The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:56:38

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ในการทำ� ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนองตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มตา่ งๆ นนั้ มนั เปลยี่ นรปู ของมนั เอง
ออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ เพ่ือสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็น
ตวั สตปิ ญั ญา แตใ่ นขณะทม่ี นั ไมไ่ ดท้ ำ� การตอบสนองตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม คอื ไมไ่ ดเ้ ปน็ ตวั
สติปญั ญาที่คดิ นกึ หรอื สรา้ งสงิ่ ตา่ งๆ ข้ึนมานั้น มันเปน็ สิ่งที่ไม่อาจถูกกลา่ วถงึ ในการ
ทจี่ ะบญั ญัติว่ามันเปน็ ความมีอยู่ หรอื ไมใ่ ช่ความมอี ยู่

ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ อกี แมใ้ นขณะทมี่ นั ทำ� หนา้ ทส่ี รา้ งสง่ิ ตา่ งๆ ขน้ึ มาในฐานะทต่ี อบสนอง
ต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันน้ัน มันก็ยังเป็นส่ิงท่ีเรารู้สึกไม่ได้
โดยทางอายตนะ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และมโนทวาร อยู่น่นั เอง ถา้ เราทราบความ
เป็นจริงข้อนี้ เราท�ำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไรในขณะน้ัน
พวกเราก�ำลงั เดนิ อยแู่ ล้วในทางแหง่ พระพทุ ธเจา้ ทั้งหลายโดยแท้จรงิ ดงั น้ัน เราควร
เจริญจิตให้หยุดอยูบ่ นความไมม่ ีอะไรเลยท้ังส้นิ

มูลธาตทุ ัง้ ๕ ซงึ่ ประกอบกันขนึ้ เป็นวญิ ญาณน้ัน มันเปน็ ของวา่ งเปล่า และ
มลู ธาตทุ งั้ ๔ ของรปู กายนนั้ ไมใ่ ชเ่ ปน็ สงิ่ ซงึ่ ประกอบกนั ขนึ้ เปน็ ตวั ของเรา จติ จรงิ แทน้ น้ั
ไมม่ รี ปู รา่ ง และไมม่ อี าการมา ไมม่ อี าการไป ธรรมชาตเิ ดมิ แทข้ องเรานน้ั เปน็ สง่ิ ๆ หนง่ึ
ซง่ึ ไมม่ กี ารตง้ั ตน้ ขนึ้ ทก่ี ารเกดิ และไมม่ กี ารสน้ิ สดุ ลงทก่ี ารตาย แตเ่ ปน็ ของสง่ิ เดยี วรวด
และปราศจากการเคลอ่ื นไหวใดๆ ในส่วนลึกจรงิ ๆ ของมันทัง้ หมด

จติ ของเรากับสิง่ ตา่ งๆ ซง่ึ แวดล้อมเราอยนู่ ้นั เป็นสงิ่ ๆ เดยี วกัน ถา้ เราสามารถ
ท�ำความเข้าใจได้ตามนี้จริงๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแวบเดียว
ในขณะน้นั และเราเป็นผ้ทู ไ่ี มต่ ้องขอ้ งเก่ยี วในโลกทงั้ สามอีกตอ่ ไป เราจะเปน็ ผ้อู ยู่
เหนือโลก จะไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นแต่
ตัวของเราเองเท่านน้ั ปราศจากความคิดปรงุ แต่งโดยสน้ิ เชงิ และเป็นสงิ่ ๆ เดียวกบั
ส่ิงสูงสุดสิ่งนั้น และเราจะได้ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป
ฉะน้ัน นีแ่ หละคือหลกั ธรรมะท่เี ปน็ หลักมลู ฐานอยใู่ นทีน่ ้ี

344

“สมั มาสัมโพธ”ิ เป็นชือ่ ของการเห็นแจ้งชัดวา่ ไม่มธี รรมใดเลยท่ไี มเ่ ปน็ โมฆะ
ถ้าเราเขา้ ใจความจรงิ ขอ้ น้ีแล้ว ของหลอกลวงท้งั หลายจะมปี ระโยชน์อะไรแก่เรา

