The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:56:38

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระราชวุฒาจารย์ (พระอตุโล หลวงปูด่ ลู ย์)

วดั บูรพาราม อำ� เภอเมอื ง จังหวดั สรุ ินทร์

อนุสรณ์พิพธิ ภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์
วดั ปา่ อมั พโรปัญญาวนาราม ในพระสังฆราชูปถมั ภ์
สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก

ชวี ประวตั แิ ละพระธรรมเทศนา

พระราชวุฒาจารย์ (พระอตุโล หลวงปู่ดลู ย)์

เลขมาตรฐานหนงั สือ : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๐-๐๖๑-๐
พมิ พค์ ร้ังที่ ๑ : มถิ ุนายน ๒๕๖๐
จำ� นวนพมิ พ์ : ๕,๐๐๐ เลม่
จัดพิมพโ์ ดย : วดั ป่าดานวเิ วก ต�ำบลศรีชมภู อ�ำเภอโซ่พิสยั จงั หวดั บงึ กาฬ

สงวนลขิ สทิ ธ์ิ : หา้ มคดั ลอก ตัดตอน เปล่ยี นแปลง แก้ไข ปรับปรงุ
ข้อความใดๆ ทงั้ ส้ิน หรือน�ำไปพิมพ์จ�ำหน่าย
หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์เพ่ือให้เปน็ ธรรมทาน
โปรดตดิ ตอ่ ขออนญุ าตจากทางวดั ปา่ ดานวิเวก
ต�ำบลศรชี มภู อ�ำเภอโซพ่ ิสยั จงั หวดั บึงกาฬ โทร. ๐๘๙-๑๗๒-๔๔๒๘

พิมพท์ ี่ : บรษิ ัท ศลิ ป์สยามบรรจภุ ณั ฑ์และการพิมพ์ จำ� กดั
๖๑ ถนนเลยี บคลองภาษีเจริญฝงั่ เหนอื ซ.เพชรเกษม​๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรงุ เทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐­-­­๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com

ค�ำปรารภ

เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี

ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา

ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ

สารบญั ๑

พระราชวุฒาจารย์ (พระอตุโล หลวงปูด่ ูลย)์ ๒๖๕
๒๗๑
ชวี ประวตั ิและพระธรรมเทศนา ๒๗๓
พระราชวุฒาจารย์ (พระอตโุ ล หลวงปดู่ ูลย์) ๓๓๘
ชีวประวัติ พระราชวฒุ าจารย์ (หลวงป่ดู ูลย์ อตุโล)
หลวงปู่เทสกพ์ ูดถึงหลวงปดู่ ลู ย์
ธรรมและค�ำสอน พระราชวฒุ าจารย์ (หลวงปู่ดลู ย์ อตุโล)
- หลวงปูฝ่ ากไว ้
- จิต คือ พทุ ธะ

พระราชวุฒาจารย์ (พระอตุโล หลวงป่ดู ูลย)์

วัดบูรพาราม อำ�เภอเมอื ง จงั หวดั สุรนิ ทร์

พระราชวฒุ าจารย์ (พระอตโุ ล หลวงป่ดู ูลย์)
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รชั กาลท่ี ๙

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระราชวฒุ าจารย์
(พระอตโุ ล หลวงปดู่ ูลย์)

1



ชวี ประวัติ

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงป่ดู ลู ย์ อตุโล)

ชีวติ เมอื่ วัยเยาว์

หลวงปู่ถือกำ� เนดิ ณ บา้ นปราสาท ตำ� บลเฉนยี ง อำ� เภอเมอื ง จังหวดั สรุ นิ ทร์
เมอ่ื วนั ท่ี ๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกบั วนั แรม ๒ คำ่� เดอื น ๑๑ ปชี วด ในรชั สมยั
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕

โยมบดิ าของทา่ นชือ่ นายแดง โยมมารดาช่ือ นางเงมิ นามสกลุ ดีมาก
หลวงปมู่ พี ี่น้อง ๕ คน คนแรกเปน็ ผหู้ ญงิ ชอื่ กลิง้ คนที่สองคอื ตัวหลวงป่เู อง
ชื่อ ดลู ย์ คนทส่ี ามเป็นชายชอ่ื เคน คนท่สี แี่ ละหา้ เป็นหญงิ ช่อื รตั นแ์ ละทอง พี่นอ้ ง
ทัง้ ๔ คนของท่านมชี ีวิตจนถึงวัยชรา และทุกคนเสียชวี ิตกอ่ นทจี่ ะมอี ายถุ ึง ๗๐ ปี
มีเพยี งหลวงปเู่ ท่าน้ันที่ด�ำรงอายขุ ยั อย่จู นถึง ๙๖ ปี

3

ส่รู ่มกาสาวพสั ตร์

หลวงปู่ได้พยายามขออนุญาตบวชจากบิดามารดาหลายคร้ัง แต่ก็ถูกคัดค้าน
เรอ่ื ยมา เนอื่ งจากขาดกำ� ลงั สำ� คญั ทจ่ี ะชว่ ยแบง่ เบาภาระการงานของครอบครวั เพราะ
ทา่ นเปน็ บตุ รชายคนโต เปน็ หัวเร่ียวหวั แรงของบา้ น หลวงปู่เฝ้าอ้อนวอนขออนุญาต
ลาบวชหลายครั้ง จนในที่สุดบิดามารดาไม่อาจขัดขวางความต้ังใจจริงของท่านได้
จงึ ไดอ้ นญุ าตใหบ้ วชตามความปรารถนา แตบ่ ดิ ากไ็ ดก้ ลา่ วในนำ�้ เสยี งทอี่ อกจะเปน็ การ
ประชดประชนั ว่า “ถา้ บวชแลว้ ต้องไม่สกึ หรืออยา่ งน้อยต้องใหไ้ ดเ้ ปน็ เจ้าอาวาส”

ความจริงคุณปู่ของทา่ นเคยบวชและได้เป็นเจา้ อาวาสมาแล้ว ดว้ ยเหตุนก้ี ระมัง
ที่มีส่วนส่งเสริมอุปนิสัยของท่านให้โน้มเอียงไปทางบรรพชาต้ังแต่เยาว์วัย คือมี
อปุ นสิ ยั รกั การบญุ และเกรงกลวั บาป มไิ ดเ้ พลดิ เพลนิ คกึ คะนองไปในวยั หนมุ่ เหมอื น
คนทั่วๆ ไป

หลวงปู่ได้รับอนุญาตใหบ้ วชเมอ่ื ท่านอายไุ ด้ ๒๒ ปี พวกตระกูลเจ้าเมอื งทเ่ี คย
ชบุ เลีย้ งทา่ นได้เป็นผู้จดั แจงเร่ืองการบวชใหค้ รบถว้ นทกุ อยา่ ง

4

หลวงปู่ได้เข้าอุปสมบทก่อนเข้าพรรษา เม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ พัทธสีมา
วัดจุมพลสุทธาวาส ซ่ึงต้ังอยู่ในเขตก�ำแพงเมืองรอบนอกของจังหวัดสุรินทร์
ในสมัยนนั้ โดยมที ่านพระครูวมิ ลศีลพรต (ทอง) เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ ทา่ นพระครูบกึ
เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ และทา่ นพระครฤู ทธิ์ เปน็ พระอนุสาวนาจารย์

ในการอุปสมบทครั้งน้ี ท่านอุปสมบทในคณะมหานิกาย ท้ังน้ีเพราะคณะ
ธรรมยตุ ในสมยั นน้ั ยังไม่มใี นจังหวัดสุรินทร์ หลวงปู่ได้รบั ฉายาวา่ อตโุ ล หมายถงึ
ผไู้ มม่ ใี ครเทียบได้

นบั ตั้งแตบ่ ดั นัน้ เป็นตน้ มา กเ็ ท่ากับเป็นบาทกา้ วแรกแห่งการแสวงหาความจริง
บนเสน้ ทางธรรมของ หลวงปดู่ ลู ย์ อตุโล อนั เปน็ ความจรงิ ทน่ี ำ� ไปสกู่ ารดบั ทกุ ขอ์ ยา่ ง
ถงึ ทีส่ ุดและสนิ้ เชิง

5

ปีติ ๕ การฝึกกัมมฏั ฐานครงั้ แรก

เมื่อได้อปุ สมบทเป็นพระภิกษุแลว้ หลวงปู่มคี วามปรารถนาแรงกลา้ ท่จี ะศึกษา
ธรรมใหย้ ง่ิ ขนึ้ เปน็ ลำ� ดบั เมอ่ื ดำ� รอิ ยา่ งนนั้ จงึ ไดไ้ ปขอเรยี นกมั มฏั ฐานทวี่ ดั บา้ นคอโค
ต�ำบลคอโค ซ่ึงอยู่ห่างจากบ้านของท่านไปทางตะวันตก ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์
ออกไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าฝ่าปา่ รกชัฏไป

ท่ีวัดคอโค ได้ชื่อว่าเป็นวัดท่ีสอนการเจริญกัมมัฏฐานของจังหวัดสุรินทร์
ในสมยั นัน้ มีหลวงพ่อแอกเป็นเจา้ อาวาส และเป็นครูฝกึ กัมมฏั ฐานท่านแรกสำ� หรบั
หลวงปู่

การสอนพระกมั มัฏฐาน และการอบรมความรดู้ า้ นพระศาสนาเมอ่ื สมยั ๘๐ ปี
ทแ่ี ลว้ เป็นการกระท�ำไปตามมีตามเกดิ ถือความเหน็ ของครูอาจารย์เปน็ หลกั

วธิ สี อนกมั มฏั ฐานของหลวงพอ่ แอกในครงั้ นนั้ ทา่ นใหเ้ รมิ่ ตน้ ดว้ ยการจดุ เทยี น
ขึ้นมา ๕ เล่ม แลว้ นงั่ บริกรรมวา่ “ขออญั เชิญปีตทิ ้งั ๕ จงมาหาเรา” บรกิ รรมไป
จนกวา่ เทียนจะไหมห้ มด จัดวา่ เปน็ กศุ โลบายที่แยบยลเทา่ ท่มี ใี นสมัยนน้ั หลวงปไู่ ด้
พากเพียรปฏิบัติตามค�ำช้ีแนะของพระอาจารย์อย่างเคร่งครัด ใช้ความอุตสาหะและ
พยายามทอ่ งบน่ บรกิ รรมไปจนตลอดพรรษาโดยมิไดล้ ดละ แต่ก็ไม่ไดเ้ กดิ ผลอันใด
จนแล้วจนรอด ความรสู้ กึ อมิ่ ใจ ความดืม่ ดำ่� ทีเ่ รยี กว่า ปตี ิทงั้ ๕ กไ็ มไ่ ด้ปรากฏข้นึ
ในดวงหทัย

6

ไม่ว่าจะเป็น ขทุ ทกาปีติ คือ ปตี เิ ลก็ นอ้ ยพอขนชูชนั นำ้� ตาไหล

หรอื ขณกิ าปตี ิ ได้แก่ ปตี ชิ ว่ั ขณะ ทำ� ใหร้ ู้สกึ แปลบๆ เป็นขณะๆ ดจุ ฟ้าแลบ

หรอื โอกกนั ตกิ าปตี ิ ไดแ้ ก่ ปตี เิ ปน็ ระลอกหรอื ปตี เิ ปน็ พกั ๆ ใหร้ สู้ กึ ซา่ ลงมาในกาย
ดุจคลนื่ ซัดตอ้ งฝัง่

หรือ อุพเพคาปีติ คือ ปีติโลดลอยเป็นอย่างแรงให้รู้สึกใจฟู แสดงอาการ
บางอยา่ งโดยมไิ ดต้ ง้ั ใจ เชน่ เปลง่ อทุ าน หรอื ใหร้ สู้ กึ ตวั เบาโลดลอยขน้ึ มาในอากาศ
เป็นตน้

ตลอดจน ผรณาปตี ิ คอื ปตี ซิ าบซา่ น ให้ร้สู กึ เย็นซา่ นเอิบอาบไปทวั่ สรรพางค์
อนั เป็นปตี ทิ ี่ประกอบกับสมาธกิ ระทง่ั นำ� ไปสู่จิตรวม

หลวงปเู่ คยกลา่ วถงึ จติ รวมวา่ “เมอื่ จติ รวมสงบแลว้ คำ� บรกิ รรมกห็ ลดุ หายไปเอง
แล้วกถ็ ึงรอยเดียวกนั รสเดยี วกัน คอื มวี ิมุตติเปน็ แก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง”

การเพียรพยายามของหลวงปู่ตลอดทั้งไตรมาสในครั้งนั้น ไม่บังเกิดผลเลย
ไดเ้ หน็ แต่เทียน ๕ เลม่ มไิ ด้บังเกิดปตี ทิ ั้ง ๕ ตามความปรารถนา

หลวงปไู่ ดใ้ หข้ อ้ สงั เกตในภายหลงั เมอื่ ทา่ นผา่ นการปฏบิ ตั กิ ระทง่ั ไดพ้ บธรรมะ
ในใจแล้ว ทา่ นใหข้ ้อสรุปจากประสบการณแ์ หง่ ธรรมปฏิบัติของท่านวา่

“การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเร่ิมต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผล
มนั เปน็ อนั เดยี วกนั อยแู่ ลว้ ทท่ี า่ นสอนแนวปฏบิ ตั ไิ วห้ ลายแนวนน้ั เพราะจรติ ของคน
ไมเ่ หมอื นกัน จึงต้องสรา้ งวัตถุ สี แสง และค�ำสำ� หรบั บรกิ รรม เพอื่ หาจุดใดจุดหนึ่ง
ใหจ้ ติ รวมอยู่กอ่ น”

นอกจากหลวงปู่จะฝึกบริกรรมเพื่ออัญเชิญปีติทั้ง ๕ ตามที่กล่าวมาแล้ว
ทา่ นยงั ทดลองฝกึ ทรมานรา่ งกายเพอ่ื เผาผลาญกเิ ลสในตวั เพม่ิ ขน้ึ อกี ทางหนงึ่ ดว้ ยการ
เข้มงวดกวดขันในการขบฉันอาหาร โดยลดจ�ำนวนค�ำข้าวท่ีฉันให้น้อยลงไปเรื่อยๆ

7

เชน่ วนั กอ่ นเคยฉนั ๑๐ คำ� วนั ตอ่ มาลดเหลอื ๙ คำ� ๘ คำ� ลดลงไปเรอื่ ยๆ จนกระทง่ั
รา่ งกายซบู ผอม ยามลกุ ขนึ้ เดินก็โซเซ โงนเงน ไม่มเี รี่ยวแรง

เมื่อฝึกทรมานร่างกายด้วยการอดอาหารติดต่อกันหลายวัน หลวงปู่ก็พบว่า
มิได้มีผลอะไร นอกจากร่างกายซูบผอมอ่อนโรยพลัง ในท่ีสุดท่านก็ตัดสินใจเลิก
แลว้ กลบั มาฉันอาหารดังเดิม

