The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:56:38

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

พระอนาคามี ยังมงี ่วงนอนนดิ หน่อย
พระอรหนั ต์ ไมม่ งี ่วงนอน”

คณุ บำ� รงุ ศกั ด์ิ ยงั ไดเ้ คยกราบเรยี นถาม พระอาจารยส์ วุ จั น์ สวุ โจ ในชว่ งทท่ี า่ นมา
เฝา้ อาพาธ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ทโ่ี รงพยาบาลจฬุ าฯ โดยกราบเรยี นถามขอ้ ความตา่ งๆ
เช่น “พระอรหันต์ เวลานอนจิตท่านหลับหรือไม่” ได้รับค�ำตอบจากพระอาจารย์
สวุ จั นว์ า่ “พระอรหนั ตท์ า่ นจะหลบั กไ็ ดต้ นื่ กไ็ ด้ อาตมาเคยถามหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต วา่
ทา่ นอาจารย์ เมอ่ื คนื ทา่ นอาจารยจ์ ำ� วดั หลบั สบายดหี รอื ขอรบั กระผม เลยถกู หลวงปมู่ น่ั
ดุเอาว่า ถามเหมอื นคนภาวนาไมเ่ ปน็ สมาบตั ซิ ดิ กี วา่ มีก�ำลงั มากกว่าการนอนหลบั ”

จากขอ้ เขยี นของคณุ บำ� รงุ ศกั ดอิ์ กี เชน่ กนั ซงึ่ เขยี นถงึ ตอนท่ี หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล
อาพาธหนกั เขา้ รบั การรกั ษาตวั ณ โรงพยาบาลจฬุ าฯ พยาบาลถามบอ่ ยๆ วา่ “หลวงปู่
นอนหลบั ไหม” ทา่ นตอบวา่ “นอนไมห่ ลับ” ทุกครงั้ ไป หมอกจ็ ะถวายยานอนหลับ
และทุกคร้ังทหี่ ลวงปู่ฉนั ยา ท่านจะไมส่ บายจากการแพ้ยานอนหลบั

คณุ บำ� รงุ ศกั ดเ์ิ องอดใจมไิ ด้ จงึ อธบิ ายเรอ่ื งการนอนของนกั ภาวนาใหพ้ ยาบาลฟงั
ถงึ การตนื่ รอู้ ยกู่ บั สมาธิ หรอื การพกั จติ ในสมาบตั ิ จติ จะเปน็ อสิ ระจากนวิ รณซ์ งึ่ แปลก
ไปจากคนธรรมดาท่ัวไป แล้วคณุ บ�ำรงุ ศกั ดไิ์ ด้หนั ไปกราบเรยี นหลวงป่วู ่า “กระผม
อธิบายถูกไหม” เพ่ือยืนยันกับพยาบาล หลวงปู่ไม่ได้พูดอะไร ท่านพยักหน้ารับ
คุณบ�ำรุงศักด์ิยังได้เล่าต่อไปว่า ยามดึกสงัดบางคืน สังเกตเห็นท่านนอนหลับแล้ว
กรนเบาๆ ทุกคร้ังท่ีแอบเพ่งมองจดจ้องใบหน้าหลวงปู่ ใจคุณบ�ำรุงศักดิ์ก็คิดไป
ตา่ งๆ นานา หลวงปจู่ ะหยดุ กรน แลว้ ลมื ตาถามเรอ่ื งทคี่ ณุ บำ� รงุ ศกั ดก์ิ ำ� ลงั คดิ อยู่ ดงั นน้ั
จงึ ตอ้ งระมัดระวังไม่เพ่งมองใบหน้าทา่ น และพยายามไม่สง่ จิตออกนอก

ถามหลวงปวู่ า่ “รคู้ วามนึกคดิ ของคนอื่นได้อย่างไร”
หลวงป่ตู อบวา่ “ถา้ ส่งจติ ถงึ กันกร็ ูไ้ ด”้

144

สะอาดทั้งกายทง้ั ใจ

จะเป็นด้วยอุปนิสัยด้ังเดิมของหลวงปู่ หรือว่าเป็นเพราะผลการปฏิบัติธุดงค-
กัมมัฏฐานมานานหรืออย่างไรไม่ทราบ นอกจากความหมดจดในอิริยาบถต่างๆ
เชน่ ไมน่ ัง่ เอนองิ สปั หงก นอนสงบเรียบรอ้ ย ไมล่ ะเมอเพอ้ พก ยนื เปน็ สง่า เดิน
กระฉับกระเฉง ดังน้ีเป็นต้น หลวงปู่ดลู ย์ อตโุ ล ยงั ได้ชอ่ื วา่ เปน็ ผู้ทีม่ ีความสะอาด
ทง้ั กายทง้ั ใจ ท่านรกั ษาความสะอาดทางรา่ งกายเปน็ อยา่ งดี ไม่เคยมีเล็บมอื เลบ็ เทา้
สกปรก หรอื อวัยวะอื่นๆ เกรอะกรังนา่ รงั เกียจ

เครอ่ื งนงุ่ ห่ม สบงจวี รตา่ งๆ สะอาดสะอ้าน ไมห่ มักหมมโสโครก เสนาสนะ
ที่อยู่อาศัยน้ัน พอเช้าขึ้นแต่ละวัน ต้องท�ำความสะอาดให้เรียบร้อยตามแบบฉบับ
พระกมั มฏั ฐาน

หลวงปู่สอนศษิ ยเ์ สมอว่า “เมอื่ ฝกึ ใหเ้ คยชนิ กับการรักษาความสะอาด และทน
ความสกปรกไม่ได้เป็นนิสัยแล้ว นิสัยนี้จะแฝงฝังอยู่ในใจ เมื่อใดเกิดกิเลสตัณหา
อันเปน็ ความสกปรกทางใจเกดิ ขนึ้ มนั กจ็ ะด�ำรงอยู่ได้ไมน่ าน เพราะใจจะทนไมไ่ ด้
ไปเอง อดท่จี ะกำ� จัดขดั เกลาท้งิ เสียไมไ่ ด”้

ดา้ นจติ ใจของทา่ นนน้ั หลวงปดู่ ลู ยน์ บั เปน็ แบบฉบบั ของบคุ คลทเ่ี ขาเรยี กกนั วา่
ผมู้ ใี จสะอาด เปน็ ผใู้ หญท่ คี่ วรเคารพบชู าอยา่ งแทจ้ รงิ ไมม่ เี ลน่ แงแ่ สนงอนเอาเหลย่ี ม
เอาเชงิ กับใคร ไม่มีทิฏฐิมานะ ถือว่าขา้ เปน็ ใหญก่ ว่า ผู้น้อยจะมาล�้ำหนา้ ก�้ำเกนิ ไม่ได้
แม้จะไม่เจตนาก็ตาม

145

มีเรือ่ งทีค่ วรยกขนึ้ มาเป็นอทุ าหรณ์อยู่เร่อื งหนึ่ง ดงั นี้
เหตกุ ารณ์ครัง้ หน่ึง เม่ือใกล้เทศกาลเขา้ พรรษาในปหี นึ่ง ทีว่ ดั ป่าโยธาประสิทธิ์
ทอี่ ยชู่ านเมอื งจงั หวดั สรุ นิ ทร์ มกี ารบวชนาคหลายรปู ดว้ ยกนั บดิ ามารดาและญาตมิ ติ ร
สหายของนาคท้งั หลาย ก็มาชมุ นมุ ทำ� พธิ สี มโภชนาคพร้อมกนั กำ� หนดการว่ารุง่ เชา้
กจ็ ะแหน่ าคมาบวชที่วัดบรู พารามพร้อมกัน โดยไดเ้ ผดียงหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌายะ
ไว้เป็นทเี่ รียบร้อยลว่ งหน้า
พอดีในคืนที่ก�ำลังท�ำพิธีสมโภชนาคน้ันเอง ท่านเจ้าคุณพระเทพสุทธาจารย์
(โชติ คุณสมฺปนฺโน) เดินทางมาจากวดั วชริ าลงกรณวราราม อ�ำเภอปากช่อง จงั หวัด
นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมเยือนวัดปา่ โยธาประสิทธ์ิ ที่ท่านเคยอยู่พ�ำนักเป็นเวลานาน
ในกาลก่อน
ผปู้ กครองนาคคนหนงึ่ เปน็ ผมู้ คี วามเลอื่ มใสเคารพนบั ถอื ในตวั หลวงปโู่ ชตมิ าก
มีความดีอกดีใจ จึงขอแยกนาคท่ีเป็นบุตรชายของตนออกมาท�ำพิธีบวชต่างหาก
โดยอาราธนาหลวงปโู่ ชตเิ ปน็ พระอปุ ชั ฌายะ แมจ้ ะถกู นาคอน่ื ๆ ทฝ่ี กึ หดั สวดขานนาค
เป็นทีมเดยี วกนั ขอร้องและทัดทานไวว้ ่าไมค่ วรทำ� เชน่ นัน้ ควรจะบวชพรอ้ มกนั ดกี ว่า
เหตุผลอีกประการที่ท�ำให้ผู้อ่ืนทัดทานคือ กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ดูลย์เป็น
อปุ ชั ฌายะแลว้ ไม่ควรจะมาเปล่ียนตอนนีโ้ ดยไม่ได้บอกคนื การนมิ นต์ทา่ น
ทางฝา่ ยนาคคนนนั้ ไมฟ่ งั คำ� ชแี้ จงจากคนอน่ื ๆ ตกลงจะเปลยี่ นแปลงตามความ
ตั้งใจของเขาใหไ้ ด้
พอรุ่งเช้า ขบวนแห่นาคก็พากันยกมาถึงวัดบูรพารามโดยพร้อมเพรียงกัน
นาคทุกคนยกเวน้ นาคผ้นู ั้น กพ็ ากันไปทำ� พิธีบวชในพระอโุ บสถ ครน้ั หลวงปทู่ ำ� พธิ ี
บวชให้เรียบร้อยแล้วก็พากันออกจากโบสถ์ บิดามารดาของนาคท่ีแยกตัวออกมา
ก็อาราธนาท่านเจ้าคุณพระเทพสุทธาจารย์ ให้ท�ำพิธีบวชให้บุตรของตนแต่ผู้เดียว
ท่านกไ็ ม่ขดั ข้อง ปรากฏว่านาคผูน้ ้ันซงึ่ เคยซ้อมขานนาคมาดว้ ยกนั ๔ คน ตอนซ้อม
กท็ ำ� คล่องแคล่วดี เมอื่ มาขานนาคเดย่ี วเขา้ ก็ไมค่ ลอ่ งแคลว่ ขานตะกุกตะกกั ผิดๆ
ถูกๆ อักขระพยัญชนะไมถ่ ูกตอ้ งชดั เจน

146

ท่านเจ้าคณุ พระเทพสทุ ธาจารย์ ผเู้ ป็นศิษยห์ ลวงป่ดู ลู ย์ ซึ่งท่านกถ็ ือเครง่ ครดั
ตอ่ อักขระพยัญชนะเหมือนหลวงปอู่ ยู่แลว้ ไม่มกี ารช่วยเหลอื บอกค�ำเคอะเขินแมแ้ ต่
เล็กน้อยให้ เพราะท่านถือว่าเมื่ออยากบวชก็ต้องซักซ้อมมาให้ดี ท่านเจ้าคุณโชติ
(พระเทพสทุ ธาจาย)์ จงึ เอด็ เอาวา่ “อา้ ว ทำ� ไมอยา่ งน้ี แบบนบ้ี วชไมไ่ ดห้ รอก ไมบ่ วชให้
กลับไปซ้อมมาใหมใ่ หด้ เี สยี กอ่ น เรอื่ งบวชนั้น จะบวชเม่อื ไหร่กไ็ ด้ ไม่มีปัญหา”

จงึ เปน็ อนั วา่ หลวงปโู่ ชตไิ มบ่ วชใหน้ าคผนู้ น้ั ทงั้ นาคและบดิ ามารดาญาตมิ ติ รสหาย
กพ็ ากันลากลับไปยงั วัดป่าโยธาประสิทธ์ดิ ้วยความผดิ หวงั สำ� หรับผู้ที่ทำ� พธิ ีบวชแล้ว
ก็มีพิธีเจริญพุทธมนต์ในค่�ำวันน้ัน ส่วนนาคผู้นั้นก็ยังคงเป็นนาคอยู่อย่างเดิม
ความรู้สึกจะเป็นอยา่ งไรก็คงคาดเดากันได้

ในวนั รงุ่ ขนึ้ คณะของนาคคนนน้ั กย็ กขบวนมาวดั บรู พารามอกี ครง้ั เพอ่ื มาขอบวช
โดยอาราธนาหลวงปดู่ ลู ยใ์ หเ้ ปน็ อปุ ชั ฌายะ ทา่ นพระมหาสมศกั ด์ิ (พระครนู นั ทปญั ญาภรณ์
ตอ่ มาเป็นพระโพธินนั ทมนุ ี) ไดก้ ราบเรยี นหลวงป่วู า่ “หลวงป่คู รับ นาคองค์น้แี หละ
ท่ีไม่ยอมบวชกับหลวงปู่เม่ือวานน้ี เขานิมนต์ท่านเจ้าคุณโชติให้บวชให้ต่างหาก
เปน็ พเิ ศษ เมอ่ื เขามานมิ นตใ์ หบ้ วชใหอ้ กี ในวนั น้ี หลวงปจู่ ะตอ้ งลงโบสถไ์ ปบวชใหเ้ ขา
ทำ� ไม ให้เขาไปบวชทีโ่ คราชไมด่ ีหรอื ”

หลวงปู่ตอบว่า “เมื่อเขาอยากบวชก็บวชได้ เมื่อเขาไม่บวชก็เป็นเร่ืองของเขา
เมอ่ื วานเขาไมพ่ รอ้ ม วนั นเี้ ขาพรอ้ ม มหี นา้ ทบี่ วชใหเ้ ขากบ็ วชใหเ้ ขาไป” นเี่ ปน็ ตวั อยา่ งหนงึ่
ในเหตุการณ์หลายๆ อยา่ งทเ่ี กดิ ข้นึ ท่ีแสดงให้เห็นชัดว่า หลวงปเู่ ป็นยอดบคุ คลท่ีมี
ใจสะอาดปราศจากทฏิ ฐมิ านะ เปย่ี มลน้ ไปดว้ ยเมตตากรณุ า ผเู้ ขยี นกเ็ ลยไดข้ อ้ คดิ แก่
ตนวา่ นบั เปน็ การดที ไี่ มต่ อ้ งไปซำ้� เตมิ ไปอะไรใหเ้ ปน็ มลทนิ แกใ่ จ ธรรมชาตนิ นั่ แหละ
เป็นผู้สง่ั สอนไดด้ ี ดงั นนั้ เม่ือมอี ะไรทีไ่ ม่ดเี กิดขนึ้ จงึ ไม่ต้องไปนึกคิดอะไรให้มาก
ความไปอกี

เรอื่ งราวตา่ งๆ ในทำ� นองเชน่ น้ี บรรดาลกู ศษิ ยล์ กู หาชอบจดจำ� มาคยุ มาเลา่ สกู่ นั ฟงั
วา่ ใครประสบพบเหน็ มาอยา่ งไร และตา่ งกไ็ ดถ้ อื เอาเปน็ นทิ ศั นอ์ ทุ าหรณไ์ วส้ อนตนเอง
และเยาวชนรุ่นต่อไป ถอื เป็นเครอ่ื งช่วยบรรเทากเิ ลสทฏิ ฐมิ านะของแต่ละคนไดเ้ ปน็
อยา่ งดี

147

เข้าใกล้ร่มเยน็ เป็นมงคล

ไดก้ ลา่ วแลว้ วา่ หลวงปเู่ ปน็ คนเขม้ แขง็ ความเขม้ แขง็ และความเปน็ ผเู้ ปย่ี มดว้ ย
ขันติธรรมของท่านเป็นท่ีปรากฏชัดแก่คนท่ัวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาท่ีหลวงปู่
อาพาธ ทา่ นไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาใหใ้ ครเหน็ แมก้ ระทั่งแพทย์ พยาบาล
ที่ทำ� หนา้ ทเี่ ยียวยารกั ษา

จนกระทง่ั วา่ เมอื่ ทา่ นเกดิ อาพาธเลก็ ๆ นอ้ ยๆ ภกิ ษสุ ามเณรทที่ ำ� หนา้ อปุ ฏั ฐากทา่ น
ยังเขา้ ใจวา่ ทา่ นไม่ได้เปน็ อะไร หรอื เมือ่ มอี าการปรากฏชดั กน็ กึ ว่าทา่ นอาพาธเพียง
เลก็ ๆ นอ้ ยๆ เท่านน้ั

อ�ำนาจแห่งขันติบารมีที่มีประจ�ำตัวท่าน อันเป็นคุณธรรมที่ท�ำให้งามตาท่ี
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ไว้ และอานภุ าพแหง่ ความสงบระงบั ทม่ี อี ยใู่ นตวั ทา่ น ทำ� ใหบ้ คุ คล
ทอี่ ยใู่ กลท้ า่ น หรอื ไดเ้ ขา้ มาหาทา่ น ออกปากเสยี งเดยี วกนั วา่ รสู้ กึ เยน็ อยา่ งประหลาด
มีท่านผู้หน่ึงอดรนทนความพิศวงอยู่ไม่ได้ จึงเรียนถามท่านว่า “ท�ำไมผมอยู่ใกล้
หลวงปแู่ ลว้ รสู้ กึ เยน็ อกเยน็ ใจสบายกายสบายใจเหลอื เกนิ อยากจะอยูใ่ กล้หลวงปู่
นานๆ” หลวงปู่กต็ อบวา่ “อยากรูก้ ท็ �ำเอาเองซิ”

148

ยง่ิ กวา่ นน้ั แมแ้ ตบ่ รรดาสานศุ ษิ ยท์ อี่ ยทู่ างกรงุ เทพฯ ทเ่ี คยไปกราบเยยี่ มอาพาธ
หลวงปู่ที่โรงพยาบาล ก็ยังรู้สึก “อยากให้ท่านป่วยนานๆ” ดังเช่นบันทึกของ
คณุ บำ� รงุ ศกั ด์ิ กองสขุ ดงั นี้ ทกุ คนมคี วามรกั และบชู าหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล เหมอื นๆ กนั
ไม่มีใครกลวั ท่าน มีแตอ่ ยากใกลช้ ิด ระหวา่ งอยโู่ รงพยาบาลจฬุ าฯ ผวิ พรรณวรรณะ
ของหลวงปู่ผ่องใสย่ิงนัก คุณจ�ำนงค์ พันธุพงศ์ ลูกศิษย์คนหน่ึงบอกหลวงปู่ว่า
“แก้มแดงเหมอื นเด็กสาวรนุ่ ”

