงิ ลบ

ส่วนที่ 3 ผลกำรวเิ ครำะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression)
ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณของอัตราส่วนผลกาไรต่อหุ้นกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบ
ต่อผลการดาเนินงานโดยวัดจากอัตราส่วนผลกาไรต่อหุ้น พบว่าอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนไม่ส่งผล
กระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.217 ระยะเวลาขาย
สินค้าส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.022
ระยะเวลาเก็บหน้ีเฉลี่ยไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อ Significant
เท่ากับ 0.779 ระยะชาระหนี้เฉล่ียส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น
Significant เท่ากับ 0.000 อัตราหมุนเวียนเจ้าหน้ีการค้าไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่อ
อัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.276 อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมไม่ส่งผลกระทบ
ต่อผลการดาเนินงานตอ่ อัตราส่วนกาไรตอ่ หุ้น Significant เท่ากับ 0.072อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อ
ส่วนผู้ถือหุ้นส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.050
อัตราหมนุ เวยี นสนิ ทรัพย์ถาวรไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant
เท่ากับ 0.155 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วน
กาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.550 ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยส่งไม่ผลกระทบต่อผลการ
ดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.092ยอดขายไม่ส่งผลกระทบต่อผลการ
ดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.169ขนาดของกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อ
ผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุน้ Significant เทา่ กับ 0.908

ห น้ า | 64

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

Unstandardized Standardized Collinearity Statistics
Coefficients Coefficients Tolerance VIF

Model B Std. Error Beta t Sig. .117 8.534
(Constant) .147 .884 .239 4.183
CR 1.619 11.045 1.243 .217 .240 4.167
AIP -2.335 .022* .739 1.353
ACP .032 .026 .300 -.282 .779 .629 1.590
APP 3.793 .000** .915 1.093
APTR -.006 .002 -.394 1.118 .267 .493 2.028
DTAR -1.821 .072 .639 1.564
TE -.001 .002 -.048 -1.985 .050* .432 2.314
FAT 1.434 .155 .946 1.058
DE .015 .004 .364 -.600 .550 .160 6.265
ICR 1.706 .092 .130 7.667
SALE 1.864 1.667 .116 1.387 .169
Logsize -.116 .908
-.597 .328 -.157

-1.428 .719 -.233

.277 .193 .148

-.415 .693 -.075

2.021 .000 .145

2.260 .000 .287

-.061 .523 -.027

แสดงผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ของอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นกับปัจจัย
ทส่ี ง่ ผลกระทบต่อผลการดาเนนิ งาน โดยวัดจากอตั ราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นพบว่า อัตราส่วน
เงนิ ทนุ หมนุ เวยี นไม่สง่ ผลกระทบต่อผลการดาเนนิ งานตอ่ อัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น Significant
เทา่ กับ 0.357 ระยะเวลาขายสนิ ค้าไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชี
ต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.184 ระยะเวลาเก็บหน้ีเฉล่ียไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่อ
อัตรามูลค่าหนุ้ ทางบญั ชตี ่อหนุ้ Significant เท่ากบั 0.582 ระยะชาระหนเี้ ฉลี่ยไมส่ ่งผลกระทบต่อผล
การดาเนินงานต่ออตั รามลู ค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.450 อัตราหมุนเวียนเจ้าหน้ี
การค้า ไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น Significant เท่ากับ
0.480 อัตราส่วนหน้ีสินต่อสินทรัพย์รวมไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทาง
บัญชีต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.486 อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อ
ผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรไม่ส่งผลกระทบ
ตอ่ ผลการดาเนนิ งานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.922 อัตราส่วนหนี้สิน
ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
Significant เท่ากับ 0.060 ความสามารถ ในการจ่ายดอกเบ้ียส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่อ
อัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นค่า Significant เท่ากับ 0.006 ยอดขายส่งผลกระทบต่อผลการ
ดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น Significant เท่ากับ 0.000 ขนาดของกิจการไม่ส่งผล
กระทบตอ่ ผลการดาเนนิ งานต่ออัตรามูลค่าหุน้ ทางบัญชีต่อหุ้น Significant เทา่ กบั 0.230

ห น้ า | 65

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ตำรำงท่ี 2 แสดงผลการวเิ คราะห์ถดถอยพหุคูณ ของอัตราส่วนมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
กบั ปจั จยั ที่ส่งผลกระทบตอ่ ผลการดาเนนิ งาน โดยวดั จากอตั ราสว่ นมูลค่าห้นุ ทางบัญชตี อ่ หุน้

Standardized Collinearity Statistics
Unstandardized Coefficients Coefficients

Model B Std. Error Beta t Sig. Tolerance VIF
(Constant) 1.388 .169
109.639 78.986

CR .172 .186 .175 .927 .357 .117 8.534

AIP -.023 .017 -.177 -1.341 .184 .239 4.183

ACP -.010 .017 -.073 -.553 .582 .240 4.167

APP .022 .029 .057 .759 .450 .739 1.353

APTR 8.452 11.924 .058 .709 .480 ..629 1.590

DTAR -1.638 2.343 -.047 -.699 .486 .915 1.093

TE 1.115 5.144 .020 .217 .829 .493 2.028

FAT .136 1.381 .008 .098 .922 .639 1.564

DE -9.453 4.953 -.187 -1.909 .060 .432 2.314

ICR 2.369 .000 .185 2.796 .006** .946 1.058

SALE 6.072 .000 .841 5.210 .000** .160 6.265

Logsize -4.520 3.741 -.216 -1.208 .230 .130 7.667

อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)

จากการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดาเนินงานของบริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟช่ัน ข้อมูลจาก
งบการเงินปี 2558-2562 รายงานประจาปี และแบบ 56-1 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จานวน 19 บริษทั สามารถอภปิ รายผลไดด้ งั น้ี

1. อัตราส่วนสภาพคล่องในส่วนของระยะเวลาขายสินค้าส่งผลกระทบต่อผลการ
ดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้นในเชิงลบ และระยะชาระหนี้เฉล่ียส่งผลกระทบต่อผลการ
ดาเนนิ งานตอ่ อัตราส่วนกาไรต่อหุ้นในเชิงบวก ซง่ึ สอดคลอ้ งกับบทความของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (2562) นาเสนอแนวคิดทฤษฎีวงเงินสด (Cash Cycle)
โดยอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ระยะเวลาเก็บหนี้เฉล่ีย และอัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้าไม่ส่งผล
กระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น และแนวคิดเงินทุนหมุนเวียน คือ เงินทุนท่ี
กิจการต้องใช้หมุนเวียนสาหรับการดาเนินงานก่อนที่กิจการจะได้รับเงินสดจากการขายสินค้าและ
บริการ หรอื การชาระหน้ีจากลูกหนี้การค้า

ห น้ า | 66

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

2. อัตราสว่ นประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์โดยอัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น
ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้นในเชิงลบ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดท่ีว่า
อัตราส่วนสินทรพั ย์รวมตอ่ สว่ นของผถู้ ือหุ้น (Equity Multiplier) แสดงถงึ ประสิทธิภาพในการจัดหา
แหล่งเงินทุนท่ีเหมาะสม ถ้ามีค่ามากแสดงว่าจากสินทรัพย์ทั้งหมด เป็นการใช้เงินทุนจากผู้ถือหุ้น
เป็นส่วนน้อย ในภาวะท่ีอัตราดอกเบ้ียต่า สินทรัพย์จะสามารถสร้างรายได้ได้สูงกว่าดอกเบ้ียที่ต้อง
จ่าย ทาให้ผู้ถอื ห้นุ สามารถทากาไรไดม้ ากโดยใช้เงนิ ลงทุนส่วนตัวต่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ หน่ึง
นชุ ศรสี วัสดิ์ และฐติ าภรณ์ สนิ จรูญศักด์ิ (2558) และอัตราส่วนหน้ีสินต่อสินทรัพย์รวม และอัตรา
หมุนเวยี นสินทรพั ย์ถาวรไมส่ ่งผลกระทบตอ่ ผลการดาเนินงานตอ่ อตั ราส่วนกาไรต่อหุ้น หรือกล่าวคือ
อัตราส่วนหน้ีสินต่อสินทรัพย์รวม และอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรไม่สามารถส่งผลต่ออัตราส่วน
กาไรตอ่ หุน้

3. อัตราส่วนความสามารถในการชาระหน้ีโดยอัตราส่วนหน้ีสินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และ
ความสามารถในการจ่ายดอกเบ้ียไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น
จึงสอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ ศศิวิมล หนูกลาง (2554) เร่ือง การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกาไรสุทธิต่อ
หุ้น ของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทท่ีไม่เป็นธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยในหมวดอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ พบว่าอัตราส่วนหน้ีสินต่อ
ส่วนของผ้ถู ือหุ้น ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยไมม่ คี วามสัมพันธก์ าไรสุทธติ อ่ หุ้น

4. ลักษณะของบริษัท ในส่วนของยอดขาย และขนาดของกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อผล
การดาเนินงานต่ออัตราส่วนกาไรต่อหุ้น จึงไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของ หน่ึงนุช ศรีสวัสดิ์ และ
ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักด์ิ (2558) เร่ือง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากาไรสุทธิและอัตราผลตอบแทน
ต่อสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ. พบว่ายอดขาย และขนาดของ
กิจการ มคี วามสัมพันธ์กบั ผลการดาเนินงานตอ่ อัตราสว่ นกาไรตอ่ หุน้

5. อัตราส่วนสภาพคล่อง ในส่วนของอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ระยะเวลาขายสินค้า
ระยะเวลาเกบ็ หนี้เฉลี่ย ระยะชาระหน้ีเฉลี่ยและอัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้าไม่ส่งผลกระทบต่อผล
การดาเนนิ งานต่ออตั รามูลคา่ ห้นุ ทางบัญชตี ่อหุ้นจงึ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ ฐิภัทรา ดิตยานันทกูล
(2559) เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนใน
หลักทรัพย์ทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสาร ที่พบว่า อัตราส่วนสภาพคล่อง มีความสัมพันธ์กับอัตรามูลค่าหุ้นทาง
บัญชีต่อหุน้

6. อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ ในส่วนของอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์
รวม อัตราส่วนสินทรัพย์รวมต่อส่วนผู้ถือหุ้น อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรไม่ส่งผลกระทบต่อผล
การดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นจึงสอดคล้องกับงานวิจัยของดัสกร สีดา (2562)
เรื่อง อัตราส่วนทางการเงินที่มีผลต่อมูลค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์หมวดธุรกิจขนส่ง

