The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nutthakit, 2022-05-23 03:36:12

boonleur02-press2 (BK) 95%

boonleur02-press2 (BK) 95%

อกั ษรธรรมลานนา ๑๖๙
อกั ขรวิธีพเิ ศษ อักษรพิเศษ อกั ษรกล

อ เปน สระลอย
ตารางที่ ๙๒ ตารางการเทียบตัวเลขทีใ่ ชตวั เลขแทนตวั อกั ษร

๑๒๓๔๕

ก แทน ก ข ค ฆ ง
จ แทน จ ฉ ช ฌ ญ
ฏ แทน ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
ต แทน ต ถ ท ธ น
บ แทน บ ผ พ ภ ม
ย แทน ย ร ล ว
ส แทน ส ห ฬ อํ
ตัวอยางเชน

๑๗๐ อกั ษรธรรมลา นนา

ถอด เธาธับกลุ ธี จั ผกสุ ี¦

= หาฯ้ ธัภฯ ูรทิ ตั ผูกส¦ี
๔) การปรบั เขยี นอกั ษรบางตัว และการเขียนแบบประหยัดพ้นื ที่
กลอักษรประเภทนี้ คือ การปรับตัวอักษรใหผสมผสานกัน เพ่ือใหไดอักษรใหม
เพราะการเขยี นลงใบลานหรือพบั สา (ปบสา) บางทพี ืน้ ที่ไมพอ จงึ ตอ ง ใชอ ักษรยอ (กลา วไวแลว
ในการเขยี นตวั พิเศษ) เชน

รื = อนั วา (แทนทจ่ี ะเปน อฯัว¶ )ฯ
¢ = นา (แทนทีจ่ ะเปน นา)
¦ฯ = แลว (แทนทจี่ ะเปน แล)ฯ้

ถอด มโหสดผุต฿ฯ¦
มโหส฿ฯผูกตฯ¦ั

(จากคัมภีรเร่ืองมโหสถผูกท่ี ๑ วัดนันทาราม อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม อางถึงใน
สน่นั ธรรมธิ, ๒๕๓๔, หนา ๒๖)

อักษรกลหรือกลอักษรนี้เปนส่ิงทเ่ี กดิ ข้ึนเฉพาะกิจ จะใหแพรหลายทัว่ ไป หรือยึดมาใช
เปน รปู แบบอกั ขรวธิ ียอมเปน ไปไดย ากมาก เพราะบางทีนนั้ ผูต้ังกฎขนึ้ มาพอนานวันเขา กอ็ าจลืม
สิง่ ทีต่ นเองไดตงั้ เอาไว เพราะไมคอยไดใช อีกอยางหนง่ึ พอเหตุการณต างๆ เชน การเมอื งเริ่มดี
ข้ึน ไมมีเหตุที่ตองระแวงศัตรูอีก ผูท่ีเคยใชก็จะไมเห็นความสําคัญ อักษรกลท่ีไดสรางข้ึนก็จะ
เลือนไปตามกาลเวลา ฉะนั้น ผูศึกษาท่ีเห็นคัมภีรหรือตําราอ่ืนใดท่ีไมสามารถอานออกได
ก็อยาพ่ึงเขาใจวา ตนไมมีความชํานาญในการอานอักษรธรรมลานนา แตพึงเขาใจวาน่ัน

อกั ษรธรรมลานนา ๑๗๑
อกั ขรวธิ ีพเิ ศษ อักษรพเิ ศษ อักษรกล

เปน อกั ษรกล ซ่งึ เกิดขึ้นเฉพาะกาลเทา นัน้ หากในเหตกุ ารณบานเมอื งปกติอักษรกลเหลา นีค้ งไม
เกิดข้ึนแนนอน เพียงผูเขียนมีความเห็นวา หากไมอนุรักษไวไมนานคงจางหายไปตามกาลเวลา
และบริบทของบานเมือง ควรมกี ารคงรปู แบบเดิมไวเพือ่ การเรียนรู



อกั ษรธรรมลานนา ๑๗๓
การเขยี นภาษาบาลดี วยอกั ษรธรรมลานนา

บทท่ี ๕

การเขยี นภาษาบาลีดวยอกั ษรธรรมลา นนา

๑. ความเบือ้ งตน

อักษรธรรมลานนาที่ใชจารลงในใบลานและสมุดขอย โดยสวนมากเปนคําสอน
ในพุทธศาสนา นติ ิศาสตร กวีนิพนธ และสารคดีอ่ืนๆ นับไมถ วน (มณี พยอมยงค, ๒๕๑๑, หนา
๗) สวนใหญผ ทู ่ีศึกษาอยางจริงจงั คือ พระภิกษุ สามเณร คําสอนทางพระพุทธศาสนาจึงมีการ
จารขึ้นมากกวาอยางอื่น ภิกษุ และสามเณรชาวเหนือนั้น นับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท
(หีนยาน) ภาษาท่ีใชจึงเปนภาษาบาลี สวนภาษาสันสกฤตทางฝายอาจริยวาท (มหายาน)
จะใชมากกวา และไดรับอิทธิพลจากวรรณ คดีสันสกฤต เชน มหากาพยรามายณ ะ
และมหาภารตยทุ ธ อกี ท้ังศาสนาฮนิ ดูกม็ สี ว นอยูบางเชน กันสวนใหญจะปรากฏอยูในวรรณกรรม
สันสกฤตซึง่ หลกั คําสอนในวรรณกรรมสว นใหญเ ปนหลกั ศาสนาฮนิ ดูทั้งสน้ิ

พระสิริมังคลาจารย พระอรรถกถาจารยชาวลานนาไดแตงมงคลทีปนี เปนภาษาบาลี
ซึ่งปจจุบันใชเปนตําราเรียนของคณะสงฆในระดับประโยค ๔ และ ประโยค ๗ ฉะน้ัน อิทธิพล
ของภาษาบาลีเร่ิมมานานมากแลวในอาณาจักรลานนาในสมัยนั้น การจารคัมภีรดังกลาว
อักษรธรรมลานนา ตองเปนตัวเลือกที่สําคัญในการจารจารึกลงในสมุดขอ ยหรือปบสา (พับสา)
อกั ขรวิธที ่ีมีการปรับเปลย่ี นเพิ่มตัวอักษรตา ง ๆ ขึน้ นั้น เพอื่ ใหเปนไปตามอักขรวิธีของภาษาบาลี
น่นั เอง

การเขียนภาษาบาลีดวยอักษรธรรมลานนามีความยุงยากนอยมาก ถาเขียนตามหลัก
อกั ขรวิธีบาลี เพราะภาษาบาลีมีพยัญชนะอยูเพียง ๓๓ ตัว สระ ๘ ตัว อักษรพิเศษหรือคําพิเศษ
ใด ๆ ก็ไมมี แตจะสับสนตรงเสียงที่คนลานนานํามาใช ทําใหเกิดความลังเลในการเขียน
เชน สพั พะ เสียงลานนาจะออกเสยี งเปน สัปปะ และเพี้ยนมาเปน ซะปะ ในปจจุบัน และบางที
กน็ ํามาเฉพาะเสียง รูปศพั ทบาลีไมไดน ํามาก็มมี ากมาย หรือบางทีรูปศัพทแตเ สียงเพี้ยนไปตาม
ความนยิ มของชาวลานนา เชน อรหโต เสยี งลา นนาจะเปน อะ-ระ-หะ-โต เปน ตน

๑๗๔ อกั ษรธรรมลานนา

ในบทนี้ผูเขียนจะยกตัวอยางการเขียนแบบบาลีด้ังเดิม แมวาในสวนของ สําเนียงน้ัน
พระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนลานนายังคงออกเสียง ตามภาษาถ่ินอยูท่ีตนเอง
คุนชิน

๒. การผสมอกั ษรตามหลักภาษาบาลี

๒.๑ สระในภาษาบาลี
ภาษาบาลีมีสระใช ๘ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ท้ังนี้ในอักษรธรรมลานนา
แบง สระออกไปอีก ๒ ประเภท คือ สระลอย และ สระจม สระลอย จะใชเขียนเมื่อคํานน้ั มีเสยี ง
สระอยูห นา คํา สว นสระจม จะวางไวรอบๆ คําเหมอื น สระในภาษาไทยมาตรฐาน ดงั น้ี

สระลอย สระจม

อ - ะ อะ
อา - า อา
± -ิ อิ
² -ี อี
³ - อุ
´ - อู
µ เ- เอ
โอ เ-า โอ

อกั ษรธรรมลานนา ๑๗๕
การเขยี นภาษาบาลดี ว ยอกั ษรธรรมลานนา

๒.๒ พยัญชนะบาลี

ภาษาบาลีมีพยัญชนะท้ังหมด ๓๓ ตัว แบงออกเปนวรรค ตามฐานท่ีเกิดของเสียงได
๕ วรรค วรรคละ ๕ ตัว (๕ แถว) และมีเศษวรรคอกี ๘ ตัว ดงั ตาราง

ตารางท่ี ๙๓ ตารางแสดงพยญั ชนะวรรคในภาษาบาลี

วรรค ก กข คฆง
วรรค จ จ ฉ ช ฌญ
วรรค ฏ ฏฐ ฑฒณ
วรรค ต ตถทธ น
วรรค บ บผพภม
เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ (◦)

การผสมอักษรธรรมลานนาตามอักขรวิธีภาษาบาลีไมยุงยากนัก เพราะไดตัดอักษร

ออกไปเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะสระซ่ึงใชเพียง ๘ ตัวเทา น้ัน วรรณยกุ ตก็ไมมใี ช อกั ษรพเิ ศษ

