ประวัตกิ ารจ�ำ พรรษา
นกยูงขาว วิหารกลางน้�ำ ภายในวัดป่านิโครธาราม
ผู้ท่ีจะมาขอบวชกบั หลวงปอู่ ่อน
หลวงปู่อ่อนท่านเปน็ ผปู้ ฏิบัตอิ ย่างจริงจงั ด้วยปฏิปทาของพระธดุ งคกรรมฐานท่แี ทจ้ รงิ ดงั น้ัน
จงึ อบรมส่ังสอนพระเณรด้วยความเคร่งครดั เขม้ งวด จรงิ จัง
ผทู้ ีเ่ ข้ามาบวชจะตอ้ งเร่มิ ตน้ จากการปลงผม เป็นผา้ ขาวรักษาศลี แปด และศึกษาเรียนรขู้ อ้ วตั ร
ปฏบิ ตั ิ อันเปน็ เครือ่ งขัดเกลาฝึกฝนกาย วาจา ใจ ใหพ้ น้ จากกิเลสอยา่ งหยาบ เชน่ ความเกยี จคร้าน
ความดูดาย ความมกั ง่าย ความเหน็ แกต่ วั
ข้อวัตรขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ต่ี ้องฝกึ ฝนตนน้ัน เร่ิมจากการหลบั การนอน การพูดจา จะตอ้ งระมดั ระวงั
ควบคุมตัวให้อยู่ในอาการที่สำ�รวม รักษากิริยาไม่ปล่อยเน้ือปล่อยตัวตามใจจนดูเป็นที่น่ารังเกียจแก่
สายตาของบุคคลอื่น ในขณะจะพักผอ่ นรา่ งกาย กใ็ หม้ คี วามตัง้ ใจรกั ษาตนดว้ ยสติ กำ�หนดระยะเวลา
การนอนให้พอดีเหมาะสมกับอัตภาพ เพื่อระงับบำ�บัดความอ่อนเพลียในการระมัดระวังเอาชนะความ
เกียจคร้านมักง่าย ถือเป็นเรื่องสำ�คัญอยู่เสมอ ไม่เลือกว่าจะขณะนอนหลับ ขณะกำ�ลังขบฉัน
และส�ำ คญั ไปในทุกอิริยาบถไม่ว่าจะยนื เดนิ น่ัง หรือนอน
ส�ำ หรับผู้ทมี่ ามอบตัวเปน็ นาค (ผา้ ขาว) บางรายก่อนจะได้รับการบรรพชาอุปสมบทเปน็ พระน้ัน
อาจจะได้อยู่เปน็ นาคนานถงึ ๙ เดือน เพือ่ ฝกึ ความอดทน และเรียนรู้ข้อวตั รต่างๆ รวมทง้ั ศึกษาจดจ�ำ
สกิ ขาบทวินัยทีพ่ ระภกิ ษตุ ้องระวงั รักษา
100
พรรษาที่ ๑๘
ปีพทุ ธศักราช ๒๕๑๐
จ�ำ พรรษาท่วี ัดถำ�้ กลองเพล อ.เมอื ง จ.หนองบวั ล�ำ ภู
ในปนี ไี้ ดม้ โี อกาสจ�ำ พรรษากบั หลวงปขู่ าว อนาลโย ตง้ั แตก่ ลางปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๐ ขา่ วอาการ
อาพาธของหลวงปู่ขาว ก็เริ่มแพร่สะพัดกระจายออกไปเร่ือย ซ่ึงอาการเป็นท่ีน่าวิตกอย่างมากในวงศ์
ของพระกรรมฐาน และคณะศษิ ยานุศษิ ย์ทกุ คน
พระประธาน พระพุทธรปู ปางตา่ งๆ ภายในถ�้ำ กลองเพล ธรรมชาตภิ ายในวดั ถ�้ำ กลองเพล ในปัจจบุ ัน
หลวงปู่ลี กสุ ลธโร ไดป้ รารภถึง หลวงปู่ขาว อนาลโย
อยา่ งพอ่ แม่ครจู ารย์ใหญ่ พ่อแมค่ รูจารยข์ าว ทา่ นพดู เร่อื งประวัติถำ้�กลองเพล สมัยกอ่ นเปน็
บ้านเป็นเมอื งหมดทั้งภทู งั้ เขา ไมม่ อี ะไรนะ พนั กวา่ ปีเท่าน้ัน ท่านว่า ถำ้�กลองเพลเป็นนน่ั หมดทั้งภทู ้ัง
เขา ตามภตู ามเขามีจารกึ ไว้หมดละ่ ภพู านย่ิงจารึกไว้หมด บา้ นเมืองมันมากนะ พอได้อยู่ท�ำ กินเท่าน้ัน
เพราะคนมนั มากนะ อนั นี้ท่านจดั ไว้ แต่พอนานเขา้ คนมากเข้าๆ ก็แบ่งเทา่ นน้ั ละ่ คนนนั้ ขอ คนนข้ี อ
กห็ มดเหมอื นกนั คนมากนะ เวลารกั ษากร็ กั ษาเหมอื นกนั ใหม้ นั เปน็ สมบตั ขิ องบา้ นของเมอื งของประเทศ
ชาติ รักษาชว่ ยกนั เทา่ น้นั ล่ะ ปลกู ฝังไว้ อธิบดนี นั่ ให้ปลกู ใครปลกู มนั มนั ใหญ่มันโตมาแลว้ ไมต่ ้องขอ
อนุญาตตดั ทำ�เลยของใครของมนั ทกุ วันนี้
(ให้พากันต้งั ใจภาวนา ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๘)
101
ประวัตกิ ารจำ�พรรษา
พระพทุ ธรูปหินแกะสลัก พิพิธภัณฑ์อฏั บริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย
“หลวงปู่ขาวชอบเท่ียวหาวิเวกและเปลี่ยนที่ทำ�ความเพียรอยู่เสมอ ปรกติก็ชอบเท่ียวธุดงค์
ไปตามป่าตามเขาอยู่แล้ว แล้วยังชอบเที่ยวเปลี่ยนที่ทำ�ความเพียรอยู่เร่ือยๆ เช่น ไปพักอยู่ที่น่ัน
เป็นปรกติแล้ว แต่เวลาเข้าไปทำ�ความเพียรกลับไปอยู่ที่หน่ึง ตอนบ่ายๆ หรือเย็นก็เปล่ียนไปทำ�อีก
แหง่ หน่ึง กลางคนื กเ็ ทย่ี วไปท�ำ ความเพยี รอยอู่ ีกแห่งหน่ึงในแถบทท่ี ่านพักอยูน่ ั่นแล เปลี่ยนทศิ ทางบา้ ง
ไปใกล้บ้าง ไกลบ้าง ไปอยู่ในถำ้�อ่ืนจากถำ้�เดิมบ้าง ขึ้นไปอยู่บนหลังเขาบ้าง ตามหินดานบ้าง ดึกๆ
จงึ กลับมาท่พี ัก
ท่านให้เหตุผลสำ�หรับนิสัยท่านว่า “เวลากำ�ลังชุลมุนวุ่นวายกับการแก้กิเลส การเปลี่ยนอุบาย
ต่างๆ เชน่ นน้ั ปัญญามกั เกดิ ขน้ึ เสมอ กิเลสต้งั ตวั ไม่ตดิ เพราะถูกอบุ ายของสติปัญญาตตี ้อนในท่าตา่ งๆ
ให้หลุดลอยไปเป็นพักๆ ถ้าอยู่ในท่ีแห่งเดียวทำ�ให้ชินต่อสถานที่ แต่กิเลสมิได้ชินกับเรา มันสั่งสม
ตัวข้ึนเสมอ ไม่ว่าเราจะชินกับอะไรหรือไม่ก็ตาม เราจำ�ต้องพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอุบายและสถานที่
เพ่อื ปลุกสตปิ ัญญาอยู่เสมอใหท้ นั กบั กลมายาของกเิ ลสที่ปักหลกั สั่งสมตวั เอง และตอ่ สู้กับเราไม่มเี วลา
พักผ่อนตัวตลอดเวลา ถ้าเว้นบ้างก็เพียงเวลาหลับสนิทเท่าน้ัน นอกน้ันเป็นเวลาทำ�งานของมันเสียสิ้น
ดงั นั้นการท�ำ ความเพียรจะลดหยอ่ นออ่ นข้อและผลัดเปล่ยี นเล่อื นเวลาอยู่ จงึ ทำ�ให้กเิ ลสตัวขยันหวั เราะ
เอาการเปลย่ี นสถานทแ่ี ละอบุ ายอยเู่ สมอ จงึ พอมองเหน็ ความแพค้ วามชนะกบั กเิ ลสบา้ ง ไมป่ ลอ่ ยใหม้ นั
รับเหมาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวดังน้ี เหตุผลของท่านก็น่าฟังและเป็นคติได้ดีสำ�หรับผู้ไม่นอนใจให้กิเลส
ข้ึนเหยียบย�่ำ ท�ำ ลายเอาทุกๆ กรณที จ่ี ิตไหวตัว”
(จากหนังสือ อนุสรณง์ านพระราชทานเพลิงศพหลวงป่ขู าว อนาลโย)
อานิสงส์จากการท่ีองค์หลวงปู่ลี ได้ไปพักปฏิบัติธรรมและมีโอกาสได้อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ขาว
ทำ�ให้ได้มีโอกาสเห็น และสัมผัสเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติท่ีสืบทอดมาจากองค์หลวงปู่ม่ันได้ในหลายแง่
หลายมุม ในบางโอกาสที่หลวงปู่ขาวท่านมีเหตุจะต้องพบปะคลุกคลีกับหมู่คณะและครูบาอาจารย์
จงึ เปน็ โอกาสพเิ ศษส�ำ หรบั ทา่ นทจี่ ะไดพ้ บเจอครบู าอาจารยอ์ กี หลายทา่ น ไดร้ จู้ กั คนุ้ เคยกบั ขอ้ วตั รปฏปิ ทา
พระธดุ งคกรรมฐานจนเปน็ ความศรทั ธาประทบั ใจ
102
หลวงปู่ขาว อนาลโย พร้อมศษิ ยานศุ ิษย์ ถ่ายเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๔ ณ วัดถ้�ำ กลองเพล อ.เมอื ง จ.หนองบัวล�ำ ภู
หลวงปบู่ ุญเพ็ง เขมาภริ โต, หลวงพ่อปรดี า ฉันทกโร, หลวงพ่อวไิ ล เขมิโย, หลวงพอ่ อ่นุ หลา้ ฐติ ธมั โม
ความเมตตาของหลวงปขู่ าว
เพื่อให้เกิดความศรัทธาในการทำ�ความดี และมีกำ�ลังใจในการเอาชนะโทสะความโกรธที่เกิดข้ึน
ในใจ พร้อมทั้งเตือนวา่ ในเวลาท่ถี ูกโลกธรรมตำ�หนติ ิเตียนไปในทางรา้ ยให้ประสบความไมส่ ขุ ใจ จงต้ัง
ใจใหแ้ นว่ แนม่ นั่ คงระลกึ ถงึ บทคาถาของหลวงปขู่ าวไวเ้ ปน็ อารมณ์ คอยก�ำ กบั จติ ใจใหส้ งบนงิ่ แลว้ เจตนา
ที่มุ่งร้ายหมายจะกอ่ เวรกจ็ ะค่อยๆ คลคี่ ลายเปล่ียนไปในทางดไี ด้ บทคาถานน้ั มวี า่
(นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธัสสะ ๓ จบ)
พทุ ธะเมตตงั จติ ตงั มะมะ พุทธะพทุ ธานภุ าเวนะ
ธมั มะเมตตัง จิตตังมะมะ ธมั มะธัมมานุภาเวนะ
สงั ฆะเมตตงั จิตตงั มะมะ สงั ฆะสังฆานภุ าเวนะ
103
ประวัตกิ ารจำ�พรรษา
พรรษาที่ ๑๙
ปพี ุทธศักราช ๒๕๑๑
จ�ำ พรรษาทว่ี ัดปา่ หนองแซง อ.หนองววั ซอ จ.อุดรธานี
หลวงปู่ลีได้พักปฏิบัติธรรมบำ�เพ็ญภาวนาอยู่ท่ีวัดถ้ำ�กลองเพล กับหลวงปู่ขาว จนกระท่ังเวลา
จวนจะเข้าพรรษา ท่านจึงได้กราบลาหลวงปู่ขาวเพื่อมาจำ�พรรษากับหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่วัดป่า
หนองแซง ซึ่งหลวงปู่บัวองค์นี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกรูปหน่ึงที่มีปฏิปทาเด็ดเด่ียว
น่าเล่ือมใสเป็นอย่างมาก และเป็นที่ยอมรับของครูบาอาจารย์ต่างๆ ด้วย ท่ีวัดป่าหนองแซงนี้เป็น
ที่แวะพักของครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่จะเดินทางผ่านระหว่างจังหวัดอุดรธานีกับจังหวัดเลย จะต้องมา
แวะพักที่วัดนี้เสมอ ซึ่งในพรรษานี้ หลวงปู่เพียร วิริโย ก็ได้มาจำ�พรรษาที่น้ีด้วย เน่ืองจากต้ังอยู่
ไม่ไกลจากวัดถำ้�กลองเพลมากนัก เพื่อจะได้เข้าออกได้สะดวก เพราะเป็นห่วงสุขภาพของหลวงปู่ขาว
บางคร้งั ก็รอฟังข่าวอาการอาพาธของหลวงปขู่ าวทนี่ ่เี ลย โดยอาศยั บารมีธรรมของหลวงปูบ่ วั จงึ ไดร้ ับ
ความสะดวกสบายทุกอย่าง ท่านว่าครูบาอาจารย์ต่างๆ ในสมัยนั้น ออกจากวัดถำ้�กลองเพลแล้ว
สว่ นมาก กจ็ ะมาศึกษาอบรมและปฏบิ ตั ธิ รรมท่นี ี่
โอวาทธรรมของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ
เรื่องศีลนี่ เป็นของสำ�คัญที่ควรปฏิบัติให้มาก ถ้าแม้นผู้ใดมีศีล รักษาศีลเพียงอย่างเดียว
ให้มั่นคงแล้ว จะศึกษาเล่าเรียนไม่ว่าวิชาคุณไสยศาสตร์หรือบำ�เพ็ญภาวนากรรมฐานอันเป็นทาง
วิมุตติแล้ว ต้องมีศีลมีสัตย์เป็นเบ้ืองต้น อย่างไปทำ�ลายศีล ถ้าไปทำ�ลายศีลแล้ว ชีวิตมันจะไม่เป็น
เร่ืองสักอย่างเดียว ขอให้มีสติตัวเดียวเท่าน้ี มันจะแจ้งหมดโลก ถ้ารักการพ้นทุกข์ รักการปฏิบัติ
ตอ้ งเอาให้ได้ ทำ�ให้ชำ�นาญเรอ่ื งสตนิ ่ี
หลวงปู่บัว สริ ิปณุ โณ
104
สภาพทัว่ ไป และธรรมชาตภิ ายในวดั ปา่ หนองแซง
หลวงปู่ลี กสุ ลธโร ไดป้ รารภถึง หลวงปูบ่ วั สิริปุณโณ (๖ ตุลาคม ๒๕๓๘)
หลวงปูบ่ วั ทา่ นเรง่ ความเพยี รท่านภาวนาต้งั แตท่ า่ นเป็นฆราวาสน่นู โดยมากหลวงปบู่ วั ท่านมี
แตน่ ่ังเปน็ สว่ นมากนะแต่เดนิ นน้ั ไม่เท่าไหรท่ า่ นไมถ่ นัด เอาละ่ ลองเร่งภาวนาตลอดทั้งคืนดถู ้านงั่ ภาวนา
มันจะไม่เกิดจริงๆ หรือความสงบ เราต้องฝึกดวงจิตให้เกิดความสงบ แล้วจะทำ�อย่างไรถึงจะสงบ
เราต้องเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าทำ�ให้เกิดกับใจตัวเอง แล้วธรรมมันจะเกิดข้ึนเองนะ ถ้าภาวนาก็ให้
ทอ่ งพุทโธๆ พทุ โธน้นั ก็คลา้ ยกันกบั บันไดทจี่ ะใช้ขึ้นไปหากุฏนิ ั้นแหละ กต็ ้องมีราวจับ ถ้าไมม่ ีราวจับเวลา
ข้ึนก็อาจเซคะมำ�ได้ ถ้าจิตมันสงบแล้วมันจะปล่อยวางเองหรอก เหมือนกันกับเราข้ึนกุฏินั่นแหละ
ถ้าเรามีความประสงค์ข้ึนกุฏิแล้ว เราจะไปจับราวบันไดอยู่ทำ�ไม เราก็ต้องปล่อยมือจากราวบันได
การบริกรรมกเ็ ปรียบเหมือนบันไดทมี่ ีราวจบั นั่นแหละ เราต้องใชเ้ พ่ืออาศยั ขนึ้ กฏุ เิ ท่านั้น ถ้าเราประสงค์
จะขึ้นไปกุฏิ แล้วเราจะไปยืนจบั ราวบันไดอยู่ท�ำ ไมในเมื่อความประสงคข์ องเรานน้ั ต้องการจะขึ้นไปกฏุ ิ
เรากเ็ พียงแคอ่ าศัยบันไดกบั ราวจับเพือ่ เปน็ ทางผ่านขน้ึ ไปเท่านนั้ เอง
105
ประวัติการจำ�พรรษา
วัดป่าหนองแซง สถานทส่ี ปั ปายะ
