อยา่ ตั้งใจไวผ้ ดิ
นอกจากหลวงปจู่ ะนำ� ปรชั ญาธรรมทอี่ อกจากจติ ของทา่ นมาสอนแลว้ โดยทที่ า่ น
เคยอ่านพระไตรปิฎกจบมาแล้ว ตรงไหนท่ีท่านเห็นว่าส�ำคัญและเป็นการเตือนใจ
ในทางปฏิบัตโิ ดยตรงและลัดท่สี ุด ท่านก็จะยกมากลา่ วเตือนอยเู่ สมอ เช่น หลวงปู่
ยกพุทธพจน์ตอนหนง่ึ ท่พี ระพทุ ธเจ้าตรสั ว่า
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย พรหมจรรยน์ ี้ เราประพฤตมิ ใิ ชเ่ พอ่ื หลอกลวงคน มใิ ชเ่ พอื่ ใหค้ น
มานิยมนบั ถือ มใิ ช่เพ่ืออานสิ งส์ลาภสักการะและสรรเสรญิ มใิ ช่อานสิ งส์เปน็ เจา้ ลทั ธิ
หรอื แกล้ ทั ธอิ ยา่ งนนั้ อยา่ งนี้ ทแ่ี ทพ้ รหมจรรยน์ ี้ เราประพฤตเิ พอื่ สงั วระ ความสำ� รวม
เพอ่ื ปหานะ ความละ เพอื่ วริ าคะ ความหายกำ� หนดั ยนิ ดี และเพอื่ นโิ รธะ ความดบั ทกุ ข์
ผู้ปฏิบตั แิ ละนกั บวชต้องมุ่งตามแนวทางนี้ นอกจากแนวทางนีแ้ ลว้ ผดิ ท้งั หมด”
พระพทุ ธพจน์
หลวงปู่ว่า ตราบใดที่ยงั เป็นปุถุชนอยู่ ตราบนนั้ ย่อมมีทฏิ ฐิ และเมื่อมที ฏิ ฐิแลว้
ยากทจ่ี ะเหน็ ตรงกนั เมอื่ เหน็ ไมต่ รงกนั กเ็ ปน็ เหตใุ หโ้ ตเ้ ถยี งววิ าทกนั อยรู่ ำ�่ ไป สำ� หรบั
พระอรยิ เจา้ ผเู้ ขา้ ถงึ ธรรมแลว้ กไ็ มม่ อี ะไรสำ� หรบั มาโตแ้ ยง้ กบั ใคร ใครมที ฏิ ฐอิ ยา่ งไร
ก็ปล่อยเปน็ เรื่องของเขาไป ดังพุทธพจน์ตอนหน่งึ ทพี่ ระพุทธเจ้าตรสั ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดอันบัณฑิตทั้งหลายในโลกกล่าวว่ามีอยู่ แม้เราตถาคต
ก็กล่าวว่าสิ่งน้ันมีอยู่ สิ่งใดอันบัณฑิตท้ังหลายในโลกกล่าวว่าไม่มี แม้เราตถาคต
กก็ ลา่ วสง่ิ นนั้ วา่ ไมม่ ี ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย เรายอ่ มไมว่ วิ าทโตเ้ ถยี งกบั โลก แตโ่ ลกยอ่ ม
ววิ าทโต้เถียงกบั เรา”
294
ผ้ไู มม่ โี ทษทางวาจา
เมอื่ วนั ท่ี ๒๑ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่ก�ำลงั อาพาธหนัก พกั รักษาอยู่
ทห่ี อ้ งพระราชทาน ตกึ จงกลนฯี โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ หลวงปสู่ าม อกญิ จฺ โน เดนิ ทาง
ไปเยีย่ มหลวงปถู่ ึงห้องพยาบาล
ขณะนั้นหลวงปู่ก�ำลังนอนพักผ่อนอยู่ เมื่อหลวงปู่สามขยับไปนั่งใกล้ชิดแล้ว
กย็ กมอื ไหว้ หลวงปดู่ ลู ยก์ ย็ กมอื รบั ไหว้ แลว้ ตา่ งองคก์ น็ ง่ั อยเู่ ฉยตลอดระยะเวลานาน
เม่อื สมควรแกเ่ วลาอยา่ งย่งิ แล้ว หลวงปสู่ ามประนมมอื อกี ครง้ั พรอ้ มกับจ�ำนรรจาวา่
“กระผมกลบั กอ่ น” หลวงปดู่ ูลยว์ ่า “ออื ” ตลอดเวลาเกือบสองชัว่ โมง ไดย้ นิ เพียง
แคน่ เ้ี อง
เมอ่ื หลวงปสู่ ามกลบั ไปแลว้ อดทจี่ ะถามไมไ่ ดว้ า่ “หลวงปสู่ ามอตุ สา่ หม์ านงั่ ตง้ั นาน
ทำ� ไมหลวงป่จู ึงไม่สนทนาพดู อะไรกบั ทา่ นบ้าง”
หลวงปตู่ อบวา่
“ธรุ ะมนั หมดแล้ว จงึ ไม่จำ� เป็นทต่ี ้องพดู อะไร”
ขนั ติบารมี
เท่าที่อยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่ตลอดเวลาอันยาวนาน ไม่เคยเห็นท่านแสดง
อากปั กริ ยิ าใดๆ ใหเ้ หน็ วา่ ทา่ นอดึ อดั หรอื รำ� คาญจนทนไมไ่ ด้ ถงึ ตอ้ งบน่ อบุ อบิ ออู้ กี้ บั
กรณใี ดๆ ทงั้ สน้ิ เช่น ไปเป็นประธานงานสถานทีใ่ ดๆ ไม่เคยเจ้ากเี้ จ้าการ ร้อื ฟ้นื
หรือใหเ้ ขาจัดแจงดัดแปลงใหม่ หรือไปในสถานท่ที เี่ ป็นกิจนมิ นต์ แม้จะต้องน่งั นาน
หรอื ากาศอบอ้าวอย่างไรก็ไมเ่ คยบน่ เวลาเจบ็ ไข้ไม่สบาย หรือเวลาเผอิญอาหารมา
ไม่ตรงตอ่ เวลา แม้จะหวิ กระหายแคไ่ หน ก็ไมเ่ คยบ่น หรอื สำ� ออย หรอื แม้รสชาติ
295
อาหารจะจืดจางอย่างไร ก็ไม่เคยเรียกหาเครื่องปรุงเพิ่มเติมอะไรเลย ตรงกันข้าม
ถา้ เหน็ พระเถระรปู ไหนชอบเปน็ เจา้ กเี้ จา้ การ ขบ้ี น่ หรอื ทำ� สำ� ออย ใหค้ นอน่ื เอาใจ เปน็ ตน้
หลวงปู่มักปรารภใหฟ้ ังวา่
“แค่น้อี ดทนไมไ่ ด้หรือ ถา้ แค่น้อี ดทนไมไ่ ด้ จะเอาชนะกิเลสตณั หาไดอ้ ย่างไร”
ไมเ่ บียดเบยี นแม้ทางวาจา
หลวงปู่กล่าววาจาบริสุทธิ์ เพราะท่านกล่าวเฉพาะวาจาท่ีเป็นประโยชน์ และ
ไม่ท�ำใหต้ นและผูอ้ น่ื เดือดรอ้ นเพราะค�ำพดู ของทา่ น แม้จะมีผู้ใดมาพดู เปน็ เหตทุ ่ีจะ
ชวนให้ท่านวพิ ากษ์วจิ ารณ์ใครๆ ให้เขาฟงั สกั อยา่ ง ท่านกไ็ มเ่ คยคล้อยตาม
หลายครงั้ ทม่ี ผี ู้ถามท่านว่า “หลวงปู่ ท�ำไมพระนกั พดู นกั เผยแผร่ ะดบั ประเทศ
บางองค์ เวลาพูดหรอื เทศนช์ อบพดู โจมตีคนอื่น พดู เสยี ดสสี งั คม หรอื พูดกระทบ
กระแทกพระเถระดว้ ยกนั เป็นตน้ พระพดู ในลักษณะนี้ จ้างผมกไ็ มน่ บั ถอื ดอก”
หลวงปวู่ ่า
“กท็ ่านมีภมู ิรู้ภูมธิ รรมอย่อู ย่างนัน้ ทา่ นก็พดู ไปตามความรู้ความถนัดของท่าน
นนั่ แหละ การจา้ งใหน้ บั ถอื ไมม่ ใี ครเขาจา้ งหรอก เมอื่ ไมอ่ ยากนบั ถอื กอ็ ยา่ ไปนบั ถอื ซิ
ทา่ นคงไมว่ ่าอะไรหรอก”
296
พระหลอกผี
ส่วนมากหลวงปู่ชอบแนะน�ำส่งเสริมพระเณรให้ใส่ใจเรื่องธุดงคกัมมัฏฐาน
เป็นพิเศษ มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระสานุศิษย์มาชุมนุมกันจ�ำนวนมากทั้งแก่พรรษาและ
ออ่ นพรรษา หลวงปชู่ แ้ี นวทางวา่ “ใหพ้ ากนั ไปอยปู่ า่ หาทางวเิ วก หรอื อยตู่ ามเขาตามถำ�้
เพื่อเร่งความเพียร จะได้พ้นจากความตกต่�ำทางจิตบ้าง” มีพระรูปหน่ึงพูดออกมา
พล่อยๆ วา่ “ผมไมก่ ล้าไปครับ เพราะผมกลัวผีหลอก”
หลวงปู่ตอบว่า
“ผีที่ไหนเคยหลอกพระ มีแต่พระน่ันแหละหลอกผี และตั้งกระบวนการ
หลอกผีเป็นการใหญ่เสียด้วย คิดดูให้ดีนะ วัตถุส่ิงของที่ชาวบ้านเขาเอามาบริจาค
ท�ำบุญน้ัน แทบทั้งหมดล้วนท�ำเพ่ืออุทิศส่งไปให้ผีท้ังนั้น ผีพ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติ
พนี่ อ้ งเขา แลว้ พระเราเลา่ ประพฤตติ นเหมาะสมแลว้ หรอื มคี ณุ ธรรมอะไรบา้ งทจี่ ะสง่ ผล
ใหถ้ งึ ผีได้ ระวงั อย่ามาเป็นพระหลอกผี”
ดีเหมือนกนั ...แต่
นักปฏิบัติทต่ี นื่ อาจารย์ ตนื่ ส�ำนกั ใหมๆ่ ในปัจจบุ นั นม้ี ีอยูม่ าก นักนิยมหวย
ก็ต่นื อาจารย์บอกใบห้ วย นักนยิ มความศักดสิ์ ทิ ธย์ิ ังมอี ยู่ฉนั ใด นกั วิปสั สนาก็ย่อม
ตน่ื อาจารย์วปิ สั สนาฉนั น้นั ดงั นั้น กลมุ่ ชนเหล่านี้จึงมีอยมู่ ใิ ช่นอ้ ย เม่ือเขาชอบใจ
อาจารยอ์ งคไ์ หน เขากก็ ลา่ วยกยอ่ งองคน์ นั้ ตลอดถงึ ชกั ชวนคนอน่ื ใหช้ ว่ ยนบั ถอื หรอื
เห็นดว้ ยกบั ตน ย่งิ ปัจจุบนั น้มี พี ระนักเทศน์ดงั ๆ ท่ีอัดเทปเผยแพรไ่ ดอ้ ยา่ งมากมาย
มอี บุ าสกิ านกั ฟงั ผหู้ นง่ึ นำ� เทปนกั เทศนด์ งั ไปถวายใหห้ ลวงปฟู่ งั หลายมว้ น แตห่ ลวงปู่
ไมไ่ ดฟ้ งั เพราะตง้ั แตท่ า่ นเกดิ มายงั ไมเ่ คยมวี ทิ ยมุ เี ทปกบั เขาเลยแมแ้ ตค่ รง้ั เดยี ว หรอื
297
สมมุติว่าถ้ามี ทา่ นกค็ งเปดิ ฟงั ไม่เป็น ตอ่ มามผี ู้เอาเคร่อื งเทปไปเปิดให้หลวงปู่ฟงั จบ
หลายมว้ น แลว้ ถามทา่ นว่า “ฟังแลว้ เปน็ อย่างไรบา้ ง”
หลวงปวู่ ่า
“ดีเหมือนกัน ส�ำนวนโวหารสละสลวยน่าฟัง ท้ังรวยด้วยค�ำพูด แต่หาสาระ
แกน่ สารอะไรไมไ่ ด้ การฟงั แตล่ ะครง้ั นนั้ ควรใหไ้ ดอ้ รรถรสของปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปฏเิ วธ
จงึ จะเป็นสาระแกน่ สาร”
นักปฏบิ ัตลิ งั เลใจ
ปัจจุบันนี้ศาสนิกชนผู้สนใจในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนา มีความงวยงงสงสัย
อยา่ งยง่ิ ในแนวทางปฏบิ ตั ิ โดยเฉพาะผเู้ รมิ่ ตน้ สนใจ เนอ่ื งจากคณาจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนา
แนะแนวปฏบิ ตั ไิ มต่ รงกนั ยง่ิ กวา่ นน้ั แทนทจ่ี ะอธบิ ายใหเ้ ขาเขา้ ใจโดยความเปน็ ธรรม
ก็กลับทำ� เหมอื นไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่นสำ� นกั อ่นื ว่าเป็นของถูกตอ้ ง หรอื ถงึ
ขั้นดหู ม่นิ ส�ำนกั อื่นไปแลว้ กเ็ คยมีไม่น้อย
ดงั นน้ั เมอ่ื มผี สู้ งสยั ทำ� นองนมี้ ากและเรยี นถามหลวงปอู่ ยบู่ อ่ ยๆ จงึ ไดย้ นิ หลวงปู่
อธิบายให้ฟังอยเู่ สมอว่า
“การเร่มิ ตน้ ปฏบิ ตั ิวปิ สั สนาภาวนาน้นั จะเร่มิ ต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมนั
เป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวน้ัน เพราะจริตของคน
ไม่เหมอื นกัน จึงตอ้ งมวี ัตถุ สี แสง และคำ� บรกิ รรม เช่น พทุ โธ สัมมาอรหัง เป็นต้น
เพื่อหาจุดใดจุดหน่ึงให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวมสงบแล้ว ค�ำบริกรรมน้ันก็หลุด
หายไปเอง แลว้ กถ็ งึ รอยเดยี วกนั รสเดยี วกนั คอื “มวี มิ ตุ ตเิ ปน็ แกน่ มปี ญั ญาเปน็ ยงิ่ ”
298
อยู่ กอ็ ยู่ให้เหนอื
ผู้ท่ีเข้านมัสการหลวงปู่ทุกคนและทุกคร้ัง มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
แมห้ ลวงปจู่ ะมอี ายใุ กลร้ อ้ ยปแี ลว้ กจ็ รงิ แตด่ ผู วิ พรรณยงั ผอ่ งใส และสขุ ภาพอนามยั
แขง็ แรงดี แมผ้ ทู้ อี่ ยใู่ กลช้ ดิ ทา่ นตลอดมา กย็ ากทจี่ ะไดเ้ หน็ ทา่ นแสดงอาการหมองคลำ้�
หรอื อดิ โรย หรอื หนา้ นวิ่ ควิ้ ขมวดออกมาใหเ้ หน็ ทา่ นมปี รกติ สงบเยน็ เบกิ บาน อยเู่ สมอ
มีอาพาธน้อย มีอารมณ์ดี ไม่ตื่นเต้นตามเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น ไม่เผลอคล้อยตาม
คำ� สรรเสริญ หรือค�ำต�ำหนิตเิ ตียน
มีครั้งหนึ่ง ท่ามกลางพระเถระฝ่ายวิปัสสนาสนทนาธรรมเร่ืองการปฏิบัติกับ
หลวงปู่ ถึงปรกตจิ ติ ท่ีอยู่เหนือความทกุ ขโ์ ดยลักษณาการอย่างไร
หลวงปู่วา่ “การไม่กงั วล การไมย่ ดึ ถอื นนั่ แหละคอื วหิ ารธรรมของนักปฏบิ ัต”ิ
ต่นื อาจารย์
นักปฏิบัติธรรมสมัยนี้มีสองประเภท ประเภทหน่ึง เม่ือได้รับข้อปฏิบัติหรือ
ค�ำแนะน�ำจากอาจารย์พอเข้าใจแนวทางแล้ว ก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุด
ความสามารถ อกี ประเภทหนงึ่ ทง้ั ทมี่ อี าจารยแ์ นะนำ� ดแี ลว้ ไดข้ อ้ ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งดแี ลว้
แตก่ ไ็ มต่ งั้ ใจทำ� อยา่ งจรงิ จงั มคี วามเพยี รตำ�่ ขณะเดยี วกนั กช็ อบเทย่ี วแสวงหาอาจารย์
ไปในส�ำนกั ตา่ งๆ ได้ยินวา่ ส�ำนักไหนดีกไ็ ปทกุ แห่ง ซึง่ ลักษณะนม้ี ีอยูม่ าก
หลวงปู่เคยแนะน�ำลูกศิษยว์ ่า
“การไปหลายส�ำนักหลายอาจารย์ การปฏิบัตจิ ะไม่ได้ผล เพราะการเดนิ หลาย
สำ� นกั น้ี คลา้ ยกบั การเรมิ่ ตน้ ปฏบิ ตั ใิ หมไ่ ปเรอ่ื ย เรากไ็ มไ่ ดห้ ลกั ธรรมทแี่ นน่ อน บางที
กเ็ กดิ ความลงั เล งวยงง จิตก็ไมม่ ่นั คง การปฏิบตั กิ ็เสื่อม ไม่เจรญิ คืบหน้าตอ่ ไป”
299
จบั กับวาง
นกั ศกึ ษาธรรมะ หรอื นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมะ มสี องประเภท ประเภทหนงึ่ ศกึ ษาปฏบิ ตั ิ
เพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ประเภทสอง ศึกษาปฏิบัติเพื่อจะอวดภูมิกัน
ถกเถยี งกันไปวันหน่งึ ๆ เท่านั้น ใครจ�ำต�ำราหรอื อ้างครบู าอาจารยไ์ ด้มาก กถ็ อื ว่าตน
เป็นคนส�ำคัญ บางทเี ข้าหาหลวงปู่ แทนทจี่ ะถามธรรมะขอ้ ปฏิบัตจิ ากทา่ น กก็ ลับพ่น
ความร้คู วามจ�ำของตนใหท้ า่ นฟงั อย่างวจิ ติ รพสิ ดารก็เคยมีไม่น้อย
แตส่ ำ� หรบั หลวงปนู่ นั้ ทนฟงั ไดเ้ สมอ เมอื่ เขาจบลงแลว้ ยงั ชว่ ยตอ่ ใหห้ นอ่ ยหนงึ่ วา่
“ผใู้ ดหลงใหลในตำ� ราและอาจารย์ ผนู้ น้ั ไมอ่ าจพน้ ทกุ ขไ์ ด้ แตผ่ ทู้ จี่ ะพน้ ทกุ ขไ์ ด้