นอกจากการปฏบิ ตั ิกมั มฏั ฐาน และฝกึ ทรมานรา่ งกายแล้ว หลวงปกู่ ็ได้ท่องบน่
บทสวดมนต์ เจ็ดตำ� นาน บา้ ง สบิ สองตำ� นาน บา้ ง แตม่ ไิ ด้เรยี นพระธรรมวินยั ซึง่ ถอื
เปน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั เิ พื่อฝกึ ฝนขัดเกลากาย วาจา ใจ ใหเ้ ป็นรากฐานของสมาธิภาวนา
หลวงป่ไู ม่ทราบเร่ืองน้ี เพราะไมไ่ ด้รับการบอกกลา่ วแตอ่ ย่างใด

นอกจากน้ีระหว่างที่เรียนอยู่ท่ีนั่น ท่านยังถูกใช้ให้สร้างเกวียนและเล้ียงโค
อกี ดว้ ย ทา่ นจึงเกดิ ความรสู้ ึกสลดสงั เวชและเกดิ ความเบ่อื หน่าย

8

ไปศึกษาพระปริยตั ทิ ่จี ังหวัดอบุ ลราชธานี

ในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๕๐ ตลอดทัง้ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ การศึกษาใน
แวดวงสงฆค์ ึกคกั อยา่ งยิง่ ท่ีจงั หวดั อบุ ลราชธานี ทั้งนี้ ดว้ ยการริเรมิ่ สรา้ งสรรคข์ อง
ทา่ นเจา้ ประคณุ พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นโฺ ท) และดว้ ยการสานเสรมิ ตอ่
ของพระเดชพระคณุ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ตสิ โฺ ส) จนกล่าวไดว้ ่าจงั หวัด
อุบลราชธานเี ปน็ ทศิ าปาโมกขข์ องผู้รกั การเรยี นพระปรยิ ัตโิ ดยแท้

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ขณะทห่ี ลวงปดู่ ลู ยย์ งั เรยี นกมั มฏั ฐานทว่ี ดั บา้ นคอโค ทา่ นกไ็ ด้
ยนิ กติ ตศิ พั ทเ์ กย่ี วกบั การเรยี นการสอนพระปรยิ ตั ทิ จ่ี งั หวดั อบุ ลราชธานี ตามแบบของ
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั แหง่ วดั บวรนเิ วศวหิ าร หลวงปมู่ คี วามปตี อิ ยา่ งลน้ พน้ เมอ่ื ไดท้ ราบ
ขา่ วน้ี และมีความปรารถนาแรงกล้าทีจ่ ะได้เดนิ ทางไปศึกษายังจังหวดั อุบลราชธานี

หลวงปไู่ ดเ้ พยี รขออนญุ าตพระอปุ ชั ฌายเ์ พอื่ จะเดนิ ทางไปศกึ ษา แตก่ ถ็ กู ทดั ทาน
ในเบอ้ื งตน้ เพราะในระยะน้ันการเดนิ ทางจากสุรินทร์ไปอุบลราชธานลี �ำบากยากเขญ็
เปน็ อยา่ งยงิ่

หลวงปเู่ พยี รขออนญุ าตหลายครงั้ เมอ่ื พระอปุ ชั ฌายเ์ หน็ ความมงุ่ มนั่ ของหลวงปู่
จงึ ได้อนญุ าต ท่านได้ออกเดนิ ทางไปกับพระภิกษอุ กี ๒ องค์ คอื พระคง และ
พระดิษฐ์

9

เม่ือท่านได้เดินทางไปถึงอุบลราชธานี หลวงปู่ต้องประสบปัญหาในเร่ืองท่ีพัก
เนอ่ื งจากหลวงปบู่ วชในมหานกิ าย ขณะทวี่ ดั สปุ ฏั นาราม และวดั สทุ ศั นาราม แหลง่ ศกึ ษา
พระปรยิ ัติธรรมนัน้ เปน็ วดั สงฆฝ์ า่ ยธรรมยตุ

โชคดที ไี่ ดพ้ บพระมนสั ซงึ่ ไดเ้ ดนิ ทางมาเรยี นอยกู่ อ่ นแลว้ ไดใ้ หค้ วามชว่ ยเหลอื
ฝากใหอ้ ยอู่ าศัยทว่ี ัดสทุ ศั นารามได้ แต่ในฐานะพระอาคนั ตุกะ ท�ำให้ความราบรืน่ ใน
ทางการเรียนค่อยบงั เกดิ ข้ึนเป็นลำ� ดับ

การเลา่ เรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมในชว่ งปี พ.ศ. ๒๔๕๐ กวา่ ๆ นน้ั เปน็ ไปอยา่ งเขม้ งวด
การไล่หรือการสอบพระธรรมบทหรือวินยั มขุ ต่างๆ นั้น ผู้สอบจะถูกไล่เรยี งซกั ถาม
เปน็ รายตวั ตามเนอื้ หาทเี่ รยี นมาเปน็ บทๆ จนจบ ผทู้ สี่ อบไดจ้ งึ ถอื ไดว้ า่ เปน็ ผทู้ ถ่ี งึ พรอ้ ม
ดว้ ยความเพียรพยายามอยา่ งที่สดุ

หลวงปูส่ ามารถสอบไลไ่ ด้ประกาศนยี บัตรนกั ธรรมชนั้ ตรี นวกภมู ิ เปน็ ร่นุ แรก
ของจงั หวัดอุบลราชธานี นับเปน็ ความส�ำเร็จอย่างสูงในสมัยน้ัน นอกจากนีห้ ลวงปู่
ยงั ไดเ้ รยี นบาลไี วยากรณ์ (มลู กจั จายน)์ ดว้ ย เพราะความหมายแหง่ บาลี คอื ภาษาทไ่ี ด้
จดจ�ำและจารึกรักษาพุทธพจน์แต่เดิมมาอันเป็นหลักในทางพระพุทธศาสนา ดังน้ัน
การศึกษาเลา่ เรยี นในทางปรยิ ตั ธิ รรมโดยเนือ้ แทก้ ็คือการศกึ ษาภาษาบาลนี ่นั เอง

หลวงปู่ไดเ้ รียนบาลไี วยากรณจ์ นสามารถแปลพระธรรมบทได้

แมจ้ ะนำ� ความรใู้ นระดบั นกั ธรรมตรไี ปเทยี บกบั เปรยี ญธรรม ๙ ประโยค ซง่ึ เปน็
คณุ วฒุ สิ ูงสดุ ในทางปริยัติธรรม อาจถือได้วา่ ห่างไกลกนั เป็นอย่างยงิ่ เหมอื นกบั นำ�
ความรู้ระดบั ประถมศึกษาปที ี่ ๑ ไปเทยี บกับปริญญาเอกกน็ า่ จะได้

แต่ส่ิงที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การศึกษาในทางปริยัติธรรมของหลวงปู่นั้น
เกดิ ขึน้ ในทศวรรษ ๒๔๕๐ ซ่ึงเม่ือเทยี บกับการศกึ ษาในทางโลกเมื่อประมาณ ๘๐
ปกี ่อน การได้เรียนถึงประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ หรอื ๒ ก็นับวา่ ยอดเยีย่ มล�ำ้ เลิศแห่งยุค
สมยั แล้ว

10

ภายหลงั ตอ่ มา เมอ่ื หลวงปมู่ พี รรษาแกก่ ลา้ ผา่ นประสบการณด์ า้ นธรรมปฏบิ ตั ิ
มามาก และมาตง้ั โรงเรยี นสอนปรยิ ตั ธิ รรมทว่ี ดั บรู พาราม จงั หวดั สรุ นิ ทร์ แลว้ คราวหนง่ึ
ทน่ี ักเรยี นของท่านมีพระภิกษสุ อบเปรยี ญธรรม ๙ ประโยค ไดเ้ ป็นองคแ์ รก และ
ในงานฉลองพดั ๙ ประโยค ในครงั้ นัน้ หลวงปไู่ ดใ้ ห้โอวาทในเชิงปรารภธรรมว่า

“ผ้ทู ี่สามารถสอบเปรยี ญ ๙ ประโยคได้นั้น ตอ้ งมีความเพยี รอยา่ งมาก และ
มีความฉลาดเพียงพอ เพราะถอื ว่าเปน็ การจบหลกั สตู รฝา่ ยปรยิ ตั ิ และต้องแตกฉาน
ในพระไตรปิฎก การสนใจในทางปริยัติอย่างเดียวพ้นทุกข์ไม่ได้ ต้องสนใจปฏิบัติ
ทางจติ ตอ่ ไปอีกดว้ ย”

โดยไม่ต้องต้ังค�ำถามว่า “ท�ำไม” หลวงปูก่ ็ให้ค�ำอธบิ ายสั้นๆ ว่า
“พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ น้ัน ออกไปจากจติ ของพระพทุ ธเจ้า
ทงั้ หมด ทกุ ส่ิงทกุ อยา่ งออกจากจติ ใจ อยากรอู้ ะไรค้นไดท้ ่จี ิต”
ท่ีหลวงปู่กล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่าหลวงปู่จะมองข้ามบทบาทและความ
หมายของปริยัติ เนื่องเพราะการศึกษาในทางปริยัตินั้นเป็นรากฐานหรือสะพาน
อนั ก่อใหเ้ กิดความรูท้ ีจ่ ะเชื่อมโยงไปส่คู วามเข้าใจในธรรมะ แต่จะขาดการปฏบิ ัติไป
ไม่ไดอ้ ยา่ งเด็ดขาด
ปริยัติเพียงอย่างเดียวพ้นทุกข์ไม่ได้ ปัจจัยชี้ขาดโดยแท้จริงอยู่ที่การปฏิบัติ
ทางจิต

11

เขา้ สูส่ งฆฝ์ า่ ยวิปสั สนาธรุ ะ

เม่ือหลวงปู่ประสบความส�ำเร็จในการเล่าเรียนด้านปริยัติในระดับหน่ึงแล้ว
สงิ่ ทยี่ งั คงคา้ งคาในใจของทา่ นในขณะนน้ั กค็ อื ความตอ้ งการทจ่ี ะเปลย่ี นจากนกิ ายเดมิ
มาเป็น ธรรมยุตกิ นกิ าย หรือ ฝ่ายวิปัสสนาธรุ ะ

(คณะสงฆไ์ ดแ้ บง่ ลกั ษณะการบรหิ ารออกเปน็ ๒ ฝา่ ย คอื ฝา่ ย คนั ถธรุ ะ ซงึ่ เปน็
มหานิกาย กบั ฝ่าย วปิ ัสสนาธุระ ซ่งึ เป็น ธรรมยตุ ิกนิกาย ท้งั ๒ ฝา่ ยปฏิบัติธรรม
เพอ่ื ความสำ� เรจ็ ในเป้าหมายเดยี วกัน แต่ฝ่ายมหานกิ ายเน้นทางสรา้ งฐานพระศาสนา
คือสอนคนทั่วไป สว่ นฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เนน้ การฝึกตนเองไปสู่ความหลดุ พ้น)

แม้หลวงปู่จะมีความต้องการญัตติใหม่อย่างยิ่งก็ตาม แต่หาได้ด�ำเนินไปด้วย
ความราบรน่ื ทง้ั นม้ี ใิ ชว่ า่ หลวงปขู่ องเราจะออ่ นดอ้ ยไมเ่ หมาะสม หากแตพ่ ระเถระผใู้ หญ่
มสี ายตายาวไกลมากกวา่ กลา่ วคอื พระธรรมปาโมกข์ (อว้ น ตสิ โฺ ส) เจา้ คณะมณฑล
ในขณะนน้ั เห็นวา่ “อยากให้ทา่ นเล่าเรียนไปก่อน ไม่ตอ้ งญัตต”ิ

พระคุณเจ้าได้ชี้แจงเหตุผลว่า “เน่ืองจากทางคณะสงฆ์ธรรมยุตมีนโยบายจะ
ให้ท่านกลับไปพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมที่จังหวัดสุรินทร์บ้านเดิมของท่าน
ให้เจริญรุ่งเรอื ง ถ้าหากญัตติแลว้ เมื่อท่านกลับไปสุรนิ ทร์ ทา่ นจะตอ้ งอยู่โดดเดี่ยว
เนื่องจากไม่มวี ดั ฝา่ ยธรรมยตุ ท่จี งั หวดั สรุ นิ ทรเ์ ลย”

12

สำ� หรับ พระธรรมปาโมกข์ องคน์ ้ีก็คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ในเวลาตอ่ มา
นน่ั เอง ทา่ นเปน็ อาจารยผ์ แู้ รกเรม่ิ สอนพระปรยิ ตั ธิ รรมในภาคอสี าน โดยเปดิ สำ� นกั เรยี น
อบุ ลวทิ ยาคม ณ วดั สปุ ฏั นาราม ในเมอื งอบุ ลราชธานี ทำ� ใหก้ ารศกึ ษาภาษาบาลแี ละ
ธรรมไดแ้ พรก่ ระจายไปทว่ั มณฑลอีสานเปน็ ลำ� ดับมา

แม้พระผู้ใหญ่ที่ทัดทานการญัตติของหลวงปู่ดูลย์จะเปี่ยมด้วยเจตนาอันดี แต่
หลวงปมู่ ไิ ดม้ คี วามประสงคจ์ ะกลบั ไปสอนพระปรยิ ตั ธิ รรมทจ่ี งั หวดั สรุ นิ ทร์ แทจ้ รงิ แลว้
หลวงปตู่ ้องการเป็นพระนักปฏิบัติ ดงั นั้น ความเพียรในการขอญัตตจิ งึ ด�ำเนนิ ต่อไป

จะสงั เกตไดว้ า่ การดำ� รงและการดำ� เนนิ กจิ กรรมตา่ งๆ ของหลวงปู่ มกั จะเรม่ิ ตน้
ดว้ ยการมอี ปุ สรรคเสมอ และสดุ ทา้ ยกส็ ำ� เรจ็ ลงไดด้ ว้ ยความพยายามและความตง้ั ใจ
จรงิ ของท่าน ซ่งึ การญัตตใิ นครัง้ นี้กเ็ ชน่ กนั

เหตุการณต์ ่อมา ซึง่ จะนับวา่ เป็นโชคของหลวงปูก่ ็วา่ ได้ ท่ที ่านไดม้ ีโอกาสรูจ้ กั
คุ้นเคยกบั หลวงปู่สงิ ห์ ขนฺตยาคโม ซ่งึ ทา่ นรบั ราชการครู ท�ำหนา้ ที่สอนฆราวาส
ทั้งทีย่ ังเปน็ พระสงฆอ์ ยทู่ ีว่ ัดสุทศั นาราม จังหวดั อุบลราชธานี

