อกั ษรธรรมล้านนา ๓๒๑
การอ่านอักษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนือ
งามด่ังเตวะดา
งามฯเลิศฯงามฯลํ้า ผํ่อฯบ่กายฯตา เหืมฯอรเทวดา ล฿งฯมาล่าเหลฯร งามฯแท็งามฯทักฯ
งามฯนักฯงามฯหนฯาเหืมฯอรเทวดาล฿งฯมานั่งฯอู งามฯแอวฯแหลฯวเหืมฯอรแกวฯติดฯตา หันฯเมื่อฯวันฯวาฯ วันฯนี้
ไครฯ่ได
งามฯเลศิ ฯล้าํ พยงฯ ดั่งฯบ่าฯผางฯ ฯสกุ เมอฯ่ืยาฯมเดอรฯื เจัดฯค้าฯงตนฯ฿ งามฯเลิศฯลํ้า
เหฯือมรแวนฯเ่ งัาใส งามฯเหอฯืรม นไ้ี พ เปฯนแม่พรฯเจา เหฯอืมรเลฯศิล้าํ เหมือฯรแวน่เฯ งัาใส ยตก฿ฯ ีฯน
ไพเหรืฯอม ลอฯงเหฯลรฝา งาฯมยยอฯ แฯ ยฯม ทงึฯแกทมฯ งึตฯ า เหมืฯรอ เทวดา มาหฯลอมหล่ ฯเอ บั้าฯ
งามเลิศล้าผ่อบ่ก๊ายต๋า เหมือนเตวดา ลงมาล่าเหล้น งามแต้งามต๊ัก งามนักงามหนา
เหมอื นแตวดาลงมาน่งั อู้ งามแอ้วแหล้ว เหมอื นแกว้ ติดต๋า หนั เม่ือวันวา วนั นใ้ี คไ่ ด้
งามเลศิ ลา้ เปยี งด่ังบา่ ผาง อันสกุ เมอ่ื ยาม เดอื นเจด็ ค้างตน้ งามเลศิ ล้า เหมือนแวน่ เงาใส
งามเหมือนนี้ไป เป๋นแม่พระเจ้า เหมือนเลิศล้าเหมือนแว่นเงาใสยกตี๋นไปเหมือนลองเล่นฝ้า
งามยอ้ ยแยม้ ตึงแกม้ ตงึ ตา๋ เหมือนเตวดา มาหลอมหล่อเบ้า
๔. การอ่านอกั ษรธรรมจากลายมือ
การอ่านจากลายมือไม่ว่าจะเขียนตามธรรมดาหรือจารไว้ในคัมภีร์ใบลาน ถือว่าเป็น
ส่ิงจาเป็นย่ิงในการเรียนอักษรธรรมล้านนา เพราะลายมือของปราชญ์ชาวบ้านแต่ละคนนั้น
เขียนผิดแผกแตกกันออกไป คล้ายตอนท่ีเราเขียนภาษาไทยมาตรฐานย่อมจะมีลายมือสวย
แต่อ่านยาก ลายมือเป็นระเบียบอ่านง่าย ลายมือ ไม่สวยทั้งอ่านยาก ลายมือเล่นหาง ท้ังยังมี
การเขียนออกกฎเกณฑ์ของอักขรวิธี เดิม เป็นต้น ต่อไปนี้ จะยกตัวอย่างลายมือของปราชญ์
แตล่ ะท่านเพอ่ื หัดอ่าน และเปรยี บเทยี บความยากง่ายในการอ่านและตคี วาม ดังนี้
๓๒๒ อกั ษรธรรมล้านนา
อ่านว่า เกิดมาแล้ว เจ็บเป๋นและต๋าย พุทธะทานายไว้ว่าจ๊ะอั้น บางคนอยู่ยาว บางคน
อยู่ส้ัน กั๋มม์ไผกั๋มม์มันเต๊อะนา อันว่าตัวเฮา บ่โวยก็จ้า ต้องต๋าย ดับดิ้น เผาเพลิงแตะแตะ
แยง่ แยะหลงเหลิง ย้ือบเ่ ตงิ เอาไม้สา้ วสิเหลน้ (ท่มี าคารณ ชัยมงคล, ๒๕๖๓ (ออนไลน)์ )
อักษรธรรมลา้ นนา ๓๒๓
การอา่ นอักษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนอื
คาอนุโมทนา
ขออนโุ มทนายนิ ดกี ับดว้ ยทา่ นเจ้าพระครู บาอุน่ ดี โชตปิ ญั โญ พระธาตุ เต่าคา ทไี่ ดต้ ้งั ใจ
ค้นคว้า เรียบเรียงหนังสือปั๊บ กล่าวเข้า (ข้าว) บูชา สืบชาต๋ามงคละข้ึน บ้านลงข่วงท่ีชาวพุทธ
๓๒๔ อักษรธรรมล้านนา
สาสนา เราเจา้ ข้า เคยต้อนใช้ สืบ กันมาหลายช่ัวคนแล้ว แต่ละท่ีบส่ เู้ หมอิ น (เหมอื น)กน๋ั ต่างคน
ตา่ งใช้ ลางเตอื่ ใจ้ (ใช้) ผิด หลงไปกจ็ ้างมี ลางเต้ือมสี ัทธา ต้องกา๋ รมาหายากภอ่ ง (พอ่ ง) เมอ่ื ต่าน
(ท่าน) เจ้าได้ค้นคว้าเซาะหา รวบรวมเป๋นปั๊บหนังสอื สมัยใหม่ง่ายแก่ผู้ต้องการใช้ มีประโยชน์
แต้ๆ (แท้ๆ) กับพระภิกุสังฆเจ้าอาวาสแต้ๆฉันน้ันพระครูบาหลวงจอมเมงิ (เมือง) วัณณสิริ เจ้า
อาวาสวัดปาเจต์ ก็จาด ยินดีกับท่านเจ้าครูบาอุ่นดี เจ้าแต้ๆ ขอบุญกุศล ต้ี (ที่) ท่านเจ้าได้แต่ง
รวบรวมเตื่อนี้ ป๋ารมี เกียวก้าแก่ (เข้าทานอง ปารมีแกแ่ ก้วกลา้ ) และพ้นจากทุกข์ เถิงสุข สมดั่ง
คาปรารถนาทกุ อยา่ งเตอ้ ะ
ขา้ พระครูบาหลวงจ๋อมเมอิ ง (เมอื ง)
เจ้าอาวาสวัดป่าเจตเ์ ม่อื .๒๐๑๑.๕.๖
(เมื่อ ๒๐๑๑ เดือน ๕ วนั ท่ี ๖)
(ถอดความและอา่ นโดย ทรงพล พรมขาว ครูสอนอักษรธรรมล้านนา)
อักษรธรรมล้านนาในการเขยี นลายมอื ยอ่ มจะมตี วั หวัด ตัวบรรจงเชน่ เดยี วกบั อักษรไทย
มาตรฐานและอักษรขอม ซ่ึงการอ่านมียากง่ายไม่เท่ากัน บางทีน้ัน นักอ่านคัมภีร์โบราณ
ท่พี ยายามจะอ่าน และตีความหมายตอ้ งพบกับความยุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างย่งิ หาก
เป็นคาถาอาคมท่เี จ้าของภาษาตง้ั ใจจะซ่อนคาให้รู้เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม นอกจากมีการสร้างคา
ยาก กลอักษรตา่ งๆ ลายมือก็ถือว่าเปน็ รหสั ได้เช่นกัน ดังลายมือขา้ งต้น ผู้อ่านจาจะตอ้ งใชเ้ วลา
บางทตี อ้ งมีการเดา หรือดูบรบิ ทตา่ งๆ ประกอบกอ่ นอา่ นและตีความ
อักษรธรรมลา้ นนา ๓๒๕
การอา่ นอักษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนือ
ทิศท้งั ๖
อาจาริยะ อยทู่ ศิ เบื้องขวา
ปติ ๋ามารดา อยู่ทศิ เบือ้ งหนา้
ลกู เมยี ตน อยหู่ ลงั คอยถ้า
เพื่อฝงู นัน้ นา อยู่ซ้าย
ส่วนทศิ เบอ้ื งบน พระสงฆ์ท่านไท้
บรวิ ารอย่ใู ต้ เนอนาย
หลวกบ้านนอก บเ่ ตา๊ สอกกอกในเวียง
หลวกในเวยี ง บเ่ ตา๊ ข้ีเหมย้ี งในคอก
หลวกในคอก บเ่ ต๊าวอกขยี้ า
หลวกข้ียา บเ่ ตา๊ บ่าทาบิลเลียด ฯ
๓๒๖ อักษรธรรมลา้ นนา
ตกุ๊ ขบ์ ่ไดก้ นิ๋ บม่ ีไผต๋ามไฟส่องตอ๊ ง
ตุ๊กขบ์ ่ได้น่งุ ไดห้ ยอ้ ง (อยอ้ ง) พี่นอ้ งดูแควน
*หมายเหตคุ าวา่ บ่ เขยี นเปน็ อักษรล้านนาได้ ๒ แบบคอื บ่ และ บํ่ แตค่ าวา่ บฯอํ่
หมายถึง บอ่ น้า (สมั ภาษณ์ พระอธกิ ารพิษณพุ ล รูปทอง.อาจารยป์ ระจาวิชาอกั ษรธรรมลา้ นนา
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลัย.วนั ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔)
สว่ นลายมอื ดา้ นบนท้งั ๓ ข้อความ ผู้เขียนไดเ้ ขียนตามแบบฉบับคนโบราณ ซง่ึ มตี ัวกลม
มีเหล่ียม และมีการเลน่ หาง เพราะได้สังเกตจากปราชญ์ชาวบ้านที่เขียนไว้ได้สวยงาม สมัยกอ่ น
นั้นอุปกรณ์การเขียนไม่ได้ทันสมัยอย่างปัจจุบนั สมัยยังเป็นสามเณรใช้ปากกาคอแร้ง จุ่มหมกึ
เขยี น ซึ่งบางทีความสม่าเสมอของลายเส้นไม่ค่อยจะมี เน่ืองจากนา้ หมกึ พอใกลจ้ ะหมดกจ็ ะจาง
โ บ ร า ณ ย่ิ ง ล า บ า ก ต้ อ ง เ ผ า เ ห ล็ ก จ า ร เ พ่ื อ ใ ห้ ค ว า ม ร้ อ น ข อ ง เ ห ล็ ก แ ท ร ก เ ข้ า เ น้ื อ ใ บ ล า น
ตอ้ งมคี วามเพยี รพยามยามสูงมาก
ปจั จุบันผเู้ ขียนใช้ปากกาหมึกซมึ ซงึ่ มีอยูท่ ว่ั ไป เลือกหวั หรอื ปากไดต้ ามใจชอบ มี
ความสะดวกสบาย เขียนงา่ ย แต่อย่างไรก็ดี งานเขยี นโบราณท่ีใช้อุปกรณ์แบบเก่า ยังคง
ความสวยและดูขลังมีเสนห่ ์ในตัว
อกั ษรธรรมล้านนา ๓๒๗
การอ่านอกั ษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนอื
๕. การอ่านจากจารกึ โบราณ
ยิ่งการจารจารึกในสมัยโบราณยง่ิ ต้องสงั เกต (สรุปรูปลักษณ์อกั ษรจาก ศตวรรษที่ ๒๐-
๒๔ กลา่ วไวแล้วในบทที่ ๑) บางทตี ้องสันนิษฐานว่าความน่าจะเป็นคืออะไร เช่น
ลายจารข้างต้นพอสันนิษฐานได้ว่า คือ คฺร ฑจ บน บฺร พฺร รง และ สว ถ้านามา
เปรยี บเทยี บกบั ปัจจุบนั จะไดด้ งั น้ี
ตารางที่ ๑๒๖ ตารางเปรยี บเทยี บลกั ษณะอักษรธรรมโบราณและปัจจบุ ัน
อักษรธรรมโบราณ อกั ษรธรรมปจั จุบัน
ระฯค
ดฯจ
บนฯ
บรฯ
พรฯ
รงฯ
สฯว
(นยั นา โปรง่ ธรุ ะ, ๒๕๓๑)
๓๒๘ อกั ษรธรรมล้านนา
ตารางท่ี ๑๒๗ ตารางเปรยี บเทียบการเขียนศัพท์แบบโบราณและปัจจุบนั
อกั ษรธรรมโบราณ (ราวปี พ.ศ. ๑๒๐๐) ปัจจุบัน
(นัยนา โปรง่ ธรุ ะ,๒๕๓๑)
สทิ ธิฯ
เสฯดจั
สรฯี
เสฯวยิ ฯ
ห฿ร่ฯม หอฯมง
หฯวล งฯ
ลายจารขา้ งตน้ (ราวปี พ.ศ. ๑๒๐๐) พอสันนิษฐานได้ ดงั นี้ สทิ ธฺ ิ เสดจ็ สฺรี (สะหล)ี เสวย
หม่นหมอง และ หลวง ตามลาดับ
การเปรียบเทยี บจะทาให้ชัดเจน เห็นพัฒนาการของตัวอักษรไปในตัว ถ้าจะอ่านอกั ษร
ที่จารึก หรือเขียนด้วยลายมือโบราณได้ ต้องสังเกตการเขียน และรูปลักษณ์ของอักษรโบราณ
ใหไ้ ด้ด้วย เช่น
(รวบรวมจาก นยั นา โปรง่ ธรุ ะ,๒๕๓๑)
อกั ษรธรรมลา้ นนา ๓๒๙
การอ่านอกั ษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนอื
อักษรข้างต้น คือ ต ถ ท ธ น บ ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ศ ส ห ฬ และ อ ตามลาดับ