ตอ้ งอาศยั ตำ� ราและอาจารยเ์ หมอื นกนั ”
ท�ำจิตให้สงบได้ยาก
การปฏบิ ัตภิ าวนาสมาธนิ ั้น จะให้ไดผ้ ลเร็วช้าเทา่ เทียมกนั เป็นไปไมไ่ ด้ บางคน
ไดผ้ ลเรว็ บางคนกช็ า้ หรอื ยงั ไมไ่ ดล้ มิ้ รสผลแหง่ ความสงบเลยกม็ ี แตก่ ไ็ มค่ วรทอ้ ถอย
ก็ช่ือว่าเป็นผู้ได้ประกอบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงต่อจากการ
บรจิ าคทาน รกั ษาศลี เคยมลี กู ศษิ ยเ์ ปน็ จำ� นวนมากเรยี นถามหลวงปวู่ า่ “อตุ สา่ หพ์ ยายาม
ภาวนาสมาธมิ านานแลว้ แตจ่ ติ ไมเ่ คยสงบเลย แสอ่ อกไปขา้ งนอกอยเู่ รอ่ื ย มวี ธิ อี นื่ ใดบา้ ง
ท่ีพอจะปฏิบตั ไิ ด”้
หลวงปเู่ คยแนะนำ� วธิ อี ยา่ งหนงึ่ วา่ “ถงึ จติ ไมส่ งบ กไ็ มค่ วรใหม้ นั ออกไปไกล ใชส้ ติ
ระลึกไปแต่ในกายน้ี ดูใหเ้ หน็ อนจิ จงั ทุกขงั อนัตตา อสภุ สญั ญา หาสาระแก่นสาร
ไม่ได้ เมอ่ื จติ มองเหน็ ชัดแล้ว จติ ก็เกิดความสลดสงั เวช เกิดนพิ พิทา ความหน่าย
คลายก�ำหนัด ย่อมตัดอปุ าทานขันธ์ไดเ้ ช่นเดยี วกนั ”
300
หลกั ธรรมแท้
มีอยู่อย่างหน่ึงท่ีผู้ปฏิบัติชอบพูดถึงคือชอบโจษขานกันว่า นั่งภาวนาแล้วเห็น
อะไรบ้าง ปรากฏอะไรมาบา้ ง หรือไมก่ ็ว่าตนนงั่ ภาวนามานานแลว้ ไม่เคยเห็นปรากฏ
อะไรออกมาบ้างเลย หรอื ไม่บางคนก็ว่าตนได้เหน็ สิง่ นัน้ ส่ิงน้ีอยเู่ สมอ ทำ� ใหบ้ างคน
เข้าใจผดิ คดิ วา่ ภาวนาแลว้ ตนจะไดเ้ หน็ ส่งิ ท่ีต้องการ เป็นตน้
หลวงปเู่ คยเตอื นวา่ “การปรารถนาเชน่ นน้ั ผดิ ทงั้ หมด เพราะการภาวนานนั้ เพอ่ื ให้
เขา้ ถงึ หลกั ธรรมทแี่ ทจ้ รงิ ”
“หลกั ธรรมทแ่ี ทจ้ รงิ นนั้ คือ จติ ให้ก�ำหนดดจู ิต ให้เข้าใจจิตตวั เองใหล้ ึกซง้ึ
เม่อื เขา้ ใจจิตตัวเองไดล้ ึกซึ้งแล้ว นั่นแหละ ได้แล้วซึ่งหลักธรรม”
เตอื นศษิ ย์ไม่ใหป้ ระมาท
เพื่อป้องกันความประมาท หรือมักง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติของพระเณร
หลวงปู่จงึ สรรหาค�ำสอนตักเตือนไวอ้ ยา่ งลกึ ซงึ้ วา่
“คฤหสั ถช์ น ญาตโิ ยมทว่ั ไป เขาประกอบอาชพี การงานดว้ ยความลำ� บาก เพอ่ื ให้
ได้มาซ่ึงวัตถุข้าวของเงินทองมาเล้ียงครอบครัวลูกหลานของตน แม้จะเหน็ดเหน่ือย
เมอ่ื ยลา้ อยา่ งไรเขากต็ อ้ งตอ่ สู้ ขณะเดยี วกนั เขากอ็ ยากไดบ้ ญุ ไดก้ ศุ ลดว้ ย จงึ พยายาม
เสยี สละทำ� บญุ ลกุ ขนึ้ แตเ่ ชา้ หงุ หาอาหารอยา่ งดคี อยใสบ่ าตร กอ่ นใส่ เขายกอาหารขนึ้
ทว่ มหวั แลว้ ตงั้ จติ อธษิ ฐาน ครน้ั ใสแ่ ลว้ กถ็ อยไปยอ่ ตวั ยกมอื ไหวอ้ กี ครงั้ หนง่ึ ทเ่ี ขาทำ�
เชน่ นั้นก็เพอื่ ตอ้ งการบุญต้องการกศุ ลจากเราน่ันเอง แลว้ เราเล่า มบี ุญกศุ ลอะไรบา้ ง
ที่จะให้เขา ได้ประพฤตติ นให้สมควรท่จี ะรบั เอาของเขามากินแล้วหรอื ”
301
หนกั ๆ ก็มบี ้าง
พระอาจารยส์ ำ� เรจ็ บวชมาแตว่ ยั เดก็ จนอายใุ กลห้ กสบิ ปแี ลว้ เปน็ พระฝา่ ยวปิ สั สนา
ปฏบิ ตั เิ ครง่ ครดั ชอ่ื เสยี งดี มคี นเคารพนบั ถอื มาก แตใ่ นทสี่ ดุ กไ็ ปไมร่ อด จติ ใจเสอื่ มลง
เน่อื งจากไปหลงรกั ลกู สาวของโยมอุปัฏฐาก ถงึ ขนั้ มาขอลาหลวงปสู่ ึกไปแต่งงาน
ทุกคนตกตะลึงกบั ขา่ วน้มี าก ไม่น่าเชื่อวา่ จะเปน็ ไปได้ เพราะปฏิปทาของท่าน
เปน็ ทย่ี อมรบั วา่ จะตอ้ งอยใู่ นสมณวสิ ยั จนตลอดชวี ติ หากเปน็ เชน่ นนั้ ไป กจ็ ะเปน็ การ
เส่ือมเสียแก่วงการฝ่ายวิปัสสนาอย่างยิ่ง พระเถระคณะสงฆ์และสานุศิษย์ของท่าน
จึงช่วยกันป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านเปลี่ยนใจท่ีจะคิดสึกเสีย โดยเฉพาะหลวงปู่
เรียกมาตักเตือนแก้ไขอย่างไรก็ไม่ส�ำเร็จ สุดท้ายอาจารย์ส�ำเร็จกล่าวต่อหลวงปู่ว่า
“กระผมอยู่ไม่ได้ เพราะนั่งภาวนาทีไร เห็นหน้าเขามาล่องลอยปรากฏต่อหน้าอยู่
ตลอดเวลา”
หลวงปตู่ อบเสยี งดงั วา่ “กไ็ มภ่ าวนาดจู ติ ของตวั เอง ไปภาวนาดกู น้ ของเขา มนั ก็
เหน็ แตก่ น้ เขาอย่รู ่ำ� ไปนั้นแหละ ไป อยากไปไหนกไ็ ปตามสบาย ไปเถอะ”
มปี รกติไมแ่ วะเกย่ี ว
อยรู่ บั ใชใ้ กลช้ ดิ หลวงปเู่ ปน็ เวลานานสามสบิ กวา่ ปี จนถงึ วาระสดุ ทา้ ยของทา่ นนน้ั
เหน็ วา่ หลวงปมู่ ปี ฏปิ ทาตรงตอ่ พระธรรมวนิ ยั ตรงตอ่ การปฏบิ ตั เิ พอ่ื พน้ ทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี ว
ไม่แวะเก่ียวกับวิชาอาคมของศักด์ิสิทธิ์ หรือส่ิงชวนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เช่น
มคี นขอให้เป่าหัวให้ ก็ถามเขาวา่ เป่าท�ำไม มคี นขอใหเ้ จมิ รถ ก็ถามเขาว่าเจิมท�ำไม
มคี นขอใหบ้ อกวนั เดอื นหรอื ฤกษด์ ี กบ็ อกวา่ วนั ไหนกด็ ที ง้ั นนั้ หรอื เมอื่ ทา่ นเคยี้ วหมาก
มีคนขอชานหมาก
หลวงปูว่ า่ “เอาไปทำ� ไม ของสกปรก”
302
ทำ� โดยกริ ยิ า
บางครง้ั อาตมานกึ ไมส่ บายใจ เกรงวา่ ตวั เองจะมบี าปทเี่ ปน็ ผมู้ สี ว่ นทำ� ใหห้ ลวงปู่
ตอ้ งแวะเกยี่ วกบั สงิ่ ทที่ า่ นไมส่ นใจหรอื ไมถ่ นดั ใจ ครงั้ แรก คอื วนั นน้ั หลวงปไู่ ปรว่ มงาน
เปิดพิพธิ ภณั ฑบ์ รขิ ารทา่ นอาจารย์มั่น ทว่ี ัดป่าสุทธาวาส สกลนคร มีพระเถระฝา่ ย
วปิ สั สนามาก ประชาชนกม็ าก เขาเหลา่ นน้ั จงึ ถอื โอกาสเขา้ หาครบู าอาจารยท์ ง้ั เพอื่ กราบ
เพื่อขอ จงึ มหี ลายคนท่มี าขอให้หลวงป่เู ปา่ หัว เมือ่ เห็นท่านเฉยอยู่ จงึ ขอรอ้ งท่านว่า
“หลวงปู่เป่าให้เขาให้แล้วๆ ไป” ทา่ นจึงเป่าให้ ต่อมาเมื่อเสียไม่ได้ก็เจิมรถให้เขา
ทนออ้ นวอนไมไ่ ดก้ อ็ นญุ าตใหเ้ ขาทำ� เหรยี ญ อดสงสารไมไ่ ดก้ จ็ ดุ เทยี นชยั ให้ และเขา้ พธิ ี
พุทธาภเิ ษกวัตถมุ งคล แตก่ ็มคี วามสบายใจเป็นอยา่ งยง่ิ เมื่อฟงั ค�ำหลวงปวู่ ่า
“การกระทำ� ของเราในสง่ิ เหลา่ นี้ เปน็ เพยี งกริ ยิ าภายนอกทเ่ี ปน็ ไปในสงั คม หาใช่
เปน็ กริ ยิ าจิตทน่ี ำ� ไปสู่ภพ ภมู ิ หรอื มรรคผลนพิ พาน แตป่ ระการใดไม่”
ปรารภธรรมะให้ฟัง
ค�ำสอนท้งั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธน์ น้ั เปน็ เพยี งอบุ ายให้คนทัง้ หลายหนั มา
ดจู ิตนน่ั เอง คำ� สอนของพระพุทธองคม์ ีมากมาย กเ็ พราะกเิ ลสมีมากมาย แตท่ างท่ี
ดบั ทกุ ขไ์ ด้มีทางเดียว คือ พระนพิ พาน
การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมท่ีถูกทางเช่นน้ีมีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้
ผา่ นไป เราจะหมดโอกาสพน้ ทกุ ขไ์ ดท้ นั ในชาตนิ ้ี แลว้ จะตอ้ งหลงอยใู่ นความเหน็ ผดิ
อีกนานแสนนานเพอื่ จะพบธรรมอันเดยี วกนั นี้
ดงั นนั้ เมอ่ื เราเกดิ มาพบพระพทุ ธศาสนาแลว้ รบี ปฏบิ ตั ใิ หห้ ลดุ พน้ เสยี มฉิ ะนนั้
จะเสียโอกาสอันดนี ี้ไป เพราะเมอื่ สัจธรรมถูกลมื ความมืดมนย่อมครอบง�ำปวงสตั ว์
ใหอ้ ยู่ในกองทกุ ข์สิน้ กาลนาน
303
ปรารภธรรมะใหฟ้ งั
มิใช่คร้ังเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟัง มีอยู่อีกครั้งหน่ึง
หลวงปู่ว่า
“ปญั ญาภายนอกคอื ปญั ญาสมมติ ไมท่ ำ� ใหจ้ ติ แจง้ ในพระนพิ พานได้ ตอ้ งอาศยั
ปัญญาอริยมรรคจึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เช่น
ไอนส์ ไตน์ มคี วามรมู้ าก มคี วามสามารถมาก แยกปรมาณทู เี่ ลก็ ทสี่ ดุ จนเขา้ ถงึ มติ ทิ ่ี ๔
แลว้ แตไ่ อนส์ ไตนไ์ มร่ จู้ กั พระนพิ พาน จงึ เขา้ พระนพิ พานไมไ่ ด้ จติ ทแี่ จง้ ในอรยิ มรรค
เทา่ น้นั จงึ เป็นไปเพือ่ การตรสั รู้จริง ตรสั รู้ย่ิง ตรัสรูพ้ ร้อม เป็นไปเพื่อความดับทุกข์
เปน็ ไปเพ่ือนิพพาน”
วิธีระงบั ดับทุกข์แบบหลวงปู่
ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๕๒๐ โลกธรรมฝา่ ยอนฏิ ฐารมณ์ กำ� ลงั ครอบงำ� ขา้ ราชการชนั้ ผใู้ หญ่
ในกระทรวงมหาดไทยอยา่ งหนกั คอื เสอื่ มลาภ เสอื่ มยศ ถกู นนิ ทา และทกุ ข์ แนน่ อน
ความทุกขโ์ ศกอันนย้ี ่อมปกคลมุ ถงึ บุตรภรรยาด้วย
จงึ มีอยวู่ นั หนึ่ง คุณหญงิ คุณนายหลายท่านไดไ้ ปนมัสการหลวงปู่ พรรณนาถงึ
ความทกุ ขโ์ ศกทกี่ ำ� ลงั ไดร้ บั อยู่ เพอื่ ใหห้ ลวงปไู่ ดแ้ นะวธิ หี รอื ชว่ ยเหลอื อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่
แล้วแตท่ า่ นจะเมตตา
หลวงปกู่ ล่าววา่
“บคุ คลไมค่ วรเศรา้ โศกอาลยั อาวรณถ์ งึ สงิ่ นอกกายทงั้ หลายทมี่ นั ผา่ นพน้ ไปแลว้
มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่าน้ันมันได้ท�ำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์
ท่ีสุดแล้ว”
304
เม่อื กลา่ วถงึ สจั ธรรมแล้ว ย่อมลงสูก่ ระแสเดยี วกนั
มที า่ นผคู้ งแกเ่ รยี นหลายทา่ นชอบถามวา่ คำ� กลา่ วหรอื เทศนข์ องหลวงปู่ ดคู ลา้ ย
นิกายเซ็น หรือคล้ายมาจากสูตรของเว่ยหล่าง เป็นต้น อาตมาเรียนถามหลวงปู่
ก็หลายครงั้ ในที่สดุ ท่านกล่าวอยา่ งเปน็ กลางว่า
“สัจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจ�ำโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมน้ันแล้ว
กน็ ำ� มาสง่ั สอนสตั วโ์ ลก เพราะอธั ยาศยั ของสตั วไ์ มเ่ หมอื นกนั หยาบบา้ ง ประณตี บา้ ง
พระองคจ์ งึ ตอ้ งเปลอื งคำ� สอนไวม้ ากถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ เมอื่ นกั ปราชญฉ์ ลาด
สรรหาค�ำพูดให้สมบูรณ์ที่สุดเพ่ือจะอธิบายสัจธรรมน้ันน�ำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่ง
สัจธรรมด้วยกัน เราย่อมจะต้องอาศัยแนวทางในสัจธรรมน้ันท่ีตนเองไตร่ตรอง
เหน็ แล้วว่าถกู ต้องและสมบรู ณ์ท่ีสุดนำ� แผอ่ อกไปอีก โดยไมไ่ ด้คำ� นึงถงึ คำ� พดู หรอื
ไม่ไดย้ ึดตดิ ในอักขระพยัญชนะตวั ใดเลยแม้แต่น้อยเดียว”
ละเอยี ด
หลวงพอ่ เบธ วดั ปา่ โคกหมอ่ น ไดเ้ ขา้ สนทนาธรรมถงึ การปฏบิ ตั ทิ างสมาธภิ าวนา
เล่าถงึ ผลของการปฏบิ ตั ิขนั้ ต่อๆ ไปว่า “ไดบ้ �ำเพ็ญสมาธิภาวนามานาน ให้จติ เข้าถงึ
อัปปนาสมาธไิ ดเ้ ป็นเวลานานๆ กไ็ ด้ ครน้ั ถอยจากสมาธอิ อกมา บางทกี ็เกิดความสขุ
เอบิ อม่ิ อยเู่ ปน็ เวลานาน บางทกี เ็ กดิ ความสวา่ งไสว เขา้ ใจสรรพางคก์ ายไดอ้ ยา่ งครบถว้ น
หรอื จะมีอะไรตอ้ งปฏิบัติต่อไปอีก”
หลวงปู่ว่า
“อาศยั พลงั อปั ปนาสมาธนิ นั่ แหละมาตรวจสอบจติ แลว้ ปลอ่ ยวางอารมณท์ งั้ หมด
อย่าใหเ้ หลืออยู่”
305
วา่ ง
ในสมยั ตอ่ มา หลวงพอ่ เบธ พรอ้ มดว้ ยพระสหธรรมกิ อกี สองรปู และมคี ฤหสั ถ์
หลายคนดว้ ย เขา้ นมสั การหลวงปู่ หลงั จากหลวงปไู่ ดแ้ นะนำ� ขอ้ ปฏบิ ตั แิ กผ่ ทู้ เี่ ขา้ ใหม่
แล้ว หลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้วว่า “การปล่อยวาง
อารมณ์น้นั ท�ำได้เพยี งชัว่ คร้งั ชัว่ คราว หรือชั่วขณะหน่ึงเท่าน้นั ไม่อาจใหอ้ ยไู่ ดเ้ ปน็
เวลานาน”
หลวงปวู่ า่
“แมท้ วี่ า่ ปลอ่ ยวางอารมณไ์ ดช้ ว่ั ขณะหนง่ึ นน้ั ถา้ สงั เกตจติ ไมด่ ี หรอื สตไิ มส่ มบรู ณ์
เตม็ ท่แี ลว้ ก็อาจเป็นไดว้ า่ ละจากอารมณห์ ยาบไปอยู่กับอารมณล์ ะเอียดก็ได้ จึงต้อง
หยดุ ความคดิ ทั้งปวงเสีย แลว้ ปล่อยจิตใหต้ ั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย”
ไม่ค่อยแจ่ม
“กระผมไดอ้ า่ นประวตั กิ ารปฏบิ ตั ธิ รรมของหลวงปเู่ มอื่ สมยั เดนิ ธดุ งคว์ า่ หลวงปู่
เขา้ ใจเรอ่ื งจิตได้ดีวา่ จติ ปรุงกเิ ลส หรือว่ากเิ ลสปรุงจติ ขอ้ น้ีหมายความว่าอย่างไร”
หลวงปู่อธิบายวา่
