การทพ่ี ระอาจารยม์ หาปน่ิ ปญฺ าพโล ออกธดุ งคกมั มฏั ฐานในครง้ั นน้ั ประชาชน
ในภาคอสี านไดแ้ ตกตน่ื ชน่ื ชมกนั มากวา่ “พระมหาเปรยี ญธรรมหนมุ่ จากเมอื งบางกอก
ไดอ้ อกฝกึ จติ ดำ� เนนิ ชวี ติ สมณเพศ ตดั บว่ งไมห่ ว่ งอาลยั ในยศถาบรรดาศกั ดิ์ ออกปา่ ดง
เดนิ ธดุ งคกมั มฏั ฐานฝกึ สมาธภิ าวนาเปน็ องคแ์ รกในสมยั นน้ั ” ชอ่ื เสยี งของพระอาจารย์
พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ในคร้ังนั้น จึงหอมฟุ้งร่�ำลือไปไกล ท่านได้ยืนเคียงบ่า
เคยี งไหลก่ บั พชี่ าย คอื หลวงปสู่ งิ ห์ ขนตฺ ยาคโม นำ� กองทพั ธรรมออกเผยแผพ่ ระธรรม
คำ� สอนในสายพระธรรมกมั มฏั ฐาน จนมผี เู้ ลอื่ มใสศรทั ธาอยา่ งกวา้ งขวางมาจนปจั จบุ นั
44
กลับสรุ ินทร์ถนิ่ กำ� เนิด
นบั แตห่ ลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล จารกิ จากวดั จมุ พลสทุ ธาวาส อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สรุ นิ ทร์
ไปพำ� นกั ยงั วดั สทุ ศั นาราม อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลวงปู่
เร่ิมศึกษาด้านพระปริยัติ สอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ นับเป็นรุ่นแรกของ
จงั หวดั อุบลราชธานี ขณะเดยี วกัน ก็ได้เรียนบาลีไวยากรณท์ ่ีเรยี กว่า มูลกจั จายน์
จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ จากนั้นเมื่อได้รู้จักกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
ได้กราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กัมมัฏฐานของพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต
ชวี ติ แหง่ สมณะของหลวงปกู่ แ็ ปรเปลยี่ นจากการทเ่ี คยมงุ่ หวงั การศกึ ษาดา้ นพระปรยิ ตั ิ
หันเข้าหาทางด้านการปฏิบัติ
หลวงปู่ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาล�ำเนาไพร แสวงหาสัจธรรมตามรอย
พระบาทองค์สมเด็จพระบรมศาสดา จนกระท่งั ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ รวมเป็นเวลา ๗ ปี
หลวงปจู่ งึ ไดค้ นื กลบั ไปยงั จงั หวดั สรุ นิ ทร์ บา้ นเกดิ ของทา่ น เพอื่ เปน็ การสงเคราะหญ์ าติ
การมาสรุ นิ ทรข์ องหลวงปใู่ นครง้ั นี้ เปน็ การมาแบบพระธดุ งค์ ครบเครอ่ื งดว้ ยภมู ปิ ญั ญา
ทแ่ี กก่ ลา้ ดว้ ยจรยิ าวตั รทไ่ี มเ่ บยี ดเบยี น หลวงปมู่ าพำ� นกั อยทู่ ่ี วดั นาสาม ตำ� บลนาบวั
อ�ำเภอเมอื ง ซึ่งอยู่ห่างจากตวั เมอื งสรุ ินทรไ์ ปทางทศิ ใต้ประมาณ ๑๕ กโิ ลเมตร
การมาสุรินทร์ของหลวงปู่ในคร้ังนั้น ถือได้ว่ากรุแห่งพระธรรมได้เปิดขึ้นแก่
ชาวสรุ นิ ทรแ์ ลว้ ไดส้ รา้ งความแตกตนื่ ใหก้ บั ชาวบา้ นเปน็ อยา่ งมาก โดยเฉพาะชาวบา้ น
45
แถบตำ� บลนาบวั และตำ� บลเฉนยี ง ไดพ้ ากนั แตกตน่ื พระธดุ งคเ์ ปน็ การใหญ่ พากนั ไป
ฟงั พระธรรมเทศนา และบำ� เพญ็ สมาธภิ าวนากบั หลวงปดู่ ลู ยอ์ ยา่ งลน้ หลาม จนกระทงั่
วดั นาสามไมม่ ีท่ีจะนง่ั
เมอ่ื จวนจะถงึ วนั เขา้ พรรษา หลวงปเู่ หน็ วา่ วดั นาสามตงั้ อยใู่ นละแวกชมุ ชนมาก
เกนิ ไป ไมเ่ หมาะทจ่ี ะวเิ วกและปรารภธรรมตามแบบอยา่ งของพระธดุ งค์ หลวงปจู่ งึ ได้
ไปพำ� นกั ทปี่ า่ บา้ นหนองเสมด็ ตำ� บลเฉนยี ง ซงึ่ อยหู่ า่ งจากวดั นาสามไปทางตะวนั ออก-
เฉยี งเหนอื ประมาณ ๑๐ กโิ ลเมตร สมมติสถานท่นี น้ั ขน้ึ เปน็ เสนาสนะป่า อธิษฐาน
จำ� พรรษา ณ ท่นี ้ัน
บรรดาญาติโยมท่ีมาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เริ่มประสบผลในทางปฏิบัติ ก็ได้
พากนั เดนิ ทางตดิ ตามไปปฏบิ ตั ทิ เ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็ แมจ้ ะตอ้ งเดนิ ดว้ ยเทา้
รว่ ม ๑๐ กโิ ลเมตร กไ็ ม่ลดละ หวังจะได้เจริญสมาธภิ าวนาใหม้ ีความกา้ วหนา้ และ
ฟงั พระธรรมเทศนาท่มี ีรสชาตซิ าบซ้งึ ถึงใจอย่างชนดิ ไม่เคยไดฟ้ ังจากท่ใี ดมาก่อน
46
สรรเสริญและนินทาเป็นธรรมดาของโลก
เปน็ ธรรมดาของโลก ยอ่ มหนไี มพ่ น้ กฎแหง่ โลกธรรม คอื เมอื่ มสี รรเสรญิ กย็ อ่ ม
มนี นิ ทา เปน็ ของคกู่ นั การมาตง้ั สำ� นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมทเ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็ ของ
หลวงปู่ กม็ ีท้งั ฝา่ ยท่ศี รทั ธาชน่ื ชอบและฝา่ ยต่อตา้ นท�ำลายเชน่ เดยี วกนั เมื่อมีคนรัก
กย็ อ่ มมีคนไม่ชอบ ตามติดเหมอื นเงา ถือเป็นเรือ่ งปรกตธิ รรมดา
ทางดา้ นดี บณั ฑติ ทงั้ หลายยอ่ มยกยอ่ งสรรเสรญิ วา่ หลวงปเู่ ปน็ ผปู้ ระกาศธรรม
ดว้ ยการลงมอื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง บรรดาผทู้ รี่ ู้ ผทู้ ชี่ อบ ผทู้ ส่ี นใจ ผทู้ ศี่ รทั ธา กร็ ว่ มกนั
ท�ำนุบ�ำรุงส่งเสริมและกราบฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ฝึกปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่
อกี ดา้ นหนงึ่ ถอื เปน็ พวกมดื บอดตอ่ สจั ธรรม กม็ ปี ฏกิ ริ ยิ าในทางตอ่ ตา้ นคดั คา้ น ดว้ ยการ
ดา่ วา่ ใหเ้ สยี หาย วางอบุ ายทำ� ลายจนถงึ ขน้ั ลงมอื ทำ� รา้ ยหลวงปกู่ ม็ ี แตก่ ม็ อี นั แคลว้ คลาด
ปลอดภัยด้วยอ�ำนาจพุทธคุณและด้วยคณุ ธรรมความดขี องหลวงปู่
คำ� พดู ทก่ี ระทบเสยี ดสเี ปรยี บเปรยหลวงปู่ เชน่ “มวี ดั ใหอ้ ยกู่ ไ็ มอ่ ยู่ กลบั ไปอยปู่ า่
เหมือนชะมด มีข้าวให้กินทุกมื้อ ก็กินมื้อเดียวเหมือนคนอนาถา มีถ้วยชามให้ใช้
กลบั ไมใ่ ช้ เอาแกงเอากบั คลกุ ขา้ วในบาตรกนิ เหมอื นแมว...” เมอ่ื เสยี งตำ� หนเิ หลา่ นนั้
แว่วเข้าหู หลวงป่กู ็ได้แตย่ ม้ิ ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร หลวงปูย่ ังคงตั้งหนา้ ตั้งตาส่งั สอน
อบรมบรรดาลกู ศษิ ยล์ กู หาดว้ ยความหนกั แนน่ และเตม็ เปย่ี มดว้ ยเมตตา ทำ� ใหจ้ ำ� นวน
ผู้ทศ่ี รัทธาเลื่อมใสขยายวงกว้างออกไปเร่อื ยๆ
47
ได้ศิษยส์ �ำคญั
ในบรรดาญาตโิ ยมทตี่ ดิ ตามไปปฏบิ ตั ธิ รรมกบั หลวงปทู่ เ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็
อยู่เปน็ ประจำ� นนั้ มอี บุ าสกิ าที่สนใจธรรมของหลวงปู่อย่างยิง่ คนหนงึ่ ช่อื นางเหรยี ญ
เมืองไทย
นางเหรยี ญ เปน็ ชาวบา้ นกะทม ตำ� บลนาบวั อำ� เภอเมอื งสรุ นิ ทร์ มศี รทั ธาตอ่ หลวงปู่
อย่างแรงกลา้ มักจะพาบุตรชายอายุ ๑๒ ปี ช่อื ด.ช.โชติ เมอื งไทย มาปฏบิ ตั ิธรรม
กบั หลวงปเู่ ปน็ ประจำ� เดก็ ชายโชติ มอี ปุ นสิ ยั ชอบความสงบ ไดม้ าสมั ผสั กบั บรรยากาศ
เงยี บสงดั ของวดั และไดป้ ฏบิ ตั ภิ าวนากบั หลวงปกู่ ต็ ดิ ใจ ไมอ่ ยากกลบั บา้ น นางเหรยี ญ
ผู้มารดา จึงมอบถวายบุตรชายใหอ้ ยู่คอยรับใช้อปุ ัฏฐากหลวงปเู่ สียเลย
เดก็ ชายโชติ เปน็ เดก็ ฉลาด มสี ตปิ ญั ญาดี ไดฝ้ กึ ปฏบิ ตั ภิ าวนาและเรยี นรธู้ รรมวนิ ยั
เปน็ อยา่ งดี อกี ทง้ั มใี จศรทั ธาตอ่ พระศาสนา หลวงปจู่ งึ ไดจ้ ดั การบรรพชาใหเ้ ปน็ สามเณร
ผสู้ นใจศกึ ษาประวตั คิ รบู าอาจารยส์ ายพระกมั มฏั ฐาน คงจะทราบเรอ่ื งราวของสามเณร
โชตอิ งคน์ ด้ี ี ดว้ ยทา่ นสามารถจำ� กำ� เนดิ หรอื ระลกึ ชาตไิ ด้ คอื ในชาตกิ อ่ น ทา่ นเปน็ พช่ี าย
ของนางเหรยี ญ มารดาในชาตปิ จั จบุ นั ดว้ ยความรกั และหว่ งใยในนอ้ งสาว เมอื่ ทา่ นปว่ ย
และถงึ แก่กรรม กไ็ ดม้ าเกดิ ใหมเ่ ปน็ ลูกของนางเหรยี ญ น้องสาวของตน
เรอ่ื งราวระลกึ ชาตขิ องสามเณรโชติ หรอื หลวงปโู่ ชติ คณุ สมปฺ นโฺ น จะของดกลา่ ว
ในทนี่ ี้ ผูส้ นใจคงค้นหาอา่ นจากแหล่งอ่ืนได้ไมย่ ากนัก
48
ผจญภยั ควายปา่
ในชว่ งทหี่ ลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล พำ� นกั อยทู่ เ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็ นน้ั เมอื่ ถงึ
ฤดกู าลออกพรรษา หลวงปมู่ กั จะพาพระภกิ ษุ สามเณร และฆราวาส ผสู้ นใจ รวมเปน็
คณะเลก็ ๆ ออกธดุ งคล์ งทางทศิ ใตข้ องจงั หวดั สรุ นิ ทรเ์ สมอๆ โดยเฉพาะตามเทอื กเขา
พนมดงเรก็ ไปทางเขาพระวิหาร และเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา
เทอื กเขาพนมดงเรก็ หรอื ดงรกั นนั้ เรยี กตามภาษาเขมร ซง่ึ เรยี กตามรปู ลกั ษณ์
แหง่ ภเู ขาทม่ี องเหน็ แตไ่ กล มลี กั ษณะคลา้ ย ไมค้ าน ทใี่ ชห้ าบของ ซงึ่ ภาษาเขมรเรยี กวา่
“ดองแรก็ ” บรเิ วณตอนใตข้ องจงั หวดั สรุ นิ ทร์ แถบเทอื กเขาดงเรก็ ในสมยั นนั้ เปน็ ปา่
รกชฏั ในลกั ษณะปา่ ดงดบิ ตน้ ไมใ้ หญๆ่ ขนาด ๓ คนโอบ ขนึ้ หนาทบึ สตั วป์ า่ มมี ากมาย
เช่น ช้างป่า เสือ หมี ก็มีชุกชุม แต่ภาพเหล่าน้ีก็ได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
แตส่ ำ� หรบั คนสรุ นิ ทร์ คนศรสี ะเกษ และคนบรุ รี มั ย์ ทมี่ อี ายุ ๖๐ ปี ลว่ งแลว้ ยงั ฝงั ใจ
กับสภาพป่าดงเหล่านน้ั เปน็ อยา่ งดี
การออกธดุ งคข์ องหลวงปดู่ ลู ย์ หลงั ออกพรรษาในปนี นั้ ทา่ นไดพ้ าสามเณรโชติ
กับสามเณรทอน ออกธุดงคไ์ ปตามเทือกเขาพนมดงเรก็ ไปทางเขาพระวหิ าร เขา้ เขต
จอมกระสาน ในประเทศกมั พชู า การเดนิ ทางเปน็ ไปดว้ ยความยากลำ� บาก เพราะตอ้ งฝา่
ป่ารกชฏั และมีสตั ว์ปา่ ชุกชุม เวลากลางคืน แตล่ ะองคป์ กั กลดให้ห่างกนั พอสมควร
ตามแบบฉบบั ของพระธดุ งค์ ซ่ึงหลวงปูถ่ ือปฏบิ ตั ิอย่างเคร่งครดั
49
สามเณรโชติ เมอื งไทย ได้เลา่ เหตุการณ์ผจญภยั ของหลวงปู่คราวออกธดุ งค์
ครัง้ น้นั ในภายหลงั เมื่อทา่ นมีสมณศักดิ์ที่ พระเทพสทุ ธาจารย์ ดงั นี้
ในคราวเดินทางตอนหนึ่ง หลวงปู่เดินน�ำหน้า ทิ้งสามเณรท้ังสองห่างออกไป
สามเณรตามไม่ทนั พลนั ควายป่าตัวหน่ึงต่ืนเตลดิ มาจากไหนไมท่ ราบ วงิ่ มาข้างหลงั
สามเณรทงั้ สองหลบเขา้ ขา้ งทาง ปนี หนขี นึ้ ตน้ ไมอ้ ยา่ งวอ่ งไว ควายปา่ ตรงรพ่ี งุ่ เขา้ ขวดิ
หลวงปูเ่ ต็มแรง จนหลวงปู่กระเดน็ ล้มลง แล้วมนั กต็ รงเขา้ ขวดิ ฟดั ฟาดซ�้ำหลายตลบ
ร่างหลวงปู่กลงิ้ ไปกลิ้งมาตามแรงของมันจนสาแก่ใจแล้ว ควายมันจงึ เตลดิ วิง่ หายไป
ในป่าทบึ
สามเณรทง้ั สองตกใจมาก รบี ลงจากตน้ ไมม้ าประคองหลวงปู่ แตต่ อ้ งตะลงึ ดว้ ย
ความมหัศจรรย์ เห็นจีวรท่านขาดกะรุ่งกะริ่งจนไม่มีช้ินดี แต่ร่างกายท่านไม่เป็น
อะไรเลย เพราะเขาควายขวดิ ถกู แตต่ ามซอกแขนซอกขาของทา่ นเท่าน้นั
ในภายหลังเม่ือญาติโยมเข้ากราบนมัสการเพื่อขอให้หลวงปู่ประพรมน้�ำมนต์
และขอของขลงั ของวเิ ศษ หลวงปมู่ กั จะพดู แตเ่ พยี งวา่ “อาตมามไิ ดม้ ปี าฏหิ ารยิ ”์ และ
หลวงปู่ไมเ่ คยพูดถึงเรอ่ื งปาฏิหาริย์ หรือใส่ใจในเรอื่ งเหล่านนั้ เลย ทา่ นเนน้ แต่เรอื่ ง
การบริกรรมภาวนาเพ่อื สร้างพลังจติ และสรา้ งความบรสิ ุทธใ์ิ หแ้ กต่ นเอง
50
เดนิ ทางเข้ากรงุ เทพฯ
หลังกลับจากธุดงค์ หลวงปู่ก็มาพ�ำนักที่เสนาสนะป่าบ้านหนองเสม็ดตามเดิม
มบี างครงั้ กไ็ ปอยทู่ ่ี วดั ปราสาท สถานทเ่ี กดิ ของทา่ น เพอ่ื โปรดญาตโิ ยม ณ ทน่ี น้ั บา้ ง
ตามสมควร พอจวนจะเข้าพรรษาอีกคร้ัง หลวงปู่ได้ด�ำริที่จะเรียนพระปริยัติธรรม
เพม่ิ เติมขนึ้ อีกบา้ ง จึงได้เดนิ ทางเข้ากรงุ เทพฯ ในคร้ังนนั้ ไดพ้ าสามเณรโชตไิ ปด้วย
หลวงปู่ได้น�ำสามเณรโชติไปฝากให้อยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมท่ีวัดสุทธจินดา
จังหวัดนครราชสีมา แล้วท่านเองก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักจ�ำพรรษาอยู่ท่ี
วดั สมั พนั ธวงศาราม (วดั เกาะ) แตแ่ รกเขา้ กรงุ เทพฯ หลวงปตู่ งั้ ใจจะเรยี นพระปรยิ ตั ิ
ธรรม แตป่ รากฏว่าจิตใจของท่านโนม้ เอยี งไปทางธุดงคกมั มฏั ฐานมากกวา่ จติ ใจจงึ
