The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-09-05 21:32:29

90 ปี เศรษฐีธรรม

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง

ประวัตกิ ารจ�ำ พรรษา

หลวงตามหาบัว เลา่ เหตกุ ารณท์ ี่บา้ นชะโนดดง

เราเรยี กแต่ธรรมลี เหมือนปลิงนะธรรมลี เกาะติดปับ๊ ดึงไมอ่ อกเลย วันนัน้ เป็นวันเผาศพพ่อแม่
ครูจารย์ ธรรมลีบวชวันน้ันละ วันถวายเพลิงพ่อแม่ครูจารย์มั่น บวชในวันนั้นหลายองค์ แต่นอกนั้น
ยังเหลือหรือไม่เหลือก็จำ�ไม่ได้ จำ�ได้ธรรมลีองค์เดียวที่บวชในวันเผาศพหลวงปู่ม่ัน เรากับท่านเจ้าคุณ
อุปัชฌาย์เราน่ีละ บวชในวันน้ันมากนะวันเผาศพพ่อแม่ครูจารย์ม่ัน บวชวันนั้นหลายองค์ บวชแล้ว
ตดิ ตามเราไปเรื่อย ไมย่ อมปล่อยเลยนะ พอบวชแลว้ เราก็ไปเลย แล้วติดตามตลอด
ทีนี้บาปมันแพ้บุญหรืออะไรก็ไม่ทราบ หรือบุญชนะบาปเราก็ไม่ทราบละ พอเผาศพพ่อแม่
ครจู ารยเ์ สร็จแลว้ เข้าป่าละเราไปคนเดียว ธรรมลตี ดิ ตามตลอดเลย ไล่อยา่ งไรกไ็ ม่กลับๆ ไปพักอยู่บา้ น
ชะโนดดง ทางจังหวัดมุกดาหาร ในป่าลึกๆ มีป่าช้าอยู่นั้น ธรรมลี กลัวผี เราก็ไม่รู้ว่าธรรมลี
กลัวผี ไล่ธรรมลใี ห้อยู่ริมทุ่งนา เราเข้าไปอยใู่ นป่าทเี่ ผาศพน่นั เลยละไปพักอยูน่ น้ั ออกมา โอ๊ย บญุ ชว่ ย
เหลือเกิน หายใจแขม่วๆ จะมาพักท่ีป่าช้าแล้วกลัวผีอยู่แล้วพอดีท่านให้ไปพักอยู่ในป่าช้า ไล่เรามา
ริมทุ่งนา ท่านไปพักอยู่ในป่าช้าองค์เดียว อู๊ย เราหายใจโล่ง ถ้าเรารู้เอาจริงๆ นะ เราจะไล่ธรรมลี
เขา้ ไปอยูน่ น้ั เราอยู่ข้างนอกเราขโมยหนเี ลย นีม้ นั ไม่ทัน เพราะกลัวผมี าก
เรากลัวหรือไม่กลัวก็ตามเถอะ ส่วนมากไปอยู่ป่าช้า ไม่ออกมาตามบ้านตามเรือนเขาข้างนอก
อยูป่ ่าช้าคนไมเ่ ข้าไปกวน อยใู่ นป่าไม่ตอ้ งพดู ละ
แตธ่ รรมลกี ลัวผลี ะซี เราไม่ร้ใู ห้ธรรมลีพักอยู่ข้างนอกรมิ ทงุ่ นา เราเขา้ ไปพักอยู่นนู้ ไกลกันนะ
ไปพกั อยู่ในป่าช้า เหน็ กันเวลาบณิ ฑบาต เวลาเราออกมากบ็ ณิ ฑบาต มาบอกว่าหายใจโลง่ เลย ท่านให้พกั
อย่รู มิ ทงุ่ นาแลว้ ทา่ นไปอยูใ่ นกลางป่าชา้ ไม่อยา่ งนัน้ ตายละเรา ไม่อยา่ งนัน้ ตาย จึงว่าบาปแพ้บญุ เสมอ
คงว่าอย่างนั้นละ
(หลวงตาวา่ หลวงปลู่ ี ตามตดิ หลวงตาตดิ เลยแกะไมอ่ อก ลกู ศษิ ยเ์ ลยไปถามหลวงปลู่ ี วา่ ตามตดิ
หลวงตาไดอ้ ยา่ งไร เพราะหลวงตาหลบหนเี กง่ ทา่ นบอกลกู ศษิ ยว์ า่ เอา้ เรากเ็ ตรยี มพรอ้ มไว ้ อฐั บรขิ าร
เราใสบ่ าตรไวเ้ รยี บรอ้ ยหมดแล้ว คอยจ้องวา่ จะออกทางไหน)
อันน้ันกม็ ี มไี ม่รกู้ ่ีครงั้ อันนีไ้ ม่ท�ำ อย่างนั้น ถา้ ท�ำ อย่างนน้ั ไปเลยละไม่รเู้ ราจะไป ปุ๊บปั๊บขโมยหนี
จากเพอ่ื นไม่ทราบก่ีครงั้ กี่หน ถ้าตกนรกเราตกหลมุ ลึกทสี่ ุดละทข่ี โมยหนจี ากพระ พระรุมตามเราไมช่ อบ
จะไปแต่คนเดียวเรา พอดีตอนน้ันธรรมลีติดตาม เราเข้าไปอยู่ในกลางป่าช้า ให้ธรรมลีอยู่ข้างนอก
ถ้าเรารู้ว่าธรรมลีกลัวผีแล้ว เราจะไล่ธรรมลีเข้าไปอยู่ที่นั่น เราอยู่ข้างนอกเปิดหนีเลย เลยไม่ได้หนี
ตอนนน้ั

(โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนั โน ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ กรรมฐานเราไปแตอ่ งค์เดียว)

50

หลวงป่ศู รี มหาวีโร หลวงป่ลู ี (ช่วงอปุ สมบทแรกๆ)

เหตุการณ์ท่ีบ้านชะโนดดง

ในระหวา่ งชว่ งฤดูแลง้ กอ่ นเข้าพรรษา ได้ไปพกั ภาวนาท่บี ้านชะโนดดง จงั หวดั มุกดาหาร
คร้ังหนึ่งหลวงป่ลู ี กุสลธโร ไดเ้ คยออกเทย่ี ววิเวกกับหลวงปู่ศรี มหาวีโร ทา่ นเปน็ หวั หน้าในการ
เดนิ ธุดงค์ เพราะมโี อกาสไดเ้ จอกนั ท่บี รเิ วณป่าหม่บู า้ นชะโนดดง ในขณะทเ่ี ดินรอนแรมบกุ ปา่ ฝา่ เขาอัน
หนาทบึ เดนิ ลัดเลาะไปตามหุบเขา ดงบังอี่ ระหวา่ งเขตจงั หวดั กาฬสินธุ์ และจงั หวัดมุกดาหาร พอดีได้
เจอฝงู ควายป่าฝงู ใหญโ่ ดยบงั เอิญ เม่ือมนั เห็นพระกรรมฐานห่มจีวรสีกรักแกน่ ขนุน เดนิ มุดปา่ โผลอ่ อก
มาอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว มันก็เกิดความตกใจ ส่วนพระก็เกิดความตกใจท่ีต่างฝ่ายต่างโผล่ออกมา
เจอกนั ดว้ ยสัญชาตญาณป้องกันตัว ฝงู ควายปา่ มนั จงึ วงิ่ กรเู ขา้ มาหาพระ โยกเขาอนั แหลมคมว่งิ ตรง
เข้ามาหาหวังจะขวิดให้ตาย พระที่ไปด้วยตกใจวง่ิ เตลิดหนหี าท่ีหลบภัย เม่ือหลวงปูศ่ รีเหน็ ดังนน้ั จึงหัน
หน้าใส่ฝูงควายป่า แล้วก็ชักร่มกลดให้กางออก ฝูงควายป่าเมื่อวิ่งเข้ามาใกล้ เห็นร่มกลดกางออก
เสียงดัง พรบึ ... มนั ตกใจว่ิงเตลดิ หนเี ขา้ ป่าไปเลย นน้ี ับว่าเป็นปญั ญาบารมีขององคห์ ลวงปศู่ รี มหาวโี ร

องคห์ ลวงปูล่ ี ท่านเลา่ การภาวนาในปา่ บรเิ วณหมบู่ า้ นชะโนดดง วา่ ภาวนาบรกิ รรม พุทโธ ๆ ๆ
เกดิ แสงสวา่ งวาบฉายเขา้ มาเหน็ ภรรยาเดนิ เขา้ มาหา มาไดร้ ะยะหา่ งประมาณวากวา่ ๆ จงึ ลม้ ลง รา่ งกาย
แหลกกระจยุ เปน็ ผยุ ผง แม้แตก่ ระดกู กม็ องไมเ่ หน็ กลายเปน็ ดนิ เป็นหญา้ เปน็ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา
ต้ังแตบ่ ดั นั้นเป็นตน้ มา สัญญาความจำ�ไดห้ มายรู้ในรูปนาม ไม่ยดึ ไม่ติด การภาวนาจะเป็นแบบนไี้ ดต้ อ้ ง
เกิดแสงสว่างก่อน จากนัน้ การออกพิจารณาทางดา้ นปญั ญาไหลคล่องตัว เหมือนสายน้�ำ ตกจากทีส่ งู ลง
ทีต่ �ำ่ ไม่มีตดิ ขดั

51

ประวตั กิ ารจำ�พรรษา

ป่าช้าบ้านชะโนดดง สมยั ปัจจบุ นั ด.ต.รงั สรรค์ เกตุนาค ก�ำ ลังแสดงท่ี

ทีแรกองค์หลวงปู่ลีต้ังใจจะข้ามไปธุดงค์ที่ประเทศลาว แต่มีเหตุให้ไปไม่ได้ท่านจึงหันหน้ากลับมา
ทางอ�ำ เภอคำ�ชะอี

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ� ได้นิมิตรู้ล่วงหน้าว่าจะมีพระองค์สำ�คัญจะมาพัก
ปฏบิ ัตธิ รรมทบ่ี ้านหว้ ยทราย พระกองทัพธรรมกรรมฐาน หลวงปูล่ ี กุสลธโร ท่านกเ็ ปน็ หนึ่งในนนั้ ด้วย
คุณแมช่ ีแก้ว จงึ ไดน้ ำ�พาผูค้ นสร้างกระต๊อบ เสนาสนะ ที่พกั ตา่ งๆ ไว้รอล่วงหน้าแล้ว

หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร พักปฏิบัติธรรมที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย(ปัจจุบันคือ
วัดวิเวกวัฒนาราม) ได้มาพักอยู่ก่อนที่องค์หลวงตามหาบัว จะเดินทางมาถึง ในพรรษาปีน้ีองค์
หลวงตามหาบัว กับสามเณรภูบาล ได้ข้ึนไปจำ�พรรษาอยู่บนหลังเขาบ้านห้วยทราย (ปัจจุบันคือ
วัดถำ้�นกแอ่น) สว่ นหลวงป่ลู ี ไดจ้ ำ�พรรษาอยูก่ บั หลวงปมู่ หาบญุ มี สริ ิธโร

ปพี ทุ ธศักราช ๒๔๙๔ หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงป่มู หาบุญมี สิริธโร ได้ออกเที่ยวธุดงค์ไป
พักปฏบิ ัตธิ รรมท่บี ริเวณหม่บู า้ นเหลา่ น้อย (ตีนเขาวัดภจู ้อกอ้ ในปจั จบุ นั ) จากนน้ั องคห์ ลวงตามหาบัว
จงึ ได้ยา้ ยลงมาจากหลังเขาถำ�้ นกแอน่ มาอยทู่ ่ีเสนาสนะปา่ ชายเขาบ้านหว้ ยทราย ชว่ งน้ีจงึ เป็นโอกาสที่

52

หลวงปลู่ ไี ดอ้ ยกู่ บั องคห์ ลวงตามหาบวั ยาวมาตลอดจนถงึ ฤดจู �ำ พรรษาปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๙๕ จนกระทงั่
ออกพรรษา องคห์ ลวงตามหาบัวปรารภวา่ จะสรา้ งศาลา แตอ่ งคท์ ่านมคี วามเมตตาหมูค่ ณะเปน็ หว่ งว่า
จะรบกวนการภาวนา ท่านจึงหาอุบายบอกให้หมู่คณะแยกย้ายกันออกไปหาท่ีภาวนาตามป่าเขาต่างๆ
จะยังคงเหลอื แต่หลวงป่ลู ี และพระสวาท อยู่ช่วยท�ำ ขอ้ วัตร อปุ ัฏฐากองค์หลวงตามหาบัว เช่น ตักน้ำ�
ดแู ลความสะอาดเรียบรอ้ ยของเสนาสนะ ฯลฯ

ในช่วงเวลาระหว่างน้ัน พระสวาทได้เกิดล้มป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ไม่สามารถจะทำ�ข้อวัตรถวาย
ครบู าอาจารยไ์ ด้ จงึ เปน็ เหตใุ หห้ ลวงปลู่ ไี ดต้ กั น�้ำ รว่ มกบั องคห์ ลวงตาเพยี งสององคเ์ ทา่ นนั้ ชาวบา้ นหว้ ย
ทรายจึงขออาสาช่วยตักน้ำ�ถวายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว แต่องค์หลวงตาไม่อนุญาต
เพราะเกรงว่าจะเปน็ ภาระแก่ญาตโิ ยมมากเกนิ ไป ถึงอยา่ งน้ันฝ่ายญาตโิ ยมก็ยงั ไม่ลดละความพยายาม
และบวกกบั ความเคารพศรทั ธาทม่ี ตี อ่ องคห์ ลวงตา เขาฉลาดจงึ ไดค้ ดิ หาอบุ ายท�ำ อยา่ งไรจะไดถ้ วายงาน
ตามที่ต้ังใจไว้ พวกชาวบ้านจึงได้มาแอบซุ่มดู คอยสังเกตดูว่าช่วงเวลาไหนท่ีเหมาะแก่การจะเข้าไป
ตักน้ำ�ถวายครูบาอาจารย์ ฉะน้ันจึงได้ปรึกษาหารือกันในกลุ่มญาติโยมว่า จะมาตักนำ้�ในช่วงท่ีท่าน
ไมอ่ ย(ู่ ชว่ งทา่ นไปบณิ ฑบาต) เมอื่ องคห์ ลวงตาเสรจ็ จากไปบณิ ฑบาตกลบั มาจากหมบู่ า้ นมาถงึ ทพ่ี กั มาเหน็
สภาพที่อยู่มีคนมาตักน้ำ�ใช้ใส่ไว้ตามตุ่มไว้เต็มเรียบร้อยเป็นอย่างดี ท่านก็เงียบไม่ได้ตำ�หนิอย่างไร
จากนั้นชาวบ้านหว้ ยทรายกไ็ ดถ้ วายการอุปฏั ฐากเชน่ น้นั เรอ่ื ยมาโดยตลอด

สภาพป่าบ้านหว้ ยทราย ปจั จบุ นั คอื วดั วิเวกวฒั นาราม

53

ประวตั กิ ารจำ�พรรษา

เจดีย์ พระอุโบสถ วดั วเิ วกวฒั นาราม

พรรษาท่ี ๒-๕ จำ�พรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย อำ�เภอคำ�ชะอี จังหวัดมุกดาหาร
โดยมีองค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นผู้นำ�ในยุคสมัยน้ัน เป็นปฏิปทาท่ี
เหมือนกับยุคบ้านหนองผือที่องค์หลวงปู่มั่นพาหมู่คณะดำ�เนินมา องค์หลวงตาท่านจะทำ�อะไรด้วย
องค์ท่านเองตลอดเช่น ในช่วงเย็นพระอุปัฏฐากจะนำ�กานำ้�ร้อนไปวางไว้หน้าห้องสรง องค์ท่านจะ
สรงน�้ำ เอง กฏุ ขิ ององคห์ ลวงตานน้ั เปน็ กฏุ เิ ลก็ ๆ มงุ ดว้ ยแฝกเตยี้ ๆ เวลาไปรบั กระโถนตอนเชา้ องคท์ า่ น
จะส่งออกมาทางหน้าตา่ งซึ่งเปน็ ฝาขัดแตะ
องคห์ ลวงตาไมไ่ ด้ประชมุ อบรมภาวนาทกุ วัน แต่จะประชุมเปน็ คร้ังคราวไป ถา้ วนั ใดจะมีประชมุ
องค์ท่านก็จะบอกล่วงหน้าก่อน ท่านเข้มงวดกวดขันกับพระเณรท่ีไปปฏิบัติธรรมกับท่านมาก
ยามคำ่�คืน ท่านจะลงเดินตรวจพระเณรในวัดโดยไม่ใช้ไฟฉาย ว่าพระเณรองค์ไหนทำ�ความเพียรอยู่
หรอื เปลา่ ถา้ มองเห็นจุดไฟอยู่ ทา่ นก็จะไม่เขา้ ไป ถา้ องค์ไหนดบั ไฟ ทา่ นจะเข้าไป เข้าไปจนถึงใตถ้ นุ กฏุ ิ
แล้วฟงั เสยี งว่าจะนอนหลบั หรือเปล่า หรอื น่ังภาวนา เพราะคนท่ีนอนหลับ ส่วนมากเสยี งหายใจจะแรง
กว่าธรรมดาท่ีไม่หลับ ถ้าหากองค์ไหนนอนหลับก่อน ๔ ทุ่มแล้ว พอตอนเช้าประมาณตี ๔ ท่านจะ
เดินตรงไปท่ีกุฏิองค์น้ันแหละ และถ้ายังไม่ต่ืน ตอนเช้าลงศาลาจะเตรียมบิณฑบาต ท่านจะเทศน์
ว่าให้พระเณรองค์น้ัน ถ้าท่านได้เตือนถึง ๓ คร้ังแล้วไม่ดีขึ้น ท่านจะขับไล่ออกจากวัดให้ไปอยู่วัดอื่น
โดยพูดวา่ ผมสอนท่านไมไ่ ดแ้ ล้ว นมิ นต์ออกไปจากวัดเสีย
ฉะนั้น พระเณรยุคบ้านห้วยทรายภายใต้การนำ�ขององค์ท่าน จึงมีความพากเพียรในด้านการ
ทำ�สมาธิภาวนาเป็นอย่างมาก ต่างองค์ต่างได้หลักกัน คือ บางองค์เวลาหมู่เดินจงกรมจะข้ึนกุฏิ
แล้วไม่จุดไฟ ทำ�ท่าเหมือนกับว่านอน แต่ความจริงน่ังภาวนา เวลาหมู่ข้ึนจากทางจงกรมหมดแล้ว
จึงค่อยลงเดนิ จงกรมกม็ ี (พระอาจารยส์ ิงหท์ องเคยเลา่ ว่า สมัยนั้นเหมอื นกับว่าพระเณรในวัดนน้ั จะไม่
ค้างโลกกนั พอตืน่ นอนขน้ึ มา มองไปเหน็ แต่แสงไฟ (แสงโคมไฟ) สว่างไสวตามกฏุ ิของพระเณร เหมือน

กบั ไมน่ อนกัน)

