The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:56:38

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

เร่อื งเสือกลัวหมา

หลวงตาซอม เคยเลา่ เหตกุ ารณเ์ มอื่ ครงั้ ตดิ ตามหลวงปอู่ อกธดุ งคไ์ ปแถบประเทศ
กมั พชู า ใหฟ้ งั อยเู่ รอ่ื งหนงึ่ หลวงตาซอมทา่ นนพ้ี ำ� นกั อยปู่ ระจำ� ทว่ี ดั สำ� โรงทาบ อำ� เภอ
ส�ำโรงทาบ จังหวดั สุรนิ ทร์

หลงั จากทหี่ ลวงปไู่ ดเ้ ดนิ ธดุ งคไ์ ปทางเขาพระวหิ าร และไปทางกมั พชู า เมอ่ื ครง้ั มี
สามเณรโชติ (พระเทพสทุ ธาจารย)์ และสามเณรทอนตดิ ตามไป แลว้ หลวงปถู่ กู ควายปา่
ไล่ขวดิ แต่ไม่ได้รับอันตรายในครงั้ นั้นแล้ว หลวงปู่กลับมาพ�ำนักที่ เสนาสนะป่าบ้าน
หนองเสมด็ ตามเดมิ พอออกพรรษาอกี ครง้ั หนงึ่ หลวงปกู่ อ็ อกทอ่ งธดุ งคไ์ ปทางกมั พชู า
อกี ครงั้ ครงั้ นม้ี ี เดก็ ชายซอม เปน็ ผตู้ ดิ ตาม เดก็ ชายซอมมกี ติ ตศิ พั ทว์ า่ มคี วามดอื้ ดงึ
ผิดปกตกิ ว่าเดก็ ทว่ั ไป

ขณะทหี่ ลวงปแู่ ละเดก็ ชายซอมเดนิ ทางผา่ นปา่ โปรง่ แหง่ หนงึ่ กต็ อ้ งชะงกั ฝเี ทา้ ลง
เพราะปรากฏภาพทน่ี า่ ตน่ื ตระหนกสะทา้ นขวญั ขน้ึ ทตี่ น้ ไมใ้ หญเ่ บอ้ื งหนา้ บนตน้ ไมน้ น้ั
มเี สอื ตวั หนงึ่ หมอบนง่ิ อยบู่ นกงิ่ ไม้ ตำ�่ ลงมาทคี่ าคบไมไ้ มห่ า่ งจากกนั มากนกั มสี นุ ขั ปา่
ตัวหนง่ึ อยสู่ งบน่ิง นยั น์ตาจอ้ งเขมง็ ไปทเี่ สือ สตั วท์ ้งั สองตวั ตา่ งจ้องคมุ เชิงกนั อยู่

ท้ังอาจารย์และศิษย์หลบอยู่ใกล้ๆ น้ันชนิดไม่ไหวติง สักครู่หนึ่งหลวงปู่ก็
ปลอบโยนเด็กชายซอมให้คลายจากความต่ืนตกใจกลัว เพราะเม่ือหลวงปู่สังเกต
พิจารณาดูโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็นึกสงสัยว่า เหตุใดสัตว์ร้ายสองตัวน้ีจึงมาจ้อง
คมุ เชงิ กนั อยดู่ ว้ ยอาการนง่ิ เงยี บไมไ่ หวตงิ เลย แทนทเี่ จา้ สนุ ขั ปา่ จะวง่ิ หนี เจา้ เสอื จะไล่

94

ตะครบุ มาเปน็ ภกั ษาหารกเ็ ปลา่ เมอ่ื สงั เกตดดู แี ลว้ ทา่ นจงึ พาเดก็ ชายซอมคอ่ ยๆ แอบไป
ดใู กลๆ้ ทา่ นชใ้ี หเ้ ดก็ ชายดวู า่ เจา้ เสอื ทหี่ มอบนง่ิ บนกง่ิ ไมน้ น้ั แสดงทา่ ทางตระหนกตกใจ
อยา่ งมาก ขนชชู นั และหางของมนั หลบุ ซกุ อยทู่ ก่ี น้ แสดงอาการกลวั ชนดิ ขวญั หนดี ฝี อ่
ให้เห็นราวกับว่าคงไม่คิดจะสู้กับหมาป่าตัวน้ันอีกแล้ว ส่วนเจ้าหมาป่าท่ีอยู่คาคบ
ขา้ งลา่ งนน้ั มอี าการสงบนงิ่ อยใู่ นทา่ กระโจน ตาจอ้ งเปง๋ อยทู่ เ่ี สอื ตวั นน้ั อยา่ งไมก่ ะพรบิ
ส่วนคอของมันขัดอยู่กับง่ามก่ิงไม้ท่ีอยู่สูงถัดข้ึนไป เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถ่ีเห็นว่า
มนั น่าจะตายสนิท

หลวงปพู่ จิ ารณาพน้ื ดนิ และบรเิ วณรอบๆ ทา่ นกส็ นั นษิ ฐานไดว้ า่ เมอื่ คนื นข้ี ณะที่
เจา้ เสอื ทอ่ งเทย่ี วหาอาหารอยตู่ ามลำ� พงั กป็ ระจนั หนา้ เขา้ กบั ฝงู สนุ ขั ปา่ ทนั ที ฝงู สนุ ขั ปา่
ทด่ี ุร้ายก็วิง่ ไลล่ อ้ มขย�ำ้ กดั อย่างชุลมุนวุ่นวาย เจา้ เสือกค็ งสู้สดุ ฤทธิ์ แตด่ ว้ ยสุนัขป่ามี
หลายตวั เสอื จงึ สไู้ มไ่ ด้ ตอ้ งหนเี อาตวั รอดชนดิ ขวญั หนดี ฝี อ่ เสอื คงจะสพู้ ลางหนพี ลาง
พอมาถึงตน้ ไม้นพ้ี อดี เสอื ก็กระโจนขึ้นไปหอบล้นิ หอ้ ยอยบู่ นนนั้ สว่ นฝงู สุนขั ป่าคง
หอ้ มลอ้ มกนั อยใู่ ตต้ น้ ไมช้ นดิ ไมย่ อมลดละ ตา่ งเหา่ กรรโชกใส่ ทำ� ใหเ้ สอื ตระหนกตกใจ
มากย่งิ ขึ้น ตา่ งตวั กพ็ ยายามกระโจนขึ้นงบั

เจา้ ตวั ทต่ี ายอยบู่ นคาคบไมน้ น้ั อาจจะเปน็ จา่ ฝงู กไ็ ด้ ดทู า่ กระโจนไดส้ งู กวา่ เพอื่ น
แต่เคราะห์ร้ายที่มันกระโจนพรวดเข้าไปในง่ามกิ่งไม้พอดี ในจังหวะที่มันร่วงลงมา
สว่ นศรี ษะจงึ ถกู งา่ มกง่ิ ขดั เอาไว้ กระชากกระดกู กา้ นคอใหห้ ลดุ จากกนั ถงึ กบั ตายทนั ที
โดยทต่ี าทง้ั คทู่ ฉ่ี ายแววดรุ า้ ยกระหายเลอื ด ยงั จอ้ งเปง๋ อยทู่ เ่ี สอื ตวั นน้ั อยา่ งชนดิ มงุ่ รา้ ย
หมายขวัญ ท�ำให้เสือที่เข็ดเข้ียวมาตั้งแต่เมื่อคืนไม่กล้าขยับเขย้ือนหลบหนีไปจาก
ต้นไม้นั้น เพราะเกดิ อาการขวญั กระเจงิ

เด็กชายซอมฟังค�ำสันนิษฐานจากหลวงปู่ก็เข้าใจตามน้ันและหัวเราะออกมา
เมอื่ เห็นท่าทางนา่ ขบขันของเสือ หลวงปใู่ หเ้ ดก็ ชายซอมหาก่ิงไมม้ าแหยด่ นั ให้หมาปา่
หลดุ จากงา่ มกงิ่ ไมต้ กลงมายงั พน้ื แลว้ ชว่ ยกนั ตะเพดิ ไลเ่ จา้ เสอื ใหห้ ลบหนไี ป เมอ่ื เสอื
เหน็ เจา้ หมาปา่ หลน่ ไปกองอยทู่ พ่ี นื้ ไมม่ าจอ้ งขมงึ ทงึ จะกนิ เลอื ดกนิ เนอ้ื อยอู่ กี มนั กร็ บี
กระโจนพรวดหลบลงไปอีกด้านหน่งึ แล้วเผน่ หนีไปอยา่ งรวดเร็ว

95

จติ เสมอกัน

หลวงปู่ยังได้ใหก้ ารอบรมสัง่ สอนเด็กชายซอมตอ่ ไปว่า

“สตั วท์ งั้ หลายทง้ั ปวง เมอ่ื มสี ภาวะแหง่ จติ เสมอกนั ยอ่ มไมก่ ระทำ� อนั ตรายแกก่ นั
และกนั และอาจสอ่ื สารสนทนากนั ได้ สามารถเขา้ อกเขา้ ใจกนั ได”้ ยกตวั อยา่ งเชน่ สตั ว์
ทต่ี กอยใู่ นสภาวะแหง่ ความกลวั ตอ่ สงิ่ เดยี วกนั กส็ ามารถวงิ่ หนภี ยั ไปดว้ ยกนั หรอื ไป
ชุมนุมอย่ใู นท่แี หง่ เดยี วกัน เชน่ เม่ือเผชญิ กับน�้ำปา่ หรอื ไฟป่า เป็นต้น

บางครง้ั เราจะเหน็ เสอื เดนิ ผา่ นฝงู สตั วต์ า่ งๆ ไปอยา่ งปกตธิ รรมดา และสตั วเ์ หลา่ นนั้
เม่อื เหลอื บเห็นเสือก็มไิ ดแ้ ตกตืน่ หนี เพราะมันรูว้ ่าเสือได้อาหารอมิ่ ทอ้ งสบายใจแล้ว
สตั วเ์ ดรจั ฉานเหลา่ นจ้ี ะมจี ติ กำ� เรบิ เปน็ อนั ตรายตอ่ กนั และกนั กต็ อ่ เมอ่ื มคี วามหวิ โหย
และปรารถนาความอยูร่ อดแกต่ น แยง่ ชงิ ถนิ่ ทอ่ี ยู่ และเกิดคลุ้มคล่งั ในสมยั ฤดูกาล
สืบพันธเุ์ ทา่ น้ัน

มนษุ ยต์ า่ งหากทมี่ คี วามดรุ า้ ยเปน็ อนั ตรายตอ่ กนั และกนั ไดม้ ากกวา่ การอยใู่ นปา่
จึงนับว่าสามารถหลบหลีกอันตรายซ่ึงเป็นไปอย่างเปิดเผยได้ง่ายกว่าการอยู่ในบ้าน
ในเมือง เพราะในสังคมมนุษย์น้ัน นอกจากจะมีการมุ่งร้ายหมายขวัญกันอย่าง
เปิดเผยแล้ว การประทุษร้ายกันอย่างลับๆ ก็ยังเป็นไปอยู่ตลอดเวลาด้วยวิธีการ
สารพดั วิธี

96

อน่ึง หลวงปู่เคยส่ังสอนพระเณรว่า เม่ืออยู่ในป่าและประจันหน้ากับงูจงอาง
งูตกใจแล่นไล่จะท�ำอันตรายแก่เรา อย่าได้วิ่งหนีตรงๆ ในทิศทางใดทิศทางหน่ึง
ให้ว่ิงหลบหักซ้ายบ้างขวาบ้าง งูจะเข้าถึงตัวได้ช้า หรือไม่ก็จะเลิกความมุ่งร้ายไป
ในทส่ี ุด

เมื่อมนั ยงั ไลต่ ามอยู่ ให้แกไ้ ขโดยเอาสง่ิ ของอยา่ งใดอย่างหน่งึ เชน่ ผา้ ขาวมา้
หรืออะไรกต็ าม โยนทงิ้ ไว้ข้างหลงั มนั จะพ่งุ เข้าฉกพัวพนั อยู่กบั ของส่ิงนัน้ เลกิ ลม้
การไลต่ ดิ ตามเราอยา่ งสนิ้ เชิง กจ็ ะทำ� ให้รอดพน้ อันตรายไปได้

97

แบบฉบับการเดนิ ธดุ งค์

ตามธรรมเนยี มถอื ปฏบิ ตั ใิ นการเดนิ ธดุ งคกมั มฏั ฐานนนั้ เมอ่ื เดนิ ไปเรอ่ื ยๆ จนถงึ
หมู่บ้านหนงึ่ ในระยะเวลาบา่ ยมากแล้ว ถา้ ขืนเดนิ ทางต่อไปจะตอ้ งค่ำ� มดื กลางทางแน่
พระธุดงค์ก็จะก�ำหนดเอาหมู่บ้านท่ีมาถึงในเวลาบ่ายมากนั้นเป็นที่เที่ยวภิกขาจาร
ขอรบั อาหารในเช้าวันรุง่ ขนึ้

ครน้ั ไดร้ ะยะหา่ งจากหมบู่ า้ นประมาณ ๕๐๐ ชว่ งคนั ธนู หรอื ประมาณ ๑ กโิ ลเมตร
ตามทพี่ ระวนิ ยั กำ� หนดแลว้ กจ็ ะแสวงหารม่ ไมห้ รอื สถานทส่ี มควรปกั กลด กำ� หนดเปน็
ที่พำ� นกั ภาวนาในคนื นน้ั พอรงุ่ เชา้ ก็จะย้อนเข้าในหม่บู ้านเพือ่ บิณฑบาต ชาวบา้ นทรี่ ู้
ข่าวตงั้ แต่เมอื่ วาน ก็น�ำอาหารมาใส่บาตรตามกำ� ลงั ศรัทธาและกำ� ลังความสามารถ

ครั้นกลบั ถึงทพ่ี กั ปักกลด กท็ ำ� การพจิ ารณาฉนั ภตั ตาหาร เสรจ็ แลว้ จงึ เดนิ ทาง
ตอ่ ไป ยกเวน้ แตจ่ ะกำ� หนดสถานทนี่ น้ั พกั ภาวนามากกวา่ ๑ คนื กจ็ ะอยบู่ ำ� เพญ็ ภาวนา
ณ สถานท่ีแห่งน้ันต่อไป ชาวบ้านท่ีสนใจก็อาจจะติดตามมาฟังพระธรรมเทศนา
แนวทางปฏิบัติในตอนค�่ำบ้าง ในตอนเชา้ หลงั การบณิ ฑบาตบา้ ง

เม่อื เป็นเชน่ นี้ พระธดุ งค์กจ็ ะถามชาวบ้านถึงเส้นทางท่ีจะเดนิ ทางตอ่ ไป เพอ่ื จะ
ได้สามารถก�ำหนดเส้นทางและก�ำหนดหม่บู า้ นอันเป็นท่สี มควรแก่การเท่ยี วภิกขาจาร
ในวันต่อๆ ไปได้ เป็นการเดินธุดงค์ไปตามเส้นทางธรรมดาของพระธุดงค์แท้
พระธุดงค์จรงิ ตามแบบอย่างท่ี พระอาจารยใ์ หญม่ ั่น ภูริทตโฺ ต และบรรดาสานุศษิ ย์
ได้ถอื ปฏบิ ตั ิกันมา

98

ส�ำหรับการปักกลดนั้น ในทางปฏิบัติก็ต้องเอามุ้งกลดแขวนไว้กับเส้นเชือก
ที่ผูกตรึงกับต้นไม้ ไม่ใช่ปักไว้กับพ้ืนดิน เพราะการขุดดินหรือท�ำให้ดินเสียปรกติ
สภาพของมนั ไปเป็น อาบัติโทษ อย่างหน่ึง ข้อปฏิบตั ิท่ีถือเป็นธรรมเนียมประการ
ตอ่ ไปคอื จะไปเทย่ี วปกั กลดในหมบู่ า้ น ในสถานทรี่ าชการ ใกลเ้ สน้ ทางคมนาคม เชน่
รมิ ถนน ริมทางรถไฟ หรือที่มคี นพลกุ พล่านผา่ นไปมา อยา่ งนัน้ ไมส่ มควร สถานที่
พ�ำนกั ปักกลดควรเป็นทส่ี งบวิเวกเหมาะแก่การบำ� เพ็ญเพยี ร เช่น ในป่า ภูเขา ถ�้ำ
โคนไม้ เรือนรา้ ง หรอื ป่าช้า เป็นตน้

ถ้ามีพระเณรหรือฆราวาสที่ร่วมเดินทางด้วย แต่ละคนก็แยกกันไปปักกลด
หา่ งกนั พอสมควร เพื่อไมใ่ หก้ ารปฏิบตั ภิ าวนามกี ารรบกวนกนั ไม่ใชป่ กั กลดอยู่เป็น
กลมุ่ ใกลช้ ดิ ตดิ กนั อยา่ งไรกด็ ี การเดนิ ธดุ งคต์ ามแบบดงั กลา่ ว ถอื เปน็ ธรรมเนยี มหรอื
แบบฉบบั ทีค่ รบู าอาจารย์สายกมั มัฏฐานอบรมสง่ั สอน และพากันปฏบิ ตั ิสืบต่อกันมา

ในยคุ หลงั ๆ ในสมยั ปจั จบุ นั จะเหน็ การเดนิ ธดุ งคไ์ ปเปน็ คณะใหญๆ่ มกี ารโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ให้ญาติโยมทราบและเชิญชวนมาร่วมท�ำบุญ ตลอดถึงการนั่งรถไฟ
รถทัวร์ไปธุดงค์ก็มี ท่ีทันสมัยกว่านั้นก็จัดธุดงค์เป็นคณะขึ้นเครื่องบินไปธุดงค์
ทตี่ ่างประเทศ เช่น ฮ่องกง โตเกียว ปารีส ออสเตรเลยี หรอื ดิสนยี ์แลนด์ เปน็ ต้น
จัดเป็นการประยุกต์หรือวิวัฒนาการของการธุดงค์ไปตามยุคสมัยหรืออย่างไรก็
ไม่ทราบ

99

หลงป่า – อดอาหาร

ในช่วงท่ีหลวงปู่ดูลย์ยังไม่ได้พ�ำนักประจ�ำที่วัดบูรพารามน้ัน ในระหว่างที่อยู่
สรุ นิ ทร์ ทา่ นนยิ มพาลกู ศษิ ยล์ กู หาเดนิ ธดุ งคท์ อ่ งเทย่ี วไปในปา่ ดงดบิ แถบชายแดนไทย
กัมพูชา ในบริเวณเขตต่อเนื่องกับจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ถือเป็นท่ีเหมาะแก่
การหลีกเร้นจากหมู่คณะตามแบบอย่างของพระธดุ งค์ ในป่าแถบนีม้ ีผอู้ าศัยอยนู่ ้อย
จงึ ลำ� บากตอ่ การแสวงหาอาหารบณิ ฑบาต กวา่ จะไปพบหยอ่ มบา้ นแตล่ ะแหง่ แหง่ ละ
หลงั สองหลงั ตอ้ งใชเ้ วลาเดินทางเป็นวนั สองวนั หรอื มากกวา่ นั้น

การอดอาหารของหลวงปู่และลูกศิษย์จึงเป็นเร่ืองธรรมดาท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้
บางครง้ั ตอ้ งอดตดิ ตอ่ กนั หลายวนั กม็ ี แตไ่ มเ่ คยไดย้ นิ หลวงปพู่ ดู หรอื เลา่ วา่ ไดอ้ าศยั
พวกอทิสสมานกาย หรอื พวกทรี่ ูปกายไม่ปรากฏ เช่น เทพเทวดา หรอื ภูต ผี ปีศาจ
ตา่ งๆ เอาอาหารมาถวาย อะไรท�ำนองนี้ ท่านบอกแต่เพียงว่า “กอ็ ดทนไป ในระยะ
สองสามวนั รา่ งกายยงั ไมเ่ ดอื ดรอ้ น” หรอื ไมก่ พ็ ดู วา่ “ดมื่ แตน่ ำ�้ สามารถอยไู่ ด้ เดนิ ทาง
ตอ่ ไปได้” อย่างน้เี ทา่ น้ัน