ปรัชญา ก็คือความรแู้ จง้ ความร้แู จ้ง คือจติ ต้นกำ� เนดิ ดั้งเดิมซ่ึงปราศจากรปู
ถ้าเราสามารถท�ำความเข้าใจได้ ผูก้ ระท�ำและส่ิงทีถ่ ูกกระท�ำคือจติ และวัตถุ เปน็ ของ
ส่ิงเดียวกันนั่นแหละ จะนำ� เราไปสูค่ วามเข้าใจอนั ลึกซง้ึ และลกึ ลับเหนือคำ� พดู และ
โดยความเขา้ ใจอนั น้เี อง พวกเราจะได้ลมื ตาต่อสัจธรรมท่ีแท้จริงดว้ ยตัวเราเอง

สจั ธรรมทแี่ ทจ้ รงิ ของเรานน้ั มนั ไมไ่ ดห้ ายไปจากเรา แมใ้ นขณะทเ่ี รากำ� ลงั หลงผดิ
อยู่ด้วยอวิชชา และไม่ได้รับกลับมาในขณะท่ีเรามีการตรัสรู้ มันเป็นธรรมชาติแห่ง
ภูตตถตา ในธรรมชาตินไ้ี มม่ ีทั้งอวิชชา ไม่มีทง้ั สมั มาทฏิ ฐิ มันเต็มอยใู่ นความว่าง
และเปน็ เนอ้ื หาอนั แทจ้ รงิ ของจติ หนง่ึ นน้ั เมอื่ เปน็ ดงั นนั้ แลว้ อารมณต์ า่ งๆ ทจ่ี ติ ของเรา
ไดส้ รา้ งขนึ้ ทงั้ ฝา่ ยนามธรรมและฝา่ ยรปู ธรรม จะเปน็ สงิ่ ซง่ึ อยภู่ ายนอกของความวา่ งนน้ั
ไดอ้ ย่างไร

โดยหลกั มลู ฐานแลว้ ความวา่ งนนั้ เปน็ สง่ิ ซง่ึ ปราศจากมติ ติ า่ งๆ แหง่ การกนิ เนอ้ื ท่ี
คอื ปราศจากกเิ ลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวชิ ชา และปราศจากสมั มาทฏิ ฐิ พวกเรา
ตอ้ งทำ� ความเขา้ ใจอยา่ งกระจา่ งแจง้ วา่ โดยแทจ้ รงิ แลว้ ไมม่ อี ะไรเลย ไมม่ มี นษุ ยส์ ามญั
ไม่มีพุทธะทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนี้ไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เส้นขนท่ีเล็กที่สุด
อันจะเป็นส่ิงซ่ึงจะมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฎแห่งการกินเน้ือที่เลย มันไม่ต้อง
อาศยั อะไร และไมต่ ดิ เนอื่ งอยกู่ บั สง่ิ ใด มนั เปน็ ความงามทไ่ี รต้ ำ� หนิ เปน็ สงิ่ ซงึ่ มอี ยไู่ ด้
โดยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น มันเป็นเพชรพลอยท่ีอยู่เหนือ
การตคี ่าท้ังปวงเสยี จรงิ ๆ

เราต้องแยกรูปถอดด้วยวชิ ชามรรคจติ เหตตุ อ้ งละ ผลต้องละ ใชห้ นี้ก็หมด
พ้นเหตเุ กิด

345

ส่ิงมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาลมีนับไม่ถ้วน รวมแล้วมีรูปกับนามสองอย่าง
เทา่ นนั้ นามเดมิ กค็ อื ความวา่ งของจกั รวาลเขา้ คกู่ นั เปน็ เหตเุ กดิ ตวั อวชิ ชา เกดิ เหตกุ อ่
ทใ่ี ดมรี ปู ทน่ี น้ั ตอ้ งมนี าม ทใี่ ดมนี ามทนี่ น้ั ตอ้ งมรี ปู รปู นามรวมกนั เปน็ เหตเุ กดิ ปฏกิ ริ ยิ า
ใหเ้ ปลย่ี นแปลงตลอดกาล และเกดิ กาลเวลาขน้ึ คอื รปู ยอ่ มมคี วามดงึ ดดู ซงึ่ กนั และกนั
จงึ เปน็ เหตใุ หร้ ปู เคลอ่ื นไหวและหมนุ รอบตวั เองตามปจั จยั รปู เคลอื่ นไหวได้ ตอ้ งมนี าม
ความว่างค่นั ระหวา่ งรูป รูปจึงเคลอ่ื นไหวได้

