ห น้ า | 93
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
การซ้ือจึงต้องมีผู้ร่วมตัดสินใจจากแพทย์และ ผู้ประกอบการ สอดคล้องกับ ประเวศ กล้าหาญ
(2556) เรื่องการตัดสินใจซ้ือเครื่องมือแพทย์ และ ลลดา ศิรปรีชาชัย (2552) ท่ีได้เปรียบเทียบการ
ตดั สินใจซ้ือเคร่อื งมือแพทย์
จากผลการวิจยั พบวา่ พฤติกรรมการซ้ือประเภทของสนิ คา้ ทต่ี ้องการซอ้ื ที่แตกต่างกันมีผล
ต่อความภักดี เน่ืองจากเคร่ืองไตเทียมท่ีมีราคาถูกท่ีสุดคือเครื่องไตเทียมรุ่น standard เป็นพ้ืนฐาน
ในการรักษาความต้องการซ้ือจึงมีมากกว่าสินค้ารุ่นอื่น ส่วนเคร่ืองไตเทียมรุ่น online เป็นรุ่นที่ต้อง
ใช้ในการรักษาในผู้ป่วยท่ีฟอกเลือดมานานแล้วมีของเสียสะสมค้างอยู่ ซึ่งเป็นเคร่ืองไตเทียมรุ่นที่มี
ราคาท่ีสูงมากกว่าทุกรุ่น กาลังในการซ้ือจึงน้อย และเคร่ืองไตเทียมรุ่น ocm ฟังค์ชั่นการใช้งานจะ
พเิ ศษกวา่ รุ่น standard ราคาจะแพงกว่าจงึ มกี ารสั่งซอ้ื น้อยกว่า ดังน้นั การเลอื กซื้อเคร่ืองไตเทียมใน
แต่ละรุ่นจึงมีผลต่อการซื้อซ่ึงคือความภักดีท่ีผู้ซ้ือมีต่อประเภทการใช้งานนั่นเอง พฤติกรรมของ
ผู้บริโภคมีความสาคัญมากต่อการตัดสินใจซื้อ พฤติกรรมการซื้อสินค้า การท่ีผู้ประกอบการมีความ
เข้าใจผบู้ ริโภคมากเทา่ ไหร่ ทาให้มโี อกาสได้เปรียบมากย่ิงขึ้น (นันทสารี สุขโต, 2555)
ดังน้ันการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค ส่งผลต่อพฤติกรรมการซ้ือส่ิงสาคัญคือนักการตลาด
ต้องเข้าใจแนวคิดในการรับรู้ เพ่ือหาปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อผู้บริโภค (Schiffman & Wisenblit,
2015, p.114) พฤติกรรมผู้บริโภคเกิดจากการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเพ่ือให้ได้รับความพอใจสูงสุด
จากงบประมาณท่ีมีอยู่อย่างจากัด (Schiffman and Kanuk, 1994)และปัจจัยอื่น ๆ อีกท่ีทาให้มี
พฤติกรรมแตกต่างกัน (กมลภพ ทิพย์ปาละ 2555) ความภักดีที่ลูกค้าได้ส่งมอบให้นั้นจุดเริ่มต้นมา
จากความพึงพอใจจากการใช้สินค้า จากน้ันจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การซ้ือซ้า และแนะนา เม่ือได้ซ้ือ
และใช้สินค้าไปนาน ๆ ลูกค้าจะเกิดทัศนคติเชิงบวก ทาให้ธุรกิจสามารถดาเนินต่อไปอย่างยั่งยืน
Zeithaml, Berry and Parasuraman (1996) ทไี่ ดก้ ล่าวไว้วา่ ความรูส้ กึ ท่เี กิดความผูกพัน ลูกค้าจะ
มีทศั นคติเชิงบวก กลับมาใช้บริการซ้า และแนะนาบอกต่อแก่ผู้อ่ืน โดยจะทาให้ผู้ให้บริการสามารถ
ดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จ ซ่ึงประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความพึง
พอใจ พฤตกิ รรมการซ้อื ซา้ การคิดถึงผใู้ ห้บริการนั้นเป็นรายแรก พฤติกรรมการแนะนาบอกต่อ การ
มที ัศนคติเชิงบวก และความภกั ดีของลูกค้า เป็นปัจจยั ทีส่ าคัญในการดาเนินธุรกิจ เพราะเม่ือลูกค้ามี
ความไว้วางใจ และความเช่ือม่ัน ต่อตราผลิตภัณฑ์หรือเกิดความความภักดีต่อตราผลิตภัณฑ์ จะทา
ให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์น้ันซ้าอย่างสม่าเสมอและยาวนาน จึงเรียกว่าเป็นความภักดีของลูกค้า (ศิ
ริวรรณ เสรีรัตน์, ปริญ ลักษิตานนท์, และ ศุภร เสรีรัตน์, 2552) ความภักดีนั้นจะสร้างความเติบโต
และผลกาไรให้แก่ธุรกิจ มีองค์ประกอบหลายปัจจัยและปัจจัยหนึ่งท่ีสาคัญ คือ พฤติกรรมการซ้ือ
ของลูกค้า ที่จะทาให้ทราบถึงความพึงพอใจ จนทาให้เกิดความภักดีในที่สุด และลูกค้าท่ีภักดีจะมี
พฤติกรรมแนะนาตราผลิตภัณฑ์นั้นให้ผู้อื่นต่อไป (Aaker, 1991) ผลสาเร็จและความอยู่รอดของ
ธุรกิจ (Andersen, 1995) จึงเป็นส่ิงท่ีสาคัญในการแข่งขัน (Chen & Chen, 2010) โดยผ่านการ
รบั ร้สู ินคา้ (Woodside et al., 1985) เมอ่ื ผู้ใชส้ ินคา้ มีความ รู้สกึ พึงพอใจ และประทับใจกับสินค้าที่
ได้รับน้ัน จะไม่พยายามค้นหาสินค้ารายอ่ืนมาทดแทน และจะใช้สินค้า จากผู้จัดจาหน่ายรายน้ัน
ห น้ า | 94
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ต่อไป เกิดการซื้อซ้าท่ีสม่าเสมอ (ชัยสมพล ชาวประเสริฐ, 2546 ; Blackwell et al., 2006 ;
Shukla, 2004) รวมถึงพฤติกรรมการบอกต่อไปยังบุคคลอ่ืน (ปณิศา มีจินดา, 2553 ; Da Silva
and Alwi, 2008) ความภกั ดขี องลูกค้าคอื ความผูกพันท่ีจะมีการกลับมาซ้ือซ้าและให้ การสนับสนุน
ผลิตภัณฑ์ อันเกิดจากการที่ผู้บริโภคพึงพอใจ (Kotler & Keller, 2006 ; Shukla, 2004) ความ
ภักดีของลูกค้าเก่ียวข้องทั้งพฤติกรรมการซื้อ และทัศนคติที่มีต่อสินค้า รวมถึงผู้จัดจาหน่ายและ
องค์กร (Shukla, 2004) นอกจากน้ี ยังมีการนาความต้ังใจที่จะกลับมาซ้ืออีก (Bashoff & Gray,
2004 ; Kim et al., 2008) ด้วยการตอบสนองความต้องการ จะทาให้เกิดความพึงพอใจ และเป็น
ความผูกพัน ที่ทาให้ต้องการกลับมาซ้ือสินค้าซ้า อื่นในคร้ังต่อ ๆ ไป (Pai & Chary, 2013: 308)
เกิดการซื้อซ้า (Islam, Ahmed & Tarique, 2016) และยินดีที่จะซ้ือต่อไป (Argan, 2016: 191)
นอกจากนั้น ยังมีพฤติกรรมสนับสนุนผู้จัดจาหน่ายสินค้าด้วยการบอกต่อในแง่มุมที่ดีของผู้จัด
จาหนา่ ยสนิ คา้ ไปสู่ผูอ้ ื่น (Zarei, Daneshkohan, Khabiri & Arab, 2015)
ข้อเสนอแนะกำรวิจัย (Research Suggestions)
1. ผู้ประกอบการจัดจาหน่ายเคร่ืองไตเทียมสามารถนามาพิจารณาให้มีการจัดให้มีการ
สัมภาษณ์ ในฟังค์ช่ันการทางานที่จะอานวยความสะดวกในการทางาน หรือเพื่อให้มีความโดดเด่น
กวา่ คู่แข่งขันเพื่อยอดขายท่ีเติบโตยิ่งขึ้นคือ การพัฒนาการใช้งานของเคร่ืองไตเทียมของแต่ละรุ่น ผู้
ท่ีมีอายุการทางานไม่มากแต่มีการใช้งานที่บ่อยโดยมีรอบการทางานสูงจานวนความรับผิดชอบต่อ
รอบการใช้งานสูงพอที่จะทาให้เห็นความแตกต่าง สามารถเปรียบเทียบนาส่วนท่ีมีข้อบกพร่อง
นาเสนอแก้ไขให้ตรงใจกบั ผใู้ ช้ นอกจากน้ันประสบการณ์ในการทางาน
2. พฤติกรรมการซ้ือให้ความสนใจซื้อเคร่ืองไตเทียมของแบรนด์ Fresenius มากกว่าแบ
รนด์อื่น และประเภทของเครื่องไตเทียมท่ีต้องการซื้อเป็นรุ่น Standard ซึ่งโดยทั่วไปศูนย์ไตเทียม
ในประเทศไทยใช้รุ่นน้ีมากท่ีสุดเพราะเป็นรุ่นพ้ืนฐาน ผู้ประกอบการสามารถสร้างความจงรักภักดีต่อ
สินค้าในรุ่นดังกล่าวได้โดยการแนะนาการขายซ่ึงหากสินค้าเป็นแบรนด์ Fresenius ใช้การสร้าง
ความสัมพนั ธ์ต่อเน่ืองกับผซู้ ื้อ แต่หากผ้ปู ระกอบการแบรนดอ์ ื่นโดยสร้างความไว้ใจ
ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื กำรวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
1. การวจิ ยั ในคร้ังน้ี เป็นการศึกษาเป็นเชงิ ปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน
การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยคร้ังต่อไปควรทาการศึกษาวิจัยเชิญคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก
เพื่อให้ไดข้ อ้ มลู ทจี่ ะเป็นประโยชน์ในการนามาปรับใชใ้ นการวางกลยทุ ธ์สนิ คา้ ท่มี ีความแตกต่างจากคู่
แขง่ ขัน
2. การแข่งขันด้านการตลาดในปัจจุบันค่อนข้างสูงมาก การวิจัยคร้ังต่อไปควรศึกษาถึง
ปัจจัยอื่นท่ีเป็นตัวแปรย่อยของความภักดีที่ส่งผลต่อการแข่งขันการตลาดในประเทศไทย อาทิเช่น
การวิเคราะห์ความพงึ พอใจ การซือ้ ซ้า รวมทงั้ การวิเคราะหต์ วั แปรอ่ืน ๆ
ห น้ า | 95
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
เอกสำรอ้ำงองิ (References)
กมล ภพทิพย์ปาละ (2555). กระบวนการตัดสนิ ใจของผู้บริโภคในอาเภอเมืองเชียงใหมใ่ นการซือ้
กล้องสะทอ้ นภาพเลนส์เดย่ี วระบบดจิ ทิ ลั . บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่
นันทสารี สุขโต. (2555). การตลาดระดับโลก. กรงุ เทพมหานคร: วี. พรนิ้ ท์
ปณิศา มีจนิ ดา. (2553). พฤติกรรมผู้บริโภค. กรงุ เทพฯ : ธรรมสาร.
ประเวศ กลา้ หาญ .(2556). ส่วนประสมการตลาดท่ีมีผลต่อโรงพยาบาลรฐั บาลและเอกชนในจงั หวดั
เชยี งใหม่ในการซื้อเคร่อื งมอื แพทย์สาหรบั ตรวจวนิ ิจฉัย. วทิ ยานพิ นธบ์ รหิ ารธรุ กิจ
มหาบัณฑิต. บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ชัยสมพล ชาวประเสริฐ. (2546). การตลาดบรกิ าร. พมิ พ์ครั้งท่ี 12. กรุงเทพฯ: ส. เอเชียเพรส
(1989).
ลลดา ศิรปรีชาชยั .(2552). การเปรยี บเทยี บการตัดสินใจซ้ือเคร่ืองมือแพทย์ของบุคลากร
โรงพยาบาลในเขตจังหวดั อีสานตอนล่าง. วิทยานิพนธ์บรหิ ารธรุ กจิ มหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าบริหารธรุ กิจ. มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสุรนิ ทร์.
ศริ วิ รรณ เสรรี ัตน์, ปรญิ ลักษิตานนท์, และศุภร เสรีรัตน.์ (2552). การบริหารการตลาดยุคใหม่.
กรงุ เทพฯ: พัฒนาศึกษา.
สุพัฒน์ วาณชิ ย์การ, และ ประเสรฐิ ธนกิจจาร.ุ (2551). ตาราการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียมและ
การพยาบาล. มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย: สานกั พมิ พก์ รงุ เทพเวชสาร.
ธัญญารัตน์ ธีรพรเลศิ รัฐ. (2555, 14 พฤศจิกายน). ป่วยโรคไตพุ่ง 8 ลา้ นเปิดรพ. เฉพาะทางรบั มือ.
คม-ชดั -ลึก. หนา้ 20.
ศวิ ณฐั กัลปย์ าณวชิ ยั . (2557). คณุ ค่าตราสินค้าและคุณคา่ ส่วนบคุ คลทีส่ ง่ ผลตอ่ การตัดสินใจเลอื ก
ซือ้ สินคา้ แบรนดเ์ นมในหา้ งสรรพสนิ ค้าของนักท่องเท่ียวชาวต่างชาตใิ นกรงุ เทพมหานคร.
การคน้ ควา้ อิสระปรญิ ญามหาบัณฑติ . มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
Aaker, D. A. (1991). Managing brand equity: Capitalizing on the value of a brand
name. New York: The Free Press.
Andersen, R.M. (1995). Revisiting The Behavioral Model and Access to Medical Care:
Does It Matter?. Journal of Health and Social Behavior. 36(1), 1-10.
Argan N. (2016) Investigating word-of-mouth (WOM) factors influencing patients’
Physician choice and satisfaction. International Journal of Medical
Research & Health Sciences. 5(1), 191.
Bashoff, C. & Gray, B. (2004). The Relationships Between Service Quality, Customer
Satisfaction and Buying Intention in The Private Hospital Industry. African
Journal of Business Management. 35(4), 27-30
ห น้ า | 96
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
Blackwell, R.D., Miniard, P.W. & Engel, J.F. (2006). Customer Behavior. (10thed).
Canada: Thomson South-Western
Chen, M.L. & Chen, K.J. (2010). The relations of organizational characteristics,
customer oriented behavior and services quality. African Journal of
business Management. 4(10), 2059-2074.
Da Silva, R.V. & Alwi, S.F.S. (2008). Corporate Brand Image, Satisfaction and Loyalty.
Journal of Brand Management. 16(3), 119-144.
Evans, K. R., McFarland, R. G., Dietz, B., &, Jaramillo, F. (2012). Advancing sales
performance research: A focus on five under researched topic areas.
Journal of Personal Selling and Sales Management. 32(1), 89-106.
Islam R, Ahmed S, Tarique KM. (2016). Prioritisation of service quality dimensions for
healthcare sector. Int J Med Eng Informat. 8(2), 108-113
Kim, Y., Cho, C., Ahn, S., Goh, I. & Kim, H. (2008). A study on medical services quality
and its influence upon value of care and patient satisfaction focusing upon
outpatients in large-sized hospital. Total Quality Management & Business
Excellence. 19(11), 12-40.
Pai, Y, P., & Chary, S. T. (2013). Dimensions of hospital service quality: a critical
review, perspective of patients from global studies. International Journal
of Health Care Quality Assurance. 26(4), 308-310.
Schiffman, L. G., & Kanuk, L. L. 1994. Consumer behavior. (5th ed.). Englewood
Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall.
Schiffman, L. G., & Wisenblit, J. L. (2015). Customer behavior. (11th ed). New Jersey:
Prentice Hall.
Shukla, P. (2004). Effect of product usage, satisfaction and involvement on brand
switching behavior. Asia Pacific Journal of Marketing Logistics. 16(4), 82-
104.
Woodside, A., G. Frey, L. & Daly, R.T. (1989). Linking service quality, customer
satisfaction, and behavioral intention. Journal of Healthcare Marketing.
9(4), 5-17.
Yamane, Taro.1967. Statistics, An Introductory Analysis. 2nd Ed., New York: Harper
and Row.
ห น้ า | 97
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
Zarei, E., Daneshkohan, A., Khabiri, R., & Arab, M. (2015). The Effect of Hospital
Service Quality on Patient’s Trust. Iranian Red Crescent Medical Journal.
17(1), 12.
Zeithaml, Berry and Parasuraman (1996). The behavioral consequence of service
quality. Journal of Marketing. 60(2), 31-46.
ห น้ า | 98
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
การบริหารการจดั การธรุ กจิ เครอื่ งดนตรีชุมชนบา้ นท่าเรอื จังหวดั นครพนม
Music Business at Ban Tha Ruea, Nakhon Phanom Province
พีระพงษ์ ธรี ะเผา่ พงษ1์
Peerapong TeeraPaowpong
บทคัดย่อ (Abstract)
การวิจัยเร่ือง การบริหารการจัดการธุรกิจเครื่องดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการผลิตและจัด
จาหน่ายเครื่องดนตรีอีสานชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม และ 2. เพ่ือศึกษาปัจจัยสนับสนุน
ความสาเร็จของธุรกิจเครื่องดนตรี ชมุ ชนบา้ นท่าเรือ จังหวดั นครพน ทาการศึกษาเร่ิมต้นตั้งแต่เดือน
กุมภาพันธ์–สิงหาคม 2563 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและข้อมูลจากภาคสนามโดยวิธีการ
สัมภาษณ์ และการสังเกต เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต ศึกษาจากกลุ่มผู้รู้
กลุ่มผู้ปฏิบัติ และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลท่ัวไป โดยนาเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์
ผลการศึกษาพบว่า บ้านท่าเรือเป็นท่ีรู้จักกันดีว่าเป็นหมู่บ้านของเครื่องดนตรีอีสานผลิตและขายมา
เปน็ เวลานาน สมาชกิ ในครอบครัวคนแก่และคนหนุ่มสาวรู้วิธีการทาเคร่ืองดนตรีหมู่บ้านนี้มีช่ือเสียง
ในด้านการทาเคร่ืองมือและกลายเป็นหมู่บ้านสาหรับการท่องเท่ียวปัจจัยสนับสนุนความสาเร็จของ
ธุรกิจเคร่ืองดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนอันเน่ืองมาจาก การทางานหนักความซื่อสัตย์
สจุ ริตการพัฒนาอย่างตอ่ เนอื่ งความสามคั คีผู้นาท่ีดีและการจัดการท่ีดีการทาเคร่ืองดนตรีธุรกิจเพลง
บ้านท่าเรอื จังหวดั นครพนมภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
คำสำคญั (Keywords): การบรหิ ารจดั การ; ธุรกจิ เคร่ืองดนตรี; ชมุ ชนบา้ นท่าเรือ; จังหวัดนครพนม
Abstract
Subject research Music Business at Ban Tha Ruea, Nakhon Phanom
Province. This study aimed at: 1. examining Isan musical instrument making and
selling at Ban Tha Ruea village, Nakhon Phanom province; and 2. investigating the
supportive factor for the success of the business. Conduct studies starting from
February to August 2020.Collected documents and field data were collected by
means of interviewing and observation. And observational study from a group of
knowledgeable people Practitioner group And general information providers By
Received: 2021-01-21 Revised: 2021-03-31 Accepted: 2021-03-31
1 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยนครพนม Faculty of Education Nakhon Phanom University.