หลวงปสู่ ิงห์ และหลวงปู่ดลู ย์ มอี ายรุ ุ่นราวคราวเดียวกนั แตห่ ลวงปู่ดลู ย์ออ่ น
พรรษากว่า หลวงปู่ท้ังสององค์มีความสนิทสนมกันมากขึ้นเป็นล�ำดับ หลวงปู่สิงห์
เห็นปฏิปทาในการศึกษาเล่าเรียน พร้อมท้ังการประพฤติปฏิบัติกิจในพระศาสนา
ของหลวงปู่ดูลย์ว่าเป็นไปด้วยความตั้งใจจริง จึงได้รับภาระในเรื่องการขอญัตติ
จนกระท่งั ประสบผลสำ� เร็จ

ดงั นน้ั ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ขณะมีอายุ ๓๐ ปี หลวงปจู่ งึ ไดญ้ ตั ติจากนกิ ายเดิม
มาอปุ สมบทเปน็ พระภิกษใุ นธรรมยุตกิ นกิ าย ณ พัทธสีมาวัดสทุ ศั นาราม จังหวัด
อบุ ลราชธานี โดยมี พระมหารัฐ เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ และ พระศาสนดลิ ก (เสน)
เจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม นบั เปน็ กลั ยาณมิตรอันยอดเยี่ยมของหลวงปู่

13

กล่าวในทางประวัติความเป็นมา หลวงปู่สิงห์ เป็นพระภิกษุท่ีสอนหนังสือให้
ฆราวาส ภายหลงั ทที่ า่ นไดก้ ราบนมสั การ หลวงปมู่ น่ั พระอาจารยใ์ หญ่ เปน็ ลำ� ดบั มา
ภายในหว้ งนกึ คดิ ของทา่ นกเ็ รม่ิ แปรเปลยี่ น เนอ่ื งจากคำ� ชกั ชวนของพระอาจารยใ์ หญ่
ดงั กกึ กอ้ งในโสตประสาทเสมอ

“การบวชเปน็ พระภกิ ษสุ งฆจ์ ะตอ้ งปฏบิ ตั กิ รรมฐาน คือ พิจารณาตจปัญจก-
กมั มัฏฐาน เปน็ เบอ้ื งแรก เพราะเปน็ หนทางพ้นทกุ ข์ไดอ้ ย่างแท้จรงิ ”

กลา่ วกนั วา่ จากการฝกึ ปฏบิ ตั ภิ าวนาตามคำ� แนะนำ� ของหลวงปมู่ น่ั อยา่ งเอาจรงิ
หลวงปู่สิงห์ถึงกับมองเห็นศิษย์อันเป็นฆราวาสทั้งชายหญิงกลายเป็นโครงกระดูก
น้อยใหญ่ นั่งเรียนและเคลื่อนไหวก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก อยู่ในช้ันเรียนที่ท่านก�ำลัง
สอนอยู่ พอวันรุ่งขึ้น ท่านกส็ ะพายกลดธดุ งค์ออกบำ� เพ็ญเพยี รตามป่าเขาลำ� เนาไพร
ตั้งแต่นนั้ มา

หลวงปสู่ งิ ห์ได้รับสมญาวา่ เปน็ แมท่ ัพใหญแ่ หง่ กองทัพธรรม นนั่ คอื ทา่ นไดร้ บั
มอบหมายภาระจากหลวงปู่มั่นให้น�ำพระภิกษุสงฆ์สายพระกัมมัฏฐานออกเผยแผ่
ธรรมะในแนวทางปฏิบัติ จนกระท่ังแพรห่ ลายมาจนทกุ วนั นี้

ช่วงหลังสดุ หลวงปูส่ งิ ห์ ไดม้ าสรา้ ง วดั ปา่ สาลวนั ทจ่ี งั หวัดนครราชสีมา และ
พ�ำนักอยู่ทวี่ ดั แหง่ น้ีจนวาระสดุ ทา้ ยในชวี ิตของทา่ น

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม นับเป็นกัลยาณมิตรอันยอดเย่ียมของหลวงปู่ดูลย์
นอกจากรบั เปน็ ภาระชว่ ยใหห้ ลวงปไู่ ดญ้ ตั ตอิ ยใู่ นฝา่ ยธรรมยตุ แลว้ ตอ่ มาไดน้ ำ� พาให้
หลวงปเู่ ขา้ เป็นศิษย์ หลวงปมู่ ่นั ภูรทิ ตโฺ ต พระอาจารยใ์ หญ่ฝา่ ยวปิ สั สนากัมมัฏฐาน
อกี ดว้ ย นบั เปน็ คณุ ูปการใหญ่หลวงยงิ่ ในชีวิตของหลวงป่ดู ูลย์ อตโุ ล ของเรา

14

เขา้ เป็นศิษยห์ ลวงปู่มั่น ภรู ทิ ตฺโต

เมื่อหลวงปู่ญัตติเข้าเป็นสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตแล้ว ท่านก็มีสิทธ์ิเป็นพระอยู่ใน
วดั สทุ ศั นารามไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ มใิ ชอ่ ยเู่ ยย่ี งพระอาคนั ตกุ ะเหมอื นเมอ่ื กอ่ น กจิ กรรม
การเรียนด้านปริยัติของท่านยังคงด�ำเนินต่อไป เพียงแต่เม่ือเข้ามาอยู่ใต้ชายคาแห่ง
สายวิปัสสนาธุระแล้ว ข้อวัตรปฏิบตั ิก็มีความเคร่งครดั รัดกมุ มากขึ้น ทำ� ใหท้ ่านมีใจ
ใฝศ่ ึกษาโดยเน้นการปฏบิ ัตธิ รรมเป็นอย่างยง่ิ

ในชว่ งระหวา่ งทศวรรษ ๒๔๖๐ นนั้ ไมเ่ พยี งแตส่ มเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ โฺ ส)
เทา่ นน้ั ทที่ รงบทบาทเปน็ อยา่ งสงู ดา้ นพระพทุ ธศาสนาในภาคอสี าน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
ในจังหวัดอุบลราชธานี อีกท่านหน่ึงที่ได้รับความเคารพรักและศรัทธาเป็นอย่างสูง
กค็ อื หลวงปู่มน่ั ภรู ทิ ตโฺ ต พระอาจารยใ์ หญ่สายพระกรรมฐาน

เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงป่มู ัน่ เดนิ ทางจาก วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ มาพ�ำนกั
ท่ีวัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นข่าวใหญ่แพร่กระจายไปในหมู่สงฆ์และ
ประชาชนท่ัวไป ท�ำให้บรรดาพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านร้านตลาดท้ังปวงพากัน
แตกตื่นหล่ังไหลไปฟังธรรมเทศนาของหลวงปู่มั่นกันเป็นโกลาหล หลวงปู่สิงห์
ได้ชักชวนหลวงปู่ดูลย์ไปกราบเพื่อฟังเทศน์และศึกษาธรรมะจากพระอาจารย์ใหญ่
ที่วดั บูรพา เช่นเดยี วกับคนอ่นื ๆ

15

พระอาจารย์ใหญ่กล่าวเม่ือพบหน้าหลวงปู่สิงห์ว่า “เราได้รอเธอมานานแล้ว
อยากจะพบและชักชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน” พระอาจารย์ใหญ่ม่ันได้กล่าวใน
ตอนน้ันอีกว่า “การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จักต้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือพิจารณา
ตจปญั จกกมั มฏั ฐานเปน็ เบอื้ งแรก เพราะเปน็ หนทางพน้ ทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ ” จากนนั้
หลวงป่สู งิ ห์ กับ หลวงปดู่ ูลย์ ก็ถวายตวั เปน็ ศิษยข์ องหลวงปมู่ ่ันตลอดมา

หลวงปทู่ ง้ั สององคพ์ ากนั ไปฟงั เทศนจ์ ากพระอาจารยใ์ หญเ่ ปน็ ประจำ� ไมเ่ คยขาด
แมส้ ักครัง้ เดยี ว นอกจากจะไดฟ้ ังธรรมะแปลกๆ ที่สมบรู ณด์ ว้ ยอรรถและพยญั ชนะ
มคี วามลกึ ซงึ้ รดั กมุ และกวา้ งขวางเปน็ ทน่ี า่ อศั จรรยแ์ ลว้ ยงั มโี อกาสเฝา้ สงั เกตปฏปิ ทา
ของท่านพระอาจารยใ์ หญท่ ีง่ ดงามเพียบพร้อมน่าเลือ่ มใสทกุ อิริยาบถอกี ดว้ ย ท�ำให้
เกดิ ความซาบซง้ึ ถงึ ใจ แตล่ ะคำ� พดู มนี ยั แปลกดี ไมเ่ คยไดย้ นิ ไดฟ้ งั จากทไ่ี หนมากอ่ น
จงึ ทำ� ใหห้ ลวงปทู่ งั้ สององคเ์ พมิ่ ความสนใจใครป่ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ างธดุ งคกมั มฏั ฐานใหม้ าก
ยิ่งๆ ข้นึ ไป

การศกึ ษาเลา่ เรยี นดา้ นพระปรยิ ตั ธิ รรมของหลวงปดู่ ลู ยม์ คี วามกา้ วหนา้ ตามลำ� ดบั
ทา่ นได้พิจารณาตามขอ้ ธรรมเหล่าน้นั จนแตกฉานชำ่� ชองพอสมควร และไดพ้ จิ ารณา
เห็นวา่ การเรยี นพระปริยัตธิ รรมอย่างเดยี วนั้น เป็นแต่เพยี งการจำ� หวั ข้อธรรมะได้
เทา่ น้นั ส่วนการปฏบิ ัติให้เกิดผลและร้รู สพระธรรมอยา่ งซาบซ้ึงนัน้ เป็นอีกเรอ่ื งหน่งึ
ต่างหาก

หลวงปบู่ งั เกดิ ความโนม้ เอยี งไปในทางปฏบิ ตั ิ คอื ธดุ งคกมั มฏั ฐานอยา่ งแนว่ แน่
จึงได้ตัดสินใจที่จะออกธุดงคกัมมัฏฐานในฤดูหลังออกพรรษาน้ันอย่างแน่นอน
เปน็ เหตใุ หก้ ารเรยี นทางปรยิ ัตธิ รรมในห้องเรียนของท่านเปน็ อนั สิน้ สดุ ลง ต่อไปคอื
การเขา้ ส่หู อ้ งเรียนทีเ่ ป็นธรรมชาตอิ ันกว้างใหญไ่ พศาล ประกอบทงั้ ดินฟา้ มหาสมทุ ร
รวมทงั้ การเสาะแสวงหาตวั เองในโลกภมู นิ อ้ี นั กวา้ งไกลสดุ แสนเหลอื ทจี่ ะประมาณได้

16

ออกธุดงค์

การบวชของหลวงปู่ดูลย์น้ัน ความจริงท่านมิได้มีเจตนาที่จะรุ่งโรจน์ทางด้าน
ปริยัติธรรม หรือด้านการปกครอง ถึงแม้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
ต้ังความหวังว่าจะให้หลวงปู่เป็นผู้น�ำในการเผยแผ่และปกครองเสมือนเป็นหูเป็นตา
แทนท่านในเขตเมืองสุรินทร์ก็ตาม แต่เนื้อแท้และความปรารถนาอย่างแท้จริงของ
หลวงปู่ คอื การออกปฏบิ ตั ปิ รารภความเพยี รในความวเิ วกตา่ งหาก เปน็ ความตอ้ งการ
ที่เคยมาดหมายไว้เม่ือแรกบวชที่จังหวัดสุรินทร์ และที่อุตส่าห์รอนแรมมาจังหวัด
อบุ ลราชธานี ก็เพอ่ื การนี้

ดว้ ยความตง้ั ใจของทา่ น เมอื่ หลวงปสู่ งิ หอ์ อกปากชวนใหอ้ อกจารกิ ธดุ งคไ์ ปตาม
ปา่ เขาแห่งภาคอสี าน จึงสอดรบั กับความตอ้ งการของหลวงปอู่ ยา่ งดียิง่

ครนั้ ออกพรรษาแลว้ เมอื่ ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๑ นน้ั เอง หลวงปมู่ นั่ พระอาจารยใ์ หญ่
กอ็ อกธดุ งคอ์ กี หลวงปทู่ ง้ั สองสหายคอื หลวงปสู่ งิ หแ์ ละหลวงปดู่ ลู ย์ กต็ ดั สนิ ใจเดด็ ขาด
สละละทง้ิ การเรยี นการสอน ออกจารกิ ธดุ งคต์ ดิ ตามพระปรมาจารยผ์ ยู้ งิ่ ใหญไ่ ปทกุ หน
ทุกแหง่ จนตลอดฤดกู าลนอกพรรษานั้น

ตามธรรมเนยี มธดุ งคกมั มฏั ฐานของพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ นน้ั มอี ยวู่ า่ เมอื่ ถงึ กาล
เขา้ พรรษา ไมใ่ หจ้ ำ� พรรษารวมกนั มากเกนิ ไป ใหแ้ ยกยา้ ยกนั ไปจำ� พรรษาตามสถานที่
อันวเิ วก ไมว่ ่าจะเป็นวดั เป็นปา่ เปน็ เขา โคนไม้ ลอมฟาง เรือนวา่ ง หรืออะไร
ตามอัธยาศยั ของแตล่ ะบคุ คลแตล่ ะคณะ

17

ขณะเดยี วกนั เมอ่ื ออกพรรษาแลว้ กจ็ ะถงึ วาระแหง่ การประชมุ กนั หากทราบขา่ ววา่
พระอาจารยใ์ หญม่ น่ั อยู่ ณ ที่ใด ก็จะพากนั ไปจากทกุ ทศิ ทางม่งุ ตรงไปยงั ณ ท่นี น้ั
ความประสงค์ก็เพ่ือเรียนพระกัมมัฏฐาน และเล่าแจ้งถึงผลของการประพฤติปฏิบัติ
ทผี่ า่ นมา เมอื่ มอี นั ใดผดิ พระอาจารยใ์ หญก่ จ็ ะชว่ ยแนะนำ� แกไ้ ข อนั ใดถกู ตอ้ งดแี ลว้
ทา่ นจะไดแ้ นะนำ� ขอ้ กัมมฏั ฐานใหย้ ่ิงๆ ขนึ้ ไป