เมอ่ื ท่านหายป่วย แพทย์อนุญาตใหก้ ลบั วดั ได้ โยมพ่ปี ระสาน สงิ คเสลิต บอก
หลวงปวู่ า่ “หลวงปคู่ รบั ผมอยากใหห้ ลวงปปู่ ว่ ยอยทู่ น่ี อี่ กี นานๆ” หลายคนทกี่ รงุ เทพฯ
ต้องการให้ท่านพักอยู่ท่ีโรงพยาบาล จะได้มาเฝ้าท่านสะดวก แต่ถ้าท่านป่วยหนัก
ทกุ คนกเ็ ปน็ หว่ ง พอทา่ นสบายกอ็ ยากใหอ้ ยนู่ านๆ เพราะการอยใู่ กลห้ ลวงปเู่ ปน็ มงคล
จติ ใจเบิกบาน

149

ไมห่ ว่นั ไหวในกาลทกุ เมื่อ

ตราบเทา่ ทที่ กุ วนั น้ี ผเู้ ขยี น (พระโพธนิ นั ทมนุ )ี ยงั เหน็ ตดิ ตาตรงึ ใจกบั บคุ ลกิ ภาพ
อนั มน่ั คงแนน่ อนของหลวงปู่ ผงู้ ดงามสมบรู ณด์ ว้ ยเอกภาพอนั นา่ อบอนุ่ ใจแกผ่ อู้ ยใู่ กล้
ใบหน้าท่ีสงบเยือกเย็นตลอดเวลา ประหนึ่งว่าแม้ภูเขาจะถล่มทลายตรงหน้าก็ดี
ความเปลย่ี นแปลงแมน้ อ้ ยหนง่ึ กจ็ ะไมป่ รากฏบนใบหนา้ นน้ั เลย มเี หตกุ ารณห์ ลายครง้ั
ทเี่ ลา่ ขานกนั อยใู่ นหมศู่ ษิ ยเ์ กยี่ วกบั ความเปน็ ผไู้ มห่ วนั่ ไหวในกาลทกุ เมอ่ื ของหลวงปวู่ า่
ทา่ นเปน็ ผทู้ มี่ สี ตมิ นั่ คงมาก ไมเ่ คยตนื่ ตระหนกตกใจหรอื ดอี กดใี จ หรอื เสยี อกเสยี ใจ
ไปตามเหตกุ ารณ์ แมจ้ ะเกดิ ขนึ้ ใหญห่ ลวงสกั ปานใดกต็ าม ทา่ นยงั ทรงไวซ้ ง่ึ ความเปน็
ปกตภิ าพทกุ กรณี

มเี หตกุ ารณห์ นงึ่ ทนี่ า่ จะหยบิ ยกมาเลา่ เปน็ อทุ าหรณด์ งั ตอ่ ไปนี้ ครง้ั นนั้ ๔๐ ปกี วา่
ล่วงมาแล้ว เกิดมหนั ตภัยรา้ ยแรงทสี่ ดุ ทเี่ คยมมี าในประวตั ศิ าสตร์เมอื งสุรินทร์ คอื
เกดิ เหตกุ ารณอ์ คั คภี ยั ครงั้ ใหญใ่ นตลาดจงั หวดั สรุ นิ ทร์ ชาวบา้ นชาวเมอื งเรยี กไฟไหม้
ครง้ั นน้ั วา่ “ไฟบรรลยั กลั ป”์ เพราะเปน็ การลกุ ไหมเ้ ผาผลาญอยา่ งวนิ าศสนั ตะโรจรงิ ๆ

ไฟเร่ิมไหม้ที่ใจกลางเมืองพอดี แล้วลุกลามขยายออกไปเป็นวงกลมรอบทิศ
หนว่ ยดบั เพลงิ ตา่ งสน้ิ หวงั และหมดปญั ญาจะสกดั ไฟได้ สามารถปอ้ งกนั ไดเ้ พยี งบางจดุ
เทา่ นั้น ในส่วนอนื่ ๆ ตอ้ งปลอ่ ยให้เป็นไปตามยถากรรม เป็นท่ีแนช่ ดั ว่าแทบทัง้ เมอื ง
จะตอ้ งราพณาสูรไปดว้ ยแรงฤทธ์ขิ องพระเพลงิ อย่างไม่ตอ้ งสงสัย

150

ทั้งในวัดและบริเวณใกล้เคียงน้ันเกิดความโกลาหลท่ัวไปหมด ชาวบ้านวิ่งกัน
สบั สนอลหมา่ น คนจำ� นวนมากวง่ิ หนเี ขา้ มาหวงั จะพงึ่ วดั หอบลกู จงู หลานแบกขา้ วของกนั
อึงคะนึง พระเณรชตี ่างกอ็ กส่ันขวญั หนี เพราะทงั้ กฏุ ิและเสนาสนะต่างๆ ในวดั และ
อาคารบา้ นเรือนรอบๆ วัด ล้วนแตเ่ ปน็ ไมเ้ ก่าแกน่ ับว่าเปน็ เช้อื เพลิงอยา่ งดี ต่างไมร่ ู้
จะทำ� อยา่ งไร เพราะไฟแลบเลียลกุ ไหมใ้ กล้เขา้ มา และจะตอ้ งเขา้ มาถงึ ในวดั อย่างไม่
ตอ้ งสงสยั ความสบั สนอลหมา่ นในวดั เกดิ ขน้ึ จนไมร่ วู้ า่ ใครเปน็ ใคร ทงั้ ชาวบา้ นวงิ่ ชน
พระเณรชี และวง่ิ ขนขา้ วของกนั ดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด

พระเณรจำ� นวนหนงึ่ กรกู นั ขนึ้ ไปบนกฏุ หิ ลวงปู่ เหน็ ทา่ นจบิ นำ�้ ชาอยดู่ ว้ ยสหี นา้ ปรกติ
ต่างกล็ นลานขอโอกาสทา่ นเพอ่ื ขนของหนีไฟ หลวงปูห่ า้ มวา่ “ไม่จ�ำเป็น”

ไฟโหมลกุ ไหมใ้ กลว้ ดั เขา้ มาทกุ ที อกี ไมก่ ค่ี หู ากจ็ ะถงึ วดั แลว้ พระเณรกรกู นั ลงมา
จากกฏุ หิ ลวงปู่ วงิ่ ไปดา้ นหลงั มณฑปหลวงพอ่ พระชวี ์ เหน็ เปลวเพลงิ แลบเลยี ใกลเ้ ขา้
มาจวนเจียนจะถึงวัดแล้ว จึงพากันวิ่งกรูขึ้นไปบนกุฏิหลวงปู่เพื่อช่วยกันขนย้ายอีก
หลวงปยู่ งั นัง่ อยูท่ ี่เดมิ แลว้ หา้ มไว้ด้วยอาการสงบเย็นวา่ “ไม่จำ� เป็น”

ทนั ใดนน้ั ขณะไฟลกุ ลามมาตดิ เขตวดั สดุ ยอดแหง่ ความบงั เอญิ กเ็ กดิ ขนึ้ เกดิ มี
ลมกรรโชกข้ึนมาอย่างแรงพัดกระพือจากทิศตะวันออกอันเป็นเขตวัด ตลบกลับไป
ทางทศิ ตะวนั ตกอนั เปน็ เขตภายนอกวดั พดั เปลวไฟกลบั ไปสบู่ รเิ วณทล่ี กุ ไหมอ้ ยกู่ อ่ น
จนกระทงั่ มอดไหมส้ งบไปในทส่ี ดุ

มหนั ตภยั ครง้ั นนั้ กส็ น้ิ สดุ ลงดว้ ยความสญู เสยี ครง้ั รา้ ยแรงของชาวบา้ นรา้ นตลาด
ในจงั หวดั สรุ นิ ทร์ ทกุ คนภายในวดั ตา่ งกเ็ หนอื่ ยออ่ นกนั ถว้ นทว่ั แตก่ ค็ ลายใจขน้ึ เมอ่ื
ไฟสงบลง เหล่าชาววัดค่อยหายใจทั่วท้องกันข้ึน เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้
มเี จตนาจะชีใ้ หเ้ หน็ อทิ ธฤิ ทธิ์หรือปาฏิหารยิ ์ประการใด แตม่ งุ่ แสดงใหเ้ ห็นวา่ แม้แต่
เหตุการณ์คับขัน หลวงปู่ของเราก็มิได้แสดงอาการสะทกสะท้านหว่ันไหวอย่างใด
แสดงถึงคณุ ลักษณะแหง่ ความไม่หวนั่ ไหวในกาลทุกเม่ือของทา่ น

151

ไมพ่ ยากรณ์อริยมรรคอรยิ ผล

ปัญหาหน่ึงท่ีผู้สนใจทางธรรมชอบสอบถามกันมากได้แก่เร่ือง การพยากรณ์
อรยิ มรรคอรยิ ผล คอื มกั จะสอบถามกนั วา่ หลวงปเู่ คยพยากรณห์ รอื รบั รองวา่ หลวงปู่
หลวงพอ่ องคน์ นั้ องคน์ ี้ ครบู าอาจารยอ์ งคน์ นั้ องคน์ ี้ บรรลธุ รรมในระดบั ใด หรอื เปน็
พระอรยิ เจ้าระดบั ใดแล้ว ผใู้ ดเป็นโสดาบนั ผใู้ ดเป็นพระอรหนั ตแ์ ล้ว อะไรอย่างนี้
เปน็ ตน้ ผ้สู อบถามจึงอยากรขู้ ้อเทจ็ จริงว่าเป็นอยา่ งไรกนั แน่

คร้ังหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี เคยถามหลวงปู่ถึงผลการปฏิบัติของ
หมคู่ ณะปฏบิ ัติ ซึง่ ได้รบั คำ� ตอบจากหลวงป่วู ่า “การพยากรณผ์ ูใ้ ดวา่ บรรลุอริยมรรค
อรยิ ผลนน้ั ผทู้ จ่ี ะพยากรณไ์ ดม้ เี พยี งผเู้ ดยี ว คอื องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เทา่ นน้ั
แมพ้ ระอรยิ สาวกจะไปพยากรณห์ รอื บอกวา่ ผนู้ นั้ เปน็ โสดาบนั ผนู้ เ้ี ปน็ อรหนั ต์ กไ็ มไ่ ด้
ไม่ถูกต้องตามพระวินัยบัญญตั ิ”

ไดก้ ราบเรยี นถามหลวงปตู่ อ่ ไปอกี วา่ “แลว้ จะรไู้ ดอ้ ยา่ งไรวา่ องคไ์ หนปฏบิ ตั ธิ รรม
เป็นอย่างไรในหมพู่ ระสงฆส์ าวก” หลวงปู่ตอบวา่ “ทีป่ ฏบิ ตั ิปฏปิ ทาเดียวกัน ยอ่ มจะ
รกู้ นั ยอ่ มจะเขา้ ใจกนั ได้ เมอื่ ไดส้ นทนาแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ในเมอ่ื ไดอ้ ยรู่ ว่ มกนั
หรอื แมไ้ มไ่ ดอ้ ยรู่ ว่ ม แตไ่ ดท้ ราบขา่ วถอ้ ยคำ� หรอื ขอ้ ความทผี่ นู้ น้ั ๆ แสดงออกมา เพราะ
ขอ้ ความทที่ า่ นผนู้ นั้ ๆ แสดงออกมา จะชชี้ ดั เจนถงึ ภมู ธิ รรมของทา่ นวา่ อยใู่ นระดบั ใด”

นเี่ ปน็ ถอ้ ยคำ� ทอ่ี อกจากปากหลวงปเู่ องทท่ี า่ นพดู กบั ทา่ นเจา้ คณุ พระโพธนิ นั ทมนุ ี
โดยตรง สว่ นทเี่ คยไดย้ นิ เมอื่ หลวงปกู่ ลา่ วกบั ทา่ นผอู้ น่ื นนั้ มอี ยวู่ า่ เมอ่ื ไดย้ นิ วา่ มใี คร
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรมไดผ้ ลดี และมผี นู้ ำ� มาถามหลวงปถู่ งึ ผลการปฏบิ ตั ขิ องทา่ นผนู้ นั้

152

หลวงป่กู ็มกั จะบอกว่า “ถา้ เขามศี รัทธาม่ันคงแล้วก็จะไมถ่ อยหลงั ถ้าหากไดด้ ำ� เนนิ
อย่างม่นั คงต่อไป ก็จะได้เขา้ ถึงพระรตั นตรัยอยา่ งแนน่ อน”

หลวงปเู่ คยพดู คยุ กบั พระราชาคณะชน้ั ผใู้ หญท่ า่ นหนงึ่ เมอื่ พระราชาคณะรปู นน้ั
ถามถึงผลการปฏิบัติของพระภิกษุรูปหนึ่งว่าเป็นอย่างไร หลวงปู่เพียงแต่ตอบว่า
“เขาเขา้ ถงึ ทางตรงแลว้ ไม่มกี ารเส่ือมศรทั ธาไปจากพระรัตนตรยั ได้เลย”

เท่าท่ีสอบถามพระที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ ต่างก็ยืนยันว่าเคยได้ยิน
หลวงปูก่ ล่าวในลกั ษณะข้างตน้ เท่าน้นั ไม่เคยไดย้ นิ ทา่ นพยากรณอ์ รยิ มรรคอริยผล
ของท่านผู้ใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากน้ียังปรากฏว่า เมื่อหลวงปู่ได้ยินผู้ใด
พยากรณใ์ ครถงึ อรยิ มรรคอรยิ ผลตา่ งๆ แมผ้ พู้ ยากรณเ์ ปน็ ฆราวาสกต็ าม หลวงปกู่ ย็ งั
หา้ มปรามวา่ เป็นการทำ� ทีไ่ ม่ถูกต้อง

ดงั นน้ั เป็นอันสรปุ ได้วา่ ทีห่ ลายๆ ท่านไดย้ ินใครคนใดคนหนึ่งพดู ว่า “หลวงปู่
บอกว่าคนนั้นเป็นโสดาบัน คนน้เี ป็นอริยบุคคลชัน้ นน้ั ชั้นนี้” ดงั น้ีเป็นต้น กแ็ สดงว่า
ใครคนหนึ่งน้นั พดู กนั เอง ทึกทักเอาเอง ด้วยความสำ� คัญผิด หรอื ด้วยเจตนาอ่นื ใด
ก็ตาม จงึ ขอยนื ยันวา่ เปน็ ความเขา้ ใจทีไ่ มถ่ กู ตอ้ ง ทถ่ี กู คอื หลวงปู่ไมเ่ คยพยากรณ์
อรยิ มรรคอรยิ ผลของทา่ นผใู้ ดเลย และทา่ นก็หา้ มไมใ่ ห้พระหรอื ฆราวาสกระท�ำการ
อยา่ งน้ันด้วย เพราะไม่เหมาะไมค่ วร

153

ถามปญั หาไดท้ กุ เม่ือ

หลวงปู่เคยเล่าว่า ความหนักอกหนักใจท่ีส�ำคัญอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติคือ
การขาดกัลยาณมิตรท่ีมีความสามารถแนะน�ำแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาในการ
ปฏิบตั ิให้ได้ตลอดสาย บางทีแมม้ กี ลั ยาณมิตร คอื มคี รูบาอาจารย์ทส่ี ามารถ แต่ท่าน
ก็บังเอิญอยู่ไกลบ้าง โอกาสไม่อ�ำนวยบ้าง ท�ำให้ไม่อาจแก้ไขแนวทางปฏิบัติได้ทัน
ท่วงที ทำ� ให้เกิดการเนิ่นชา้ ไปโดยใชเ่ หตุ ที่ร้ายกว่าน้นั ก็คอื บางคร้งั ท�ำให้หลงวกวน
ไปไกลจนกระทั่งหลงผิดไปก็มี บางกรณีถ้ามีผู้ช้ีแนะให้ทันการก็จะเป็นประโยชน์
อย่างใหญห่ ลวง ท้งั แกเ่ พ่อื นนักปฏบิ ตั ิ และท้งั แกก่ จิ การพระศาสนาเอง

ด้วยเหตุที่หลวงปู่เล็งเห็นอย่างนี้ ท่านจึงมักย�้ำอยู่เสมอว่า ผู้ใดมีปัญหาหรือ
ข้อสงสัยแม้เล็กน้อยในทางปฏิบัติ ขออย่าได้รีรอลังเล หรือว่าเกรงอกเกรงใจอะไร
ขอใหไ้ ปพบเพอ่ื ไตถ่ ามทา่ นไดต้ ลอดเวลา แมว้ า่ เมอ่ื ไปแลว้ พบวา่ หลวงปเู่ ขา้ ทไ่ี ปเสยี แลว้
ก็ขอให้เรียกได้ทันที อย่าได้ต้องพลาดโอกาสให้สูญเสียประโยชน์ใหญ่ เพราะเหตุ
ความเกรงใจเพยี งเลก็ น้อยเลย

ตวั อยา่ งในเรอื่ งน้ี เมอ่ื ครง้ั ทหี่ ลวงปนู่ อนรบั การรกั ษาพยาบาลอยทู่ โี่ รงพยาบาล
จฬุ าฯ ขณะทกี่ ำ� ลงั นอนใสท่ อ่ ออกซเิ จนชว่ ยหายใจอยู่ ไดม้ ผี กู้ ราบเรยี นถามธรรมะทา่ น
หลังเท่ียงคืนไปแล้ว หลวงปู่ไม่สามารถลุกน่ังได้ แต่ท่านก็เมตตาตอบให้จนผู้ถาม
พอใจ และเม่ือกราบลากลบั ไปแลว้ ท่านยังชมเขาวา่ “รู้จกั ธรรมะ ใชไ้ ด้”