Corresponding author e-mail: [email protected]
ห น้ า | 100
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
presenting the research results in descriptive, analytical form. The results of the
study showed that: 1) Ban Tha Ruea has been known as a village of Isan musical
instrument making and selling for a long time; members of the each family, old and
young, knows how to make the musical instruments. The village has been famous
in instrument making and became a village for tourism. Concerning the supportive
factors for the success of music business, it was due to the following combinations:
hard working, honesty, continued improvement, solidarity, good leaders, and good
management.
Keywords: Musical Instrument Making; Music Business; Ban Tha Ruea; Nakhon
Panom Province
บทนำ (Introduction)
ภาคตะวนั อกเฉียงเหนอื หรือภาคอีสาน เปน็ แหลง่ วฒั นธรรมแต่โบราณมีศิลปวัฒนธรรมที่
สืบสานแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากมาย กลุ่มเชิงวัฒนธรรมแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มอีสานเหนือ
มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอีสานเหนือคือ “หมอลา–หมอแคน” กลุ่มอีสานใต้ มีอัตลักษณ์ทาง
วัฒนธรรมอีสานใต้คือ “เจรียงกันตรึม” และจังหวัดนครราชสีมามีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท่ี
แตกต่างอกไปจากกลมุ่ อสี านเหนอื และกลุ่มอีสานใต้คือ “เพลงโคราช” (สัญญา สมประสงค์, 2555)
ความหลากหลายของวฒั นธรรมทางดนตรีพ้นื บ้านอีสาน แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของดนตรี และ
เคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านของชนชาวอีสาน เคร่ืองดนตรีที่ปรากฏอยู่ตามภูมิภาคท่ีได้รับความนิยมใช้
ได้แก่ แคน พณิ โหวด และโปงลาง ถือเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสาคัญ และได้รับความนิยมและสืบ
ทอดต่อกันมาเป็นเวลานานควบคู่กับศิลปะการแสดงของชาวอีสาน (Terry E. Miller. 1977) ตาม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (2560-2565) ได้กาหนดบทพื้นฐานกรอบ
ยุทธศาสตร์ชาติเป็นแผนหลักในการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืน รวมทั้งการ
ปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 นอกจากนั้นยังได้ให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วม
ของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศ การพัฒนา
ประเทศตามแนวพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศมีระดับการพัฒนาที่
สูงขึน้ ตามลาดบั (แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 12, 2559)
ชุมชนบ้านท่าเรือ ต้ังอยู่ท่ี ตาบลท่าเรือ อาเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นชุมชนท่ีมี
การสร้างเคร่ืองดนตรีที่มีช่ือเสียงเป็นอย่างมากเป็นท่ียอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในด้าน
คุณภาพเคร่ืองดนตรี อัตรากาลังการผลิตท่ีมีกาลังในการผลิตในระดับสูง และความหลากหลายของ
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตได้ในชุมชน โดยความร่วมมือร่วมภายในชุมชน อีกทั้งความช่วยเหลือจาก
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนเกิดเป็นระบบโครงสร้างการบริหารในด้านธุรกิจผลิตเคร่ืองดนตรี
ขนาดใหญ่ และชุมชนบ้านท่าเรือเป็นชุมชนที่เข้าร่วมโครงการประกวดผลงานตามปรัชญาของ
ห น้ า | 101
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
เศรษฐกิจพอเพียง และได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี ประเภทชุมชนเศรษฐกจิ พอเพยี งในปี พ.ศ. 2552 ต่อมาปี พ.ศ. 2555 ชุมชนบ้านท่าเรือได้ถูก
จัดตั้งเป็นศูนยก์ ารเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ของสานักงาน กปร. โดยชุมชนบ้านท่าเรือมีส่วนร่วมใน
การเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิคการสร้างเคร่ืองดนตรี ตลอดจน
การละเล่นเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านอีสาน (สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการอัน
เนอ่ื งมาจากพระราชดาริ (สานักงาน กปร, 2556) การเปลยี่ นแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในปัจจุบันที่
มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ส่งผลให้
เครื่องดนตรีท่ีผลิตภายในชุมชนบ้านท่าเรือมีตลาดในการทาการค้าได้มากขึ้น อีกท้ังยังมีการแข่งข้ัน
ที่สูงข้ึน เน่ืองจากสังคมที่เปิดกว้างทางวัฒนธรรมและการผลิตเคร่ืองดนตรีให้ได้คุณภาพนั้น
จาเป็นต้องศึกษาเทคนิควิธีการ ให้เกิดความชานาญ เกิดเป็นทักษะพิเศษเพ่ือให้คุณภาพของเคร่ือง
ดนตรีอย่างสูงสุด และเป็นที่ยอมรับในฐานะช่างทาเคร่ืองดนตรี (Yawen Eunice Chyu, 2004)
เพื่อให้เกดิ ความหน้าเชอ่ื ถอื และมีกาลังในการผลิตเครื่องดนตรีให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมกับความ
ตอ้ งการ ชุมชนบ้านท่าเรอื มีการส่งตอ่ องค์ความรแู้ ละจัดการกบั ทรัพยากรท่ีใช้ในการผลิตเป็นอย่างดี
ส่งผลตอ่ คุณภาพของเคร่ืองดนตรี อตั ราจานวนผลผลิต ระบบการค้าที่มคี ุณภาพ
จากการศึกษาเอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดการธุรกิจเคร่ืองดนตรี
ชุมชนบ้านท่าเรือพบว่าเป็นเครื่องดนตรีท่ีมีความสาคัญอย่างมากต่อการพัฒนารูปแบบการบริหาร
และการนาไปใช้ในการบริหารในชุมชนอ่ืนๆ อีกท้ังการต่ืนตัวในด้านการเปิดประชาคงเศรษฐกิจ
อาเซียนหรือ ASEAN Economic Community (AEC) ซึ่งมีความจาเป็นอย่างมากเพ่ือพัฒนา
คุณภาพ และอตั ราการผลิตให้สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตลาด
ด้วยเหตุผลดังกล่าวขา้ งต้น ผู้วิจัยจึงมคี วามสนใจศกึ ษา เรอ่ื ง การบริหารการจัดการธุรกิจ
เครื่องดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม เพื่อเป็นการศึกษาระบบการบริหารจัดการ อีกท้ัง
ยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของชุมชนบ้านท่าเรือให้เป็นที่รู้จักโดยท่ัวกัน เป็นประโยชน์แก่ผู้ทั้งมี
ความสนใจเป็นประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาและอนรุ ักษ์วัฒนธรรมด้านดนตรีสบื ไป
วัตถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ัย (Research Objective)
1. เพื่อศึกษาการผลิตและจัดจาหน่ายเครื่องดนตรีอีสานชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม
2. เพอ่ื ศกึ ษาปจั จยั สนบั สนุนความสาเรจ็ ของธุรกจิ เคร่อื งดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม
วธิ ดี ำเนินกำรวจิ ัย (Research Methods)
การวิจัยเร่ือง การบริหารการจัดการธุรกิจเคร่ืองดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทาการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจาก
ห น้ า | 102
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
เอกสาร (Document) และเกบ็ ข้อมลู ภาคสนาม (Field Study) ในบรบิ ทพืน้ ท่ีชมุ ชนบา้ นท่าเรือ หมู่
ท่ี 1 หมูที่ 2 และหมู่ท่ี 8 ตาบลท่าเรือ อาเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์–
สงิ หาคม 2563 โดยผวู้ จิ ยั ไดด้ าเนนิ การวจิ ัยตามลาดบั ดงั นี้
1. ประชำกรกล่มุ ตวั อย่ำง
ประชากรกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยครั้งน้ีใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive sampling) ในพ้นื ท่ี ชมุ ชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม ต้ังอยู่ท่ีบริเวณพื้นท่ี 1 หมูที่ 2
และหมู่ท่ี 8 ตาบลท่าเรือ อาเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีพื้นบ้านจานวน 5 คน 2) กลุ่มผู้ผลิตการผลิตเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านอีสาน 15
คน และ 3) เกีย่ วขอ้ งกับระบบการบรหิ ารชมุ ชน 15 คน
2 เครอื่ งมอื ทใี่ ช้ในงำนวจิ ัย
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูล 2
วธิ ี ได้แก่ การเกบ็ ขอ้ มลู จากเอกสาร (Documentary Research) และการเก็บข้อมูลจากภาคสนาม
(Field Research) ซึ่งมรี ายละเอียด ดงั นี้
2.1 ข้อมูลเอกสาร ประกอบด้วย
2.1.1 เอกสารส่ิงพิมพ์ ได้แก่ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความ
หนงั สอื เปน็ การศึกษาคน้ คว้าเกี่ยวกบั ระบบการบริหาร การสร้างเครือ่ งดนตรี เคร่ืองดนตรีอีสาน
2.1.2 เอกสารทไี่ ม่ใช่ส่ิงพมิ พ์ ไดแ้ ก่ เทป แผ่นเสียง วซิ ีดี อนิ เตอร์เน็ต เป็น
การศึกษาค้นคว้าดูหลักการวิธีการบริหาร ด้านการผลิต ด้านการจักจาหน่าย ปัจจัยในการประสบ
ความสาเร็จ ตลอดจนศึกษาค้นหาแหล่งพื้นบริเวณชุมชนบ้านท่าเรือที่ท่ีมีการผลิต และบริการ
บริหารด้านการจดั จาหน่ายเคร่ืองดนตรีอย่เู พื่อสะดวกต่อการเดนิ ทางไปเกบ็ ขอ้ มูลภาคสนาม
2.2 ข้อมูลจากภาคสนาม (Field Research) ได้จากการสารวจเบ้ืองต้น การ
สัมภาษณท์ ่ีมีโครงสร้าง การสัมภาษณแ์ บบเชงิ ลกึ และการสงั เกต ซ่ึงมรี ายละเอียดดังน้ี
2.2.1 การสารวจเบ้ืองต้น (Pre Inventory) เพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูลท่ัวไป
ของกลุ่มประชากรหรือตัวอย่างประชากร โดยกาหนดประเด็นเก็บข้อมูลในเร่ือง การบริหาร การ
ผลติ ภายในชมุ ชนและการจดั จาหน่าย ตลอดจนปจั จัยทีส่ ่งผลต่อความสาเรจ็
2.2.2 การสัมภาษณ์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ท่ีมีโครงสร้าง (Structured
Interviews) ใชส้ ัมภาษณ์กลุ่มผู้รู้ (Key Informants) ได้แก่ นักวิชาการทางดนตรี นักวิเคราะห์ด้าน
การบรหิ าร ผู้สร้างเครอื่ งดนตรีพื้นบ้านอีสาน เพ่ือให้ได้ข้อมูลในประเด็น การผลิต จัดจาหน่าย และ
ปจั จัยทสี่ ่งผลต่อความสาเร็จของธุรกิจเคร่ืองดนตรีพ้นื บ้านอีสาน ชมุ ชนบ้านทา่ เรือ
2.2.3 การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์ท่ีไม่มีโครงสร้าง
(Unstructured Interview) เพ่ือใช้สัมภาษณ์กลุ่มผู้รู้ท่ีมีประเด็นคาถามเกี่ยวกับ การผลิต และจัด
จานวนเครอื่ งดนตรีภายในชุมชน
ห น้ า | 103
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
2.2.4 การสังเกต โดยใช้แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant
Observation) และแบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant Observation) ใช้กับกลุ่มผู้รู้
และกลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นการสังเกตสภาพท่ัวไป วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เหตุการณ์ทั่วไป และ
เข้าร่วมกจิ กรรมทีเ่ ก่ียวข้อง
3. กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การศึกษาวิจัยในคร้ังน้ี ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยยึดหลักข้อมูลท่ีมีลักษณะสอดคล้อง
กับความมุ่งหมายของการวิจัย สามารถตอบคาถามของการวิจัยได้ตามท่ีกาหนดไว้ ซ่ึงมีวิธีการเก็บ
ขอ้ มูลดังตอ่ ไปน้ี
3.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากเอกสาร
และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ ชุมชนบ้านท่าเรือ การผลิตเครื่องดนตรี การบริหารภายในชุมชน และ
ปัจจัยสนับสนุนความสาเร็จของธุรกิจเครื่องดนตรีชุมชนบ้านท่าเรือ ตลอดถึงความรู้เกี่ยวกับ
วฒั นธรรม แนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับงานวิจัย อีกทั้งเน้ือหาเก่ียวกับพ้ืนท่ีท่ีทาการศึกษา โดย
ค้นคว้าเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ จากหน่วยราชการ งานวิจัย ปริญญานิพนธ์ ภาคนิพนธ์
การศกึ ษาค้นควา้ อิสระ อนิ เตอรเ์ น็ต และวีดที ัศน์
3.2 การเก็บข้อมูลจากภาคสนาม เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากพ้ืนท่ีที่ทาการ
วิจัยโดยวิธีการสารวจจากแบบสารวจ การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง
(Structured Interview) และไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) แบบสังเกต
(Observation) ทง้ั แบบมสี ่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม
4. กำรวิเครำะหข์ อ้ มูล
ผวู้ จิ ัยได้นาข้อมลู จากการศกึ ษาเอกสาร ข้อมูลจากงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง และข้อมูลจากการ
บันทึกรวบรวมข้อมูลภาคสนาม โดยจาแนกข้อมูลแยกออกตามประเด็นความมุ่งหมายของการวิจัย
ท่ีต้ังไว้ และตรวจสอบความสมบูรณ์ความถูกต้องอีกครั้งหน่ึงว่าข้อมูลที่ได้มีความครบถ้วนเพียงพอ
เหมาะสมพรอ้ มแก่การนาไปวิเคราะหส์ รปุ ผลแล้วหรือไม่ ในกรณีที่ข้อมูลที่ได้มามีความไม่สอดคล้อง
กัน ผู้วจิ ัยจะใชก้ ารตรวจสอบแบบสามเสา้ (Triangulation) หากมีข้อมูลส่วนใดไม่สมบูรณ์ ผู้วิจัยจะ
ทาการเก็บขอ้ มูลเพิม่ เติม และนาเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
ผลกำรวิจัย (Research Results)
ชุมชนบ้านท่าเรือแต่เดิมอพยพมาจากบริเวณบ้านไร่อีเปหรือบ้านนาซ่อม จังหวัด
อานาจเจรญิ ในปัจจบุ นั ชุมชนบา้ นทา่ เรือสว่ นมากประกอบอาชีพหลกั คืออาชีพการเกษตรไร่นา และ
ผลติ เคร่ืองดนตรีเป็นอาชีพเสริม มีการรวมตัวกันสร้างเคร่ืองดนตรีและจัดจาหน่ายในหลายรูปแบบ
สรา้ งรายได้และช่อื เสียงใหแ้ กช่ าวบา้ นชุมชนบา้ นทา่ เรอื เป็นอยา่ งมาก ผวู้ ิจัยได้ทาการรวบรวมข้อมูล
จากเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนามพบผลการวิจัยเร่ือง “การบริหารการจัดการธุรกิจเครื่อง
ดนตรี ชมุ ชนบ้านท่าเรอื จังหวัดนครพนม” แบง่ ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
ห น้ า | 104
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
1. กำรผลติ และจดั จำหน่ำยเครอ่ื งดนตรีอีสำนชุมชนบ้ำนทำ่ เรือ จังหวดั นครพนม
การลงพ้ืนที่เก็บข้อมูลวิจัยเรื่อง การบริหารการจัดการธุรกิจเครื่องดนตรี ชุมชนบ้าน
ท่าเรือ จังหวัดนครพนม ด้านการผลิตและจัดจาหน่ายเคร่ืองดนตรีอีสานชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม ชุมชนบ้านทา่ เรือในส่วนพน้ื ท่ีการผลติ เครอ่ื งดนตรีประกอบไปด้วยชุมชนบ้านท่านเรือ หมู่
ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 8 ต้ังอยู่ในตาบลท่าเรือ อาเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยในพ้ืนท่ีชุมชน
บ้านทา่ เรอื ทงั้ 3 หมู่มีจานวนครวั เรอื นท่ผี ลิตเครอ่ื งดนตรีกว่า 462 ครัวเรือน พบรูปแบบการบริหาร
การจดั การด้านการผลิตและจดั จาหนา่ ย ดงั น้ี
1.1 กำรบริหำรด้ำนจดั กำรผลติ
ระบบการบริการจัดการในส่วนของการผลิตเป็นส่วนที่มีความสาคัญอย่างมากต่อการทา
ธุรกิจเครื่องดนตรีของชุมชนบ้านท่าเรือ ระบบการจัดการท่ีดีเป็นผลต่อการผลิตท่ีมีคุณภาพ ส่งผล
ตอ่ คุณภาพเคร่อื งดนตรี คณุ ภาพของการผลติ โดยเครื่องดนตรีทช่ี มุ ชนบ้านท่าเรือสามารถผลิตได้คือ
แคน โหวด ปภ่ี ไู ท พณิ โปร่ง พณิ โปรง่ ไฟฟ้า พิณไฟฟ้า พิณไฟฟ้าสองคอ พิณเบสโปร่ง พิณเบสไฟฟ้า
โปงรางกลองอีสาน กลองชุดอีสาน กลองรามะนา ไหซอง เครื่องเคราะห์ประกอบจังหวะ
อุปกรณ์เสริมที่ใช้ในวงดนตรีพื้นบ้าน และเครื่องดนตรีจาลองเป็นของท่ีระลึก จากการศึกษาพบ
ระบบการบรหิ ารจัดการดา้ นการผลิตประกอบไปดว้ ย การบริหารวัตถุดิบ การบริหารการผลิตเคร่ือง
ดนตรีพื้นบ้าน การบรหิ ารจดั จากผลผลติ โดยมีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้
1) การบรหิ ารวัตถุดบิ