ในปแี รกทรี่ ว่ มออกธุดงค์ติดตามพระอาจารยใ์ หญม่ ่ันนี้ หลวงปบู่ อกวา่ ยงั ไมม่ ี
อะไรมาก เพยี งแต่เป็นการฝกึ การใช้ชีวิตแบบพระป่า และใช้หลักความรูใ้ นการฝึก
ปฏบิ ตั เิ บ้อื งต้น เป็นการสรา้ งฐานความรู้ใหม้ ่นั คง สำ� หรบั ผู้ทม่ี ีความตั้งใจจรงิ อย่าง
หลวงปแู่ ลว้ ทา่ นไมป่ ลอ่ ยเวลาใหล้ ว่ งไปโดยเปลา่ ประโยชน์ ทา่ นไดเ้ รง่ การฝกึ ปฏบิ ตั ิ
ความเพียรอยา่ งเครง่ ครัด โดยมฉี ันทะ คือความเชื่อมน่ั และศรทั ธาในความสำ� เร็จ
ทห่ี วังวา่ จะต้องเกดิ ขึน้ ในตวั ทา่ นอยา่ งแนน่ อน

จากการได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์ใหญ่ ตลอดการออกธุดงค์
ในช่วงนี้ ท�ำให้หลวงปู่เกิดความเล่ือมใสในแนวทางธุดงคกัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง
เมอ่ื ใกลฤ้ ดกู าลเขา้ พรรษาในปนี นั้ (พ.ศ. ๒๔๖๒) คณะของหลวงปู่ ซง่ึ นำ� โดยหลวงปสู่ งิ ห์
กแ็ ยกยา้ ยจากพระอาจารยใ์ หญ่ พาหมคู่ ณะแสวงหาทส่ี งบวเิ วกเพอื่ บำ� เพญ็ เพยี รในชว่ ง
เขา้ พรรษาต่อไป

18

เหนอื ความตาย

คณะท่ีนำ� โดยหลวงปูส่ งิ ห์ ขนตฺ ยาคโม ก็มี พระอาจารย์บุญ พระอาจารยส์ ีทา
พระอาจารยห์ นู และหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล รวม ๕ องค์ เมอ่ื แยกทางจากพระอาจารยใ์ หญ่
ม่ัน ภรู ทิ ตฺโต แล้ว ก็เดนิ ธดุ งค์เลียบเทือกเขาภพู านไปเรื่อยๆ เมือ่ ถึงปา่ ทา่ คนั โท
อำ� เภอทา่ คนั โท จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ไดพ้ จิ ารณาเหน็ วา่ สภาพปา่ แถวนนั้ มคี วามเหมาะสม
ทจี่ ะอยจู่ ำ� พรรษา จงึ ไดส้ มมตขิ น้ึ เปน็ เสนาสนะปา่ ทา่ คนั โท แลว้ ทงั้ ๕ องค์ กอ็ ธษิ ฐาน
อยู่จ�ำพรรษา ณ สถานทนี่ ัน้ เมือ่ พจิ ารณาท่จี ำ� พรรษาเป็นทเี่ รียบร้อยแล้ว ทกุ องค์
กต็ ง้ั สจั จะปรารภความเพยี รอย่างอุกฤษฏ์ ดำ� เนนิ ขอ้ วตั รปฏิบัติตามค�ำอบรมสัง่ สอน
ของพระอาจารย์ใหญ่อย่างสุดชีวิต

ปา่ ทา่ คนั โท แถบเทอื กเขาภพู าน ในสมยั นนั้ ยงั รกชฏั อดุ มไปดว้ ยสตั วป์ า่ นานาชนดิ
ท่ีร้ายกาจกค็ ือ มีไข้ป่าชุกชุม ชาวบา้ นเรียกวา่ “ไข้หนาว” ใครก็ตามท่ีเปน็ จะมอี าการ
หนาวสน่ั เหมือนมีคนจบั กระดกู เขยา่ ใหโ้ ยกคลอนไปทัง้ กาย ปรากฏว่าพระทกุ องค์
ยกเว้นพระอาจารย์หนูเพียงองค์เดียวที่ไม่ถูกพิษไข้หนาวเล่นงานเอา นอกนั้นต่าง
ลม้ เจ็บไดร้ ับความทกุ ข์ทรมานอยา่ งแสนสาหสั ด้วยกนั ท้ังสิ้น

ในท่ามกลางปา่ ทึบดงเถ่อื นเชน่ น้ัน หยูกยาอะไรก็ไมม่ ี ได้แต่เยยี วยาช่วยกัน
รักษากันไปตามมีตามเกดิ ในกลางพรรษา พระสหธรรมิกรูปหนึ่งก็ถึงแก่มรณภาพ
ไปต่อหน้าต่อตา ยังความสลดสังเวชให้กับหมู่เพื่อนเป็นอย่างย่ิง อย่างไรก็ตาม
ความตายมอิ าจทำ� ใหเ้ กดิ ความหวนั่ ไหวรวนเรในหมพู่ ระนกั ปฏบิ ตั ทิ ง้ั ๔ รปู ทเ่ี หลอื อยู่

19

เมอ่ื จดั การฝงั สรรี ะของพระสหธรรมกิ แลว้ ตา่ งองคต์ า่ งกร็ บี เรง่ ความเพยี รหนกั
ยงิ่ ขน้ึ เสมอื นหนง่ึ จะชว่ งชงิ ชยั ชนะเหนอื ความตายทร่ี กุ คบื เขา้ มา เบอ้ื งหนา้ คอื ความตาย
เบอ้ื งหนา้ คอื ความยากลำ� บาก เบอื้ งหนา้ คอื การจากพระสหธรรมกิ ทรี่ ว่ มเสน้ ทางกนั มา
นบั เป็นบททดสอบอนั เดด็ ขาดย่งิ ที่ตอ้ งเผชญิ เปน็ ครัง้ แรกในชวี ิตธดุ งค์ของหลวงปู่

สำ� หรบั หลวงปดู่ ลู ย์ เมอื่ ตอ้ งประสบชะตากรรมเชน่ น้ี กไ็ ดอ้ าศยั ความสำ� เหนยี กรู้
เผชญิ กับความตายอย่างเยือกเยน็ ความเปน็ จริงท่เี ห็นและเป็นอย่กู ็คอื การเผชิญกบั
โรคาพยาธิ ขณะทีห่ ยูกยาขาดแคลนอย่างนา่ ใจหาย หลวงปู่เกดิ ความคิดข้นึ ในใจว่า
สิ่งที่จะพึ่งได้ในยามน้ีก็มีแต่อ�ำนาจพุทธคุณเท่าน้ัน แม้ท่านจะได้รับพิษไข้อย่าง
แสนสาหสั ดว้ ยใจอดทนและมุง่ มัน่ ทา่ นได้รำ� ลึกถึงพระพทุ ธคณุ แล้วต้ังสัจวาจา
อยา่ งแมน่ มน่ั วา่ “ถงึ อยา่ งไร ตวั เราคงไมพ่ น้ เงอ้ื มมอื แหง่ ความตายในพรรษานแ้ี นแ่ ลว้
แม้เราจักตาย กจ็ งตายในสมาธภิ าวนาเถดิ ” จากนนั้ หลวงป่กู เ็ รม่ิ ปรารภความเพยี ร
ตง้ั สตใิ หส้ มบรู ณเ์ ฉพาะหนา้ ธำ� รงจติ ใหอ้ ยใู่ นสมาธอิ ยา่ งมนั่ คงทกุ อริ ยิ าบถ พรอ้ มทง้ั
พิจารณาความตาย คือใช้มรณสติกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์ โดยมิได้ย่อท้อพร่ันพรึง
ตอ่ มรณภยั ทกี่ ำ� ลงั จะคกุ คามมาถงึ ตวั ในไมช่ า้ นเี้ ลย เมอื่ ไมห่ วาดหวน่ั ตอ่ ความตายแลว้
ความตายจะมบี ทบาทและความหมายอะไรอีกเล่า

20

แยกจติ ออกจากกิเลส

ณ ป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธ์ุ นี้เอง แม้จะเป็นพรรษาแรกของการปฏิบตั ิ
กมั มฏั ฐานกต็ าม แตด่ ว้ ยความพยายามและดว้ ยปณธิ านอนั แนว่ แนไ่ มล่ ดละ ผลแหง่
การปฏบิ ตั กิ เ็ รม่ิ บงั เกดิ ขนึ้ อยา่ งเตม็ ภาคภมู ิ กลา่ วคอื ในระหวา่ งทนี่ ง่ั ภาวนาซงึ่ เรมิ่ ตงั้ แต่
หวั คำ่� ไปจนถงึ ดกึ สงดั จติ ของทา่ นคอ่ ยๆ หยงั่ ลงสคู่ วามสงบ เกดิ ความปตี ชิ มุ่ เยน็ แลว้
เกดิ นมิ ติ ทชี่ ดั เจน คอื ไดเ้ หน็ องคพ์ ระพทุ ธรปู ปรากฏขนึ้ ในตวั ทา่ นสวมทบั รา่ งของทา่ น
ได้สดั สว่ นพอดี จนดูประหนงึ่ ว่าท่านเองเป็นพระพุทธรูปองคห์ น่งึ

ท่านพยายามพิจารณารูปนิมิตนั้นต่อไปอีก ก็จะเห็นเป็นอย่างน้ันอยู่ตลอด
แม้กระท่ังออกจากสมาธิแล้ว รูปนิมิตน้ันก็ยังเห็นติดตาอยู่อย่างน้ัน จนกระทั่งเช้า
ได้ออกบิณฑบาตสู่ละแวกบ้านของชาวบ้านแถบน้ัน นิมิตก็ยังปรากฏอยู่เช่นน้ัน
ทา่ นสงั เกตดูนิมิตนั้นไปเรอื่ ยๆ โดยไม่ได้ปริปากบอกใครเลย ขณะเดินทางกลับจาก
บณิ ฑบาต กอ่ นทร่ี ปู นมิ ติ นน้ั จะหายไป หลวงปไู่ ดพ้ จิ ารณาถงึ ตวั ทา่ นเอง กป็ รากฏเหน็
กระดูกทุกสัดส่วนอย่างชัดเจน ด้านนอกมีเน้ือและหนังหุ้มพันเอาไว้ เม่ือเพ่ง
พจิ ารณาตอ่ กเ็ หน็ วา่ กระดกู และเนอ้ื หนงั เหลา่ นนั้ ลว้ นแตป่ ระกอบดว้ ยธาตทุ งั้ ๔ คอื
ดิน น�ำ้ ลม ไฟ นน่ั เอง

เมอื่ พจิ ารณาเหน็ อยา่ งนน้ั ทา่ นเกดิ ความรสู้ กึ ไมอ่ ยากฉนั อาหารในวนั นน้ั แตร่ สู้ กึ
อิ่มเอบิ จากการทีจ่ ติ เปน็ สมาธิ จงึ ท�ำความเพียรต่อไป ก็ปรากฏว่ารูปนมิ ิตน้ันหายไป

21

พอออกจากสมาธแิ ลว้ ปรากฏวา่ ฤทธไิ์ ขท้ ที่ า่ นเปน็ อยกู่ ห็ ายไปสนิ้ เหมอื นถกู ปลดิ ทง้ิ ไป
ต้งั แต่นน้ั น่คี ือความมหัศจรรย์

หลวงปูเ่ รง่ กระท�ำความเพียรต่อไปอกี โดยเดนิ จงกรมบ้าง นัง่ สมาธิบ้าง สลบั
กันไปตลอดท้ังวันทั้งคืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยอาศัยความอ่ิมเอิบแห่งจิต
ที่เป็นสมาธิ

เมื่อจิตสงบได้ที่ พลันก็บังเกิดแสงแห่งพระธรรมปรากฏแก่จิตของท่านอย่าง
แจม่ แจ้ง จนกระท่ังทา่ นสามารถแยกจติ กบั กเิ ลสออกจากกันได้

รู้ไดช้ ดั เจนว่า อะไรคือจิต และอะไรคอื กิเลส
จิตปรงุ กิเลส หรอื กิเลสปรุงจิต
และเขา้ ใจสภาพเดมิ ของจติ ทแี่ ท้จรงิ ได้
ย่งิ ไปกว่านัน้ ทา่ นยังร้ไู ดอ้ ยา่ งแจม่ แจ้งดว้ ยว่า กเิ ลสสว่ นไหนละไดแ้ ลว้ และ
ส่วนไหนบ้างท่ียงั ละไม่ได้
ในครั้งนั้น หลวงปู่ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง นอกจากบอกหลวงปู่สิงห์ให้ทราบ
เพียงวา่ จิตของทา่ นเปน็ สมาธเิ ท่านน้ั ซึง่ หลวงปู่สงิ ห์ก็ชมวา่ “ทา่ นมาถกู ทางแล้ว และ
อนโุ มทนาสาธดุ ว้ ย” หลวงปรู่ สู้ กึ บงั เกดิ ความแจม่ แจง้ ในตนอยา่ งไมเ่ คยปรากฏมากอ่ น
รอใหถ้ งึ เวลาออกพรรษา จะไดไ้ ปกราบเรยี นใหพ้ ระอาจารยใ์ หญท่ ราบและขอคำ� แนะนำ�
ในการปฏิบัตขิ ้นั ตอ่ ไป

22

กราบนมสั การหลวงปู่ม่นั

กาลเวลาท่ีรอคอยได้มาถึง เม่ือออกพรรษาในปีนั้นซึ่งเป็นปี พ.ศ. ๒๔๖๒
พระทจ่ี ำ� พรรษา ณ เสนาสนะปา่ ทา่ คนั โท กาฬสนิ ธ์ุ ตา่ งกแ็ ยกยา้ ยกนั เดนิ ธดุ งคต์ อ่ ไป
เพ่ือค้นหาพระอาจารยใ์ หญ่ คือ หลวงปู่มนั่ ภูรทิ ตโฺ ต หลวงป่ดู ลู ย์ร่วมเดนิ ธดุ งค์
ไปกบั หลวงปสู่ งิ ห์ แลว้ ต่อมาก็แยกทางกนั ตา่ งองค์ตา่ งกม็ ุง่ ตามหาพระอาจารย์ใหญ่
ตามประสงค์

หลวงปู่ออกจาริกตามล�ำพังมาถึงหนองหาร จังหวัดสกลนคร แวะไปพ�ำนักที่
เกาะเกต อนั ถอื กนั ในหมพู่ ระธดุ งคว์ า่ เปน็ แดนแหง่ ความขลงั และอาถรรพแ์ รง ชาวบา้ น
ในแถบนนั้ ตา่ งก็เกรงกลวั ไม่กล้าเข้าไป และกข็ อรอ้ งไมใ่ หห้ ลวงปู่เข้าไป เกรงท่านจะ
ไมป่ ลอดภยั แตห่ ลวงปขู่ องเรากลบั เหน็ วา่ สถานทแ่ี หง่ นน้ั เหมาะสมทจี่ ะบำ� เพญ็ ภาวนา
เพราะเป็นท่ีสงบสงัด ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปรบกวน เหมาะสมย่ิงนักที่จะตรวจสอบ
ความแขง็ แกร่งของจิต