“จติ ปรงุ กเิ ลส คอื การทจ่ี ติ บงั คบั ใหก้ าย วาจา ใจ กระทำ� สง่ิ ภายนอก ใหม้ ี ใหเ้ ปน็
ใหด้ ี ใหเ้ ลว ใหเ้ กดิ วบิ ากได้ แลว้ ยดึ ติดอย่วู ่าน่นั เปน็ ตวั นน่ั เป็นตน ของเรา ของเขา
สว่ นกเิ ลสปรงุ จติ คอื การทส่ี งิ่ ภายนอกเขา้ มาทำ� ใหจ้ ติ เปน็ ไปตามอำ� นาจของมนั แลว้ ยดึ
วา่ มตี วั มีตนอยู่ สำ� คัญผิดจากความเปน็ จรงิ อยู่ร�ำ่ ไป”
306
รู้จากการเรียนกับรู้จากการปฏิบตั ิ
“ศลี สมาธิ ปญั ญา วมิ ตุ ติ ทกี่ ระผมจำ� จากตำ� ราและฟงั ครสู อนนน้ั จะตรงกบั เนอ้ื หา
ตามท่หี ลวงปเู่ ข้าใจหรอื ”
หลวงปอู่ ธบิ ายวา่
“ศีล คือ ปรกติจิตที่อยู่อย่างปราศจากโทษ เป็นจิตท่ีมีเกราะก�ำบังป้องกัน
การกระท�ำช่ัวทุกอย่าง สมาธิ ผลสืบเนื่องจากการรักษาศีล คือจิตท่ีมีความม่ันคง
มคี วามสงบเปน็ พลงั ทจี่ ะสง่ ตอ่ ไปอกี ปญั ญา ผรู้ ู้ คอื จติ ทว่ี า่ ง เบาสบาย รแู้ จง้ แทงตลอด
ตามความเปน็ จรงิ อยา่ งไร วมิ ตุ ติ คอื จติ ทเี่ ขา้ ถงึ ความวา่ ง จากความวา่ ง คอื ละความสบาย
เหลือแต่ความไมม่ ี ไมเ่ ป็น ไม่มคี วามคดิ เหลืออยเู่ ลย”
อบุ ายคลายความยดึ
“เมอื่ กระผมทำ� ความสงบใหเ้ กดิ ขนึ้ แลว้ กพ็ ยายามรกั ษาจติ ใหด้ ำ� รงอยใู่ นความ
สงบนน้ั ดว้ ยดี แตค่ รนั้ กระทบกระทงั่ กบั อารมณอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ จติ กม็ กั จะสญู เสยี
สถานะทพี่ ยายามธำ� รงไว้น้นั ร่�ำไป”
หลวงปูว่ า่
“ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าสมาธิของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์
แรงกลา้ เปน็ พเิ ศษ โดยเฉพาะอารมณท์ เี่ ปน็ จดุ ออ่ นของเราแลว้ ตอ้ งแกด้ ว้ ยวปิ สั สนาวธิ ี
จงเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการพจิ ารณาสภาวธรรมทหี่ ยาบทส่ี ดุ คอื กาย แยกใหล้ ะเอยี ด พจิ ารณา
ใหแ้ จม่ แจง้ ขยบั ถงึ พจิ ารณานามธรรม อะไรกไ็ ดท้ ลี ะคู่ ทเ่ี ราเคยแยกพจิ ารณามากม็ ี
ความด�ำความขาว ความมืดความสวา่ ง เป็นตน้
307
เรอ่ื งกนิ
“กระผมไดป้ ฏบิ ตั ทิ างจติ มานาน กพ็ อมคี วามสงบอยบู่ า้ ง แตม่ ปี ญั หาทางอาหาร
เม่ือบริโภคเนื้อสัตว์ คือเพียงแต่เห็น ก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเน้ือนั้นว่าเขาต้อง
สญู เสยี ชวี ติ เพอ่ื เราผบู้ รโิ ภคแทๆ้ คลา้ ยกบั วา่ เราผปู้ ฏบิ ตั จิ ะขาดเมตตามากไป เมอ่ื เกดิ
ความกังวลใจเชน่ นี้ ก็ทำ� ความสงบใจไดย้ าก”
หลวงปูว่ ่า “ภกิ ษจุ ะบรโิ ภคปัจจยั ส่ี ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพจิ ารณาแล้ว
เห็นว่าการกินเนื้อสัตว์คล้ายเป็นการเบียดเบียนและขาดเมตตาต่อสัตว์ ก็ให้งดเว้น
การฉนั เน้อื เสยี พากนั ฉันอาหารเจต่อไป”
เรื่องกินมอี ีก
สมัยต่อมาประมาณสี่เดือน ภิกษุกลุ่มนั้นมากราบเรียนหลวงปู่อีก หลังจาก
ออกพรรษาแล้ว บอกวา่ “พวกกระผมฉนั เจมาตลอดพรรษาด้วยความยากลำ� บากยิ่ง
เพราะญาตโิ ยมแถวบา้ นโคกกลาง อำ� เภอปราสาท นนั้ ไมม่ ใี ครรเู้ รอื่ งอาหารเจเลย ลำ� บาก
ดว้ ยการแสวงหา และลำ� บากแกญ่ าตโิ ยมผอู้ ปุ ฏั ฐาก บางรปู ถงึ สขุ ภาพไมด่ ี บางรปู เกอื บ
ไมพ่ น้ พรรษา การทำ� ความเพียรก็ไม่เต็มที่เท่าทค่ี วร”
หลวงปู่วา่
“ภกิ ษเุ มอื่ จะบรโิ ภคปจั จยั ส่ี ตอ้ งพจิ ารณาเสยี กอ่ น ครน้ั เมอ่ื พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่
อาหารที่ตัง้ อยเู่ ฉพาะหนา้ น้ี แมจ้ ะมีผักบ้าง เน้ือบ้าง ปลาบา้ ง ขา้ วสกุ บ้าง แต่กเ็ ปน็
ของบรสิ ทุ ธโ์ิ ดยสว่ นสาม คอื ไมไ่ ดเ้ หน็ ไมไ่ ดย้ นิ และเขาไมไ่ ดฆ้ า่ เพอ่ื เจาะจงเรา และ
เรากแ็ สวงหามาโดยชอบธรรมแลว้ ญาตโิ ยมเขากถ็ วายดว้ ยศรทั ธาเลอื่ มใสแลว้ กพ็ งึ
บริโภคอาหารน้ันไป ครูบาอาจารย์ของเราท่านก็ปฏบิ ัติอย่านมี้ าแลว้ เหมือนกัน”
308
เร่อื งกนิ ยงั ไม่จบ
เมือ่ วนั แรม ๒ ค�ำ่ เดอื น ๓ พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงป่พู ักอยู่ทว่ี ดั ปา่ ประโคนชัย
เวลา ๒ ทมุ่ ผา่ นไปแลว้ มภี กิ ษกุ ลมุ่ หนง่ึ ซงึ่ ชอบเดนิ ธดุ งคไ์ ปตามทชี่ มุ นมุ ตา่ งๆ ไดแ้ วะ
เข้าไปพักทีว่ ดั ปา่ น้นั ด้วย
หลงั จากแสดงความคารวะตามสมณวสิ ยั แลว้ กก็ ลา่ วถงึ จดุ เดน่ ทเี่ ขายดึ ถอื เปน็
หลกั ปฏบิ ตั วิ า่ “ผบู้ รโิ ภคเนอื้ สตั ว์ คอื ผสู้ นบั สนนุ ใหค้ นฆา่ สตั ว์ ผบู้ รโิ ภคผกั มจี ติ เมตตาสงู
สามารถพสิ จู นไ์ ดว้ ่าเมอ่ื หนั ไปบริโภคผักแลว้ จิตใจกส็ งบเยน็ ดีขึน้ ”
หลวงป่วู ่า
“ดที ีเดยี วแหละ ทา่ นผ้ใู ดสามารถฉนั มังสวิรตั ิไดก้ ็เป็นการดมี าก ขออนโุ มทนา
สาธดุ ว้ ย สว่ นทา่ นทยี่ งั ฉนั มงั สะอยู่ หากมงั สะเหลา่ นนั้ เปน็ ของบรสิ ทุ ธโิ์ ดยสว่ นสาม คอื
ไมไ่ ดเ้ หน็ ไมไ่ ดย้ นิ ไมส่ งสยั วา่ เขาฆา่ เพอ่ื เจาะจงใหเ้ รา และไดม้ าดว้ ยความบรสิ ทุ ธแ์ิ ลว้
กไ็ มผ่ ดิ ธรรมผดิ วนิ ยั แตป่ ระการใด อนงึ่ ทวี่ า่ จติ ใจสงบเยอื กเยน็ ดนี น้ั กเ็ ปน็ ผลเกดิ ขน้ึ
จากพลงั การตงั้ ใจปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งตามพระธรรมวนิ ยั ไมเ่ กย่ี วกบั อาหารใหม่ อาหารเกา่
ท่ีอย่ใู นท้องเลย”
309
การคา้ กับการปฏบิ ตั ิธรรม
“พวกกระผมมภี าระหนา้ ทีใ่ นการคา้ ขาย ซงึ่ บางครง้ั จะตอ้ งพดู อะไรออกไปเกนิ
ความจรงิ บา้ ง คา้ กำ� ไรเกนิ ควรบา้ ง แตก่ ระผมกม็ คี วามสนใจและเลอ่ื มใสในการปฏบิ ตั ิ
สมาธิภาวนาอย่างยิ่ง แล้วก็ได้ลงมือปฏบิ ัติมาบา้ งแล้วโดยล�ำดับ แต่บางท่านบอกว่า
ภาระหนา้ ทอี่ ยา่ งผมนม้ี าปฏบิ ตั ภิ าวนาไมไ่ ดผ้ ลหรอก หลวงปเู่ หน็ วา่ อยา่ งไร เพราะวา่
ขายของเอากำ� ไรกเ็ ปน็ บาปอย่”ู
หลวงปวู่ า่ “เพอื่ ดำ� รงชพี อยไู่ ด้ ทกุ คนจงึ ตอ้ งมอี าชพี การงาน และอาชพี การงาน
ทกุ สาขา ยอ่ มมคี วามถกู ตอ้ งความเหมาะความควรอยใู่ นตวั ของมนั เมอ่ื ทำ� ใหถ้ กู ตอ้ ง
พอเหมาะพอควรแล้ว ก็เป็นอัพยากตธรรม ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญแต่ประการใด
ส่วนการประพฤติธรรมนั้น เป็นสิ่งท่ีควรกระท�ำ เพราะผู้ประพฤติธรรมเท่านั้น
ยอ่ มสมควรแก่การงานทุกกรณี”
ความหลังยงั ฝังใจ
ครง้ั หนึง่ หลวงปู่ไปพกั ผ่อนท่ีวดั ป่าโยธาประสทิ ธ์ิ พระเณรจ�ำนวนมากมากราบ
นมัสการหลวงปู่ ฟงั โอวาทของหลวงปู่แล้ว หลวงตาพลอยผู้บวชเม่ือแก่ แตส่ �ำรวมดี
ไดป้ รารภถึงตนเองวา่ “กระผมบวชมากน็ านพอสมควรแล้ว ยงั ไมอ่ าจตดั หว่ งอาลัย
ในอดีตได้ แม้จะต้ังใจอยา่ งไรก็ยงั เผลอจนได้ ขอทราบอุบายวธิ ีอยา่ งอื่นเพ่ือปฏิบตั ิ
ตามแนวนต้ี อ่ ไปด้วยครบั กระผม”
หลวงปวู่ า่
“อยา่ ใหจ้ ติ แลน่ ไปสอู่ ารมณภ์ ายนอก ถา้ เผลอ เมอ่ื รตู้ วั ใหร้ บี ดงึ กลบั มา อยา่ ปลอ่ ย
ใหม้ นั รอู้ ารมณด์ ีหรือชว่ั สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตามและไมห่ กั หาญ”
310
หลวงปกู่ บั เกจอิ าจารย์
เมือ่ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงปู่รบั นมิ นต์ไปร่วมพธิ ีกรรมทว่ี ดั ธรรมมงคล
สขุ มุ วทิ ในงานนท้ี า่ นรบั นมิ นตเ์ ขา้ ไปนง่ั ปรกในพธิ พี ทุ ธาภเิ ษกวตั ถมุ งคลดว้ ย เมอื่ เสรจ็
พธิ แี ลว้ ออกมานง่ั พกั ในกฏุ เิ ลก็ ๆ แหง่ หนง่ึ สนทนากบั เหลา่ ศษิ ยานศุ ษิ ยท์ ศ่ี กึ ษาเลา่ เรยี น
อยใู่ นกรุงเทพฯ เป็นจ�ำนวนหลายรูป และคงจะมรี ูปใดรูปหนงึ่ เมอื่ กอ่ นไม่เคยเหน็
หลวงป่เู ขา้ พธิ ีพุทธาภเิ ษก เพิง่ เหน็ ครั้งนี้เองเช่นนีก้ ระมัง
หลวงปู่จึงวา่
“อาจารยอ์ งคอ์ นื่ ๆ เขา้ นงั่ ปรกนงั่ พทุ ธาภเิ ษกอยา่ งไร เราไมร่ ู้ สว่ นตวั เรานงั่ ทำ� สมาธิ
อย่างเดียวตามแบบฉบบั ของเรา”
อยากเรียนเกง่
“หนไู ดฟ้ ังคณุ ตาสรศักด์ิ กองสขุ แนะนำ� ว่า ถา้ ใครตอ้ งการเรยี นเก่งและฉลาด
ตอ้ งหดั นง่ั ภาวนาทำ� สมาธใิ หใ้ จสงบเสยี กอ่ น หนอู ยากจะเรยี นเกง่ เรยี นฉลาดอยา่ งเขา
จงึ พยายามนงั่ ภาวนาทำ� ใจใหส้ งบ แตใ่ จมนั กไ็ มย่ อมสงบสกั ที บางทกี ย็ ง่ิ ทวคี วามฟงุ้ ซา่ น
มากขน้ึ ก็มี เมือ่ ใจไมส่ งบเช่นน้ี ท�ำอย่างไรจึงจะเรียนเก่งเจา้ คะ”
หลวงปวู่ า่
“เรยี นอะไรกใ็ หม้ นั รอู้ นั นน้ั เดย๋ี วกเ็ กง่ เองแหละ ทใี่ จไมส่ งบกใ็ หร้ วู้ า่ มนั ไมส่ งบ
เพราะอยากสงบ มนั จงึ ไมส่ งบ ขอใหพ้ ยายามภาวนาเรอ่ื ยๆ ไปเถอะ สกั วนั หนง่ึ กจ็ ะได้
สงบตามต้องการ”
311
ไปธดุ งคเ์ พ่อื อะไร
พระเณรบางกลุ่มหลังจากออกพรรษาแล้ว นิยมพากันออกเท่ียวธุดงค์ไปใน
สถานทตี่ า่ งๆ มกี ารตระเตรยี มบรขิ ารหรอื ชดุ ธดุ งคก์ นั อยา่ งครบเครอ่ื ง แตใ่ นการไปนนั้
มีอยู่หลายรูปที่ไปแบบผิดเป้าหมาย เช่น ทรงเคร่ืองกัมมัฏฐานไปรถทัวร์รถไฟบ้าง
เทย่ี วไปเย่ียมเพอ่ื นฝูงตามส�ำนกั ตา่ งๆ บ้าง
หลวงป่จู งึ กล่าวทา่ มกลางคณะกัมมัฏฐานวา่
“การกระทำ� ตนเปน็ พระธดุ งคร์ ปู งามนนั้ ยอ่ มไมค่ วร ผดิ วตั ถปุ ระสงคข์ องการเดนิ
ธดุ งค์ ทกุ องคพ์ งึ สำ� เหนยี กใหม้ ากวา่ การประพฤตธิ ดุ งคกมั มฏั ฐานนนั้ มงุ่ การฝกึ ฝน
ขัดเกลาจิตใจให้ปราศจากกิเลสประการเดียวเท่าน้ัน การไปธุดงคกัมมัฏฐานแต่ตัว
ส่วนใจไมไ่ ปนนั้ ไม่เปน็ การประเสรฐิ เลย”
หยดุ ต้องหยุดให้เปน็
นักปฏิบัติกราบเรียนหลวงปู่ว่า “กระผมพยายามหยุดคิดหยุดนึกให้ได้ตามท่ี
หลวงปู่เคยสอน แต่ไม่เปน็ ผลสำ� เรจ็ สักที ซำ�้ ยงั เกิดความอดึ อดั แนน่ ใจ สมองมนึ งง
แต่กระผมก็ยังศรัทธาว่าท่ีหลวงปู่สอนไว้ย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ขอทราบอุบายวิธี
ต่อไปดว้ ย”
“กแ็ สดงถงึ ความผดิ พลาดอยแู่ ลว้ เพราะบอกใหห้ ยดุ คดิ หยดุ นกึ กก็ ลบั ไปคดิ ที่
จะหยดุ คดิ เสียอีกเลา่ แล้วอาการหยดุ จะอบุ ตั ขิ นึ้ ไดอ้ ย่างไร จงก�ำจัดอวิชชาแหง่ การ
หยุดคิดหยดุ นึกเสยี ใหส้ ิน้ เลกิ ล้มความคิดทีจ่ ะหยดุ คิดเสียกส็ น้ิ เรื่อง”
312
ผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
แรม ๒ คำ�่ เดอื น ๑๑ เปน็ วนั คลา้ ยวนั เกดิ ของหลวงปู่ ซงึ่ พอดกี บั วนั ออกพรรษา
แลว้ ได้ ๒ วนั ของทกุ ปี สานศุ ษิ ยท์ งั้ ฝา่ ยปรยิ ตั แิ ละฝา่ ยปฏบิ ตั กิ น็ ยิ มเดนิ ทางไปกราบ
นมัสการหลวงปู่เพื่อศึกษาและไต่ถามข้อวัตรปฏิบัติ หรือรายงานผลของการปฏิบัติ
มาตลอดพรรษา ซงึ่ เป็นกจิ ทศี่ ิษย์ของหลวงปกู่ ระทำ� อย่เู ช่นนตี้ ลอดมา
หลังจากฟงั หลวงปแู่ นะนำ� ข้อวตั รปฏบิ ตั อิ ยา่ งพสิ ดารแลว้ หลวงป่จู บดว้ ยคำ� วา่
“การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง สิ่งที่ได้ก็คือสัญญา (ความจ�ำได้)
การศกึ ษาธรรมดว้ ยการลงมอื ปฏบิ ัติ สิง่ ทีเ่ ป็นผลของการปฏบิ ตั ิ ก็คือภูมธิ รรม”
มอี ยจู่ ดุ เดียว
ในนามสทั ธวิ หิ ารกิ ของหลวงปู่ มพี ระมหาทวสี ขุ สอบไดเ้ ปรยี ญธรรม ๙ ประโยค
ไดเ้ ป็นองคแ์ รก ทางวดั บูรพารามจงึ จดั ฉลองพดั ประโยค ๙ ถวาย
หลังจากพระมหาทวีสุขถวายสักการะแด่หลวงปู่แล้ว หลวงปู่ได้ให้โอวาทแบบ
ปรารภธรรมะวา่ “ผทู้ ส่ี ามารถสอบเปรยี ญ ๙ ประโยคไดน้ น้ั ตอ้ งมคี วามเพยี รอยา่ งมาก
และมคี วามฉลาดเพยี งพอ เพราะถอื วา่ เปน็ การจบหลกั สตู รฝา่ ยปรยิ ตั ิ และตอ้ งแตกฉาน