ลกั ษณะขา้ งต้นแตกต่างจากปจั จุบันไมม่ ากนัก หากเปรียบเทยี บกันจะได้ ดังนี้
ตารางที่ ๑๒๘ ตารางเปรียบอักษรลา้ นนาแบบการเขียนลายมือโบราณและตัวพิมพป์ จั จบุ นั
อกั ษรธรรมโบราณ (ลายมือ) อกั ษรธรรมปจั จุบัน (ฟ้อนท์ตโิ ลก)
ต ถ ท ธ นบ
ปผพภม
ยรลวศสห
ฬอ
อีกอย่างอักษรธรรมล้านนาโบราณ มักจะเขียนคาโดยไม่ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์
ผ้อู ่านจะต้องสงั เกตบรบิ ทของคาควบคกู่ ันไปด้วย และอักษรบางตวั ไมต่ รงกับปจั จบุ ัน อาจ
มีรูปลักษณ์แตกต่างออกไป เช่น
คาอ่าน วา่ ปีเปกิ สนั ในเดือนมาฆ ไทยวา่ เดือน ๕ แรม ๑๒ คา พราได้ วนั เมงิ ไค้ ยามแตร
จักใกล้เทยี งวนั พระจันทร์ เสดจ็ เข้าใกลเ้ สวยนกั ษัตรฤกษ์ ๑๙ ตวั ชอื มูล ติดถี (กรรณกิ าร์ วมิ ล
เกษม, ๒๕๕๘,หน้า ๒๔๒) จะสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่คาว่า ว่า ค่า พร่า ได้ ใกล้ เท่ียง ชื่อ ไม่มี
วรรณยกุ ต์กากบั อยูเ่ ลย ตอ้ งอาศยั ความชานาญในการอ่าน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ บรบิ ทของภาษา
๓๓๐ อกั ษรธรรมลา้ นนา
บางตัวอักษรก็มีรูปลกั ษณ์ไมเ่ หมือนกับปัจจุบัน (คล้ายอักษรมอญ พม่า) เพราะฉะน้นั
หากว่ามีความรู้ด้านภาษาบาลีเป็นทุนเดิมจะเป็นตัวช่วยให้อ่านและสันนิษฐานความหมาย
ไดอ้ ยา่ งเชน่
จะสังเกตเห็นรูปลักษณ์ของอักษรว่า มีบางอักษรยังมีความละม้ายกับอักษรขอม
ลักษณะไม่กลมมนเหมือนปัจจุบัน แต่ในเม่ือเป็นภาษาบาลีผู้รู้ภาษาย่อมจะพออ่านตามบริบท
ได้ ดงั นี้
นมสฺสติ ฺวา ติโลกคคฺ ธมฺมญฺจ
คณมตุ ฺตม หตนตฺ ราโย จตตฺ าโร
ธมมฺ า วฑฺฒนฺตุ เตชสา
(สัมภาษณ์ : ทรงพล พรมขาว ครูอักษรธรรมล้านนากรุณานาเสนอและ ถอดคาจากการสนทนา
ทางออนไลน)์
ตารางท่ี ๑๒๙ ตารางการเขยี นภาษาบาลแี บบโบราณและปัจจุบนั
อักษรธรรมโบราณ อกั ษรธรรมปัจจุบัน คาอา่ น
นมสสฯิตาฯว เลากคฯคํ นมสสฺ ติ วฺ า
ธมมฯญฯจ โลกคฺค ธมฺมญฺจ
คณมตุ ฯมต ํ หตนตฯ คณมตุ ตฺ ม
ราเยา จตาฯต เรา หตนตฺ ราโย
ธมมฯา วฑฒนฯต
จตตฺ าโร ธมฺมา
เตชสา วฑฺฒนฺตุ เตชสา
อักษรธรรมล้านนา ๓๓๑
การอา่ นอักษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนือ
หากเปรียบเทียบอกั ษร จะไดต้ ามตารางขา้ งต้น ซ่ึงรปู ลักษณข์ องตัวอกั ษร แมจ้ ะตา่ งกัน
แต่ไม่มากนัก ผู้อา่ นจะต้องสงั เกตและดูบริบทดังกลา่ ว กอปรกับความรู้ด้านภาษาบาลีประกอบ
ไปด้วย
๖. การอ่านและเดาความหมายจากตารายา
ข้อยากอีกอย่างหน่ึง คือ ภาษาหมอสมุนไพร ซ่ึงมักจะมีลักษณะการเล่นอักษร
โดยมกั จะเน้นในการเขียนประหยดั เนอื้ ที่ และมักจะเขียนโดยไม่ใสว่ รรณยุกต์ ดงั ปรากฏในตารายา
อ้ยุ ผดั อินต๊ะขนั (๒๕๕๐, หนา้ ๑๘-๑๙) ดังนี้
ตารางที่ ๑๓๐ ตารางการเดาความหมายจากตารายาโบราณ
ภาษาในตารายา ถอดตามอักษร ความหมาย
ราัดกิฯยฯม์ ร้าฑกิ ยม รากดิกเดยี ม
ไขืฯน ไขึน้ ไขข้นึ ไขข้ ้ึน
ก่ํฯลาพงุ 3 ตฯว฿ กล่าพุ้ง ๓ ตัว ก๋าป้งุ ๓ ตว๋ั
ขียฯงอ ข่า ขยี องขา่ ขีย้ องขา่
คอฯมทัฯง 2 คอมทัง ๒ คอมทงั้ ๒
ไสฯนําอยอฯ ดฯ ําน้ํ ข จ ใสนาออยดานา ข จ ใสน่ า้ ออ้ ยดานา้ เขา้ จ้าว
ฅาซยีฯง คาชยีง คาเซยี งซี่
ลอัู รอฯ แกฯลก่ ดีฯ ล้อู อรแกลก่ ีด ลูกออ่ นแกก่ ด็ ี
หมยฯ ดฯ ฅฯน฿ หมยดฅน เหมียดฅน
ดอฯัไมเรัยฯ ดอกไมเรย้ ดอกไม้เรี้ย (เฮย้ี )
๓๓๒ อกั ษรธรรมลา้ นนา
ภาษาในตารายา ถอดตามอกั ษร ความหมาย
เพยิลฯ พฯ ฯคงั ีชีพุัะ เพลยิ พงั คีชีพะุ พูเลยิ (ปเุ ลย=ไพล) พงั คี
ชพี กุ
ฝน฿ตฯ ฿กฯน้ฯํจากฯว นิฯ ฝนตกน้าจาวกนิ ฝนใส่ (ตก)น้าขา้ วเจ้ากิน
เดออืฯ ทั 2 ผหฯกั นฯอั ผักแฯ วนหฯ ยาฯ ไซใบงฯ฿ เดอื ทัง ๒ ผกั หนอั ผกั เดอื่ ทงั้ ๒ ผกั หนอก
แวนหยาไซใบง ผักแวน่ หญ้าไซ ใบบง
ขเี ดืรอฯ ขีเตาั้ เหลักามน้มฯํ ขีเดอื รขเี ต้า เหลา้ กามฟกั ขีเ้ ดอื นขเ้ี ตาแหล้กามะนา้
ฟัก มะฟกั
การเขียนตารายาข้างต้น อักขรวิธีบางอย่างท่ีปรากฏได้กล่าวไว้บ้างแล้ว ในคายาก
หรืออักขรวิธีพิเศษ แต่อย่างไรก็ดี ผู้เรียนต้องมีความรู้เรื่องสมุนไพรภาคเหนืออยู่บ้าง มิฉะนั้น
จะสันนิษฐานความหมายได้ค่อนข้างยากแม้อักษรไทยมาตรฐานก็มีการอ่านพลาดได้เช่นกัน
เนอื่ งจากไม่ร้จู ักสมนุ ไพรพอเช่นลูกประคำดีควำยรำกขี้ยำแดงอาจตดั วรรคตอนผิดเป็น ลูกประคำ
ดี ควำยรำกขี้ ยำแดง ท้ังท่ีจริงแลว้ มีตวั ยาเพียง ๒ ชนดิ คือ ลกู ประคำดคี วำย และ รำกข้ยี ำแดง
เปน็ ต้น
สาหรับการอ่านผู้เขียนมีความเห็นว่า ภาษาล้านนา ต้องออกเสียงแบบคนล้านนา
ตัดอิทธิพลของภาษาไทยมาตรฐานออกไป ยกเว้นการปรวิ รรต เช่น คาว่า โรงฯ฿รยฯร ต้องอ่านวา่
โฮงเฮียน ตอฯงทึงฯ ต้องอ่านว่า ต๋องตึง ไม่อ่านว่า ตองทึง ฯลฯ จึงจะได้อรรถรสและความหมาย
ที่แท้จริงของภาษาล้านนา หากยึดตามอักขรวิธีภาษาไทยมาตรฐานบ้าง อักขรวิธีล้านนาบ้าง
จะทาใหส้ ับสนในเนอื้ หา ตอ้ งแยกออกจากกนั ให้ได้
รักฯ หากอ่านเป็น รัก จะกลายเป็นภาษาไทยมาตรฐานไป ต้องอ่านเป็น ฮัก
เพราะในปัจจุบันแม้จะมีอักษร ฮ เพิ่มเข้ามา แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมใช้ อีกอย่างตาราต่าง ๆ
ในภาษาลา้ นนาใช้ ร แทบทง้ั สิ้น มลฯา มา เวลาอา่ นตอ้ งอา่ นเป็น มา้ ทัง้ ๒ แหง่ ไมอ่ ่านเป็น
มล้า ซ่งึ ไม่มีความหมายในภาษาล้านนา
อักษรธรรมล้านนา ๓๓๓
การอา่ นอักษรธรรมล้านนาแบบชาวเหนอื
ฉะนนั้ หลักการอา่ นต้องยึดเสยี ง คา และความหมายของลา้ นนาไว้ หากจะเปล่ยี นแปลง
หลักเกณฑ์หรืออักขรวิธีข้ึนใหม่ ต้องมีการสังคายนาตกลงอย่างเป็นทางการว่าต่อไปจะอ่าน
และเขียนกันอย่างไร แต่ทั้งน้ีคาโบราณเขียนไว้อย่างไร ต้องอนุรักษ์ไว้ เพ่ือศึกษาร่องรอย
พัฒนาการด้านอักขรวิธี เหมือนการอ่านหลักศิลาจารึกหลักต่างๆ ในสมัยสุโขทัยไม่ควรไป
เปลย่ี นแปลงหลักเกณฑ์โบราณทีว่ างไว้
อย่างไรก็ดี ภาษาล้านนานั้น แม้จะรณรงค์กันอย่างไรก็เป็นการยากที่จะกลับมาใช้
หรือกลายเป็นอักษรท่ีมีบทบาทได้อีก เพราะอิทธิพลของภาษาไทยมาตรฐาน สถานะในตอนน้ี
หากจะต่างจากอักษรสมัยสโุ ขทัย ก็คือ ภาคเหนือน้ัน ตามสถานท่ีสาคัญต่างๆ ยังมีการนามาใช้
เปน็ ป้ายช่ือเป็นโลโกส้ นิ ค้าบางอยา่ งอยเู่ ท่าน้นั วงการทใ่ี ชก้ ันอยู่กม็ ีอยูไ่ ม่กี่วงการ
ส่วนดีของการศึกษาอกั ขรวิธีภาษาล้านนาให้ลกึ ซ้งึ จุดหมายหลัก คือ ศึกษาความร้เู ดมิ
ท่ีมีอยู่ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ตารายา นิทานปรัมปรา กวีนิพนธ์แบบล้านนา ค่าว ซอ ตารา
โหราศาสตร์ และตาราการเปา่ เสก เลขยันต์ต่างๆ การเรียนรู้อกั ษรธรรมล้านนาจงึ มีความสาคัญ
อย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือทุกแหง่ ควรนามาเป็นวิชาบังคับหรอื เปิดวิชาเอกซ่ึงก็อยู่ใน
ปรัชญาปณิธานของมหาวิทยาลัยวา่ ดว้ ยการอนรุ ักษศ์ าสตรท์ ้องถิ่นอยู่แล้ว
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๓๕
การปรวิ รรต
บทที่ ๑๑
การปริวรรต
๑. ความรูเ บอื้ งตน
การปริวรรตเปน หน่ึงในเรื่องของภาษาที่มีความสําคัญอยา งมากในการเรียนรู และเขา ถงึ
อยางถองแทข องภาษาน้ัน ๆ กลาวคือ เม่ือเปรยี บเทียบระหวาง สองอักษรสองอักขรวิธีไดกง็ า ย
ที่จะเขาถึงเสียง คํา ความหมาย ของภาษานั้น ๆ ได อีกนัยหนึ่ง แมกระทั่งคํายืมจากภาษา
ตาง ๆ หากนําแตเสียงอยางเดียวก็ไมสมบูรณ หากนํามาเฉพาะศัพทก็ไมสมบูรณอีกเชนกัน
เพราะเสยี งและรปู ศัพทมีความสําคัญทัง้ สองอยา ง จะละเลยอยางใดอยางหน่ึงไมไ ด เพราะเสียง
คํา ความหมาย มีความสําคัญเช่ือมโยงตอกันอยางเล่ียงไมได เชน คําจากภาษาอังกฤษวา see