หลวงปพู่ ำ� นกั ณ สถานทแี่ หง่ นน้ั หลายวนั แลว้ จงึ เดนิ ทางตอ่ ไปจนถงึ บา้ นตาลเนง้ิ
อำ� เภอสว่างแดนดนิ สกลนคร สอบถามชาวบ้านได้ความว่ามพี ระธดุ งคจ์ �ำนวนมาก
ชมุ นมุ ในป่าใกลๆ้ หม่บู ้านนัน่ เอง หลวงปู่รู้สกึ ยนิ ดอี ย่างมาก คดิ วา่ คงจะเป็นพระ
อาจารย์ใหญม่ ั่นอยา่ งแนน่ อน

23

หลวงปู่รบี รดุ ไปสถานที่แหง่ นัน้ และพบว่าเปน็ ความจริง เหน็ หลวงปสู่ งิ ห์และ
พระรปู อนื่ ๆ นงั่ ดว้ ยอาการสงบแวดลอ้ มพระอาจารยใ์ หญอ่ ยู่ พระอาจารยใ์ หญห่ นั มา
ทางหลวงปู่ แลว้ บอกแกค่ ณะว่า “โนน่ ๆ ท่านดูลยม์ าแลว้ ทา่ นดูลย์มาแล้ว” หลวงปู่
มีความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับร�ำพันในใจว่า “ด้วยอ�ำนาจพระพุทธคุณ
ประสงค์อย่างไรกส็ ำ� เรจ็ อยา่ งน้นั ”

หลวงปู่เข้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
ได้สนทนาธรรมกันอยู่นานพอสมควร โดยพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้สอบถามและ
หลวงปดู่ ลู ยเ์ ปน็ ผกู้ ราบเรยี น ถงึ ตอนหนง่ึ หลวงปดู่ ลู ยก์ ราบเรยี นพระอาจารยใ์ หญว่ า่
“เดี๋ยวนี้กระผมเข้าใจแล้ว กระผมได้ท�ำความรู้จักกับกิเลสของกระผมได้ดีแล้วคือ
ถา้ รวมกนั ทงั้ หมดแลว้ แบง่ เปน็ ๔ สว่ น สว่ นทห่ี นง่ึ กระผมละไดเ้ ดด็ ขาดแลว้ สว่ นทสี่ อง
กระผมละไดค้ รงึ่ หนง่ึ และสว่ นทสี่ ามกบั สว่ นทส่ี ่ี กระผมยงั ละไมไ่ ดข้ อรบั ” เมอ่ื ไดย้ นิ
ดงั นน้ั พระอาจารยใ์ หญจ่ งึ เอย่ วา่ “เกง่ มาก ฉลาดมาก ทสี่ ามารถรจู้ กั กเิ ลสของตนเอง
และการปฏิบตั ทิ ผ่ี ่านมาทเี่ ล่าบอกนนั้ กเ็ ป็นการถกู ต้องดีแล้ว”

จากบทสนทนานแ้ี สดงใหเ้ หน็ วา่ การบำ� เพญ็ เพยี รตามแนวคำ� สอนของพระพทุ ธองค์
ก็คอื การคน้ หาความจริงของตนเอง เปน็ การมองลึกลงไปในสภาพตัวตนทเ่ี ป็นจรงิ
ของตน และอกี ประการหนง่ึ เปน็ การค้นหาสภาพความเปน็ จริงแหง่ กองทุกข์ นนั่ คือ
กเิ ลส เพราะหากไมร่ จู้ กั ตนเอง และไมร่ จู้ กั กเิ ลส กไ็ มร่ จู้ กั กองทกุ ข์ เมอ่ื ไมร่ จู้ กั กองทกุ ข์
ก็ไม่สามารถดับทุกข์ให้หมดส้ินไปได้ เปา้ หมายสูงสุดคือสามารถดับทุกข์อย่างชนิด
ไม่มีเหลืออยเู่ ลย

พระอาจารยใ์ หญแ่ ละหลวงปดู่ ลู ยไ์ ดส้ นทนาธรรมกนั อยา่ งจรงิ จงั แลว้ พระอาจารย์
ก็ฝากกระแสธรรมเบื้องละเอียดลึกซ้ึงให้หลวงปู่ไปพิจารณาซึ่งความเป็นอนิจจัง
ของสังขาร และภาวะแห่งการแปรเปลี่ยนโดยเร่ิมจากกายและสังขารแห่งตน โดย
พระอาจารย์ใหญ่ได้บอกเป็นค�ำบาลีเป็นการบ้านให้หลวงปู่น�ำไปพิจารณาว่า
“สพเฺ พ สงขฺ ารา สพพฺ สญฺ า อนตตฺ า” นค่ี อื การบา้ นทพี่ ระอาจารยใ์ หญม่ อบใหห้ ลวงปู่
ก่อนการอ�ำลาในครัง้ น้ัน

24

เปน็ ทกุ ข์เพราะความคดิ

หลังจากหลวงปู่ดูลย์ได้รับค�ำแนะน�ำพร้อมท้ังรับการบ้านจากพระอาจารย์ใหญ่
แลว้ จงึ ไดก้ ราบลาและปลกี ตัวไปบำ� เพญ็ ภาวนาตามลำ� พัง หลวงปนู่ ั่งเขา้ ท่ีทำ� สมาธิ
ประเด๋ียวเดียวจิตก็สงบ แล้วยกหัวข้อธรรมซ่ึงเป็นการบ้านท่ีว่า สพฺเพ สงฺขารา
สพพฺ สญญฺ า อนตตฺ า ขน้ึ พจิ ารณา เพยี งชวั่ ประเดย๋ี วเดยี วกเ็ กดิ ความสวา่ งแจง้ ในธรรม
คอื เหน็ ปฏิจจสมปุ บาท กระจ่างชดั ตลอดสาย นน่ั คือ

เห็นความเปน็ มาของสงั ขารทงั้ หลายวา่ เกดิ จากความคิดปรุงแต่งของวญิ ญาณ
ทไ่ี ดร้ จู้ ากอายตนะของตนนน่ั เอง เมอ่ื ละสงั ขารเหลา่ นไี้ ด้ ความทกุ ขก์ ด็ บั หมดตลอดสาย
และนี่คือหลักการของปฏจิ จสมปุ บาท

แมจ้ ะไม่มีคำ� อธบิ ายโดยพิสดารในท่ีน้ี แตเ่ ม่อื น�ำคำ� สอนของหลวงปู่ในหนังสอื
หลวงปู่ฝากไว้ มาพจิ ารณา จะเหน็ ว่าท่านพดู ส้ันๆ เพยี งว่า “คนสมัยนี้เขาเปน็ ทุกข์
เพราะความคดิ ” ทใี่ จเปน็ ทกุ ขเ์ พราะเกดิ ความยดึ มน่ั แลว้ มกี ารปรงุ แตง่ ในความคดิ ขนึ้
และอบุ ายทจ่ี ะละความทกุ ขก์ ค็ อื หยดุ การปรงุ แตง่ แลว้ ปลอ่ ยวางใหเ้ ปน็ นคี่ อื หลกั การ
แตก่ ารจะทำ� เชน่ นน้ั ไดต้ อ้ งอาศยั การภาวนา ทำ� ใจใหส้ งบ จงึ จะเกดิ พลงั มสี ตปิ ญั ญา
มองเหน็ เหตเุ หน็ ผล แลว้ จติ กจ็ ะมกี ารปลอ่ ยวางได้ เมอ่ื ละความยดึ มนั่ ได้ ความทกุ ข์
ในสิง่ นนั้ กห็ มดไป

25

ตายแลว้ ไปไหน

ครั้งนั้น เม่ือหลวงปู่ดูลย์อยู่รับการอบรมสั่งสอนและปฏิบัติอาจาริยวัตรแด่
พระอาจารยใ์ หญ่นานพอสมควร ก็ไดก้ ราบลาปลกี ตวั ออกธดุ งค์แสวงหาความวเิ วก
ตอ่ ไป ในชว่ งนี้ (พ.ศ. ๒๔๖๓) คาดวา่ หลวงปจู่ ะธดุ งคไ์ ปทางจงั หวดั สรุ นิ ทรร์ ะยะหนงึ่
แลว้ จงึ ขน้ึ ไปทางอสี านเหนอื ไปทางอำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร โดยมสี ามเณร
ตดิ ตามไปด้วยองค์หนง่ึ

หลวงปแู่ ละเณรไดอ้ ธิษฐานจำ� พรรษาที่ชายปา่ แหง่ หนง่ึ ใกล้บา้ นกุดกอ้ ม ต่อมา
ไมน่ านนกั สามเณรกอ็ าพาธ (ปว่ ย) เกดิ เปน็ ไขห้ นาวอยา่ งแรง หยกู ยาจะรกั ษากไ็ มม่ ี
ในท่ีสุดสามเณรก็ถึงแก่มรณภาพลงไปต่อหน้าต่อตาด้วยสภาพท่ีชวนสังเวชย่ิงนัก
หลวงปเู่ ลา่ ใหฟ้ งั วา่ “สงสารเณรมาก อายกุ ย็ งั นอ้ ย หากมยี ารกั ษา เณรคงไมต่ ายแน”่

ครั้งน้ีนับเป็นคร้ังท่ี ๒ ที่หลวงปู่ได้อยู่ใกล้ชิดกับความตาย คือคร้ังแรกเมื่อ
จำ� พรรษาทเ่ี สนาสนะปา่ ทา่ คนั โท จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ เมอ่ื พระสหธรรมกิ ของทา่ นรปู หนงึ่
ได้มรณภาพในกลางพรรษา จากการที่สามเณรมรณภาพในครัง้ นน้ั หลวงปไู่ ด้คอย
สงั เกต พจิ ารณาอาการตายของคนเราวา่ เปน็ อยา่ งไร จติ หรอื วญิ ญาณออกไปทางไหน
หรอื อย่างไร ทา่ นได้เห็นแจ้งโดยตลอด

26

ดว้ ยเหตผุ ลบางประการ ทา่ นเจา้ คณุ พระโพธนิ นั ทมนุ ี (อดตี พระครนู นั ทปญั ญาภรณ)์
เหน็ วา่ ไมส่ มควรทจ่ี ะบนั ทกึ ไวใ้ นทน่ี ้ี ในหนงั สอื หลวงปฝู่ ากไว้ หลวงปพู่ ดู ถงึ ความตาย
หรอื ตายแลว้ ไปไหน อยตู่ อนหนง่ึ เหมือนกัน เรอ่ื งน้ีอยู่ภายใต้หวั ข้อ “ต้องปฏิบัตจิ งึ
หมดความสงสยั ” ซึ่งบันทกึ ไวว้ า่

เมอื่ มผี ถู้ ามถงึ การตาย การเกดิ ใหม่ หรอื ถามถงึ ชาตหิ นา้ ชาตหิ ลงั หลวงปไู่ มเ่ คย
สนใจท่จี ะตอบ หรอื เมือ่ มีผู้กลา่ วค้านวา่ เชอ่ื หรือไม่เชอื่ ว่า นรกสวรรค์มจี ริงหรือไม่
จรงิ ประการใด หลวงปไู่ มเ่ คยคน้ ควา้ หาเหตผุ ลเพอื่ จะคา้ นใคร หรอื ไมเ่ คยหาหลกั ฐาน
เพ่อื ยืนยนั ใหใ้ ครยอมจำ� นนแต่ประการใด ทา่ นกลบั แนะนำ� วา่ “ผู้ปฏบิ ตั ทิ ีแ่ ทจ้ ริงนัน้
ไม่จ�ำเป็นต้องค�ำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ต้ังใจปฏิบัติ
ให้ตรงศลี สมาธิ ปญั ญา อยา่ งแน่วแน่กพ็ อ ถ้าสวรรคม์ ีจรงิ ถงึ ๖ ชน้ั ตามตำ� รา
ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ กย็ อ่ มไดเ้ ลอื่ นฐานะของตนเองโดยลำ� ดบั หรอื ถา้ สวรรคน์ พิ พานไมม่ เี ลย
ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ ในขณะนกี้ ย็ อ่ มไมไ่ รป้ ระโยชน์ ยอ่ มอยเู่ ปน็ สขุ เปน็ มนษุ ยช์ น้ั เลศิ ” และ
ในตอนทา้ ยหลวงปสู่ อนวา่ “การฟงั จากคนอน่ื การคน้ ควา้ จากตำ� รานนั้ ไมอ่ าจแกข้ อ้
บกพรอ่ งขอ้ สงสยั ได้ ตอ้ งเพยี รปฏบิ ตั ทิ ำ� วปิ สั สนาญาณใหแ้ จง้ ความสงสยั กห็ มดไปเอง
โดยสิน้ เชิง”

27

สร้างความศรัทธา

เมอ่ื สามเณรทตี่ ดิ ตามหลวงปมู่ รณภาพลงแลว้ หลวงปกู่ พ็ ำ� นกั จำ� พรรษแตเ่ พยี ง
องค์เดียว ณ บา้ นกดุ ก้อม อ�ำเภอพรรณานิคม จงั หวัดสกลนคร น่นั คอื สภาพการณ์
ทเี่ กิดขนึ้ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดสังเวชยงิ่

ชาวบา้ นได้กราบอาราธนาหลวงปู่ให้ไปจำ� พรรษา ณ วัดมว่ งไข่ ทบ่ี ้านกุดก้อม
แหง่ เดยี วกนั นน้ั เอง ซง่ึ พอจะเปน็ ทสี่ บายเหมาะแกก่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ทา่ นกอ็ นโุ ลม
ตามค�ำอาราธนา ที่วัดม่วงไข่นั้น มีพระเณรจ�ำพรรษาอยู่ด้วยกันหลายรูป มีท่าน
ครบู าญาคดู ี เปน็ เจา้ อาวาส ท่านเป็นพระทมี่ อี ธั ยาศัยน�้ำใจดี ได้แสดงความเอื้อเฟ้อื
และให้การต้อนรับหลวงปู่ในฐานะพระอาคันตุกะเป็นอย่างดี ตลอดพรรษานั้น
หลวงปู่พ�ำนักอยู่ในโบสถ์แต่เพียงรูปเดียว เพราะเห็นเป็นท่ีสงบสงัดเหมาะแก่การ
ปฏบิ ตั ิภาวนา

หลวงปดู่ ำ� เนนิ ตามปฏปิ ทาของ พระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต โดยมไิ ดข้ าดตก
บกพรอ่ ง ปฏบิ ตั ขิ อ้ วตั รตา่ งๆ ของพระธดุ งคอ์ ยา่ งเครง่ ครดั ครบถว้ นทกุ ประการ เชน่
เดนิ บณิ ฑบาตทกุ วนั ตลอดจนเดนิ จงกรม และทำ� สมาธภิ าวนาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ทกุ อริ ยิ าบถ
มคี วามสำ� รวมระวังและทำ� ดว้ ยความมสี ติ