ในพระไตรปฎิ ก การสนใจทางปรยิ ตั อิ ยา่ งเดยี วพน้ ทกุ ขไ์ มไ่ ด้ ตอ้ งสนใจปฏบิ ตั ทิ างจติ
ต่อไปอีกดว้ ย”
หลวงปู่กล่าวว่า
“พระธรรมทงั้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ นน้ั ออกไปจากจติ ของพระพทุ ธเจา้ ทง้ั หมด
ทุกส่ิงทุกอย่างออกจากจิต อยากรอู้ ะไรคน้ ได้ที่จิต”
313
โลกธรรม
วนั ท่ี ๑๒ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงปไู่ ปพกั ผอ่ นวเิ วกอยทู่ ว่ี ดั ถำ�้ ศรแี กว้ ภพู าน
สกลนคร เปน็ เวลา ๑๐ กวา่ วนั คำ่� วนั สดุ ทา้ ยทห่ี ลวงปจู่ ะเดนิ ทางกลบั ทา่ นอาจารยส์ วุ จั น์
พรอ้ มพระเณรในวัดเขา้ ไปกราบหลวงปู่เพอ่ื อ�ำลาหลวงปู่
ทา่ นกลา่ วว่า พักผ่อนอยู่ท่ีน่ีสบายดี อากาศดี ภาวนากส็ บาย นึกถงึ บรรยากาศ
เก่าๆ เม่ือสมยั เทยี่ วธุดงค์ แลว้ หลวงปกู่ ก็ ล่าวธรรโมวาท มีความตอนหนึ่งว่า
“สง่ิ ใดซงึ่ สามารถรไู้ ด้ สงิ่ นน้ั เปน็ ของโลก สงิ่ ใดไมม่ อี ะไรจะรไู้ ด้ สง่ิ นน้ั คอื ธรรม
โลกมขี องค่อู ยู่เป็นนิจ แต่ธรรมเป็นของสิง่ เดยี วรวด”
ควรถามหรอื ไม่
ผสู้ นใจในทางปฏิบตั ิหลายท่าน ไม่วา่ บรรพชิตหรือคฤหสั ถ์ บางทา่ นนอกจาก
จะตงั้ ใจปฏบิ ตั เิ อาเองแลว้ ยงั ชอบเทย่ี วแสวงหาครบู าอาจารยท์ มี่ คี วามชำ� นาญในการ
แนะน�ำสั่งสอน ฟงั ธรรมจากทา่ น เปน็ ต้น
ก็มีพระนักปฏิบัติคณะหนึ่งจากภาคกลาง ไปพักอยู่หลายวันเพ่ือฟังธรรมและ
เรยี นถามกมั มฏั ฐานกบั หลวงปู่ องคห์ นงึ่ พรรณนาความรสู้ กึ ของตนวา่ “กระผมเขา้ หา
ครูบาอาจารยม์ าก็หลายองค์แล้ว ทา่ นกส็ อนดอี ยหู่ รอก แตส่ ว่ นมากมกั สอนแตเ่ รื่อง
ระเบยี บวนิ ยั หรอื วธิ ธี ดุ งคกมั มฏั ฐาน และความสขุ ความสงบอนั เกดิ จากสมาธเิ ทา่ นนั้
สว่ นหลวงปนู่ นั้ สอนทางลดั ถงึ สง่ิ สดุ ยอด สญุ ญตา ถงึ พระนพิ พาน กระผมขออภยั ที่
บงั อาจถามหลวงปตู่ รงๆ วา่ การทห่ี ลวงปสู่ อนเรอื่ งนพิ พานนนั้ เดย๋ี วนห้ี ลวงปถู่ งึ นพิ พาน
แลว้ หรือยัง”
หลงปปู่ รารภว่า “ไมม่ อี ะไรจะถึง และไมม่ อี ะไรจะไม่ถงึ ”
314
การปฏิบัติธรรมนนั้ เพอ่ื อะไร
หลวงพอ่ เบธ ซึง่ เปน็ ญาติอยา่ งใกลช้ ดิ ของหลวงปู่ อยูท่ วี่ ดั โคกหมอ่ น แม้ท่าน
จะบวชเมื่อวัยชรา แต่ก็เครง่ ครดั ต่อการปฏิบัตธิ ุดงคกมั มัฏฐานอยา่ งยง่ิ หลวงปู่เคย
ยกยอ่ งวา่ ปฏบิ ตั ไิ ดผ้ ลดี วนั หนงึ่ ทา่ นอาพาธหนกั ใกลจ้ ะมรณภาพแลว้ ทา่ นปรารภวา่
อยากเหน็ หลวงปเู่ ปน็ ครง้ั สดุ ทา้ ยเพอ่ื ลาตาย อาตมาเรยี นหลวงปใู่ หท้ ราบ เมอื่ หลวงปู่
ไปถงึ แล้ว หลวงพ่อเบธลุกขนึ้ กราบ แลว้ ล้มตัวนอนตามเดิมโดยไมพ่ ูดอะไร แตม่ ี
อาการย้มิ และสดชืน่ อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั
ขณะนัน้ สรุ เสียงอันชัดเจนและนมุ่ นวลของหลวงปกู่ ็มอี อกมาวา่
“การปฏบิ ตั ทิ งั้ หลายทเ่ี ราพยายามปฏบิ ตั มิ า กเ็ พอ่ื จะใชใ้ นเวลานเี้ ทา่ นน้ั เมอ่ื ถงึ
เวลาทจี่ ะตาย ใหท้ ำ� จติ ใหเ้ ปน็ หนง่ึ แลว้ หยดุ เพง่ ปลอ่ ยวางทงั้ หมด” (หมายถงึ ออกจาก
ฌานและดับพร้อม)
หวงั ผลไกล
เมอ่ื มแี ขกหรอื อบุ าสกอบุ าสกิ าไปกราบนมสั การหลวงปู่ หลวงปปู่ รกตไิ มเ่ คยถาม
ถงึ เรอื่ งอนื่ ไกล มกั ถามวา่ “ญาตโิ ยมเคยภาวนาบา้ งไหม” บางคนตอบวา่ “เคย” บางคน
ตอบวา่ “ไม่เคย” ในจ�ำนวนนั้นมีคนหน่ึงฉะฉานกว่าใคร เขากลา่ วว่า “ดิฉนั เหน็ ว่า
พวกเราไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งมาวปิ สั สนาอะไรใหม้ นั ลำ� บากลำ� บนนกั เพราะปหี นง่ึ ๆ ดฉิ นั กฟ็ งั
เทศนม์ หาชาติจบทั้ง ๑๓ กณั ฑ์ ต้ังหลายวดั ท่านว่าอานิสงส์การฟงั เทศนม์ หาชาตินี้
จะไดถ้ งึ ศาสนาพระศรอี ารยิ ์ กจ็ ะพบแตค่ วามสขุ ความสบายอยแู่ ลว้ ตอ้ งมาทรมานให้
ล�ำบากทำ� ไม”
315
หลวงปวู่ ่า
“สง่ิ อันประเสรฐิ ทม่ี อี ยู่เฉพาะหน้าแล้วไม่สนใจ กลับไปหวังไกลถึงส่งิ ท่เี ปน็ แต่
เพียงการกล่าวถึง เป็นลักษณะของคนไม่เอาไหนเลย ก็ในเมื่อมรรคผลนิพพาน
ในศาสนาพระสมณโคดมในปจั จบุ ันนย้ี ังมอี ยู่อย่างสมบรู ณ์ กลบั เหลวไหลไม่สนใจ
เมือ่ ถงึ ศาสนาพระศรอี าริย์ กย็ ง่ิ เหลวไหลมากกว่าน้ีอีก”
โลกน้ีมันก็มเี ท่าท่ีเราเคยร้มู าแล้วนัน่ เอง
บางครง้ั ทหี่ ลวงปสู่ งั เกตเหน็ วา่ ผมู้ าปฏบิ ตั ธิ รรมยงั ลงั เลใจ เสยี ดายในความสนกุ
เพลดิ เพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากละมาปฏิบัติธรรม
ทา่ นแนะน�ำชวนคดิ ให้เห็นชัดว่า
“ขอใหท้ า่ นทง้ั หลายจงสำ� รวจดคู วามสขุ วา่ ตรงไหนทต่ี นเหน็ วา่ มนั สขุ ทสี่ ดุ ในชวี ติ
คร้ันส�ำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ท่ีเราเคยรู้เคยพบมาแล้วน่ันเอง ท�ำไมจึงไม่
มากกวา่ นนั้ มากกวา่ นนั้ ไมม่ ี โลกนม้ี อี ยแู่ คน่ นั้ เอง แลว้ กซ็ ำ้� ๆ ซากๆ อยแู่ คน่ น้ั เกดิ แก่
เจบ็ ตายอยรู่ ำ�่ ไป มนั จงึ นา่ จะมคี วามสขุ ชนดิ พเิ ศษกวา่ ประเสรฐิ กวา่ นนั้ ปลอดภยั กวา่ นนั้
พระอรยิ เจา้ ทง้ั หลาย ทา่ นจงึ สละสขุ สว่ นนอ้ ยนน้ั เสยี เพอื่ แสวงหาสขุ อนั เกดิ จากความ
สงบกาย สงบจติ สงบกิเลส เปน็ ความสุขที่ปลอดภยั หาสงิ่ ใดเปรียบมิได้เลย”
ไม่ยากส�ำหรับผูไ้ ม่ตดิ อารมณ์
วัดบูรพารามที่หลวงปู่ประจ�ำอยู่ตลอดห้าสิบปี ไม่มีได้ไปจ�ำพรรษาท่ีไหนเลย
เป็นวัดท่ีตง้ั อย่ใู นใจกลางเมือง หนา้ ศาลากลางติดกับศาลจงั หวดั สุรนิ ทร์ ดว้ ยเหตุน้ี
จึงมีเสียงรบกวนความสงบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูงานช้างแฟร์ หรือ
316
ฤดเู ทศกาลแตล่ ะอยา่ ง แสงเสยี งอกึ ทกึ ครกึ ครน้ื ตลอดเจด็ วนั บา้ ง สบิ หา้ วนั บา้ ง ภกิ ษุ
สามเณรผ้มู ีจิตใจยังอ่อนไหวอยู่ ย่อมไดร้ บั ความกระทบเทือนเปน็ อย่างยงิ่
เม่อื นำ� เรอ่ื งนีก้ ราบเรียนหลวงปู่ทีไร ก็ได้ค�ำตอบท�ำนองเดยี วกนั ทุกครง้ั ว่า
“มัวสนใจอะไรกับส่ิงเหล่าน้ัน ธรรมดาแสงย่อมสว่าง ธรรมดาเสียงย่อมดัง
หนา้ ทข่ี องมนั เปน็ เชน่ นนั้ เอง เราไมใ่ สใ่ จฟงั เสยี อยา่ งกห็ มดเรอื่ ง จงทำ� ตวั เราไมใ่ หเ้ ปน็
ปฏิปกั ษ์กับส่ิงแวดล้อม เพราะมนั มีอย่อู ย่างนี้ เปน็ อย่อู ย่างน้ีเอง เพียงแต่ท�ำความ
เขา้ ใจกับมนั ใหถ้ ่องแทด้ ้วยปญั ญาอันลึกซึ้งเท่านั้นเอง”
บางทฟี งั แลว้ ก็งงและทง่ึ
อาตมามีสว่ นเสียอย่อู ยา่ งหนึง่ คือ ชอบถามหรอื พดู กบั หลวงปูแ่ บบทีเล่นทจี ริง
อยู่เร่ือย ท้ังนี้ก็เพราะหลวงปู่ไม่เคยถือ ท่านเป็นกันเองกับพระเณรผู้ใกล้ชิดอย่าง
สมำ่� เสมอ เช่นถามทา่ นวา่ “ในตำ� รากลา่ ววา่ มเี ทวดามาชุมนมุ ฟังเทศน์ หรอื มาเฝ้า
พระพทุ ธเจ้าหลายสบิ โกฏิน้นั จะมสี ถานท่บี รรจุพอหรอื เสยี งดังทว่ั ถงึ กันหรอื ”
เมื่อได้ฟงั หลวงปูต่ อบแลว้ ก็งวยงงและอศั จรรย์ใจอยา่ งย่งิ เพราะไม่เคยพบใน
ตำ� ราและไมเ่ คยไดย้ นิ มากอ่ น และยงิ่ กวา่ นนั้ เพงิ่ จะไดฟ้ งั ทา่ นพดู เมอ่ื อาพาธหนกั และ
ใกลม้ รณภาพดว้ ย
หลวงปู่ตอบว่า
“เทวดาจะมาชุมนุมกันจ�ำนวนกี่ล้านโกฏิ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะในเนื้อที่
หน่งึ ปรมาณู เทวดาอยูไ่ ดถ้ งึ แปดองค”์
317
แบบมโนสาเรก่ เ็ คยตอบ
ปัญหาโลกแตก ที่ท้ังเด็กและผู้ใหญ่ ท้ังคนปัญญาดีและปัญญาอ่อน น�ำมา
ถกเถยี งกนั อยา่ งไมเ่ กดิ ประโยชนแ์ ละตกลงกนั ไมไ่ ดส้ กั ทวี า่ ไกก่ บั ไขอ่ ยา่ งไหนเกดิ กอ่ น
ซึ่งส่วนมากเป็นการถามตอบเพื่อเถียงกันเล่น แล้วจบลงไม่ได้ ก็ยังมีผู้น�ำไปถาม
โดยคิดว่าหลวงปู่คงไม่ตอบค�ำถามแบบนี้ ในที่สุดก็ได้ฟังค�ำตอบของหลวงปู่
อยา่ งไมเ่ หมอื นใครเลย คอื วนั หนงึ่ พระเบม้ิ เขา้ ไปปฏบิ ตั นิ วดเทา้ ถวายทา่ น แลว้ ถามวา่
“หลวงปู่ ไก่กบั ไขอ่ ะไรเกดิ กอ่ น”
หลวงปบู่ อกวา่
“เกิดพรอ้ มกนั นัน่ แหละ”
กล่าวเตือน
บางคร้ังหลวงปู่แทบจะร�ำคาญกับพวกที่ปฏิบัติเพียงไม่ก่ีมากน้อย ก็ถามแบบ
เรง่ ผลใหท้ ันตาเห็น
ท่านกล่าวเตือนวา่
“การปฏบิ ตั ิ ใหม้ งุ่ ปฏบิ ตั เิ พอื่ สำ� รวม เพอื่ ความละ เพอื่ ความคลายกำ� หนดั ยนิ ดี
เพอ่ื ความดบั ทกุ ข์ ไมใ่ ชเ่ พอื่ เหน็ สวรรคว์ มิ าน หรอื แมพ้ ระนพิ พาน กไ็ มต่ อ้ งตง้ั เปา้ หมาย
เพอ่ื จะเหน็ ทงั้ นน้ั ใหป้ ฏบิ ตั ไิ ปเรอ่ื ยๆ ไมต่ อ้ งอยากเหน็ อะไร เพราะพระนพิ พาน มนั เปน็
ของวา่ ง ไมม่ ีตัวตน หาทีต่ ง้ั ไมไ่ ด้ หาท่เี ปรยี บเทยี บไมไ่ ด้ ปฏบิ ัตไิ ปจงึ จะรเู้ อง”
318
ละอย่างหนงึ่ ตดิ อกี อยา่ งหนง่ึ
ลกู ศษิ ย์ฝ่ายคฤหสั ถ์ผู้ปฏิบัติธรรมคนหน่ึง เขา้ นมัสการหลวงปู่รายงานผลการ
ปฏิบัติให้หลวงปู่ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า “ปลื้มใจอย่างยิ่งที่ได้พบหลวงปู่วันน้ี
ดว้ ยกระผมปฏบิ ตั ติ ามทหี่ ลวงปเู่ คยแนะนำ� กไ็ ดผ้ ลไปตามลำ� ดบั คอื เมอ่ื ลงมอื นงั่ ภาวนา
กเ็ รมิ่ ละสญั ญาอารมณภ์ ายนอกหมด จติ กห็ มดความวนุ่ จติ รวม จติ สงบ จติ ดงิ่ สสู่ มาธิ
หมดอารมณอ์ นื่ เหลอื แตค่ วามสขุ สขุ อยา่ งยง่ิ เยน็ สบาย และจะใหอ้ ยตู่ รงนน้ี านเทา่ ไร
กไ็ ด”้
หลวงปู่ยมิ้ แล้วพูด
“เออ กด็ แี ลว้ ทไี่ ดผ้ ล พดู ถงึ ความสขุ ในสมาธมิ นั กส็ ขุ จรงิ ๆ จะเอาอะไรมาเปรยี บ
ไม่ได้ แตถ่ ้าติดอยู่แคน่ ั้น มนั กไ็ ดแ้ ค่นน้ั แหละ ยังไม่เกิดปญั ญาอรยิ มรรคท่ีจะตดั
ภพ ชาติ ตณั หา อปุ าทาน ได้ ใหล้ ะสขุ นน้ั เสยี กอ่ น แลว้ พจิ ารณาขนั ธ์ ๕ ใหแ้ จม่ แจง้
ต่อไป”
ปรารภธรรมเปรยี บเทยี บ
จิตของอรยิ เจ้าชน้ั โลกุตระนั้น แม้จะยงั อยู่ในโลก คลกุ คลีกับสงิ่ แวดลอ้ มโดย
สถานใด กไ็ มอ่ าจจงู จติ ของทา่ นใหไ้ ขวเ้ ขวเจอื ปนกบั สง่ิ เหลา่ นน้ั ได้ คอื โลกธรรมไมอ่ าจ
ครอบงำ� จติ ไดเ้ ลย คอื จติ ไมอ่ าจกลบั กลายไปเปน็ จติ ปถุ ชุ นไดอ้ กี ไมอ่ าจกลบั ไปอยใู่ ต้
อำ� นาจของกเิ ลสตณั หาได้อีก
เปรียบเหมือนกะทิมะพร้าวท่ีค้ันออกมาแล้ว เอาไปส�ำรอกหรือเคี่ยวด้วย
ความร้อนจนเป็นน�้ำมันออกมาได้แล้ว ย่อมไม่กลับกลายไปเป็นกะทิเหมือนเดิมอีก
แม้จะเอาไปปะปนระคนกับกะทิอย่างไร ก็ไม่อาจท�ำให้น้�ำมันนั้นกลายเป็นกะทิ
เหมอื นเดมิ ได้
319
ตวั อยา่ งเปรยี บเทยี บ
มรรคผลนิพพาน เป็นสง่ิ ปัจจัตตงั คือรเู้ หน็ ได้จ�ำเพาะตนโดยแท้ ผใู้ ดปฏบิ ตั ิ
เขา้ ถงึ ผนู้ นั้ เหน็ เอง แจม่ แจง้ เอง หมดสงสยั ในพระศาสนาไดโ้ ดยสน้ิ เชงิ มเิ ชน่ นนั้ แลว้
จะตอ้ งเดาเอาอยรู่ ่�ำไป แม้จะมีผสู้ ามารถอธบิ ายใหอ้ ยา่ งลึกซง้ึ อยา่ งไร ก็รไู้ ด้แบบเดา
สิง่ ใดยังเดาอยู่ สง่ิ นั้นก็ยังไมแ่ น่นอน
ยกตวั อยา่ งเชน่ เตา่ กบั ปลา เตา่ อยไู่ ดส้ องโลก คอื โลกบนบกกบั โลกในนำ�้ สว่ นปลา
อยไู่ ดโ้ ลกเดยี วคอื ในนำ�้ ขน้ึ มาบนบกกต็ ายหมด วนั หนง่ึ เตา่ ลงไปในนำ้� แลว้ กพ็ รรณนา
ความสขุ ความสบายบนบกใหป้ ลาฟงั วา่ “มนั มแี ตค่ วามสขุ สบาย แสงสสี วยงาม ไมต่ อ้ ง
ลำ� บากเหมอื นอยู่ในน้�ำ”
ปลาพากันฟังด้วยความสนใจและอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า “บนบกน้ัน
ลกึ มากไหม”
เตา่ “มันจะลกึ อะไร กม็ ันบก”
ปลา “เอ บนบกนั้นมคี ลนื่ มากไหม”
เตา่ “มนั จะคล่นื อะไร ก็มนั บก”
ปลา “เอ บนบกนน้ั มีเปือกตมมากไหม”
เตา่ “มนั จะมีอะไร ก็มันบก”
ใหส้ งั เกตดคู ำ� ทป่ี ลาถาม เอาแตค่ วามรทู้ ม่ี อี ยใู่ นนำ�้ มาถามเตา่ เตา่ กไ็ ดแ้ ตป่ ฏเิ สธ