ห น้ า | 67

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

และโลจิสติกส์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าอัตราส่วนหน้ีสินต่อสินทรัพย์รวม
และอัตราหมนุ เวียนสินทรัพย์ถาวร ไมส่ ่งผลตอ่ อัตรามลู ค่าหุน้ ทางบญั ชีตอ่ หนุ้

7. อัตราส่วนความสามารถในการชาระหน้ี ในส่วนของอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือ
หุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น และความสามารถใน
การจ่ายดอกเบ้ียส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นในเชิงบวก
เพราะนักลงทุนเล็งเห็นแนวโน้มการเจริญเติบโตการดาเนินงานของกิจการในอนาคตค่อนข้างดี
มีความเส่ียงทางการเงินอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือมีโอกาสสร้างกาไรได้สูงข้ึนในอนาคตทาให้
นักลงทนุ มโี อกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงข้ึนท้ังในรูปของเงินปันผลและส่วนต่างราคาหุ้น
สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของศิลปพร ศรีจัน่ เพชร (2551)

8. ลักษณะของบริษัทในส่วนของยอดขายส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรา
มูลค่าหุน้ ทางบญั ชีต่อหนุ้ ในเชิงบวกจึงสอดคล้องกับงานวิจัยของหน่ึงนุช ศรีสวัสด์ิ และฐิตาภรณ์ สิน
จรูญศักด์ิ (2558) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากาไรสุทธิและอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ของ
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ. พบว่ายอดขาย มีความสัมพันธ์กับผลกระทบต่อ
ผลการดาเนนิ งาน และขนาดของกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้นทาง
บัญชีต่อหุ้นหรือกล่าวคือขนาดของกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานต่ออัตรามูลค่าหุ้น
ทางบัญชตี อ่ หุ้น แนวคดิ พบว่าขนาดไมม่ ีผลต่อการดาเนินงานของบริษัทแต่องค์ประกอบบางตัวมีผล
ต่อการดาเนนิ งานของธรุ กิจ

ขอ้ เสนอแนะกำรวจิ ยั (Research Suggestions)

ข้อเสนอแนะท่วั ไป

1. การศึกษาครั้งน้ีได้อาศัยทฤษฎีสมการถดถอยพหุคูณ โดยอาศัยการประยุกต์
ตามแนวคิดอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงถดถอย ทั้งน้ีเพื่อ
เป็นแนวทางการลงทนุ ในหลกั ทรพั ย์อสุ าหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟช่ัน ผลของการศึกษา
โดยมตี ัวแปรอสิ ระทมี่ ีความสัมพนั ธต์ ่อทกุ ตวั แปรตามอย่างมนี ยั สาคัญและเป็นไปตามสมมตฐิ าน

2. ผู้ท่ีจะลงทุนในหลักทรัพย์อุสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดแฟชั่น ควรที่จะต้อง
พิจารณาถึงตัวแปรท่ีมีผลกระทบหรือกระทบเพียงบางหลักทรัพย์อุสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค
หมวดแฟชัน่

ข้อเสนอแนะเพอ่ื กำรวจิ ัยคร้ังต่อไป

1. งานวิจัยในอนาคตสามารถนาอัตราส่วนทางการเงินตัวอ่ืนมาร่วมพิจารณาเพิ่มเติม
เพ่อื ใหต้ ัวแบบจาลองสามารถอธบิ ายปัจจยั ทีส่ ่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานใหด้ ยี ง่ิ ข้ึนได้

2. การศึกษาครั้งต่อไป อาจจะขยายช่วงเวลาที่จะทาการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อให้ผลของ
การศกึ ษามคี วามละเอยี ดและชดั มากยิ่งขนึ้ การศึกษาคร้งั ตอ่ ไปอาจขยายขอบเขตการศึกษาออกไป

ห น้ า | 68

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

3. การศึกษาคร้ังต่อไปผู้วิจัยอาจจะขยายขอบเขตการศึกษาบริษัทกลุ่ม อื่น ๆ
และหมวดอ่นื ๆ

เอกสำรอำ้ งองิ (References)

ชนะใจ เดชวิทยาพร. (2541). การจัดสรรเงนิ ทนุ หมนุ เวยี น กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑติ ย์
ชญานุช อิ่มอกใจ. (2558). การวเิ คราะหอ์ ัตราสว่ นทางการเงินและการประเมนิ มูลค่าหลกั ทรพั ย์

ของบริษทั ทีจ่ ดทะเบียนในตลาด หลกั ทรัพย์แหง่ ประเทศไทย หมวดธรุ กจิ สื่อและ สิง่ พิมพ.์
สารนพิ นธบ์ ัญชมี หาบณั ฑิต (สาขาบญั ช)ี . มหาวทิ ยาลัยหอการค้าไทย.
ฐิภัทรา ดติ ยานันทกูล. (2559). ความสัมพันธร์ ะหวา่ งอัตราส่วนทางการเงนิ กบั อัตราผลตอบแทน
จากการลงทนุ ในหลักทรัพยท์ จดทะเบียนในตลาดหลกั ทรัพยแ์ ห่งประเทศไทย ในกลุ่ม
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร. วิทยานิพนธ์บญั ชมี หาบณั ฑิต.
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ดัสกร สีดา. (2562) . อัตราสว่ นทางการเงนิ ท่ีมผี ลต่อมลู ค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์หมวดธรุ กจิ
ขนส่งและโลจิสติกสใ์ นตลาดหลักทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย. วิทยานพิ นธบ์ รหิ ารธุรกิจ
มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
ธนาคารพัฒนาวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อมแหง่ ประเทศไทย.(2563). เงนิ ทนุ หมนุ เวยี น.
สบื คน้ 28 พฤศจกิ ายน 2563, จาก http://www.smebank.co.th
ปทั มาพร ท่อชู. (2559). ประสทิ ธิภาพในการทางานในองค์กร. สืบค้น 28 พฤศจิกายน 2563. จาก
www.thailandindustry.com/onlinemag/view2.php?id=771&section=17&issues=74.
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. อัตราสว่ นทางการเงนิ Financial Ratio สบื คน้ 30 พฤศจิกายน 2563 จาก :
www.op.mahidol.ac.th/orfa/ratio.html.
ศลิ ปพร ศรีจัน่ เพชร. (2551). ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบรษิ ัท โครงสรา้ งของผถู้ ือหุ้นกบั
มูลค่าเพ่ิมเชงิ เศรษฐศาสตร.์ วารสารวิชาชพี บัญชี. 4(10), 26-39
ศศิวิมล หนูกลาง. (2554). การศกึ ษาปัจจัยที่มผี ลตอ่ กาไรสุทธติ ่อหุ้น ของบริษทั ทเี่ ป็นธรุ กิจ
ครอบครัว กบั บริษัทที่ไมเ่ ปน็ ธรุ กจิ ครอบครวั ที่จดทะเบยี นในตลาดหลักทรพั ย์ แห่ง
ประเทศไทยในหมวดอุตสาหกรรมขนสง่ และโลจสิ ติกส์. วทิ ยานิพนธบ์ รหิ ารธุรกิจ
มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภฏั ยะลา.
สนิ ี ภาคย์อุฬาร. (2558). ความสมั พันธ์ระหว่าอัตราส่วนทางการเงนิ กับราคาหลกั ทรัพย์ของบริษัทที่
มมี ลู ค่าหลกั ทรพั ย์ตามราคาสูงสดุ ของแตล่ ะกลมุ่ อุสาหกรรมทีจ่ ดทะเบยี นในตลาด
หลักทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย. วทิ ยานิพนธ์วิทยาศาสตรม์ หาบัณฑติ (สาขาวชิ าการเงิน).
มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ.

ห น้ า | 69

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

โสภณ บญุ ถอมวงศ์. (2558). ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความสามารถในการทากาไรและประสทิ ธภิ าพ
การบริหารสนิ ทรัพย์. สารนิพนธ์บริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการจัดการเชิงกลยทุ ธ์).
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.

หนึ่งนชุ ศรีสวัสด์ิ และ.ฐติ าภรณ์ สนิ จรญู ศักด.์ิ (2558). ปัจจัยท่สี ง่ ผลกระทบต่ออัตรากาไรสทุ ธแิ ละ
อตั ราผลตอบแทนตอ่ สนิ ทรพั ยข์ องบรษิ ทั จดทะเบยี นในตลาดหลักทรพั ย์ เอม็ เอ ไอ. สารนพิ นธ์
บญั ชีมหาบณั ฑิต. มหาวทิ ยาลัยศรีปทมุ .

อลงกรณ์ เที่ยงคนื . (2546). การศึกษาอัตราผลตอบแทนและความเสย่ี งของหลักทรพั ยโ์ ดยวธิ ี capital
asset pricing model. สารนิพนธ์ บริหารธรุ กิจมหาบณั ฑิต (สาขาบรหิ ารธุรกิจ).
มหาวิทยาลยั หอการคา้ ไทย.

ห น้ า | 70

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 71

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

การประยุกตห์ ลกั พุทธธรรมเพือ่ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของผู้สงู อายุในเทศบาล
เมอื งสพุ รรณบุรี จังหวดั สพุ รรณบุรี

Buddhadhamma Application for Elderly’s Quality of Life Development
at Muang Suphanburi Municipality, Suphanburi Province

พระเตวิช โชติญาโณ1 สรุ พล สุยะพรหม2 รฐั พล เย็นใจมา3
Phra Tevicth Jotiyano (Pantadet), Surapon Suyaphrom, Rattaphon Yenjaima

บทคัดยอ (Abstract)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพ่ือศึกษาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การประยุกต์หลักพุทธธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
3. เพือ่ ศกึ ษาปัญหา อุปสรรค และขอ้ เสนอแนะ การศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ดาเนินการตามระเบียบวิธีการ
เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กล่าวคือ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ในพ้ืนที่
เทศบาลเมอื งสุพรรณบรุ ี จานวน 372 คน ได้กาหนดขนาดของกลมุ่ ตัวอยา่ งโดยใช้สูตรคานวณขนาด
กลมุ่ ตัวอยา่ งของ ทาโร่ ยามาเน่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์หลักพุทธธรรม และยุทธศาสตร์การ
พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วน
การใชร้ ะเบียบวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ เลือกแบบเจาะจงผใู้ หข้ ้อมลู สาคัญ จานวน 8 รูปหรือคน ด้วยวิธีการ
สัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ ใหข้ อ้ มูลสาคัญ ใช้เทคนคิ การวเิ คราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ประกอบบริบท นาเสนอ
เป็นความเรียงประกอบตารางแจกแจงความถีข่ องผูใ้ ห้ขอ้ มูลสาคญั เพ่อื สนับสนุนขอ้ มลู เชิงปริมาณ
ผลการวิจัยพบว่า ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกใน
ระดบั ค่อนข้างสงู (R=0.637, Sig=0.01) ดังนั้นจึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ยุทธศาสตร์การพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตของผู้สงู อายขุ องเทศบาลเมอื งสุพรรณบรุ ี จังหวัดสพุ รรณบุรี กบั การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง

Received: 2021-02-06 Revised: 2021-07-25 Accepted: 2021-08-03
1หลกั สตู รรฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั Master of Public Administration Program, Government, Graduate
School, Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Corresponding Author e-mail:
[email protected]

2 3 ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย Department of
Political science, Faculty of Social Sciences MahachulalongKornrajavidyalaya University

ห น้ า | 72

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

(R=0.666, Sig=0.01) ดังนั้นจึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ปัญหาและอุปสรรคด้านการประยุกต์
หลกั พทุ ธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต พบว่า ด้านศีล 1) สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เช่นมูลสัตว์ และการ
ปลูกต้นไม้ตามทางของประชาชนบางท่าน ทาให้การสัญจรลาบาก 2) ผู้สูงอายุมีโอกาสในการเข้า
ร่วมกจิ กรรมท่ีจะให้บาเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมน้อย ด้านจิต 1) กิจกรรมในการเข้าวัด ไหว้
พระ ปฏิบัติธรรมน้อย 2) มีความเครียด และวิตกกังวลในการใช้ชีวิตต่อสังคมผู้สูงอายุ ด้านปัญญา
1) การทางานของสมองที่เริม่ ชา้ ลง ความจาและมีการลืมเป็นบางครั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดาเนิน
ชวี ิตประจาวัน
คาสาคญั (Keywords): การประยกุ ต์หลกั พุทธธรรม; การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต; ผู้สูงอายุ

Abstract
Objectives of this research paper were: 1. To study the elderly’s quality of

life development 2.To study the relationship between the Buddhadhamma
application and the elderly’s quality of life development and 3. To study the
problems, obstacles and suggestions for Buddhadhamma application for the
elderly’s quality of life development. Methodology was the mixed methods: The
quantitative research; data were collected from 372 samples who were senior
citizens living at Muang Suphanburi Municipality, Suphanburi Province, using Taro
Yamane’s formula to calculate the sample size and the data were analyzed with
frequency, percentage, mean, standard deviation. As for the relations between
Buddhadhamma application and the elderly’s quality of life development strategy
at Muang Suphanburi Municipality, Suphanburi Province. was analyzed with
Pearson’s correlation coefficient. The qualitative research, data were collected from
8 key informants by in-depth-interviewing and analyzed by content descriptive
interpretation with the table indicating the key informants frequency. The data were
used to support the quantitative research method. Findings were as follows: The
findings from relations analysis between Buddhadhamma application and the
elderly’s quality of life development at Muang Suphanburi Municipality,
Suphanburi Province, by overall, had positive relations at relatively high level with
statistically significant level (R = 0.637, Sig = 0.11).accepting the set hypothesis.
The elderly’s quality of life development strategy and the elderly’s quality of life
development at Muang Suphanburi Municipality, Suphanburi Province, by overall
had positive relations at relatively high level with statistically significant level (R =
0.666, Sig = 0.01), accepting the set hypothesis. The problems, obstacles of

ห น้ า | 73

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

Buddhadhamma application for the elderly’s quality of life development at Muang
Suphanburi Municipality, Suphanburi Province , were found that: Sila, precept
aspect; 1) There were various sewage such as animal dung and tree planting along
the walk way by some people that created the inconvenience for travelling. 2) The
elderly had the rare opportunity to participate in activities for the social and
society benefits. For Citta, mental aspect; 1) Activities for the monastery entry to
worship the Buddha and chanting were rather rare, 2) There were stress and
anxiety in life in the elderly society. For Panna, wisdom aspect, 1) The brain began
to work more slowly, memory was not bright, forgetfulness began to occur now
and then that were the obstacles for daily activities.
Keywords: Buddhadhamma Application; Quality of Life Development; Elderly

บทนา (Introduction)
ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 และกาลังจะกลายเป็นสังคม

สูงอายุอย่างสมบูรณ์ภายในอีกไม่ก่ีปีข้างหน้า ในรอบคร่ึงศตวรรษที่ผ่านมา ผู้สูงอายุไทยได้เพ่ิม
จานวนขึ้นเกือบ 7 เท่าตัวในปี 2513 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียง 1.7 ล้านคน
ประชากรสูงอายไุ ดเ้ พิ่มจานวนเป็น 4 ล้านคนในปี 2533 และเพิ่มเป็น 11.2 ล้านคน ในปี 2561 อีก
20 ปีขา้ งหนา้ ในปี 2581 ประชากรสงู อายุไทยจะเพ่ิมจานวนขน้ึ อีกเกอื บเท่าตัว คือเป็น 20 ล้านคน
(สมศักด์ิ ชุณหรัศมิและคณะ, 2562) ผู้สูงอายุในประเทศไทยกาลังมีจานวนสูงขึ้น อันเน่ืองมาจาก
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ขณะท่ีผู้สูงอายุมีอายุยืนนานข้ึน และมีจานวนเพ่ิมมากขึ้น
สภาพเศรษฐกิจและสงั คมไทยก็กาลงั เปลยี่ นไป จึงทาให้ผู้สูงอายุจานวนมากต้องเผชิญกับปัญหาต่าง
ๆ มากมายอย่างโดดเดี่ยว ไร้ลูกหลานเหลียวแล จากผลการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการ
ของผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องสุขภาพกายและจิต ปัญหาขาดรายได้
ปัญหาขาดท่ีพึ่งพิงว้าเหว่ และอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตามถ้าจะพิจารณาในแง่ของการมีส่วน
ช่วยเหลือสังคม จะพบวา่ ผู้สูงอายจุ านวนมากได้เคยรับใช้สังคมประเทศชาติบ้านเมืองมามากต่อมาก
แล้วเช่นกัน ฉะน้ันในยามเมื่อย่างเข้าสู่วัยชราหรือวัยแก่เฒ่า เขาเหล่านี้จึงไม่ควรถูกทอดทิ้งแต่ควร
จะได้รับการดูแล เอาใจใส่ และแนะนาวิธีการต่าง ๆ ที่จะทาให้เขาเหล่าน้ีอยู่อย่างมีความสุข (นง
ลักษณ์ เทพสวัสด์ิ,2549) ปัจจุบันจานวนประชากรมากกว่าครึ่งหน่ึงของประชากรในประเทศมีอายุ
ถึง 65 ปี ที่เรียกได้ว่าจะกลายเป็นสังคมส่วนใหญ่ของประเทศเราในอนาคต คือจะกลายเป็นสังคม
ผู้สูงอายุ ที่ยังคงดารงชีพยาวต่อไปได้ จะเห็นได้ว่าตัวเลขดังกล่าวมีความสาคัญท้ังในด้านปัญหา
สาธารณะสุข และเศรษฐกจิ (ภัทระ ฉลาดแพทย์, 2559)

ห น้ า | 74

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยใช้หลักไตรสิกขา
ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงแสดงหลักการศึกษาตามแนวทางพระพุทธศาสนาไว้ใน
พระไตรปิฎก ว่า สิกขา 3 ประการ คือ 1. อธิศีลสิกขา 2. อธิจิตสิกขา 3. อธิปัญญาสิกขา (องฺ.ติก.
(ไทย) 20/87/312, 20/40/318)

ผ้ศู ึกษาจงึ มคี วามสนใจทจ่ี ะศกึ ษาการประยกุ ตห์ ลกั พุทธธรรมเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เพ่ือเป็นการสะท้อนสภาวะความเป็นอยู่
ความสามารถในการดารงชีพ สถานภาพทางสังคม สภาพแวดล้อมและจิตใจ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพ
ชีวิตของผู้สูงอายุ เพ่ือนาผลท่ีได้จากการศึกษาการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีไปเป็นแนวทางการพัฒนาการ
ดาเนินงานของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น และสามารถรองรับ
การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของประชากรในอนาคต ในการศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศึกษาการประยุกต์
หลกั พทุ ธธรรมเพือ่ การพัฒนาคุณภาพชวี ิตผู้สงู อายขุ องเทศบาลเมืองสุพรรณบรุ ี จงั หวดั สพุ รรณบุรี

วตั ถุประสงค์การวจิ ยั (Research Objective)
1. เพ่ือศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

จงั หวัดสพุ รรณบุรี
2. เพื่อศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างการประยุกต์หลกั พทุ ธธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ของผู้สงู อายใุ นเขตเทศบาลเมอื งสพุ รรณบรุ ี จงั หวัดสุพรรณบุรี
3. เพ่ือศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการ

พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของผูส้ งู อายุในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบรุ ี จังหวัดสุพรรณบุรี

สมมติฐานของการวจิ ัย (Research Hypothesis)
1. การประยุกต์หลักพุทธธรรมมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุใน

เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
2. ยทุ ธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพ

ชีวติ ของผู้สูงอายุในเทศบาลเมอื งสพุ รรณบุรี

วิธดี าเนินการวิจยั (Research Methods)
การวิจัยเร่ือง การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของ

เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixeds Methods
esearch) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสารวจ
(Survey Research) ทาการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัย

ห น้ า | 75

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กับผู้ให้
ขอ้ มูลสาคัญ (Key Informants)

ประชากร ได้แก่ ผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จานวน 5,216คน กาหนด
ขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคานวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane)
ไดก้ ลุ่มตวั อยา่ ง 373 คน

ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสาคัญ จานวน 5 กลุ่ม
ประกอบด้วย 1. นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา 2. ผู้บริหารระดับสูงของเทศบาล 3. ผู้บริหาร
ระดับปฎบิ ัติการของเทศบาล 4. นกั วชิ าการดา้ นรัฐประศาสนศาสตร์ 5. ประชาชนผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
รวมผู้ให้ขอ้ มลู สาคัญจานวน 8 รูป/คน

เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ขั้นตอนการสร้าง
แบบสอบถามมีดงั น้ี
1. ศกึ ษาวิธกี ารสร้างแบบสอบถามท่ีใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตาราและงานวิจัยที่
เกย่ี วข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกาหนดกรอบความคิดในการสรา้ งแบบสอบถาม
2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง โดยพิจารณาถึง
รายละเอยี ดต่าง ๆ เพ่ือใหค้ รอบคลุมวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ท่ีกาหนดไว้
3. ขอคาาแนะนาจากอาจารยท์ ป่ี รกึ ษาเพือ่ ใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม
4. สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการ
เก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. นาเสนอร่างแบบสอบถามต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อ
ตรวจสอบและปรับปรงุ แกไ้ ข
6. นาเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้ (Try out) กับประชาชนที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม
ตัวอย่างที่ไมใ่ ชก่ ลุ่มตัวอย่างจรงิ จานวน 30 ชุด เพ่ือหาค่าสัมประสทิ ธิค์ วามเชอื่ ม่ัน (Reliability)
7. นาเสนออาจารย์ทปี่ รกึ ษา
8. จดั พิมพแ์ บบสอบถามฉบบั จรงิ แลว้ นาไปแจกกบั กลุ่มตวั อย่างในการวิจยั
9. รวบรวมแบบสอบถามดว้ ยตนเอง แลว้ นามาวเิ คราะห์
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผวู้ จิ ยั ดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู มขี ัน้ ตอน ดังน้ี
1. ขอหนงั สือจากผู้อานวยการหลักสตู รบณั ฑิตศกึ ษาภาควิชารัฐศาสตร์คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยถึงนายกองค์การบริหารเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีเพื่อขอ
อนญุ าตให้ผู้วิจยั ได้เขา้ ไปรวบรวมข้อมลู
2. เมื่อได้รับอนุญาตจากนายกองค์การบริหารเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ผู้วิจัยได้แจก
แบบสอบถามด้วยตนเองต่อประชาชนที่มารับบริการและอธิบายวัตถุประสงค์ในการทาวิจัยครั้งนี้

ห น้ า | 76

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปีท่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

เพ่ือขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลและอธิบายวิธีการตอบแบบสอบถามโดยละเอียดเก็บรวบรวม
ข้อมูลกลมุ่ ผู้ศึกษาไดแ้ จกแบบสอบถามไป โดยมแี บบสอบถามท่ไี ดร้ ับกลับคืนมาและมีความสมบูรณ์

3. นาข้อมูลท่ีได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์ตอ่ ไป

การวเิ คราะห์ข้อมลู
ในการวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้ทาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยนาแบบสอบถามท่ีได้รับคืนมา
วิเคราะห์และประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ (Statistical
Software) เพ่ือให้ผลการวิจัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องแม่นยา และบรรลุวัตถุประสงค์
ของการวิจัยท่กี าหนดไว้ สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ไดแ้ ก่
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม สถิตพิ รรณนา (Descriptive Statistics) ดังนี้
1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการหาค่าความถ่ี (Frequency)
และค่าร้อยละ (Percentage)
2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย
(Mean) และคา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพ่ือใชอ้ ธบิ ายถึงข้อมูลเก่ียวกับการ
ประยุกตห์ ลกั พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัด
สพุ รรณบุรี
เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
สาหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีเป็น
แบบสมั ภาษณแ์ บบมีโครงสรา้ ง ดังนี้
1. ศกึ ษาวิธกี ารสรา้ งแบบสมั ภาษณ์ทีใ่ ช้ในการเกบ็ ข้อมลู จากเอกสาร ตาราและงานวิจัยที่
เก่ียวข้อง เพ่ือเป็นแนวทางในการกาหนดกรอบความคดิ ในการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์
2. ศึกษาแนวคิด และทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง โดยพิจารณาถึง
รายละเอยี ดตา่ ง ๆ เพ่อื ใหค้ ลอบคลมุ วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ท่ีกาหนดไว้
3. ขอคาแนะนาจากอาจารยท์ ีป่ รึกษาเพื่อใชเ้ ป็นแนวทางในการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์
4. สรา้ งแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการ
เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากผ้ใู ห้ข้อมูลสาคญั (Key Informants) เพ่อื นามาวเิ คราะห์
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผวู้ จิ ัยดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลมีขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. ขอหนังสือจากผู้อานวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถึงผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) เพื่อขอความอนุเคราะห์ใน
การสัมภาษณ์
2. ทาการนัดวัน เวลา และสถานท่ีกับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) สัมภาษณ์
ตามทก่ี าหนดไว้

ห น้ า | 77

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

3. ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ ใชก้ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเอกสาร
การวิเคราะห์ข้อมูล จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์
โดยวธิ กี ารดังนี้
1. นาข้อมูลทีไ่ ด้จากการสมั ภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเปน็ ข้อความ
2. นาข้อความจากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจาแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง
เฉพาะประเด็นทเ่ี กี่ยวข้องกับวัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
3. วิเคราะหค์ าใหส้ ัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสาคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิค
การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา (Content Analysis Technique) ประกอบบรบิ ท (Context)
4. สังเคราะหข์ ้อมลู ตามวตั ถุประสงค์การวิจัยและนาเสนอต่อไป

ผลการวิจัย (Research Results)
ผลการวิเคราะห์ระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

จาแนกเป็น 1. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ด้านศีล (ข้อ
ปฏิบตั ิสาหรบั ฝึกอบรมพฤติกรรมของตนเอง) ด้านจิต (ข้อปฏิบัติสาหรับฝึกอบรมจิตใจ) ด้านปัญญา
(ข้อปฏิบัติสาหรับฝึกอบรมปัญญา) 2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาล
เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านส่งเสริมสุขภาพ
ร่างกาย และสุขภาพจิตของ ผู้สูงวัย และด้านส่งเสริมแลกเปล่ียน ประสบการณ์การใช้ชีวิต ช่วงวัย
ชราในแต่ละพ้ืนท่ี 3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัด
สุพรรณบรุ ี ด้านสุขภาพรา่ งกาย ด้านจิตใจ ด้านความสัมพนั ธท์ างสงั คม ด้านสิ่งแวดลอ้ ม

ตารางท่ี 1 ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือการพัฒนา

คุณภาพชวี ิตของผสู้ ูงอายุในเทศบาลเมอื งสุพรรณบุรี โดยภาพรวม

(n=372)

การประยุกตห์ ลักพุทธธรรมเพื่อการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต ระดับความคดิ เหน็

ของผู้สงู อายุ ̅ S.D. แปลผล

1. ดา้ นศีล (ข้อปฏบิ ตั ิสาหรับฝกึ อบรมพฤติกรรมของตนเอง) 4.15 0.644 มาก

2. ดา้ นจติ (ขอ้ ปฏิบัตสิ าหรับฝกึ อบรมจติ ใจ) 3.94 0.771 มาก

3. ดา้ นปญั ญา (ข้อปฏิบัตสิ าหรบั ฝึกอบรมปญั ญา) 3.94 0.736 มาก

ภาพรวม 4.01 0.648 มาก

จากตารางท่ี 1 พบว่า การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ

ผ้สู ูงอายใุ นเทศบาลเมอื งสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก (̅ = 4.01, S.D. = 0.648)

ห น้ า | 78

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ตารางที่ 2ค่าเฉล่ีย คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานและระดบั ยทุ ธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

ของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จงั หวดั สุพรรณบรุ ี โดยภาพรวม

(n=372)

ยุทธศาสตร์การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของผูส้ ูงอายุของ ระดับความคดิ เหน็

เทศบาลเมืองสพุ รรณบุรี จังหวดั สพุ รรณบรุ ี ̅ S.D. แปลผล

1. ดา้ นการพฒั นาคุณภาพชีวิตผสู้ ูงอายุ 4.12 0.697 มาก

2. ด้านสง่ เสริมสขุ ภาพร่างกายและสขุ ภาพจิตของผู้สูงวัย 3.94 0.771 มาก

3. ด้านส่งเสริมแลกเปลย่ี น ประสบการณ์การใช้ชวี ิต ช่วงวยั

ชราในแต่ละพ้นื ที่ 3.95 0.737 มาก

ภาพรวม 4.01 0.683 มาก

จากตารางท่ี 2 พบวา่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาลเมือง

สุพรรณบุรี จังหวดั สุพรรณบรุ ี โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก (̅ = 4.01, S.D. = 0.683)

ตารางท่ี 3ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของ

เทศบาลเมอื งสุพรรณบุรี จงั หวัดสพุ รรณบรุ ี โดยภาพรวม

(n=372)

การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของผสู้ ูงอายขุ องเทศบาลเมือง ระดบั ความคิดเหน็

สพุ รรณบรุ ี จังหวดั สุพรรณบุรี ̅ S.D. แปลผล

1. ดา้ นสุขภาพร่างกาย 3.98 0.668 มาก

2. ดา้ นจิตใจ 4.09 0655 มาก

3. ด้านความสมั พนั ธ์ทางสงั คม 3.86 0.762 มาก

4. ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม 4.05 0.730 มาก

ภาพรวม 4.00 0.629 มาก

จากตารางท่ี 3 พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
จังหวดั สพุ รรณบุรี โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก (̅ = 4.00, S.D. = 0.629)

ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นเก่ียวกับ ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะต่อการประยุกต์

หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัด
สพุ รรณบรุ ี

ตารางที่ 4 ปัญหาและอุปสรรคต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ผสู้ งู อายใุ นเทศบาลเมอื งสุพรรณบุรี จงั หวดั สพุ รรณบุรี

ห น้ า | 79

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564

ข้อที่ ปัญหาและอปุ สรรค ความถี่ คา่ เฉล่ีย

1. ด้านศีล 6 25.0
1. ผ้สู งู อายมุ ีโอกาสในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมท่ีจะให้บาเพ็ญประโยชน์ตอ่ 8 33.3
4 16.7
ผอู้ ่นื และสังคมน้อย 3 12.5
2. ส่งิ ปฏกิ ูลตา่ ง ๆ เช่น มูลสตั ว์ และการปลูกตน้ ไม้ตามทางของ
3 12.5
ประชาชนบ้างท่าน ทาใหก้ ารสัญจรลาบาก 24 100
2. ดา้ นจติ

3. กิจกรรมในการเข้าวดั ไหว้พระ ปฏบิ ัติธรรมนอ้ ย
4. มคี วามเครียด และวติ กกงั วลในการใชช้ ีวติ ต่อสงั คมผู้สูงอายุ

3. ดา้ นปญั ญา
5. การทางานของสมองทีเ่ ร่มิ ช้าลง ความจาและมีการลืมเปน็ บางครั้ง ซง่ึ

เปน็ อุปสรรคต่อการดาเนนิ ชีวติ ประจาวัน
รวม

อภิปรายผลการวิจยั (Research Discussion)
ผลการศึกษาค้นคว้าข้อมูลการวิจัยเร่ือง “การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนา

คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี” มีประเด็นที่จะนามา
อภปิ รายผลดงั ตอ่ ไปน้ี