28

ทง้ั ทา่ นเจา้ อาวาส และพระภกิ ษสุ ามเณรทจ่ี ำ� พรรษาอยใู่ นวดั นนั้ เหน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิ
และปฏิปทาของหลวงปู่ มีความสงบเยือกเย็นน่าเล่ือมใสชนิดท่ีพวกตนไม่เคยเห็น
มาก่อน กเ็ กิดความพศิ วงอยู่ในใจ และแสดงความสนใจในการปฏิบัติของหลวงปู่
เป็นอันมาก เม่ือพระภกิ ษแุ ละสามเณรเหลา่ นน้ั มคี วามสนใจไต่ถามถึงข้อวัตรปฏิบตั ิ
เหลา่ น้นั หลวงปกู่ ็อธิบายถึงเหตุและผลให้ฟงั อย่างแจ่มแจง้ ไดเ้ นน้ ถึงภารกิจหลัก
ของพระภิกษุสามเณรซึ่งเป็นพุทธบุตรได้ชื่อว่าเป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร จึงได้ละ
ฆราวาสวสิ ยั ออกมาบวชในบวรพุทธศาสนาว่ามีหน้าทโ่ี ดยตรงอยา่ งไรบ้าง

ทา่ นอธิบายขอ้ ธรรมะ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติธดุ งควตั รอย่างชดั เจนแจ่มแจง้
ดว้ ยถอ้ ยคำ� และเนอื้ หาทค่ี รบถว้ นบรบิ รู ณ์ พรอ้ มทงั้ มคี วามหมายลกึ ซง้ึ สมั ผสั ถงึ แกน่ ใจ
ของผทู้ ไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั บรรดาพระภกิ ษสุ ามเณรเหลา่ นน้ั ตา่ งกร็ สู้ กึ ซาบซงึ้ เลอ่ื มใสศรทั ธา
ในพระธรรมเทศนาทไี่ พเราะสมบรู ณด์ ว้ ยเหตแุ ละผลและแปลกใหมไ่ ปจากทเี่ คยไดย้ นิ
ได้ฟังมา จึงพร้อมใจกันปฏิญาณตนขอเป็นศิษย์ และด�ำเนินตามปฏิปทาของพระ
ธดุ งคกัมมัฏฐานตามแบบอย่างของหลวงปู่หมดทั้งวดั

ในบรรดาพระเณรวัดม่วงไข่ท่ีศรัทธาในหลวงปู่น้ัน มีสามเณรรูปหนึ่ง ชื่อว่า
สามเณรอ่อน มวี ริ ยิ ะอตุ สาหะแรงกลา้ ในธรรมปฏบิ ตั ิ ไดเ้ จรญิ รุง่ เรอื งในพระศาสนา
ในกาลต่อมา จนเป็นพระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระที่เป็นท่ีเคารพศรัทธาแก่
พทุ ธศาสนกิ ชนอย่างกว้างขวาง สามเณรออ่ นในขณะนั้นก็คอื หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
แหง่ สำ� นกั วดั ปา่ นโิ ครธาราม อำ� เภอหนองววั ซอ จงั หวดั อดุ รธานี ในเวลาตอ่ มานนั่ เอง

29

เหตกุ ารณ์พลกิ แผน่ ดินวดั มว่ งไข่

เหตุการณ์ท่ีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาพ�ำนักจ�ำพรรษาท่ีวัดม่วงไข่ บ้านกุดก้อม
อ�ำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร น้ัน ถือว่าเป็นข่าวท่ีมีเสียงร่�ำลือไปอย่าง
กวา้ งขวางว่า มีพระดีซึง่ เปน็ พระธุดงค์มาโปรด ชาวบ้านละแวกใกลเ้ คยี งต่างเดนิ ทาง
มากราบนมัสการฟังเทศน์ฟังธรรมและฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นอันมาก
ทส่ี ำ� คญั ยงิ่ คอื บรรดาพระภกิ ษแุ ละสามเณรทกุ รปู นบั ตง้ั แตเ่ จา้ อาวาส คอื ครบู าญาคดู ี
เป็นต้นมา ตา่ งปวารณาขอเปน็ ศษิ ย์ตดิ ตามปฏบิ ัติธรรมกบั หลวงปูห่ มดท้ังวดั

ปรากฏการณ์คร้ังน้ันถือเป็นการพลิกแผ่นดินของวัดม่วงไข่เลยทีเดียว และ
เหตุการณ์หลังออกพรรษาปีน้ันถือเป็นเหตุมหัศจรรย์เลื่อนลั่นอันเป็นประวัติศาสตร์
ของบา้ นกดุ กอ้ มในยคุ สมยั นน้ั กลา่ วคอื เมอ่ื ออกพรรษาแลว้ หลวงปดู่ ลู ยก์ อ็ อกธดุ งค์
จาริกหาสถานท่ีสงบวเิ วกเพอ่ื บ�ำเพ็ญภาวนาให้ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป ไม่ยึดตดิ สถานท่ีหนง่ึ ที่ใด
โดยเฉพาะ ถอื วตั รปฏบิ ัติเยีย่ งพระป่าทงั้ หลาย

เหตกุ ารณท์ ไี่ มม่ ชี าวบา้ นคนใดจะคาดคดิ ได้ กค็ อื บรรดาพระภกิ ษแุ ละสามเณร
วัดมว่ งไข่ทุกรปู นบั ตัง้ แตท่ ่านเจ้าอาวาสเปน็ ตน้ มา ไดพ้ ากนั สละละทงิ้ วดั ออกจาริก
ธุดงค์ตดิ ตามหลวงป่ไู ป โดยมิได้ใสใ่ จนำ� พาต่อค�ำออ้ นวอนทัดทานของชาวบ้านเลย
ทุกรูปยอมสละละท้ิงวัดม่วงไข่ให้เป็นวัดรา้ ง ไม่มีใครยอมอยู่ดูแล ต่างมีใจมุ่งม่ัน
เข้าสู่ความเป็น อนาคาริก คือเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนที่ต้องห่วงหาอาลัยกันอีกต่อไป

30

มใี จมงุ่ มน่ั มงุ่ บำ� เพญ็ ภาวนาเพอื่ คน้ หาพระธรรมคอื ความดบั ทกุ ขแ์ หง่ ตน หนใี หพ้ น้ ภยั
ในวฏั สงสาร คอื ความเวยี นว่ายตายเกดิ โดยมไิ ดอ้ าลัยอาวรณต์ อ่ ส่งิ หนึง่ สงิ่ ใดเลย
แม้แต่ชีวิตของตนก็มุ่งอุทิศถวายต่อพระธรรม ด�ำเนินรอยตามพระยุคลบาทของ
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพทุ ธเจา้

เรอ่ื งราวเหตกุ ารณพ์ ลกิ แผน่ ดนิ ทว่ี ดั มว่ งไขน่ ้ี ลว้ นอยใู่ นสายตาและอยใู่ นความ
สนใจของพระภิกษุฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นพระภิกษุหนุ่มพ�ำนักอยู่ที่วัดใกล้เคียงกับ
วดั มว่ งไขแ่ หง่ น้ี ทา่ นไดเ้ ขา้ มอบตวั เปน็ ศษิ ยฟ์ งั พระธรรมเทศนาและฝกึ ปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนา
กรรมฐานกับหลวงปูต่ ลอดพรรษา

ดว้ ยความเลอ่ื งชอ่ื ระบอื ของ พระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต ประกอบกบั วตั รปฏบิ ตั ิ
อันงดงามของหลวงป่ดู ูลย์ อตโุ ล ผูเ้ ปน็ ศิษย์ ได้จ�ำหลักหนักแนน่ อยใู่ นดวงใจของ
พระภกิ ษฝุ น้ั ในสมยั นน้ั สงิ่ ดงี ามทพี่ ระภกิ ษฝุ น้ั ไดร้ บั ในครงั้ นน้ั ไดก้ ลายเปน็ แมเ่ หลก็
อนั ทรงพลงั ดงึ ดดู ใหท้ า่ นกลายเปน็ ศษิ ยส์ ำ� คญั ในสายของพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต
อีกรูปหนงึ่

ในเวลาตอ่ มา คณุ งามความดแี ละเกยี รตภิ มู ขิ องพระภกิ ษฝุ น้ั ไดแ้ ผอ่ อกไปอยา่ ง
กวา้ งขวางจนเปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดใี นนามของหลวงปฝู่ น้ั อาจาโร แหง่ สำ� นกั วดั ปา่ อดุ มสมพร
อ�ำเภอพรรณานคิ ม จังหวัดสกลนคร เม่อื คราวหลวงปดู่ ูลย์ออกธุดงค์จากวัดมว่ งไข่
ไปพรอ้ มกบั พระภกิ ษแุ ละสามเณรวดั มว่ งไขท่ งั้ วดั นน้ั พระภกิ ษฝุ น้ั อาจาโร กไ็ ดต้ ดิ ตาม
ออกจารกิ ธดุ งค์ไปกบั คณะดว้ ย

31

พระฝ้ัน อาจาโร

หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล เคยเลา่ ถงึ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร เมอ่ื สมยั ยงั เปน็ พระภกิ ษหุ นมุ่
ออกปฏบิ ตั ิธรรมติดตามท่านในสมยั น้นั ว่า “ทา่ นอาจารย์ฝนั้ นนั้ ทำ� กมั มฏั ฐานไดผ้ ล
ดมี าก เปน็ นกั ปฏบิ ตั ทิ เ่ี อาจรงิ เอาจงั มนี ำ้� ใจ เปน็ นกั สทู้ ส่ี เู้ สมอตาย ไมม่ กี ารลดละทอ้ ถอย
เขา้ ถงึ ผลการปฏบิ ัติได้โดยเร็ว นอกจากนนั้ ยังมีรูปสมบัติและคุณสมบัติพร้อม”

หลวงปเู่ คยท�ำนายหลวงปูฝ่ ั้นไว้ในใจวา่ “พระภิกษรุ ูปนี้ จะตอ้ งมีความสำ� คัญ
ใหญห่ ลวง และเป็นกำ� ลงั อันยิ่งใหญ่ของพระพทุ ธศาสนาในอนาคตอย่างแนน่ อน”

ในชว่ งทอ่ี อกธดุ งคจ์ ากวดั มว่ งไขใ่ นครง้ั นนั้ หลวงปดู่ ลู ยต์ ง้ั ใจวา่ “จะตอ้ งพาทา่ น
อาจารยฝ์ น้ั ไปพบและมอบถวายตอ่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต ผเู้ ปน็ พระปรมาจารย์
ในโอกาสตอ่ ไปใหจ้ งได้”

เรื่องราวประการหนึ่งเก่ียวกับหลวงปู่ฝั้นท่ีเคยได้ยินได้ฟังมามีอยู่ว่า เม่ือ
หลวงปู่ดูลย์มาพ�ำนักประจ�ำท่ีจังหวัดสุรินทร์แล้ว ท่านอาจารย์ฝั้นยังได้หาโอกาส
เดินธดุ งค์ติดตามรับค�ำแนะนำ� แนวทางปฏบิ ตั กิ ับหลวงปดู่ ูลยเ์ ปน็ ครง้ั คราว โดยเดนิ
ธดุ งคม์ าทางเทอื กเขาดงเรก็ และเขา้ มาพำ� นกั อยทู่ ป่ี า่ เลก็ ๆ แถวชานเมอื งสรุ นิ ทรด์ า้ น
ทศิ ใต้ เม่อื ได้โอกาสอันควรก็เข้าไปหาหลวงปู่ ณ วดั บูรพาราม

บรเิ วณปา่ ที่หลวงปฝู่ น้ั เคยมาพกั ปฏบิ ัตธิ รรมนั้น ตอ่ มาไดก้ ลายเป็นสำ� นักสงฆ์
ฝ่ายอรัญวาสี มีชื่อว่า วัดป่าโยธาประสิทธ์ิ และปัจจุบันต้ังอยู่ภายในบริเวณของ
วิทยาลยั เกษตรสรุ นิ ทร์ นั่นเอง

32

อริยสจั แห่งจิต

ในการออกจาริกธุดงค์จากวดั มว่ งไข่ บา้ นกุดก้อม อ�ำเภอพรรณานิคม จงั หวัด
สกลนคร เมอ่ื ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ในครงั้ นน้ั หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล พรอ้ มทงั้ พระภกิ ษุ
สามเณรวดั มว่ งไข่ และพระภกิ ษฝุ น้ั อาจาโร ไดเ้ ดนิ ทางรอนแรมตามปา่ เขาลำ� เนาไพร
ไปเรื่อยๆ เพอ่ื ติดตามค้นหาพระอาจารยใ์ หญม่ ัน่ ภูริทตโฺ ต

การเดนิ ทางของหลวงปแู่ ละสานศุ ษิ ยไ์ มม่ กี ำ� หนดการทแ่ี นน่ อน เดนิ ทางดว้ ยเทา้
ไปตลอด บางแหง่ กห็ ยุดพัก ๕ วนั บางแห่งก็ ๗ วนั ตามแตส่ ปั ปายะและความ
เหมาะสมในการปรารภความเพยี รของสถานทแี่ ตล่ ะแหง่ การจารกิ ธดุ งคค์ รงั้ นนั้ ถอื วา่
เป็นครง้ั ส�ำคญั ของหลวงปู่ เน่อื งจากทา่ นได้ด�ำรงตนมาสกู่ ารเป็นผนู้ �ำทางการปฏบิ ัติ
ในกลุ่มพระเณรท่ีติดตาม โดยหลวงปู่ท�ำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ เหมือนกับที่
พระอาจารย์ใหญ่ม่นั ภูริทตโฺ ต ได้ปฏบิ ัติใหเ้ ปน็ แบบอย่าง

คณะของหลวงปไู่ ดจ้ ารกิ ไปถงึ ถ้�ำพระเวสฯ (ถ้�ำพระเวสสนั ดร) ซ่งึ อยบู่ นเทือก
เขาภพู าน ในทอ้ งท่ีอ�ำเภอนาแก จังหวัดนครพนม แล้วได้พ�ำนกั บ�ำเพ็ญภาวนาอยู่
ณ สถานท่นี น้ั เปน็ เวลาค่อนขา้ งนาน จนตลอดฤดูแลง้ นัน้ คณะพระภกิ ษุสามเณร
ลูกศิษย์ลูกหาที่ติดตามหลวงปู่ทุกองค์ ต่างบ�ำเพ็ญเพียรกันอย่างเอาจริงเอาจังและ
ดว้ ยใจมงุ่ ม่นั จนกล่าวได้วา่ ทกุ องคไ์ ด้รบั ผลแหง่ การปฏบิ ัติโดยท่วั กนั

ในการบ�ำเพญ็ ภาวนาของหลวงปู่เอง ณ ถ้�ำพระเวสฯ แห่งนี้ หลวงปูไ่ ดเ้ ล่าให้
สานุศิษย์ใกล้ชิดฟัง ดังน้ี “เราได้ตริตรองพิจารณาตามหัวข้อหลักของกัมมัฏฐานท่ี