ชุมชนบ้านท่าเรือเป็นชุมชนท่ีมีกาลังการผลิตเครื่องดนตรีเป็นอย่างมากมีความ
หลากหลายในด้านการผลิต ดังนั้นระบบการจัดการวัตถุดิบจึงมีส่วนสาคัญอย่างมากต่อการผลิต
เครอื่ งดนตรพี น้ื บ้านภายในชมุ ชนบ้านท่าเรอื ประกอบกับจานวนครัวเรือนกว่า 462 ครัวเรือท่ีมีการ
ผลิตเครื่องดนตรี จึงมีความต้องการวัตถุดิบเฉพาะที่ใช่ในการสร้างเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านอีสานในแต่
ละชนิดต่างกันไปการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบของชุมชนบ้านท่าเรือประกอบไปด้วยระบบกองทุน
ระบบรับซือ่ และระบบการแลกเปลีย่ นภายในชมุ ชน มีรายละเอยี ดดังน้ี
ระบบกองทนุ
ระบบกองทุนถือเป็นระบบหลักของ ของชุมชนบ้านท่าเรือ เพราะวัตถุดิบในการ
สร้างเคร่ืองดนตรีในบางชนิดจาเป็นต้องส่งนาเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากในประเทศไทยไม่มี
วตั ถุดบิ ในการผลติ ท่เี พียงพอ จาเป็นจะต้องสั่งในจานวนมากเพื่อให้ได้ราคาท่ีเหมาะสมและเพียงพอ
ตอ่ การผลิตเคร่อื งดนตรใี นแต่ละครวั เรอื น กลุ่มเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านท่ีใช้ระบบกองทุนคือกลุ่ม ผู้ผลิต
แคน ผู้ผลิตโหวต และปี่ภูไท โดยต้ังช่ือกลุ่มว่า “กลุ่มไม้ลูกแคน” โดยระบบน้ีจะใช้งบประมาณต้ัง
เปน็ กลุม่ สหกรณก์ ลางใช้ทุน SME มารวมในการบริหารจัดการและมกี ารรวบรวมเงินจากผู้ร่วมลงทุน
ในหม่บู า้ น(ครัวเรือนทม่ี กี าลังการผลติ สงู และมคี วามต้องการวัตถุดิบในจานวนมาก) กลุ่มเพื่อท่ีจะสั่ง
ไม่ลูกแคน หรือไม้กู่แคนมาจากประเทศลาว โดยจะนาเข้าปีละ 700-800 มัด ไว้ที่สหกรณ์กลาง
ห น้ า | 105
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
เพ่ือให้ครัวเรือในกลุ่มที่ผลิต แคน โหวด ป่ีภู่ไท มาซ้ือไปใช้ในการผลิตด้วยเงินสดหรือระบบแบ่ง
ชาระ ข้ึนอยกู่ บั ความต้องการของผู้ผลิตเป็นสาคัญ
ระบบรับซอ่ื
ระบบรับซื่อเป็นอีกหนึ่งระบบที่ใช้ในการขับเคล่ือนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่อง
ดนตรีพ้นื บ้านของชุมชนบา้ นทา่ เรอื ในสว่ นนป้ี ระกอบไปด้วยกล่มุ ผู้ผลิต พิณ โปงลางและกลอง โดย
วัตถุดิบในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย ไม้ขนุน ไม้มะหาดเหลือ ไม้มะหาดฝ้าย ไม้มะหาดทอง ไม้
มะหาดหิน ไม้มะหาดดา ไม้กระเดา ไม้รักใหญ่ ไม้ประดู่ ไม้มะม่วง และไม่สะเดา จากการศึกษาพบ
ระบบรับซ่ือสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1) ในส่วนของสหกรณ์รับช่ือนั้นจะใช้ระบบกองชุน
เช่นเดียวกัน แต่หากวัตถุดิบจะได้มาในพื้นที่โดยผู้คนในชุมชนไปหาวัตถุดิบมาขายที่สหกรณ์เพ่ือให้
ผู้ผลิตมาเลือกซ่ือไปใช้ในระบบการผลิตต่อไป 2) ระบบผู้ผลิตรับซ่ือโดยตรง ไม้เป็นส่วนสาคัญที่สุก
ในการผลิต พิณ โปงลาง และกลอง ฉะน้ันเพ่ือให้ได้คุณภาพสูงสูด ผู้ผลิตจะรับซ่ือไม้มาเก็บไว้ใช้ใน
การผลิตเอง ไมบ้ างชนิดมรี าคาสูง และหายากทาใหม้ ีความตอ้ งการสงู ผู้ผลิตหลายคนจึงใช้การรับซื่อ
โดยตรงจากกลุม่ ผู้หาวัตถุดบิ เองเพ่ือให้ไดม้ าซงึ่ วตั ถุดิบทีม่ ีคณุ ภาพสูง
ระบบการแลกเปล่ยี นภายในชุมชน
ระบบการแลกเปล่ียนภายในชุมชนเกิดจากการใช้วัตถุดิบท่ีมีความแตกต่างกันใน
แต่ละเครื่องดนตรีที่ใช้ อีกท้ังยังเป็นการใช้ของที่เหลือจากการผลิตเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านมาใช้ในการ
ผลิตของท่ีระลึกหรือเคร่ืองเคราะห์ประกอบจังหวะต่าง ๆ ระบบการและเปลี่ยนในกลุ่มไม้ลูกแคน
คือการผลิตแคนและโหวตน้ันใจใช้ไม้ลูกแคนคนละส่วน โดยการผลิตแคนจะใช้ไม้ลูกแคนที่มี
ความหมายหนามากส่วน การผลติ โหวตและปภ่ี ่ไู ทจะต้องการไม้ลูกแคนท่ีบาง ไม้ลูกแคนที่สั่งมาจะมี
ขนาดยาวกว่า 3 เมตร การผลิตแคนจะใช้ช่วงต้นของไม้ลูกแคนท่ีมีความหนามากในการผลิตแคน
ส่วนการผลิตโหวตและปีภูไทจะใช้ช่วงปลายของไม้ลูกแคนท่ีบางกว่าในการผลิตจึงเกิดการ
แลกเปลยี่ นกนั ในกลุ่มไม้ลูกแคน
นอกจากน้ันส่วนที่เหลือจากการผลิตเคร่ืองดนตรี คือ ไม้ลูกแคน ไม้เน้ือแข็งที่เหลือจะผู้
นาไปให้กลุ่มผู้สูงอายุและโรงเรียนภายในชุมชน ฝึกการทาเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้าน โดยการทาเป็นของ
ของที่ระลึกขนาดตา่ งพ้ืนเป็นการนาเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านและเป็นสวัสดิการในการจัดกิจกรรมงาน
ประเพณตี า่ ง ๆ ภายในหมบู่ ้านต่อไป (ขนุ เทือง ชาสงวน, 2563)
2) การบริหารการผลติ เครอื่ งดนตรพี ืน้ บา้ น
การผลิตเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านภายในชุมชนบ้านท่าเรือนั้นมีอัตราการผลิตที่สูง เน่ืองจาก
ระบบการบริหารการจัดการด้านการผลิตดนตรีพ้ืนบ้าน จากการลงพ้ืนที่สารวจด้วยแบบสัมภาษณ์
แบบมีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างพบอัตราการผลิตท่ีสามารถผลิตได้ต่อครัวเรืองท่ีผลิตแบ่งตาม
ชนดิ เครอื่ งดนตรีได้ดัง ตารางท่ี 1 แสดงการผลิตเครื่องดนตรพี ืน้ บา้ นชมุ ชนบา้ นท่าเรอื ดังน้ี
ตำรำงท่ี 1 ตารางแสดงการผลติ เครอ่ื งดนตรพี ืน้ บ้านชมุ ชนบา้ นทา่ เรือ
ห น้ า | 106
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
เครอ่ื งดนตรี จานวนที่สามารถผลิต หมายเหตุ
แคน ได้ 1 ครวั เรอื นต่อ 1
โหวต เดอื น
ป่ีภไู ท
โปรงลาง 26-35 เต้า หากมกี ารสง่ั เพ่ิมจานวนสามารถผลิตไดม้ ากกวา่
กลอง
35 เตา้ ตอ่ 1 ครวั เรอื น
พณิ
200-300 อัน
80-100 อนั
20-30 ผืน หากต้องการไมท้ ี่หาได้ยากจะตอ้ งนาไม้มาเอง
4-6 ชุด 1 ชดุ ประกอบไปดว้ ย กลองชุด 4 ใบ และกลอง
รามะนา 1 ใบ
25-30 ตวั แยกเป็นประเภทต่างๆตามความต้องการของ
ตลาดในช่วงเวลา ๆ นั้น ๆ
จานวนครัวเรือนท่ีมีการผลิตเคร่ืองดนตรีในชุมชนบ้านท่าเรือท้ัง 3 หมู่ แบ่งได้ดังน้ี หมู่ที่
1 มีครัวเรือนที่ทาการผลิตเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านจานวน 223 ครัวเรือน หมู่ที่ 2 มีครัวเรือนท่ีทาการ
ผลิตเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านจานวน 131 ครัวเรือน หมู่ท่ี 8 มีครัวเรือนที่ทาการผลิตเคร่ืองดนตรี
พนื้ บ้านจานวน 108 ครัวเรอื น จานวนของการผลิตเครื่องดนตรีประเภทไม้ลูกแคนจะเปลี่ยนไปตาม
ความตอ้ งขอตลาดนะเวลาน้ัน โดยครัวเรอื นท่สี ามารถผลิตพณิ ได้มีจานวน 16 ครัวเรือน ครัวเรือนที่
สามารถผลติ กลองได้มี 4 ครัวเรือน (ประคอง เปาวะณา, 2563)
1.2 กำรบริหำรจัดกำรจำหนำ่ ยเครือ่ งดนตรีพ้ืนบ้ำนอีสำน
ชุมชนบ้านท่าเรือเป็นชุมชนที่มีการผลิตเคร่ืองดนตรีเป็นภูมิปัญญาประจาท้องถ่ินท่ีสืบ
ทอดส่งต่อองค์ความรู่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นในด้านการผลิตเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านอีสาน ได้แก่
แคน โหวต ป่ีภไู ท พิณ และกลอง อกี ทั้งยังมคี วามเช่อื และองค์ความรู้ที่สืบทอดต่อภายในชุมชนอาทิ
เช่น หมอเป่ากระดูก หมอสูตรขวัญ พิธีดูแลศาลเจ้าปู่ประจาหมู่บ้าน อันเป็นความภาคภูมิใจของ
ชมุ ชนบ้านทา่ เรือ สามารถนาเอามาใช้ประโยชน์ โดยมีการจัดการบริหารภายในชุมชนในด้านการจัด
จาหนา่ ยเครือ่ งดนตรพี ื้นบา้ นแบง่ ได้ ดังนี้
1) การบรหิ ารการจดั การผลผลิตภายในชมุ ชน
การบริหารการจัดการผลผลิตเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านภายในชุมชนบ้านประกอบไปด้วย 3
ลักษณะ ได้แก่ กลุม่ วิสาหกิจชมุ ชน กลมุ่ ผ้สู รา้ งเครอ่ื งดนตรี และกล่มุ พอ่ คา้ คนกลาง
1. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ระบบการบริหารการจัดการผลผลิตภายในชุมชนท่าเรือ
ประกอบไปดว้ ย 2 โครงสรา้ งดังนี้
1.1 จากยอดส่งซ้ือเคร่ืองดนตรี เมื่อรับยอดจากส่ังซื้อมาแล้ว จะกระจายยอดไปสู่
ครัวเรือนที่ผลิตเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านชนิดนั้น ๆ โดยท่ัวกันโดยพิจารณาจากคุณภาพการผลิตและ
ห น้ า | 107
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
กาลังในการผลติ ของครัวเรือนนั้นเป็นสาคัญ เมื่อผลิตเป็นที่เรียบร้อยผู้ผลิตจะนาเอาเครื่องดนตรีมา
ตรวจสอบคุณภาพ ต่อมาเมื่อผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วทางวิสาหกิจชุมชนจะรับซ่ือผลิตภัณฑ์
เคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้าน โดยสามารถเป็นได้ในระบบเงินสดหรือระบบบัญชี จากน้ันทางวิสาหกิจชุมชน
จะทาการจัดจาหนา่ ยต่อไป
รปู ท่ี 1 โครงสรา้ งการบริหารการจดั การผลผลติ ภายในชุมชนกลุม่ วิสาหกิจชุมชน
ทีม่ า: พรี ะพงษ์ ธีระเผ่าพงษ์ (2563)
1.2 จากผู้ผลิตผลิตเคร่ืองดนตรีมาฝากขายกับวิสาหกิจชุมชน ในส่วนนี้ ทาง
วิสาหกจิ ชมุ ชนจะรับเอาผลติ ภณั ฑ์เครอ่ื งดนตรีพน้ื บ้านจากการผลติ โดยที่ไม่มีผู้ส่งซื้อเมื่อผู้ผลิตนามา
ฝากให้วิสาหกิจชุมชนจาหน่าย โดยต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านนั้น ๆ
จากน้ันจะจานาผ ลิตภัณฑ์มาวางขายในชุมชนและร้านขายเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านในเครือข่าย ของ
ชุมชนบ้านท่าเรือมีระบบการเบิกจ่ายเป็นระบบบัญชี หรือเม่ือเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านชิ้นนั้นสามารถ
ขายได้ (สูรยใ์ จ ชาสงวน 2563 : สมั ภาษณ์)
รปู ที่ 2 โครงสรา้ งการตรวจสอบคุณภาพ
ทม่ี า: พีระพงษ์ ธีระเผ่าพงษ์ (2563)
2. กลมุ่ ผูผ้ ลติ เคร่ืองดนตรี การบริหารการจัดการผลผลิตในกลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มน้ีจะ
เป็นการบริการผลผลิตตามจานวนของการสั่งทาเท่านั้นโดยไม่เก่ียวข้องกับยอดการสั่งทาจากกลุ่ม
วิสาหกิจชุมชน โดยมากในกลมุ่ นีจ้ ะเปน็ เครื่องดนตรีพ้นื บา้ นท่สี ง่ั ทาเป็นพิเศษ มีการส่ังทาในรูปแบบ
พเิ ศษ วัสดใุ นการทาเคร่ืองดนตรแี บบพิเศษและจดั จาหนา่ ยโดยผู้ผลิตเครอ่ื งดนตรีพ้นื บ้านเอง
ห น้ า | 108
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
รปู ที่ 3 โครงสรา้ งการบรหิ ารการจัดการผลผลติ กลุ่มผู้ผลิตเคร่ืองดนตรี
ท่ีมา: พรี ะพงษ์ ธรี ะเผา่ พงษ์ (2563)
3. พอ่ คา้ คนกลาง การบริหารการจัดการผลผลิตในกลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มนี้จะเป็นการบริการ
ผลผลิตโดยมีพ่อค้าคนกลางมาติดต่อซ่ือกับผู้ผลิตโดยตรงประกอบไปด้วยพ่อค้าคนกลางภายใน
ชุมชน และพ่อค้าคนกลางภายนอกชุมชน เมื่อมีการติดต่อขอซื่อผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นบ้าน
โดยตรงจากผู้ผลิตแล้ว จะมีการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองดนตรีโดยพ่อค้าคนกลาง เมื่อเป็นท่ี
พอใจ พ่อค้าคนกลางจะรับซอื่ ผลติ ภณั ฑจ์ ากผู้ผลติ และนาจดั นาหน่วยเองในลาดับต่อไป (บรรเลง จง
รักษา. 256- : สัมภาษณ์ )
รปู ที่ 4 โครงสรา้ งการบริหารการจดั การผลผลิตกลุ่มพอ่ คา้ คนกลาง
ท่มี า: พรี ะพงษ์ ธีระเผ่าพงษ์ (2563)
การบริหารการจัดสง่ เครอ่ื งดนตรพี น้ื บ้าน
การบริหารการจัดส่งเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้าน เป็นส่วนประกอบสาคัญในการทาเนินธุรกิจ
เคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านของชุมชนบ้านท่าเรือเพ่ือให้เคร่ืองดนตรีไปถึงผู้จาหน่วยหรือผู้บริโภคได้อย่าง
ทัว่ ถึงและผลติ ภณั ฑไ์ ม่เกดิ การเสียหายในระหว่างการขนส่งโดยชุมชนบ้านท่าเรือได้มีการบริหารการ
จดั ส่งเคร่อื งดนตรีพ้ืนบ้านในหลายรปู แบบดงั นี้
การจัดส่งจากวิสาหกิจชมชน ระบบการจัดส่งนี้จะใช้รถจากวิสาหกิจชุมชนในการขนส่ง
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องดนตรีพื้นบ้านตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผลิตภายในชุมชนบ้านท่าเรือไปส่งยังผู้
เองโดยระบบนจ้ี ะใช้ในการสง่ เครอื่ งดนตรีในจานวนมากโดยคิดค่าขนส่งตามพื้นที่ระยะทางท่ีทาการ
จดั ส่ง
ห น้ า | 109
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
การจัดสง่ ระบบขนส่งมวลชนและขนส่งเอกชน การใช้ระบบขนส่งมวลชนในการจัดส่งจะ
ใช้ในลักษณะการส่งสินค้าเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านที่มีจานวนไม่มาก แต่มีขนาดของเคร่ืองดนตรีขนาด
ใหญ่ เช่นโปงลาง กลองอีสาน กลองชุดอีสาน เพ่ือให้เกิดความสะดวกสบายต่อผู้รับในเขตพ้ืนที่
บริการของระบบขนส่งมวลชนและขนส่งเอกชน โดยจะใช้การเก็บค่าขนส่งท่ีปลายทางหรือคิด
คา่ บริการการขนส่งเพ่มิ ตามจานวนและพืน้ ทท่ี ่ีทาการจดั สง่
การจัดส่งระบบไปรษณีย์ การจัดส่งทางไปรษณีย์จะใช้ในกรณีท่ีการจดส่งเคร่ืองดนตรีมี
ขนาดเล็ก และจานวนไม่มาก โดยการจัดส่งทางไปรษณีย์น้ีจะคิดค่าจัดส่งเพิ่มและหากสินค้าได้รับ
ความเสียหายระหว่างการขนส่งให้ผู้รับสินค้า แจ้งกลับมาเพื่อของเปล่ียนสินค้าได้ใหม่โดยไม่คิด
คา่ บรกิ ารใด ๆ เพิ่มเตมิ (สญั ญา แก้วอนิ ทร์, 2563)
2. ปัจจัยสนับสนุนควำมสำเร็จของธุรกิจเครื่องดนตรี ชุมชนบ้ำนท่ำเรือ จังหวัด
นครพนม
ชุมชนบา้ นท่าเรือเป็นชุมชนท่ีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก
และผลติ เครือ่ งดนตรีพ้ืนบา้ นเป็นอาชพี เสริมในลักษณะการรวมกลุ่มกันผลิตและจาหน่ายในรูปแบบ
วิสาหกิจชุมชน ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนบ้านท่าเรือแบบ
พอเพียงภายในชุมชน มีรูปแบบการบริหารจัดการภายในชุมชนส่งเสริมสนับสนุนบนพื้นฐานวิถี
วฒั นธรรมของคนไท-อสี าน จึงทาใหช้ มุ ชนบ้านท่าเรือมคี วามเข้มแข็งและมีการย้ายถิ่นฐานไปทางาน
ในต่างชุมชนน้อยลง จากการศึกษาวิจัย โดยวิธีการลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมี
โครงสร้าง แบบไม่มีโครงสร้าง แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบไม่มีส่วนร่วม ผู้วิจัยพบปัจจัย
สนบั สนนุ ความสาเรจ็ ของธุรกิจเครือ่ งดนตรีพน้ื บา้ นชุมชนบา้ นทา่ เรือ ดังนี้
1. ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนในชุมชน การพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็งจาเป็นจะต้องมี
ความรับชอบต่อหนา้ ทขี่ องผูค้ นในชมุ ชนเพือ่ ทจี่ ะสามารถผลิตเคร่อื งดนตรีให้ได้คุณภาพ และจานวน
มากตามที่ความต้องการของตลาดท่ีต้องการในช่วงเวลานั้น ๆ หากขาดความรับผิดชอบที่ดีระบบ
การบริหารธุรกิจเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านภายในชุมชนบ้านท่าเรือจะมิสามารถบริหารได้ (เชิดศักดิ์ ชา
สงวน, 2563)
2. ความซอ่ื สัตย์สุจรติ ความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนท่ีสาคัญในการผลิต
เคร่อื งดนตรพี น้ื บ้านอสี าน เน่อื งจาก เครือ่ งดนตรีพ้ืนบ้านอีสานน้ันมีขั้นตอนการผลิตในแต่ละเคร่ือง
ดนตรีหลายข้ันตอน อีกท้ังยังต้องใช่วัสดุในการผลิตท่ีต้องมีการเตรียมการเป็นพิเศษ เพ่ือให้ได้
คุณภาพท่ีเหมาะสม มีความคงทนในการใช้งาน การซื่อสัตว์สุจริตต่อตัวเอง ต่อเครื่องดนตรีท่ีผลิต
ต่อวัตถุดิบที่ใช้ และต่อผู้บริโภคมีส่วนในการสนับสนุนให้ธุรกิจเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านท่าเรือเป็นท่ี
ยอมรบั (ประหยดั ชยะบิน, 2563)
3. การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการค้าและการผลิต การเปล่ียนแปลงทางสังคม
วัฒนธรรมในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วการบริโภควัฒนธรรมของกลุ่มคนผู้ซ่ือจึงมีความต้องการท่ี
แตกต่างตามไปด้วย การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการค้าและการผลิตจาเป็นอย่างมากเพื่อให้เกิด
ห น้ า | 110
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
การกระจายตัวอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรีพ้ืนบ้านในกลุ่มท่าเรือ การพัฒนาคุณภาพ