มากดว้ ยจติ วญิ ญาณ เจา้ กรรมนายเวรมาขอสว่ นบุญ
(เลา่ โดย หลวงป่จู นั ทา ถาวโร)
ในสมัยหนึ่งได้ไปภาวนาอยู่ที่ วัดป่าหนองแซง อำ�เภอ
หนองววั ซอ จังหวดั อุดรธานี กับหลวงปู่บวั สิรปิ ุณโณ ซ่งึ เป็นเจ้า
อาวาสในขณะนั้น วันน้ันทำ�ความเพียรอย่างหนัก ไม่ฉันอาหาร
เดนิ จงกรมวนั ยงั ค�่ำ พอค�่ำ มากเ็ ขา้ ทน่ี ง่ั สมาธติ ลอดทง้ั คนื ไมย่ อมนอน
พอลว่ งไปถงึ ๔ ทุม่ ความทุกข์เกิดขึ้น ความรอ้ นเกดิ ข้ึน จนถึงเที่ยง
คนื จงึ ดบั พอตี ๑ ความรอ้ นแสบเยน็ เกดิ ขนึ้ อกี เปน็ ระยะๆ จนกระทงั่
แจ้งเปน็ วันใหม่ นัง่ อยอู่ ย่างนน้ั ไมก่ ระดกุ กระดิก
มาวันหลังเข้าท่ีนั่งสมาธิอีก จิตก็สงบ พอจิตสงบลงไปก็เกิด
นมิ ติ เหน็ สัตวท์ ้ังหลาย มกี บ เขียด ปู หอย นก หนู ทต่ี นไดฆ้ า่ เขา
มาแล้วนน้ั ท้งั ววั และหมูก็ได้ทำ�มาแล้ว แตค่ วายไมไ่ ด้ท�ำ และมนุษย์
ก็ไมไ่ ดท้ �ำ สัตว์ท้ังหลายเหลา่ น้ัน หลงั่ ไหลมาเตม็ สถานที่นั้น จงึ กำ�หนดจิตถามไปว่า
หลวงปู่ “มาท�ำ อะไรกนั มากมายเชน่ น้”ี
เขาก็ตอบวา่ “ ไดท้ ราบข่าวว่าทา่ นมาบวชในศาสนาแล้ว จึงมาขอรับสว่ นบญุ ขอท่านจงแบง่ สว่ น
บญุ ใหด้ ว้ ย เพราะทา่ นเม่ือสมยั ท่เี ป็นฆราวาสน้ันได้ฆา่ พวกข้าพเจา้ กนิ เปน็ อาหาร ฉะนัน้ ถา้ ไม่แบ่งส่วน
บญุ ให้ จะขอจองเวรจองกรรมนะ ขอใหเ้ ปน็ ผไู้ ดป้ ระสบพบปะแตเ่ หตเุ ภทรา้ ย อายสุ น้ั พลนั ตาย ประกอบ
ด้วยโรคภัยนานาชนิด ไมม่ ีวนั จบส้ิน ”
หลวงปเู่ มอ่ื เหน็ เปน็ เชน่ นนั้ กเ็ ลยตงั้ จติ อทุ ศิ แบง่ สว่ นบญุ ไปใหแ้ ละใหเ้ ขารบั พระไตรสรณคมน์ และ
ศลี ๕ แล้วกบ็ อกให้เขามารับทุกวนั
เขากว็ า่ “ดีแลว้ นับวา่ เปน็ โชคลาภอนั ดี จะได้มโี อกาสไปเกดิ เปน็ มนุษย์ เพราะภพชาตขิ องพวก
ข้าพเจ้านีต้ �ำ่ ชา้ ลามก ไม่มอี ทิ ธิพลใดๆ ทัง้ สนิ้ ”
หลวงปกู่ เ็ ลยอทุ ิศส่วนบุญไปใหอ้ ยา่ งน้นั ไม่ลดละ จนกระทั่งอายพุ รรษาลว่ งมาได้ ๒๐ พรรษา
ไม่พบเหน็ สตั ว์เหล่านั้นมาหาอีกเลย นั่นแหละทเ่ี รยี กว่า การบวชบำ�เพญ็ บุญล้างบาป เม่ือเห็นเป็นเช่น
น้ันแล้วก็สิ้นสงสัย
106
พรรษาท่ี ๒๐-๒๓
ปีพทุ ธศักราช ๒๕๑๒-๑๕
จำ�พรรษาทวี่ ัดปา่ บา้ นตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ในปีนีไ้ ดจ้ ำ�พรรษาอยูก่ ับ พอ่ แมค่ รูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน
กฏุ หิ ลวงตามหาบัว หลวงตามหาบวั , หลวงปบู่ ญุ มี, หลวงปู่เพยี ร, หลวงปลู่ ี, หลวงปอู่ ่นุ หลา้ , หลวงพอ่ อนิ ทร์ถวาย
ประวตั วิ ดั ป่าบ้านตาด (วดั เกษรศีลคุณ)
วัดปา่ บ้านตาด เริ่มกอ่ ต้งั ขึน้ เมื่อเดอื นพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ต่อมากระทรวงศึกษาธกิ ารได้
ประกาศตั้งขน้ึ เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมอื่ วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ให้ชื่อวา่ “วัดเกษรศีลคุณ”
ซงึ่ เปน็ ที่ทราบกันโดยทว่ั ไปในนาม “วัดป่าบ้านตาด”
ตง้ั อยู่ ณ หมบู่ า้ นบา้ นตาด ต�ำ บลบา้ นตาด อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี หา่ งจากตวั เมอื งอดุ รธานี
ไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๖ กโิ ลเมตร โดยมศี รัทธาญาตโิ ยมชาวบ้านตาดถวายพื้นท่ใี นกำ�แพงล้อมรอบ
ประมาณ ๑๖๓ ไร่ และบรเิ วณรอบก�ำ แพงทีม่ ผี ซู้ อื้ ทถี่ วายอกี หลายแปลง ตลอดทั้งทางวัดซื้อท่ีเพ่ิมอกี
ประมาณ ๑๔๐ ไร่ รวมประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นสถานที่ปฏบิ ตั ิธรรมอันสงบเรียบงา่ ย รม่ ครม้ึ ไปด้วย
ตน้ ไมส้ ูงใหญน่ านาพนั ธ์ุ เป็นสถานทพี่ งึ่ พงิ ของสตั ว์น้อยใหญ่ ในเขตอภัยทานหลากชนดิ อาทิเช่น ไกป่ า่
กระจง กระรอก กระแต กระต่าย เต่า แย้ นกยูง ฯลฯ
สัตว์ตา่ งๆ ภายในวดั ป่าบ้านตาด ได้อาศัยบารมีธรรมขององคห์ ลวงตา
107
ประวัติการจ�ำ พรรษา
• วัดปา่ บา้ นตาด (แดนธรรมอนั ล�ำ้ ค่า)
เมื่อก้าวย่างเข้าสู่บริเวณวัด จะพบศาลาการเปรียญซ่ึงเป็นศาลาไม้หลังใหญ่ เดิมทีเป็นศาลาช้ัน
เดียวยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น ๒ ชั้น เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้มากข้ึน ด้านบนศาลาน้ัน
ให้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานของวัด ใช้เป็นที่แสดงธรรมอบรมแก่
พระภกิ ษุสามเณรในวัด ตลอดจนเปน็ ทป่ี ระชมุ ท�ำ สงั ฆกรรมร่วมกัน เชน่ สวดพระปาฏโิ มกข์ อธิษฐาน
เข้าพรรษา สวดปวารณา และกรานกฐนิ เป็นต้น ตดู้ า้ นขวาขององคพ์ ระประธานน้นั เป็นท่ปี ระดษิ ฐาน
พระบรมสารีรกิ ธาตุ พระธาตุของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภูริทตั โต ซงึ่ เป็นพระอาจารย์ขององค์หลวงตา
มหาบวั รวมทงั้ พระอฐั ธิ าตขุ องครบู าอาจารยอ์ งคอ์ นื่ ๆ สว่ นดา้ นลา่ งศาลานนั้ ใชเ้ ปน็ ทส่ี �ำ หรบั ฉนั ภตั ตาหาร
เชา้ สถานทท่ี อ่ี งคห์ ลวงตามหาบวั ใชใ้ นการแสดงธรรมเทศนาและปฏสิ นั ถารกบั ศรทั ธาฆราวาสญาตโิ ยม
ทีม่ าจากท่ัวทุกสารทศิ อย่างไมข่ าดสายไมเ่ วน้ ในแตล่ ะวนั
ส�ำ หรบั ศาลาใหญ่ด้านนอกกำ�แพงนั้น สรา้ งเสรจ็ เม่ือปลายปี ๒๕๔๔ มีศรัทธาญาตโิ ยมขอสร้าง
ถวาย องคห์ ลวงตาทา่ นพจิ ารณาดูแลว้ เพราะเกี่ยวกบั งานชว่ ยชาตทิ จี่ ัดหลายๆ ครั้ง เชน่ กฐินชว่ ยชาติ
เป็นตน้ ญาตโิ ยมจากทกุ สารทิศไม่มีทีพ่ ักอาศัย และที่ร่มบงั ในเวลามีงานแต่ละวาระ จึงเมตตาใหส้ ร้าง
เพอ่ื อาศยั ประโยชนจ์ ากจุดน้ี
กฏุ ิของพระภกิ ษุสามเณรแต่ละรูป เปน็ กุฏิเรียบงา่ ย พอแก่การบังแดด ลม ฝน จะสูงจากพื้นดนิ
ประมาณ ๑ เมตร เพอื่ กันการรบกวนจากสตั ว์เลื้อยคลาน ความช้ืนจากพนื้ ดิน ฯลฯ มขี นาดเพียงพอ
108
สำ�หรบั อยู่เพียงองค์เดยี ว ฝาผนงั ส่วนใหญใ่ ช้จวี รเก่าขงึ แทน เพอ่ื กันลม กันฝน ใช้มุ้งกลดกันยงุ ภายใน
กฏุ ิจะมีเพียงกลด เส่อื ปูนอน ผ้าหม่ เครอื่ งอฐั บริขาร ตะเกยี งหรอื เทยี นไข และของใชท้ จ่ี �ำ เป็นอ่นื ๆ
ด้านหัวนอนจะมีพระพุทธรูปหรือรูปครูบาอาจารย์ติดไว้ เพ่ือกราบไหว้บูชาเป็นกำ�ลังใจในการบำ�เพ็ญ
ภาวนา ทุกกุฏิจะมีทางเดินจงกรมอย่างน้อย ๑ เส้น ยาวประมาณ ๒๕ ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้ดูร่มเย็น
ในยามคำ่�คืนการเดินจงกรม จะใช้โคมเทียนจุดสว่างพอให้เห็นทาง กุฏิแต่ละหลัง จะมองไม่เห็นกัน
ประหนง่ึ ว่า อยู่ทา่ มกลางปา่ เพียงองค์เดียวเพือ่ ใหเ้ กดิ ความสปั ปายะสะดวกในการบ�ำ เพ็ญสมณธรรม
กฏุ ทิ สี่ รา้ งถาวรมอี ยรู่ วมประมาณ ๑๐ กวา่ หลงั เปน็ กฏุ ขิ องหลวงตา ภกิ ษสุ งู อายุ กฏุ ขิ องญาตโิ ยม
ตามปกตญิ าตโิ ยมทง้ั หญงิ และชายมกั มาขออยพู่ กั ปฏบิ ตั ธิ รรมภาวนา เปน็ ชว่ งเวลาสน้ั ๆ โดยเฉลยี่ อยใู่ น
ระหวา่ ง ประมาณ ๕๐-๑๐๐ คน จดั แยกเขตกนั ระหวา่ งพระภิกษสุ ามเณร ญาติโยมชายและหญงิ อย่าง
เป็นระเบียบ
สำ�หรับวดั ป่าบ้านตาดนี้ องค์หลวงตาท่านเนน้ ยำ้�ถงึ เร่ืองมหาภยั ๕ ประเภทที่ไม่ใหพ้ ระเกย่ี วขอ้ ง
เด็ดขาด คือ หนังสือพิมพ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ วดิ ีโอ โทรศัพท์ เพราะเป็นอปุ สรรคตอ่ การบำ�เพญ็ สมณธรรม
โดยตรง อีกท้ังไฟฟ้าก็ไม่ให้ต่อเข้ามาในวัด มีเพียงเคร่ืองป่ันไฟ เพื่อใช้ในบางกาลท่ีประชาชนมา
ท�ำ บุญมาก เป็นกรณพี เิ ศษในวันสำ�คัญทางศาสนาเท่านัน้
ณ วดั ป่าบ้านตาด ปัจจุบนั ในพรรษามีพระเณรจ�ำ พรรษาประมาณ ๕๐-๖๐ รปู ส่วนนอกพรรษา
จะมพี ระภกิ ษสุ ามเณรอาคนั ตกุ ะ เขา้ มาพกั ศกึ ษาขอ้ วตั รปฏบิ ตั แิ ละดา้ นจติ ภาวนาเพม่ิ มากขน้ึ เปน็ ประจ�ำ
สภาพท่ัวไป และธรรมชาตภิ ายในเขตสงฆ์วัดป่าบา้ นตาด
109
ประวตั ิการจ�ำ พรรษา
กิจวัตรประจำ�วนั ของพระสงฆ์ วัดปา่ บ้านตาด
สำ�หรับพระภิกษุสามเณร ทีม่ าศกึ ษาอบรมสมาธภิ าวนา
วดั ป่าบา้ นตาดต้ังขน้ึ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นสถานท่ที ี่สงบสงดั อดุ มบรบิ รู ณ์ด้วยต้นไมน้ านาพนั ธ์
บรรยากาศร่มเย็นเหมาะแก่การบำ�เพ็ญจิตตภาวนา องค์หลวงตาท่านจึงเข้มงวดกวดขันต่อ
พระภิกษสุ ามเณร ที่เขา้ มาพกั ปฏิบัติธรรมเป็นอยา่ งยิ่ง พระภิกษุสามเณรจะต้องรกั ษาธรรมวินยั และ
ขอ้ วตั รปฏบิ ัติอยา่ งเครง่ ครัดจริงจัง ระยะแรกมพี ระท่จี ำ�พรรษาไมม่ าก ประมาณ ๑๐-๑๕ รูป ระยะ
หลังต่อมาองค์ท่านได้พิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้วจึงได้รับพระเพ่ิมข้ึนทั้งนี้เพราะความเมตตาของ
องค์หลวงตาจนกระท่งั ปจั จุบนั (ช่วงวัยเร่ิมชราภาพ)มีพระอย่ใู นเกณฑ์ ๕๐ รปู
สำ�หรบั ฆราวาส ผู้มาปฏบิ ตั ธิ รรม
ในระยะแรกหลวงตาท่านไม่รับฆราวาสที่มุ่งมาปฏิบัติธรรม แต่เมื่อมีผู้สนใจมากข้ึนๆ ท่านจึงได้
อนุโลมผ่อนผัน มีฆราวาสท้ังชายและหญิง ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่มุ่งมาพักปฏิบัติธรรม
จ�ำ นวนมากในปจั จุบัน ทางวดั จดั ให้มีเขตชาย-หญิงชัดเจน ไมค่ ลกุ เคล้าปะปนกนั ผ้มู ุ่งมาปฏบิ ตั ธิ รรม
ลว้ นแต่อยใู่ นความสงบสำ�รวม ตามกฎระเบียบของวัดทมี่ ุ่งเนน้ ด้านจติ ตภาวนา ส�ำ หรบั ระยะเวลาทีใ่ ห้
พกั ปฏบิ ตั ธิ รรม ทางวัดจะไม่ใหอ้ ยู่ถาวร แต่อนุญาตให้อย่พู กั ได้ไมเ่ กนิ ๗-๑๐ วนั
สำ�หรับผู้มุ่งมาทำ�บุญตักบาตร ฟังเทศน์ หลวงตาท่านจะแสดงธรรมเป็นประจำ�วันทุกวัน
การบณิ ฑบาตจะเริม่ ประมาณ ๐๖.๐๐ น. เร่ิมฉนั ประมาณ ๐๗.๓๐ น. พระภกิ ษสุ ามเณรทว่ี ดั ป่าบา้ นตาดน้ี
ฉันเพียงวันละม้ือเดียวเท่าน้ัน เพื่อมิให้เป็นความกังวลและเสียเวลา หลวงตาจะเร่ิมเทศนาประมาณ
๐๘.๐๐ น. หากมคี ณะผ้แู สวงบุญจากทวั่ ทกุ สารทศิ มุ่งมาฟงั เทศนข์ องหลวงตา ในยามบา่ ยหลงั จากท่าน
กลับจากการเดนิ ทางเพือ่ มุ่งสงเคราะห์โลก สถานท่รี าชการ โรงพยาบาลในถ่นิ ธรุ ะกันดาร ฯลฯ ทา่ นมัก
จะเมตตาเทศนาแกค่ ณะดงั กลา่ วอกี คร้ังหนึ่ง
110
กวาดใบไม้ ขดั ถูศาลา เข็นน�ำ้ เป็นข้อวตั รปฏบิ ตั ขิ องพระวดั ปา่ บา้ นตาด
กจิ วตั รประจ�ำ วันท่วี ัดป่าบ้านตาด
กิจวตั รประจำ�วันหลักของพระเณร กค็ ือ การนงั่ สมาธิภาวนา เดินจงกรม เพ่อื ฝึกสติปญั ญา และ
ชำ�ระกิเลสตัวร้อนรุ่มกระวนกระวายภายในจิตใจให้เหือดแห้งไป พระในวัดนี้จะไม่รับกิจนิมนต์ไปฉัน
ในทต่ี า่ งๆ เพอื่ มเี วลาส�ำ หรับบ�ำ เพญ็ เพยี รภาวนาเพยี งอย่างเดียว