(เห็น) sea (ทะเล), carpenter (ชางไม) car-painter (คนทาสีรถ), ซึ่งมีความจาํ เปน จะตองดูรปู
ศัพทประกอบดวย ไมใชแตเพียงเสียงเทาน้ัน แมแตภาษาไทยก็ยังคําพองรูป พองเสียง
การปริวรรตทถ่ี อดอักษรและเสียงจงึ จาํ เปน ตอ งพจิ ารณาควบคูกันไปดวย
การปรวิ รรตหรอื การถายถอด คือ การเปลย่ี นรูปอักษรและอักขรวิธแี บบหนึ่งไปเปน อีก
แบบหนึ่งและสามารถเปล่ียนกลับไปเปนรูปอักษรและอักขรวิธีเดิมได โดยอาศัยหลักเกณฑ
การถายถอดที่นักภาษาโบราณกําหนดขึ้น (กรมศิลปากร, ๒๕๕๖, หนา ๑๐๑) สอดคลอง
กบั กรรณิการ วมิ ลเกษม (๒๕๖๔) ท่ีไดก ลาวถงึ การปริวรรตไวว า “การปรวิ รรตเปน การถอ ยทอด
หรือเปลี่ยนรูปอักษรและอกั ขรวิธี แบบหน่ึงมาเปนตัวอักษรและอกั ขรวิธีของอักษรอีกชนิดหน่งึ
อยางมีหลักเกณฑ ซ่ึงเมื่อปริวรรตแลวก็จะสามารถเขียนกลับเปนอักษรและอักขรวิธีเดิมได
และตัวอกั ษรท่จี ะนํามาปริวรรตน้ัน มีทัง้ อกั ษรที่ใชอ ยูใ นปจจบุ นั หรอื อักษรโบราณกไ็ ด” กลาวคือ
การปรวิ รรตตองสามารถปรวิ รรตกันไปมาได โดยเสียง และความหมาย ถา ไมคงเดิมท้ังหมดก็ใหม ี
การผิดเพ้ยี นจากกันนอยที่สุด คงความหมายหรอื อรรถะเดิมที่ผจู ารไวแตแ รกประสงคจะส่อื สาร
๓๓๖ อักษรธรรมลา นนา
๒. เกณฑก ารปริวรรต ๓ แบบ ตามแบบกรมศิลปากร
สวนหลักเกณฑในการถายถอด หรือการปริวรรต กรมศิลปากร (๒๕๕๖, หนา ๑๐๑)
ไดก าํ หนดเกณฑเ อาไว ดังนี้
๑. ถายทอดอักษรแบบตัวตอตัว โดยเร่ิมตนจากอักษรตัวแรกซายมือสุดไปขวามือ
ไมวาอักษรตัวนั้นจะเปนสระหรือพยัญชนะ โดยใหคงเคร่ืองหมายตาง ๆ ท่ีมีอยูเดิมไว
แมจะไมมีใชใ นปจจุบัน เรียกกวา การถา ยถอดตามอักขระที่ปรากฏในเอกสาร
๒. อกั ษรท่ีซอ นกนั บน-ลาง ใหถ า ยถอดอกั ษรทซ่ี อนอยูขางบนกอน แลวใสเ ครื่องหมาย
( . ) ขา งใตอกั ษรน้ัน แลว จึงถายถอดอักษรทีซ่ อ นอยขู างลา งตอ ไป โดยเขยี นใหอ ยูบ รรทดั เดียวกนั
๓. เขียนคําถายถอดดวยอกั ขรวิธีปจจบุ ัน ในข้ันน้ีคําภาษาไทยจะสามารถรูความหมาย
ของคําได สวนคําภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต จะอยูในขึ้นตอนการแบงวรรค แบงคําศัพท
ตามหลักไวยากรณเพอ่ื การสอบคน คาํ ศัพทและแปลตอไป
กฎเกณฑดังกลาว ไดแพรหลายและใชกนั เปนหลักในการปรวิ รรต ถือวาเปนหลกั สากล
ท่ีผูคิดจะปริวรรตภาษาใดสูภาษาใด จะตองยึดกฎเกณฑน้ีเปนหลัก แตก็อาจมีผูเห็นตางบาง
โดยเฉพาะเสียงในภาษาถ่ินซ่ึงมีปญหาในการปริวรรตไดอยูเสมอสําหรับผูไมรูภาษาเดิมน้ัน ๆ
อยา งลกึ ซง้ึ หรอื ไมใชคนทอ งถิ่นทฝ่ี งรากอยูดวยความเปนอยแู ละวฒั นธรรมประเพณีและใชภ าษา
มาต้งั แตต น
๓. เกณฑการปรวิ รรตตามแบบ ศาสตราจารย ดร.ประเสรฐิ ณ นคร
สวน ประเสริฐ ณ นคร (๒๕๔๙, หนา ๔๙) มีความเห็นตางออกไปไมมากนัก
คือ ตองการรักษารูปแบบเดิมไว และควรจะอนุโลมตามเสียงของคนทองถิ่นการปริวรรตนั้น
ควรใหท ราบเน้อื หาอยา งเปนสากลดวย โดยไดแ บงการปรวิ รรต ไว ๓ แบบ ดงั นี้
๑. แบบปรวิ รรตตามรปู อักษรตัวตอตัว
๒. แบบปริวรรตตามเสียงในภาษาทองถ่ิน
๓. แบบปรวิ รรตวรรณกรรมทองถิน่ ใหแพรห ลายออกไปทวั่ ประเทศ
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๓๗
การปรวิ รรต
ทั้งน้ี ผูเขียนจะไดกลาวถึงรูปแบบการปริวรรตตามแนวทางของประเสริฐ ณ นคร
(๒๕๔๙) ซง่ึ ไดว างรูปแบบโดยสรุปไดด งั น้ี
๓.๑ แบบปริวรรตตามรูปอักษรตวั ตอ ตวั
ปริวรรตแบบนี้นิยมถอดแบบตัวตอตัว โดยไมตองคํานึงถึงเสียง เชน ด คือ ฑ มณโฑ
ในภาษาบาลี และคอื ตัว ด เดก็ ในภาษาไทยและลา นนา เวลาปริวรรตใช ฑ แทนทกุ ตัว เชน
ได้ ไฑ
บณั ตฯิ เดฯิ บัณฑติ เฑิร
ไพพาหฯ ฯา้ ไพพายหนา
อกี ตัวอยา ง คอื การใช บ ซึง่ ถาบาลใี ช บ บ แทน ป ป ปลา แตภาษาเหนือใชเ ปน บ
ใบไม จึงเกิดการใชวนกันไปมา เชน เ ฯบํมา ¶ฯก฿ฯ เบรตบํมา บรากต เทียบไดกับภาษา
ปจจุบัน คือ เปรตบมาปรากฏ การปริวรรตแบบนี้ ยึดตัวอักษรเดิมเปนหลักไมใหผิดเพ้ียน
ไปจากเดิม
๓.๒ แบบปริวรรตตามเสียงในภาษาทองถ่ิน
การปริวรรตแบบน้ี คือ การปริวรรตตามเสียงของคนทองถิ่น เชน พีเมัารัฯน้ฯง
ถาปรวิ รรตตามตวั อกั ษรจะได พีเ่ มารักนอ ง แตถาปริวรรตตามเสียงจะได ปเ มาฮักนอ ง เ ฯบํ
มา าก฿ฯ ถาปริวรรตตามตัวอักษรจะได เบรตบํมาบรากต ถาตามเสียงของคนถิ่นเหนือ
จะเปน เผตบมาผากต (ผากด) ไพพาฯห้ฯา ไพพายหนา ถาปริวรรตตามเสียงคนทองถ่ิน
จะได ไปปายหนา
๓.๓ แบบปรวิ รรตวรรณกรรมทองถ่นิ ใหแ พรห ลายออกไปท่ัวประเทศ
การปริวรรตรูปแบบนี้ประสงคจะใหเปนสากล อานไดทั่วไป สื่อความหมายกับคน
สวนใหญ จงึ เนนใหอ ยใู นรปู ทีต่ รงกับภาษาไทยมาตรฐานที่สุด การปริวรรตชนิดน้มี ี ๓ แบบ คอื
๓๓๘ อกั ษรธรรมลา นนา
๑) ปริวรรตโดยไมคํานึงถึงเสียง เนนความหมายในภาษาไทยมาตรฐาน เปนหลัก เชน
ชา้ ฯ ในภาษาเหนอื ใหป ริวรรตเปน ชาง ไมเอาตามเสยี งของคนถนิ่ เหนอื เปน จา ง
๒) ปริวรรตตามเสียง ไมปริวรรตตามรปู ท่ีปรากฏ เชน จัพเดิฯ ถาปริวรรตตรงตาม
อักขรวิธีเดิมจะเปน จัไพเดิร ใหถายทอดตามเสียง และคลอยตามภาษาไทยมาตรฐาน
เปน จักไปเดิน ลูัะ ปริวรรตตามอักขรวิธีเดิมเปน ลูะ เทากับ ลูก ใหปริวรรตเปน ลูก โดย
ไมค ํานึงถงึ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต หรอื เครอ่ื งหมายใดทป่ี รากฏ
๓) ปริวรรตชนิดนี้ คือ การรักษาภาษาเดิมไวบาง เพราะคนไทยภาคกลาง ก็พอจะอาน
และรูความหมาย เชน ไพเปฯขฯงเพิฯ¦ฯเนิฯ ไปเปนของเปนแลวเนอ ไมควรปริวรรตใหเ สีย
ภาษาเดิม เชน ปริวรรตเปน ไปเปนของเพ้ินแลวเนอ คําวา เห้ฯร ไมควรปริวรรตเปน เลน
ควรจะรกั ษารูปเดมิ ไว คอื เหลน หรอื เหลร การปรวิ รรตแบบนี้จะมขี อ ยุงยากตรงที่การออกเสยี ง
ของของคนถิน่ เหนอื จะมีเสียงวรรณยุกตโ ทพิเศษ เสยี งเบญจมา ซง่ึ ผูเ รียนจะตองมาฝกกันเอาเอง
จากคนภาคเหนือ
แตอยางไรก็ดี ภาษาเปนเรื่องเอกลักษณหรือลักษณะเฉพาะของถ่ินน้ันๆ คงไมมีอักษร
ของชนชาติใดมาแทนเสียงและรูปของอีกภาษาหน่ึงได นักเขียน และนักอนุรักษภาษาลานนา
อยาง มาลา คําจันทร (๒๕๕๑,หนา คํานํา) ก็ไดกลาวถึงเรื่องการปริวรรตไวเชนกันวา
“เราไมสามารถจะใชอักษรของภาษาหน่ึงมาถายทอดเสียงของอีกภาษาหน่ึงไดโดยสมบูรณ”
แมกระทั่งคนถิ่นเหนือยุคใหมท่ีถูกอทิ ธิพลของภาษาไทยมาตรฐานครอบงํากเ็ ชนเดยี วกัน เรื่องน้ี
มาลา คําจันทร (๒๕๕๑, หนา คํานํา) แสดงขอคิดเห็นไวเชนกันวา “ ไมอาจจะใชตัวเมือง
ถา ยทอด เสยี งเมืองไดเ พราะ ๙๕% ของลูกคนเมืองในปจจบุ นั อา นตัวเมอื งไมได ดังน้นั หากสงสยั
วาจะออกเสียงอยางไรใหถูกตองในภาษาไทยลานนาทางที่ดีท่ีสุดก็คือ ใหถามเพ่ือนท่ีเปนลูก
คนเมือง ยังอูคําเมือง หรือถามพอ แมผ ปู กครองทเ่ี ปนคนเมือง ยังอูคําเมืองก็ได” สรุปความกค็ ือ
เจาของภาษาเดิมเทาน้ันทีจ่ ะออกเสียงไดตรงกบั ภาษาแมห รอื ภาษาเดมิ ของตนได
แตอยางไรก็ดีรูปแบบการปริวรรตของของประเสริฐ ณ นคร (๒๕๔๙) และ มาลา
คําจันทร (๒๕๕๑) สอดคลองกับโครงการศูนยสงเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม
ที่ไดจัดงานประชุมเพ่ือหาขอตกลงในการปริวรรตอักษรธรรมลานนา เม่ือป พ.ศ. ๒๕๒๙
(อางจากนายกิ้น สงิ หเคอาร, ๒๕๖๒,หนา ๘๒) ไดมีขอตกลงในการปรวิ รรตไว ๓ ระดบั คอื
อักษรธรรมลา นนา ๓๓๙
การปริวรรต
๑. การปริวรรตโดยการเทียบตัวอักษรและเครื่องหมายทุกชนิดท่ีปรากฏในตนฉบับ
โดยเครง ครดั
๒. การปริวรรตโดยใชอักษรและวธิ ีผสมอกั ษรไทยกลาง
๓. การปริวรรตโดยใชอักษรไทยกลางบันทึกคําอานในภาษาถ่ินลานนา ในการอาน
และตีความได
๔. เกณฑการปริวรรตของศนู ยส ง เสรมิ ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชยี งใหม
ในการตกลงโครงการศูนยสงเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม ในป พ.ศ.