ทา่ นหลวงตาซอมเลา่ วา่ ครง้ั หนง่ึ ไปกบั หลวงปู่ เกดิ หลงทางในปา่ อดอาหารเสยี
แทบแย่ ตอนกลางคนื กต็ อ้ งนอนคา้ งอา้ งแรมกนั กลางปา่ ทง้ั หวิ ทง้ั กลวั สว่ นหลวงปนู่ น้ั
นอกจากทา่ ทางทด่ี อู ดิ โรยเลก็ นอ้ ยแลว้ ทา่ นกย็ งั เปน็ ปรกตเิ ฉยอยู่ พอรงุ่ เชา้ ในขณะท่ี
เด็กชายซอมรู้สึกหมดอาลัยตายอยากแล้ว คิดว่าในวันนั้นจะต้องอดข้าวต่อไปอีก

100

เป็นแน่ เพราะไมม่ ีแววจะมีผู้คนหรอื หม่บู ้านแถวนั้นเลย ผลหมากรากไม้ที่เด็กชาย
อย่างท่านจะกนิ กันตายกไ็ มม่ ี

ทนั ใดนนั้ ดหู ลวงปมู่ ที า่ ทางกระปรกี้ ระเปรา่ บอกวา่ “ไมต่ อ้ งกลวั อดแลว้ ไดข้ า้ ว
กินแน่วันนี้” เด็กชายซอมไม่เช่ือหูตัวเองว่าหลวงปู่จะพูดอย่างนั้นจริง จนหลวงปู่
ต้องย�ำ้ อีกที จงึ ค่อยรสู้ ึกว่ามีความหวงั ขึ้น คอ่ ยมกี ำ� ลังเดินตามหลวงปตู่ อ่ ไป หลวงปู่
เดินน�ำลิ่วบุกป่าดงออกไปอีกด้านหน่ึงอย่างไม่ร้ังรอ เด็กชายซอมเร่งฝีเท้าติดตาม
หลวงปู่อย่างไม่ลดละ แต่รู้สึกว่ายิ่งบุกป่าไปนานเท่าไรก็ยังเป็นป่าทึบเหมือนเดิม
จึงลงความเห็นให้กับตนเองว่า “หลวงปู่คงจะพูดให้ก�ำลังใจ เพื่อจะได้มีแรงเดิน
นน่ั เอง” คดิ ดังนแ้ี ลว้ ก็เปน็ อนั ว่าแข้งขาไม่มแี รงเดินแทบจะลม้ พบั ลงไป แต่ก็ตอ้ ง
พยายามแข็งใจลากขาตามหลวงปู่ไปแบบหมดอาลยั ตายอยาก

หลังจากนัน้ ไม่นานนกั หลวงปู่กเ็ ดนิ นำ� ลิ่วไปอย่างรวดเร็ว กา้ วพรวดพ้นดงทึบ
ออกไปยืนนงิ่ อยู่ เดช็ ายซอมชกั สงสยั รบี เรง่ ฝเี ท้ากระโจนออกไปยืนขา้ งๆ หลวงปู่
แทบไมเ่ ชือ่ สายตาตนเอง ภาพท่ีปรากฏเบ้อื งหนา้ นัน้ หลวงตาซอมเลา่ วา่ “เปน็ ภาพ
กระทอ่ มน้อยมงุ หญ้าเก่าคร่�ำคร่า แต่มคี วามสวยงามที่สดุ สงา่ ยงิ่ กว่าปราสาทราชวงั
เสยี อีก”

คร้ันได้ข้าวได้น้�ำเป็นที่ส�ำราญพอสมควรแล้ว จิตของเด็กชายซอมก็เร่ิมส่ง
ออกนอกตามความเคยชนิ สงสัยเสียจรงิ ๆ ว่า หลวงปู่รู้ได้อยา่ งไรวา่ มีบ้านอยตู่ รงนี้
จงึ ไดม้ ่นั ใจว่าวันนมี้ ีขา้ วกินแน่ และนำ� ลิ่วมาถกู ทางเสยี ด้วย เมื่อทนอัดอนั้ อย่ไู ม่ไหว
จงึ เรยี นถามทา่ น หลวงปบู่ อกวา่ “ทา่ นเดนิ ปา่ มามากกม็ ปี ระสบการณ์ รจู้ กั สงั เกตสงั กา
และอนุมานเอาได้ ขอให้พยายามฝกึ ฝนตอ่ ไป บม่ นสิ ัยตนเองใหร้ จู้ ักสงั เกตมากขน้ึ
ก็จะรู้ได้เอง” จงึ เป็นอนั ว่าหลวงตาซอมไดค้ ำ� ตอบจากหลวงปู่มาเพียงเท่านี้

101

หลวงปู่พูดถึงพระอาจารยใ์ หญ่

ลกู ศษิ ยล์ กู หาทวี่ ดั บรู พารามเคยกราบเรยี นหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล เกยี่ วกบั เรอ่ื งราว
ของทา่ น พระอาจารยใ์ หญ่ คือ หลวงปมู่ ัน่ ภูรทิ ตฺโต ซ่ึงหลวงปูก่ ไ็ ด้เล่าให้ฟังในอีก
แงม่ มุ หนงึ่ ทอี่ าจแตกตา่ งจากทเี่ คยไดย้ นิ ไดฟ้ งั ไดอ้ า่ นพบในทตี่ า่ งๆ ไปบา้ ง เหน็ วา่ นา่ จะ
น�ำมาบนั ทกึ รวมไว้เพือ่ ประโยชนแ์ ก่ผ้สู นใจดว้ ย

ครง้ั นนั้ ผเู้ ขยี น (พระโพธนิ นั ทมนุ )ี ไดก้ ราบเรยี นถามหลวงปวู่ า่ “ไดอ้ า่ นประวตั ิ
ท่านพระอาจารยม์ ่ันที่มผี ู้เขียนไว้อย่างพสิ ดาร มีสงิ่ เรน้ ลบั เหนือวสิ ัยและอภนิ หิ ารอยู่
ในน้ันมากมาย หลวงปู่เคยอ่านบ้างไหม และมีความเห็นอย่างไร” หลวงปู่ตอบว่า
“เคยอา่ นเหมอื นกัน แตเ่ มื่อสมยั ท่เี ราอยูก่ ับทา่ นนัน้ ไมเ่ คยไดย้ นิ ทา่ นพูดส่งิ เหล่านี้
ให้ฟงั เลย แต่ถา้ จะพูดในแงธ่ ุดงคแ์ ล้ว ทา่ นอาจารยใ์ หญ่จะถือธุดงคอ์ ยา่ งเคร่งครดั
ท่ีสุด ยืนยันได้เลยว่าลูกศิษย์ของท่านทั้งหมด ยังไม่มีผู้ใดถือได้เท่าเทียมกับท่าน
อาจารยใ์ หญ่เลยแมแ้ ต่องคเ์ ดียว”

แลว้ หลวงปกู่ เ็ ลา่ ตอ่ วา่ ทา่ นพระปรมาจารย์ หรอื ทา่ นอาจารยใ์ หญข่ องหลวงปนู่ นั้
จะไมย่ อมใชผ้ า้ สบงจวี รสำ� รจ็ รปู หรอื คหบดจี วี ร ทมี่ ผี ซู้ อ้ื จากทอ้ งตลาดมาถวายเลย
นอกจากไดผ้ า้ มาเอง แลว้ มาตดั เยบ็ ยอ้ มเองทง้ั หมดจงึ ใช้ และไมเ่ คยดำ� รหิ รอื รเิ รม่ิ ให้
ใครคนใดคนหนึ่งสร้างวัดสร้างวาเลย มีแต่สัญจรไปเรื่อยๆ เม่ือเห็นว่าป่าตรงไหน
เหมาะสม ท่านกอ็ ยู่ เร่ิมดว้ ยการปกั กลดแลว้ ทำ� ทส่ี �ำหรับเดินจงกรม สว่ นญาติโยม

102

ผมู้ ศี รทั ธาเลือ่ มใส เมอื่ มาพบและมองเหน็ ความเหมาะสมส�ำคญั กจ็ ะสรา้ งกุฏนิ อ้ ย
สรา้ งศาลาชวั่ คราวถวายทา่ น หลงั จากนนั้ สถานทนี่ น้ั กก็ ลายเปน็ วดั ปา่ เจรญิ รงุ่ เรอื งตอ่ มา

ยิง่ กวา่ น้นั แมแ้ ต่การรบั กฐนิ ทา่ นกไ็ ม่เคย สมยั ต่อมาน้ันไมท่ ราบ และท่าน
ไม่เคยถือเอาประโยชน์ท่ีได้รับอานิสงส์พรรษาตามพระพุทธบัญญัติท่ีให้สิทธิพิเศษ
แกภ่ ิกษสุ งฆ์ท่อี ยจู่ �ำพรรษาตลอด ๓ เดอื น ได้รับการยกเวน้ บางอยา่ งในการปฏิบตั ิ
ทา่ นจะถอื ตามสกิ ขาบทโดยตลอด ไมเ่ คยยกเวน้ ถอื เปน็ หนา้ ทท่ี จ่ี ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎ
ของธุดงควัตรโดยสม่ำ� เสมอ

ดา้ นอาหารการขบฉนั กเ็ ชน่ เดยี วกนั ทา่ นถอื การบณิ ฑบาตโปรดสตั วเ์ ปน็ ประจำ�
ไมเ่ คยขาด แมจ้ ะเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยแตพ่ อเดนิ ได้ ทา่ นกเ็ ดนิ จนกระทง่ั ในทสี่ ดุ เมอื่ เดนิ ไป
บณิ ฑบาตไมไ่ ด้ ทา่ นกล็ กุ ขนึ้ ยนื แลว้ อมุ้ บาตร ศษิ ยานศุ ษิ ยท์ ก่ี ลบั มาจากบณิ ฑบาตและ
ญาติโยมก็มาใส่บาตรให้ท่าน แล้วท่านก็จะขบฉันเฉพาะอาหารที่อยู่ในบาตรเท่าน้ัน
แม้เมื่อเวลาท่านชราภาพมากแล้ว เวลาท่านเจ็บไข้หรือป่วยมากจนไม่อาจเดินออก
นอกวดั ได้ ก็ทราบว่าท่านเปน็ อยู่อย่างน้ี และยังฉนั อาหารม้อื เดียวตลอด

แมแ้ ตห่ ยกู ยาคลิ านเภสชั ตา่ งๆ ทใี่ ชใ้ นยามเจบ็ ไข้ ทา่ นอาจารยใ์ หญก่ ไ็ มน่ ยิ มใช้
ยาสำ� เรจ็ รปู หรอื แมแ้ ตย่ าตำ� ราหลวง หากแตพ่ ยายามใชส้ มนุ ไพรตวั ยาตา่ งๆ มาทำ� เอง
ผสมเองเปน็ ประจ�ำ

แม้แต่การเข้าไปพักตามวัด ก็นิยมพักท่ีวัดป่า จ�ำได้ว่าไม่เคยเข้าไปอยู่ใน
วัดบ้านเลย แต่จะอยู่วัดท่เี ปน็ ปา่ หรือชายป่า เมอื่ ไมม่ วี ดั เช่นน้ีอยู่ ท่านจะหลีกเร้นอยู่
ตามชายปา่ แมว้ า่ จะมคี วามจำ� เปน็ เวลาเดนิ ทาง กย็ ากนกั ทจี่ ะเขา้ ไปอาศยั วดั วาในบา้ น

ครง้ั หนึ่ง หลวงปไู่ ด้เลา่ ถงึ คำ� สอนของทา่ นพระอาจารย์ใหญ่เก่ยี วกับการขบฉัน
ภตั ตาหารไว้ว่า “ทา่ นอาจารย์ใหญส่ ง่ั สอนไวว้ า่ การฉนั อาหารต้องฉันอยา่ งประหยัด
มีสตสิ มั ปชญั ญะ เพ่ือขัดเกลาจิตใจมใิ ห้เกิดความโลภ

103

วิธีการฉนั นัน้ เมือ่ รับข้าวสุกมากะวา่ พออิ่มสำ� หรับตนแล้ว ใหแ้ บง่ ขา้ วสุกทีต่ น
พออมิ่ นนั้ ออกเปน็ ๔ สว่ น เอาออกเสยี สว่ นหนง่ึ แลว้ จงึ รบั เอากบั ขา้ วมาในปรมิ าณท่ี
เทา่ กบั สว่ นหนงึ่ ทเ่ี อาออกไป กลา่ วคอื ใหม้ ขี า้ ว ๓ สว่ น กบั ขา้ ว ๑ สว่ น แลว้ จงึ ลงมอื ฉนั
ท่านอาจารย์ใหญ่เองก็จะฉันภัตตาหารในลักษณะเช่นน้ีโดยตลอด เมื่อมีผู้ใดจะ
ตระเตรยี มภตั ตาหารในบาตรถวายทา่ น ทา่ นอาจารยใ์ หญก่ จ็ ะแนะนำ� ใหจ้ ดั แจงมาใน
ลักษณะเช่นน้ี แล้วทา่ นจึงฉนั ”

นค่ี อื ปฏปิ ทาสว่ นตวั ของทา่ นพระอาจารยใ์ หญ่ ทา่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ตามที่
หลวงปู่เลา่ ใหฟ้ งั ซ่ึงหลวงปูจ่ ะพูดถงึ แตใ่ นแงท่ ท่ี ่านถอื ธดุ งค์ ในแงท่ ท่ี า่ นเครง่ ครดั
อย่างไร เพ่อื ให้ผู้สนใจซักถามนั้นได้ถอื เป็นแบบแผนเยี่ยงอย่าง

ส่วนคุณธรรมด้านอ่ืนๆ นั้น หลวงปู่เคยกล่าวในแวดวงนักปฏิบัติว่า “ท่าน
อาจารยใ์ หญเ่ ปน็ ผทู้ มี่ ญี าณใหญ่ ไมม่ ใี ครเทยี บเทา่ ได”้ ดงั นเ้ี ทา่ นน้ั สว่ นคณุ วเิ ศษหรอื
อภิญญาใดๆ ท่มี ีในตัวพระอาจารย์ใหญม่ ่ันน้นั หลวงปไู่ ม่เคยพดู ถึงเลย

104

ผู้ไมม่ ีโทษทางวาจา

ในพระสุตตันตปิฎก มีพระสูตรหน่ึงว่าด้วยการพูด ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรสั สอนพระสงฆส์ าวกวา่ ควรจะพดู ถอ้ ยคำ� ทปี่ ระกอบดว้ ยองค์ ๔ คอื เปน็ เรอ่ื งจรงิ
มปี ระโยชน์ ผฟู้ งั พอใจ และถกู ตอ้ งเหมาะกบั เวลาและสถานท่ี จะขาดองคห์ นง่ึ องคใ์ ด
ไม่ได้ หมายความว่า ถา้ ขาดองคห์ นงึ่ องค์ใดก็ไมค่ วรพดู เช่น เปน็ เร่อื งยกเมฆ แตก่ ็
มปี ระโยชน์ คนฟงั ชอบ ไดจ้ งั หวะเหมาะสม อยา่ งนก้ี ไ็ มค่ วรพดู เรอ่ื งจรงิ มปี ระโยชน์
ถกู กาลเทศะ แต่พดู แลว้ คนฟงั จะตอ้ งโกรธ กไ็ มค่ วรพดู อกี เหมือนกัน ดงั นเ้ี ปน็ ต้น

ส�ำหรบั หลวงปูด่ ลู ย์ของพวกเรานนั้ รูส้ กึ ว่าท่านดำ� เนินปฏิปทาในเรือ่ งการพดู น้ี
ได้ถกู ตอ้ งตามพระพทุ ธโอวาทเปน็ อย่างดี เพราะเท่าทไี่ ดอ้ ยูใ่ กลช้ ิดกบั ทา่ นมานานปี
มคี วามเหน็ วา่ “ท่านเป็นผไู้ มม่ ีโทษทางวาจา”

ทงั้ น้ี โดยปรกตทิ า่ นเปน็ คนพดู นอ้ ย แตค่ ำ� พดู เหลา่ นนั้ มกั จะรวบรดั จำ� กดั ความ
หมดจดชดั เจน แตก่ ็มคี วามหมายลกึ ซ้ึง ย่งิ คิดยิง่ มองเหน็ ความหมายมากข้ึนไปอีก
เป็นถ้อยค�ำที่ไม่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ถูกกาลเทศะ ตรงต่อพระธรรมวินัย
ไมเ่ ปน็ ไปเพอื่ เบยี ดเบยี นตนและผอู้ น่ื ทงั้ โดยเจตนาหรอื ไมเ่ จตนา พดู ตามความจำ� เปน็
ตามเหตกุ ารณ์ ค�ำพูดแต่ละค�ำไมม่ มี ายาเจือปนแมแ้ ต่นอ้ ย ไม่พดู พร�่ำเพรือ่ เพอ้ เจ้อ
เชงิ เลน่ หวั กบั ทง้ั สานศุ ษิ ยก์ บั ทงั้ บคุ คลอนื่ ทว่ั ไป ไมพ่ ดู ตลกคะนองหรอื พดู เสยี งดงั ไมพ่ ดู
เลา่ ถึงความฝัน ไมพ่ ูดหรือปลอบโยนเอาอกเอาใจ หรอื พดู เลียบเคียงหวังประโยชน์

105

เมอ่ื มเี หตกุ ารณอ์ ะไรไมส่ มควรทลี่ กู ศษิ ยป์ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ หลวงปจู่ ะพดู ครงั้ เดยี ว
แลว้ กห็ ยดุ ไมพ่ ดู พรำ�่ เพรอ่ื หรอื เมอื่ จำ� เปน็ ตอ้ งปรามใหห้ ยดุ การกระทำ� นน้ั กจ็ ะปราม
คร้งั เดยี วไม่มีอะไรตอ่ คอื จะมอี ะไรท่ีแรงออกมาคำ� หนึง่ แลว้ ท่านก็สงบระงบั ไปอยา่ ง
รวดเร็ว แต่เมอ่ื มีอะไรท่นี ่าพอใจ น่าขัน ก็จะหวั เราะออกมาในวาระแรกแล้ว ตอ่ ไปก็
ยิม้ ๆ และเป็นย้ิมท่สี ะอาดหมดจด เปน็ ปกติ จริงใจ

บคุ ลกิ อกี อยา่ งหนงึ่ ทมี่ ปี ระจำ� ตวั หลวงปกู่ ค็ อื เมอื่ เวลาสนทนากนั ทา่ นจะไมม่ อง
หนา้ ใครตรงๆ จะมองเพยี งครัง้ แรกทพ่ี บ จากนนั้ กจ็ ะทอดสายตาลงตำ่� นานๆ ครง้ั
จึงจะหันหรือเงยหน้าข้ึนมองบ้างเมื่อจ�ำเป็น แม้แต่เมื่อพูดกับสมณะด้วยกัน เช่น
ทา่ นหลวงป่ขู าว เป็นตน้ ท่านกป็ ฏิบตั เิ ชน่ น้ี ดังนนั้ เรอื่ งการจดจ�ำบุคคลของหลวงปู่
ทา่ นจึงจ�ำไมค่ อ่ ยเกง่

สำ� หรบั ผทู้ ห่ี ลวงปจู่ ำ� ไดด้ เี ปน็ พเิ ศษ สว่ นมากเปน็ บคุ คลทม่ี าปฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ย หรอื
ผู้ท่ีน่ังสมาธิภาวนาแล้วได้ผลอย่างไร แล้วมากราบเรียนท่านเพื่อท่านจะได้แนะน�ำ
แนวทางปฏบิ ตั ใิ หย้ งิ่ ๆ ขนึ้ ไป สว่ นผทู้ อ่ี ปุ ฏั ฐากดว้ ยปจั จยั สน่ี นั้ ทา่ นกจ็ ำ� ไดเ้ ปน็ ครงั้ คราว
แล้วแตเ่ หตกุ ารณ์