154

หลวงปู่ได้พูดถึงตัวท่านว่า ตัวท่านน้ันเป็นเพียงนักปฏิบัติเฒ่าชราที่ผ่าน
ประสบการณ์มานานปี พอจะสามารถเป็นกัลยาณมิตรได้บ้าง อย่าได้ล�ำบากใจว่า
ตอ้ งมามที ่านเปน็ ครูบาอาจารย์ และตนเองต้องมาเป็นศิษย์ ขอใหถ้ อื ทา่ นเปน็ ผรู้ ่วม
ศกึ ษาหาแนวทางรอด

หลวงปู่เองก็ไม่เคยถือใครว่าเป็นศิษย์ หรือถือตัวท่านเป็นอาจารย์ของผู้ใด
นเี่ ปน็ ปฏปิ ทาของหลวงปทู่ ม่ี ตี อ่ เพอ่ื นสหธรรมกิ ทกุ หมเู่ หลา่ ปรากฏอยอู่ ยา่ งนเี้ สมอมา
จนตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยอ้างหรือวางตนในฐานะครูบาอาจารย์เลย ทั้งน้ี
กม็ ยี กเว้นบ้างส�ำหรับศิษยใ์ กล้ชิดจรงิ ๆ ซง่ึ ท่านถือเปน็ เสมอื นลกู หลานหรอื ผคู้ นุ้ เคย
เวลาอธบิ ายช้ีแจงปัญหาธรรม หลวงปู่มักจะพดู วา่ “ผมเขา้ ใจอยา่ งน้นี ะเท่าท่ีผมเคย
ปฏบิ ตั มิ า ผมแกไ้ ขอยา่ งน้ี ผมทำ� อยา่ งนี้ คณุ ลองนำ� ไปประกอบพจิ ารณาดู อาจจะได้
ขอ้ คิดวา่ ควรปฏบิ ัติของตนอยา่ งไร”

หรอื บางทที า่ นกว็ า่ “ทา่ นอาจารยใ์ หญเ่ คยบอกวา่ อยา่ งนี้ ทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลฯี เคย
ประสบแล้วทา่ นแก้อย่างนี้” หรอื วา่ “ท่านอาจารยใ์ หญเ่ คยแนะไวอ้ ย่างน้ี ผมก็พบมา
และแก้ไขตัวเอง แต่ของคุณจะเป็นอย่างไร ลองเอาไปเทียบเคียงดู เพราะธรรม
ของใครกข็ องมนั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ กข็ องพระพทุ ธเจา้ ของทา่ นอาจารยใ์ หญก่ ข็ อง
ท่านอาจารย์ใหญ่ ของผมก็ของผม และธรรมของคุณก็ของคุณ แม้มีเป้าหมาย
เดยี วกนั แต่ก็ไม่เหมือนกนั ทางใครทางมนั ”

ลกู ศษิ ยล์ กู หาเคยถามวา่ “ไดย้ นิ มาวา่ ทา่ นอาจารยใ์ หญ่ (ทา่ นอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต)
ท่านแนะแนวทางแก่ผู้สงสัยได้อยา่ งชัดเจน เหมือนประสบด้วยตนเอง ซ่ึงบางคร้ัง
ผสู้ งสยั ไตถ่ ามเองยงั บอกเลา่ ไมค่ อ่ ยจะถกู ดว้ ยซำ้� เปน็ ความจรงิ ไหม” พอไดย้ นิ นามวา่
ทา่ นอาจารยใ์ หญเ่ ทา่ นน้ั หลวงปกู่ ร็ วบเนอ้ื รวบตวั อยา่ งเรยี บรอ้ ย แลว้ จงึ ตอบดว้ ยเสยี ง
อันเปี่ยมไปด้วยคารวะนอบนอ้ มว่า

“ท่านอาจารยใ์ หญ่ ท่านมีญาณใหญห่ ลวง หาผูใ้ ดเทยี บมิได้ ท่านยอ่ มแนะนำ�
บุคคลได้อยา่ งถกู ตอ้ ง ไม่มผี ิดพลาดเลย”

155

ตามปกติ ในดา้ นการคณะสงฆก์ ด็ ี ในดา้ นอนื่ ๆ กด็ ี หลวงปจู่ ะตอบสนองปฏบิ ตั ติ น
ไปตามสมควรอยา่ งธรรมดา แตส่ ำ� หรบั วงการปฏบิ ตั ิ หรอื ยงิ่ เมอื่ มผี มู้ าสนทนาไตถ่ าม
ปญั หา จะสงั เกตเหน็ วา่ หลวงปจู่ ะมที า่ ทคี กึ คกั เขม้ แขง็ กวา่ ธรรมดา สามารถอยสู่ นทนา
กบั นกั ปฏิบตั ิไดด้ กึ ๆ ด่ืนๆ ถงึ ตสี องตสี าม หรือบางคนื ถงึ สว่างคาตาก็มี

ที่น่าประหลาดกค็ อื บางคร้งั หลวงป่ไู ม่ได้เป็นผู้พูดหรือผอู้ ธิบายอะไร แตผ่ ูอ้ ืน่
เป็นผูค้ ยุ ให้ท่านฟงั ทา่ นกฟ็ ังดว้ ยความเอาใจใส่สนใจอย่างจรงิ จัง และดว้ ยท่าทาง
ที่มีความสุขอย่างย่ิง เม่ือได้ฟังว่าผู้น้ันประสบปัญหาในทางปฏิบัติอย่างนั้นอย่างน้ี
ทา่ นกจ็ ะซกั วา่ แก้ไขอยา่ งไร เมื่อทราบวา่ เขาแก้ไขไดแ้ ลว้ เป็นอย่างนี้ แลว้ ตอ่ มาเปน็
อย่างน้ี ทา่ นกจ็ ะช่นื ชมยนิ ดี ชมเชยว่ามปี ญั ญาแยบคายจริงๆ แลว้ เลา่ เทียบเคยี งว่า
เม่ือท่านเจอปญั หาแบบน้ี ท่านแก้อยา่ งนัน้ และทา่ นพระอาจารยใ์ หญ่เคยสอนไว้ว่า
อย่างนนั้ ๆ ดูเปน็ ทส่ี นุกสนานบนั เทงิ ในการสนทนาธรรมกันตลอดทั้งคืนดว้ ยอาการ
อย่างน้ี

156

การถามปัญหาท่ีน่าพิศวง

หลวงปู่เป็นผู้ท่ีมีความยินดีต่อการได้อธิบายปัญหาในแนวทางปฏิบัติธรรม
รวมทง้ั ยอมรบั และชอบฟงั แนวทางปฏบิ ตั ขิ องผอู้ น่ื เปน็ อยา่ งยงิ่ ไมว่ า่ ผนู้ น้ั จะเปน็ ใคร
เดก็ หรอื ผใู้ หญ่ ฆราวาสหรอื บรรพชติ ทา่ นใหค้ วามสนใจและพอใจทงั้ นน้ั ถา้ มผี สู้ นใจ
และตั้งใจปฏิบัติแล้วปรากฏผล เช่น มีนิมิตเกิดข้ึน หรือมีลักษณะอาการอย่างใด
อยา่ งหน่งึ เกิดขึ้น เกดิ สงสยั วา่ ควรปฏิบตั ติ ่อไปอยา่ งไร แลว้ น�ำมาไตถ่ ามเพ่ือให้ท่าน
ชี้แนะแนวทาง อย่างนี้หลวงปู่จะคึกคักเข้มแข็งเป็นพิเศษ และจะให้ค�ำแนะน�ำได้
ตลอดสาย โดยลกั ษณะการรว่ มปรกึ ษาหารอื และศกึ ษาเทยี บเคยี งดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้

หลวงปูม่ ปี ฏิภาณไหวพรบิ ทเ่ี ฉยี บคม อธิบายได้รวบรดั จ�ำกัดความ ท้ังแน่นอน
และตรงจุด และก้าวหน้าไปตลอดเป็นล�ำดับไม่ขาดสาย ไม่ท�ำให้ผู้สนใจไต่ถาม
ผดิ หวงั เลย ตา่ งกไ็ ดร้ บั ความพอใจและความอบอนุ่ ซง้ึ ใจโดยทวั่ กนั มหี ลายทา่ นทเี่ คย
ศกึ ษาและปฏิบตั ใิ นสำ� นกั ต่างๆ มากอ่ น บางทา่ นก็มคี วามภาคภูมิใจในวหิ ารธรรม
ของตน พอใจว่าตนถึงทสี่ ดุ แล้วกม็ ี เมือ่ หลวงปู่ชี้แนะเพียงค�ำสองค�ำ ท่านเหล่านนั้ ก็
พอใจ เขา้ ใจ เกดิ ความปลอดโปรง่ โลง่ ใจ และออกปากวา่ เบาใจและหมดขอ้ สงสยั แลว้

บางทา่ นเขา้ ใจตนเองผดิ กม็ ี เชน่ ตนเองตดิ อยทู่ ่ี อสญั ญภี พ ตดิ แนบแนน่ อยทู่ ี่
ตรงนนั้ โดยไมร่ ไู้ มเ่ ขา้ ใจอะไรเลย กลบั สำ� คญั วา่ ตนไมย่ ดึ มน่ั ถอื มน่ั เพราะเขา้ ใจไปเอง
ว่าจติ ไม่เกาะเก่ียวอะไร เกดิ อวชิ ชาแหง่ ความไม่ยึดมน่ั ถือมัน่ ขึน้ มา เมอื่ อยตู่ ามปกติ

157

กห็ งอยเหงาเซาซมึ เพราะจิตขาดความคลอ่ งตวั ขาดปัญญา ยงิ่ นานวนั เขา้ ความงมโง่
กย็ งิ่ เพมิ่ พนู แต่ตนเองไม่รู้ตวั ตอ้ งมคี นชว่ ย

ครง้ั หลวงปแู่ นะนำ� พอไดฟ้ งั และเขา้ ใจกส็ ะดงุ้ สะทา้ นขนึ้ คอ่ ยรสู้ กึ ตวั ในหลายกรณี
หลวงปจู่ ะพดู จจี้ ดุ แรงๆ หรอื ไมก่ เ็ ปน็ คำ� ทเ่ี ขา้ ไปจใี้ จกระแทกจดุ จนกระทง่ั จติ เคลอ่ื น
ออกจากอสัญญีภพนั้นๆ ได้

หลวงปบู่ อกวา่ “เขาปฏบิ ตั มิ าไดถ้ งึ ขนั้ นก้ี น็ บั วา่ มคี วามสามารถไมน่ อ้ ย เพยี งแต่
กำ� ลงั สตอิ อ่ นไปหนอ่ ย ไมเ่ หมาะสมกลมกลนื ปัญญาแกไ้ มท่ ัน เลยตกอสัญญภี พ
ไปอยา่ งนา่ เวทนา พอชแ้ี นะคำ� สองคำ� ใหเ้ ขารเู้ รอ่ื งเขา้ ใจ ตอ่ ไปเขากแ็ กไ้ ขไดเ้ อง เมอื่ เขา
ปรบั ปรงุ ใหก้ ำ� ลงั แกธ่ รรมทงั้ มวลผสมผสานสอดคลอ้ งกลมกลนื กนั ได้ อรยิ มรรคสมงั คี
กย็ ่อมเป็นไปเองตามกฎแห่งธรรมดา”

บรรดาทา่ นทัง้ หลาย ทงั้ ท่มี ภี มู กิ ารปฏบิ ัตสิ งู ท้งั ท่ีกำ� ลงั ด�ำเนนิ ไปอยู่ และทเ่ี พ่งิ
เร่ิมปฏิบัติ ท่ีมาสนทนาธรรมไต่ถามปัญหากับหลวงปู่น้ัน ต่างก็มีหัวข้อธรรมและ
วธิ ีการไตถ่ ามแตกต่างกันไปโดยประการต่างๆ ซง่ึ ลว้ นนา่ สนใจท้งั สิน้ น่าเสียดายที่
ผูเ้ ขยี นและผู้ใกลช้ ิดอื่นๆ มิไดส้ �ำเหนยี กถงึ การจดบันทกึ รายละเอียดไว้ ไมเ่ ชน่ น้นั
จะได้ตวั อย่างท่เี ป็นประโยชน์ใหญ่หลวงแก่การศึกษาและปฏิบตั ิต่อไป

ในบรรดาการถามปญั หานนั้ มกี ารถามแปลกๆ นา่ พศิ วงอยหู่ ลายทา่ น ตวั อยา่ ง
เช่น ทา่ นพระอาจารย์เฉลียวถามหลวงปเู่ พียงคำ� เดยี ว แล้วไมถ่ ามอะไรอีก ผ้เู ขยี น
(พระโพธนิ นั ทมนุ )ี กพ็ าซอื่ หวงั ใหท้ า่ นไดป้ ระโยชนท์ อ่ี ตุ สา่ หแ์ วะมา จงึ กระตนุ้ ทา่ นวา่
“ท�ำไมไม่ถามต่อ” ท่านตอบวา่ “หมดคำ� ถาม พอใจในค�ำตอบของหลวงปแู่ ล้ว”

ท่ีแปลกประหลาดท่ีสุดคือท่ีผู้เขียนทราบแน่ชัด เพราะเกิดขึ้นท่ีวัดบูรพาราม
นี่เอง มพี ระภิกษผุ สู้ นใจในการปฏบิ ตั ิ และไดด้ ำ� เนินตามแนวทางทีห่ ลวงปู่สงั่ สอน
มาพอสมควรแล้ว วนั หนึ่งขณะทีห่ ลวงปู่นัง่ พักผอ่ นอยู่ใต้หอระฆงั ภกิ ษนุ นั้ เดินผา่ น
มาทางผ้เู ขยี น ผู้เขยี นถามว่า “ทา่ นจะไปไหน” ภิกษุผ้นู ้นั ตอบวา่ “มปี ญั หาบางอย่าง
จะเรียนถามหลวงป”ู่ ผู้เขยี นก็ชีบ้ อกวา่ หลวงปู่อยู่ที่หอระฆงั ท่านก็เดนิ ไปหาหลวงปู่

158

และเขา้ ไปนงั่ ใกลด้ ว้ ยอาการนอบนอ้ มอยา่ งดี ทง้ั ทา่ นรปู นน้ั ทงั้ หลวงปู่ ตา่ งองคต์ า่ งนง่ิ
เฉยเปน็ เวลานานพอสมควร สงั เกตวา่ ไมไ่ ดพ้ ดู อะไรเลย ไดแ้ ตม่ องหนา้ กนั เงยี บเฉยอยู่
คร้ันแล้วท่านรูปนั้นก็กราบลาหลวงปู่ ลุกข้ึนยอบตัวเดินมาจากหอระฆังด้วยสีหน้า
อิ่มเอิบยินดี

ผู้เขียนอดรนทนไม่ได้ เม่ือท่านผู้น้ันผ่านมาจึงถามว่า “ไม่ได้ถามปัญหา
หลวงปู่หรือ” ท่านตอบว่า “ถามเรียบร้อยแล้ว” “อ้อ แล้วหลวงปู่ไม่ตอบหรือ”
“ตอบแล้ว” ท่านยิ้มอย่างยินดีตอบว่า “หลวงปู่ตอบอย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนและ
ไพเราะเพราะพรงิ้ ทสี่ ดุ ” ผเู้ ขยี นอดกลนั้ อยไู่ มไ่ หว ยอมปลอ่ ยโงอ่ อกไปวา่ “เอะ๊ กผ็ ม
เห็นวา่ ท่านไมไ่ ด้พูดอะไรน่ีนา”

ท่านรูปนั้นหยุดย้ิม มองผู้เขียนแล้วพูดว่า “การพูดไม่สามารถตอบปัญหาได้
ทกุ ปญั หาหรอก” วา่ แลว้ กเ็ ดนิ จากไป คำ� พดู นย้ี งั จบั ใจผเู้ ขยี นอยจู่ นตราบเทา่ ทกุ วนั น้ี

159

ตอบคำ� ถามเก่ยี วกบั ยกั ษ์

มอี ยคู่ ราวหนงึ่ เรอื่ งทเี่ กดิ ขนึ้ ดจู ะเกนิ ภมู ธิ รรมความสามารถของผเู้ ขยี น แตเ่ หน็ วา่
ควรนำ� มากล่าวไว้ เพอื่ เป็นขอ้ สังเกตสำ� หรบั นกั ปฏิบตั ิทัง้ หลายจะไดน้ ำ� ไปเทียบเคยี ง
ศึกษาดเู พ่อื ประโยชน์แกก่ ารกำ� หนดแนวทางปฏิบตั เิ ฉพาะตนต่อๆ ไป หากขาดตก
บกพร่องอย่างไร จะต�ำหนิกนั ก็ไม่วา่ เพราะยอมรบั ว่าโง่ไว้ลว่ งหนา้ อยู่แลว้

ครง้ั หนง่ึ หลวงปเู่ สรจ็ จากศาสนกจิ ในพระราชพธิ ใี นพระบรมมหาราชวงั กก็ ลบั มา
พำ� นักทีพ่ ระต�ำหนักทรงพรต วดั บวรนิเวศวหิ าร ครงั้ หลวงปู่สรงน�้ำเสรจ็ ก็เอนกาย
พกั ผ่อนใหภ้ ิกษุสามเณรบ�ำเพ็ญอาจาริยวัตรดว้ ยการนวดเฟ้นพัดวีตา่ งๆ

ครง้ั นัน้ พระราชาคณะรปู หนึง่ กแ็ วะเข้ามาเย่ียมขอโอกาสวา่ “ใหห้ ลวงปผู่ ้เู ฒ่า
เอนกายพกั ผอ่ นตามสบาย เพราะประสงคเ์ พยี งแวะมาคยุ อยา่ งกนั เองดว้ ยความคนุ้ เคย”
ในระหวา่ งการสนทนาดว้ ยเรอ่ื งราวหลากหลายนนั้ ทา่ นเจา้ คณุ รปู นนั้ เอย่ ขน้ึ ตอนหนง่ึ
ว่า “เขาว่าคนทีส่ นใจเรยี นคาถาอาคมอนั ศกั ดิ์สิทธ์ิสมัยกอ่ นเปน็ ยักษ”์

หลวงปลู่ ุกขนึ้ นงั่ ทันที แลว้ กลา่ วว่า “ผมไม่ไดส้ นใจเรื่องเหลา่ นี้เลยท่านเจา้ คณุ
ทา่ นเจ้าคณุ เองเคยศึกษาถงึ ปัญจทวาราวัชชนจิต ไหม ปัญจทวาราวชั ชนจิตน้ี คอื
กริ ิยาจติ ท่ีแฝงอยกู่ ับทวารทั้ง ๕ ได้แก่ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย เป็นกิริยาจิตท่ที ำ� หนา้ ท่ี
ประจ�ำรูปกาย อาศัยอยู่ตามทวารทั้ง ๕ เป็นทางที่ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์ระหวา่ งจิต
กับส่ิงภายนอก หรืออารมณ์ภายนอก เป็นกิริยาจิตอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างน้ัน