ไม่ถูกกับเร่ืองการเรียนหนังสือเลย ด�ำริที่จะศึกษาด้านปริยัติธรรมจึงเป็นอันต้อง
ยกเลิกไป
หลวงปอู่ ยปู่ ฏบิ ตั ภิ าวนา และโปรดญาตโิ ยมทว่ี ดั สมั พนั ธวงศาราม ตลอดพรรษานน้ั
เม่ือออกพรรษาแลว้ ทา่ นก็ออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปทางจงั หวดั ลพบุรี
51
ไปภาวนาที่ถ�้ำอรหันต์ จังหวัดลพบรุ ี
เมอ่ื หลวงปไู่ ปถงึ จงั หวดั ลพบรุ ี ไดไ้ ปพำ� นกั กบั พระอาจารยอ์ ำ�่ ซงึ่ ตอ่ มาภายหลงั
มสี มณศกั ดทิ์ ่ี พระเทพวรคณุ เจา้ อาวาสวดั มณชี ลขนั ธ์ หลวงปพู่ ำ� นกั ทจี่ งั หวดั ลพบรุ ี
เปน็ เวลา ๓ เดอื น พระอาจารยอ์ ำ่� ทราบอธั ยาศยั ของหลวงปวู่ า่ ทา่ นมงุ่ แสวงหาความวเิ วก
เพอ่ื บำ� เพญ็ ธรรมใหย้ งิ่ ๆ ขน้ึ ไป จงึ ไดพ้ าหลวงปไู่ ปพำ� นกั ทถี่ ำ�้ นำ้� จนั ทร์ ซง่ึ ตอ่ มาเรยี กวา่
ถำ้� อรหนั ต์
ทชี่ าวบา้ นเรยี กถำ้� แหง่ นวี้ า่ “ถำ�้ นำ้� จนั ทร”์ หรอื “ถำ้� นำ�้ ” กเ็ พราะภายในถำ�้ แหง่ นม้ี ี
แอง่ นำ�้ ขนาดเลก็ นำ�้ ใสสะอาดและมกี ลน่ิ หอม หลวงปตู่ ง้ั ใจวา่ จะบำ� เพญ็ ภาวนาอยทู่ นี่ ่ี
ไปเรอ่ื ยๆ อยา่ งไม่มีกำ� หนด แลว้ ท่านก็ไมอ่ าจอยูท่ ีน่ ั่นให้เนิ่นนานไปอีกได้
วนั หนงึ่ ขณะทห่ี ลวงปกู่ ำ� ลงั สรงนำ้� กไ็ ดเ้ หน็ พระมหาพลอย อปุ สโม (จฑุ าจนั ทร)์
มาจากวัดสมั พันธวงศาราม กรุงเทพฯ เดินทางตามหาหลวงปู่จนพบ พระมหาพลอย
กราบเรยี นทา่ นถงึ จดุ มงุ่ หมายของการเดนิ ทางมาครงั้ นว้ี า่ “โยมของกระผม ตลอดจน
อบุ าสก อบุ าสกิ า ทางเมอื งสรุ นิ ทร์ ผสู้ นใจประพฤติธรรม และพอจะเหน็ ผลของการ
ปฏิบัติ มคี วามปรารถนาอยากจะพบท่านอาจารย์ ขอใหท้ ่านอาจารยไ์ ด้โปรดเหน็ แก่
โยมของกระผม และเหน็ แกญ่ าติโยมทางสรุ ินทรด์ ้วยเถดิ ”
เม่ือได้รับการอาราธนานิมนต์จากพระมหาพลอย หลวงปู่จึงต้องเดินทางกลับ
จังหวัดสุรนิ ทร์ เพื่อโปรดญาตโิ ยมต่อไป
52
หลวงป่สู าม ศษิ ย์ส�ำคญั อกี องค์
หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล เดนิ ทางกลบั จงั หวดั สรุ นิ ทร์ ตามคำ� อาราธนาของพระมหาพลอย
อปุ สโม แลว้ มาพำ� นกั ทเ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็ ยงั ความปลาบปลมื้ ใจแกส่ านศุ ษิ ย์
ชาวสุรนิ ทรอ์ ยา่ งลน้ พน้
ในปีนน้ั พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้มภี กิ ษหุ นมุ่ รูปหนงึ่ ผวิ พรรณหมดจด ผ่องใส กริ ิยา
ทา่ ทางสำ� รวม สอบถามไดค้ วามวา่ มคี วามมงุ่ มนั่ ในการศกึ ษาทางพระศาสนา และเคย
เดนิ ทางไปแสวงหาทเี่ รยี นด้านปริยัตทิ ีก่ รุงเทพฯ แตห่ าทีพ่ ำ� นักไมไ่ ด้ จึงตอ้ งกลับมา
จำ� พรรษาทส่ี รุ นิ ทร์ พระภกิ ษหุ นมุ่ รปู นน้ั ชอ่ื พระสาม อกญิ จฺ โน ไดม้ ากราบถวายตวั
เป็นศษิ ย์เรยี นพระกรรมฐานกับหลวงปู่ดูลย์ ทบ่ี ้านหนองเสมด็
พระสาม อกญิ จฺ โน ชอบใจตอ่ แนวทางปฏบิ ตั ภิ าวนาและกจิ ธดุ งค์ เพราะถกู กบั
จริตของท่าน ต่อมาได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ละแวก
ใกล้เคยี งจงั หวดั สุรนิ ทร์
ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปดู่ ลู ย์เหน็ ว่าพระสาม อกิญฺจโน ไดร้ บั ผลจากการปฏิบตั ิ
พอสมควร และมศี รทั ธามน่ั คงดแี ลว้ จงึ แนะนำ� ใหเ้ ดนิ ทางไปกราบและศกึ ษาธรรมกบั
พระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ซึง่ ขณะนนั้ พำ� นกั อยทู่ ่ี เสนาสนะป่าบา้ นสบบง อำ� เภอ
ทา่ อุเทน จังหวัดนครพนม
53
พระสาม กับพระบุญธรรม รวม ๒ องค์ ใช้เวลาเดนิ เท้า ๑๕ วัน จงึ ไปถึง
จังหวัดนครพนม ได้อยพู่ ำ� นกั ปฏบิ ัติธรรมกับพระอาจารย์ใหญ่ ๓ เดือน แล้วส่งไป
ใหพ้ ำ� นักกบั หลวงป่สู ิงห์ ขนตฺ ยาคโม สหายสนิทของหลวงปู่ดูลย์ ซ่งึ ขณะน้นั อยทู่ ี่
กง่ิ อำ� เภออากาศอำ� นวย จงั หวดั สกลนคร ตอ่ มาพระบญุ ธรรมไดม้ รณภาพลง เหลอื แต่
พระสาม ไดต้ ดิ ตามหลวงปสู่ งิ หไ์ ปหลายแหง่ และเปน็ กำ� ลงั สำ� คญั ในการเผยแผธ่ รรมะ
ในกองทพั ธรรม
พระสาม อกญิ จฺ โน ไดอ้ อกธดุ งคป์ ฏบิ ตั ธิ รรมไปทว่ั ทกุ ภาคของประเทศ ถอื เปน็
พระทเี่ จรญิ ดว้ ยธดุ งควตั ร เทยี่ วธดุ งคเ์ ปน็ เวลานาน พำ� นกั จำ� พรรษามากแหง่ เพง่ิ มา
พำ� นกั ประจำ� ท่ี วดั ปา่ ไตรวเิ วก อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สรุ นิ ทร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เมอื่ ทา่ น
อายุ ๖๘ ปี
พระสาม อกญิ จฺ โน กค็ อื หลวงปสู่ าม อกญิ จฺ โน ของพวกเรานน่ั เอง เพอื่ นสหธรรมกิ
ที่สนิทสนมกับท่านมากที่สุด ก็คือ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร แห่งส�ำนักวัดอโศการาม
จงั หวดั สมทุ รปราการ กบั หลวงป่กู งมา จิรปญุ โฺ ญ แห่งวัดดอยธรรมเจดยี ์ จงั หวดั
สกลนคร
เม่ือพูดถึงพระดีของจังหวัดสุรินทร์ เรามักจะนึกถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล กับ
หลวงปสู่ าม อกญิ จฺ โน คกู่ นั เสมอ เพราะทง้ั ๒ องค์ มปี ฏปิ ทาคลา้ ยคลงึ กนั มเี รอ่ื งราว
ตา่ งๆ ผูกพันและเกีย่ วขอ้ งกนั โดยตลอด ดังจะเห็นไดจ้ ากเรือ่ งราวในตอนต่อๆ ไป
หลวงปสู่ าม อกญิ จฺ โน มรณภาพเมอ่ื วนั ท่ี ๑ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ สริ ริ วมอายุ
ได้ ๙๑ ปเี ศษ ท่านมรณภาพหลงั หลวงป่ดู ลู ย์ ๘ ปี (หลวงปดู่ ลู ยม์ รณภาพเม่อื วนั ที่
๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖)
54
หวนกลบั อบุ ลราชธานี
จากประวตั ิชีวิตของหลวงปใู่ นช่วงนี้ พอจะกล่าวได้ว่าเป็นชว่ งแห่งการต่อสู้ทาง
ความคดิ กน็ า่ จะได้ ความคดิ หนง่ึ เปน็ การศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ทางดา้ นปรยิ ตั ิ อนั เปน็ การศกึ ษา
ทางภาคทฤษฎี ศกึ ษาทางตวั หนงั สอื ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการเดนิ ทางออกจากเสนาสนะปา่
บา้ นหนองเสมด็ ไปยงั วดั สทุ ธจนิ ดา จงั หวดั นครราชสมี า เพอ่ื ฝากสามเณรโชตใิ หอ้ ยู่
ศึกษาเลา่ เรยี น แลว้ ทา่ นเดนิ ทางไปยังวัดสัมพันธวงศาราม กรุงเทพฯ ด้วยความคดิ
ที่จะศึกษาเพ่ิมเติมทางพระปริยัติ อีกความคิดหน่ึง เป็นการศึกษาด้วยการปฏิบัติ
คือการออกธดุ งคม์ ุง่ หาประสบการณ์ตรง ค้นหาสจั ธรรมดว้ ยตนเอง ดังจะเห็นจากท่ี
ท่านเปล่ยี นใจไม่ศกึ ษาด้านพระปริยตั ิทวี่ ัดสัมพนั ธวงศาราม แล้วเดนิ ทางไปจงั หวัด
ลพบุรี เพ่อื บำ� เพญ็ ภาวนาทีถ่ �ำ้ อรหันตใ์ หน้ านทสี่ ดุ แต่กไ็ ด้รบั การอาราธนานมิ นตใ์ ห้
มาโปรดญาตโิ ยมท่ีจงั หวดั สรุ ินทรอ์ ีก
หลวงปกู่ ลบั มาพำ� นกั ทเ่ี สนาสนะปา่ บา้ นหนองเสมด็ ตามเดมิ หลงั จากไดพ้ ระสาม
อกญิ จฺ โน เปน็ ศษิ ย์ และสง่ ใหไ้ ปศกึ ษาภาคปฏบิ ตั กิ บั พระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต แลว้
หลวงปู่ก็พ�ำนักโปรดญาติโยม ณ เสนาสนะป่าบ้านหนองเสม็ด อีกระยะหน่ึง
ดว้ ยอธั ยาศยั และจติ ใจของหลวงปโู่ นม้ เอยี งมาทางดา้ นการปฏบิ ตั มิ ากกวา่ ทจี่ ะศกึ ษา
ทางพระปรยิ ตั ิ ทา่ นจงึ ดำ� รทิ จ่ี ะออกธดุ งคกมั มฏั ฐานอกี เพอื่ ปฏบิ ตั ภิ าวนาใหย้ งิ่ ๆ ขน้ึ ไป
ในที่สุด หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จึงลาญาติโยมออกเดินทางจากเสนาสนะป่าบา้ น
หนองเสมด็ มงุ่ ไปยงั จังหวัดอบุ ลราชธานอี ีกครง้ั หน่ึง ด้วยจดุ มงุ่ หมายทจ่ี ะยอ้ นกลับ
55
ไปกราบครูบาอาจารย์ และจะจาริกธดุ งค์ต่อไป แต่เม่อื หลวงปู่ไปถงึ วัดสุทัศนาราม
จงั หวดั อุบลราชธานแี ล้ว ความตัง้ ใจเดมิ ก็ต้องสะดดุ หยุดลง เนอ่ื งจากพระอุปัชฌาย์
ของทา่ นไดข้ อรอ้ งใหท้ า่ นพำ� นกั ทวี่ ดั สทุ ศั นาราม เพอ่ื ชว่ ยกอ่ สรา้ งโบสถใ์ หเ้ สรจ็ เสยี กอ่ น
เมอ่ื พระอปุ ชั ฌายผ์ มู้ พี ระคณุ ขอรอ้ งเชน่ น้ี ทา่ นจงึ มกิ ลา้ ขดั และถอื วา่ เปน็ โอกาสอนั ดี
ท่ีมีส่วนทดแทนพระคุณ จ�ำเป็นต้องอยู่ช่วยสร้างโบสถ์ แต่ท่านก็ตั้งปณิธานไว้ว่า
โบสถเ์ สรจ็ เมื่อไหร่ กจ็ ะออกธดุ งคกมั มัฏฐานต่อไป
การเร่ิมต้นก่อสร้างโบสถ์วัดสุทัศนารามในครั้งนี้ ทางวัดมีทุนเร่ิมต้นเพียง
๓๐๐ บาท ใชเ้ วลากอ่ สรา้ งนานทง้ั สนิ้ ๖ ปี จงึ แลว้ เสรจ็ นบั เปน็ พระอโุ บสถทส่ี วยงาม
และใหญโ่ ตทส่ี ดุ ของจงั หวดั อบุ ลราชธานี เปน็ ทเ่ี ชดิ หนา้ ชตู าของจงั หวดั และใชป้ ระกอบ
กจิ กรรมดา้ นพระพุทธศาสนาอย่างคมุ้ ค่า
ในระหว่างกอ่ สรา้ งโบสถ์นน้ั หลวงปู่ดูลยไ์ ด้ช่วยเหลือพระอปุ ชั ฌายด์ ว้ ยหน้าท่ี
หลายอยา่ ง นอกจากชว่ ยดา้ นงานสรา้ งโบสถแ์ ลว้ กม็ งี านปกครองพระภกิ ษุ สามเณร
และเป็นพระกรรมวาจาจารย์บวชนาค
56
ได้ศษิ ยส์ ำ� คญั ท่ีอุบลราชธานี
ในชวี ติ ของหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ไดม้ สี ว่ นพวั พนั กบั “พระมหาปน่ิ ” ๒ องคด์ ว้ ยกนั
มหาป่นิ องค์แรก ก็คอื พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล นอ้ งชายแทๆ้ ของหลวงปู่สิงห์
ขนตฺ ยฺ าคโม โดยทห่ี ลวงปดู่ ลู ยม์ สี ว่ นรว่ มเขา้ ไปผลกั ดนั และโนม้ นา้ วรว่ มกบั หลวงปสู่ งิ ห์
เพอ่ื ใหพ้ ระอาจารย์มหาป่ิน ทแี่ ตเ่ ดิมใฝใ่ จเฉพาะในด้านปรยิ ัติ ให้ได้มาสนใจในการ
ปฏบิ ตั ธิ ดุ งคกมั มฏั ฐาน เพอื่ เสรมิ เตมิ เตม็ การศกึ ษาธรรมะใหค้ รบถว้ นบรบิ รู ณ์ ทง้ั ดา้ น
ทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ตั ิ และตอ่ มาพระอาจารยม์ หาปน่ิ ปญญฺ าพโล ไดเ้ ปน็ กำ� ลงั สำ� คญั
ออกเผยแผธ่ รรมปฏบิ ตั ธิ ดุ งคกมั มฏั ฐานเคยี งคกู่ บั หลวงปสู่ งิ ห์ ขนตฺ ยาคโม จนกลาย
เป็นสองแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม
มหาปน่ิ อกี องคน์ น้ั มาเกยี่ วขอ้ งกบั หลวงปใู่ นขณะทที่ า่ นพำ� นกั อยู่ ณ วดั สทุ ศั นาราม
จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อท�ำหน้าที่ช่วยเหลือพระอุปัชฌาย์ของท่านในช่วงที่ก�ำลัง
สร้างโบสถ์ ไดม้ ีสามเณรน้อยรูปหนึง่ หน้าตาหมดจด ทา่ ทเี ฉลยี วฉลาด ขยันขันแขง็
ในการศกึ ษา ได้เขา้ มาเป็นศิษยป์ รนนิบัติรับใชใ้ กล้ชดิ และฝึกปฏบิ ัตอิ ย่กู ับหลวงปู่
หลวงปู่ได้พิจารณาเห็นแววของสามเณรน้อยรูปน้ี จึงต้องการสนับสนุนให้มี
ความกา้ วหนา้ ต่อไป จงึ ไดฝ้ ากสามเณรใหไ้ ปอยู่ในความดูแลของ พระมหาเฉย ยโส
(ภายหลงั มสี มณศกั ดทิ์ ่ี พระเทพปญั ญากว)ี เจา้ อาวาสวดั สมั พนั ธวงศาราม กรงุ เทพฯ
57
รบั บญั ชาคณะสงฆ์
หลวงปดู่ ลู ย์ อยทู่ วี่ ดั สทุ ศั นาราม จงั หวดั อบุ ลราชธานี เพอ่ื ชว่ ยกจิ การอปุ ชั ฌาย์
ในขณะท่ีก�ำลังก่อสร้างโบสถ์ ด้วยภารกิจด้านการปกครองและให้การอบรมภิกษุ
สามเณร และการเปน็ พระกรรมวาจาจารยบ์ วชนาค รวมเปน็ เวลา ๖ ปเี ศษ จนกระทงั่
การกอ่ สรา้ งพระอโุ บสถเสรจ็ เรยี บรอ้ ย เมอื่ หลวงปเู่ หน็ วา่ ภาระทรี่ บั ปากพระอปุ ชั ฌาย์
เสรจ็ ลงแลว้ จงึ เตรยี มการทจ่ี ะออกธดุ งคแ์ สวงหาความวเิ วกตามปา่ เขาลำ� เนาไพรตาม
ท่ตี งั้ ใจไวแ้ ต่เดมิ ตอ่ ไป
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามความประสงค์ จึงต้องเลิกล้มความต้ังใจเดิม
อย่างฉับพลนั ด้วยทา่ นเจ้าประคุณ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ โฺ ส) ในสมยั ที่
ยงั ดำ� รงสมณศกั ดทิ์ ่ี พระธรรมปาโมกข์ เจา้ คณะมณฑลนครราชสมี า รว่ มกบั คณะสงฆ์
ได้สถาปนาวัดบูรพารามขึ้น เป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ในปี พ.ศ.