¢ (นา) และ ª (สฺส) เพิ่มเขามาจาก ๕ วรรคท่ีไดกลาวไปแลว สวนตัว ร ล กล้ํา หรือ ระวง
หรือระโฮง ( -) น้นั มีปรากฏนอยมาก เพราะในภาษาบาลีอักษรควบกล้ําประเภทน้ีอยไู มกี่คํา
เทานั้น (พรฺ ูหิ พหู ิ พฺรหมฺ ํ หมํ )

๑๗๖ อกั ษรธรรมลานนา

๓. การซอนพยญั ชนะวรรค

ภาษาบาลจี ะมีกฎเกณฑก ารซอนพยัญชนะหรอื เรยี กวา พยญั ชนะสังโยค ดงั นี้
ตารางท่ี ๙๔ ตารางพยัญชนะวรรคในภาษาบาลีเพ่ือแจงการซอนพยัญชนะ

แถว ๑ แถว ๒ แถว ๓ แถว ๔ แถว ๕
วรรค กะ ก ข ค ฆ ง
วรรค จะ จ ฉ ช ฌ ญ
วรรค ฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วรรค ตะ ต ถ ท ธ น
วรรค ปะ บ ผ พ ภ ม

เกณฑก ารซอนพยญั ชนะวรรค
๑. พยญั ชนะแถวที่ ๑ ซอนพยัญชนะตวั ท่ี ๑ และตวั ท่ี ๒ ในของวรรคของตวั เองได
๒. พยญั ชนะแถวท่ี ๓ ซอนพยัญชนะตัวท่ี ๓ และตัวท่ี ๔ ในของวรรคของตัวเองได
๓. พยญั ชนะทายวรรคของแตละวรรค จะซอ นหนาพยญั ชนะในวรรคของตนเทา นั้น
๔. พยัญชนะทา ยวรรคซอ นตวั เองได ยกเวน ง ซอ นตัวเองไมไ ด
ตัวอยางตามตาราง ดงั นี้

อกั ษรธรรมลานนา ๑๗๗
การเขียนภาษาบาลีดวยอักษรธรรมลานนา

๓.๑ เกณฑก ารซอ นพยัญชนะในภาษาบาลี

ตารางท่ี ๙๕ ตารางการซอนพยัญชนะในภาษาบาลี

พยญั ชนะที่ ๑ ซอ นพยัญชนะ ๑

สกาฯ ร สกกฺ าร สกั การะ

³กาฯ บ¶ฯ อกุ ฺกาบาต อุกกาบาต

กจิ ฯ กจิ ฺจ กจิ

บจฯ ฯ ปจจฺ ย ปจจัย

จกฯ จกกฺ จักร

วฏฯ วฏฏ วัฏฏะ

สบิฯ สปปฺ  สัปป

๓.๒ พยญั ชนะที่ ๑ ซอ นพยญั ชนะ ๒

ภิกฯ ภิกฺขุ ภิกขุ

สกฯี สกฺขี สกั ขี

บจฯา ปจฉฺ า ปจ ฉา

³ฏฯา น อุฏฐ าน อฏุ ฐานะ

วตฯ วตถฺ ุ วตั ถุ

บบาฯ ส ปปผฺ าส ปปผาสะ

๑๗๘ อกั ษรธรรมลานนา ๓.๓ พยญั ชนะท่ี ๓ ซอนพยญั ชนะ ๓
อคคฺ ี อัคคี
อคีฯ
บุคลฯ ปคุ ฺคล บคุ คล
วชิ ฯา
กฑุ ฯ วิชฺชา วิชชา
ลทฯก
บพุ ฯก มฯ กฑุ ฑฺ กฑุ ฑะ (ผา-กําแพง)

พยคฯ ลทฺทก ลัททกะ (นายพราน)
อชาฯ เสยฯ
วฑฯน ปพุ พฺ กมมฺ ปพุ พกัมมะ (บรุ พกรรม)
พุทฯ
คพฯ ๓.๔ พยัญชนะที่ ๓ ซอนพยัญชนะ ๔
พยคฺฆ พยัคฆ

อชฌฺ าสัย อัชฌาสยั

วฑฒฺ น วัฒน

พุทฺธ พทุ ธ

คพฺภ ครรภ

อกั ษรธรรมลานนา ๑๗๙
การเขยี นภาษาบาลดี วยอกั ษรธรรมลานนา

๓.๕ พยัญชนะที่ ๕ ซอ นตัวเองยกเวน ง

บ¡า ปญฺ า ปญญา
วิ¡าณ
วณฯ วิญฺ าณ วญิ ญาณ
สบุ ฏบิ เ¢ฯ
สมฯา บฏิบตฯิ วณฺณ วณั ณะ (วรรณ)

สปุ ฏปิ นฺโน สปุ ฏปิ น โน

สมมฺ าปฏปิ ตตฺ ิ สัมมาปฏบิ ตั ิ

๓.๖ พยัญชนะท่ี ๕ ซอนหนา พยญั ชนะของตนเองได

วรรค ก

ซอนหนาพยญั ชนะที่ ๑ อก·รุ องกฺ รุ

ซอ นหนาพยญั ชนะที่ ๒ กข·า กงขฺ า

ซอ นหนา พยญั ชนะท่ี ๓ อนค· อนงคฺ

ซอนหนา พยญั ชนะท่ี ๔ สฆ· สงฺฆ

๑๘๐ อกั ษรธรรมลานนา

๓.๗ พยญั ชนะท่ี ๕ ซอนหนาพยญั ชนะของตนเองได

วรรค จ

ซอ นหนาพยญั ชนะที่ ๑ บญฯม ปฺจม (ทห่ี า )

ซอ นหนา พยญั ชนะที่ ๒ มุขบญุ นฯ มุขปญุ ฉน (ผา เชด็ หนา )

ซอนหนา พยญั ชนะท่ี ๓ สญฯาติ สญชาติ (การเกดิ )

ซอ นหนา พยญั ชนะที่ ๔ สญาฯ สญฌา (เวลาเยน็ )

ซอนหนาพยญั ชนะท่ี ๕ บณฯาญาฯ ปญ ญาญาณ

๓.๘ พยัญชนะท่ี ๕ ซอ นหนาพยัญชนะของตนเองได

วรรค ฏ (ณ)

ซอนหนาพยญั ชนะท่ี ๑ กณกฯ กณฏฺ ก (หนาม)

ซอนหนา พยญั ชนะที่ ๒ กณฯ กณฺฐ (คอ)

ซอ นหนาพยญั ชนะท่ี ๓ มณ¢ฯ มณฑฺ นา (การแตง เครื่องประดบั )

ซอนหนาพยญั ชนะท่ี ๔ สุณิฯ สุณฒฺ ิ (ขิง)

ซอนหนาพยญั ชนะท่ี ๕ กณฯ กณฺณ (หู)

อกั ษรธรรมลานนา ๑๘๑
การเขียนภาษาบาลดี วยอักษรธรรมลานนา

๓.๙ พยญั ชนะท่ี ๕ ซอ นหนาพยญั ชนะของตนเองได

วรรค ต (น)

ซอนหนา พยญั ชนะที่ ๑ สนฯบิ ¶ลฯ สนตฺ ิปาล (รกั ษาความสงบ)

ซอนหนาพยญั ชนะที่ ๒ บฏิส¢นฯ ปฏิสนฺถาน (การตอ นรบั )

ซอ นหนา พยญั ชนะท่ี ๓ นนฯมานว นนฺทมานว (นันทมานพ)

ซอ นหนาพยญั ชนะท่ี ๔ พนฯ พนธฺ (ผกู พนั )

ซอ นหนา พยญั ชนะที่ ๕ สบุ ฏบิ เ¢ฯ สุปฏปิ นโฺ น (ปฏบิ ตั ิดแี ลว)

๓.๑๐ พยัญชนะท่ี ๕ ซอนหนาพยัญชนะของตนเองได

วรรค ป

ซอ นหนาพยญั ชนะที่ ๑ สมฯตฯิ สมฺปตฺติ (สมบตั )ิ

ซอ นหนา พยญั ชนะที่ ๒ สมฯª สมผฺ สสฺ (สัมผสั )

ซอนหนา พยญั ชนะที่ ๓ สมฯเ ทฯ¶ฯ สมฺพุทโฺ ธ (สมั พทุ ธะ)

ซอ นหนา พยญั ชนะที่ ๔ สมาฯ เรา สมภฺ าโร (สมการ/สมั ภาระ)

ซอ นหนาพยญั ชนะที่ ๕ สมาฯ นํ สมฺมานํ (ซึ่งความนับถอื )

๑๘๒ อักษรธรรมลา นนา

๔. การซอนพยญั ชนะอวรรค (เศษวรรค)

อวรรค ท่ไี มจ ดั อยูในวรรคทงั้ ๕ มี ดงั น้ี

ย ร ล ว ส ห ฬ ( ◦)

ย ร ล ว ส ห ฬ อัง

อวรรค หรอื เศษวรรรคดงั กลาวท่สี ามารถซอ นตวั เองไดม ีเพียง ๓ ตวั คอื

ยลส

๔.๑ ย (ย)

ย ถาตามดว ย ย จะอยูในรูป ยฯ (ยย) เชน

³ยฯาน อยุ ฺยาน อุทยาน

µยกฯ า เอยยฺ กิ า ยา ,ยาย

๔.๒ ล (ล)