54

พระประธานบนหลังเขาถ้ำ�นกแอน่ สถานท่เี คยจำ�พรรษาของหลวงตามหาบวั

การเป็นอยู่ของพระเณรสมัยน้ันอยู่กันอย่างประหยัด บิณฑบาตแบบธุดงควัตร คือ ชาวบ้าน
เขาจะหมกห่ออาหารใส่บาตรพร้อมกับข้าวเหนียว ไม่ได้นำ�อาหารตามมาส่งที่วัด แต่ว่าศรัทธาของ
ชาวบ้านแถวน้ันเขาดีมากท้ังๆ ท่ีอดอยากขาดแคลน โดยเฉพาะแล้วเร่ืองอาหารการกิน เขามีกบ
หรอื เขียดตัวเดยี วอย่างน้ี เขากแ็ บง่ ใสบ่ าตรได้ ๔ บาตร ๔ องคก์ ม็ ี ในคราวทอี่ ดอยาก มะเขอื ลูกเดยี ว
อยา่ งน้เี ขาจะผา่ ใส่บาตรได้ ๔ องค์ ทั้งนี้เน่ืองจากทางภาคอสี านน้ัน ค่อนข้างกันดารนำ้� โดยเฉพาะ
หน้าแล้ง บางแห่งต้องได้กินนำ้�ในสระ พร้อมท้ังต้องไปตักเอา ระยะทางก็ไกลด้วย เป็น ๒-๓
กโิ ลเมตรกม็ ี เพราะขดุ บอ่ แล้วกไ็ มม่ ีน�ำ้ ถงึ จะมี บางแห่งนำ�้ กเ็ คม็ กินไม่ได้ และสิง่ ท่ตี ามมาด้วยกค็ ือ
ความอดอยากเร่ืองอาหารการกนิ

สำ�หรับคนภาคอื่นบางคนมักจะว่าคนอีสานน้ีกินไม่เลือก ก็เพราะเหตุว่าความท่ีมันหาไม่ได้
นั้นเอง มีอะไรเขาก็จับกินไป พวกน้ำ�ร้อน น้ำ�ชา โกโก้ กาแฟ และน้ำ�ตาล อย่างนี้ไม่ต้องถามหา
แม้แต่ภาพยังไม่เคยเห็นเลย อาศัยเอาแก่นไม้ รากไม้ ใบไม้มาต้มฉันนานๆ จะมีน้ำ�อ้อยก้อนทีหน่ึง
แต่ก้อนนำ้�ออ้ ยสมยั นั้นอรอ่ ยมาก กอ้ นเดียวแบ่งกันฉัน ๓-๔ องค์ กย็ ังพอและอรอ่ ยดว้ ย ไม่เหมือน
น้ำ�อ้อยสมัยทกุ วนั นี้

บางปีพระเณรเกิดล้มป่วยเป็นไข้มาลาเรียเกือบหมดทั้งวัด ยังเหลือแต่องค์หลวงตามหาบัว
และพระอีกองค์หน่งึ กม็ ี เปน็ ผ้ทู �ำ กจิ วัตรประจ�ำ วนั เช่น ปดั กวาดลานวัด และตกั นำ�้ ใชน้ ้�ำ ฉัน รักษา
ความสะอาดเสนาสนะต่างๆ บางคร้ังครูบาอาจารย์บางองค์เกิดป่วยหนักจนชาวบ้านได้พากันออกมา
นอนเฝ้ารักษา แต่ท่านก็ปรารภว่า ได้กำ�ลังใจดีในเวลาป่วย เพราะไม่มีท่ีพึ่ง จะพ่ึงกายก็ไม่สบาย
ป่วยไข้ ได้มีโอกาสพิจารณามาก เมื่อพิจารณากันอยู่ไม่หยุดไม่ถอย มันก็รู้ก็เข้าใจในเร่ืองของกาย
ของจิต ครบู าอาจารยส์ มัยกอ่ น ท่านไดก้ �ำ ลังใจเพราะการปว่ ยไข้นมี้ มี ากๆ เลย และก�ำ ลังใจท่านก็เขม้
แขง็ ไม่เหมือนพระนักปฏบิ ตั ทิ ุกวันนี้ เอะอะกห็ มอๆ นโิ รธของนกั ปฏบิ ตกิ ็เลยอยกู่ บั หมอ ไมไ่ ด้อยู่กับ
ธรรมของพระพุทธเจา้ ก�ำ ลังใจก็อ่อนแอเอามากๆ เลย

55

ประวัตกิ ารจำ�พรรษา

ในระหวา่ งปพี ทุ ธศักราช ๒๔๙๔-๙๗ มีครูบาอาจารย์ได้เคยธุดงค์มาพักปฏิบตั ธิ รรม และร่วม
จำ�พรรษา ณ เสนาสนะป่าบา้ นหว้ ยทราย ดว้ ยกันหลายองค์ มรี ายนามดังต่อไปน้ี

หลวงปมู่ หาบุญมี สิรธิ โร หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปนั โน หลวงปู่สม โกกนุทโท หลวงปสู่ ิงห์ทอง ธัมมวโร
วดั ป่าวงั เลงิ จ.มหาสารคาม วัดป่าบา้ นตาด จ.อุดรธานี
วดั เวียงสวรรค์ จ.ล�ำ ปาง วดั ป่าแก้วชุมพล จ.สกลนคร

หลวงพ่อนลิ ญาณวโี ร หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงปู่ศรี มหาวีโร หลวงป่บู ุญมี ปรปิ ณุ โณ

วัดป่าประดู่ จ.ปราจีนบุรี วดั ภจู ้อกอ้ จ.มุกดาหาร วัดประชาคมวนาราม จ.รอ้ ยเอด็ วัดปา่ นาคณู จ.อุดรธานี

หลวงปเู่ พยี ร วริ ิโย หลวงปสู่ ุพฒั น์ สขุ กาโม หลวงปู่บุญเพง็ เขมาภิรโต หลวงปลู่ ี กุสลธโร
วัดปา่ หนองกอง จ.อดุ รธานี วัดปา่ ประสทิ ธิส์ ามคั คี จ.สกลนคร วัดถำ้�กลองเพล จ.หนองบัวลำ�ภู
วัดภผู าแดง จ.อุดรธานี

56

หลวงปคู่ ำ�ตนั ฐติ ธมั โม ท่านพระอาจารย์สวาท สามเณรน้อย สามเณรอุ่นหล้า

วดั ป่าดานศรีสำ�ราญ (ภายหลงั ไดล้ าสกิ ขาบท) (พระครูสังฆรกั ษ์ค�ำ พอง ปัญญาวโุ ธ (หลวงปู่อุ่นหล้า ฐติ ธมั โม
จ.บงึ กาฬ วัดป่านานาชาติ สหรัฐอเมริกา) วัดปา่ แก้วชุมพล จ.สกลนคร)

พระอาจารย์กาย กสุ ลธมั โม สามเณรภบู าล สามเณรโส สามเณรบุญยงั

(ภายหลงั ไดก้ ลบั มาอปุ สมบทใหม่ (ภายหลังได้ลาสกิ ขาบท) (หลวงพอ่ บุญยงั ผลญาโน
เป็นครง้ั ที่ ๒) วดั ป่าบ้านบาก จ.ศรสี ะเกษ)

บนหลังเขาถำ้�นกแอน่ หลวงตามหาบัว สภาพหมบู่ า้ นหว้ ยทรายยคุ ปัจจุบนั
ไดเ้ มตตาใหอ้ บุ ายธรรมอนั เดด็ เดีย่ ว เม่อื มองลงจากวดั ถ�ำ้ นกแอ่น
จนสามารถพลิกจิตคณุ แม่ชแี ก้ว เสยี งลำ�้
57

ประวัติการจำ�พรรษา

วดั ป่าหนองนอ่ ง หลวงปมู่ ัน่ เคยจำ�พรรษา สถานทคี่ ุณแมแ่ กว้ บรรลธุ รรม ในสำ�นักชีบา้ นห้วยทราย

หลวงป่มู ัน่ ภรู ิทตั โต ได้เคยจาริกธุดงคผ์ ่านมาพักปฏิบตั ิธรรม และไดจ้ �ำ พรรษาถงึ ๒ ครั้ง คือ

ที่วัดป่าหนองนอ่ ง และวัดหนองแวง ท่านได้เมตตาแก้มิจฉาทิฐิของชาวบ้าน ใหเ้ ปลย่ี นเปน็ สมั มาทิฐโิ ดย

การเทศนาสง่ั สอนใหเ้ ขาถงึ พระไตรสรณคมนเ์ ปน็ ประการส�ำ คญั และทา่ นไดเ้ รมิ่ ตน้ วางระเบยี บการบวช

ตาผ้าขาว ก่อนท่ีจะทำ�การบรรพชาอุปสมบทต่อไป ระเบียบนี้จึงได้มีขึ้นในวงศ์พระกรรมฐานได้ปฏิบัติ

ตามจนถงึ ปจั จบุ นั น้ี งูเหา่ ไม่กัด

ในช่วงทีพ่ ักปฏบิ ตั ธิ รรมอยูบ่ า้ นห้วยทราย ในคืนหนง่ึ หลวงปลู่ ี ก�ำ ลงั เรง่ ความเพียรเดินจงกรม

ภาวนา พอถงึ ชว่ งเวลาดกึ สงดั ในระหวา่ งเดนิ จงกรม ปรากฏเหมอื นมสี งิ่ หนงึ่ มากระทบรา่ งกายบรเิ วณ

หน้าแข้งอยูห่ ลายครง้ั รู้สึกผิดสังเกต จึงไดห้ ยดุ พิจารณาดู จงึ ทราบชดั ว่าเป็นงูเห่าท่ีเลื้อยออกมาจาก

ขา้ งทางจงกรม แลว้ เอาหวั มาโขกท่หี น้าแขง้ หลวงปู่ โขกโป๊กๆ อยู่หลายคร้งั แตไ่ ม่กัด จึงนบั เป็นเรอ่ื งท่ี

แปลกและอัศจรรย์มาก หลวงปู่ลไี ดเ้ กดิ ความปตี ีดีใจอยา่ งใหญโ่ ต ท่เี กิดเหตกุ ารณ์งเู หา่ ไมก่ ดั ในครั้งน้ี

จากน้ันจึงได้นำ�เร่ืองนี้ไปกราบเรียนเล่าถวายแด่องค์หลวงตามหาบัว กับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน เม่ือองค์

หลวงตาไดท้ ราบเรอ่ื งทห่ี ลวงปลู่ ไี ดป้ ระสบมาทา่ นจงึ เมตตาใหโ้ อวาทธรรมวา่ พระ-เณร เวลานอนไมก่ าง

มุ้ง , เดินจงกรมไม่จดุ เทียน แสดงว่าเปน็ ผู้ต้ังอยู่ในความประมาท

(จากโอวาทธรรมขององคห์ ลวงตา ท่านพยายามจะสอนวา่ ไม่ใหไ้ ปมวั ยึดติดกบั เหตกุ ารณเ์ หลา่ นั้นมาก

เพราะจะเสยี เวลา ทำ�ให้ล่าชา้ ในการปฏบิ ตั ิจติ ตภาวนา)

58

หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงตามหาบัวได้เดินทางกลับถ่ินมาตุภูมิ ที่บ้านตาด อำ�เภอเมือง
จังหวดั อุดรธานี สาเหตเุ พอื่ บวชโยมมารดาของทา่ น ตอ่ มาเมือ่ ไดบ้ วชโยมมารดาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็
พาโยมมารดาไปเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะถ้าอยู่ใกล้บ้านจะคิดถึงลูกหลาน ท่านจึงหาอุบายพาโยม
มารดาไปอย่ทู ี่อน่ื ไกลๆ เสียก่อน ใหม้ นั จืดมันจางแลว้ คอ่ ยพากลับมา การเตรยี มตัวออกเดินทาง มพี ระ
๗ องค์ สามเณร ๑ องค์ แม่ชี ๔ คน ดังนีค้ อื
ฝา่ ยพระ มดี งั น้ี ๑. หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน ๒. หลวงปู่สงิ ห์ทอง ธัมมวโร
๓. หลวงป่เู พียร วิรโิ ย ๔. หลวงปลู่ ี กุสลธโร ๕. หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต
๖. พระอาจารย์กาย ๗. สามเณรน้อย (พระครูสังฆรกั ษค์ ำ�พอง ปัญญาวโุ ธ)
ฝา่ ยแมช่ ี มดี ังนี้ ๑. โยมมารดาขององคห์ ลวงตามหาบวั ๒. คณุ แมช่ แี กว้ เสียงล�ำ้
๓. แมช่ ีบญุ ๔. แมช่ ีนอ้ ม
พวกแมช่ ชี ว่ ยกนั หาบเอาหมอ้ ข้าว หมอ้ แกง หม้อน่งึ แกน่ คณู ก็เอาไปด้วย

ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ที่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้มาจำ�พรรษาโปรดชาวบ้าน
ห้วยทรายน้ัน ท่านเคยได้นิมิตอันเป็นท่ีอัศจรรย์ว่า ได้เหาะข้ึนไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์
ซ่ึงประทับอยู่บนพระแท่นอันกว้างขวาง จากนั้นพระพุทธเจ้าท้ังหลายได้กลายเป็นพระพุทธรูปทองคำ�
เหลอื งอรา่ มเทา่ องคจ์ รงิ ไดส้ รงน�้ำ พระพทุ ธเจา้ เหลา่ นนั้ ดว้ ยน�ำ้ อบน�ำ้ หอม เมอ่ื เหาะลงมาเหน็ ประชาชน
แน่นถนัดไปหมด จึงได้เหาะประพรมน้ำ�มนต์ให้ประชาชนเหล่านั้น นำ้�มนต์ได้พุ่งแตกกระจายกระเซ็น
กระสายออกจากปลายนิว้ มอื และฝา่ มอื ไปอยา่ งรวดเรว็ โดยทั่วถึงทุกๆ คน
นบั ว่าเปน็ มหามงคลและประวัตศิ าสตร์ในยคุ หน่งึ ซง่ึ มีพระอรหนั ต์เมตตามาโปรด ณ ดนิ แดน
แหง่ น้ี ไดห้ ลอ่ หลอมฝกึ ฝนครบู าอาจารยห์ ลายองค์ จนไดเ้ ปน็ เสาหลกั พระกรรมฐานเปน็ ทพ่ี ง่ึ ทยี่ ดึ เหนยี่ ว
ทางจิตใจของหมคู่ ณะ สาธชุ นทัง้ หลายมาจนเทา่ ทกุ วันน้ี
ญาตโิ ยมบา้ นหว้ ยทรายมคี วามเคารพศรทั ธาเทดิ ทูนองคห์ ลวงตาเปน็ ทส่ี ดุ อยา่ งหาทเี่ ปรยี บมไิ ด้
และเมื่อต่อมาภายหลังองค์หลวงตาได้ไปสร้างวัดป่าบ้านตาด เมื่อปลายปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ อยู่ท่ี
หมูบ่ า้ นตาด อำ�เภอเมือง จังหวดั อุดรธานี ทกุ คราวทีม่ โี อกาสครง้ั ใด ชาวบา้ นหว้ ยทรายกจ็ ะชกั ชวนกนั
เดนิ ทางไปกราบนมสั การองคห์ ลวงตาอยูเ่ สมอไม่เคยขาด

59

ประวัติการจ�ำ พรรษา

พรรษาที่ ๖

ปพี ุทธศกั ราช ๒๔๙๘

จ�ำ พรรษาทีว่ ดั ปา่ หนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

สภาพธรรมชาติ และบรรยากาศทั่วไปภายในวัดปาหนองแซง

ปลายปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ หลังจากออกพรรษาแล้ว องค์หลวงตามหาบัว ได้ปรารภกับหมู่
คณะว่า “เห็นทีจะต้องได้เกี่ยวข้องกับโยมแม่เสียแล้ว” คือท่านมีความประสงค์จะให้โยมมารดาของ
ท่านบวชเพ่ือจะได้สนองคุณโยมมารดาในทางธรรม ก็ขอให้คุณแม่ชีแก้วเดินทางไปอุดรธานีพร้อมกับ
คณะสงฆ์หลายองค์ เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าคุณแม่ชีแก้วเป็นผู้ที่เหมาะสมท่ีสุดในการจะอบรม
ถ่ายทอดความรู้อุบายต่างๆ ในแง่ของธรรมะให้แก่โยมมารดาของท่านได้ดี อีกท้ังเพราะเป็นผู้หญิง
ด้วยกนั ยอ่ มสามารถจะเขา้ ใจเร่ืองราวตา่ งๆ ไดง้ ่าย คุณแม่ชีแกว้ พร้อมคณะแม่ชี ไดแ้ ก่ แม่ชีน้อม
และแม่ชีบุญ จึงได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานีตามความประสงค์ขององค์หลวงตา คุณแม่ชีแก้วได้
แนะนำ�อุบายภาคปฏิบัติภาวนา จนโยมมารดาขององค์หลวงตาจนเกิดความเล่ือมใสศรัทธาและได้
ออกบวชตาม
จากนั้นองค์หลวงตาได้ให้โยมมารดาของท่านบวชเป็นแม่ชีแล้ว ก็ได้พาคณะสงฆ์และแม่ชี
ออกเดินทางไปจำ�พรรษาที่วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม(ปัจจุบันคือวัดชากใหญ่) หมู่ ๑๑ ตำ�บลพล้ิว
อ�ำ เภอแหลมสงิ ห์ จังหวดั จันทบรุ ี เปน็ เวลา ๑ พรรษา สถานทแ่ี ห่งน้เี ร่มิ กอ่ ตง้ั ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘
ในปนี นั้ มคี รบู าอาจารยท์ ต่ี ดิ ตามทา่ นมาดว้ ยหลายองค์ อาทิ พระอาจารยส์ งิ หท์ อง ธมั มวโร พระอาจารย์
เพียร วิรโิ ย พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต พระอาจารย์ลี กุสลธโร เปน็ ตน้ โดยในครง้ั นนั้ ถอื ว่าเป็น
โอกาสอันดีและเปน็ มงคลอย่างยง่ิ ที่ พระอาจารยฟ์ กั สนั ติธมั โม (ขณะนนั้ ยังเปน็ ฆราวาสอย)ู่ ก็ได้พา
มารดามาบ�ำ เพญ็ บญุ กศุ ล และกราบนมสั การครบู าอาจารยฝ์ า่ ยพระธดุ งคกรรมฐานทา่ นมาจากทางภาค
อสี านทวี่ ัดแห่งนดี้ ว้ ย

60

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท หลวงปู่ลี กุสลธโร
(ถ่ายที่ จ.จันทบรุ )ี

หลวงปู่ลี ท่านได้ติดตามองค์หลวงตามหาบัว ไปเท่ียวปลีกวิเวกท่ีวัดใกล้สถานีทดลองเกษตร
อ�ำ เภอแหลมสิงห์ จงั หวดั จนั ทบุรี ในชว่ งฤดแู ล้ง กอ่ นเขา้ พรรษาปพี ุทธศักราช ๒๔๙๘ ในปนี ั้น องค์
หลวงตามหาบัว ท่านได้ไปพักภาวนาที่วัดยางระหงษ์ก่อน พักอยู่วัดยางระหงษ์(ธรรมหรรษาราม)
ป ระมาณ ๓ เดอื น ต่อจากนน้ั จงึ ได้เดินทางต่อไปยังสถานที ดลองเกษตร สแี่ ยกนำ้�ตกพล้วิ อำ�เภอแหลม
สิงห์ จังหวดั จนั ทบรุ ี ไปพกั ปฏิบัติธรรมที่น่ัน โดยหลวงป่เู จีย๊ ะ จุนโท เปน็ ผู้สรา้ งถวาย พรอ้ มกับโยม
พี่สาวของหลวงปเู่ จย๊ี ะ เจล๊ ยุ้ คณุ รัตน์ ได้มจี ิตศรัทธาน้อมถวายทีด่ ินประมาณ ๒๖ ไร่ ๓ งาน ๕๓
ตารางวา เป็นจำ�นวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท(หนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพ่ือจัดสร้างขึ้นเป็นวัดกรรมฐาน
และญาตโิ ยมแถวนน้ั กภ็ าวนาเกง่ กนั หลายคน ปจั จบุ นั ไดเ้ ปลย่ี นชอื่ มาเปน็ วดั ชากใหญ่ หลวงปเู่ จย๊ี ะสรา้ ง
ให้เสร็จหมดเลยทุกอยา่ ง กุฏิและเสนาสนะมคี รบทงั้ พระทงั้ ชี ซึง่ องคห์ ลวงตามหาบัวได้เคยปรารภอยู่
เสมอ ๆ ว่า “อาจารยเ์ จยี๊ ะเปน็ ผมู้ บี ญุ คุณต่อเรามาก เราไมเ่ คยลมื นะ ฝงั ลกึ มาก เรานี้ไมเ่ หมือนใคร
ถ้าฝงั อะไรตอ้ งฝงั ลกึ มาก”