160

ห้ามไม่ได้ บงั คบั ไมใ่ หเ้ ปน็ ไปไม่ได้ แตอ่ าจเป็นพาหะใหเ้ กดิ ทุกข์ได้ และทน่ี า่ ตืน่ ใจ
กค็ อื ใหก้ ิรยิ าจติ เหลา่ น้ีเป็นไปไดโ้ ดยประการทีท่ กุ ขจ์ ะเกดิ ข้ึนไม่ได้ก็ได้

อนั นแ้ี หละทน่ี า่ สนใจนา่ สำ� เหนยี กศกึ ษาทส่ี ดุ วา่ ทำ� อยา่ งไร เมอื่ ตาเหน็ รปู แลว้ รวู้ า่
สวยงาม หรือน่ารงั เกยี จอยา่ งไร แล้วก็หยดุ เพียงเท่านี้ เมือ่ หไู ด้ยินเสียง รู้ว่าไพเราะ
หรอื นา่ รำ� คาญอยา่ งไร แลว้ กห็ ยดุ เพยี งเทา่ นี้ เมอ่ื ลน้ิ ไดล้ มิ้ รส รวู้ า่ อรอ่ ยหรอื ไมอ่ รอ่ ย
เปร้ียวหวานมันเค็มอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่าน้ี เม่ือจมูกได้กล่ินหอมหรือเหม็น
อยา่ งไรแลว้ กห็ ยุดเพยี งเทา่ นี้ เมอื่ กายสัมผัสโผฏฐพั พะ รู้ว่าออ่ นแข็งเป็นอยา่ งไร
แลว้ กห็ ยุดเพยี งเท่านี้

ครง้ั เมอื่ ศกึ ษาถงึ ขน้ั นแ้ี ลว้ กจ็ ะปรากฏเหตอุ นั นา่ อศั จรรย์ ทเ่ี รยี กวา่ “หสติ ปุ ปาทะ”
คอื กิริยาทีจ่ ิตยมิ้ ข้นึ มาเองโดยไม่มีตน้ สายปลายเหตุ หาสาเหตุที่มาไม่ได้

อนั หสติ ปุ ปาทะ หรอื กริ ยิ าทจี่ ติ ยม้ิ เองน้ี ยอ่ มไมป่ รากฏมใี นสามญั ชนโดยทวั่ ไป
ดงั นน้ั นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมทงั้ หลายควรกระทำ� ไวใ้ นใจในอนั ทจี่ ะสำ� เหนยี กศกึ ษาทำ� ความ
กระจ่างแจ้งใน “อเหตุกจิต” อันน้ี เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ ต้องเข้าใจ
ให้ถอ่ งแทว้ า่ เม่ือปฏบิ ตั ไิ ปถึงลำ� ดบั นแี้ ล้ว จติ จะเกิดยม้ิ ข้ึนมาเอง ไม่มีการกระท�ำ
ไม่มีการบังคับให้เกดิ ขึน้ ย่อมเปน็ ไปเองโดยไม่เจตนา

อนึง่ เมอ่ื ปฏบิ ัตติ ามหลกั จติ เหน็ จติ อนั มกี าร หยุดคดิ หยดุ นกึ เปน็ ลักษณะ
ถา้ ใชป้ ญั ญาอนั ยงิ่ สอดสอ่ งสำ� รวจตรวจตราดตู ามทวารทง้ั ๕ เหลา่ นี้ เพอ่ื จะหาวธิ ปี อ้ งกนั
ที่จิตจะแล่นไปหาเร่ืองใส่ตัวภายนอก ก็จะเห็นและเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมดาอยู่เอง
ทค่ี นเราใช้ทวารทง้ั ๕ เหลา่ นัน้ กระท�ำการอนั สมั พนั ธ์กับภายนอก เม่อื พิจารณาให้
ถว้ นถย่ี ง่ิ ขนึ้ กจ็ ะไดอ้ บุ ายอนั แยบคายวา่ ในขณะทเ่ี กดิ สมั พนั ธภาพกบั ภายนอก จติ ก็
ควรจะระลกึ รอู้ ยใู่ นจติ เมอ่ื เหน็ กร็ เู้ ทา่ ทนั การเหน็ แตไ่ มถ่ งึ กบั ตอ้ งรำ� พงึ รำ� พนั ออกมาวา่
เหน็ แลว้ นะ เห็นแลว้ หนอ อะไรหรอก เพราะขณะจิตหนึ่งๆ นนั้ มนั ไม่กินเวลาอะไร
เมือ่ รู้เท่าทันแลว้ กไ็ มต่ อ้ งไปร�ำพึงรำ� พนั เปน็ การปรงุ แตง่ เพ่ิมเตมิ อีก

161

ในการรใู้ หเ้ ทา่ ทนั นน้ั อยา่ ไดถ้ ูกลวงด้วยสัญญาแห่งภาษาคนภาษาโลก ดังเชน่
การรู้เท่าทันคนท่ีจะมาหลอกลวงเราเป็นต้น การรู้เท่าทันอารมณ์ในภาษาธรรมน้ัน
หมายความวา่ ความ “ร”ู้ จะตอ้ งทนั กนั กบั การรบั อารมณข์ องทวารทง้ั ๕ เชน่ ในขณะที่
ตาเห็นรูป จะต้องมีสติรู้อยู่อย่างเต็มท่ีสมบูรณ์ มีความรู้ตัวพร้อมอยู่ตลอดเวลา
เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ ทกุ ขอ์ นั อาศยั ปจั จยั คอื การเหน็ เปน็ ตน้ นนั้ ยอ่ มไมเ่ กดิ และเรากส็ ามารถ
มองอะไรไดอ้ ยา่ งอสิ ระเสรี โดยทรี่ ปู หรอื สงิ่ ทเ่ี รามองเหน็ ไมอ่ าจมอี ทิ ธพิ ลอนั ใดเหนอื เรา
ไดเ้ ลยแม้แต่น้อย

ปญั จทวาราวชั ชนจิต หรอื กิริยาจิตทีแ่ ลน่ อยู่ตามทวารทั้ง ๕ ยอ่ มสมั พันธก์ นั
กบั มโนทวาร ในมโนทวารนน้ั มี มโนทวาราวชั ชนจติ อนั เปน็ กริ ยิ าจติ แฝงอยู่ มหี นา้ ที่
คดิ นกึ ตา่ งๆ สนองตอบอารมณท์ ม่ี ากระทบไปตามธรรมดา ดงั นนั้ ในทางปฏบิ ตั จิ ะให้
หยดุ คดิ หยดุ นกึ ทกุ กรณยี อ่ มเปน็ ไปไมไ่ ด้ แตก่ ด็ ว้ ยการอาศยั อบุ ายวธิ ดี งั กลา่ วนแ้ี หละ
เม่ือจิตตรึกความนึกคิดอันใดออกมาท้ังฝ่ายดีและฝ่ายช่ัว ก็รู้พร้อมให้เท่าทันกัน
เชน่ เดยี วกนั เมอื่ มคี วามรพู้ รอ้ มทนั กนั กบั การรบั อารมณด์ งั นแี้ ลว้ ปญั ญาทรี่ เู้ ทา่ เอาทนั
ย่อมตัดวัฏจักรให้ขาดออกจากกัน ไม่อาจสืบเน่ืองหมุนเวียนต่อไปได้ กล่าวคือ
การก่อรูปก่อร่างต่อไปของจิตย่อมไม่อาจเกิดข้ึนได้ และความไม่ยึดมั่นถือม่ันก็มี
อยู่เองโดยไม่ต้องมีการลวงๆ ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย ความไม่ยึดม่ันถือม่ัน
ก็เป็นแตเ่ พียงชื่อท่เี รานำ� มาใช้เรียกขานกันให้ร้เู ร่ืองเม่ือวฏั ฏะมันขาดไปเทา่ น้นั

โดยนยั อยา่ งน้ี จงึ น่าจะศึกษาให้เขา้ ใจในอันทจ่ี ะก�ำหนดรู้อย่างไรจึงจะถูกต้อง
เม่ือจิตกระทบเข้ากับอารมณ์ภายนอกอย่างไร ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าไปทะเลาะ
วิวาทโต้แย้ง อย่าไปเอออวยเห็นดีเห็นงามให้จิตได้โอกาสก่อรูปก่อร่างเป็นตุเป็นตะ
เป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป อย่าไปใส่ใจอีกต่อไป
พอกนั เพยี งรู้อารมณ์เท่านี้ หยุดกนั เพียงเทา่ น้ี”

162

เรอื่ งจิตเรื่องอทิ ธิฤทธ์ิ

เรอ่ื งตอ่ ไปนที้ า่ นเจา้ คณุ พระโพธนิ นั ทมนุ ี ไดเ้ ลา่ ใหฟ้ งั เมอ่ื วนั ที่ ๑๕ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๕๓๘ เปน็ การถอดคำ� พูดจากการบันทึกเทป ดงั นี้

ถ้าจะพดู ไปแล้วนะ อาจารย์ (หมายถึง อ.ปฐม-อ.ภัทรา นิคมานนท์) เร่ืองของ
จติ หรอื อิทธิฤทธ์นิ ้ี อาตมาก็ไม่อยากจะใชค้ �ำว่าอทิ ธิฤทธ์ิ เพราะหลวงปู่ท่านไม่นิยม
และก็ไม่ท�ำ ไม่แสร้งท�ำ ไม่อะไรด้วยทั้งนั้น ก็เลยไม่อยากใช้ค�ำว่าเรื่องจิตเรื่อง
อิทธิฤทธ์ิ แต่ จิต น้ี หลวงป่ทู า่ นก็พดู วา่ “จติ ”

แต่ถ้าพูดเกี่ยวกับหลวงปู่ ก็มีเร่ืองแปลกๆ หรือเรื่องท่ีน่าอัศจรรย์เหมือนกัน
ในขณะที่เราอย่กู ับทา่ น ท่านกไ็ มไ่ ดป้ ฏเิ สธ ท่านก็ไมไ่ ดย้ กยอ่ ง ทา่ นก็ไมไ่ ด้พดู เพ่อื
อะไรมากมายในเร่ืองเหล่านี้ แม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ ก็พูดกันว่าชาวสุรินทร์เห็นมี
ไสยศาสตรก์ นั มาก สามารถใชค้ าถาอาคมอะไรตา่ งๆ เหลา่ นี้ แมม้ คี นถามทา่ น ทา่ นก็
ไม่ค่อยอธบิ าย ทา่ นกบ็ อกเพยี งว่า ท่านเองก็ไมเ่ คยเห็นเหมอื นกนั อะไรท�ำนองนั้น

ส�ำหรับเร่อื ง “จิต” นน้ั ทา่ นพดู คอื ท่านพูดเร่ือง จิต ท่านไมค่ อ่ ยใช้คำ� ว่า
อทิ ธฤิ ทธ์ิ อะไรหรอก จะใช้ว่า “พลงั ” โดยมากท่านจะพดู ว่า “พลังจิต” น้นั มีอยู่
พลังจิตจะมีได้ก็เกิดจากข้อเดียว คือ “พลังสมาธิ” ถ้าผู้ใดสร้างสมาธิจิตไม่ได้
ทา่ นวา่ พลงั จิตนั้นเกดิ ขนึ้ ไมไ่ ด้ ถึงเกดิ ข้ึนก็เปน็ พลงั จิตท่ีเป็น มิจฉา หรอื ไมม่ ่นั คง

163

เชน่ วา่ คนบางคนเขาใชพ้ ลงั จติ ในทางทผี่ ดิ หรอื นำ� ไปใชใ้ นทางรกั ษาความเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย
กอ็ าจมีส่วนของพลังจิตเหมอื นกนั

พลงั จติ ทเ่ี กดิ จากสมาธถิ กู ตอ้ งนนั้ คอื เมอ่ื มสี มาธเิ กดิ ขนึ้ แลว้ กอ็ าศยั พลงั แหง่ จติ
เพราะสมาธินนั้ เกิดจาก จิตรวม คอื มันละอารมณ์ต่างๆ เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์
ตา่ งๆ ไวม้ าก จติ มนั กไ็ มม่ กี ำ� ลงั ไมม่ พี ลงั อะไร ตอ่ เมอ่ื จติ สามารถละอารมณต์ า่ งๆ ได้
ต้งั มัน่ อยู่ในอารมณ์เดยี วก็เกดิ สมาธิ จติ กจ็ ะเกดิ มีพลังขึ้นมา

ถา้ มพี ลงั แลว้ ตามทหี่ ลวงปเู่ คยอธบิ าย ระหวา่ งทจี่ ติ เราเกดิ มพี ลงั สมาธนิ แี่ หละ
บคุ คลจะเอาไปใชใ้ นทางไหนกไ็ ดผ้ ลในทางนนั้ แตเ่ มอ่ื ใชใ้ นทางทเ่ี สยี หาย มนั กท็ ำ� ให้
เสียหายได้ หรือใช้ไปในทางที่ให้ประโยชน์ให้เกิดพลังปัญญาก็ได้ หมายความว่า
อยา่ งทพ่ี ดู ในหลกั วชิ าการเรยี นทางศาสนาวา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ทวี่ า่ ศลี ทำ� ใหเ้ กดิ การ
อบรมสมาธิ สมาธิอบรมปญั ญา ฉะน้นั พลงั จิตทเ่ี กดิ ประโยชนอ์ ยา่ งแทจ้ ริงหลงั จาก
เกิดสมาธินั้น หมายถงึ ว่า จติ นนั้ ยกสภาวธรรมขึ้นมาไตรต่ รองใหเ้ กิดวปิ ัสสนาญาณ
เกิดปญั ญาแล้วปัญญานน้ั กจ็ ะแจ่มแจ้ง ดกี ว่าจติ ทีไ่ มเ่ กิดสมาธิ หรอื จติ ทไี่ มม่ ีสมาธิ

ฉะน้ันหลวงปู่จะใช้ว่า พลังจิตนั้นสามารถยกระดับภาวะหรือป้องกันความ
ทุกขย์ าก อนั เนื่องจากการที่จิตสง่ ออกไปเพือ่ รับอารณต์ ่างๆ ได้

มคี นชอบถามหลวงปเู่ กย่ี วกบั เรอื่ งอทิ ธฤิ ทธบิ์ า้ ง หรอื ทจี่ ติ ทมี่ ฤี ทธมิ์ พี ลงั อยา่ งหนงึ่
อยา่ งใดบา้ งนนั้ กเ็ คยมี แตเ่ นอ่ื งจากวา่ หลวงปทู่ า่ นไมส่ นใจในเรอ่ื งสง่ิ มหศั จรรย์ หรอื
สง่ิ อศั จรรยใ์ นอทิ ธฤิ ทธิ์ตา่ งๆ เหลา่ นี้ ทา่ นจงึ ไมน่ ิยมพูดให้ใครฟัง

แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่าจิตน้ันย่อมเป็นจิตที่มีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วมันก็จะ
เป็นคณุ ประโยชน์ไดห้ ลายอย่าง แต่ทา่ นกจ็ ะข้นึ ตน้ ว่า จิตจะมีพลงั ได้นั้นก็ตอ่ เมอื่ ได้
สมาธิ หรอื เกดิ สมาธิ จติ มอี ารมณเ์ ดยี ว จติ จงึ จะมพี ลงั เมอื่ จติ มพี ลงั แลว้ จะหนั ไปใช้
ทางไหนกย็ ่อมได้ แมห้ ันไปทางท่ผี ิดทางพระพทุ ธศาสนากย็ อ่ มจะได้ อยา่ งเชน่ ฤาษี
ชีไพร หรืออะไรๆ นัน้ ล้วนแตเ่ ป็นสมาธิซ่งึ นบั วา่ เป็นมิจฉาสมาธไิ ด้

164

สว่ น สมั มาสมาธิ นน้ั หมายถงึ จติ ทเ่ี ปน็ สมาธติ ามลำ� ดบั ตง้ั แตข่ นั้ ตน้ คอื ขณกิ สมาธิ
จนกระท่งั เขา้ สู่ อัปปนาสมาธิ อะไรในกระแสนี้ แลว้ จติ นัน้ กจ็ ะเปน็ พลงั ส่องทางไป
ใหเ้ กดิ ปญั ญา ในทางตรงข้าม ถ้าอาศัยพลงั จิตไปในเรือ่ งอ่นื เร่ืองอทิ ธฤิ ทธิ์อะไรนั้น
ไมถ่ กู ต้อง หรือไม่ถกู พุทธประสงคท์ ้งั หมด

แต่ถ้าใช้พลังจิตน้ันเพ่ือเป็นเหตุให้ปัญญาผุดผ่องข้ึน เพื่อจะตัดกิเลสปัญหา
และความชว่ั รา้ ยตา่ งๆ เพอื่ ยกระดบั จติ ของเราใหพ้ น้ จากทกุ ข์ จงึ จะเปน็ พลงั จติ ทเ่ี ปน็
สัมมาทฏิ ฐิ และเปน็ ทางทีถ่ กู ตอ้ ง หลวงปู่มักจะอธบิ ายในแนวทางน้ี สว่ นในทางทวี่ ่า
เอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธ์ิอย่างนั้นอย่างน้ีแล้ว รู้สึกว่าหลวงปู่จะไม่ค่อยกล่าวถึง
หลวงป่จู ะระมัดระวังท่ีสดุ ในเรอ่ื งการปฏบิ ตั ิให้เปน็ ไปในทางท่ีดที ่ถี ูกตอ้ ง

165

หลวงปู่แสดงอทิ ธฤิ ทธ์บิ า้ งไหม

จากค�ำถามท่ีว่า “หลวงปู่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรบ้างไหม” ท่านเจ้าคุณ
พระโพธนิ ันทมนุ ี อธิบายดงั ต่อไปนี้ คอื แมแ้ ตค่ วามสนใจ ความใส่ใจของทา่ นใน
เรื่องเหล่านี้ ท่านกไ็ มม่ ีอยแู่ ลว้ ถามวา่ ทา่ นเคยแสดงฤทธ์ิใหป้ รากฏนั้น ทา่ นจะแสดง
ได้อย่างไร ท่านไมแ่ สดง ไม่ทำ� อยา่ งแน่นอน