ล ถาตามดวย ล ดวยกนั จะไดร ปู เปน ลฯ (ลล) เชน

วลีฯ วลฺลี เถาวัลย

วลฯภ วลฺลภ คนสนทิ

๔.๓ ส (ส)

ส ถาตามดว ย ส ดวยกนั จะไดรปู เปน ª (สะสองหอง) เชน

อª อสสฺ มา

เวªนฯร เวสฺสนฺตร เวสสนั ดร

อักษรธรรมลา นนา ๑๘๓
การเขยี นภาษาบาลีดวยอกั ษรธรรมลานนา

สว นตวั ว และ ฬ จะเปนตัวสะกดไดเม่อื มีอักษร ห ตามเทานน้ั เชน
ชวิ าฯ ชิวหฺ า ลิน้
วริ ุ ฯ วิรฬุ หฺ เจริญ งอกงาม

สวนเร่ืองวรรณยกุ ตและเครอ่ื งหมายตางๆ นนั้ ไมม ีใชในการเขียนภาษาบาลตี ัวสะกดใช
ทั้งตัวเต็มและหางหรือตนี อักษร เคร่อื งหมายสําหรับเปนตัวสะกดตามอักษรไทยมาตรฐานเชน

กมาฯ ธิกาเรา ไมตองใชไมซัดหรือไมห ันอากาศ ถาเปนบาลีจริงไมตองใช ยกเวนการเขียน
บาลีแบบไทยหรอื ลา นนา (กัมฯาธิกาเรา)

ตวั อยางที่ ๑ การผสมอักษรแบบบาลี

อติ ิปโส ฯ±ติบิเสา

ภควา ภคว¶ฯ

อรหํ อรหํ

สมมฺ าสมฺพทุ ฺโธ สมฯาสมเฯ ทฯ¶ ฯ

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน วิชฯาจรณสมฯเ¢ฯ

สุคโต สคุ เตา

โลกวิทู เลากวิทู

อนุตตฺ โร อนตุ เฯ รา

ปรุ สิ ทมฺมสารถิ บุริสทมสฯ ารถิ

สตฺถา สตฯา

๑๘๔ อักษรธรรมลา นนา เทวมนªุ านํ
พุเทฯ¶ฯ
เทวมนสุ ฺสานํ ภคว¶ฯติ
พทุ ฺโธ สว¶กฯ ฯาเตา
ภควาติ ภควตา
สฺวากขฺ าโต ธเมาฯ
ภควตา สนิฏฯ ฯเิ กา
ธมโฺ ม อกาลเิ กา
สนฺทฏิ ฐโิ ก µฯ หบิ ªเิ กา
อกาลโิ ก โอบนยเิ กา
เอหิ ปสสฺ โิ ก บจตฯ ฯํ
โอปนยิโก เวทติ เพฯา
ปจฺจตฺตํ วิ¡ห ีติ
เวทิตพโฺ พ สบุ ฏบิ เ¢ฯ
วิญูหีติ ภควเตา
สุปฏิปนโฺ น สาวกสเฆา·
ภควโต ³ชุบฏิบเ¢ฯ
สาวกสงโฺ ฆ ภควเตา
อชุ ปุ ฏิปนฺโน
ภควโต

อักษรธรรมลา นนา ๑๘๕
การเขยี นภาษาบาลดี ว ยอกั ษรธรรมลานนา

สาวกสงโฺ ฆ สาวกสเฆ·า

อาหเุ นยโฺ ย อาหุเนเยฯา
ปาหุเนยโฺ ย บ¶ฯหเุ นเยาฯ

ทกฺขเิ ณยฺโย ทกิฯเณเยาฯ

อชฺ ลีกรณีโย อญฯลีกรณีเยา

อนุตตฺ รํ อนตุ รฯ ํ

ปุญฺ กฺเขตตฺ ํ บ¡ุ เกตฯ ํฯ

โลกสสาติ เลากªาติ

สกตฯ ฯา สกฺกตวฺ า

สกฯตาฯ พุทฯรตนํ โอสถํ ³ตฯม ํ วรํ สกฺกตวฺ า พุทฺธรตนํ โอสถํ อตุ ฺตมํ วรํ

หิตํ เทวมนุªานํ พุทฯเตเชน เสาติฯ¢ หติ ํ เทวมนุสสฺ านํ พทุ ฺธเตเชน โสตถฺ ินา
นªนบฯ ทวฯ ¶ฯ สเพฯ ทุกาฯ วูบสเมนฯ เต นสฺสนฺตุปทฺทวา สพฺเพ ทกุ ขฺ า วปู สเมนฺตุ เต

สกฯตาฯ ธมรฯ ตนํ โอสถํ ³ตฯมํ วรํ สกฺกตวฺ า ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ

หิตํ เทวมนุªานํ ธมฯเตเชน เสาติฯ¢ หิตํ เทวมนสุ สฺ านํ ธมมฺ เตเชน โสตถฺ ินา
นªนฯบทฯว ¶ฯ สเพฯ ภยา วูบสเมนฯ เต นสสฺ นฺตุปทฺทวา สพฺเพ ภยา วปู สเมนตฺ ุ เต

สกฯตาฯ สฆ·รตนํ โอสถํ ³ตฯมํ วรํ สกฺกตวฺ า สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ

หิตํ เทวมนุªานํ ฯ สฆ·เตเชน เสาติ¢ฯ หติ ํ เทวมนสุ สฺ านํ ธมฺมเตเชน โสตฺถินา
นªนบฯ ทฯว¶ฯ สเพฯ เราค¶ฯ วบู สเมนฯ เต นสสฺ นฺตปุ ทฺทวา สพฺเพ โรคา วูปสเมนฺตุ เต

๑๘๖ อักษรธรรมลานนา

มหาชยบรติ ฯํ มหาชยปรติ ตฺ ํ

มหาการณุ เิ กา ¢เถา หิตาย สพฯ มหาการุณโิ ก นาโถ หิตาย สพพฺ ปาณนิ ํ
บ¶ฯณนิ ํ บูเรตฯา บ¶รฯ มี สพฯา บเตฯา ปเู รตฺวา ปารมี สพพฺ า ปตฺโต สมโฺ พธิมตุ ฺตมํ
สเมาฯ ธมิ ุตมํ µเตน สจฯวเชนฯ เหาตุ เอเตน สจจฺ วชฺเชน โหตุ เต ชยมงฺคลํ
เต ชยมคล· ํ

ชยเ¢ฯ เพาธิยา มูเล สกาฯ นํ นนฯวิ ดฯเ¢ ชยนโฺ ต โพธิยา มเู ล สกยฺ านํ นนทฺ ิวฑฒฺ โน

µวํ ตฯํ วชิ เยา เหาหิ ชยª ชยมคเ· ล เอวํ ตวฺ ํ วชิ โย โหหิ ชยสสฺ ุ ชยมงฺคเล
อบราชิตบลเ·ฯ ก สเี ส บฐวเิ บ¶ฯกฯเ ร อปราชิตปลฺลงฺเก สเี ส ปฐวโิ ปกฺขเร

อภิเสเก สพฯพ ทุ ¶ฯ นฯ ํ อคฯบ ฯเตฯา บเมาทติ อภเิ สเก สพฺพพทุ ธฺ านํ อคฺคปฺปตฺโต ปโมทต.ิ

สนุ กตฯ ํฯ สมค¸ ลํ สบุ ภาตํ สหุ ฏุ ิฯตํ สนุ กฺขตฺตํ สมุ งฺคลํ สปุ ภาตํ สุหฏุ ฐ ติ ํ

สุขเณา สุมุหุเตาฯ จ สุยิฏํฯ หจฯ าริสุ สุขโณ สุมหุ ุตโฺ ต จ สยุ ฏิ ฐํ พรฺหฺมจาริสุ

บทกณฯิ ํ กายกมฯํ ว¶จฯ ากมฯํ บทกิฯณํ ปทกฺขณิ ํ กายกมมฺ ํ วาจากมฺมํ ปทกขฺ ิณํ

บทกณฯิ ํ มเ¢กมฯํ บณธิ ี เต บทกฯณิ า ปทกฺขณิ ํ มโนกมมฺ ํ ปณธิ ี เต ปทกขฺ ณิ า

บทกิฯณานิ กตาฯ น ลภนเฯ ตฯ บทกฯเิ ณ ปทกฺขิณานิ กตฺวาน ลภนฺตตฺเถ ปทกขฺ เิ ณ

อักษรธรรมลา นนา ๑๘๗
การเขียนภาษาบาลีดวยอกั ษรธรรมลานนา

ค¶ํ ฯอาราธ¢ศี ฯ คําอาราธนาศลี

มยํ ภนเฺ ต วิสุ ํ วสิ ุ ํ มยํ ภเนฯ วิสุํ วสิ ํุ

รกฺขณตถฺ าย ติสรเณน สห รกณฯ ตฯาย ติสรเณน สห

ปจฺ สลี านิ ยาจาม บญฯ สลี านิ ยาจาม

ทตุ ยิ มปฺ  มยํ ภนฺเต วสิ ุ ํ วสิ ุ ํ ทตุ ยิ มิฯ มยํ ภเนฯ วิสํุ วิสุํ

รกขฺ ณตถฺ าย ตสิ รเณน สห รกฯณตฯาย ตสิ รเณน สห
ปฺจ สีลานิ ยาจาม บญฯ สลี านิ ยาจาม

ตติยมฺป มยํ ภนฺเต วสิ ุ ํ วิสุ ํ ตติยมิฯ มยํ ภเนฯ วสิ ุํ วสิ ุํ
รกฺขณตฺถาย ติสรเณน สห รกฯณ ตาฯ ย ตสิ รเณน สห

ปฺจ สีลานิ ยาจาม บญฯ สีลานิ ยาจาม

มค¸ ลสตุ ฯํ (มงคลสตุ ฺตํ)

µวเมฯ สตุ ํ µกํ สมยํ ภคว¶ฯ สาวตยฯิ ํ วหิ รติ เชตวเน อ¢ถบณิ ฯิ
กª อาราเม .อถ เขา อ¡ตรา เทวตา อภิกฯ¢ยฯ รตฯยิ า อภกิ นฯ ฯ
วณฯา เกวลกบํฯ เชตวนํ โอภาเสตฯา เยน ภคว¶ฯ เตนบุ สก· มิ ³บส·
กมิตาฯ ภควนฯํ อภิวาเทตาฯ µมนฯํ คาถาย อฏาฯ สฯ ฯµกมนฯํ ฐติ า เขา
สา เทวตา ภควนฯํ ค¶ถฯ าย อชฯภาสิ.