สำ�หรับในยามเช้าก่อนออกบิณฑบาต ท้ังพระและเณรต่างช่วยกันขัดถูปัดกวาดศาลาและบริเวณ
รอบๆ เสร็จแล้วเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ระยะทางจากวัดถึงหมู่บ้านตาดไปกลับรวมแล้วประมาณ
๓ กโิ ลเมตร ขากลับแวะรับบาตรท่หี นา้ วัดอกี ครั้งหนึ่ง
เวลา ๑๒.๔๕-๑๓.๓๐ น. เป็นชว่ งเวลาฉันนำ้�ปานะของพระ-เณร เม่ือฉนั เสรจ็ แล้วกจ็ ะแยกยา้ ยกนั
กลับกุฏิ
และในชว่ งเวลาประมาณบา่ ย ๓ โมงเยน็ ทา่ นกจ็ ะออกมาท�ำ ขอ้ วตั รปดั กวาดบรเิ วณวดั เสนาสนะ
ขดั ถูกุฏิ ศาลา เข็นนำ้� ทำ�ความสะอาดหอ้ งน้�ำ ห้องสว้ ม อยา่ งพรอ้ มเพรยี งกัน เมอ่ื เสรจ็ จากการปฏบิ ตั ิ
กิจวัตรแล้วก็จะแยกย้ายกันกลับกุฏิ เพื่อนั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนาตามอัตภาพและกำ�ลังสติปัญญา
ของแตล่ ะองคต์ ่อไป
111
ประวตั ิการจำ�พรรษา
การประชมุ สงฆ์ (ชว่ งตอนหวั ค�ำ่ ) อาจจะมโี อกาสไดฟ้ งั เทศนจ์ ากองคห์ ลวงตา ซงึ่ แลว้ แตอ่ งคท์ า่ น
จะพิจารณาเหน็ สมควรจะลงแสดงธรรมเทศนอ์ บรมพระทศี่ าลา วนั ไหนเมอ่ื ไหร่จงึ จะเหมาะสม จะอยู่
ในดุลยพินจิ ขององค์หลวงตามหาบัวได้พยายามสอนพระเณรอยเู่ สมอ ในเรือ่ งความเรยี บง่าย มักน้อย
สันโดษ การใช้สอยปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งท่ี
จำ�เป็นเทา่ นัน้
ไมม่ ปี า้ ยชื่อวัด
หลายทา่ นทต่ี ง้ั ใจจะมากราบหลวงตาทว่ี ดั อาจจะแปลกใจหากไมพ่ บปา้ ยชอื่ วดั แตน่ น่ั กอ็ าจจะท�ำ ให้
หลายคนได้นึกคิดจากปริศนาธรรมนี้ว่า หลวงตาท่านทำ�มีความหมายอย่างไร หลายคนอาจจะตีความ
หมายไปตา่ งๆนานา มบี างทา่ นตคี วามหมายนี้ ซง่ึ ดเู หมอื นจะเขา้ ทที ส่ี ดุ วา่ การเดนิ ทาง ถา้ เดนิ ตามแผนท่ี
ท่ีบอกเป็นระยะ วา่ เส้นทางจะผ่านจุดท่สี �ำ คญั จุดไหนบา้ งเป็นลำ�ดับ จนกระทง่ั การเดินทางตามเส้นทาง
ไปถึงจดุ หมาย ถึงแม้จดุ หมายจะไมม่ ีชอ่ื บอกก็ตาม ทุกคนทเี่ ดินทางไปก็จะทราบเองว่า ถงึ จดุ หมายหรอื ยงั
ช่ือก็ไม่จำ�เป็นอีกต่อไป หรือเส้นทางไปสู่วิมุตตินิพพานก็เช่นกัน ปฏิบัติไปตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า
วางไว้ เม่ือไปถึงแล้ว ก็ไม่จำ�เป็นจะต้องถามใครว่าถึงจุดมุ่งหมายหรือไม่ ปริศนาธรรมนี้อาจทำ�ให้
ผูม้ ปี ัญญาทัง้ หลายพอจะทราบว่า องค์หลวงตาท่านสอนอะไรตัง้ แตเ่ ริ่มก้าวเขา้ มาในวัดนี้
112
พรรษาท่ี ๒๔
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖
จำ�พรรษาทวี่ ดั ป่าถ้ำ�พระนาหลวง อ.บ้านผือ จ.อดุ รธานี
พรรษาน้อี งค์หลวงปเู่ กิดอาพาธป่วยเป็นไข้มาลาเรยี
ประวตั ิความเป็นมาวดั ปา่ ถ้�ำ พระนาหลวง
บ้านนาหลวง หมู่ ๔ ตำ�บลคำ�ด้วง อำ�เภอบ้านผือ จังหวดั อุดรธานี อยใู่ นเขตเทือกเขาภูพานตอนบน
เช่ือมตดิ กับภูย่าอู่ ในระหว่างเขตอ�ำ เภอนายงู อ�ำ เภอศรเี ชียงใหม่ จากหลกั ฐานในประวัติวา่ วัดถ้�ำ พระ
นาหลวงเป็นวัดเก่าแก่มาแตส่ มยั สมเด็จพระเจา้ ไชยเชษฐาธิราชแหง่ กรุงศรีสัตตนาคนหตุ สันนิษฐานวา่
สรา้ งราว พ.ศ. ๒๐๑๖ แตไ่ ม่มีบันทึกเป็นหลกั ฐานยืนยันเปน็ แตค่ �ำ บอกเล่าสบื ตอ่ กันมา อาศยั การเทยี บ
เคียงกบั วดั เกา่ แก่ในพ้ืนท่ีอีสานตอนบนแถบลมุ่ แมน่ ำ�้ โขงท่สี ร้างในชว่ งเวลาเดยี วกันและจากโบราณวัตถุ
ทัง้ ยงั เหลอื อย่ตู อ่ มาคงจะร้างไป
ชอ่ื บา้ นนาหลวง แตเ่ ดมิ เรยี กวา่ ถ�้ำ พระนาหลวงใน พ.ศ. ๒๕๑๐ มชี าวบา้ นจากบา้ นหนองกบ ต�ำ บล
เมืองพานได้พากันมาล่าสัตว์แถบถ้ำ�พระนาหลวง ได้เห็นพื้นท่ีบริเวณน้ีดีเป็นที่ราบสลับกับภูเขาอุดม
สมบรู ณด์ ว้ ยสัตว์ป่า จึงกลับไปชักชวนญาติพนี่ ้องและเพอ่ื นบา้ นโดยมี นายเพ็ง สายแก้ว นายแหล่ สารยี า
พ่อตู้สมภาร พ่อบญุ เป็นผนู้ �ำ โดยมาสรา้ งท่ีพกั พงิ ชั่วคราวกอ่ น แลว้ ตัง้ เป็นชุมชน บคุ คลเหลา่ น้ีเล่าวา่
113
ประวัตกิ ารจ�ำ พรรษา
วัดถ�ำ้ พระนาหลวงเปน็ วดั อยู่กอ่ นแลว้ ไดพ้ บพระพทุ ธรูปไม้แกะสลักเปน็ จำ�นวนมาก ภายหลงั ถกู ขโมย
ไปเหลอื อยูเ่ ปน็ สว่ นน้อย สว่ นชือ่ บา้ นนาหลวง มาจากทท่ี างทศิ ตะวันตกของหมู่บา้ นมที ่งุ นาขนาดใหญ่มี
พนื้ ทก่ี วา่ ๑๐๐ ไร่ ชาวบา้ นเรยี กทงุ่ หลวง เพราะบรเิ วณทงุ่ นานเี้ คยเปน็ ทงุ่ นาของทหารทแ่ี ตกศกึ สงคราม
มาไดถ้ ากถางทด่ี ินเพ่อื ท�ำ การเกษตรกรรม
สภาพภูมปิ ระเทศและลกั ษณะทัว่ ไปของวดั ป่าถ�ำ้ พระนาหลวง
เปน็ เนนิ เขาขนาดเลก็ ในเทอื กเขาภพู านประกอบดว้ ยลานหนิ มถี �้ำ และเพงิ หนิ ธรรมชาตกิ ระจายอยู่
ทวั่ ไปลกั ษณะภมู ิประเทศเช่นเดียวกบั ภูพระบาท ป่าไมเ้ ปน็ ป่าเบญจพรรณ มีเพิงหนิ (ถ้�ำ ) ๕ แหง่ ดังนี้
ถำ�้ พระนาหลวง ๑ เป็นกอ้ นหนิ ขนาดกวา้ ง ๓ เมตร ยาว ๘ เมตร วางทบั บนก้อนหินขนาดเลก็
๔ ก้อน คล้ายใตห้ นิ ใหญท่ ีเ่ พดานถ้�ำ สงู จากพนื้ ๑๕๐ เซนตเิ มตร พบภาพเขยี นสี เขียนดว้ ยสแี ดงคล้าย
สนี ้�ำ หมากเปน็ ภาพกลม ๒ วงตอ่ กนั ข้างในเขียนเปน็ กา้ งปลากับภาพลายก้านขด มีจดุ ทึบ ๒ จุด
และภาพลายเส้นคดไปมาคล้ายงูมีจุดทึบ
๔ จดุ
ถำ้�พระนาหลวง ๒ เป็นก้อนหิน
๒ ก้อนวางทับกัน กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๐
เมตร สงู จากพนื้ ๖ เมตร ภาพอยตู่ รงสว่ น
ใต้เพดานหินเป็นสีชมพูสูงจากพ้ืน ๖๐
เซนติเมตร ภาพเป็นภาพลายเส้นต่อกัน
คดไปคดมารปู ไขต่ ่อกัน ลายเส้นตรง ลาย
จุดเป็นกลุ่ม
114
ถ�ำ้ พระนาหลวง ๓ เปน็ กอ้ นหินกว้าง
๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ทอดตวั ตามแนว
ทศิ ใต้อยบู่ นก้อนหิน ๓ ก้อน ภาพเขียนสีอยู่
ทางทิศใต้ และตรงติดกันผสมกับลายเส้น
โคง้ และเส้นคด ด้านลา่ งเปน็ ลายเสน้ หยักคู่
ขนานกับลายดอกไม้ และลายเส้นคูข่ นาน
ถำ้�พระนาหลวง ๔ เป็นก้อนหิน
๒ กอ้ น วางซ้อนกนั มเี พงิ หินยื่นออกไปทาง
ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ก้อนหิน
กว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๒ เมตร รปู รา่ งคลา้ ย
ดอกเห็ด ทิศตะวันออกหินกอ้ นแรกถกู สกัด
เปน็ ท่อนแลว้ สลกั หนิ เป็นพระพุทธรปู ประทับนั่งปางสมาธสิ มัยลพบุรี พลภาพคล้ายสัตวม์ เี ขาเขยี นแบบ
เงาทบึ ขาหนา้ ๒ ขา ขาหลงั เหน็ ขา้ งเดยี วมหี างยาวจากหัวจรดหาง และภาพลายเสน้ ที่มรี ูปร่างไม่
แนน่ อน
ถ้ำ�พระนาหลวง ๕ เปน็ ก้อนหนิ ขนาดใหญ่กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร วางทบั อยบู่ นโขดหนิ
ใหญ่มีเพิงยื่นออกไปทางด้านทิศใต้ ลักษณะคล้ายหลืบหินมีภาพลายเส้นเล็กๆ เขียนด้วยสีแดงจางๆ
บนผวิ หนิ สชี มพู ดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ไดม้ กี ารสกดั หนิ เปน็ พระพทุ ธรปู ยนื ปางเปดิ โลกทาสเี หลอื ง
พระบาทถูกพอกดว้ ยปูนซเี มนต์ สันนิษฐานวา่ พระบาทคงช�ำ รุด จงึ กอ่ ปนู หุม้ ไว้ ด้านหน้าและหลงั ของ
เพงิ หนิ เทพนื้ ดว้ ยปนู ซเี มนตแ์ ละมใี บเสมาสมยั ทวารวดปี กั ไว้ ๘ หลกั ซง่ึ ทางวดั ไดน้ �ำ มาจากโบราณสถาน
ดา้ นล่างภเู ขา
สภาพทวั่ ไป และธรรมชาตภิ ายในวดั ปา่ ถำ�้ พระนาหลวง
115
ประวัติการจำ�พรรษา
พรรษาที่ ๒๕
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗
จ�ำ พรรษาทีว่ ดั ป่าสานตม อ.ภเู รือ จ.เลย
ศาลาหลังเกา่ หอระฆงั ศาลาหอฉนั ในปจั จบุ นั
ในปนี ้มี ีพระอย่รู ่วมจ�ำ พรรษา ดงั น้ี
หลวงป่ลู ี กุสลธโร (เป็นประธานสงฆ์)
หลวงพ่อจันทรเ์ รียน คุณวโร (ปจั จบุ ันท่านพ�ำ นักอยทู่ ี่วัดถ�้ำ สหาย อำ�เภอหนองววั ซอ จงั หวัดอุดรธาน)ี
หลวงพ่อสมศรี อัตตสริ ิ (ปจั จุบนั ท่านพำ�นกั อยทู่ ่วี ดั ปา่ เวฬวุ นาราม อ�ำ เภอวงั สะพงุ จังหวัดเลย)
และสามเณรเหลา (ปจั จบุ ันคอื พระอาจารยเ์ หลา ดำ�รงต�ำ แหนง่ เป็นเจ้าอาวาสวัดปา่ สานตม)
หลวงปู่ลี หลวงพ่อจนั ทร์เรยี น หลวงพอ่ สมศรี
116
กฏุ พิ ระสงฆ์ ประตทู างเขา้ วัดปา่ สานตม
พระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวจาริกหาท่ีสงบวิเวกในเขตจังหวัดเลย สมัยก่อนท่านมักจะมาพัก
ภาวนา ณ วัดปา่ สามตมทีแ่ หง่ นี้ และเคยเปน็ สำ�นักของหลวงปูช่ อบ ฐานสโม ท่านเปน็ พระเถระศิษย์
องคส์ �ำ คัญอีกรูปหนงึ่ ของหลวงปมู่ ่ัน ภูริทตั โต
เมอ่ื ครง้ั ทอี่ งคห์ ลวงปลู่ ี ทา่ นไดม้ าพกั ปฏบิ ตั ธิ รรมทวี่ ดั ปา่ สานตมแหง่ นี้ มเี หตกุ ารณค์ รง้ั หนงึ่ ขณะ
ทท่ี า่ นกำ�ลงั นง่ั ภาวนาอยูใ่ นสมาธิธรรม ปรากฏว่ามีผ้าขาว(นาค) มาร้องตะโกนโวยวายเสยี งดังล่นั ไปทวั่
บริเวณวัดดว้ ยความตกใจเป็นอยา่ งมาก เสยี งรอ้ งวา่ พ่อแม่ครูอาจารย์ ชว่ ยด้วยๆ ๆ มคี นมาเผาศาลา
จากเหตุการณ์คร้ังน้ันเป็นต้นมาองค์ท่านจึงไม่ชอบให้ใครมาร้องตะโกนหรือทำ�เสียงดังอึกทึกครึกโครม
เป็นการทำ�ลายความสงบของครูบาอาจารยพ์ ระเณร ท่ีท่านก�ำ ลงั ปฏิบตั ิจติ อยู่
หลวงพ่อสมศรี อตั ตสิริ ท่านเคยเลา่ ให้ลูกศษิ ย์ฟังว่า ในอดีตคร้งั หนึ่ง ระหวา่ งฤดูแลง้ องค์
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดปา่ บา้ นตาด อ.เมอื ง จ.อุดรธานี ทา่ นเคยพาลูกศษิ ย์ศรัทธา
ญาติโยมมาทอดผา้ ป่าถวายแด่องค์หลวงป่ชู อบ ฐานสโม ท่วี ดั ปา่ สานตมแหง่ น้ี
สภาพท่วั ไป และธรรมชาติอนั ร่มรืน่ ภายในวดั ปา่ สานตม 117
ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา
พรรษาที่ ๒๖
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๑๘
จ�ำ พรรษาทีด่ งสีชมพู (วดั ป่าดานวิเวก) อ.โซ่พสิ ัย จ.บึงกาฬ
หลวงพอ่ ปรดี า ฉันทกโร สถปู ศิลามหามงคล กุฏสิ �ำ หรบั รับรองพระเถระ(หลวงปลู่ ,ี หลวงปู่ค�ำ ตันเคยมาพกั )
ในปนี ีม้ หี ลวงปลู่ ี กุสลธโร ทา่ นไดจ้ �ำ พรรษา ณ ดงสีชมพูแห่งนี้ และมีหลวงพ่อปรดี า ฉนั ทกโร
(พระอาจารยท์ ยุ ) ไดม้ าอยรู่ ่วมจ�ำ พรรษาด้วย
ดงสีชมพู ซึ่งสมัยกอ่ นนัน้ ยงั เปน็ ดงหนาป่าทบึ อย่มู าก และเต็มไปดว้ ยสตั วร์ า้ ยนานาชนดิ ถ้าหาก
พระธุดงค์องค์ใดท่ีไม่ชำ�นาญทาง หรือไม่คุ้นเคยกับดงแห่งน้ีพวกชาวบ้านริมดงเขาจะพากันห้ามไม่ให้
ทา่ นเดนิ ทางไปตอ่ เพราะยงิ่ ไปองคเ์ ดยี วเขาเกรงวา่ จะหลงทาง ไมส่ ามารถจะขา้ มดงไปไดใ้ นเวลาค�่ำ มดื
ถ้าพกั ค้างคนื ในดงจะต้องตายแน่ เน่อื งจากอนั ตรายจากสัตว์นานาชนดิ เช่น เสือ ชา้ ง หมี หมปู า่ ฯลฯ