ในเรอื่ งการประชาสมั พนั ธต์ ดิ ตอ่ ขอรอ้ งขอความชว่ ยเหลอื หรอื ขอความเหน็ ใจ
จากบคุ คลอนื่ หรอื สว่ นราชการตา่ งๆ หลวงปไู่ มเ่ คยทำ� ทา่ นทำ� ไมเ่ ปน็ หรอื ไมส่ นใจทจี่ ะทำ�
เช่น การจะเท่ียวขอร้องฝากใหล้ ูกศษิ ยเ์ ข้าโรงเรยี นหรือทำ� งาน หรือขอความร่วมมือ
จากหนว่ ยงานราชการใหช้ ว่ ยอยา่ งนน้ั อยา่ งนี้ ทา่ นไมเ่ คยมี ไมม่ แี มก้ ระทง่ั ความใกลช้ ดิ
สนิทสนมกับใครหรือกบั ตระกูลใดเปน็ พเิ ศษ

ในกจิ นมิ นต์นัน้ หลวงปกู่ จ็ ะสงเคราะหร์ ับไปตามสะดวกตามความเหมาะควร
โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ฐานะของเจา้ ภาพ ไมค่ ำ� นงึ ถงึ ชนั้ วรรณะหรอื เหน็ แกห่ นา้ ใคร ไมข่ นึ้ อยู่
กับค�ำแนะน�ำของใคร ทา่ นใหค้ วามอนุเคราะห์เสมอภาคกนั หมด

การชแ้ี จงแสดงธรรมะหรอื ขอ้ ปฏบิ ตั นิ น้ั หลวงปไู่ มน่ ยิ มออกตวั หรอื การอารมั ภบท
เมอ่ื จะพดู กพ็ ดู ชไี้ ปตรงจดุ ตรงความมงุ่ หมายอนั สงู สดุ ของการปฏบิ ตั ธิ รรม พดู ถงึ จติ

106

อบุ ายวธิ ที ำ� ใหจ้ ติ สงบ หรอื การพน้ จากทกุ ขโ์ ทษทางใจ นพิ พาน ความวา่ ง จติ เดมิ จติ หนงึ่
ท่านจะแสดงเฉพาะจดุ เฉพาะแนวทางตามภูมขิ องผู้ปฏบิ ตั ิ หรอื ตามความสนใจของ
ผเู้ รยี นถามเทา่ นนั้ บางทกี พ็ ดู แบบถามคำ� ตอบคำ� เคยมนี กั ปฏบิ ตั ธิ รรมระดบั สงู ผหู้ นงึ่
ยกยอ่ งท่านวา่ หลวงปู่แสดงธรรมด้วยการไม่พดู อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ดงั น้กี ็มี

หลวงปูไ่ ม่เคยแสดงธรรมนอกเรอ่ื งนอกราว ตลกคะนอง สาธกยกนิทานชาดก
หรือเลน่ สำ� นวนโวหาร มีอยู่ครง้ั หนึง่ เมอื่ หลวงปไู่ ปกจิ นมิ นต์ และพระองค์อื่นแสดง
พระธรรมเทศนา แลว้ มใี ครคนหนง่ึ วจิ ารณก์ ารแสดงธรรมใหท้ า่ นฟงั และขอคำ� วจิ ารณ์
จากทา่ น หลวงปกู่ ส็ นองตามความตอ้ งการโดยไมข่ ดั อธั ยาศยั ทนั ที ดว้ ยการวจิ ารณว์ า่
“ทา่ นองคน์ ัน้ ก็แสดงธรรมไปตามความถนัดความสามารถของท่านเอง”

การแนะนำ� ศษิ ยใ์ นเรอ่ื งการเทศนก์ ารแสดงธรรมน้ัน หลวงป่ไู มโ่ ปรดเรอื่ งตลก
คะนอง หรอื เรอ่ื งภายนอกมากเกนิ ไป ทา่ นยอมรบั การเทศนต์ ลกมมี กุ ขำ� ขนั ของพระเดช
พระคณุ ทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นโฺ ท) แหง่ วดั บรมนวิ าส สมยั กอ่ น
ซง่ึ เปน็ มกุ ขำ� ขันที่มีสาระและประกอบดว้ ยธรรมะ

หลวงปแู่ นะนำ� วา่ ในการแสดงพระธรรมเทศนานนั้ ควรแสดงธรรมใหเ้ ปน็ กระแส
จากตำ�่ ไปหาสงู จากงา่ ยไปหายาก ทา่ นยำ้� วา่ ถา้ จะใหผ้ ฟู้ งั เกดิ อารมณข์ นั ไมง่ ว่ ง กแ็ สดง
ให้ซาบซ้ึงในเน้ือหาแห่งธรรม หรือเข้าใจสัจธรรมข้อใดข้อหน่ึง มันก็ขันขึ้นมาเอง
ความโงง่ มหลงเซอะบรรดามีในโลก พอร้สู กึ ตัว “รู้” เทา่ นน้ั มนั ก็นา่ ขันเสยี ทง้ั นน้ั
ผู้ฟงั กจ็ ะข�ำขนั ในความเขลาของตน ต่ืนตวั ตนื่ ใจข้นึ มาเอง

107

พดู ถึงครูบาอาจารยอ์ งคอ์ ืน่ ๆ

นอกจาก พระอาจารยใ์ หญม่ ่นั ภรู ทิ ตโฺ ต แล้ว เม่ือพูดถงึ ครูบาอาจารยอ์ ่ืนๆ
กท็ �ำนองเดยี วกัน แม้วา่ ในบางครง้ั จะมพี ระอาจารย์องคใ์ ดองค์หน่งึ ตอบค�ำถามของ
ผสู้ นใจใครร่ วู้ า่ องคโ์ นน้ มคี ณุ พเิ ศษอยา่ งนน้ั องคน์ น้ั มอี านภุ าพอยา่ งนี้ หลวงปดู่ ลู ย์
อตโุ ล ซงึ่ อยใู่ นทนี่ น้ั ดว้ ย กจ็ ะตง้ั ใจรบั ฟงั แตเ่ มอื่ ถงึ คราวทที่ า่ นตอ้ งพดู ถงึ ครบู าอาจารย์
องคอ์ นื่ ๆ ทา่ นกจ็ ะพดู ถงึ แตป่ ฏปิ ทา จรยิ าวตั รอนั นา่ เลอ่ื มใสของครบู าอาจารยอ์ งคน์ นั้ ๆ
วา่ เป็นอย่างนน้ั อยา่ งนีเ้ ท่านนั้

คร้ังหนง่ึ มผี ถู้ ามหลวงปู่ถงึ พระอาจารย์ฝ้ัน อาจาโร หลวงปูก่ เ็ ล่าถงึ ปฏปิ ทา
ในทางธุดงคกัมมัฏฐานอันน่าศรัทธาเลื่อมใสของพระอาจารย์ฝั้นแล้วเน้นว่า
“ทา่ นอาจารยฝ์ ั้นนั้น มีพลงั จติ สงู มาก น่าอัศจรรยใ์ นด้านธุดงคกัมมัฏฐาน หรอื การ
ปฏิบัติของท่าน ท่านเป็นนักต่อสู้และเอาชีวิตเข้าแลกทีเดียวต่อการปฏิบัติ ดังนั้น
ในระยะหลงั จงึ มคี นนบั ถอื ทา่ นมาก ผสู้ นใจการปฏบิ ตั กิ ม็ าหาทา่ นมาก เมอ่ื มคี นมาหา
ท่านมาก ท่านมีเมตตา กต็ อ้ งรบั แขกมาก คนหล่านน้ั ไม่รหู้ รอกว่าได้ท�ำความลำ� บาก
แกข่ นั ธข์ องทา่ นเพยี งไร ตวั เรานี้ ถา้ มแี ขกมาก หรอื ทำ� อะไรมากๆ อยา่ งทา่ นอาจารยฝ์ น้ั
แลว้ กจ็ ะไมม่ อี ายยุ นื นานถงึ ขนาดนด้ี อก แตก่ เ็ ปน็ ธรรมดาสำ� หรบั นกั ปฏบิ ตั ริ ะดบั นท้ี จ่ี ะ
ตอ้ งเอ้อื เฟอื้ ตอ่ สรรพสตั ว์ เพราะตวั เองก็ไมห่ ว่ งสงั ขารอะไรอยู่แล้ว”

ครงั้ หนงึ่ หลวงปไู่ ดพ้ ดู ถงึ หลวงปขู่ าว อนาลโย แหง่ วดั ถำ้� กลองเพล จงั หวดั อดุ รธานี
ว่า ท่านพอจะทราบประวัติบ้างเหมือนกัน คลา้ ยๆ ประวตั พิ ระเถระในสมัยพทุ ธกาล
หลวงปขู่ าวนน้ั มาบวชเมอ่ื มอี ายพุ อสมควรแลว้ และมคี รอบครวั มากอ่ น ทา่ นมอี าชพี เดมิ
เป็นพ่อค้าขายวัวขายควาย ครั้งหนึ่งเดินทางต้อนวัวต้อนควายไปขายในที่ไกล

108

จะเป็นเพราะมีความจ�ำเป็นหรือมีอุปสรรคอันใดไม่ทราบ ท่านหายหน้าหายตาไป
หลายเดือนทีเดียว ทีน้ีสมัยนั้นการส่งข่าวคราวมันไม่ได้รวดเร็วเหมือนสมัยน้ี
และคนมีอาชีพอย่างน้ีเม่ือเกิดสูญหายไปไม่มีร่องรอย ในสมัยนั้นเขาสันนิษฐานไว้
ประการเดยี ว ดังนน้ั ภรรยาของทา่ นทางบา้ นจงึ คดิ ว่าทา่ นตายจากไปแลว้ ก็เลยมี
สามีใหม่ เม่ือท่านกลับมาทราบเรื่องเข้าก็เกิดความสลดสังเวชใจจึงออกบวช และ
มงุ่ ปฏิบตั ิธดุ งคกมั มฏั ฐาน จนกระทง่ั เป็นพระอาจารย์ทีม่ ีชอื่ เสียงโด่งดงั

สำ� หรบั หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โฺ ณ แหง่ วดั ดอยแมป่ ง๋ั อำ� เภอพรา้ ว จงั หวดั เชยี งใหมน่ นั้
หลวงปู่เคยกล่าวว่า หลวงปู่แหวนน้ีเคยมีช่ือเสียงมาตั้งแต่ยังด�ำรงภิกษุภาวะอยู่ใน
คณะสงฆฝ์ า่ ยมหานกิ าย ครนั้ เมอ่ื ญตั ตเิ ปน็ ฝา่ ยธรรมยตุ กิ นกิ ายแลว้ กเ็ ปน็ พระอาจารย์
ฝ่ายกมั มัฏฐานทม่ี ีชื่อเสยี งโดง่ ดงั ตลอดมา

สว่ น หลวงปหู่ ลยุ จนฺทสาโร แหง่ วัดถ้�ำผาบ้ิง อ�ำเภอวังสะพงุ จังหวดั เลย และ
หลวงปเู่ ทสก์ เทสฺรสํ ี แหง่ สำ� นกั วดั หินหมากเปง้ จงั หวดั หนองคาย นน้ั หลวงปกู่ ็เคย
กลา่ วยกยอ่ งชมเชยไวเ้ ปน็ อนั มากวา่ ทง้ั สองทา่ นนเ้ี ปน็ ผมู้ ปี ฏปิ ทาดมี าก ทงั้ ยงั มรี ปู รา่ ง
งดงามไดส้ ัดสว่ น กิริยามารยาทงดงามเหมาะเจาะ สมุ้ เสียงมีกังวาลไพเราะ ทั้งยงั
แตกฉานเชย่ี วชาญตลอด ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ จนถงึ ปฏเิ วธ ฉลาดในการแสดงพระธรรมเทศนา
คอื สมบรู ณด์ ว้ ยองคป์ ระกอบทกุ อยา่ งทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ความเลอ่ื มใสศรทั ธา เปน็ กำ� ลงั ใหญ่
ในพระศาสนาด้านวิปัสสนาธุระเป็นอย่างยิ่ง และได้เคยร่วมเดินธุดงค์บ้างบางคร้ัง
บางคราวในระยะหลงั จงึ ทราบประวัติและปฏิปทาของท่านดี

อนงึ่ ในชว่ งสดุ ทา้ ยทหี่ ลวงปอู่ าพาธ นยั วา่ หลวงปเู่ ทสกไ์ ดส้ ง่ จดหมายฉบบั หนง่ึ
มาเยี่ยมเยียนถามไถ่สุขภาพอนามัยหลวงปู่ ไม่ทราบว่าหลวงปู่ได้รับหรือเปล่า
ในตอนหลงั พระอาจารยช์ ยั ชาญ ลกู ศษิ ยห์ ลวงปเู่ ทสก์ ไดม้ าเยย่ี มหลวงปู่ และบงั เอญิ
มาถึงตอนท่ีหลวงปู่มรณภาพพอดี ได้ถามถึงจดหมายน้ันว่าหลวงปู่ได้รับหรือไม่
ปรากฏว่าสอบสวนซกั ถามเท่าไหร่ๆ กไ็ มพ่ บว่าผู้ใดได้รับ หรือได้เหน็ จดหมายฉบับ
ประวัตศิ าสตร์ฉบับนนั้ เพราะอยากทราบเปน็ อยา่ งยิง่ ว่า ท่านเขียนถึงกันว่าอยา่ งไร
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เปน็ จดหมายที่เขียนถึงกนั ฉบบั สดุ ท้ายด้วย

109

ศึกษาจากต�ำราหรือว่าตอ้ งปฏบิ ตั เิ อง

ในหมผู่ ูส้ นใจศกึ ษาศาสนาจะมีขอ้ โต้แย้งกันเสมอ ระหวา่ งการศึกษาจากต�ำรา
คือศกึ ษาด้านปริยตั ิ กับอกี ฝา่ ยหนึ่งเน้นการปฏิบัตแิ ละไม่เน้นการศึกษาจากตำ� รา ว่า
แนวทางใดจะใหผ้ ลดกี วา่ กนั หรอื ตรงกวา่ กนั สำ� หรบั หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ทา่ นเสนอแนะ
ให้ด�ำเนินสายกลาง นั่นคือ ถ้าเน้นเพียงด้านใดด้านหน่ึง และละเลยอีกด้านหนึ่ง
ก็เปน็ การสุดโตง่ ไป

หลวงปู่ท่านแนะนำ� ลูกศิษยล์ ูกหาท่มี ุ่งปฏิบัตธิ รรมว่า “ให้อา่ นต�ำรบั ตำ� ราสว่ นท่ี
เป็นพระวินัยให้เข้าใจเพื่อที่จะปฏิบัติไม่ผิด แต่ในส่วนของพระธรรมนั้น ให้ต้ังใจ
ปฏบิ ตั เิ อา” จากคำ� แนะนำ� นแี้ สดงวา่ หลวงปถู่ อื เรอื่ งการปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งตามพระวนิ ยั
เป็นเร่ืองส�ำคัญและจะต้องมาก่อน ศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูก แล้วเร่ือง
คุณธรรมและปญั ญาสามารถสร้างเสริมขนึ้ ได้ถ้าต้ังใจ

ยกตวั อยา่ งในกรณขี องหลวงตาแนน หลวงตาแนนไมเ่ คยเรยี นหนงั สอื ทา่ นมา
บวชพระเม่ือวัยเลยกลางคนไปแล้ว ท่านเป็นพระที่มีความต้ังใจดี ว่าง่ายสอนง่าย
ขยนั ปฏบิ ตั กิ จิ วตั รไมข่ าดตกบกพรอ่ ง เหน็ พระรปู อน่ื เขาออกไปธดุ งคก์ อ็ ยากไปดว้ ย
จงึ ไปขออนญุ าตหลวงปู่ เมอ่ื ไดร้ บั อนญุ าตแลว้ หลวงตาแนนกใ็ หบ้ งั เกดิ ความวติ กกงั วล
ปรับทุกขข์ ้ึนวา่ “กระผมไม่รหู้ นงั สอื ไมร่ ภู้ าษาพดู เขา จะปฏิบัตกิ ะเขาไดอ้ ย่างไร”

หลวงปจู่ งึ แนะนำ� ดว้ ยเมตตาวา่ “การปฏบิ ตั ไิ มไ่ ดเ้ กยี่ วกบั อกั ขระ พยญั ชนะ หรอื
คำ� พดู อะไรหรอก ทรี่ วู้ า่ ตนไมร่ กู้ ด็ แี ลว้ สำ� หรบั วธิ ปี ฏบิ ตั นิ น้ั ในสว่ นวนิ ยั ใหพ้ ยายาม
ดแู บบเขา ดแู บบอยา่ งครบู าอาจารยผ์ นู้ ำ� อยา่ ทำ� ใหผ้ ดิ แผกจากทา่ น ในสว่ นธรรมะนนั้
ให้ดทู ี่จิตของตวั เอง ปฏบิ ตั ทิ ี่จิต เมื่อเขา้ ใจจติ แล้ว อย่างอืน่ กเ็ ข้าใจได้เอง”

110

เนื่องจากหลวงปู่ได้อบรมส่ังสอนลูกศิษย์ผู้ปฏิบัติมามากต่อมาก ท่านจึงให้
ข้อสังเกตในการปฏบิ ตั ธิ รรมระหวา่ งผูท้ ีเ่ รียนนอ้ ยกบั ผู้ทเ่ี รียนมากมากอ่ นวา่

“ผทู้ ย่ี งั ไมร่ หู้ วั ขอ้ ธรรมอะไรเลย เมอื่ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งจรงิ จงั มกั จะไดผ้ ลเรว็ เมอื่ เขา
ปฏบิ ตั จิ นเขา้ ใจจติ หมดสงสยั เรอ่ื งจติ แลว้ หนั มาศกึ ษาตรติ รองขอ้ ธรรมะในภายหลงั
จึงจะรู้แจง้ แทงตลอด แตกฉาน นา่ อศั จรรย์”

“สว่ นผทู้ ศ่ี กึ ษาเลา่ เรยี นมากอ่ น แลว้ จงึ หนั มาปฏบิ ตั ติ อ่ ภายหลงั จติ จะสงบเปน็
สมาธยิ ากกวา่ เพราะชอบใชว้ ติ กวจิ ารมาก เมอื่ จติ วติ กวจิ ารมาก วจิ กิ จิ ฉากม็ าก จงึ ยาก
ทจ่ี ะประสบผลส�ำเรจ็ ”

อย่างไรกต็ าม ขอ้ สังเกตดงั กล่าว หลวงปยู่ ำ้� ว่า “แต่ทง้ั น้ีก็ไม่เสมอไปทเี ดียว”
แลว้ ทา่ นใหข้ อ้ แนะน�ำอีกตอ่ ไปวา่

“ผู้ที่ศึกษาทางปริยัติจนแตกฉานมาก่อนแล้ว เม่ือหันมามุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง
จนถึงขนั้ อธจิ ิต อธิปัญญา แล้ว ผลส�ำเร็จก็จะยง่ิ วเิ ศษข้นึ ไปอกี เพราะเปน็ การเดนิ
ตามแนวทางปริยัติ ปฏิบตั ิ ยอ่ มแตกฉานทงั้ อรรถและพยญั ชนะ ฉลาดในการชแี้ จง
แสดงธรรม”