เรื่อง แมอ่ อกทองแดง

หลวงป่ลู ี กล่าวถงึ แมอ่ อกทองแดง ในยคุ สมยั ทอ่ี ยจู่ ันทบุรวี า่ สามารถเพง่ กสณิ จนสามารถ
ท�ำ ให้วตั ถุสิ่งน้นั มอดไหมไ้ ด้
มีคร้ังหนึ่งหลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร เป็นผู้ถามแม่ออกทองแดง ว่าพระองค์นั้นพระองค์น้ี
เกย่ี วกับวาระจิตในการปฏบิ ตั ธิ รรมเปน็ อยา่ งไรบ้าง (โดยจะเนน้ พระสวาท)
แม่ออกทองแดง ตอบวา่ จิตทา่ นสวาท มีด�ำ มสี ว่าง
เมื่อพระสวาทได้ยินดังน้ันกเ็ กิดความรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจสักเท่าไหร่
หลวงปู่สิงห์ทอง จึงได้หันไปพูดให้กำ�ลังใจว่า สวาทเอ๋ย ที่แม่ออกทองแดงพูดก็ถูกแล้วล่ะ
ไมต่ อ้ งไปคิดอะไรมากหรอก

61

ประวัติการจำ�พรรษา

วดั ชากใหญ่ กอ่ ตัง้ ขนึ้ เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๔๙๘ โดยพระธรรมวิสุทธมิ งคล หลวงตามหาบวั ญาณสัมปนั โน
คำ�ว่า ชาก เป็นช่ือต้นไม้พ้ืนเมืองชนิดหน่ึงในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัวได้มาจำ�พรรษาท่ีวัดนี้
โดยมญี าตโิ ยมซื้อทด่ี นิ ถวาย เปน็ เนื้อท่ี ๒๖ ไร่ (ปจั จุบันมเี นือ้ ทีป่ ระมาณ ๔๕ ไร)่ วัดนี้เปน็ ปา่ ใหญ่
มตี ้นไม้นานาพนั ธ์ุ และมตี น้ ยางพาราผสม ในเวลานั้น วดั น้ีใชเ้ ปน็ ท่พี ักสงฆ์ทมี่ ีเพียงกุฏิ ท�ำ ด้วยใบจาก
มุงหลงั คาจากกน้ั ฝาจาก ซ่ึงท่านพระอาจารย์มหาบวั ให้พระสงฆอ์ ยู่เพ่อื ปฏิบัติธรรม ในชว่ งเวลานั้นยงั
ไมม่ ีถาวรวตั ถุใดๆ เกิดขึ้น

วดั ชากใหญ่ (สถานีทดลอง) วดั ที่หลวงปเู่ จี๊ยะนิมนตห์ ลวงตามาจำ�พรรษา
ปจั จบุ นั เปน็ พทุ ธอทุ ยาน และมีสภาพเปลยี่ นไปจากเดิมโดยส้นิ เชงิ

62

หลงั จากออกพรรษาแลว้ โยมมารดาขององคห์ ลวงตาตอ้ งการอยากจะกลบั ภมู ลิ �ำ เนาเดมิ เพราะ
สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่ ความเป็นอยู่ที่จันทบุรีน้ันลำ�บากมาก ด้วยท่านไม่คุ้นเคยกับ
สภาพอากาศ อาหารการกินและอายวุ ยั ของท่านก็ชรามากแล้ว เห็นสมควรกลบั ภูมลิ ำ�เนาเดมิ เพอ่ื ให้
ลกู หลานไดม้ โี อกาสดแู ลพยาบาลในชว่ งปจั ฉมิ วยั เมอื่ องคห์ ลวงตาพจิ ารณาความเหมาะสมแลว้ จงึ ไดพ้ า
โยมมารดามาพกั ท่ีวัดเขาน้อยสามผาน (วัดพชิ ยั พฒั นาราม อ�ำ เภอทา่ ใหม่ จังหวัดจันทบุร)ี ก่อนระยะ
หนึ่งแล้วจึงค่อยเดินทางกลับมาบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี จากนั้นจึงได้ส่งปัจจัยค่าเดินทางไปให้
หมู่คณะท่ยี งั เหลืออยู่จึงไดเ้ ดินทางกลับมาจงั หวัดอุดรธานี โดยนั่งเรือโดยสารมาลงท่กี รงุ เทพมหานคร
และเดินทางต่อไปยังหมู่บา้ นตาด อ�ำ เภอเมือง จงั หวัดอุดรธานี ซง่ึ สมัยในนน้ั เพงิ่ จะเริ่มบุกเบิกต้ังวัด
ในช่วงปลายปพี ทุ ธศักราช ๒๔๙๘ และเรมิ่ จ�ำ พรรษาในปพี ุทธศกั ราช ๒๔๙๙

ความตอนนปี้ รากฏในประวัติของคณุ แมช่ ีแกว้
เม่ือพกั ปฏิบตั ิธรรมอยทู่ จ่ี นั ทบุรี

เมื่อท่านอาจารย์มหาบัว อยู่ห้วยทรายได้หลายปีก็
นึกถงึ โยมมารดา จะพาโยมมารดาออกบวช ขอใหค้ ณุ แม่ (แก้ว)
ไปอุดรด้วย เมื่อบวชโยมมารดาแล้วก็พากันไปสร้างวัดที่สถานี
ทดลองจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นที่ท่ีพี่น้องของท่านอาจารย์เจ๊ียะ
ถวาย ต้องลำ�บากมากเพราะไม่มปี ลาร้าจึงตอ้ งปรงุ อาหารดว้ ย
น�้ำ ปลา ไปหาเหด็ ตามปา่ ยางงกู ช็ มุ โยมมารดาวา่ “เหด็ ดอกนอ้ ย
ตาข้อยบเ่ หน็ หู่ง” ทีจ่ นั ทบรุ ีน้ที ่านพระอาจารย์สงิ ห์ทอง ธมั มวโร
กไ็ ดบ้ รรลุธรรม

ท่าน (คุณแม่แก้ว) ว่า ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนฉลาด

แม่ชแี ก้ว เสียงล้�ำ เดนิ บิณฑบาตชาวบา้ นใส่บาตรดว้ ยทุเรียนทง้ั ลกู เพราะสมยั นน้ั
ทุเรียนเมืองจันท์ยังไม่พัฒนา บางพูเน้ือยังไม่หุ้มเม็ดซำ้�

ท่านอาจารย์สิงห์ทองกห็ ้ิวมา บ้านตอ่ มาถวายทเุ รยี นอกี ทา่ นก็วางลูกเดมิ ใหเ้ ขาหิ้วไปสง่ ท่ีวดั หว้ิ ลูกใหม่

แทน ท่านสามารถถ่ายทุเรียนได้ตลอดทาง เมื่อถึงวัดมีติดมือมาแค่ลูกเดียวแต่มีชาวบ้านห้ิวทุเรียนมา

เปน็ แถวต่างกับทา่ นอาจารยเ์ พียร ที่หว้ิ มะรมุ มะตุม้ ไมย่ อมวางตลอดทาง

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ ไม่ได้จำ�พรรษาที่จันทบุรี เน่ืองจากสาเหตุเพราะโยมบิดาได้เสียชีวิต
ชว่ งระหวา่ งกอ่ นเขา้ พรรษา หลวงปลู่ จี งึ ไดข้ อโอกาสกราบลาองคห์ ลวงตามหาบวั เพอื่ กลบั มาจ�ำ พรรษา
ณ วดั ปา่ หนองแซง อำ�เภอหนองววั ซอ จงั หวัดอุดรธานี กบั หลวงปูบ่ วั สริ ปิ ุณโณ

63

ประวตั ิการจำ�พรรษา

วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง)

ทา่ นเจา้ คณุ พระธรรมเจดีย์ (จมู พนั ธโุ ล) วดั โพธิสมภรณ์ อำ�เภอเมอื ง จงั หวดั อุดรธานี ซ่ึง
เลอื่ มใสในการปฏบิ ตั ขิ องพระคณะกรรมฐานสายทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั โต เปน็ อยา่ งมาก ปรารถนา
จะสรา้ งวดั กรรมฐานท่ีบา้ นหนองแซง จงึ ได้นิมนตห์ ลวงปูบ่ ัว สิริปณุ โณ และหลวงปศู่ รี มหาวโี ร ใหไ้ ป
อยูจ่ ำ�พรรษา

วัดป่าหนองแซงแห่งนี้ เดิมเป็นที่ที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มาจับจองไว้เพ่ือสร้างเป็นวัดกรรมฐาน
มเี น้ือทปี่ ระมาณ ๕๐๐ ไร่ ห่างไกลจากบา้ นผ้คู น ท่านดำ�รวิ ่ามีวัดมนั กต็ ้องมบี า้ น ทา่ นจงึ แบง่ ทีด่ ินเป็น
๒ สว่ นคอื ส่วนของวัด ๓๐๐ ไร่ ใหช้ าวบา้ นชว่ ยรกั ษาและไดอ้ าศัยท�ำ ไร่ ทำ�นา ๒๐๐ ไร่ ในขณะนัน้ มี
ชาวบ้านอาศยั อยู่ ๓ หลังคาเรือน (ภายหลงั ทางวดั เอาทีค่ นื ไม่ได้ และท่ีวดั ถกู ชาวบ้านรกุ เหลือเพียง
๑๐๐ ไร่ แตป่ ัจจุบันทางวัดได้ซอ้ื คืนจากชาวบ้านมาจนครบ ๕๐๐ ไรเ่ หมือนเดิม)

ส่วนทางสำ�หรับภิกขาจารบิณฑบาต ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน
ต้องบุกลุยผ่านข้ีโคลนข้ีตม ผ่านไร่ผ่านนาถึง ๕ กิโลเมตร
เพอื่ ไปบิณฑบาตที่ต�ำ บลหนองบวั บาน

เดมิ ปา่ แหง่ นเ้ี ป็นปา่ โคก มตี น้ ไม้เกา่ ไม้ตว้ิ ตูมกา เต็ง
เปน็ จ�ำ นวนมาก สัตว์ปา่ ยงั ชกุ ชุมมากโดยเฉพาะ เกง้ กวาง
ลงิ คา่ ง บา่ ง ชะนี เช้าสายบา่ ยเยน็ มีเสยี งสตั วร์ ้องสนน่ั ไพร

สถานท่ีแห่งนี้เป็นท่ีเท่ียวผ่านไปมาของพระกรรมฐาน
เสมอๆ มคี รูบาอาจารยอ์ งค์สำ�คัญท่เี คยมาพัก คือ หลวงปู่
ชอบ ฐานสโม , หลวงปหู่ ลุย จนั ทสาโร, หลวงปู่คำ�ดี ปภาโส,
หลวงป่เู จน่ิ สริ จิ นั โท, หลวงปู่เพยี ร วิริโย ฯลฯ

หลวงปู่เจิ่น สริ ิจนั โท

64

อดตี ชาติหลวงป่บู ัว

“หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ท่านระลึกชาติด้วยอตีตังสญาณว่า
ท่านเคยเกิดเคยตายอยู่ที่บริเวณป่าหนองแซงน้ีเป็นเวลานานถึง
๔ ชาติ และชาตินี้เป็นชาติที่ ๕ ท่ีจักต้องมาตาย ณ ท่ีแห่งนี้
ชาติที่ ๕ นเี้ ป็นชาติสุดท้ายของท่าน”

หลวงปูบ่ ัว สิริปุณโณ ในอดตี ชาตขิ องหลวงปูบ่ ัว ทา่ นเคยเกิดเปน็ หมูปา่ และชาติ
ต่อมากเ็ ป็นควายป่า ถูกนายพรานผ้มู ใี จบาปยงิ ตาย กอ่ นจะตายได้
รบั ความทุกขท์ รมานอย่างแสนสาหัสเปน็ ที่ย่งิ นายพรานผมู้ ีใจบาป
น้ีเที่ยวล่าและฆ่าสัตว์เป็นจำ�นวนมาก ไม่เคยก่อสร้างบุญกุศล
เมอ่ื เขาตายไปไดเ้ ป็นผหี าภพใหมไ่ มไ่ ด้ ไดเ้ สวยกรรมอนั เผ็ดร้อนอยู่
บริเวณวัดป่าหนองแซงแหง่ นี้

ด้วยเหตผุ ลทีห่ ลวงป่บู วั ทา่ นรบั นิมนต์ทา่ นเจา้ คุณพระธรรมเจดีย์ เพื่อมาสรา้ งวดั แหง่ น้ี ส่วนหนึ่ง
ก็เพือ่ มาโปรดผีนายพรานตนนี้ให้พน้ จากทกุ ขด์ ้วย

ในขณะท่ีอยู่วัดป่าหนองแซง ถ้าหากพระเณรองค์ใดขี้เกียจข้ีคร้านในการทำ�ความเพียรภาวนา
หลวงปู่บัวท่านจะบอกให้ผีนายพรานน้ีไปจัดการพระข้ีเกียจด้วยการดึงขาบ้าง หลอกหลอนในยามนอน
บ้าง เพ่ือเป็นการตักเตือนไม่ใหพ้ ระเณรตงั้ อยใู่ นความประมาทในการด�ำ รงชวี ติ สมณเพศ จึงเปน็ ทหี่ วาด
กลัวของพระเณรท้ังวดั ไมว่ า่ จะเปน็ กลางวนั หรอื กลางคืน ท่านจะสง่ั ใหผ้ ที ำ�ตามคำ�สง่ั ของทา่ นไดเ้ สมอ

กุฏหิ ลวงป่บู ัว ในวัดปา่ หนองแซง ได้บรู ณะปฏสิ ังขรณ์เรียบรอ้ ยแลว้ 65

ประวตั ิการจ�ำ พรรษา

พรรษาท่ี ๗

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๙

จำ�พรรษาทว่ี ดั ปา่ ทา่ สวย บา้ นวังมว่ ง อ.วงั สะพุง จ.เลย

อยู่ปฏบิ ัตธิ รรมด้วยกนั กบั หลวงปูบ่ วั คำ� มหาวีโร ซ่งึ ท่านทง้ั สองเปน็ พระสหธรรมกิ

ศาลาหอฉนั ณ วดั ปา่ ทา่ สวย

กุฏิที่หลวงป่ลู ีเคยจำ�พรรษา
66

สมัยก่อนองค์หลวงปู่ลี ได้พาหมู่คณะออกเที่ยวธุดงค์อยู่แถวเขตอำ�เภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ทา่ นจะไมใ่ หอ้ ยูเ่ กิน ๓ องค์ เพราะมันจะได้ไม่ยุง่ ยากในการลงอุโบสถสังฆกรรม เพราะจะได้ไมต่ อ้ งสวด
พระปาฏโิ มกข์ (ตามพระวนิ ัยบัญญตั ิ เปน็ แต่เพียงตัง้ ญตั ติ เท่านนั้ กพ็ อ)
วัดปา่ ท่าสวย เคยมีครูบาอาจารยอ์ งค์ส�ำ คญั หลายองคม์ าพกั ปฏบิ ตั ภิ าวนาอยู่เป็นระยะๆ มิได้
ขาด เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปูห่ ลุย จันทสาโร หลวงปูค่ �ำ ผอง กสุ ลธโร หลวงพ่อประสทิ ธ์ิ
ปุญญมากโร หลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร
(ปจั จบุ นั ท่านพระอาจารย์อ�ำ นวย กนั ตจาโร อายุ ๔๗ ปี พรรษา ๒๔ ดำ�รงตำ�แหน่งเปน็ เจา้
อาวาสวัดป่าท่าสวย)

หลวงปลู่ ี เคยกล่าวถึง หลวงปบู่ ัวคำ� มหาวีโร ว่าท่านเป็นพระที่เกง่ ในดา้ นการภาวนา
หลวงป่บู วั คำ� กับ หลวงปู่ลี ทา่ นทงั้ สองเปน็ เพ่ือนรักสนิทสนมกันมานานต้งั แตเ่ ม่ือครั้งยงั เปน็
ฆราวาสด้วยกนั ความสัมพนั ธ์และความเก่ียวขอ้ งของ ๒ บูรพาจารย์ โดยย่อเปน็ ดังน้ี
เพื่อนรักผู้มีท่ีนาติดกันชื่อว่า บัวคำ� ได้ชักชวนกันไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์เหรียญใหญ่
อยู่เป็นประจำ� ทำ�ให้ท่านกับเพ่ือนเกิดความเล่ือมใสและฝึกเดินจงกรมน่ังสมาธิ ในแต่ละวันเมื่อเสร็จ
จากการท�ำ นา แทนทที่ า่ นทง้ั สองจะกลบั บา้ นแตไ่ ปเดนิ จงกรมภาวนาแขง่ กนั โดยไมไ่ ดร้ บี กลบั บา้ น แมแ้ ต่
จะถูกขดั ขวางจากภรรยาด้วยวิธกี ารต่างๆ ก็ตาม เปน็ ตน้ ว่า เอาหนามไปทงิ้ ใส่ตามทางจงกรม แต่นน่ั
ก็ไม่ได้ทำ�ให้ท่านลดละความเชื่อความเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรม จนในที่สุดท่านเกิดมีความศรัทธา
ทจ่ี ะออกบวชอย่างจรงิ จัง
ท่านท้ังสองจึงชวนกันไปฝากตัวเพ่ือเข้านาคกับพระอาจารย์เหรียญใหญ่ โดยที่เร่ืองดังกล่าวนี้
กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภรรยาและครอบครัว ในเวลาต่อท่านท้ังสองได้มีโอกาสติดตาม
พระอาจารยเ์ หรยี ญใหญไ่ ปชว่ ยงานถวายเพลงิ ศพพระปรมาจารยใ์ หญฝ่ า่ ยวปิ สั สนาหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต
ณ วดั ปา่ สทุ ธาวาส อ.เมอื ง จ.สกลนคร
โดยระหว่างน้ันสุขภาพร่างกายของพระอาจารย์เหรียญใหญ่ไม่ค่อยจะดี ประจวบกับเวลาน้ัน
องคห์ ลวงตามหาบวั กอ็ ยใู่ นงานพอดี ทา่ นจงึ ไดม้ อบนาคลใี หอ้ ยใู่ นความดแู ลขององคห์ ลวงตา สว่ นนาค
บัวค�ำ ไดไ้ ปอยศู่ กึ ษากับพระอาจารยส์ วด เขมโิ ย

67

ประวตั ิการจำ�พรรษา

พรรษาท่ี ๘

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๐

จ�ำ พรรษาท่วี ดั บุญญานุสรณ์ บ้านนาข้นี าก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