๒๔๗๖
มบี ัญชาให้ พระมหาพลอย อุปสโม ป.ธ.๖ จากวัดสมั พันธวงศาราม กรุงเทพฯ
เดินทางมาจัดการฟื้นฟูการศึกษา ขณะเดียวกัน ก็มีบัญชาให้หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
มาชว่ ยทา่ นอีกแรงหนงึ่ ดา้ นวปิ ัสสนาธุระ ในขณะนั้นวดั บูรพารามกำ� ลงั อยูใ่ นสภาพที่
ชำ� รดุ ทรดุ โทรมมาก เนอื่ งจากกอ่ สรา้ งมานานรว่ ม ๒๐๐ ปี ตอ้ งการการบรู ณะซอ่ มแซม
เพอื่ ให้กลบั ฟน้ื คืนสสู่ ภาพท่ีดี และให้เป็นศูนยก์ ารศกึ ษาทางพระพทุ ธศาสนาท้ังฝ่าย
ปริยัตแิ ละฝา่ ยปฏบิ ัติตามความดำ� รขิ องคณะสงฆ์
58
ด้วยเหตทุ ่หี ลวงปดู่ ลู ย์ อตุโล นน้ั เป็นพระภกิ ษผุ ู้เจรญิ ด้วยคณุ ธรรม มคี วาม
เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย จึงไม่อาจขัดบัญชาของพระเถระผู้บริหารการคณะสงฆ์ได้
จงึ ต้องเดินทางกลับจงั หวดั สรุ ินทร์ เพอื่ ปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ตามทีไ่ ด้รบั มอบหมาย
เปน็ อนั วา่ ความประสงคท์ จ่ี ะออกธดุ งคเ์ พอื่ บำ� เพญ็ คณุ ธรรมสว่ นตวั ใหย้ ง่ิ ขนึ้ ไป
ซ่ึงได้ร้ังรอไว้ถึง ๖ ปี จ�ำเป็นต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงต้ังแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ตอ้ งเดนิ ทางกลบั มาตภุ มู เิ พอื่ บำ� เพญ็ ประโยชนแ์ กป่ วงชน โดยมเี ปา้ หมายแหง่ ศาสนกจิ
สำ� คญั รออย่ขู า้ งหนา้ ที่ วัดบูรพาราม จังหวดั สุรินทร์
หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ไดบ้ นั ทกึ ไวด้ ว้ ยมอื ของทา่ นเองเอาไวว้ า่ “มาอยวู่ ดั บรู พาราม
เมอื่ วนั ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เปน็ เจา้ คณะอำ� เภอรตั นบรุ ี เมอื่ วนั ที่ ๑ มนี าคม
พ.ศ. ๒๔๗๙”
59
วัดบูรพาราม จงั หวัดสรุ นิ ทร์
วดั บูรพาราม ตั้งอยใู่ นใจกลางเมืองสุรินทร์ หากถอื เอาคูเมอื งและก�ำแพงเมือง
โบราณเปน็ บรรทดั ฐาน กจ็ ะมองเหน็ ทตี่ ง้ั ของวดั สำ� คญั ๆ ในเมอื งสรุ นิ ทรไ์ ดด้ งั น้ี ขณะที่
วดั จมุ พลสทุ ธาวาส วดั พรหมสรุ นิ ทร์ วดั หนองบวั วดั จำ� ปา และวดั ศาลาลอย ถอื ไดว้ า่
เป็นวัดนอกตัวเมือง ต้ังอยู่ติดกับคูเมืองด้านนอกเรียงรายรอบตัวเมือง ส�ำหรับ
วดั บรู พารามกบั วดั กลาง สองวดั นถี้ อื ไดว้ า่ เปน็ วดั ทอี่ ยภู่ ายในกำ� แพงชน้ั ใน คอื อยใู่ น
ใจกลางเมอื งสรุ ินทร์
วดั บรู พาราม เปน็ วดั เกา่ แก่ เกดิ ขนึ้ มาพรอ้ มกบั ตวั เมอื งสรุ นิ ทรต์ งั้ แตค่ รงั้ ยงั เรยี ก
วา่ เมืองประทายสมันต์ หรือ เมืองไผทสมันต์ นนั่ เทียว สนั นษิ ฐานว่า วดั บรู พาราม
สรา้ งขนึ้ ในสมยั กรงุ ธนบรุ ี หรอื สมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทร์ มอี ายไุ มต่ ำ�่ กวา่ ๒๐๐ ปี เทา่ ๆ กบั
อายุของเมอื งสุรนิ ทร์
ตามตำ� นานของเมอื งสรุ นิ ทรเ์ ลา่ ขานกนั มาวา่ เมอื่ พระยาสรุ นิ ทรภ์ กั ดี ศรณี รงค-์
จางวาง (เชียงปุม) ไดต้ ำ� แหนง่ จางวางเมอื งประทายสมนั ต์ กเ็ ริ่มท�ำนบุ �ำรุงบา้ นเมือง
ดว้ ยการฝกึ ฟน้ื ใจเมอื ง ตามธรรมเนยี มการพฒั นาบา้ นเมอื งของไทยทนี่ ยิ มสบื ทอดกนั
มาแต่โบราณ คือส่งเสริมการพระศาสนาให้เจรญิ ควบคูก่ ับการบำ� รุงกายเมือง หรือ
พฒั นาด้านวัตถใุ ห้เจริญควบคูไ่ ปด้วยกนั
60
วัดบูรพาราม ได้รับการปลูกสร้างข้ึนท่ีใจกลางเมืองพอดี จึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่
ภายในกำ� แพงเมอื งชนั้ ใน เนอื่ งจากวดั แหง่ นส้ี รา้ งขน้ึ มานาน สภาพจงึ ชำ� รดุ ทรดุ โทรม
ทางคณะสงฆ์มณฑลนครราชสมี า มคี วามประสงค์ท่จี ะบรู ณะขน้ึ ใหม่ และสถาปนา
เปน็ วดั ธรรมยุตแห่งแรกในจงั หวัดสรุ ินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖
เม่ือหลวงปู่ดูลย์ได้รับบัญชาจากท่านเจ้าคณะมณฑลให้มาดูแลบูรณะ
วัดบรู พาราม ท่านจึงรบั ภาระนีด้ ้วยความเตม็ ใจ หลวงปูด่ ูลย์จึงงดกจิ ด้านออกธุดงค์
และพำ� นกั ประจำ� ทว่ี ดั บรู พารามนี้ ตดิ ตอ่ กนั ตลอดมาตราบเทา่ ถงึ วนั มรณภาพของทา่ น
ซ่งึ ทา่ นอยู่ประจ�ำทวี่ ัดแห่งน้ีรวมเวลาทั้งสิ้น ๕๐ ปี
61
หลวงพอ่ พระชวี ์ พระพุทธรปู คเู่ มืองสุรินทร์
ปชู นยี วตั ถสุ ำ� คญั ทถี่ อื วา่ กำ� เนดิ มาพรอ้ มกบั วดั บรู พาราม และเปน็ ทเี่ คารพนบั ถอื
ว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุรินทร์ ก็คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซ่ึงเป็นองค์
ประธานในวดั ทเี่ รยี กขานกนั ทวั่ ไปวา่ “หลวงพอ่ พระชวี ”์ เปน็ พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั
หนา้ ตกั กวา้ ง ๔ ศอก ประดษิ ฐานอยใู่ นมณฑปจตั รุ มขุ กอ่ อฐิ ถอื ปนู อยดู่ า้ นตะวนั ตก
ของพระอุโบสถปัจจบุ นั
สำ� หรบั หลวงพอ่ พระชวี ์ องคน์ ี้ นบั วา่ แปลกอยา่ งหนงึ่ คอื ไมส่ ามารถสบื ประวตั ิ
ได้ว่าสร้างข้ึนเมอ่ื ไหร่ และท่านผใู้ ดเปน็ คนปรารภมา พอถามคนแกอ่ ายรุ ้อยปกี ไ็ ด้
คำ� ตอบวา่ เคยถามคนอายรุ อ้ ยปเี หมอื นกนั เขากบ็ อกวา่ เหน็ องคท์ า่ นอยอู่ ยา่ งนม้ี าแลว้
โดยสรปุ ก็สามารถสืบสาวไปได้แค่ ๒๐๐ ปี ก็จบ และไมท่ ราบวา่ ผู้ใดสร้างและสรา้ ง
เม่ือไหร่
สันนิษฐานวา่ คงจะสรา้ งมาพร้อมกับเมืองสุรินทร์ และกส็ ันนิษฐานกนั ตอ่ ไปวา่
ท�ำไมจึงชือ่ วา่ “หลวงพอ่ พระชวี ์” เป็นชอื่ แตเ่ ดมิ มี “ว” การันตค์ ือ “ชีวะ” ก็คงจะ
เปน็ “ชวี ติ ” ซงึ่ อาจยกยอ่ งทา่ นวา่ เปน็ เสมอื นเจา้ ชวี ติ หรอื เปน็ ยอดชวี ติ ของคนสมยั นนั้
กระมัง ข้อสันนิษฐานอีกทางหน่ึงก็ว่า อาจจะเก่ียวกับล�ำน้�ำชี เป็นล�ำน�้ำท่ีไหลผ่าน
จังหวัดสุรินทร์ ท่ีได้ชื่อน้ีอาจจะได้ไม้พิเศษหรือดินพิเศษมาจากล�ำชีมาปั้นเป็น
องค์ทา่ นกระมัง จงึ ไดช้ อ่ื อย่างน้ี
62
เคยมีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านก็ไม่ทราบประวัติของหลวงพ่อพระชีว์
เชน่ เดยี วกนั ทา่ นวา่ กเ็ หน็ องคท์ า่ นอยอู่ ยา่ งนแ้ี หละแตไ่ หนแตไ่ รมาตง้ั แตเ่ ลก็ จนโตมา
กถ็ ามคนโบราณเชน่ เดียวกัน เขากว็ า่ “กเ็ ห็นอยอู่ ย่างน้”ี
ถา้ ยอ้ นนึกถึงสมยั ก่อน เราต้องยอมรับวา่ แถวสรุ นิ ทร์ ซง่ึ ถือเปน็ เมอื งบ้านนอก
มีความอตั คดั เร่ืองพระพทุ ธรูปทีจ่ ะกราบไหว้กันเหลอื เกิน เม่ือสมัย ๑๐๐ ปี หรือ
๗๐-๘๐ ปีที่ผา่ นมา หรือยอ้ นไปถึง ๒๐๐ ปี จะเหน็ วา่ แถวนไ้ี ม่มพี ระพทุ ธรปู ส�ำรดิ
หรือทองเหลือง มีเพียงพระพุทธรูปที่ท�ำด้วยไม้ หรือดินปั้น ซึ่งก็ไม่ได้ปั้นให้ได้
ปุริสลกั ษณะที่แท้จรงิ เพยี งแต่ท�ำข้นึ เสมอื นหน่ึงว่าสมมติให้เป็นพระพุทธรูปเท่านนั้
สมัยนน้ั จงึ ไมม่ ีพระพทุ ธรปู ทง่ี ดงามใหก้ ราบไหว้ ดว้ ยเหตุน้กี ระมงั คนสุรนิ ทร์
สมยั นน้ั จึงไม่ค่อยสวยงาม ไมค่ ่อยมีลกั ษณะท่ดี ี เพราะการสร้างพระพทุ ธรูปไมไ่ ด้
พระพทุ ธรปู ที่งาม เม่อื กราบติดอกตดิ ใจกไ็ มไ่ ดล้ ูกเต้าทง่ี ดงามกระมัง
ในสมัยนน้ั แถวจังหวดั สุรินทร์ บรุ รี มั ย์ ศรสี ะเกษ หรือแถบอีสานใต้ ยงั ไมม่ ี
พระพทุ ธรปู ปน้ั องคไ์ หนทงี่ ดงาม หรอื มลี กั ษณะทม่ี อี ำ� นาจนา่ เกรงขาม และขนาดใหญ่
เทา่ กบั หลวงพอ่ พระชวี เ์ ลย ดว้ ยทา่ นมขี นาดใหญแ่ ละดเู ครง่ ขรมึ มอี ำ� นาจนา่ เกรงขาม
ชาวบ้านจึงนับถือท่านในดา้ นความศักดิ์สิทธ์ิ แม้ทางราชการ ในสมัยที่ข้าราชการมี
การท�ำพิธถี ือนำ้� พระพิพัฒนส์ ัตยา ก็ต้องมาท�ำพิธีตอ่ หนา้ หลวงพอ่ พระชวี ์ องค์นี้เอง
ดว้ ยความเคารพนบั ถอื ทา่ นในแงค่ วามศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ ประชาชนจงึ เชอื่ วา่ ทา่ นสามารถ
ดลบันดาลใหเ้ ขาสำ� เรจ็ ประโยชน์โสตถิผลอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ได้
เมอื่ สมยั สงครามโลกครง้ั ที่ ๒ แถวสรุ นิ ทรแ์ ละบรุ รี มั ย์ ถอื วา่ เปน็ พนื้ ทท่ี หี่ มนิ่ เหม่
ตอ่ อนั ตราย ดว้ ยการเปน็ เปา้ หมายโจมตที างอากาศ สมยั นนั้ พ.ศ. ๒๔๘๘ จะมเี ครอ่ื งบนิ
วนเวยี นไปทงิ้ ระเบดิ แถวกมั พชู า และแถบสรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ ชาวบา้ นตกอกตกใจ กไ็ ดแ้ ต่
ไปกราบไปไหว้ขอบารมีหลวงพ่อพระชีว์เป็นท่ีพ่ึง ขออย่าให้บ้านเมืองถูกระเบิดเลย
หรือเคร่ืองบินมาแล้วกอ็ ยา่ ไดม้ องเหน็ บ้านเมอื ง
63
นอกจากนี้ ชาวบา้ นก็มักพากนั มาบนบานศาลกลา่ วเวลาเกดิ ยคุ เขญ็ ต่างๆ เชน่
เมอ่ื เกดิ โรคภยั ไขเ้ จบ็ เมอ่ื อหวิ าตกโรค หรอื โรคฝดี าษระบาด ซง่ึ สมยั นน้ั ถา้ มโี รคระบาด
มาแตล่ ะชดุ ผคู้ นจะลม้ ตายจำ� นวนมาก พวกเขาเหลา่ นน้ั กไ็ ดห้ ลวงพอ่ พระชวี เ์ ปน็ ทพี่ ง่ึ
ทางใจใหเ้ ขารูส้ ึกปลอดภัยหรอื พ้นภัยพิบัติ คนสรุ ินทร์จึงนบั ถือท่านตลอดมา
บางคร้ังประชาชนก็มาบนบานศาลกล่าวให้ประสบผลส�ำเร็จประสบโชคดีใน
ลักษณะนก้ี ม็ ี ซ่ึงทางวัดก็ไม่ไดส้ นบั สนนุ และก็ไม่ไดป้ ฏเิ สธในเร่ืองความเชื่อถอื ของ
ประชาชน ก็เพยี งแต่โมทนาสาธุการถา้ ความปรารถนาของเขาประสบผลสำ� เรจ็ และ
เปิดโอกาสใหป้ ระชาชนเขา้ กราบไหวไ้ ดเ้ ตม็ ท่ี
ในแงน่ อ้ี าจกลา่ วไดว้ า่ หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล กไ็ ดอ้ าศยั บารมหี ลวงพอ่ พระชวี ์ ในการ
พัฒนาวัดบูรพารามให้เจรญิ รุง่ เรืองอีกโสตหน่ึง กล่าวคือ เมอ่ื ชาวบา้ นพากันเคารพ
นับถือหลวงพอ่ พระชีวเ์ ป็นอันมาก กเ็ ป็นการสะดวกต่อหลวงปขู่ องเราท่จี ะบรู ณะวดั
ให้เจรญิ รุ่งเรอื ง โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ การสร้างพระอโุ บสถให้ส�ำเร็จ ซ่ึงนบั เป็นเรอ่ื งท่ี
ลำ� บากยงิ่ ในสมยั น้นั
64
ปกั หลักอยู่ทว่ี ัดบูรพาราม
เมื่อ หลวงปดู่ ูลย์ อตุโล ได้รับบญั ชาจากคณะสงฆ์มณฑลนครราชสีมา ใหม้ า
พัฒนาวัดบูรพารามแล้ว ท่านก็มุ่งตรงไปยังจังหวัดสุรินทร์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมายทันที
กจิ การดา้ นพระศาสนาทร่ี อรบั หลวงปนู่ บั วา่ เปน็ ภารกจิ ทห่ี นกั มาก เพราะจะตอ้ ง
รเิ รม่ิ ทกุ ดา้ น ทง้ั การศกึ ษาดา้ นปรยิ ตั ิ และดา้ นปฏบิ ตั ิ ดา้ นการกอ่ สรา้ ง และการเผยแผ่