สัตว์ร้ายเหล่านี้ชุกชุมมาก พระกรรมฐานครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ถ้าหากจำ�เป็นจะต้องผ่านเส้นทางน้ี
ท่านจะเดนิ มุ่งหนา้ ไปดว้ ยความระมดั ระวงั จิตของท่านไมใ่ ห้สง่ ออกภายนอกเลย กำ�หนดความรู้ พุทโธ
ติดแนบแนน่ กบั จติ เดนิ ทงั้ วนั ตงั้ แตฉ่ นั จงั หนั เสรจ็ ยามเม่อื หวิ กระหายน�้ำ กไ็ ดอ้ าศัยน�ำ้ ตามหนองซงึ่ สตั ว์
ปา่ ลงกนิ ทง้ั อจุ จาระปสั สาวะใส่ ฉนั พอทาคอ เพราะการเดนิ ทางนนั้ ไมไ่ ดเ้ อาน�ำ้ ไปดว้ ย เอาไปแตก่ ระบอก
กรองน้ำ� ครบู าอาจารยท์ ่านท�ำ อย่างน้ัน ถ้าจะเอาน้�ำ ไปด้วยแล้วกจ็ ะฉนั แตน่ ำ้�เมือ่ หิว แล้วการเดินทาง
จะไปไดไ้ มไ่ กล น�ำ้ จะลงพื้น เท้าจะพองเดินไมไ่ ด้ ฉะนน้ั ครบู าอาจารยส์ มัยก่อนทา่ นจึงไมเ่ อาน�ำ้ ติดตัว
ไปด้วย เพ่อื จะไดล้ ดน้ำ�หนักในการเดินทาง เฉพาะบริขารท่ีจ�ำ เปน็ ก็หนกั พอแลว้
ปจั จบุ นั ทด่ี งสชี มพแู หง่ นม้ี วี ดั ปา่ ดานวเิ วก เปน็ ศนู ยร์ วมครบู าอาจารยแ์ ละมพี ระกรรมฐานจากทศิ
ต่างๆ เป็นจำ�นวนมาก ได้หล่ังไหลเดินทางมาเพื่อศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิปทา และพักปฏิบัติธรรมกับ
หลวงพ่อปรดี า ฉันทกโร (พระอาจารย์ทยุ )
118
พรรษาท่ี ๒๗-๒๘
ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙ - ๒๐
จ�ำ พรรษาทวี่ ัดปา่ บ้านตาด อ.เมอื ง จ.อดุ รธานี
ในปีนไ้ี ด้มาจ�ำ พรรษาอยูก่ ับพ่อแมค่ รอู าจารย์หลวงตามหาบวั ญาณสมั ปันโน
มหาวิทยาลยั ธรรมะปา่ วดั ป่าบา้ นตาด
“มหาวิทยาลัยปา่ ” หลวงตากเ็ คยปรารภ ทา่ นเคยพดู มหาวิทยาลยั ปา่ คือ เปน็ สถานที่ฝกึ หดั
ดดั นิสัย พระทีจ่ ะด�ำ รงทรงศาสนา ทรงมรรค ทรงผล ผเู้ หลา่ นจ้ี ะตอ้ งมาศกึ ษาอยใู่ นปา่ ดงพงไพร อยใู่ น
ถ�ำ้ เงอ้ื มผา ในทส่ี งบสงดั ทา่ นวา่ นล้ี ะคอื มหาวทิ ยาลยั ปา่
ทนี่ ้ี หลวงตามหาบวั นที่ า่ นเคยผา่ นมาแลว้ ทา่ นประกาศตวั ของทา่ นเองแลว้ วา่ เราเคยผา่ นมาแลว้
เราหมดความสงสยั แล้ว ชาตินี้เปน็ ชาตสิ ดุ ทา้ ยของเราแลว้ สรปุ แลว้ ก็คอื ทา่ นเป็นผู้บริสุทธ์ิแล้วจาก
กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ อนั น้ที า่ นกเ็ คยพูด บอกว่าต้ังแต่บัดนั้น เปน็ ต้นมา ตั้งแต่วดั ดอยธรรมเจดีย์
เปน็ ต้นมา ไม่มกี ิเลสตวั ไหนจะโผลข่ นึ้ มาให้เหน็ จะทำ�ให้เราเป็นท่รี ะคายเคอื งไมม่ ี มันหมดจริงๆ
แม้แต่ขนาดวันวาน วันก่อนน้ี ท่านนั่งอยู่ “ธาตุขันธ์ของเราอ่อนแอ แต่ใจของเราไม่มีอะไรนะ
ในใจของเราไมม่ ีอะไรนะ” ทา่ นยืนยนั นะ พดู บางทที า่ นก็เหนื่อยนะ ขนาดทา่ นเหนื่อย ทา่ นก็ยังประกาศว่า
“ใจของเราไม่มีอะไร จติ ของเราไมม่ ีอะไร หมด” อันน้คี อื ความยนื ยนั ของทา่ น นาทไี หนกน็ าทีน้ัน
119
ประวตั กิ ารจำ�พรรษา
หลวงตาท่านบอกคำ�ว่า มหาวทิ ยาลัย น้ีคือท่านสอนธรรมะ ในธดุ งค์อยา่ งน้ี ใหป้ ฏิบัตอิ ยา่ งนี้นะ
เขา้ ไปอย่ปู า่ ให้ดูใจตนเองนะ ใหม้ ีสตินะ สตสิ �ำ คัญนะ สตสิ มั ปชญั ญะนะ สติเปน็ กุญแจดอกส�ำ คัญ
อยู่ ณ สถานทใ่ี ดก็ตาม อย่าใหป้ ราศจากสตินะ อันนีก้ ค็ ือธรรม ค�ำ สอนของหลวงตา
เมือ่ เขา้ ไปอยใู่ นป่าดงพงไพร เมอื่ สตอิ ยกู่ ับตวั เอง เมือ่ จติ ของเราเปน็ สมาธิดีแลว้ จากนัน้ กเ็ ดิน
ปัญญาวิปัสสนา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหน็ บ่อเกดิ เร่อื งเกดิ แก่ เจบ็ ตาย กอ็ ยูใ่ นใจของเรา
ท้ังหมด ถ้ามีสติ ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้วก็จะมองเห็นได้ ดังนั้นก่อนท่ีจะมองเห็นได้ ท่านก็บอกว่า
จิตอยูใ่ นทวี่ นุ่ วาย สบั สนวุ่นวาย คลกุ คลี ตีวง พลกุ พลา่ น เสียงอะไรอย่างนี้ มันจะไมเ่ หมาะสมท่ีจะไป
เสาะแสวงหามรรคผล
เพราะฉะนนั้ ทา่ นจงึ วา่ ป่านีเ้ ปน็ มหาวทิ ยาลยั ทจี่ ะค้นคว้าศกึ ษา และกย็ กตวั เองใหพ้ ้นจากทุกข์ใน
วัฏฏะสงสาร ถึงแดนพระนิพพานไดค้ ือป่า เป็นทวี่ ิเวก วงั เวง เป็นที่สงบ สงดั อันน้ีคอื มหาวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลัยทางโลกเขาคือ ศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก แต่มหาวิทยาลัยของพระของ
พระพุทธเจ้า พระอรหนั ตสาวกท่าน คอื ป่า ปา่ ดงพงไพรท่สี งบ ท่สี งดั ที่วเิ วก ท่านก็ปลกี ตัวอยู่ตาม
ล�ำ พัง ดูใจของตนเองให้เหน็ อนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา ในการเคลือ่ นไหวของใจ ของตวั เอง น่นั ละมรรค
ผล นพิ พาน อย่จู ุดน้ัน ผเู้ ช่นนนั้ แล ผจู้ ะรื้อภพ รือ้ ชาติ จะไม่มาเวียนวา่ ยตายเกิดในวัฏฏะสงสารอย่าง
ที่องค์หลวงตาว่า ชาติน้เี ปน็ ชาตสิ ุดท้ายของเราแล้ว เราไม่เกดิ อกี แลว้ หลวงตาทา่ นประกาศ
อาตมาเองได้พูดกับโยมเม่ือเช้าน้ีนะว่า อาตมาน่ะเลือกครูบาอาจารย์ การจะปฏิบัติธรรมน้ีนะ
อาตมาว่าครูบาอาจารย์เป็นอันดบั หน่งึ สถานทีเ่ ป็นอนั ดับสอง เรื่องอย่างอนื่ อาหาร การบริโภคอดุ ม
สมบูรณ์ขาดแคลนหรอื บริบรู ณ์ ก็เปน็ อนั ดบั ทีร่ องๆ ลงมา สี่ ห้า หก แต่เรอื่ งครบู าอาจารย์นี้เป็นเรือ่ ง
ทจ่ี �ำ เป็นและสำ�คญั อยา่ งมากท่จี ะตอ้ งเขา้ ไปศึกษา ศกึ ษาแลว้ เราจะเลอื กอยา่ งไร เลือกไปอย่กู บั ครูบา
อาจารย์ พอเลือกเข้าไปฟัง แล้วเราจะรู้ได้ จากน้ันถ้าเรา
ไม่มั่นใจ เราก็อา่ นต�ำ รับต�ำ ราในพระไตรปิฎก มันจะไมฝ่ นื กนั
ถา้ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมแลว้ ถงึ จะเปน็ แนวคดิ แตไ่ มฝ่ นื กนั แตเ่ หตผุ ล
มันเขา้ กัน อย่างท่ีหลวงตาบอกวา่ “ปญั ญาอบรมสมาธ”ิ อย่างนี้
แตต่ ามทจ่ี รงิ “สมาธอิ บรมปญั ญา” ไดย้ นิ ทไี่ หนๆ กส็ มาธอิ บรม
ปญั ญา แตห่ ลวงตาบอกวา่ “ปัญญาอบรมสมาธิ” น่ีมนั ฝืนกนั
แลว้ แตเ่ มอ่ื เรามาพจิ ารณาตามทห่ี ลวงตาอธบิ ายวา่ ทป่ี ญั ญา
อบรมสมาธิน้ันคืออะไร คือต้องใช้ความคิด ซ่ึงสมาธิอบรม
ปัญญา คือทำ�จติ ใหส้ งบ ท�ำ จิตใหน้ ง่ิ พอนิง่ กน็ ำ�มาพิจารณา
วปิ สั สนา เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา นค้ี อื สมาธอิ บรมปญั ญา
แต่ว่าปัญญาอบรมสมาธิน้ีทำ�อย่างไร หลวงตาท่านบอกว่า
ปญั ญาอบรมสมาธนิ ี้ พอนง่ั สมาธภิ าวนาแลว้ จติ มนั จะปรงุ ออก
คิดๆ มันเอาไม่อยู่ ในเม่ือมันเอาไม่อยู่ ก็ให้ความคิดนั้น
120
หลวงตามหาบัว พร้อมด้วยพระสงฆว์ ัดปา่ บ้านตาด เมตตาออกรับบณิ ฑบาตโปรดสาธชุ น
พจิ ารณาให้ดูใหด้ กู ะโหลกศีรษะตนเอง ดกู ระดกู ศีรษะเปน็ ลักษณะอย่างไร ให้เราดกู ะโหลกศีรษะ ให้
พิจารณาโครงกระดูกของมนุษย์ ให้เห็นแล้วก็น้อมเข้ามาสู่ตนเอง ว่าข้าพเจ้าเป็น อย่างน้ันไหม
กะโหลกศีรษะนะ ขากรรไกรนะ ฟนั นะ จมกู นะ ก�ำ หนดดตู นเอง ใหม้ นั เป็นอยา่ งน้ัน กระดูกคอนะ
กระดูกไหปลารา้ นะ กระดูกแขนขวานะ ขอ้ ศอกนะ ฝ่ามือนะ น้ิวมือนะ เลบ็ นะ แต่ละน้วิ นะ
มันเป็นลกั ษณะอยา่ งไรแตล่ ะอาการ กระดูกหลงั กระดูกซโี่ ครง ดู ดู ดู จนถึงกระดกู เชิงกราน กระดกู
ขา กระดูกหวั เขา่ กระดูกแขง้ กระดูกฝ่าเทา้ ทั้งสองข้าง ดูแบบชา้ ๆ สงั เกตให้เหน็ ชัดเจน พอดแู ลว้ ก็
ย้อนกลับมาอีก ดแู ล้วกย็ อ้ นกลับมาอกี แลว้ ในความร้สู ึกของเรานะ เราเหน็ ตรงไหนทีม่ นั ชดั ในกระดูกท่ี
เรามอง ที่มองเราย้อนกลบั ไปกลับมาหลายครง้ั
มันจะมีจดุ หน่งึ ท่มี นั ชัด เม่อื เราเห็นกระดูกซโ่ี ครง หรือกระดกู สนั หลัง หรือกระดูกศีรษะมันชดั
เห็นมันชัด เราก็เอาสตขิ องเราจบั เขา้ ไปตรงท่มี ันชดั ในความรสู้ กึ เราในขณะน้นั นน่ั แหละ จติ ของเราจะ
เขา้ ส่คู วามสงบ อันนแ้ี ปลว่า “ปญั ญาอบรมสมาธิ” ต้องใชค้ วามคดิ เสยี ก่อน พอคิดๆ ไปแล้วก็ใชส้ ติจอ่
อยู่ที่กะโหลกศีรษะของเรา จ่อแล้วไม่ต้องขยับ ในเมื่อมันเห็นชัดเจนตรงน้ี สติจับอยู่ตรงนี้ตรงเดียว
จิตจะเข้าสู่ความสงบ อันน้ีคือสมาธิ ต้องใช้ความคิดเสียก่อน ตะล่อมความคิดเสียก่อนให้มันหลุด
ใชป้ ญั ญาตะล่อมไปตะลอ่ มมา จิตก็รวมได้เช่นกัน อนั นล้ี ะ ปัญญาอบรมสมาธิ เหตผุ ลของท่านเถียง
ไม่ขึ้นเลย ถูกต้อง ในเม่ือปฏิบัติดูแล้ว ถูกต้องที่หลวงตาพูด อันน้ีก็ถือท่ีหลวงตาแนะนำ�สั่งสอน
และหลวงตากส็ ง่ั สอนศิษย์ ครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ
121
ประวัติการจ�ำ พรรษา
การไดพ้ บหลวงปู่ลี กสุ ลธโร เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ท่ีวดั ปา่ หนองบวั บาน ข้าพเจา้ ในตอน
นนั้ กม็ ีอายพุ รรษาเพยี ง ๔ พรรษา ในท่ีสดุ ได้เข้าไปทว่ี ดั ปา่ หนองบัวบานดังกลา่ ว แต่ไมพ่ บหลวงป่อู อ่ น
ญาณสิริ เพราะทา่ นมีศาสนกิจทางกรุงเทพฯ เผอิญไดพ้ บหลวงป่ลู ี
กสุ ลธโร ศษิ ยผ์ ้ใู หญข่ องพอ่ แมค่ รูอาจารยห์ ลวงตาในขณะนั้น เดิน
ทางไปเยย่ี มญาติโยมที่หนองบัวบาน กำ�ลงั เดินทางกลบั เข้าไปวดั ป่า
บ้านตาด ก็เลยถือโอกาสขอติดตามท่านเข้าไปกราบคารวะตามที่
หลวงปู่หล้า และคุณแมช่ แี ก้วได้สั่งกับขา้ พเจ้าไวก้ อ่ นหน้านนั้
หลวงปลู่ ี กสุ ลธโร (ภผู าแดง) ทา่ นกบ็ อกวา่ “วนั นผี้ มจะเขา้ ไป
กราบพอ่ แมค่ รอู าจารย”์ ทา่ นกม็ ตี าปะขาวนอ้ ยคนหนง่ึ แลว้ กม็ เี ณรคน
หนง่ึ เรากพ็ ดู กบั ทา่ นวา่ “ครอู าจารย์ กระผมขอไปดว้ ย จะขดั ขอ้ งไหม”
หลวงปลู่ ี บอกวา่ “ได้ ไปได้ ไปดว้ ยกนั ”
อาตมาก็เลยไป
แต่พอเข้าไปทีแรกโดนหลวงตาขู่เลย ซะง้ัน หลวงตาไม่ใช่ธรรมดา หลวงตาขู่เลยนะ ดุเลย
ไมไ่ วห้ น้าใครท้งั หมด ทา่ นเห็น ท่านก็ว่า “มาอย่างไรพระ ไปเทยี่ วทางไหนมา ไปทางไหนมา พระถา้ มา
เท่ียวเถลไถล ไปนู้นไปนม้ี า ไมม่ กี ฎมเี กณฑ์ เราไม่อยากจะรับ”
“เปน็ พระตอ้ งตงั้ ใจประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ตอ้ งอยใู่ นหลกั ธรรม หลกั วนิ ยั ตอ้ งอยใู่ นกฎเกณฑ์ ไปหาเทย่ี ว
ทโ่ี น่นทนี่ ี้ไปเร่อื ย ไมม่ ีกฎไม่มเี กณฑ์ พระไม่มกี ฎมเี กณฑ์ เราไม่รับ เราไมอ่ ยากจะยงุ่ ดว้ ย พระอย่างนนั้ ”
ท่านขูไ่ ว้อยา่ งนั้น
พอตอ่ มาเราก็เหน็ วา่ นี่แหละครูบาอาจารย์ต้องเปน็ อยา่ งน้ี ต้องขบั เขา้ กฎเกณฑ์ กจิ วัตร ขอ้ วตั ร
ปดั กวาด ศาลา ตกั น�้ำ เป็นระเบยี บหมด พระทกุ องค์ตอ้ งอยใู่ นระเบยี บ เลๆ ลาดๆ ไมไ่ ด้ แลว้ ถ้า
องคไ์ หนท�ำ ผดิ กอ็ ยา่ ให้เห็นอีกเป็นคร้ังท่สี อง ถ้าเหน็ เปน็ คร้ังทีส่ อง ตอ้ งหนแี ลว้ นะ อย่าให้หนักวัดนะ
อยา่ ให้ไดไ้ ลน่ ะ เข้าใจไหม”