หลวงป่ไู ด้ยกตัวอย่างพระเถระทงั้ ในอดตี และปัจจุบนั เพอื่ สนับสนนุ ความคิด
ดงั กลา่ ว กม็ ที า่ นเจา้ คณุ พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นโฺ ท) แหง่ วดั บรมนวิ าส
กรุงเทพฯ และท่านอาจารย์พระมหาบัว าณสมฺปนฺโน แห่งส�ำนักวัดป่าบ้านตาด
จงั หวดั อดุ รธานี เปน็ ตน้ ทง้ั สององคน์ ้ี “ไดท้ ง้ั ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปฏเิ วธ อาจหาญ ชาญฉลาด
ในการแสดงธรรม เป็นประโยชน์ใหญห่ ลวงแกพ่ ระศาสนาเป็นอย่างยง่ิ ”

โดยสรุป หลวงปู่สนับสนนุ ทงั้ ตำ� ราคอื ปรยิ ัติ และปฏิบตั ิ ต้องไปด้วยกนั และ
ทา่ นยำ�้ วา่ “ผใู้ ดหลงใหลในตำ� ราและอาจารย์ ผนู้ น้ั ไมอ่ าจพน้ ทกุ ขไ์ ด้ แตผ่ จู้ ะพน้ ทกุ ขไ์ ด้
ตอ้ งอาศัยต�ำราและอาจารย์เหมือนกนั ”

111

ปรยิ ตั ิคูก่ บั ปฏิบัติ

ในบททผี่ า่ นมาไดก้ ลา่ วถงึ การสอนของ หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล วา่ ทา่ นไมท่ ง้ิ ทง้ั ปรยิ ตั ิ
และปฏิบัติ ต้องมีประกอบกัน ส่วนในบทน้ีเป็นตัวอย่างการสอนของหลวงปู่จาก
ประสบการณข์ องลกู ศษิ ยข์ องหลวงปทู่ ่านหนง่ึ ขอยกข้อความมาดังนี้

การศกึ ษาความรู้กับ หลวงปู่ดูลย์ เม่ือครั้งที่ลกู ศิษยท์ ่านนย้ี งั เป็นสามเณรน้อย
ไดร้ บั การช้ีแนะอบรมพร่�ำสอนจากหลวงปู่ดูลยอ์ ย่างใกล้ชดิ โดยท่านจะเน้นให้ศิษย์
ของท่านมีความส�ำนึกตรึกอยู่ในจิตเสมอถึงสภาวะความเป็นอยู่ในปัจจุบันว่า บัดนี้
เราได้บวชกายบวชใจเข้ามาอยู่ในบวรพุทธศาสนา เป็นสมณะที่ชาวบ้านทั้งหลายให้
ความเคารพบชู า ทงั้ ยงั อปุ ฏั ฐากอปุ ถมั ภค์ ำ�้ จนุ ดว้ ยปจั จยั ส่ี ควรทจ่ี ะกระทำ� ตนใหส้ มกบั
ทเี่ ขาเคารพบชู า ถอื ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามศลี ธรรมตามพระวนิ ยั อยา่ งเครง่ ครดั ไมฝ่ า่ ฝนื
ท้งั ทล่ี บั และท่ีแจง้

พระเณรทม่ี าบวชกบั หลวงปู่ จงึ ไดศ้ กึ ษาทงั้ ในดา้ นปรยิ ตั ิ และปฏบิ ตั คิ วบคกู่ นั ไป
ด้านปรยิ ัติ ทา่ นให้เรียนนกั ธรรม บาลี ไวยากรณ์ ใหเ้ รียนรถู้ ึงเรือ่ งศลี ธรรม
พระวินัย เพ่ือจะได้จดจ�ำน�ำไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ออกนอกลู่นอกทางที่
พระพทุ ธองคท์ รงวางไว้ ซงึ่ จะทำ� ใหส้ ามารถดำ� รงตนอยไู่ ดอ้ ยา่ งเหมาะสมเยย่ี งผถู้ อื บวช
ทช่ี าวบา้ นเขาศรทั ธากราบไหวบ้ ูชา

112

ดา้ นปฏบิ ตั ิ ท่านเนน้ หนักเป็นพเิ ศษให้พระเณรทุกรูปทุกองคป์ ฏบิ ตั ิกมั มัฏฐาน
เพราะการปฏบิ ตั พิ ระธรรมกมั มฏั ฐานน้ี จะเปน็ การฝกึ กายฝกึ จติ ใหผ้ ศู้ กึ ษาธรรมไดร้ ู้
ไดเ้ หน็ ของจรงิ โดยสภาพทเี่ ปน็ จรงิ อนั เกดิ จากการรกู้ ารเหน็ ของตนเอง ไมใ่ ชเ่ กดิ จาก
การอา่ นจดจำ� จากตำ� รบั ตำ� รา ซงึ่ เปน็ การรดู้ ว้ ยสญั ญาแหง่ การจำ� ไดห้ มายรู้ คอื รแู้ ตย่ งั
ไมเ่ ห็น ยงั ไมแ่ จง้ แทงตลอดอยา่ งแท้จริง

ข้อธรรมกัมมัฏฐานที่ หลวงปู่ดูลย์ ท่านให้พิจารณาอยู่เป็นเนืองนิตย์ก็คือ
หวั ขอ้ กมั มัฏฐานทว่ี ่า สพเฺ พ สงขฺ ารา สพฺพสญฺญา อนตตฺ า การพจิ ารณาตามหวั ข้อ
ธรรมกมั มฏั ฐานดงั กลา่ วนี้ หากไดพ้ จิ ารณาทบทวนอยา่ งสมำ�่ เสมอแลว้ ในเวลาตอ่ มา
ก็จะรู้แจ้งสว่างไสว เข้าใจได้ชัดเจนว่า สังขารท้ังหลายทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เท่ียงแท้
หาความจีรงั ยัง่ ยนื ไมไ่ ด้ มกี ารเกิดดบั เกดิ ดับ อยู่ตลอดเวลา

เมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างน้ีแล้ว จะท�ำให้เลิกละจากการยึดถือตัวตนบุคคล
เราท่าน เพราะได้รู้ได้เห็นของจริงแล้วว่า สังขารท่ีเรารักหวงแหนนั้น ไม่ชา้ ไม่นาน
มนั กต็ อ้ งเสอ่ื มสญู ดบั ไปตามสภาวะของมนั ไมอ่ าจทจี่ ะฝา่ ฝนื ได้ เมอื่ สงั ขารดบั ไดแ้ ลว้
ความเป็นตวั เป็นตนกจ็ ะไม่มี เพราะไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปเพื่อปรุงแต่ง คร้ันเม่อื ความปรุงแต่ง
ขาดหายไป ความทุกขจ์ ะเกดิ ได้อยา่ งไร

113

ศลี สมาธิ ปัญญา แตล่ ะระดบั

เนอ้ื หาในบทนคี้ ดั ลอกมาจากประวตั ขิ องลกู ศษิ ยข์ องหลวงปทู่ า่ นหนง่ึ เชน่ เดยี วกบั
บททผี่ า่ นมา ดงั ตอ่ ไปน้ี คำ� สอนของ หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล อกี ประการหนงึ่ ทที่ า่ นแนะนำ�
พรำ�่ สอนตอ่ ผมู้ าขอแนวทางการปฏบิ ตั จิ ากทา่ น ไมว่ า่ จะเปน็ พระภกิ ษุ สามเณร อบุ าสก
อบุ าสกิ า จะเปน็ เดก็ หรอื ผใู้ หญก่ ด็ ี ทา่ นจะใหป้ ฏบิ ตั โิ ดยแนวทางแหง่ ศลี สมาธิ ปญั ญา
เหมือนกนั หมด

ลูกศิษย์ท่านน้ีได้เล่าว่า สมัยที่ท่านยังเป็นสามเณร และอยู่กับหลวงปู่ดูลย์
ทว่ี ดั บรู พาราม จงั หวดั สรุ นิ ทร์ มคี นเคยมาถามหลวงปถู่ งึ คำ� สงั่ สอนดงั กลา่ วของทา่ นวา่

“สอนเดก็ ก็สอนศลี สมาธิ ปญั ญา
สอนหนุ่มสาว ก็สอนศีล สมาธิ ปัญญา
สอนผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ กส็ อนศลี สมาธิ ปัญญา
สอนพระเณร กส็ อนศีล สมาธิ ปัญญา”
“ศีล สมาธิ ปญั ญา ในระดับต่างๆ กนั น้นั เหมอื นกนั หรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร”
ขณะท่ีมีผู้ถามน้ัน ตอนนั้นหลวงปู่ดูลย์ก�ำลังปะชุนเย็บจีวรอยู่ เม่ือท่านฟัง
ค�ำถามนนั้ จบลง ท่านก็ยกเขม็ ใหด้ ูแล้วกลา่ ววา่

114

“คุณลองดูว่าเข็มนแี้ หลมไหม” ผู้ถามก็ตอบวา่ “แหลม ขอรับหลวงปู”่ หลวงปู่
อธิบายว่า

“ความแหลมคมของสติปญั ญาในระดับเด็ก ระดบั ผู้ใหญ่ กม็ ีความแหลมคม
ไปคนละอยา่ ง แต่ในระดับความแหลมคมของสติปัญญาพระอรหันตน์ ้นั อยู่เหนอื
ความแหลมคมทัง้ หลายทัง้ ปวง

ความแหลมคมของเข็มน้ันเกิดจากคนเราท�ำข้ึน แต่สติปัญญาที่เกิดจาก
พระพทุ ธเจ้า และพระอรหนั ต์ทัง้ หลายนั้น เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ระดบั โลกุตรธรรม
ที่ไม่มีส่งิ ใดเสมอเหมอื น มคี วามม่ันคงไมแ่ ปรเปลี่ยนอีกแลว้

ส�ำหรับสติปัญญาระดับปุถุชน ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เช่นกัน แต่เป็น
ศีล สมาธิ ปญั ญา ที่จะตอ้ งระมัดระวัง เพราะยงั อยใู่ นขั้นโลกิยธรรม ยงั คงมีความ
เปลย่ี นแปลงผนั แปรไดเ้ สมอ”

คำ� ตอบของหลวงปดู่ ูลย์ดังกลา่ วน้นั ชี้ใหเ้ หน็ ถงึ ไหวพรบิ และปฏิภาณในการ
อธิบายข้อธรรมท่ลี มุ่ ลึกไดอ้ ยา่ งฉบั ไว โดยสามารถยกส่งิ เลก็ ๆ น้อยๆ ทีเ่ ราคดิ ไมถ่ งึ
มาเป็นตัวอย่างประกอบชี้ให้เห็นปัญหาท่ีไต่ถามได้อย่างแจ่มแจ้ง ซ่ึงนับว่าเป็นการ
อธิบายขอ้ ธรรมทีน่ ่าอศั จรรยย์ ิง่

115

ภาวนากบั นมิ ิต

นอกจากน้ี ลูกศิษย์ของหลวงปู่ท่านนี้ยังได้เล่าถึงประสบการณ์ในการปฏิบัติ
กัมมัฏฐานสมัยเริ่มต้นเมื่อครั้งยังเป็นสามเณรว่า ตอนท่ีฝึกกัมมัฏฐานใหม่ๆ นั้น
ท่านยังไม่ประสีประสาอะไรเลย หลวงปู่ดูลย์ ได้แนะน�ำถึงวิธีการท�ำสมาธิว่าควร
น่งั อยา่ งไร ยืน เดนิ นอน ควรท�ำอย่างไร

ในชั้นต้น หลวงปู่ให้เริ่มท่ีการนั่ง เม่ือนั่งเข้าที่เข้าทางก็ให้หลับตาภาวนา
“พุทโธ” ไว้ อย่าส่งใจไปคิดถึงเร่อื งอ่นื ใหน้ ึกถึงแต่ พุทโธ พุทโธ เพยี งอยา่ งเดียว
กจ็ ดจำ� นำ� ไปปฏบิ ตั ติ ามทห่ี ลวงปสู่ อน ปรกตขิ องใจเปน็ สงิ่ ทไ่ี มห่ ยดุ นง่ิ มกั จะคดิ ฟงุ้ ซา่ น
ไปโนน่ ไปนเ่ี สมอ ในระยะเรมิ่ ตน้ คนทไ่ี มเ่ คยฝกึ มากอ่ น อยๆู่ จะมาบงั คบั ใหม้ นั หยดุ นง่ิ
คดิ อยู่แตพ่ ุทโธประการเดยี วเปน็ สงิ่ ที่ทำ� ไดย้ าก สามเณรรปู นก้ี ็เช่นกนั เมื่อภาวนาไป
ตามท่หี ลวงปสู่ อนได้ระยะหนง่ึ ก็เกิดความสงสัยขน้ึ จงึ ถามหลวงปู่ว่า “เมอื่ หลับตา
ภาวนาแต่พทุ โธแล้วจะเห็นอะไรครบั หลวงป”ู่

หลวงปบู่ อก “อยา่ ไดส้ งสยั อยา่ ไดถ้ ามเลย ใหเ้ รง่ รบี ภาวนาไปเถดิ ใหภ้ าวนาพทุ โธ
ไปเร่อื ยๆ แล้วมันจะรู้เองเห็นเองแหละ”

มอี ยู่คราวหน่งึ ขณะท่ีสามเณรภาวนาไปไดร้ ะยะหนง่ึ จติ เร่ิมสงบ กป็ รากฏรา่ ง
พญางูยักษ์ด�ำมะเม่ือมขึ้นมาอยู่ตรงหน้า มันจ้องมองท่านด้วยความประสงค์ร้าย
แผแ่ มเ่ บย้ี สง่ เสยี งขฟู่ ๆู่ อยไู่ ปมา สามเณรซง่ึ เพงิ่ หดั ภาวนาใหมๆ่ เกดิ ความหวาดกลวั

116

ผวาลืมตาข้ึน ก็ไม่เห็นพญางูยักษ์ จึงรู้ได้ทันทีว่าสิ่งท่ีท่านเห็นนั้นเป็นการเห็นด้วย
สมาธจิ ติ เรยี กวา่ นมิ ติ นน่ั เอง จงึ ไดห้ ลบั ตาลงภาวนาตอ่ พอหลบั ตาลงเทา่ นน้ั กพ็ ลนั
เห็นงูยักษ์แผ่แม่เบี้ยส่งเสียงขู่ท�ำท่าจะฉกอีก แม้จะหวาดกลัวน้อยลงกว่าคร้ังแรก
แต่กก็ ลัวมากพอทจี่ ะตอ้ งลืมตาข้นึ อีก

เม่ือนำ� เรอื่ งน้ีไปถามหลวงปู่ ได้รับคำ� อธบิ ายว่า

“อยา่ สง่ ใจไปดไู ปรใู้ นสงิ่ อน่ื การภาวนา ทา่ นใหด้ ใู จของตนเองหรอก ทา่ นไมใ่ ห้
ดูส่ิงอืน่ ”

“การบำ� เพญ็ กมั มฏั ฐานน้ี ไมว่ า่ สงิ่ หนงึ่ สง่ิ ใดจะเกดิ ขน้ึ ไปรไู้ ปเหน็ อะไร เราอยา่ ไปดู
ให้ดแู ตใ่ จ ใหใ้ จอยทู่ ่ีพุทโธ เมอ่ื กำ� ลงั ภาวนาอยู่ หากมคี วามกลวั เกดิ ขนึ้ กอ็ ยา่ ไปคดิ
ในสงิ่ ทนี่ า่ กลวั นน้ั อยา่ ไปดมู นั ดแู ตใ่ จของเราเพยี งอยา่ งเดยี วเทา่ นน้ั แลว้ ความกลวั
มนั จะหายไปเอง”

หลวงปู่ได้ชี้แจงต่อไปว่า สิ่งที่เราไปรู้ไปเห็นนั้น บางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริง
เหมือนกับวา่ คนทีภ่ าวนาแลว้ ไปร้ไู ปเห็นส่งิ ตา่ งๆ เข้า การท่เี ขาเห็นนัน้ เขาเห็นจริง
แตส่ งิ่ ทเ่ี หน็ นนั้ มนั ไมจ่ รงิ เหมอื นอยา่ งทเี่ ราดหู นงั เหน็ ภาพในจอหนงั กเ็ หน็ ภาพในจอ
จริงๆ แตส่ ิ่งท่เี หน็ น้ันไม่จรงิ เพราะความจรงิ นน้ั ภาพมันไปจากฟลิ ม์ ตา่ งหาก

ฉะนน้ั ผภู้ าวนาตอ้ งดทู ใี่ จอยา่ งเดยี ว สง่ิ อน่ื นอกจากนนั้ จะหายไปเอง ใหใ้ จมนั อยู่
ทใี่ จนน้ั แหละ อยา่ ไปสง่ ออกนอก ใจนม้ี นั ไมไ่ ดอ้ ยจู่ ำ� เพาะทวี่ า่ จะตอ้ งอยตู่ รงนนั้ ตรงนี้
ค�ำว่า “ใจอยกู่ บั ใจ” นคี้ ือ คดิ ตรงไหนใจก็อยตู่ รงน้ันแหละ ความนึกคดิ กค็ อื ตวั จติ
ตวั ใจ หากจะเปรยี บเทยี บไปกเ็ หมอื นเชน่ รปู กบั ฟลิ ม์ จะวา่ รปู เปน็ ฟลิ ม์ กไ็ ด้ จะวา่ ฟลิ ม์
เปน็ รปู ก็ได้ ใจอยู่กบั ใจ จงึ เปรียบเหมือนรปู กบั ฟลิ ม์ นัน่ แหละ

แตโ่ ดยหลักปฏิบัตแิ ล้ว ใจก็เป็นอย่างหน่ึง สติก็เป็นอยา่ งหนงึ่ แต่ท่จี รงิ แลว้
มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน เหมือนหนึ่งว่า ไฟกับกระแสไฟ ความสว่างกับไฟก็อันหน่ึง
อนั เดยี วกนั นนั่ แหละ แตเ่ รามาพดู ใหเ้ ปน็ คนละอยา่ ง ใจอยกู่ บั ใจ จงึ หมายถงึ ใหม้ สี ติ
อยู่กำ� กบั มันเอง ใหอ้ ยกู่ ับสติ

117

แต่สตสิ ำ� หรับปถุ ชุ น หรือสตสิ ำ� หรบั ผู้เร่ิมปฏบิ ัติ เปน็ สติท่ียังไมม่ ่นั คง มันจึง
มีลักษณะขาดช่วงเป็นตอนๆ ถ้าเราปฏิบัติจนสติมันต่อกันได้เร็วจนเป็นอันหน่ึง
อนั เดยี วกนั ใหเ้ ปน็ แสงสวา่ งอยา่ งเดยี วกนั อยา่ งเชน่ สญั ญาณออด ซงึ่ ทจ่ี รงิ มนั ไมไ่ ด้
มีเสียงยาวติดต่อกันเลย แต่เสียงออด-ออด-ออด ถี่มาก จนความถี่เป็นอันหน่ึง
อนั เดียวกัน เราจึงได้ยนิ เสียงออดนัน้ ยาว

ในการปฏบิ ตั ิ ทว่ี า่ ปฏบิ ตั จิ ติ ปฏบิ ตั ใิ จโดยใหใ้ จอยกู่ บั ใจนก้ี ค็ อื ใหม้ สี ตกิ ำ� กบั ใจ
ใหเ้ ปน็ สตถิ าวร ไมใ่ ชเ่ ปน็ สตคิ ลา้ ยๆ หลอดไฟทจี่ วนจะขาด เดย๋ี วกส็ วา่ งวาบ เดย๋ี วกด็ บั
เดยี๋ วกส็ วา่ ง แตใ่ หม้ นั สวา่ งตดิ ตอ่ กนั ไปตลอดเวลา เมอ่ื สตมิ นั ตดิ ตอ่ กนั ไปอยา่ งนแี้ ลว้
ใจมนั กม็ สี ตคิ วบคมุ อยตู่ ลอดเวลา เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ “อยกู่ บั ตวั รตู้ ลอดเวลา” ตวั รู้
ก็คือ สติ นน่ั เอง