เครื่องดนตรีพ้ืนบ้านชุมชนบ้านท่าเรือให้สามารถนาไปบรรเลงกับดนตรีร่วมสมัยได้จึงเป็นอีกส่วน
หน่ึงในการสนับสนุนความสาเร็จของธุรกิจเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านชุมชนบ้านท่าเรือ ด้วยการพัฒนา
อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านชุมชนบ้านท่าเรือมีความหลากหลายและสามารถนาไป
บรรเลงกบั เครือ่ งดนตรอี นื่ ๆ ได้เป็นอย่างดี (ราวี แมดมงิ่ เหง้า, 2563)
4. การบรหิ ารจัดการภายในชุมชน ระบบการบริหารจัดการภายในชุมชนบ้านท่าเรือเป็น
สว่ นสาคัญในการผลกั ดน้ ใหร้ ะบบธุรกิจเคร่อื งดนตรพี น้ื บา้ นในชุมชนบ้านท่าเรือเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จาก ระบบการจัดการด้ายวัตถุดิบ การควบคุมการผลิต การรับซื่อผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบ
คุณภาพ การจัดจาหน่วย และระบบขนส่งสินค้า ที่ชุมชนมีการเข้ามาบริหารและจัดการทาให้เกิด
ระบบส่งต่อหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ มีระบบการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช้ในการผลิตในหลาย
รูปแบบสาหรับคนในชุมชนอีกท้ัง ภายในชุมชนยังมีการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบภายในชุมชนเพื่อให้
วัตถุดิบท่ีนาเข้ามาได้ใช้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกท้ังยังมีระบบดูแลขยะมูลฝอยที่เกิดจากการผลิต
เคร่ืองดนตรีพื้นบ้าน กล่าวได้ว่าการบริหารจัดการในชมชนเป็นอีกหน่ึงปัจจัยในการส่งเสริม
สนับสนุนธรุ กจิ เครื่องดนตรพี น้ื บา้ นชมุ ชนบา้ นท่าเรือ (นุซ แมตมิ่งเหง้า, 2563)
5. การสืบทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น ชุมชนบ้านท่าเรือเป็นชุมชนที่มีการผลิตเคร่ืองดนตรี
พื้นเมืองทีใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือ 462 ครัวเรือน หรือ มีผู้ผลิตเครื่องดนตรี จานวน 2,169 คน
จากการศึกษาพบว่าปี พ.ศ. 2559 ชุมชนบ้านท่าเรือสามารถผลิตเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านและสามารถ
จาหน่ายได้เป็นจานวนเงินกว่า 24,007,000 บาท ส่งผลให้ชุมชนมีการกระตุ้นในการสืบทอดภูมิ
ปัญญาในท้องถ่ินในทุกภาคสว่ น ไดแ้ ก่
การส่งเสริมภูปัญญาท้องถิ่นในการผลิตเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านผ่านโรงเรียนประจาชุมชน
โดยจะมีการนาวิทยากรภายให้หมู่บ้านเข้าไปทาการอบรมสั่งสอนให้เกิดความคุ้นเคยเกิดทักษะเบื้อ
ต้นในการผลติ เครือ่ งดนตรีเริ่มต้นการการผลติ เครือ่ งดนตรีในรปู แบบของท่ีระลึกและพัฒนาเป็นผลิต
เครอื่ งดนตรีทีผ่ เู้ รียนสนใจในลาดบั ต่อไป
การส่งเสริมภมู ิปัญญาด้านการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานโดยเปิดสอนให้แก่บุคคล
ท่ัวไปในช่ือว่า “โรงเรียนหมอแคน” โดยจะมีวิทยากรเวียนเปล่ียนกันเข้าไปสอนให้ความรู้ในด้าน
ศลิ ปะการแสดงดนตรีพ้ืนบ้าน ได้แก่ แคน โหวด โปงลาง พิณ และการร้องหมอลา โดยสามารถเข้า
ศึกษาได้ต้ังแต่ 1-2 ช่ัวโมงเป็นต้นไป โดยไม่จากัดว่าต้องเป็นคนในชุมชน คนไทยหรือต่างชาติ
โรงเรียนหมอแคน
การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถ่ินในกลุ่มผู้สูงอายุ ชุมชนบ้านท่าเรือมีกลุ่มผู้สูงอายุภายใน
หมู่บ้าน จะมีการสอนในการสร้างเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านจาลองเป็นของที่ระลึก เป็นการส่งเสริม
ผู้สูงอายุให้เกิดรายได้เกิดกระบวนการคิด เกิดการใช้เวลาว่างเกิดเป็นรายได้เสริมต่อผู้สูงอายุและ
ชุมชน ถือเปน็ การส่งเสริมภมู ปิ ัญญาภายในชุมชนบา้ นทา่ เรืออีกทาง
ห น้ า | 111
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
6. ได้รับการส่งเสริมจากหน่อยงานภาครัฐบาล ปัจจัยสนับสนุนต่อความเสร็จในธุรกิจ
เคร่ืองดนตรีชุมชนบ้านท่าเรือน้ันส่วนหน่ึงมาจากการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐบาล ได้แก่
เทศบาล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมจังหวัดนครพนม เป็นต้น ทาให้ชุมชนบ้านท่าเริ่มมีระบบการ
จัดการท่ีเป็นรูปแบบ ผลักดันให้ชุมชนบ้านท่าเรือเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมให้เกิด
เป็นรายไดเ้ พ่ิมขนึ้ และพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของคนภายในชุมชนบ้านทา่ เรือเป็นอย่างดี (บน ชาสงวน,
2563)
7. การบริหารจัดการตลาด ธุรกิจเคร่ืองดนตรีพื้นบ้านชุมชนบ้านท่าเรือมีรูปแบบการ
บริหารจัดการด้านการตลาดในหลายรูปแบบ เพ่ือให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื่อในตัวผลิตภัณฑ์
และเกิดความพึงพอใจในตัวเคร่ืองดนตรี ได้รับความสะดวกสบายใน การสั่งซื่อสินค้า ตลอดจน
สามารถทราบรายละเอียดสินค้า ก่อนทาการตัดสินใจส่ังซ่ือสินค้าประกอบการตัดสินใจของผู้ซ่ือได้
ไม่จาเป็นต้องเดินทางเข้าไปเลือกซ่ือเองเป็นอีกช่องทางในการสนับสนุนธุรกิจเครื่องดนตรีพื้นบ้าน
ชมุ ชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม
อภปิ รำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
การวิจัยเร่ือง การบริหารการจัดการธุรกิจเคร่ืองดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัด
นครพนม เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพ่ือศึกษาการผลิตและจัด
จาหน่ายเคร่ืองดนตรีอีสานชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม และ 2) เพ่ือศึกษาปัจจัยสนับสนุน
ความสาเร็จของธุรกิจเครื่องดนตรี ชมุ ชนบ้านท่าเรือ จังหวดั นครพนม
1) การผลิตและจัดจาหน่ายเครื่องดนตรีอีสานชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม ชุมชน
บ้านท่าเรือในส่วนพ้ืนท่ีท่ีมีการผลิตเครื่องดนตรีประกอบไปด้วยชุมชนบ้านท่านเรือ หมู่ที่ 1 หมู่ท่ี 2
และหมูท่ ่ี 8 ตัง้ อย่ใู นตาบลท่าเรือ อาเภอนาหวา้ จังหวัดนครพนม โดยในพ้ืนทชี่ ุมชนบา้ นท่าเรือทั้ง 3
หมู่มีจานวนครัวเรือนท่ีผลิตเครื่องดนตรีกว่า 462 ครัวเรือน พบรูปแบบการบริหารการจัดการด้าน
การผลติ และจดั จาหน่ายดงั ตอ่ ไปน้ี
การบริหารจัดการด้านการผลิต ระบบการบริการจัดการในส่วนของการผลิตเป็นส่วนที่มี
ความสาคญั อยา่ งมากต่อการทาธุรกิจเคร่ืองดนตรีของชุมชนบ้านท่าเรือ ระบบการจัดการที่ดีเป็นผล
ต่อการผลิตที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อคุณภาพเคร่ืองดนตรี คุณภาพของการผลิต การบริหารวัตถุดิบ
แบ่งเป็น ระบบกองทุน ระบบรับซ้ือ และระบบการแลกเปลี่ยนภายในชุมชน การบริหารการผลิต
เครื่องดนตรีพ้ืนบ้าน การผลิตเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านภายในชุมชนบ้านท่าเรือนั้นมีอัตราการผลิตท่ีสูง
เนอ่ื งจากระบบการบริหารการจดั การด้านการผลติ ดนตรีพืน้ บา้ น จานวนครวั เรือนที่มีการผลิตเคร่ือง
ดนตรีในชุมชนบ้านท่าเรือทั้ง 3 หมู่ รวมเป็น 462 ครัวเรือน จานวนของการผลิตเคร่ืองดนตรี
ประเภทไมล้ กู แคนจะเปลย่ี นไปตามความต้องขอตลาด ณ เวลาน้ัน ครัวเรือนที่สามารถผลิตพิณได้มี
จานวน 16 ครวั เรือน ครัวเรือนท่ีสามารถผลติ กลองได้มี 4 ครัวเรือนที่ผลติ แคน 1 ครัวเรือ สามารถ
ผลติ แคนได้ 26-35 เต้าตอ่ 1 เดอื น ครัวเรือนท่ีผลิตโหวด 1 ครัวเรือ สามารถผลิตแคนได้ 200-300
ห น้ า | 112
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
อันต่อ 1 เดือน ครัวเรือนที่ผลิตปี่ภูไท 1 ครัวเรือ สามารถผลิตแคนได้ 80-100 อันต่อ 1 เดือน
ครัวเรอื นท่ผี ลติ โปงลาง 1 ครัวเรอื สามารถผลิตแคนได้ 20-30 ผืนตอ่ 1 เดอื น ครวั เรือนท่ีผลิตกลอง
1 ครัวเรือ สามารถผลิตแคนได้ 4-6 ชุดต่อ 1 เดือน ครัวเรือนท่ีผลิตพิณ 1 ครัวเรือ สามารถผลิต
แคนได้ 25-30 อันต่อ 1 เดือน การบริหารจัดการจาหน่ายเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านอีสานชุมชนบ้าน
ทา่ เรือเป็นชุมชนท่ีมีการผลิตเครื่องดนตรีเปน็ ภูมิปัญญาประจาท้องถิ่นที่สืบทอดส่งต่อองค์ความรู้สืบ
ทอดต่อกันมาหลายร่นุ ในด้านการผลติ เคร่อื งดนตรพี นื้ บา้ นอสี าน ได้แก่ แคน โหวต ป่ีภูไท พิณ และ
กลอง มีการจัดการบริหารภายในชุมชนในด้านการจัดจาหน่ายเครื่องดนตรีพ้ืนบ้านแบ่งได้ดังน้ี การ
บรหิ ารการจดั การผลผลิตภายในชุมชนบ้านท่าเรือ ประกอบไปด้วย 2 ลักษณะ ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจ
ชุมชนระบบการบริหารการจัดการผลผลิตภายในชุมชนท่าเรือ ประกอบไปด้วย 2 โครงสร้าง ได้แก่
จากยอดส่งซ้ือเครอ่ื งดนตรี และจากผูผ้ ลติ ผลติ เครอ่ื งดนตรีมาฝากขายกับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ผลิต
เครอื่ งดนตรี และพอ่ ค้าคนกลาง การบริหารการจัดส่งเคร่ืองดนตรีพื้นบ้าน เป็นส่วนประกอบสาคัญ
ในการดาเนินธรุ กิจเครอ่ื งดนตรพี น้ื บา้ นของชุมชนบ้านทา่ เรอื เพ่ือให้เครื่องดนตรีไปถึงผู้จาหน่วยหรือ
ผู้บริโภคได้อย่างท่ัวถึงและผลิตภัณฑ์ไม่เกิดการเสียหายในระหว่างการขนส่ง โดยชุมชนบ้านท่าเรือ
ได้มีการบริหารการจัดส่งเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านในหลายรูปแบบ ดังนี้ การจัดส่งจากวิสาหกิจชุมชน
การจดั สง่ ระบบขนสง่ มวลชน ขนส่งเอกชน และการจัดส่งระบบไปรษณีย์ สอดคล้องกับงานวิจัยของ
รังสรรค์ ปิติปัญญาและคณะ (2546) ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับปัจจัยที่มีผลต่อความสาเร็จของธุรกิจ
ชุมชนในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าทั้งปัจจัยภายในและภายนอกมีผลต่อการพัฒนาหรือ
ความสาเร็จเของชุมชน เครือข่ายประกอบไปด้วย ทรัพยากรมนุษย์ ซ่ึงได้แก่ คณะกรรมการ ปัจจัย
ภายในที่สาคัญอีกปัจจัยหน่ึง คือระบบการจัดการ พบว่าระบบการของธุรกิจชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่
สมบูรณ์นัก สาหรับปัจจัยภายนอก ปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญ ได้แก่ ลักษณะพ้ืนฐานของชุมชน องค์กร
สนบั สนนุ และวธิ กี ารในการส่งเสรมิ
2) ปจั จัยสนับสนนุ ความสาเร็จของธุรกิจเครื่องดนตรี ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม
ชุมชนบ้านท่าเรือเป็นชุมชนที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก และผลิต
เครอื่ งดนตรพี น้ื บา้ นเป็นอาชีพเสริมในลักษณะการรวมกลุ่มกันผลิตและจาหน่ายในรูปแบบวิสาหกิจ
ชุมชน ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนบ้านท่าเรือแบบพอเพียง
ภายในชุมชน มีรูปแบบการบริหารจัดการภายในชุมชนส่งเสริมสนับสนุนบนพ้ืนฐานวิถีวัฒนธรรม
ของคนไท-อีสาน จึงทาให้ชุมชนบ้านท่าเรือมีความเข้มแข็งและมีการย้ายถิ่นฐานไปทางานในต่าง
ชุมชนน้อยลง ผู้วิจัยพบปัจจัยสนับสนุนความสาเร็จของธุรกิจเคร่ืองดนตรีพ้ืนบ้านชุมชนบ้านท่าเรือ
ได้แก่ 1)ความรับผิดชอบต่อหน้าท่ีของคนในชุมชน 2) ความซ่ือสัตว์สุจริต 3) การพัฒนาคุณภาพ
มาตรฐานการค้าและการผลิต 4) การบริหารจัดการภายในชุมชน 5) การสืบทอดภูมิปัญญาใน
ท้องถ่ิน 6) ไดร้ ับการสง่ เสริมจากหน่อยงานภาครัฐบาล และ7) การบริหารจัดการตลาด สอดคล้อง
กบั งานวิจัยของ ทนิ กร อตั ไพบูลย์ (2554) ไดศ้ ึกษาการบริหารจัดการดนตรีและศิลปะการแสดงของ
กลุ่มชาติพันธุ์ไทล้ือในมณฑลยูนนาน พบว่า รูปแบบดนตรีและศิลปะการแสดง มีการปรับเปล่ียน
ห น้ า | 113
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
รูปแบบจากการรับใช้สังคม มาเป็นการสร้างความสุนทรีย์แก่ผู้ชมในการส่งเสริมการท่องเท่ียวตาม
นโยบายรัฐ ด้านองค์ประกอบการแสดง ดนตรีพ้ืนบ้านดั้งเดิมถูกลดบทบาทลง ส่วนระบานกยูงสัตว์
สญั ลักษณไ์ ทลอ้ื ยังคงความโดนเดน่ สงา่ งาม และสอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ White (1981) ได้ศึกษา
ปัจจัยเกี่ยวกับธุรกิจการแสดง พบว่า เป็นเร่ืองที่ยากท่ีจะได้รับคาตอบท่ีน่าพอใจต่อคาถามด้าน
ปัจจัยท่ีศึกษาด้านระดับของธุรกิจการแสดง จากการศึกษาในองค์กรต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ย่อมมีตัว
แปรร่วมต่างกันไปจากองค์กรธุรกิจแบบอุตสาหกรรม รวมถึงทฤษฏีขององค์กรและนโยบายด้าน
ธรุ กจิ เช่น ตาแหนง่ ดา้ นธุรกจิ อุตสาหกรรมดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม แผนกลยุทธ์และโครงสร้างเป็นต้น และ
ต้นแบบได้ทางานในรูปแบบการทดสอบความอย่างละเอียดโดยการใช้หลักการทางธุรกิจ เป็นสิ่ง
วิเคราะหแ์ ละโดยใช้กรอบความคิดด้านกลยุทธ์และบริบทของโครงสร้างซึ่งตอบสนองต่อระบบธุรกิจ
เปน็ สิ่งทนี่ าเขา้ ไปสู่เง่ือนไขของการประเมินค่าทางอุตสาหกรรมท่ีแตกต่างกนั ตามสภาวะการแข่งขัน
ข้อเสนอแนะกำรวจิ ัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะ
1.1 การปกครองส่วนท้องถิ่นควรท่ีจะสนับสนุนงบประมาณให้กับทางโรงเรียนภายใน
ชุมชน โดยใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางให้ทางโรงเรียนจัดหาชั่วโมงเรียนการเก่ียวกับการสร้างเครื่อง
ดนตรี โดยใช้ปราชญ์ชาวบ้านภายในชุมชนหรือจากหน่วยงานท่ีมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเพ่ือ
เป็นการฝึกปลูกฝังความภูมิใจในชาติพันธ์และฝึกสร้างและถ่ายทอดอาชีพการทาเคร่ืองดนตรีอีสาน
แนวทางในการอนรุ ักษ์และพัฒนาสืบไป
1.2 การปรับเปล่ียนและพัฒนาของระบบการตลาดควรมีการปรับตัวเพ่ือให้เกิดผลดีต่อ
ธุรกิจการสร้างเครื่องดนตรีอย่างสูงสุด ตลอดจนการพัฒนารูปแบบทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ทั้งในดา้ นวตั ถุดิบการสร้าง และกระบวนการสรา้ งเสียงเพอ่ื ใหเ้ ป็นทยี่ อมรับในระดบั นานาชาติ
2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาส่งเสริม และพัฒนาเครื่องดนตรีพื้นบ้านในชุมชนบ้านท่าเรือให้มี
มาตรฐานในระดบั นานาชาติเพ่ือการส่งออก
2.2 ควรมีการศึกษาระบบการกระจายกระผลติ ภายในชมุ ชนบา้ นท่าเรืออยา่ งเปน็ ระบบ
2.3 ควรมีการศึกษาในเรอ่ื งคุณภาพมาตรฐานของเคร่ืองดนตรีในชุมชนบ้านท่าเรือ
เอกสำรอำ้ งอิง (References)
จิตต์ใส แก้วบุญเรือง. (2546). การดาเนินงานโครงการหนึ่งตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ท่ีประสบ
ความสาเร็จในจังหวัดลาปาง. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บริหารธุรกิจ)
เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
ณรุทธ์ สทุ ธจิตต.์ (2555). ดนตรีศกึ ษา: หลักการและการสาระสาคญั . กรงุ เทพมหานคร :
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ห น้ า | 114
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ทนิ กร อตั ไพบูลย.์ (2554). การบรหิ ารจดั การดนตรแี ละศลิ ปะการแสดงของกลมุ่ ชาติพันธ์ไุ ทลื้อใน
มณฑลยนู นาน. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดษุ ฎีบัณฑติ . มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
ปิยพันธ์ แสนทวีสุข. (2544). แนวทางการพัฒนาการสอนดนตรีของสถาบันอุดมศึกษาในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ. รายงานการวจิ ยั . มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
รังสรรค์ ปิติปัญญา และคณะ. (2546). ปัจจัยที่มีผลต่อความสาเร็จของธุรกิจชุมชนในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : สานกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ.
สมศักด์ิ ศรีสันติสุข. (2544). การศึกษาสังคมและวัฒนธรรม : แนวความคิด วิธีวิทยา และทฤษฏี.
ขอนแก่น. ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุมิตร สุวรรณ. (2554). รัฐกับแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์และ
พัฒนาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .
สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ. (2556). บ้าน
ท่าเรือรวยร่าวฒั นธรรมชุมชนมีสขุ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์เทพเพญ็ วานิสย.์
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสานักนายกรัฐมนตรี. (2559).
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 12. กรงุ เทพฯ : สานักนายกรัฐมนตร.ี
Terry E. Miller. (1977). Kaen playing and mawlum singing in Northeastern Thailand.
Unpublished Ph.d. Dissertation, Indiana University.
ห น้ า | 115
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
คุณลกั ษณะผ้นู ำกำรเปลย่ี นแปลงของผ้บู รหิ ำรสถำนศกึ ษำในกลุม่ โรงเรียนข้อมอื
เหล็ก สังกดั สำนกั งำนเขตพน้ื ท่กี ำรศึกษำประถมศกึ ษำตำก เขต 2
Transformational Leader Traits of School Administrator in Khomuelek
School Group under Tak Primary Educational Service Area Office 2
เฉลิมขวญั สอนชยั 1 มาลัย วงศ์ฤทัยวฒั นา2 ขจรอรรถพณ พงศ์วิริทธ์ธิ ร3 บศุ รา เช้อื ดี4
เบญจพร โมกขะเวส5 ปทมุ รตั น์ สธี ูป6
Chaloemkwan Sornchai, Malai Wongruethaiwattana, Kajornatthapol Pongwiritthon
Busara Chuadee, Benjaporn Mokkhavesa, Patumrat Seetup
บทคดั ยอ่ (Abstract)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาตาก เขต 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากร
ทางการศกึ ษา ในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
โดยมีวธิ กี ารกาหนดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน ท่ีระดับความเช่ือมั่น 95%
ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 217 คน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายตามขนาดของกลุ่ม
ตัวอย่างเนื่องจากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล การตอบที่มีความสาคัญและต้องให้ผู้ตอบสมัครใจ
ในการให้ข้อมูลแบบสอบถามการสมัครใจในการให้ข้อมูลของการวิจัย เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่
แบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูล
เชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ
ค่าที ผลการวิจัย พบว่า ระดับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่ม
Received: 2020-12-20 Revised: 2021-02-16 Accepted: 2021-02-21
1 โรงเรยี นบา้ นแมส่ ลิดหลวงวทิ ยา สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
Maesalidluangwittaya School under Tak Primary Educational Service Area Office 2. Corresponding
Author e-mail: [email protected]
2 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วทิ ยาลยั นอรท์ เทริ ์น Faculty of Business Administration, Northern College
3 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วทิ ยาลัยนอร์ทเทิร์น Faculty of Business Administration, Northern College
4 คณะบรหิ ารธรุ กิจ วิทยาลัยนอรท์ เทริ น์ Faculty of Business Administration, Northern College
5 คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทมุ กรงุ เทพมหานคร Accountancy Faculty, Sripatum University,
Bangkok
6 โรงเรียนบ้านโปง่ เก้ง สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาอทุ ยั ธานีเขต 1 Ban Pong Keng
School Uthai Thani Primary Educational Service Area Office 1
ห น้ า | 116
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
โรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก ( ̅=3.74, S.D.=0.80) เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านมีระดับคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับด้านท่ีมีค่าเฉล่ียจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการกระตุ้น
การใช้ปัญญา ( ̅=3.85, S.D.=0.81) ด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ( ̅=3.77,
S.D.=0.77)ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ( ̅=3.68, S.D.=0.85) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
( ̅=3.61, S.D.=0.78) การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ี
แตกต่างกันทางด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทางาน มีระดับค่าเฉล่ีย
เกีย่ วกบั คณุ ลักษณะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงของผูบ้ ริหารสถานศึกษาในกลมุ่ โรงเรยี นข้อมือเหล็ก สังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ส่วนลักษณะสถานภาพของ
ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีแตกต่างกันทางด้านตาแหน่ง มีระดับค่าเฉล่ียเก่ียวกับคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาตาก เขต 2 แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั 0.05
คำสำคัญ: คุณลักษณะ; ผูน้ าการเปลี่ยนแปลง; ผ้บู ริหารสถานศึกษา
Abstract
The objectives of this research were to study the level and to compare the
transformational leader traits of school administrators in Khomuelek school cluster
under Tak Primary Educational Service Area Office 2. The population and sample were
the school administrators, teachers and educational personnel in Khomuelek school
cluster under Tak Primary Educational Service Area Office 2, which the sample was
determined using Krejcie and Morgan’s table of sample size calculation at a 95%
confidence level and got 217 samples, then using simple random sampling method
according to the sample size. The data provided by the respondents were important,
therefore, it required that the respondents voluntarily provide the information. The
research tool was a questionnaire that contained both a checklist part and a 5-level
rating scale. The quantitative data were analyzed using the descriptive statistics,
frequency, percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research results found
out that the level of transformation leader traits of school administrators in Khomuelek
school cluster under Tak Primary Educational Service Area Office 2 in overall was at a
high level ( ̅=3.74, S.D.=0.80). Once considering each aspect, it was found that all
aspects showed a high level of transformational leader which the mean in descending
order as follows: intellectual stimulation ( ̅ =3.85, S.D.=0.81), individualized
consideration ( ̅=3.77, S.D.=0.77), idealized influence ( ̅=3.68, S.D.=0.85), inspiration
ห น้ า | 117
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
motivation ( ̅=3.61, S.D.=0.78), respectively. The test compared the characteristic of
the respondents who were different in terms of gender, age, education level and work
experience reflected no different in the average level of transformational leader traits
of school administers in Khomuelek school cluster under Tak Primary Educational
Service Area Office 2. For the status of the respondents who were different in their
position, there was an average level of transformational leader traits of school
administers in Khomuelek school cluster under Tak Primary Educational Service Area
Office 2 that were significantly different at a level of 0.05.
Keywords: Traits; Transformational Leader; Educational Institution Administrator
บทนำ (Introduction)
สภาวการณ์การเปล่ียนแปลงของโลกและการก้าวหน้าของนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นท้ังโอกาส
และภัยคุกคามต่อการพัฒนาประเทศ ท้ังในด้านของระบบเศรษฐกิจ ด้านการเมืองและสังคมโลกที่มี
การเปลี่ยนแปลงเป็นลาดับขั้นอย่างสลับซับซ้อนทาให้เกิดความเช่ือมโยงกันมากข้ึนตลอดจนความ
เจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ การส่ือสารต่าง ๆ ท่ีแพร่ขยายและก้าวกระโดดอย่าง
รวดเร็ว เข้ามามีบทบาทในการดารงชีวิตของทุกคนอย่างแยกไม่ออก ซ่ึงนับวันจะทวีความรุนแรงมาก
ยิ่งขึ้น ภายใต้กระแสสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทาให้องค์การต่าง ๆ ต้องเน้นพัฒนา
องค์การให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน ในส่วนของการศึกษา ถือว่าเป็นกลไกหลักที่สาคัญในการ
พัฒนาสังคมและประเทศ ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมท่ีเข้มแข็ง จึงจาเป็นท่ีจะต้องพัฒนา
เยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและพัฒนาศักยภาพให้เต็มกาลังเพ่ือให้ทันต่อ
สถานการณ์การเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น อีกท้ังการเปล่ียนแปลงท่ัวโลก ทาให้สังคมเป็นสังคมวัตถุนิยม
เกิดการแข่งขัน เห็นแก่ตัว ขาดความสามัคคี ขาดสติและมีค่านิยมแบบใหม่แพร่ขยายทั่วโลก จึงต้องมี
การปฏิรูปการศึกษา เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการแข่งขันใน
ระดับเวทีโลก ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหน่ึงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเกิด
ประเด็นทีน่ ่าสนใจวา่ ในสถานการณ์เช่นน้ีสังคมไทยควรจะมีการปรับตัวจากการเปล่ียนแปลงนี้อย่างไร
เพอื่ ทีจ่ ะให้เกิดการพัฒนาในทกุ ๆ ด้านอย่างมีคุณภาพ และสามารถเอาชนะวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่กาลัง
แพรเ่ ข้ามาและพรอ้ มที่จะรับมือกบั การเปล่ียนแปลงในดา้ นต่าง ๆ ผู้นาจึงเป็นบุคคลสาคัญที่จะสามารถ
รับมือกับการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนโดยเฉพาะภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง ซึ่งเป็นภาวะผู้นาท่ีเกี่ยวข้อง
กับอิทธิพลของผู้นาท่ีมีต่อผู้ตาม แต่อิทธิพลนั้นเป็นการให้อานาจแก่ผู้ตามให้กลับกลายมาเป็นผู้นา
และผู้ที่เปลี่ยนแปลงหน่วยงานในกระบวนการของการเปล่ียนแปลงองค์กร (Pakawan P. and
Surachai S., 2019) ในศตวรรษท่ี 21 เป็นโลกแห่งการเปล่ียนแปลง การเปลี่ยนแปลง คือ ความเป็น
จริงของสังคมใหม่ที่มีปัญหาท้าทายสาหรับผบู้ริหาร กล่าวถึงโมเดลภาวะผู้นาทางการศึกษา
(Educational Leadership Model) ซ่ึงเป็นโมเดลท่ีกล่าวถึงเรื่องของ คุณภาพ (Qualities) ความรู้
ห น้ า | 118
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
(Knowledge) และทักษะ (Skills) ของผู้นาทางการศึกษา พอสรุปได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษา
จาเป็นต้องนา สถานศึกษาของตนเองเข้าสู่ศตวรรษท่ี 21 และรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษาใน
สถานศึกษาของตนเองในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ปรับปรุงผลลัพธ์ของนักเรียนทุกคน 2. ริเร่ิมการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิผล 3. สารวจและสนับสนุนการใช้ ICT และ E–Learning 4. พัฒนา
โรงเรียนให้เป็นชุมชนการเรียนรู้ 5. สร้างเครือข่ายเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้และความสาเร็จ และ 6.
พัฒนาคนอ่ืนให้เป็นผู้นา ผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับการพัฒนาทักษะภาวะผู้นาท่ีเหมาะสมส่งผลให้
การปฏิบัติงานของโรงเรียนในด้านการบริหารงานวิชาการงานบริหารบุคคลงานงบประมาณและงาน
บริหารทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอานาจ และยังส่งผลต่อความสามารถในการ
สร้างความร่วมมือในการพัฒนานาการจัดการเรียนการสอน การสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือและ
การสนับสนุนงานวชิ าการแก่ชุมชน (Kajornatthapol et al., 2020) ดังน้ันภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง
จึงได้รับการมองว่าเปน็ กระบวนการท่ีเป็นองคร์ วมและเกี่ยวข้องกับการดาเนินการของผู้นาในระดับต่าง
ๆ ในหน่วยงานย่อยขององค์กร ซึ่งนามาพัฒนาและเตรียมรับการเปล่ียนแปลงในยุคสมัยท่ีเกิดขึ้น
โดยเฉพาะ ส่ือ นวัตกรรมทางการศึกษา และจากการวิจัยพฤติกรรมภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง พบว่า
“ผู้นาจะมีการถ่ายโอนหน้าที่ความรับผิดชอบและอานาจที่สาคัญและขจัดข้อจากัดการทางานท่ีไม่
จาเป็นออกไปผู้นามีการดูแลสอนทักษะให้แก่ผู้ตามท่ีมีความจาเป็นต้องแก้ปัญหา ต้องการการริเริ่ม
การกระตนุ้ การมีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจทสี่ าคัญ การกระตุ้นการแข่งขันความคิดการตระหนักในข้อมูล
ที่เก่ียวข้อง การส่งเสริมความร่วมมือ และการทางานเป็นทีม รวมท้ังส่งเสริมการแก้ปัญหาแบบ
สร้างสรรค์ในการบริหารความขัดแย้งต่าง ๆ ผู้นาจะทาการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและระบบการ
บริหารเพอื่ เน้นและสรา้ งค่านยิ มและวตั ถุประสงค์หลกั ขององค์กร
ผลการดาเนินงานที่ผ่านมาของโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็กยังประสบกับปัญหา
ผู้บริหารมีคุณลักษณะความเป็นผู้นาการเปล่ียนแปลงน้อย โดยเฉพาะเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ท่ี
เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างต่อเนื่อง การใช้ส่ือเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังขาดความชานาญ นโยบายจาก
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจึงมีการกระจายคาส่ังไปยังครูและ
บุคลากรมีความซ้าซ้อน เนื่องจากมีนโยบายเรียนฟรีเรียนดีอย่างมีคุณภาพ ขณะเดียวกันสานัก
การศึกษากรุงเทพมหานครก็มีจุดอ่อนและอุปสรรคจากภาระงานตามนโยบายทนอกเหนือจา กงาน
ประจามีมาก ทาให้งานประจาไม่บรรลุเป้าหมาย ขาดอัตรากาลังทดแทนบุคลากรทาใหไม่เพียงพอกับ
ปริมาณงาน มีประชากรแฝงในระดับวัยเรียนจานวนมากทาใหไม่สามารถควบคุมการวางแผนการ
บรหิ ารจดั การและการบรกิ ารได้ และนโยบายผู้บริหารมีมาก เร่งด่วน ไม่ต่อเนื่อง จึงไม่เกิดการพัฒนาที่
ย่ังยืน (สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2, 2563) ฉะนั้น ผู้บริหารจะตองเป็นผู้ท่ี
ทันสมัยอยู่เสมอนั้นคือจะตองมีการปรับและพัฒนาตนเองใหทันกับการเปลี่ยนแปลง สามารถที่จะ
บริหารจัดการใหเกิดการเปล่ียนแปลงในสถานศึกษาองคประกอบท่ีสาคัญของการเป็นผู้บริหารยุคใหม่
คือจะตองเป็นผู้ท่ีมีวิสัยทัศนกว้างไกล สามารถที่จะส่ือสารใหบุคลากรในสถานศึกษาเขาใจในเจตนา
รมณของการบริหารจัดการสามารถกาหนดยุทธศาสตร์ ในการบริหารงานได้อย่างเหมาะสม กับสถาน
ห น้ า | 119
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
การณต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังน้ัน ผู้บริหารสถานศึกษาจะตองมีทักษะท่ีสาคัญในการกาหนด
นโยบาย เป้าหมายและวิธีการทางานท่ีชัดเจนสอดคล องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
ด้วยเหตุดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเรื่อง “คุณลักษณะของผู้นาการเปล่ียนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก
เขต 2” เพ่ือนาผลการวิจัยเป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณลักษณะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่ม
โรงเรยี นขอ้ มือเหล็ก สงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ต่อไปในอนาคต
วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจัย (Research Objectives)
1. เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่ม
โรงเรียนข้อมอื เหลก็ สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2. เพ่ือเปรียบเทียบระดับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาใน
กลุม่ โรงเรียนข้อมอื เหลก็ สังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2
วิธีดำเนินกำรวจิ ยั (Research Methods)
1. รูปแบบกำรวจิ ัย
การวิจัยคร้ังน้ีคณะผู้วิจัยออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) โดย
คณะผู้วิจัยได้มุ่งศึกษาแนวคิดของแบสและอโวลิโอ (Bass and Avolio, 1994) ที่ได้ให้แนวคิด
ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ 1) คุณลักษณะผู้นาในการใช้อิทธิพลอย่างมี
อุดมการณ์ หรือบารมี 2) คุณลักษณะผู้นาในการสร้างแรงบันดาลใจ 3) คุณลักษณะผู้นาในการ
กระตนุ้ ทางปญั ญา 4) คณุ ลกั ษณะผูน้ าในการคานงึ ถงึ ความเป็น เอกวตั ถะบุคคล
2. ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง
ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ ารสถานศึกษา ครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
ในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ในปี
การศึกษา 2563 จานวน 514 คน (สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2, 2563)
โดยมีวธิ กี ารกาหนดกลุม่ ตวั อย่างจากการเปิดตารางของเครจซแ่ี ละมอร์แกน (Krejcie and Morgan,
1970) ทีร่ ะดับความเชื่อม่ัน 95% ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 217 คน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการ
สุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) ตามขนาดของกลุ่มตัวอย่างเนื่องจากข้อมูลกลุ่ม
ตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลการตอบที่มีความสาคัญและต้องให้ผู้ตอบสมัครใจในการให้ข้อมูล
แบบสอบถามการสมัครใจในการให้ขอ้ มลู ของการวจิ ัย
3. เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นงำนวิจัย
การวิจยั คร้งั นี้ใชแ้ บบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการวิจัย ซ่ึงเป็นลักษณะแบบสอบถามเป็น
แบบตรวจสอบรายการแบบตัวเลือก (Checklist) แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูล
ห น้ า | 120
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยเป็นแบบสอบถามแบบให้เลือกเพียงคาตอบเดียว โดยเป็น
แบบสอบถามเป็นแบบตัวเลือก (Check List) ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตาแหน่ง และ
ประสบการณ์ในการทางาน ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเก่ียวกับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนกลุ่มข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
ตาก เขต 2 สร้างตามทฤษฎีของบาสและอโวลิโอ (Bass and Avolio, 1994) เพื่อทราบ
คุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน
ประกอบดว้ ยข้อคาถามจาแนกตัวแปรได้ดังน้ี 1) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี
(charismatic or idealized influence) 2) การสร้างแรงบันดาลใจ (inspirational motivation)
3) การกระตุ้นทางปัญญา (intellectual stimulation) 4) การคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล
(individualized consideration) แบบสอบถามแบบมาตราส่วนมีลักษณะเป็นแบบสอบถามชนิด
จัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับของลิเคิร์ธ (Likert’s rating scale) 5 ระดับ คือ ระดับ 5 หมายถึง มี
คุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมากท่ีสุด ระดับ 4 หมายถึง มีคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีคุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงอยู่ในระดับ
ค่อนข้างมาก ระดับ 2 หมายถึง มีคุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย ระดับ
1 หมายถึง มคี ุณลักษณะผู้นาการเปลยี่ นแปลงอยใู่ นระดบั น้อย
อยู่ในระดับนอ้ ยโดยเกณฑ์สัมประสิทธิ์แอลฟา มีค่าไม่ต่ากว่า 0.70 ขึ้นไป ซึ่งการทดสอบ
หาค่าความเท่ียงตรง (Validity) และการทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ผลของค่า
สัมประสิทธ์ิอลั ฟาที่ได้มีค่าเท่ากับ 0.85 ถอื วา่ ยอมรบั ได้ สามารถเกบ็ ขอ้ มูลกบั กล่มุ ตวั อย่างได้
4. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire) กบั กลมุ่ ตัวอยา่ งตามจานวนที่ได้กาหนดไว้ข้างต้นและนาข้อมูล
ท่ีได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพ่ือนาข้อมูลมาประกอบการสรุปผลและอภิปราย
ผลการวิจยั ให้บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัยต่อไป
5. สถติ ิท่ีใช้ในกำรวิจัย
คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการกาหนดสถิติที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลทางสถิติ
เพ่ือตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้ 1) สถิติพื้นฐานการ
วิเคราะห์สถิตเิ ชิงพรรณนา คณะผวู้ จิ ยั นามาใช้เพ่ือการอธิบายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะของการแจก
แจงข้อมูลตัวแปร โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป สาหรับกาหนดการวัดเป็นการหาค่าเฉล่ียร้อยละ
ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2) สถิติการวิเคราะห์ทดสอบสมมติฐาน คณะผู้วิจัยนามาใช้
เพื่อวิเคราะห์ท่ีตอบแบบสอบถาม ซ่ึงเป็นการวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม
ประชากรสองกลุ่มที่เป็นอสิ ระจากกนั (t–test)
ห น้ า | 121
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ผลกำรวิจัย (Research Results)
ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามการวิจัยน้ี จานวน 217 คน พบว่า ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 131 คน คิดเป็นร้อยละ 60.4 มีอายุต้ังแต่ 35 ปีขึ้นไป
จานวน 109 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 49.8 มรี ะดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี จานวน 110 คน คิด
เป็นร้อยละ 50.7 เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา จานวน 207 คน คิดเป็นร้อยละ 95.4 และมี
ประสบการณใ์ นการทางานตา่ กว่า 10 ปี จานวน 124 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 57.1
การวิเคราะห์ระดับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่ม
โรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก ( ̅=3.74, S.D.=0.80) เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านมีระดับคุณลักษณะผู้นาการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับด้านท่ีมีค่าเฉล่ียจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการกระตุ้น
การใช้ปัญญา ( ̅=3.85, S.D.=0.81) ด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ( ̅=3.77,
S.D.=0.77)ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ( ̅=3.68, S.D.=0.85) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
( ̅=3.61, S.D.=0.78) ดงั ตารางที่ 1
ตำรำงที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ตาก เขต 2 ภาพรวม
ด้ำนท่ี คุณลกั ษณะผู้นำกำรเปลี่ยนแปลงของ ̅ S.D. แปลผล
ผบู้ ริหำรสถำนศึกษำ
1 ดา้ นการมีอทิ ธพิ ลอย่างมีอุดมการณ์ 3.68 0.85 มาก
2 ดา้ นการสร้างแรงบนั ดาลใจ 3.61 0.78 มาก
3 ด้านการกระต้นุ การใช้ปัญญา 3.85 0.81 มาก
4 ด้านการคานึงถึงความเปน็ ปจั เจกบคุ คล 3.77 0.77 มาก
รวมเฉล่ีย 3.74 0.80 มำก
การวิเคราะห์ระดับคุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่ม
โรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยเมื่อพิจารณา
เป็นรายแต่ละดา้ น ดังนี้
1. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ อยู่ในระดับมาก ( ̅=3.68, S.D.=0.85) เมื่อ
พิจารณารายขอ้ พบว่า ผบู้ ริหารสถานศึกษาร่วมรบั ผิดชอบกบั ผรู้ ว่ มงานเมื่อเกิดความเสียหายภายใน
สถานศึกษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาสร้างความเช่ือมน่ั ความเคารพ ความศรทั ธาต่อผู้ร่วมงาน ผู้บริหาร
สถานศึกษาประพฤติตนเปน็ แบบอย่างท่ดี เี ปน็ ท่ีเคารพนับถือของผู้ร่วมงาน ( ̅= 3.86, 3.83, 3.74 )
ตามลาดับ
ห น้ า | 122
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
2. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ อยู่ในระดับมาก ( ̅=3.61, S.D.=0.78) เม่ือพิจารณาราย
ข้อพบว่าพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีความรักความสามัคคีในการ
ปฏิบัติงาน ผู้บริหารสถานศึกษามีทักษะในการพูดจูงใจ โน้มน้าวให้บุคลากรเสียสละและอุทิศตนใน
การปฏบิ ัติงาน ผู้บริหารสถานศกึ ษาสามารถสร้างขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงานแก่ผู้ร่วมงานทุก
คนอย่างสม่าเสมอ ( ̅= 3.87, 3.85, 3.77) ตามลาดับ
3. ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา อยู่ในระดับมาก ( ̅=3.85, S.D.=0.81) เมื่อพิจารณา
รายข้อพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสนับสนุนให้บุคลากรคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วด้วย
วิธีการใหม่ ๆ ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยให้บุคลากรมองปัญหาได้กว้างและครอบคลุมทุกด้าน
ผู้บริหารสถานศึกษาสนับสนุนให้บุคลากรวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้หลักการมีเหตุผลและมีข้อมูล
หลักฐาน ผู้บริหารสถานศึกษาแจ้งข่าวสารข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาให้บุคลากรได้รับ
ทราบอยเู่ สมอ ( ̅=3.94, 3.93, 3.91) ตามลาดับ
4. ด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมาก ( ̅=3.77, S.D.=0.77) เม่ือ
พิจารณารายข้อพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงความชื่นชมในความสามารถของผู้ร่วมงาน
ผู้บริหารสถานศึกษามอบหมายให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ และความ
ถนัดอย่างเหมาะสม ผู้บริหารสถานศึกษามีการนิเทศติดตามให้ความช่วยเหลือและให้คาแนะนา
พดู คุยอย่างเป็นกันเองกับบุคลากร ( ̅= 4.06, 3.99, 3.98) ตามลาดบั
การทดสอบการเปรียบเทียบลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามที่แตกต่างกัน
ทางด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทางาน มีระดับค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับ
คุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ส่วนลักษณะสถานภาพของ
ผู้ตอบแบบสอบถามที่แตกต่างกันทางด้านตาแหน่ง มีระดับค่าเฉล่ียเก่ียวกับคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศกึ ษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.05 สามารถสรุป
ไดด้ งั ภาพที่ 1
ห น้ า | 123
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
เพศ (Sig.= 0.77)
อายุ (Sig.= 0.59) พฤติกรรมกำรอำ่ นฉลำกโภชนำกำร
ของนกั เรียน อย.นอ้ ย ในโรงเรียนสังกดั
ระดบั การศกึ ษา (Sig.= 0.22) เทศบำลเมอื งตำก จงั หวัดตำก
ตาแหนง่ 1.) การมอี ิทธพิ ลอย่างมีอุดมการณ์
(Sig.= 0.00)* 2.) การสร้างแรงบันดาลใจ
3.) การกระตุ้นการใชป้ ญั ญา
ประสบการณ์การทางาน 4.) การคานึงถึงความเป็นปจั เจกบุคคล
(Sig.= 0.82)
* หมายถึง มนี ัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05 (Sig.)