สปู่ ระชาชน ซงึ่ ในขณะนน้ั ตอ้ งยอมรบั วา่ ยงั ลา้ หลงั ในทกุ ๆ ดา้ นอยา่ งมากทเี ดยี ว ดงั นน้ั
เมื่อหลวงปู่ดูลย์ตัดสินใจว่าจะปักหลักอยู่ที่วัดบูรพารามน้ีแล้ว จึงต้องเร่ิมงานด้าน
พระศาสนาทกุ อยา่ ง ตงั้ แตจ่ ดั การศกึ ษาดา้ นพระปรยิ ตั ธิ รรม การเผยแผด่ า้ นการปฏบิ ตั ิ
ฝา่ ยวปิ ัสสนากรรมฐาน ท้งั ๒ ด้าน จะต้องพฒั นาไปด้วยกนั
ถา้ ย้อนระลึกถงึ อดีต จะเหน็ วา่ การกลับมาสุรินทร์ครง้ั นีเ้ ป็นครัง้ ท่ี ๒ ของทา่ น
ในรอบแรกเมอ่ื ทา่ นมาสรุ นิ ทรใ์ นครงั้ นน้ั ทา่ นไดเ้ รม่ิ แนะนำ� เฉพาะดา้ นปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน
อยา่ งเดยี ว เพราะทา่ นเดนิ ทางมาแบบพระธดุ งค์ เปน็ การเผยแผใ่ นระหวา่ งผปู้ ฏบิ ตั แิ ละ
ผสู้ นใจในวงทไ่ี มก่ วา้ งนกั รวมทงั้ เผยแผใ่ นระหวา่ งสหธรรมกิ ทเี่ ปน็ พระสงฆด์ ว้ ยกนั
การเผยแผใ่ นครัง้ น้ันลว้ นแต่เป็นเรอื่ งพระกัมมฏั ฐาน
การมาสรุ นิ ทรค์ รง้ั ที่ ๒ น้ี เปน็ ดว้ ยบญั ชาจากคณะสงฆใ์ หท้ า่ นมาปกั หลกั อยจู่ รงิ ๆ
เนน้ การศกึ ษาทง้ั ดา้ นปรยิ ตั แิ ละการปฏบิ ตั ิ ทา่ นจงึ ตอ้ งเรม่ิ งานทง้ั ๒ ดา้ นนอี้ ยา่ งจรงิ จงั
65
ตอ่ ไป ความจริงแล้วการศึกษาและการปฏบิ ตั ิด้านพระศาสนาในสมยั โน้น เป็นเพียง
การท�ำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบจังหวัดสุรินทร์นั้น
เปน็ พน้ื เมอื งทอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี งกบั ประเทศกมั พชู ามากทส่ี ดุ แตล่ ะแถบแตล่ ะถน่ิ ของสรุ นิ ทร์
มกั จะมภี าษาพน้ื เมอื งเปน็ ภาษาเขมร แตอ่ สี านทางเหนือ เชน่ อุดรธานี ขอนแกน่
อบุ ลราชธานี จะถนดั ไปทางภาษาลาว แมต้ วั อกั ขระพยญั ชนะทใ่ี ชใ้ นการเรยี น การเทศน์
การสวด ก็ยงั มีภาษาธรรม หรืออกั ษรของประเทศลาวอยู่
ทางแถบอสี านใต้ เชน่ สรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ และบางสว่ นของศรสี ะเกษนน้ั แนน่ อน
จะตอ้ งมีความโนม้ เอยี งทั้งดา้ นภาษา ขนบธรรมเนียม ไปทางเขมรอยมู่ าก การเขียน
กน็ ยิ มใชอ้ กั ษรขอม ไมว่ า่ จะใชใ้ นการเทศน์ การสวด หรอื พธิ กี รรมตา่ งๆ ตามประเพณี
กย็ งั นยิ มใชอ้ กั ษรขอมอยู่ พระจะเทศนต์ ามคมั ภรี ์ และคมั ภรี เ์ หลา่ นน้ั กเ็ ปน็ อกั ษรขอม
เมื่อเร่ิมมีการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรนักธรรมตรี
บาลศี กึ ษา กเ็ รมิ่ ใชอ้ กั ษรไทยและภาษาไทยมากขนึ้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ ในสมยั ของหลวงปู่
น้ีเอง เป็นสมัยเร่ิมแรกของการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมซึ่งเป็นการศึกษายุคใหม่
ใชว้ ิธีใหม่ หลวงป่จู งึ ตอ้ งรบั ภาระน้ีอย่างเต็มที่
66
พระอารามหลวง
ในการบริหารการพระศาสนาที่วัดบูรพารามนั้น หลวงปู่ท่านอยู่ในฐานะ
ประธานสงฆ์ ไดแ้ บง่ งานดา้ นการศกึ ษาและการปกครองใหแ้ ก่ พระมหาพลอย อปุ สโม
เปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การ ดา้ นการเผยแพรเ่ ทศนาอบรมประชาชน ไดม้ อบให้ พระมหาเปลย่ี น
โอภาโส เปน็ ผู้ด�ำเนินการ
จากวนั ท่ี ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เมื่อหลวงปู่มาพ�ำนักทว่ี ดั บูรพาราม
ครงั้ แรก จนกระทงั่ ละสงั ขารเมอ่ื เวลา ๔ นาฬกิ าเศษ ของวนั ท่ี ๓๐ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๖
รวมเปน็ เวลา ๕๐ ปีเศษ ทห่ี ลวงปูด่ ูลย์ อตุโล พำ� นกั อยู่ ณ วดั แหง่ นี้
ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปไู่ ดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ เจา้ คณะอำ� เภอรตั นบรุ ี ซงึ่ เปน็ อำ� เภอ
ทอ่ี ยตู่ ดิ ตอ่ กบั อำ� เภออทุ มุ พรพสิ ยั จงั หวดั ศรสี ะเกษ และอำ� เภอสวุ รรณภมู ขิ องรอ้ ยเอด็
จนกระท่งั ถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงไดร้ บั แต่งตงั้ เปน็ พระครสู ญั ญาบัตร
เจา้ คณะอำ� เภอรัตนบรุ ี โดยมีสมณศกั ดท์ิ ่ี พระครรู ัตนากรวสิ ทุ ธ์ิ
วันท่ี ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ไดร้ บั แตง่ ต้งั เป็น พระอปุ ัชฌาย์วิสามญั
ฝา่ ยธรรมยตุ ิกนกิ าย
กระทงั่ วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ จงึ ได้รบั แต่งตงั้ เปน็ เจา้ คณะจังหวดั
สรุ นิ ทร์ ฝา่ ยธรรมยตุ กิ นกิ าย อกี ๓ ปตี อ่ มา ไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ พระราชาคณะชน้ั สามญั
(เจา้ คณุ ) ท่ี พระรตั นากรวสิ ทุ ธิ์ วนิ ยานยุ ตุ ธรรมกิ คณสิ สร หรอื “พระรตั นากรวสิ ทุ ธ”์ิ
67
วนั ท่ี ๒ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานสมณศกั ดิ์
เปน็ พระราชาคณะชน้ั ราช ที่ พระราชวฒุ าจารย์ ศาสนภารธรุ กจิ ยตคิ ณสิ สร บวรสงั ฆาราม
คามวาสี หรือ พระราชวฒุ าจารย์ อนั เปน็ สมณศกั ด์ิครัง้ สุดท้ายของหลวงปู่
ต้งั แตก่ ลบั จากจังหวัดอบุ ลราชธานี เมอื่ พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงป่มู าพำ� นักประจ�ำ
ที่วัดบูรพารามแห่งเดียวติดต่อกันมา ท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองมาเป็น
ลำ� ดบั จนกระทง่ั กรมการศาสนาไดย้ กข้นึ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑
วัดบูรพารามได้รับการพัฒนาต่อเน่ืองกันมา และเป็นที่น่าปลาบปลื้มแก่ปวงชน
ชาวสรุ ินทรเ์ ป็นอย่างย่งิ ท่พี ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ฯ ทรงมพี ระมหากรณุ าธคิ ณุ
โปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามข้ึนเป็นพระอารามหลวง เม่ือวันที่ ๑ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๕๒๐
ตงั้ แตน่ น้ั เปน็ ตน้ มา วดั บรู พาราม จงั หวดั สรุ นิ ทร์ กไ็ ดก้ ลายเปน็ ทรี่ จู้ กั แกส่ าธชุ น
ผู้สนใจในธรรมท่ัวไป และเป็นแบบอย่างแก่วัดท่ัวไปในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัด
ใกลเ้ คยี ง ประชาชนทวั่ ไปไดเ้ รมิ่ หลง่ั ไหลเขา้ มาศกึ ษาธรรมะ เขา้ มาคารวะกราบขอพร
จากหลวงป่ตู ามกิตติศพั ทท์ ี่เล่าลือกันไปอยา่ งไมข่ าดสาย
กระทงั่ ทกุ วนั น้ี แมห้ ลวงปไู่ ดล้ ะทงิ้ สงั ขารไปแลว้ ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๒๖ และไมม่ ี
องคห์ ลวงปู่อยู่ทว่ี ัดแลว้ ก็ยังมผี ูเ้ ล่อื มใสศรัทธาด�ำเนินตามแนวทางคำ� สอนของทา่ น
ไดช้ ว่ ยกันทำ� นบุ ำ� รงุ รักษาไว้ซงึ่ แนวทางน้ันโดยทุกประการ ผทู้ ่ีเคารพศรทั ธาในองค์
หลวงป่กู ย็ งั แวะเวียนไปกราบรูปเหมือนของหลวงปู่ และมีความรู้สึกว่าหลวงปยู่ งั คง
เป็นทพ่ี งึ่ ทางธรรมให้แก่ลกู ศิษยล์ กู หาอยู่ตลอดไป
68
ปชู นยี บุคคลทีห่ าไดย้ าก
ท่านเจ้าคุณ พระโพธินันทมุนี (พระมหาสมศักด์ิ ปณฺฑิโต) ได้กล่าวถึง
หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ดงั น้ี ในฐานะทอี่ าตมาอยใู่ กลช้ ดิ หลวงปมู่ าตง้ั แตท่ า่ นมอี ายุ ๖๒ ปี
จนกระท่ังท่านมรณภาพเมื่อใกล้ร้อยปี ก็ได้อยู่กับท่านในฐานะที่ปฏิบัติรับใช้ท่าน
ตลอดมา สารทุกข์สุขดบิ ความยากความงา่ ย ปัญหาสารพันนน้ั แมจ้ ะไม่มีปญั ญา
ที่อยู่ในระดับท่ีจะช่วยท่านแก้ไขได้ แต่หัวสมองของอาตมานั้น ได้รับรู้รับทราบ
รับสุขรับทกุ ข์ มาโดยตลอด เชน่ เดียวกันกับในแงข่ องการบรหิ ารงาน
ฉะนนั้ ปฏปิ ทาของหลวงปทู่ เ่ี ปน็ สว่ นรวม และโดยเฉพาะทเี่ ปน็ สว่ นตวั ของทา่ นนนั้
ร้สู ึกว่า ท่านเป็นพระเถระ หรือเป็นปชู นียบุคคลทีห่ าได้ยากอย่างยงิ่ คือทา่ นจะทมุ่ เท
ก�ำลังกาย ก�ำลังใจ ก�ำลังความสามารถมาในทางการบรหิ ารการพระศาสนาทั้งหมด
การพดู ถงึ ปญั หาภายนอก ไมว่ า่ จะเปน็ ปญั หาบา้ นเมอื ง ปญั หาการเปลย่ี นแปลง
หรอื ปญั หาอะไรต่างๆ นั้น หลวงปู่จะกลา่ วแตน่ อ้ ย รบั รู้น้อย ทา่ นจะพยายามมุ่งม่นั
แตใ่ นทางพระศาสนา โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ องคห์ ลวงปเู่ อง เวลาทา่ นมาอยวู่ ดั ทเ่ี รยี กวา่
วตั รบรหิ าร คอื ไมใ่ ชต่ อนทถ่ี อื ธดุ งควตั รตามปา่ เขากจ็ รงิ แตก่ จิ วตั รสว่ นตวั ของทา่ นนนั้
กลา่ วไดว้ า่ ทา่ นไมเ่ คยบกพรอ่ งเลย เคยปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรกค็ งยดึ ปฏปิ ทาปฏบิ ตั อิ ยอู่ ยา่ งนนั้
อยา่ งสมำ่� เสมอ ไมข่ าดตกบกพรอ่ ง ดา้ นการบณิ ฑบาต ทา่ นกท็ ำ� เปน็ ประจำ� ฉนั ในบาตร
ฉนั มอื้ เดยี ว กร็ สู้ กึ วา่ ทา่ นปฏบิ ตั มิ าไดต้ ลอด เวน้ ไวแ้ ตม่ กี จิ จำ� เปน็ ทางราชการนมิ นตไ์ ป
ในภาระใดภาระหนงึ่ เชน่ ในรฐั พธิ บี างอยา่ ง ทา่ นกฉ็ นั ใหเ้ ขาบา้ งตามพธิ เี พอ่ื มใิ หข้ ดั กบั
ส่ิงแวดลอ้ มน่ันเอง
น่ีคือปฏิปทาสว่ นตัวของท่าน ซ่งึ ในแต่ละเรือ่ งแตล่ ะตอนลว้ นแตป่ ฏบิ ตั ิถูกตอ้ ง
งดงาม และท�ำเสมอตน้ เสมอปลาย
69
บิณฑบาต ๒ ชนั้
ท่านเจา้ คณุ พระโพธนิ นั ทมนุ ี เลา่ ถึงปฏิปทาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ตอ่ ไปว่า
สงิ่ ทอี่ าตมภาพเหน็ วา่ ทา่ นไมค่ อ่ ยเหมอื นใคร และไมม่ ใี ครหาโอกาสทำ� เหมอื นหลวงปู่
กค็ อื วา่ เมอื่ ทา่ นมภี าระมากแลว้ กช็ ราภาพพอสมควรแลว้ การเดนิ บณิ ฑบาตโดยทวั่ ไป
ก็อาจจะขัดข้อง แต่ท่านก็ไม่ทิ้งบาตรเหมือนกัน อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบใน
เร่ืองนี้
ทวี่ า่ หลวงปไู่ มท่ ง้ิ บาตร กค็ อื เมอื่ หลวงปไู่ มไ่ ดอ้ อกบณิ ฑบาต ทา่ นกเ็ อาบาตรของ
ทา่ นมาตงั้ ไว้ ใหล้ กู ศษิ ยน์ ำ� บาตรมาตงั้ ไวท้ ห่ี นา้ กฏุ ิ พระเณรสานศุ ษิ ยท์ อ่ี อกบณิ ฑบาต
มาจากทศิ ต่างๆ เม่ือเข้าสู่บรเิ วณวดั แล้ว ทกุ องคจ์ ะตรงไปที่หนา้ กฏุ หิ ลวงปู่ แลว้ เอา
ทพั พที ม่ี นี น้ั ตกั ขา้ วจากบาตรของตนใสบ่ าตรหลวงปคู่ นละ๑-๒ ทพั พี มอี ะไรกใ็ สบ่ าตร
ถวายท่าน จงึ เหมอื นกบั วา่ ท่านยงั ฉันข้าวทลี่ งในบาตรตลอดมา ตราบจนส้ินอายุขยั
ของท่าน
ในการท�ำอยา่ งนี้ พวกเราทัง้ หลายเมอื่ บณิ ฑบาตมาก็ใสบ่ าตรหลวงปู่ บางองค์