๑๘๘ อกั ษรธรรมลา นนา ม¸คลานิ อจนิ ยฯ ํุ
ห ิ มค¸ ลมุตมฯ ํ
1. พหเู ทว¶ฯ มนªุ า จ
อากข· มา¢ เสาตฯานํ บณตฯิ านญฯ เสว¢
µตมคํฯ ลมุตมฯ ํ
2. อเสว¢ จ พาลานํ บเุ พฯ จ กตบ¡ุ ตา
บชู า จ บชู นียานํ µตมคฯํ ลมุตฯม ํ
วนิ เยา จสสุ ิกเฯิ ตา
3. บฏิรูบเทสว¶เฯ สา จ µตมคํฯ ลมุตฯมํ
อตฯสมฯา บณธิ ิ จ บตุ ทฯ ารª สค¸ เหา
µตมคํฯ ลมตุ มฯ ํ
4. พาหุสจญฯ ฯ สบิ ฯญฯ ญาตกานฯจ ส¸คเหา
สุภาสติ า จ ยาว¶จฯ า µตมคํฯ ลมตุ ฯมํ
มชฯบ¶¢ฯ จ สณเมา
5. มาตาบติ ุ³บฏฯา นํ µตมคํฯ ลมตุ มฯ ํ
อ¢กุลา จ กม¢ฯ ฯ สนฯฏ ฯี จ กตณตา
µตมคํฯ ลมุตมฯ ํ
6. ทานจฯ ธมฯจรยิ า จ สมณานญฯ ทªนํ
อนวชาฯ นิ กมาฯ นิ µตมคฯํ ลมุตมฯ ํ

7. อารตี วิรตี บ¶บฯ ¶ฯ
อบฯมาเท¶ฯ จ ธเมฯสุ

8. คารเว¶ฯ จ นวิ ¶ฯเตา จ
กาเลน ธมฯª วนํ

9. ฑนฯี จ เสาวจªตา
กาเลน ธมฯª ากจาฯ

10. ตเบ¶ฯ จ หจฯ รญิ ฯ อกั ษรธรรมลา นนา ๑๘๙
นพิ ฯา นสจฯกิ ริ ยิ า จ การเขียนภาษาบาลีดว ยอกั ษรธรรมลานนา

11. ผฏุ ªฯ เลากธเมฯหิ อริยสจาฯ น ทªนํ
อเสากํ วิรชํ เขมํ µตมคํฯ ลมุตมฯ ํ
จติ ฯํ ยª น กมตฯ ิ
12. µตาทิสานิ กพฯาน µตมคฯํ ลมตุ มฯ ํ
สพฯตฯ เสาตฯิ ํ คจฯน ฯิ สพตฯ บฯ รานติ า
ตเนสฯ ํ ม¸คลมตุ มฯ นฯิ
ม¸คลสุตฯํ นฏิ ฯติ ํ

มงคลสตู ร

เอวํ เม สตุ ํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถยิ ํ วหิ รติ เชตวเน อนาถปณฺฑกิ สฺส อาราเม ฯ อถ
โข อฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา,อภิกฺกตวณฺณา เกวลกปฺป เชตวนํ โอภาเสตฺวา, เยน
ภควา เตนุปสงฺกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฐาสิ. เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา
เทวตา ภควนตฺ ํ คาถาย อชฺฌภาสิฯ

๑. พหู เทวา มนสุ สฺ า จ มงฺคลานิ อจินฺตยํุ
อากงฺขมานา โสตถฺ านํ พรฺ หู ิ มงคฺ ลมุตตฺ มํ
ปณฺฑิตานจฺ เสวนา
๒. อเสวนา จ พาลานํ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ
ปชู า จ ปูชนียานํ ปพุ ฺเพ จ กตปุ ฺญตา
เอตมฺมงคฺ ลมตุ ตฺ มํ
๓. ปฏริ ูปเทสวาโส จ
อตตฺ สมฺมาปณธิ ิ จ

๑๙๐ อกั ษรธรรมลา นนา

๔. พาหุสจฺจจฺ สิปปฺ ฺจ วนิ โย จ สุสกิ ขฺ ิโต

สภุ าสติ า จ ยา วาจา เอตมฺมงฺคลมตุ ตฺ มํ

๕. มาตาปต อุ ปุ ฏฐานํ ปุตฺตทารสฺส สงคฺ โห

อนากุลา จ กมมฺ นตฺ า เอตมฺมงคฺ ลมุตตฺ มํ

๖. ทานฺจ ธมมฺ จรยิ า จ ญาตกานฺจ สงคฺ โห

อนวชฺชานิ กมมฺ านิ เอตมมฺ งฺคลมุตตฺ มํฯ

๗. อารตี วิรตี ปาปา มชชฺ ปานา จ สฺญโม

อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

๘. คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฐ ี จ กตฺ ตุ า

กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

๙. ขนตฺ ี จ โสวจสสฺ ตา สมณานจฺ ทสสฺ นํ

กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงคฺ ลมตุ ตฺ มํ ฯ

๑๐. ตโป จ พฺรหฺมจริยฺจ อรยิ สจฺจาน ทสสฺ นํ

นิพพฺ านสจฉฺ กิ ิริยา จ เอตมมฺ งฺคลมุตตฺ มํ ฯ

๑๑. ผฏุ ฐสสฺ โลกธมฺเมหิ จติ ฺตํ ยสสฺ น กมปฺ ติ

อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

๑๒. เอตาทิสานิ กตฺวาน สพพฺ ตถฺ มปราชติ า

สพพฺ ตถฺ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนเฺ ตสํ มงฺคลมตุ ฺตมนตฺ ิ ฯ

มงคฺ สุตตฺ ํ นฏิ ฐ ิตํ

อกั ษรธรรมลา นนา ๑๙๑
การเขยี นภาษาบาลีดว ยอกั ษรธรรมลานนา

การผสมอักษรธรรมลานนาในภาษาบาลีไมมีอักขรวิธีพิเศษ เพราะถูกจํากัดดวยสระ
และพยัญชนะทีแ่ นนอน มีขอ ยกเวนบางอยางท่ีจะมปี ญ หาไดก ค็ ือ ระบบการออกเสียง เชน

อชชฺ = อัด-ชะ (อช)ฯ แตอ อกเสียงแบบลา นนาเปน อัจจะ (อดั -จะ ) จึงอาจเขยี น

อจฯ (อจจฺ ) ตามเสยี งและความเขาใจของชาวลา นนา

สพพฺ = สับ-พะ ออกเสยี งเปน สบั -ปะ หรือ สับ-ปะ หรือเพย้ี นจนถงึ ซะปะ (สพฯ)
อยางไรก็ดีท่ีไดกลาวมาขางตน สวนใหญไมไดเขียนเปนบาลีลวน อาจเปนคํากลาวเวน
ตาน (ถวายสังฆทาน) หรือการใหพรของพระสงฆและผอู าวโุ ส ในวนั มงคลวันเทศกาลตา งๆ



อกั ษรธรรมลานนา ๑๙๓
การเขยี นภาษาสันสกฤตดวยอักษรธรรมลา นนา

บทที่ ๖

การเขยี นภาษาสนั สกฤตดว ยอกั ษรธรรมลา นนา

๑. ความรเู บ้อื งตน

ภาษาสนั สกฤตมีการจารึกไวน อยมากในอักษรธรรมลานนา เพราะเหตุทีพ่ ระพทุ ธศาสนา
ในประเทศไทย รวมถึงอาณาจักรลานนาในสมัยเดิมสวนใหญจะยึดหลักตามนิกายเถรวาท
(หินยาน) ซ่ึงใชภาษาบาลีในการจารกึ คําสอนเปนหลัก แมจะไดรับอิทธิพลทางมหายานอยบู าง
แตก็ไมใชดานภาษาบาลี สวนใหญจะเปนวัตรปฏิบัติบางอยางและทํานองในการสวดมนต
จึงเห็นไดวา บทสวดมนตหรือคํากลาวทางพทุ ธศาสนพธิ ี จะมีเฉพาะภาษาบาลีจะมีคําสันสกฤต
แทรกอยูบาง แตเปนเฉพาะเพียงคําศัพทที่ภาษาไทยมาตรฐานไดรับอิทธิจากคํายืม
และชาวลา นนานํามาใชอ กี ทอดหนึ่ง ซึ่งสาํ เนียงก็เพีย้ นเปลยี่ นไป เชน คําวา ศรี ( ศ) เปน สะหลี
มัทรี (ม ) เปน มทั ที/มะธี (บางถน่ิ ออกเสียงเปน หมะ-ท)ี เปน ตน