(วัดป่าบา้ นนาข้ีนาก เดิมเปน็ วดั เก่าแก่) ในปนี ไ้ี ดอ้ ยจู่ �ำ พรรษาด้วยกันกบั พระสหธรรมกิ
คือ หลวงปูบ่ ญุ มา คมั ภีรธมั โม และมโี อกาสไดพ้ บ ทา่ นพ่อลี ธมั มธโร (พระมหาเถระผใู้ หญท่ ่านเปน็
ศษิ ย์ของหลวงปูม่ ่ัน ภรู ิทัตโต) ซ่งึ ในชว่ งระหวา่ งฤดรู ้อน ท่านพอ่ ลไี ด้เดนิ ธดุ งค์จากจังหวดั ลำ�ปางต่อ
ไปทางจังหวัดอุตรดติ ถ์ และลงมาทอี่ ำ�เภอหลม่ เกา่ จงั หวดั เพชรบรู ณ์

ท่านพ่อลี ธมั มธโร หลวงปู่ลี กสุ ลธโร หลวงปู่บญุ มา คัมภรี ธัมโม

ชา้ งช่วยท่านพ่อลี ธมั มธโร

หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านไดเ้ มตตาเล่าถงึ เหตกุ ารณ์ในครัง้ นั้นว่า เมอื่ ท่านเข้าไปกราบคารวะทา่ น
พ่อลแี ล้ว ทา่ นจงึ ขอโอกาสนวดเสน้ ถวาย ในขณะท่ีนวดเสน้ ถวายนน้ั ท่านพ่อลไี ด้เล่าเร่ืองประสบการณ์
ต่างๆ ที่ผจญมาจากท่ีต่างๆ ให้ฟังไปเร่ือยๆ จนคนที่นวดเส้นถวายลืมเวลำ่�เวลา ฟังแล้วหูตาแจ้ง
ไมง่ ว่ งนอน เพลินใจ ตนื่ เตน้ สนุกสนานในธรรมลลี าของทา่ นอยา่ งบอกไม่ถูก
ทา่ นพอ่ ลีเลา่ วา่ ...
...ขณะทีท่ า่ นท่องเทยี่ วธุดงค์เดินไปตามป่าเรอ่ื ยๆ ค�่ำ ท่ไี หนกอ็ าศยั นอนในปา่ นน้ั ไมห่ วั่นตอ่ มรณ
ภัยใดๆ รกั ษาแต่ใจตัวทช่ี อบท่องเทยี่ วเพลนิ อยู่ในปา่ ใหญ่ท่ีมตี น้ ไม้สูงระฟ้า ลิงค่าง สัตว์เสอื ชา้ งปา่ รอ้ ง
ล่นั สนน่ั ไพร เหมือนเพลงขับกล่อมยอ้ มใจใหห้ ลงใหลในรสธรรมชาติ ท่านอทุ านว่า
“ธรรมชาตนิ ี้ ช่างดี งามล้น ไมม่ กี ารเสแสร้งทำ� สว่ นมนษุ ย์น่สี ิ ท�ำ ตัวสงบเสงีย่ ม แต่ใจเหมอื นเปรต
เหมอื นผ”ี

68

ศาลาหอฉัน กฏุ พิ ระ และสภาพบรรยากาศทั่วไปภายในวัดป่าบา้ นนาขี้นาก

ทิวาก�ำ ลงั ผ่าน ราตรกี �ำ ลังลว่ งเขา้ เหล่าสตั วก์ ลางคืนกำ�ลงั ลมื ตา เตรียมตนเพือ่ ออกหากิน
แล้วท่านเดินชมถ้ำ� ชมทิวผาแมกไม้เถาวัลย์ในเวลาย่ำ�คำ่�ไปเร่ือย ประคองกายและสติพิจารณาธรรม
บางประการไปพรอ้ มๆ กบั ย่างเทา้ กา้ วเดนิ ขณะที่เดินเพลนิ ไปเร่อื ยนัน้ ไมท่ ราบวา่ ไดห้ ลงทาง หลงปา่
มาไกลเพยี งไร แหวกมา่ นปา่ ไปทางใด กไ็ ม่มีวี่แวววา่ จะพบมนษุ ยส์ ักคน
...พบแต่ทางชา้ ง ทางเสือ ทางสัตวร์ ้าย...ทางแหง่ อันตราย สกั พกั ..เสียงร้องกระหม่ึ ของเจ้าปา่
ดังก้องกัมปนาท มันร้องเพียงครั้งสองครั้งก็เพียงพอที่จะให้ป่าสงบสงัดในทันที..เสียงอันแสดง
แสนยานุภาพแหง่ พลงั อำ�นาจ ท�ำ ใหส้ ตั ว์ทไ่ี ด้ยินขนพองสยองเกลา้ ท�ำ ใหส้ ตั วจ์ ตุบททวบิ าทระมัดระวัง
ตนแจ แอบหลกี ลหี้ นีหายพรางกายเข้าทซ่ี ่อนเร้นโดยเรว็ ป่าสงบน่ิง...ราวกับวา่ ไรส้ งิ่ มีชวี ติ
แต่ท่านพอ่ ลีท่านยงั คงเดินดุ่มๆ เหมือนเดิม โดยไม่แสดงอาการต่นื เกรงกลัวแม้แต่นอ้ ย
แมเ้ สียงเจา้ ปา่ จะสะเทือนกอ้ งในทไี่ มไ่ กล ใจกไ็ มห่ วั่นไหว เม่อื ท่านยา่ งผ่านไป เจา้ ปา่ นัน้ เองเปน็ ผ้หู มอบ
คอยสงบ เพราะมนั ยำ�เกรงอย่างยง่ิ สัญชาตญาณทำ�ให้มนั “รู”้ ว่า ร่างนัน้ คือ...ผ้ทู รงอำ�นาจมากด้วย
เมตตาคุณ...มีรัศมีรอบกาย
..หนึ่งวัน สองวัน สามวันผ่านไป มีแต่เดิน บุก ลุยฟันฝ่าอุปสรรคน้อยใหญ่ในป่าหนาดงทึบ
ปีนผาหิน มุดซอกถำ้� คลานลอดขอนไม้ใหญ่ท่ีล้มขวางทาง ข้าวไม่ได้กิน อาศัยน้ำ�พอประทังชีวิต
สามวันน้ันท่านประจักษ์ใจว่า ป่านี้ช่างกว้างไพศาลเสียจริงๆ ก่ีสิบก่ีร้อยกิโลเมตรก็ไม่มีว่ีแววว่าจะเจอ
บ้านคน หรอื ทางคนเดินเลย..และจะออกไปยงั ไง
ท่านพ่อลที ่านว่า “..ความเหนอ่ื ยล้า..เป็นอปุ สรรคสำ�หรับคนเดินทางไกล
...แตก่ ารเดินทางไกลหรือหลงทาง ยอ่ มดีกว่าเดนิ ทางผดิ หรอื มจี ิตตั้งไว้ผดิ
...เพราะการคบหากับคนทไ่ี มด่ ี คนทพี่ อจะดไี ดก้ ลบั กลายเปน็ คนช่วั ไปเสยี น่ี เปรยี บเหมือนทางท่ี
รกรุงรงั เต็มไปด้วยขยะมูลฝอย แมจ้ ะเป็นทางตรง จะถอื วา่ เปน็ ทางที่ดกี ไ็ ม่ได้
...ส่วนผทู้ ่คี บหากบั กัลยาณมิตรมีพระพทุ ธเจา้ เปน็ ตน้ ย่อมดยี ่งิ ขึ้นๆ เหมอื นทางป่าทร่ี กรุงรังด้วย
ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาไม่ร้อน แม้จะเป็นทางอ้อม ก็ถือว่าเป็นทางท่ีดีได้” ด้วยความเหน่ือยล้าอ่อนแรง
หมดสรรพกำ�ลงั มีเพยี งลมหายใจทแ่ี ผ่วเบา ทา่ มกลางสรรพส่งิ ทมี่ องเห็นและมองไม่เหน็ เขามองเห็น
เราแต่เรามองไม่เห็นเขา ตายหรืออยกู่ ม็ บี ุญกรรมเปน็ เพอ่ื นสอง

69

ประวัตกิ ารจำ�พรรษา

ท่านหยุดพักปูผ้ายางพลาสติกผืนน้อยกันชื้น น่ังพักใต้ร่มไม้ใหญ่ใบดกหนา ผูกเชือกรัดต้นไม้
กางกลดกำ�หนดสตินอนแล้วหลับไป แต่ทางที่ท่านกางกลดนอนพักนั้น ท่านหาทราบไม่ว่าเป็นทางสัตว์
ใหญผ่ ่านไปมา ทา่ นนอนสบายจนถงึ รุ่งเช้าอีกวนั ร่างกายสดช่นื เม่ือได้พกั ผอ่ น มองทอดเทอื กเขาอนั ติด
กันเปน็ พืด สงู ๆ ต�่ำ ๆ งามวจิ ติ รด้วยแสงแรกแหง่ ตะวัน สาดสอ่ งเปน็ ล�ำ ผ่านชอ่ งแมกไม้เปน็ แฉกสีรงุ้
วหิ คบนิ ออกจากรังเป็นสาย เสยี งเซ็งแซเ่ ป็นสัญญาณบอกวา่ ทิวากาลเรม่ิ แล้ว
เมอ่ื ทา่ นตน่ื นอนก�ำ หนดสตดิ ง่ั ราชสหี .์ ..เหน็ วา่ ทศิ ทหี่ นั หวั ลงนอนไมไ่ ดเ้ ปน็ เชน่ นี้ กอ่ ความสงสยั ให้
เกดิ ค�ำ ถามขนึ้ อย่างมาก ทา่ นเคลื่อนรา่ งกายออกจากกลดมายืนพจิ ารณาดบู รเิ วณโดยรอบ “กลดก็ถูก
ยา้ ยท่ี ทนี่ อนกถ็ กู ยา้ ยที่ แล้วใครมายา้ ยทนี่ อนให้เรา” ทา่ นยืนคดิ อยา่ งฉงน พรอ้ มกบั มองเหน็ รอยเทา้
ช้างเต็มไปหมด
“แลว้ เราพักอยู่ตรงน้นั พลันมาอยู่ตรงน้ไี ด้อย่างไร?” ทา่ นถามตัวเอง “ผี มนุษย์ อสุรกาย นาคา
ครุฑ เทวดา หรอื พระพรหมทไี่ หนอาจสามารถทำ�เช่นนนั้ ได้ หรือว่าเราเป็นคนบา้ เป็นคนหลงสติไปเสยี
แลว้ น่ี จงึ นอนกลบั หัวกลับทิศ จงึ จ�ำ ทศิ ทางท่ตี ัวเองนอนไมไ่ ด้ อยา่ งนต้ี อ้ งพิสจู น์กนั หนอ่ ย...เรานี้มคี รูดี
สั่งสอนมามใิ ชย่ อ่ ย...จะมามัวนัง่ ละหอ้ ยคดิ ให้เสยี การณ์นานถา้ ไปใย” ทา่ นบ่นพมึ พำ�ในใจ แล้วจึงตดั สิน
ใจเข้าสมาธดิ ูภาพย้อนหลงั แล้วจากนัน้ ท่านพอ่ ลไี ด้ประคองร่างอันผอมบาง นงั่ ขัดสมาธิ เมื่อภาวนา
ทา่ นได้เกดิ ความรู้ในญาณขึ้น มองทะลภุ าพในอดีตไดว้ า่ ...
“..เห็นรา่ งท่านเองนอนหลับสนิทในกลดน้อยใตร้ ม่ ไมใ้ หญ่ ทันใดนัน้ เองมสี ตั ว์ใหญ่ เงาสีเทาร่าง
ด�ำ ทึบเย้ืองย่างผา่ นเข้ามาเหมือนภูเขาลูกนอ้ ยๆ เคลอื่ นที่ได้ สักพกั ปรากฏรปู ใหเ้ ห็นซัด...น่ันคือชา้ งใหญ่
ท่านไดน้ อนขวางทางช้างโขลงใหญ่ ตัวจ่าฝูงเดนิ น�ำ มาก่อน เมอ่ื มาเห็นรา่ งท่านที่นอนสงบน่งิ อยใู่ นกลด
ผา้ บางๆ มันหลีกเลยี่ ง เดินเหยาะย่างรอบๆ ห่างๆ มนั เห็นรัศมีในกายระยบั เหมอื นกายทิพย์ที่เทวดา
เฝ้าคุ้มครอง มันตาตก หมอบลงเฝา้ มองอย่างพศิ วง
มันรู้ด้วยสัญชาตญาณวา่ รา่ งนนั้ จะเป็นอะไรก็ตาม มันมิบงั ควรรบกวน หรือใหส้ ตั วอ์ ื่นรบกวน
แต่ทางนั้นเปน็ ทางช้างผ่าน มันตอ้ งยา้ ยร่างทา่ นไปไว้ทอ่ี ื่นก่อน ด้วยเดชะแห่งบุญกรรมในบุพเพชาติที่มี
ตอ่ กนั ภาษา “ใจ” ทส่ี ่อื สาร ทำ�ใหม้ นั เกดิ ความรกั และเคารพต่อทา่ นในทนั ที มนั จงึ ปฏิบตั ติ อ่ ทา่ นดว้ ย

70

ความละมนุ ละไม ค่อยๆ เอางวงที่ใหญย่ าว มีเร่ยี วแรงมหาศาล อุม้ ทา่ นทห่ี ลบั สนิทย้ายไปอกี ฟากหน่งึ
ในที่ไม่ไกลกันนัก เหมือนย้ายปุยนุ่น มันค่อยๆ เอางวงจับที่นอนมาปูและบริขารอ่ืน เอาท่านมาวาง
เอาเชือกมาผกู แลว้ จงึ ย้ายกลดมาหอ้ ย ดึงผ้ากลดปดิ ลงใหเ้ รียบรอ้ ย มันท�ำ อย่างแนบเนียนและมีสติ
เหมือนกบั มนุษย์ผู้ฉลาดทำ� เสร็จแลว้ ยนื ขวางกั้นอยู่ เมื่อมนั จัดที่นอนถวายทา่ นเสร็จ ฝูงช้างนับร้อยก็
กรเู ขา้ มารอบทศิ แตผ่ ่านตรงทที่ า่ นพอ่ ลีนอนไม่ได้ ชา้ งใหญ่น้ันไดย้ ืนเอาตัวขวางอยู่ ไมใ่ ห้ช้างตวั ใดมา
กล้�ำ กรายลว่ งเกินได้ เมือ่ ตวั ไหนเขา้ มาใกล้จะรบกวน มันกข็ แู่ ละเอาตวั มนั เบยี ดให้หนี เม่ือฝงู ชา้ งผ่าน
ไปหมด มนั เหน็ วา่ ปลอดภยั ดีแล้ว ตวั มนั จงึ ตามไปทหี ลงั ”
“..ชา้ งตวั นน้ั มนั กม็ ธี รรมเหมอื นกนั นะ...มนั มาชว่ ยชวี ติ และทา่ นพอ่ ลกี ไ็ ดอ้ าศยั เดนิ ตามทางชา้ งนนั้
อ อกมาจากป่าได้อย่างปลอดภยั ”
องคห์ ลวงปู่ลีไดเ้ มตตาเล่าต่ออีกวา่ “มนุษยห์ รือสัตว์ก็มจี ิตอนั เดยี ว ผ้ไู ม่เคยเป็นญาตพิ น่ี อ้ งกนั
ไมม่ ใี นโลก บางทีเขาเคยเกดิ เป็นมนษุ ย์ เคยบวช เคยเป็นเพ่อื น จติ อนั เดยี วกนั นี่แหละแต่เสวยวิบาก
กรรมต่างกัน ทำ�ให้ชาติน้ีเขาเกิดมาเป็นช้าง แต่ก่อนเขาคงมีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านพ่อลี คงเป็นศิษย์
อาจารยก์ นั มา อยา่ วา่ แตช่ า้ งเลย พวกเรานเี้ กดิ ตายเปน็ สตั วม์ าสกั เทา่ ไหร่ มใี ครรเู้ หน็ ไดบ้ า้ ง พระพทุ ธเจา้
ท่านจึงสอนให้มีศีลธรรม ให้รักษามนุษย์สมบัติเอาไว้ ไม่อย่างน้ันจะตายไปเกิดเหมือนสัตว์ท้ังหลาย
ใหส้ ังเกตง่ายๆ นะ ถ้าจติ ใจวนุ่ วาย จะตายไปเกิดเป็นสัตวท์ ันที”

71

ประวตั ิการจำ�พรรษา

พรรษาที่ ๙

ปีพุทธศกั ราช ๒๕๐๑

จำ�พรรษาทว่ี ดั ปา่ นิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

ในปีนี้ไดจ้ �ำ พรรษาอยู่กับ หลวงปอู่ ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม บา้ นหนองบวั บาน สาเหตุ
เพราะมาโปรดโยมมารดาและชว่ ยดแู ลอาการป่วย

บา้ นหนองบัวบาน
ในปี ๒๔๙๖ หลวงป่อู อ่ น ญาณสิริ ทา่ นได้มาสรา้ งวัดปา่ บ้านหนองบัวบาน ต�ำ บลหมากหญ้า
อำ�เภอหนองววั ซอ จังหวดั อดุ รธานี ตามค�ำ บัญชาของท่านเจ้าคณุ พระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) ผู้เปน็
พระอุปัชฌาย์ ใช้งบประมาณในการก่อสรา้ งหลายลา้ นบาท
องคห์ ลวงปอู่ อ่ น ทา่ นไดแ้ สวงหาสถานทจี่ ะสรา้ งวดั ปา่ และไมใ่ หไ้ กลจนเกนิ ไปจากวดั โพธสิ มภรณ์
เพื่อหวังว่าจะได้อำ�นวยความสะดวกให้แก่ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ท่านจึงคัดเลือกเอาได้ท่ีดงป่าช้า
(ชาวบ้านเรียกป่าช้า) เป็นท่ีรมณียสถานอันร่ืนรมย์สมควรวิเวก ประกอบทำ�ความเพียรภาวนาท่ีบ้าน
หนองบัวบาน ตำ�บลหมากหญ้า อำ�เภอหนองวัวซอ จึงได้นำ�ความมากราบเรียนท่านเจ้าคุณ
พระธรรมเจดีย์ ทา่ นก็เห็นชอบด้วย
พ.ศ.๒๔๙๖ นเ้ี อง หลวงปอู่ อ่ น จงึ ไดเ้ รมิ่ ลงมอื สรา้ งวดั น้ี ไดป้ ลกู กฏุ ิ ศาลาการเปรยี ญโบสถข์ นาด
ใหญ่ ๒ ชน้ั พระประธานปางเชียงแสนขนาดใหญ่ สร้างดว้ ยโลหะ (ทอง) ประดษิ ฐานตระหงา่ นอยู่ใน
โบสถก์ ด็ ี พระประธานกด็ ใี หญท่ ่สี ุดในภาคอีสานและทง้ั สวยงามที่สดุ

72

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านก็ได้เท่ียวธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากแห่งด้วยกัน สถานที่อันเป็น
สัปปายะแห่งสุดท้าย คือ ท่ีบ้านหนองบัวบาน ต่อมาท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์สถานท่ีแห่งน้ันจนเป็น
วดั ปา่ นิโครธาราม ท่ีสงบระงับดบั จากกเิ ลสทง้ั ปวง
นอกจากน้ีแล้วหลวงปู่อ่อนยังได้ออกเผยแผ่อบรมธรรมในท้องท่ีต่าง ๆ อีกมาก แม้ว่าสังขาร
ของท่านจะเขา้ สวู่ ยั ชรามากแล้ว ทา่ นไม่เคยลดละหรอื เบ่ือหน่ายท่ีจะเปิดการอบรมสอนธรรม แกค่ ณะ
ศรัทธาผใู้ ครใ่ นธรรมปฏิบตั ิ
หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ ท่านเป็นปชู นยี บคุ คล ทเ่ี ราทา่ นไม่ควรลืมเลือน เพราะในยามที่หลวงปูย่ ัง
มชี ีวิตอยู่ หลวงปไู่ ด้ดำ�เนินชีวิตในเพศสมณะผู้บ�ำ เพ็ญเพียรเพ่ืออรหัตผล มุ่งพระนพิ พานโดยแท้
หลวงปอู่ อ่ นท่านไดเ้ ปน็ ผู้เติมแตง่ บา้ นหนองบวั บาน ให้มีคณุ คา่ เป็นทร่ี ู้จกั ของประชาชนชาวไทย
ทั่วประเทศ และในถิ่นน้ี อดีตเคยเป็นสถานที่จำ�พรรษาของพระอริยเจ้าองค์หน่ึงนั่นคือ หลวงปู่อ่อน
ญาณสิริ พระผู้ปฏบิ ตั ิดีปฏบิ ัตชิ อบแหง่ ยุค และเปน็ กำ�ลังอนั สำ�คัญยง่ิ ของกองทพั ธรรม