๒๕๒๙ นั้น พระครูโสภธรรมนุวัฒน (๒๕๕๕, หนา ซ) ไดสรุปไวกอนท่ีจะปรวิ รรต คัมภีรสมาส
วณั ณมาลเี ปนอักษรไทยมาตรฐาน ดังน้ี
๑. ใหปริวรรตอักษรธรรมลานนาเปนอักษรไทยกลาง และใชวิธีการผสมตามแบบ
ของภาษาไทยกลาง
๒. ผูปริวรรตพึงบูรณะเคร่ืองหมายวรรณยุกตท่ีบกพรองในตนฉบับใหถูกตองลงใน
ฉบับปริวรรต (และฉบับเรียบเรียงอกั ษรธรรมลา นนา)
๓. ในกรณีศัพทที่ปรากฏในตนฉบับเปนภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต หรือภาษาอ่ืนใด
ผูปริวรรตเห็นไดชัดเจนวาไมถูกตอง พึงพิจารณาสอบสวนหารูปศัพทเดิม แลวบูรณะศัพทน้ัน
ใหถ ูกตองลงในฉบับปรวิ รรต (และฉบบั เรยี บเรยี งอักษรธรรมลา นนา)
๔. พยัญชนะท่ีระวง หรือ ระ-โฮง (ในรูป ร ควบกล้ํา) หากมี สระอะ ผสมอยูโ ดยปกติ
เม่อื ปรวิ รรตใหป ระวสิ รรชนยี
๕. การปริวรรตศัพทลานนาที่มีความหมายตรงกันกับภาษาไทยกลาง แมจะมีรูป
คลาดเคล่ือนกนั บาง ใหอ นโุ ลมใชรปู ศัพทซ ึ่งเปนท่ีรจู กั แพรห ลายในภาษาไทยกลางแลว
เกณฑการปริวรรตศูนยสงเสริมศิลปวัฒนธรรมหาวิทยาลัยเชียงใหม มีขอพิเศษ
จากกรมศิลปากร และประเสรฐิ ณ นคร อยบู าง เชน บูรณะรปู วรรณยกุ ตเพิม่ เติมท่ไี มถูกตอ งได
และบูรณะศัพทบาลีสนั สกฤตหรอื ภาษาอนื่ ๆ ท่ีมีการจารท่ีไมถ ูกตองได หลังจากไดสอบสวนถึง
๓๔๐ อกั ษรธรรมลานนา
ความถูกตองแลว ตัวระวง ใหประวิสรรชนีย เปนตน ผูเขียน มีความเห็นดวยอยางย่ิง
เพราะตามคัมภีรโบราณตาง ๆ มีการจารจารึกท่ีผิดพลาดอยูไมนอย ซึ่งควรไดรับการแกไข
ใหถูกตองเสียในการปริวรรตใหม ดังตัวอยางวาดวยเกณฑการปริวรรตตามแบบศูนยสงเสริม
วฒั นธรรมมหาวิทยาลยั เชียงใหม ดังนี้
ตัวอยางการปริวรรตท่ีปรากฏตามหลักเกณฑศูนยสงเสริมวัฒนธรรมหาวิทยาลัย
เชียงใหม
สฯาๆ สวณมฯ าลี
นเมา ตª ภควเตา อรหเตา สมฯาสมฯท ฯª
ราชาธริ าชา ทบิ ¶ยฯ านคราภริ มาฯ
1. อตตี า อลฯั ่งฯ ลํา หาฯ ฯชาขฯ ฯั หาฯเ มฯ¢ิ ฯ
ทฯวส฿สฯ าฯ ในโล฿ฯห้ฯา ใต้พฯืฟา้ ¦เมฯงิ ฿ห์ฯ
2. เกื ฯก เะฯิ ต฿ฯ อาฯ¢ลํ า้ ฯ คืเสพ์ฯส า้ ฯ บาบฯ ุญเวฯ
กาฯํ พฯร ฑีแกรฯ า้ ฯ มายาผา้ ฯ ส้มฯ เพัาพฯั
3. รลฯั ่งฯ กฯั จ฿ฯ แ่ พ้ ว¶ คฯ ูนแี ล้ แกเฯ่ หืฯอมฯ ึฯ
.............................................. พากัฯดึฯ หืจฯ฿¢ฯ
4. ในสส฿ฯ าฯ ตฯแิ ปขฯ ้งฯ ถกู บงฯ้ ค้ ฯงฯ แหฯฝ่ ูงมาฯ
ทวฯ ส฿ฯสาฯ ในโลหฯ า้ฯ หื ําชา้ ท¶ฯน ิพฯา ฯ
5. ทฯวสส฿ฯ าฯ ผฯับฯั ¶ ฯ ผฯัว¶ฯว¶ฯ เพอฯิ ใจพา
................................................. ผวฯั ¶ ฯว¶ ฯ เพอฯิ ใจวรฯ
6. ยฯัม³ี ท¶ฯหฯรณ์ อนฯั ฯึ ส้ จุ่งจําไว้ ชูฅ่ ฅฯ฿ ฿ฯ
อกั ษรธรรมลานนา ๓๔๑
การปริวรรต
ป ริ ว ร ร ต เ ป น อั ก ษ ร ไ ท ย ต า ม ข อ ต ก ล ง โ ค ร ง ก า ร ศู น ย ส ง เ ส ริ ม ศิ ล ป วั ฒ น ธ ร ร ม
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม ในป พ.ศ. ๒๕๒๙ ดงั น้ี (พระครโู สภณธรรมานุวฒั น, ๒๕๕๕: ๒-๓)
สมาสวัณณมาลี
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ธสฺส
ราชาธิราชา ทปิ ายานคราภริ มฺมา
๑. อตตี า อนั ลวงแลว หลายชาตขิ นั้ มากเมินนาน
เทียวสงสาร ในโลกหลา ใตพื้นฟาแลเมอื งพรหม
๒. เกลอื กเปอะตม อาบนํ้าลา ง คอื เสพพส า ง บาปบญุ เวร
กะทําเพียร ดีแกมราย มายาผาย สอ มเพาพนั
๓. รักลวงกัน จงใครแ พ วา คูนแ้ี ล แกน เหลอื มึง
.............................. พากันดึง หอื้ จมนาน
๔. ในสงสาร ตดิ แปดขอ ง ถกู บวงคลอ ง แหง ฝูงมาร
เทยี วสงสาร ในโลกหลา หอ้ื พรํ่าชา ทางนพิ พาน
๕. เทยี วสงสาร ผัดปน บา ผดั วา วา เพอ่ื ใจพา
................................ ผดั วา วา เพื่อใจวอน
๖. ยงั มีอทุ าหอรณ อันนึ่งไส จุง จําไว ชฅู นฅน
แตอยางไรก็ดี จากขอสังเกตขางตน การปริวรรตตามแบบที่ไดยกตวั อยางผเู ขียนคิดวา
จะไดภาษาแบบคร่ึง ๆ กลางๆ จะเปนไทยมาตรฐานก็ไมใช จะเปนลานนาก็ไมใช นาจะรักษา
รูปแบบของอักษรเดิมใหม ากทสี่ ดุ แตไมเนนเสียงของคนทองถ่นิ จึงควรตองมีคําอธบิ ายเพม่ิ เติม
และมีการปริวรรตซํ้าแบบเปนเสยี งของคนทองถิ่นเหนือแบบจริงจัง และปริวรรตเนนเนื้อความ
เปน ไทยมาตรฐาน เพื่อใหเ ขา ใจแพรห ลายเปน สากล
๓๔๒ อกั ษรธรรมลา นนา
๕. เกณฑการปริวรรตของ กรรณิการ วิมลเกษม ผูเชี่ยวชาญอักษรโบราณจาก
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
สวนกรรณิการ วิมลเกษม (๒๕๕๘, หนา ๒๓๒) นักวิชาการดานจารกึ แหง มหาวทิ ยาลัย
ศิลปากรมีหลักการคลายคลึงกับหลักการของนักปริวรรตหลายทา นที่ไดกลาวไวขางตน ไดสรปุ
หลกั การปริวรรตอักษรธรรมลา นนาไวด งั นี้
๑. ตองปริวรรตหรือถายทอดตัวอักษรตัวตอตัว โดยเร่ิมที่อักษรตัวแรกของคํา ซ่ึงอาจ
เปนพยัญชนะตนหรือสระท่ีมีตําแหนงอยูขางหนาก็ได ตามลําดับไปจนถึงอักษรตัวสุดทาย
ของคํา และถาในคําน้ันมกี ารเขยี นพยญั ชนะซอนกัน ไมว า เปนการเขยี นอกั ษรควบกล้ํา อกั ษรนาํ
การเขียนตัวสะกดตัวตามซอนกัน หรือการเขียนตัวสะกดซอน ๒ ตัว ใหถอดตัวบนกอนแลวจงึ
ถอดตวั ทอี่ ยขู างใต
๒. เขยี นตัวทถี่ ายถอดเรยี งตามอักขรวิธไี ทยปจจบุ นั แตเฉพาะคําบาลจี ะเติมเครอื่ งหมาย
จดุ ( . ) ไวใ ตพยญั ชนะท่อี ยขู างบน
๓. การถายถอดคําท่ีเขียนดว ยอกั ขรวิธพี ิเศษใหถอดเต็มรูปคํา กฎเกณฑ ขอยอยตาง ๆ
ของกรรณิการ วมิ ลเกษม (๒๕๕๘) สรปุ ไดดงั ตอ ไปน้ี
ก. การปริวรรตคําบาลี หากไมมีตัวสะกดใหเขียนเรียงพยางคในแนวนอน
ถา มีเครอื่ งหมายนคิ คหิต ใหใสไวบนตัวอกั ษร เชน อรหํ เลากา บ¶บฯ ±ตบิ เิ สา
ข. คาํ บาลีท่มี ีพยญั ชนะตนซอ นกัน ๒ ตัว ใหถ อดตัวขางบนกอนจึงถา ยถอดสระ
และพรอมกันน้ันใหใสเครื่องหมายจุด ( . ) สวนคําท่ีมีตัวสะกด ซอน ๒ ตัว ก็ถายถอด
เชน เดียวกนั เชน พฯาธิ พยฺ าธิ วาฯ กรณ วยฺ ากรณ ว¶กฯ ฯ ํ วากยฺ ํ ฿ห์ฯ พรฺ หฺม
ค. คาํ บาลที ม่ี ีมีสะกดตวั ตาม ใหใสเครอื่ งหมายจดุ ( . ) ไวใ ตต วั สะกด เชน สจฯ
สจฺจ วกิฯ วกกฺ ิ ทกุ ฯ ทกุ ฺข น¢ิ ฯ นินฺทา ภเนฯ ภนฺเต อเตาฯ อตโฺ ถ
ง. คําบาลีสันสกฤตหรือคําไทยตางๆ แมจะเขียนตามอักขรวิธีลานนา
ใหถอดตามอักขรวิธแี บบไทยกลาง เชน ผิฯ ผิว เมืฯอ เมือ่ ลูก ลูก สบัฯงา สบันงา ส฿ฯบัฯ
สมบัติ สเดัฯ เสด็จ ขาฯ ฯ ขวาน หฯาฯ หมาย
อกั ษรธรรมลานนา ๓๔๓
การปริวรรต
จ. อักขรวิธีพิเศษใหถ ายทอดเปน คําเต็ม เชน ¦ แล ¦ฯ แลว รึ อันวา ทัฯา
ทั้งหลาย
ฉ. การถายถอดกรณีพิเศษ โดยท่ีอักขรวิธีแบบลานนาและภาษาไทยมาตรฐาน