33

ไดร้ บั จากพระอาจารยใ์ หญ่ ท่ีวา่ สพฺเพ สงขฺ ารา สพพฺ สญญฺ า อนตฺตา กบ็ ังเกดิ ความ
สวา่ งไสวรแู้ จง้ ตลอดวา่ เมอื่ สงั ขารขนั ธด์ บั ไปแลว้ ความเปน็ ตวั ตนจกั ไมม่ ี เพราะไมไ่ ด้
เขา้ ไปเพอื่ ปรงุ แตง่ ครนั้ เมอ่ื ความปรงุ แตง่ ขาดไป และสภาพแหง่ ความเปน็ ตวั ตนไมม่ ี
ความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่ใครได้อย่างไร” ดังได้เคยเล่าถึงในตอนต้นแล้วว่า ความรู้
ในธรรมะดงั กล่าวกค็ ือ ความร้แู จ้งในหลกั ปฏจิ จสมุปบาท คือเหตุและผลของการ
เวียนวา่ ยตายเกิดนั่นเอง

นอกจากน้ี หลวงปยู่ งั ไดค้ น้ พบธรรมะทเี่ ปน็ หวั ใจคำ� สอนในพระพทุ ธศาสนาและ
ได้รซู้ ึ้งถงึ แก่นในเหลา่ ธรรมทงั้ หลาย แล้วสรปุ ลงเปน็ อริยสจั แห่งจติ ดว้ ยถอ้ ยค�ำ
ของหลวงปู่เองว่า

“จิตสง่ ออกนอกเพอื่ รบั สนองอารมณ์ทงั้ สิ้น เป็นสมทุ ัย

ผลอนั เกดิ จากจิตทสี่ ง่ ออกนอกแลว้ หวนั่ ไหว เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอยา่ งแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

ผลอันเกดิ จากจิตเห็นจติ อย่างแจม่ แจ้ง เปน็ นโิ รธ”

หลวงปเู่ ลา่ วา่ เมอ่ื พจิ ารณาตามหลกั อรยิ สจั ๔ โดยเหน็ แจง้ ดงั นแ้ี ลว้ ยอ่ มหมายถงึ
การผา่ นเลยแหง่ ความรใู้ น ปฏจิ จสมปุ บาท ไปแลว้ เนอ่ื งเพราะความรใู้ นเหตแุ หง่ ทกุ ข์
การด�ำรงอยู่แห่งทุกข์ และวธิ ีดับทุกขน์ ้ัน คือแกน่ กลางแท้จริงของปฏจิ จสมปุ บาท

ที่ส�ำคญั ย่งิ กค็ ือ ธรรมะใน อริยสจั ๔ นี้ เป็นธรรมะหมวดแรกท่ีองคส์ มเดจ็
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดท้ รงตรสั รภู้ ายใตต้ น้ พระศรมี หาโพธ์ิ เมอื่ ๒,๕๐๐ กวา่ ปมี าแลว้
ซงึ่ หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล เปน็ ศษิ ยต์ ถาคตผหู้ นง่ึ ทส่ี ามารถใหอ้ รรถาธบิ ายไดอ้ ยา่ งแจม่ แจง้

34

จติ คือ พทุ ธะ

ในหมผู่ ปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมสายพระกรรมฐานทง้ั พระภกิ ษแุ ละฆราวาส ใหก้ ารยอมรบั วา่
หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล นบั เปน็ องคเ์ ดยี วทม่ี คี วามรลู้ กึ ซงึ้ ในเรอื่ งของจติ จนกระทงั่ ไดร้ บั
สมญาวา่ เปน็ “บดิ าแหง่ การภาวนาจติ ” ประจกั ษพ์ ยานแหง่ สมญานามดงั กลา่ ว จะเหน็
ได้จากค�ำเทศน์ค�ำสอนและความสนใจของหลวงปู่ อยู่ในเร่ืองจิตเพียงอย่างเดียว
เรอื่ งอน่ื นอกจากนนั้ หาไดอ้ ยใู่ นความสนใจของหลวงปไู่ ม่ ดว้ ยความลกึ ซงึ้ ในเรอ่ื งจติ
จงึ ทำ� ใหห้ ลวงปู่ประกาศหลักธรรมโดยใชค้ ำ� วา่ จิต คือ พทุ ธะ โดยเน้นสาระเหล่านี้
เช่น

“พระพทุ ธเจา้ ทงั้ ปวง และสตั วโ์ ลกทง้ั สน้ิ ไมไ่ ดเ้ ปน็ อะไรเลย นอกจากเปน็ เพยี ง
จติ หนึง่ นอกจากจิตหนง่ึ นแี้ ลว้ ไม่มีอะไรต้งั อยเู่ ลย”

“จิตหน่ึง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นส่ิงท่ีมิได้เกิดข้ึนและไม่อาจถูกท�ำลาย
ไดเ้ ลย”

“จติ หนงึ่ เทา่ นั้นทเ่ี ป็นพระพุทธะ ดังคำ� ตรัสทว่ี า่
ผูใ้ ดเห็นจติ ผูน้ ัน้ เหน็ เรา
ผู้ใดเหน็ ปฏิจจสมปุ บาท ผนู้ ั้นเห็นธรรม
ผใู้ ดเห็นธรรม ผนู้ ้ันเหน็ ตถาคต”

35

ในการสอนของหลวงปู่ ทา่ นจะเตอื นสตสิ านศุ ษิ ยเ์ สมอๆ วา่ “อยา่ สง่ จติ ออกนอก”
หลวงปู่ยังสอนแนวทางปฏิบัติอีกว่า “จงท�ำญาณให้เห็นจิต เม่ือเห็นจิตได้
กจ็ ะสามารถแยกรปู ถอดดว้ ยวชิ ชามรรคจติ เพอื่ ทจ่ี ะแยกรปู กบั กายใหอ้ ยคู่ นละสว่ น
แลว้ จะเข้าใจพฤตขิ องจติ ได้ในล�ำดบั ตอ่ ไป”
ค�ำสอนเก่ยี วกับเร่ืองจิตของหลวงปู่ท่ีมีการบนั ทกึ ไว้ในทอ่ี ่ืนๆ อกี ก็มี เชน่
“หลกั ธรรมทแ่ี ทจ้ รงิ คอื จติ จติ ของเราทกุ คนนน่ั แหละ คอื หลกั ธรรมสงู สดุ ใน
จติ ใจเรา นอกจากนั้นแล้วไม่มหี ลักธรรมใดๆ เลย
จิตน้แี หละ คือ หลกั ธรรม ซึง่ นอกไปจากนน้ั แล้วกไ็ ม่ใชจ่ ิต แต่จติ นั้นโดยตวั
มันเองกไ็ มใ่ ช่จิต
ขอใหเ้ ลิกละการคิดและการอธิบายเสยี ให้หมดสิ้น เมอ่ื นน้ั เราอาจกลา่ วได้ว่า
คลองแห่งค�ำพดู ไดถ้ ูกตดั ทอนไปแล้ว พฤตขิ องจติ กไ็ ดถ้ กู ถอนข้ึนจนหมดสิน้
จิตในจติ ก็จะเหลอื แต่ความบริสุทธ์ิ ซงึ่ มีอยปู่ ระจำ� แลว้ ทกุ คน”
ดว้ ยเหตนุ ี้ การสอนของหลวงปจู่ งึ ไมเ่ นน้ ทก่ี ารพดู การคดิ หรอื การเทศนาสงั่ สอน
แตท่ า่ นจะเนน้ ทกี่ ารภาวนา และใหด้ ลู งทจ่ี ติ ใจของตนเอง อยา่ ไปดสู งิ่ อน่ื เชน่ อยา่ ไป
สนใจดูสวรรค์ ดนู รก หรือสง่ิ อ่ืนใด แตใ่ ห้ดูทจี่ ิตของตนเอง ใหด้ ูไปภายในตนเอง
“อย่าส่งจติ ออกนอก” จงึ เป็นค�ำท่ีหลวงป่เู ตอื นลูกศิษยอ์ ยเู่ สมอ
ความรูค้ วามเขา้ ใจเร่อื งจติ อย่างลึกซ้ึงนี้ เปน็ ผลจากการปฏบิ ัตทิ ี่ ถ�้ำพระเวสฯ
อำ� เภอนาแก จังหวดั นครพนม เมอ่ื ครงั้ น้ันน่นั เอง

36

ค�ำรบั รองจากพระอาจารยใ์ หญ่

ผลจากการบำ� เพญ็ ภาวนาทถ่ี ำ�้ พระเวสฯ ทำ� ใหห้ ลวงปมู่ คี วามอมิ่ เอบิ ใจเปน็ ลน้ พน้
เฝ้ารอวันที่จะได้กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ตลอดเวลา
เมื่อหลวงปแู่ ละคณะไดป้ รารภความเพียร ณ ถำ�้ พระเวสฯ นานพอสมควรแลว้ กไ็ ด้
จารกิ ออกตามหาพระอาจารย์ใหญ่เปน็ ค�ำรบสองต่อไป

คณะของหลวงปู่ได้ไปพบพระอาจารยใ์ หญ่ที่ วัดปา่ โนนสูง (ปจั จุบนั อยใู่ นเขต
จงั หวดั มกุ ดาหาร ซงึ่ แยกจากจงั หวดั นครพนมมาเปน็ จงั หวดั ใหม)่ หลวงปไู่ ดก้ ราบเรยี น
พระอาจารย์ใหญ่ให้ทราบถึงเรื่องราวของการปฏบิ ัติทผ่ี ่านมา โดยเฉพาะหัวขอ้ ธรรม
เกีย่ วกับ ปฏิจจสมุปบาท และ อรยิ สัจ ๔ ทไ่ี ด้รับขณะบำ� เพ็ญภาวนาท่ีถ้ำ� พระเวสฯ

พระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต ไดก้ ลา่ วคำ� รบั รองและยกยอ่ งหลวงปดู่ ลู ยต์ อ่ หนา้
ท่ชี มุ นุมศษิ ยานศุ ษิ ย์วา่ “ถูกตอ้ งแล้ว เอาตวั รอดไดแ้ ลว้ นบั วา่ ไมถ่ อยหลงั อีกแลว้
อยากให้ด�ำเนินตามปฏิปทาน้ีต่อไป” หลวงปู่ดูลย์ได้น�ำคณะพระภิกษุสามเณรจาก
วัดม่วงไข่ พร้อมทั้งพระภิกษุฝั้น อาจาโร ท่ีติดตามมา เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ต่อ
พระอาจารยใ์ หญ่ ทา่ นพระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต ไดก้ ลา่ วยกยอ่ งสรรเสรญิ การกระทำ�
ใหป้ รากฏตอ่ ศษิ ยท์ งั้ หลายวา่ “ทา่ นดลู ยน์ ี้ เปน็ ผทู้ ม่ี คี วามสามารถเปน็ อยา่ งยงิ่ สามารถ
มีสานศุ ษิ ยแ์ ละผู้ตดิ ตามมาประพฤตปิ ฏิบัตธิ รรมด้วยเป็นจ�ำนวนมาก”

37

รางวัลเกยี รติยศ

ในครงั้ นนั้ หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ไดพ้ ำ� นกั อยปู่ รนนบิ ตั พิ ระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต
เปน็ เวลานานพอสมควร กอ่ นทจ่ี ะกราบลาออกทอ่ งเทยี่ วธดุ งคเ์ พอื่ ปฏบิ ตั ภิ าวนา และ
เผยแผพ่ ระธรรมคำ� สงั่ สอนใหแ้ กป่ ระชาชนผสู้ นใจในถน่ิ อนื่ ตอ่ ไป ในระหวา่ งพำ� นกั ท่ี
วัดป่าโนนสูง นี้เอง พระอาจารย์ใหญ่ผู้ทรงคุณธรรมย่ิงใหญ่ได้ให้ความเมตตาต่อ
หลวงปเู่ ป็นอยา่ งยงิ่ กลา่ วคอื ก่อนที่หลวงปู่ดลู ย์จะกราบลาเพ่ือเดนิ ทางไปจ�ำพรรษา
ทอ่ี น่ื พระอาจารยใ์ หญไ่ ดเ้ มตตาตดั ผา้ ไตรจวี รดว้ ยมอื ของทา่ นเอง พระลกู ศษิ ยล์ กู หา
ช่วยกันเย็บยอ้ ม แล้วมอบใหห้ ลวงปดู่ ลู ย์ ๑ ไตร

หลวงปดู่ ลู ยถ์ อื วา่ ความเมตตาจากพระอาจารยใ์ หญใ่ นครง้ั นน้ั เปน็ ผลหรอื รางวลั
เกยี รตยิ ศแหง่ การปฏบิ ตั ดิ ที ค่ี รบู าอาจารยม์ อบใหเ้ ปน็ กรณพี เิ ศษ และดว้ ยเมตตาธรรม
เม่ือกราบลาพระอาจารย์ใหญ่แล้ว หลวงปู่ก็จาริกธุดงค์เสาะหาสถานที่สงบสงัดเพ่ือ
บ�ำเพ็ญเพียรให้ย่ิงๆ ขึน้ ไป

หลวงปไู่ ด้ไปพกั จำ� พรรษาที่ อำ� เภอทา่ บ่อ จังหวดั หนองคาย ในครงั้ น้นั ได้มี
สามเณรออ่ น (ต่อมาคอื หลวงปู่อ่อน ญาณสิร)ิ ได้ติดตามไปปรนนบิ ตั ิหลวงปู่ดว้ ย
ในพรรษานนั้ มอี บุ าสก อบุ าสกิ า และภกิ ษุ สามเณร ในบรเิ วณใกลเ้ คยี งพากนั แตกตน่ื
มาฟงั พระธรรมเทศนาและฝกึ ปฏบิ ตั ภิ าวนากบั หลวงปเู่ ปน็ จำ� นวนมาก หลวงปบู่ อกวา่
“มากมายจนแทบไมม่ ที น่ี งั่ และแทบทกุ คนไดป้ ระจกั ษผ์ ลแหง่ การปฏบิ ตั ”ิ สานศุ ษิ ยท์ ่ี
ไปปฏบิ ตั ธิ รรมกบั หลวงปทู่ อี่ ำ� เภอทา่ บอ่ ในครงั้ นนั้ บางทา่ นยงั มชี วี ติ อยจู่ นถงึ ปจั จบุ นั นี้

หลงั ออกพรรษาแลว้ หลวงปตู่ งั้ ใจวา่ จะเดนิ ทางไปโปรดญาตโิ ยมทจ่ี งั หวดั สรุ นิ ทร์
บ้านเกดิ เมอื งนอนของทา่ นต่อไป