กอ็ ธิษฐาน บางองค์ก็แสดงความเออื้ เฟ้ืออยา่ งยงิ่ ทีจ่ ะใส่บาตรถวายหลวงปู่ อันนเ้ี มอ่ื
คดิ ดแู ลว้ สำ� หรบั อาตมากม็ คี วามรสู้ กึ วา่ เปน็ การถกู ตอ้ งอยา่ งยง่ิ หมายความวา่ ทญี่ าตโิ ยม
ใสบ่ าตรในทตี่ า่ งๆ เราไปรับบาตรจากญาติโยมก็จะมีความร้สู ึกวา่ บิณฑบาตที่เรารบั
มานน้ั เราบิณฑบาตมาถวายหลวงปู่ผูเ้ ปน็ ปชู นยี ะ หรอื ผเู้ ป็นอุปชั ฌายะของตนเอง
เมอื่ ใสบ่ าตรหลวงปแู่ ลว้ พวกเรารสู้ กึ วา่ ไดท้ ำ� หนา้ ทใี่ นฐานะทแี่ สวงหาภกิ ขามาไดโ้ ดย
ชอบธรรมแล้ว ก็เอามาถวายหลวงปู่
70
บณิ ฑบาตในบาตรหลวงปู่ อาตมาถอื วา่ “บณิ ฑบาต ๒ ชนั้ ” ใชค้ ำ� วา่ “บณิ ฑบาต
๒ ชน้ั ” กห็ มายความวา่ ญาตโิ ยมยกอธิษฐานใสบ่ าตรพระเณรโดยทั่วไปแล้ว อนั นี้
ชนั้ ทหี่ นงึ่ แลว้ พระเณรกม็ าอธษิ ฐานถวายหลวงปู่ เพราะฉะนน้ั ขา้ วในบาตรของหลวงปู่
จงึ เป็นบณิ ฑบาต ๒ ชั้น ถอื วา่ เป็นของท่ีบรสิ ทุ ธหิ์ มดจด และเป็นของสูง ใครจะไป
ประมาทการบณิ ฑบาตของทา่ นไม่ได้ ทา่ นกฉ็ ันอาหารในบาตรของท่านมาโดยตลอด
นเ่ี ปน็ ปฏิปทาอีกข้อหน่ึงทีผ่ ดิ แผกจากองค์อืน่ ไมท่ ราบว่าหลวงปทู่ ่านมองเหน็
อยา่ งไร มเี จตนาอยา่ งไร คงจะเปน็ การสงเคราะหล์ กู หลาน สานศุ ษิ ย์ ใหเ้ ขาไดม้ โี อกาส
รับใช้ปฏบิ ัตคิ รูบาอาจารย์
71
ใหโ้ อกาสสานศุ ิษย์
ปฏปิ ทาของหลวงปใู่ นการเปดิ โอกาสใหล้ กู ศษิ ยล์ กู หาไดป้ รนนบิ ตั ริ บั ใชท้ า่ นนน้ั
มกี ารเกยี่ วเนอื่ งกบั พระเณรในวดั คอื เราจะมกี ารจดั วาระไปปฏบิ ตั หิ ลวงปู่ เรมิ่ ตงั้ แต่
๕ โมงเยน็ หรอื ๔ โมงเยน็ กส็ รงนำ�้ ซงึ่ หลวงปจู่ ะสรงนำ�้ อนุ่ ตลอด จะมกี ารจดั เวรพระ
ไว้ชุดหน่ึง นอกน้ันแล้วแต่องค์ใดจะมีศรัทธา อย่างนอ้ ยมี ๓ องคข์ ้ึนไปทไี่ ปร่วมกนั
สรงน้ำ� หลวงปูท่ ุกวนั
เมอื่ ผสมนำ�้ อนุ่ เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ กอ็ าราธนาทา่ น ทา่ นนง่ั เกา้ อใ้ี กลต้ มุ่ นำ้� อนุ่ นน้ั
พระเณรก็ช่วยกันส่งผ้าอาบน้�ำถวายท่าน เหมือนกับว่าช่วยนุ่งให้ท่านนั่นแหละ
ผลดั เปลยี่ นผา้ เสรจ็ แลว้ กอ็ าบ ถขู า้ งหนา้ หนงึ่ หรอื สององค์ ขา้ งหลงั หนง่ึ หรอื สององค์
ทา่ นกถ็ เู องบนศรี ษะ ราดนำ้� แลว้ กห็ ม่ สบง กเ็ หมอื นกบั ชว่ ยทา่ นนงุ่ นนั่ แหละ กช็ ว่ ยเหลอื
ช่วยส่งใหท้ า่ น ชว่ ยเชด็ ตัวใหท้ า่ น เรยี บรอ้ ยแลว้ ก็ถือว่าหมดวาระในชว่ งน้นั
สว่ นกลางคนื กแ็ ลว้ แตพ่ ระเณรทม่ี ศี รทั ธาไปถวายการนวด ไปนงั่ เฝา้ รบั ใชท้ า่ น
คอยรบั ธรรมะคำ� สอนจากทา่ น แตล่ ะองคก์ น็ ยิ มทำ� เพราะวา่ เวลาเขา้ ใกลห้ ลวงปแู่ ลว้
จะรสู้ กึ วา่ เยอื กเยน็ สบายอกสบายใจ แมเ้ รากลมุ้ ใจ กร็ สู้ กึ สบายใจ ไดฟ้ งั ขอ้ คดิ ธรรมะ
คำ� เตอื น อนั นคี้ ลา้ ยๆ กบั วา่ ตงั้ แตค่ ำ�่ ไปจนถงึ ๓ ทมุ่ พวกเราจะตอ้ งมาอยกู่ บั หลวงปู่
ถ้าไม่มีแขก พวกเรากอ็ ยูก่ ับท่าน แล้วแต่ทา่ นจะสอน แล้วแต่จะมโี อกาสอะไรท่จี ะ
รบั ใชท้ า่ น น่คี ือกิจวัตรประการหนงึ่
72
รสู้ กึ วา่ เทา่ ทเ่ี หน็ ครบู าอาจารยฝ์ า่ ยกมั มฏั ฐานมา เขาจะสนใจตอ่ การปฏบิ ตั คิ รบู า
อาจารย์มาก ถือว่าเป็นกัมมัฏฐานข้อหนึ่งของพระเณรในการท่ีรับใช้ครูบาอาจารย์
บางองคเ์ ขากน็ กึ เขา้ มาทางทต่ี วั เองวา่ “โอ เราไมไ่ ดร้ บั ใชค้ ณุ พอ่ คณุ แม่ เมอ่ื เรามาบวช
อยู่ในพระศาสนา การไดร้ บั ใช้ครูบาอาจารย์ รับใชห้ ลวงปู่ ก็เหมือนกบั การได้รับใช้
พอ่ แมด่ ้วย” กเ็ กิดความภูมใิ จ ดใี จ กน็ บั เป็นบุญกศุ ลของเขา บญุ กุศลก็คงจะตอ่ ไป
ใหก้ บั บิดามารดาของตวั เองบา้ ง
อันน้คี ือปฏปิ ทาอยา่ งหนึง่ ของหลวงปู่ที่เก่ยี วกบั สานศุ ษิ ยท์ ี่พงึ จะรับใชท้ ่าน
73
สงเคราะห์ศษิ ยใ์ นการบวช
สำ� หรบั ชวี ติ ประจำ� วนั ของหลวงปู่ กม็ กี ลา่ วถงึ ปฏปิ ทาในตอนอน่ื มาพอสมควรวา่
ท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร คือท่านอยู่อย่างง่ายๆ ค�ำเตือนของท่านโดยเฉพาะเม่ือ
เตอื นพระเณร ทา่ นจะเตอื นดว้ ยคำ� เตอื นงา่ ยๆ อยา่ งเชน่ พระบางองค์ พอบวชมาแลว้
กต็ อ้ งการจะลาสกึ อยา่ งนเี้ ปน็ ตน้ หลวงปมู่ กั จะแนะนำ� วา่ “เออ อยชู่ ว่ ยวดั วาศาสนาไป
การจะสึกหาลาเพศไปน้ัน ญาติโยมเขาก็อยู่ภายนอกเยอะแล้ว เขาก็อยู่ได้ท�ำได้
เรามีโอกาสไดม้ าบวชปสี องปกี ต็ ง้ั ใจศึกษาปฏบิ ตั ิ ชว่ ยวดั วาช่วยพระศาสนาไป”
โดยมากแล้วพระที่จะไปลาสึกกันนั้น ไม่มีใครไปขอลาคร้ังเดียวแล้วก็ส�ำเร็จ
(ยกเวน้ ลางาน ลาราชการบวชชว่ั คราว) จะถกู ทา่ นแนะนำ� จนกระทง่ั ทา่ นเหน็ วา่ คนนน้ั
ถอยจรงิ ๆ แลว้ ถอยศรทั ธาแลว้ ถงึ อยตู่ อ่ ไปกค็ งไมไ่ ดอ้ ะไร ทา่ นจงึ จะอนญุ าต แตถ่ า้
พอแก้ไขแนะน�ำชักชวนให้อยู่ประพฤติปฏิบัติต่อได้ ท่านก็มักจะแนะน�ำตักเตือน
เสยี กอ่ น ซง่ึ มหี ลายองคไ์ ดผ้ ล และอยบู่ วชเรยี นตอ่ ๆ มา จนมชี อ่ื เสยี งมาจนปจั จบุ นั นี้
สง่ิ สำ� คญั อกี ประการหนงึ่ กค็ อื การสงเคราะหใ์ นการใหบ้ รรพชาอปุ สมบทนบั เปน็
เรอื่ งทน่ี า่ สนใจยงิ่ และนา่ เหน็ ใจทา่ นมาก การสงเคราะหใ์ หค้ นเขา้ บวชนน้ั บางคนไมร่ ู้
หนงั สอื ไมไ่ ด้ ก.ไก่ ข.ไข่ มา เมอ่ื มาอยู่วดั แล้ว บางทีหลวงปู่ต้องลงทุนสอนด้วย
ตวั ท่านเอง กระท่งั เขาอ่านออกเขยี นได้ แล้วสอบได้นักธรรมตรี โท เอก ไปจนถึง
มหาเปรียญ ก็มีเยอะ ในเร่ืองการสงเคราะห์คนให้ได้บวชเรียนน้ัน ท่านทั้งหลาย
คงยอมรบั ว่า ในช่วงสมยั สงครามนั้น หลวงปหู่ ลวงพอ่ ในรุ่นนั้นถือเปน็ รนุ่ ทุกขย์ าก
ลำ� บากขาดแคลนมากในเรอื่ งปัจจยั สี่ โดยเฉพาะเครอื่ งนุง่ ห่ม
74
สำ� หรบั ทา่ นทสี่ งู อายสุ กั หนอ่ ย จะเหน็ วา่ จาก พ.ศ. ๒๔๘๐ กระทง่ั พ.ศ. ๒๔๙๐
และถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ นัน้ เรอื่ งเคร่อื งนุ่งห่ม โดยเฉพาะในบ้านนอกบา้ นนานัน้ นบั ว่า
แรน้ แคน้ อยา่ งทส่ี ดุ ผทู้ มี่ าขอบวชกบั หลวงปู่ เมอื่ สนใจเลอ่ื มใสแลว้ กจ็ ะถกู พอ่ แมน่ ำ� ตวั
มาถวาย “แลว้ แตห่ ลวงปจู่ ะเมตตา แลว้ แตห่ ลวงพอ่ จะกรณุ า สบงจวี รอะไรกไ็ มม่ หี รอก
แลว้ แตห่ ลวงพอ่ จะเมตตากรณุ าเถอะ” แมแ้ ตส่ บงจวี รทจี่ ะบวชกไ็ มม่ ี หลวงปกู่ บ็ วชให้
โดยเฉพาะในชว่ งหลังๆ หลวงปู่บวชให้มากจริงๆ คอื ปีหนึง่ ๆ ท่านจะบวชพระเณร
ตง้ั แต่ ๒๐๐ รูป ขนึ้ ไป
บรุ รี มั ยแ์ ละสรุ นิ ทรใ์ นสมยั นน้ั ไมม่ พี ระอปุ ชั ฌาย์ ฝา่ ยสงฆธ์ รรมยตุ กม็ ารวมงาน
บวชท่วี ัดนแี้ หง่ เดยี ว พระอุโบสถวัดบรู พารามนนั้ จงึ ใช้ในการบวชอย่างคุม้ คา่ มาก
จนกลา่ วได้ว่าไม่มีวนั ไหนท่ีไมม่ ีใครเดินทางมาบวช อนั นว้ี ่าโดยท่วั ๆ ไป
ถ้าพดู ถึงสิ่งที่หลวงป่ใู ห้การสงเคราะหแ์ ล้ว ทา่ นสงเคราะหท์ ุกอย่าง ตวั ท่านเอง
กจ็ ะใชข้ องตา่ งๆ เพียงพอยงั อตั ภาพเท่าน้นั โดยเฉพาะด้านการนุง่ ห่ม แตถ่ ึงกระน้ัน
เมื่อผมู้ าขอบวชไมม่ ีผา้ ไตรจวี ร บางครัง้ กต็ ้องไปหาซ้อื จ่ายมาเพ่ือสงเคราะห์ให้ผ้นู ัน้
ไดบ้ วช ลกู ศษิ ยอ์ ยา่ งพวกอาตมากเ็ คยวา่ “หลวงปู่ เมอื่ เขาไมม่ อี ะไร แลว้ เราไมม่ อี ะไร
กน็ ่าจะปล่อยตามเร่อื งเขาบา้ ง”
แตไ่ มไ่ ดห้ มายความวา่ ทกุ คนจะเปน็ ในลกั ษณะนห้ี มด คอื ถา้ มมี าบวชสกั ๑๐ ราย
ก็จะมีคนพร้อมท่จี ะจัดหาเครอ่ื งบวชประมาณ ๕-๖ ราย สว่ น ๓-๔ ราย นน้ั จะมา
ตวั เปลา่ หวงั มาพง่ึ บารมหี ลวงปู่ ทา่ นกใ็ หก้ ารสงเคราะหต์ ามมตี ามเกดิ แมแ้ ตส่ บงจวี ร
กไ็ มม่ ี ครนั้ บวชแลว้ จะไปหว่ งอะไรถงึ เรอ่ื งเสอื่ หมอน หรอื เครอ่ื งใชไ้ มส้ อยตา่ งๆ ไมต่ อ้ ง
พดู ถงึ ทางหลวงปู่ตอ้ งสงเคราะหท์ ้งั นน้ั หลวงปู่ต้องตอ่ สมู้ าอยา่ งน้นั
พอกราบเรยี นทา่ นเรอ่ื งน้ี ทา่ นเคยพดู ใหข้ อ้ คดิ วา่ “สงเคราะหก์ นั ไป สบิ ไดห้ นงึ่
ร้อยไดส้ อง ก็ยงั ดี” นนั่ คือ ใครมาขอให้ท่านบวชให้ ทา่ นก็ให้การสงเคราะห์ เผอื่ ว่า
บางคนจะมบี ญุ วาสนาในทางประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ไดเ้ หลอื อยชู่ ว่ ยวดั วาไปนานๆ ทำ� นองวา่
บวชสัก ๑๐ คน ยงั เหลอื อยู่ ๑ หรือบวช ๑๐๐ คน เหลืออยู่ ๒ คน กย็ ังดี
75
ถา้ พดู ถึงการสงเคราะหใ์ นการบวชแล้ว รูส้ กึ เหน็ ใจหลวงปู่มาก ท่านท�ำได้มาก
เหลือเกิน อย่าวา่ แตม่ ผี ู้มีจตุปจั จัยถวายพระอปุ ัชฌาย์เลย แมแ้ ต่สบงจีวรให้ครบชุด
กย็ งั ไมม่ ี แตห่ ลวงปกู่ ท็ ำ� ของทา่ นมาตลอดอายขุ ยั ของทา่ น จะมกี ารสงเคราะหป์ ระเภท
นี้แหละ ทา่ นให้การสงเคราะหต์ ามมีตามเกิด
สามารถกล่าวไดว้ ่า หลวงปูท่ า่ นอาศยั คณุ ธรรมอยา่ งเดยี ว ใครจะร้วู า่ หลวงปู่
มีคณุ ธรรมแคไ่ หนเพียงไรนั้นยาก แต่จะเหน็ วา่ หลวงป่ทู ่านอยอู่ ย่างสนั โดษ อยูใ่ น
คณุ ธรรม ไม่คิดสร้างอุบายหรอื นโยบายอยา่ งใดอย่างหนึง่ เพือ่ ให้คนทวั่ ไปเกดิ ความ
นับถือ หรอื ท�ำใหเ้ กดิ ความอศั จรรยแ์ กใ่ คร ท่านเคยอยอู่ ย่างไรก็อยู่อยา่ งน้ัน แล้วก็
ลำ� บาก
เพง่ิ จะมาช่วงหลังๆ น้ี ชาวเมอื งหรอื ชาวกรงุ เทพฯ เขามีความนยิ มพระป่า และ
หลวงปกู่ เ็ ปน็ พระฝา่ ยปา่ มากอ่ น จงึ มคี นหลง่ั ไหลมากราบไหวจ้ ำ� นวนมาก ฐานะความ
เปน็ อย่ขู องวดั ของหลวงปูจ่ ึงมากระเตอื้ งตอนทท่ี ่านอายุ ๙๐ ปีแลว้ อนั น้ีพดู ตามสจั
ตามจริงให้ทา่ นท้งั หลายไดท้ ราบ
ในส่วนของหลวงปู่ ท่านเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างน้ันเอง อยู่อย่างเสมอต้น
เสมอปลาย การกระทำ� ของทา่ นไมม่ กี ารแสดงการโออ้ วด ไมม่ กี ารพดู เลยี บเคยี ง หรอื
มกี ารขวนขวายในเรอื่ งลาภสกั การะ หลวงปจู่ งึ อยตู่ ามสภาวะ แลว้ กส็ งเคราะหเ์ ฉพาะ
สง่ิ ทหี่ มดจด เมอ่ื หลวงปอู่ ยแู่ บบน้ี หมายถงึ วา่ สงิ่ ทที่ า่ นไดม้ ากบ็ รสิ ทุ ธ์ิ สงิ่ นนั้ กห็ มดจด
สงิ่ นัน้ ก็สะอาด กศุ ลกเ็ กดิ ข้นึ ทั้งสองฝา่ ย
ปฏปิ ทาของท่านมักจะเป็นอยู่อยา่ งนี้
76
อยูอ่ ยา่ งบริสทุ ธิ์
เรื่องความเป็นอยู่ในชีวิตประจ�ำวัน โดยเฉพาะด้านอาหารการบริโภคนั้น
ยงิ่ มองเหน็ ชดั เจนวา่ ลำ� บากอยา่ งยง่ิ อยกู่ นั มาดว้ ยความยากลำ� บาก แตก่ ไ็ ดผ้ ลตรงท่ี