73

ประวัติการจำ�พรรษา

พรรษาท่ี ๑๐ (ไดเ้ ปน็ สมภารคร้ังแรก)

ปีพทุ ธศักราช ๒๕๐๒

จำ�พรรษาทวี่ ัดปา่ ท่าสวย อ.วงั สะพุง จ.เลย

จ�ำ พรรษาท่วี ดั ป่าทา่ สวย บา้ นวงั ม่วง อำ�เภอวังสะพุง จงั หวดั เลย ในระหว่างช่วงฤดูแล้ง ได้มี
โอกาสออกเท่ยี ววเิ วก พกั อยู่ทีว่ ดั ป่ามว่ งไข่กบั พระสหธรรมกิ คือ หลวงป่บู ญุ พนิ กตปุญโญ จากน้นั จึง

พากันออกเที่ยวธุดงค์ในปา่ เขาเขตจังหวัดเลยหลายแห่ง เชน่ ภูหอ บรเิ วณ
เขตอนุรักษ์พนั ธ์สุ ตั วป์ ่าภหู ลวงไปเรือ่ ยๆ จนถึงเดือน ๕ แล้วจึงได้ยอ้ นกลับ
มาท่ีวัดป่าอัมพวันบ้านไร่ม่วง อำ�เภอเมืองจังหวัดเลย พักอยู่ท่ีนี่จนถึงช่วง
หลังเทศกาลสงกรานต์เสร็จ จึงได้ออกธุดงค์ต่อไปท่ีบ้านโคกมน อำ�เภอ
วังสะพงุ จังหวัดเลย เพ่อื กราบนมัสการหลวงปูช่ อบ ฐานสโม

ชาวบา้ นโคกมนสมัยน้ัน น�ำ โดยผูใ้ หญ่ถนั ได้กราบถวายทด่ี นิ บรเิ วณปา่ ช้า
บา้ นโคกมนเพือ่ จะสรา้ งวัดถวายหลวงปู่ชอบ หลวงปชู่ อบกเ็ มตตารับไว้ เมอ่ื
หลวงป่บู ุญพนิ กตปญุ โญ ชาวบ้านทราบว่าหลวงปู่รบั แล้วต่างก็ชว่ ยกันคนละไมล้ ะมือ โดยไดพ้ ากนั ไป
ร้ือเอาไม้ศาลาและกุฏิเก่าที่ถำ้�ไห เพื่อจะนำ�มาปลูกเสนาสนะท่ีวัดป่า
สมั มานุสรณ์ โดยไดไ้ มท้ ั้งหมดเปน็ จำ�นวน ๙ ลำ�เกวยี น ชาวบา้ นมกี ารแบง่ แยกเป็นหลายฝา่ ย ส่วนมาก
นับถือผีปู่ตา มีคร้ังหน่ึงหลวงปู่ชอบได้ให้ผู้ใหญ่บ้านไปประกาศแจ้งให้ชาวบ้านมารับไตรสรณคมน์
เพอื่ มานบั ถอื พระรตั นตรัย คอื พระพทุ ธพระธรรม พระสงฆ์ เป็นท่พี งึ่ ทย่ี ดึ เหนย่ี วทางจิตใจ แต่ชาวบา้ น
สว่ นหนึง่ ไมย่ อมมารับเพราะนับถอื ผปี ู่ตามานานแล้ว

วันหนงึ่ หลวงปู่ชอบก็บอกใหผ้ ูใ้ หญ่บา้ นไปชักชวนคนเหล่าน้ันอกี โดยบอกว่าถา้ ไม่มาจะมีเหตรุ า้ ย
เกดิ ข้ึน เมื่อชาวบา้ นไดย้ ิน ดงั น้ันเกดิ ความกลัว จึงยอมพากันไปขอรับไตรสรณคมน์ หนั กลับมาเล่ือมใส
ในพุทธศาสนาพร้อมกันทั้งหมดหมู่บ้าน ในครั้งน้ัน หลวงปู่ชอบมาจำ�พรรษาที่บ้านโคกมน เพ่ือจะ
สงเคราะหญ์ าตแิ ละชาวบา้ นโคกมนโดยแท้

วนั หนง่ึ หลวงปชู่ อบทา่ นไดพ้ ดู กบั พระเณรวา่ “เมอื่ คนื เทพจากชนั้ ตา่ งๆ เขามารว่ มอนโุ มทนายนิ ดี
ในกุศลบุญกับท่านในการที่ได้สร้างวัดป่าสัมมานุสรณ์ข้ึนมาในคร้ังนี้ด้วย” ต่อมาหลวงปู่ชอบได้พา
หลวงปู่บุญพิน และพระเณร พร้อมด้วยชาวบ้านไปรื้อศาลผีปู่ตา และขอใหส้ ิ่งท่ีสงิ สถิตอยใู่ นทแ่ี ห่งน้ีได้
ออกไปเสยี จากนั้นหลวงป่ชู อบจึงบอกใหช้ าวบ้านรอ้ื ศาลผีปู่ตา แต่ไม่มใี ครกล้ารือ้ หลวงปชู่ อบก็เลยให้
หลวงปูบ่ ุญพนิ กับพระเณรเป็นคนพารือ้ ถอนออกกอ่ น พอชาวบ้านเหน็ ดงั น้ันก็เลยเข้าไปช่วยร้ือ จากน้ัน
ไดน้ ำ�ไมท้ ่ีรอื้ ไปท�ำ ถาน(ส้วม) ส�ำ หรับพระเณรใช้

หลังจากรือ้ ศาลผีปู่ตาเสรจ็ เรยี บร้อยแลว้ ก็ไม่มีเหตุการณ์รา้ ยแรงอะไรเกิดขึ้นอกี เลย

74

สภาพทัว่ ไปภายในบริเวณ วดั ปา่ ทา่ สวย

ในปนี อ้ี งคห์ ลวงปลู่ พี รอ้ มกบั หลวงปบู่ วั ค�ำ มหาวโี ร ไดเ้ ปน็ ผบู้ กุ เบกิ ลงมอื กอ่ สรา้ งเสนาสนะตา่ งๆ
อาทิเช่น สร้างศาลาวดั ปา่ ท่าสวย (หลวงปู่ลไี ดล้ งมือเลอื่ ยไม้ด้วยองค์ท่านเอง) และไดน้ �ำ พาญาติโยม
สรา้ งกฏุ ิ ขุดสระน�้ำ ฯลฯ
จากน้ันต่อมาเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา หลวงปู่ลีได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
ทา่ นไดป้ รารภว่า “เออ่ ท่านลมี าพาหม่คู ณะอยรู่ อผมกอ่ น ผมจะไปเที่ยววิเวกสักระยะ เดี๋ยวจะกลับมาหา”
ด้วยความเคารพในครูบาอาจารย์ หลวงปลู่ ที ่านก็ยนิ ดนี อ้ มรับ และปฏิบตั ิตามค�ำ บอกของหลวงปู่ชอบ
น่คี ือเหตทุ ีไ่ ดอ้ ยจู่ ำ�พรรษาและไดเ้ ป็นสมภารครัง้ แรก ณ วัดปา่ ท่าสวยแหง่ น้ี
ตอ่ มาเมื่อใกลเ้ ข้าพรรษา จงึ ได้มาจ�ำ พรรษาดว้ ยกัน ๒ องค์ กบั หลวงปบู่ วั ค�ำ ท่ีวดั ป่าท่าสวย
บ้านวังม่วง อำ�เภอวังสะพงุ จังหวดั เลย (ซึง่ อยูใ่ กลๆ้ กบั บ้านโคกมน ระยะทางห่างกันเพียงประมาณ
๔-๕ กโิ ลเมตร)

กฏุ ิหลวงปลู่ ี เคยอยู่จ�ำ พรรษา

75

ประวตั ิการจ�ำ พรรษา

พรรษาท่ี ๑๑

ปีพทุ ธศักราช ๒๕๐๓ (จบพรหมจรรย์ พบวิมุตตสิ ขุ )

จำ�พรรษาท่วี ดั ปรติ ตบรรพต ต.หนองงิ้ว อ.วงั สะพงุ จ.เลย

พระประธานบนศาลาวัดปริตตบรรพต ศาลาวดั ปริตตบรรพต

ในปนี น้ั จะสรา้ งศาลาวดั ปา่ บา้ นตาด องคพ์ ่อแมค่ รูอาจารยห์ ลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน เกรง
ว่าหลวงปู่ลีจะไม่ค่อยมีเวลาในการภาวนา ดังน้ันท่านจึงไม่ให้อยู่ท่ีวัดป่าบ้านตาด โดยออกอุบายให้
หลวงปูล่ ไี ปเร่งปฏิบัตภิ าวนาท่ภี หู ลวง จังหวดั เลย
…ในทส่ี ดุ กเ็ ปน็ ผลประโยชนย์ งิ่ ใหญม่ หาศาลตอ่ พระพทุ ธศาสนา องคห์ ลวงปทู่ า่ นสามารถประหาร
กิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตไดอ้ ย่างส้นิ เชงิ ทา่ นสิ้นกเิ ลส พรรษาท่ี ๑๑ ในวันขึน้ ๑๔ ค่ำ� เดือน ๑๐
เวลาตสี อง ดึกสงดั ของคืนวนั อาทิตย์ท่ี ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ซงึ่ ตรงกบั วันเกิดอายคุ รบ ๓๘ ปีของ
องค์หลวงปพู่ อดี ณ วัดปรติ ตบรรพตแหง่ นี้
...คืนน้ันฝนตกทั้งคืน ท่านเพลิดเพลินในการภาวนา ธรรม คือ สติ สมาธิ และปัญญา
หลั่งไหลเหมือนสายน้ำ� จิตเต็มอิ่มในธรรม เดินจงกรมคล้ายกับว่าเท้าไม่ได้เหยียบพื้นดิน นั่งภาวนา
คล้ายกับว่าตัวลอยอยู่เหนือพื้น ทำ�สมาธิทั้งคืนไม่นอน ไม่พักผ่อนในขณะท่ีพิจารณาเข้าด้ายเข้าเข็ม
ธรรมขั้นสุดทา้ ย ภพภมู ิพญานาคราชเขาดีใจ เสียงเทวดาไชโยโหร่ ้องกอ้ งทวิ เขาพนา รว่ มอนุโมทนาวา่
ศิษย์พระตถาคตเจ้าได้ผ่านไปอีกองค์หน่ึงแล้ว เสียงฆ้องทิพย์ดังกระห่ึมมาเป็นระยะๆ สลับกับเสียง
เทวดาไชโยแว่วมาแต่ไกล เสียงสาธุการปานว่าโลกธาตุท้ังมวลหวั่นไหว ปรากฏว่าภูเขาบริเวณน้ันขาด
ออกจากกัน น้ำ�ตารว่ งอัศจรรยเ์ กินทีจ่ ำ�มาเลา่ ได้ คนื น้ันเสวยวมิ ตุ ติสขุ สุดทจ่ี ะพรรณนา

76

ในรงุ่ เชา้ ซง่ึ เปน็ วนั พระ เพญ็ ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๐ ศรทั ธาญาตโิ ยมทางภาคอสี านถอื วา่ เปน็ ประเพณี
บญุ ขา้ วสาก(สลากภตั ) หลวงป่ลู ีทา่ นได้เขา้ ไปบณิ ฑบาตในหมู่บ้านกกกอก มอี ุบาสกิ าสงู วยั ผ้หู นง่ึ เป็นคน
ปฏบิ ตั ธิ รรมและมคี วามรพู้ เิ ศษจากการภาวนา มาใสบ่ าตรและไดก้ ลา่ วกบั หลวงปวู่ า่ เมอ่ื คนื มเี หตกุ ารณ์
อศั จรรย์ เกดิ มเี สยี งเทวดามาอนโุ มทนาสาธกุ ารสนน่ั หวน่ั ไหวไปทว่ั ทกุ ทศิ ทกุ ทาง ซงึ่ อบุ าสกิ าผนู้ นั้ กไ็ มไ่ ด้
รูร้ ายละเอียดอันเปน็ ความอศั จรรยเ์ กินคำ�บรรยายทเ่ี กดิ ขน้ึ กับองค์หลวงปู่ แต่ทา่ นกไ็ มไ่ ดพ้ ูดอะไรเพยี ง
แตร่ ับฟังไว้เฉยๆ ต่อมาภายหลังท่านได้นำ�เร่ืองธรรมอัศจรรย์ที่ได้รู้แจ้งประจักษ์ใจไปกราบเรียน
ถวายแด่องคพ์ อ่ แม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน

ญาณัญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ก็แลปัญญาอนั รเู้ หน็ ไดเ้ กดิ ขน้ึ แล้วแก่เรา

อกปุ ฺปา เม วมิ ุตฺติ วา่ ความพ้นพิเศษของเราไมก่ ลบั กำ�เริบ

อยมนตฺ มิ า ชาติ ชาตนิ ้เี ปน็ ทีส่ ดุ แล้ว

นตถฺ ทิ านิ ปุนพภฺ โวติ บัดนีไ้ ม่มีภพอกี

นิพพฺ นิ ฺทํ วริ ชฺชติ เมอ่ื เบอื่ หนา่ ยยอ่ มคลายความติด

วริ าคา วิมจุ จฺ ติ เพราะคลายความติด จติ ก็พน้

วิมตุ ตฺ สมฺ ิํ วมิ ุตตฺ มติ ิ ญาณํ โหติ เม่อื จติ พน้ ก็มญี าณรวู้ ่าพ้นแล้ว

ขณี า ชาติ อรยิ สาวกน้นั ย่อมทราบชัดว่า ชาตสิ ิน้ แลว้

วุสิตํ พรฺ หฺมจริยํ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว

กตํ กรณียํ กจิ ทคี่ วรทำ�ไดท้ �ำ เสรจ็ แลว้

นาปรํ อติ ฺถตตฺ ายาติ ปชานาตีติ กิจอ่นื อกี เพอื่ ความเปน็ อย่างน้มี ไิ ดม้ ี

อดีตชาติ

ณ วดั ป่าบา้ นบง อ.ภเู รอื จ.เลย องค์หลวงปลู่ ี ท่านได้ไปพักภาวนาแล้วปรากฏวา่ จิตรวมใหญ่
ท่านเลา่ ว่า อดตี ชาติท่านเคยเกิดเปน็ สุนขั รบั ใช้องคห์ ลวงตามาหลายภพชาติ แม้ในภพชาติท่ีเป็น
สุนัขนั้น หลวงตาก็ได้เมตตาอบรมสั่งสอน ดัดนิสัยจนเป็นสุนัขท่ีมีนิสัยดี ไม่เกเร นอกจากนั้น
ท่านยังเคยเกิดเป็นช้างทรงค่บู ารมีของพระราชา บางชาติเกิดเปน็ ชา้ งของชาวบ้าน ชื่อว่า ค�ำ บอ่
เจา้ ของชา้ งชอ่ื พอ่ สว่ น เขามลี กู สาว ๒ คน ชอ่ื อหี วนั และอพี นั สว่ นนายควาญชา้ งชอ่ื วา่ บกั ค�ำ ตน้
ถกู เขาใช้ลากซุงเสมอ บางทีถกู เขาทรมานโดยการเอาตะปูมาตอกเล็บใสก่ ับไม้ ท่านระลึกยอ้ นใน
ภพชาติหลงั ๆ ของทา่ นมักจะเก่ยี วข้องกบั องคห์ ลวงตาเสมอ เม่ือถอนจิตออกมาแลว้ ปรากฏวา่ ที่
อุ้งมอื ของท่านเต็มไปด้วยน้�ำ ตาท่รี ินไหลออกมาจากความสลดสงั เวชในภพชาติตา่ งๆ ท่ีเคยเปน็ มา
จากน้นั ทา่ นกไ็ ด้ให้โอวาทธรรมเพือ่ เตอื นสติพระเณรว่า ให้พากันต้ังใจเร่งภาวนานะ
อดีตสะท้อนปัจจุบันเป็นท่ีอัศจรรย์เสมอในบุญบารมี ใครจะคาดคิดได้ว่า พระเถระผู้ทรง
คุณธรรมอยู่ในป่าเขาล�ำ เนาไพร ไม่ค่อยเทศนาวา่ การ ต้อนรับแขกผมู้ าเยอื นเชน่ ทา่ น จะสามารถ
หาทองคำ�เพื่อเข้าร่วมโครงการช่วยชาติ กับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวได้ถึง ๕๐๐ กว่า
กโิ ลกรมั คดิ เปน็ เงนิ นั้นเป็นจำ�นวนมหาศาลทเี ดยี ว

77

ประวตั ิการจ�ำ พรรษา

ภาพถา่ ยที่วดั ปา่ บ้านตาด สมยั ยคุ แรกๆ (มีสนุ ขั แสนร้ชู ื่อ อว้ น บ้ี ปงั จรวด ดาวเทยี ม กระสอบ)
78

หลังจากออกพรรษาแลว้ องค์หลวงปูล่ ที า่ นไดอ้ อกเทีย่ ววิเวกกบั หลวงปู่บญุ พิน กตปญุ โญ
สามเณรคล้าย เดนิ ธุดงคไ์ ปทางภหู อ อำ�เภอภูหลวง ในเขตเทอื กเขาจังหวดั เลยตอ่ ไป

(กฏุ ิหลวงปลู่ ี เคยอยจู่ ำ�พรรษา)

วิสุทธฺ ิ สพพฺ เกลเสหิ โหติ ทกุ ฺเขหิ นพิ พฺ ตุ ิ ความหมดจดจากกิเลสทง้ั ปวง เปน็ ความดับจากทกุ ข์ (ร. ร. ๔)

พระอรหันต์ ผสู้ �ำ เรจ็ ธรรมวเิ ศษสงู สดุ ในพระพทุ ธศาสนา

พระอรรถกถาจารยแ์ สดงความหมายของ “ อรหันต์ ” ไว้ ๕ นัย คือ
๑. เปน็ ผไู้ กล (อารกะ) จากกิเลส คอื ห่างไกลไมอ่ ย่ใู นกระแสกิเลสท่ีจะท�ำ ใหม้ วั หมองได้เลย
๒. ก�ำ จัดข้าศึก (อริ+หต) คอื กเิ ลสหมดสิ้นแล้ว
๓. เปน็ ผู้หัก คอื ร้อื ท�ำ ลายกำ� (อร+หต) แหง่ สงั สารจักรเสรจ็ แลว้
๔. เป็นผูค้ วร (อรหะ) แกก่ ารบูชาพเิ ศษของเทพและมนษุ ย์ทั้งหลาย
๕. ไม่มีท่ีลบั (น+รหะ) ในการท�ำ บาป คือ ไมม่ คี วามช่วั ความเสยี หายทจ่ี ะต้องปดิ บัง