แมกระท่ังการศึกษาของคณะสงฆนับแตอ ดีตถึงปจจบุ ัน พระภิกษุ สามเณรและสมณะ
ชีพราหมณตลอดถึงพุทธศาสนกิ ชนผูสนใจ สวนใหญเรียนภาษาบาลี เชน หลักสูตรเปรยี ญธรรม
ทีเ่ รยี น ๙ ป นับแตเ ปรียญธรรม ๑-๒ จนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ไมมีการเรียนภาษาสนั สกฤต
ปนแทรกอยูเลย แมแตมหาวิทยาลัยสงฆท่ีไดชื่อวาอันดับ ๒ ทางพระพุทธศาสนาของโลก
อยางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย
มีการเปด สอนวิชาภาษาสนั สกฤต สวนใหญกเ็ ปนเพียงวิชาบังคับเพียงสองภาคการเรียนเทา น้ัน
ไมเพียงพอท่จี ะทาํ ใหร ูภาษาสนั สกฤตอยางลกึ ซ้ึง

แตอยางไรก็ดี มหาวิทยาลัยศิลปากรไดเนนการศึกษาภาษาสันสกฤตโดยตรง
และจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไดเปดสอนภาษาสันสกฤต ในระดับบัณฑิตศึกษาแตมีผูสนใจ
ในการเรียนไมม ากนกั แมกระนั้นก็ตาม อทิ ธพิ ลของภาษาสนั สกฤตท่นี ํามาใชในภาษาไทยกม็ ีมาก
พอ ๆ กับภาษาบาลี อีกท้ังภาษาทางการ ตลอดถึงคําราชาศัพท ศัพทโหราศาสตร
ศัพททางพระพุทธศาสนาสวนใหญ จะใชภาษาสันสกฤตมากกกวาภาษาบาลี ดังน้ัน

๑๙๔ อักษรธรรมลา นนา

จึ ง มี ค ว า ม จํ า เ ป น ท่ี จ ะ ต อ ง เ รี ย น รู ถึ ง ก า ร เ ขี ย น ภ า ษ า สั น ส ก ฤ ต ด ว ย อั ก ษ ร ธ ร ร ม ล า น น า
ซึง่ จะมีความแตกตา งจากการเขยี นภาษาบาลบี า งแตไมมากนกั

๒. อกั ษรในภาษาสนั สกฤต

๒.๑ สระ
ภาษาสันสกฤตมีสระ ๑๔ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ท้ังน้ี
ในอักษรธรรมลานนาแบงสระออกไปอีก ๒ ประเภท คือ สระลอย และสระจม สระลอย
จะใชเขียนเม่ือคําน้ันมีเสียงสระอยูหนาคํา สวนสระจมจะวาง ไวรอบๆ คําเหมือนสระ
ในภาษาไทยมาตรฐาน ดังน้ี

สระลอย สระจม

อ - ะ อะ
อา - า อา

± -ิ อิ
² -ี อี
³ - อุ
´ - อู
µ เ- เอ
โอ เ-า โอ
ไอ ไ ไอ
เอา เ-า เอา

อักษรธรรมลา นนา ๑๙๕
การเขียนภาษาสนั สกฤตดว ยอักษรธรรมลานนา

ฤฤ
ฤๅ ฤๅ
ฦฦ
ฦๅ ฦๅ

เพมิ่ จากภาษาบาลีอกี ๖ ตัว โดยเฉพาะตัว ฤ กลายเปน สระคาํ ยากหรอื ตวั พเิ ศษในอกั ษร
ธรรมลา นนาเปนสระทม่ี กี ารใชน อ ยมาก บางทีใชสระ อิ แทน

๒.๒ พยญั ชนะ
พยัญชนะในภาษาสันสกฤตมี ๓๕ ตัว แบงเปนพยัญชนะวรรค ๒๕ เศษวรรค ๑๐
ตามตาราง ดังนี้
ตารางที่ ๙๖ ตารางแสดงพยญั ชนะวรรคในภาษาสันสกฤต

วรรค ก ก ข ค ฆ ง
วรรค จ จ ฉ ช ฌ ญ
วรรค ฏ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วรรค ต ต ถ ท ธ น
วรรค ป บ ผ พ ภ ม
เศษวรรค ย ร ล ว ส ศ ษ ห ฬ ( ◦ )

๑๙๖ อักษรธรรมลา นนา

ภาษาสันสกฤตมีพยัญชนะเพ่ิมเขามาอีก ๒ ตัว คือ ศ ษ ซ่ึงไมมีใชในภาษาบาลี
สวนตัวสะกด หรือตัวเชิงนั้น เหมือนท่ีกลาวตามอักขรวิธีการผสมอักษรทุกอยางเพียงแต
ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตไมมีวรรณยุกต ยกเวนในภาษาไทยมาตรฐานท่ีนําภาษาบาลี
และภาษาสันสกฤตมาประยุกต จะมีการใชวรรณยุกตบาง เชน เอกา สนเทห เสนหา อุตสาห
พทุ โธ พา ห พยหู  กระบ่ี ปา ก (พอครวั ) เปน ตน

ภาษาไทยมาตรฐานมีใช ศ อยูนอยมาก เชน ศึก เศิก ศอก เศรา เทานั้น นอกนั้น
เปน การเขยี นคํายมื เชน ไอศกรมี ออฟฟศ ฝรั่งเศส นอกน้ันสว นใหญเ ปนคําสันสกฤตแทบทั้งส้ิน
ยิ่งอักษร ษ ไมป รากฏในภาษาไทยมาตรฐานจะมีก็ เพียงคํายืม เชน องั กฤษ นอกน้นั คอื คํายืม
จากภาษาสันสกฤตเชน กนั

ภาษาสันสกฤตนอกจากจะมีพยัญชนะ ศ ษ เพิ่มเขา มา สระท่มี ีเพ่ิมเขา มา และมีลกั ษณะ
พเิ ศษ คือ ฤ ฤๅ และยงั มลี ักษณะพิเศษกวา ภาษาบาลี คือ นิยมใชอ ักษร ร ล ควบกลํ้า ซึ่งกลายมา
เปนภาษาท่มี ีอิทธิพลในภาษาไทยมาตรฐานซ่งึ ภาษาไทยโบราณไมมีใช อิทธิพลดังกลาวสงมาถึง
การใชอ กั ษรธรรมลา นนา

ภาษาลานนาแท จะไมมีอักษรควบกล้ําปรากฏมากนัก แมกระท่ัง ว ควบกลํ้า
แทบจะไมมีท้ังภาษาพูดและภาษาเขียน กลับมามีตอนเปนอาณาจักรท่ีขึ้นตรงกับ
กรงุ รตั นโกสนิ ทร ภาษาสนั สกฤต ยงั มี ร เรผะ หรอื ร หนั (รร) เพิม่ เขา มา ซง่ึ ในภาษาบาลีไมมใี ช
การจะนําเอาอักษรธรรมลานนามาเขียนเปนภาษาสันสกฤต จึงยุงยากอยูพอสมควร ตางกับ
ภาษาบาลี อีกอยาง ฤ ฤา ฦ ฦๅ (ฦ ฦๅ ในภาษาไทยมาตรฐานนั้นเลิกใชอยางเปนทางการแลว )
ในจารกึ หรอื คมั ภีรต าง ๆ ท่บี นั ทกึ เปน อักษรลานนาก็ไมป รากฏ จึงไมม อี ักษรท้ังสองดังกลาวแลว
ในตําราใดเลย แต ฤ ฤา ยังมีปรากฏซ่ึงจัดเปนอักขรวิธีพิเศษหรือคําอานยากไปแลว ในบทน้ี
จะยกตัวอยา งความแตกตางภาษาบาลีและสันสกฤต เพือ่ ใหเ ห็นความตา ง ในการใชอ กั ขรวิธี ดังนี้

อกั ษรธรรมลานนา ๑๙๗
การเขียนภาษาสันสกฤตดวยอกั ษรธรรมลานนา

ตารางท่ี ๙๗ ตารางเปรียบเทียบภาษาบาลีและสันสกฤต

บาลี สนั สกฤต ความหมาย

จกกฺ จกฯ จกรฺ จ กงลอ จกั ร

ปตตฺ บตฯ ปตฺร บ บาตร

ภททฺ ภทฯ ภทรฺ ภ ความผอ งใส

อสสฺ อª อศฺว อศฯ มา

สทธฺ า สท¶ฯ ฯ ศรฺ ทธฺ า ศท¶ฯ ฯ ความเช่อื ศรัทธา

อสฺสม อªม อาศรฺ ม อา ศม อาศรม

สคคฺ สคฯ สวฺรค สวคฯ สวรรค

มนุสสฺ มนªุ มนษุ ยฺ มนษุ ฯ มนษุ ย

สสิ สฺ สªิ ศษิ ยฺ ศษิ ฯ ศิษย

นจจฺ นจฯ นาฏย ¢ฏฯ การฟอ นรํา

เสฏฐี เสฏฯี เศฺรษฐี เ ศษฯี เศรษฐี

อุกกฺ า ³กฯา อุลกฺ ³ลฯ คบเพลิง

กมมฺ กมฯ กรฺม ม การกระทํา กรรม

กญฺ า ก¡า กนฺยา กนาฯ นางสาวนอย

ปตนฺ า บฯ¢ ปรฺ ารฺถนา ¶ฯรฯ¢ ความตอ งการ, ความ
ปรารถนา

๑๙๘ อกั ษรธรรมลา นนา

บาลี สนั สกฤต ความหมาย บาลี สันสกฤต
อุตฺตมลกฺขณ
³ตมฯ ลกณฯ อตุ ฺตมลกษฺ ณ ³ตมฯ ลกฯณ ลักษณะทีอ่ ดุ ม
สปิ ปฺ กมฺม อุดมลกั ษณ
อยุ ยฺ านํ
อจฉฺ รยิ สบิ ฯกมฯ ศิลฺปกรฺม ศิลฯ ม ศิลปกรรม
ทสสฺ นยี
อตฺตา ³ยฯานํ อทุ ฺยาน ³ทาฯ น สวน อทุ ยาน
ปุตฺต
สุทฺท อจฯริย อศจฺ รยฺ อฯ ฯ อัศจรรย
จนฺท
หตถฺ ี ทªนีย ทรศฺ นยี ฯนีย (สิง่ )นาดูชม
ปจฺ นที
อตาฯ อาตมนฺ อาฯม/ฯ อามฯ น์ ตัวตน อตั ตา