หมายถงึ มีความแตกตา่ งกนั , หมายถึง ไมแ่ ตกตา่ งกนั
ภาพท่ี 1 การสรุปผลสมมตฐิ านการวิจัย: ผู้วจิ ัย
อภิปรำยผลกำรวิจยั (Research Discussion)
การวิจัยเร่ือง คุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียน
ข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 มีประเด็นท่ีสามารถมา
อภิปรายผลได้ 2 ประเดน็ ดังน้ี
1. ระดับคุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนข้อมือ
เหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
ดังน้ี ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา ด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี
อุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลาดับ ทั้งน้ีอาจเนื่องจากว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่ม
โรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เป็นผู้ที่มีความ
รับผิดชอบกับผู้ร่วมงานเม่ือเกิดความเสียหายภายในสถานศึกษา สามารถสร้างความเช่ือม่ัน ความเคารพ
ความศรัทธาต่อผู้ร่วมงาน เป็นผู้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นท่ีเคารพนับถือของผู้ร่วมงาน ได้จัด
กิจกรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีความรักความสามัคคีในการปฏิบัติงาน มีทักษะในการพูดจูงใจ โน้มน้าว
ให้บุคลากรเสียสละและอุทิศตนในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงานแก่
ผู้ร่วมงานทุกคนอย่างสม่าเสมอ สนับสนุนให้บุคลากรคิดหาวิธีแก้ปัญหาท่ีเคยเกิดข้ึนมาแล้วด้วยวิธีการ
ใหม่ ๆ ช่วยให้บุคลากรมองปัญหาได้กว้างและครอบคลุมทุกด้าน สนับสนุนให้บุคลากรวิเคราะห์ปัญหา
ห น้ า | 124
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
โดยใช้หลักการมีเหตุผลและมีข้อมูลหลักฐาน แสดงความช่ืนชมในความสามารถของผู้ร่วมงาน
มอบหมายให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ และความถนัดอย่างเหมาะสม มีการ
นิเทศติดตามให้ความช่วยเหลือและให้คาแนะนาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับบุคลากร ซ่ึงสอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของ สิริรกั ษ์ นักดนตรี (2560) ผลการวิจัยพบว่า สภาพภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร
โรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างมืออาชีพของผู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 5 ตามมุมมองของผู้บริหารรวมท้ัง 4 ด้าน อยู่ในระดับดีเย่ียม โดยด้านที่มีการปฏิบัติ
มากท่ีสุด คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านที่มีการปฏิบัติน้อยท่ีสุด คือ การกระตุ้นทางปัญญา
สาหรับตามมมุ มองของครผู ู้บริหารสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 5 มีภาวะผู้นาการ
เปลี่ยนแปลงในการบริหารโรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างมืออาชีพในระดับดี โดยด้านท่ีมี
การปฏิบัติมากท่ีสุด คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านที่มีการปฏิบัติน้อยท่ีสุด คือ การสร้างแรง
บันดาลใจ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ อุมาวดี วัฒนะนุกุล (2560) พบว่า ระดับภาวะ
ผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษา
ประถมศึกษายะลาเขต 1 อาเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก อีกทั้งยังมีความ
สอดคล้องกับงานวิจัยของ นิศราภรณ์ ชาติโสม (2560) พบว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของ
ผู้บริหารโรงเรียนในอาเภอบ่อทอง สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามรายด้านจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การสร้างแรง
บันดาลใจ การสร้างบารมี การคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และการกระตุ้นทางปัญญา
ตามลาดับ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ อรอุมา ศรีประทุมวงศ์ (2563) พบว่า ภาวะผู้นาการ
เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู ครู
อาสาสมคั รการศึกษานอกโรงเรียน ครู กศน.ตาบลและครูประจาศูนย์การเรียนชุมชน โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก
2) ลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีแตกต่างกันทางด้านเพศ อายุ ระดับ
การศึกษา และประสบการณ์ในการทางาน มีระดับค่าเฉลี่ยเก่ียวกับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลง
ของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกัน ส่วนลักษณะสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามที่แตกต่างกันทางด้าน
ตาแหน่ง มีระดับค่าเฉล่ียเก่ียวกับคุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่ม
โรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 แตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งน้ีอาจเน่ืองจากว่า ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีเพศ อายุ ระดับการศึกษา
แประสบการณ์ทางานแตกต่างกันมีความคิดเห็นท่ีสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกันว่าคุณลักษณะ
ผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ไม่แตกต่างกันโดยผู้บริหารสามารถสร้างความเช่ือม่ัน ความเคารพ
ความศรัทธาตอ่ ผรู้ ่วมงาน ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นท่ีเคารพนับถือของผู้ร่วมงาน มีทักษะในการ
พดู จงู ใจ โน้มน้าวให้บคุ ลากรเสียสละและอุทศิ ตนในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างขวัญและกาลังใจในการ
ห น้ า | 125
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ปฏิบัติงานแก่ผู้ร่วมงานทุกคนอย่างสม่าเสมอ สนับสนุนให้บุคลากรวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้หลักการมี
เหตผุ ลและมขี อ้ มลู หลักฐาน มอบหมายให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ และความ
ถนัดอย่างเหมาะสม มีการนิเทศติดตามให้ความช่วยเหลือและให้คาแนะนาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับ
บุคลากรจึงส่งผลให้ผลการเปรียบเทียบไม่มีความแตกต่างกัน ในส่วนของตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษามี
ความคิดเห็นต่อคุณลักษณะภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมากกว่าครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา แตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซ่ึงอาจเน่ืองจากว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีมุมมอง
ในตัวตนเองว่าสามารถปฏิบัติงานและสามารถเป็นภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงได้มากกว่าครู และ
บุคลากรทางการศึกษา แต่ในส่วนของครูและบุคลากรทางการศึกษายังมีมุมมองว่าการปฏิบัติงาน
บางอย่างของผู้บริหารสถานศึกษายังต้องมีการพัฒนาให้มีศักยภาพมากข้ึน เช่น การกระตุ้นให้บุคลากร
เกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน เป็นต้น จึงส่งผลให้มีความคิดเห็นน้อยกว่าตาแหน่งผู้บริหาร
สถานศึกษา สร้างแรงศรัทธากับบุคลากรในสถานศึกษาให้หม่ันพัฒนาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ กมลพร ศรีประไพ (2560) ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของหัวหน้ากลุ่มสาระ
การเรียนรู้ โรงเรียนสิงห์สมุทร อาเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จาแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา
โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ อีกท้ังยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ อรอนงค์ แดงนุ้ย (2561) ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา อาเภอ บางสะพาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 จาแนกตามเพศ และประสบการณ์ โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่าง
ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ อีกท้ังยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ รัตตินันท์ บุญกล้า (2561)
ผลการวิจัยพบวา่ เปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 จาแนกเพศ และประสบการณ์การทางานโดยรวมและราย
ด้านทกุ ดา้ น ไม่แตกตา่ งกนั
ขอ้ เสนอแนะกำรวจิ ัย (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
ความรู้ในเชิงวิชาการท่ีเกิดข้ึนใหม่ในงานวิจัยน้ี คือ ระดับคุณลักษณะผู้นาการ
เปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ในกลุ่มโรงเรียนข้อมือเหล็ก โดยผู้บริหารและครูควรมุ่งเน้น
การส่งเสริมร่วมกันรับผิดชอบกับผู้ร่วมงานเม่ือเกิดความเสียหายภายในสถานศึกษา มุ่งเน้นการจัด
กิจกรรมทส่ี ่งเสรมิ ใหบ้ ุคลากรมีความรักความสามัคคใี นการปฏิบตั งิ าน สนับสนนุ ใหบ้ คุ ลากรคิดหาวิธี
แก้ปัญหาท่ีเคยเกิดขึ้นมาแล้วด้วยวิธีการใหม่ ๆ ความรู้ความสามารถและความถนัดของบุคลากร
อย่างเหมาะสม เพื่อนาไปปรับใช้ในสถานศึกษาอื่น ๆ ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน เพ่ือให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงและผลการประเมินต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและนาข้อค้นพบท่ีได้ใช้
ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรกับการศึกษาเพ่ือให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ตาม
แนวโนม้ ท่เี ปลย่ี นไปของการศึกษากับเปา้ หมายการศกึ ษาของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้านการศึกษา
ห น้ า | 126
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
2. ข้อเสนอแนะเพ่อื กำรวิจยั คร้ังต่อไป
ควรให้มีการพัฒนาคุณลักษณะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มอ่ืน
ๆ ในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เพ่ือนาผลการศึกษามา
เปรียบเทียบกันด้วยวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพหรือมีการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนา
คุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและในสถานศึกษาท่ีมีบริบทใกล้เคียงกัน
ตอ่ ไป
เอกสำรอำ้ งอิง (References)
กมลพร ศรีประไพ. (2560). ภาวะผ้นู าการเปล่ียนแปลงของหัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรูโ้ รงเรยี น
สงิ หส์ มทุ ร อาเภอสตั หบี จงั หวดั ชลบรุ ี. สารนิพนธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าการ
บรหิ ารการศกึ ษา). ชลบุร:ี มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
นศิ ราภรณ์ ชาติโสม. (2560). ความสัมพันธร์ ะหวา่ งภาวะผนู้ าการเปลยี่ นแปลงของผ้บู ริหารกับ
ประสิทธิผลของโรงเรียนในอาเภอบ่อทอง สังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาชลบรุ ี เขต 2. สารนพิ นธก์ ารศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวชิ าการบรหิ าร
การศกึ ษา). ชลบรุ :ี มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
รัตตินันท์ บุญกล้า. (2561). การศึกษาภาวะผูน้ าการเปลย่ี นแปลงของผ้บู ริหารสถานศึกษา สังกัด
สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 18. สารนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต
(สาขาการบริหารการศึกษา). ชลบุร:ี มหาวิทยาลัยบรู พา.
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2. (2563). แผนพฒั นาการศึกษา พ.ศ.2563 -
2565 ภายใตระเบียบและกฎหมายที่เกย่ี วของกบั การศึกษา. สืบคน้ 10 ธันวาคม 2563,
จาก http://myoffice.takesa2.go.th/myoffice/2563/data/tkk3/25630505
1020014581. pdf.
สิรริ ักษ์ นกั ดนตร.ี (2560). แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงในการบรหิ ารโรงเรียนสู่
การเป็นชุมชนแห่งการเรยี นรู้อยา่ งมืออาชพี สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 5. วิทยานพิ นธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา).
กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
อรอนงค์ แดงนยุ้ . (2561). ภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลงของผ้บู ริหารสถานศึกษา อาเภอบางสะพาน สงั กัด
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาประจวบครี ขี ันธ์ เขต 1. สารนิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต (สาขาการบริหารการศึกษา). ชลบุร:ี มหาวิทยาลยั บรู พา.
อรอุมา ศรปี ระทมุ วงศ์. (2563). การศึกษาภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาศนู ย์
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอ กลุ่มจังหวดั ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน 2. วิทยานพิ นธค์ รศุ าสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าการบรหิ าร
การศกึ ษา). สกลนคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
ห น้ า | 127
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
อมุ าวดี วัฒนะนุกลุ . (2560). ภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐานสังกดั
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษายะลา เขต 1. วิทยานิพนธค์ รุศาสตรมหา
บัณฑติ (สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา). ยะลา: มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
Bass, Bernard M. & Avolio, Bruce J. (1990). (1994). Transformational Leadership
Development. Pola Alto, California: Consulting Psychologists Press.
Kajornatthapol Pongwiritthon, Salinee Chaiwattanaporn, Sikarnmanee
Syers,Pakphum Pakvipas, Sutheemon Chongesiriroj. (2020). Development
Guidelines of Transformational Leadership of the School Administrator of
Schools in Special Economic Zone: Chiang Rai. Journal of Legal Entity
Management and Local Innovation. 6(6), 1-15.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities.
Educational and Psychological Measurement. 30(3), 607-610.
Pakawan Poopuen and Surachai Sikhabandit. (2019). Transformational Leadership of
School Administrators Affecting Effectiveness of Secondary School
Administration in Bangkok Metropolis Under the Office of Private Education
Commission. Eau Heritage Journal Social Science And Humanity. 9(3), 348-
357.
ห น้ า | 128
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
ห น้ า | 129
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
การศึกษาสภาพ ปญั หา และแนวทางแกป้ ัญหาการดาเนนิ งานประชาสัมพนั ธ์
ของสถานศึกษาสงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
พระนครศรอี ยุธยา เขต 1
A Study of Conditions, Problems, and Guidelines to Solve Problems of
Operating of Public Relations in Schools under Phra Nakhon Si Ayutthaya
Primary Educational Service Area Office 1
สมทรง ทองนวล1 พรเทพ รู้แผน2
Somsong Thongnuan, Pornthep Rupan
บทคัดย่อ (Abstract)
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษา 2. ศึกษาปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา และ 3. เสนอแนวทาง
แกป้ ัญหาการดาเนนิ งานประชาสัมพนั ธ์ของสถานศึกษา กลุ่มตวั อย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และ
ครูผู้รบั ผดิ ชอบงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรีอยุธยา เขต 1จานวน 244 คน สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และเสนอแนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา โดย
การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาหรือที่เกี่ยวข้อง จานวน 5 คน และวิเคราะห์
ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะหเ์ นอื้ หา ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) สภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษา โดยรวมท้ัง 4 ขั้นตอน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ขั้นตอนท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การ
วิจัย และการรับฟัง ส่วนข้ันตอนที่มีต่าสุด คือ การส่ือสาร 2) ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์
ของสถานศึกษา โดยรวมมีปัญหาอยู่ในระดับน้อย ข้ันตอนท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ การวิจัย และการ
รับฟัง ส่วนขั้นตอนที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ การประเมินผล และ 3) แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา ประกอบด้วย รายการปฏิบัติรวมท้ังสิ้น 33 รายการ จาแนกตาม
กระบวนการประชาสัมพันธ์ 4 ข้ันตอน ได้ดังน้ี คือ ขั้นการวิจัย และการรับฟัง จานวน 9 รายการ
Received: 2021-02-14 Revised: 2021-03-21 Accepted: 2021-03-23
1 หลักสูตรครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าบรหิ ารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
พระนครศรีอยุธยา Master of Educational Administration Program in Educational Administration,
Faculty of Education, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University.
Corresponding Author e-mail: [email protected]
2 สาขาวิชาบรหิ ารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยธุ ยา Program in
Educational Administration, Faculty of Education, Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University.