สานุศิษยข์ องหลวงป่มู ีความอดทน ทีย่ งั เหลืออย่ใู นเพศสมณะนน้ั มีมากมาย ท้ังใน
สรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ ในจงั หวดั อนื่ ๆ ในกรงุ เทพฯ กระทงั่ ในตา่ งประเทศ กย็ งั มสี านศุ ษิ ย์
ทแ่ี ผ่ขยายออกไป
อนั นค้ี อื ปฏปิ ทาสว่ นตวั ของทา่ น ทท่ี า่ นดำ� รงตวั อยไู่ ดก้ ค็ อื ขนั ตธิ รรม ขนั ตธิ รรม
ของหลวงปนู่ บั วา่ ใหญห่ ลวงนกั สมกบั ทท่ี า่ นสอนเสมอวา่ “อยา่ สง่ จติ ออกนอก” ขอ้ น้ี
นับว่าเหมาะสมอยา่ งมาก
ในดา้ นคำ� พดู ของหลวงปู่ แมจ้ ะปลอ่ ยโอกาสใหพ้ ดู ตามสบายบา้ งเวลาทา่ นทำ� งาน
กบั พระเณร แตก่ พ็ ดู แตเ่ รอ่ื งภายในธรรมภายในพระวนิ ยั ไมม่ กี ารตลกโปกฮาในเรอ่ื ง
ภายนอกอะไร ถา้ จะพดู ใหค้ ลายอารมณก์ จ็ ะพดู แตเ่ รอ่ื งในธรรมวนิ ยั แบบกระเซา้ เลน่ วา่
พระองคน์ นั้ ยถาไมถ่ กู พระองคน์ ร้ี บั สพั พผี ดิ อะไรทำ� นองนนั้ หรอื นาคนนั้ ขานแบบนนั้
แบบน้ี คอื จะเปน็ เรอ่ื งขบขนั ในธรรมวนิ ยั ในวดั ในวาเทา่ นน้ั เอง ไมม่ เี รอื่ งภายนอกมาก
ปฏปิ ทาของทา่ นจะอยู่อยา่ งนี้
มานกึ ถงึ วา่ ความผดิ พลาด บกพรอ่ ง ตลอดชวี ติ ของหลวงปทู่ จ่ี ะพงึ หยบิ ยกมาวา่
ตรงนั้นน่าจะเป็นอย่างน้ัน ตรงน้ีน่าจะเป็นอย่างน้ี รู้สึกว่าหาได้ยาก มองจุดอ่อน
ของการวางตวั ของทา่ นไดย้ าก มองไมเ่ หน็ เลย สำ� หรบั เรอื่ งของการบรหิ าร อยา่ งเรอ่ื ง
การบรหิ ารภายนอก เกย่ี วกบั การทางราชการ ซงึ่ ถอื เปน็ เรอ่ื งภายนอกนน้ั ทา่ นอาจจะ
ปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู ตอ้ งกบั ระเบยี บทโี่ ลกภายนอกเขาถอื ปฏบิ ตั กิ นั บา้ ง เพราะทา่ นไมค่ นุ้ เคย
แต่ถ้าเป็นเร่ืองภายใน เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของท่าน เราไม่สามารถจะจับจุดอ่อน
จดุ บกพรอ่ ง จดุ พลงั้ เผลอของหลวงปไู่ ดเ้ ลยแมแ้ ตน่ อ้ ยจนตลอดชวี ติ ทา่ น ดงั นถี้ อื วา่
เปน็ ส่งิ มหศั จรรยอ์ ยา่ งหนงึ่ ของหลวงปู่
77
แนวทางการสอนศิษย์
ส�ำหรับศิษยานุศิษย์ท่ีเป็นภิกษุสามเณร และปรารถนาจะเจริญงอกงามอยู่ใน
บวรพทุ ธศาสนานนั้ หลวงปจู่ ะชแ้ี นะแนวทางดำ� เนนิ ปฏปิ ทาไว้ ๒ แนวทาง ซงึ่ ทา่ นให้
ความเหน็ วา่ ผทู้ จี่ ะเปน็ ศาสนทายาทนนั้ ควรทำ� การศกึ ษาทง้ั สองดา้ นคอื ปรยิ ตั ิ และ
ปฏบิ ตั ิ ดงั นน้ั หลวงปจู่ งึ แนะนำ� วา่ ผทู้ อ่ี ายยุ งั นอ้ ยและมแี ววมคี วามสามารถในการศกึ ษา
เลา่ เรยี น กใ็ หเ้ ลา่ เรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมไปกอ่ น ในเวลาทวี่ า่ งจากการศกึ ษากใ็ หฝ้ กึ ฝน
ปฏิบัตสิ มาธภิ าวนาไปดว้ ย เพราะจติ ใจทส่ี งบมสี มาธิ ย่อมอ�ำนวยผลดแี ก่การเรียน
เมอื่ มผี สู้ ามารถทจี่ ะศกึ ษาเลา่ เรยี นตอ่ ไปในชน้ั สงู ๆ ได้ หลวงปกู่ จ็ ะจดั สง่ ใหไ้ ป
เรยี นตอ่ ในสำ� นกั ตา่ งๆ ทกี่ รงุ เทพฯ หรอื ทอ่ี น่ื ทเี่ จรญิ ดว้ ยการศกึ ษาดา้ นพระปรยิ ตั ธิ รรม
ศิษยานศุ ิษยข์ องหลวงปู่จงึ มีมากมายหลายรูปท่ศี กึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมจบชั้นสงู ๆ ถงึ
เปรยี ญ ๘ เปรยี ญ ๙ ประโยค หรอื จบปรญิ ญาจากมหาวทิ ยาลัยสงฆ์ จนกระทง่ั
ไปศึกษาตอ่ ยังต่างประเทศ เช่น อนิ เดยี ออสเตรเลีย ฝรง่ั เศส และสหรฐั อเมริกา
ส�ำหรบั อีกแนวทางหน่งึ นนั้ สำ� หรับผูท้ ี่มีอายมุ ากแล้วก็ดี ผู้ท่ีรสู้ ึกว่ามนั สมอง
ไมอ่ ำ� นวยตอ่ การศกึ ษากด็ ี ผทู้ สี่ นใจในธดุ งคกมั มฏั ฐานกด็ ี หลวงปกู่ แ็ นะนำ� ใหศ้ กึ ษา
พระธรรมวนิ ยั ใหพ้ อเขา้ ใจใหพ้ อคมุ้ ครองรกั ษาตวั เองใหส้ มควรแกส่ มณสารปู แลว้ จงึ
มุง่ ปฏิบัตกิ มั มัฏฐานต่อไปใหจ้ รงิ จงั
78
กแ็ ลสำ� หรบั ผทู้ เี่ ลอื กแนวทางทสี่ องนน้ั หลวงปยู่ งั ไดช้ แ้ี นะไวอ้ กี ๒ วธิ ี คอื ผทู้ ใี่ ฝ่
ในทางธดุ งคกมั มฏั ฐานตามแบบฉบบั ของพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต หลวงปกู่ จ็ ะ
แนะนำ� และสง่ ใหไ้ ปอยรู่ บั การศกึ ษาอบรมกบั ครบู าอาจารยจ์ งั หวดั สกลนคร อดุ รธานี
และหนองคาย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ทส่ี ำ� นกั วดั ปา่ อดุ มสมพร และสำ� นกั ถำ้� ขามของทา่ น
พระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร หลวงปไู่ ดฝ้ ากฝงั ไปอยมู่ ากทสี่ ดุ และมาในระยะหลงั มฝี ากไป
สำ� นกั วัดป่าบ้านตาด ของท่านพระอาจารยม์ หาบัว าณสมปฺ นฺโน บ้าง
เป็นท่ีสังเกตว่า ไม่มีลูกศิษย์ลูกหาท่ีสนใจใฝ่ในกิจธุดงค์คนใดที่หลวงปู่จะ
แนะนำ� ใหไ้ ปเอง หรอื เทยี่ วเสาะแสวงหาเอาเอง หรอื เดนิ ทางไปสำ� นกั นนั้ ๆ เอง ในเรอื่ งนี้
ท่านเจ้าคุณพระโพธนิ ันทมนุ ี ยืนยนั ว่า หลวงปู่เคยใช้ให้ท่านเจา้ คณุ เองเป็นผนู้ �ำพระ
ไปฝากไว้ทส่ี �ำนักทา่ นพระอาจารยฝ์ ้ัน หลายเทย่ี วหลายชดุ ดว้ ยกัน ศิษย์ท่ไี ด้รบั การ
ฝกึ ฝนอบรมจากสำ� นักทา่ นพระอาจารยฝ์ ้ันนนั้ ก็ได้กลับมาบำ� เพ็ญประโยชน์แกก่ าร
พระศาสนาในดา้ นวปิ สั สนาธรุ ะทจ่ี งั หวดั สรุ นิ ทรแ์ ละบรุ รี มั ยห์ ลายทา่ นดว้ ยกนั จนกระทงั่
มีไปเผยแผ่พระพระศาสนาในด้านน้ีถึงสหรัฐอเมริกาก็หลายรูปในปัจจุบันนี้ ท้ังน้ี
ก็เปน็ เพราะผลการสงั เกตเห็นแววและส่งเสรมิ สนบั สนุนของหลวงปู่น่ันเอง
สว่ นอกี วธิ นี นั้ หลวงปชู่ แี้ นะไวส้ ำ� หรบั ผทู้ สี่ นใจจะปฏบิ ตั ทิ างดา้ นสมาธวิ ปิ สั สนา
เพยี งอยา่ งเดยี ว ไมส่ นใจในธดุ งควตั ร อาจเปน็ ดว้ ยไมช่ อบการนงุ่ หม่ แบบนน้ั หรอื มี
สขุ ภาพไมเ่ หมาะแกก่ ารฉนั อาหารมอ้ื เดยี ว หรอื เพราะเหตผุ ลอนื่ ใดกต็ าม หลวงปจู่ ะไม่
แนะน�ำให้ไปท่ีไหน แต่ให้อยู่กับท่ีท่ีตนยินดีชอบใจ ในจังหวัดสุรินทร์หรือบุรีรัมย์
อาจเป็นวดั บูรพารามหรอื วัดไหนกไ็ ด้ทร่ี ู้สกึ ว่าอยูส่ บาย หลวงปู่ถอื ว่าการปฏิบัติธรรม
อยา่ งนี้ ไม่จำ� เปน็ ตอ้ งเดนิ ทางไปท่ีไหน ในเมอ่ื กายยาว ๑ วา หนา ๑ คบื นี้แล
เป็นตัวธรรม เป็นตัวโลก เป็นทเี่ กดิ แหง่ ธรรม เปน็ ทีด่ ับแหง่ ธรรม เป็นท่ที ่ีพระผมู้ ี
พระภาคเจา้ ไดอ้ าศยั บญั ญตั ไิ วซ้ ง่ึ ธรรมทง้ั ปวง แมใ้ ครใครจ่ ะปฏบิ ตั ธิ รรมกต็ อ้ งปฏบิ ตั ิ
ทกี่ ายและใจเราน้ี หาไดไ้ ปปฏิบตั ิท่ีอ่ืนไม่
ดงั นนั้ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งหอบสงั ขารนไี้ ปทไี่ หน ถา้ ตงั้ ใจจรงิ แลว้ นง่ั อยทู่ ไี่ หน ธรรม
กเ็ กดิ ทต่ี รงนน้ั นอนอยทู่ ไี่ หน ยนื อยทู่ ไ่ี หน เดนิ อยทู่ ไี่ หน ธรรมกเ็ กดิ ทต่ี รงนน้ั นน่ั แล
79
ยง่ิ กวา่ นน้ั หลวงปอู่ ธบิ ายว่า ย่ิงผใู้ ดสามารถปฏิบตั ิภาวนาในทา่ มกลางความวนุ่ วาย
ของบา้ นเมอื งทมี่ แี ตค่ วามอกึ ทกึ ครกึ โครม หรอื แมแ้ ตก่ ระทง่ั ในขณะทรี่ อบๆ ตวั มแี ต่
ความเอะอะวนุ่ วายก็สามารถกำ� หนดจติ ตง้ั สมาธไิ ด้ สมาธทิ ่ีผนู้ ้นั ทำ� ให้เกดิ ไดจ้ ึงเป็น
สมาธทิ เี่ ขม้ แขง็ และมนั่ คงกวา่ ธรรมดา ดว้ ยเหตทุ สี่ ามารถตอ่ สเู้ อาชนะสภาวะทไี่ มเ่ ปน็
สปั ปายะ คอื ไมอ่ ำ� นวยนน่ั เอง เพราะวา่ สถานทที่ เ่ี ปลยี่ ววเิ วกนน้ั ยอ่ มเปน็ สปั ปายะอำ� นวย
ให้เกิดความสงบอยแู่ ล้ว จติ ใจยอ่ มจะหยั่งลงส่สู มาธไิ ดง้ ่ายเปน็ ธรรมดา
หลวงปู่ยังเคยบอกดว้ ยวา่ การเดินจงกรมจนกระทง่ั จติ หย่งั ลงสคู่ วามสงบนน้ั
จะเกิดสมาธิท่ีแข็งแกร่งกว่าสมาธิที่ส�ำเร็จจากการน่ังหรือนอน หรือแม้แต่การเข้าป่า
ยง่ิ นกั ดว้ ยเหตนุ จ้ี ะสงั เกตเหน็ วา่ ในแถบจงั หวดั สรุ นิ ทร์ บรุ รี มั ย์ จะมนี กั ปฏบิ ตั หิ ลายทา่ น
ชอบไปนั่งท�ำสมาธิใกล้ๆ วงพิณพาทย์หรือใกล้ๆ ที่ท่ีมีเสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ
ยิง่ ดังเอะอะน่าเวยี นหวั เท่าไหร่ย่ิงชอบ
อยา่ งไรกต็ าม แมว้ า่ การทำ� สมาธนิ นั้ ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ยอ่ มไมเ่ ลอื กสถานท่ี
ปฏบิ ัติก็ตาม แต่สำ� หรับผ้ทู ีม่ จี ติ เบา วอกแวกง่าย หรอื ผ้ทู ตี่ ้องการ “เครอื่ งทนุ่ แรง”
จ�ำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่อ�ำนวยความสงบ พึงแสวงหาสถานท่ีวิเวก หรือ
ออกธดุ งคกมั มฏั ฐานแสวงหาทส่ี งดั ทเี่ ปลย่ี ว เชน่ ถำ้� เขา ปา่ ดง หรอื ปา่ ชา้ ทน่ี า่ สะพรงึ กลวั
จะไดเ้ ปน็ เครอ่ื งสงบจติ ไมใ่ หฟ้ งุ้ ซา่ น และตกอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ของสตไิ ดโ้ ดยงา่ ย
ก็จะท�ำใหก้ ารบ�ำเพญ็ สมาธิภาวนาส�ำเร็จได้สะดวกย่งิ ข้ึน
80
วปิ สั สนปู กเิ ลส
ในการปฏบิ ตั พิ ระกมั มฏั ฐานนนั้ ในบางครง้ั กม็ อี ปุ สรรคขดั ขอ้ งตา่ งๆ รวมทงั้ เกดิ
การหลงผิดบา้ งก็มี ซึ่ง หลวงปู่ดูลย์ อตโุ ล ก็ได้ใหค้ วามชว่ ยเหลอื แนะนำ� และช่วย
แก้ไขแก่ลูกศษิ ยล์ ูกหาได้ทนั ทว่ งที ดงั ตัวอยา่ งทย่ี กมานี้
มอี ยคู่ รง้ั หนง่ึ เกดิ ปญั หาเกยี่ วกบั วปิ สั สนปู กเิ ลส ซง่ึ หลวงปเู่ คยอธบิ ายเรอ่ื งนวี้ า่
เมอื่ ไดท้ ำ� สมาธจิ นสมาธเิ กดิ ขน้ึ และไดร้ บั ความสขุ อนั เกดิ แตค่ วามสงบพอสมควรแลว้
จิตก็ค่อยๆ หยงั่ ลงสสู่ มาธสิ ว่ นลึก นักปฏบิ ตั ิบางคนจะพบอุปสรรคสำ� คัญอยา่ งหนึ่ง
เรียกว่า วิปสั สนูปกเิ ลส ซง่ึ มี ๑๐ อย่าง มีโอภาส คือเห็นแสงสวา่ ง และ อธิโมกข์
คือความนอ้ มใจเชอ่ื เป็นตน้ พลงั แห่งโอภาสนัน้ สามารถนำ� จิตไปสู่สภาวะตา่ งๆ ได้
อย่างน่าพิศวง เช่น จิตอยากรู้อยากเหน็ อะไร กไ็ ดเ้ ห็นไดร้ ูใ้ นสงิ่ นนั้ แม้แตก่ ระท่ัง
ไดก้ ราบไดส้ นทนากับพระพทุ ธเจ้ากม็ ี
เจา้ วปิ สั สนปู กเิ ลสน้ี มอี ทิ ธแิ ละอำ� นาจจะทำ� ใหเ้ กดิ ความนอ้ มใจเชอื่ อยา่ งรนุ แรง
โดยไม่รู้เท่าทันว่าเป็นการส�ำคัญผิด ซึ่งเป็นการส�ำคัญผิดอย่างสนิทสนมแนบเนียน
และเกิดความภูมิใจในตัวเองอยู่เงียบๆ บางคนถึงกับส�ำคัญตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า
องคห์ น่ึงดว้ ยซ้ำ� บางรายสำ� คัญผิดอย่างมจี ิตกำ� เริบยโสโอหัง ถึงขนาดท่เี รียกกนั วา่
เปน็ บา้ วิกลจริตก็มี
81
อย่างไรก็ตาม วิปัสสนูปกิเลสไม่ได้เป็นการวิกลจริต แม้บางครั้งจะมีอาการ