ไมต รงกันใหถายถอด ดงั นี้
อกั ษรธรรมลา นนา ถายทอดผิด ถายทอดถูกตอง ความหมาย
ฅฯ฿ ฅน คน คน
£า อยา ยา ยา
ไพ ไพ ไป ไป
£ฯั อยัก หยกั หยัก
มื มื มอื มอื
เมฯ เมย เมยี เมยี
เสิ ฯ เสยิ เสย งัดขึ้น
เสฯอื เสืออ เสือ เสือ
วฯง วยง เวยี ง เวยี ง
รฯร รยร เรียน เรียน
โกฯะ โกอะ เกาะ เกาะ
๓๔๔ อักษรธรรมลา นนา
ช. ตัดเคร่อื งหมายตามอกั ขรวิธลี า นนาออก แลวใชตามอักขรวธิ ภี าษาไทย ดงั น้ี
อักษรธรรมลานนา ถอดตามตัวอกั ษร ถอดตามอักขรวิธีไทย
¶ถฯ ฯๆา ปรารถๆ นา ปรารถนา
สาสๆาฯ สาสๆ นา ศาสนา
ล฿ฯ ลง ลง
พฯํ พํอ,ปอ พอ,ปอ
เราั เรัา เรา
กม์ฯ กัมม กรรม
ซ. คําภาษาถ่ินท่ีข้ึนตนดวยอักษรสูงเปนวรรณยุกตโทเหนือ ซ่ึงตรงกับอักษรต่ํา
ในอักษรไทยกลางท่ีเปนเสียงวรรณยุกตโทและมีวรรณยุกตโทกํากับ ใหถายทอดอักขรวิธี
เปน ภาษาไทยกลาง เชน
อกั ษรธรรมลานนา ถอดตามตวั อักษร ถอดตามอักขรวิธีไทย
ขํฯา้ ขวา้ํ ควํ่า
โส้ โส โซ
สฯิ สนิ้ ซิน่
หา้ฯ ฯ หมา ย มาย
หฯ้าฯ หวาย วา ย
หึงฯ หนึ้ง น่งึ
อักษรธรรมลานนา ๓๔๕
การปรวิ รรต
๖. ปญ หาของการปริวรรต
การปริวรรต คือ การเปลี่ยนอักษรเพื่อจะใหง า ยกับผูทไี่ มเจาของภาษา หรือแมแตเปน
เจาของภาษา แตไมสามารถอานอักษรท่ีจารึกเปนภาษานั้นๆ ได เชน คนถ่ินเหนือสวนใหญ
ไมถ นัดในการอา นอักษรธรรมลานนา แตป ญ หาทจ่ี ะทําการปริวรรตนั้นเกิดอปุ สรรคความยุงยาก
มาก โดยเฉพาะอยางยิ่งในการนําอักษรธรรมลานนามาเขียนเปนอักษรไทยมาตรฐาน
แมแตอักษรไทยเองกไ็ มส ามารถ เขยี นคําอา นจากอกั ษรลา นนาไดท ง้ั หมด เรืองเดช ปนเขอื่ นขัติย
(๒๕๕๒,หนา๒๒) ไดใหเหตุผลที่ไมสามารถใชอักษรไทยเขียนใหตรงกับภาษากําเมืองได
เปนเพราะหลายสาเหตุดังน้ี
๑. ปญ หาทางดา นอกั ขรวธิ ีทางภาษาศาสตร (Ortholinguistic Problem)
๒. อักษรไทยไมพอในการเขียนภาษากําเมือง (Lack of letters) ปญหานี้ เชน
ในหนวยเสียง p t c k ( ป ต จ ก) ในภาษาลานนาหรือกําเมือง เปนไดท้ังอักษรสูง
และอักษรกลาง สว นในภาษาไทยมาตรฐานเปนไดเ ฉพาะอกั ษรกลางเทานั้น
ปญ หาดงั กลา ว เรืองเดช ปนเข่อื นขัตยิ (๒๕๕๒) เสนอทางแกไว ๒ วธิ ี ดังน้ี
๑. เขียนตามเสียงพูดใหใกลเคียงทสี่ ุด โดยการเติมเสียงวรรณยุกตลงไปใหเ ปน ไปตาม
เสียงพูดของคนลานนา เชน ขี้จิ จ๋ําเปน โจะโละออกมา จาดลํา กําแลว จอน จาง (ขีชิ/
จําเปฯ/ โชะโละอฯกมา/ ชาฯลํา/ คํ¶ฯ¦ฯ/ ชัฯร /ช้าฯ) สวนตัว ป ต จ ก ซึ่งเปน
อักษรสงู ใหใ สเ คร่อื งจตั วาทง้ั หมด สวนอกั ษร ร (ร) ในธรรมใหเขยี น ฮ (ฮ) ทง้ั หมด (รบั รกั
รอง เรา = ฮับ ฮัก ฮอง เฮา) ล (ล) ออกเสียงเปน ล ทั้งหมด เชน รายการ เรื่องราว รถ
รองอธกิ าร รางวัล ออกเสียงเปน ลายการ เล่ืองลาว ลด ลองอธิการ ลางวลั เปน ตน
๒. ใหคงคําศัพทท่ีมีพยัญชนะตนเปนอักษรตํ่า คือ พ ท ช ค ไว เหมือนภาษาไทย
ทุกประการ เพราะบางคาํ เปน ศัพทเฉพาะโดยไมต องคํานงึ วาจะอา น ตรงกับเสียงกาํ เมืองหรือไม
๓. อักษรควบกลํ้าในกําเมืองที่ควบดวย ร ล ไมตองออกเสียง เชน กราบ = กาบ/
ขาบ, กลาย = กาย, ปราสาท = ผาสาด (ไดกลาวไวแลวในการใชตัว ระ วง) ยกเวน ว กลํ้า
ซง่ึ เปนการควบกล้ําแทในภาษา กําเมือง เชน ความ ขวาน ควาย เปนตน
๓๔๖ อักษรธรรมลา นนา
๗. การปริวรรต ๓ แบบโดยสรปุ
ขอตกลงในการปริวรรตอักษรธรรมลานนาของกรมศิลปากร (๒๕๕๖), โครงการศูนย
สงเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม ( ๒๕๒๘) และแนวทางของประเสริฐ ณ นคร
(๒๕๔๙)และ กรรณิการ วิมลเกษม (๒๕๕๘) มีความสอดคลองกัน โดยไดแบงการปริวรรตไว
๓ แบบ ดังน้ี
๗.๑ การปรวิ รรตแบบเทียบตวั อกั ษร
การปริวรรตแบบนี้ คือ การนําเอาอักษรท้ัง ๒ ชนิด ท่ีจะถอดแบบอักษรนํามา
เปรียบเทียบกันแบบตัวตอตัว เพ่ือรักษารูปแบบเดิมใหไ ดมากที่สุด โดยยัง ไมตองคํานึงถึงเสียง
และเน้ือหา อยางแรกตองมีการเทียบพยัญชนะ สระ และวรรณยุกตใหไดตรงกันมากทีส่ ุดเทา ที่
จะมากได และนํามาถอดเปนอกี อักษรหนึ่ง (ไดกลา วตารางอักษรไวแลว ท้ัง อักษรลานนา บาลี
และไทยมาตรฐาน) เชน
ตารางที่ ๑๓๑ ตารางการปริวรรตแบบเทียบอกั ษร
อกั ษรธรรมลา นนา อักษรไทย
นเมา ตª ภควเตา นโม ตสสฺ ภควโต
พนี งฯ้ ผฯิกัฯ พ่ีนอ งผดิ กนั
งฅฯ฿ าฯ ชฯ า้ มฯ า้ฯ งวั ควายชางมลา
สมาฯ สมทฯ ฯเจัา สรฺ ีพระสมั มาสมั พทุ ธเจา
จ จันทฺรา
รัรฯ ัพฯ เี ทะฯิ นงฯ้ รับรักพเ่ี ทอะนอง
เรืรฯ หฯํ ก้ ฯโรรฯ฿ ฯร เรอื รหอใกลโ รงเรียร
อักษรธรรมลา นนา ๓๔๗
การปริวรรต
อักษรธรรมลานนา อกั ษรไทย
ละัู ละู
ช฿ชฯ ฯื ชมช่ืน
จัพ จัไพ
เฑฯิไพบฯฑ฿ ฯิ เฑิรไพบนฑนิ
แก่เถาั แกเ ถา
เสฏฯี ฯ เสฏฐี
ตฯงทฯึ ตองทึง
กฺราบ
าฯ มทั รฺ ี
ม วิไนย
วิไนฯ พรกึ ษภาคม
พรฯษึ ฯา ฅ฿ฯ ค็ทงึ ฑี
คทํ ฯดึ ี สวัร
สรฯั อัสจรั
อัสรัฯ ลมั พาง
ลมฯาฯ หมากปราง
หฯาฯ าฯ
๓๔๘ อักษรธรรมลานนา ทนโฺ ต
ดัอะ
ทเ¢ฯ วทิ ยาไลย
ฑะฯั อาสรยั
วทิ ฯาไลฯ คฑ็ ี
อา ั ฯ พนั ปล ี
คฯี รานคา
พฯั ี ฯ ใครไฑ
ร้าฯค¶ฯ กระสตั
ฯ่ด้ เกวยี ร
สาสนา
สตั
กฯ ฯร
สาสาฯ
การปริวรรตจากอักษรลานนาเปนอักษรไทยมาตรฐานท่ีตรงตัว และมีปญหา
ในการเปรยี บเทยี บนอ ย คือ การเขียนภาษาบาลี ซึง่ ตัดตวั พิเศษหลากหลายออกไป ทั้งสระมีเพยี ง
๘ ตัวอักษรเทานั้น ตัว ฤ ฤา ศ ษ ส ไมมีสระที่ยุงยากกไ็ มมี จึงทําใหการปรวิ รรตรปู แบบแรก
เปนไปโดยงา ย ดงั ตวั อยา ง
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๔๙
การปรวิ รรต
ตวั อยา งท่ี ๑
กรณยี เมตตสูตร
๑. กรณยี มตฯกุสเลน ยนฯํ สนํฯ บทํ อภิสเมจฯ
สเกฯา ³ชุ จ สหุ ชุ ุ จ สุวเจา จª มทุ ุ อนตมิ านี
อบกฯ เิ จาฯ จ สลหฯ กุ วตุ ฯิ
๒. สนªฯ เกา จ สภุ เรา จ อบคฯ เพฯา กเุ ลสุ อนนคุ ิเท¶ฯ ฯ
สนิฯ นฯเิ ยา จ นบิ เกา จ เยน ว¡ิ บเร ³บวเทย ฯํ
สเพฯ สตฯา ภวนฯ สุขติ ตาฯ
๓. น จ ขุทฯํ สมาจเร กิญฯิ ว¶ฯ ถาวราว¶ฯ อนวเสสา
สขุ ิเ¢ ว¶ฯ เขมเิ ¢ เหานฯ มชิ มฯ า รªกา อณกุ ถลู า
เย จ ทเู ร วสนฯิ อวทิ เู ร
๔. เย เกจิ บ¶ฯณภูตตฯิ ตสา สเพฯ สตาฯ ภวนฯ สุขติ ตาฯ
ฑฆี า ว¶ฯ เย มห¢ฯ ว¶ฯ ¢ติมเ¡ถ กตจฯ ิ นํ กิญฯิ
¢ตมิ ¡ª ทกุ ฯมเิ จยฯ ฯ
๕. ทิฏฯา ว¶ฯ เย จ อทฏิ ฯา อายุสา µกบุตฯมนรุ เกฯ
ภูตา ว¶ฯ สมฯเ วสี ว¶ฯ มานสมฯาวเย อบรมิ าณํ
มานสมาฯ วเย อบริมาณํ
๖. น บเรา บรํ นกิ เุ พฯถ อสมาฯ ธํ อเวรํ อสบตฯํ
พฯาเราส¢ บฏฆี ส¡า
๗. มาตา ยถา นยิ ํ บุตฯํ
µวมิฯ สพฯภูเตสุ
๘. เมตญฯ ฯ สพฯเลากสฯิ ํ
³ทฯํ อเธ¶ฯ จ ตวิ ิยนฯ