1 อภปิ รายผลการวิเคราะห์ระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาล
เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดย
ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับ
มากทุกข้อ ซึ่งหมายความว่า ด้านสุขภาพร่างกาย ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์ แข็งแรงดี มี
พละกาลังและเรี่ยวแรงสามารถช่วยให้ท่านลุกเดินหรือ เคลื่อนไหวร่างกายได้ดี สามารถประกอบ
กิจวัตรประจาวันต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพายาต่าง ๆ หรือการรักษา ทางการแพทย์อื่น ๆ และยัง
รู้สึกว่าไม่เป็นภาระต่อผู้อื่น ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุมีการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ มีจิตใจ
เข้มแข็ง มีความรู้สึกมั่นใจตนเอง สามารถจาเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในอดีตได้ มีความพึงพอใจด้าน
รา่ งกายและจิตใจในการดาเนินชีวติ และยังสามารถปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา เช่น ทาบุญ ตักบาตร
(ท่ีบ้าน/ ที่วัด) อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 คร้ัง ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ผู้สูงอายุได้รับการ
ช่วยเหลือในเรื่องเก่ียวกับสภาพความเป็นอยู่ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับบุคคลภายในชุมชน
ผสู้ ูงอายมุ ีความต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานประเพณีและงานเทศกาลประจาปีต่าง ๆ ท่ีเทศบาล
จัดข้ึน ท้ังยังสามารถรับรู้และรับทราบข่าวสารต่าง ๆ ทั้งทางส่ือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ของทาง
เทศบาล ท่านเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่น เช่น (อาหาร/ น้า) ในการทากิจกรรมของเทศบาล

ห น้ า | 80

วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น

ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564

อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ด้านส่ิงแวดล้อม สภาพบ้านของผู้สูงอายุ มีอากาศถ่ายเท มีแสงสว่าง
เพียงพอ สะดวก มีความเป็น ส่วนตัวดี สามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงระบบ สาธารณูปโภค เช่น
ไฟฟ้า ประปา ถนน ในชุมชนที่อาศัยอยู่ได้ดี มีความมั่นคงและชุมชน มีความปลอดภัย เช่น
ปราศจากโจรผู้ร้าย มีความสะดวกในการขอรับบริการ ด้านเงินสวัสดิการจากเทศบาล มีจัดให้มี
อุปกรณแ์ ละสถานท่ีสาหรับฝกึ ฝนทักษะต่าง ๆ ในการทากิจกรรมสันทนาการในเวลาว่าง สอดคล้อง
กับงานวิจัยของ พระมหาชัยยนต์ คมฺภีรวาที(เทพหาร) (2562) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง “รูปแบบการ
พัฒนาคณุ ภาพชีวติ ผู้สงู อายใุ นอาเภอแมส่ รวย จังหวัดเชยี งราย” ผลการศึกษาพบวา่ ปัจจัยที่มีผลต่อ
การมผี ลต่อรูปแบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตผ้สู งู อายุในจังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
เมอ่ื พิจารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ปจั จัยทีม่ ีผลต่อการมผี ลตอ่ รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ในจงั หวัดเชยี งราย ดา้ นสขุ ภาพ อยู่ในระดับปานกลาง ด้านจติ ใจ อยู่ในระดับมาก ด้านความสัมพันธ์
ทางสังคม อยู่ในระดบั มาก ด้านส่ิงแวดล้อม อยู่ในระดับมาก อภินันท์ สนน้อย (2559) ได้ศึกษาวิจัย
เร่ือง “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดบุรีรัมย์” ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดบุรีรัมย์ ด้านสุขภาพร่างกาย อยู่ใน
ระดับปานกลาง ด้านจิตใจ อยู่ในระดับมาก ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม อยู่ในระดับมาก ด้าน
ส่ิงแวดล้อม อยู่ในระดับปานกลาง ธิฆัมพร อุทัยฉาย (2559) ได้ศึกษาวิจัย เร่ือง “คุณภาพชีวิต
ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตาบลลาพันชาด อาเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี” ผลการศึกษาพบว่า
คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตาบลลาพันชาด อาเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี โดยภาพ
รามอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสุขภาพร่างกาย อยู่ในระดับปานกลาง
ด้านจิตใจ อยู่ในระดับมาก ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม อยู่ในระดับมาก ด้านส่ิงแวดล้อม อยู่ใน
ระดับมาก

เมื่อจาแนกตามการประยุกต์หลักพุทธธรรม ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ผสู้ ูงอายใุ นเทศบาลเมอื งสพุ รรณบุรี มปี ระเดน็ ทจ่ี ะนามาอภิปรายดงั นี้

การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมือง
สพุ รรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก เม่อื พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ ซ่ึง
หมายความว่า ดา้ นศีล ผู้สงู อายุ สามารถอยู่ในสงั คมโดยไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน มีจิตอาสาในการบาเพ็ญ
ประโยชน์ มีความรับผิดชอบต่อผู้อ่ืนและสังคม สามารถดารงชีวิตอย่างมีความสุขภายในครอบครัว
และได้มีส่วนร่วมรณรงค์ การ ลด ละ เลิกอบายมุข เช่น การด่ืมสุรา เสพยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น
ด้านจิต อีกท้งั เทศบาลมกี ารจัดกิจกรรมการปฏบิ ัติธรรมให้แก่ผสู้ งู อายุ สง่ ผลใหผ้ สู้ ูงมีจติ ใจที่เบิกบาน
ผ่องใส เข้มแข็ง สามารถเอาชนะปัญหา อุปสรรค และควบคุมอารมณ์ บริหารตนได้ดี และส่งผลให้
ผู้สูงอายุ มีมุ่งม่ันต่อการพัฒนาตนเองให้มีความสุข ด้านปัญญา ผู้สูงอายุสามารถใช้กระบวนการคิด
เพ่ือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นข้ันตอน มีทักษะด้านการฟัง พูด คิด สามารถดาเนินชีวิตได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุ และประโยชน์สูงสุด คือ สามารถถ่ายทอด

ห น้ า | 81

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ความรู้ ความสามารถท่ีมีอยู่แก่สังคม สอดคล้องกับงานวิจัยของ อาทิตยา สุขมาก (2558) ได้
ศกึ ษาวิจยั เรื่อง “การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายุตามหลักไตรสิกขา กรณีศึกษา : สถานสงเคราะห์
คนชราเฉลมิ ราชกุมารี (หลวงพ่อเป่นิ อุปถัมภ์)” ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ตามหลักไตรสิกขา กรณีศึกษา: สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)
ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยภาพรวมแล้ว คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในสถาน
สงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับ มากสถาน
สงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี มีระบบการบริหารจัดการท่ีเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม
หลักไตรสิกขา ด้านศีล ทั้งนี้เน่ืองจากสถานสงเคราะห์คนชรานี้ ต้ังอยู่ในบริเวณวัด และมีโครงการ
หมู่บ้านศีล 5 ตั้งอยู่ ซึ่งเอื้อต่อการปรับตัวทางสังคมในช่วงท้ายของชีวิต ช่วยให้การดารงชีวิตอยู่ใน
สังคมอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นส่วนที่สาคัญมาก เป็นส่ิงที่นาไปสู่การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
อันจะนาไปสูก่ ารมีคุณภาพชีวิตท่ีดี ภิรมย์ เจริญผล (2553) ได้ศึกษาวิจัย เร่ือง “วิเคราะห์หลักพุทธ
ธรรมท่ใี ช้ในการดาเนนิ ชีวิตของผสู้ งู อายุ : กรณศี ึกษา ผู้สงู อายุในสถานสงเคราะห์ จังหวัดนครปฐม”
ผลการศึกษาพบว่า หลักพุทธธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ในพระพุทธศาสนา
พบว่า (1) หลักธรรมท่ีส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านร่างกาย ได้แก่ ไตรลักษณ์ ขันธ์ 5
และอริยสัจ 4 (2) หลักธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านจิตใจ ได้แก่ การรักษาศีล 5
ไตรสิกขา บุญกิริยาวัตถุ และการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (3) หลักธรรมท่ีส่งเสริมการพัฒนาและ
แกไ้ ขปญั หาดา้ นสงั คมในการอยรู่ ่วมกนั ไดแ้ ก่ โลกธรรม 8 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 คารวะธรรม
อคติ 4 และขันติ โสรัจจะ (4) หลักธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและ
รายได้ ไดแ้ ก่ อิทธิบาท 4ละเว้นอบายมุข และทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ซ่ึงจะเห็นได้ว่า คุณภาพชีวิต
ของผูส้ ูงอายุ หลกั ธรรมด้านศีลจะมีบทบาทสาคญั ในการดาเนินชีวติ ของผสู้ ูงอายุ

ผสู้ งู อายุมคี วามคดิ เห็นตอ่ ยทุ ธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาล
เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบรุ ี

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัด
สุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ ซ่ึง
หมายความว่า ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลมีการจัดอบรมเชิงปฎิบัติการเร่ืองการ
ดูแลสุขภาพร่างกาย การพัฒนาฟื้นฟูสภาพจิตใจ การพัฒนาการอยู่ร่วมกันภายในสังคม มีการจัด
อบรมให้ความรู้เรื่องสุขภาวะต่าง ๆรวมไปถึงด้านสวัสดิการสังคม ด้านส่งเสริมสุขภาพร่างกายและ
สุขภาพจิตของผู้สูงวัย เทศบาลมีการให้ความรู้ การดูแลสุขภาพและสามารถปรึกษาเจ้าหน้าท่ี
ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ หน่วยบริการเคลื่อนท่ีสาหรับดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุถึงบ้านและใน
ชมุ ชน ทสี่ ามารถตรวจสขุ ภาพให้แกผ่ ู้สูงอายทุ ุกปี มกี ิจกรรมออกกาลังกายและยงั ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ
หลีกเล่ียงพฤติกรรมเส่ียงต่อสุขภาพ เช่น ไม่ดื่มเคร่ืองดื่มท่ีมีแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ ด้านส่งเสริม
แลกเปล่ียน ประสบการณ์การใช้ชีวิต ช่วงวัยชราในแต่ละพ้ืนท่ี เทศบาลส่งเสริมให้มีกิจกรรมให้
ผู้สูงอายุได้พักผ่อนร่วมกันครอบครัว เช่น การทัศนศึกษา การกราบพระในวัดต่าง ๆ เป็นต้น มี