“ถ้าอย่างนั้น อย่าให้เห็นครั้งที่สองนะ ถ้าเห็นนี้ไล่หนีนะ” โห ทุกองค์ท่ีอยู่น้ีก็ต้องเนี๊ยบละซิ
น่ีแหละหลวงตาสอนศิษย์ หลวงปู่หล้าเป็นปู่สอนหลาน แต่หลวงตามหาบัวเป็นอาจารย์สอนศิษย์
แปลวา่ เดด็ ขาด แต่ทกุ วนั นท้ี า่ นปล่อยแล้ว ท่านอายุมากแล้ว
122
แต่สมัยก่อน โห พระสมัยก่อนมีอยู่ ๑๖ องค์ ในช่วงสมัยอาตมาอยู่กับท่าน ถือว่าน้อยมาก
ทา่ นไมร่ ับใครอีกตา่ งหาก แลว้ ก็มีพระฝรง่ั อีก ๖-๗ องค์อกี ตา่ งหาก พระฝรง่ั มีทา่ นเชอรี่ ทา่ นปญั ญา
ท่านฟิลลิป ท่านดิ๊ค ท่านเอียน ท่านแพท พระฝรั่งตั้ง ๖-๗ องค์ แต่พระฝร่ังท่านก็ไม่ได้เข้มงวด
ทา่ นก็บอกวา่ พระไทยอยา่ ไปทะเลาะกับพระฝรั่งนะ เพราะเขาขา้ มน�ำ้ ขา้ มทะเลมา นสิ ยั กริ ยิ า มรรยาท
มนั กแ็ ปลกแตกต่างกนั จะให้เหมือนพระไทยเป็นไปไมไ่ ด้ เราเปน็ พระไทยก็ตอ้ งยดื หย่นุ อนั นเี้ ราก็ต้อง
ยดื หยุน่ ก็เราก็ไม่ได้เอาจรงิ เอาจงั กับพระต่างประเทศเทา่ ไร ถา้ ไมผ่ ดิ ต่อหลักธรรมวินยั จริงๆ เพราะว่า
เขาข้ามนำ้�ข้ามทะเลมา เขามาทำ�ได้ขนาดน้ีก็นับวา่ ดีแลว้ เขาไมม่ พี ื้นเพมาแบบพวกเรามาก่อน อาหาร
การบริโภคการอยู่มนั ก็ตา่ งกัน กิรยิ า มรรยาท วฒั นธรรม มันกต็ ่างกนั ถงึ เขาได้ขนาดน้กี ็เอา มนั ก็
พอแลว้ ละ หลวงตาทา่ นกส็ อนพวกพระไทย
สรปุ แลว้ หลวงตากบั พระจะเขม้ งวดกวดขนั กนั ในสมยั กอ่ นเพราะมนั นอ้ ยตวิ เขม้ เลย บางทหี ลวงตา
ท่านเห็นพระ บางทที ่านกด็ ุ แต่ว่าบางองคก์ ไ็ ม่ทนั คดิ ว่าตวั เองทำ�ผดิ ใชไ่ หมล่ะ แตห่ ลวงตาดุ มนั ก็เสียใจ
ใชไ่ หมละเมือ่ โดนดุ ซ่ึงจรงิ ๆ เปน็ กศุ โลบายเพอ่ื สอนลูกศษิ ย์องค์อน่ื ด้วย แต่ทีนีอ้ งค์ทีโ่ ดนดุมันเจบ็ ละซิ
องค์ท่โี ดนดุนีม้ นั เจบ็ พอโดนดา่ เทา่ นั้นละ
องคอ์ ่นื เป็นพ่ๆี ได้พดู ให้ก�ำ ลงั ใจวา่ “ผมกไ็ มร่ เู้ หมอื นกนั นะวา่ ตรงนม้ี นั ผดิ แตห่ ลวงตาดา่ ไปแลว้ ละ
ไม่ต้องเสียใจทา่ นสอนพวกเราดว้ ยกัน พวกเราผดิ ด้วยกันในจุดนี้ พวกเราก็ไมร่ ู้จดุ นี้ ทา่ นด่าที่น้ี พวกเรา
จะได้ระวังตอ่ ไป คล้ายๆ มาบอกวา่ ไม่ใชว่ ่าผดิ แค่เราคนเดียวนะ มนั ผดิ กันทั้งหมู่นะ พวกหมกู่ ไ็ มร่ นู้ ่ี
พอพวกหมู่รู้ เออทา่ นเจ็บคนเดียว พวกเราก็จะได้ระวัง เออองค์นัน้ เจบ็ กเ็ จ็บไป แตไ่ มต่ ้องเสียใจนะ มัน
ก็ผิดด้วยกันนนั่ แหละ อันนี้คอื การดุ-การปลอบ”
ทา่ นไมเ่ คยสอบจติ สอบอารมณ์ ทา่ นมีแต่สอบถามว่าเป็นอย่างไร ภาวนา ท�ำ ให้พระ ทีเ่ ปน็ ลูกศษิ ย์
ภาวนาแล้วมันไม่ไปไหนมีหลายระดับ ถ้าพอถามแล้ว มันจะร้อนใจสำ�หรับผู้ภาวนา กลัวจะหนักใจ
ครบู าอาจารย์ ท�ำ ใหท้ า่ นผทู้ ถี่ กู ถามนนั้ ไมส่ บายใจ บางทหี นอี อกจากวดั กม็ ใี นลกั ษณะอยา่ งนี้ เพราะฉะนน้ั
ทา่ นจงึ ไมส่ อบ มแี ต่แนะนำ�เท่านัน้ เปน็ กลางๆ แล้วกด็ แู นวประพฤติ ปฏบิ ตั ิ สอนแลว้ เขาก็เป็นคนตัง้ ใจ
ที่อยูพ่ ระสงฆ์ จะทำ�เป็นกระต๊อบเล็กๆ พอไดอ้ าศยั เท่าน้นั ธรรมชาติภายในวัดป่าบ้านตาด
123
ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา
ท่านไปตรวจสอบแต่ละวีแ่ ตล่ ะวัน นานๆ ไปดูวา่ ร่องรอยทางเดนิ จงกรมเป็นอย่างไร ถ้าเห็นเขา
เดินจงกรมอยู่ทางเดินเป็นมัน น่ีถึงอย่างไรเขายังสู้อยู่ เขายังปฏิบัติ ยังสู้อยู่ ภาวนาเป็นหรือไม่เป็น
เขาก็ยังสอู้ ยู่ กน็ บั ว่าเขายังเป็นผ้มู ่งุ มั่น เปน็ นกั รบอยู่ แต่ถา้ ไปดูแล้วเหลาะๆ แหละๆ ดอู ะไรเศรา้ หมอง
ไปหมด นน่ั แหละ โดนไลบ่ แ้ี ลว้ อย่านะ หนีนะ เพราะฉะนนั้ ทา่ นจะเป็นผู้สงั เกตเอง ถ้าไมอ่ ยา่ งนั้นท่าน
กไ็ มเ่ ปน็ ครูบาอาจารยข์ องเราหรอก ท่านก็ต้องบวก ลบ คณู หาร ดูแล้ววา่ อะไร ทงั้ ขา้ งนอก ข้างใน
ดขู ้างในแล้ว เอ้ ไปดขู ้างนอกซิ ดขู า้ งนอกก็ยังฟอ้ งอกี ท้งั กริ ยิ า มรรยาท เซ่อ ลอยอีก นนั่ แหละท่าน
จะซดั เลย
(หลวงพอ่ อนิ ทรถ์ วาย สนตฺ ุสสฺ โก เมตตาให้ขอ้ มลู ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ )
กฏุ หิ ลวงตามหาบวั ญาณสัมปันโน ตอ่ มาได้บรูณปฏิสังขรณเ์ รยี บร้อยแลว้
กุฏิพระ ต้นโพธิ์ภายในวดั
พรรษาที่ ๒๙
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๒๑
จ�ำ พรรษาท่ี ไรส่ วน บ้านผาขาว อ.วงั สะพงุ จ.เลย
จ�ำ พรรษาท่ี ไรส่ วน ของโยมพอ่ ใหญถ่ ัน บ้านผาขาว อ�ำ เภอวงั สะพุง จังหวดั เลย
(ปัจจบุ นั เสนาสนะ และส่งิ กอ่ สร้างเพยี งเพ่ืออาศัยได้ช่ัวคราวต่างๆ ไดพ้ งั ทลายไปตามกาลเวลา
หมดแลว้ กลายเปน็ ไร่ออ้ ย ไร่มนั ส�ำ ปะหลังของชาวบา้ นแถบน้นั ไปหมดแล้ว)
พรรษาท่ี ๓๐
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๒๒
จ�ำ พรรษาทีว่ ัดถ้ำ�หบี อ.บา้ นผอื จ.อดุ รธานี
หลังจากออกพรรษาแลว้ (ปลายปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑-๒๕๒๒) ไดอ้ อกเทีย่ ววเิ วกไปทาง บ้านลาด
หอคำ� ต�ำ บลนายูง กงิ่ อำ�เภอนำ�้ โสม จังหวัดอดุ รธานี ขณะนน้ั ไปพักภาวนาอยู่ท่ี บรเิ วณป่าน�้ำ ตกยงู ทอง
ภูย่าอู่ ระหว่างนั้นมีพระท่ีได้ออกร่วมธุดงค์ คือ พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก, พระอาจารย์
ค�ำ สด อรโุ ณ, พระอาจารยน์ พิ นธ์ อภปิ สนั โน, พระอาจารยค์ �ำ พนั ธ์ (ลาสกิ ขาบทแลว้ ) พระธ�ำ รง ธมั มธโร
(ปจั จบุ นั ไดก้ ลบั คนื มาอปุ สมบทอกี ครงั้ ) เมอื่ ถงึ วาระลงอโุ บสถกจ็ ะมาท�ำ พธิ สี งั ฆกรรม โดยมพี ระอาจารย์
คำ�สด เปน็ ผสู้ วดปาฏิโมกข์ ท่ีวดั ปา่ โนนสว่าง บ้านปากราง
พระอุโบสถ วัดป่าโนนสวา่ ง ในสมยั ปจั จบุ นั
125
ประวัติการจำ�พรรษา
ผาแดง – น�้ำ ตกยูงทอง
หลวงพอ่ ประธาน หลงั เขาน�ำ้ ตกยูงทอง ถำ้�วปิ ัสสนา หลวงปู่มัน่ ภรู ทิ ตโฺ ต
หลวงป่มู น่ั ภรู ิทตั โต ได้เคยจารกิ แสวงหาสถานทวี่ เิ วกตามเทือกเขาต่างๆ บริเวณอ�ำ เภอนายงู -
น้ำ�โสม จนท่านได้พบสถานท่ีสงัดซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูง มีหน้าผาหินทรายท่ีสูงชันเป็นเง้ือมผาและ
ชะโงกหิน บรเิ วณผาแดงมหี ลบื ถำ้�เล็กๆ ซึ่งหลวงป่มู นั่ เลอื กเปน็ สถานท่วี ิปสั สนากรรมฐาน
วดั ปา่ โนนสวา่ ง เดมิ คอื เสนาสนะปา่ บา้ นนาหม-ี นายงู ทหี่ ลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ไดธ้ ดุ งคม์ าพกั ปฏบิ ตั ิ
ธรรมภาวนาต่อจากวัดป่าดงมะไฟ ได้มีศิษย์ติดตามมาขอรับการอบรมธรรมปฏิบัติด้วยกับท่าน คือ
หลวงปูแ่ หวน สุจิณโณ หลวงปตู่ ื้อ อจลธัมโม และหลวงปเู่ คร่อื ง ธมั มจาโร เปน็ ตน้
บ้านลาดหอคำ� ห่างจากนำ้�ตกยูงทองไปทางทิศตะวันออก ประมาณ ๔-๕ กิโลเมตร (ยองภู)
อยใู่ นหบุ เขาห่างไกลความเจรญิ มาก เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์ อาทิเชน่ เสอื ชา้ ง หมี เกง้ หมปู ่า
ค่างเยอะมาก
ได้ยินเสียงปืนดังมาจากริมแม่นำ้�โขงสองฝ่ังไทยลาว เพราะอยู่ใกล้ประเทศลาว เมื่อเวลา
เครื่องบนิ โบราณของประเทศลาวบินผ่านมาเขตฝง่ั ไทยก็จะมองเหน็ ไดช้ ดั เจน
126
น้�ำ ตกยงู ทอง สภาพธรรมชาตใิ นยคุ ปัจจบุ นั บรเิ วณแห่งนเี้ คยเป็นสถานทีพ่ กั บ�ำ เพญ็ เพียรภาวนาของพ่อแมค่ รูบาอาจารย์
หลายองค์ อาทิเชน่ พระปรมาจารย์ใหญห่ ลวงปมู่ นั่ ภรู ิทตั โต,
หลวงปอู่ ่อน ญาณสริ ,ิ หลวงปู่แหวน สุจณิ โณ, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม และหลวงป่เู ครือ่ ง ธมั มจาโร
127
ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา
องคห์ ลวงปไู่ ดเ้ ทย่ี ววเิ วกอยบู่ รเิ วณป่าแถบนเี้ ปน็ เวลานานพอสมควร แลว้ ทา่ นกไ็ ดอ้ อกธดุ งคไ์ ปยงั
สถานทแี่ หง่ อ่ืนต่อไป
ต่อมาเม่ือใกลถ้ งึ ฤดูเข้าพรรษา ทา่ นจงึ ไดม้ าจ�ำ พรรษาท่วี ัดถ�้ำ หบี ต�ำ บลจ�ำ ปาโมง อ�ำ เภอบ้านผือ
จังหวัดอุดรธานี (มหี ลวงปพู่ งษ์ ธัมมาภริ โต และพระอาจารย์นิพนธ์ อภปิ สนั โน อยูร่ ่วมจำ�พรรษาดว้ ย)
ในพรรษาน้ีองค์หลวงปู่ลีท่านป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร เริ่มมีอาการกำ�เริบ ฝ่ายลูกศิษย์เขามี
ต�ำ รายารกั ษาโรครดิ สีดวงทวาร จึงได้นำ�มาถวายเพอื่ รกั ษาองคห์ ลวงปู่
อบุ ายธรรมของหลวงปลู่ ี ทท่ี า่ นไดเ้ มตตาสอนหลวงพอ่ นพิ นธ์ อภปิ สนั โน เรอื่ งการตดิ ตอ่ เกย่ี วขอ้ ง
กบั ญาตพิ น่ี อ้ งหรือชาตติ ระกลู ไวด้ ังน้วี า่ “หากท่านทิ้งเขาไมไ่ ด้ ทา่ นจะท้งิ ทา่ นได้เหรอ”
วัดถำ้�หีบ แต่กาลก่อนเคยมีหีบโบราณ อายุหลายร้อยปีต้ังอยู่ในบริเวณถำ้� จึงเป็นช่ือที่มาของ
วัดปา่ ถ�ำ้ หบี ในกาลตอ่ มาโดยมีหลวงปู่พงษ์ ธัมมาภิรโต เปน็ ผูป้ กครองดแู ลสถานที่แหง่ น้ี ทา่ นเคยเปน็
พระพี่เลี้ยงคอยใหค้ �ำ แนะน�ำ ต่างๆ แก่หลวงพอ่ นพิ นธ์ ในชว่ งทเี่ ป็นพระหนุ่มๆ จนในวาระสุดทา้ ยของ
หลวงปู่พงษ์ ทา่ นไดล้ ะสงั ขารดว้ ยอาการอันสงบ และประชุมเพลิงสรีระสังขาร ณ วดั ถ�้ำ หีบแห่งน้ี สริ ิ
รวมอายุ ๘๖ ปี พรรษา ๔๑
128
พรรษาที่ ๓๑
ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๒๓
จ�ำ พรรษาท่ีวัดปรติ ตบรรพต อ.วงั สะพงุ จ.เลย
ณ ที่วัดปริตตบรรพต แห่งนี้นับเป็นครั้งที่ ๒ ท่ีองค์หลวงปู่ลี ท่านเมตตาย้อนกลับมาอยู่จำ�
พรรษา เพอื่ โปรดญาติโยมชาวบา้ นกกกอก อีกคร้งั หน่งึ
หลวงพอ่ ประธาน บนศาลาหอฉนั เดนิ ข้ามสะพานไปก็จะถงึ ศาลาหอฉัน
วดั ปริตตบรรพต มีเนือ้ ท่ีทั้งหมด ๗๐ ไร่ (เนอ้ื ที่ในส่วนท่ีมเี อกสารสทิ ธจ์ิ ำ�นวน ๑๕ ไร)่
ปจั จุบันมี หลวงปสู่ ังข์ ฐานสิ สโร อายุ ๙๕ ปี ๒๑ พรรษา เป็นประธานสงฆแ์ ละคอยดูแลรักษา
สถานทแี่ หง่ นี้ ท่านไดอ้ ุปสมบท เมอื่ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๓๓
ศาลาหอฉนั สร้างเสรจ็ เมอ่ื ปี ๒๕๒๐ นับเปน็ มงคลอย่างย่งิ ท่ี
มีองค์หลวงปู่ชอบ ได้เมตตามาช่วยสรา้ งให้
สมัยก่อนวดั นี้สัตว์ปา่ เยอะมาก เชน่ เสอื ชา้ ง เกง้ หมปู ่า ฯลฯ
เพราะเป็นสถานท่ีติดกับภูหลวง และอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา
ครั้งหนึ่ง พลเอกอาทิตย์ กำ�ลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบก
เคยน�ำ ก�ำ ลงั ทหารมาปราบพวกลัทธิคอมมวิ นสิ ต์ (ผกค.) เพ่ือรักษา
ความสงบของบ้านเมือง
(ลัทธคิ อมมวิ นิสต์ คอื ลทั ธิเก่ยี วกบั การจัดระเบียบสงั คม ทีย่ ึดหลัก
ว่าการรวมกันของบรรดาทรัพย์สินท้ังหลายเป็นของกลางร่วมกันท้ังหมด
เอกชนจะถือกรรมสิทธิใ์ นอสังหาริมทรพั ยม์ ิได)้
129