หรือจะเรยี กว่า “พุทโธ” ก็ได้ พทุ โธทว่ี า่ รู้ ต่ืน เบกิ บาน ก็คือตัวสตนิ ั่นแหละ
เมอ่ื มสี ติ ความรสู้ กึ นกึ คดิ อะไรตา่ งๆ มนั กจ็ ะเปน็ ไปไดโ้ ดยอตั โนมตั ขิ องมนั เอง เวลา
ดใี จก็จะไม่ดีใจจนเกนิ ไป สามารถพิจารณารู้ไดโ้ ดยทนั ทวี ่าสงิ่ นค้ี ืออะไรเกิดขึ้น และ
เวลาเสียใจก็ไม่เสียใจจนเกนิ ไป เพราะว่าสตมิ ันรอู้ ยแู่ ลว้

คำ� ชมกเ็ ปน็ คำ� ชนดิ หนง่ึ ค�ำตกิ ็เปน็ คำ� ชนดิ หนง่ึ เมอ่ื จบั ส่ิงเหลา่ นม้ี าถว่ งกนั แลว้
จะเหน็ วา่ มนั ไมแ่ ตกตา่ งกนั จนเกนิ ไป มนั เปน็ เพยี งภาษาคำ� พดู เทา่ นนั้ เอง ใจมนั กไ็ มร่ บั
เมอ่ื ใจมนั ไมร่ บั กร็ วู้ า่ ใจมนั ไมม่ คี วามกงั วล ความวติ กกงั วลในเรอื่ งตา่ งๆ กไ็ มม่ ี ความ
กระเพือ่ มของจติ ก็ไม่มี ก็เหลือแต่ความรู้อยใู่ นใจ

สามเณรจดจ�ำค�ำแนะน�ำสั่งสอนจากหลวงปู่ไปปฏิบัติต่อ ปรากฏว่าส่ิงท่ีน่า
สะพรงึ กลวั ไมท่ ำ� ใหท้ า่ นหวาดหวน่ั ใจอกี เลย ทำ� ใหท้ า่ นสามารถโนม้ นา้ วใจสคู่ วามสงบ
คน้ พบปญั ญาท่ีจะน�ำสคู่ วามสุขสงบในสมาธิธรรมต้งั แต่บดั น้นั มา

118

สามเณรขอลาสึก

ดงั ทห่ี ลวงปอู่ ธบิ ายแตต่ น้ วา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ของผปู้ ฏบิ ตั ทิ กุ คนเหมอื นกนั หมด
แตต่ า่ งระดบั กนั มคี วามแหลมคมรอบรธู้ รรมไมเ่ หมอื นกนั ในระดบั ของผบู้ รรลธุ รรม
ขนั้ สงู เปน็ โลกตุ รธรรม ทไ่ี มม่ สี ง่ิ ใดเสมอเหมอื น มคี วามมน่ั คงไมแ่ ปรเปลยี่ นอกี แลว้

แต่ศีล สมาธิ ปัญญา ของปุถุชนซ่ึงอยู่ในขอบข่ายของโลกิยธรรม ยังคงมี
การเปลี่ยนแปลงผันแปรได้เสมอ ดังเช่นสามเณรรูปเดิมท่ีได้กล่าวมาแล้ว แม้จะ
ปฏบิ ตั ิภาวนามาร่วม ๓ ปี แตก่ ็ยงั ไมอ่ าจจะยกระดบั จติ ระดบั ใจกา้ วขน้ึ ส่ภู ูมิธรรม
ขั้นโลกุตระได้ ความผันแปรในใจจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือในช่วงของพรรษาปี
พ.ศ. ๒๔๙๗ เปน็ ปที ี่ ๓ แหง่ การบวช สามเณรผูม้ ีวยั ๑๘ ปี เกิดมคี วามอยากจะ
สึกหาลาเพศไปใชช้ ีวิตฆราวาสเตม็ ก�ำลงั

สามเณรเข้าไปกราบขอสกึ จากหลวงปถู่ ึง ๓ ครั้ง แต่ด้วยเหตผุ ลใดไม่ทราบ
หลวงปตู่ อบปฏเิ สธทกุ ครงั้ สามเณรกเ็ ฝา้ เพยี รพยายามหาลทู่ างขอสกึ ใหไ้ ด้ หลงั จาก
จดๆ จอ้ งๆ มองหาโอกาสอยหู่ ลายวนั จนกระทงั่ เหน็ วา่ โอกาสเหมาะ หลวงปพู่ กั ผอ่ น
อยใู่ นกฏุ อิ งคเ์ ดยี ว สามเณรจงึ ตงั้ ใจวา่ วนั นลี้ ะ่ อยา่ งไรเสยี ตอ้ งลาสกึ ใหไ้ ด้ จงึ จดั หา
ดอกไม้ธูปเทยี นใส่ฝาบาตรคอ่ ยย่องเข้าไปหาหลวงปใู่ นกฏุ ิ

ขณะนน้ั เปน็ เวลาประมาณ ๑ ทมุ่ พอสามเณรโผลห่ นา้ เขา้ ไป หลวงปเู่ หลอื บมอง
มานดิ หนง่ึ แตไ่ มพ่ ดู อะไร สามเณรคอ่ ยคลานเขา้ ไปกราบหลวงปู่ แลว้ พดู วา่ “หลวงปคู่ รบั

119

ขอให้ผมบีบนวดให้หลวงปู่นะครับ” สามเณรไม่เข้าใจเหมือนกันว่าท�ำไมต้องพูด
เชน่ นนั้ ทงั้ ๆ ทเี่ ตรยี มคำ� พดู มาอยา่ งดี และตดั สนิ ใจอยา่ งเดด็ ขาดแลว้ กต็ าม สามเณร
บบี นวดหลวงปตู่ ง้ั แต่ ๑ ทมุ่ จนกระทงั่ ถงึ ๖ ทมุ่ หลวงปไู่ มเ่ อย่ ปากพดู แมแ้ ตค่ ำ� เดยี ว
พอเลย ๖ ทมุ่ ไปเล็กนอ้ ย ท่านจงึ เอย่ ปากวา่ “เอาละ่ แคน่ พี้ อแลว้ คงจะนวดเป็น
ทพ่ี อใจแลว้ นะ”

กลา่ วจบ หลวงปกู่ เ็ งยี บไปชวั่ อดึ ใจ แลว้ ถามสามเณรวา่ “มาคนื น้ี เณรทา่ จะมา
ลาสกึ อกี ละ่ ส”ิ โดนคำ� ถามจใ้ี จเชน่ นี้ สามเณรรสู้ กึ ตกใจเลก็ นอ้ ย แตแ่ ทนทจี่ ะตอบรบั
หลวงปตู่ ามที่ตั้งใจ กลับตอบไปวา่ “เปลา่ ครบั หลวงป”ู่ หลวงปู่ถามตอ่ “ถ้ายังงน้ั
คนื นี้เขา้ มาทำ� ไมละ่ ” “กระผมจะมาลาหลวงป่ไู ปอยู่วัดสทุ ธจนิ ดาครบั ” วดั สุทธจนิ ดา
อย่ทู จ่ี ังหวัดนครราชสมี า เป็นวดั หนง่ึ ทมี่ กี ารสอนดา้ นปริยัตธิ รรม และหลวงปูม่ ักส่ง
พระภกิ ษแุ ละสามเณรไปศกึ ษาทว่ี ดั แหง่ นี้ หลวงปตู่ อบวา่ “เปน็ ยงั ไง อยทู่ น่ี ไี่ มส่ บายใจ
หรอื อย่างไร ไปอยวู่ ัดสุทธจินดากับอยทู่ ีน่ กี่ ็เหมอื นกนั นน่ั แหละ เณรอย่าไปเลย”

สามเณรจึงกราบเรียนหลวงปู่ว่า “ถ้าอย่างนั้นกระผมขอไปเรียนหนังสือท่ีวัด
บรมนวิ าสนะขอรบั ” “ออ๋ อยากไปอยเู่ มอื งหลวงละ่ ซิ เอาเถอะ ถา้ เณรอยากไปจรงิ ๆ กไ็ ป
อยู่วัดบวรฯ ซิ (หมายถึงวดั บวรนเิ วศวิหาร) ท่นี น่ั เขามกี ารเรยี นการสอนเหมือนกนั ”
“ขอรับหลวงปู่”

สามเณรตอบรบั คำ� ทงั้ ๆ ทใี่ จไมเ่ คยนกึ อยากไปวดั บวรนเิ วศวหิ ารเลย เพราะทน่ี น่ั
การเรยี นการสอนเขาเขม้ งวดมาก สวดมนตก์ ห็ ลายบท ตง้ั ๙๕ สตู ร เกรงวา่ สตปิ ญั ญา
ของตนจะไปไมไ่ กล แตภ่ ายหลงั จากทไี่ ปอยแู่ ลว้ ทา่ นกลา่ ววา่ สงิ่ ทท่ี า่ นกลวั กลบั ไมม่ ี
ปัญหาอะไรเลย ซ�ำ้ ยังไดร้ ับเลือกให้เปน็ เณรหัวหน้าซ้อมสวดมนตอ์ กี ดว้ ย

สามเณรเดนิ ทางเขา้ วดั บวรนเิ วศวหิ ารในปี ๒๔๙๘ โดยมี หลวงปโู่ ชติ คณุ สมปฺ นโฺ น
(พระเทพสทุ ธาจารย)์ นำ� ไปฝากตวั กบั สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์
ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารในสมัยน้ัน ในกรณีของสามเณรรูปน้ี เป็น
ตวั อยา่ งหน่ึงท่แี สดงถงึ เมตตาในการใหก้ ารศึกษาแก่ลูกศิษย์

120

อบุ ตั เิ หตทุ เี่ ขาพนมสวาย

ในบทนยี้ งั เป็นเรื่องราวของสามเณรรปู เดิมอยู่ ซ่งึ เปน็ เหตุการณ์หนึง่ ในประวตั ิ
ของหลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล เห็นวา่ นา่ สนใจจงึ คัดลอกมาไว้ ณ ทนี่ ี้

ในสมัยน้ัน หลังจากที่สามเณรได้เรียนรู้พ้ืนฐานด้านศีลธรรมจรรยา อันเป็น
ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ เ่ี หมาะสมตามสมควรแลว้ หลวงปดู่ ลู ยก์ น็ ำ� ออกฝกึ ภาคสนามเขา้ ยงั ปา่
เขาล�ำเนาถ�ำ้ ต่างถนิ่ ตา่ งสถานที่ การทไี่ ดต้ ดิ ตามหลวงปู่ไปยังที่ต่างๆ นน้ั สามเณรได้
เรยี นรสู้ ง่ิ ตา่ งๆ ทไี่ มอ่ าจหาไดใ้ นวดั หลายประการ ความวเิ วกสงบสงดั ของปา่ เขากเ็ ปน็
ครบู าอาจารยป์ ระการหนง่ึ ทสี่ อนใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั เิ กดิ ความกลา้ หาญมจี ติ ใจมน่ั คง เชอ่ื มน่ั
ในพระรตั นตรัยมากยงิ่ ขึ้น

ครั้งแรกที่หลวงปนู่ �ำสามเณรออกส่สู นามของพระอรยิ ะนน้ั ได้พาไปฝึกปฏบิ ัติ
ที่เขาพนมสวาย ซ่ึงอยู่ในเขตอ�ำเภอเมืองสุรินทร์นั่นเอง และสถานท่ีแห่งน้ีเอง
ที่ถูกก�ำหนดให้เป็นสถานประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ในภายหลัง
ในสมัยน้ันเขาพนมสวายยังเป็นป่ารกชัฏ อย่หู า่ งไกลบา้ นเมอื งและมีความสงัดเงียบ
จนวงั เวง สามเณรทงั้ หลายมคี วามหวาดกลวั โดยเฉพาะยามคำ่� คนื เมอื่ เขา้ มงุ้ เขา้ กลด
แล้วจะมีความรสู้ กึ คลายใจ เมอื่ นกึ ถึงวา่ หลวงปูค่ อยปกป้องดแู ลอยู่

ในชว่ งกลางวนั เมอื่ วา่ งเวน้ จากการปฏบิ ตั ชิ ว่ั คราว บรรดาสามเณรกช็ กั ชวนกนั
ไปวง่ิ เลน่ บนเขาตามประสาเดก็ ทยี่ งั คกึ คะนองชอบเลน่ สนกุ สนาน ของเลน่ ทพี่ อหาได้

121

ก็มีพวกก้อนหินขนาดต่างๆ คณะสามเณรช่วยกันกลิ้งหินก้อนเล็กก้อนน้อยลงมา
ทำ� ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนานเบกิ บานใจของคณะสามเณรตามประสาเดก็ กลางปา่ กลางเขา
ชาวดงดอย

ในขณะที่สามเณรเหล่านั้นก�ำลังเล่นกล้ิงก้อนหินอยู่อย่างเพลิดเพลินจนเกิน
ขอบเขต ก็เกิดเหตุการณ์ท่ีไม่คาดฝันจนเกือบจะก่อโศกนาฏกรรมข้ึนโดยไม่เจตนา
ปรากฏว่าครั้งหน่ึง เมื่อสามเณรช่วยกันผลักก้อนหินใหญ่ให้กล้ิงลงไป ปรากฏว่า
กอ้ นหนิ พ่งุ ตรงล่วิ เข้าหารา่ งหลวงปูท่ ่ยี ืนอยู่ขา้ งล่างอย่างรวดเร็ว

สามเณรทงั้ กลมุ่ ตะลงึ ตะลานดว้ ยความตกใจสดุ ประมาณ เพราะพวกตนรแู้ กใ่ จ
วา่ ความเร็วของกอ้ นหนิ ทพ่ี ุ่งตวั ลงไปน้ัน หลวงป่ผู เู้ ป็นอาจารย์ที่อยู่ในวัยชราจะตอ้ ง
กระโดดหลบหลกี ไมท่ นั อยา่ งแนน่ อน และครงั้ นน้ี ยั วา่ พวกตนรว่ มกนั สรา้ งบาปกรรม
ขึ้นมหันต์แล้ว ขณะที่บรรดาสามเณรยืนตะลึงตัวแข็งอยู่เบื้องบนเขาด้วยความรู้สึก
ท่ยี ากจะบรรยายอยู่นั้น ฝา่ ยหลวงปู่ซึง่ ก�ำลงั จะถูกหนิ พุ่งเข้าชน กลบั ยืนน่งิ เฉยไม่มี
อาการหวาดหวน่ั สะทกสะทา้ นตอ่ อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในเสย้ี ววนิ าที ดอู าการทา่ นสงบ
ราบเรยี บ ไร้อาการตืน่ กลวั สายตาท่านเพง่ จบั ท่ีก้อนหิน ดปู ระหนง่ึ ว่าทา่ นพร้อมท่จี ะ
รบั ชะตากรรมทล่ี กู ศษิ ยก์ ำ� ลงั กอ่ ขน้ึ คลา้ ยกบั วา่ หากเปน็ เวรกรรมทท่ี า่ นเคยกระทำ� ไว้
ท่านก็คงยินดีที่จะชดใช้กรรมด้วยความเตม็ ใจ

ชว่ งเวลาทท่ี กุ คนกำ� ลงั ตะลงึ ดงั ตอ้ งมนตส์ ะกดอยนู่ น้ั เหตกุ ารณท์ ไ่ี มน่ า่ จะเปน็ ไปได้
ก็อุบัติข้ึนให้ปรากฏแก่สายตาทุกคู่ เม่ือหินกล้ิงมาด้วยความเร็วใกล้ร่างหลวงปู่
ประมาณ ๓ วาเศษ มนั กลบั เบนเบย่ี งเปลย่ี นทศิ ทางไปจากเดมิ อยา่ งกะทนั หนั ประดจุ
มีมือยักษ์ที่ทรงพลังมาปัดให้เฉออกนอกทิศทางเดิม พุ่งเลยร่างหลวงปู่ออกไปอีก
ทางหนง่ึ บรรดาสามเณรจอมซนรสู้ กึ โลง่ ใจ เมอื่ ไดส้ ตติ า่ งกร็ บี วงิ่ ลงมายงั พน้ื ลา่ ง ทรดุ ตวั
หมอบกราบแทบเท้าของหลวงป่อู ย่างส�ำนกึ ในความผดิ

หลวงป่มู องการกระทำ� ของสามเณร แล้วกลา่ วดว้ ยน้�ำเสยี งราบเรยี บวา่

122

“พวกเณรท่ีบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ผู้ท่ีคนท่ัวไปยกย่องว่าเป็นผู้มีศีล
มธี รรม ควรทจ่ี ะหมนั่ ศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ยดึ มนั่ ในศลี มคี วามเพยี รในการประพฤติ
ปฏบิ ตั ธิ รรม เพอื่ ทจ่ี ะสรา้ งคณุ ธรรมใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ตนสมกบั ทเ่ี ขาเชอ่ื ถอื บดั นี้ พวกเธอ
ไม่ใช่เด็กน้อยลูกหลานชาวบ้านที่จะเที่ยวว่ิงเล่นซุกซนได้ตามอ�ำเภอใจเหมือนเช่น
แต่ก่อน แต่เธอเปน็ บุตรศากยะในพระพทุ ธศาสนาทีจ่ ะต้องปฏบิ ัตติ ามศีลตามธรรม
อยา่ งเคร่งครัด ขอให้เธอมคี วามส�ำนึกเช่นนอ้ี ยู่ทุกเมือ่ ”

หลวงปกู่ ลา่ วแลว้ กเ็ ดนิ จากไป เหมอื นกบั ไมม่ เี หตวุ กิ ฤตอะไรเกดิ ขนึ้ กอ่ นหนา้ นน้ั
จติ ใจของสามเณรทกุ รปู ตา่ งกเ็ กดิ ปณธิ านขน้ึ โดยฉบั พลนั วา่ “ตงั้ แตน่ ไี้ ป พวกตนจะไม่
แสวงหาความสนกุ สนานคกึ คะนองเหมอื นทท่ี ำ� มา แตจ่ ะตงั้ หนา้ ศกึ ษาศลี ปฏบิ ตั ธิ รรม
ให้สมกบั ความรกั ความเมตตาทห่ี ลวงปทู่ ่านสอนส่งั อย่างจริงจังเสยี ท”ี

123

ภตู ผี วิญญาณ และเทวดา

โดยปรกติน้นั เมอื่ หลวงปู่จะพดู อะไรก็มักจะพูดแต่ส่งิ ที่เป็นภายในคอื เรอ่ื งจติ
เรอ่ื งใจเปน็ สว่ นมาก แตก่ ม็ บี า้ งนานๆ ครง้ั ทพี่ ดู ถงึ สงิ่ ภายนอก เชน่ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ภตู ผี
ปศี าจ สมั ภเวสี หรอื โอปปาตกิ ะ เปน็ ตน้ แตไ่ มเ่ คยไดย้ นิ หลวงปพู่ ดู ออกมาตรงๆ วา่
เคยพบเคยเห็น หรือมีอะไรมาเบียดเบียน หรือมาเป็นมิตรสนับสนุนท่านอย่างใด
อย่างหนึง่ แตก่ ็มเี รอ่ื งประหลาดอยเู่ รอ่ื งหนึ่ง