๓๕๐ อกั ษรธรรมลา นนา สยเ¢ ยาวตª วิคตมเิ ทฯ¶ ฯ
หฯเมตํ วหิ ารํ พธฯ มาหุ
๙. ติฏญฯ ฯรํ นิสเิ ¢ฯ ว¶ฯ
µตํ สติ ํ อธิเฏฯยฯ สลี ว¶ฯ ทªเนน สมฯเ¢ฯ
น หิ ชาตุ คพฯเสยฯํ บนุ เรตีต.ิ
๑๐. ทฏิ ญฯิ ฯ อนบุ คมฯ
กาเมสุ วเิ นยฯ เคธํ
กรณยี เมตฯํ นฏิ ฯติ ํ
กรณียเมตตสูตร
๑. กรณยี มตถฺ กสุ เลน ยนตฺ ํ สนตฺ ํ ปทํ อภสิ เมจจฺ
สกโฺ ก อชุ ุ จ สหุ ุชู จ สวุ โจ จสสฺ มทุ ุ อนติมานี
อปฺปกจิ ฺโจ จ สลลฺ หกุ วตุ ฺติ
๒. สนตฺ ุสสฺ สโก จ สุภโร จ อปปฺ คพโฺ ภ กเุ ลสุ อนนุคทิ โธ
สนตฺ ินทฺ รฺ โิ ย จ นปิ โก จ เยน วิ ฺู ปเร อปุ วเทยยฺ ุ ํ
สพฺเพ สตตฺ า ภวนตฺ ุ สุขติ ตฺตา
๓. น จ ขุททงั สมาจเร กิ จฺ ิ ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา
สุขโิ น วา เขมิโน โหนตฺ ุ มชฌฺ ิมา รสสฺ กา อณกุ ถลู า
เย จ ทเู ร วสนฺติ อวิทูเร
๔. เย เกจิ ปาณภตู ตถฺ ิ สพฺเพ สตฺตา ภวนตฺ ุ สขุ ิตตฺตา
ทฆี า วา เยา มหนตฺ า วา นาติมเฺ ญถ กตฺถจิ นํ กิ ฺจิ
นาฺญมญฺ สสฺ ทุกขฺ มจิ เฺ ฉยฺย
๕. ทฏิ ฐา วา เย จ อทิฏฐา
ภูตา วา สมภฺ เวสี วา
๖. น ปโร ปรํ นิกพุ ฺเพถ
พยฺ าโรสนา ปฏฆี สฺญา
อกั ษรธรรมลานนา ๓๕๑
การปริวรรต
๗. มาตา ยถา นิยํ ปุตตฺ ํ อายสุ า เอกปตุ ตฺ มนุรกฺเข
เอวมปฺ สพพฺ ภูเตสุ มานสมภฺ าวเย อปริมาณํ
๘. เมตตฺ ฺจ สพพฺ โลกสมฺ ึ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ
อุทธฺ ํ อโธ จ ติริยจฺ อสมพฺ าธํ อเวรํ อสปตฺตํ
๙. ตฏิ ฐ จฺ รํ นิสนิ ฺโน วา สยาโน วา ยาวตสฺส วิคตมทิ โฺ ธ
เอตํ สตึ อธฏิ เ ฐยยฺ พฺรหมฺ เมตํ วหิ ารํ อิธมาหุ
๑๐. ทฏิ ฐิ ฺจ อนปุ คมมฺ สีลวา ทสสฺ เนน สมฺปนโฺ น
กาเมสุ วเิ นยยฺ เคธํ น หิ ชาตุ คพภฺ เสยยฺ ํ ปุนเรตีติ ฯ
กรณยี เมตฺตํ นิฏฐติ ํ
ตัวอยางท่ี ๒
การปริวรรตตามรูปแบบท่ี ๑
ตท¶ฯ เมอฯื นฯมั า
รตนกุมาฯ ตฯผ฿ ่าเฯ ผัา กํฯแ รฯเค¶ฯ รํารฯรไพ
เจัาขฯึ จ ไพๆาหฯ าฯ้ ว¶ ¢ฯ ฯแวฟฯ่ ้า ยดฯ ¢รี
สิฯสาฯีฯ ยหัฯ ฯม่ หฯ้ ฯ เปแฯ ถนฯ่ ฯ้ ฯ บ¡าดี
งามฯ ี เลัาเลิหฯ ้ าฯ ใต้พฟฯื า้ ยฯยิ ิฯฅ฿ฯ
ดสู ฯเ฿ พิฯ เถฯชิ ชู่ ฯั จัฯว¶ฯใจสฯั ว¶ฯใจยาฯ
8ฯัสหาฯ ใจหาฯ ฯห้าฯ แมฯเ้ ชืฯอ ท¶ ฯ บํครฯ ´า
คัฯ จยาฯ..บสํ หาฯ หฯ่าคฯ ิกฯ ฯา้ ฯ แมฯเ้ ชอืฯ ชา้ ฯ คํแฅฯรดี
๓๕๒ อักษรธรรมลา นนา
คฯั จขาฯ ใจยายฯ าฯ แมจฯ้ ่าหา้ฯ ช้าฯ £า่ เหฯ¢ิ ฯ
ตทา เมือ่ น้นั นา
รตั นกุมาร ตนผานเผา กอแรกเคลา รํา่ เรยี นไพ
เจา ขึ้นใจ ไพพายหนา วา นางแวน ฟา ยอดนารี
สิบสามป ยังหนมุ หนอ ย เปนแถวนอ ย ปญญาฑี
งามมสี รี เลาเลศิ หลา ใตพ้นื ฟา ยงิ่ ญิงคน
ดสู มเพงิ เพงิ ชชู ้ัน จักวาสนั้ วา ใจยาว
คนั สะหาว ใจหยาบหาว แมนเชอ้ื ทาว บค วรเอา
คันสะหาว ใจบาปบา แมนเชอื้ เจา ฟา บควรเอา
คนั ใจยาว..บส ะหาว หวางค้วิ กวา ง แมนเชอื้ จาหญาชาง คแ็ ควนฑี
คนั ใจขาว..ใจยาวยาว ค้วิ ใหญก วาง แมนจาหญา ชาง อยาเหงิ นาน
(พระครโู สภณธรรมานวุ ฒั น, ๒๕๕๕: ๑๖-๑๗)
ตวั อยา งท่ี ๓
การปริวรรตตามรปู แบบท่ี ๑
£าไพตกี งฯ แขฯฟ่ ้า £่าไพขมี ้าแขตฯ่ ะวฯั
อยาไพตกี ลองแขงฟา อยาไพขม่ี าแขงตะวนั
ตวั อยางท่ี ๔
การปริวรรตตามรปู แบบท่ี ๑
หฯัเพิเฯ ปฯฑี ยฯ฿ช ู หเฯั พิอฯ ฯ฿สู ซา เพฯิ
หันเพิ้นเปนฑี ยกชู หนั เพิ้นอดสู ซ้ําเพ้ิน
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๕๓
การปรวิ รรต
ตวั อยา งที่ ๕
การปรวิ รรตตามรูปแบบที่ ๑
ยาพฯ ฯแํ ม่มี กฯฅิ าฯ่ โฯ บ้ะฅ่าฯ ฯบ ะ้ พฯํแมต่ าฯล เปบฯ ¶ ฯหฯ่ ฯนฯฯชา
ยามพอ แมมกี ิน๋ ฅวา งโบะ ฅวางบะ พอแมตายละ เปนบา หอ ยนอยชา
การปริวรรตรูปแบบท่ี ๑ เหมือนกับที่นักปราชญพยายามปริวรรตอักษรสมัยสุโขทัย
เปนอักษรไทยมาตรฐาน โดยยึดการเทยี บเคียงเปน หลกั เชน ตวั อยาง
การถอดอกั ษรสมยั สุโขทยั
๓๕๔ อักษรธรรมลา นนา
(ทีม่ า:เขาถงึ จาก
https://www.google.com/search?sxsrf=ALeKk022wjwhGqp9AJJtWrpj4VgTjk0UFA:16
27366654668&source=univ&tbm=isch&q=(ออนไลน) เขา ถงึ เมือ่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓)
อักษรธรรมลา นนา ๓๕๕
การปรวิ รรต
การถอดแบบนอี้ าจจะไมไดใจความของภาษาเดิมที่ควรจะเปนแตจะเนน การเทยี บอักษร
เปนหลัก สวนเนอ้ื หาหรอื ขอวจิ ารณอ ื่นๆ นน้ั จะนาํ มาวเิ คราะหก นั ในภายหลัง
๗.๒ แบบปรวิ รรตตามเสยี งในภาษาทอ งถนิ่
การปริวรรตรูปแบบนีจ้ ะเนนการยดึ เอาเสยี งของคนในทองถิ่นเปน หลัก (transciption)
เปนการถอดเสยี งออกมาโดยตรง อาจจะไมตรงกับอักษรทปี่ รากฏเลยทีเดียว หรือตรงกบั อกั ษร
แตออกเสียงคนละอยาง เพราะภาษาถิ่นกับภาษา ไทยกลางหรือไทยมาตรฐานไมตรงกัน
(ดังที่ไดกลาวเรอ่ื งอกั ษร ป ก ด ต ร ล ไปบางแลว) วันชัย พลเมืองดี (๒๕๕๘: ๑๕) ยกตัวอยา ง
การปรวิ รรตในรูปแบบน้วี า ปริวรรตโดยยึดความนิยมที่เคยมีปรากฏใชในอักขรวธิ ตี ามแบบลา นนา
ใหม ากทีส่ ดุ เชน คําวา ข้า (ฆา ) ไมเ ขยี น ฆา่ เขัา (ขา ว) ไมเ ขียน ขา้ ฯ ไพ (ไป) ไมเขียน
ไป เปน ตน และคําใดทม่ี ีความนิยมตามอกั ขรวธิ ีเดิม ถา ตัดทอนออกหรือเพ่มิ ทท่ี ําใหค วามหมาย
ถูกตองตามตรงกันกจ็ ะยึดอักขรวิธีสมยั ใหม เชนคําวา ีฯ (ป) เขียนเปน ี ม้ฯา เขียนเปน
มา้ เปนตน สว นภาษาบาลีนัน้ ยดึ แบบอักขรวธิ ีการเขียนโบราณใหมากท่ีสุด สาสฯา (สาสนา)
ไมเ ขยี นเปน ศาสฯา (ศาสนา), สัต (ขะสัต) ไมเ ขยี นเปน กษ ิฯๆ (กษตั ริย), สามาฯ
(สามาด) ไมเขียนเปน สามาร์ฯ (สามารถ), ปริวรรตเปลี่ยนการเขียนโดยสิ้นเชิง เชน คําวา
เกวียน เขียนเปน ลํฯ, ทอง เขียนเปน ฅา (คํา) เปนตน (วันชัย พลเมืองดี, ๒๕๕๘, หนา ๑๕)
โดยสรุปแลว การปรวิ รรตรูปแบบน้ียึดแบบโบราณภาษาของภาคเหนือใหมากที่สุดเทาท่จี ะมาก
ได ดงั ตวั อยา งตอไปนี้
๓๕๖ อกั ษรธรรมลานนา
ตัวอยางที่ ๑
ตารางท่ี ๑๓๒ ตารางการการปรวิ รรตตามเสยี งในภาษาทอ งถิ่น
อักษรธรรมลา นนา คําอานแบบลา นนาตามปริวรรตแบบท่ี ๒
นเมา ตª ภควเตา นะโม ตสั สะ ภะกะ วะโต
พนี งฯ้ ผิฯก ัฯ ปนอ งผดิ ก๋นั
งฯ฿ฅาฯ ฯช้ามฯ ฯา้ งวั ควายจา งมา
สมฯา สมทฯ เฯ จัา สะหลพี ระสัมมาสัมพทุ ธเจา
จ จัน๋ ตา
รัรฯ พัฯ ีเทฯะิ นง้ฯ ฮบั ฮักปเ ตอะนอ ง
เรฯรื หฯํ ก้รฯ ฯงรรฯ เฮอื นหอใกโ ฮงเฮยี น
ละูั ลกู
ช฿ฯช ฯื จมจน้ื
จั พ จักไป
เฑไฯิ พบ฿ฯฑฯิ เดนิ ไปบนดิน
แก่เถัา แกเ ถา
เสฏฯี ฯ เสฏฐี (เส็ดถี)
ตงฯ ทึฯ ตอ งตึง
าฯ กาบ / ขาบ
อักษรธรรมลา นนา อักษรธรรมลา นนา ๓๕๗
ม การปรวิ รรต
วิไนฯ