“จิตปุถชุ นท่เี ดามรรคผลนพิ พาน กไ็ ม่ตา่ งอะไรกบั ปลา”
320
ภายนอกกบั ภายใน
เมอ่ื เย็นวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ หลงั จากหลวงป่กู ลับจากพระราชพธิ ี
ในพระราชวงั ก�ำลังพกั ผ่อนอยู่ท่ีพระต�ำหนักทรงพรต วดั บวรนเิ วศฯ มที า่ นเจ้าคณุ
ซง่ึ เปน็ นกั ปฏบิ ตั ภิ าวนาองคห์ นง่ึ เขา้ ไปเยย่ี มสนทนาธรรมกบั หลวงปู่ ขนึ้ ตน้ ดว้ ยคำ� ถาม
วา่ “เขาวา่ คนทเ่ี ปน็ ยกั ษใ์ นชาตปิ างกอ่ น กลบั มาเปน็ มนษุ ยใ์ นชาตนิ น้ี น้ั เรยี นคาถาอาคม
อะไร กศ็ ักดิส์ ิทธ์ิไปทกุ อยา่ ง เป็นความจริงแคไ่ หนครบั ผม”
หลวงป่ลู กุ ข้ึนนงั่ ฉบั ไว แลว้ ตอบวา่
“ผมไมเ่ คยไดส้ นใจเรอ่ื งอยา่ งนเ้ี ลย ทา่ นเจา้ คณุ เคยภาวนาถงึ ตรงนไี้ หม หสติ ปุ บาท
คอื กริ ยิ าทจี่ ติ ยม้ิ เองโดยปราศจากเจตนาทจ่ี ะยมิ้ เกดิ ในจติ ของเหลา่ พระอรยิ เจา้ เทา่ นนั้
ไมม่ ใี นสามญั ชน เพราะพน้ จากเหตปุ จั จยั แหง่ การปรงุ แตง่ แลว้ เปน็ อสิ ระดว้ ยตวั มนั เอง”
แคศ่ ีล ๕ กไ็ ม่มี
พระมหาเถระผูใ้ หญแ่ ต่ละรปู นั้น ยอ่ มจะมลี ูกศิษยเ์ ปน็ จ�ำนวนมาก ทง้ั คฤหัสถ์
และบรรพชติ บรรดาศษิ ยเ์ หลา่ นนั้ จงึ มที งั้ ดแี ละเลว โดยเฉพาะศษิ ยฝ์ า่ ยพระ องคท์ ดี่ ี
กม็ ถี มเถไป องคท์ เี่ ลวกพ็ อมปี ะปนอยบู่ า้ ง เชน่ มพี ระผใู้ กลช้ ดิ องคห์ นงึ่ ชอบถอื วสิ าสะ
จนเกนิ ควร คอื ชอบหยบิ เอาขา้ วของบางอยา่ งทยี่ งั ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต มผี บู้ อกใหห้ ลวงปู่
ได้ทราบ แต่หลวงปูก่ ็ชอบวางเฉยอยแู่ ล้ว
ครงั้ หนงึ่ ท่านต้องการใช้ของอันนนั้ จงึ ใชใ้ ห้พระอีกองคห์ น่ึงไปถามหา แตถ่ กู
ปฏเิ สธวา่ เขาไมไ่ ดเ้ อาไป พระองคน์ นั้ จงึ กลบั มาบอกหลวงปวู่ า่ “เขาปฏเิ สธวา่ ไมไ่ ดเ้ อา”
หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร เพียงแต่พูดออกมานิดหน่ึงว่า “พระบางองค์มัวแต่ต้ังใจรักษา
ศลี ๒๒๗ จนลืมรักษาศลี ๕”
321
ไม่เคยเห็นหวนั่ ไหวในเหตุการณอ์ ะไร
เวลา ๔ ทมุ่ ผา่ นไปแลว้ เหน็ หลวงปยู่ งั นงั่ พกั ผอ่ นอยตู่ ามสบาย จงึ เขา้ ไปกราบเรยี น
วา่ “หลวงปู่ครับ หลวงปขู่ าวมรณภาพเสียแลว้ ” หลวงป่แู ทนทีจ่ ะถามวา่ ดว้ ยเหตใุ ด
เมอ่ื ไร กไ็ มถ่ าม กลบั พดู ตอ่ ไปเลยวา่ “เออ ทา่ นอาจารยข์ าว กห็ มดภาระการแบกหาม
สงั ขารเสยี ที พบกนั เมอื่ ๔ ปที ผ่ี า่ นมา เหน็ ลำ� บากสงั ขาร ตอ้ งใหค้ นอน่ื ชว่ ยเหลอื อยเู่ สมอ
เราไมม่ วี บิ ากของสงั ขาร เรอื่ งวบิ ากของสงั ขารน้ี แมจ้ ะเปน็ พระอรยิ เจา้ ชนั้ ไหนกต็ อ้ งตอ่ สู้
จนกวา่ จะขาดจากกนั ได้ ไมเ่ กยี่ วขอ้ งกนั อกี แตต่ ามปกตสิ ภาวะของจติ นน้ั มนั กย็ งั อยู่
กบั สง่ิ เหลา่ นเ้ี อง เพยี งแตจ่ ติ ทฝี่ กึ ดแี ลว้ เมอ่ื สง่ิ เหลา่ นเ้ี กดิ ขน้ึ ยอ่ มละและระงบั ไดเ้ รว็
ไม่กังวล ไมย่ ดึ ถอื หมดภาระเกย่ี วข้องกบั ส่ิงเหลา่ น้ัน มันก็แค่นั้นเอง”
ผเู้ ข้าใจธรรมะไดถ้ กู ต้องหายาก
เมอื่ ไฟไหมจ้ งั หวดั สรุ นิ ทรค์ รงั้ ใหญไ่ ดผ้ า่ นไปแลว้ ผลคอื ความทกุ ขย์ าก สญู เสยี
สิ้นเน้ือประดาตัว และเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สินถึงข้ันเสียสติไปก็หลายราย
วนเวยี นมาลำ� เลกิ ใหห้ ลวงปฟู่ งั วา่ อตุ สา่ หท์ ำ� บญุ เขา้ วดั ปฏบิ ตั ธิ รรมมาตง้ั แตป่ ยู่ า่ ตายาย
ท�ำไมบุญกุศลจึงไม่ช่วย ท�ำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด
แล้วเขาเหล่าน้ันเลิกเข้าวัดท�ำบุญไปหลายราย เพราะธรรมะไม่ช่วยเขาให้พ้นจาก
ไฟไหม้บ้าน
หลวงปู่ว่า“ไฟมันท�ำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะน้ัน
หมายความวา่ ความอนั ตรธาน ความวบิ ตั ิ ความเสอ่ื มสลาย ความพลดั พรากจากกนั
สง่ิ เหลา่ น้ี มนั มปี ระจำ� โลกอยแู่ ลว้ ทนี ผ้ี มู้ ธี รรมะ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมะ เมอ่ื ประสบกบั ภาวะ
เชน่ นนั้ แลว้ จะวางใจอยา่ งไรจงึ ไมเ่ ปน็ ทกุ ข์ อยา่ งนต้ี า่ งหาก ไมใ่ ชธ่ รรมะชว่ ยไมใ่ หแ้ ก่
ไม่ให้ตาย ไมใ่ ห้หวิ ไมใ่ ห้ไฟไหม้ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งน้นั ”
322
ต้องปฏบิ ัตจิ ึงหมดความสงสยั
เมอ่ื มผี ถู้ ามถงึ การตาย การเกดิ ใหม่ หรอื ถามถงึ ชาตหิ นา้ ชาตหิ ลงั หลวงปไู่ มเ่ คย
สนใจที่จะตอบ หรือมีผู้กล่าวค้านว่า เช่ือหรือไม่เช่ือ นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่จริง
ประการใด หลวงปไู่ มเ่ คยคน้ ควา้ หาเหตผุ ลเพอ่ื จะเอาคา้ นใคร หรอื ไมเ่ คยหาหลกั ฐาน
เพือ่ ยนื ยันให้ใครยอมจำ� นนแตป่ ระการใด ท่านกลับแนะนำ� วา่
“ผู้ปฏบิ ตั ิท่ีแท้จรงิ นน้ั ไม่จำ� เป็นต้องค�ำนึงถึงชาติหนา้ ชาติหลังหรอื นรกสวรรค์
อะไรกไ็ ด้ ใหต้ งั้ ใจปฏบิ ตั ใิ หต้ รง ศลี สมาธิ ปญั ญา อยา่ งแนว่ แนก่ พ็ อ ถา้ สวรรคม์ จี รงิ
ถงึ ๖ ชนั้ ตามตำ� รา ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ กย็ อ่ มไดเ้ ลอ่ื นฐานะของตนโดยลำ� ดบั หรอื ถา้ สวรรค์
นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข
เป็นมนษุ ย์ชน้ั เลิศ การฟังจากคนอน่ื การคน้ ควา้ จากตำ� รานน้ั ไม่อาจแก้ขอ้ สงสัยได้
ตอ้ งเพียรปฏิบัติ ท�ำวิปัสสนาญาณใหแ้ จง้ ความสงสยั กห็ มดไปเองโดยสนิ้ เชงิ ”
เขาตอ้ งการอย่างน้นั เอง
แม้จะมีคนเป็นกลุ่มอยากฟังความคิดเห็นของหลวงปู่เร่ืองเวียนว่ายตายเกิด
ยกบคุ คลมาอา้ งวา่ ทา่ นผนู้ นั้ ผนู้ ส้ี ามารถระลกึ ชาตยิ อ้ นหลงั ไดห้ ลายชาตวิ า่ ตนเคยเกดิ
เป็นอะไรบา้ ง และใครเคยเป็นแม่เป็นญาตกิ นั บา้ ง
หลวงปวู่ า่ “เราไมเ่ คยสนใจเรอ่ื งอยา่ งน้ี แคอ่ ปุ จารสมาธกิ เ็ ปน็ ไดแ้ ลว้ ทกุ อยา่ งมนั
ออกไปจากจติ ทงั้ หมด อยากรอู้ ยากเหน็ อะไร จติ มนั บนั ดาลใหร้ ใู้ หเ้ หน็ ไดท้ งั้ นนั้ และรไู้ ด้
เรว็ เสยี ดว้ ย หากพอใจเพยี งแคน่ ้ี ผลดที ไี่ ดก้ ค็ อื ทำ� ใหก้ ลวั การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ในภพ
ทต่ี กตำ่� แลว้ ตงั้ ใจทำ� ดี บรจิ าคทาน รกั ษาศลี แลว้ กไ็ มเ่ บยี ดเบยี นกนั พากนั กระหยมิ่
ยม้ิ ยอ่ งในผลบญุ ของตน สว่ นการทจ่ี ะขจดั กเิ ลสเพอ่ื ทำ� ลายอวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เขา้ ถงึ
ความพ้นทุกขอ์ ย่างส้นิ เชงิ น้นั อีกอยา่ งหนึง่ ต่างหาก”
323
ไมม่ นี ทิ านสาธก
อยใู่ กลช้ ดิ หลวงปตู่ ลอดระยะเวลายาวนาน คำ� สอนของทา่ นไมเ่ คยมนี ทิ านสาธก
หรือนิทานสนุกอะไรท่ีหลวงปู่ยกมาบรรยายให้ฟังสนุกๆ เลย ไม่ว่าชาดกหรือเร่ือง
ประกอบในปัจจุบัน ค�ำสอนของท่านล้วนแต่เป็นสัจธรรมขั้นปรมัตถ์ หรือไม่ก็เป็น
คำ� จำ� กดั ความอยา่ งกะทดั รดั ชนดิ ระมดั ระวงั หรอื คลา้ ยประหยดั คำ� พดู อยา่ งยงิ่ แมแ้ ต่
การสอนพธิ กี รรม หรอื ศาสนพธิ ี และการท�ำบุญบริจาคทานอะไรในระดบั ศลี ธรรม
หลวงป่ทู �ำแบบปล่อยวางหมด สว่ นมากหลวงป่กู ล่าวว่า
“เรอ่ื งพธิ กี รรม หรอื บญุ กริ ยิ าวตั ถตุ า่ งๆ ทงั้ หลาย กถ็ อื วา่ เปน็ เรอ่ื งทยี่ งั ใหเ้ กดิ กศุ ล
ได้อยู่ หากแต่ส�ำหรับนักปฏิบัติแล้ว อาจถือได้ว่าเป็นไปเพ่ือกุศลเพียงนิดหน่อย
เทา่ น้นั เอง”
แปลกดี
หลงั จากงานเปดิ พพิ ธิ ภณั ฑท์ า่ นอาจารยม์ น่ั แลว้ หลวงปเู่ ดนิ ทางตอ่ ไปเพอ่ื เยยี่ ม
ทา่ นอาจารยฝ์ น้ั ทถ่ี ำ�้ ขาม สมยั นน้ั รถใหญไ่ ปไดแ้ คเ่ ชงิ เขา หลวงปตู่ อ้ งปนี เขาจากทไี่ กล
ด้วยความเหน่ือยยากอย่างยิ่ง ท่านต้องหยุดพักเหน่ือยหอบเป็นระยะหลายคร้ัง
อาตมาทกุ ขใ์ จมากทม่ี สี ว่ นทำ� ใหห้ ลวงปตู่ อ้ งทรมานสงั ขารถงึ ปานนน้ั ในทสี่ ดุ เมอื่ ไปถงึ
ศาลาใหญบ่ นยอดถำ�้ ขามแลว้ ทา่ นอาจารยฝ์ น้ั กราบหลวงปเู่ สรจ็ ทา่ นอาจารยเ์ ทสกก์ ข็ นึ้
ไปถงึ พอดี เมอ่ื เหน็ พระเถระส�ำคัญทงั้ สามรปู ได้ไปพบกันโดยบังเอิญเชน่ น้ี และท่าน
สนทนาวิสาสะกันด้วยบรรยากาศที่สงบเยือกเย็นย้ิมแย้มแจ่มใสเช่นนั้น ความทุกข์
หายไปหมด ความปลมื้ ปีตกิ เ็ ขา้ มาแทนท่ี
หลวงปกู่ ลา่ ววา่ “กไ็ มค่ อ่ ยแขง็ แรงเทา่ ไหรห่ รอก ผมตรติ รองดแู ลว้ เหน็ วา่ ไมม่ ี
วิบากของสังขาร เมอื่ อาศัยไม่ได้ ปลอ่ ยท้งิ ไปเลยเท่านนั้ แหละ”
324
ยงิ่ แปลกอีก
ไม่ต้องสงสยั วา่ ญาตโิ ยมที่นั่งห้อมล้อมจำ� นวนมากนั้นจะตน่ื เตน้ ดีใจขนาดไหน
ทเี่ หน็ พระเถระสำ� คญั นง่ั อยดู่ ว้ ยกนั โดยบงั เอญิ คอื หลวงปดู่ ลู ย์ หลวงปฝู่ น้ั หลวงปเู่ ทสก์
โอกาสเชน่ นหี้ าไดง้ า่ ยทไ่ี หน ตากลอ้ งจากสรุ นิ ทรส์ องคนตงั้ หนา้ ถา่ ยรปู เอาอยา่ งเตม็ ที่
ขากลบั บนรถบสั ใหญน่ นั่ เอง ชา่ งถา่ ยรปู เหน็ วา่ ทกุ คนกระหายทจ่ี ะไดร้ ปู เขาจงึ
พดู ว่า “จะขยาย ๑๒ นว้ิ จำ� หน่ายเอาเงนิ บำ� รุงวัดปา่ จอมพระ” อาตมาคิดแต่ในใจว่า
การเอารูปครูบาอาจารย์ไปตีราคาจ�ำหน่ายเช่นน้ีดูไม่ค่อยงามเท่าไรนัก แต่เขาก็สั่ง
จองกนั เกอื บทกุ คน
เมอื่ ชา่ งภาพเอาฟลิ ม์ ไปลา้ งแลว้ ปรากฏวา่ ฟลิ ม์ ทอ่ี ตุ สา่ หถ์ า่ ยไมต่ ำ่� กวา่ ๒๐ ครงั้ นนั้
มลี กั ษณะใสสะอาด เหมอื นหน่ึงทอ้ งฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอกฉะนนั้ ความหวงั ทจี่ ะ
ไดร้ ปู กส็ น้ิ สดุ ลงโดยสน้ิ เชงิ ยงิ่ กวา่ นน้ั การพบกนั ของพระเถระสำ� คญั ทง้ั สามทา่ นนนั้
เปน็ การพบกันครั้งสุดทา้ ยแลว้
วา่ ไปตามความเปน็ จรงิ อยา่ งไร
เมอื่ มผี ถู้ ามวา่ หลวงปวู่ า่ “เคยอา่ นประวตั ทิ า่ นพระอาจารยม์ น่ั ทม่ี หี ลายทา่ นเขยี น
ไว้อยา่ งมากมายไหม” หลวงปู่ก็ตอบว่า “เคยอา่ นเหมือนกนั ” “ที่เขาเขยี นถึงอภินิหาร
ของทา่ นตา่ งๆ นานานน้ั หลวงปเู่ ขา้ ใจวา่ อยา่ งไร” หลวงปวู่ า่ “เมอื่ สมยั เราเคยอยกู่ บั ทา่ น
กไ็ มเ่ หน็ วา่ ทา่ นเลา่ บอกวา่ อยา่ งไร” ตามปรกตขิ องหลวงปู่ เมอื่ ทา่ นเลา่ ถงึ ทา่ นอาจารย์
ท่านจะพูดถึงเฉพาะกจิ ธดุ งคข์ องทา่ นอาจารยม์ น่ั เท่าน้ันวา่ “ผทู้ ถี่ อื ธุดงค์ในรุ่นตอ่ มา
ยงั ไมเ่ คยเหน็ มใี ครถอื ไดเ้ ครง่ ครดั เทา่ ทา่ นเลยแมแ้ ตค่ นเดยี ว นงุ่ หม่ เฉพาะผา้ บงั สกุ ลุ
ทต่ี ดั เยบ็ ยอ้ มเอง ไมใ่ ชผ้ า้ สำ� เรจ็ รปู จากคนอน่ื อยเู่ สนาสนะปา่ ตลอดชวี ติ ฉนั แตอ่ าหาร
ทบี่ ณิ ฑบาตไดใ้ นบาตร แมอ้ าพาธหนกั ยงั อตุ สา่ หน์ งั่ อมุ้ บาตรใหเ้ ขาใส่ ไมถ่ อื อานสิ งส์
พรรษา ไม่รับกฐนิ ตลอดถึงไมก่ อ่ สร้างหรอื ชวนทำ� การก่อสรา้ ง”
325
ปฏิปุจฉา
ดว้ ยความคนุ้ เคยและอยใู่ กลช้ ดิ หลวงปมู่ าเปน็ เวลานาน เมอื่ อาตมาถามปญั หา
อะไรท่าน หลวงปทู่ า่ นมกั จะตอบดว้ ยการย้อนถามกลับคนื ทำ� นองให้คดิ หาค�ำตอบ
เอาเอง เชน่ ถามวา่ “พระอรหนั ตท์ า่ นมใี จสะอาดสวา่ งแลว้ ทา่ นอาจรเู้ ลขหวยไดอ้ ยา่ ง
แม่นย�ำหรือครับ” ท่านตอบว่า “พระอรหันต์ท่านใส่ใจเพ่ือจะรู้ส่ิงเหล่านั้นเองหรือ”
ถามว่า “พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ”
ท่านตอบว่า “การหลับแล้วเกิดฝัน เป็นเร่ืองของสังขารขันธ์มิใช่หรือ” ถามว่า
“พระปุถุชนธรรมดายังหนาด้วยกิเลส แต่มีความสามารถสอนคนอื่นให้เขาบรรลุถึง