ครง้ั นนั้ หลวงปแู่ ละคณะศษิ ยเ์ ดนิ ทางไปเยยี่ ม พระอาจารยส์ วุ จั น์ สวุ โจ ทสี่ ำ� นกั
ถำ�้ ศรแี กว้ อำ� เภอกดุ บาก จงั หวดั สกลนคร หลวงปพู่ ำ� นกั อยทู่ ศี่ าลาตอ้ นรบั ตอนกลางคนื
ดกึ สงดั ทา่ นนอนอยแู่ ตย่ งั ไมห่ ลบั ยงั อยใู่ นภาวะตนื่ มสี ตสิ มั ปชญั ญะเตม็ ท่ี ทา่ นไดเ้ หน็
รา่ งชาย ๒ คน ยืนอยู่ทป่ี ลายเตียง ทา่ นผงกศรี ษะขนึ้ ถามวา่ ใคร ก็ไมไ่ ดร้ บั คำ� ตอบ
ทา่ นจงึ ลกุ ขน้ึ นงั่ มองดู รา่ งทง้ั สองนน้ั กห็ ายวบั ไปในทนั ที หลวงปรู่ สู้ กึ แปลกใจ จงึ เลา่
เหตุการณ์ใหล้ ูกศิษยฟ์ ังในตอนเช้าวนั รุง่ ขนึ้

ในชว่ งทา้ ยๆ ของชวี ติ ตอนทห่ี ลวงปไู่ ปพกั รกั ษาตวั อยทู่ โ่ี รงพยาบาลจฬุ าฯ กม็ ี
เหตุการณ์แปลกๆ คลา้ ยกบั ว่าท่านก�ำลงั พดู คุยหรือเทศนใ์ หใ้ ครฟงั ทำ� ใหพ้ ระเณร
ทอี่ ยพู่ ยาบาลเชอ่ื วา่ ทา่ นมกี ริ ยิ าวาจากบั ใครอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ในเวลาดกึ สงดั เมอื่ ถาม
ภายหลงั วา่ ทำ� ไมหลวงปจู่ งึ สวดยถาใหพ้ ร ทำ� ไมจงึ กลา่ วอรรถคาถาธรรมขอ้ ใดขอ้ หนงึ่
ในระหวา่ งนน้ั จนผอู้ ยเู่ ฝา้ พยาบาลไดย้ นิ กไ็ ดร้ บั คำ� ตอบทไ่ี มอ่ าจขจดั ความพศิ วงสงสยั

124

ได้ชัดเจน แต่ก็ยืนยันกันได้ว่าท่านแสดงกิริยาอย่างน้ัน โดยที่สังเกตได้ชัดว่าสติ
สัมปชัญญะของทา่ นยังสมบรู ณ์ดที ุกประการ

เร่ืองท�ำนองเดยี วกนั นี้ คณุ บำ� รงุ ศักด์ิ กองสขุ ได้เขียนบรรยายไว้ ดงั นี้

ผู้เขยี น (หมายถงึ คุณบำ� รงุ ศักด)ิ์ ได้ยนิ พระเณรวัดบรู พาราม จงั หวดั สรุ ินทร์
เล่าสู่กนั ฟงั วา่ ในตอนดกึ ๆ มกั จะไดย้ ินหลวงปู่ใหพ้ ร ทำ� คล้ายๆ ว่ามีแขกมาเยือน
ในยามวกิ าล ผแู้ อบสงั เกตการณเ์ หล่านั้นสรุปเอาเองวา่ หลวงป่พู ูดกับเทวดา

ผเู้ ขยี นไดฟ้ งั เปน็ ครงั้ แรกคดิ อกศุ ลวา่ คงจะเปน็ แผนของทา่ นพระครฯู (หมายถงึ
พระครนู นั ทปญั ญาภรณ์ ภายหลงั เลอื่ นสมณศกั ดทิ์ ่ี พระโพธนิ นั ทมนุ )ี ออกอบุ ายเพอ่ื
ท่ีจะได้จ�ำหน่ายเหรียญหลวงปู่กระมัง จึงได้ให้พระเณรปั้นเร่ืองเป็นข่าวลือเช่นน้ี
ผเู้ ขยี นรจู้ กั หลวงปมู่ ากไ็ มเ่ คยไดย้ นิ วา่ มเี รอ่ื งลกึ ลบั อะไรแบบนี้ รแู้ ตว่ า่ หลวงปทู่ า่ นสอน
ไม่ให้งมงาย สอนเร่อื งจิตตภาวนาปัจจุบันทันสมัย

เมื่อหลวงปู่อาพาธเข้ารักษาตัวท่ีโรงพยาบาลจุฬาฯ ลูกศิษย์ที่ได้เฝ้าพยาบาล
หลวงปู่ กไ็ ดร้ เู้ หน็ กนั ทว่ั วา่ ในคนื วนั นน้ั เมอ่ื เวลาตี ๒ หลวงปตู่ น่ื ขน้ึ กลางดกึ บอกให้
พระจุดเทียนรับเทวดาทีม่ าหา พระครเู ยอ้ื นบอกหลวงปู่ว่า “เปิดไฟฟา้ แลว้ ” หลวงปู่
กไ็ มว่ า่ อะไร ตกลงไมจ่ ดุ เทยี น หลวงปกู่ ส็ วดมนตเ์ จรญิ พระคาถา นง่ั สมาธพิ กั ใหญๆ่
จงึ เอนตัวลงนอน

มีผู้ถามหลวงปู่เรื่องเทวดาในวันต่อมา หลวงปู่ก็ตอบว่า “ไม่ใช่เร่ืองของการ
ปฏบิ ตั ภิ าวนา” วนั ตอ่ มา ผเู้ ขยี น (คณุ บำ� รงุ ศกั ด)ิ์ ไดโ้ อกาสเหมาะลองถามหลวงปบู่ า้ งวา่
“เทวดาท่ีมาหาหลวงปู่ พวกเขาแต่งกายแบบลิเกหรอื แบบไหนครบั ”

ทา่ นชม้ี าทผี่ เู้ ขยี นแลว้ วา่ “แตง่ กายแบบนแ้ี หละ” ทา่ นวา่ “ทอี่ ยขู่ องพวกพรหมนน้ั
เขาอยหู่ า่ งไกลจากโลกมนษุ ย์มาก”

125

ความเชือ่ ถอื เรื่องอิทธิฤทธิ์

ในตอนต้นได้เคยเขียนถึงเหตุการณ์ท่ีหลวงปู่ผจญภัยโดยถูกควายป่าไล่ขวิด
ตอนออกธดุ งคใ์ นแดนกมั พชู ามาแลว้ หลายครง้ั ทมี่ ผี ถู้ ามหลวงปวู่ า่ “ตอนทท่ี า่ นเดนิ
ธดุ งคไ์ ปกมั พชู า แลว้ มคี วายปา่ มาไลข่ วดิ ทา่ นอตุ ลตุ ไปหมด แตท่ า่ นไมเ่ ปน็ อนั ตรายนน้ั
หลวงปู่มีของดีหรอื คาถาอาคมอะไรหรือเปลา่ ” หลวงป่ตู อบวา่ “ไมม่ ีอะไร มันขวดิ
ไม่ถูกเอง ถูกแต่ตามซอกแขนซอกขาเท่าน้ัน ถ้าถูกเต็มที่มันก็อันตรายเหมือนกัน”
ทง้ั ๆ ทที่ า่ นกต็ อบตามความเปน็ จรงิ อยา่ งนี้ คนกม็ กั ไมค่ อยเชอื่ กนั พยายามพากเพยี ร
รบเรา้ ขอวตั ถมุ งคลหรอื ของดอี ะไรตา่ งๆ จากหลวงปู่อยู่เร่อื ยๆ

ความจริงแลว้ สำ� หรบั หลวงปู่ดลู ย์ อตโุ ล น้นั เปน็ ทที่ ราบกนั ดีว่า ความเชอื่ ถือ
ในสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิกด็ ี ในส่ิงเรน้ ลับเหลอื วิสยั ก็ดี ในเรอ่ื งฤกษ์งามยามดตี า่ งๆ ไมม่ เี อา
มาเปน็ สาระในจติ ใจทา่ น ซง่ึ เปน็ ทร่ี กู้ นั ทว่ั ไปจากอาการทป่ี รากฏทางรา่ งกายทางวาจา
ของทา่ นนนั่ เอง เมอ่ื มผี ใู้ ดจะดำ� เนนิ กจิ กรรมอะไร มาถามความเหน็ ทา่ นเรอ่ื งฤกษง์ าม
ยามดี หลวงป่กู จ็ ะบอกวา่ “วนั ไหนกไ็ ด้ วันไหนพรอ้ ม วันไหนสะดวกสบาย ใช้ได้
ทง้ั หมด” และกน็ งิ่ เฉย ไมค่ อ่ ยจะพดู วา่ วนั นนั้ ดี วนั นเี้ หมาะ วนั นน้ั ใชไ้ มไ่ ด้ หลวงปู่
เคยพดู ในหมสู่ งฆ์วา่ “ถา้ กาย วาจา และจิตใจดี อำ� นาจความดงี ามกจ็ ะเกิดขึ้นเอง”

ในหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเมื่อต้นเดือน
กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งคณะแมบ่ ้านกระทรวงมหาดไทยได้แวะไปกราบหลวงปู่
เมื่อเวลา ๑๘.๒๐ น. แล้วมีสุภาพสตรีท่านหน่ึงถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า

126

“ดิฉนั ขอของดจี ากหลวงป่ดู ว้ ยเถอะเจา้ ค่ะ...” หลวงปเู่ จรญิ พรวา่ “ของดตี ้องภาวนา
เอาเองจงึ จะได้ เมอื่ ภาวนาแลว้ ใจกส็ งบ กายวาจากส็ งบ แลว้ กายกด็ ี วาจาใจกด็ ี เรากอ็ ยดู่ ี
มสี ขุ เทา่ นนั้ เอง” “ดฉิ นั มภี าระมาก ไมม่ เี วลามานง่ั ภาวนา งานราชการเดยี๋ วนรี้ ดั ตวั มาก
เหลอื เกนิ มเี วลาทไี่ หนมาภาวนาไดเ้ จา้ คะ” สภุ าพสตรที า่ นนนั้ ชแ้ี จง หลวงปอู่ ธบิ ายวา่
“ถ้ามีเวลาส�ำหรับหายใจ กต็ ้องมเี วลาส�ำหรบั ภาวนา”

เรอ่ื งการประพรมนำ้� มนต์ หรอื เจมิ รถเจมิ บา้ นรา้ นคา้ อะไรตา่ งๆ แตก่ อ่ นหลวงปู่
ไมย่ นิ ดที ำ� เลย มาในระยะหลงั ๆ เหน็ วา่ บคุ คลมหี ลายระดบั เพอ่ื เปน็ การใหก้ ำ� ลงั ใจแกเ่ ขา
ให้เขาไดพ้ ้นทุกขเ์ ลก็ ๆ น้อยๆ ท่านจึงปฏบิ ตั ไิ ปเพื่อโลกตั ถจริยา เปน็ การอนเุ คราะห์
อนโุ ลมตามความประสงค์ของทางโลกเทา่ นน้ั ครั้งหน่ึงมพี ระภิกษุสงฆน์ �ำรถของตน
มาให้ทา่ นเจมิ หลวงปไู่ ม่ยอมท�ำ และดเุ อาว่า “งมงาย”

บางครงั้ มคี นมาขอชานหมาก ทา่ นกว็ า่ “เอาไปทำ� ไมของสกปรก” มคี นมาขอให้
เปา่ หวั ทา่ นกว็ า่ “เปา่ ทำ� ไม เดยี๋ วนำ้� ลายเลอะ” เรอื่ งวตั ถมุ งคล เชน่ เหรยี ญตา่ งๆ เปน็ ตน้
หลวงปไู่ มน่ ยิ มยนิ ดที จ่ี ะทำ� หรอื ใหท้ ำ� เลย แตภ่ ายหลงั ทา่ นกอ็ นโุ ลมตามบา้ ง เมอ่ื ลกู ศษิ ย์
ลกู หาจัดท�ำขึน้ ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ท่านกอ็ นโุ ลม แผ่พลงั จติ ให้ตามสมควรเพอื่
ไมใ่ หเ้ ปน็ การขดั ศรทั ธาตอ่ ทายกทายกิ าและลกู ศษิ ยล์ กู หาทม่ี คี วามปรารถนาเชน่ น้นั

127

วตั ถุมงคลศกั ดสิ์ ทิ ธิจ์ ริงหรือ

หลวงปเู่ ลา่ วา่ ครง้ั หนงึ่ มพี วกสาธชุ นปญั ญาชนกลมุ่ หนงึ่ มาสนทนาธรรมดว้ ย และ
ถามทา่ นวา่

“วัตถุมงคลมีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือ หลวงปู่จึงได้สร้างหรืออนุญาตให้สร้าง
เหรยี ญขนึ้ ” หลวงปูจ่ งึ วิสชั นาว่า “พวกทา่ นทง้ั หลายแสดงความสนใจในการบำ� เพ็ญ
ภาวนา ก็พากันบ�ำเพ็ญภาวนาไป ไม่ต้องไปห่วงไปสนใจกับวัตถุมงคลอันเป็นของ
นอกกายนี้ แตส่ ำ� หรบั ผมู้ จี ติ ใจเพลดิ เพลนิ อยู่ ยงั ยนิ ดใี นการเกดิ ตายในวฏั สงสาร ยงั ไม่
สามารถหันมาสู่การปฏิบัติธรรมได้ ก็ให้อาศัยวัตถุภายนอกเช่นวัตถุมงคลเช่นนี้
เปน็ ทีพ่ ่งึ ไปกอ่ น อยา่ ไปตำ� หนิตเิ ตยี นอะไรเลย

ครน้ั เขาเหลา่ นนั้ ประสบเหตเุ ภทภยั มอี นั ตรายแกต่ น และเกดิ แคลว้ คลาดดว้ ยคณุ
แหง่ พระรตั นตรยั กด็ ี โดยบงั เอญิ กด็ ี กจ็ ะเกดิ ความเลอ่ื มใสศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนา
ไดใ้ นภายหลัง ซง่ึ กจ็ ะเปน็ เหตใุ ห้เจรญิ งอกงามในทางท่ีถูกตอ้ งได้เอง”

สำ� หรบั ผทู้ มี่ ศี รทั ธามากแลว้ และสนใจการบำ� เพญ็ ภาวนา สนใจในธรรมปฏบิ ตั ิ
อนั ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป ในเรอ่ื งวตั ถมุ งคลน้ี หลวงปจู่ ะบอกตามสจั ธรรมวา่ “ไมม่ อี ะไร เปน็ เพยี ง
ชว่ ยดา้ นกำ� ลงั ใจเทา่ นนั้ ” หลวงปมู่ กั กลา่ ววา่ “เอาไปทำ� ไม ของทเ่ี ปน็ ภาระตอ้ งเอาใจใส่
ดแู ล ของทตี่ อ้ งทงิ้ เสยี ในภายหลงั ” แลว้ ทา่ นกส็ อนเปน็ ปรศิ นาธรรมวา่ “จงเอาสง่ิ ทเ่ี อาได้
จงอยา่ เอาสิง่ ทเ่ี อาไม่ได”้

128

ถา้ มองในแงข่ องปถุ ชุ นสามญั ธรรมดาแลว้ ความศกั ดสิ์ ทิ ธแิ์ หง่ คณุ พระรตั นตรยั
ยอ่ มมปี รากฏเปน็ อศั จรรยไ์ ด้ ดงั เชน่ พระพทุ ธานภุ าพแหง่ พระบรมศาสดาทไ่ี ดท้ รงแสดง
แกเ่ หลา่ เดยี รถยี น์ อกศาสนา ดงั นน้ั ความอศั จรรยข์ องอานภุ าพแหง่ คณุ พระรตั นตรยั
จะบงั เกดิ คณุ ประโยชนอ์ ยา่ งไร ขอทา่ นทงั้ หลายพจิ ารณาถอื เอาตามสมควรแกต่ นเทอญ

129

ผเู้ จรญิ ดว้ ยยถาลาภสันโดษ

โดยเหตทุ ห่ี ลวงปถู่ อื ธดุ งควตั ร ทา่ นมคี วามยนิ ดใี นการบณิ ฑบาตเปน็ วตั ร และ
ไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ าอยา่ งสมำ�่ เสมอ จนกระทง่ั มาในระยะหลงั เมอ่ื ทา่ นชราภาพมากแลว้
ประกอบกบั อาพาธขาขา้ งซา้ ยเลอื ดลมเดนิ ไมส่ ะดวก และบรรดาภกิ ษสุ ามเณรพยายาม
วิงวอนขอร้องขอให้หลวงปู่งดออกเดินบิณฑบาตนอกวัด ขอให้ท่านรับบิณฑบาต
ภายในวดั เทา่ นนั้ โดยภกิ ษสุ ามเณรจะพากนั ใสบ่ าตรทา่ นทว่ี ดั ในตอนเชา้ ดว้ ย ถา้ หลวงปู่
ยงั คงออกบณิ ฑบาตนอกวดั อยู่ และเกดิ อาพาธระหวา่ งทาง เทา่ กบั วา่ จะยง่ิ ทำ� ใหล้ กู ศษิ ย์
ลกู หาและญาตโิ ยมเกดิ ความลำ� บากใจเปน็ แนแ่ ท้ หลวงปไู่ ดแ้ ตเ่ พยี งหวั เราะและยอม
อนโุ ลมตาม

ครนั้ เมอ่ื ภกิ ษสุ ามเณรและญาตโิ ยมใสบ่ าตรใหท้ า่ นแลว้ ทา่ นกจ็ ะฉนั ภตั ตาหาร
ท่ีได้รับจากบาตรนัน้ โดยปรกตหิ ลวงปฉู่ นั แต่น้อย เปน็ ผเู้ จริญด้วยยถาลาภสนั โดษ
คอื ยนิ ดใี นของบรโิ ภคตามมตี ามได้ เมอ่ื รบั การถวายมาอยา่ งไร ทา่ นกย็ นิ ดอี ยา่ งนน้ั
ไม่เดือดร้อน เรอื่ งการขบฉัน ไม่ฉันพลางดม่ื น�ำ้ พลาง เพราะจติ วิญญาณไมเ่ ร่าร้อน
ไม่เคยต�ำหนิหรือชมเชยอาหารท่ีสาธุชนถวายว่า “ส่ิงน้ีอร่อย สิ่งนี้ไม่อร่อย” หรือ
“เออ วนั นม้ี อี าหารถกู ปาก อยา่ งนน้ั ไมถ่ กู โรคกนั ” เหลา่ นเ้ี ปน็ ตน้ อาหารจะจดื จะเคม็
อยา่ งไร ทา่ นกไ็ มเ่ คยเรยี กหาอะไรเพมิ่ เตมิ ประเคนอยา่ งไรกฉ็ นั อยา่ งนนั้ ทำ� ใหภ้ กิ ษุ
สามเณรท่ีอปุ ฏั ฐากท่านถึงกับละเลยเลินเลอ่ เมื่อต้อนรับอาคันตุกะอยู่บอ่ ยๆ

130

ลกู ศษิ ยล์ กู หาบางทา่ นมนี สิ ยั ตรงกนั ขา้ ม จงึ ถกู หลวงปดู่ เุ อาวา่ “แคน่ ก้ี ท็ นไมไ่ ด้
แลว้ จะท�ำอะไรได้” ในระหว่างการขบฉนั หลวงปู่มีความส�ำรวมระวงั ไมบ่ กพร่องใน
ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ เี่ คยไดร้ บั อบรมมา ไมน่ ยิ มพดู ในขณะฉนั เมอ่ื มผี ถู้ ามไถ่ ทา่ นกจ็ ะตอบ
เม่ือจ�ำเป็นและไม่มีค�ำข้าวอยู่ในปาก ไม่มีการชะเง้อทักทายโหวกเหวกกับญาติโยม
ปรมิ าณการฉนั ของทา่ นกเ็ ปน็ ไปตามปกตธิ รรมดา มนี อ้ ยกฉ็ นั เทา่ ทมี่ ี มมี าก ฉนั พออมิ่
เท่าทเ่ี คย เม่อื เสรจ็ จากภัตตกิจแลว้ หลวงปูม่ กั จะเดนิ จงกรม ท�ำตามพระวินัยและ
ขอ้ วตั ร