ห น้ า | 82

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น

ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564

กิจกรรมสาหรับผู้สูงอายุในการพบปะพูดคุยและทากิจกรรมร่วมกันทุกเดือน เพื่อจะได้มีกิจกรรมที่
เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มีสถานที่พักผ่อนแก่ผู้สูงอายุและยังส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนเพ่ือ
ช่วยเหลือผู้สูงอายุภายในชมรม สอดคล้องกับงานวิจัยของ สมบัติ กาวิลเครือ (2551) ได้ศึกษาวิจัย
เรื่อง “การวจิ ัยตรวจสอบยุทธศาสตร์การพัฒนา การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตาบลสมัย
อาเภอสบปราบ จังหวัดลาปาง” ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับ
มากคือ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับมาก ด้านจิตใจอยู่ในระดับมาก ด้านร่างกายอยู่ใน
ระดับมาก และดา้ นส่ิงแวดล้อมอยู่ในระดบั มาก ตามลาดับ น้าผ้ึง แซ่เอ็ง (2555) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง
“การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล ของอาเภอบ้านแหลม จังหวัดเพรชบุรี” ผล
การศกึ ษาพบวา่ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล ของอาเภอบ้านแหลม จังหวัด
เพรชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านลักษณะทางอารมณ์อยู่ใน
ระดับมาก ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอยู่ในระดับมาก ด้านความเป็นอยู่ทางกายภาพอยู่ใน
ระดับมาก ดา้ นปัจจัยทมี่ อี ทิ ธิพลต่อความเปน็ อยู่ท่ีดอี ยูใ่ นระดับมาก และดา้ นการพัฒนาตนเองอยู่ใน
ระดบั มาก

2. อภิปรายผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์หลักพุทธธรรมและ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุใน
เทศบาลเมอื งสพุ รรณบรุ ี

หลักพุทธธรรม โดยภาพรวม กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมือง
สุพรรณบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า หลักพุทธธรรม โดยภาพรวม กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมือง
สุพรรณบุรี โดยภาพรวม มีความสมั พันธ์ระดบั ปานกลางทุกดา้ น

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัด
สุพรรณบุรี โดยภาพรวม กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดย
ภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า เม่ือพิจารณา
เป็นรายด้าน พบว่า ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูงและ
ด้านส่ิงแวดล้อม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง ส่วนอ่ืน ๆ อยู่ในระดับปานกลาง
ตามลาดบั

ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การประยุกต์หลักพุทธธรรมมีความสัมพันธ์กับการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ในเชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั 0.01 โดยมีระดับความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง กล่าวคือ ผู้สูงอายุในเทศบาลมีการพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล จิต ปัญญา ก็จะส่งผลให้ผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีการ
พฒั นาคุณภาพชวี ิตตามอยู่ในระดับคอ่ นข้างสูง จึงยอมรับสมมติฐาน ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตของผสู้ ูงอายุมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
ในเชิงบวกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีระดับความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง กล่าวคือ

ห น้ า | 83

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ผู้สงู อายุในเทศบาลมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุใน
เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี คือ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย
และสุขภาพจิตของ ผู้สูงวัย ด้านการส่งเสริมแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การใช้ชีวิต ช่วงวัยชราในแต่
ละพ้ืนท่ีก็จะส่งผลให้ผู้สูงอายุในเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามอยู่ในระดับ
คอ่ นข้างสูง จึงยอมรับสมมติฐาน สอดคล้องกับงานวิจัยของ อาทิตยา สุขมาก (2558) ได้ศึกษาวิจัย
เร่ือง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามหลักไตรสิกขา กรณีศึกษา : สถานสงเคราะห์คนชรา
เฉลมิ ราชกุมารี (หลวงพอ่ เป่ินอปุ ถัมภ์)” ผลการศึกษาพบว่า สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี
(หลวงพอ่ เป่นิ อุปถัมภ)์ มรี ะบบการบริหารจดั การทเ่ี อ้ือต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักไตรสิกขา
ด้านศีล ท้ังนี้เน่ืองจากสถานสงเคราะห์คนชรานี้ ต้ังอยู่ในบริเวณวัด และมีโครงการหมู่บ้านศีล 5
ต้ังอยู่ ซึ่งเอ้ือต่อการปรับตัวทางสังคมในช่วงท้ายของชีวิต ช่วยให้การดารงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมี
ความสขุ ซึ่งเป็นสว่ นท่ีสาคัญมาก เป็นส่ิงที่นาไปสู่การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี อันจะนาไปสู่
การมคี ุณภาพชวี ิตที่ดีผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเป่ินอุปถัมภ์) ยัง
ยึดติดกับความผิดพลาดในอดีต และหวนระลึกอยู่บ่อยครั้ง ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา
เฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเป่ินอุปถัมภ์) เม่ือพบอุปสรรค หรือปัญหาในการดารงชีวิตจึงไม่สามารถ
จัดการหรอื อย่รู ว่ มกบั ปญั หาเหล่านั้นไดอ้ ยา่ งเรียนรแู้ ละมคี วามสุข

3. อภิปรายผลปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือ
การพฒั นาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายใุ นเขตเทศบาลเมืองสพุ รรณบุรี จงั หวัดสพุ รรณบุรี

ปัญหาและอุปสรรคต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต การ
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านศีล สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เช่น มูลสัตว์และการปลูกต้นไม้ตามทางของ
ประชาชนบา้ งท่าน ทาใหก้ ารสัญจรลาบาก มคี ่าความถี่ 8 คา่ เฉลี่ย 33.3 ผู้สูงอายุมีโอกาสในการเข้า
ร่วมกิจกรรมท่ีจะให้บาเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมน้อย มีค่าความถ่ี 6 ค่าเฉลี่ย 25.0 การ
พฒั นาคณุ ภาพชีวิตผ้สู งู อายุดา้ นจิต กิจกรรมในการเข้าวัด ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมน้อย มีค่าความถี่ 4
ค่าเฉล่ีย 16.7 4. มีความเครียด และวิตกกังวลในการใช้ชีวิตต่อสังคมผู้สูงอายุ มีค่าความถี่ 3
คา่ เฉลย่ี 12.5 การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตผ้สู ูงอายุดา้ นปญั ญา การทางานของสมองที่เร่ิมช้าลง ความจา
และมกี ารลืมเปน็ บางครง้ั ซึ่งเป็นอปุ สรรคต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน มีค่าความถี่ 3 ค่าเฉล่ีย 12.5
ข้อเสนอแนะต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สูงอายุด้านศีล ควรกิจกรรมท่ีจะให้บาเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ในรูปแบบที่ผู้สูงอายุ
สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เช่น การทาโรงทานในวัดในช่วงวันสาคัญ เป็นต้น มีค่าความถ่ี 3
ค่าเฉล่ีย 21.4 ควรปลูกจิตสานึกในเรื่องการมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ให้คนในเขต
เทศบาล มีค่าความถี่ 3 ค่าเฉล่ีย 21.4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านจิต ควรมีการจัด
โครงการเข้าวดั วันพระ เพ่อื ใหผ้ ู้สูงอายุไดเ้ ข้าไปปฏิบัตธิ รรม ฝึกจิต พัฒนาใจ มีค่าความถี่ 4 ค่าเฉล่ีย
28.6 ควรเชิญวิทยากรมาบรรยายให้กาลังใจ เพื่อฟ้ืนฟูสภาพจิตใจ ให้คิดบวกและมีความสุขมี
ค่าความถี่ 2 ค่าเฉลี่ย 14.3 การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านปัญญา ควรจัดโครงในการรักษา

ห น้ า | 84

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

ฟื้นฟู กระบวนการคิดวิเคราะห์ เช่น โครงการฝึกสมอง ซ่อมแซ่มปัญญา มีค่าความถี่ 2 ค่าเฉล่ีย
14.3 สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระปลัดวีระชนม์ มาลาไธสง (เขมวีโร) (2551) ได้ศึกษาวิจัย เร่ือง
“ผลของโปรแกรมการฝึกตามแนวไตรสิกขาเพ่ือพัฒนาสุขภาพจิตผู้สูงอายุชาวธรรมวิจัย” ผล
การศึกษาพบว่า 1. ปัญหาสุขภาพจิตผู้สงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมากและเม่ือพิจารณาปัญหา
สุขภาพจิตผู้สูงอายุรายด้านทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านความเครียด ด้านความวิตกกังวล ด้านความ
ซึมเศร้าและด้านความบกพร่องทางสังคมของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมากเช่นกัน 2. ปัญหาสุขภาพจิต
ของผู้สงอายุชาวธรรมวิจัย หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกตามแนวไตรสิกขา ท้ังโดยรวมทุกด้าน
และรายด้านทุกด้านลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 พระมหาชัยยนต์ คมฺภีรวาที(เทพ
หาร) (2562) ได้ศึกษาวจิ ยั เรือ่ ง “รูปแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตผู้สงู อายุในอาเภอแม่สรวย จังหวัด
เชียงราย” ผลการศึกษาพบว่า ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจัยครั้งนี้ พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้สูงอายุเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เริ่มจากตัวผู้สูงอายุ ครอบครัว ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้มี
ส่วนเก่ียวข้อง หน่วยงานภาครัฐในพ้ืนท่ี ดังนั้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุต้องให้
ความสนใจกับสุขภาพตนเองเป็นลาดับแรก และผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องต้องช่วยเหลือ หน่วยงานภาครัฐ
ในพื้นท่ีตอ้ งชว่ ยกันส่งเสรมิ และรบั ผดิ ชอบในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ผสู้ งู อายุอย่างจรงิ จงั

ห น้ า | 85

วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

องคค์ วามรู้จากการวจิ ัย (Body of Knowledge)
สังเคราะห์องค์ความรู้ท่ีได้รับจากการวิจัย เร่ือง การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพ่ือการ

พฒั นาคุณภาพชวี ติ ของผ้สู ูงอายใุ นเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สามารถสรุปเปน็ แผนภาพไดด้ งั น้ี

V

IC

E

T TH V

V

Tevicth Modeal

T - Treat รักษา
E - Elderly ผู้สงู อายุ
V - value คณุ คา่
I - Incite สง่ เสริม
C - Care ฟน้ื ฟู,ดูแล
TH - The Threefold Traning ไตรสกิ ขา

ขอเสนอแนะ (Research Suggestions)
ขอ้ เสนอแนะจากการทาวจิ ยั ในคร้ังนี้
1. ควรกิจกรรมท่ีจะให้บาเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ในรูปแบบที่ผู้สูงอายุสามารถ

เข้าถงึ ได้งา่ ยมากข้ึน เช่น การทาโรงทานในวัดในช่วงวนั สาคัญ เป็นต้น

ห น้ า | 86

วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

2. ควรปลูกจิตสานึกในเรื่องการมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ให้คนในเขต
เทศบาล

3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านจิต ควรมีการจัดโครงการเข้าวัดวันพระ เพื่อให้
ผูส้ งู อายไุ ด้เขา้ ไปปฏิบัตธิ รรม ฝึกจติ พฒั นาใจ