พระอรหันต์ เคยมบี า้ งไหมครับหลวงป”ู่ ทา่ นตอบวา่ “หมอบางคน ท้งั ท่ีตนเองยัง
มโี รคอยู่ แต่กเ็ คยรักษาคนอืน่ ใหห้ ายจากโรคได้ มอี ยทู่ วั่ ไปมิใช่หรอื ”
ปรกตินสิ ัยประจ�ำตัวของหลวงปู่
ทางกาย มรี า่ งกายแขง็ แรง กระฉบั กระเฉง วอ่ งไว สมสดั สว่ น สะอาด ปราศจาก
กลิ่นตัว มีอาพาธนอ้ ย ท่านจะสรงนำ�้ อุ่นเพยี งวันละคร้งั เทา่ นั้น
ทางวาจา เสยี งใหญ่ แตพ่ ูดเบา พูดสั้น พูดน้อย พูดจรงิ พดู ตรง ปราศจาก
มายาทางค�ำพดู คอื ไม่พูดเลยี บเคียง ไม่พูดโอ๋ ไมพ่ ดู ปลอบโยน ไมพ่ ดู ประชด
ไมพ่ ดู นนิ ทา ไมพ่ ดู ขอรอ้ ง ขออภยั ไมพ่ ดู ขอโทษ ไมพ่ ดู ถงึ ความฝนั ไมพ่ ดู เลา่ นทิ าน
ชาดกหรอื นิทานปรัมปราเป็นต้น
ทางใจ มสี จั จะ ตงั้ ใจทำ� สงิ่ ใดแลว้ ทำ� จนสำ� เรจ็ มเี มตตากรณุ าเปน็ ประจำ� สงบเสงย่ี ม
เยอื กเยน็ อดทน ไมเ่ คยมอี าการกระวนกระวายววู่ าม ไมแ่ สดงอาการอดึ อดั หงดุ หงดิ
หรอื รำ� คาญ ไมแ่ สวงหาของหรอื สง่ั สม หรอื อาลยั อาวรณก์ บั ของทส่ี ญู หาย ไมป่ ระมาท
รงุ่ เรอื งดว้ ยสตสิ มั ปชญั ญะ และเบกิ บานอยเู่ สมอ เปน็ อยโู่ ดยปราศจากทกุ ข์ ไมห่ วนั่ ไหว
ไปตามเหตกุ ารณ์ ไม่ถูกภาวะอนื่ ครอบง�ำ
326
ทา่ นสอนอยู่เสมอวา่ “ใหท้ �ำความเข้าใจกบั สภาวธรรมอย่างชัดแจ้งว่า เกิดขึ้น
เปลยี่ นแปลง สลายไป อยา่ ทกุ ข์โศกเพราะสภาวะนัน้ เปน็ เหต”ุ
มีเวทนาหนัก แต่ไมห่ นกั ด้วยเวทนา
หลวงปอู่ าพาธหนกั อยทู่ โ่ี รงพยาบาลจฬุ าฯ เปน็ วนั ท่ี ๑๗ ของการอยโู่ รงพยาบาล
คนื นนั้ หลวงปมู่ อี าการออ่ นเพลยี อยา่ งมาก ถงึ ตอ้ งใหอ้ อกซเิ จนชว่ ยหายใจโดยตลอด
เวลาดึกมากแล้วคือหกทุ่มกว่า อาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานรูปหน่ึง พร้อมด้วยบริวาร
หลายทา่ น เข้าไปขอกราบเยย่ี มหลวงปู่ เห็นเป็นกรณีพเิ ศษ จึงใหท้ ่านเข้าไปกราบ
เยี่ยมได้ หลวงปนู่ อนตะแคงขวา หลับตาตลอด เมอื่ คณะของอาจารยร์ ปู น้นั กราบ
นมัสการแล้ว ก็ขยับก้มไปชิดหูหลวงปู่ แล้วถามว่า “หลวงปู่ยังมีเวทนาอยู่หรือ”
หลวงปตู่ อบวา่ “เวทนากบั รา่ งกายนนั้ มอี ยตู่ ามธรรมชาตขิ องมนั แตไ่ มไ่ ดเ้ สวยเวทนา
น้ันเลย”
เดนิ ทางลัดทีป่ ลอดภัย
เมอื่ วนั ที่ ๒๐ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๒๖ กอ่ นทหี่ ลวงปจู่ ะกลบั จากโรงพยาบาลจฬุ าฯ
ได้ชักชวนกันท�ำบุญถวายสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่บรรพชนที่สร้างโรงพยาบาล
ท่ีล่วงลับไปแล้ว เม่ือพิธีถวายสังฆทานผ่านไปแล้ว มีนายแพทย์และนางพยาบาล
จ�ำนวนหน่ึงเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ แสดงความดีใจที่หลวงปู่หายจากอาพาธ
คร้งั นี้ พร้อมทงั้ กล่าวปยิ วาจาวา่ “หลวงปู่มสี ุขภาพอนามัยแขง็ แรงดี หน้าตาสดใส
เหมือนกับไม่ได้ผ่านการอาพาธมา คงจะเป็นผลจากที่หลวงปู่ภาวนามีสมาธิจิตดี
พวกกระผมมีเวลาน้อย หาโอกาสเพียรภาวนาสมาธิได้ยาก มีวิธีใดบ้างที่จะปฏิบัติ
ไดง้ า่ ยๆ หรอื โดยยอ่ ทส่ี ดุ ” หลวงปตู่ อบวา่ “มเี วลาเมอื่ ไรใหป้ ฏบิ ตั เิ มอ่ื นนั้ การฝกึ จติ
การพิจารณาจติ เปน็ วิธลี ดั ท่สี ุด”
327
ท้ังหมดอยูท่ ค่ี วามประพฤติ
ตลอดชีวิตของหลวงปู่ ท่านไม่เคยยอมรับกับการถือฤกษ์งามยามดีอะไรเลย
แมจ้ ะถกู ถามหรอื ถกู ขอใหบ้ อกเพยี งวา่ จะบวชวนั ไหน จะสกึ วนั ไหน หรอื วนั เดอื นปี
ไหนดีหรือเสียอย่างไร หลวงปู่ก็ไม่เคยเผลอเออออด้วย มักจะพูดว่า “วันไหน
เดอื นไหนกด็ ที งั้ นน้ั แหละ” คอื ถา้ มผี มู้ าขอเชน่ นนั้ ทา่ นมกั ใหเ้ ขาหาเอาเอง หรอื มกั บอกวา่
“วนั ไหนกไ็ ด้ ถา้ สะดวกดีแล้วเป็นฤกษ์ดีทั้งหมด” หลวงปู่สรุปวา่ “ทุกอย่างรวมอยูท่ ี่
ความประพฤติ คอื ฤกษด์ ี ฤกษร์ ้าย โชคดี โชคร้าย เร่อื งเคราะห์กรรม บาป บญุ
อะไรท้ังหมดน้ี ล้วนออกไปจากความประพฤติของมนุษยท์ ัง้ สิน้ ”
ไม่เคยกระทำ� แบบแสดง
หลวงปไู่ มม่ มี ายาในทางอยากโชวเ์ พอื่ ใหเ้ ดน่ ใหส้ งา่ แกต่ นเอง เชน่ การถา่ ยรปู ทา่ น
ถา้ ใครอยากไดร้ ปู ถา่ ยทา่ น กต็ อ้ งหาจงั หวะใหด้ รี ะหวา่ งทท่ี า่ นหม่ ผา้ ใสส่ งั ฆาฏเิ รยี บรอ้ ย
เพอ่ื ลงปาฏโิ มกข์ หรอื บวชนาค หรอื เขา้ พธิ กี รรมอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ แลว้ ขอถา่ ยรปู ทา่ น
ในจงั หวะนยี้ อ่ มไดง้ า่ ย เมอ่ื ทา่ นอยตู่ ามธรรมดา แลว้ ขอรอ้ งใหท้ า่ นลกุ ไปหม่ ผา้ มาตงั้ ทา่
ใหถ้ า่ ย แบบนหี้ วงั ไดย้ ากอยา่ งยง่ิ เชน่ มสี ภุ าพสตรที า่ นหนงึ่ จากกรงุ เทพฯ นำ� ผา้ หม่ ชน้ั ดี
ไปถวายหลวงปเู่ มอื่ หนา้ หนาว พอถงึ เดอื นหา้ หนา้ รอ้ น เผอญิ เขาไดไ้ ปกราบหลวงปอู่ กี
จึงขอให้ท่านเอาผ้ามาห่มให้เขาถ่ายรูปด้วย เพราะตอนถวายไม่ได้ถ่ายไว้ หลวงปู่
ปฏเิ สธวา่ “ไมต่ อ้ งหรอก” แมเ้ ขาจะขอเปน็ ครง้ั ทส่ี อง ทส่ี าม ทา่ นกว็ า่ ไมต่ อ้ งไมจ่ ำ� เปน็
อย่นู นั่ เอง
เมอื่ สภุ าพสตรนี นั้ ลากลบั ไปแลว้ อาตมาไมค่ อ่ ยสบายใจ กถ็ ามทา่ นวา่ “โยมเขา
ไมพ่ อใจ หลวงปู่ทราบไหม”
หลวงปยู่ มิ้ แลว้ ตอบวา่ “รอู้ ยทู่ เ่ี ขามคี วามไมพ่ อใจ กเ็ พราะใจของเขามคี วามไมพ่ อ”
328
สน้ิ ชาติขาดภพ
พระมหาเถระผใู้ หญฝ่ า่ ยวปิ สั สนากรรมฐาน สนทนาธรรมขนั้ ปรมตั ถก์ บั หลวงปู่
หลายขอ้ แลว้ ลงทา้ ยดว้ ยคำ� ถามวา่ “พระเถระนกั ปฏบิ ตั บิ างทา่ น มปี ฏปิ ทาดี นา่ เชอ่ื ถอื
แมพ้ ระดว้ ยกนั กย็ อมรบั วา่ ทา่ นเปน็ ผมู้ นั่ คงในพระศาสนา แตใ่ นทส่ี ดุ กไ็ ปไมร่ อด ถงึ ขน้ั
ตอ้ งสกึ หาลาเพศไปกม็ ี หรอื ไมก่ ท็ ำ� ไขวเ้ ขว ประพฤตติ วั มวั หมองอยใู่ นพระธรรมวนิ ยั กม็ ี
จึงไมท่ ราบว่าจะปฏิบัติถึงขั้นไหนอกี จงึ จะตดั วัฏสงสารให้สิ้นภพสนิ้ ชาตไิ ด”้
หลวงปกู่ ลา่ ววา่ “การสำ� รวมสำ� เหนยี กในพระวนิ ยั อยา่ งเครง่ ครดั และสมาทานถอื
ธดุ งคน์ น้ั เปน็ ปฏปิ ทาทดี่ งี ามอยา่ งยงิ่ นา่ เลอื่ มใส แตถ่ า้ เจรญิ จติ ไมถ่ งึ อธจิ ติ อธปิ ญั ญา
แล้ว ย่อมเสื่อมลงได้เสมอ เพราะยังไม่ถึงโลกุตรภูมิ ท่ีจริงพระอรหันต์ทั้งหลาย
ท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้รู้แจ้งในขันธ์ ๕ แทงตลอดใน
ปฏจิ จสมปุ บาท หยดุ การปรงุ แตง่ หยดุ การแสวงหา หยดุ กริ ยิ าจติ มนั กจ็ บแคน่ ี้ เหลอื แต่
บรสิ ุทธ์ิ สะอาด สวา่ ง วา่ ง มหาสุญญตา วา่ งมหาศาล”
เปรียบเทียบให้ฟงั
ความอยากรอู้ ยากเหน็ เพอ่ื บรรเทาความสงสยั ของตนใหไ้ ดน้ น้ั ยอ่ มมอี ยสู่ ำ� หรบั
ชนผเู้ จรญิ โดยทวั่ ไป วชิ าแตล่ ะศาสตรแ์ ตล่ ะสาขาตง้ั ไวเ้ พอ่ื ใหม้ นษุ ยเ์ กดิ สงสยั อยากรู้
แล้วเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติเพ่ือรู้ถึงจุดหมายปลายทางของแต่ละศาสตร์น้ัน แต่
พทุ ธศาสตรต์ อ้ งศกึ ษาและปฏบิ ตั อิ ยา่ งสมดลุ และดว้ ยความเพยี รขน้ั อกุ ฤษฏ์ เพอื่ เขา้ ถงึ
ส่ิงสูงสุดของพุทธธรรมด้วยตนเอง หมดข้อสงสัยได้เองโดยส้ินเชิง เปรียบเหมือน
คนบา้ นนอกทไ่ี มเ่ คยเหน็ กรงุ เทพฯ มคี นอธบิ ายใหฟ้ งั วา่ กรงุ เทพฯ นนั้ นอกจากมคี วาม
เจริญอย่างอ่ืนแลว้ ยงั มีก�ำแพงแกว้ และภูเขาทองท้งั ลกู อนั มหมึ าอกี ดว้ ย เขาจงึ ตง้ั ใจ
ไปกรุงเทพฯ ใหไ้ ด้ โดยคิดวา่ จะไปเอาแกว้ ทก่ี �ำแพงและไปเอาทองทภี่ ูเขา คร้นั เพียร
พยายามไปจนถงึ แลว้ ผรู้ กู้ ช็ บ้ี อกวา่ นคี่ อื กำ� แพงแกว้ นค่ี อื ภเู ขาทอง เพยี งแคน่ คี้ วามตงั้ ใจ
และความสงสยั ของเขากส็ ้นิ สดุ ลงทันที “มรรคผลนิพพานก็เป็นเชน่ นน้ั เหมือนกัน”
329
อย่อู ย่างไรปลอดภยั ทส่ี ุด
จำ� ไดว้ า่ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ มพี ระเถระ ๒ รปู เปน็ พระฝา่ ยวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน
จากทางอีสานเหนอื แวะไปกราบนมัสการหลวงปู่ แลว้ สนทนาธรรมเรอ่ื งการปฏิบตั ิ
เปน็ ทเี่ กดิ ศรทั ธาปสาทะและดม่ื ดำ�่ ในรสพระธรรมอยา่ งยง่ิ ทา่ นเหลา่ นนั้ กลา่ วยอ้ นถงึ
คณุ งามความดี ตลอดถงึ ภมู ธิ รรมของครบู าอาจารยท์ ต่ี นเคยพำ� นกั ศกึ ษาปฏบิ ตั มิ าดว้ ย
เปน็ เวลานานวา่ หลวงปอู่ งคโ์ นน้ มวี หิ ารธรรม คอื อยกู่ บั สมาธติ ลอดเวลา อาจารยอ์ งคน์ ้ี
อยกู่ บั พรหมวหิ ารเปน็ ปรกติ คนจงึ นบั ถอื ทา่ นมาก หลวงปอู่ งคน์ นั้ อยกู่ บั อปั ปมญั ญา-
พรหมวหิ าร ลกู ศษิ ยข์ องทา่ นจงึ มากมายทวั่ สารทศิ ไมม่ ปี ระมาณ ดงั นเี้ ปน็ ตน้ ทา่ นจงึ
มแี ตค่ วามปลอดภัยไมม่ ีอนั ตรายตลอดมา
หลวงปวู่ า่ “เออ ทา่ นองคไ์ หนมภี มู ธิ รรมแคไ่ หน กอ็ ยกู่ บั ภมู ธิ รรมนนั้ เถอะ เราอยู่
กับ ร”ู้
สนทนาต่อมา
คร้ันเมอื่ พระเถระ ๒ รูป ไดฟ้ งั ค�ำพูดของหลวงป่วู ่า หลวงปู่ทา่ นอยู่กบั “ร้”ู
ต่างองค์ก็น่ิงสงบชั่วระยะหน่ึง แล้วก็เรียนถามหลวงปู่ต่อไปว่า “อาการที่ว่าอยู่กับรู้
มีลักษณะเปน็ อยา่ งไร” หลวงปู่ตอบอธิบายวา่ “รู้ (อัญญา) เปน็ ปรกตจิ ติ ทว่ี า่ ง สว่าง
บรสิ ทุ ธิ์ หยดุ การปรงุ แตง่ หยดุ การแสวงหา หยดุ กริ ยิ าของจติ ไมม่ อี ะไรเลย ไมย่ ดึ ถอื
อะไรสักอยา่ ง”
330
ถงึ ที่สดุ แหง่ ทุกข์
หลวงปเู่ ปน็ ผมู้ วี าจาบรสิ ทุ ธิ์ เพราะทา่ นชอบกลา่ วแตส่ ง่ิ ทเ่ี ปน็ สจั ธรรมแท้ กลา่ วแต่
จดุ มงุ่ หมายอนั สงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา กลา่ วแตก่ ระแสธรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอื่ ความพน้
ทกุ ข์โดยส่วนเดยี ว สงั เกตจากพุทธด�ำรัสที่หลวงป่ชู อบหยิบยกมาพูดให้ฟังบ่อยท่สี ดุ
คือหลวงปู่วา่ “พระพทุ ธเจ้าตรสั เตอื นวา่ ภกิ ษทุ ้ังหลาย อายตนะนน้ั มีอยู่ ดิน น�้ำ
ไฟ ลม อากาศ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหนา้
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เหลา่ นี้ ยอ่ มไม่มใี นอายตนะนัน้ ดกู รภิกษทุ งั้ หลาย เราไม่ได้
กลา่ วถงึ อายตนะนน้ั วา่ เปน็ การมา เปน็ การไป เปน็ การตงั้ อยู่ เปน็ การจตุ ิ เปน็ การอบุ ตั ิ
อายตนะนนั้ หาทต่ี งั้ อาศยั ไมไ่ ด้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ไป หาอารมณไ์ มไ่ ด้ นน่ั แลเปน็ ทส่ี ดุ แหง่ ทกุ ข”์
อาพาธคร้งั สดุ ท้าย
หลวงปู่กลับจากรักษาพยาบาลท่ีโรงพยาบาลในครั้งน้ี ไม่ได้หมายความว่า
ทา่ นหายจากโรคอยา่ งเดด็ ขาดแตป่ ระการใด หากแตว่ า่ ทา่ นอาศยั ความอดทนอยา่ งยง่ิ
และดำ� รงอยตู่ อ่ มาไดเ้ พยี งแปดเดอื นเทา่ นนั้ ในโอกาสทเ่ี ปน็ วนั คลา้ ยวนั เกดิ ของทา่ น
คือครบรอบ ๙๖ ปี ได้จัดงานท�ำบุญฉลองเป็นกรณีพิเศษ หลวงปู่เร่ิมมีอาการ
ผิดปกติ คอื ออ่ นเพลยี อย่างมาก กระสับกระสา่ ย และจบั ไข้เปน็ คร้งั คราว อาตมา
กราบเรยี นทา่ นวา่ ขอนำ� ทา่ นไปโรงพยาบาลจฬุ าฯ อกี ครง้ั ทา่ นบอกวา่ ไมต่ อ้ งไป และพดู
ส�ำทับวา่ ห้ามเอาทา่ นไป เพราะถงึ ไปกไ็ ม่หาย เรียนท่านวา่ “เมอื่ ก่อนหลวงปเู่ ปน็ หนัก
กว่าน้ียงั หาย คร้ังน้ีหลวงปู่เป็นไม่มากต้องหายแน่”
ทา่ นวา่ “น่นั มนั คราวกอ่ น นม่ี ันไม่ใชค่ ราวก่อน”
331
ลักษณาการเข้าสู่มรณภาพ
วันที่ ๒๙ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตงั้ แตเ่ วลาบ่ายโมงผา่ นไปแล้ว อาการปว่ ยก็
ทรงๆ อยู่ แต่ผิวพรรณวรรณะสดใสเปล่งปล่ังอย่างผิดปกติ ท้ังพระและคฤหัสถ์