แตว่ ่า พูดก็พดู เถอะ เม่อื หลวงปูม่ อี ะไรๆ ทีเ่ ป็นความมหศั จรรยอ์ ย่ใู นตวั ทา่ น
กม็ สี ่ิงแปลกประหลาดมหศั จรรยอ์ อกมาใหเ้ หน็ บา้ ง อาตมาไมถ่ อื วา่ ทา่ นแสดง แตใ่ น
ฐานะที่อยู่กับท่านมานาน อาตมาเห็นว่ามีส่ิงมหัศจรรย์เก่ียวกับหลวงปู่หลายอย่าง
ขอย้ำ� ว่า “ไมใ่ ชฤ่ ทธน์ิ ะ แต่ว่ามนั อศั จรรย”์

เทา่ ทน่ี กึ ทบทวนดู กเ็ หน็ วา่ มอี ยหู่ ลายครงั้ อาตมาเคยนกึ ทบทวนอยใู่ นใจเทา่ ท่ี
อาตมาเคยเห็นปรากฏ รู้สึกจะมี ๘ คร้ังด้วยกนั เราเรยี กวา่ ฤทธิห์ รืออะไรก็ไม่ทราบ

166

เรอ่ื งแรก เกย่ี วกบั เรอ่ื ง ความปลอดภัยของหลวงปู่ หลวงป่นู ้นั คงมีภาวะอะไร
ท่ีไม่ท�ำใหบ้ าดเจบ็ ไมท่ ำ� ให้แขนขาหัก หรอื ไม่ท�ำให้ตายโดยอุบัติภัย อุบัติเหตุ อนั น้ี
จะเปน็ บญุ หรอื เปน็ ฤทธอ์ิ ะไรกส็ ดุ แทแ้ ตจ่ ะเรยี ก เคยเหน็ ความคบั ขนั ในชวี ติ ของทา่ น
ไม่วา่ เกี่ยวกบั เรอื่ งรถ ไมว่ ่าในเร่อื งเขาลอบปองรา้ ย ไม่วา่ จะเปน็ เหตุการณ์ทก่ี อ้ นหนิ
กล้งิ มาจากบนภูเขาจะทับทา่ น ในระหว่างทหี่ ลวงปู่พาพระเณรไปพ�ำนกั ท�ำงานพัฒนา
เขาพนมสวาย และฝึกอบรมกัมมฏั ฐานใหแ้ ก่พระเณร มีก้อนหินใหญก่ ลง้ิ มายังทา่ น
พอดี แตม่ นั กเ็ บยี่ งหลบไปเมอื่ มาใกลท้ า่ น เหมอื นจะมอี ะไรผลกั ใหห้ ลกี ไปนดิ หนอ่ ย
ให้ทา่ นพ้นภัยไป นเี่ รอื่ งหน่งึ เท่าที่ปรากฏ

เรอ่ื งทสี่ อง เปน็ เรอ่ื งแปลกคอื เรอ่ื งเกยี่ วกบั นำ้� ฝน จะวา่ ฤทธหิ์ รอื เปลา่ ไมท่ ราบ
เมื่อคราวหลอ่ พระพุทธรปู พระประธานในโบสถเ์ สร็จแลว้ คณะกรรมการต้องการให้
อญั เชญิ ทา่ นแหร่ อบเมอื ง แตห่ ลวงปเู่ หน็ วา่ ไมจ่ ำ� เปน็ ปรากฏวา่ เกดิ ฝนและลมพายใุ หญ่
จนไมส่ ามารถเคล่ือนขบวนแห่ได้สำ� เรจ็

(เรอื่ งทีส่ ามและเร่อื งอื่นๆ ไดน้ ำ� เสนอในบทตอ่ ๆ ไป)

167

หลวงปสู่ ามถกู ทำ� ร้าย

เร่ืองท่ีสาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก
ซึ่งอยู่หา่ งจากตัวเมอื งไปทางทศิ ใต้ ๑๓ กิโลเมตร เรอื่ งนมี้ อี ยวู่ า่ มีพระจากจงั หวัด
รอ้ ยเอด็ มาบวช และพำ� นกั อยวู่ ดั หลวงปสู่ าม พระรปู นเ้ี ปน็ ลกู คนทมี่ ฐี านะดี เลอ่ื มใส
ในพระศาสนา จงึ มาบวชในระหว่างเข้าพรรษา

พอมาถงึ ชว่ งกลางพรรษา โรคเกา่ กก็ ำ� เรบิ คอื พระรปู นเ้ี คยเปน็ บา้ หรอื โรคประสาท
มาก่อนที่จะบวชเป็นพระ พระรปู นี้มีการกระทำ� คลา้ ยคนบ้าอาละวาด กระโดดเขา้ ไป
กอดปลำ้� หลวงปสู่ ามอยา่ งแนน่ เหนยี ว ปลำ�้ กอดหลวงปอู่ ยเู่ ปน็ เวลานานรว่ ม ๑ ชว่ั โมง
ไมม่ ใี ครสามารถแกะออกได้ หลวงปสู่ ามอยใู่ นสถานการณล์ ำ� บาก ตน่ื ตระหนกตกใจกนั
ไปท้งั วดั

โดยปกติในตอนเช้ามืด หลวงปูท่ า่ นจะอยแู่ ต่ภายในกุฏิ ไมเ่ คยคดิ ที่จะออกไป
เยีย่ มคนนั้นคนน้ี หรือเดินไปดูอะไรนอกกุฏิ เปน็ ปฏิปทาอย่างหนึง่ ทีท่ า่ นไมเ่ คยคดิ
ออกนอกเทา่ ไร กไ็ มเ่ คยคดิ วา่ จะไปเยยี่ มใคร เชา้ วนั นนั้ ไมร่ เู้ ปน็ อยา่ งไร ทา่ นใหเ้ ดก็
ไปเรียก ผใู้ หญ่สรศกั ดิ์ กองสขุ ซง่ึ บา้ นอย่ใู กลๆ้ วดั ใหเ้ อารถไปส่งหลวงปู่ท่วี ัดของ
หลวงป่สู าม

พอท่านไปถึง เห็นพระรูปน้ันก�ำลังกอดปล�้ำหลวงปู่สามอยู่ ใครไปช่วยก็ไม่
ยอมปล่อย หลวงป่เู ขา้ ไปถงึ วดั พอดี มีคนรอ้ งวา่ “หลวงปู่ดูลยม์ าแลว้ หลวงปู่ดูลย์
มาแลว้ ”

168

พระรูปนั้นตกใจปล่อยหลวงปู่สาม แล้วว่ิงไปหลบซ่อนตัวสั่นอยู่ข้างๆ กุฏิ
หลวงปสู่ ามกส็ ะบกั สะบอมพอสมควร แตไ่ มถ่ งึ กบั อาพาธ ลกู ศษิ ยล์ กู หาทกุ คนอยใู่ น
อาการตกใจ

หลวงปู่เรียกพระรปู นัน้ มาถามว่า “ท�ำไม เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นไมไ่ ด้ดุดา่ ว่าทำ� ไม
จึงต้องไปทำ� อย่างน้ัน ถามเพยี งวา่ ท�ำไม และเป็นอยา่ งไร พระรูปนั้นกก็ ราบเรียน
หลวงปวู่ า่ ขณะทก่ี ำ� ลงั ปฏบิ ตั สิ มาธภิ าวนาอยนู่ นั้ กเ็ กดิ นมิ ติ เหน็ เปน็ สวรรคว์ มิ านตา่ งๆ
จึงตั้งใจจะพาหลวงปู่สามเหาะข้ึนไปดูของสวยงามเหล่านั้น ไม่ได้มีความประสงค์
จะท�ำร้ายท่านแต่ประการใด ทุกคนก็เข้าใจ และหลวงปู่ก็ช่วยแก้ไขเหตุการณ์นั้น
โดยไม่ไดต้ �ำหนิพระรปู น้นั แต่อยา่ งใด

ทอ่ี าตมาเหน็ วา่ อศั จรรย์ กเ็ หตวุ า่ หลวงปไู่ มเ่ คยไปไหนในตอนเชา้ มดื ทำ� ไมทา่ น
จงึ รวู้ า่ มภี ยั พบิ ตั เิ กดิ ขน้ึ กบั หลวงปสู่ าม ไดถ้ ามหลวงปวู่ า่ “หลวงปรู่ หู้ รอื วา่ หลวงปสู่ าม
จะเปน็ อะไรจงึ ไดเ้ ดนิ ทางไป” หลวงปกู่ ไ็ มไ่ ดต้ อบรบั ทา่ นบอกเพยี งวา่ “คดิ ๆ ไป กอ็ ยาก
ไปเยยี่ มเยยี นดูบ้าง” ทา่ นก็พูดแคน่ ี้ พวกเราก็ไม่กลา้ ซกั ถามอะไรท่านมากนกั

169

หลวงตาแปะมรณภาพ

ที่เล่ามาคือลักษณะท่ีว่าอัศจรรย์ในแต่ละคร้ังเท่าที่สังเกตเห็น มีอยู่ครั้งหน่ึง
มพี ระร่นุ ราวคราวเดียวกันกับหลวงปู่ แต่บวชคนละนิกาย ทา่ นอยูท่ อ่ี �ำเภอปราสาท
แตอ่ ยบู่ า้ นนอกเขา้ ไปอกี (อยหู่ า่ งจากตวั เมอื งสรุ นิ ทรไ์ ปทางใตป้ ระมาณ ๓๐ กโิ ลเมตร)
ท่านเป็นพระรุ่นเก่าแก่ด้วยกัน พระรูปนั้นท่านไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิบัติ ท่านถือ
แบบโบราณๆ เคยอยู่อย่างไรท�ำอย่างไร เคยมีพิธกี รรมอยา่ งไร กอ็ ยกู่ ็ทำ� อยา่ งน้นั
แต่คนนบั ถือทา่ นมาก ทา่ นช่ือหลวงพ่อแปะ อย่วู ัดบา้ นตาเมาะ ต�ำบลไพล อ�ำเภอ
ปราสาท

วันนั้นหลวงปู่ออกมาน่ังนอกกุฏิแต่เช้ามืด มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อนายจันครบ
บญุ ประสทิ ธ์ิ เขา้ ไปรบั ใชห้ ลวงปู่ ทา่ นกพ็ ดู ขน้ึ วา่ “ครบ เอง็ ไมไ่ ดไ้ ปบา้ นหรอื หลวงตาแปะ
ตายแลว้ ” นายครบกว็ า่ “ยงั ไมท่ ราบครบั ” นายครบคนนเี้ ปน็ คนทอี่ ยหู่ มบู่ า้ นเดยี วกนั
และเป็นลกู หลานของหลวงตาแปะ

หลงั จากนนั้ อกี ๒-๓ ชว่ั โมง กม็ คี นมากราบเรยี นใหห้ ลวงปทู่ ราบวา่ หลวงตาแปะ
ทา่ นถงึ แกม่ รณภาพแลว้ เมอ่ื ตอนตี ๔ ของวนั นนั้ เอง เรอ่ื งนกี้ น็ บั วา่ แปลก ไดเ้ รยี นถาม
หลวงปูว่ า่ “หลวงปู่ทราบได้อยา่ งไรวา่ หลวงตาแปะตาย มคี นมาบอกกอ่ นหนา้ นีห้ รอื
ใครมาบอกหลวงปหู่ รอื ” หลวงปู่ตอบว่า “รู้ไมร่ ู้กว็ ่าไปยังงน้ั ๆ แหละ” คือหลวงปู่
ทา่ นไมค่ อ่ ยตอ่ ความยาวสาวความยดื ทา่ นจะรบี ตดั บทไปเสยี เรอื่ งในลกั ษณะคลา้ ยๆ
กันน้มี อี ยู่เสมอๆ

170

เรื่องเกยี่ วกบั ฝนตก

ทนี ใี้ นเรือ่ งของฝนตกนกี้ เ็ หมือนกัน ครง้ั หน่ึงเม่อื ไม่นานมานี้ คือระหว่างเดอื น
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงป่คู ิดอยา่ งไรกไ็ ม่ทราบ ทา่ นประสงค์จะไปพักผ่อนท่ปี ่า
ก็เลยแนะน�ำชักชวนท่านว่าให้ไปพักผ่อนที่วัดของ พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ คือ
วัดถ�ำ้ ศรีแก้ว อำ� เภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ซึง่ อยู่บนเทือกเขาภูพาน

กอ่ นหลวงปเู่ ดนิ ทางไปประมาณ ๑๐ วนั ไดใ้ หพ้ ระไปสง่ ขา่ วใหพ้ ระอาจารยส์ วุ จั น์
ทราบลว่ งหนา้ บอกวา่ “หลวงปจู่ ะมาพกั ผอ่ นทนี่ ดี่ ว้ ยสกั ๑๐ วนั ทา่ นเหน็ วา่ อยา่ งไร”
ท่านอาจารยส์ ุวัจน์กม็ ีความยินดี ได้จดั แจงสถานทไี่ ว้รอตอ้ นรับหลวงปู่ พระที่ส่งไป
แจง้ ขา่ วกก็ ลบั มากราบเรยี นใหห้ ลวงปูท่ ราบ

กอ่ นหลวงปเู่ ดินทางไม่กว่ี ัน พระอาจารยส์ ุวจั นไ์ มค่ อ่ ยสบายใจ เหน็ ว่าหลวงปู่
ยงั ไมน่ า่ จะเดนิ ทางในชว่ งน้ี เพราะเกดิ ไฟไหมป้ า่ ครงั้ ใหญใ่ นแถบนนั้ ทงั้ ตน้ ไมใ้ บหญา้
โดนเผาผลาญไปในวงกวา้ ง บรเิ วณนนั้ เตม็ ไปดว้ ยควนั รอ้ นกร็ อ้ นอบอา้ ว ตน้ ไมส้ งู ๆ
กถ็ กู ไฟไหมข้ น้ึ ไปจนใบไมถ้ กู ไหมห้ มด บรรยากาศไมเ่ ปน็ ทสี่ บายเลย พระอาจารยส์ วุ จั น์
เหน็ วา่ หลวงปไู่ มน่ า่ จะมาในชว่ งน้ี นา่ จะเลอื่ นออกไปกอ่ น ทา่ นรสู้ กึ ปรวิ ติ กในเรอ่ื งนี้
แต่ในชว่ งนัน้ ไม่มใี ครจะเดนิ ทางจากสกลนครมาสุรนิ ทรเ์ พื่อสง่ ขา่ วหลวงปู่ จงึ ปลอ่ ย
เหตุการณ์ใหเ้ ลยตามเลย

ปรากฏวา่ กอ่ นหลวงปเู่ ดนิ ทาง ๒-๓ วนั เกดิ ฝนตกในบรเิ วณนนั้ ไฟปา่ ทงั้ ตาม
ที่สูงและที่ต่�ำก็ดับมอดหมด หลังจากฝนตกใหญ่แล้ว บรรยากาศแถวนั้นก็ดีขึ้น

171

อากาศเย็นข้ึน กล่ินเถ้าถ่านและกลิ่นดินท่ีเผาสุกก็หอมกรุ่น เสียงจักจ่ันเรไรก็เริ่ม
รอ้ งระงม ชว่ งทหี่ ลวงปเู่ ดนิ ทางไปถงึ จงึ เปน็ ชว่ งทบี่ รรยากาศกำ� ลงั ดี พระอาจารยส์ วุ จั น์
จงึ ไดป้ รารภอศั จรรยก์ บั เหตกุ ารณใ์ นครง้ั น้ี “แตเ่ ดมิ นกึ วา่ เมอื่ หลวงปมู่ าแลว้ จะไมส่ บาย
กอ่ นหลวงปู่มาถึงแค่ ๒ วนั เกดิ ฝนตกอยา่ งหนกั ก็เลยทำ� ให้หลวงปพู่ ักผอ่ นสบาย
ไม่ลำ� บาก”

หลวงปบู่ อกว่า “เออ มาอยทู่ ภ่ี าวนาดี บรรยากาศดี” พระอาจารย์สุวัจน์อยาก
นมิ นตใ์ หห้ ลวงปู่อยู่ตอ่ แตท่ า่ นพกั เพียง ๑๐ วัน กเ็ ดนิ ทางกลบั ในขณะนนั้ หลวงปู่
อย่ใู นวัยชราทส่ี ุดแล้ว (ทา่ นมีอายุ ๙๐ ป)ี พวกอาตมาแปลกใจและดใี จทว่ี า่ ทา่ น
ชราภาพแลว้ กไ็ ด้มีโอกาสไปพกั ผอ่ นเปลี่ยนบรรยากาศตามอธั ยาศยั ครงั้ หน่ึง

เหตุการณค์ รั้งน้ไี มใ่ ชห่ ลวงปู่แสดงฤทธ์ิเดช แตอ่ าตมาพูดในฐานะทีอ่ ยู่ใกล้ชดิ
ทา่ น กเ็ ห็นว่าเป็นเร่อื งแปลก

172

แขกยามวกิ าล

เรื่องน้ีไม่อยากจะพูดและไม่เคยพูดเลย แต่เหตุการณ์ท่ีผ่านมานานแล้ว
ท่านเหล่าน้ันก็ล่วงลับไปหมดแล้ว ตอนนั้นอาตมาเพ่ิงมาบวชเณรมาพ�ำนักอยู่กับ
หลวงปู่

เรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าคนเรา แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องมีส่ิงท่ีเป็น
อันตราย หรือว่ามีศัตรูปัจจามิตรปองร้ายพระองค์ท่านไม่รู้เท่าไหร่ เม่ือนึกถึงองค์
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ แลว้ เหน็ วา่ เปน็ เหตกุ ารณป์ กตธิ รรมดา อาตมาจงึ กลา้ พดู เรอ่ื งน้ี
ให้อาจารยฟ์ ัง (หมายถงึ อาจารย์ปฐมและอาจารย์ภทั รา นคิ มานนท)์