พระอรหนั ต์ (ประเภทสุกขวิปสั สก) พระผเู้ จริญวิปัสสนาล้วน สำ�เร็จพระอรหันต์

มิไดท้ รงคุณวเิ ศษอยา่ งอน่ื อีก เช่น ไมไ่ ด้ฌานสมาบัติ ไมไ่ ดอ้ ภญิ ญา เปน็ ตน้

(จากหนงั สือ พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ และ หนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสน(์ ฉบับประมวลศัพท)์
โดย.พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต) พมิ พค์ ร้ังที่ ๘ เดือน มกราคม ๒๕๓๘ หนา้ ๓๘๕)

(ภาพถ่ายมุมสงู หมู่บา้ นกกกอก สมัยปจั จบุ ัน) (ทางเข้า หมู่บ้านกกกอก สมัยปัจจบุ ัน)

79

ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา

พรรษาท่ี ๑๒

ปีพุทธศกั ราช ๒๕๐๔

จ�ำ พรรษาทว่ี ดั ปา่ บ้านตาด
อ.เมอื ง จ.อุดรธานี

หลวงตามหาบวั , หลวงปู่บญุ มี, หลวงปลู่ ี สภาพความเปน็ อยแู่ บบเรยี บงา่ ย ของครบู าอาจารยใ์ นวดั ปา่ บา้ นตาดยคุ แรกๆ

ในปีนี้ไดอ้ ยู่จำ�พรรษากบั องค์พอ่ แมค่ รูอาจารย์หลวงตามหาบวั ญาณสัมปนั โน และมีท่านพระ
อาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ได้มารว่ มจ�ำ พรรษาด้วย

“วัดหลวงตา เป็นมหาวทิ ยาลัยทางดา้ นธรรมะ” หลวงตาทา่ นสอนธรรมะตง้ั แตป่ ระถมถงึ ปรญิ ญาเอก
ทำ�ไมจึงสอนถึงปริญญาเอก เพราะหลวงตาสอนธรรมะ จะทำ�ใจอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากโลกวัฏฏะ
สงสาร ไมม่ าเวยี นวา่ ยตายเกดิ อกี หลวงตาสอนถงึ ขนาดนนั้ เพราะฉะนน้ั วดั ปา่ บา้ นตาดและองคห์ ลวง
ตานี้นะเป็นอัจฉรยิ ะ หรอื เมอื่ ครงั้ พทุ ธกาลเรียกวา่ เป็นอาจารยท์ ่สี อนคณะศษิ ย์ วิชาทเ่ี ด่นทีส่ ดุ คอื สอน
ธรรมะเขา้ ส่จู ิตใจ เพอ่ื ทางพน้ ทกุ ข์ นี้แหละองคห์ ลวงตามหาบวั

ประวัติศาสตร์ของพระพทุ ธศาสนาจะอยู่ไดก้ ็เพราะประวัตศิ าสตร์นะ พระพุทธเจา้ เป็นมาอยา่ งไร
พระสาวกเปน็ มาอย่างไร สาวก สาวกิ า อุบาสก อุบาสกิ าในคร้ังพทุ ธกาลเปน็ มาอย่างไร องคห์ ลวงตา
ของเราก็ลักษณะนั้นละ

80

หลวงตามหาบัว พร้อมดว้ ยพระสงฆ์ ออกรบั บิณฑบาตในหมู่บ้านตาด ยคุ สมยั บกุ เบิกสร้างวัดป่าบ้านตาดแรกๆ

เร่ิมมาสร้างวัดป่าบ้านตาดน่ีปี ๒๔๙๘ นะ เมื่อหลวงปู่ม่ันมรณภาพปี ๒๔๙๒ พอปี ๒๔๙๓
ท่านไปจ�ำ พรรษาอยทู่ ่หี นองผอื นาใน พอปี ๒๔๙๔ ไปจ�ำ พรรษาทบ่ี า้ นหว้ ยทราย อ�ำ เภอคำ�ชะอี จังหวัด
มกุ ดาหาร ที่วัดถำ�้ นกแอ่นและวัดวิเวกวัฒนารามทกุ วนั นลี้ ่ะ หลวงตาไปอยทู่ ่นี ั่น ๔-๕ ปนี ะ จากนน้ั ท่าน
ก็กลับคืนมา เอาโยมมารดาท่านไปบวช จากน้ันท่านก็เอาโยมมารดามาจำ�พรรษาอยู่วัดป่าบ้านตาด
ปี ๒๔๙๘ - ๒๔๙๙ จากนน้ั ทา่ นกเ็ ทศนอ์ บรมพระ มีพระฝรง่ั เขา้ มาศกึ ษาและปฏบิ ตั ธิ รรม เช่น ท่าน
ปัญญา ท่านเชอร์ร่ี

พระธรรมเทศนาของหลวงตา ปี ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ก่อนที่จะมี CD-MP3 เพราะท่านปัญญานะ
ท่านปญั ญาวฑั โฒ โห เปน็ ผทู้ มี่ บี ุญคุณสำ�หรบั พวกเรามากๆ นะ คณะศรทั ธาญาตโิ ยม ลกู หลานนะ
ท่านปญั ญาวฑั โฒ นี้เป็นผูม้ บี ุญคณุ สำ�หรับพวกเรามากๆ นะ เพราะเหตอุ ันใด เพราะเหตุว่าท่านผคู้ ดิ อดั
เทปนะ อดั เทปหลวงตาของเราไว้ ทา่ นเป็นคนอัดเทปหลวงตา แล้วใครเป็นคนออกทุน ทา่ นเชอร์รี่เป็น
ผอู้ อกทนุ ท่านปญั ญาเปน็ ผู้สั่งเทป Grundic มาจากเยอรมนั ใชถ้ า่ นถงึ ๑๒ กอ้ น ซ่งึ ตวั ใหญม่ าก
มว้ นประมาณสกั ๖ นิว้ มว้ นกลมว่างั้นเถอะในสมยั ก่อน

ทา่ นก็พยายามอดั เทศน์ของหลวงตา จากน้นั ทา่ นน�ำ มาอัดเกบ็ ๆ เอาไว้ แต่ตอ่ มาหลวงตาก็ไมค่ ่อย
สบายเท่าไร เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอท่านเหนื่อย ในช่วงน้ันเกิดสงคราม เครื่องบินมาลงที่
สนามบนิ ตง้ั แต่ ปี ๒๕๑๒ มา หลวงตาจะเรียกประชมุ พระคอ่ นข้างบอ่ ยทีข่ า้ งบนศาลาในตอนกลางวนั
บางที ๓ วนั ประชมุ ครงั้ หนงึ่ บางที ๗ วันประชุมคร้งั หนงึ่ สรุปคือไม่เกิน ๗ วนั

พระท้งั หมดมี ๑๖ องค์ จ�ำ พรรษารนุ่ แรก ๑๖ องค์ ๑๖ รปู เท่านั้นแหละ แตห่ ลวงตาประชุม
๓ วันคร้ังหน่ึง ๗ วันครั้งหน่ึง พอประชุมอัดเทปไม่ได้เพราะเหตุใด เพราะเคร่ืองบินมันข้ึน-ลง

81

ประวัติการจ�ำ พรรษา

หลวงตามหาบัว หลวงพอ่ ปัญญา ก�ำ ลังฉนั จงั หัน ณ ช้ันบนศาลาวัดปาบา้ นตาด หลวงตามหาบวั กำ�ลงั ชกั ผา้ บงั สุกุล

เสียงเคร่ืองบนิ ดังสนน่ั หวน่ั ไหว พอเครือ่ งบนิ มา ก็ตอ้ งบอกหยุดๆ ไม่ต้องอัดเทป ให้สงั เกตวา่ ชว่ งปี
๒๕๑๓-๒๕๑๕ มาน้ี ใหพ้ วกเราสังเกตวา่ MP3 หรือเทปของหลวงตาน้ันจะโผลม่ าในปี ๒๕๑๘ นะ ให้
พวกเราสังเกตเทปของหลวงตาน้ี ๒๕๑๘ มาเทป CD จะหนาแน่นเรื่อยๆ จากปี ๒๕๑๘ มาน้นั เคร่อื ง
บนิ สนามบนิ อดุ ร บนิ ขนึ้ -ลง เวลาประชุมจะมีเสยี งดัง

ดงั นนั้ ท่านจงึ ให้ปดิ เครอ่ื งอัด ๒๕๑๘ มานีม้ ี CD MP3 มาก แล้วก็ธรรมะชุดเตรียมพร้อม ก็
คือคุณเพาพงา และคุณไหว คือสามี มาอยู่ท่ีวัดป่าบ้านตาด หลวงตาท่านไปเทศน์ทุกวันตอนเย็นนะ
เพราะคุณเพาพงา เป็นโรคมะเร็งในกระดกู มาพกั อย่ทู ่วี ัด หลวงตาก็ลงไปเทศน์ บางทกี ็เอาท่านปญั ญา
ลงไปน่งั บางทกี ็หลวงปู่ลี บางทีก็หลวงปู่บุญมี นาคณู โดยมากก็ ๓ องคน์ ี้ บางทีทา่ นปญั ญากใ็ หท้ า่ น
อาจารย์ลี เปน็ ผ้กู ดเทปให้ พอไปถงึ หลวงปลู่ ี ไมร่ กู้ ดตวั ไหน กดตะพดึ ตะพือไปหมด ผลทส่ี ุดบางวันกลบั
มาไม่ได้อะไร ทา่ นปญั ญาก็ไมร่ จู้ ะท�ำ อยา่ งไร มีแตพ่ ูดมบุ มับ๊ ๆ จากน้ันกไ็ ดธ้ รรมะชดุ เตรียมพร้อม ชุดนี้
เป็นชุดที่เปน็ หัวใจของพวกเราทีเ่ ราจะไดศ้ ึกษาธรรมะ คือธรรมะชุดเตรยี มพรอ้ มของหลวงตา

จากนั้นมาก็คุณหญิงส่งศรี คือน้องภรรยาของอาจารย์หมออวย คุณหญิงเสริมศรี คุณหญิง
เสริมศรี เป็นพี่สาว คุณหญงิ สง่ ศรีเป็นน้องสาว เป็นผถู้ อดเทปของหลวงตา อวกาศของจิต-อวกาศของ
ธรรม ธรรมะชุดเตรยี มพรอ้ ม คนนเ้ี ปน็ คนถอดเทปสมยั นน้ั ไมใ่ ชธ่ รรมดานะ จากนน้ั ก็นำ�ไปให้หลวงตา
เป็นคนตรวจทาน จากน้ันกอ็ อกมาพิมพ์

แตป่ ระวตั ขิ องหลวงป่มู ัน่ ภูรทิ ัตโต ทา่ นพมิ พส์ ง่ ศรสี ัปดาห์ สมยั นน้ั ศรีสัปดาหเ์ ปน็ ผพู้ ิมพ์ “ประวัติ
หลวงปู่ม่ัน” ต่อมาก็พิมพ์ “ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน” แต่พิมพ์ดีดคราวนั้นหลวงตาพิมพ์เองนะ
พมิ พแ์ บบสัมผสั ดว้ ย หลวงตาพิมพ์เอง เกง่ นะหลวงตาน้ี อจั ฉริยะจริงๆ ท่านพมิ พเ์ อง เขียนแล้วกพ็ มิ พ์
แล้วกใ็ หศ้ รสี ัปดาหล์ งประวัตหิ ลวงปู่ม่ัน พอลงประวตั ิหลวงปูม่ ่ันแล้วก็ลง ปฏิปทาพระธดุ งคกรรมฐาน
สายหลวงปู่มน่ั

82

หลวงพอ่ ปัญญา อ.เชอร์ร่ี และพระสงฆ์ กำ�ลงั สง่ องคห์ ลวงตามหาบัว เพอ่ื ไปโปรดญาตโิ ยมทสี่ วนแสงธรรม กรงุ เทพมหานคร

สมัยน้ันหลวงพอ่ ก็เป็นพระอยทู่ น่ี ่ี พมิ พเ์ สรจ็ แลว้ หลวงพอ่ กไ็ ปเยบ็ กระดาษทลี ะ ๒ แผน่ ๓ แผน่ บา้ ง
นแี่ หละ ประวัตหิ ลวงปมู่ ่ัน ปฏิปทาพระธดุ งคกรรมฐาน แต่กย็ ังแปลกใจอยู่เล่มหนึ่ง “เพ่อื ใจทีไ่ ด้ทกุ ข”์
ไมร่ ้เู ล่มนั้นหายไปไหน เพอ่ื ใจทไี่ ด้ทกุ ข์ เล่มนนั้ หนานะ หนังสือเล่มน้นั

อันน้ันคือผลงานของท่านปัญญาวัฑโฒ ที่ท่านได้ถ่ายเทป อัดเทปธรรมเทศนาของหลวงตา
หลวงพอ่ วา่ ทา่ นปญั ญา เป็นผ้มู ีพระคณุ อย่างมากต่อพวกเราทา่ นทงั้ หลาย ทพ่ี วกเราได้ฟังธรรมะองค์
หลวงตานี้ ธรรมะตอนกลางคืนทุกวันท่ีอบรมพระทั้งหลายท้ังปวงนี้ เป็นฝีมือของท่านปัญญาทั้งหมด
พูดอย่างนั้นได้เลย เพราะฉะน้ันจึงถือว่าท่านปัญญาน้ีเป็นผู้มีอุปการคุณ สำ�หรับพวกเราท่ีได้รับธรรม
เทศนาขององค์หลวงตาทุกวนั นเี้ พราะท่านปัญญา ถ้าไม่ใชท่ า่ นปัญญา หลวงพอ่ มองไม่เหน็ ใครเลยท่ีจะ
ท�ำ ไดอ้ ยา่ งนนั้ คดิ ขน้ึ มาเวลาใดหลวงพอ่ กย็ งั ชมทา่ นปญั ญาอยอู่ ยา่ งนน้ั เถอะ ทา่ นปญั ญาเปน็ ผมู้ พี ระคณุ
ตอ่ พวกเรามากจริงๆ และก็ท่านเชอรี่ จากนน้ั ก็ คุณหมอเพญ็ ศรี มกรานนท์ ท่านกซ็ ือ้ เทป You-Her
ของเยอรมันราคาตง้ั ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท มาใหท้ า่ นปญั ญา แล้วกซ็ ื้อไมค์ Beyer ตัวละตงั้ ๗,๐๐๐-
๘,๐๐๐ บาท มาใหท้ า่ นปญั ญา

คือหลวงตาเทศน์ เอาไมค์ไปใกล้ไม่ได้ ต้องเอาไมคไ์ ว้หา่ งๆ เพราะฉะนน้ั เสียงหลวงตาจึงไมค่ อ่ ย
ดเี ทา่ ไร เพราะวา่ ไมคม์ นั อย่หู า่ งจากหลวงตา เสยี งแมลง ตกุ๊ แก มันแทรกในเทศน์ของหลวงตาท้ังหมด
ไมเ่ หมอื นทกุ วนั น้ี เทป IM ไมคต์ อ้ งเขา้ อยใู่ กลห้ ลวงตา เสยี งหลวงตาดชี ว่ งหลงั ๆ ทา่ นไปเทศนโ์ ครงการ
ช่วยชาติ ต่อไปในภายภาคหน้า ธรรมเทศนาขององค์หลวงตานลี้ ะ่ ค�ำ สอนของหลวงตานลี้ ่ะ จะเปน็ ท่ี
ยึดเหนย่ี วทางดา้ นจิตใจของคณะศษิ ยานศุ ิษย์ หลวงพอ่ วา่ นะ

(หลวงพ่ออนิ ทร์ถวาย สนฺตสุ สฺ โก เทศนากลา่ วชี้แจง ณ วัดป่าบา้ นตาด ๑๗ ธนั วาคม ๒๕๕๓)

83

ประวตั ิการจำ�พรรษา

พรรษาที่ ๑๓

ปพี ุทธศักราช ๒๕๐๕

จ�ำ พรรษาที่วดั ป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

ในปนี ห้ี ลวงปลู่ ไี ดม้ าจ�ำ พรรษาอยกู่ บั หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ

ทบี่ า้ นหนองบวั บาน องคห์ ลวงปอู่ อ่ นทา่ นเปน็ พระมหาเถระ
ผู้มีความสามารถทรงจำ�รอบรู้อย่างละเอียดในสิกขาบทวินัย
เมอื่ สมยั ทหี่ ลวงปอู่ อ่ นเปน็ พระผนู้ อ้ ยอยกู่ บั หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล
ท่านสามารถทอ่ งจำ�นวโกวาทได้ในเวลา ๔ วัน และท่องจำ�พระ
ปาฏโิ มกขไ์ ด้ส�ำ เรจ็ ในเวลา ๗ วนั

เร่ืองหนังสือ บุพพสิกขาวรรณนา ซึ่งสาธยายชี้แจง
สกิ ขาบทในพระธรรมวนิ ัยอยา่ งละเอยี ดครอบคลุมนี้ หลวงปู่ออ่ น
ท่านเมตตาเขียนไว้ในหนังสือประวัติของท่านเองว่า “...วันหลัง
ข้าสงสยั เรือ่ งการปฏบิ ตั ศิ ีลของพระผปู้ ฏิบตั ิ ข้าเขา้ กราบเท้าทา่ น (หลวงปมู่ ั่น ภูริทัตโต) อีก เรยี นถาม
ทา่ นวา่ พระผ้ปู ฏบิ ัตใิ หป้ ฏบิ ัตศิ ีลในตามแบบไหนหนอดงั น้ี ใหป้ ฏบิ ัติศีลตามแบบหนังสอื บุพพสกิ ขา และ
มหาขนั ธน์ หี้ รอื ปฏบิ ตั ศิ ลี ในแบบหนงั สอื วสิ ทุ ธมิ รรคนน้ั ประการใดหนอ ทา่ นหลวงพอ่ บอกขา้ วา่ ใหป้ ฏบิ ตั ิ
ใหถ้ กู ตอ้ งตามท้งั สองแบบนนั้ แหละ ศีลทา่ นบญั ญัตไิ ว้ในหนงั สือบุพพสกิ ขา มหาขนั ธน์ นั้ เป็นปฐมศีล ๑
เป็นมัชฌิมศีล ๑ ศีลในหนังสือวิสุทธิมรรคเป็นศีลใกล้ต่ออริยะกัณตะศีล เป็นศีลอันพระองค์อธิบาย
เข้าไปหามรรคผล เปน็ ศีลอนั ละเอยี ดกว่ากนั ดงั น้ี เท่าน้นั แหละ และตอ่ ไปนขี้ า้ ขอยืมหนงั สอื บุพพสกิ ขา
กับท่านไปดูให้เข้าใจชัดด้วยตนเอง แต่ก่อนข้าเป็นแต่ฟังพระอ่ืนเทศน์ เม่ือข้าดูข้าเข้าใจและสงสัยใน
สิกขาบทไหน ขา้ เรียนถามทา่ นหลวงพอ่ ไปจนหมดทุกสกิ ขาบท ขา้ ดใี จเพราะได้เขา้ ใจศลี อันเป็นรากเหง้า
ของพระศาสนาดงั นี้ ” (จากหนงั สือ ประวัติพระอาจารยอ์ อ่ น ญาณสริ )ิ

กุฏิพระสงฆ ์ ซุม้ ประตวู ัด พระอุโบสถ ๒ ช้ัน
84

ภาพถ่ายทศี่ าลาวดั ภูผาแดง สมยั ยคุ แรกๆ

85

ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา

พรรษาท่ี ๑๔

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๖

จำ�พรรษาที่วัดถ�้ำ กลองเพล อ.เมอื ง จ.หนองบวั ล�ำ ภู

(ซ่ึงในสมยั น้นั ยงั เป็น อำ�เภอหนองบัวล�ำ ภู จงั หวดั อุดรธานี)