ห น้ า | 130
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ขั้นการวางแผน และการตัดสินใจ จานวน 6 รายการ ข้ันการส่ือสาร จานวน 10 รายการ และขั้น
การประเมินผล จานวน 8 รายการ
คำสำคญั (Keywords): การดาเนินงานการประชาสมั พันธ์; ปัญหา; การแกป้ ัญหา
Abstract
This research was aimed to 1. study conditions of operating of public
relations in schools; 2. study problems of operating of public relations in schools,
and 3. offer suggestions for operating of public relations in schools. The sample
group consisted of 244 school administrators and teachers responsible for operating
of public relations in schools under Phra Nakhon Si Ayutthaya Primary Educational
Service Area Office 1. Statistics employed in the study included mean and standard
deviation. Suggestions concerning the problems of operating of public relations
obtained from the interviews of 5 experts in educational administration. Data were
analyzed using content analysis. Findings revealed that 1) conditions of operating of
public relations in the schools included 4 stages and were performed in a high
level. The stage that showed the highest mean was found on research and
listening. The stage that showed the lowest mean was communication, 2) the
problems showed on operating of public relations were found in a low level. The
stage that showed the highest mean was research and listening and the stage that
showed the lowest mean was evaluation, and 3) suggested guidelines to solve the
operating of public relations problems were found in 33 items and categorized
based on the 4 stages of operating of public relations as follows: 9 items on
research and listening, 6 items on planning and decision making, 10 items on
communication, and 8 items on evaluation.
Keywords: Operating of public relations; Problems; Solve Problems
บทนำ (Introduction)
การประชาสัมพันธ์เป็นกิจกรรมขององค์กรที่ดาเนินงานบนพ้ืนฐานของความจริงที่มีการ
วางแผนอย่างรอบคอบมีจุดมุ่งหมาย และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความสัมพันธ์
อันดีของบคุ คล หรอื องค์การและมีการดาเนินงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนกลุ่มต่าง
ๆ เพื่อให้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิด ให้เกิดการยอมรับ โดยมีการวางแผนกาหนดวัตถุประสงค์ไว้
ล่วงหน้า เพ่ือนาไปสู่ความเข้าใจท่ีถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การน้ันให้สามารถดาเนินงาน
ไปดว้ ยดตี ามวัตถปุ ระสงค์ที่ตั้งไว้ (ณฐั เมธนิ ทร์ พุทธัสสะ, 2554) ดังน้ัน งานประชาสัมพันธ์เป็นงาน
ห น้ า | 131
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
สื่อสัมพันธ์ที่มีความสาคัญ และเป็นงานท่ีมีขอบเขตกว้างขวางมีระบบงานท่ีซับซ้อน แต่งาน
ประชาสัมพันธ์จะช่วยส่งเสริมลักษณะความเป็นผู้นาขององค์การและบุคคล ท้ังยังช่วยให้เกิดความ
เขา้ ใจ ความร่วมมือท้งั จากพนกั งานภายใน และจากประชาชนภายนอกด้วย นับว่างานประชาสัมพันธ์
มีคุณค่าต่อองค์การต่าง ๆ เป็นอย่างย่ิง (พระสุริยา สุริโย (คงคาไหว), 2559) การดาเนินการ
ประชาสัมพันธ์จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในเชิงสร้างสรรค์น้ี มีนักวิชาการหลายคนท่ีศึกษาไว้ และมี
แนวคิดท่ีได้รับความนิยมในการศึกษา คือ แนวคิดเกี่ยวกับการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของ เฟรด
เดอริค (Friederich, 1975) ซ่ึงได้แบ่งกระบวนการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ ออกเป็น 4 ขั้นตอน
คือ 1) การหาข้อเท็จจริงและการวิจัย 2) การกาหนดนโยบายและการวางแผนโครงการ 3) การ
สอ่ื สาร และ 4) การประเมนิ ผล สอดคล้องกับ คัทลิฟและเซนเตอร์ (Cutlip & Center, 1978) ซ่ึงได้
แบ่งกระบวนการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) การวิจัย เป็นการรับฟัง
(Research - listening) 2) การวางแผน เป็นการตัดสินใจ (Planning - decision making) 3) การ
ส่ือสาร (Communications) และ 4) การประเมินผล (Evaluation) กระบวนการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์จะเป็นการดาเนินงานที่ต่อเนื่องเช่นน้ีต่อไปเร่ือย ๆ ไม่มีท่ีส้ินสุด จึงทาให้เกิดการ
พฒั นาอยา่ งต่อเนื่อง (ศศิขันธุ์ กลา้ ขยนั , 2553)
สถานศึกษาเป็นองค์การหน่ึงท่ีจะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้
ประชาชนได้รับทราบถึงนโยบายและกิจกรรมการดาเนินงานของสถานศึกษา ดังนั้นการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา จึงเป็นวิธีการหนึ่งท่ีจะช่วยสร้างความเข้าใจ และสร้างสัมพันธ์อันดี
ให้เกิดแก่บุคคลทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง เร่ิมตั้งแต่ ครู บุคลากรต่าง ๆ ของสถานศึกษา ผู้อุปถัมภ์
สถานศึกษา สมาคมผู้ปกครอง และครูผู้ปกครองนักเรียน ตัวนักเรียนเอง ตลอดจนประชากรชุมชน
รอบ ๆ สถานศกึ ษา (เกียรตศิ กั ดิ์ รตั นชัย, 2553) อยา่ งไรกต็ าม การดาเนินงานประชาสัมพันธ์ก็มักมี
ปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่มีแนวทางในการดาเนินงานท่ีเป็นระบบ ไม่มีแผนการปฏิบัติงานด้าน
การประชาสัมพันธ์ ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา
หรือแม้แต่ตัวผู้บริหารสถานศึกษาเองที่ไม่ได้นิเทศติดตามระหว่างการดาเนินงานและการ
ติดต่อส่ือสารของการประชาสัมพันธ์ ทาให้บางครั้งการดาเนินงานด้านอ่ืน ๆ ไม่ทันเวลา หรือล่าช้า
ไปด้วย (สุชาติ ทองมา, 2562, 12 พฤศจิกายน) ; (จุไรรัตน์ เอิบกมล, 2562, 25 พฤศจิกายน) ;
(สราวฒุ ิ สุขบณั ฑิตย์, 2562, 30 พฤศจิกายน)
จากความสาคัญและปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะท่ีปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ใน
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ซ่ึงมีหน้าท่ีในการส่งเสริมและ
พัฒนาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาสภาพ ปัญหา และ
แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสมั พันธข์ องสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 เพื่อนาผลการวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการ
ดาเนินงานประชาสัมพนั ธ์ของสถานศึกษาให้มีประสิทธภิ าพยิง่ ข้ึนต่อไป
ห น้ า | 132
วารสารการบริหารนิตบิ ุคคลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ี่ 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
วตั ถุประสงคข์ องกำรวิจยั (Research Objective)
1. เพ่ือศึกษาสภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
2. เพ่ือศึกษาปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา เขต 1
3. เพ่อื เสนอแนวทางแกป้ ัญหาการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา เขต 1
วิธดี ำเนนิ กำรวจิ ยั (Research Methods)
การวจิ ยั ครง้ั นี้ผู้วจิ ยั กาหนดวิธีดาเนินการวิจยั แบง่ เป็น 2 ขนั้ ตอน ดงั น้ี
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษำสภำพ และปัญหำกำรดำเนินงำนประชำสัมพันธ์ของสถำนศึกษำ
สังกัดสำนักงำนเขตพ้นื ทก่ี ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำพระนครศรีอยธุ ยำ เขต 1
1. ประชำกรและกลมุ่ ตวั อยำ่ ง
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศกึ ษา สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จานวน 177
แห่ง (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน, 2563 : ออนไลน์)
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จานวน 122
แห่ง โดยกาหนดจานวนกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครจซ่ี และมอร์แกน (Krejcie & Morgan,
1970) ที่ระดับความคลาดเคล่ือนท่ี .05 จากนั้นจึงใช้สถานศึกษาเป็นหน่วยสุ่ม (Sampling unit)
เลอื กกลุ่มตวั อย่างแบบง่ายดว้ ยวธิ กี ารจับสลาก (Lottery method) โดยมีผ้บู รหิ ารสถานศึกษา และ
ครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สถานศึกษาละ 2 คน เป็นผู้ให้ข้อมูล รวมท้ังสิ้น
244 คน
2. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในกำรวจิ ัย
เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการรวบรวมข้อมลู ได้แก่ แบบสอบถามสภาพ และปัญหาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
เขต 1 มีลกั ษณะเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 37 ข้อ แบ่งเป็น 4
ขน้ั ตอน คือ 1) ขั้นการแสวงหาขอ้ มลู จานวน 7 ขอ้ 2) ขน้ั การวางแผนประชาสัมพันธ์ จานวน 8 ข้อ
3) ขั้นการสือ่ สาร จานวน 13 ขอ้ และ 4) ข้ันการประเมินผล จานวน 9 ข้อ แบบสอบถามท่ีสร้างข้ึน
มคี า่ ความเชือ่ มั่น ดา้ นสภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา มีค่าความเช่ือม่ันเท่ากับ
0.95 และดา้ นปญั หาการดาเนนิ งานประชาสมั พันธข์ องสถานศึกษา มีคา่ ความเชือ่ มน่ั เท่ากับ 0.96
3. กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ห น้ า | 133
วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
ผู้วิจัยนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย และ
แบบสอบถามจัดส่งไปยังผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษา พร้อมท้ังติดต่อขอรับแบบสอบถามกลับคืนด้วยตนเอง ในระหว่างวันท่ี 10 มิถุนายน -
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ซงึ่ ไดร้ บั กลับคนื มาทง้ั ส้นิ 244 ฉบับ คิดเปน็ รอ้ ยละ 100
4. กำรวิเครำะหข์ ้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติค่าเฉล่ีย (Mean) และ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard
deviation)
ข้ันตอนท่ี 2 ศึกษำแนวทำงแก้ปัญหำกำรดำเนินงำนประชำสัมพันธ์ของสถำนศึกษำ
สงั กดั สำนักงำนเขตพืน้ ที่กำรศึกษำประถมศึกษำพระนครศรอี ยธุ ยำ เขต 1
1. ผใู้ หข้ อ้ มูล
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นผู้ท่ีปฏิบัติงานในหน่วยงานทางการศึกษา มีวุฒิ
การศกึ ษาปริญญาโทข้ึนไป ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา หรือนิเทศศาสตร์ มีประสบการณ์การ
ปฏิบัติงานในสถานศึกษา 5 ปีขึ้นไป จานวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive
sampling)
2. เครอื่ งมือทใ่ี ช้ในกำรวิจัย
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดก่ึงโครงสร้างท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน โดยนาผล
การวิเคราะห์ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ลาดับแรกของแต่ละขั้นตอน
มากาหนดเป็นกรอบคาถามการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์
3. กำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ จิ ัยจดั สง่ หนงั สือขอความอนเุ คราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ไปยังผู้
เชยี วชาญพร้อมทงั้ นัดหมายวันเวลาและสถานทใี่ นการสัมภาษณ์ โดยผ้วู ิจัยดาเนินการสัมภาษณ์ด้วย
ตนเองในระหว่างวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563 - วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563
4. กำรวิเครำะหข์ ้อมูล
ผู้วิจัยวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษา สังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ด้วยเทคนิค
การวิเคราะหเ์ นอื้ หา (Content analysis)
ผลกำรวิจัย (Research Results)
ผลการวิจัยเร่ือง การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
เขต 1 สรุปผลการวิจัยได้ดังน้ี
ห น้ า | 134
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมทอ้ งถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดือนสิงหาคม 2564
1. สภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 โดยรวม มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( =
3.90) เมื่อพิจารณาขั้นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การวิจัย และการรับฟัง ( = 4.08)
การวางแผนและการตัดสนิ ใจ ( = 4.05) การประเมนิ ผล ( = 3.76) และข้ันท่ีมีระดับการปฏิบัติ
ตา่ สุด คือ การส่ือสาร
2. ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 โดยรวม มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย ( = 2.48)
เมื่อพิจารณาขั้นที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การวิจัย และการรับฟัง ( = 2.58) การ
สื่อสาร ( = 2.48) การวางแผนและการตัดสินใจ ( = 2.46) และข้ันที่มีปัญหาต่าสุด คือ การ
ประเมนิ ผล ( = 2.38)
3. แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ประกอบด้วย รายการปฏิบัติจาแนกตาม
กระบวนการดาเนนิ งานประชาสมั พันธ์ 4 ขั้นตอน จานวนรวมทั้งสิ้น 33 รายการ ดังนี้
3.1 ข้ันการวิจัย และการรับฟัง ประกอบด้วย 9 รายการปฏิบัติ ได้แก่
1) สร้างความตระหนักในการรับรู้ และนาข่าวสารทางการศึกษามาใช้ในการดาเนินงานของ
สถานศึกษา 2) แต่งต้ังคณะกรรมการ เพ่ือรับผิดชอบการดาเนินงานเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล
วเิ คราะหข์ อ้ มูล และตดิ ตามข้อมลู ข่าวสาร 3) สร้างเครือข่ายข่าวสารทางสังคมที่เก่ียวข้องกับการจัด
การศึกษาของสถานศึกษา 4) คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นทาหน้าท่ีรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ
กิจกรรมทางการศึกษาจากส่ือมวลชน 5) คณะกรรมการตรวจวิเคราะห์ ติดตามข้อมูลข่าวสารทาง
สังคมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาโดยตรงจากสื่อมวลชนหรือมวลชน และ
เครือข่ายข่าวสาร 6) คณะกรรมการนาเสนอข้อมูลข่าวสารที่รวบรวม และตรวจวิเคราะห์แล้วสู่
สาธารณะเป็นประจา อยา่ งต่อเน่อื ง และเปน็ ปจั จบุ ัน 7) จดั ประชมุ ครแู ละผู้ปกครองอย่างน้อยภาค
เรยี นละ 1 ครง้ั 8) นาเสนอข้อมูล สามารถตอบคาถาม รับฟงั ข้อคิดเห็น ขอ้ เสนอแนะจากสื่อมวลชน
หรือมวลชนโดยตรง และ 9) เพ่ิมช่องทางการส่ือสาร แลกเปลี่ยน และการรับฟังข้อมูลระหว่างครู
และผ้ปู กครอง
3.2 ข้ันการวางแผน และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 6 รายการปฏิบัติ ได้แก่
1) จัดประชุมครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เพื่อรับฟังความ
คิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ 2) เปิดโอกาสให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา
ร่วมกันกาหนดจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ 3) ร่วมกันกาหนด
โครงการ/กิจกรรมการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ในแผนปฏิบัติการประจาปีการศึกษา 4) แต่งตั้ง
คณะกรรมการที่รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ ดาเนินการกาหนดงบประมาณ และกาหนดหน้าท่ี
ขอบข่ายงานไว้อย่างชัดเจน 5) คณะกรรมการที่รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์นาข้อมูลท่ีได้รับการ
ห น้ า | 135
วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปีที่ 7 ฉบบั ท่ี 8 เดือนสงิ หาคม 2564
วิเคราะหแ์ ลว้ นามาจดั ลาดบั ความสาคัญของงานประชาสัมพันธ์ และ 6) คณะกรรมการท่ีรับผิดชอบ
งานประชาสมั พนั ธด์ าเนนิ งานตามโครงการเนน้ ความคมุ้ ค่า ประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธิผล
3.3 ข้ันการสื่อสาร ประกอบด้วย 10 รายการปฏิบัติ ได้แก่ 1) กาหนดให้มี
โครงการ/กจิ กรรมในการจัดแสดงนิทรรศการ ผลงานของนักเรียน/สถานศึกษาไว้ในแผนปฏิบัติการ
ประจาปี 2) จัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนท้ังภายใน และภายนอกสถานศึกษา 3) นิเทศ
ติดตาม กากับ ประเมินผลการจัดนิทรรศการอยู่เสมอ 4) รายงานผลการดาเนินการจัดนิทรรศการ
แสดงผลงานนักเรียน 5) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในด้านการประชาสัมพันธ์ และการ
จดั ทาสือ่ ออนไลน์ 6) สถานศกึ ษาจดั ใหม้ กี ารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้วยส่ือที่หลากหลาย 7) ส่งเสริม
และสรา้ งขวญั กาลงั ใจกับครู โดยคดั เลือกหรือประกวด เพื่อรับรางวัลนักประชาสัมพันธ์ดีเด่น ระดับ
เขตพ้ืนที่/กระทรวง 8) แตง่ ตั้งคณะกรรมการท่มี หี นา้ ทีร่ บั ผิดชอบตรวจสภาพ ดูแล รักษาเคร่ืองมือที่
ใชใ้ นการประชาสัมพันธ์ 9) จัดหาเคร่ืองมือที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ
การใช้งานทยี่ าวนาน ไม่ชารุดเสียหายง่าย และ 10) จัดสรรงบประมาณสาหรับการดูแลรักษา/ซ่อม
บารงุ ไว้อยา่ งเพยี งพอ
3.4 ข้ันการประเมินผล ประกอบด้วย 8 รายการปฏิบัติ ได้แก่ 1) จัดประชุม
ชี้แจงผลการประเมินผลการประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมา 2) แต่งต้ังคณะกรรมการท่ีรับผิดชอบการ
ประเมินผลการประชาสัมพันธ์ทุกภาคเรียน/ปีการศึกษา 3) คณะกรรมการกาหนดเกณฑ์การ
ประเมินการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นแนวทางให้การทางานประชาสัมพันธ์ไปในทิศทางที่
ต้องการ 4) คณะกรรมการประเมินความพร้อมในด้านปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับกิจกรรมการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์อย่างครอบคลุมทุกด้าน เช่น ด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น ในทุก
ภาคเรียน/ปีการศึกษา 5) จัดสรรงบประมาณเพ่ือใช้ในงานประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพอย่าง
เพียงพอ 6) นิเทศ กากับ ติดตาม การดาเนนิ งานอยา่ งต่อเนอื่ ง 7) รวบรวมและสรุปผลการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์เพื่อนาไปแก้ไขปัญหาและจัดทาโครงการในแผนปฏิบัติงานประจา ปีต่อไปอย่าง
ต่อเนื่อง และ 8) จัดทาคู่มือการทางานประชาสัมพันธ์ ให้ครูท่ีรับผิดชอบการประชาสัมพันธ์มีคู่มือ
และแนวทางในการปฏิบัติ
อภิปรำยผลกำรวิจัย (Research Discussion)
ผู้วจิ ยั มีประเด็นสาคญั ในการอภปิ รายผล ดงั นี้
1. สภาพการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาโดยรวม มีระดับการปฏิบัติอยู่ใน
ระดับมากทง้ั นอ้ี าจเนอื่ งมาจาก สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา เขต 1 มีนโยบายส่งเสริม
ใหส้ ถานศกึ ษาในสังกัดดาเนินงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อเสริมสร้าง ความเข้าใจ
เก่ียวกับกิจการและผลงานของสถานศึกษาให้หน่วยงาน บุคคล ชุมชน และสาธารณชนท่ัวไปได้รับ
ทราบโดยทั่วกัน และมีการรายงานผลการดาเนินงานให้ต้นสังกัดทราบ จึงทาให้ผลการวิเคราะห์
สภาพการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์ของสถานศกึ ษาอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศักดิ์
ห น้ า | 136
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปที ี่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสงิ หาคม 2564
ณรงค์ กาสินธุ์พิลา (2561) เรื่อง การบริหารจัดการงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนรัตนโกสินทร์
สมโภชบวรนเิ วศศาลายาในพระสังฆราชูปถัมภ์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต
9 พบว่า การบริหารจัดการงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา
ในพระสังฆราชูปถัมภ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยรวมอยู่ในระดับ