เหตกุ ารณน์ เ้ี กดิ ขนึ้ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ตอนนน้ั หลวงปกู่ ำ� ลงั ดงั กำ� ลงั เดน่ ทงั้ การ
กอ่ สรา้ ง ทงั้ การทมี่ ผี ศู้ รทั ธาเลอ่ื มใส คอื ชว่ งทหี่ ลวงปอู่ ยใู่ นวยั กลางๆ โบสถอ์ ศั จรรย์
ก็ก�ำลงั จะเสรจ็ ช่วงนนั้ ก็คงจะมีศัตรูหม่ปู ัจจามติ รเช่นกนั คืนหนง่ึ หลวงปู่นอนอยู่
บนกุฏิ ซึ่งความจริงแลว้ ทา่ นไม่คอ่ ยจะนอน เพราะกลางคนื มกั ได้ยินเสยี งกระแอม
เสียงสดใสอยู่เรอ่ื ยๆ ตามที่อาตมาเฝ้าสงั เกตมา

คนื นน้ั มคี นแอบไปทำ� รา้ ยหลวงปู่ พระทนี่ อนในหอ้ งใกลๆ้ หลวงปู่ ชอื่ พระหมน่ื
กบั พระสำ� ลี พกั อยดู่ ว้ ยกนั สมยั นน้ั มดื มาก ยงั ไมม่ ไี ฟฟา้ ใช้ ไดย้ นิ เสยี งคนพดู ซบุ ซบิ กนั
ใตถ้ นุ กฏุ ิ ปรกึ ษากันว่า “เอ พวกเราไดค้ ่าจ้างเขามาสพี่ ันบาทเทา่ นน้ั ใหเ้ รามาฆ่า
พระผเู้ ปน็ ครูบาอาจารย์ถึงขนาดนี้ เป็นบาปหนกั แล้วเราจะเลยี้ งชวี ติ ปลอดภยั หรอื ”

173

พระทง้ั ๒ รปู ไดย้ นิ ค�ำพูดน้ันอยา่ งชัดเจน ตกอกตกใจมากจนตวั สั่น แล้ว
ได้ยนิ เสียงหลวงปู่กระแอมขึ้น ทำ� ให้คนท่ีลอบอยทู่ างใต้กุฏิเดินไปดา้ นหน้าตา่ งห้อง
หลวงปู่ หลวงปูก่ ระแอมอกี ครัง้ แลว้ เปดิ ประตูห้องออกมาเรยี กให้พระท้ัง ๒ รูป
ออกไปคยุ ดว้ ย พระทง้ั ๒ รูป ตวั สน่ั เล่าบอกเหตุการณ์ด้วยเสียงสน่ั เครือว่า “ไดย้ ิน
ใครมาปรึกษากันวา่ จะมาลอบฆ่าหลวงป”ู่

หลวงปตู่ อบวา่ “เฮย้ จะไปเชอื่ อะไร เขาอาจจะมธี รุ ะอะไรกไ็ ด้ อาจมคี วามจำ� เปน็
มาหาใครกไ็ ด”้ ตอนนน้ั เปน็ เวลาประมาณตี ๒ นแี้ หละ เปน็ จงั หวะนน้ั พอดี ไมท่ ราบวา่
ท�ำไมท่านตอ้ งลกุ ข้นึ มาแล้วเรยี กพระท้งั ๒ รูป ไปถามอะไรบางอยา่ ง พระกเ็ ล่าบอก
เรือ่ งราวต่างๆ ทา่ นก็วา่ “พูดอะไรเรือ่ ยเปือ่ ย” ในท่ีสุดพระเณรกพ็ ากันไปดใู ต้ถุนกฏุ ิ
กม็ รี อยเท้าคนเดนิ ไปมาตามทศิ ทางทไ่ี ดย้ นิ เสยี ง

พวกอาตมากับเณรชื่อแก่น กลัวเขาจะแอบยิงทะลุจากใต้ถุนกุฎิหลวงปู่ขึ้นมา
เลยพากันเอาก้อนอิฐไปเรียงไว้ใต้เตียงหลวงปู่ ท่านก็ไม่ว่าอะไร หลังจากนั้นมา
ประมาณหนง่ึ ปี คนนน้ั กม็ าสารภาพกบั ทา่ น เลา่ เรอ่ื งราวใหฟ้ งั จนหมดสน้ิ หลวงปกู่ ไ็ มไ่ ด้
ว่าอะไร

ถา้ จะบอกชอ่ื กไ็ ด้ เขาชอื่ นาย ............. (ทา่ นเรยี กชอื่ เปน็ ภาษาเขมร แตข่ อปดิ ไว้
เพราะอาจไปเก่ยี วขอ้ งเป็นญาติมิตรของคนรุ่นหลัง ทำ� ให้เกิดความร้สู กึ ท่ไี ม่ดีได้)

174

เรือ่ งของหลวงตายุทธ

เรอ่ื งนเ้ี ปน็ เรอื่ งของหลวงตายทุ ธ ทา่ นอยทู่ วี่ ดั จอมสรุ นิ ทร์ หา่ งจากตวั เมอื งออก
ไปทางเหนอื ประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร เปน็ วัดสาขาของวัดบรู พาราม

หลวงตายทุ ธทา่ นเปน็ พระนกั พฒั นา ไดส้ ง่ พระเณรมาเรยี นทว่ี ทิ ยาลยั สงฆว์ งั นอ้ ย
จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา และส�ำนกั เรยี นที่อื่นอีกหลายแหง่ ตอนนีท้ า่ นมรณภาพ
ไปแล้วในชว่ งใกลๆ้ กบั หลวงปู่ เพราะท่านเปน็ พระสูงอายแุ ล้ว

หลวงตายทุ ธมกี จิ ตอ้ งเดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพฯ บอ่ ย ในสมยั นน้ั การเดนิ ทางกย็ าก
ลำ� บากพอสมควร มอี ยคู่ รงั้ หนง่ึ มเี ถา้ แกน่ กั ธรุ กจิ ขบั รถกระบะจะเดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพฯ
หลวงตาจะพาสามเณร ๔ รูป ไปฝากเรียนที่กรุงเทพฯ จึงได้อาศัยนั่งรถไปด้วย
เพราะชว่ ยให้ทุ่นรายจา่ ยได้และสะดวกมาก เจ้าของรถไมค่ อ่ ยเต็มใจนัก เพราะเขา
ไมค่ อ่ ยศรทั ธาพระเทา่ ไรหรอก แตเ่ มอื่ ไดร้ บั การขอรอ้ งจากพระ เขากร็ บั ไปดว้ ยอยา่ ง
เสยี ไม่ได้ ตอนน้ันมเี ณร ๒ รปู ยงั ไมม่ ีหนังสือสทุ ธิ จงึ ตอ้ งแวะไปใหห้ ลวงปเู่ ซน็
หนังสือเสียก่อน ให้เจ้าของรถรอใกลก้ ุฏิ สามเณรก็น่งั รออย่ใู นรถด้วย

หลวงตายุทธขึ้นไปกราบหลวงปู่บนกุฏิรูปเดียว ข้ึนไปถึงก็ไม่เห็นหลวงปู่
ออกมาดูนอกห้องก็ไม่เห็น กลับเข้าไปดูข้างในใหม่ก็ไม่เห็น เถา้ แก่เจ้าของรถก็เร่ง
เพราะกลวั ถงึ กรงุ เทพฯ ตอนมดื คำ่� จะไมส่ ะดวก หลวงตายทุ ธรสู้ กึ หวั เสยี พรวดพราด
ลงมาถามพระเณรแถวน้ันว่า “หลวงป่ไู ปไหน” พระเณรก็บอกวา่ “ทา่ นไมไ่ ดไ้ ปไหน

175

ทา่ นอยใู่ นหอ้ งนนั้ แหละ” หลวงตายทุ ธกลบั ขนึ้ ไปอกี กไ็ มเ่ หน็ หลวงปู่ กห็ วั เสยี ลงมาอกี
ขอโทษเถา้ แกเ่ จา้ ของรถบอกวา่ “ไปดว้ ยยงั ไมไ่ ดห้ รอก” ใหเ้ ณรลงจากรถ ดว้ ยเถา้ แก่
เขาจะรีบไปอยู่แล้ว เขาจึงออกรถไปตัวคนเดียว ปล่อยหลวงตายุทธและพระเณร
ไวท้ ว่ี ัดบรู พาราม

ฝา่ ยหลวงตายทุ ธกเ็ ดนิ บน่ “หลวงปไู่ ปไหนกไ็ มร่ ู้ ผมมธี รุ ะกไ็ มส่ ำ� เรจ็ ” แมช่ ยี ศ
อยูใ่ กล้ๆ แถวนัน้ กพ็ ูดกบั หลวงตายทุ ธว่า “หลวงตา พูดไปก็อยา่ หาว่าฉันพูดสิง่
ที่เป็นไปไม่ได้ ขอให้ท่านข้ึนไปอีก ขึ้นไปดูอีกทีซิ” พอหลวงตายุทธข้ึนไป ก็เห็น
หลวงปูน่ ง่ั อยูใ่ นทที่ ่ที ่านน่ังเปน็ ประจำ� “โอ หลวงป่อู ยนู่ ่เี อง ท�ำไมผมข้ึนมาจึงไมเ่ ห็น
ขึ้นมาต้งั ๒ ครง้ั ” “เออ คนตาวิปริต จะไปเหน็ อะไร” หลวงป่พู ูดเรยี บๆ ตามประสา
ของทา่ น หลวงตายทุ ธกน็ งั่ คยุ แบบหวั เสยี อยกู่ บั ทา่ นนานพอสมควร แลว้ กล็ งกลบั วดั

ฝา่ ยเถา้ แกท่ ข่ี บั รถเขา้ กรงุ เทพฯ นนั้ เดนิ ทางมาเลยอำ� เภอนางรอง จงั หวดั บรุ รี มั ย์
ก็ประสบอบุ ัติเหตรุ ถคว่ำ� รถแหลกลาญหมด ตัวเองกถ็ ึงแกก่ รรม ณ ทน่ี ั้น ก็ลือกัน
ในคร้งั นั้นวา่ ถา้ หลวงตายทุ ธไปพบหลวงปู่อยา่ งงา่ ยๆ ในตอนนั้น ทง้ั หลวงตายุทธ
รวมทง้ั พระเณร กค็ งจะรว่ มไปกบั เถา้ แกค่ นนนั้ ดว้ ย หลวงตายทุ ธเพงิ่ จะโลง่ ใจบอกวา่
“ไมเ่ จอหลวงปู่กด็ แี ลว้ ”

176

เหตเุ กดิ ที่กำ� แพงแสน

อกี ครงั้ หนง่ึ ลกู ศษิ ยไ์ ดน้ มิ นตห์ ลวงปไู่ ปทก่ี ำ� แพงแสน จงั หวดั นครปฐม ทางนน้ั
เขาเตรยี มรปู ถา่ ยของหลวงปไู่ วร้ ปู หนงึ่ แลว้ ทเ่ี ขาบอกวา่ เหน็ รปู กายทพิ ยซ์ อ้ นอยอู่ ะไร
นนั่ แหละ เขาเตรยี มไวป้ กึ หนงึ่ ไวส้ ำ� หรบั แจกญาตมิ ติ รและบรวิ าร คนทนี่ มิ นตเ์ ขาเปน็
เลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อย อ�ำเภอก�ำแพงแสน บอกช่ือก็ได้ยังมีชีวิตอยู่ เขาช่ือ
กำ� นนั ราชัย เดย๋ี วน้ยี งั เป็นกำ� นนั อย่ทู ีก่ �ำแพงแสน ต�ำบลอะไรจ�ำไมไ่ ด้

ทางผนู้ มิ นต์กบ็ น่ ให้หลวงปฟู่ งั วา่ “อ้อยปีนีท้ า่ จะแยแ่ ล้ว ฝนไมต่ ก อ้อยกำ� ลงั
จะเฉาตาย เดอื นเจด็ เขา้ ไปแลว้ ใกลจ้ ะถงึ เดอื นแปด จะเขา้ พรรษาแลว้ ฝนไมต่ กเลย
อ้อยจะเฉาตาย ผมกเ็ ผอญิ ท�ำบุญ จงึ มากราบนมิ นต์หลวงป”ู่ ตอนน้ันดเู หมอื นจะ
ท�ำบุญเปดิ ปั๊มนำ�้ มนั ของเสยี่ อะไรคนหนง่ึ หรอื เปลา่ ชักจ�ำไมไ่ ด้ เขามานิมนตห์ ลวงปู่
อาตมากต็ ามไปดว้ ย พระรปู หนงึ่ เปน็ พระบวชใหมก่ ไ็ ปดว้ ย กลางคนื กอ่ นวนั ทหี่ ลวงปู่
ออกเดนิ ทาง ฝนตกใหญเ่ ลยจนกระทงั่ น้ำ� นองพอสมควร ขณะทห่ี ลวงป่ปู ระกอบพิธี
ให้เขาแลว้ ฝนก็ตกประปรายอยู่

ทางเจา้ ภาพเอารปู ถา่ ยทว่ี า่ ประมาณ ๑๐๐ รปู เหน็ จะได้ พรอ้ มทง้ั เอาแปง้ มาให้
หลวงปเู่ จมิ ให้ ทา่ นเจิมรูปบนสดุ เพยี งรปู เดยี ว แต่ปรากฏว่ารอยน้วิ มอื ของท่านทะลุ
ลงไปถงึ ทกุ รปู ทงั้ ปกึ นนั้ อนั นกี้ ไ็ มใ่ ชท่ ำ� อทิ ธฤิ ทธ์ิ แตอ่ าตมาเหน็ วา่ แปลก กำ� นนั คนนนั้
กย็ งั มชี วี ิตอยู่ ไปสอบถามเขาดไู ด้

177

เรอ่ื งแปลกเกย่ี วกบั ฝน

ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของหลวงปู่ ก็มีเร่ืองแปลกอีกเรื่องหน่ึงที่เห็นว่าหลวงปู่
คงมีอะไรท่ีเก่ยี วกับเร่อื งนำ�้ ฝน ซึ่งอาตมาสงั เกตเหน็ ว่าเปน็ เร่ืองแปลก ระยะนั้นเป็น
เดอื นมนี าคม ก็เป็นหนา้ ร้อน อากาศก�ำลังรอ้ นในกรงุ เทพฯ ปนี ้ันร้อนมาก หลวงปู่
อาพาธอยู่ท่ีตึกจงกลนีฯ โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นตึกพิเศษ เป็นห้องพระราชทานที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
โดยทรงรบั หลวงปูไ่ ว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ หลวงปู่มาพักอยู่ ๕๒ วัน

เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ มาเยยี่ มหลวงปู่ พระองค์
ไดม้ ีพระราชปฏสิ นั ถารกับหลวงป่แู ละผรู้ กั ษาพยาบาล แลว้ กท็ รงสนทนากับหลวงปู่
มอี ยจู่ งั หวะหนงึ่ พระองคท์ รงปรารภขน้ึ วา่ “หลวงปู่ หนา้ นร้ี อ้ นเหลอื เกนิ เดอื นมนี าปนี ้ี
รสู้ กึ วา่ จะรอ้ นกวา่ ทกุ ปี ไมท่ ราบวา่ เมอ่ื ไหรฝ่ นจะตกมา” พระองคท์ รงปรารภกบั หลวงปู่
ดงั น้ี เมอ่ื เสดจ็ ฯ กลบั แลว้ ปรากฏวา่ คนื นน้ั ฝนตก ฝนตกในกรงุ เทพฯ หนกั พอสมควร
ทีเดยี ว ปีน้ันเป็นปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นปีทห่ี ลวงปอู่ าพาธ ปีนัน้ แหละ

อนั นก้ี เ็ หน็ วา่ แปลกเหมอื นกนั ทว่ี า่ ทรงปรารภเสรจ็ ฝนกต็ กในระหวา่ งหนา้ แลง้ -
หนา้ รอ้ น เป็นเหตใุ หอ้ ากาศร้อนบรรเทาพอสมควร

178

เดาใจหลวงปูไ่ ม่เคยถูก

เร่ืองน้ีก็เกี่ยวกับฝนตกอีกที่พอนึกข้ึนมาได้ ข้อส�ำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า
ไม่มีการเดาใจหลวงปูถ่ ูก เราอยกู่ บั ทา่ น บริหารงานกบั ทา่ น บางอย่างกผ็ ดิ บางอยา่ ง
ก็พลาด ท่านกเ็ รยี กไปเตอื นไปว่า บางอย่างก็พลาดโดยการเผลอก็ได้ ที่ส�ำคญั เมื่อมี
การต้ังใจโดยเดาใจหลวงปู่ไว้ก่อนว่าท่านจะว่าอย่างไร จะท�ำอะไร คิดว่าเตรียมหา
ลู่ทางแก้ไขไว้ก่อน รับรองได้ว่าไม่มีทางจะเป็นไปตามนั้น สมมติว่ามีเรื่องอะไร
เกดิ ข้ึน เราเป็นพระหนุม่ พระเดก็ ก็มักจะตอ้ งตกอกตกใจไวก้ อ่ น หลวงปู่ให้เณรไป
เรียกมาหา มักจะเดาว่าหลวงปู่จะต้องว่าอย่างนั้นๆ แล้วเราจะอธิบายหรือแก้ตัวว่า
อยา่ งนั้นๆ แตไ่ มเ่ คยถกู สกั ที ทา่ นจะไม่พูดในเร่ืองท่ีเราคดิ เอาไว้

มอี ยคู่ รง้ั หนง่ึ ทท่ี ำ� ใหอ้ าตมาอดึ อดั ใจมาก วนั นนั้ อยใู่ นเดอื นสาม (เดอื นกมุ ภาพนั ธ)์
ซ่งึ เดือนสามของภาคอสี านฝนจะไมต่ ก เหตุการณเ์ กดิ ขึ้นนานแล้ว ในสมัยที่หลวงปู่
ไปพฒั นาสรา้ งโบสถท์ เ่ี ขาพนมสวายระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๗ สมยั นน้ั การเดนิ ทาง
โดยรถยนตไ์ มส่ ะดวก ถนนมติ รภาพยงั ไมม่ ี การขนสง่ ทกุ อยา่ งจากกรงุ เทพฯ ตอ้ งไป
ทางรถไฟ ไม่วา่ จะขนปูนซเี มนต์ เหลก็ เสน้ ตอ้ งไปทางรถไฟ ส่งมาลงที่สถานีสุรนิ ทร์
แลว้ ขนตอ่ ไปทเี่ ขาพนมสวาย ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร จากตัวเมอื งกไ็ ม่มรี ถ ตอ้ งใช้
เกวยี นคร้งั ละ ๕-๖ เล่ม ได้อาศยั ชาวบา้ นบา้ ง จ้างเขาบ้าง อะไรท�ำนองนั้น