ปจั จยั อน่ื ๆ นอกจากอาหารกท็ ำ� นองเดยี วกนั เมอ่ื มลี าภสกั การะมาก ทา่ นไมเ่ คย
สง่ั สม คอยดแู ลพระเณรท่ขี าดแคลนตามวัดตา่ งๆ อยูเ่ สมอ ที่ไหนขาดก็แบ่งปนั ไป
ใหท้ วั่ ถงึ เมอ่ื ถงึ คราวมนี อ้ ยกว็ า่ กนั ไปตามมตี ามเกดิ หลวงปไู่ มเ่ คยปรารถนาอยากได้
อะไร เชน่ “ร้อนมาก ถ้ามแี อรก์ ็จะด”ี หรอื ว่า “แก่มากแล้ว ไปมาล�ำบาก มรี ถยนต์
น่ังติดแอร์เย็นๆ สักคันก็เหมาะ” ตามแบบอย่างท่ีเรียกกันข�ำๆ ท�ำนองประชดว่า
“ยถาโลภะสันโดษ” หรือ “ยถาราคะสันโดษ” ก็คือ ยินดีตามแต่ความโลภหรือ
ความทะเยอทะยานอยากในกามสุขจะบงการให้เป็นไป อย่างนี้เป็นการไม่สมควร
แตใ่ นวสิ ยั สมณะ คอื การเจรญิ ดว้ ยลาภสนั โดษ หมายถงึ การยนิ ดใี นของบรโิ ภคตามมี
ตามได้ มนี อ้ ยก็ใชน้ ้อย ไม่มีกไ็ ม่ต้องใช้ มีมากกใ็ ช้เท่าทีจ่ �ำเปน็ ไมด่ น้ิ รนแสวงหา

131

รสอาหารดอี ยู่ท่ใี จ

ท่านเจา้ คุณพระโพธนิ นั ทมุนี (อดตี ทา่ นพระครูนนั ทปัญญาภรณ์) เล่าใหฟ้ ังว่า
ในอดตี ท่านมีความไมค่ ่อยดอี ยอู่ ยา่ งหนงึ่ คอื ทง้ั ๆ ทพ่ี ยายามปฏิบัตติ ามค�ำส่ังสอน
ของหลวงปแู่ ละครบู าอาจารยท์ ง้ั หลาย แตก่ ส็ งั เกตตวั เองไดว้ า่ ถา้ วนั ไหนมภี ตั ตาหารเปน็
ปรกตธิ รรมดา เชน่ นำ�้ พรกิ ผกั ตม้ หรอื อาหารพนื้ บา้ นทว่ั ๆ ไป กม็ คี วามสขุ กายสบายใจ
เป็นธรรมดาตามความเคยชิน แต่ถ้าวันไหนมีอาหารที่พิเศษพิสดารข้ึนกว่าปรกติ
ก็ชักจะรู้สกึ สนุกสนานผิดธรรมดาไปหนอ่ ย จนกระท่ังเกดิ ความร�ำคาญตวั เองขึ้นมา
จงึ ตอ้ งแกไ้ ขดดั นสิ ยั ตวั เองดว้ ยการฉนั เฉพาะอาหารผกั เสยี บา้ ง ใหม้ นั รสู้ กึ ยากลำ� บาก
ต่อการไดม้ ายง่ิ ขึ้น ให้รสชาตอิ าหารเปน็ ธรรมดาๆ มากขึ้น

ดว้ ยเหตนุ เ้ี องทำ� ใหเ้ กดิ ความคดิ ขน้ึ มาอยา่ งหนง่ึ วา่ พระเถระกด็ ี อบุ าสก อบุ าสกิ า
กด็ ี ทเี่ จริญดว้ ยการปฏบิ ัติย่งิ ๆ ขน้ึ ไป ชะรอยจะตัดความยนิ ดใี นรสอาหารเสยี ได้
จึงไม่ยินดียินร้ายในรสอาหารเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร ล้วนพอใจท้ังส้ิน
ที่จะได้รับ ไม่รสู้ ึกรงั เกยี จ ไมร่ ้สู กึ ไม่ว่าจะเปน็ อาหารอะไร ไม่เรยี กร้องการปรงุ รส
เพ่ิมเติม นับวา่ เปน็ ทนี่ ่าชื่นชมควรคารวะยิ่งนกั

ครนั้ คดิ ไดเ้ ชน่ นแ้ี ลว้ จงึ เขา้ ไปหาหลวงปู่ และกราบเรยี นทา่ นถงึ ความคดิ ของตน
พร้อมท้ังขอทราบความคิดเห็นของท่าน หลวงปู่บอกว่า “เข้าใจถูกคร่ึงหนึ่ง
เข้าใจผิดคร่ึงหนึ่ง แต่ก็เป็นการดีแล้วท่ีมาพบเพ่ือพยายามท�ำความเข้าใจ” แล้ว

132

หลวงปู่ก็อธิบายต่อไปว่า “ที่ว่าเข้าใจถูกนั้น ก็คือท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว
สามารถตดั ความยนิ ดใี นรสอาหารไดจ้ รงิ ทวี่ า่ ผดิ นนั้ กเ็ พราะทา่ นมคี วามรสู้ กึ รบั รถู้ งึ
รสอาหารได้เปน็ อย่างดีผดิ คนธรรมดาสามัญ ทง้ั น้ีเนื่องจากขนั ธธ์ าตขุ องท่านบริสุทธ์ิ
หมดจดแลว้ สะอาดแลว้ ดว้ ยการชำ� ระลา้ งแหง่ ธรรมอนั ยง่ิ ประสาทรบั รรู้ สอนั ประกอบ
ด้วยเส้นตั้งพันตามท่ีปรากฏในพระธรรมบทขุททกนิกาย ต่างก็ปฏิบัติหน้าท่ีรับรู้รส
ของตนได้อย่างอิสระเต็มที่เต็มทางตามความสามารถแห่งคุณสมบัติของตน จึงรู้
รสชาตขิ นาดไหนกร็ สู้ กึ ได้ เสยี แตว่ า่ ไมม่ คี ำ� พดู หรอื ภาษาทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ หพ้ ออธบิ ายได้
เข้าใจเท่านั้นเอง ซึง่ ด้วยภูมิธรรมของปถุ ุชนสามัญธรรมดา หากสามารถรบั รู้รสชาติ
เห็นปานนั้นได้ น่าทีจ่ ะตอ้ งเกิดคลง่ั ไคล้ใหลหลงอยา่ งแนน่ อน ถา้ ไดบ้ ริโภคอาหารที่
สมบรู ณ์ดว้ ยคุณค่าและรสชาตจิ ริงๆ ดังนั้น ไมว่ า่ อาหารน้นั จะได้รบั การปรุงแตง่ ให้
มรี สชาตมิ าก หรอื รสชาตนิ ้อยอยา่ งไร รสชาติบรรดาทม่ี ีอยใู่ นตวั อาหารนน้ั ๆ ท่านที่
ปฏบิ ตั ชิ อบแลว้ กส็ ามารถรบั รไู้ ดจ้ นครบถว้ นทกุ รส แตเ่ มอ่ื รบั รแู้ ลว้ กห็ มดกนั เทา่ นน้ั
ไมเ่ กิดความยินดีพอใจสบื เนอื่ งตอ่ ไป”

133

พระอรหันตไ์ ม่รับรอู้ ะไรจริงหรือ

หวนคิดขน้ึ มาไดถ้ งึ เหตุการณท์ ่เี กิดขึ้นครัง้ หนง่ึ ครง้ั นั้นสามเณร ๒ รปู เสรจ็
จากการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมแลว้ นง่ั พกั ผอ่ นอยใู่ ตต้ น้ ไมห้ นา้ กฏุ ิ ถกเถยี งกนั อยถู่ งึ
คณุ แห่งพระอรหนั ตท์ ศี่ กึ ษามาจากหอ้ งเรยี น สามเณรใหญ่ชีแ้ จงว่า “พระอรหนั ตน์ น้ั
ละกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ไม่รับรู้อะไรท้ังสิ้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรท้ังน้ัน หมดความ
ยึดมั่นถือม่ันโดยส้ินเชิง” สามเณรน้อยเถียงทันที “พระอรหันต์ของหลวงพี่
ช่างนา่ เวทนานกั เหมอื นเสาตน้ หน่ึง กอ้ นหนิ กอ้ นหนง่ึ จะเกดิ น้ำ� ทว่ มไฟไหมก้ ไ็ ม่รู้
อะไรเลย คงจะตอ้ งตายเสยี เปลา่ และยงั เปน็ บคุ คลทไ่ี รป้ ระโยชนส์ น้ิ เชงิ ” ขณะทว่ี วิ าทะ
ก�ำลังดำ� เนนิ ไปอย่างผดิ เป้าหมาย กม็ ีเสียงกะแอมดงั ขึ้นจากกุฏิ สามเณรทั้ง ๒ จึง
สามัคคกี นั หลบหนไี ป

ครนั้ ขอ้ ถกเถยี งนล้ี ว่ งรถู้ งึ หลวงปู่ ทา่ นกบ็ อกวา่ “แมจ้ ะเปน็ การถกเถยี งเอาชนะกนั
แตก่ ็เป็นการตงั้ ข้อสังเกตที่นา่ พินิจพจิ ารณา” แลว้ หลวงปู่อธิบายวา่ “จิตเป็นสภาพรู้
อารมณ์ ตราบใดทมี่ จี ติ การรบั รอู้ ารมณก์ ย็ อ่ มมเี ปน็ ธรรมดาโดยไมต่ อ้ งสงสยั ดงั นนั้
บุคคลธรรมดารับรู้อารมณ์อย่างไร พระอรหันต์ก็ย่อมจะต้องรับรู้อารมณ์อย่างนั้น
และการรับรู้อารมณ์ของท่านน่าจะเป็นไปด้วยดีย่ิงเสียกว่าคนธรรมดาสามัญด้วยซ�้ำ
เพราะจติ ของทา่ นไม่มเี มฆหมอกคอื กิเลสปกคลมุ อยู่ อนั จะทำ� ให้ความสามารถรับรู้
อารมณล์ ดลง”

134

ดังนี้ การกลา่ วหาว่าพระอรหันต์ไมร่ ับรอู้ ะไร ไมย่ งุ่ ไมเ่ ก่ียวอะไรท้ังน้ัน จงึ ไม่
ถกู ตอ้ งอยา่ งแนน่ อน สว่ นการทที่ า่ นหมดความยดึ มน่ั ถอื มน่ั โดยสนิ้ เชงิ นน้ั ยอ่ มหมาย
ความวา่ แมก้ ระทงั่ ความไมย่ ดึ มน่ั ในสง่ิ หนง่ึ สงิ่ ใดกย็ อ่ มไมม่ แี กท่ า่ น กลา่ วคอื ทา่ นหมด
ทั้งความยึดมั่นถือมั่น และความไม่ยึดมั่นถือม่ัน ไม่มีท้ังความพอใจในสิ่งใด
ทง้ั ความรงั เกยี จในสง่ิ ใด ดงั น้ี จงึ จะเรยี กวา่ “โดยสน้ิ เชงิ ” ได้ จติ ของทา่ นจงึ ลอยเดน่
เหนอื ความดึงดูดและผลกั ดนั ต่อสรรพสิ่ง เป็นอิสระชว่ั นิรนั ดร

หลวงปู่ได้ชี้แนวทางพิจารณาว่า “อย่าพยายามทึกทักเอาเองตามความรู้สึก
ของตนว่า พระอริยบุคคลไม่วา่ ในล�ำดบั ใด เป็นบคุ คลทมี่ ีอะไรผดิ แปลกไปจากคน
ธรรมดาสามัญ ท่านก็มีอะไรทุกอย่างเหมือนๆ กับคนธรรมดาสามัญ ทั้งร่างกาย
และจติ ใจ หรอื ถา้ จะวา่ ให้ถกู ทา่ นเสยี อกี เป็นธรรมดาสามญั ปถุ ุชนตา่ งหากที่มีอะไร
ผดิ ธรรมดา วปิ ริตไปด้วยการปรุงของกเิ ลสตณั หาอนั เปน็ เหตุแหง่ ทกุ ข์ พระอรหันต์
ทา่ นเปน็ ปกตธิ รรมดา พน้ จากการปรงุ แตง่ จงึ อยอู่ ยา่ งไมม่ ที กุ ข์ พระอรยิ บคุ คลทร่ี องๆ
ลงมา กม็ กี ารดำ� รงอยอู่ ยา่ งมที กุ ขม์ ากขน้ึ ตามลำ� ดบั และกำ� ลงั ดำ� เนนิ ไปสกู่ ารดำ� รงอยู่
อยา่ งไมม่ ีทกุ ข์ตอ่ ไป ก็แลการดำ� รงอย่อู ย่างไมม่ ที ุกขน์ ้ี ย่อมเปน็ ยอดปรารถนาของ
สตั วโ์ ลกทงั้ มวล

สรรพสตั วท์ กุ หมเู่ หลา่ วงิ่ เตน้ ดน้ิ รนอยดู่ ว้ ยประการตา่ งๆ ทกุ วนั เวลาน้ี กล็ ว้ นแต่
เพอ่ื จดุ ประสงคท์ จี่ ะระงบั ดบั ทกุ ขข์ องตนๆ อยา่ งเดยี วเทา่ นนั้ มไิ ดเ้ ปน็ ไปเพอื่ ประการ
อนื่ ใดเลยแมแ้ ตน่ อ้ ย เมอ่ื หวิ กเ็ สาะแสวงหาอาหาร เมอ่ื เกดิ โรคภยั กว็ ง่ิ หายารกั ษาโรค
เปน็ ตน้ ”

135

ทกุ หม่เู หล่าลว้ นแสวงหานิพพาน

ครง้ั หนง่ึ หลวงปกู่ ลา่ ววา่ “โดยนยั อนั ปรากฏอยใู่ น พระธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร
อนั เปน็ พระปฐมเทศนานน้ั พระศาสดาแสดงไวช้ ดั เจนวา่ สตั วท์ กุ หมเู่ หลา่ ลว้ นแสวงหา
พระนิพพาน คือความดบั แหง่ ทุกข์ แตเ่ พราะความเขลารูเ้ ท่าไม่ถึงการณ์ จงึ พยายาม
ดับทกุ ข์ดว้ ยวิธที ่ไี ม่ถกู ตอ้ ง ความทกุ ขจ์ งึ เกิดมมี าให้ดับอย่รู ำ�่ ไป

วธิ ีอนั โง่เขลาทสี่ รรพสัตวใ์ ชใ้ นการดบั ทกุ ข์ มี ๒ วธิ ี คอื กามสุขลั ลิกานุโยค
อธบิ ายงา่ ยๆ วา่ วธิ คี ลอ้ ยตามความปรารถนา คอื เมอื่ ปรารถนาสง่ิ ใดกใ็ หส้ มปรารถนา
ในสงิ่ นนั้ ความทกุ ขก์ ร็ ะงบั ดบั ไป และ อตั ตกลิ มถานโุ ยค หมายถงึ วธิ หี กั หา้ มความ
ปรารถนา คอื เมอื่ ปรารถนาสง่ิ ใดกแ็ กไ้ ขหกั หา้ มตรงๆ บา้ ง หนั เหจติ ใจไปสอู่ ารมณอ์ นื่
ทส่ี ขุ ุมประณีตกว่า เชน่ การเลน่ กฬี า เล่นตน้ ไม้ เป็นต้นบา้ ง ในทีส่ ดุ ความทุกข์นั้น
ก็ระงบั ดบั ไป

สรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าล้วนแสวงหาพระนิพพานแก่ตนด้วยวิธีการอันโง่เขลา
ทง้ั ๒ วธิ ี มาเปน็ เวลานาน ความทกุ ขก์ ย็ งั เกดิ มมี าใหด้ บั อยรู่ ำ�่ ไป จนพระพทุ ธเจา้ เสดจ็
อบุ ตั ขิ นึ้ มาในโลก และทรงรแู้ จง้ จงึ ชแี้ นวทางทถ่ี กู ตอ้ งใหด้ ำ� เนนิ ตาม ทรงชใ้ี หเ้ หน็ วา่
ปญั หาทแ่ี ทจ้ รงิ อยทู่ ตี่ วั ความปรารถนานนั้ นน่ั เอง ถา้ สามารถทำ� ความเขา้ ใจใหแ้ จง้ ชดั
รถู้ งึ เหตปุ ัจจัยการปรงุ แต่งของมนั หรอื รรู้ ากเหงา้ ของมนั ธำ� รงจติ เสียใหมใ่ ห้ถกู ตอ้ ง
ธ�ำรงจิตให้อยู่โดยประการที่ความทุกข์ไม่อาจท่วมทับได้ โดยประการที่เหตุปัจจัย

136

ท้งั หลายไม่อาจปรุงแตง่ จิตให้หลงโงเ่ ขลาได้ ดังน้ีแลว้ ก็เป็นอันว่าได้บรรลถุ งึ วธิ กี าร
ดำ� รงอยอู่ ยา่ งไมม่ ที กุ ขโ์ ดยสนิ้ เชงิ เหลอื ภารกจิ โดยธรรมดาอยอู่ ยา่ งเดยี ว คอื การดแู ล
รักษาขันธ์น้ีต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เม่ือมันต้องการอาหารก็หาให้ เมื่อมีโรคภัย
กเ็ ยยี วยารักษาไปดังนี้แล”

จากโอวาทของหลวงปู่ข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่า สัตว์ทุกหมู่เหล่าต่างด�ำเนิน
กิจกรรมต่างๆ เพอื่ หาทางระงบั ความทกุ ข์ ความกระวนกระวายทงั้ ทางกายและทาง
วิญญาณของตน ทุกข์ทางกายอันเป็นทุกข์ประจ�ำนี้ ก็บ�ำบัดเสียด้วยการแสวงหา
ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครือ่ งนุ่งห่ม ทอี่ ยูอ่ าศยั และยารักษาโรค ส่วนทุกขท์ างใจ
อนั เปน็ ความกระวนกระวายทางวญิ ญาณ ตา่ งกบ็ ำ� บดั กนั ไปตามแตจ่ ะเหน็ ชอบ ซงึ่ พอ
สรปุ ไดเ้ ป็น ๒ วธิ คี อื กามสุขลั ลิกานุโยค ระงบั ความกระวนกระวายทางวิญญาณ
ด้วยการคล้อยตามความปรารถนา เมื่อเกิดความทะเยอทะยานอยากในอารมณ์
กบั อตั ตกลิ มถานโุ ยค คอื การหกั หา้ มจติ ใจใหพ้ น้ จากอำ� นาจความปรารถนาในอารมณ์
ทีน่ ่าปรารถนา ให้พ้นจากความไมป่ รารถนาในอารมณ์ไม่นา่ ปรารถนา ดว้ ยอบุ ายวธิ ี
ต่างๆ เช่น หักห้ามจิตใจโดยตรงไม่ยอมคล้อยตาม หรือด้วยการเตือนตัวเองว่า
ไม่อาจสนองตอบได้ และหกั หา้ มจิตใจไม่ให้หันไปส่อู ารมณ์อนั เป็นตรงกนั ข้าม เช่น
หนั ไปเลน่ กีฬาเปน็ ต้น ตลอดจนถึงการทรมานกายดว้ ยประการต่างๆ ของพวกโยคี
เปน็ ตัวอยา่ ง กเ็ ปน็ การทำ� ให้วญิ ญาณสงบลงได้เหมอื นกนั

การระงบั ดับทุกขท์ งั้ ๒ วธิ ี สามารถบำ� บดั ได้เพียงชวั่ ครง้ั ช่ัวคราว บางอย่าง
กลบั เพม่ิ ความทุกขซ์ �้ำซอ้ นขน้ึ มาเสยี อกี จงึ ไมใ่ ชว่ ธิ ีระงบั ดบั ทกุ ขท์ ไ่ี ดผ้ ลอยา่ งแทจ้ รงิ
เพราะตน้ เหตุมนั อยูทีค่ วามปรารถนาทเ่ี กิดขึน้ ทจี่ ติ ใจ ต้องแก้กนั ที่เหตุ ตอ้ งดบั กัน
ทีเ่ หตุ ทุกขจ์ ึงจะระงบั ดบั ไปได้แน่นอน