4. ควรเชิญวทิ ยากรมาบรรยายใหก้ าลังใจ เพื่อฟ้นื ฟูสภาพจิตใจ ใหค้ ดิ บวกและมคี วามสุข
5. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านปัญญา ควรจัดโครงในการรักษา ฟ้ืนฟู
กระบวนการคดิ วิเคราะห์ เชน่ โครงการฝกึ สมอง ซอ่ มแซม่ ปัญญา
ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครัง้ ต่อไป
1. ควรศกึ ษาปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ การบริหารนโยบายคุณภาพชีวิตผูส้ งู อายุ
2. ควรศกึ ษานโยบายการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายุ
3. ควรศึกษากลยุทธใ์ นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
4. ควรศึกษาการพัฒนาบทบาทและรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตผูส้ งู อายุ

เอกสารอา้ งอิง (References)
ธิฆัมพร อุทัยฉาย. (2559). คุณภาพชวี ติ ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตาบลลาพนั ชาด อาเภอวงั สามหมอ

จังหวดั อดุ รธานี. สารนพิ นธ์รฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑติ (สาขารฐั ประศาสนศาสตร์).
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
นงลกั ษณ์ เทพสวสั ดิ.์ (2549). วเิ คราะหป์ ัญหาสาคัญในสังคมไทย. พิมพ์คร้ังที่ 3. กรงุ เทพมหานคร :
สานักพิมพ์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
นา้ ผึ้ง แซเ่ อ็ง. (2555). การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สงู อายตุ ามนโยบายรัฐบาล ของอาเภอบา้ นแหลม
จงั หวัดเพรชบุรี. วทิ ยานพิ นธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขารัฐประศาสนศาสตร์).
คณะบรหิ ารธุรกิจ: มหาวิทยาลัยนานาชาตแิ สตมฟอร์ด.
พระปลดั วีระชนม์ มาลาไธสง (เขมวโี ร). (2551). ผลของโปรแกรมการฝกึ ตามแนวไตรสกิ ขาเพ่อื
พฒั นาสขุ ภาพจติ ผ้สู ูงอายุชาวธรรมวจิ ยั . สารนพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชา
จติ วทิ ยาการแนะแนว). คณะศกึ ษาศาสตร์: มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
พระมหาชยั ยนต์ คมฺภรี วาที เทพหาร. (2562). รูปแบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตผู้สูงอายุในอาเภอแม่
สรวย จงั หวัดเชียงราย. วิทยานิพนธ์พทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ (สาขาวิชาการพฒั นาสงั คม).
คณะสงั คมศาสตร์: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
ภทั ระ ฉลาดแพทย์. (2559). เกษยี ณอยา่ งสงา่ และร่ารวยความสขุ . พิมพค์ รง้ั ที่ 1. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มิตรสัมพนั ธ์กราฟฟคิ จากดั .

ห น้ า | 87

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

ภิรมย์ เจริญผล. (2553). ศึกษาวิเคราะห์หลักพทุ ธธรรมท่ีใช้ในการดาเนินชีวติ ของผู้สูงอายุ:
กรณีศึกษาผู้สงู อายุในสถานสงเคราะห์จังหวดั นครปฐม. วิทยานพิ นธพ์ ุทธศาสตร
มหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา). บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย.

มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.

สมบตั ิ กาวิลเครือ. (2551). การวจิ ัยตรวจสอบยทุ ธศาสตร์การพัฒนา การเสริมสร้างคุณภาพชีวติ
ของผสู้ ูงอายตุ าบลสมยั อาเภอสบปราบ จังหวัดลาปาง. วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหา
บณั ฑติ (สาขาวชิ ายุทธศาสตร์การพฒั นา). คณะมนษุ ย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏลาปาง.

สมศกั ดิ์ ชณุ หรัศมแิ ละคณะ. (2561). สถานการผสู้ งู อายไุ ทย พ.ศ.2562. พมิ พ์คร้ังที่ 1. นครปฐม:
บรษิ ัท พร้ินเทอรี่ จากัด.

อภนิ นั ท์ สนน้อย. (2559). รูปแบบการพฒั นาคุณภาพชีวติ ผู้สงู อายุในจังหวัดบุรีรัมย์. ปรชั ญาดษุ ฎี
บณั ฑิต (สาขาวชิ าภาวะผ้นู าเพอื่ การพฒั นาวชิ าชีพ). คณะวิทยาการจดั การ: มหาวิทยาลยั
ราชภฏั บุรรี ัมย์.

อาทิตยา สุขมาก. (2558). การพัฒนาคุณภาพชวี ติ ผูส้ งู อายตุ ามหลกั ไตรสิกขา กรณีศึกษา: สถาน
สงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเป่ินอปุ ถัมภ)์ . วทิ ยานพิ นธ์พุทธศาสตร์
มหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าชวี ิตและความตาย). บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลง
กรณราชวิทยาลยั .

ห น้ า | 88

วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564

ห น้ า | 89

วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564

พฤตกิ รรมการซื้อท่ีแตกตา่ งกันมีผลต่อความภักดขี องธรุ กิจ
จัดจาหนา่ ยเครือ่ งไตเทียมในประเทศไทย

Buying Behavior that Affects Loyalty of Dialysis Machine Distribution
Business in Thailand

มณฑิกานต์ เอ่ียมโซ้1
Montikan Aiemso

บทคดั ยอ่ (Abstract)
บทความวิจัยนี้เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซ้ือที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีของ

ธุรกิจจัดจาหน่ายเคร่ืองไตเทียมในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซ้ือ
เคร่ืองไตเทียม ได้แก่ ผู้ประกอบการศูนย์ไตเทียม แพทย์ พยาบาลไตเทียม จัดซื้อ ศูนย์ไตเทียมใน
ประเทศไทย จานวน 400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน เก็บรวบรวมข้อมูล
แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ซ่ึงประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบ f-test พบวา่ พฤตกิ รรมการซื้อ ประเภทของเคร่ืองไตเทียมท่ีต้องการ
ซอื้ มีความสัมพนั ธท์ ี่แตกตา่ งกันตอ่ ความภักดีในธรุ กจิ ผจู้ ัดจาหนา่ ยเคร่ืองไตเทียมในประเทศไทย
คำสำคัญ (Keywords): พฤตกิ รรมการซ้ือ; ธรุ กจิ

Abstract
This research aimed to study the different buying behaviors that affect

loyalty. of hemodialysis machines distribution business in Thailand The sample is
participants in purchasing a dialysis machine are: doctor specialists in hemodialysis
hemodialysis nurses purchase a dialysis center in Thailand on 400 people using
multi-stage sampling Collection of questionnaires Data analysis using descriptive
statistics which consists of the mean and standard deviation using statistics to test f-
test equations found that the purchasing behavior the type of dialysis machine you
want to buy has a different relationship to your loyalty in the dialysis machine
supplier business in Thailand
Keywords: Buying Behavior; Business

Received: 2021-02-06 Revised: 2021-03-08 Accepted: 2021-03-14
1 หลักสตู รบรหิ ารธรุ กจิ มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั อสี เทิรน์ เอเชีย Master of Business Administration

Program, Eastern Asia University.

ห น้ า | 90

วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น

ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

บทนำ (Introduction)
การเกิดโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกซึ่งรวมถึงปัญหา

ท่ีเกิดข้ึนของประเทศไทย ซึ่งพบรายงานอุบัติการณ์ ผู้ป่วยโรคไตเร้ือรังร้อยละ 17.6 ของประชากร
หรือประมาณ 8 ล้านคน นอกจากน้ันยังพบว่าผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายจานวน 2 แสนราย จาก
จานวนผู้ป่วยท่ีมีอัตราการเพิ่มขึ้นปีละกว่า 7,800 ราย จากการรักษาด้วยวิธีบาบัดทดแทนไตที่มี
จานวนผูป้ ว่ ยรบั บริการมากทสี่ ุด ได้แก่การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (สมาคมโรคไตแห่งประเทศ
ไทย, 2557) ในประเทศไทย พบว่าผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 10,000 คน คิดเป็นอัตราการเพ่ิม
รอ้ ยละ 20.27 ตอ่ ปีและ มีแนวโนม้ สูงขน้ึ อย่างตอ่ เน่อื งทุกปี และในจานวน น้ีเป็นผู้ป่วยไตวายเร้ือรัง
ระยะสุดท้ายที่ต้องบาบัด ทดแทนไตจานวน 40,000 คน แบ่งเป็นรักษาด้วย การฟอกเลือดด้วย
เครือ่ งไตเทียม 30,000 คน (สพุ ัฒนแ์ ละประเสริฐ , 2551; ธัญญารตั น์, 2555) ธุ ร กิ จ อุ ป ก ร ณ์
เครื่องมือทางการแพทย์ดาเนิน กิจกรรมทางการตลาดเพื่อขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง เพ่ือพัฒนา
ระบบการแพทยภ์ ายในประเทศให้มากข้ึน (สานกั งาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, 2558) อุตสาหกรรมอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์มีการแข่งขันในอัตราท่ีสูงขึ้นซึ่ง
ผู้ประกอบการแต่ละรายที่ต้องการผลักดัน ผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่ตลาดและเป็นที่ยอมรับ พฤติกรรมมี
ส่วนในความสมั พันธร์ ะยะยาว ระหว่างองคก์ รธุรกจิ และผบู้ ริโภคท่ีทาใหเ้ กิดประโยชน์ต่อองค์กรและ
ตอ่ ลกู ค้า

จากเหตุผลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการขยายตัวของธุรกิจผู้ประกอบการจัดจาหน่ายเคร่ืองไต
เทียมน้ีจะเกิดการแข่งขันมากข้ึน การสังเกตพฤติกรรมให้บรรลุเป้าหมายในการดาเนินธุรกิจ สร้าง
ความพงึ พอใจให้แก่ผซู้ ือ้ นอกจากน้ยี งั มีแนวคิดความภักดี เน่ืองจากในปัจจุบันนี้ธุรกิจหลากหลายท่ี
ยังไม่สามารถประเมินถึง การตัดสินใจซื้อ จึงเป็นเหตุทาให้ผู้บริโภคมีการซ้ือสินค้าคร้ังเดียวแล้วไม่
กลับมาซื้อซ้าหรือยังไม่ก่อให้เกิดความภักดีของธุรกิจจึงส่งผลให้ไม่เกิดความย่ังยืน การสร้างความ
แตกต่างของธุรกิจให้เหนือคู่แข่งดังน้ันผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาความสาคัญของ พฤติกรรมการซ้ือเพ่ือ
เปรียบเทียบต่อการซ้ือ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้องค์กรที่เก่ียวข้องได้นาผลการศึกษานี้ไปใช้ในการ
พัฒนาด้านการตลาดให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้สินค้ามากยิ่งข้ึน ท้ังน้ีจะก่อให้
การซอื้ ซ้าท่ีมศี ักยภาพ สรา้ งความพึงพอใจ จนเกิดความภักดี