คล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม แต่คงเป็นเพียงสติวิกล อันเน่ืองจากการมีจิตต้ังมั่นอยู่กับ
อารมณภ์ ายนอก แล้วสติควบคมุ ไมท่ ันไม่ไดส้ ดั ไม่ได้ส่วนกนั เท่าน้นั ถ้าสตติ ง้ั ไว้ได้
สดั สว่ นกนั จติ กจ็ ะสงบเปน็ สมาธลิ กึ ลงไปอกี โดยยงั คงมสี ง่ิ อนั เปน็ ภายนอกเปน็ อารมณ์
อยนู่ น่ั เอง
เชน่ เดยี วกบั การฝกึ สมาธขิ องพวกฤาษชี ไี พร ทใี่ ชว้ ธิ ี เพง่ กสณิ เพอื่ ใหเ้ กดิ สมาธิ
ในขณะแหง่ สมาธเิ ชน่ นี้ เราเรยี กอารมณน์ นั้ วา่ ปฏภิ าคนมิ ติ และเมอื่ เพกิ อารมณน์ น้ั ออก
โดยการยอ้ นกลบั ไปสผู่ เู้ หน็ นมิ ติ นนั้ นนั่ คอื ยอ้ นสตู่ น้ ตอคอื จติ นนั่ เอง จติ กบ็ รรลถุ งึ
สมาธิข้ันอัปปนาสมาธิ อนั เปน็ สมาธจิ ิตข้ันสูงสดุ ได้ทนั ที
ในทางปฏบิ ัติท่ีมนั่ คงและปลอดภยั นั้น หลวงป่ดู ลู ยท์ ่านแนะนำ� ว่า “การปฏิบตั ิ
แบบจติ เห็นจิต เป็นแนวทางปฏบิ ัติทล่ี ัดสัน้ และบรรลเุ ป้าหมายไดฉ้ บั พลัน ก้าวลว่ ง
ภยนั ตรายไดส้ นิ้ เชงิ ทนั ทที ก่ี ำ� หนดจติ ไดถ้ กู ตอ้ ง แมเ้ พยี งเรมิ่ ตน้ ผปู้ ฏบิ ตั กิ จ็ ะเกดิ ความรู้
ความเขา้ ใจไดด้ ว้ ยตวั เองเปน็ ลำ� ดบั ๆ ไป โดยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั ครบู าอาจารยอ์ กี ”
ในประวตั ขิ องหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล พอจะเหน็ ตวั อยา่ งของวปิ สั สนปู กเิ ลส ๒ ตวั อยา่ ง
คอื กรณขี องทา่ นหลวงตาพวง และกรณขี องทา่ นพระอาจารยเ์ สรจ็ จะขอยกมาเลา่ เพอื่
ประดบั ความรตู้ อ่ ไป
82
เร่ืองของหลวงตาพวง
ศษิ ยข์ องหลวงปู่ ชอื่ หลวงตาพวง ไดม้ าบวชตอนวยั ชรา นบั เปน็ ผบู้ กุ เบกิ สำ� นกั
ปฏิบตั ิธรรมบนเขาพนมรงุ้ จงั หวดั บรุ ีรมั ย์
หลวงตาพวงไดท้ มุ่ เทชวี ติ จติ ใจใหแ้ กก่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพราะทา่ นสำ� นกึ ตนวา่
มาบวชเมอื่ แก่ มเี วลาแหง่ ชวี ติ เหลอื นอ้ ย จงึ เรง่ ความเพยี รตลอดวนั ตลอดคนื พอเรม่ิ
ได้ผลเกิดความสงบ ก็เผชิญกับวิปัสสนูปกิเลสอย่างร้ายแรง เกิดความส�ำคัญผิด
เชอื่ มน่ั อยา่ งสนทิ วา่ ตนเองไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล เปน็ พระอรหนั ตอ์ งคห์ นง่ึ เปน็ ผสู้ ำ� เรจ็
เปย่ี มไปดว้ ยบญุ ญาธกิ าร ไดเ้ ลง็ ญาณ (คดิ เอง) ไปจนทว่ั สากลโลก เหน็ วา่ ไมม่ ใี ครรู้
หรือเข้าถงึ ธรรมเสมอดว้ ยตน บงั เกดิ จิตคดิ เอน็ ดูสรรพสตั ว์ทง้ั หลายใคร่จะไปโปรด
ใหพ้ น้ จากทกุ ขโ์ ทษความโงเ่ ขลา เลง็ เหน็ พระสงฆท์ ง้ั หมดตลอดจนครบู าอาจารยล์ ว้ น
แตย่ ังไมร่ ู้ จึงตงั้ ใจจะตอ้ งไปโปรดหลวงปดู่ ูลย์ ผเู้ ปน็ พระอาจารย์เสียก่อน
ดังน้นั หลวงตาพวงจงึ ไดเ้ ดนิ ทางดว้ ยเท้าเปลา่ มาจากเขาพนมรุ้ง เดินทางข้าม
จังหวัดมาไม่ต�่ำกว่า ๘๐ กิโลเมตร มาจนถึงวัดบูรพาราม หวังจะแสดงธรรมให้
หลวงป่ฟู ัง หลวงตาพวงมาถึงวดั บูรพารามประมาณ ๖ ทุ่มกว่า กฏุ ิทกุ หลงั ปดิ ประตู
หนา้ ตา่ งหมดแลว้ พระเณรจ�ำวดั กันหมด หลวงปูก่ ็เขา้ ห้องไปแล้ว ท่านก็มาร้องเรียก
หลวงปดู่ ว้ ยเสยี งอนั ดงั ตอนนน้ั ทา่ นเจา้ คณุ โพธนิ นั ทมนุ ยี งั เปน็ สามเณรอยู่ ไดย้ นิ เสยี ง
เรียกดังล่ันว่า “หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อดูลย์...” ก็จ�ำได้ว่าเป็นเสียงของ
83
หลวงตาพวง จึงลุกไปเปิดประตูรับ สังเกตดูอากัปกิริยาก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก
เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า ตามธรรมดาท่านหลวงตาพวงมีความเคารพอ่อนน้อมต่อ
หลวงปู่ พูดเสยี งเบา ไม่บังอาจระบชุ อื่ ของทา่ น แตค่ ืนน้ีค่อนข้างจะพูดเสยี งดังและ
ระบชุ ่อื ดว้ ยวา่ “หลวงตาดลู ย์ ออกมาเดีย๋ วน้ี พระอรหนั ตม์ าแล้ว”
ครั้นเม่ือหลวงปู่ออกมาแล้ว ตามธรรมดา หลวงตาพวงจะต้องกราบหลวงปู่
แต่คราวนไ้ี ม่กราบ แถมยงั ต่อว่าเสยี อกี วา่ “อา้ ว ไม่เหน็ กราบ ทา่ นผูส้ ำ� เรจ็ มาแลว้
ไม่เห็นกราบ” เข้าใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบโดยตลอดในทันทีน้ันว่าอะไรเป็นอะไร
ทา่ นจึงน่ังเฉย ไมพ่ ูดอะไรแมแ้ ตค่ ำ� เดยี ว ปล่อยใหห้ ลวงตาพวงพดู ไปเรือ่ ยๆ
หลวงตาพวงสำ� ทบั วา่ “รไู้ หมวา่ เดยี๋ วนผ้ี สู้ ำ� เรจ็ อบุ ตั ขิ น้ึ แลว้ ทม่ี านกี่ ม็ าดว้ ยเมตตา
ตอ้ งการจะมาโปรด ตอ้ งการจะมาชแี้ จงแสดงธรรมปฏบิ ตั ใิ หเ้ ขา้ ใจ” หลวงปยู่ งั คงวางเฉย
ปล่อยให้ท่านพูดไปเป็นชั่วโมงทีเดียว ส�ำหรับพวกเราพระเณรที่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ
ก็พากันตกอกตกใจกันใหญ่ดว้ ยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกนั แน่
ครนั้ ปลอ่ ยใหห้ ลวงตาพวงพดู นานพอสมควรแลว้ หลวงปกู่ ซ็ กั ถามเปน็ เชงิ คลอ้ ย
ตามเอาใจวา่ “ทีว่ า่ อย่างนัน้ ๆ เป็นอยา่ งไร และหมายความวา่ อยา่ งไร” หลวงตาพวง
กต็ อบตะกกุ ตะกกั ผดิ ๆ ถกู ๆ แตก่ อ็ ตุ สา่ หต์ อบ เมอ่ื หลวงปเู่ หน็ วา่ อาการรนุ แรงมาก
เช่นนน้ั จงึ ส่ังว่า “เออ เณรพาหลวงตาไปพกั ผอ่ นทโ่ี บสถ์ ไปโน่น ที่พระอโุ บสถ”
ท่านเณร (เจ้าคุณโพธินันทมุนี) ก็พาหลวงตาไปท่ีโบสถ์ จัดที่จัดทางถวาย
หลวงตาวางสัมภาระแล้วก็กลับออกจากโบสถ์ ไปเรียกพระองค์น้ันองค์นี้ที่ท่านรู้จัก
ใหล้ ุกข้นึ ฟงั เทศนฟ์ ังธรรม รบกวนพระเณรตลอดทง้ั คนื
หลวงปู่พยายามแก้ไขหลวงตาพวงด้วยอุบายวธิ ีต่างๆ หลอกลอ่ ให้หลวงตานัง่
สมาธิ ใหน้ ง่ั สงบ แลว้ ยอ้ นจติ มาดจู ติ ทต่ี น้ ตอมใิ หจ้ ติ แลน่ ไปขา้ งหนา้ จนกระทงั่ สองวนั
กแ็ ลว้ สามวนั กแ็ ลว้ ไมส่ ำ� เรจ็ หลวงปจู่ งึ ใชอ้ กี วธิ หี นง่ึ ซง่ึ คงเปน็ วธิ ขี องทา่ นเอง ดว้ ยการ
พดู แรงให้โกรธ หลายครงั้ ก็ไม่ได้ผล ผ่านมาอกี หลายวันกย็ งั สงบลงไม่ได้ หลวงปู่
เลยพูดให้โกรธด้วยการด่าวา่ “เออ สัตว์นรก ไปเด๋ียวน้ี ออกจากกฏุ ิเด๋ยี วน้ี” ทำ� ให้
84
หลวงตาพวงโกรธอยา่ งแรง ลกุ พรวดพราดขนึ้ ไปหยบิ เอาบาตร จวี ร และกลดของทา่ น
ลงจากกฏุ ิ ม่งุ หนา้ ไปวัดโยธาประสทิ ธิ์ ซึ่งอยู่หา่ งจากวดั บูรพารามไปทางใตป้ ระมาณ
๓-๔ กโิ ลเมตร ซง่ึ ขณะนน้ั ทา่ นเจา้ คณุ พระราชสทุ ธาจารย์ (โชติ คณุ สมปฺ นโฺ น) ยงั พำ� นกั
อยทู่ ่นี ่ัน
ท่เี ขา้ ใจวา่ หลวงตาพวงโกรธนั้น เพราะเหน็ ท่านมือไมส้ ่ัน หยิบของผิดๆ ถูกๆ
ควา้ เอาไต้ (สำ� หรบั จดุ ไฟ) ดนุ้ หนง่ึ นกึ วา่ เปน็ กลด และยงั เปลง่ วาจาออกมาอยา่ งนา่ ขำ�
วา่ “เออ กจู ะไปเดีย๋ วน้ี หลวงตาดลู ยไ์ มใ่ ชแ่ มก่ ู” เสรจ็ แล้วก็คว้าเอาบาตร จีวร และ
หยบิ เอาไตด้ นุ้ ยาวขนึ้ แบกไวบ้ นบา่ คงนกึ วา่ เปน็ คนั กลดของทา่ น แถมควา้ เอาไมก้ วาด
ไปด้ามหนึ่งดว้ ย ไมร่ ู้เอาไปทำ� ไม
ครน้ั พอหลวงตาพวงไปถงึ วดั ปา่ ทนั ทที ยี่ า่ งเทา้ เขา้ สบู่ รเิ วณวดั ปา่ ทน่ี นั่ เอง อาการ
ของจิตท่ีน้อมไปติดมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอกโดยปราศจากการควบคุมของสติท่ีได้
สัดส่วนกันก็แตกท�ำลายลง เพราะถูกกระแทกด้วยอานุภาพแห่งความโกรธอันเป็น
อารมณท์ ี่รุนแรงกว่า ยังสตสิ ัมปชัญญะให้บังเกิดขน้ึ ระลกึ ยอ้ นกลับไดว้ า่ ตนเองได้
ทำ� อะไรลงไปบา้ ง ผดิ ถกู อยา่ งไร สำ� คญั ตนผดิ อยา่ งไร และไดพ้ ดู วาจาไมส่ มควรอยา่ งไร
ออกมาบ้าง
เมอื่ หลวงตาพวงไดส้ ตสิ ำ� นกึ แลว้ กไ็ ดเ้ ขา้ พบทา่ นเจา้ คณุ พระราชสทุ ธาจารย์ และ
เลา่ เรือ่ งต่างๆ ใหท้ า่ นทราบ ท่านเจา้ คณุ ฯ ก็ได้ช่วยแนะนำ� และเตอื นสตเิ พ่มิ เตมิ อีก
ทำ� ให้หลวงตาพวงได้สตคิ นื มาอยา่ งสมบูรณ์ และบงั เกิดความละอายใจเป็นอยา่ งยิ่ง
หลงั จากไดพ้ กั ผอ่ นเปน็ เวลาพอสมควรแลว้ กย็ อ้ นกลบั มาขอขมาหลวงปู่ กราบเรยี นวา่
ทา่ นจำ� คำ� พดู และการกระทำ� ทกุ อยา่ งไดห้ มด และรสู้ กึ ละอายใจมากทตี่ นทำ� อยา่ งนนั้
หลวงปู่ก็ได้แนะทางปฏิบัตใิ ห้และบอกวา่ “สิ่งทเ่ี กดิ ข้นึ เหลา่ น้ี ว่าถงึ ประโยชน์
กม็ ปี ระโยชนอ์ ยเู่ หมอื นกนั มสี ว่ นดอี ยเู่ หมอื นกนั คอื จะไดเ้ ปน็ บรรทดั ฐาน เปน็ เครอื่ ง
นำ� สติมใิ ห้ตกอยู่ในสภาวะนอี้ ีก เป็นแนวทางตรงที่จะไดน้ ำ� มาประกอบการปฏิบัตใิ ห้
ด�ำเนินไปอยา่ งมั่นคงในแนวทางตรงต่อไป”
85
ชแ้ี นะศษิ ย์ผหู้ ลงทาง
เมื่อหลวงตาพวงได้พักอยู่ปฏิบัติสมาธิภาวนากับหลวงปู่เป็นระยะเวลาพอสมควร
แล้ว ก็เดินทางกลับไปบ�ำเพ็ญเพียรและปฏิบัติศาสนกิจต่อไปที่เขาพนมรุ้ง จังหวัด
บุรีรัมย์ หลวงตาพวงเจริญอยู่ในพระศาสนาสืบต่อมาจนวาระสุดท้ายและถึงแก่
มรณภาพ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๖ เมอ่ื อายไุ ด้ ๘๘ ปี และจนบดั นสี้ รรี ะของทา่ นกย็ งั คงตงั้
อย่ทู ่ี วดั ปราสาทเขาพนมรุ้ง ยงั มไิ ด้รบั การกระท�ำพธิ ฌี าปนกิจแต่ประการใด
หลวงปู่เล่าให้ฟังต่อมาภายหลังว่า มีหลายท่านท่ีประสบเหตุทางธรรมปฏิบัติ
เช่นเดียวกันกับหลวงตาพวง ส�ำหรับท่ีเป็นศิษย์ของหลวงปู่เองก็ยังมีอีกองค์หนึ่ง
ท่ีสำ� คญั ตนผิดอย่างถึงขนาด กค็ อื ทา่ นพระอาจารย์เสร็จ ซึง่ บัดน้ีมรณภาพไปแลว้
ท่านพระอาจารยเ์ สร็จ เปน็ ผ้เู รมิ่ กอ่ ตัง้ วดั กระดงึ ทอง จงั หวัดบุรีรมั ย์ ท่านเป็น
พี่ชายของทา่ นเจ้าคุณ พระราชปัญญาวิสารัท (เหลอื ง ฉนทฺ าคโม) เจา้ คณะจงั หวดั
บรุ รี มั ย์ ฝา่ ยธรรมยตุ ในปจั จบุ นั ในกรณขี องพระอาจารยเ์ สรจ็ น้ี หลวงปเู่ ลา่ วา่ กำ� ลงั
เตรียมตัวเดินทางเพ่ือจะไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรด สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชน่ื นพวงศ)์ แห่งวดั บวรนเิ วศวหิ าร
86
หลวงปู่ว่า พระอาจารย์เสร็จส�ำคัญตนผิด จนมีความทะเยอทะยานมากถึง
ขนาดนนั้ ดว้ ยเขา้ ใจวา่ คนอน่ื ๆ ไมร่ ธู้ รรมะธรรมโมอะไรเลย หลวงปกู่ ไ็ ดช้ ว่ ยแกไ้ ขและ
ชแี้ นวทางใหอ้ ยา่ งทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ สำ� หรบั พระอาจารยเ์ สรจ็ นี้ หลวงปวู่ า่ แกไ้ ขไดง้ า่ ยกวา่
หลวงตาพวง เพราะไมถ่ ึงข้นั ตอ้ งยั่วใหโ้ กรธเสียกอ่ น
ใน ๒ กรณี ทยี่ กมาเปน็ ตวั อยา่ งแสดงใหเ้ หน็ วา่ หลวงปเู่ ปน็ หลกั ทสี่ ำ� คญั เพยี งไร