ประวัตกิ ารจำ�พรรษา
พรรษาที่ ๓๒
ปพี ุทธศักราช ๒๕๒๔
จำ�พรรษาที่วดั ปา่ บ้านสวนกล้วย อ.ภูเรือ จ.เลย
พระประธานวดั ป่าบ้านสวนกลว้ ย
โดยในปนี ้ีมพี ระภกิ ษุไดม้ าขอรว่ มจำ�พรรษาด้วย ดงั นี้
หลวงปู่ลี กุสลธโร (เปน็ ประธานสงฆ)์
หลวงพ่อคำ�ผอง กุสลธโร (ปัจจบุ ันท่านละสงั ขารแล้ว)
หลวงพอ่ จันทรเ์ รียน คุณวโร (ปจั จุบนั ท่านพำ�นักอยูท่ ่ีวดั ถ้ำ�สหาย อำ�เภอหนองวัวซอ จังหวดั อดุ รธานี)
หลวงพอ่ ค�ำ บอ่ กนั ตวโี ร (ปัจจุบนั ท่านพำ�นักอยทู่ ่ีวัดอุดมมงคล อ�ำ เภอนครไทย จงั หวดั พิษณุโลก)
พระอาจารย์อทุ าน จารธุ มั โม (ปัจจบุ นั ท่านพ�ำ นักอยู่ที่วดั ภูผาแดง)
พระอาจารย์จันทร์เพง็ (ปจั จบุ ันทา่ นพ�ำ นกั อยู่ทีว่ ัดปา่ นโิ ครธาราม จงั หวดั อดุ รธาน)ี
หลวงปู่พันธ์ ฐิตธัมโม (ปัจจุบนั ทา่ นพ�ำ นกั อยู่ทวี่ ดั ปา่ สันติธรรม อ�ำ เภอเมือง จงั หวดั เลย)
ศาลาวดั ป่าบ้านสวนกล้วย เสนาสนะภายในวดั ปา่ บา้ นสวนกลว้ ย
130
พรรษาท่ี ๓๓
ปพี ุทธศักราช ๒๕๒๕
จ�ำ พรรษาทวี่ ัดดอยเทพนมิ ติ (ถำ้�เกยี ) อ.หนองววั ซอ จ.อุดรธานี
นับเปน็ ปีแรกท่ีพระเถระผทู้ รงธรรมท้ัง ๒ องค์ ได้มโี อกาสจำ�พรรษาร่วมกัน และท่านทั้งสอง
กย็ ังเปน็ พีน่ อ้ งร่วมสายโลหติ เดยี วกนั อกี ดว้ ย
หลวงปู่มี ปมุตโต สมัยท่ีท่านยังเป็นฆราวาสนั้นมีศักดิ์เป็นพี่ชายของหลวงปู่ลี ในกาลต่อมา
ท่านทั้งสองได้หันหน้าเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ อยู่ในเพศของสมณะผู้ปฏิบัติหวังเพ่ือหลุดพ้นจากกิเลส
ทั้งปวง โดยหลักธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้แล้วท่านท้ังสองจะเคารพกันตามอายุพรรษา
ซง่ึ องคห์ ลวงป่ลู ี มอี ายุพรรษามากกวา่ ๑๘ พรรษา
หลวงปูล่ ี อปุ สมบทเม่อื อายุได้ ๒๙ ปี ในวันท่ี ๓๐ เดอื นมกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
หลวงปู่มี อุปสมบทเม่อื อายุได้ ๔๘ ปี ในวันท่ี ๒๐ เดอื นพฤษภาคม ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๑๐
การตัง้ วดั ดอยเทพนมิ ิต (ถ้ำ�เกีย)
สมัยหนึ่งท่ีบา้ นหนองบวั บานมกี ารเปลีย่ นแปลงที่สำ�คัญเกดิ ขึ้น เนื่องจากโครงการทำ�เขือ่ นเก็บ
กักน�ำ้ ในพนื้ ทบี่ ้านหนองบัวบาน ซง่ึ โครงการน้ีทำ�ให้หลวงปูอ่ ่อนได้ปรารภว่า พน้ื ทีข่ องวดั หนองบัวบาน
อาจถูกนำ้�ท่วมจมหายไปหมด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หลวงปู่อ่อนท่านก็ไม่ได้เตรียมรับสถานการณ์ต่อ
โครงการที่อาจจะเกดิ ขน้ึ เพียงแตไ่ ด้ปรารภกบั บรรดาลูกศษิ ย์ในวัดว่า ใครจะไปไหนกใ็ หร้ บี ไป ให้หาวดั อยู่
เพราะไม่แนไ่ มน่ อนวา่ วดั หนองบัวบานจะถูกน้�ำ ท่วมจนจมเขอื่ นหรือไม่
หลวงปมู่ ี ปมตุ โฺ ต สถานทปี่ ระชมุ เพลงิ 131
ประวัติการจ�ำ พรรษา
วหิ ารพระนอน ศาลาวัดถ้ำ�เกยี
ด้วยเหตุผลน้ีเองท่ีทำ�ให้บรรดาพระลูกศิษย์ของหลวงปู่อ่อนหลายรูป กราบลาท่านออกจากวัด
หนองบวั บาน ซ่ึงก็รวมถึงหลวงปูม่ ีลกู ศษิ ย์ผ้อู ยูจ่ �ำ พรรษากับทา่ นผา่ นมา ๓ พรรษาแลว้ ดว้ ย เม่ือออก
จากบ้านหนองบัวบาน ท่านก็ได้เท่ียววิเวกเรื่อยมากับท่านพระอาจารย์ยัง จนถึงบริเวณภูเขาน้อยๆ
ลูกหนงึ่ ซึ่งมีลักษณะทชี่ าวบา้ นเรยี กว่า ภูก�ำ พรา้ * ซึง่ แตก่ ่อนบรเิ วณภเู ขาลกู นที้ า่ นกเ็ คยเที่ยวลัดเลาะ
ผา่ นมาเมอื่ ครงั้ ยงั เปน็ นายพราน จากนนั้ ดว้ ยกศุ ลจติ ความศรทั ธา ความเสยี สละจากชาวบา้ นเปน็ เบอื้ ง
ต้นในการให้ทาน ท้ังขวนขวายอนุเคราะห์ในการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ สถานที่อันเงียบสงบ วิเวก
บริเวณแห่งน้ี ต่อมาจงึ เปน็ ทพี่ กั ปฏบิ ัตธิ รรมของครบู าอาจารย์
ปัญหาการขาดแคลนน้ำ�สำ�หรับใช้สอยอปุ โภคบริโภค สถานท่ีแหง่ นีส้ ำ�หรับเรือ่ งน้�ำ ท่ใี ช้ จะตอ้ ง
เดนิ ลงไปถงึ บอ่ หนา้ วดั ซง่ึ อยคู่ อ่ นขา้ งไกลจากบรเิ วณกฏุ ทิ อ่ี ยู่ แตด่ ว้ ยชาวบา้ นญาตโิ ยมทที่ �ำ ไรอ่ ยบู่ รเิ วณ
นั้นมีกุศลจิตได้ขอปวารณาสละแรงช่วยเข็นน้ำ�ข้ึนมาถวายครูบาอาจารย์ได้ใช้อุปโภคบริโภคตามเห็น
สมควร
จากเร่ิมต้นท่ีอยู่ที่อาศัยเป็นเพียงกระต๊อบเล็กๆ มุงหญ้าคา พอได้อาศัยหลบฝนบังแดดอยู่ไป
ชั่วระยะ ถนนหนทางเดิมทีเคยอาศัยทางเกวียนเล็กๆ เป็นเส้นทางสัญจร ต่อมาก็ได้พัฒนาพ้ืนที่เป็น
ถนนหนทางท่ีสะดวกในการคมนาคม ท้ังเพ่ือวัดและเพื่อประชาชน ชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่ในบริเวณ
ใกล้เคยี ง เน่ืองมาจากความเสยี สละของชาวบ้านหลายคน ไดอ้ ุทศิ ที่ดินของตนเพอ่ื ประโยชนส์ ่วนรวม
เสนาสนะต่างๆ ท่ีเริ่มจะทรุดโทรมก็ได้เปล่ียนมาเป็นกุฏิ ศาลา อันมั่นคงถาวรจากนำ้�ใจของชาวบ้าน
และแรงศรัทธาของญาติโยมท่ัวไป ท่ีสำ�คัญได้อาศัยบุญบารมีของครูบาอาจารย์ จึงเป็นวัดที่สมบูรณ์
แบบขึน้ มาหรอื เรียกกันวา่ วดั ดอยเทพนิมติ (วดั ถำ�้ เกีย) ด่งั ที่เห็นในปัจจุบัน
* ภูกำ�พร้า หมายถึง ภูเขาทตี่ ้ังอยลู่ ูกเดยี วท่ไี ม่มีเทือกเขาเชือ่ มโยงกับภูเขาลกู อ่นื ๆ อกี
132
สภาพท่วั ไป และธรรมชาตภิ ายในวดั ถำ�้ เกีย
ขนาดของศาลาวดั ถ�ำ้ เกยี นนั้ อาจจะดวู า่ คอ่ นขา้ งใหญโ่ ต หลวงปมู่ ที า่ นไดพ้ ดู เกย่ี วกบั การกอ่ สรา้ ง
ศาลาหลังน้ีว่า “หลวงปู่อ่อนเพิ่นว่า หลวงตาเกล้าต้องเฮ็ดศาลาหลังใหญ่ๆ ลูกศิษย์ซิหลาย” และก็
เปน็ ความจรงิ ตามทห่ี ลวงปู่ออ่ นท่านทักเอาไวเ้ ม่อื ครง้ั อดตี เพราะว่าเมอ่ื ปี ๒๕๔๐ ศาลาวดั ถ�ำ้ เกียเป็น
สถานทใ่ี ชส้ อยคอยตอ้ นรบั ญาตโิ ยมทมี่ าจากทศิ ตา่ งๆ เพอื่ ท�ำ บญุ ใหท้ านไมเ่ คยเวน้ ในแตล่ ะวนั และศาลา
ที่เห็นอยู่นีก้ ไ็ มเ่ คยวา่ งโหรงเหรงจากผคู้ น อกี ทง้ั เทยี บกับจำ�นวนพระเณร พื้นท่ขี องศาลาก็ไมถ่ ือว่าใหญ่
มากจนเกนิ ไป เนอ่ื งจากพระสงฆห์ ลายสิบรปู ตอ้ งใชพ้ ้ืนทน่ี ้ีส�ำ หรับปฏิบตั ิศาสนกิจต่างๆ ตั้งแตอ่ าศยั เปน็
สถานทฉี่ นั จงั หนั เปน็ ทส่ี วดมนตท์ �ำ วตั ร เปน็ ทป่ี ระกอบสงั ฆกรรมตา่ งๆ และเปน็ ทแ่ี สดงพระธรรมเทศนา
อบรมสงั่ สอนพระภิกษสุ ามเณร ตลอดจนประชาชนท่ัวไป
ณ วดั ถำ�้ เกยี แห่งน้ีก็มีเรื่องท่ีเปน็ มหามงคลเกดิ ขน้ึ อกี ครงั้ คือ หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปนั โน
ไดเ้ มตตาเดนิ ทางมาเยยี่ มหลวงปมู่ ที ว่ี ดั ถ�ำ้ เกยี อยหู่ ลายครง้ั หลายคราว ทง้ั ยงั เมตตาแนะน�ำ ใหผ้ มู้ ศี รทั ธา
ใคร่บวชในพระพุทธศาสนาบางคนเดินทางมาปฏิบัติธรรมเป็นศิษย์วัดถำ้�เกีย และปรารภถึงหลวงปู่มี
ใหญ้ าติโยมทมี่ จี ติ ศรัทธาได้รูจ้ กั
หลวงปู่มี พูดถึงเร่ืองหลวงตามหาบัว อนุเคราะห์วัดถ้ำ�เกียไว้ว่า “เงินท่ีให้ไป ไปย้ายกุฏิ
เลาะศาลาหนีเดอ้ หลวงตาเกลา้ ” และในเวลาท่ีท่านพาพระเณรทำ�กุฏิ ทา่ นก็พูดด้วยความปตี ดิ ใี จอีกวา่
“อาจารยม์ หาบัวให้เงินมาสี่หมืน่ ฟา่ วเฮ็ดตั้ว”
แม้ว่าหลวงตามหาบัวจะมีความเมตตาต่อวัดถ้ำ�เกีย แต่ภาระหน้าท่ีให้ความอนุเคราะห์
ท้งั พระเณร และญาติโยมในทกุ สารทิศ ท�ำ ให้ทา่ นไมส่ ามารถสละเวลามาเย่ียมเยยี นด้วยองค์ท่านเองได้
บ่อยครั้ง แต่ในทุกปีวันทำ�บุญระลึกถึงโยมมารดาขององค์หลวงตามหาบัว จะเป็นโอกาสอันดีที่หลวงปู่มี
จะเดินทางไปร่วมบญุ กบั หลวงตามหาบวั ทวี่ ัดป่าบ้านตาดอยเู่ สมอ
133
ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา
พรรษาท่ี ๓๔
ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๒๖
จำ�พรรษาทวี่ ดั ป่าหนองไฮ
อ.เมือง จ.อุดรธานี
วัดปา่ หนองไฮ มีเน้อื ที่ ๑๕๐ ไร่ ลักษณะภูมปิ ระเทศทว่ั ไปเป็นภเู ขา มีสัตว์ทอ่ี าศยั อยู่ภายในวัด
ได้แก่ เหน ลิง กระรอก ไก่ ฯ ระยะทางเขตวัดห่างจากหมู่บ้านหนองไฮประมาณ ๑๘ เสน้ ๖ วา
หลวงปู่ค�ำ ดี ตนั ติปาโล เปน็ ผบู้ กุ เบกิ ตั้งวัดนขี้ ้ึนในปี พทุ ธศักราช ๒๕๑๒ ในปีนั้นมีพระจ�ำ พรรษา
ดว้ ยกันทงั้ หมดจ�ำ นวน ๕ รปู
ในช่วงท่หี ลวงป่ลู ี กุสลธโร มาพกั ปฏิบตั ธิ รรม ณ สถานที่แหง่ นี้ ท่านได้สร้างเสนาสนะคอื กุฏิ
๒ หลัง เพือ่ หวังให้เปน็ ประโยชน์ในพทุ ธศาสนาตอ่ ไปในอนาคตขา้ งหนา้ องค์หลวงป่ไู ดม้ าจำ�พรรษาปี
พุทธศกั ราช ๒๕๒๖ รวมระยะเวลาประมาณ ๗ เดือน
ณ สถานท่ีแห่งน้ีเคยมีพระกรรมฐานครูบาอาจารย์องค์สำ�คัญหลายองค์มักจะมาพักปฏิบัติธรรม
อยู่เปน็ ระยะๆ อาทิเชน่
ในปพี ทุ ธศักราช ๒๕๓๔ หลวงปถู่ ิร ฐติ ธมั โม ได้มาพกั และสรา้ งโบสถ์ เสรจ็ เมื่อปพี ุทธศักราช ๒๕๓๕
หลวงปูบ่ ญุ มี ปริปุณโณ ก็เคยมาพักปฏิบัตธิ รรม (ชว่ งนอกพรรษา)
หลวงพ่ออนิ ทรถ์ วาย สันตสุ สโก เคยมาพักปฏบิ ตั ธิ รรม (ชว่ งนอกพรรษา)
ปจั จบุ ัน พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงพอ่ ผัน ฐติ โสภิโน) พรรษา ๔๑ เป็นพระครูช้นั โท
ดำ�รงตำ�แหน่งเปน็ เจา้ อาวาสวัดป่าหนองไฮแหง่ น้ี
สภาพทว่ั ไป และธรรมชาตภิ ายในวดั ปา่ หนองไฮ
ประวัติการจ�ำ พรรษา
ไปช่วยสรา้ งวดั ป่าภรู ิทัตตปฏปิ ทาราม
(หลวงปเู่ จ๊ยี ะ จนุ โท)
หลวงป่เู จย๊ี ะ จุนโท หลวงปู่ลี กุสลธโร
ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ปีนี้จำ�พรรษาอยู่วัดป่าบ้านหนองไฮ พอออกพรรษาแล้วองค์หลวงตา
มหาบวั ได้สง่ั ให้ไปชว่ ยสรา้ งวัดป่าภูรทิ ตั ตปฏิปทาราม อำ�เภอสามโคก จงั หวดั ปทุมธานี มอบปัจจยั ให้
๑๐๐,๐๐๐ บาท และสัมภาระเต็มรถ หม่อมราชวงศท์ องศริ ิ ทองแถม (คณุ ชายปำ�๋ เปน็ ผู้ขับรถให)้
องค์หลวงตาฯ ส่ังว่าให้ไปสร้างกุฏิและเสนาสนะเอาไว้ เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายไปบอกท่านเจ๊ียะ
จากนน้ั ทา่ นไดเ้ รยี กหลวงปเู่ จยี๊ ะ จนุ โท มาหาทวี่ ดั ปา่ บา้ นตาด พอเสรจ็ ธรุ ะหลวงปเู่ จย๊ี ะกลบั ไปทจ่ี งั หวดั
ปทุมธานี ทกุ อยา่ งก็สรา้ งเสรจ็ เรียบรอ้ ยแลว้
หลวงปู่ลี ต้งั ใจว่าจะไปจะช่วยงานพระราชทานเพลงิ ศพหลวงปู่ขาว อนาลโย ทว่ี ดั ถ้�ำ กลองเพล
ก็เลยมาแวะพักท่ีวัดป่าบ้านตาดจึงได้มาช่วยสร้างห้องน้ำ�ที่หน้าศาลา พอหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต
ไดม้ าพบหลวงปู่ลี กเ็ ลยพูดว่า “ฮว่ ยผูเ้ ฒ่าป่านใดจ๋ ะไปส่อยงานวดั ถำ�้ กลองเพล” (อา้ ว ผู้เฒา่ เมื่อไหร่
จะไปช่วยงาน)
จากนนั้ หลวงปลู่ กี ไ็ ดไ้ ปชว่ ยงานพระราชทานเพลงิ ศพหลวงปขู่ าว จนงานส�ำ เรจ็ ลลุ ว่ งผา่ นพน้ ไปได้