วิธีแก้ ก็ด้วยการธ�ำรงจิตใหถ้ ูกต้อง จะท�ำให้เห็นและเข้าใจทุกส่งิ ทกุ อยา่ งตาม
ที่เป็นจริง แล้วจิตใจก็จะสมบูรณ์ด้วยปัญญา สามารถรู้เท่าทันเหตุปัจจัยทั้งหลาย
ทเี่ คยปรงุ แตง่ ใหห้ ลงโงเ่ ขลากจ็ ะถกู ขดั เกลาใหห้ มดไป บคุ คลนนั้ ๆ กจ็ ะดำ� รงชวี ติ อยู่
อย่างเปน็ สขุ ปราศจากความทกุ ขท์ างวญิ ญาณโดยส้ินเชิง เมอ่ื เราสามารถธำ� รงจิตได้

137

อยา่ งถกู ตอ้ ง เรายอ่ มดำ� รงชีวิตท่ามกลางสรรพสิง่ ไดอ้ ยา่ งสบาย สรรพสิ่งทั้งหลายที่
ครั้งหนึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์ชักน�ำให้ทุกข์เกิดแก่เรา ก็จะกลับกลายมาเป็นมิตรมาเป็น
เครื่องอำ� นวยประโยชน์สุขให้แกเ่ รา เพราะเหตุว่าแทจ้ รงิ นัน้ สรรพสิง่ หาได้เปน็ เหตุ
แหง่ ทุกขไ์ ม่ ความหลงผิดต่างหากท่เี ป็นตัวการ

เมื่อความหลงผิดถูกก�ำจัดสูญส้ินไป เพราะการรู้เท่าทันทุกสิ่งทุกอย่างตาม
ทเ่ี ปน็ จรงิ การปรงุ แตง่ ใหจ้ ติ หลงผดิ ซำ�้ ๆ ซอ้ นๆ กส็ ลายตวั ลงอยา่ งราบคาบ สนั ตสิ ขุ ถาวร
ย่อมด�ำรงอยู่ช่ัวนิรันดร ด้วยเหตุน้ี หลวงปู่ดูลย์ท่านจึงชอบใจนักหนากับค�ำกล่าว
ในสูตรของฮวงโปทว่ี ่า “คนโง่ย่อมหลบหลกี ปรากฏการณ์ แต่ไมห่ ลบหลกี ความคิด
ปรงุ แต่ง ส่วนคนฉลาดย่อมหลบหลีกความคิดปรงุ แตง่ และไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งหลบหลีก
ปรากฏการณ์”

138

ผู้มีตนเป็นที่พง่ึ ตลอดกาล

ผลทไี่ ดร้ บั จากการอยรู่ บั ใชใ้ กลช้ ดิ หลวงปมู่ านานปี มอี ยอู่ ยา่ งหนง่ึ ซงึ่ บอกไมถ่ กู
วา่ เปน็ ผลดี หรอื ไมด่ ี คอื เปน็ คนทไ่ี มฉ่ ลาดและไมพ่ ถิ พี ถิ นั ในการเอาอกเอาใจผอู้ น่ื ทง้ั นี้
กเ็ พราะเหตทุ ห่ี ลวงปทู่ า่ นเปน็ คนทสี่ ดุ แสนจะปรนนบิ ตั งิ า่ ย หลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล ไมย่ นิ ดี
ใหผ้ อู้ น่ื ตอ้ งเสยี เวลามาปรนนิบตั ทิ ่านจนเกินจำ� เป็น ท่านจะยนิ ยอมใหพ้ อสมควรแก่
การท่ีศิษย์ไดน้ บั ว่าบำ� เพญ็ อุปัชฌายวัตร อาจาริยวตั ร เรยี บร้อยตามพระวนิ ยั เทา่ นน้ั
เสรจ็ แลว้ ทา่ นกร็ บี ไลใ่ หไ้ ปดตู ำ� รบั ตำ� รา หรอื ไปทำ� สมาธภิ าวนากนั ตอ่ ไป

กิจท่ยี งั มเี หลอื ให้ทำ� อยอู่ กี ทา่ นก็จะชว่ ยตัวเอง บางคร้งั แมจ้ ะมพี ระเณรคอย
รบั ใชอ้ ยู่ ทา่ นกย็ งั ท�ำเอง เช่น เดนิ ไปหยบิ ของ เดนิ ไปเปดิ ปดิ ไฟ หรือรนิ น้ำ� ใสแ่ กว้
เปน็ ต้น และทา่ นท�ำด้วยความคล่องแคลว่ รวดเร็วมาก จนผ้คู อยปฏบิ ตั อิ าจารยิ วตั ร
ขยบั ตวั ไมท่ นั เลยทเี ดยี ว แมก้ ารนงุ่ หม่ สบงจวี ร แตง่ เครอื่ งบรขิ าร ทา่ นกม็ กั จะทำ� เอง
โดยไมย่ อมให้ใครช่วย

เมื่อลองมาพจิ ารณาดูแล้ว กพ็ อจะสรุปเหตผุ ลได้ดงั น้ี

ประการแรก หลวงปทู่ า่ นเปน็ คนไมม่ มี ายา ไมม่ กี ารวางมาด นง่ั อยา่ งนน้ั ยนื อยา่ งนี้
พูดอย่างนี้ เดินอย่างน้ี อะไรท�ำนองที่ทึกทักด้วยตนเองว่าท�ำให้เกิดความภูมิฐาน
นา่ เลอื่ มใส นา่ นบั ถอื นา่ ยำ� เกรง หรอื มบี ญุ ญาธกิ าร เวลาจะพดู กไ็ มม่ กี ารทำ� สมุ้ เสยี ง
ให้ห้าวกระหึม่ ผิดปรกตใิ หน้ า่ เกรงขาม ท�ำตนให้เป็นคนทีใ่ ครๆ เอาใจยากๆ หน่อย

139

ไมเ่ ช่นนน้ั จะดเู ปน็ คนปกติธรรมดาสามัญไป หลวงป่จู ะทำ� อะไรทำ� โดยกิรยิ า พดู โดย
กริ ยิ า ไมท่ ำ� ใหใ้ ครลำ� บากโดยใชเ่ หตุ ไมพ่ ดู ใหใ้ ครอดึ อดั ใจ เพยี งเพอ่ื จะสนองตณั หา
หรอื ปมด้อยหรอื อัสมมิ านะ (การถือเขาถอื เรา) อะไรบางอยา่ ง

ประการท่ีสอง หลวงปู่ทา่ นเป็นคนเข้มแข็ง คนที่เข้มแขง็ ยอ่ มไม่นิยมการพ่ึงพา
ผอู้ นื่ เปน็ ธรรมดา โดยเฉพาะในกจิ ทเ่ี ลก็ ๆ นอ้ ยๆ คนออ่ นแอเทา่ นน้ั ทค่ี อยแตจ่ ะอาศยั
คนอน่ื โดยไมจ่ ำ� เปน็ เดก็ ทอ่ี อ่ นแอยอ่ มคอยแตจ่ ะออ้ นมารดา โยกเยกโยเย ดว้ ยอาการ
ต่างๆ เปน็ อาจิณ ผู้ใหญท่ อ่ี อ่ นแอกเ็ ช่นกนั อยู่ก็ยาก กนิ ก็ลำ� บาก งอแง หงุดหงิด
เจ้าโทสะ ตอ้ งมีคนคอยเอาอกเอาใจอย่ตู ลอดเวลาเหมือนเดก็ ออ่ นขี้โรค

หลวงปทู่ า่ นเปน็ คนหาความออ่ นแอไมพ่ บ เปน็ ผทู้ มี่ คี วามสงา่ ผา่ เผยโดยไมต่ อ้ ง
วางมาด ทกุ อิริยาบถของท่าน อวยั วะทุกสว่ นเคลื่อนไหวตัวเองตามหนา้ ทอ่ี ยา่ งอสิ ระ
ปราศจากการควบคุมบรรจงจัดให้น่าประทับใจแต่อย่างใด ไม่เคยน่ังตัวงอหรือ
เอนกายในทีส่ าธารณสถาน ไมเ่ อนกายเอกเขนก หรอื นอนรับคารวะจากสหธรรมกิ
แมส้ ามเณรทเ่ี พง่ิ บวชในวนั นน้ั เมอื่ ทา่ นจะลกุ ขนึ้ ยนื ทา่ นจะลกุ โดยไมต่ อ้ งคำ�้ ยนั หรอื
อาศยั สง่ิ พกั พงิ สงิ่ ใด และลกุ ขน้ึ นง่ั ตวั ตรงหรอื ยนื ตวั ตรงทนั ที ยกเวน้ เมอ่ื อาพาธเทา่ นนั้

บางครง้ั เราจะเหน็ ภาพทผี่ มู้ องอดขำ� เสยี ไมไ่ ด้ คอื เมอื่ ทา่ นมอี ายมุ ากกวา่ ๙๐ ปี
แลว้ ญาตโิ ยมกม็ จี ติ ศรทั ธาซอ้ื หาไมเ้ ทา้ มาถวายใหท้ า่ นไดใ้ ชเ้ ปน็ เครอ่ื งพยงุ กาย ทา่ นก็
ฉลองศรทั ธาญาตโิ ยม ดว้ ยการนำ� ไมเ้ ทา้ นน้ั ตดิ ตวั ไปไหนมาไหนดว้ ย แตก่ ลบั ไมไ่ ดใ้ ช้
ไม้เทา้ นนั้ ค�้ำยันกายเลย จึงเกดิ ภาพทน่ี า่ ขันที่เหน็ ทา่ นนำ� ไม้เท้าไปในลกั ษณะทถี่ ือไป
ทกุ ครัง้ ทำ� ให้ดูกลบั กลายเปน็ ว่า หลวงปูไ่ มไ่ ด้พ่งึ อาศัยไมเ้ ทา้ นนั้ แต่ไม้เทา้ นน้ั กลับ
ตอ้ งพึ่งพาใหห้ ลวงปู่เอาไปไหนมาไหนดว้ ย

140

สูตรอายยุ นื

โดยท่ัวไป หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง
ผิวพรรณผ่องใสสะอาดหมดจด การยืน เดิน นง่ั นอน กระฉับกระเฉงคล่องแคลว่
ไม่มีอาการรรี อลงั เล แมท้ า่ นจะมีอายมุ ากกต็ ามที เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั บุคคลท่อี ยู่ใน
วัยเดียวกัน ทุกคนจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นคนแข็งแรงและ
สุขภาพดี นายแพทยใ์ หญผ่ ู้หน่ึง เคยตรวจรา่ งกายทา่ นเมือ่ หลายปมี าแลว้ และออก
ความเหน็ ว่า หลวงปนู่ า่ จะมอี ายเุ กนิ กวา่ ร้อยปแี นน่ อน

ความคล่องแคล่วในการเดินของหลวงปู่นั้น บางครั้งถึงกับพระเณรเดินตาม
ไม่ทนั ทงั้ ๆ ทีห่ ลวงปกู่ ็เดนิ ตามปกตธิ รรมดา การทีห่ ลวงป่สู ขุ ภาพแข็งแรงอย่างนี้
เป็นเหตุใหม้ ผี ู้ไตถ่ ามทา่ นบอ่ ยครั้งวา่ ท�ำอย่างไรให้มีสขุ ภาพดอี ยา่ งทา่ นบ้าง หลวงปู่
ตอบวา่ “เม่อื หวิ ก็กิน เมื่อง่วงก็นอน และทำ� งานตามหน้าท่ีด้วยความเอาใจใส่ และ
ความรบั ผดิ ชอบเป็นอยา่ งดี เท่านนั้ ก็ทำ� ใหแ้ ข็งแรงได้”

เมอ่ื พจิ ารณาตามคำ� แนะนำ� ของหลวงปู่ กเ็ หน็ จรงิ ตามทา่ น ปรกตริ า่ งกายคนเรา
เมอ่ื เกดิ ความหวิ กต็ อ้ งกนิ กนั อยแู่ ล้วเพื่อยงั อัตภาพรา่ งกายใหเ้ ป็นไปได้ แต่คนท่วั ไป
ไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั ไมไ่ ดก้ นิ เทา่ ทรี่ า่ งกายตอ้ งการ แตก่ นิ เพอ่ื สนองตณั หาคอื ความอยากดว้ ย
หลวงปู่กินเมื่อหิว แต่เราล�้ำหน้าท่านเล็กน้อย เพราะเรากินเม่ือหิวด้วยและกินเม่ือ
อยากดว้ ย เมอ่ื หลวงปหู่ ายหวิ และเหน็ วา่ พอแกค่ วามตอ้ งการของรา่ งกายแลว้ ทา่ นกพ็ อ

141

แตพ่ วกเราหายหวิ แลว้ แตย่ งั ไมห่ ายอยาก เมอ่ื หายอยากดว้ ยเราจงึ จะอม่ิ ได้ ปญั หาเรอ่ื ง
สุขภาพจงึ ตดิ ตามเรามาอยตู่ ลอดเวลา

ในเรื่องการนอนก็เหมือนกัน เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนหลับนอน ก็แสดง
อาการง่วงให้ปรากฏ หลวงปู่ก็นอน ครั้นร่างกายได้รับการพักผ่อนพอเพียงแล้ว
ทา่ นกต็ นื่ และไมน่ อนอกี พวกเราไมเ่ ปน็ อยา่ งนน้ั เรามกี ารนอนหลายประเภท นอนเพราะ
รา่ งกายต้องการพกั ผ่อน นอนเพราะอยากนอน นอนเพราะขี้เกยี จท�ำงาน นอนอา่ น
หนงั สอื นอนฟงั เพลง นอนเลน่ นอนเพราะไมม่ อี ะไรทำ� เปน็ ตน้ อริ ยิ าบถ ๔ ของเรา
คือ ยนื เดิน นั่ง นอน จงึ ดำ� เนินไปอยา่ งไมไ่ ด้สัดส่วนเหมาะสม ปัญหาด้านสุขภาพ
จึงตดิ ตามเรามา

การงานและภาระหนา้ ทเี่ ปน็ กจิ กรรมจำ� เปน็ สำ� หรบั ทกุ คน การเอาใจใสร่ บั ผดิ ชอบ
ต่อหน้าท่ีเป็นอย่างดีน้ันท�ำให้สุขภาพจิตดี ไม่โลดแล่นไปด้วยอ�ำนาจกิเลสตัณหา
ดว้ ยอำ� นาจของความเกยี จครา้ น ดว้ ยการทอดธรุ ะ เปน็ ตน้ นอกจากทำ� ใหก้ จิ การงาน
เสยี หายแล้ว ยังท�ำใหส้ ุขภาพจติ ไม่ดอี กี ด้วย

สขุ ภาพจติ ดอี นั เกดิ จากการรจู้ กั รบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทน่ี ้ี มใิ ชเ่ ปน็ เพยี งสขุ ภาพจติ
ที่ดีอย่างธรรมดา แตเ่ ป็นสขุ ภาพจิตทีด่ ถี ึงขนาดบรรลมุ รรคผลนิพพานได้ ถา้ ไดร้ บั
การปฏบิ ัติอยา่ งเอาใจใส่เปน็ เวลานานพอสมควร

สำ� หรับภิกษุสามเณร มีหนา้ ที่ต้องปฏบิ ัตติ ามขอ้ วัตรตา่ งๆ มีอาจารยิ วตั ร และ
อุปัชฌายวัตร รักษาศีล เจรญิ สมาธิภาวนา และปฏิบัตกิ จิ พระศาสนา เหลา่ น้ลี ้วน
แล้วแต่น�ำไปสู่มรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น ส�ำหรับฆราวาสนั้นเล่า ผู้เป็นบิดา
มารดามีหนา้ ท่ีอย่างไร ผู้เป็นบุตรมีหนา้ ทอ่ี ยา่ งไร ตอ้ งปฎบิ ตั ฆิ ราวาสธรรมอะไรบ้าง
เหล่านีเ้ ป็นตน้ ก็ล้วนแล้วแตเ่ ป็นการปฏิบัตทิ นี่ ำ� ไปสมู่ รรคผลนพิ พานดว้ ยกนั ท้ังสิ้น

ดังนั้น เราท่านท้ังหลายพึงยังความไม่ประมาทให้เกิดข้ึนในตน วางแนวทาง
ด�ำเนินชวี ิตตามที่หลวงปแู่ นะนำ� คือ “เมือ่ หิวกก็ ิน เมือ่ ง่วงกน็ อน และท�ำตามภาระ
หน้าทีท่ ีร่ ับผิดชอบดว้ ยความเอาใจใส”่

142

ไมม่ ีงว่ งเหงาหาวนอน

ลักษณะแปลกอีกอย่างหน่ึงในตัวหลวงปู่ก็คือ ไม่เคยมีใครเห็นท่านในอาการ
ที่แสดงถงึ ความงว่ งเหงาหาวนอน หรอื สัปหงกง่วงงนุ แมว้ า่ จะผ่านการน่ังรถตลอด
ท้งั วัน หรือผา่ นการตรากตรำ� ทำ� กจิ อะไรมาจนเหน็ดเหน่อื ยออ่ นเพลยี เชน่ นง่ั ในพธิ ี
ตา่ งๆ เป็นเวลานานๆ หรอื การนัง่ ปรกท่ีรบั นมิ นตไ์ ปเปน็ ตน้

โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในเวลานงั่ สมาธิ ผเู้ ขยี นเคยเหน็ หลายทา่ นแมจ้ ะเปน็ นกั ปฏบิ ตั ิ
กต็ าม พอนงั่ ลงทำ� สมาธเิ ปน็ หา้ หรอื สบิ นาที กส็ ปั หงก นำ�้ ลายไหลใหช้ าวบา้ นเหน็ เสยี แลว้
หลวงปเู่ คยบอกว่า น่ันเป็น โมหสมาธิ แต่อาการเชน่ นไ้ี ม่เคยปรากฏมีในตวั หลวงปู่

ยงิ่ กวา่ นน้ั เมอ่ื เวลาตน่ื นอนแลว้ ไมย่ อมเสยี เวลาแมเ้ พอื่ จะนอนอยเู่ ฉยๆ สกั พกั
แตส่ ำ� หรบั หลวงปู่ เมอื่ ตนื่ รตู้ วั ทา่ นจะรบี ลกุ ขนึ้ นง่ั ทนั ที แลว้ เรม่ิ เคลอ่ื นไหวทำ� กจิ กรรม
ตา่ งๆ ตอ่ ไปโดยไมม่ อี าการรรี ออะไร โดยสหี นา้ ทา่ ทางไมป่ รากฏรวิ้ รอยวา่ ผา่ นการนอน
มาแล้วแม้แตน่ ้อย เป็นเช่นนี้มาจนตลอดชีวิตของท่าน นบั ว่าเปน็ เรือ่ งทน่ี า่ ประหลาด
อยา่ งยงิ่ ในหมลู่ กู ศษิ ยล์ กู หา เกยี่ วกบั เรอ่ื งความงว่ งนี้ คณุ บำ� รงุ ศกั ดิ์ กองสขุ เคยกราบ
เรยี นถามหลวงปวู่ า่ “พระอรยิ บคุ คลทง้ั ๔ ทา่ นมคี วามงว่ งเหงาหาวนอนบา้ งหรอื เปลา่ ”
หลวงปู่ตอบว่า

“พระโสดาบนั ยงั มีงว่ งนอนอยู่
พระสกิทาคามี มงี ่วงนอนนอ้ ยลง

143


Click to View FlipBook Version