มากเช่นเดยี วกัน
2. ปัญหาการดาเนนิ งานประชาสมั พนั ธข์ องสถานศึกษาโดยรวม มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย
ทัง้ นีอ้ าจเนอ่ื งมาจาก ปจั จุบนั สถานศึกษาตระหนักถึงความสาคัญของการดาเนินงานประชาสัมพันธ์
ประกอบกับเทคโนโลยีการส่ือสารที่พัฒนาไป ทาให้การส่ือสารรวมถึงการประชาสัมพันธ์เป็นไปได้
โดยง่าย ครูท่ีรับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์จึงมีปัญหาในด้านการประชาสัมพันธ์น้อยลง จึงทา
ใหป้ ญั หาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับน้อย แต่เม่ือพิจารณาข้ัน
ท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การวิจัย และการรับฟัง พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งน้ีอาจ
เน่ืองมาจาก ข้ันการวิจัย และการรับฟังจาเป็นต้องดาเนินงานจากบุคลากรท่ีมีความชานาญและมี
ความรู้ จึงจะดาเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ประกอบกับภาระหน้าท่ีของครูที่มีมากอยู่แล้ว จึงทาให้
ข้ันการวิจัย และการรับฟังยังพบปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับงานวิจัยของ มโนชา จง
หมื่นไวย (2553) เรอื่ ง การศึกษาสภาพ ปญั หา และแนวทางแก้ปญั หาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์
ของโรงเรยี นในสังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษานครราชสีมา เขต 5 พบว่า ปัญหาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชศรีมา เขต 5 มีปัญหาใน
การดาเนนิ งานประชาสัมพนั ธ์ ดา้ นการวิจัยและการรบั ฟงั ความคดิ เห็น อยใู่ นระดบั ปานกลาง
3. แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา ประกอบด้วย 4
ขนั้ ตอน ผูว้ ิจัยมปี ระเด็นในการอภิปรายผลการวจิ ัย ดังนี้
3.1 ข้ันการวิจัย และการรับฟัง ประกอบด้วย 9 รายการปฏิบัติ โดยมีรายการ
ปฏิบัติที่สาคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างความตระหนักในการรับรู้ และนาข่าวสารทางการ
ศึกษามาใช้ในการดาเนินงานของสถานศึกษา โดยแจ้งในวาระการประชุม หรือกาหนดเป็นแนวทาง
ปฏบิ ตั ิทีช่ ดั เจน ท้ังนี้อาจเนอ่ื งมาจาก การสร้างความตระหนกั ให้บคุ ลากรเห็นถึงความสาคัญของงาน
ประชาสัมพันธ์จะทาให้ครูเกิดการยอมรับ และนาไปพัฒนาและปรับปรุงการดาเนินงานของตนเอง
ได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ มโนชา จงหมื่นไวย (2553) เร่ือง การศึกษาสภาพ ปัญหา และ
แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
นครราชสีมา เขต 5 พบว่า แนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนประการ
หน่ึง คือการสร้างจิตสานึกและตระหนักถึงความสาคัญของการวางแผนและการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์อยา่ งเปน็ ระบบ
3.2 ขั้นการวางแผน และการตัดสินใจ ประกอบด้วย 6 รายการปฏิบัติ โดยมี
รายการปฏิบัติท่ีสาคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาจัดประชุมครู บุคลากรทางการศึกษา
คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พืน้ ฐาน เพ่ือรับฟังความคิดเห็นเก่ียวกับการดาเนินงานประชาสัมพันธ์
ห น้ า | 137
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
ท้ังนี้อาจเนื่องมาจาก การประชุมเป็นการระดมความคิด และเป็นการเปิดโอกาสให้ครู บุคลากร
ทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานได้มีส่วนร่วมในการวางแผน และการตัดสินใจ
เก่ียวกับการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ เพ่ือให้การดาเนินงานประชาสัมพันธ์เป็นไปในทิศทาง
เดยี วกนั สอดคล้องกับงานวิจัยของ จุฑามาศ จิตต์กระโทก (2553) เร่ือง การพัฒนาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาจากัด อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า
การพัฒนาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จากัด กลยุทธ์ที่ใช้ใน
การพัฒนางานประชาสัมพันธ์ คือ การประชุมวางแผนการดาเนินงาน การมอบหมายงาน การ
ประชุมระดมความคดิ
3.3 ข้ันการส่ือสาร ประกอบด้วย 10 รายการปฏิบัติ โดยมีรายการปฏิบัติที่
สาคัญ คือ สถานศึกษาพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในด้านการประชาสัมพันธ์ และการ
จัดทาสือ่ ออนไลน์ โดยสง่ ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษาเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติ หรือการศึกษา
ดูงานจากหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชนที่ประสบความสาเร็จในการเผยแพร่
ประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในด้านการ
ประชาสัมพันธ์มีความสาคัญ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เม่ือบุคลากรมีความรู้ความชานาญใน
การประสัมพันธ์ย่อมทาให้การประสัมพันธ์ของโรงเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ และประสบความสาเร็จ
ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฐเมธินทร์ พุทธัสสะ (2554) เร่ือง การพัฒนาการ
ดาเนินงานประชาสัมพันธ์โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมือง
มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม พบวา่ การพฒั นาการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์โดยใช้กลยุทธ์การ
ประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศ ทาให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจใน
กระบวนการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ ตามขั้นตอนและหลักการ สามารถนาความรู้ความเข้าใจไป
ใชใ้ นการดาเนินงานประชาสมั พนั ธ์ได้
3.4 ข้ันการประเมินผล ประกอบด้วย 8 รายการปฏิบัติ โดยมีรายการปฏิบัติท่ี
สาคญั คือ สถานศกึ ษาจดั สรรงบประมาณ ในการซ้ือ จดั หาวัสดุอปุ กรณเ์ พ่ือใช้ในงานประชาสัมพันธ์
มีประสิทธิภาพอยา่ งเพียงพอ ทง้ั นีอ้ าจเนือ่ งมาจาก วัสดุอุปกรณ์มีความสาคัญต่อการประชาสัมพันธ์
ดังน้ันสถานศึกษาควรมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพ่ือให้ดาเนินงานประชาสัมพันธ์เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ปรีชา จันทร์เทพ (2554) เร่ือง การดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ในสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ควรมีการส นับสนุน
งบประมาณ วัสดุ เครอื่ งมอื ใหแ้ ก่โรงเรียนอยา่ งสมา่ เสมอ
ข้อเสนอแนะกำรวิจยั (Research Suggestions)
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำผลกำรวจิ ยั ไปใช้
1.1 ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาควรพัฒนาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาข้ันการ
วิจัย และการรับฟังโดยการสร้างความตระหนักในการรับรู้ และนาข่าวสารทางการศึกษามาใช้ใน
ห น้ า | 138
วารสารการบริหารนติ ิบคุ คลและนวตั กรรมทอ้ งถิ่น
ปีที่ 7 ฉบบั ที่ 8 เดือนสิงหาคม 2564
การดาเนนิ งานของสถานศึกษา โดยแจง้ ในวาระการประชมุ หรอื กาหนดเปน็ แนวทางปฏิบัติท่ีชัดเจน
แต่งตั้งคณะกรรมการ เพ่ือรับผิดชอบการดาเนินงานเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลสร้างเครือข่าย
ข่าวสารทางสังคมท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพ่ือการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ที่ต่อเน่ืองและ
สม่าเสมอ
1.2 ผ้บู รหิ ารสถานศึกษาควรพฒั นาการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาข้ันการ
วางแผน และการตัดสินใจโดยการจัดประชุมครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพ่ือรับฟังความคิดเห็นเก่ียวกับการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ เปิดโอกาสให้ครู และ
บุคลากรทางการศึกษาร่วมกันกาหนดจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการดาเนินงาน
ประชาสัมพนั ธ์ รวมถงึ กาหนดกรอบหรือรูปแบบในการดาเนนิ งานประชาสมั พันธ์อย่างชดั เจน
1.3 ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูควรพัฒนาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของ
สถานศึกษาขั้นการสื่อสารโดยการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนท้ังภายใน และภายนอก
สถานศึกษาเพ่ือให้ผู้ปกครอง และประชาชนร่วมชมกิจกรรมต่าง ๆ ตามสมควร ดังน้ันสถานศึกษา
ควรกาหนดใหม้ โี ครงการ/กจิ กรรมในการจดั แสดงนทิ รรศการ ผลงานของนักเรียน/สถานศึกษาไว้ใน
แผนปฏบิ ตั กิ ารประจาปี
1.4 ผบู้ ริหารสถานศึกษาควรพฒั นาการดาเนนิ งานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาขั้นการ
ประเมนิ ผลโดยการแตง่ ต้ังบคุ ลากรรบั ผิดชอบการประเมินผลประชาสัมพันธ์เป็นลายลักษณ์อักษรไว้
อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาควรแต่งต้ังคณะกรรมการที่รับผิดชอบการประเมินผลการ
ประชาสัมพนั ธ์ทกุ ภาคเรียน/ปีการศกึ ษา
2. ข้อเสนอแนะเพือ่ กำรวจิ ัยครง้ั ต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาการดาเนินงานประชาสัมพันธ์
ของสถานศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาอื่น ๆ เพ่ือการแก้ไขปัญหาท่ีเหมาะสมของ
สถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง
2.2 ควรมีการศึกษารูปแบบการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 เพ่ือให้ได้รูปแบบการ
ดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาท่ีมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีความเป็น
ประโยชน์ซง่ึ จะทาใหป้ ญั หาการดาเนนิ งานประชาสัมพนั ธ์ลดลง
2.3 ควรมีการศกึ ษาปัจจยั ทีม่ ผี ลต่อการดาเนินงานประชาสัมพันธข์ องสถานศึกษา
2.4 ควรมีการศึกษาเพ่ือเปรียบเทียบการดาเนินงานประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษา
จาแนกตามขนาดของสถานศกึ ษา
ห น้ า | 139
วารสารการบริหารนติ บิ ุคคลและนวัตกรรมท้องถ่ิน
ปีท่ี 7 ฉบับที่ 8 เดอื นสิงหาคม 2564
เอกสำรอ้ำงองิ (References)
เกยี รตศิ ักด์ิ รตั นชยั . (2553). การพฒั นาการดาเนินงานประชาสัมพนั ธ์ โรงเรียนอนุบาลอจั ฉรา
อาเภอสูงเนิน จังหวดั นครราชสีมา. การศึกษาค้นคว้าอสิ ระการศึกษามหาบัณฑิต.
มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
จฑุ ามาศ จติ ต์กระโทก. (2553). การพฒั นาการดาเนินงานประชาสัมพันธส์ หกรณ์ออมทรัพย์ครู
นครราชสีมาจากดั อาเภอเมือง จงั หวัดนครราชสีมา. การศกึ ษาคน้ คว้าอสิ ระการศกึ ษา
มหาบณั ฑติ . มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
จุไรรัตน์ เอบิ กมล. (2562, 25 พฤศจิกายน). ผอู้ านวยการ. โรงเรยี นชลประทานอนุเคราะห์.
สัมภาษณ์.
ณัฐเมธนิ ทร์ พุทธัสสะ. (2554). การพฒั นาการดาเนนิ งานประชาสมั พนั ธ์โรงเรียนเทศบาลสามคั คี
วทิ ยา สังกดั กองการศึกษาเทศบาลเมอื งมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม. การศึกษา
คน้ คว้าอสิ ระการศกึ ษามหาบัณฑติ . มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ปรชี า จันทร์เทพ. (2554). การดาเนินงานประชาสัมพันธ์ในสถานศึกษา สังกดั อาชวี ศึกษาจังหวดั
ร้อยเอด็ . วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏมหาสารคาม.
พระสุริยา สรุ ิโย (คงคาไหว). (2559). คมู่ ือการปฏิบัติงานกระบวนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์.
นครศรธี รรมราช : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขต
นครศรีธรรมราช.
มโนชา จงหม่ืนไวย. (2553). การศึกษาสภาพ ปญั หา และแนวทางแกป้ ัญหาการดาเนินงาน
ประชาสัมพันธ์ของโรงเรยี นในสงั กัดสานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษานครราชสมี า เขต 5.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. นครราชสมี า: มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา.
ศศิขันธ์ุ กล้าขยัน. (2553). การพัฒนาการดาเนินงานประชาสัมพนั ธ์ของวทิ ยาลัยการอาชพี กุม
ภวาปี อาเภอกมุ ภวาปี จังหวัดอดุ รธาน.ี การศึกษาคน้ ควา้ อิสระการศึกษามหาบัณฑติ
(สาขาวิชาการบริหารการศึกษา) มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ศกั ดิณ์ รงค์ กาสนิ ธพุ์ ิลา. (2561). การบริหารจดั การงานประชาสมั พนั ธ์ของโรงเรยี นสมโภชบวร
นิเวศศาลายาในพระสงั ฆราชูปถมั ภ์ สังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต
9. สืบค้น 9 ตุลาคม 2563, จาก http://grad.bsru.ac.th/Dbresearch.
สราวฒุ ิ สุขบณั ฑติ ย์. (2562, 30 พฤศจกิ ายน). ศึกษานิเทศก.์ สานกั งานศกึ ษาธกิ ารจงั หวัด
พระนครศรีอยธุ ยา. สมั ภาษณ์.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน. (2563). ข้อมูลพ้ืนฐานโรงเรียน สงั กดั สพป.
พระนครศรีอยธุ ยา เขต 1. สืบคน้ 9 ตลุ าคม 2563, จาก https://data.bopp-
obec.info/emis/school.php?Area_CODE=140.
สชุ าติ ทองมา. (2562, 12 พฤศจิกายน). ผอู้ านวยการ. โรงเรยี นลมุ พลีชนูปถัมภ.์ สมั ภาษณ.์
ห น้ า | 140
วารสารการบริหารนิติบคุ คลและนวตั กรรมท้องถ่ิน
ปที ่ี 7 ฉบบั ท่ี 8 เดอื นสิงหาคม 2564
Cutlip, S. M. & Center, A. H. (1978). Effective public relations. (5th ed.). Englewood
Cliff, NJ: Prentice-Hall.
Friederich, K.H. (1975). The publicity process. (2 rd. ed.). Iowa: State University.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determination sample size for research
activities. Education and Psychology Measurement. 30 (3), 607-610.
ความคดิ เหน็ ของพนักงานต่อองคก์ รสรา้ งสขุ
กรณศี ึกษา เทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวดั นนทบุรี
The Opinions of the Employees Towards the Happy Organization:
A Case Study of Bang Bua Thong Municipality Nonthaburi Province
ภรณท์ ิพย์ อนิ ทวงศ์1 วจิ ิตรา ศรีสอน2 สณั ฐาน ชยนนท3์
Porntip Intawong, Wijittra Srisorn, Sunthan Chayanon
บทคดั ย่อ (Abstract)
การวิจยั นี้มวี ัตถุประสงคข์ องการวจิ ัยเพอ่ื ศึกษาระดบั ความคิดเห็นของพนักงานต่อองค์กร
สร้างสุข เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของพนักงานต่อองค์กรสร้างสุขจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล
และเพ่อื เสนอแนะแนวทางในการสรา้ งองค์กรสร้างสุข เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม
เป็นเครื่องมือในการเก็บและรวบรวมข้อมูลจากพนักงานเทศบาลเมืองบางบัวทองท้ังหมดจานวน
407 คน โดยวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถติ พิ ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ คา่ ร้อยละ คา่ เฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ทดสอบสมมติฐาน จาแนกตามปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ด้วยสถิติ t-test และการ
วิเคราะห์ความแปรปรวน (One Way Anova) ด้วยค่า F-test ซ่ึงได้ผลการวิจัย ดังน้ีระดับความ
คิดเห็นของพนักงานต่อองค์กรสร้างสุขพบว่าทุกด้านมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน
ปัจจัยส่วนบุคคลที่ต่างกันทาให้ความคิดเห็นของพนักงานต่อองค์กรสร้างสุขแตกต่างกัน และแนวทางใน
การสร้างองค์กรสร้างสุข พบว่า ต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานในองค์กรท่ีดี มีแนวทาง
การปฏิบตั งิ านทต่ี อ้ งอาศยั ความชัดเจน รวดเร็ว มีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงานในองค์กร
ต้องมีประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพของพนักงานในองค์กรให้เกิดความสุขในการปฏิบัติงาน
ส่งเสริมความสามัคคีในองค์กรร่วมแรงร่วมใจกันและร่วมสร้างมิตรภาพท่ีดีในการทางานร่วมกัน
ผู้ปฏบิ ัติตอ้ งยืนหยัดอยบู่ นความถกู ตอ้ งยุติธรรม สร้างวินยั ในการทางานที่ดีให้เกิดข้ึนในองค์กร
Received: 2021-02-08 Revised: 2021-03-12 Accepted: 2021-03-13
1 หลกั สตู รรฐั ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการเมืองการปกครอง วทิ ยาลยั นวตั กรรมและการจดั การ
มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสุนนั ทา Master of Political Science Program in Politics and Government,
College of Innovation and Management, Suan Sunandha Rajabhat University. Corresponding
Author e-mail: [email protected]
2 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจดั การมหาวิทยาลยั ราชภัฎสวนสนุ นั ทา College of Innovation and
Management, Suan Sunandha Rajabhat University.
3 วทิ ยาลยั นวตั กรรมและการจัดการมหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสุนนั ทา College of Innovation and
Management, Suan Sunandha Rajabhat University.
ห น้ า | 142
วารสารการบริหารนิตบิ คุ คลและนวตั กรรมท้องถิ่น
ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 8 เดอื นสงิ หาคม 2564
คำสำคญั (Keywords): องค์กรสรา้ งสขุ ; แนวทางสรา้ งสุข; องค์กรแห่งความสุข
Abstract
The objectives of this research were to examine the opinion levels of
employees toward the happy organization, to compare the opinions of personal
factors, and to indicate the guideline for the happy organization development. The
study was a quantitative research by using the questionnaire to collect and conduct
the data. The target group of this study is the employees of Bang Bua Thong Town
Municipality. The group sample consists of 407 employees. Data were then
analyzed using descriptive statistics included percentage, mean and standard
deviation. Hypothesis Testing divided by the difference of personal factors using T-
test and F-test with One Way Anova. The results of the study revealed that the
opinion levels of employees toward the happy organization as a whole was in a
good level When considering the difference of personal factors, it was found that
the opinions toward the happy organization were difference. And having a good
coordination, clarity, skilfulness, efficiency tools, developing employee’s
performance, building unity and friendship, honesty and self-discipline between
departments in the organization were the guideline for the happy organization
development.
Keywords: Organization for Creating Happiness; Guidelines for Creating Happiness;
Organization of Happiness
บทนำ (Introduction)
องค์กรหรือสถานท่ีที่เรากาลังปฏิบัติงานอยู่ ซ่ึงในฐานะผู้ปฏิบัติงานต้องใช้ชีวิตในการ
ทางานอยู่ในองค์กรนั้นเป็นระยะเวลายาวนานมากถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน (สานักงานสถิติ
แห่งชาติ,2563) เป็นอย่างน้อย โดยกิจกรรมหลักคือ การปฏิบัติหน้าท่ีของตนให้บรรลุเป้าหมายของ
องคก์ รท่วี างไว้ เพือ่ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด แต่การมุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าท่ีความ
รบั ผิดชอบของตนเองเพยี งอยา่ งเดยี ว อาจไม่สามารถทาให้การปฏิบัติงานของตน และเป้าหมายของ
องค์กรสาเร็จได้อย่างที่ต้ังไว้ ดังน้ัน องค์กรและผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรทุกคนจาเป็นจะต้องสร้าง
ความสมดุลระหว่างองค์กรและผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรเป็นสาคัญ ดังนั้นคาถามคือเราจะทา
อย่างไรเพอื่ สร้างความสมดลุ ให้เกดิ ข้นึ