ดว้ ยดี ตอ่ มาเมือ่ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๒๗ ทา่ นพระอาจารยบ์ ญุ หล่นั กนั โตภาโส ก็ได้เดินทางมากราบ
อาราธนานมิ นตห์ ลวงปลู่ ไี ปอยจู่ �ำ พรรษา ณ วดั ปา่ ประสทิ ธสิ ามคั คี เพอื่ โปรดเมตตาชาวบา้ นตา้ ย อ�ำ เภอ
สวา่ งแดนดนิ จงั หวดั สกลนคร สว่ นทางหลวงปเู่ จย๊ี ะกอ็ ยากจะใหห้ ลวงปลู่ ไี ปอยดู่ ว้ ยทป่ี ทมุ ธานเี หมอื นกนั
136
พรรษาที่ ๓๕
ปีพุทธศักราช ๒๕๒๗
จำ�พรรษาที่วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี
อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
ในปนี เี้ ปน็ ปแี รกทห่ี ลวงปลู่ ไี ดม้ าจ�ำ พรรษา หลงั จากทไี่ ดเ้ มตตารบั นมิ นตจ์ ากพระอาจารยบ์ ญุ หลน่ั
กนั โตภาโส ทา่ นกไ็ ดร้ ว่ มจ�ำ พรรษาด้วย
เมอื่ ในอดตี ทผี่ า่ นมาสถานทแี่ หง่ นี้ ทา่ นพระอาจารยส์ พุ ฒั น์ สขุ กาโม ไดเ้ ปน็ เจา้ อาวาสและอยพู่ กั
จ�ำ พรรษาทนี่ เี่ ปน็ เวลานานทส่ี ดุ ซง่ึ ทา่ นไดม้ รณภาพดว้ ยประสบอบุ ตั เิ หตเุ ครอื่ งบนิ ตก ทอ่ี �ำ เภอคลองหลวง
จังหวดั ปทุมธานี เมอื่ วนั ที่ ๒๗ เดือนเมษายน พทุ ธศักราช ๒๕๒๓ พร้อมด้วยพระคณาจารย์อกี ๔ องค์ คือ
หลวงปบู่ ญุ มา ฐติ เปโม
พระอดุ มสังวรวิสทุ ธิเถร (พระอาจารย์วนั อุตตฺ โม)
พระอาจารยจ์ วน กลุ เชฏโฐ
และทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ทอง ธมั มวโร
๕ พระบรู พาจารย์
พระกรรมฐานศิษยส์ ายหลวงปู่มนั่ ภูรทิ ตั โต
พระอาจารยบ์ ุญหลั่น กันโตภาโส
ประวตั กิ ารจ�ำ พรรษา
ท่านพระอาจารยส์ ุพัฒน์ กบั หลวงปลู่ ี ท่านทั้งสองเปน็ สหธรรมิกซึง่ กนั และกนั มคี วามสนิทสนม
ค้นุ เคยกนั มานาน อกี ทั้งยงั เคยรว่ มปฏิบัติธรรมและจ�ำ พรรษาดว้ ยกันหลายแห่ง เชน่
ในปีพทุ ธศักราช ๒๔๙๖ ทา่ นพระอาจารยส์ ุพัฒน์ สขุ กาโม เคยจำ�พรรษารว่ มกนั กับหลวงปูล่ ี
กุสลธโร เมือ่ สมยั ครง้ั อยูเ่ สนาสนะปา่ บา้ นหว้ ยทราย อำ�เภอค�ำ ชะอี จังหวัดมกุ ดาหาร
ภายใต้ร่มธรรมขององคห์ ลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน เป็นผใู้ ห้การอบรมดา้ นจติ ตภาวนา จากนน้ั ใน
ระยะโอกาสต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ ก็ได้ไปอยู่ท่ีสถานีทดลองการเกษตร (วัดชากใหญ่) จังหวัด
จันทบุรี
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๔ เคยรว่ มจ�ำ พรรษาท่วี ดั ป่าบา้ นตาด จังหวดั อุดรธานี
ปีพทุ ธศักราช ๒๕๐๖ เคยร่วมจ�ำ พรรษาท่วี ดั ถ้ำ�กลองเพล จงั หวดั หนองบวั ล�ำ ภู ฯลฯ
พระอาจารย์สพุ ัฒน์ สขุ กาโม (ท่มี าของช่ือ ทา่ นอุปคุต)
คร้ังหนึ่ง ณ วัดป่าอุดมสมพร อำ�เภอ
พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วันหนึ่ง
หลวงปู่ฝ้ัน อาจาโร กำ�ลังแสดงพระธรรม
เทศนาอบรมลกู ศษิ ย์ ตงั้ แตช่ ว่ งค�ำ่ จนถงึ เวลา
ดึกสงัด ขณะนั้นท่านพระอาจารย์สุพัฒน์
ทา่ นก�ำ ลงั รสู้ กึ เพลยี และมอี าการงว่ งนอนเปน็
อยา่ งมาก จนถงึ กบั พลาดตกศาลาลงไปเสยี ง
ดงั มาก
พอรงุ่ เชา้ วนั ตอ่ มา มเี ดก็ นอ้ ยทมี่ าวดั ไดเ้ อย่ ปากถามแมด่ ว้ ยความไมป่ ระสาวา่ เมอ่ื คนื เสยี งอะไร
ดังเหรอ (สว่ นแม่ของเดก็ คนนน้ั เกรงวา่ พระทา่ นจะอาย ก็พยายามบอกลกู ว่า อยา่ พูดๆ )
เมอ่ื หลวงปฝู่ น้ั ทา่ นไดย้ นิ ดงั นน้ั จงึ พดู ขน้ึ วา่ ไมม่ อี ะไรหรอกโยม พระทา่ นปราบมารเฉย ๆ หรอก
นี่จึงเป็นท่ีมาของช่ือ พระอุปคุต ซ่ึงองค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ท่านมักจะเรยี กช่อื นเี้ สมอๆ
138
พิพธิ ภณั ฑอ์ ฐั บรขิ าร พระอาจารยส์ พุ ัฒน์ สขุ กาโม กุฏริ บั รองพระเถระ
รายชอ่ื พระ-เณร ท่จี �ำ พรรษาปพี ุทธศกั ราช ๒๕๒๗
ณ วัดป่าประสิทธิส์ ามัคคี บ้านต้าย ต�ำ บลบ้านต้าย
อ�ำ เภอสว่างแดนดนิ จังหวดั สกลนคร
๑. หลวงปลู่ ี กสุ ลธโร อายุ ๖๒ พรรษา ๓๕ ๘. พระสี วรธัมโม
๒. พระบญุ หลั่น กนั โตภาโส ๙. พระคำ� โชติปุญโญ
๓. พระวชิ ยั กนั โตภาโส ๑๐. พระสมพงษ์ อนุตตฺ โร
๔. พระประสงค์ สจุ ิตโต ๑๑. สามเณรสมพฒั น์
๕. พระดาหวนั ตาณรโต ๑๒. สามเณรระนอง
๖. พระชนิ ตา ชินวังโส ๑๓. สามเณรมนตรี
๗. พระกองสนิ สีลสทุ โฺ ธ
สภาพธรรมชาติ บรรยากาศทั่วไปภายในวัดป่าประสทิ ธิส์ ามัคคี
139
ประวัตกิ ารจำ�พรรษา
พรรษาท่ี ๓๖
ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๒๘
จำ�พรรษาท่วี ัดปา่ บา้ นสวนกลว้ ย อ.เมือง จ.เลย
ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงปู่ลี เมตตามาโปรด
ชาวบา้ นสวนกล้วย
ปนี ม้ี ีพระรว่ มจำ�พรรษา ดังนี้
หลวงป่ลู ี กุสลธโร (ประธานสงฆ์)
หลวงพ่อนิพนธ์ อภปิ สันโน
หลวงพอ่ สมศรี อัตตสิริ
พระอาจารยจ์ นั ทร์เพ็ง
พระอาจารย์อทุ าน จารุธมั โม
สภาพธรรมชาติ และบรรยากาศทว่ั ไปภายในวดั ป่าบ้านสวนกลว้ ย
140
พระอาจารย์นิพนธ์ อภิปสันโน
เจ้าอาวาสวัดป่าศาลานอ้ ย อ�ำ เภอด่านซ้าย จงั หวัดเลย
ทา่ นเกดิ ทจ่ี ังหวัดอุบลราชธานี มาเติบโตและเรียนหนงั สอื อยู่ทีจ่ ังหวดั อุดรธานี ต่อมาท�ำ หน้าท่กี าร
งานประสบแตค่ วามผดิ หวงั หมดอาลยั ในชวี ติ ญาตพิ น่ี อ้ งและครบู าอาจารยก์ เ็ ลยแนะน�ำ วา่ ใหล้ องบวช
เพ่อื ทดแทนบญุ คณุ บดิ ามารดา เมื่อลาสกิ ขาแลว้ จะได้เจรญิ ก้าวหน้าในหนา้ ทก่ี ารงาน ไมป่ ระสบความ
ผิดหวงั ท่านจึงคดิ จะบวชลองดูสกั ระยะหน่งึ เผื่อวา่ จะดีอยา่ งท่แี นะนำ� ญาติพน่ี อ้ งจงึ ไดพ้ าทา่ นมาบวช
กบั หลวงปู่จันทร์ศรี ทีว่ ัดโพธิสมภรณ์ เม่อื ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘ ขณะอายุได้ ๒๙ ปี (ปัจจุบนั อายุ ๖๖ ปี)
แลว้ ไปอยศู่ กึ ษาปฏบิ ตั ธิ รรมทวี่ ดั ปา่ หนองแซง อ�ำ เภอหนองววั ซอ จงั หวดั อดุ รธานี ในชว่ ง ๑๕ วนั สดุ ทา้ ย
กอ่ นที่หลวงปบู่ วั สริ ิปณุ โณ จะละสงั ขาร ไดร้ ับโอวาทธรรมจากครบู าอาจารยท์ ีส่ ำ�คญั ๆ ไดแ้ ก่ พระ
อาจารย์สิงห์ทอง ธมั มวโร หลวงป่จู ันทา ถาวโร พระอาจารย์ค�ำ สด อรุโณ พระอาจารยพ์ งษ์ ธมั มาภิรโต
ไดต้ ง้ั ใจปฏบิ ตั บิ �ำ เพญ็ ภาวนาจนจติ ใจไดร้ บั ผลแหง่ การปฏบิ ตั ิ เกดิ ความสงบระงบั จงึ เลกิ คดิ ทจี่ ะลาสกิ ขา
มุ่งม่ันพากเพียรเพื่อความเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา พักภาวนาในสถานท่ีวิเวกกับครูบาอาจารย์
หลายแห่ง เชน่ หลวงปู่บญุ มี ปริปณุ โณ, หลวงปเู่ พยี ร วิรโิ ย, หลวงปลู่ ี กุสลธโร เป็นตน้
ท่านได้ติดตามหลวงปู่ลีออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ และอยู่ศึกษาอุบายในการปฏิบัติธรรมกับ
ทา่ นเป็นเวลานานถึง ๙ ปี จากน้ันไดไ้ ปบกุ เบกิ รเิ ริม่ ตั้งวดั ป่านาคำ�นอ้ ย อำ�เภอนายูง จงั หวดั อดุ รธานี
วดั ป่านาคณู อำ�เภอบา้ นผือ จังหวดั อดุ รธานี และวัดป่าบา้ นใหม่ เมอื งพาน อำ�เภอบา้ นผอื จังหวดั
อดุ รธานี อยจู่ �ำ พรรษาเปน็ เวลา ๑๗ ปี แลว้ ตอ่ มาไดย้ า้ ยไปอยทู่ วี่ ดั ปา่ ศาลานอ้ ย อ�ำ เภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั
เลย ดงั น้นั ท่านจึงเปน็ ครูบาอาจารย์ส�ำ คัญรปู หนึ่งทชี่ ว่ ยทำ�นุบ�ำ รุงพระพทุ ธศาสนาใหม้ ั่นคงถาวรสบื ไป
141
ประวัติการจ�ำ พรรษา
พรรษาท่ี ๓๗
ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๒๙
จ�ำ พรรษาท่ีวดั ป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อดุ รธานี
ในปนี ี้หลวงปลู่ ีท่านไดจ้ �ำ พรรษาอย่กู ับพอ่ แมค่ รอู าจารย์ หลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน
สภาพธรรมชาตอิ ันรม่ รื่น และบรรยากาศทั่วไปภายในเขตสงฆ์ วดั ป่าบา้ นตาด
เหมาะสมในการแสวงหาที่วิเวก บำ�เพ็ญเพียรภาวนา สำ�หรบั ผู้ตอ้ งการความพ้นทกุ ข์
142
วดั ปา่ บ้านตาด ต้นธารธรรมของหลวงตา
วัดแห่งน้ีร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยจำ�นวนมาก นกและไก่ป่านานาพันธุ์ส่งเสียงร้องให้ได้ยิน
ตลอดทงั้ วนั แตท่ น่ี า่ แปลกใจคอื วดั แหง่ นม้ี สี งิ่ ปลกู สรา้ งนอ้ ยมาก อาคารทใี่ หญท่ สี่ ดุ ภายในวดั คอื ศาลา
การเปรียญเพียงหน่ึงหลัง ซ่ึงทราบในเวลาต่อมาว่า หลวงตาใช้ศาลาหลังน้ีทำ�กิจกรรมทุกอย่าง คือ
ชนั้ บนเปน็ ทสี่ �ำ หรบั ใหพ้ ระสงฆท์ �ำ สงั ฆกรรม สว่ นชน้ั ลา่ งเปน็ ทส่ี �ำ หรบั ฉนั ภตั ตาหารเชา้ แสดงพระธรรม
เทศนา และปฏสิ นั ถารกับญาติโยมทีม่ ารอพบ
หลวงตาอบรมพระเณรเสมอวา่ ใหอ้ ยอู่ ยา่ งสนั โดษ มกั นอ้ ยและใชป้ จั จยั สญี่ าตโิ ยมถวายอยา่ งคมุ้
ค่าท่สี ดุ กุฏพิ ระมีขนาดเล็กลักษณะเรยี บง่าย พอกนั แดดฝนได้เท่าน้นั แมแ้ ตห่ ลวงตาก็พักอยู่ในกุฏชิ นั้
เดยี วใต้ถนุ สงู ซึ่งทรดุ โทรมจนตอ้ งซอ่ มหลายคร้งั จนถึงเวลาท่ีทา่ นป่วยมากในช่วงปีหลัง ๆ คณะศษิ ย์
จงึ ไดพ้ รอ้ มกันกราบขออนญุ าตยกกุฏิให้สูงข้ึน ปรับให้มี ๒ ชนั้ โดยชนั้ ล่างสร้างเปน็ ห้องปลอดเชอื้
หอ้ งนอนและ ทางจงกรม
นับตั้งแตว่ ดั ป่าบ้านตาดก่อตัง้ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ประชาชนต่างหลัง่ ไหลกนั มาทวี่ ดั เพื่อนมัสการ
และฟังพระธรรมเทศนาจากองค์หลวงตา อีกท้ังยังได้บริจาคเงินและสิ่งของจำ�นวนมาก ซึ่งท่านก็ได้
น�ำ เงินและสง่ิ ของเหลา่ นัน้ ไปมอบให้ผทู้ ่ตี อ้ งการความช่วยเหลือเป็นจ�ำ นวนมาก
ท่านยังสั่งให้สร้างโกดังสำ�หรับเก็บเคร่ืองใช้อุปโภคบริโภคไว้ภายในวัด เพื่อนำ�ไปแจกยังสถานที่
ต่าง ๆ ทร่ี อการอนเุ คราะห์ เช่น ในวัดถิ่นทุรกนั ดาร โรงพยาบาล สถานดูแลเดก็ พิการ เรอื นจ�ำ
ความเมตตาของหลวงตายงั แผไ่ พศาลไปถึงสัตว์ชนิด
ต่างๆ ที่อาศัยอย่ใู นบรเิ วณวัดป่าบ้านตาด อาทิเชน่ กระรอก
กระแต กระจง ไก่ เต่า กระตา่ ย นกยงู สุนขั ฯลฯ ซงึ่ ทา่ น
จะคอยสอดสอ่ งใหพ้ วกเขามีอาหารการกนิ อยา่ งเพยี งพอ สว่ น
สตั วพ์ กิ ารและสัตวท์ ่ถี ูกทอดทิง้ หลวงตากเ็ ปน็ ผสู้ นับสนนุ หลกั
บรจิ าคเงนิ ช่วยเหลือใหส้ ถานสงเคราะหด์ ูแลรกั ษาสัตว์หลาย
แห่ง รวมแลว้ เป็นเงนิ เดือนละหลายแสนบาท
กวา่ ครึง่ ศตวรรษทผ่ี ่านมา วัดป่าบ้านตาดจึงเปน็ ต้นแบบ
ของการรักษาปฏิปทาของวัดฝ่ายอรัญวาสี ซึ่งมีวัตรปฏิบัติเพ่ือมุ่งสู่การหลุดพ้นให้ย่ังยืนสืบไป และ
เป็นตน้ ธารแหง่ การใหท้ ีย่ งั ความชุม่ ชน่ื แกห่ ัวใจผูใ้ ห้ตราบนานเทา่ นาน
143
ประวตั ิการจำ�พรรษา