เมื่อสภาวธรรมเปน็ อย่างน้ี สรรพส่งิ ของวัตถุ สสารมีชีวิตและไมม่ ีชีวิต จงึ ต้อง
เปลยี่ นแปลงเปน็ ไตรลักษณ์ เกิด ดับ สบื ตอ่ ทุกขณะจติ ไม่มีวันหยุดนงิ่ ให้คงทน
เป็นปจั จุบันทกุ ยามได้

จิตวิญญาณก็เกิดมาจากรูปนามของจักรวาล เพราะเป็นมายาหลอกลวงแล้ว
เปลย่ี นแปลงใหค้ นหลง จากรปู นามไมม่ ชี วี ติ เปลย่ี นมาเปน็ รปู นามมชี วี ติ จากรปู นาม
มชี วี ติ มาเป็นรปู นามมชี ีวติ ทีม่ จี ติ วญิ ญาณ แลว้ จิตวญิ ญาณก็เปลีย่ นแปลงแยกออก
จากกนั ไป คงเหลอื แตน่ ามวา่ งทป่ี ราศจากรปู นเี้ ปน็ จดุ สดุ ยอดของการหลอกลวงของ
รปู นาม

ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลเป็นเหตุเกิดรูปนามพิภพต่างๆ ตลอดดวงดาว
อันนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีท่ีสิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดรูปนามพืช
รูปนามพชื เป็นเหตใุ หเ้ กิดรูปนามสัตว์เคล่ือนไหวได้ จึงเรยี กกนั ว่าเป็นสงิ่ มชี ีวติ

ความจรงิ รูปนามจะมีชวี ติ หรือไม่มีชีวิตมันกเ็ คลื่อนไหวได้ เพราะมีรปู กบั นาม
เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัวให้เคล่ือนไหวตลอดกาล และเปล่ียนแปลง
เพราะมองดว้ ยตาเน้ือไม่เห็น จงึ เรียกกนั วา่ เป็นส่ิงไม่มชี ีวติ

เมื่อรูปนามของพืชเปล่ียนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดต้ังต้นชีวิตของสัตว์
และเป็นเหตใุ หเ้ กดิ จิตวญิ ญาณ การแสดงเคลือ่ นไหวเป็นเหตุใหเ้ กดิ กรรม

346

สตั วช์ าตแิ รกมแี ตส่ รา้ งกรรมชว่ั สตั วก์ นิ สตั ว์ และความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุ
ปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย
๕ อยา่ ง ไปกระทบกบั รปู เสยี ง กล่นิ รส สัมผสั ๕ อยา่ ง แล้วก็เขา้ มาประทับ บรรจุ
บนั ทกึ ถา่ ยภาพ ตดิ อยกู่ บั รปู ปรมาณู ซง่ึ เปน็ สขุ มุ รปู แฝงอยใู่ นความวา่ ง เราไมส่ ามารถ
มองเหน็ ดว้ ยตาได้ ทแ่ี ฝงอยใู่ นความวา่ งคน่ั ระหวา่ งตา หู จมกู ลนิ้ กายนนั้ ไวไ้ ดห้ มดสน้ิ

เมอ่ื สตั วช์ าตแิ รกเกดิ นไี้ ดต้ ายลง มกี รรมชวั่ อยา่ งเดยี วเปน็ เหตใุ หส้ ตั วต์ อ้ งเกดิ อกี
เพอื่ ใหส้ ตั วต์ อ้ งใชห้ นเี้ กดิ กรรมชวั่ ทไ่ี ดท้ ำ� ไว้ แตส่ ตั วเ์ กดิ ขน้ึ มาแลว้ หายอมใชห้ นเี้ กดิ
กนั ไม่ มนั กลบั เพ่มิ หน้ีให้เปน็ เหตเุ กดิ ทวคี ณู จนปจั จุบนั ชาติน้ี