ก็มารว่ มงานจำ� นวนมาก ท้งั พระบ้านและพระป่า
เวลา ๑๕.๐๐ น. พระเถระฝา่ ยปา่ จำ� นวนมาก ไดเ้ ขา้ ไปถวายสกั การะทกี่ ฏุ หิ ลวงปู่
ทา่ นลกุ ขน้ึ สนทนาธรรมและแนะแนวขอ้ ปฏบิ ตั ธิ รรมใหท้ า่ นสานศุ ษิ ยเ์ หลา่ นนั้ ฟงั ดว้ ย
ถอ้ ยคำ� ทชี่ ดั เจน และลำ� ดบั กระแสธรรมขอ้ ปฏบิ ตั ไิ ปตลอดสาย เหมอื นหนง่ึ แกข้ อ้ ขอ้ งใจ
ให้ทา่ นเหล่านัน้ ฟัง เปน็ การทบทวนข้อปฏบิ ตั ิทที่ า่ นเคยสอนมา
เวลาดึกใกล้ส่ีทุ่มเข้าไปแล้ว หลวงปู่จึงให้พาท่านออกมาข้างนอกกุฏิ แล้วใช้
สายตามองไปรอบๆ บรเิ วณวดั อยา่ งละเอยี ดออ่ น ซง่ึ หามใี ครทราบไมว่ า่ นนั่ เปน็ การ
มองดูอะไรๆ ครัง้ สุดท้ายแล้ว
ทบทวนธรรมานุสตคิ ร้งั สดุ ทา้ ย
เวลาสท่ี มุ่ ผา่ นไป หลวงปใู่ หพ้ าทา่ นเขา้ หอ้ งนอนเหมอื นเดมิ ทา่ นอยใู่ นอริ ยิ าบถ
นอนหงายหนนุ หมอนสงู ใหพ้ ระทอ่ี ยใู่ นหอ้ งแปดเกา้ รปู สวดมนตเ์ จด็ ตำ� นานยอ่ ใหฟ้ งั
จบแลว้ สงั่ ใหส้ วดสตสิ มั โพชฌงค์ ๓ จบ แลว้ ใหส้ วดปฏจิ จสมปุ บาทอกี ๓ รอบ หลงั จากนน้ั
หลวงปู่ให้สวดมหาสติปัฏฐานสูตรให้ฟัง พระในท่ีนั้นไม่มีองค์ไหนสวดได้สักองค์
ท่านบอกใหเ้ ปิดหนังสอื สวด เผอิญหนงั สอื ก็ไมม่ อี กี เดชะบญุ ทีท่ ่านอาจารย์พูนศกั ด์ิ
ซงึ่ อยเู่ ฝา้ รกั ษาพยาบาลหลวงปตู่ ลอดมา มหี นงั สอื ฉบบั หลวงตดิ มาดว้ ย จงึ หยบิ มาเปดิ
หาพระสตู รนน้ั มวั พลกิ หาอยเู่ ปน็ เวลานาน หลวงปสู่ ง่ั วา่ เอามานี่ ทา่ นหยบิ เอามาเปดิ เอง
โดยไม่ต้องดู แล้วบอกวา่ สวดตรงน้ี ท�ำให้พระทุกองค์แปลกใจมาก เพราะตรงกับ
มหาสตปิ ฏั ฐานสตู รพอดี คอื หนา้ ๑๗๒ พระสตู รนย้ี าวมาก ใชเ้ วลาสวดใหห้ ลวงปฟู่ งั
ถงึ ๒ ชั่วโมงกว่าจึงจบ ท่านฟงั โดยอาการอันสงบ
332
ปัจฉิมพจน์ของหลวงปู่
เมอื่ หลวงปฟู่ งั พระสวดมหาสตปิ ฏั ฐานสตู รจบลงแลว้ สกั ครหู่ นง่ึ ตอ่ มา ทา่ นกลา่ ว
ปรารภถึงลักษณาการท่พี ระพุทธเจ้าเข้าสปู่ รินิพพานต้งั แต่เรมิ่ ต้นมาจนตลอด ซ่ึงจะ
ขอจบั เอาใจความตอนท้ายไว้ในทีน่ ีว้ า่ “พระพุทธเจา้ พระองค์ไม่ไดเ้ ข้าสูน่ พิ พานใน
ฌานสมาบัตอิ ะไรท่ีไหนหรอก เม่ือพระองคอ์ อกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขนั ธ์ หรอื
นามขันธ์ ก็ดบั พร้อม ไมม่ อี ะไรเหลือ น่ันคือ พระองค์ดบั เวทนาขันธใ์ นภาวะจิตตืน่
หรอื วถิ จี ติ อนั ปรกตขิ องมนษุ ย์ ครบพรอ้ มทง้ั สตแิ ละสมั ปชญั ญะ ไมถ่ กู ภาวะอนื่ ใดมา
ครอบงำ� อำ� พรางใหห้ ลงใหลใดๆ ทงั้ สน้ิ เปน็ ภาวะแหง่ ตนเองอยา่ งบรบิ รู ณ์ ภาวะอนั นนั้
จะเรยี กวา่ มหาสญุ ญตา หรอื จกั รวาลเดมิ หรอื เรยี กวา่ พระนพิ พาน อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่
กไ็ ด้ เราปฏิบัติมากเ็ พ่ือเขา้ ถึงภาวะอนั นน้ั เอง”
วจีสงั ขารคอื วาจาของหลวงป่กู ็ส้ินสดุ ลงเพยี งแค่น้ี
ปา่ ดงเกิดขึน้ ในเมือง
โปรดยอ้ นหลงั ไปดเู หตกุ ารณเ์ มอื่ สมยั ใกลร้ อ้ ยปที ผี่ า่ นมา สมยั นน้ั แล คณะธดุ งค์
ของหลวงปแู่ ยกทางจากคณะทา่ นพระอาจารยม์ น่ั รวมสร่ี ปู ดว้ ยกนั ออกไปทางอำ� เภอ
ทา่ คนั โท กาฬสินธุ์ พากนั ธุดงคไ์ ปอยู่ ณ ป่าทึบแห่งหน่งึ คณะของหลวงปไู่ ด้รับ
ความยากล�ำบากอยา่ งยิ่ง ต้องตอ่ สู้กับป่าดงพงไพร สิงสาราสัตว์ทกุ ชนดิ ตลอดถงึ
ตอ่ ส้กู บั ไขป้ า่ อย่างรา้ ยแรง ในทส่ี ุด พระเพอ่ื นธดุ งคร์ ปู หนึ่งทนต่อไขป้ า่ ไมไ่ หว ไดถ้ ึง
แก่มรณภาพไปต่อหนา้ หมคู่ ณะอยา่ งนา่ เวทนา ย่งิ กวา่ น้ัน เมื่อหลวงป่แู ยกจากคณะ
พาเณรนอ้ ยธดุ งคไ์ ปอย่ดู ้วยกันเพียงสองรปู ทปี่ า่ อกี แห่งหน่ึงใกลบ้ า้ นกดุ ก้อม ไข้ปา่
ยังตามไปรังควานชีวิตของเณรน้อยจนถึงแก่ความตายไปต่อหน้าหลวงปู่อย่าง
นา่ สงสารสลดใจยง่ิ นัก สาเหตุก็เพราะขาดหยูกยาทจ่ี ะรกั ษาพยาบาลนน่ั เอง
333
แลว้ กโ็ ปรดยอ้ นกลบั มาดเู หตกุ ารณเ์ มอ่ื เวลาตี ๔ ของวนั ที่ ๓๐ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๖
สภาพปา่ ในสมยั นน้ั ไดย้ อ้ นมาเกดิ ขนึ้ อกี ครงั้ หนงึ่ ณ หอ้ งนอนของหลวงปู่ เพราะขณะที่
หลวงปู่ก�ำลังอาพาธหนักอยู่นั้น พยาบาลสักคนก็ไม่มี น้�ำเกลือสักหยดหนึ่งก็ไม่มี
จะมกี แ็ ตศ่ ษิ ยฝ์ า่ ยสงฆน์ ง่ั หอ้ มลอ้ มอยอู่ ยา่ งสงบ เหมอื นหนงึ่ พรอ้ มใจกนั ถวายเสรภี าพ
ใหห้ ลวงปมู่ อี สิ ระอยา่ งเตม็ ทใ่ี นการปลอ่ ยวางสงั ขารขนั ธโ์ ดยการมรณภาพ ทไี่ มป่ รากฏ
รอ่ งรอย และบริสทุ ธ์สิ งบเยือกเย็นอยา่ งสน้ิ เชงิ
แม้กาลเวลาก็เหมาะสม
พระพุทธองค์ท่านทรงบำ� เพญ็ เพียรคน้ คว้าสัจธรรมตลอดเวลาถงึ ๖ ปี ครน้ั ได้
ตรสั รู้ กต็ รสั รเู้ มอื่ เวลาใกลร้ งุ่ คอื ตี ๔ ลว่ งไปแลว้ ครนั้ ตรสั รแู้ ลว้ ทรงบำ� เพญ็ พทุ ธกจิ
ตลอด ๔๕ ปี ก็ใช้เวลาตี ๔ กวา่ น้ี แผ่พระญาณสอดส่องดหู มู่สตั วผ์ ู้ควรได้รับการ
เสดจ็ ไปโปรด ถงึ คราวพระองค์เสดจ็ ดับขนั ธปรนิ ิพพาน ก็เป็นเวลาเดยี วกนั น้นั อกี
อนั สงั ขารธรรมหนงึ่ ซงึ่ อบุ ตั ขิ นึ้ เมอ่ื วนั นี้ ๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ณ บา้ นปราสาท
อ�ำเภอเมอื งสรุ นิ ทร์ ได้เจริญเติบโตและรงุ่ เรืองมาโดยล�ำดับกาล ดำ� เนนิ ชีวติ ของตน
อยา่ งถกู ตอ้ งดงี าม อยภู่ ายใตผ้ า้ กาสาวพสั ตรจ์ นตลอดอายขุ ยั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเปน็
แบบอย่างท่ีดีงาม สมเป็นเน้ือนาบุญอันเอกของโลก ได้บ�ำเพ็ญประโยชน์ตนและ
ประโยชนผ์ อู้ น่ื อยา่ งสมบรู ณต์ ลอดมา ตราบเทา่ ถงึ วนั ที่ ๓๐ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่
กป็ ล่อยวางสังขารขนั ธ์ใหด้ บั ลงแลว้ เมือ่ เวลา ๔ นาฬิกาเศษ ของวนั นั้นนน่ั เอง สิง่ ท่ี
นา่ อศั จรรยก์ ค็ อื วนั นนั้ เปน็ วนั ทค่ี ณะศษิ ยท์ งั้ หลาย ทงั้ บรรพชติ และคฤหสั ถ์ ทงั้ คามวาสี
และอรญั วาสี มาประชมุ พรอ้ มเพรยี งกนั ทำ� บญุ ฉลองอายคุ รบ ๙๖ ปี คอื ๘ รอบ ถวายทา่ น
เปน็ กรณพี เิ ศษ ซึง่ เท่ากบั เตรียมพร้อมอยแู่ ล้ว
334
ผู้ไม่มีวบิ ากของสงั ขาร
เพง่ิ จะเขา้ ใจไดต้ อนนเี้ องทหี่ ลวงปเู่ คยพดู วา่ ทา่ นไมม่ วี บิ ากของสงั ขาร เพราะแม้
ทา่ นมอี ายุผา่ น ๙๖ ปีล่วงแลว้ กจ็ ริง แต่รา่ งกายท่านแขง็ แรง ว่องไว สะอาด สงบเย็น
รงุ่ เรืองด้วยสตสิ มั ปชัญญะอย่างสมบรู ณ์ ไมห่ ลงลมื เผลอเรอใดๆ ทั้งสิ้น
เมอ่ื ถงึ คราวดบั สงั ขาร กด็ บั ลงอยา่ งสงบ ไมม่ รี อ่ งรอยในการลำ� บากขนั ธ์ ทรมานตน
ไม่ให้ผใู้ กล้ชิดตอ้ งล�ำบากกายใจในการรกั ษาพยาบาล ไม่เปลอื งหมอ ไมเ่ ปลอื งยา
ไมเ่ ปลอื งเวลาของทา่ นผู้ใด
ท่ามกลางความสงบเงยี บของเวลาตีสก่ี วา่ ปราศจากผู้คนและยวดยานพาหนะ
ทกุ ชนดิ แมต้ น้ ไมใ้ บหญา้ กส็ งบเงยี บ อากาศเยน็ ยะเยอื ก พรอ้ มกบั มลี ะอองฝนลงมา
โปรยปรายคลา้ ยหมิ ะลง หลวงปู่ ผวู้ สิ ทุ ธสิ งฆ์ กป็ ลงเสยี แลว้ ซงึ่ สงั ขารธรรม คงทง้ิ ไวแ้ ต่
โดยพระคณุ ทัง้ หลายใหร้ ำ� ลกึ ถงึ และอาลัยอาวรณ์อยา่ งมริ ู้แล้ว
อเหตกุ จิต ๓ ประการ
๑. ปัญจทวาราวัชชนจิต คือ กริ ยิ าจิตท่แี ฝงอยู่ตามอายตนะ หรือทวารทั้ง ๕
มดี ังนี้
ตา ไปกระทบกบั รปู เกดิ จกั ขวุ ญิ ญาณ คอื การเหน็ จะหา้ มไมใ่ หต้ าเหน็ รปู ไมไ่ ด้
หู ไปกระทบกบั เสยี ง เกดิ โสตวญิ ญาณ คอื การไดย้ นิ จะหา้ มไมใ่ หห้ ไู ดย้ นิ เสยี ง
ไม่ได้
จมกู ไปกระทบกบั กลน่ิ เกดิ ฆานวญิ ญาณ คอื การไดก้ ลนิ่ จะหา้ มไมใ่ หจ้ มกู รบั กลน่ิ
ไม่ได้
335
ลนิ้ ไปกระทบกบั รส เกิดชิวหาวิญญาณ คือการไดร้ ส จะห้ามไม่ใหล้ ิน้ รบั รู้รส
ไม่ได้
กาย ไปกระทบกบั โผฏฐพั พะ เกดิ กายวญิ ญาณ คอื การสมั ผสั จะหา้ มไมใ่ หก้ ายรบั
สัมผัสไมไ่ ด้
วญิ ญาณทง้ั ๕ อยา่ งนี้ เปน็ กริ ยิ าทแี่ ฝงอยใู่ นกายตามทวาร ทำ� หนา้ ทรี่ บั รสู้ งิ่ ตา่ งๆ
ที่มากระทบ เป็นสภาวะแหง่ ธรรมชาติของมันเป็นอยู่เชน่ นัน้
กแ็ ต่วา่ เมอื่ จิตอาศัยทวารทงั้ ๕ เพ่อื เชอื่ มตอ่ รบั ร้เู หตุการณ์ภายนอกทเี่ ข้ามา
กระทบ แล้วสง่ ไปยงั สำ� นกั งานจิตกลางเพือ่ รับรู้ เราจะหา้ มมิให้เกิด มี เปน็ เชน่ นน้ั
ยอ่ มกระทำ� ไมไ่ ด้
การป้องกันทกุ ข์ท่จี ะเกดิ จากทวารทัง้ ๕ น้นั เราจะต้องส�ำรวมอนิ ทรีย์ทัง้ ๕
ไมเ่ พลดิ เพลนิ ในอายตนะเหลา่ นน้ั หากจำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั อายตนะทงั้ ๕ นน้ั ประกอบ
การงานทางกาย ก็ควรจะก�ำหนดจิตให้ตั้งอยู่ในจิต เช่น เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น
ไมค่ ดิ ปรงุ ไดย้ นิ กส็ กั แตว่ า่ ไดย้ นิ ไมค่ ดิ ปรงุ ดงั นี้ เปน็ ตน้ (ไมค่ ดิ ปรงุ หมายความวา่
ไม่ให้จิตเอนเอยี งไปในความเหน็ ดีช่ัว)
๒. มโนทวาราวชั ชนจติ คอื กริ ยิ าจติ ทแี่ ฝงอยทู่ มี่ โนทวาร มหี นา้ ทผ่ี ลติ ความคดิ
นกึ ตา่ งๆ นานา คอยรบั เหตกุ ารณภ์ ายในภายนอกมากระทบ จะดหี รอื ชว่ั กส็ ะสมเอาไว้
จะห้ามจิตไมใ่ ห้คิดในทกุ ๆ กรณี ยอ่ มไมไ่ ด้
กแ็ ตว่ า่ เมอื่ จติ คดิ ปรงุ ไปในเรอ่ื งราวใดๆ ถงึ วตั ถุ สง่ิ ของ บคุ คลอยา่ งไร กใ็ หก้ ำ� หนด
รวู้ า่ จติ คดิ ถงึ เรอ่ื งเหลา่ นน้ั กส็ กั แตว่ า่ แตค่ วามคดิ ไมใ่ ชส่ ตั ว์ บคุ คล เรา เขา ไมย่ ดึ ถอื
วิจารณค์ วามคดิ เหล่าน้ัน
ท�ำความเห็นใหเ้ ปน็ ปกติ ไม่ยดึ ถอื ความเห็นใดๆ ทงั้ สิ้น จิตยอ่ มไมไ่ หลตาม
กระแสอารมณเ์ หลา่ น้ัน ไมเ่ ป็นทกุ ข์
336
๓. หสติ ปุ บาท คอื กริ ยิ าทจี่ ติ ยมิ้ เอง โดยปราศจากเจตนาทจ่ี ะยมิ้ หมายความวา่
ไม่อยากย้ิม มันก็ยิ้มของมันเอง กิริยาจิตอันน้ีมีเฉพาะเหล่าพระอริยเจ้าเท่าน้ัน
ในสามัญชนไม่มี
ส�ำหรับ อเหตุกจิต ขอ้ ๑ และขอ้ ๒ มีเทา่ กันในพระอรยิ เจา้ และในสามญั ชน
นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมทง้ั หลาย เมอ่ื ตงั้ ใจปฏบิ ตั ติ นออกจากกองทกุ ข์ ควรพจิ ารณา อเหตกุ จติ
นใี้ ห้เข้าใจด้วย เพ่อื ความไมผ่ ิดพลาดในการบำ� เพญ็ ปฏิบัติธรรม
อเหตกุ จติ นี้ นกั ปฏบิ ตั ทิ ง้ั หลายควรทำ� ความเขา้ ใจใหไ้ ด้ เพราะถา้ ไมเ่ ชน่ นนั้ แลว้
เราจะพยายามบงั คบั สังขารไปหมด ซ่ึงเปน็ อันตรายตอ่ การปฏิบตั ธิ รรมมาก เพราะ
ความไมเ่ ขา้ ใจในอเหตกุ จิตข้อ ๑ และ ๒ น้เี อง
อเหตกุ จติ ขอ้ ๓ เป็นกริ ยิ าจติ ท่ียม้ิ เองโดยปราศจากเจตนาทจ่ี ะยิ้ม เกิดในจิต
ของเหลา่ พระอรยิ เจา้ เทา่ นนั้ ในสามญั ชนไมม่ ี เพราะกริ ยิ าจติ นเี้ ปน็ ผลของการเจรญิ จติ
จนอยเู่ หนอื มายาสังขารไดแ้ ลว้ จิตไม่ต้องตดิ ขอ้ งในโลกมายา เพราะความร้เู ทา่ ทนั
เหตุปัจจยั แหง่ การปรงุ แตง่ ได้แลว้ เปน็ อิสระด้วยตัวมันเอง
337
จติ คอื พทุ ธะ
พระราชวุฒาจารย์ (หลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล)
338
จิต คือ พุทธะ๒
พระพุทธเจา้ ท้งั ปวงและสตั ว์โลกทง้ั สนิ้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ อะไรเลย นอกจากเป็นเพียง
“จติ หนง่ึ ” นอกจากจติ หนงึ่ แลว้ ไมไ่ ดม้ อี ะไรตงั้ อยเู่ ลย จติ หนง่ึ ซงึ่ ปราศจากการตงั้ ตน้ น้ี
เป็นส่งิ ซงึ่ ไมไ่ ด้เกดิ ขนึ้ และไมอ่ าจจะถูกท�ำลายได้เลย
มนั ไมใ่ ชส่ ง่ิ ของมสี เี ขยี วหรอื สเี หลอื ง และไมม่ ที ง้ั รปู ไมม่ ที งั้ การปรากฏ มนั ไมถ่ กู