บตุ ฯ ปตุ ฺร บุ บุตร

สุทฯ ศทุ รฺ ศุ ศทู ร วรรณะศูทร

จนฯ จนฺทรฺ จ พระจนั ทร

หตีฯ หสฺตินฺ หสฯนิ ์/หสนิฯ ¯ ชา ง

บญฯนที เปฺจนที เบญฯนที แมนา้ํ ๕ สาย

ภาษาสันสกฤตที่เปนบทสวดหรือคาถาอาคมตางๆ ไมนิยมนํามาใชในไทย แตจะมี
ปรากฎอยูบางควบคูไปกับคาถาภาษาบาลี อันเน่ืองมาจากอิทธิพลของศาสนาฮินดู เชน โอม
สวาหาย, โอม นมะ ศิวะ เปนตน แตสวนใหญจะอยูในรูปของคํายืมที่นํามาประยุกตใชเสมือน
เปนภาษาไทยนํารองรอยแหงไวยากรณคงไวบาง ตัดออกไปบาง ดัดแปลงบาง นํามาแตเสียง
ไมนํารูปมาบาง เชน เศรษฐี ปกษี ยนตรกรรม ลักษณะ มุนินทร อิศวร นเรศร นริศร คเณศ
ภาษา เชษฐา วิจิตร ทฤษฎี ตฤณชาติ สฤษฎ อัศจรรย ปฤษฎางค เปนตน หากเขียนเปนอกั ษร
ลานนาสว นใหญจะเขียนตามแบบบาลมี ากกวา หรอื ไมกเ็ ขยี นตามเสียงดังไดกลา วไวแลว

อักษรธรรมลานนา ๑๙๙
การเขยี นภาษาสนั สกฤตดวยอกั ษรธรรมลา นนา

๓. การเขยี นภาษาสนั สกฤตดว ยอกั ษรธรรมลานนา

หากจะนําภาษาสันสกฤตท่ีเปนรูปเดิมแบบสันสกฤตแท มาเขียนดวยตัวอักษรธรรม
ลานนา วิธีการเขียนก็ไมตางจากการนําอักษรธรรมลานนาไปเขียนเปนภาษาบาลี แตจะมี
ขอแตกตางปลีกยอยออกไปไมมาก ขอแตกตางดังที่ไดกลา วไวแลวถึงสระและพยัญชนะทีม่ เี พมิ่
เขา มา และหลกั การสังโยคทม่ี คี วามนิยมในการเขยี นไมเหมอื นกนั ณ ทีน่ จ้ี ะยกตัวอยางพอสังเขป
ดงั น้ี

ไนนํ ฉนิ ทฺ ติ ไนนํ ฉนิ ฯติ

ศสฺตรฺ าโน ไนนํ ศ สฯาเ¢ ไนนํ

ปาวกะ บ¶วฯ ก:

น ไจนํ นฯ ไจนํ

กเฺ ลทายตุ ายโป กเลท¶ฯยุตาเฯ บ¶ฯ

น โศสยติ น เศาสฯติ

มารุตะ มารุต:

อจฺเฉทโย’ อเจฯท เยา’

ยมทาหยผ’ ยมทาหยผ’

ยมกเลทโย ยมกเลทเยา

เอว จ µฯ ว จ

นยิ ยฺ นิยฯ

สรวคตะ สรวคต:

๒๐๐ อักษรธรรมลานนา

สถณรจโล’ สถณุรจเลา’

ยํ ยํ

สโนตน สเ¢ตน

ตสมฺ นิ ฺวเน ศรฺ มี ติ ราชปตฺนี ปฺรสูตกิ าลํ สมเวกฺษมาณาI

ศยฺยํา วิตาโนปหติ ํา ปฺรเปเท นารีสหสไิ รรภินนฺทยฺ มานา II

ตสมินฯเ น ศีมติ ราชบนฯ ี สตู กิ าลํ สมเวกฯมาณา/

ไศฯยําฯ วิตาเ¢บหติ ําฯ เบเท ¢รสี หสไิ รรภฯนนฯมฯ า¢//

ตตะ ปรฺ สนฺนศจฺ พภูว ปษุ ยฺ สฺตสยฺ าศจฺ เทวยฺ า วฺรตสสํ ฺกฺฤตายาะI

ปารศฺ วฺ าตสฺ โุ ต โลกหิตาย ชชฺญ นริ ฺเวทนํ ไจว นริ ามยํ จ II

ตต: สนฯศฯ พภวู บุษฯสสฯ าฯ ศฯ เทวาฯ วตสํสฤฯ ตายา:/

บ¶รฯ ฯวาตฯเตา โลกหิตาย ชญฯ นเิ รฯทนํ ไจว นริ ามยํ จ //

*หมายเหตุ: คอื เคร่ืองหมาย อวเคราะห ในภาษาสันสกฤต (ไทยใช –ะ)

ทมี่ า(อักษรไทย) : มหากาพยพุทธจริต สาํ เนียง เลอื่ มใส, ๒๕๔๗,หนา ๕

อักษรธรรมลา นนา ๒๐๑
การเขยี นภาษาสนั สกฤตดวยอักษรธรรมลานนา

พุทฺธิยกุ โฺ ต ชหาตีห พุทฯิยเุ กฯา ชหาตหี

อเุ ภ สุกฺฤตทษุ กฺ ฺฤเต ³เภ สุกฯต ทุษกเฯ ต
ตสฺมาทฺโยคาย ยชุ ยฺ สฺเว ตสฯาเทฯาค¶ยฯ ยุชเฯ ฯสฯ
โยคะ กรมฺ สุ เกาศลม/ฺ / โยคะ มสุ เกัาสลฯ//

กรฺมชํ พุทฺธิยุกฺตาหิ มชํ พทุ ิฯยุกาฯ หิ

ผลํ ตยกฺตฺวา มนีษณิ ะ ผลํ ตยฯต ฯา มนีษิณ;

ชนพฺ นฺธวินิรฺมกุ ตฺ าหะ ชนฯน วฯ นิ ริ มกุ าฯ :
ปทํ คจฉฺ นฺตฺยนามยมฺ// บทํ คจนฯ ฯ ¢ฯ มยฯ //

ยทา เต โมหกลลิ ํ ยท¶ฯ เต โมหกลิลํ

พทุ ธฺ วิ ฺรยฺ ติ ตริษยฺ ติ พทุ วิฯ ฯฯติ ตริษฯติ
ตทา ตนตฺ าสิ นิรฺเวทํ ตท¶ฯ ต¢สฯ ิ นิเรทฯ ํ
โศรฺ ตวยฺ สฺย ศฺรุตสยฺ จ โ ศตวฯสฯ ศตุ สฯ จ //

ท่มี า: (อกั ษรไทย) (แสง มนวิทรู และจํานงค ทองประเสรฐิ . ๒๕๒๗, หนา ๓๕)

การเขียนภาษาบาลีสันสกฤตดวยอักษรธรรมลานนา เรณู วิชาศิลป ภาคีสมาชิก
ราชบณั ฑติ ยสถาน ผเู ชี่ยวชาญอกั ษรธรรมลา นนา (สมั ภาษณ, วนั ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔) ไดช้แี นะ

วา “ตามหลักการเขียนจารกึ วา อักษรใดท่ีตาม อักษรท่ีมีจดุ แสดงตัวสะกด (.) อักษรนั้นตองอยู

ขางลางของอกั ษรทีม่ จี ดุ แสดงตวั สะกดเสมอ สวนตัวท่ไี มออกเสยี งใหใ ช ์ หรือ ¯ (วิราม) ” เชน