38

เหตุการณ์ท่ีถ�้ำผาบิง้

เม่ือออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ดูลย์ก็เดินธุดงค์ต่อไปถึงจังหวัดเลย มีสามเณร
ตดิ ตามไปดว้ ย ๑ รปู หลวงปมู่ คี วามประสงคจ์ ะไปพกั ภาวนาทถี่ ำ�้ ผาบงิ้ บา้ นนาแก อำ� เภอ
วงั สะพงุ ซึ่งเปน็ สถานที่ร่�ำลอื กันในดา้ นความอาถรรพ์ มากไปด้วยตำ� นานมหัศจรรย์
ชาวบ้านตามรายทางท่ีผ่านไปมีความเป็นห่วงหลวงปู่และสามเณรจะได้รับอันตราย
จงึ ไดท้ ดั ทานไว้ “ทถี่ ้�ำน้ันพักไม่ได้เพราะมีสิง่ เร้นลับมหัศจรรย์ มอี าถรรพ์แรงร้าย”

ความอาถรรพข์ องถ�้ำผาบงิ้ ทรี่ ำ่� ลอื กนั มาเปน็ เวลานานกค็ อื เมอ่ื ถงึ ยามโพลเ้ พล้
ใกลค้ ำ่� จะมเี สยี งพณิ พาทย์ ทงั้ เสยี งระนาด ฆอ้ ง กลอง กระหมึ่ บรรเลง พรอ้ มกนั นนั้
กม็ ตี วั ประหลาดมองเหน็ คลา้ ยควนั ดำ� เหาะลอยฉวดั เฉวยี ดขน้ึ สอู่ ากาศ แลว้ กห็ ายลบั ไป
ไม่ทราบวา่ เป็นตวั อะไร เปน็ ที่นา่ หวาดหวั่นพร่นั พรึงแกผ่ ูพ้ บเหน็ เปน็ อยา่ งยิ่ง

โดยปรกตวิ สิ ยั ของหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล นน้ั ทา่ นไมเ่ คยเชอื่ ถอื ในอำ� นาจสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
ทง้ั หลาย และไมเ่ คยยกยอ่ งสง่ิ ใด นอกเหนอื ไปจากการยดึ มน่ั ในพระรตั นตรยั วา่ เปน็
สรณะที่พึ่ง ในประวัติชีวิตของท่าน ไม่เคยปรากฏว่าท่านให้ความยอมรับในส่ิง
มหศั จรรย์ หรอื อภินิหารใดๆ ทง้ั สิน้ แมไ้ ดฟ้ งั เรอื่ งเลา่ และค�ำทัดทานจากชาวบา้ น
แถบน้ัน ท่านก็ไม่ได้หว่ันไหว โดยวิสัยแห่งศิษย์พระตถาคตซึ่งไม่กลัวแม้กระท่ัง
ความตาย หลวงปู่จึงต้องการไปพิสูจน์หาความจริงของความมหัศจรรย์ที่ถ้�ำผาบ้ิง
แหง่ นั้น

หลวงปู่พาสามเณรไปพักปฏิบัติภาวนาที่ถ�้ำผาบิ้งทันทีในวันน้ัน โดยไม่ต้อง
เสียเวลารั้งรอ หลวงปู่ได้สังเกตพิจารณาดูว่าส่ิงท่ีชาวบ้านร่�ำลือน้ันเป็นอะไรกันแน่
ในท่ีสุดท่านก็พบความจริงและเปิดเผยต่อชาวบ้าน ความจริงก็คือ เมื่อถึงเวลา

39

โพล้เพล้จวนใกลค้ �ำ่ คา้ งคาวที่อาศัยอยใู่ นถ้ำ� นน้ั จำ� นวนนบั หมืน่ นับแสนตัว กพ็ ากัน
บนิ พรง่ั พรเู กาะกลมุ่ ชิงกันออกจากปากถ้�ำเพ่ือออกไปหากิน ปรากฏเปน็ กลุม่ ควันดำ�
ฉวัดเฉวียนพวยพุ่งข้ึนสู่อากาศ บังเกิดเป็นกระแสลมกรรโชกหวีดหวิว เมื่อพัดพุ่ง
ผ่านโกรกกรวยและรอ่ งรูตา่ งๆ ตามผนงั ถำ้� ท�ำใหเ้ กิดเป็นเสียงสงู ตำ�่ มลี ีลา เสยี งปกี
คา้ งคาวกระทบกนั คกึ คกั แหวกอากาศประสานสอดคลอ้ งกบั เสยี งทส่ี ะทอ้ นจากผนงั ถำ�้
ดงั กระหม่ึ เปน็ จงั หวะจะโคนกกึ กอ้ งไปมาราวกบั เปน็ เสยี งดนตรสี วรรคท์ เ่ี หลา่ เทพยดา
พากันบรรเลงด้วยพิณพาทย์ระนาดกลองฉะนัน้ กลมุ่ คา้ งคาวเป็นหมน่ื เปน็ แสนทีบ่ ิน
ฉวดั เฉวยี นพวยพงุ่ ออกจากถำ้� เปน็ เสน้ สายยกั ยา้ ยไปมา กด็ ปู ระหนงึ่ มงั กรเทพยดา หรอื
สตั วว์ เิ ศษในเทพนยิ ายปรมั ปราทเ่ี ลา่ สบื ๆ กนั มา พงุ่ เลอ้ื ยหายไปในอากาศ ประจกั ษแ์ ก่
สายตาชาวบ้านป่าทีต่ ะลงึ มองอยา่ งขนลกุ ขนชันด้วยความหวาดหวั่นระยอ่ ย�ำเกรง

หลวงปู่ได้น�ำความจริงมาเปิดเผยให้ชาวบ้านฟังจนเป็นท่ีหัวเราะขบขันของ
ชาวบา้ นแถบนน้ั ความหวาดหวน่ั เกรงกลวั ในอาถรรพข์ องถำ้� ผาบง้ิ ทเ่ี ชอ่ื ถอื กนั มานาน
กห็ มดไป

40

สนทนาธรรมกับพระอาจารยใ์ หญ่

หลวงปพู่ กั ปฏบิ ตั ธิ รรมทถ่ี ำ�้ ผาบง้ิ อยปู่ ระมาณ ๑ เดอื น แลว้ กอ็ อกจารกิ ธดุ งคต์ อ่
ไปทางอำ� เภอบา้ นผอื จงั หวดั อดุ รธานี แลว้ เลยไปยงั อำ� เภอวารชิ ภมู ิ จงั หวดั สกลนคร
ไดพ้ บและกราบนมสั การพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ทนี่ น่ั อกี ครงั้ หนง่ึ การพบกบั
พระอาจารยใ์ หญใ่ นครง้ั นี้ ไมป่ รากฏวา่ มกี ารกราบเรยี นถงึ ผลการปฏบิ ตั ิ หรอื มขี อ้ แนะนำ�
จากพระอาจารยใ์ หญเ่ กยี่ วกบั แนวทางปฏบิ ตั ติ อ่ ไปอกี อนั ใด หากแตเ่ นน้ หนกั ในเรอื่ ง
สนทนาธรรมในเร่ืองลึกๆ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตล้วนๆ อันยังผลให้เกิดความ
อาจหาญร่าเรงิ ในธรรมปฏิบตั ิแต่อยา่ งเดียว

การสนทนาธรรมระหว่างพระอาจารยใ์ หญ่กับหลวงปดู่ ลู ย์ ในช่วงนี้แตล่ ะครั้ง
จะใชเ้ วลานานๆ บรรดาลกู ศษิ ยล์ กู หาตา่ งเชอื่ กนั วา่ ชว่ งนน้ั หลวงปดู่ ลู ยค์ งจะมคี ณุ ธรรม
สมควรแก่การสนทนาธรรมแล้วอย่างแน่นอน หลวงปู่พักอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่
ระยะหนึ่ง แล้วก็กราบลาออกเดินทางต่อไป โดยมีเป้าหมายอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์
ในระหวา่ งทางมกี ารแวะพกั เพอื่ บำ� เพญ็ ภาวนา และเผยแผธ่ รรมะแกผ่ สู้ นใจตามโอกาส
อนั ควร

41

โนม้ นา้ วใจพระมหาป่นิ

หลงั จากหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล กราบลาพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต แลว้ กอ็ อก
เดนิ ทางจากบา้ นผอื อดุ รธานี มงุ่ ไปจงั หวดั สรุ นิ ทร์ ในระหวา่ งทางหลวงปไู่ ดแ้ วะเยยี่ ม
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระสหธรรมิกผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงแก่ท่าน ขณะน้ัน
หลวงปสู่ ิงหพ์ ำ� นักอยใู่ นแถบจังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ

มเี หตกุ ารณส์ ำ� คญั อยา่ งหนงึ่ ทคี่ วรกลา่ วถงึ แตไ่ มส่ ามารถกำ� หนดกาลเวลาแนช่ ดั
ว่าเหตุการณ์น้ีเกิดในปี พ.ศ. ใดแน่ น่ันคือเรื่องราวที่หลวงปู่สิงห์กับหลวงปู่ดูลย์
ไดร้ ว่ มมอื กนั ไปโนม้ นา้ วใจทา่ น พระมหาปน่ิ ปญฺ าพโล พระนอ้ งชายของหลวงปสู่ งิ ห์
ให้ไปเปลยี่ นหนทางจากการมุ่งแตป่ ริยัตมิ าอยู่ฝา่ ยปฏบิ ัตไิ ด้ในทสี่ ดุ

เรอื่ งมอี ยวู่ า่ พระมหาปน่ิ ปญญฺ าพโล เปน็ เปรยี ญธรรมจากสำ� นกั วดั บวรนเิ วศวหิ าร
มีความรู้ด้านพระปริยัติธรรมอย่างแตกฉาน เดินทางจากกรุงเทพฯ มาเป็นครูสอน
พระปรยิ ตั ธิ รรมท่ี วดั สทุ ศั นาราม จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นพระมหาปน่ิ สนใจแตท่ าง
ปริยัติอย่างเดียว ไม่น�ำพาต่อการบ�ำเพ็ญภาวนาฝึกฝนจิตและธุดงคกัมมัฏฐานเลย
หลวงปสู่ งิ หจ์ งึ ชกั ชวนหลวงปดู่ ลู ยใ์ หเ้ ดนิ ทางไปจงั หวดั อบุ ลราชธานี เพอื่ ใหช้ ว่ ยชกั นำ�
พระมหาป่ินใหส้ นใจในทางปฏบิ ตั ิพระกมั มัฏฐานบา้ ง ไม่เชน่ น้ันจะไปไมร่ อด

หลวงปู่ทง้ั ๒ องค์ ไดพ้ กั จ�ำพรรษาท่ี วัดสุทัศนาราม วัดทีท่ ่านเคยอยมู่ ากอ่ น
คราวน้ีท่านได้ปลูกกุฏิหลังเล็กๆ อยู่ต่างหาก ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัด

42

แลว้ กค็ อ่ ยๆ โนม้ นา้ วจติ ใจใหพ้ ระมหาปน่ิ เกดิ ความศรทั ธาเลอ่ื มใสทางดา้ นการปฏบิ ตั ิ
ดว้ ยทงั้ หลวงปสู่ งิ ห์ และหลวงปดู่ ลู ย์ ไดช้ แี้ จงแสดงเหตผุ ลวา่ ในการครองเพศสมณะนนั้
แมว้ ่าไดบ้ วชมาในพระบวรพุทธศาสนาก็นับวา่ ดปี ระเสรฐิ แลว้ ถา้ หากมกี ารปฏบิ ัตใิ ห้
รแู้ จง้ ในธรรมกจ็ ะยง่ิ ประเสรฐิ ขน้ึ อกี คอื จะเปน็ หนทางออกเสยี ซงึ่ ความทกุ ขต์ ามแนว
คำ� สอนขององค์สมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้

ทา่ นพระอาจารยม์ หาปน่ิ ปญฺ าพโล เปน็ พระสงฆท์ ม่ี สี ตปิ ญั ญา พจิ ารณาปฏปิ ทา
ขอ้ วัตรปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งคำ� เทศน์ของพระอาจารยท์ ้งั ๒ องค์ ท่ไี ด้กระทำ� เปน็
แบบอยา่ ง กเ็ กดิ ความเลอื่ มใสเปน็ อยา่ งยง่ิ โดยปรกตแิ ลว้ หลวงปสู่ งิ หแ์ ละหลวงปดู่ ลู ย์
เปน็ นักปฏบิ ตั ธิ รรมขน้ั สงู แม้จะมีความอาวโุ ส แตก่ ็มลี ักษณะประจำ� ตวั ในการรู้จกั
นอบน้อมถอ่ มตน ระมดั ระวงั กาย วาจา ใจ ไมค่ ยุ โม้โออ้ วดว่าตนเองไดธ้ รรมขั้นสงู
และเห็นว่าธรรมะเป็นสมบัติอันล�้ำค่าของนักปราชญ์มาประจ�ำแผ่นดิน ซึ่งควร
ระมดั ระวังให้สมกับผมู้ ภี ูมิธรรมในใจ

ทา่ นพระอาจารย์มหาปนิ่ ไดพ้ จิ ารณารอบคอบดว้ ยเหตุดว้ ยผลแลว้ พอถงึ กาล
ออกพรรษา จงึ รบี เตรยี มบรขิ าร แลว้ ออกธดุ งคต์ ดิ ตามหลวงปสู่ งิ ห์ พระพชี่ ายไปทกุ หน
ทุกแห่ง ทนต่อสู้กับอุปสรรคยากไร้ท่ามกลางป่าเขา มุ่งหาความเจริญในทางธรรม
จนสามารถรอบรูธ้ รรมด้วยสตปิ ัญญาของทา่ นในกาลตอ่ มา

ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อรู้ธรรมอันสมควรแล้ว มักจะมองย้อนมาดูตัวเองท่ีเคยน�ำ
ชีวิตผ่านมา ท�ำให้เกิดความสงสารสลดใจในสิ่งที่ผ่านมา ซ่ึงจะเห็นว่าแท้จริงแล้ว
ความทกุ ขร์ อ้ นวนุ่ วายใจมกั เกดิ จากสงิ่ ภายในใจเราทง้ั สนิ้ คอื กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน
มันก่อขึ้นภายในใจจนต้องด้ินรนอย่างน่าเวทนาย่ิง กิเลส หรือความทุกข์ท้ังหลาย
เมอ่ื เกดิ ขนึ้ ภายในจติ ใจเราแลว้ ไมม่ อี ะไรจะรกั ษามนั ได้ นอกเสยี จากตอ้ งรกั ษาดว้ ย
ธรรมะท่ีเกิดจากความเพียรด้วยตัวของเราตามแบบอย่างของศากยบุตรพุทธสาวก
ทัง้ หลายท่ีท่านเคยท�ำมาแล้วแต่คร้งั พทุ ธกาล

43


Click to View FlipBook Version