นบั รวมอยใู่ นบรรดาสงิ่ ตา่ งๆ ทมี่ กี ารตงั้ อยู่ หรอื ไมม่ กี ารตงั้ อยู่ ไมอ่ าจจะลงความเหน็ วา่
เป็นของใหมห่ รอื ของเกา่ มันไมใ่ ชข่ องยาว ของสั้น ของใหญ่ ของเลก็
ทง้ั น้ี เพราะมนั อยู่เหนอื ขอบเขต เหนอื การวัด เหนอื การตัง้ ชือ่ เหนอื การทิ้ง
ร่องรอยไว้ หรอื แม้การเปรยี บเทียบทง้ั หมดทง้ั ส้นิ
จิตหนึ่งนี้เป็นสิ่งซ่ึงเราเห็นว่าต�ำตาเราอยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามัน
เปน็ อะไร เปน็ ตน้ ) กบั มนั เขา้ ดซู ิ เราจกั หลน่ ลงไปสคู่ วามผดิ พลาดทนั ที สง่ิ นเ้ี ปน็ เหมอื น
กบั ความว่างอนั ปราศจากขอบทกุ ๆ ด้าน ซ่งึ ไมอ่ าจยัง้ หรือวดั ได้
๒ จิต คือ พุทธะ เป็นธรรมเทศนาของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้เรียบเรียงไว้โดยบางส่วน
ทา่ นอาศยั คำ� พดู ของอาจารยฮ์ วงโป และอาจารยเ์ วย่ หลา่ ง โดยเหตทุ วี่ า่ คำ� พดู นน้ั ถกู ตอ้ ง ตรงกบั ธรรม
ทท่ี ่านปฏบิ ตั ิเขา้ ใจแลว้ ฯลฯ
339
จิตหน่ึงนี้เท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกท้ังหลาย
เพยี งแตว่ า่ สตั วโ์ ลกทง้ั หลายไปยดึ มนั่ ตอ่ รปู ธรรมตา่ งๆ เสยี และเพราะเหตนุ น้ั เขาจงึ
แสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสตั ว์เหลา่ นั้นนัน่ เองทำ� ให้เขาพลาด
จากพทุ ธภาวะ การทำ� ส่งิ นเี้ ทา่ กบั การใช้ส่งิ ซึ่งเป็นพุทธะใหเ้ ทีย่ วแสวงหาพทุ ธะ และ
การใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้เขาเหล่านั้นจะพยายามถึงสุดความสามารถของเขา
อยู่ต้งั กปั หน่งึ เตม็ ๆ เขากจ็ ะไม่สามารถลถุ งึ พุทธภาวะได้เลย
เขาไมร่ วู้ า่ ถา้ เขาเองเพยี งแตห่ ยดุ ความคดิ ปรงุ แตง่ และหมดความกระวนกระวาย
เพราะการแสวงหาเสียเท่านน้ั พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะวา่ จติ น้ีคอื พุทธะ
นนั่ เอง พทุ ธะ กค็ อื สง่ิ มชี วี ติ ทง้ั หลายทง้ั ปวงนนั่ เอง สง่ิ ๆ นใี้ นเมอื่ ปรากฏอยทู่ สี่ ามญั สตั ว์
จะเปน็ สงิ่ เล็กน้อยกห็ าไม่ เมื่อปรากฏอยู่ท่พี ระพุทธเจา้ ท้ังหลายจะเป็นสงิ่ ใหญห่ ลวง
ก็หาไม่
สำ� หรบั การบำ� เพญ็ ปารมติ าทง้ั ๖ กด็ ี การบำ� เพญ็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ คี่ ลา้ ยๆ กนั อกี
เป็นจ�ำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วนเหมือนจ�ำนวนเม็ดทรายใน
แม่น้�ำคงคาก็ดี เหล่าน้ีน้ันจงคิดดูเถิด ถ้าเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานใน
ทกุ ๆ กรณอี ยแู่ ลว้ ซงึ่ เปน็ จติ หนงึ่ หรอื เปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั กบั พทุ ธะทง้ั หลายอยแู่ ลว้
เรากไ็ ม่ควรพยายามจะเพมิ่ เตมิ อะไรใหแ้ ก่สง่ิ ซึ่งสมบูรณ์อยแู่ ล้วนัน้ ดว้ ยการบ�ำเพญ็
วัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เม่ือไรโอกาสอ�ำนวยให้ท�ำ
กท็ �ำมันไป และเม่อื โอกาสผา่ นไปแลว้ อยเู่ ฉยๆ ก็แลว้ กนั
ถา้ เรายงั ไมเ่ หน็ ตระหนกั อยา่ งเดด็ ขาดลงไปวา่ จติ นนั้ คอื พทุ ธะกด็ ี แลว้ เราไปยดึ
มน่ั ถอื มน่ั ตอ่ รปู ธรรมตา่ งๆ อยกู่ ด็ ี ตอ่ วตั รปฏบิ ตั ติ า่ งๆ อยกู่ ด็ ี และตอ่ วธิ กี ารบำ� เพญ็
บญุ กศุ ลตา่ งๆ อยกู่ ด็ ี แนวความคดิ ของเรากย็ งั คงผดิ พลาดอยู่ ไมเ่ ขา้ รอ่ งเขา้ รอยกนั
กับ “ทาง” ทางโนน้ เสยี แล้ว
340
จติ หนึ่งนเี้ ท่านัน้ เปน็ พุทธะ ไม่มีพุทธะอ่ืนใดทีไ่ หนอีก ไม่มีจติ อ่นื ใดทีไ่ หนอีก
มันแจ่มจ้าและไร้ต�ำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างและปรากฏการณ์
ใดๆ เลย การใช้จิตของเราปรุงแต่งคิดฝันไปต่างๆ น้ัน เท่ากับเราละท้ิงเน้ือหา
อนั เปน็ สาระเสยี แล้วไปผกู พันตวั เองอยูก่ ับรูปธรรมซึ่งเปน็ เหมอื นกบั เปลือก พุทธะ
ซ่ึงมอี ยตู่ ลอดกาลนัน้ ไมใ่ ชพ่ ุทธะของความยึดมัน่ ถือมนั่
การปฏิบัติปารมิตาท้ัง ๖ และการบ�ำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติท่ีคล้ายคลึงกันอีก
เป็นจำ� นวนนบั ไมถ่ ว้ น ดว้ ยเจตนาทจ่ี ะไปเป็นพทุ ธะสักองค์หน่ึงน้นั เปน็ การปฏิบตั ิ
ชนดิ คบื หนา้ ทลี ะขนั้ ๆ แตพ่ ทุ ธะซงึ่ มอี ยตู่ ลอดกาลดงั กลา่ วแลว้ นนั้ หาใชพ่ ทุ ธะทล่ี ถุ งึ ได้
ดว้ ยการปฏบิ ตั เิ ปน็ ขนั้ ๆ เชน่ นน้ั ไม่ เรอ่ื งมนั เพยี งแต่ “ตนื่ ” และ “ลมื ตา” ตอ่ จติ หนง่ึ นนั้
เทา่ น้นั และไม่มอี ะไรทีจ่ ะตอ้ งบรรลถุ งึ อะไร น่ีแหละ คอื พทุ ธะทีแ่ ทจ้ ริง พุทธะและ
สตั ว์โลกทง้ั หลาย คือ “จิต” จิตหนึ่งน้ีเท่าน้ัน ไม่มีอะไรอ่นื นอกไปจากน้อี ีกแลว้
จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซ่ึงภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสนและความไม่ดี
ตา่ งๆ ดงั จะเหน็ ไดใ้ นเมอื่ ดวงอาทติ ยผ์ า่ นไปในทว่ี า่ งนน้ั ยอ่ มสอ่ งแสงไปไดท้ ง้ั สมี่ มุ โลก
เพราะวา่ เมือ่ พระอาทติ ย์ขน้ึ ย่อมใหค้ วามสว่างทวั่ ทัง้ พืน้ โลก ความวา่ งท่ีแทจ้ ริงน้ัน
มนั กไ็ มไ่ ดส้ วา่ งขน้ึ และเมอ่ื พระอาทติ ยต์ ก ความวา่ งกไ็ มไ่ ดม้ ดื ลง ปรากฏการณข์ อง
ความสวา่ งและความมืดยอ่ มสับเปล่ยี นซ่ึงกนั และกัน แต่ธรรมชาตขิ องความวา่ งนนั้
ยังคงไมเ่ ปลยี่ นแปลงอยู่นน่ั เอง จิตของพทุ ธะและของสตั วโ์ ลกท้งั หลายก็เปน็ เช่นนน้ั
ถา้ เรามองดพู ทุ ธะวา่ เปน็ ผแู้ สดงออกซง่ึ ความปรากฏของสงิ่ ทบ่ี รสิ ทุ ธ์ิ ผอ่ งใส และ
รแู้ จง้ กด็ ี หรอื มองดสู ตั วโ์ ลกทงั้ หลายวา่ เปน็ ผแู้ สดงออกซง่ึ ความปรากฏของสงิ่ ทโี่ งเ่ งา่
มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่าน้ีอันเป็นผลเกิดมาจาก
ความคิดยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้นจะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะ
ได้ปฏิบตั ิมาตลอดก่กี ปั นับไม่ถ้วน ประดุจเมด็ ทรายในแมน่ �้ำคงคาแลว้ กต็ าม มีแต่
จิตหนงึ่ น้เี ท่าน้นั ไม่มีสิ่งอ่ืนใดแมแ้ ต่อนุภาคเดยี วทจ่ี ะอิงอาศัยได้ เพราะจิตนั้นเอง
คอื พทุ ธะ
341
เมอื่ พวกเราเปน็ เพยี งนกั ศกึ ษาเรอื่ ง “ทาง” ทางโนน้ ยงั ไมล่ มื ตาตอ่ สงิ่ ซง่ึ เปน็ สาระ
กล่าวคือ “จิต” น้ี พวกเราจะปิดบังจิตนั้นเสียด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง
พวกเราจะแสวงหาพุทธะนอกตัวเราเอง พวกเราจะยังคงยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรม
ท้งั หลาย ต่อการปฏบิ ัติเมาบญุ ตา่ งๆ และสิ่งอื่นๆ ท�ำนองนนั้ ทั้งหมดนเี้ ป็นอนั ตราย
ไมใ่ ชห่ นทางอนั นำ� ไปสคู่ วามรูอ้ ันสูงสุดนนั้ แต่อยา่ งใดเลย
เนื้อแท้แหง่ สง่ิ สงู สดุ ส่ิงน้ีโดยภายในแลว้ ยอ่ มเหมือนกับท่อนไม้ หรอื ก้อนหนิ
คอื ภายในนน้ั ปราศจากการเคลอื่ นไหว และโดยภายนอกแลว้ ยอ่ มเหมอื นกบั ความวา่ ง
กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือส่ิงกีดขวางใดๆ ส่ิงน้ีมันไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรม
หรือรปู ธรรม มันไม่มที ่ีตงั้ เฉพาะ ไม่มรี ปู ร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย
จติ น้ไี มใ่ ช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรงุ แตง่ มันเปน็ สิง่ ซึ่งอยูต่ ่างหาก ปราศจากการ
เก่ียวข้องกับรูปธรรมโดยส้ินเชิง ฉะน้ัน พระพุทธเจา้ ทั้งหลายและสัตว์โลกท้ังปวง
ก็เป็นเช่นนั้น ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกเสียจากความคิด
ปรงุ แตง่ เท่าน้นั พวกเราจะประสบความสำ� เร็จทุกอย่าง
หลักธรรมทแ่ี ท้จริงกค็ ือ “จติ ” นน่ั เอง ซึง่ ถา้ นอกไปจากน้ันแล้ว มันกไ็ มม่ หี ลกั
ธรรมใดๆ เลย จติ น่ันแหละคอื หลักธรรม ซงึ่ ถา้ นอกไปจากน้ันแลว้ ก็ไม่ใช่จิต แต่
จิตนน้ั โดยตัวมันเองกไ็ มใ่ ช่จติ แต่ถงึ กระน้ันมันก็ยงั ไม่ใช่ มใิ ช่จติ การท่ีจะกลา่ วว่า
จิตน้ันไม่ใช่จิต ดังน้ีนั่นแหละย่อมหมายความถึงส่ิงบางส่ิงซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่
เหนอื คำ� พดู ขอจงเลกิ ละการคดิ และการอธบิ ายเสยี ใหห้ มดสน้ิ เมอ่ื นนั้ เราอาจกลา่ วไดว้ า่
คลองแห่งค�ำพูดกไ็ ดถ้ ูกตดั ขาดไปแลว้ “พฤติของจติ ” ก็ถูกเพกิ ถอนข้นึ ส้ินเชงิ แลว้
จติ นคี้ อื พทุ ธโยนอิ นั บรสิ ทุ ธิ์ ซง่ึ มปี ระจำ� อยแู่ ลว้ ในคนทกุ คน สตั วซ์ ง่ึ มคี วามรสู้ กึ
นึกคิด กระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมท้ังพระโพธิสัตว์ท้ังหลาย
ท้ังปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหน่ึงน้ีเท่าน้ัน ไม่มีแตกต่างกันเลย
ความแตกตา่ งทงั้ หลายเกดิ ขนึ้ จากเราคดิ ผดิ ๆ เทา่ นน้ั ยอ่ มนำ� เราไปสกู่ ารกอ่ สรา้ งกรรม
ทัง้ หลายท้ังปวงทกุ ชนิดไมม่ ีหยุด
342
ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว
เป็นสิ่งซ่ึงไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งน้ันก็คือ
“ความวา่ ง” เปน็ สงิ่ ซงึ่ มอี ยใู่ นทท่ี กุ แหง่ สงบเงยี บ และไมม่ อี ะไรเจอื ปน มนั เปน็ สนั ตสิ ขุ
ท่ีรงุ่ เรืองและเร้นลับ และกห็ มดกนั เพยี งเทา่ นั้นเอง
จงเขา้ ไปส่สู ่งิ ๆ น้ใี หล้ กึ ซง้ึ โดยการลมื ตาตอ่ สิง่ นี้ด้วยตวั เราเอง สิ่งซ่งึ อยู่ตรง
หน้าเรานแ้ี หละ คอื ส่งิ ๆ น้ัน ในอตั ราทเี่ ต็มทท่ี ั้งหมดท้ังสิน้ และสมบูรณถ์ ึงท่ีสดุ แลว้
ไม่มอี ะไรนอกไปจากนี้อกี แล้ว
จติ กค็ อื พทุ ธะ (สงิ่ สงู สดุ ) มนั ยอ่ มรวมสง่ิ ทกุ สง่ิ เขา้ ไวใ้ นตวั มนั ทงั้ หมด นบั แตท่ ี่
พระพทุ ธเจา้ ทตี่ รสั รแู้ ลว้ ทง้ั หลายเปน็ ทส่ี ดุ ในเบอื้ งสงู ลงไปจนกระทงั่ ถงึ สตั วป์ ระเภท
ทตี่ ำ�่ ตอ้ ยทส่ี ดุ ซงึ่ เปน็ สตั วเ์ ลอ้ื ยคลานอยดู่ ว้ ยอก และแมลงตา่ งๆ เปน็ ทส่ี ดุ ในเบอ้ื งตำ�่
สิง่ เหล่านท้ี กุ สงิ่ นั้นย่อมมีสว่ นแห่งความเปน็ พทุ ธะเทา่ กนั หมด และทกุ ๆ สง่ิ มเี น้ือหา
เป็นอนั เดยี วกนั กับจิตหน่ึงนน้ั ดังนนั้ สตั วท์ ้ังหลายทง้ั ปวงไดเ้ ปน็ สิ่งทีม่ เี น้อื หาเปน็
อันเดยี วกันกับพทุ ธะอยูแ่ ลว้ ตลอดเวลา
ถา้ พวกเราเพยี งแตส่ ามารถทำ� ความเขา้ ใจในจติ ของเราเองนใี้ หส้ ำ� เรจ็ แลว้ คน้ พบ
ธรรมชาตอิ นั แทจ้ รงิ ของเราเองไดด้ ว้ ยความเขา้ ใจอนั นน้ั เทา่ นน้ั มนั กจ็ ะเปน็ ทแี่ นน่ อนวา่
ไม่มีอะไรท่พี วกเราจำ� เปน็ จะต้องแสวงหาแมแ้ ตอ่ ยา่ งใดเลย
จิตของเรานั้น ถ้าเราท�ำความสงบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึกซึ่งเป็นการ
เคล่ือนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมา
เปน็ ความวา่ ง แลว้ เรากจ็ ะไดพ้ บวา่ มนั เปน็ สง่ิ ทปี่ ราศจากรปู มนั ไมไ่ ดก้ นิ เนอื้ ทอี่ ะไรๆ
ที่ไหนๆ แม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกท่ีมีความเป็นอยู่
หรอื วา่ ไมม่ คี วามเปน็ อยู่ แมแ้ ตป่ ระการใดเลย เพราะเหตทุ ส่ี งิ่ นเี้ ปน็ สงิ่ ทเ่ี รารสู้ กึ ไมไ่ ด้
โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติท่ีแท้ของคนเราน้ัน มันเป็นครรภ์หรือ
เปน็ ก�ำเนดิ ซึ่งไม่ได้มีใครทำ� ใหเ้ กิดขน้ึ และไม่อาจจะถูกท�ำลายไดเ้ ลย
343