ในปนี อ้ี งคห์ ลวงปลู่ ไี ดม้ าจ�ำ พรรษากบั หลวงปขู่ าว อนาลโย และมที า่ นพระอาจารยส์ พุ ฒั น์ สขุ กาโม
ไดม้ ารว่ มจำ�พรรษาทีว่ ดั ถำ�้ กลองเพลดว้ ย

วดั ถำ้�กลองเพล อยูห่ า่ งจากจงั หวดั อดุ รธานี ๓๓ กิโลเมตร จากทางหลวงสายอุดร-หนองบวั ลำ�ภู
ระหวา่ งบา้ นโนนทนั กบั บา้ นหว้ ยเดือ่ จะมีทางแยกจากถนนหลวงเขา้ ไปถึงวดั ประมาณ ๒ กโิ ลเมตร

สมยั กอ่ นวัดถ�้ำ กลองเพล เป็นป่าดงพงพฤกษ์หนาแน่นที่สุด มสี ัตวป์ า่ นานาชนิด ชา้ งปา่ เปน็ ฝูง ๆ
มีช้างป่าอยู่เชือกหนง่ึ ดรุ า้ ยมากเคยฆา่ คนมาแลว้ คือเคยฆ่าผ้หู ญงิ คนหนง่ึ แตเ่ ดก็ ทีเ่ ปน็ ลูกของผ้หู ญิง
คนน้นั รอดชวี ิตมาได้ ฝงู เสือสง่ เสยี งร้องอยา่ งน่าหวาดหวนั่ พรนั่ พรึง ในยามราตรีหมีจะออกหากินเวลา
เงียบสงบ ลงิ ค่าง บ่าง ชะนี จะร้องโหยหวนตลอดคืน ถำ�้ กลองเพลเปน็ สถานทกี่ ว้างเหมาะแก่การ
บำ�เพญ็ ภาวนา จะหลบหลกี ปลีกตัว หาทส่ี งบทำ�ความเพียรได้สะดวก นอกจากถำ�้ ใหญแ่ ลว้ ยังมีบรวิ าร
หลายสิบถ้ำ� ต้ังเรียงรายตามลำ�ดับ เช่น ถ้ำ�ผาบ้ิง ถำ้�ผาผ้ึง ถำ้�สุนทรสถิตย์ ถ้ำ�พญานาคพ่นพิษ
(ถำ�้ มืด) ถ�ำ้ โคกสว่างอารมณ์ ถ�ำ้ โปง ถ้�ำ ฆ้อง ถำ้�หมากมา่ ง เปน็ ต้น สมัยก่อนถ้ำ�กลองเพลจะอยหู่ ่าง
จากหมู่บ้านมาก ถนนหนทางยังไมม่ ี มีแตท่ างคนยำ่�เทา้ ไปเทา่ น้นั จงึ เป็นสถานที่เท่ียววเิ วกของพระภิกษุ
สามเณรผ้แู สวงหาท่บี �ำ เพ็ญธรรมเปน็ อยา่ งดี สมัยนนั้ ทางรถก็ไมม่ ี รถกไ็ ม่มี ไปไหนมาไหนตอ้ งเดนิ เอา
ตอนเช้าไมม่ คี นมาจงั หัน มแี ม่ชีแม่ขาวทำ�อาหารมาถวาย สว่ นมากมีแกงผักหวาน แกงหน่อไม้ แกงเหด็
แกงขีเ้ หลก็ ผักหวานสมัยนน้ั มเี ยอะแยะมากมาย สมัยกอ่ นอดอยากมาก แตก่ ็เป็นเหตุให้การภาวนาดี

ถ�ำ้ กลองเพลแห่งน้ีสถานทกี่ ว้างขวางเปน็ แดนธรรมของหลวงปขู่ าว ข้อวัตรการปฏบิ ัตภิ าวนาเม่อื
ฉันเสรจ็ พระเณรทกุ องค์จะต้องเตรียมตวั สะพายย่าม แยกออกไปท�ำ ความเพียรในที่ตา่ งๆ ท่านว่าสถาน
ที่บางแหง่ พอก�ำ หนดจิต จติ จะรวมงา่ ยและมปี ัญญาเกดิ ขนึ้ โดยไมต่ อ้ งค้นคดิ มันจะพนิ จิ ใครค่ รวญเอง
โดยอัตโนมตั ิ แต่สถานทบี่ างแห่งจะทำ�ใหจ้ ติ ทบึ มืดมิดอิดออ่ นเป็นสมาธิหวั ตอ หลบั แกมต่นื ทั้งนี้อยู่ที่
เสนาสนะสัปปายะ พระพทุ ธเจา้ จงึ สอนใหเ้ ลือกทีเ่ ลอื กทางเพือ่ ใหเ้ หมาะกับจริตนสิ ยั ของตน

สมัยก่อนพอถึงบ่าย ๓ โมง จะแบ่งพระเณรออกเป็น ๒ สาย สายหน่ึงต้องไปตักนำ้�ที่ห้วย
หน้าวดั เพือ่ ลำ�เลียงมาใสต่ ุ่มใส่ไห ตามศาลาโรงฉัน ห้องนำ้� ห้องส้วม และที่อื่นๆ ใหเ้ ต็มอยู่เสมอเอาไว้
สำ�หรับใช้ภายในวัดให้เพียงพอ อีกสายหนึ่งต้องไปตีตาด (กวาดใบไม้) ในบริเวณวัดโดยรอบ เช่น
ถำ้� ศาลาโรงฉนั ตามถนนหนทางต่างๆ และบรเิ วณกุฏิหลวงปู่ ตลอดจนทางจงกรม

พอถึงฤดูเข้าพรรษา หลวงปู่ขาวจะเมตตาให้โอวาทธรรมแก่พระเณรและลูกศิษย์ผู้ท่ีไปขอศึกษา
ปฏิบตั ิธรรมด้วยเปน็ พิเศษ

86

87

ประวัติการจ�ำ พรรษา

โอวาทธรรมหลวงปูข่ าว อนาลโย

DD อสภุ ะอสุภงั ให้มันแตกมันดบั มันเน่าเปอื่ ยรา่ งกายน้ี
DD ชำ�ระจิตตน อย่าใหจ้ ิตตนเบียดเบยี นตนใหเ้ ดือดรอ้ น
DD ภาราหเว ปัจจกั ขันธา ทุกขา ทุกข์นน้ั อยู่ในขนั ธ์ ๕ ไม่อยทู่ ่ีอืน่
DD จงพยายามใหเ้ รากนิ กาล อย่าใหก้ าลกนิ เรา วันคนื ลว่ งไปๆ อย่าน่งิ นอนใจ ใหร้ บี เรง่ ทำ�ความ

เพยี รแมพ้ ระพทุ ธเจ้าทา่ นก็เปน็ แต่เพียงผู้บอกสอนจะไดส้ มบัตนิ น้ั เราเป็นผ้ทู ำ�เอง
DD เสียงนาฬกิ านั้นมันนอกกาย เราภาวนาถ้าส่งจิตออกนอกมนั ไมถ่ กู ต้องก�ำ หนดให้อยภู่ ายใน
DD สติ ตง้ั อยกู่ บั ใจ คนมสี ตทิ �ำ อะไรกไ็ มพ่ ลาด กศุ ลธรรมทงั้ หลายจะเกดิ ขน้ึ กเ็ พราะมสี ติ ใหส้ �ำ เหนยี ก

อยใู่ นสติ
DD พระพทุ ธเจ้าสอนมากเปน็ อันดบั หนงึ่ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เป็นของไมเ่ ที่ยง
DD ธรรมทั้งหลายเปรียบเหมอื นโอสถรักษาแผลใจใหห้ ายได้
DD ความดีย่อมชนะความช่วั เหมือนน�ำ้ สะอาดล้างน้�ำ โคลน
DD ผอู้ ยใู่ นเมตตาวิหารธรรม ยอ่ มอยเู่ ป็นสุข
DD กนิ แลว้ อยู่ อยู่เพือ่ กิน กินแลว้ ท�ำ ความเพยี ร เพียรแลว้ ไม่กินละกิเลส
DD สติเป็นธรรมประจำ�ชีวิต ทุกคนควรฝกึ หดั ใหแ้ มน่ ย�ำ
DD วนั เวลาลว่ งไปหาไม่ ยังกลนื ชวี ิตเราอีกดว้ ย
DD สนิม เกดิ จากเหล็กยอ่ มกดั เหลก็ ฉันใด ความช่ัวเมื่อเกิดแล้วย่อมทำ�ลายตวั เอง
DD นักปฏบิ ตั ยิ ่อมเชือ่ กรรมเสมอ จงทำ�ใจใหอ้ งอาจ

88

DD โลกจะอยู่ปรกติสุขเพราะธรรมค้ำ�จุนไว้
DD ธรรมยอ่ มรักษาผูป้ ระพฤตธิ รรม ไม่ใหต้ กไปในทีช่ ่ัว
DD สิ่งใดมคี วามเกิดขนึ้ เป็นธรรมดา สง่ิ น้นั ย่อมดบั เป็นธรรมดา
DD เขารกั เขาชังช่างเขา แต่เราต้องท�ำ ความดี วิธีที่สร้างความดที ่ีง่ายท่ีสุดคือ “หยดุ ”
DD พงึ ละ “ธรรมดำ�” เจริญ “ธรรมขาว” คือ จิตใจสะอาด ปราศจากกิเลส
DD ใดๆ ในโลกน้ี อนิจจงั เหลอื แต่พระนิพพาน ยังให้ไปอยเู่ สมอ ถ้าไมต่ ดิ โลกพญามาร
DD อาหารใจสำ�คญั กว่าอาหารกาย แต่คนเราไม่เห็นสำ�คัญจงึ ไมแ่ สวงหา
DD จงมองดูโลกทงั้ ๒ มุม คือมมุ มืดและมมุ สวา่ ง ทางปัญญาจึงจะเกดิ
DD สันตอิ ยูท่ ใ่ี ด ความสุขย่อมอยทู่ น่ี ่นั พึงทำ�ความวเิ วกให้มาก เพ่ิมพนู กศุ ลให้เพียงพอ
DD ความเกิดขนึ้ ต้ังอย่แู ละสลายไปในท่ีสดุ ใครรจู้ ักของจริงผู้นั้นได้บรรลวุ ิมตุ ติโดยแท้
DD วนั คนื ลว่ งไปๆ เหมอื นมจั จรุ าชกลนื ชวี ติ บณั ฑติ ผรู้ เู้ ทา่ ควรแสวงหาบญุ กศุ ลใสต่ นไวย้ อ่ มไดอ้ รยิ ทรพั ย์
DD วันน้ีกับพรุ่งนีม้ ผี ลเท่ากนั ถา้ ทำ�ดี วัน คืน เดอื น ปจี ะท�ำ อะไรเราได้
DD อดีต คอื อนาคต อนาคตส่งไปถงึ ปจั จุบนั โลกน้ีเป็นวงกลม ผูห้ มุนอยู่ตามกระแสโลกย่อมไดร้ บั

ความทกุ ข์
DD ความทุกขเ์ ปน็ บทเรยี นของชีวิต ความทุกข์สอนให้คนพบความจริงอนั แท้จริง
DD ธ รรม เปน็ ของเกา่ ตอ้ งพจิ ารณาของเกา่ ปฏบิ ตั อิ ยทู่ เ่ี กา่ มโนใจดวงเกา่ กเิ ลสโลภะ โทสะ โมหะ

ตัวเกา่ ของเกา่ มคี า่ น่าศึกษานัก

89

ประวัตกิ ารจำ�พรรษา

ประวัติวัดถำ้�กลองเพล

วดั ถ�ำ้ กลองเพล ใครเปน็ คนสรา้ งยงั หาหลกั ฐานไมพ่ บ ครนั้ ปี ๒๕๐๑ หลวงปขู่ าว ไดม้ าจ�ำ พรรษา
อยู่ที่วัดถำ้�กลองเพล ท่านได้จำ�พรรษาติดต่อกันเป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี และท่านได้ละสังขารท่ี
วัดถำ�้ กลองเพลแห่งนีใ้ นปี ๒๕๒๖

ประวัตวิ ัดถ้ำ�กลองเพลพอสงั เขปตามที่เล่าต่อๆ กนั มาดังนี้
วดั ถ�้ำ กลองเพลยงั หาหลกั ฐานทจี่ ารกึ ไวไ้ มม่ ี แตส่ งั เกตจากวตั ถโุ บราณทย่ี งั เหลอื เปน็ มรดกอยู่ เชน่
พระพุทธรปู หนิ พระไม้แก่นขาม พระเงนิ พระทองค�ำ พระดบี ุก พระดนิ เกสร มีเปน็ ร้อยๆ ยงั ตกคา้ ง
อยูใ่ นถ�ำ้ มาก ปจั จุบนั คนขโมยไปหมดแลว้ ท่วี า่ กลองเพลมีจรงิ หรือไม่ ได้สบื ถามจากคนผู้สูงอายแุ ถวน้ัน
ได้ความว่า พวกนายพรานล่าเน้ือยังเห็นอยู่ซีกเดียว เพราะถ้ำ�น้ันเป็นที่พักแรมของพวกนายพราน
ต่อมาเขาก็เอามากอ่ ไฟเสียหมด
เมอ่ื หลวงปขู่ าวมาจ�ำ พรรษาอยทู่ ว่ี ดั ถ�ำ้ กลองเพล บรรดาสานศุ ษิ ยท์ งั้ ทเ่ี ปน็ พระ เณร เถร ชี พรอ้ ม
ทง้ั อุบาสกอุบาสกิ า ต่างกท็ ยอยกันมากราบนมสั การหลวงปู่ขาว จากจตุรทศิ ท้งั ส่ี หลง่ั ไหลมามิรูจ้ กั ขาด
สายโดยมิได้นัดหมายนิมนต์ ต่างก็สมัครใจมาด้วยความศรัทธา มุ่งหน้ามาเพื่อพ้นทุกข์ ถึงจะลำ�บาก
ยากจนก็ไม่เป็นปัญหา จึงได้บุกป่าฝ่าดงมาเพ่ือฝากเป็นฝากตายกับครูบาอาจารย์ อุบาสกอุบาสิกาผู้มี
ความเล่ือมใสศรัทธาได้เสียสละจตุปัจจัยไทยทาน ทำ�บุญสุนทานมากขึ้นโดยลำ�ดับ ช่ือเสียงของท่าน
กระฉ่อนไปในทแี่ ห่งใด ผูม้ ีอปุ นสิ ัยวาสนาบารมีกไ็ ดห้ ลง่ั ไหลมาไม่ขาด เหมอื นสายน้�ำ ที่ไหลผ่านอยู่ตลอด
เวลา ทา่ นกไ็ ด้ให้การอบรมส่ังสอนโดยเมตตาไมม่ ปี ระมาณ ย้ิมของหลวงปูข่ าวเปน็ ยม้ิ ท่ีใครเหน็ แล้วชมุ่
ฉำ่�เย็นใจเป็นท่ีสุด เม่ือศรัทธาหลั่งไหลเข้ามามากมาย จึงได้มีการก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลา โรงฉัน

90

ตอ่ เตมิ ตกแต่งถำ้�ให้กว้างขวาง เพ่อื ใหเ้ พยี งพอต่อการรับรองของผ้เู ข้ามาแสวงบญุ

ตามปกติธรรมดาของทางวัด จะไม่มีการก่อสร้างอะไรทั้งสิ้น เว้นแต่ส่ิงจำ�เป็นท่ีสุดท่านจึงทำ�
เพราะถ้าไม่ท�ำ จะเกดิ ความเสียหายข้นึ

งดงานภายนอกทงั้ หมด เพื่อเปิดโอกาสใหพ้ ระเณรไดศ้ กึ ษา และตัง้ ใจประพฤตปิ ฏิบตั เิ จริญสมถะ
วิปสั สนาอยา่ งจริงจงั หวงั ความพน้ ทกุ ข์

เปิดโอกาสใหส้ มาทานธุดงคอ์ ยา่ งอุกฤษฏ์ เช่น อดนอน ผ่อนอาหาร เปน็ ต้น

สว่ นศรทั ธาญาตโิ ยมทีม่ าขอกอ่ สร้าง ทา่ นกอ็ นญุ าตใหส้ ร้างโดยไม่ใหร้ บกวนพระเณรในวัด

สว่ นในดา้ นการประพฤติปฏบิ ัติ หลวงปูข่ าวจะทำ�เปน็ ตวั อยา่ ง บางทลี กู ศษิ ยล์ มื เอากระโถนมาให้
ทา่ นจะเดินไปเอาเองโดยไมบ่ อกใคร ไปเอาทา่ มกลางสานุศิษย์นั่นแหละ บางทที า่ นเดนิ ไปเห็นเครอ่ื งไม้
เครอื่ งมือ มดี พร้า จอบ เสยี ม ทง้ิ อยใู่ นท่ีตา่ งๆ ทา่ นจะเกบ็ มาไว้ใหเ้ ป็นตัวอยา่ ง บางคร้ังเหน็ ใบไม้หลน่
ลงมาตามบนั ไดกฏุ ิ ทา่ นจะเกบ็ เอาไปทง้ิ ดว้ ยมอื ของทา่ นเอง สานศุ ษิ ยผ์ มู้ ปี ญั ญาจะไดร้ บี ดขู อ้ วตั รปฏบิ ตั ิ
ความเรยี บรอ้ ยให้ดกี ่อนท่านมาถงึ โดยเฉพาะขอ้ วตั รภายในมีการนงั่ สมาธิภาวนา เดินจงกรม ทา่ นเดิน
จงกรมจนอายุ ๙๐ ปี แม้ท่านเดินไม่ได้ด้วยตัวเอง ก็ให้ลูกศิษย์จูงแขนเดินจนเหนื่อย จึงค่อยหยุด
การเดนิ จงกรมนน้ั ถอื วา่ เปน็ การออกก�ำ ลงั กายไปในตวั ของพระธดุ งคกรรมฐาน เพราะวา่ เลอื ดลมภายใน
รา่ งกายของเราจะได้เดนิ สะดวก นวิ รณ์ไมค่ รอบงำ� ถ้าจติ สงบจะไมเ่ สอ่ื ม พระหนุ่มคนหนุม่ จะออกปาก
ยอมจ�ำ นน สู้ทา่ นไม่ได้ ก็เพราะใจของทา่ นไม่มีขีแ้ ลว้ ถ้าเป็นทองกไ็ ล่ขี้ออกหมด ไม่มเี หลอื ถา้ เปน็ เหล็ก
กไ็ ลข่ ส้ี นมิ ไมม่ เี กาะ เพราะฉะนน้ั สานศุ ษิ ย์ จงึ ยอมจ�ำ นนและสนใจเคารพบชู ากราบไหว้ ในกลอ่ งดวงใจ
อย่างไมม่ วี นั เลือนหาย

91

ประวตั ิการจ�ำ พรรษา

พรรษาที่ ๑๕

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๗

จำ�พรรษาที่วัดถ้ำ�พระนาผักหอก บ้านกลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อดุ รธานี

หลวงปู่ขาน ได้ธุดงค์ลัดเลาะตามป่าตามเขาเรื่อยไปจนถึงวัดถำ้�พระบ้านกลางใหญ่ อำ�เภอ
บา้ นผือ จังหวดั อดุ รธานี ที่แหง่ นห้ี ลวงปลู่ ี ทา่ นไดบ้ ำ�เพญ็ ภาวนาอยกู่ ่อนแลว้ หลวงปูข่ านจงึ ไดก้ ราบ
ขออนุญาตอย่พู ักปฏบิ ตั ิธรรมด้วย หลวงปู่ลกี ็มไิ ดข้ ัดขอ้ งแต่ประการใด