ดงั นน้ั ดว้ ยอำ� นาจกรรมชวั่ ทพ่ี วกสตั วต์ ดิ อยใู่ นสขุ มุ รปู ๕ กอง ตลอดเพศผเู้ มยี
เป็นสุขุมรูปที่ติดอยู่ในรูป ๕ กองน้ัน ก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็นรูปปรมาณูกลม
คงรูปอยูไ่ ดด้ ว้ ยการหมนุ รอบตัวเอง มิหยุดน่ิง เปน็ คหู าใหจ้ ติ ไดอ้ าศัยอยูใ่ นขา้ งใน
เรยี กว่า “รปู วญิ ญาณ” หรอื จะเรยี กวา่ “รปู ถอด” ก็ได้ เพราะถอดมาจากนามว่าง
ภาวะคั่นรูปหยาบนน่ั เอง ซ่ึงเป็นสุขมุ รูปแฝงอยใู่ นความวา่ ง รูปวญิ ญาณจึงมชี ีวิตอยู่
คงทนอยยู่ นื นานกวา่ รปู หยาบ มกี รรมชว่ั คอยรกั ษาใหห้ มนุ คงรปู อยู่ ไมม่ เี ทพเจา้ องคใ์ ด
ฆา่ ให้ตายได้ นอกจากนพิ พานเทา่ นนั้ รูปวญิ ญาณจงึ จะสลาย

เร่ืองการแสดงกรรมของสตั ว์ทปี่ ระทับตดิ อยู่ในสุขมุ รูป ตา หู จมูก ลิน้ กาย
๕ กองนนั้ รวมกนั เข้าเรยี กวา่ “จิต” จึงมี “สำ� นักงานของจิต” ติดอยู่ในวญิ ญาณ
๕ กอง รวมเปน็ ทท่ี �ำงานของจติ กลาง และกต็ ดิ ต่อกบั ตา หู จมูก ล้ิน กายภายนอก
ซง่ึ เป็นสื่อตดิ ตอ่ ของจิต ดงั น้ัน “จิต” กบั “วญิ ญาณ” จึงไม่เหมอื นกนั จติ เป็นตัวรู้
นกึ คดิ สว่ นวญิ ญาณเปน็ คหู าใหจ้ ติ ไดอ้ าศยั อยู่ และเปน็ ยานพาหนะพาจติ ไปเกดิ หรอื
จะไปไหนๆ ก็ได้ เป็นชวี ิต...รูปสขุ ุม รูปทถี่ อดมาจากรปู หยาบ มีรปู เพศผ้เู พศเมยี
รูปตา หู จมกู ล้นิ กาย อยใู่ นวิญญาณไว้ ได้เป็นเหตเุ กิดสืบตอ่ ภพชาตติ อ่ ไป

347

เม่ือสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพชาติน้ันๆ ก็หมดไปตามอายุขัยชีวิต
ร่างกายหยาบของภพภูมิชาตินั้นๆ ส่วนชีวิตแท้ รูปปรมาณู วิญญาณ จะไม่ตาย
สลายตาม จะตอ้ งไปเกดิ ตามภพภูมิตา่ งๆ ตามเหตุปัจจยั มันเป็นวฏั ฏะ หมนุ เวียน
เปลยี่ นไป โดยชวี ติ แทร้ ปู ถอดหรอื วญิ ญาณหมนุ รอบตวั เองนเี้ อง เปน็ เหตใุ หจ้ ติ เกดิ ดบั
สบื ตอ่ คอยรบั เหตกุ ารณภ์ ายนอกภายในทมี่ ากระทบตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ แลว้ จติ
กเ็ ปลย่ี นแปลงไปตามเหตปุ จั จยั ทม่ี ากระทบ จะดหี รอื ชว่ั กส็ ะสมเขา้ ไวเ้ ปน็ ทนุ เหตเุ กดิ
เหตดุ บั หรอื ปรงุ แตง่ ตอ่ ไปจนกวา่ กรรมชวั่ เหตเุ กดิ จะหมดไป ชวี ติ รปู ถอดหรอื วญิ ญาณ
กจ็ ะหยดุ การหมนุ รปู สขุ มุ รปู วญิ ญาณซงึ่ เกดิ มาจากกรรมชว่ั สบื ตอ่ มาแตช่ าตแิ รกเกดิ
กจ็ ะสลายแยกออกจากกนั ไป คงรปู อยไู่ มไ่ ดม้ นั กก็ ระจายไป สว่ นกจิ กรรมดี ธรรมะท่ี
ตดิ อยูก่ ับวิญญาณ มันก็กระจายไปกับรูปปรมาณู คงเหลอื แต่ความว่างที่คั่นชอ่ งวา่ ง
ของรปู ปรมาณทู กุ ๆ ชอ่ ง ฉะนน้ั โดยปราศจากรปู ปรมาณู ความวา่ งนนั้ จงึ บรสิ ทุ ธแิ์ ละ
สวา่ ง รวมเขา้ กบั ความวา่ ง บรสิ ทุ ธ์ิ สวา่ ง ของจกั รวาลเดมิ เขา้ เปน็ หนงึ่ เรยี กวา่ นพิ พาน
เมอ่ื สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคท์ รงสรา้ งชวี ติ พระพทุ ธศาสนาใหก้ อ่
เกดิ เป็นชีวติ อยา่ งบรบิ ูรณ์ดังพระประสงคแ์ ลว้ พระพทุ ธองคจ์ งึ ได้ละวภิ วตัณหานนั้
เสดจ็ สอู่ นปุ าทเิ สสนพิ พาน คอื เปน็ ผหู้ มดสนิ้ ทกุ ตณั หา เปน็ ผดู้ บั รอบ โดยลกั ษณาการ
แห่งอนุปาทิเสสนพิ พานของพระพุทธองค์กค็ อื ล�ำดบั แรก ก็ทรงเจริญฌานดิง่ สนทิ
เขา้ ไปจนถึงสัญญาเวทยิตนโิ รธ หมายความว่าเขา้ ไปดับลึกสุดอย่เู หนืออรปู ฌาน