วัตถุประสงคข์ องกำรวจิ ยั (Research Objective)
1. เพื่อศกึ ษาพฤตกิ รรมการซอ้ื ตราสินค้าทแ่ี ตกตา่ งกันมีผลต่อความภักดีของลูกค้าธุรกิจผู้

จดั จาหนา่ ยเคร่อื งไตเทียมในประเทศไทย
2. เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการซื้อประเภทของสินค้าท่ีแตกต่างกันมีผลต่อความภักดีของ

ลูกคา้ ธรุ กจิ ผูจ้ ัดจาหนา่ ยเครือ่ งไตเทียมในประเทศไทย
3. เพอ่ื ศึกษาพฤตกิ รรมการรับรขู้ อ้ มูลทแ่ี ตกต่างกนั มีผลต่อความภักดีของลูกค้าธุรกิจผู้จัด

จาหนา่ ยเครอื่ งไตเทียมในประเทศไทย

ห น้ า | 91

วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564

4. เพอ่ื ศกึ ษาพฤติกรรมการซ้ือจากงบประมาณที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีของลูกค้า
ธุรกจิ ผู้จัดจาหน่ายเครอ่ื งไตเทียมในประเทศไทย

5. เพ่ือศึกษาพฤติกรรมความถี่ในการซื้อที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีลูกค้าธุรกิจผู้จัด
จาหน่ายเคร่ืองไตเทยี มในประเทศไทย

6. เพื่อศึกษาพฤตกิ รรมของผู้มีสว่ นร่วมในการตดั สินใจซอ้ื ที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดี
ของลูกค้าธรุ กจิ ผูจ้ ดั จาหน่ายเคร่อื งไตเทียมในประเทศไทย

วิธีดำเนนิ กำรวิจัย (Research Methods)
รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กาหนดประชากรใน สุ่มตัวอย่างโดยได้ทาการ

เลอื กกลมุ่ ตัวอย่างจากการคานวณกรณีทราบจานวนประชากร โดยใช้สูตร (Yamane,1973) ได้กลุ่ม
ตัวอย่างจานวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยการจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติเชิง
พรรณนา คา่ เฉลี่ย และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบ f-test

ผลกำรวจิ ยั (Research Results)
1. พฤติกรรมการซ้ือตราสินค้าที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีในธุรกิจผู้จัดจาหน่าย

เคร่ืองไตเทียมในประเทศไทย พบว่า การซ้ือตราสินค้าทแ่ี ตกต่างกันไม่มีผลต่อความภักดี
2. พฤติกรรมการซ้ือประเภทของสินค้าที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีในธุรกิจผู้จัด

จาหนา่ ยเครื่องไตเทยี มในประเทศไทย พบว่า ประเภทของสินค้าที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีโดย
มเี ครอื่ งไตเทียมรุ่นที่มีความภักดีสูงสุดคือ standard รองลงมาคือรุ่น ocm และลูกค้ามีความภักดีต่อ
ร่นุ online น้อยที่สดุ เน่อื งจากราคาและความจาเป็นของการใช้งาน

3. พฤตกิ รรมการรบั ร้ขู อ้ มูลท่ีแตกตา่ งกันมีผลตอ่ ความภกั ดีในธรุ กิจผู้จัดจาหน่ายเครื่องไต
เทยี มในประเทศไทย พบว่า การรับรู้ขอ้ มูลทแี่ ตกต่างกันไมม่ ีผลต่อความภกั ดี

4. พฤติกรรมการซื้อจากงบประมาณที่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดีในธุรกิจผู้จัด
จาหนา่ ยเครอ่ื งไตเทยี มในประเทศไทย พบวา่ จากงบประมาณท่ีแตกต่างกันไมม่ ีผลต่อความภกั ดี

5. พฤติกรรมความถ่ีในการซื้อที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อความภักดีในธุรกิจผู้จัดจาหน่าย
เคร่อื งไตเทยี มในประเทศไทย พบว่า ความถ่ีในการซอื้ ท่แี ตกต่างกนั ไม่มีผลต่อความภกั ดี

6. พฤติกรรมของผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซ้ือที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อความภักดีใน
ธุรกจิ ผู้จัดจาหน่ายเครื่องไตเทียมในประเทศไทย พบว่า ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างกัน
ไม่มผี ลต่อความภกั ดี

อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
ผลวิจัยพบว่า พฤติกรรมการซื้อตราสินค้าท่ีไม่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดี เนื่องจาก

ศูนย์ไตเทียมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเช่าพ้ืนที่โดยผู้ประกอบการ พิจารณาการซ้ือในแต่ละ
คร้ังจากการรองรบั ผปู้ ว่ ยที่เพม่ิ ขึ้น และตราสนิ ค้าที่สั่งซ้ือมีรูปแบบการใช้งานท่ีมีความไม่แตกต่างกัน

ห น้ า | 92

วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน

ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564

จึงสามารถเลือกซ้ือได้จากปัจจัยอื่นเช่น การบริการหลังการขายเมื่อสินค้ามีปัญหา มีเจ้าหน้าที่ให้
คาแนะนาและแก้ปัญหาได้ทันต่อเวลาการใช้งาน Aaker (1996) คุณค่าตราสินค้า หรือสัญลักษณ์
ซ่ึงสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าได้ นอกเหนือจากคุณค่าท่ีแท้จริงของสินค้า และได้สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ ศวิ ณฐั กัลปย์ าณวิชัย (2557) ทีค่ ณุ ค่าตราสินค้ามี ต่อการตดั สนิ ใจเลือกซ้ือ

ดังเช่นการรับรู้ข้อมูลที่ไม่แตกต่างกันท่ีมีผลต่อความภักดี ซ่ึงการรับรู้ข้อมูลท่ีลูกค้าได้รับ
นัน้ มามาจากบริษัทได้สง่ ตัวแทนไปพบลูกค้าสม่าเสมอเพ่ือแนะนาผลิตภัณฑ์ และในขณะเดียวกันได้ทา
การส่ือสารทางอินเตอร์เน็ตในเว็ปไซด์ โดยการอธิบายทางรูปภาพในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นอกจากน้ันได้มี
การจัดนิทรรศการรออกบูธแสดงสินค้าช่วงท่ีมีการจัดประชุมวิชาการอย่างสม่าเสมอ ในขณะเดียวกัน
ลูกค้าท่ีมีความภักดีได้ แนะนาบอกต่อไปยังลูกค้าท่านอื่นซึ่งท้ังหมดท่ีได้กล่าวมาน้ีมาจากข้อมูลท่ีเป็น
มาตรฐานเดียวกันจึงทาให้ไม่เกิดความแตกต่างต่อการรับรู้ข้อมูลของลูกค้า สอดคล้องกับ กีรวุฒิ ว่อง
สินไพบูลย์ (2556) ในเร่ืองการรับรู้ข้อมูลของการติดต่อประสานงาน (Evans, McFarland, Dietz,
& Jaramillo, 2012) และผู้แทนขายอุปกรณ์เคร่ืองมือการแพทย์มีความสาคัญในฐานะท่ีเป็น
ตวั กลาง ความสมั พนั ธ์ระหว่างลูกค้าและองคก์ ร

การซ้ือเคร่ืองไตเทียมจากงบประมาณที่ไม่แตกต่างกันมีผลต่อความภักดี : ซึ่งจาก
งบประมาณที่ทางโรงพยาบาลกาหนด งบบริจาค งบในการลงทุน หรือการเช่าเครื่องไตเทียมจากบริษัท
ทไ่ี ดก้ าหนดราคาและค่าบริการไว้แล้ว โดยเงื่อนไขท่ีกาหนดมีความสอดคล้องกันลูกค้าสามารถเลือกได้
ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ทาให้ความภักดีต่องบประมาณไม่แตกต่างกันเหตุผลในการเลือกซื้อ
เคร่ืองมือแพทย์เพ่ือประสิทธิภาพในการรักษาคนไข้คือ ลลดา ศิรปรีชาชัย (2552) การซ้ือเครื่องมือ
แพทยเ์ พือ่ เน้นการรักษาและต้องใช้เทคโนโลยอี อกใหม่

ความถ่ีในการซ้ือที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อความภักดี เน่ืองจากเคร่ืองไตเทียมมีการขยายตัว
การให้บริการจากอัตราการเพ่ิมขึ้นของคนไข้ท่ีเข้ามารับการรักษา หรือจากการพิจารณาตามความเห็น
ของแพทย์ ท่ีต้องรักษาด้วยเคร่ืองไตเทียม จะเพ่ิมช้าหรือเร็วจึงไม่ได้ข้ึนอยู่กับความพอใจ หรือทัศนคติ
ท่ีมีต่อผู้ประกอบการจึงไม่ส่งผลต่อความภักดีต่อความถ่ีในการซื้อเคร่ืองไตเทียม วาสนา พฤกษาชีวะ
(2555) ท่ีพบว่า ระยะเวลาในการซื้อเคร่ืองมือแพทย์ พิจารณาตามความเหมาะสม ขึ้นกับสภาวะ
ตา่ ง ๆ ของ งบประมาณท่ีได้รับ

ผ้มู สี ่วนร่วมในการตัดสินใจซ้อื ท่ีไม่แตกต่างกนั มผี ลต่อความภักดี : ซึ่งได้แก่ผู้ประกอบการ
ธุรกิจศูนย์ไตเทียม จัดซ้ือ แพทย์ พยาบาล รวมถึงผู้ช่วยพยาบาลซ่ึงเป็นผู้ที่เตรียมเคร่ืองก่อนการใช้
งานทกุ วัน เน่ืองจากสนิ ค้าเป็นสินคา้ ท่ีมคี วามเฉพาะทางและการใชง้ านจะต้องใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
หรือมีขั้นตอนที่สามารถข้ามฟังค์ชั่นได้แต่ต้องมีความปลอดภัยสูง ระบบการให้คาแนะนาเมื่อเกิด
ปัญหาการใช้งาน สามารถติดต่อช่างเทคนิคได้ง่าย อธิบายการแก้ปัญหาในเบ้ืองต้นให้เข้าใจ ดังน้ัน
ทกุ บริษัทจงึ พยายามปรบั ปรุงใหด้ ีขึ้นการเลอื กซื้อทกุ ตราสนิ ค้าเพ่ือป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้งานที่
เสียพร้อมกัน จึงส่งผลให้ไม่มีความแตกต่างต่อการเลือกซื้อสินค้าเครื่องไตเทียม สินค้าเคร่ืองมือ
แพทย์เป็นสินค้าท่ีซ้ือบนเหตุผลของการเพ่ิม ประสิทธิภาพในการรักษาคนไข้และราคาค่อนข้างสูง


Click to View FlipBook Version