ปรฺ สนนฺ ศจฺ (ส.) ตองถอดเปน อกั ษรธรรมลานนาเปน สนศฯ ฯ

ปษุ ฺยสฺตสฺยาศจฺ (ส.) ตอ งถอดเปน อกั ษรธรรมลา นนาเปน บุษสฯ สฯ าฯ ศฯ

จกกฺ (ป.) ตอ งถอดเปนอกั ษรธรรมลา นนาเปน จกฯ

อาตมนฺ (ส.) ตอ งถอดเปนอกั ษรธรรมลานนาเปน อามฯ น์/อามฯ น¯

๒๐๒ อักษรธรรมลานนา

การนาํ ภาษาสันสกฤตมาใชในภาษาไทยท่ีไดช ัดทีส่ ุด คือ การเพ่มิ อักษรมาใชในภาษาไทย
ซึ่งมากกวาภาษาบาลดี ังไดกลาวแลว ยังมีพยัญชนะอกี ตัวหนึ่ง ซึ่งภาษาไทยมาตรฐาน นํามาใช
เปนตวั ร หนั (รร) หรอื ร เรผะ ไมป รากฏในการนาํ มาใชเ ขียนเปนอักษรลานนา รร (ร หัน)
จะใชไ มหันอากาศหรอื ไมซ ดั แทนทัง้ หมด เชน กรรม จะเขียนเปน กม์ฯ จะไมเขียนเปน กรรม
วิสรรชนยี  เขียนเปน วิสัฯช นฯฯ์ ไมเขยี น วิสรรชนี์ฯ

๔. การนําคาํ ยืมภาษาสันสกฤตมาเขียนดวยอักษรลา นนา

นอกนัน้ จะสังเกตวา ภาษาสันสกฤตตรงสระพยญั ชนะทเ่ี พม่ิ เขา มา ดังไดก ลา วแลว ณ ทีน่ ้ี
จะไดนําภาษาสันสกฤตที่ใชในวงการตางๆ มาเขียนเปนอักษร ธรรมลานนาพอสังเขป
เพือ่ ประโยชนใ นการศึกษาตอยอดตอไป

ตารางที่ ๙๘ ตารางการเขียนคาํ ยืมในภาษาสนั สกฤตดวยอักษรธรรมลา นนา

สนั สกฤต อักษรธรรมลานนา ความหมาย

ทฤษฎี ทฤษฯี ทฤษฏี

ศีรษะ ศีษ ศีรษะ

โฆษณา โฆษาฯ โฆษณา

ฤาษี ฤาษี ฤๅษี

ฤกษ ฤก์ฯ ฤกษ

อศั จรรย อั จฯ ฯั์ฯ อศรฯั ฯ์ อศั จรรย

สวสั ดี สสัฯ ีฯ สวสฯี สวสั ดี

ศษิ ย ศิษ์ฯ ศษิ ย

อักษรธรรมลา นนา ๒๐๓
การเขียนภาษาสนั สกฤตดว ยอักษรธรรมลานนา

สนั สกฤต อกั ษรธรรมลานนา ความหมาย

มนุษย มนษุ ฯ์ มนษุ ย
กัลป กับฯ ์ กัปป, กลั ป

พิศวาส พิวฯ ¶ฯ พิศวาส
วิทยาลัย วิทาฯ ไลฯ วิทยาลยั

นริ คุณ นิรคณุ ์ นิรคุณ ไมม ีคณุ

อัปรีย อ บีฯ์ อปั รยี , ไมเ ปน ทร่ี ัก
อปั ลกั ษณ อบลกฯณ์ อัปลกั ษณ ,ขี้เหร

นวมินทร นวมิ น์ฯ นวมินทร, รชั กาลท่ี ๙

วิทยาศาสตร วิทาฯ ศา ส์ฯ วิทยาศาสตร

ปราชญ ¶ฯช์ ปราชญ

เกยี รติ กตฯ เกียรติ

*หมายเหตุ คํายืมตามตารางขางตนอาจมีการเขียนท่ีผิดออกไป ซ่ึงเรียกวา อักขรวิธี
พิเศษหรอื คาํ ยากไดอ กี หลากรูปแบบดังไดกลา วไวแ ลว ในบทท่ี ๔

แมวาภาษาสันสกฤตจะนิยมใชนอยในรปู แบบของการจารึก หรือเขียนดวยอกั ษรธรรม
ลานนา นั่นเพราะวาเร่ิมแรกในการนํามาใชจุดประสงคหลักเพ่ือนํามาเขียนเปนภาษาบาลี
ซ่ึงเปนท่ีแพรหลายไปสูภูมิภาคตางๆ ในภาคเหนือ วรรณกรรมภาษาบาลีที่เปนวรรณกรรม
ทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย เชน พระสิริมังคลาจารย มีความเชี่ยวชาญแตกฉาน
ในภาษาบาลี ไดเขียนมงคลทีปนีจนกลายมาเปนหนงั สือเรยี นในระดับสูงของพระภิกษุสามเณร

๒๐๔ อักษรธรรมลา นนา

ในปจจุบัน (ใชเปนหนังสือเรียนระดับประโยค ๔ ในวิชาแปล และประโยค ๗ ในวิชาแปลไทย
เปน มคธ) และมีตาํ ราคัมภีรทเ่ี ปน ภาษาบาลเี กดิ ข้นึ มากมาย

แตอยางไรก็ดี ในการนํามาเขียนยุคหลังซ่ึงชาวลานนาไดรับอิทธิพลจากภาษาไทย
มาตรฐาน ภาษาสันสกฤตที่เปนคํายืมก็ไดรับการถายทอดมาอีกทอดหนึ่ง ศัพทท่ีปรากฏใหเ ห็น
ก็ปรากฏรองรอยอยูมากพอสมควร เชน ฤกษ สวรรค อัศจรรย ฤๅษี ราศี ศรี เหลาน้ีเปนตน
เพยี งแตภาษาสันสกฤตลวนไมม ีปรากฏในคัมภรี ต า งๆ ในภาคเหนือเหมอื นภาษาบาลเี ทา น้ัน

อักษรธรรมลานนา ๒๐๗
การใชส ระทแี่ ตกตา งจากภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยมาตรฐานดังยกตัวอยางมาขางตน ที่ถอดศัพทมาเฉพาะเสียงมีอยูไมนอย
หากจะคงรูปศัพทเดิมของคํายืมไวก็คงไวไดไมหมด เชน กะซวง สึกสาธิการ กริสดีกา
คนะกมั การ พรสึ ภาคม ราสดร พทุ ธสักรา เปนตน

แตอ ักษรธรรมลา นนายังคงรปู แบบโบราณนยิ มไว หรอื แมแตอกั ษรในตระกลู อักษรธรรม
เชน อีสาน ไทยนอย และแมแตอักษรลาว ยังคงใชรูปแบบโบราณปะปนอยู รูปสระแตโบราณ
ยังคงใชอยูจนถึงปจจุบัน ผูศึกษาตองคอยสังเกตหากใชตามอักขรวิธีไทยจะตองมีการตกลง
หรือทําสงั คายนาใหเ ปน มาตรฐานกอ น

ฉะน้ัน ขณะเรยี นอักษรธรรมลานนาคนโบราณจงึ ตอ งถอื เอาตามอกั ขรวิธีเดิม เพ่อื จะได
นําไปเปนกุญแจไขสูคลังความรูในคัมภีรหรือตํารา ตํานานตาง ๆ ที่มีอยูมากมายตามวัด
ศาสนสถานตา ง ๆ และแหลง ทางการศึกษา

๒. สระท่ีแตกตางจากสระในภาษาไทยมาตรฐาน

ในที่น้ี จะนําสระท่ีแตกตางมากลาว เพ่ือใหเห็นความแตกตางที่ชัดเจนมากขึ้น
กวาบทขา งตน ทไี่ ดกลา วไวแลว ดังน้ี

๒.๑ สระ โอฯะฺ (เ-าะ)

สระ โอฺะฯ ในอักษรธรรมลา นนาหากถอดเปนภาษาไทยจะไดรปู โ – ะ และมี อ อยู

ดานลา ง (อ ลอย) แตใ นถา นําไปเทยี บกับภาษาไทยมาตรฐานจะเปนรปู สระ เ-าะ คนสมัยใหมพอ

เรม่ิ เรยี นอักษรธรรมลานนา มกั จะใช โอะฯฺ เปน เ-าะ (ผดิ เพราะนาํ มาเปรยี บเทยี บกับสระ
ในภาษาไทยมาตรฐาน)

 ะฯ ห์ เคราะห รูปท่ีถูก

เ ¶ฯ ะฯ ห์ เคราะห รปู ทม่ี กั เขยี นผดิ

สโนะฯ เสนาะ รปู ท่ีถกู

๒๐๘ อักษรธรรมลานนา

สเ¢ะ เสนาะ รูปที่มกั เขียนผิด

ไพโรฯะ ไพเราะ รูปที่ถูก

ไพเราะ ไพเราะ รูปทม่ี กั เขียนผิด

โจะฯ เจาะ รปู ที่ถกู

เจาะ เจาะ รูปที่มักเขยี นผดิ

๒.๒ สระ เ-ฯะิ (เ-อะ)

สระ เ-ิฯะ ในอกั ษรธรรมลานนาถอดเปน รปู สระไดในรูป “เ - อะ” ซ่ึงจะแตกตา ง

ไปจากภาษาไทยมาตรฐานที่จะตองเปนรปู เ – อะ เชน

ไพเทะิฯ ไปเตอะ รูปที่ถูก

ไพเทฯะ ไปเตอ ะ รปู ทีม่ กั เขยี นผิด

เจะิฯ เจอะ รปู ที่ถูก

เจฯะ เจอะ รูปท่ีมกั เขียนผดิ

เมิะฯ เมอะ รูปที่ถูก

เมะฯ เมอะ รปู ที่มกั เขยี นผดิ

เงิะฯ เงอะ รปู ที่ถกู

เงะฯ เงอะ รปู ทม่ี ักเขยี นผดิ

อกั ษรธรรมลานนา ๒๐๙
การใชสระทีแ่ ตกตา งจากภาษาไทยมาตรฐาน

๒.๓ สระ เ-ฯิ (เ-อ)
สระ เ-ิฯ ในอักษรธรรมลานนาถอดเปนรูปสระไดในรูป เ - ะ ซ่ึงแตกตาง
ไปจากภาษาไทยมาตรฐานท่ีจะตองเปน รปู เ - อ เชน