ในวาระแรกนนั้ พระองคย์ งั ไมไ่ ดด้ บั ขนั ธต์ า่ งๆ ใหส้ น้ิ สนทิ เปน็ เดด็ ขาดแตอ่ ยา่ งใด
ยงั เพยี งเขา้ ไปเพอ่ื ทรงกระบวนการแหง่ การสนู่ พิ พานหรอื นโิ รธเปน็ ครง้ั สดุ ทา้ ยแหง่ ชวี ติ
พูดง่ายๆ ก็คือสู่ส่ิงท่ีพระองค์ได้สร้างได้พากเพียรก่อเป็นทางเป็นแบบอย่างไว้เป็น
ครง้ั สุดทา้ ยเสียหนอ่ ย ซง่ึ เรยี กได้ว่าสงิ่ อันเกิดมาจากทพ่ี ระองคไ์ ดย้ อมอยู่กบั ธลุ ที ุกข์
อนั เป็นธลุ ีทกุ ขท์ ่มี นุษยธ์ รรมดาผู้มีจิตหยาบเกินกวา่ จะสมั ผัสมันวา่ เปน็ ทุกข์

และกระบวนการกระทำ� จติ ตนใหถ้ งึ ซงึ่ สญั ญาเวทยติ นโิ รธนน้ี น้ั เปน็ กระบวนการ
ท่ีพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เป็นยอดแห่งศาสดาในโลกเท่าน้ันท่ีทรงค้นพบ

348

ทรงน�ำมาตีแผ่เผยแจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เม่ือทรงส่ิงซ่ึงสุดท้ายนี้แล้ว
จึงได้ถอยกลับมาสู่สภาวะต้นคือปฐมฌาน แล้วจึงได้ตัดสินพระทัยสุดท้ายเสด็จ
ดบั ขนั ธต์ า่ งๆ ไปทลี ะขนั ธ์ วญิ ญาณขนั ธใ์ นชวี ติ และรา่ งกายนน้ั ไดด้ บั ไปเสยี ตงั้ แตก่ อ่ น
จะเขา้ ส่ปู ฐมฌานนานแล้ว เพราะต้องดบั สังขารขนั ธ์และสังขารธรรมช้ันแรกเสยี ก่อน
วิญญาณขันธ์จงึ ได้ดบั ดงั น้ัน จงึ ไมม่ เี ช้อื ใดเหลอื อยู่แหง่ วญิ ญาณขนั ธท์ ีห่ ยาบนั้น