ในระหว่างที่จำ�พรรษาอยู่น้ี หลวงปู่ทั้ง ๒ องค์ ต่างองค์ต่างปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มท่ี
ดว้ ยความเออื้ อำ�นวยในสถานทซ่ี งึ่ เปน็ ทส่ี ะดวกสบายและสปั ปายะมาก
เร่ืองการเท่ียวบิณฑบาตแม้ว่าค่อนข้างจะลำ�บาก เพราะมีบ้านคนที่
อาศัยอยู่ในละแวกน้ันเพียง ๖ หลังคาเรือนเท่าน้ัน ชาวไร่ชาวเขา
มฐี านะยากจนกจ็ ะท�ำ บญุ ไดต้ ามอตั ภาพความเปน็ อยู่ บางวนั บณิ ฑบาต
ไดข้ า้ วเหนียวเปลา่ ๆ แค่ ๓ ป้ันแต่ทา่ นกม็ ิไดส้ นใจใยดใี นเรื่องอาหาร
การขบฉนั คงตงั้ ใจมุ่งมัน่ ในการเจริญสมณธรรมตามอธั ยาศยั ตอ่ ไป

เมอื่ เวลามขี ้อขัดข้องสงสัยสง่ิ ใดในการภาวนา หลวงปขู่ านกจ็ ะ หลวงป่ขู าน ฐานวโร
ไดห้ ลวงปลู่ เี ปน็ ผคู้ อยใหค้ �ำ ปรกึ ษาชแี้ นะอยเู่ สมอๆ พอออกพรรษาแลว้
หลวงปขู่ านจึงไดข้ อโอกาสกราบลาหลวงปลู่ ี เพ่ือมุ่งหนา้ ออกธดุ งคไ์ ป
กราบนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำ�กลองเพล อำ�เภอ
หนองบวั ล�ำ ภู จงั หวดั อดุ รธานี (ปจั จบุ นั เปลย่ี นเปน็ จงั หวดั หนองบวั ล�ำ ภ)ู

92

สภาพบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่น และเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดถ้�ำ พระนาผกั หอก
ณ สถานท่แี ห่งนี้เคยมพี ระธดุ งคกรรมฐาน ครูบาอาจารย์องค์ส�ำ คญั ๆ หลายองค์ท่ีเคยมาพักปฏบิ ัติธรรม อาทเิ ชน่ หลวงปูเ่ ทสก์
เทสรงั สี หลวงปู่คำ�พอง ติสฺโส หลวงปลู่ ี กสุ ลธโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร หลวงพ่อจนั ทร์เรียน คุณวโร หลวงพ่อจนั ทา ฯลฯ

ณ วัดถำ้�พระนาผักหอกแห่งน้ี หลวงปู่ลีท่านได้ถูกแมงมุมกัด นับต้ังแต่บัดน้ันเป็นต้นมาจึงเป็น
สาเหตใุ หท้ า่ นปว่ ยเปน็ โรคคนั ตามศรี ษะและทว่ั รา่ งกายมาจนกระทงั่ ทกุ วนั นี้ เคยมลี กู ศษิ ยห์ ลายคน หลาย
สาขาอาชพี ไมว่ า่ จะเปน็ คณะแพทย์ พยาบาลจากโรงพยาบาลตา่ งๆ ไดห้ าทางวธิ รี กั ษาและนำ�ยาทดี่ ที สี่ ดุ
มาถวายแดอ่ งค์หลวงปู่ แต่พอทเุ ลาลงไดบ้ า้ งชั่วคราว แต่ถึงกระนนั้ โรคคนั ท่ยี ังฝงั ตัวอยใู่ นร่างกายของ
หลวงปู่กย็ งั แสดงผลอยู่เรอ่ื ยๆ

องค์หลวงปทู่ า่ นเคยเลา่ ว่า ท่านระลกึ ยอ้ นในภพชาตหิ ลังๆ ของท่านว่า เคยเอาหมามุย่ (ต�ำ แย)
ไปใส่ในครกตำ�ข้าวของชาวบ้าน ซ่ึงความคิดในตอนนั้นเพียงแค่นึกสนุก หวังว่าจะทำ�หยอกล้อเขาเล่น
เพียงเท่าน้ันตามประสาวัยกำ�ลังคะนอง โดยไม่ได้คิดต้ังใจจะทำ�ให้เขาฉิบหายหรือจงเกลียดจงชังอะไร
เลย แตผ่ ลเศษกรรมจากอดตี ไดส้ ะท้อนมาให้เหน็ ในปจั จุบัน องค์หลวงปเู่ คยปรารภหลายครั้งหลายหน
ให้ลกู ศษิ ยฟ์ ังว่า โรคกรรมๆๆ

(จากเหตุการณ์ของครูบาอาจารย์ท่ีท่านได้ประสบพบมาด้วยองค์ท่านเองนั้น ย่อมนำ�มาเป็น
อุทาหรณ์ เปน็ คตสิ อนใจของสาธชุ นทกุ ท่านได้เปน็ อย่างดี ว่าอย่าไดป้ ระมาทในเร่อื งผลแหง่ กรรม)

93

ประวตั ิการจำ�พรรษา

พรรษาท่ี ๑๖

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๘

จำ�พรรษาท่ีวัดปา่ ภูเขารัง อ.กดุ จบั จ.อุดรธานี

พระประธานในอโุ บสถ ศาลาหอฉัน

ในปนี ี้มีพระภิกษไุ ดอ้ ยู่จำ�พรรษาดว้ ยกันท้งั หมด ๓ องค์ คือ
องคห์ ลวงปลู่ ี กสุ ลธโร (ประธานสงฆ์)
หลวงพอ่ ค�ำ ผอง กุสลธโร
และหลวงพอ่ จนั ทรเ์ รยี น คุณวโร

ณ วดั ปา่ ภูเขารงั บ้านทงุ่ ตาลเลยี นแหง่ นี้ ในสมัยก่อนเป็นดงหนา
ป่าทบึ เต็มไปดว้ ยสัตวร์ า้ ยนานาชนิด อาทิเช่น เสอื ชา้ ง หมี หมูป่ ่า
ฯลฯ มีเช้ือมาลาเรยี เยอะมาก จนผคู้ นชาวบา้ นบรเิ วณแถบนลี้ ้มตายเปน็
จ�ำ นวนมาก เพราะไม่มโี รงพยาบาล ไมม่ ยี ารักษา หากผใู้ ดเจ็บไขไ้ ด้ปว่ ย
ดว้ ยโรคไขม้ าลาเรยี ทว่ี า่ นก้ี ไ็ ดแ้ ตเ่ ตรยี มท�ำ ใจไวล้ ว่ งหนา้ ฉะนน้ั ชอ่ื หมบู่ า้ น
จงึ ถกู เรยี กวา่ ตายเลยี น ตอ่ มาในปจั จบุ นั จงึ เปลย่ี นชอ่ื มาเปน็ ทงุ่ ตาลเลยี น
และเคยเปน็ พน้ื ทส่ี ชี มพู ถน่ิ ทอ่ี ยขู่ องกลมุ่ ลทั ธคิ อมมวิ นสิ ต์ ปจั จบุ นั ไดถ้ กู
ทางฝา่ ยปกครองบา้ นเมอื งสลายความเชอ่ื ไปหมดแลว้

หลวงพอ่ จนั ทรเ์ รยี น คณุ วโร ซง่ึ ไดอ้ ยใู่ นเหตกุ ารณข์ ณะนน้ั ไดเ้ ลา่ ให้
พระอาจารย์สมเกียรติ ชิตมาโร ฟังว่า ได้นมิ ติ ว่า พวกเทพแนะน�ำ ใหไ้ ป
อยภู่ าวนาปฏบิ ตั ธิ รรมทางทศิ ตะวนั ออกของหมบู่ า้ นทงุ่ ตาลเลยี น มาอยู่
ท�ำ ไมทน่ี ่ี และทา่ นไดน้ มิ ิตในพรรษาน้เี องวา่ โยมบิดาเสยี ชวี ิต

94

หลังจากออกพรรษาแล้วก็ออกธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า เดินลัดเลาะไปตามป่าเขาลำ�เนาไพร
เพราะสมัยก่อนยังไม่มีถนนหนทาง การคมนาคมก็ไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันน้ี จนในท่ีสุดก็ได้ถึงที่
หมายปลายทางคือบ้านหนองบวั บาน อ�ำ เภอหนองววั ซอ จังหวดั อดุ รธานี

บรเิ วณเทอื กเขาแหง่ นเี้ ปน็ สถานทพี่ ระกรรมฐานครบู าอาจารยอ์ งคส์ �ำ คญั เคยมาพกั ภาวนาอยเู่ รอื่ ยๆ
อาทเิ ช่น หลวงปจู่ นั ทา ถาวโร, หลวงปูบ่ ุญพนิ กตปญุ โญ, พระอาจารย์สวด (ต่อมาได้ลาสกิ ขาบทแลว้
พระองค์น้ีสมัยก่อนในอดตี ท่านภาวนาเก่งมาก เคยแปลปรศิ นาธรรมในนิมติ เรอ่ื งการออกปฏบิ ัติ ๙ ปี
จะได้ส�ำ เร็จธรรม ขององคห์ ลวงตามหาบวั ญาณสัมปันโน จนในท่ีสดุ ผลก็ปรากฏเปน็ จรงิ ดงั คำ�ที่พระ
อาจารย์สวดผูน้ ไ้ี ด้พูดเอาไว้ )

สภาพบรรยากาศท่ัวไป และธรรมชาตภิ ายในวดั ปา่ ภูเขารงั ในปัจจุบัน

95

ประวัติการจ�ำ พรรษา

พรรษาที่ ๑๗

ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๐๙

จ�ำ พรรษาท่วี ดั ปา่ นิโครธาราม อ.หนองววั ซอ จ.อดุ รธานี

ในปนี ้มี พี ระทรี่ ว่ มจ�ำ พรรษาดว้ ยกนั ท้งั หมดมีดังนี้
หลวงปอู่ ่อน ญาณสิร ิ (เป็นประธานสงฆ)์
หลวงปู่เพียร วิรโิ ย
หลวงปู่ลี กุสลธโร
หลวงปบู่ ุญพนิ กตปญุ โญ
หลวงป่อู ว้าน เขมโก
หลวงพ่อประสทิ ธิ์ ปุญญมากโร
หลวงพอ่ สมศรี อตั ตสิริ
หลวงพ่อบญุ รอด อธปิ ญุ โญ

หลวงปอู่ อ่ น ญาณสิริ

หลวงป่เู พียร วิรโิ ย หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ หลวงปู่อว้าน เขมโก

หลวงพ่อประสทิ ธิ์ ปุญญมากโร หลวงพอ่ สมศรี อัตตสิริ หลวงพ่อบญุ รอด อธปิ ญุ โญ
96

(หลวงป่ลู ี กบั ครบู าอาจายอ์ งค์ส�ำ คัญๆ หลายองค์ อาทเิ ชน่ หลวงพ่อประสิทธิ์ ปญุ ญมากโร,
หลวงพ่อจันทรเ์ รียน, หลวงพอ่ สมศรี อตั ตสิริ, หลวงพ่อบุญรอด อธิปญุ โญ ซึ่งมีความเก่ยี วข้องทาง
ทายาทสมัยเมอ่ื ครง้ั ยงั เป็นฆราวาสอยทู่ ี่หมู่บ้านหนองบวั บาน ถ้าจะนับญาตแิ ลว้ องค์หลวงปลู่ ีก็มศี ักดิ์
เป็นญาติผู้ใหญ่ ส่วนครบู าอาจารย์องค์ต่างๆ ก็มีศกั ดเิ์ ปน็ หลาน เปน็ เครอื ญาติ หรอื เชอื่ มโยงทางสาย
สัมพนั ธ์เป็นลูกพีล่ ูกนอ้ ง)

เน่ืองจากมผี ู้มาบวชนาคจ�ำ นวนหลายองค์ หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ ไดม้ อบหมายใหห้ ลวงปลู่ ี กสุ ลธโร
และหลวงปูอ่ ว้ าน เขมโก ชว่ ยดูแลอีกแรงหน่ึง ครบู าอาจารยท์ ัง้ ๒ ทา่ น นีเ้ ป็นผฝู้ กึ ฝนอบรมทัง้ ด้าน
ฝึกหัดขานนาค การท่องบ่นสาธยายมนต์ แนะนำ�ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เช่น การปรนนิบัติรับใช้ครูบา
อาจารย์ หดั ลา้ งเทา้ ในเวลาองคห์ ลวงปอู่ อ่ น กลบั จากบณิ ฑบาต ทงั้ การทอ่ งบน่ สวดมนตบ์ รกิ รรมภาวนา
และเดินจงกรม ใหก้ บั หลวงพอ่ สมศรี และนาคทจ่ี ะบวชรุ่นเดยี วกันกบั ท่าน

ในช่วงนี้หลวงพ่อสมศรไี ด้เลา่ ว่า ครนั้ เม่ืออยูว่ ดั เปน็ ผา้ ขาวไดถ้ ือศลี ๘ ตอนทอี่ ย่บู ้านเคยกนิ ขา้ ว
วันละ ๓ มอื้ พอมาเป็นผ้าขาวได้กินขา้ วม้อื เดยี ว พวกเพือ่ นๆ ท่มี าเป็นผ้าขาวด้วยกัน ก็แอบกนิ ข้าว ๒
ม้อื บา้ ง ๓ ม้อื บ้าง ทา่ นเองก็หวิ ข้าวเหมอื นกนั พอเป็นผา้ ขาวอยวู่ ัดไดส้ ัก ๒ วนั ท่านคิดวา่ พ่อแม่ครบู า
อาจารยก์ ฉ็ นั ขา้ วมอ้ื เดยี วเอง ไมเ่ หน็ ทา่ นบน่ วา่ หวิ กระหายแตอ่ ยา่ งไร ทา่ นจงึ ไดต้ ดั สนิ ใจปฏบิ ตั ติ ามครบู า
อาจารย์ ตงั้ แตว่ นั นน้ั ไดส้ ญั ญากบั ตวั เองวา่ ตง้ั แตน่ เ้ี ปน็ ตน้ ไป จะถวายชวี ติ เปน็ นกั บวชในพระพทุ ธศาสนา
จะปฏิบัติตามคำ�สั่งสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ จะขอฉันข้าวม้ือเดียว และตั้งแต่วันน้ันถึงปัจจุบัน
ทา่ นกไ็ ดย้ ดึ หลกั ปฏปิ ทาน้ี มาโดยตลอด

97

ประวตั ิการจำ�พรรษา

พระประธานภายในศาลา สภาพปา่ ภายในเขตพระสงฆ์

เมอื่ หลวงปอู่ อ่ นทา่ นเหน็ สมควรแลว้ วา่ นาคทง้ั ๑๐ รปู นี้ มคี วามพรอ้ มทจี่ ะบรรพชาและอปุ สมบท
ไดแ้ ลว้ ทา่ นจึงได้อนญุ าตให้นาคทัง้ หมด ท�ำ การบรรพชาอุปสมบท ในการบวชครงั้ นน้ั มผี อู้ ุปสมบทเปน็
พระภกิ ษุจ�ำ นวน ๖ รูป และบรรพชาเป็นสามเณรจำ�นวน ๔ รปู เมอื่ ถงึ วนั อุปสมบทตามก�ำ หนดการ
หลวงปู่ลี กสุ ลธโร ท่านจึงได้เอ่ยถามกับหลวงปู่อว้าน เขมโก ดงั น้ี

หลวงปู่ลี ไดถ้ ามว่า ท่านพอจะรไู้ หมว่า นาคท่บี วชท้งั ๑๐ รูป ในวนั นพ้ี อจะเหลอื อยสู่ กั กีร่ ูปทบี่ วช
แล้วไม่สึก หรือบวชแล้วจะได้เป็นถึงครูบาอาจารย์ เพื่อจะสืบทอดทายาทพระพุทธศาสนาต่อไปได้ใน
อนาคตขา้ งหน้า

หลวงปอู่ วา้ น ตอบวา่ จะเหลอื พอมเี คา้ ผอู้ ยสู่ บื ตอ่ อายพุ ระศาสนาเพยี งแค่ ๒ รปู เทา่ นน้ั คอื นาค
สมศรี กบั นาคบุญรอด

(นาคสมศรี ตอ่ มากค็ อื หลวงพอ่ สมศรี อตั ตสริ ิ วดั ปา่ เวฬวุ นาราม บา้ นโนนกกจาน อ�ำ เภอวงั สะพงุ
จงั หวดั เลย, นาคบุญรอด ตอ่ มากค็ ือหลวงปบู่ ุญรอด อธิปุญโญ วดั ถำ�้ ไทรทอง อำ�เภอทา่ คันโท จงั หวัด
กาฬสนิ ธุ์ ปัจจุบนั ทา่ นไดล้ ะสังขารไปแลว้ )

98

ขอพระราชทานวิสุงคามสมี า เขตวัดหนองบวั บาน

ในสมัยก่อน มีเหตุการณ์คร้ังหน่ึงที่บ้านหนองบัวบานมีการเปลี่ยนแปลงที่สำ�คัญเกิดขึ้น
คอื มีโครงการทำ�เขื่อนเก็บกักน้ำ�ขึ้น ในพื้นที่บ้านหนองบัวบาน พิจารณาถึงเวลาที่เขื่อนหนองบัวบาน
(เขื่อนห้วยหลวง) ถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พื้นท่ีเก็บกักน้ำ�ของเข่ือน อาจกินเน้ือท่ีบริเวณกว้าง
มหาศาลจนอาจจะประชิดเข้ามาติดเขตวดั หนองบัวบานได้

โครงการน้ที �ำ ใหห้ ลวงปู่ออ่ นทา่ นได้พจิ ารณาแล้ววา่ พื้นทีข่ องวัดหนองบัวบานอาจจะถูกน�ำ้ ท่วม
จมหายไปหมดท่านจึงได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาสร้างโบสถ์ เพื่อปักหลักเขตวิสุงคามสีมา* จะได้
มีวัตถุพยานยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนี้ เป็นพ้ืนที่ของวัดอันเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธ์ิ ด้วยมีชาวบ้านประชาชน
มาอาศยั ใชส้ ถานท่ตี รงนป้ี ระกอบคุณงามความดี

ในสมัยคร้ังพุทธกาล แม้ว่าจะมีโจรผู้ร้ายเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในเขตวิสุงคามสีมานี้ ราชบุรุษ
คอื คนของพระราชาทท่ี ำ�หนา้ ท่รี ักษาความสงบสขุ ของบา้ นเมือง กย็ งั ให้ความเคารพกับสถานที่ ไม่อาจ
หักหาญเข้ามาจับกุมได้ตามอำ�เภอใจ เพราะพื้นที่ในเขตวิสุงคามสีมาเป็นดินแดนของศาสนจักรอยู่นอก
เหนอื ของอำ�นาจราชอาณาจักร

ดังนั้น ทางราชการดำ�เนินการสร้างเข่ือนโดยไม่ระมัดระวัง จนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียสถานที่
อนั ศักดิ์สทิ ธิ์ เชน่ ทธี่ รณีสงฆ์ จักเป็นเรื่องไม่สมควรอยา่ งยง่ิ

* หลกั เขตวิสงุ คามสมี าทป่ี กั อย่รู อบโบสถ์นนั้ มคี วามหมายว่า บรเิ วณพื้นท่ภี ายในเขตวสิ งุ คามสีมาเปน็ ท่พี ระราชทาน

โดยพระมหากษตั ริย์ถวายไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องพระพทุ ธศาสนา

99


Click to View FlipBook Version