179

เม่ือหลวงปู่ท่านไปค้างที่เขาพนมสวายเป็นเวลาหลายๆ วัน อาตมาซึ่งยังเป็น
พระหนุ่มยงั มพี รรษาไมเ่ ทา่ ไหร่ ทำ� หน้าทด่ี แู ลอะไรต่างๆ ทางวดั บรู พารามแทนทา่ น
กช็ ว่ ยดูแลเฝา้ กฏุ ิทา่ นตลอดมา ช่วยดูน่นั ดูนภ่ี ายในวัดไป มอี ยูว่ ันหน่ึง ปูนซเี มนต์
ใสต่ รู้ ถไฟมาถงึ สรุ นิ ทร์ ประมาณสกั ๕๐ ถงุ หลวงปทู่ า่ นสงั่ ไวว้ า่ วนั นนั้ ปนู คงจะมาถงึ
ให้ไปดูที่สถานี เมื่อเห็นก็ให้พาเด็กเอาเกวียนไปบรรทุกมาไว้ที่วัด อย่านึกว่าสบาย
เหมอื นทกุ วนั นี้ ใชเ้ กวยี น ๒ เลม่ พาพระ เณร เดก็ วัด ไปชว่ ยกนั ขนปนู ใส่เกวียน
แล้วเขน็ มาวางไว้หนา้ โบสถ์ แลว้ อีก ๒ วนั หลวงปูจ่ ะหาเกวยี นจากเขาพนมสวาย
มารบั เอาปนู ไป ทำ� อยา่ งนั้นเร่ือยมา

ทนี ว้ี นั นนั้ พวกเราพากนั ไปขนปนู มาไวห้ นา้ โบสถ์ กว็ างไวเ้ รยี่ ราดบนพน้ื ไมม่ ใี คร
คิดว่าฝนจะตก จงึ ไมไ่ ดเ้ อาเขา้ รม่ เพราะพรุ่งน้ีเชา้ หลวงปู่ก็จะส่งเกวยี นมาขนไปแล้ว
จะไดข้ นเอางา่ ยๆ ยกงา่ ยๆ พวกเราตา่ งกเ็ มอื่ ยลา้ กนั จงึ ปลอ่ ยถงุ ปนู ระเกะระกะแถวนนั้
ทำ� ไมจงึ เป็นอย่างน้นั ไปได้

คนื นนั้ ประมาณตี ๒ ฝนตกหนกั เรากไ็ มใ่ ชไ่ มร่ ตู้ ัว รูท้ ั้งรวู้ า่ ทิ้งปูนไว้กลางฝน
แลว้ กล็ กุ พรวดพราดมา จะไปเรยี กหาใครทนั เรยี กหาพระเณรได้ ๒ รปู ใหม้ าชว่ ยกนั
ช่วยอยา่ งไร สังกะสีก็ไมม่ ี เตน็ ท์กไ็ ม่มี หรอื จะแบกเขา้ ไปเกบ็ ไว้กไ็ ม่ไหว ไม่ใชว่ า่
ฝนตกปบุ๊ ตน่ื ปบ๊ั ฝนตกมานานพอสมควรแลว้ จงึ ตน่ื ชว่ งนนั้ ทง้ั เหนอื่ ย และกำ� ลงั นอน
หลบั ดี เลยน้�ำฝนนองพื้น ปูนเสยี หายหมด เช้าวันรุ่งข้นึ เกวยี นจากเขาพนมสวาย
ก็มาถึงพอดี เผอิญหลวงปู่ท่านก็มาด้วย ท่านมาพักผ่อน ปล่อยให้เกวียนเอาปูน
ไปก่อน

ทนี ป้ี นู เสยี หายหมด เราตกใจมาก อยา่ งไรเสยี เราตอ้ งโดนแน่ หลวงปทู่ า่ นกพ็ ดู
กับคนอื่นวา่ “ไมด่ ไู มแ่ ล” ทา่ นวา่ อย่างนน้ั “ทำ� ไมไมด่ ไู มแ่ ล ปลอ่ ยให้น้�ำทว่ มปูน
เสียหายหมด” ทา่ นก็พูดเท่าน้ันเอง เกวยี นกต็ อ้ งกลับไปเปล่า ปนู มันแช่น�้ำอยู่ ไม่รู้
จะท�ำอย่างไร กไ็ มไ่ ดก้ องซอ้ นกนั ไว้สูง แต่กองเรีย่ ราดไว้แถวนน้ั เรากย็ อมรบั ผิด
อยา่ งรา้ ยแรง เรากต็ กใจ คดิ วา่ คงเสรจ็ แนเ่ ทยี่ วนี้ วนั นห้ี ลวงปคู่ งจะดดุ า่ วา่ เราอยา่ งใด
อยา่ งหน่งึ

180

หลวงปู่พักอยู่ที่กุฏิท้ังวัน เราก็ไม่กล้าไปให้ท่านเห็นหน้า ไม่กล้าไปหาท่าน
ประมาณทมุ่ หนง่ึ หลวงปใู่ หเ้ ณรมาเรยี กใหไ้ ปหา “คงเสรจ็ แลว้ เราคราวน”้ี เราเตรยี ม
ขอ้ แกต้ วั เตรยี มคำ� อธบิ ายไวว้ า่ ไมน่ กึ วา่ ฝนเดอื นนจี้ ะตก แลว้ ทกุ คนกเ็ หนอื่ ย ไมม่ ใี คร
ไปชว่ ย เตรยี มขอ้ แก้ตวั ไวแ้ ล้ว เหมือนกบั เราเตรยี มอดึ อดั ไว้กอ่ นแล้ว

พอไปถงึ หลวงปทู่ า่ นกน็ ง่ั อยู่ คยุ กบั เณรตวั เลก็ ๆ รปู หนงึ่ สหี นา้ ทา่ นปกติ ไมม่ อี ะไร
เปลย่ี นแปลง หลวงปพู่ ดู ขนึ้ วา่ “เออ พากนั ไปสวดมนตง์ านศพทบ่ี า้ นตากกู นะ ไป ๕ รปู
ไปไดไ้ หมพรงุ่ น”ี้ “ครบั ผม” กน็ งั่ รอดวู า่ ทา่ นจะพดู วา่ อะไรตอ่ ไปอกี ไมเ่ หน็ ทา่ นวา่ อะไร
ก็เลยนงั่ รออยสู่ ักพกั ถามท่านว่า “มีอะไรอีกไหมครบั หลวงปู่” ทา่ นว่า “เท่านี้แหละ
ไมม่ อี ะไร”

เราก็กราบท่าน กลับกุฏิที่พัก รู้สึกอึดอัดตลอดคืน ถ้าหลวงปู่จะดุจะด่าเรา
สักค�ำสองคำ� ว่าไมด่ ไู มแ่ ล อะไรอยา่ งนี้จะดกี ว่า แต่การทที่ ่านไม่พดู อะไร ทำ� ให้เรา
อดึ อดั ใจไปตลอดคืน นห่ี มายความวา่ ถึงขนาดนีแ้ ลว้ ยงั เดาใจท่านไมถ่ กู แลว้ เรอื่ ง
เลก็ ๆ นอ้ ยๆ อยา่ งอน่ื ละ ไมม่ ใี ครเดาใจทา่ นถกู เลย สงสยั วา่ เราคดิ อยา่ งไร ทา่ นอาจจะ
รใู้ จเรากอ่ นกเ็ ปน็ ได้ ใครจะรไู้ ดใ้ ชไ่ หม ครง้ั นนั้ ทา่ นจงึ ปลอ่ ยใหเ้ ราอดึ อดั หรอื ทา่ นไม่
อยากวา่ ตามทเ่ี ราคดิ เอาไว้ คอื ทา่ นไมแ่ สดง แลว้ กไ็ มม่ มี ายาอะไรอยา่ งทเ่ี คยกลา่ วมาแลว้

181

มายา กเิ ลสชนดิ ละเอียด

เคยกลา่ วถงึ ตอนตน้ แลว้ วา่ หลวงปไู่ มม่ มี ายา คอื ทา่ นไมช่ อบแสดง อยา่ งทเ่ี คย
ยกตวั อย่างว่า ถา้ เราขอถ่ายรปู ท่าน ขอใหท้ า่ นหม่ ผ้าใหเ้ รยี บร้อย แลว้ ขอให้ทา่ นนงั่
ถ่ายรูป ท่านจะไม่ท�ำ แต่จะขอถ่ายรูปท่านได้ในจังหวะท่ีท่านห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว
ลงโบสถ์ ลงบวชนาค หรอื ทำ� อะไรตามปกติ แลว้ ขอถา่ ยรปู ทา่ นในจงั หวะนน้ั ๆ ทา่ นจะ
อนุญาตใหต้ ามประสงค์

แตถ่ า้ ขอใหท้ า่ นลกุ ขน้ึ หรอื เตรยี มทา่ สำ� หรบั ถา่ ยรปู โดยเฉพาะ ทเี่ รยี กวา่ “แอค๊ ทา่ ”
นน้ั ทา่ นไมท่ ำ� นเี่ ปน็ ปฏทิ าอยา่ งหนงึ่ คอื หลวงปทู่ า่ นไมม่ มี ายา อนั นถี้ อื เปน็ กเิ ลสชนดิ
ละเอียด สงิ่ นท้ี ่านละได้ สง่ิ นี้มันเป็นสิง่ แปลก คอื ท่านไมม่ มี ายา ไมแ่ อ๊คทา่ แอค๊ ทาง

เรอ่ื งนจี้ ะเหน็ ว่าพระเถระบางทา่ นหรอื คนบางคน ถ้าไปนั่งในที่ชมุ นมุ หรืออะไร
กต็ าม จะเลอื กทา่ นงั่ ใหด้ โู ก้ มสี งา่ ดภู มู ฐิ าน ลกู ศษิ ยล์ กู หาจะชว่ ยจดั ใหใ้ ชไ่ หม หรอื
อย่างสมมติว่า ถ้าเราจะนั่งสามล้อกับเด็ก อย่างอาตมาถนัดน่ังด้านขวาอย่างเดียว
นง่ั ด้านซา้ ยไม่ได้ เพราะไมถ่ นัด บางองค์บางท่านก็เปน็ เหมือนกัน สว่ นหลวงปู่นน้ั
จะไม่มที างซ้ายหรอื ทางขวา แล้วแต่จังหวะจะมาถึง

182

หรือสมมติภายหลังสวดมนต์ โยมก็จัดเก้าอ้ีถวายท่านเรียบร้อย แล้วนิมนต์
ท่านน่งั ขอนมิ นต์ใหท้ ่านนั่งฉนั บนเก้าอี้ บางรปู จะต้องเลือกว่าตอ้ งนงั่ มมุ โน้น มุมนี้
หนั ไปทางโนน้ จึงจะดสู งา่ ดูดี อะไรทำ� นองนี้ ส่ิงเหลา่ นห้ี ลวงป่ทู า่ นไมม่ ีเหลืออยเู่ ลย
แมแ้ ตก่ ารทกั ทายปราศรยั ดว้ ยการกลา่ ววาจาทเ่ี ปน็ กจิ ลกั ษณะ ตอ้ งแอค๊ ทา่ วางทา่ หรอื
พูดโอเ๋ อาใจ อะไรเหลา่ น้ี ทา่ นไมท่ �ำ ทา่ นอยู่ท่านทำ� เป็นปกติ สงั เกตไดว้ ่าทา่ นไมม่ ี
การแสดง หรือไมแ่ อค๊ ทา่ ไมโ่ ชว์ ไม่ว่าจะเปน็ เครอ่ื งนุง่ หม่ ที่ดีงาม ซงึ่ อาจจะได้รบั
ถวายผา้ พเิ ศษมา เจา้ ภาพขอใหท้ า่ นหม่ ใหล้ องทาบตวั เพอ่ื ใหเ้ จา้ ของเขาดหู นอ่ ย แมแ้ ต่
ทำ� เอง ท่านกไ็ มเ่ คยทำ� ไมเ่ คยคิด

หลวงปจู่ ะใชส้ งิ่ ของตา่ งๆ ทใ่ี ชป้ ระจำ� จนกวา่ สง่ิ นนั้ จะใชอ้ กี ตอ่ ไปไมไ่ ดแ้ ลว้ จงึ จะ
เปลี่ยนใหม่

183

กระโถนธรรม

เรอื่ งนเ้ี ปน็ บนั ทกึ ของคณุ บำ� รงุ ศกั ด์ิ กองสขุ เปน็ ตวั อยา่ งหนงึ่ ทแี่ สดงวา่ หลวงปู่
จะใช้สง่ิ ของทม่ี ไี ปจนกวา่ สิง่ นน้ั จะใชไ้ มไ่ ดต้ ่อไปอีกแล้ว เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๙ ผเู้ ขยี น
(คณุ บ�ำรงุ ศักดิ์ กองสขุ ) เป็นพระนวกะ อย่รู ับใชห้ ลวงป่ดู ูลย์ อตโุ ล กอ่ นท่ีผู้เขียน
จะลาสิกขา กต็ ้งั ใจดแู ลความสะอาดหอ้ งนอนหอ้ งน้ำ� ตกกลางคนื ถวายการนวดเทา้
หลวงปู่ ทา่ นนงั่ เกา้ อเี้ อน ขณะนวด ผเู้ ขยี นกป็ ลอ่ ยใหใ้ จคดิ ไปตา่ งๆ นานา สว่ นองคท์ า่ น
กห็ ลบั ตา หลายเรอื่ งหลายครง้ั ทา่ นจะลมื ตาถามเรอ่ื งทผ่ี เู้ ขยี นกำ� ลงั คดิ อยใู่ นขณะนน้ั
พระทกุ รปู ทเี่ ขา้ ไปปฏบิ ตั ริ บั ใชห้ ลวงปทู่ ราบดวี า่ หลวงปรู่ วู้ าระจติ คน แตห่ ลวงปไู่ มไ่ ด้
แสดงใหใ้ ครๆ รูท้ ่ัวไป การนวดของผู้เขียนใชว้ ิธขี ย�ำๆ ไมม่ ีหลักการนวด องคท์ ่าน
ก็ปลอ่ ยให้นวดไป ไมแ่ นะนำ� วธิ นี วดแต่อย่างใด

การสรงนำ้� ๕ โมงเย็น ตอ้ งผสมน�้ำอุน่ บางทกี ็ร้อนไปบา้ ง ท่านเอามือจุ่มดู
ท่านว่าพอดที ุกคร้งั ท่านสรงนำ้� อุ่นทกุ ครัง้ วนั ละครงั้ ทำ� ให้สขุ ภาพดี

ใกลว้ นั ลาสกิ ขา ผเู้ ขยี นเกดิ วติ กวา่ เรายงั ไมไ่ ดท้ ำ� หนา้ ทอ่ี ปุ ชั ฌายวตั รใหส้ มบรู ณ์
แบบ เราไดแ้ ต่เทกระโถนปัสสาวะทุกเชา้ ยังขาดเพยี งเรอ่ื งอจุ จาระอยา่ งเดยี วเท่านัน้
พอรงุ่ ขนึ้ เชา้ เหมอื นเทพบนั ดาล เปดิ ฝากระโถนดไู มม่ นี ำ�้ ปสั สาวะ แตเ่ ปน็ กอ้ นอจุ จาระ
นดิ หนง่ึ แทน สมยั นนั้ ไมม่ ฟี องนำ�้ ผเู้ ขยี นใชก้ าบมะพรา้ วทำ� ความสะอาดกระโถน และใช้
ขเี้ ถา้ แทนสบู่ ร้สู กึ ภาคภูมิใจมาก ทง้ั นสี้ ืบเนื่องมาจากได้รบั การอบรมจากหลวงปฝู่ น้ั
อาจาโร สอนใหร้ ู้จักรบั ใชผ้ ู้มีพระคณุ เช่น บิดามารดา ครบู าอาจารย์

184

ความกตญั ญเู ปน็ ธรรมเบอื้ งตน้ ทผ่ี เู้ ขยี นเขา้ ใจ ไมใ่ ชห่ ลบั ตาภาวนาแลว้ ไมร่ อู้ ะไร
แตก่ ใ็ ชว่ า่ จะรไู้ ปหมด ผเู้ ขยี นเคยรงั เกยี จกระโถนของหลวงปอู่ กี ใบหนงึ่ คอื กระโถน
เคลอื บสีลายดอก ซง่ึ มีใชก้ ันทุกวดั ในสมยั น้ัน ที่อศั จรรย์ไมเ่ หมือนใครเลยก็ตรงท่ี
หลวงปใู่ ชส้ ผี งึ้ หรอื เทยี นอดุ รรู วั่ เวลาทำ� ความสะอาดไมส่ ะดวก เกะกะสายตาเหลอื เกนิ

ผู้เขียนปรึกษากับท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ว่า ขออนุญาตถวายกระโถน
ใบใหมใ่ หห้ ลวงปู่ ทา่ นพระครบู อกวา่ “หลวงปไู่ มใ่ ชห้ รอก ถวายใหม่ หลวงปกู่ จ็ ะเกบ็
ใสต่ เู้ ปน็ ของกลางสงฆ์ เวลาพระเถระระดบั เจา้ คณุ มาเยยี่ มเยอื น หลวงปกู่ ต็ อ้ นรบั ดว้ ย
กระโถนใบนี้ บางทีเกิดรวั่ นำ�้ หมากท่านเจา้ คณุ ไหลลงใตถ้ ุน อย่างนก้ี ็เคยมมี าแล้ว
กระโถนทะลุใบนอ้ี ยกู่ บั หลวงป่มู ากว่า ๔๕ ปีแล้ว”

เม่ือสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ดูลย์ ผู้เขียนถามถึงกระโถนใบน้ัน ท่านพระครู
นนั ทปัญญาภรณ์ ตอบวา่ “ไม่รูม้ มี อื เลวไหนขโมยไปเสียแล้ว”