องคห์ ลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน ทา่ นเคยปรารภเกย่ี วกบั เรอ่ื งการกอ่ สรา้ ง
วัดป่าบ้านตาด กว่าจะสำ�เร็จลุล่วงพัฒนาเป็นวัดที่ถาวรจนกระท่ังถึงทุกวันนี้
เม่ือวนั ท่ี ๑๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ไว้ดังนวี้ ่า
* เศรษฐธี รรมเศรษฐเี งินอยู่ด้วยกัน อบอุ่นท้งั ชาตนิ ีช้ าตหิ น้า *
วดั ป่าบ้านตาด ใครจะเกินกระทงิ แดงเราวะ วา่ ใหม้ ันชดั เจนอยา่ งน้ี ทไี่ หนกพ็ ดู ไปหมดแลว้ ทเี่ รา
เหยยี บเราน่ังนอนอยูน่ ้มี าก่ีปแี ลว้ ใครเปน็ คนสร้างข้ึนมา นี่กระทิงแดง เห็นไหมเนื้อที่ ๓๐๐ ไร่ ซอ้ื ทีเ่ ขา
เทา่ ไร เอาดินมาถมเตม็ ไปหมด ก่อกำ�แพงมากนอ้ ยเพียงไร น่เี ห็นไหมกระทงิ แดง คณุ เฉลยี วกบั คุณ
ภาวนา พรอ้ มทงั้ ลกู ๆ หลานๆ ครอบครัว ยกทพั มาใส่น่ี ศาลาเหน็ อยูน่ ้ันใครสรา้ ง
การสรา้ งศาลาน้กี ม็ าบอกชดั ๆ เลย คราวนี้เป็นกเ็ ป็น ตายก็ตายเทา่ นนั้ มันไปไหนไม่รอดว่าง้นี ะ
ขึ้นมาหาเราเรายงั ไมล่ มื ก็คุณเฉลยี วเรานนั่ ละข้นึ มาหาท่กี ุฏิ วันน้ีสละตายวา่ ง้นั นะ ทำ�ไม กไ็ ม้น้สี ั่งจาก
เวยี งจนั ทนม์ าได้ ๒ ปแี ลว้ มนั จะเนา่ แลว้ จะปลกู ศาลากก็ ลวั แตจ่ ะดๆุ วนั นยี้ อมตายเลย ดกุ ด็ เุ ถอะ อยาก
สรา้ งศาลา ชแ้ี จงเหตใุ หท้ ราบวา่ คนกำ�ลงั ชว่ ยชาตเิ วลานี้หนาแน่น ฝนตกมาเปียกหมดเลย ทนดูอยู่
ไมไ่ หว เอาไมม้ านจี้ ะมาขอสรา้ งศาลาวา่ งน้ั นะ จะสรา้ งนนู้ หยง่ั เสยี งเรา จะสรา้ งนนู้ ฟากภเู สงิ เคงิ สงั โฆ
ไปนู้นนะ หยงั่ เสยี งไว้ เราฟังเหตผุ ลขนึ้ แล้ว ทกุ อย่างพอแลว้ เอ้อ เอาเหตุผลลงกันได้แลว้ ให้สรา้ งได้
ศาลาหลงั นก้ี ะว่าจะเอาเท่าไรว่าซิ ความกวา้ ง ๑๕ เมตร ความยาว ๕๕ เมตร เราก็ค�ำ นวณดู
เอาอย่างนกี้ ็แลว้ กัน เอาความกว้าง ๓๐ เมตร ความยาว ๖๐ เมตร สาธุ เสียงลน่ั วดั แทนท่จี ะเสยี ใจ
ไมเ่ สียใจนะ สาธุ สมใจแลว้ ที่นี่ นั่นละศาลาใหญ่ขึน้ เปน็ ใครสร้างศาลาใหญ่ขึ้นมานี้ วัดกวา้ งแสนกวา้ ง
นใ้ี คร ถมดนิ ทงั้ หมดมแี ตก่ ระทงิ แดงทงั้ นน้ั ถม เปน็ เงนิ สกั กลี่ า้ นๆ ไมร่ นู้ ะ แลว้ ก�ำ แพงรอบหมด ทกุ อยา่ ง
ทำ�ให้เรียบหมดเลยเชียว เราไม่ได้ไปแตะเลย ทางน้ันส่ังทีเดียวสร้างให้เรียบหมด นี่ละวัดเราที่กว้าง
ขวางน้ีเพราะใคร ก็กระทิงแดงของเรา นี่ก็เศรษฐธี รรมเศรษฐีเงินอยูด่ ว้ ยกัน อบอนุ่ ท้งั ชาตนิ ีช้ าติหนา้
ตายๆ ไปเถอะคนเรา ถา้ ลงมสี มบตั ทิ งั้ สองอย่างเตม็ หวั ใจแลว้ ไปเถอะว่างนั้ เลย ไมต่ อ้ งนมิ นตพ์ ระ
มากุสลาก็ได้ บุญกุสลาให้พอแล้ว นอกจากน้ันยังส่งเงินมาเรื่อยกระทิงแดงน่ีน่ะ ส่งเงินมาแต่ละทีๆ
น้อยเมื่อไร เป็นลา้ นๆๆ นู่นน่ะ ตอนทเี่ รากลบั มานีก้ ็ ๕ ลา้ น แนะ่ ส่งตามมาต้ัง ๕ ล้าน คิดดูซนิ ่ะ
144
ก็คงเห็นรายจ่ายของเรา เพราะรายจา่ ยของเรามนั เอาโลกเข้าว่าเลย กระจายหมดเลย ทางนน้ั ก็
ใส่ตมู เข้ามาทลี ะหลายๆ ล้าน สง่ มาเรอ่ื ย เราไปกรงุ เทพคราวนกี้ ็ดู ๑๐ ลา้ นละมงั พอมาน้ีก็ตามหลัง
มาอกี ๕ ลา้ น อยา่ งนั้นแลว้ สง่ อย่างเงยี บๆ ท�ำ อย่างเงยี บๆ ไมบ่ อกใคร
ถึงไม่บอกคนทำ�ก็ไม่ได้หลับหูหลับตาทำ�น่ีลืมตาทำ� ผู้รับก็ลืมตารับจะไม่เห็นกันได้ยังไงใช่ไหม
มนั กเ็ ห็น เหน็ แล้วปากกป็ ิดไมไ่ ด้ มันกต็ อ้ งพูดละซิ พูดตามเร่อื งใหพ้ ่ีนอ้ งทั้งหลายทราบ ใหพ้ ากนั เข้าใจ
เอาไว้ เปน็ คติตัวอยา่ งอนั ดงี าม อย่าพากันขเี้ กยี จข้ีคร้านตระหนี่ถเ่ี หนยี ว เห็นแก่ไดแ้ กก่ ินเห็นแก่กอบ
แกโ่ กย ไปทีไ่ หนคับแคบตีบตัน ไปอยู่โลกน้ีก็คับแคบไปโลกหนา้ คบั แคบ คนทีส่ รา้ งความดีงามไวน้ เี้ ปดิ
ทางตวั เอง ทงั้ สถานท่ีอย่ทู อี่ าศยั เครอ่ื งเสวยน้เี ป็นของทพิ ยท์ ง้ั นนั้ ๆ ไปอยู่ที่ไหนเปน็ ของทพิ ย์ทง้ั หมดที่
ตนสร้างเอาไว้ พากันจ�ำ เอานะ เอาละพอ
(สองสำ�นกั นีฝ้ งั ใจไม่ลมื ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐)
ภาพถ่ายทางอากาศวัดปา่ บ้านตาดยุคปจั จบุ ัน
145
ประวัตกิ ารจำ�พรรษา
พรรษาที่ ๓๘
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๓๐
จำ�พรรษาทว่ี ัดป่าประสทิ ธ์ิสามคั คี อ.สวา่ งแดนดนิ จ.สกลนคร
ในปนี ี้องคห์ ลวงปลู่ ี ทา่ นเมตตาชาวบา้ นตา้ ยจึงไดย้ อ้ นกลบั มาจ�ำ พรรษา ณ สถานที่แหง่
นี้อกี เป็นครงั้ ที่ ๒
ศาลาหอฉนั วดั ป่าประสิทธิส์ ามคั คี กฏุ ทิ ี่หลวงป่ลู ี เคยอยูจ่ �ำ พรรษา
วัดป่าประสิทธ์ิสามัคคี เริ่มก่อสร้างเม่ือปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเมื่อ
วนั ที่ ๘ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓
กระทรวงศกึ ษาธิการประกาศตั้งวัดเมื่อวนั ท่ี ๑๒ เดอื นมีนาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๔
ไดร้ ับพระราชทานวสิ ุงคามสมี า เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนกุมภาพนั ธ์ พทุ ธศักราช ๒๕๔๑
ก�ำ หนดเขต ๒๐ คณู ๔๐ เมตร
ที่ดนิ สร้างวดั เนอื้ ที่ ๕๑ ไร่ ๑ งาน ๙๘ ตารางวา
ทีด่ ินของวัดเน้ือที่ ๑๘๔ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา
รวมเนื้อทที่ ้งั หมด ๒๓๖ ไร่ ๗๖ ตารางวา
รายชอ่ื พระ-เณร ที่จ�ำ พรรษาปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๓๐
ณ วดั ป่าประสิทธส์ิ ามัคคี บ้านต้าย ต�ำ บลบา้ นตา้ ย อำ�เภอสว่างแดนดนิ จงั หวัดสกลนคร
๑. หลวงปู่ลี กุสลธโร อายุ ๖๕ พรรษา ๓๘ ๖. พระสมหวัง โชตธิ ัมโม
๒. พระพระวิชยั กันโตภาโส ๗. พระสารสทิ ธิ์ ฐติ ิญาโน
๓. พระประสงค์ สจุ ิตโต ๘. สามเณรนคร
๔. พระชัง่ โชติธัมโม ๙. สามเณรประยงค์
๕. พระสงบ ปภาโส ๑๐. สามเณรเมตตา
146
พรรษาท่ี ๓๙
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๓๑
จ�ำ พรรษาทวี่ ัดปา่ หว้ ยลาด
อ.ภูเรือ จ.เลย
ศาลาเฉลิมพระเกยี รติ ศาลาหลงั เก่า
ในปีนมี้ พี ระร่วมจำ�พรรษา ดงั น้ี
หลวงปลู่ ี กุสลธโร (ประธานสงฆ)์
พระอาจารยแ์ หว(ปัจจบุ นั ไดย้ อ้ นกลับมาอปุ สมบทอีก), พระอาจารย์ค�ำ บ่อ กันตวีโร,
พระอาจารย์แดง (มรณภาพแล้ว)
ณ สถานท่แี ห่งน้ี พระอาจารย์อุทัย (อ.ต๊กิ ) ฌานุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดป่า
หว้ ยลาด องคป์ จั จบุ นั เคยถกู งกู ะปะกดั ทนทกุ ขท์ รมานจากพษิ งอู ยา่ งหนกั แตด่ ว้ ยเดชะ
บญุ ทา่ นไดร้ บั ความเมตตาธรรมจากองคห์ ลวงปลู่ ี ชว่ ยรกั ษาใหห้ ายจากอาการบาดเจบ็
ของพษิ งู จนสามารถพ้นขีดอันตราย (โดยใช้สารส้มกับใบสาบเสือ)
147
ประวัติการจ�ำ พรรษา
พรรษาท่ี ๔๐
ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๓๒
จ�ำ พรรษาทว่ี ัดปา่ ภูทอง อ.บา้ นผอื จ.อดุ รธานี
ในปนี มี้ พี ระภกิ ษจุ �ำ พรรษาร่วมกนั ทั้งหมดจำ�นวน ๑๘ องค์
พระประธาน หลวงพ่อคณู (เมตตาใหข้ ้อมูลในการทำ�หนังสือ)
ประวัติวดั ป่าภูทอง
เดิมที่วัดป่าภูทอง ต้ังอยู่บริเวณหมู่บ้านภูดิน อำ�เภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เดิมเป็นวัดร้าง
แต่ก่อนมีโบสถ์ร้างซ่ึงไม่มีหลังคามีแค่เสาและใบเสมาทั้ง ๔ ทิศ ซ่ึงมีมาแต่ก่อนต้ังบ้านภูดิน-ภูทอง
ปกคลุมไปดว้ ยปา่ ไม้ปา่ ไผ่เปน็ ปา่ รกทึบ มคี รบู าอาจารย์สายกรรมฐานองคส์ �ำ คญั ไดเ้ คยมาเทย่ี ววเิ วกบา้ ง
เปน็ บางคราว อาทเิ ชน่ หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ , หลวงปตู่ อ้ื อจลธมั โม และครูบาอาจารย์อีกหลายองค์
เมอื่ ปี พุทธศกั ราช ๒๕๐๒ มที ่านพระอาจารย์บัวค�ำ ไดม้ าพกั ภาวนาและได้น�ำ พาชาวบ้านสรา้ ง
เสนาสนะ เปน็ กุฏถิ าวร ๒ หลัง แต่ท่านไมไ่ ด้จำ�พรรษา ซง่ึ มีหลวงพอ่ บัวทอง ไดม้ าจำ�พรรษาเปน็ เวลา
๙ ปี ตงั้ แตป่ ีพุทธศกั ราช ๒๕๐๒-๒๕๑๐ หลังจากนัน้ หลวงพอ่ บวั ทองก็ได้ออกเทย่ี วธุดงคกรรมฐานไป
จ�ำ พรรษาท่ีอื่น ตอ่ มากเ็ ป็นวัดรา้ งอกี เพราะไม่มพี ระมาอยปู่ ระจ�ำ
ตอ่ มาเม่ือปพี ุทธศกั ราช ๒๕๑๙ หลวงปมู่ หาบญุ มี สิรธิ โร ซึ่งทา่ นเป็นพระธุดงคกรรมฐานสาย
หลวงปมู่ นั่ ภรู ิทัตโต ได้มาพักปฏบิ ัตธิ รรมตามนิมิตท่มี ีเทวดาอาราธนานิมนต์ เมอ่ื องค์หลวงปู่มหาบญุ มี
มาอยู่แล้วท่านได้ไตร่ตรองพิจารณาสถานที่แห่งน้ีด้วยเหตุผลเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มบูรณปฏิสังขรณ์
ซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ และสร้างศาลา กุฏิถาวรขึ้นมาและอยู่จำ�พรรษาตั้งแต่ปีพุทธศักราช
๒๕๑๙-๒๕๓๐ รวมเป็นระยะเวลา ๑๒ ปี หลังจากน้ันก็ได้ย้ายไปจำ�พรรษาที่วัดศรีโพธ์ิทอง อำ�เภอ
พนมไพร จังหวัดรอ้ ยเอ็ด และยา้ ยมาอยูท่ วี่ ดั ปา่ วงั เลิง อำ�เภอกนั ทรวิชยั จังหวดั มหาสารคาม ท่านได้
อยโู่ ปรดศษิ ยานุศิษย์ ณ สถานท่แี หง่ นีจ้ นกระท่งั ท่านไดล้ ะสงั ขาร
148
พระอโุ บสถ กุฏิหลวงพอ่ คณู สเุ มโธ หลวงปูม่ หาบญุ มี สิริธโร
ตอ่ มาหลวงปพู่ งษ์ ธมั มาภริ โต ไดม้ าอยจู่ �ำ พรรษาตงั้ แตป่ พี ทุ ธศกั ราช ๒๕๓๐-๒๕๓๑ รวมเปน็ ระยะ
เวลา ๒ ปี จากนน้ั ทา่ นก็ย้ายไปจำ�พรรษาท่ีวัดป่าถำ�้ หีบ ตำ�บลจ�ำ ปาโมง อำ�เภอบา้ นผอื จังหวดั อดุ รธานี
ซึง่ ต่อมาหลวงปลู่ ี กสุ ลธโร กไ็ ด้เท่ยี วธดุ งคม์ าพักปฏบิ ัติธรรมและอยู่จ�ำ พรรษาเมื่อปพี ุทธศักราช
๒๕๓๒ เปน็ ระยะเวลา ๑ พรรษา
เมอ่ื ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๓๓ หลวงพอ่ คณู สเุ มโธ ไดม้ าอยพู่ กั ปฏบิ ตั ธิ รรมและอยจู่ �ำ พรรษาจนกระทงั่
ถงึ ปจั จุบนั น้ี
เหตุท่ไี ดช้ อ่ื วดั ป่าภทู อง
วดั ป่าภูทองในสมัยก่อนมีช่อื วัดคือ วัดปา่ ภูดิน ต่อมาหลวงปูม่ หาบญุ มี สิริธโร จงึ ไดไ้ ปกราบเรียน
ปรกึ ษาองคห์ ลวงปู่แหวน สจุ ิณโณ เม่อื ได้ยินดังนนั้ หลวงปแู่ หวนจึงได้บอกวา่ ท่นี น่ั มีทองเยอะมากซึ่ง
ฝังอยู่ใต้ดิน ฉะน้ันหลวงปู่มหาบุญมีท่านจึงได้เอาตามคำ�ปรารภของหลวงปู่แหวน มาต้ังเป็นช่ือ
วดั ปา่ ภูทอง มาจนกระท่งั ถึงทุกวันน้ี
ตน้ ค้อเขียว ศาลาวัดป่าภทู อง ในปจั จบุ ัน
ต้นค้อเขียว ซึ่งหลวงปู่ลีเคยปลูกไว้เมื่อคราวที่มาพักจำ�พรรษาท่ีวัดป่าภูทอง เม่ือหลวงปู่ลีมีโอกาสได้เจอกับ
หลวงพ่อคณู สุเมโธ ในงานทตี่ ่างๆ ท่านมักจะพูดถึงตน้ คอ้ เขียวตน้ น้อี ยเู่ ปน็ ประจ�ำ
(ไม่วา่ วนั เวลาจะผ่านไปนานสักกป่ี ี สัญญาความจ�ำ ขององค์หลวงปู่ดมี าก และท่านมนี สิ ัยขยันรกั การปลูกตน้ ไม้)
149