พระองค์เริ่มดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมช้ันใน อันจะส่งผลให้ก่อเกิด
วิภวตัณหาได้แล้วชั้นหน่ึงเสียก่อน จึงได้เลื่อนข้ึนสู่ทุติยฌานแล้วจึงดับสัญญาขันธ์
ขึน้ สตู่ ตยิ ฌาน เม่อื พระองค์ดบั สงั ขารขันธห์ รอื สังขารธรรมช้นั ในสดุ อกี ที กเ็ ปน็ อัน
เลอื่ นขึ้นสูจ่ ตุตถฌาน คงมีแตเ่ วทนาขนั ธ์สุดท้ายแหง่ ชวี ติ นั่นคือลักษณาการแห่งชนั้
สุดทา้ ยของการจะดบั สนิ้ ไม่เหลือ

เมอื่ พระองค์ดบั สงั ขารขนั ธห์ รือสังขารธรรมใหญส่ ดุ ทา้ ยทม่ี อี ยู่ทง้ั สิ้นแลว้ กม็ า
ดบั เวทนาขนั ธ์ อนั เปน็ จติ ขนั ธห์ รอื นามขนั ธท์ ม่ี จี ติ สว่ นใน คอื ภวงั คจติ เสยี กอ่ น แลว้ จงึ
ได้ออกจากจตุตถฌาน พร้อมกับมาดับจิตขันธ์หรือนามขันธ์ตัวสุดท้ายจริงๆ ของ
พระองค์เสียลงเพยี งน้ัน

น่ี พระองคเ์ ขา้ สนู่ พิ พานตรงนี้ นนั่ คอื พระองคด์ บั เวทนาขนั ธใ์ นภาวะจติ ตนื่ หรอื
วถิ ีจติ อนั เปน็ ปกติของมนุษย์ ครบพรอ้ มทั้งสตแิ ละสัมปชัญญะ ไมไ่ ด้ถูกภาวะอื่นใด
ครอบงำ� เปน็ ภาวะจงใจ ไม่ถูกภาวะใดครอบคลุมอ�ำพรางใหห้ ลงใหลใดๆ ทง้ั ส้นิ
เป็นภาวะแหง่ ตนเองอย่างบริบรู ณ์

เมือ่ เวทนาขนั ธส์ ดุ ท้ายแท้ๆ จรงิ ๆ ได้ถูกท�ำลายลงอยา่ งสนทิ จึงเป็นผู้บริสุทธิ์
หมดสน้ิ แลว้ ซงึ่ สงั ขารธรรม และหมดเชอื้ จติ ขนั ธห์ รอื นามขนั ธท์ งั้ ปวงใดๆ ในพระองคท์ า่ น
ไมม่ ีเหลอื คงท้ิงแตร่ ูปขนั ธอ์ ันจะมีชีวติ นั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่ใชช่ ีวติ หากส้ินนาม
เสียแล้ว ก็คือแทง่ กค็ ือก้อนวัตถหุ นึ่งนนั้ เทา่ นนั้ เอง

349

นน่ั แล คือลำ� ดบั ฌานท่ีพระอนรุ ทุ ธเถระเจ้าได้น�ำฌานจติ เข้าไปดูเปน็ วธิ กี ารดับ
โดยแท้ ดบั โดยตรง โดยพระองคเ์ ป็นผู้ดับเองเสยี ดว้ ย

ค�ำสอนของพุทธะทั้งหมดในวัฏฏ์นี้ ก็คือการเพาะให้พุทธจิตน้ันผลิออกมา
ให้เราปรากฏเห็นเท่านั้นเอง ให้เพียงแต่เราท�ำให้มันว่างจากความคิดปรุงแต่งต่างๆ
ซงึ่ ลว้ นแตน่ ำ� ไปสกู่ ารเกดิ และการดบั อยตู่ ลอดกาล และนำ� ไปสคู่ วามทกุ ขเ์ ดอื ดรอ้ นใจ
ของสัตว์โลก และโลกอ่ืนไปจริงๆ เท่าน้นั เรากไ็ มม่ ีความจ�ำเปน็ ที่จะตอ้ งมวี ธิ ปี ฏิบัติ
เพื่อการตรสั รู้และหาทางออกท้ังหลายท้งั สิน้ เลย