พรษึฯ ฯาฅฯ฿ คาํ อา นแบบลา นนาตามปรวิ รรตแบบท่ี ๒
คํทดฯึ ี หมะที /หมะซี
สรฯั วนิ ัย
อªั รฯั พึกสะภาคม
ลมาฯ ฯ ก็ตึงดี
หฯาฯ าฯ สะหวัน
ทเ¢ฯ อดั สะจ๋นั
ฑะฯั ลาํ ปาง
วิทฯาไลฯ หมากผาง
อา ั ฯ ตันโต/ ทันโต
คฯี ดอก
พฯั ี ฯ วทิ ยาลัย
รา้ คฯ ¶ ฯ อาสะหรยั
ฯ่ ด้ กด็ ี
ปน ป
ฮานกา
ใคไ ด
๓๕๘ อกั ษรธรรมลานนา คําอานแบบลา นนาตามปริวรรตแบบที่ ๒
ขะสัต
อกั ษรธรรมลานนา ลอ
สตั สาสนา
กฯ ฯร
สาสาฯ
ปญหาหน่ึงซง่ึ มาอยูเนืองๆ ในการออกเสียงของภาษาถ่ินเหนือหรือลานนา คือ บางถน่ิ
มีเสียงผิดเพ้ียนไปบาง เชน คนเชียงใหม มักออกเสียงคอนขางยาว และเนิบนาบ เสียงเพราะ
หวาน แตชาวแพร ลําปาง เสียงจะหว น แข็ง และไว เปนตน ทั้งบางศัพทย ังมีความแตกตา งกัน
อกี ดว ย กรณนี ีผ้ ูศึกษาตอ งเขามาขลกุ และศกึ ษากันเองในแนวออกพื้นที่ และเรียนรูจากแตละถ่ิน
อยางจริงจัง
ตัวอยางท่ี ๒
การปรวิ รรตรูปแบบท่ี ๒
งาฯเ ลิ ลฯ าํ ผํบฯ ก า้ ตฯ า เหืฯร เทวดา ล฿มฯ าล่าเห้ ฯร งาฯแท้งาฯทัฯ งาฯน ัฯ
งาหฯ ฯา เหรฯื เทวดาล฿ฯมานอัฯ ู้ งาแฯ อฯแ้ ห้ฯ เหฯืรแกต้ฯ ฯิต า หฯัเมือฯ วัวฯ ¶ฯ วัฯน ี
ได้
งาฯเลิลฯ าํ พงฯ ดฯบั ¶ฯผาฯ อฯสั กุ ์เมฯอื ยาฯ เดฯรื เจฅ็ฯ า้ ฯต ้ฯ฿ งาเฯ ลิฯลํา
เหฯืรแวเฯ่ งาั ใส งาฯเ หฯรื นี พ เปฯแม่ เจาั
งาฯเลิฯลํา เหืฯรแว่ฯเงัาไส ย฿ฯตีฯไพ เหืฯรลฯงเล่ฯฝ้า งาฯย้ฯฯแย้ฯ ทึฯ
แกท้ฯ ตึฯ า เหฯืร เทฯด า มาหลมฯ ์ห่ฯเบ¶ฯ
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๕๙
การปรวิ รรต
งามเลิศล้ําผอบกายตา เหมือนเตวดา ลงมาลาเหลน งามแตงามตั้ก งามนักงามหนา
เหมือนเตวดาลงมานง่ั อู งามแอวแหลว เหมือนแกวตดิ ตา หันเม่ือวันวา วนั นใ้ี คไ ด
งามเลิศลา้ํ เปย งดง่ั บา ผาง อันสุกเมือ่ ยาม เดือนเจด็ คางตน งามเลิศลํา้ เหมอื นแวน เงาใส
งามเหมือนน้ไี ป เปน แมพ ระเจา
งามเลิศลํ้า เหมือนแวนเงาใส ยกต๋ีนไป เหมือนลวงเลนฝา งามยอยแยม ตึงแกมตึงตา
เหมือนเตวดา มาหลอมหลอ เบา
ตวั อยา งท่ี ๓
การปรวิ รรตตามรปู แบบท่ี ๒
โบราฯสภุ าสฯลิ ¶ ¢ฯ
งฯ฿ฅาฯ ชฯ า้ ฯม้า ตาฯ¦ฯเ หือฯ หงัฯ ดูกเขัาขฯย฿ ฯั ´าไชก้ าฯไ ด้
จาลฯงสดุ ในปมู ในไส้ คยํ ฯ´ั าไพ กฯิลําอทฯิ ้ฯง
มนษุ เฯ ฮาั ตาฯ สาๆฯ ฯพีนฯง้ ไผบํหฯ่งข้งฯ อาไลฯ
สุดแต่ดกู พ฿ฯะ ย´ฯั าขฯา้ ไฯ กฯ ก฿จฯ ัเฯ ปไฯ ภฯ ผสี าฯหฯกได้
ฅฯาชฯ รฯ฿ ีฯหีฯ ฅาฯ ฯดีรีฯใก้ฯ ตา¦ฯ ชฯ หื าฯ ทึมฯ .ี
๓๖๐ อักษรธรรมลานนา
โบราณสุภาษติ ลานนา
งัวควายจา งมา ตา ยเหลอื เหลอื หนงั ดกู เขาขนยัง เอาใจกา รได
จาลวงสดุ ในปุมในไส กย็ ังเอาไป ก๋นิ ลําอ่มิ ตอง
มนุษยเ ฮาตา ย สหายปนอง ไผบห ว งของ อาลัย
สุดแตดกู พัวะ ยังขวางไกล กว๋ั จักเปน ภยั ผสี างหลอกได
ความชั่วฮบี หนี ความดฮี ีบใกตา ยแลวจ้ิอหาก ตึงมี
ตวั อยางที่ ๔
การปรวิ รรตตามรปู แบบท่ี ๒
£า่ ไพตีกฯงแข่ฟฯ ้า £่าไพขมี ้ฯาแขฯต่ วฯั
อยาไปตก๋ี องแขง ฟา อยา ไปขม่ี า แขง ตะ วัน
ตัวอยา งท่ี ๕
การปริวรรตามรปู แบบท่ี ๒
ยาฯพแฯํ ม่มี กฅฯิ า่ฯ โฯ บ้ะฅาฯ่ บฯ ้ะ พฯแํ ม่ตาลฯ เปฯบ¶ หฯ ฯ่ ฯนฯชฯ า
ยามปอ แมม ีก๋ินควางโบะควางบะ ปอแมตา ยละ เปน บาหอ ยนอยจา
๗.๓ การปรวิ รรตวรรณกรรมทองถ่นิ ใหแพรหลายออกไปท่ัวประเทศ
การปรวิ รรตรปู แบบที่ ๓ นี้ มีเกณฑอ ยู ๓ ขอ ดงั นี้
ก. ยดึ ตามอักษรและภาษาไทยมาตรฐานเปน หลัก
ข. ปรวิ รรตตามเสยี งไมป รวิ รรตตามรปู ที่ปรากฎ
ค. พยายามรักษาบางศัพทซ ่งึ เปน สญั ลักษณข องภาษาถ่ินลานนา
อกั ษรธรรมลา นนา ๓๖๑
การปรวิ รรต
การปริวรรตตามรูปแบบท่ี ๓ น้ี จุดประสงคหลักจริงๆ ไมใชจะเปล่ียนคําเปล่ยี นภาษา
แตจ ะทาํ อยางไรใหปริวรรตแลว แมจะรกั ษารปู แบบภาษาเดิมไว และยังทาํ ใหเ ขา ใจกนั กวางขวา ง
ตอ คนทอ งถิน่ อ่นื ดว ย จะตางจากการปรวิ รรตรูปแบบท่ี ๒ ไมมากนัก
ตวั อยางท่ี ๑
ตารางท่ี ๑๓๓ ตารางการปรวิ รรตวรรณกรรมทอ งถิ่นใหแ พรหลายออกไปทว่ั ประเทศ
อกั ษรธรรมลานนา คาํ อานแบบลา นนาตามปรวิ รรตแบบท่ี ๒
ลนเมา ตª ภควเตา นะโม ตัสสะ ภะกะวะโต
พนี ฯง้ ผิฯกัฯ ปน อ งผิดก๋ัน
ง฿ฯฅฯาชฯ า้ มฯ ้าฯ งัวควายชา งมา
สมาฯ สมฯท ฯเจาั ศรีพระสัมมาสมั พุทธเจา
จ จันทรา
รัฯรพฯั ีเทิะฯ นฯง้ ฮบั ฮักพเ่ี ถอะนอง
เรรฯื หฯํ ก้ฯโรรฯ ฯร เฮอื นหอใกลโ รงเรียน
ละูั ลกู
ช฿ฯช ฯื ชมชนื่
จัพ จักไป
เฑิฯไพบฯฑ฿ ิฯ เดินไปบนดนิ
แกเ่ ถาั แกเฒา
๓๖๒ อกั ษรธรรมลานนา คําอานแบบลา นนาตามปริวรรตแบบท่ี ๒
เสฏฐี (เส็ดถี)
อกั ษรธรรมลา นนา ตองตึง
เสฏฯี ฯ กราบ
ตงฯ ทึฯ มัทรี
วนิ ัย
าฯ พฤกษภาคม
ม กต็ ึงดี
วิไนฯ สวรรค
พรึฯษ าฯ ฅ฿ฯ อัศจรรย
คทํ ดึฯ ี ลําปาง
สรฯั หมากปราง
อัสัฯร ทนั โต
ลมฯาฯ ดอก
หาฯ ฯ ¶ฯ วิทยาลัย
ทเ¢ฯ อาศรยั /อาศัย
ฑะฯั ก็ดี
วทิ าฯ ไลฯ
อา ั ฯ
คฯี
อักษรธรรมลา นนา อกั ษรธรรมลา นนา ๓๖๓
พฯั ี ฯ การปริวรรต
รา้ คฯ ¶ฯ
ฯ่ ด้ คาํ อานแบบลานนาตามปริวรรตแบบที่ ๒
พนั ป
สตั รา นคา
กฯ รฯ ใครไ ด
สาสฯา กะสัต/กษัตริย
ลอ
ศาสนา
ตัวอยา งที่ ๒
การปรวิ รรตตามแบบที่ ๓
ยาเฯ หรฯ้ คเํ หร้ฯ แท้ๆ ยา´ฯ าแท้คตํ ฯง้ บเ่ หฯร้
ยามเหลน กเ็ หลน แต ๆ ยามเอาแตกต็ องบเ หลน
(รักษาคําวาเหลนไว เพราะคนภาคกลางเองก็เขาใจในฐานะเปนโทโทษในบทกว)ี
บฯีร ฯง้ กเฯิ ขัา บรฯี งฯ้ เจาั ขฯเึ รรฯื
บด ีฮองพระก๋นิ ขา ว บดีฮองเจาข้ึนเฮอื น
(ฮอ งและเฮือน เปนศพั ทท ี่นา จะรทู ่ัวกันทกุ ภาคจึงตอ งรกั ษาไว)
ชา้ ฯตนฯ฿ ี ชา่ ฯงาแฯ ท้ๆ เนฯ¢ิ
ชา งตัว๋ นี้ ชางงามแต ๆ เนอนาย
๓๖๔ อกั ษรธรรมลา นนา
(ปรวิ รรตวา ชา ง ไมป ริวรรตตามเสยี ง เปน จาง เพราะคนไทยทกุ ถิ่น รูคําวาชา งไดดีกวา
สวนคําวา แตๆ ใกลเ คยี งกบั คําวา แท เขาใจแพรห ลายได สว น เนอนาย ตอ งรักษาไว)
ตวั อยางท่ี ๓
การปริวรรตตามแบบที่ ๓
ฯ ฅา่ ฯห ง฿ ์ฯหิฯ
หํฯเนืฯอ อฯกจาฯสัณฯาฯ หํฯวิมาฯ ไพห฿ฯฝา่ ฯใต้ จาสําฅั ทียัก์ฯบฯกให้
สฑฯ ฑ฿ฯ รฯบโระฯ ล้รฯ แตร่ ุกฯา ซาบฯ ไฯ฿ ร่โภฯะ แหสฯ ฯติ ฯ฿้ลาํ โพ฿ฯ ไมเ้ พัาไมแ้ งะ £าฯ
£าฯตาฯโข฿ฯ ตาฯระว฿ฯ พูดฯฯขฯบก้ฯาฯ สมฯฯแวฯ จัน์ฯแฑฯท฿ฯข้าฯ หฯมกิฯรคัน์ฯร฿ฯเรัา
สารพีหฯวฯ พู่เผิฯบิฯเท¶ฯ ส฿ฯสฯฑเขัาง฿ฯฑฯง หฯาฯกฯกหฯาฯนะ ส้าฯ้าฯไม้จฯง ป฿่ฯ
ใบพฯง ขะยฯมฑฯกส้ฯฯ หฯาฯม่ฯงฅาแฑฯ เหิฯรแก้ฯสาฯห้ฯฯ หฯาฯซาฯฑฯฯหฯาฯซัฯ ไม้หัฯ
ตาฯฅฯาฯ เหัฯาสาฯหฯาฯฅัฯฑ ขะมอกเอิฯง¢ๆ ทัฯกาล ึฯ¦เกªฯา ขฯรฑฯกเปฯ£า
ราค¶บฯ ํหฯ้ ฯ
คา วหงสห นิ
พระหนอ เน้ือ ออกจากสัณฐาน หอวิมาน ไปหนฝายใต จ๋ําสําคัญ ที่ยักษ บอกให สอด