สำ� หรบั นกั ปฏบิ ตั แิ ถวจงั หวดั สรุ นิ ทรแ์ ละบรุ รี มั ย์ เมอ่ื ศษิ ยานศุ ษิ ยห์ รอื ผใู้ ดมขี อ้ สงสยั
หรอื ไมเ่ ขา้ ใจ หรอื ประสบกบั อปุ สรรคสำ� คญั ในทางปฏบิ ตั ิ และชว่ ยตนเองไมไ่ ด้ ไมว่ า่
ในล�ำดับของการปฏิบัติขั้นใด หลวงปู่ก็สามารถชแี้ นะไดต้ ลอดสาย ท�ำใหผ้ ้เู ป็นศษิ ย์
เข้าถงึ ผลการปฏิบตั ิได้แม้ในลำ� ดบั ท่ีสูงยิง่ ๆ ขึ้นไป
87
โปรดนกั เลงให้กลบั ใจ
ขอยอ้ นถงึ เรอื่ งราวทหี่ ลวงปเู่ ดนิ ทางกลบั จากอบุ ลฯ มาสรุ นิ ทร์ เพอ่ื โปรดญาตโิ ยม
ในครงั้ แรก ทา่ นมาในรปู แบบของพระธดุ งคกมั มฏั ฐาน และพำ� นกั โปรดญาตโิ ยมอยทู่ ่ี
เสนาสนะป่าบ้านหนองเสม็ด ต�ำบลเฉนียง อ�ำเภอเมืองสุรินทร์ ในช่วงนั้นได้มี
ชายหัวนักเลงอันธพาลผหู้ น่ึง มคี วามโหดรา้ ยระดับเสอื เปน็ ทีเ่ กรงกลัวแกป่ ระชาชน
ในละแวกนน้ั กลุม่ ของชายผูน้ ้ที ่องเทีย่ วหากนิ แถบชายแดนไทยและกมั พูชา
เมอื่ ไดย้ นิ ขา่ วลอื เกย่ี วกบั พระธดุ งคม์ าพำ� นกั ทบี่ า้ นเสมด็ เขามน่ั ใจวา่ พระจะตอ้ ง
เปน็ ผทู้ ม่ี วี ชิ าดา้ นคาถาอาคมอนั ลำ้� เลศิ อยา่ งแนน่ อน จงึ มคี วามประสงคจ์ ะไดว้ ตั ถมุ งคล
เครอื่ งรางของขลงั ประเภทอยยู่ งคงกระพนั ยงิ ไมอ่ อก ฟนั ไมเ่ ขา้ ดงั นน้ั จงึ พาลกู สมนุ
ตวั กลนั่ ๔ คน มีอาวุธครบครัน แอบเขา้ ไปหาหลวงปู่อยา่ งเงยี บๆ ขณะนัน้ เปน็ เวลา
ประมาณ ๒ ทมุ่ แถวหมบู่ า้ นปา่ ถอื วา่ ดกึ พอสมควรแลว้ ชาวบา้ นทม่ี าฟงั ธรรมและบำ� เพญ็
สมาธภิ าวนาพากันกลบั หมดแล้ว
กลมุ่ นกั เลงแสดงตนใหป้ ระจกั ษ์ กลา่ วออ้ นวอนหลวงปวู่ า่ “พวกตนรกั การดำ� เนนิ
ชวี ติ ทา่ มกลางคมหอกคมดาบ และไดก้ อ่ ศตั รไู มน่ อ้ ย ทม่ี าครงั้ นกี้ เ็ พราะมคี วามเลอ่ื มใส
ศรทั ธา มเี จตนาจะมาขอวชิ าคาถาอาคมไวป้ อ้ งกนั ตวั ใหพ้ น้ จากอนั ตราย ขอพระครทู า่ น
ไดโ้ ปรดมจี ติ เมตตา เหน็ แกค่ วามลำ� บากยากเขญ็ ของพวกกระผมทตี่ อ้ งฟนั ฝา่ อปุ สรรค
หลบศตั รมู ุง่ ร้ายหมายขวญั ได้โปรดถ่ายทอดวิชาอาคมใหพ้ วกกระผมเถิด”
88
หลวงปกู่ ล่าวกับชายกล่มุ นน้ั ว่า “ข้อนีไ้ มย่ าก แตว่ า่ ผู้ทีจ่ ะรับวิชาอาคมของเรา
ไดน้ น้ั จะตอ้ งมกี ารปรบั พน้ื ฐานจติ ใจใหเ้ ขม้ แขง็ เสยี กอ่ น มฉิ ะนนั้ จะรองรบั อาถรรพไ์ ว้
ไมอ่ ยู่ วชิ ากจ็ ะยอ้ นเขา้ ตวั เกดิ วบิ ตั ภิ ยั รา้ ยแรงได”้ วา่ ดงั นน้ั แลว้ หลวงปกู่ แ็ สดงพนื้ ฐาน
ของวิชาคาถาอาคมของท่านว่า “คาถาทุกคาถาหรือวิชาอาคมที่ประสงค์จะเรียนน้ัน
จะต้องอาศยั พ้ืนฐาน คอื พลงั จติ จติ จะมีพลังได้ก็ต้องมสี มาธิ สมาธนิ ้นั จะเกิดขน้ึ ได้
แต่จากการนงั่ ภาวนาท�ำใจให้สงบ วชิ าทีจ่ ะรำ�่ เรยี นไปจงึ จะบังเกิดผลศักดสิ์ ิทธิ์ ไมม่ ี
พบิ ัติภยั ตามมา”
ฝา่ ยนกั เลงเหลา่ นน้ั เมอื่ เหน็ อากปั กริ ยิ าอนั สงบเยน็ มนั่ คง มไิ ดร้ สู้ กึ สะทกสะทา้ น
ตอ่ พวกเขา ประกอบกบั ปฏปิ ทาอนั งดงามของทา่ น กเ็ กดิ ความเยน็ กาย เยน็ ใจ เลอื่ มใส
นับถือ อีกอย่างกม็ ีความอยากได้วชิ าอาคมดงั กลา่ ว จึงยนิ ดปี ฏิบัติตาม
หลวงปูไ่ ด้แนะนำ� ใหน้ งั่ สมาธิภาวนา แล้วบริกรรมภาวนาในใจว่า พทุ โธ พุทโธ
ช่ัวเวลาประมาณ ๑๐-๒๐ นาที เทา่ น้นั จอมนกั เลงกร็ ู้สกึ สงบเย็น ยงั ปีติใหบ้ ังเกดิ
ซาบซ่านข้นึ อยา่ งแรง เปน็ ปีตชิ นิดโลดโผน เกดิ อาการสะดุ้งสดุ ตัว ขนลุกขนชนั และ
ร้องไห้ เห็นปรากฏชดั ในสง่ิ ทีต่ นเคยกระทำ� มา เหน็ วัวควายก�ำลังถกู ฆา่ เหน็ คนทีม่ ี
อาการทรุ นทรุ ายเนอื่ งจากถกู ทำ� รา้ ย เหน็ ความชว่ั ชา้ เลวทรามตา่ งๆ ของตน ทำ� ใหร้ สู้ กึ
สงั เวชสลดใจอยา่ งย่งิ
หลวงปกู่ ป็ ลอบโยนใหก้ ารแนะนำ� วา่ “ใหต้ งั้ สมาธภิ าวนาตอ่ ไปอกี ทำ� ตอ่ ไป ในไมช่ า้
กจ็ ะพน้ จากภาวะนน้ั อยา่ งแนน่ อน” นกั เลงเหลา่ นน้ั พากนั นง่ั สมาธภิ าวนาอยกู่ บั หลวงปู่
ไปจนตลอดคนื ครน้ั รงุ่ เชา้ อานภุ าพแหง่ ศลี และสมาธทิ ไ่ี ดร้ บั การอบรมฝกึ ฝนมาตลอด
ทั้งคนื กย็ ังปญั ญาให้เกิดแกน่ กั เลงเหล่านั้น
จติ ใจของพวกเขารสู้ กึ อม่ิ เอบิ ดว้ ยธรรม เปย่ี มไปดว้ ยศรทั ธา บงั เกดิ ความเลอื่ มใส
จึงเปลย่ี นใจไปจากการอยากได้วิชาอาคมขลงั ตลอดจนกลับใจเลกิ พฤติกรรมอันท�ำ
ความเดอื ดรอ้ นทง้ั แกต่ นเองและแกผ่ อู้ นื่ จนหมดสน้ิ ปฏญิ าณตนเปน็ คำ� ตายกบั หลวงปู่
ว่า “จะไม่ทำ� กรรมช่ัวทุจรติ อกี แล้ว”
89
เม่ือพจิ ารณาเหตุการณใ์ นครัง้ น้ี จะเห็นวา่ ในขณะท่พี วกเขาท้ัง ๕ อยตู่ อ่ หน้า
หลวงปู่ พวกเขามไิ ดก้ ระท�ำกรรมชวั่ อนั ใดลงไป สว่ นกรรมชวั่ ทเ่ี ขาเคยกระท�ำมาแลว้
ก็หยุดไว้ชั่วขณะ แฝงซ่อนเร้นหลบอยู่ในขันธสันดานของเขา ในตอนน้ันพวกเขา
มีเพียงความรู้สึกโลภด้วยการอยากได้คาถาอาคมจากหลวงปู่ แต่ความโลภช่วงนั้น
ไดส้ รา้ งความศรทั ธาใหเ้ กดิ ทำ� ใหต้ งั้ ใจปฏบิ ตั ติ ามคำ� สอน ในขณะจติ ทต่ี งั้ ใจ ความชว่ั
ทั้งหลายก็หยุดพักไว้ ศีลก็มีความสมบูรณ์พอท่ีจะเป็นบาทฐานของสมาธิภาวนาได้
เมอ่ื รกั ษาไดอ้ ยา่ งนนั้ ไมข่ าดสาย จติ ยอ่ มตงั้ มน่ั อยดู่ ว้ ยดี เรยี กวา่ มสี มาธิ จติ ทไี่ มก่ ำ� เรบิ
แปรปรวน เรยี กวา่ จติ มศี ลี และอาการตง้ั มนั่ อยดู่ ว้ ยดี เรยี กวา่ มสี มาธิ ยอ่ มมคี วาม
คลอ่ งแคล่วแก่การงาน ควรแก่การพจิ ารณาปัญหาตา่ งๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี เรียกว่า สติ
ปัญญา
ความรู้สึกและอารมณ์ดังกล่าว ตรงตามค�ำสอนของทา่ นพระอาจารย์ใหญ่ม่ัน
ภรู ทิ ตโฺ ต ทีว่ า่ “ศลี อันใด สมาธิอันน้ัน สมาธอิ ันใด ปัญญาอนั น้นั ”
90
พูดถงึ การเผชิญสตั ว์รา้ ย
ผเู้ ขยี น (พระโพธนิ นั ทมนุ )ี เคยไดย้ นิ ไดฟ้ งั ประวตั ขิ องทา่ นพระอาจารยต์ า่ งๆ ท่ี
ลว่ งลบั ดบั ขนั ธไ์ ปแลว้ มคี วามรสู้ กึ อยา่ งหนง่ึ วา่ ประวตั ขิ องทา่ นทนี่ ำ� มาเลา่ มาเขยี นถงึ
ในระยะหลงั ๆ ยง่ิ นานมากย็ ง่ิ วจิ ติ รพสิ ดารขน้ึ ทกุ ที ยงิ่ มสี สี นั ฉดู ฉาดขน้ึ ทกุ ที ทงั้ ๆ ที่
ประวตั ทิ ป่ี รากฏในยคุ แรกๆ นน้ั เตม็ ไปดว้ ยความสะอาดหมดจด อมิ่ ดว้ ยรสพระธรรม
งดงามไปด้วยปฏิปทาของพระมหาเถระเจ้าที่น่ายึดถือเป็นแบบแผนส�ำหรับอนุชน
รุน่ หลงั ได้ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามได้โดยง่าย
แต่มาในระยะหลัง เร่ืองราวของพระมหาเถระเหล่านั้นกลับกลายเป็นเร่ืองที่
เข้าใจยาก มองเหน็ ยาก พสิ ดาร และเหลอื วิสยั คร้ันเมอ่ื ได้พจิ ารณาถึงพทุ ธประวตั ิ
อนั เปน็ เรอ่ื งราวของพระบรมศาสดาเองเลา่ กเ็ กดิ ความเขา้ อกเขา้ ใจ จะเหน็ วา่ พทุ ธประวตั ิ
ทป่ี รากฏในพระไตรปฎิ กชน้ั บาลนี น้ั มแี ตเ่ รอื่ งเรยี บงา่ ย มแี ตเ่ รอ่ื งประสตู ิ ตรสั รู้ แสดง
พระธรรมโดยพทุ ธสาวกต่างๆ การแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนา จนกระท่งั ถึง
พุทธปรินิพพาน
แต่พุทธประวตั ิท่ปี รากฏในชั้นพระอรรถกถาจารย์ พระฎกี าจารย์ ในตอนหลงั
เรม่ิ มสี สี นั วรรณะฉดู ฉาดบาดนยั นต์ ามากขน้ึ ทกุ ที จนกระทง่ั สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จำ� เป็นต้องกล่นั กรองออกมาเพ่ือประโยชนแ์ กก่ ารศกึ ษา
ของกลุ บตุ รกลุ ธดิ าในภายหลงั เมอื่ ผเู้ ขยี นพจิ ารณาไดด้ งั นแ้ี ลว้ กเ็ กดิ ความเบาอกโลง่ ใจ
91
เพราะพ้นกังขาเสียได้ จึงมาคิดว่าในฐานะท่ีเป็นผู้เรียบเรียงประวัติของหลวงปู่ดูลย์
จากการได้อยูร่ ับใช้ใกลช้ ิดทา่ นมาถึง ๓๕ ปี มเี รือ่ งราวอันใดที่เคยได้ยนิ ได้ฟัง ก็จะ
น�ำมาบรรยายไว้อย่างเต็มท่ีโดยไม่ต้องเกรงใจตัวเอง เผ่ือวา่ ประวัติพิสดารของท่าน
เกิดงอกงามข้ึน กจ็ ะได้ชี้แจงถูกวา่ เรอ่ื งท้งั หมดมอี ยู่เทา่ นนั้ ตามทข่ี า้ พเจ้าไดร้ ู้ไดเ้ หน็
ธรรมดาการเดนิ ธดุ งคต์ ามปา่ เขาลำ� เนาไพร เปน็ ทแี่ นน่ อนวา่ จะตอ้ งมกี ารเผชญิ หนา้
กบั สตั วป์ า่ นานาชนดิ ดงั นนั้ การทห่ี ลวงปดู่ ลู ยเ์ คยประจนั หนา้ กบั สตั วป์ า่ ทดี่ รุ า้ ย จงึ ไมใ่ ช่
เรื่องประหลาดสุดวิสัย แต่เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนกับหลวงปู่ดูออกจะเป็นเร่ืองธรรมดา
สามญั ไมโ่ ลดโผนตน่ื เตน้ หรอื นา่ ประทบั ใจอะไรมาก แตใ่ นเมอ่ื เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ใน
ชวี ติ ของทา่ นและทา่ นเปน็ ผเู้ ลา่ เอง หรอื ผทู้ อ่ี ยใู่ นเหตกุ ารณเ์ ปน็ คนเลา่ หลวงปกู่ ร็ บั รอง
วา่ เป็นความจรงิ ก็สมควรที่จะตอ้ งบนั ทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาต่อไป
เมอื่ มใี ครๆ มาถามหลวงปวู่ า่ “ตอนทห่ี ลวงปเู่ ดนิ ธดุ งคกมั มฏั ฐาน หรอื ตอนอยู่
ในป่าลกึ ๆ เคยพบเสือ หมี งพู ิษ หรอื สตั ว์อะไรอืน่ ๆ บ้างไหม”
หลวงปจู่ ะตอบวา่ “เคย”
ถามต่อไปอีกวา่ “แล้วหลวงปทู่ ำ� ยังไง มนั ไมท่ �ำอันตรายหรอื ”
ทา่ นตอบวา่ “ตามธรรมดา พวกสตั วเ์ ดรจั ฉานนน้ั ยอ่ มมคี วามกลวั มนษุ ย์ มนั จะ
ตกใจแล้วรีบหลบหนไี ปเมื่อได้พบเห็นมนุษย์”
ถามอีกว่า “แลว้ ชา้ งละ่ หลวงปูเ่ คยเห็นช้างไหม”
ตอบวา่ “เคยเหน็ ”
ถามอีกวา่ “แล้วหลวงปู่ท�ำยังไง”
ตอบว่า “เมื่อเหน็ ทีท่าว่ามนั จะมาทำ� อนั ตรายเรา กพ็ ยายามหลกี หนี ถ้าจ�ำเป็น
กข็ ึน้ ต้นไม้ใหญๆ่ สตั ว์เหล่านั้นกจ็ ะผา่ นพ้นไปตามทางของมนั แต่ถ้าเราไมเ่ ห็นมัน
และชา้ งนนั้ กำ� ลงั ตกมนั หรอื สตั วอ์ น่ื ทเ่ี ปน็ บา้ มนั กจ็ ะเอาความบา้ มาทำ� อนั ตรายเราได้
92
ถา้ สตั วน์ นั้ เปน็ ปรกตธิ รรมดาแลว้ มนั กย็ อ่ มกลวั เราเชน่ กนั ยอ่ มจะไปตามเรอ่ื งของมนั
จะไมม่ กี ารเบยี ดเบียนกันเลย”
เกยี่ วกบั เรอ่ื งทำ� นองน้ี หลวงปมู่ กั จะพดู แบบนท้ี กุ ครง้ั ไมเ่ คยเลยทห่ี ลวงปจู่ ะพดู
เปน็ ทำ� นองว่า เสือมันกำ� ลงั ย่องเข้ามาหาอาตมา อาตมากก็ ำ� หนดจิตแผเ่ มตตาให้มนั
พร้อมกับพจิ ารณาว่า “มีหวงั ตายแน่” แล้วสตั ว์น้นั ๆ กไ็ มส่ ามารถทำ� อันตรายอาตมา
ไดเ้ ลย อยา่ งนนั้ อย่างน้ี...
ค�ำพูดในท�ำนองแสดงฤทธิ์อ�ำนาจหรือเป็นเรื่องอัศจรรย์น้ัน ไม่เคยได้ยินท่าน
พูดเลยแม้แต่ครั้งเดยี ว
93