คำ� สอนของพทุ ธะทง้ั หมดมวี ตั ถปุ ระสงคข์ อ้ นเ้ี พยี งขอ้ เดยี ว คอื พาพวกเราขา้ มขนึ้
ให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด บัดน้ีถ้ารีดความคิดหรือหยุดความคิดของเราได้
สำ� เรจ็ แล้ว ประโยชน์อะไรดว้ ยธรรมทง้ั หลายทพ่ี ทุ ธะไดส้ อนไว้ มันหมายถงึ สามารถ
ปฏิบัติจนหยุดคิดของความคิดปรุงแต่งต่างๆ เสียได้ ไม่มีอะไรสามารถปรุงให้จิต
คิดไปตามอ�ำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากส่ิงปรุงแต่งและความคิด
ทงั้ ปวง นน่ั แหละเปน็ ตวั ธรรม หรอื พทุ ธะ หรอื ธรรมชาตเิ ดมิ แทอ้ ยใู่ นความเปน็ เชน่ นนั้
เพราะเรานน้ั ถา้ เราสามารถทำ� ความเขา้ ใจอยา่ งลกึ ซง้ึ แลว้ คำ� พดู ของมนษุ ยไ์ มส่ ามารถ
หว่านล้อมหรือเปิดเผยมันได้ ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง ผู้ถึงได้
กไ็ ม่พูดแล้ว ไมพ่ ูดวา่ เขาร้อู ะไร เพราะส่ิงนีม้ นั อย่เู หนือคำ� พดู

350

หนงั สืออา้ งองิ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐม นคิ มานนท์ และคณะ, ๒๕๕๒, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๖, กรงุ เทพฯ,
อตโุ ล ไมม่ ใี ดเทยี ม, บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ จำ� กดั (มหาชน).

ค�ำแผ่กศุ ลแกส่ รรพสตั ว์

ณ วดั ป่าอมั พโรปัญญาวนาราม
ในพระอปุ ถมั ภ์ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก
ตำ� บลคลองก่วิ อ�ำเภอบ้านบงึ จังหวดั ชลบรุ ี
วันศกุ รท์ ี่ ๒๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดิถขี น้ึ ๖ ค�ำ่ เดอื น ๑

ขอบุญกุศลจรยิ า อันข้าพเจา้ ท้งั หลายได้บำ� เพญ็ ด้วยดีแลว้ ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนั้นมีนามว่า วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ประกอบด้วยปชู นยี วัตถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาที่ประชุม
อาคารพพิ ธิ ภณั ฑท์ ่ีประมวลธรรมโอวาทของพระสปุ ฏปิ ันโน ถนนลาดยางกว้าง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ�้ สาธารณทาน กำ� แพงรอบพนื้ ทย่ี าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดทั้งบุญกริ ิยาแหง่ การบ�ำเพญ็ ทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา ดว้ ยน�้ำใจศรทั ธาเลื่อมใส
มน่ั คงในพระรตั นตรยั ดง่ั นี้ ขา้ พเจา้ ขอตง้ั สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพทุ ธศาสนา เปน็ ปฐม

อน่งึ ขอสรรพสัตว์ท้ังหลาย ไม่มีทสี่ ดุ ไม่มปี ระมาณ, จงมีสว่ นแหง่ บุญทีข่ ้าพเจ้า
ไดท้ ำ� ในบดั น,้ี และแหง่ บญุ อน่ื ทไี่ ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซงึ่ เปน็ ทร่ี กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อน่ื ทเี่ ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ ง้ั หลายตง้ั อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ งั้ ๓,
อย่ใู นก�ำเนิดทั้ง ๔, มขี นั ธ์ ๕ ขันธ,์ มีขนั ธข์ ันธ์เดียว, มขี ันธ์ ๔ ขันธ์, ก�ำลังทอ่ งเที่ยว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น
จงอนุโมทนาเองเถดิ , ส่วนสัตว์เหลา่ ใดยงั ไม่รสู้ ่วนบุญน้,ี ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสตั ว์
เหลา่ นั้นให้รู้

เพราะเหตทุ ไี่ ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทขี่ า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ งั้ หลายทงั้ ปวง, จงเปน็
ผ้ไู ม่มเี วร, อยู่เปน็ สขุ ทกุ เมอ่ื , จงถงึ บทอนั เกษมกลา่ วคอื พระนพิ พาน, ความปรารถนาที่
ดีงามของสตั ว์เหล่านนั้ จงสำ� เร็จเถิด, สาธุ สาธุ สาธุ


Click to View FlipBook Version