ดงไพรเรยี บเราะ ลวนแตรกุ ขา ซางบงไรเ พาะ แหนสงตนลาํ โบง ไมเปาไมแ งะ หยาตยายตา มโขง
ตามระวง ภูดอยขอบกวาง สมลุ แวง จนั ทนแ ดงทว่ั ขาง หอมกล่นิ คันธร สเรา สารภีหลวง ภูเ ผ้ิงบนิ
เตา สนสอดเขา ชมดวง หมากกอกหมากนะ สานปาวไมจว ง ปงใบพวง หมากซางดอกหมากซัก
ไมหัดตายควาย เหมาสายหมากควัด ขะมอกเอื้องนานา ตังกาลพฤกษ และเกสนา ขอนดอก
เปนยา ราคา บหนอย ฯลฯ
(มณี พยอมยงค, ๒๕๒๖, หนา ๑๐๐-๑๐๑)
การปริวรรตรูปแบบที่ ๓ เนนความเขาใจใหแพรออกไปอยางกวางขวาง ตองไมท้ิง
ความเดิม แตจะรักษารูปแบบเดิมทั้งหมดก็อาจจะไมเขาใจ จึงตองผสมผสานเกาก็ไมทิ้ง
ใหมก ็ยอมรบั เพือ่ ทจี่ ะเนน ความเขาใจ เชนตัวอยา งการปรวิ รรตอกั ษรไทยสมยั สุโขทยั ให
เปนปจจุบัน ดังตวั อยาง
อกั ษรธรรมลานนา ๓๖๕
การปรวิ รรต
๓๖๖ อกั ษรธรรมลา นนา
(ทม่ี า:เขา ถึงจาก
https://www.google.com/search?sxsrf=ALeKk022wjwhGqp9AJJtWrpj4VgTjk0UFA:16
27366654668&source=univ&tbm=isch&q=(ออนไลน)เขาถึงเม่ือ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓)
การปริวรรตภาษาหนึ่งไปเปนอีกภาษาหน่ึงหรือภาษาใดก็ตาม ปญหายอมเกิดมี
อยางเปนธรรมดา เพราะความตางกันทางเช้ือชาติ บริบททางสังคม สําเนียงภาษา อักขรวิธี
ทม่ี ีเอกลักษณของตวั เอง อัตลกั ษณห รือเอกลกั ษณ เฉพาะตนนนั้ ผเู รียนภาษาตองใจกวางยอมรบั
อีกอยางหน่ึง หลกั การเกาที่เขียนข้ึนตามหลกั การสมัยนั้นๆ ไมควรปฏิเสธ สวนส่ิงใหมทีเ่ กิดขึ้น
คนเกาหรือเจาของภาษาก็ตองเปด ใจยอมรับดวยเชน กันสอดคลองกับวันชัย พลเมอื งดี (๒๕๕๘,
หนา ๑๕) ทใี่ หข อ คิดเห็นเก่ยี วกับการปรวิ รรตในทาํ นองเดียวกบั ผเู ขยี นไวว า
อักษรธรรมลานนา ๓๖๗
การปรวิ รรต
การปรวิ รรตจะใชกฎเกณฑอ ยางใดอยางหนึ่งไมได แตตองใชกฎเกณฑในหลาย ๆ แบบ
โดยองิ อาศัยภมู ิปญ ญาท่ีนกั ปราชญโ บราณไดคดิ ประดษิ ฐ และใชอ ักษรลา นนา หลักวิธีการเขียน
รูปแบบ ไวยากรณดั้งเดิมเอาไว และหลักวิชาการสมัยใหมเขาผสมผสาน ท้ังนี้เพ่ือใหเกิด
ความเขาใจในความหมาย การวางรูปแบบอักษรใหมีความเห็นท่ีตรงกันกอน ในอนาคตตอไป
อาจจะมีเปล่ยี นแปลงรปู แบบและวธิ ีการเขียนใหม กส็ ามารถทาํ ได เหลา น้ีถอื วา เปนวิวัฒนาการ
ทางภาษา
เพราะฉะน้ัน การปริวรรตตองมีของสังเกตหลากหลาย การปริวรรตไมมีการปริวรรต
ที่สมบูรณแบบ ทั้งรูป เสียง และความหมายไดท้ังหมด แตใหผิดเพ้ียนนอยท่ีสุด และกอ
ความเขาใจกวางออกไปใหไดมากท่ีสุด จะยึดมั่นตายตัวลงไปในแบบใดแบบหน่ึงไมนาจะเกิด
ประโยชนตอสังคมในวงกวางเทาใดนัก ท้ังนี้หลังการปริวรรตแลวไมวาจะเปนรูปแบบใด
ใน ๓ รูปแบบ ควรจะตองมีอรรถาธิบายหรือตีความ และมีคําอธิบายศัพทยากประกอบดวย
เพ่ือใหเนอ้ื ความเดมิ และเนือ้ ความท่ีไดป ริวรรตมา มีเนื้อหาเดยี วกนั หรือใกลเ คียงกันมากทส่ี ุด
อักษรธรรมลา นนา ๓๖๙
บทสรปุ : สถานภาพอกั ษรธรรมลานนา
บทที่ ๑๒
บทสรปุ : สถานภาพอกั ษรธรรมลา นนา
๑. ความรูเ บอื้ งตน
ปจจุบนั อักษรธรรมลานนา แมจะยังคงอยูแตก็ไมมกี ารขยับไปสพู ัฒนาการที่ดีขึ้นเทา ใด
นัก สวนใหญก็จะปรากฏใหเห็นอยูในคัมภีรโบราณท่ีเก่ียวกับพุทธศาสนา โหราศาสตร นิทาน
กวนี ิพนธลา นนา คาถาอาคม ตํารายา วรรณกรรมพ้นื บา นโบราณ ฯลฯ อักขรวธิ ีก็ยงั เปน อกั ขรวธิ ี
แบบโบราณที่ใชสืบตอ กนั มา ผิดถูกอยา งไรยังไมชัดแจง บางทีข้ึนอยกู บั สํานกั เรียนไหนจะบญั ญตั ิ
ไวอยางไร แตก็ยังมีปรากฏใหไดอานไดศึกษาสรรพวิทยาตาง ๆ ที่ผานกาลเวลานับหลายรอยป
มาแลว การจะจดั ทําสังคายนาข้ึนใหมเ พ่อื ความเปนสากลนัน้ คงจะมขี นึ้ ไดโดยยาก แมจะมีข้นึ บา ง
ก็เสมอื นไฟไหมฟ าง พอกอตัวโหมแรงไฟไดไมน านกจ็ ะจางดับไปโดยไมคอยมกี ารทาํ อยางตอ เนอ่ื ง
ผูเขียนจงึ ต้งั สันนิษฐานเปน ขอๆ ไวดังน้ี
๑.๑ ๑๐ ขอ สันนษิ ฐานเก่ียวกับอกั ษรธรรมลา นนา
๑) อทิ ธพิ ลภาษาไทยมาตรฐานไดครอบงําอยางสมบูรณแลว ในเรื่องอักษรและอักขรวิธี
เพราะสิง่ ไหนท่ีไมค อยมกี ารใชก็จะคอ ยเส่อื มสลายลงไปตามกาลเวลา
๒) ไมมีการบังคับใชอยางเปนทางการ แมม ีการรณรงคก เ็ สมอื นเหตกุ ารณไฟไหมฟ าง
๓. ภาษาลานนาแมจะยังมีเอกลักษณในเสียงและสําเนียงและศัพทเฉพาะถิ่น แตไมมี
ภาษาเขยี น (เพราะปจ จุบนั ไมน ยิ มใชก ันแลว เพยี งแตเ คยมีมากอ นเทา น้ัน) นาํ มาใชใหกวา งขวาง
ดง่ั เชนแตกอ นมา
๔) ภาษาเหนือหรือลานนา ถูกครอบงําแมกระทั่งภาษาพูด (การใชศัพทภาษาไทย
มาตรฐาน การออกเสยี ง ร ช และควบกลา้ํ ซึง่ โบราณไมม ี) และสายธารแหง วัฒนธรรมประเพณี
สมัยใหม ตลอดถงึ คาํ ศัพทท ี่เปล่ียนไปตามยุคสมยั นยิ ม
๓๗๐ อกั ษรธรรมลานนา
๕. ความนิยมของผูป กครอง เห็นวา หากพดู ภาษาไทยมาตรฐาน เปน การยกระดบั ตนเอง
อยางหนึ่ง หากมาสนใจเรียนอักษรธรรมลานนาอาจถูกนินทาวาเปนคนหัวโบราณ คร่ําครึ
หรือไมก็เปนคนแกว ดั
๖) อักษรธรรมลานนา ไมมีการรณรงคใหใชเทาที่ควร แมกระท่ังในวงการคณะสงฆ
ภาคเหนอื ในปจ จุบนั คัมภีรท ใ่ี ชสวดและเทศนส ว นใหญเปนอักษรไทยมาตรฐาน คณะสงฆไมคอย
ใหความสําคญั เนื่องเพราะมสี ื่อทงี่ า ยกวา
๗) แมมีการรณรงคอยูบาง แตผูคนก็ยังไมเห็นประโยชนมากนักในการศึกษา
และคงไวซ ง่ึ อกั ษรธรรมลานนา
๘) มีความเห็นวาอักษรธรรมลานนาเปนอักษรศักดิ์สิทธิ์เหมาะสมกับคัมภีร
ทางพุทธศาสนาและผูทรงศลี เชน พระภิกษุสามเณรและเหลา บณั ฑิตผูสนใจเทา นั้น
๙) ความรูโบราณเชน คาวซอ นิทานปรัมปรา ฯลฯ ไดรับการแทนที่ดวยสิ่งบันเทิง
ตามยุคสมัยซ่ึงคนรุนใหมเห็นวา นาสนใจและเขา กบั เหตกุ ารณปจ จุบนั ของโลกไดด ีกวา
๑๐) อุปกรณในการจัดพิมพมีความยุงยาก จุกจิก ไมนาสนใจ และอักขรวิธี
ไมค อ ยสอดคลองกับภาษาไทยมาตรฐานในหลาย ๆ ประเด็น
อยางไรก็ดีทั้ง ๑๐ ขอที่ผูเขียนเฝาสังเกตการณเปนเพียงความคิดเห็นสวนตัวเทานั้น
อาจจะมีผูคิดเห็นเปนอยางอ่ืนอีก ในทางสรางสรรคและจะเปนประโยชน ตอชนรุนหลังสืบไป
ในอนาคต
๒. การรณรงคในปจ จบุ นั
๒.๑ งานวิชาการเกี่ยวกับอักษรธรรมลา นนา
หากใครเดินทางไปในภาคเหนือแทบทุกจังหวัด ปายวัด โรงเรียน และสถานที่สําคัญ
ตาง ๆ มักจะเขียนดวยอักษรธรรมลา นนา ซึ่งสถานที่เหลา นี้ ยังคงเปน สถานทศ่ี ักด์ิสทิ ธิ์เกี่ยวกับ
ศาสนาและแหลงเรียนรูอยู แตมักจะไมมีปายโรงแรม สถานที่ขายบริการทางเพศ รานอาหาร
ท่ีขายเหลาเบียร ผับ หรือสถานบันเทิงตาง ๆ เปนคําตอบไดวา การรณรงคนั้น ๆ ยังไมทั่วถึง