185

อาพาธครงั้ แรก

โดยปกติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จัดว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพอนามัยดีเย่ียมคนหน่ึง
ตราบเทา่ อายุเขา้ ปที ี่ ๗๕ นอกจากเคยเป็นไขป้ า่ เมอื่ ตอนออกธดุ งคท์ ีป่ า่ ทา่ คนั โทแลว้
กไ็ มม่ โี รคภยั ไขเ้ จบ็ อะไรเบยี ดเบยี นทา่ นเลย นอกจากไขห้ วดั เลก็ ๆ นอ้ ยๆ ในบางครงั้
เท่านั้น ทั้งนี้ ส่วนหน่ึงอาจเป็นผลเน่ืองมาจากการด�ำรงศีลวัตรด้วยสุปฏิบัติอย่าง
เครง่ ครัดก็เป็นได้ ทำ� ให้ท่านมสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ดีสมบรู ณ์อยเู่ สมอ

เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั ญาตพิ นี่ อ้ งของทา่ น จะเหน็ วา่ ทกุ คนเสยี ชวี ติ กอ่ นอายุ ๗๐ ปี
มเี พยี งหลวงปู่รปู เดยี วที่ยงั ด�ำรงขันธม์ าได้ยาวนาน เพิง่ ป่วยเขา้ โรงพยาบาลครั้งแรก
เม่ือทา่ นอายไุ ด้ ๗๕ ปี หลังจากมาพ�ำนกั ที่วดั บูรพารามได้ ๓๐ ปเี ศษ

ต้นเดอื นกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปมู่ อี าการอาพาธรนุ แรงเป็นครั้งแรก
หมอสนั นษิ ฐานวา่ เปน็ โรคตบั อกั เสบ มอี าการปวดทอ้ งรนุ แรงเปน็ ครงั้ คราว ฉนั อาหาร
ไม่ได้ ฉันทีไรเป็นต้องอาเจียนออกมา ภายหลังท�ำให้เป็นที่วิตกกันในหมู่สานุศิษย์
การอาพาธครง้ั น้ี หลวงปไู่ ดเ้ ขา้ พกั รกั ษาตวั ทโ่ี รงพยาบาลสรุ นิ ทรเ์ ปน็ เวลา ๙ วนั กห็ าย
เปน็ ปกติ ในการเจบ็ ปว่ ยครงั้ นี้ หลวงปู่ไมไ่ ด้แสดงท่าทีปรวิ ิตกใหเ้ ห็นแตป่ ระการใด
สหี นา้ ยงั คงสงบเฉยอยตู่ ามปกติ เปน็ คนไขท้ ผี่ เู้ ฝา้ พยาบาลไมต่ อ้ งทำ� อะไรพเิ ศษไปกวา่
ทเ่ี คยทำ� ในชวี ติ ประจำ� วนั นอกจากการถวายยาตามทหี่ มอสง่ั เทา่ นน้ั ไมว่ า่ จะอยใู่ นชว่ ง
ทถี่ วายนำ้� เกลอื ทางเสน้ เลอื ดกด็ ี ในชว่ งเวลาทอ่ี าการเจบ็ ปวดกำ� เรบิ กด็ ี สหี นา้ ของทา่ น
ยงั คงสงบเหมอื นเดมิ พระผเู้ ฝา้ พยาบาลเลา่ วา่ กม็ อี ยนู่ ดิ เดยี ว คอื ตอนทโ่ี รคเสยี ดแทง

186

รนุ แรงเกดิ เวทนากลา้ กลา้ มเน้อื บนใบหนา้ ของท่านจะกระตกุ อยู่ ๒-๓ ครงั้ แล้วก็
สงบลงตามเดิม นัยน์ตาทา่ นหลบั น่ิง ดใู บหน้าสงบเสงย่ี มงดงาม

มีอยู่ประการหน่ึงท่ีท�ำให้ลูกศิษย์ลูกหาผู้เฝ้าพยาบาลยินดีพอใจถึงกับต้อง
แบง่ หนา้ ทกี่ นั คอยเฝา้ พยาบาลกค็ อื เมอ่ื หลวงปอู่ าพาธ ภารกจิ อน่ื ๆ ของทา่ นกเ็ ปน็ อนั
ต้องงด และการหลับตาพักผ่อนของหลวงปจู่ ะมีเพยี ง ๒ ระยะ คือ ตอนดึก ทต่ี ้อง
พักผอ่ นตามปกติ คนื ละ ๒-๓ ชวั่ โมง กับตอนทเ่ี กดิ เวทนาแรงกลา้ เทา่ นน้ั ดงั น้นั
หลวงปจู่ งึ มเี วลาวา่ งพอทจี่ ะพดู คยุ และตอบปญั หาตา่ งๆ ทม่ี ผี เู้ รยี นถามได้ ผเู้ ฝา้ พยาบาล
จงึ มโี อกาสไดใ้ กลช้ ดิ หลวงปู่ ไดย้ นิ ไดฟ้ งั เรอ่ื งราวดๆี รวมทง้ั เรอื่ งพสิ ดารทหี่ าฟงั ไดย้ าก
กม็ โี อกาสตอนนนั้ แหละ ผทู้ มี่ โี อกาสไดเ้ ฝา้ พยาบาลหลวงปจู่ งึ ถอื เปน็ วาสนาดที ใ่ี ครๆ
ท�ำได้ยาก

187

หลวงปู่หัวเราะกม็ ี

ในสายตาของศษิ ยานศุ ษิ ยแ์ ละอบุ าสกอบุ าสกิ าทงั้ หลายเหน็ วา่ หลวงปมู่ คี วาม
สงบเสงย่ี มเปน็ ปกติ งดงามตามควรแกส่ มณวสิ ยั อยตู่ ลอดเวลา ไมแ่ สดงอาการพลกิ ผนั
แปรปรวนไปตามเหตกุ ารณต์ า่ งๆ เมอื่ ประสบอารมณท์ นี่ า่ พอใจ หลวงปกู่ เ็ พยี งแตย่ มิ้
หรืออย่างมากก็หัวเราะน้อยๆ แต่มีอยู่คร้ังหนึ่งช่วงท่ีหลวงปู่อยู่ระหว่างพักรักษาตัว
ทโี่ รงพยาบาลสุรนิ ทร์ เนื่องจากอาพาธคราวนี้เองทีเ่ คยเหน็ หลวงปหู่ วั เราะอย่างเตม็ ท่ี
และมีอาการสะกดกล้ันการหัวเราะน้ันเป็นระยะเพื่อให้ตนเองหยุดหัวเราะ นับเป็น
การหวั เราะครง้ั แรก ครง้ั เดยี ว และครงั้ สดุ ทา้ ยของหลวงปู่ เทา่ ทล่ี กู ศษิ ยล์ กู หาเคยได้
พบเห็น

เรอ่ื งมอี ยวู่ า่ เมอ่ื หลวงปเู่ ขา้ รบั การรกั ษาพยาบาลทโี่ รงพยาบาลสรุ นิ ทร์ เมอ่ื วนั ท่ี
๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ ในครงั้ นน้ั แลว้ ขา่ วคราวการเขา้ โรงพยาบาลของหลวงปู่
กแ็ พรส่ ะพดั ไปอยา่ งรวดเรว็ การเยย่ี มเยยี นเปน็ ไปอยา่ งคกึ คกั ทง้ั ญาตโิ ยมพทุ ธบรษิ ทั
ทัว่ ไป ตลอดท้งั พระภิกษสุ ามเณรและคณาจารย์เจา้ ส�ำนกั ตา่ งๆ ก็พากนั มาเยย่ี มไข้
หลวงป่มู ิได้ขาด

188

ชว่ งบา่ ยวนั หนงึ่ พระอาจารยร์ ปู หนงึ่ มากบั โยมสองสามคน ครน้ั กระทำ� สามจี กิ รรม
คอื กราบนมสั การหลวงปแู่ ลว้ กก็ รากเขา้ ไปชดิ หลวงปู่ กรดี กรายฝา่ มอื ประคองตน้ แขน
หลวงปู่อย่างนุ่มนวล พลางพูดเสียงอ่อนหวานว่า “หลวงพ่อ อย่าไปคิดอะไรมาก
ปลอ่ ยวาง ปลอ่ ยวาง สงั ขารทง้ั หลายมนั ไมเ่ ทย่ี งอยา่ งนแ้ี หละนะหลวงพอ่ นะ ปลอ่ ยวาง
ปลอ่ ยวางนะหลวงพอ่ ”

แล้วพระอาจารย์รปู น้นั ยิ้มออ่ นโยนน่าประทบั ใจ ทำ� เอาหลวงปู่เกิดความขบขนั
เปน็ อย่างมาก ท่านหวั เราะออกมาอยา่ งชนิดทีไ่ มเ่ คยเห็นมากอ่ น แล้วท่านกพ็ ยายาม
สะกดกลนั้ เปน็ ระยะๆ ครหู่ นง่ึ อาการหวั เราะกห็ ยดุ ลง วางสหี นา้ เฉยเปน็ ปกติ แลว้ เอย่
วาจาขอบอกขอบใจพระอาจารยร์ ูปน้ันและญาติโยมที่อตุ ส่าหม์ าเยยี่ ม และก็สนทนา
เรอื่ งอน่ื ๆ ตอ่ ไป ด้วยอาการราบเรียบตามปกติของหลวงปู่

189

ตาบอดใส่แวน่

เมอ่ื หลวงปอู่ อกจากโรงพยาบาลในครง้ั นนั้ แลว้ ทา่ นกก็ ลบั มาพกั ฟน้ื ทกี่ ฏุ ขิ องทา่ น
ดงั เดมิ คำ่� วนั หนงึ่ หลวงปพู่ กั ผอ่ นเอนกายอยบู่ นเกา้ อี้ ศษิ ยผ์ เู้ ฝา้ พยาบาลกำ� ลงั เชด็ ตวั
ท่านดว้ ยน�้ำอุน่ แล้วถวายการบีบนวดปรนนิบัตทิ ่านตามปกติ ญาตโิ ยมทมี่ าภาวนา
ปฏบิ ตั ธิ รรมทศ่ี าลาโรงธรรม ก็ขึ้นมากราบเยย่ี มน�ำนำ�้ ปานะมาถวาย หลงั จากถามไถ่
อาการป่วยไข้ของหลวงปู่และสนทนาเรื่องราวต่างๆ พอสมควร อุบาสกท่านหน่ึง
ก็นมัสการถามท่านถงึ วิธกี ารเรม่ิ ตน้ ในการบำ� เพ็ญภาวนา

อบุ าสก : “พวกกระผมถกเถยี งกนั ไมต่ กลง บางคนบอกวา่ กอ่ นทจี่ ะนง่ั สมาธภิ าวนา
ตอ้ งกลา่ วคำ� แสดงตนถงึ พระรตั นตรยั กอ่ น แลว้ กร็ บั ศลี จงึ จะทำ� สมาธใิ หบ้ งั เกดิ ผลได้
บางคนบอกวา่ ไมต่ อ้ ง สะดวกสบายตอนไหนกน็ งั่ กำ� หนดจติ ไดเ้ สมอ ขอฟงั คำ� แนะนำ�
จากหลวงป่คู รับ”

หลวงปู่ : “เราเคยบอกแลว้ วา่ ตราบใดทม่ี ีลมหายใจก็ท�ำได้ และควรจะทำ� ทุก
อริ ยิ าบถ ยนื เดนิ นงั่ นอน ตอ้ งใหจ้ ติ อยใู่ นจติ มสี ตกิ ำ� กบั อยเู่ สมอ ในการนง่ั สมาธนิ น้ั
จะเริม่ ต้นยังไงกต็ ามแตจ่ ะพอใจ ใครจะแสดงตนถงึ พระรตั นตรยั สมาทานศลี กอ่ น
ก็ทำ� ไป เพราะถงึ อย่างไรมนั ก็เปน็ เพยี งแวน่ ด�ำทคี่ นตาบอดสวมใส่ ไมไ่ ดช้ ่วยใหม้ อง
เหน็ อะไร เพียงแต่ช่วยให้ดูดีขึน้ ในสายตาของคนอ่ืนบา้ งเท่านัน้ ท้ังๆ ทีต่ ัวเองก็ไมร่ ู้
ไม่เห็นวา่ จะดูดีข้นึ ไดอ้ ยา่ งไร”

190

ตอ้ งตายใหเ้ ป็น

ขอยอ้ นกลบั ไปกลา่ วถงึ เหตกุ ารณท์ ห่ี ลวงปอู่ าพาธเขา้ โรงพยาบาลอกี ครง้ั หลวงปู่
อยทู่ โี่ รงพยาบาลจงั หวดั สรุ นิ ทรเ์ ปน็ เวลา ๙ วนั ไดร้ บั การดแู ลเอาใจใสจ่ ากนายแพทย์
และพยาบาล ตลอดจนเจา้ หนา้ ทที่ กุ ฝา่ ยของโรงพยาบาลเปน็ อยา่ งดี จนกระทง่ั หลวงปู่
ทเุ ลาจากโรครา้ ยและหายปว่ ยโดยสนิ้ เชิง

ในวนั ที่ ๒๑ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ ขณะทเี่ ตรยี มตวั รอการจดั การตามระเบยี บ
ในการที่จะออกจากโรงพยาบาลอยู่น้ัน ผู้เขียน (พระครูนันทปัญญาภรณ์ หรือ
พระโพธนิ ันทมนุ ี ในเวลาต่อมา) แสดงความยนิ ดีทห่ี ลวงปู่หายปว่ ย จะไดอ้ ยเู่ ปน็
ร่มโพธ์ิร่มไทรและเป็นแสงสว่างแก่นักปฏิบัติต่อไป พร้อมทั้งปรารภถึงตนเองว่า
“ถ้ากระผมเองเกิดปว่ ยหนกั ใกล้จะตาย คงจะท�ำใจไม่ได้อยา่ งหลวงปู่”

หลวงปกู่ ลา่ วแนะนำ� วา่ “ถงึ คราวตาย ตอ้ งตายใหเ้ ปน็ ตอ้ งตดั สนิ ใจวา่ ถงึ ยงั ไง
กจ็ ะตายแน่แล้ว ไปวิตกทกุ ขร์ อ้ นหว่นั กลัวกไ็ มม่ ปี ระโยชน์ จากน้นั ต้องส�ำรวมจิตใจ
ใหส้ งบเปน็ หนงึ่ แลว้ กห็ ยดุ เพง่ ปลอ่ ยวางทงั้ หมด สคุ ตกิ เ็ ปน็ อนั หวงั ไดแ้ นน่ อน ถา้ ยงั
ไมถ่ งึ ทส่ี ดุ ทกุ ขใ์ นตอนนน้ั หากกำ� ลงั เพยี งพอกอ็ าจหมดปญั หาไปเลย” จากนนั้ หลวงปู่
ก็กลับจากโรงพยาบาล และสน้ิ สุดเรอื่ งราวตอนอาพาธครง้ั แรกเพียงเทา่ น้ี

191

ร่วมงานศพหลวงปู่ฝน้ั

ครน้ั เมอ่ื หลวงปมู่ อี ายยุ า่ งเขา้ ปที ่ี ๙๑ แลว้ ศษิ ยานศุ ษิ ยท์ ง้ั หลายมคี วามภาคภมู ใิ จ
และปลาบปลืม้ ยินดเี ป็นล้นพ้นท่ีเหน็ หลวงปยู่ งั มสี ุขภาพแข็งแรง มพี ลานามยั ดี

ในระหวา่ งวนั ที่ ๑๙-๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ นัน้ เอง หลวงป่ไู ดเ้ ดินทาง
ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่ีวัดป่าอุดมสมพร
จังหวัดสกลนคร และได้เข้าร่วมในพิธีสวดพระพุทธมนต์ชักผ้ามหาบังสุกุลหน้าศพ
และรับพระราชทานฉันภัตตาหารในพิธีสามหาบอีกด้วย ท่ามกลางพระสงฆ์ฝ่าย
อรญั วาสี นับจำ� นวนเปน็ พนั ๆ รูป และสาธุชนพุทธบริษัทจากทว่ั ทกุ สารทศิ นบั เป็น
จ�ำนวนแสนๆ เป็นประวัติการณ์ของประเทศไทย และของวงการพระพุทธศาสนา
ทเี ดียว

ในงานน้ี หลวงปู่ได้มีโอกาสสนทนาวิสาสะกับพระเถระฝ่ายธุดงคกัมมัฏฐาน
หลายรปู เปน็ ตน้ วา่ ท่านพระอาจารยอ์ อ่ น ญาณสริ ิ ท่านพระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรฺ สํ ี
และครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ อีกมากมายหลายรูป ท้ังที่รู้จักคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย
เป็นการย้อนถึงบรรยากาศเก่าๆ เม่ือครั้งยังหาญกล้าบุกป่าฝ่าดงเพื่อผจญจิตตน

192

ฝึกฝนใหพ้ ้นภยั ในวัฏสงสาร เปน็ การสนทนาถึงอดีตแหง่ การเดินธดุ งค์อันยงั ใหเ้ กดิ
ความอาจหาญร่าเริงในทางธรรมเป็นอย่างย่ิง โดยเฉพาะส�ำหรับเหล่าภิกษุผู้อนุชน
รนุ่ หลงั ๆ ทเ่ี งย่ี หฟู งั อยู่ กใ็ หเ้ กดิ พลงุ่ พลา่ นฮกึ เหมิ ในอนั ทจี่ ะเจรญิ รอยตามบรู พคณาจารย์
ทงั้ หลายเหล่าน้นั

เมือ่ มีผูไ้ ต่ถามถึงพระอาจารย์ชือ่ ดงั ๆ เช่น หลวงปู่แหวน สุจณิ ฺโณ หลวงปู่ขาว
อนาลโย เปน็ ตน้ หลวงปตู่ อบวา่ “เคยไดย้ นิ ชอื่ มาแตต่ น้ เหมอื นกนั แตล่ ำ� ดบั ความจำ� ไมไ่ ด้
วา่ เคยรว่ มสนทนาหรอื ปฏบิ ตั ธิ รรมรว่ มกนั ในชว่ งไหนบา้ ง เพราะทา่ นอาจารยเ์ หลา่ นน้ั
แมจ้ ะมอี ายไุ ลเ่ ลย่ี กบั ทา่ นกจ็ รงิ แตก่ เ็ ขา้ มาเปน็ ศษิ ยท์ า่ นพระอาจารยม์ น่ั ในรนุ่ หลงั ๆ”

นอกจากนี้หลวงปู่ยังไดป้ รารภถึงตัวท่านเองวา่
“การมาสกลนครคร้ังนี้ เปน็ ครงั้ สุดท้ายแล้ว”

193


Click to View FlipBook Version