เจิฯ เจอ รปู ท่ีถกู
เจฯ เจอ รูปท่มี กั เขียนผดิ
ลเมฯิ ละเมอ รปู ท่ีถูก
ลเมฯ ละเมอ รูปที่มักเขียนผิด
๒.๔ สระ เ-ะฯ (เ ยะ)
สระ เ-ฯะ ในอักษรธรรมลานนาถอดเปนรูปสระไดในรูป เ-ยะ ซ่ึงจะแตกตาง
จากภาษาไทยมาตรฐานทจี่ ะเปน รปู เ  ยะ เชน

เมฯะ เมี้ยะ รูปที่ถกู
เมีฯะ เมยี้ ะ รูปท่ีมกั เขยี นผดิ
เละฯ เลยี้ ะ รูปที่ถกู
เลีฯะ เลย้ี ะ รปู ทมี่ กั เขียนผิด
เท้ ฯะ เตี้ยะ รปู ท่ีถกู
เที ะฯ เต้ียะ รูปที่มกั เขยี นผดิ
เ้ ฯะ เปยะ รูปที่ถกู
เี ะฯ เปย ะ รูปทีม่ กั เขยี นผิด

๒๑๐ อักษรธรรมลานนา

๒.๕ สระ เ-ฯ (เ ย )

สระ เ-ฯ ในอักษรธรรมลานนาถอดเปน รูปสระไดในรปู เ - ย ซ่ึงจะแตกตางไปจาก
ภาษาไทยมาตรฐานที่จะเปน รปู เ ย สระนี้จะไปคลา ยคลึงกับภาษาลาวคอื ເ -ຍ ซึง่ มผี อู าน
คําวา ເບຍລາວ (เบียรลาว) เปน เขยลาว ผูศ กึ ษาใหมจ ึงมักเขยี นผิด เพราะไปคํานงึ ถึงภาษาไทย
มาตรฐาน ดังตัวอยาง

เมฯ เมีย รปู ที่ถูก

เมีฯ เมยี รปู ที่มักเขยี นผิด

เสฯ เสยี รปู ท่ีถูก

เสีฯ เสยี รูปทีม่ ักเขยี นผดิ

เ้ ฯ เปย รูปที่ถกู

เี ฯ เปย รูปที่มักเขียนผิด

เพ้ฯ เพย้ี รปู ที่ถูก

เพีฯ เพย้ี รูปที่มักเขียนผดิ

สําหรบั สระ เ-ฯ ยงั มีรปู อกี อยางหนึ่งซง่ึ นยิ มใชเชนกนั คือ เ ัฯ นาํ มาเขยี นท้งั ๒ แบบ
เชน เสฯ เสั ฯ (เสยี ), เมฯ เมัฯ เมีย เปนตน

หมายเหตุ : สระ เ-ฯ ใชส ําหรบั เปน สระผสมกบั พยญั ชนะท่ไี มมีตวั สะกดตาม สว น -ฯ
– ย เปน สระท่ีมีตวั สะกดตาม เชน สฯม (เสียม) เปนตน

๒.๖. สระ เ-า (ไมมี ั ) ในอกั ษรธรรมลา นนาถอดเปน รูปสระไดร ูป เ-า มีรปู เหมือน
สระ เ-า ในภาษาไทยมาตรฐานทกุ ประการ สระ เ-า น้ีในภาษาบาลีจะใชเ ปน สระ โ- (แตไ มใช
สระลอย เปน สระจมเทานัน้ ถา เปนสระลอยจะมรี ปู โ-) ตวั อยาง เชน

อักษรธรรมลา นนา ๒๑๑
การใชส ระทแี่ ตกตางจากภาษาไทยมาตรฐาน

นเมา นโม

อกาลิเกา อกาลโิ ก
เยานเิ สา โยนิโส

สเฆา· สงโฺ ฆ

บุริเสา ปรุ ิโส

กรณเี ยา กรณโี ย

อนตุ เฯ รา อนุตตฺ โร

³จฯเยา อุจจฺ โย

เสฯเยา เสยฺโย

๒.๗ สระ เ-้า ในอักษรธรรมลา นนาถอดเปนรปู สระไดรูป เ – า มีรูปเหมือน (  )
( ็ ) หรือ ( ั ) คือ ั กํากับอยู แตในอักขรวิธีของอกั ษรธรรมลานนาไมไ ดมีเครอื่ งหมาย (  )
( ็ ) หรือ ( ั ) กํากับ แตเปนเครื่องหมายใหรูวา ( ้ ) สระน้ีคือสระ เ-า เพราะ เ-า ที่ไมมี
สัญลักษณน้ี ( ั ) เทากับสระ โ- (สระจม) ซ่ึงใชเฉพาะในการเขยี นภาษาบาลเี ทาน้ัน เชน
นเมา (นเมา = นโม) ธีรวเํ สา (ธรี วํเสา = ธรี วํโส) เปนตน

การใช เ-า้ (เ-า) โดยมี ( ้ ) เพ่ือหลีกเลย่ี งในการไปซาํ้ กบั การเขียนภาษาบาลี เชน

เขาั เขา (ถาเปนบาลี สุเขา = สุโข)

เขาั เขา

เาั เปา

เลาั เลา

๒๑๒ อักษรธรรมลา นนา

เลาั ไผ่ เลาไผ

เหาั เหลา

ตารางท่ี ๙๙ ตารางเทียบการใช เ-า (โ-) และ เ-าั (เ-า)

เ-า (=โ-) อานวา เ-าั (=เ-า) อา นวา
นเมา นโม เมา
สกฯาเรา สกฺกาโร เมัา เรา
มเหสเกฯา มเหสกโฺ ข เราั เขา
พุเทฯา พทุ โฺ ธ เขัา สีเทา
มเ¢ มโน สีเท¶ฯ ภเู ขา
ม¢เบ¶ฯ มนาโป ภูเขัา กะเพรา
กเ ัา

๒.๘ สระยฺ-ฯฯ (เ ย )

ก สระยฺ-ฯ ในอักษรธรรมลานนาถอดเปนรูปสระไดในรูป -ย- ซ่ึงก็คือสระ เ ย
ในภาษาไทยมาตรฐาน การใชสระยฺ-ฯ จะใชเม่ือคําท่ีเขียนน้ันมีตัวสะกดตามมา (คลายกับ

ภาษาไทยโบราณ เชน รยน = เรยี น) ตัวอยา งเชน

รฯร เรียน

ส้ ฯร เสยี้ น

ม้รฯ เมี้ยน

ขกฯ เขียก

ขดฯ เขียด

อกั ษรธรรมลา นนา ๒๑๓
การใชสระทีแ่ ตกตา งจากภาษาไทยมาตรฐาน

ฯด เครียด

รกฯ เรียก

วฯก เวยี ก

ฯก เฮยี ก

อกั ษรธรรมลา นนาถือวาเปน อกั ษรโบราณของคนไทยภาคเหนอื ที่ยงั มรี ปู แบบเดิมใหเห็น
อยู จึงยงั มีสระท่มี ีความเปนเฉพาะตัว ผเู ขียนคดิ วาควรจะคงไวดังเดิม ผูศึกษาก็ควรยดึ ตามแบบ
โบราณเอาไว เม่ือศึกษาจนชํานาญแลวจะทําใหอานภาษาไทยถ่ินตาง ๆ ไดดีแลวนําไปคนควา
คลังวิทยาตางๆ ไดสะดวกยิ่งข้ึน โดยเฉพาะอักษรธรรมอีสาน ไทยล้ือ ไทนอย เปนตน
ทง้ั ยังมคี วามคลายกับภาษาไทยในยุคสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสนิ ทรต อนตนอกี ดวย



อกั ษรธรรมลานนา ๒๑๕
การเขียนศัพทว ิชาการปจจุบันดวยอักษรธรรมลานนา

บทที่ ๘

การเขยี นศพั ทวชิ าการปจจุบนั ดวยอกั ษรธรรมลานนา

๑. ความรูเบ้อื งตน

ในปจจุบันมีคําศัพทใหมเกิดข้ึนมากมายโดยเฉพาะศัพทวิชาการตางๆ ท่ีไมมีในสมัย
ลานนาโบราณ เพราะฉะนน้ั ศิลาจารึก ปบสา (พับสา-กระดาษสา) และคัมภีรใบลานหรอื วัสดุ
อื่นๆ จึงยังไมปรากฏคําศพั ททางการอยา งในตอนน้ี การเขยี นศพั ททางการ (Technical terms)
จึงตอ งกําหนดและบญั ญัติข้ึนมาใชเ อง และคงตองรกั ษารอ งรอยของคาํ ยมื จากภาษาตางๆ ไวด ว ย
เชน ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษายุโรป (สวนใหญจะเปน ภาษาอังกฤษ/ฝรง่ั เศส) หรือภาษา
ตระกูลอ่ืนๆ ในบทน้ีจะยกตัวอยางคําศัพทในวงการตางๆ มาแสดง เพื่อจะไดนําไปเปนบรรทดั
ฐานในการเขียน การนําอักษรธรรมลานนามาเขียนภาษาทางวิชาการซึ่งหมายถึงภาษาไทย
มาตรฐาน จึงจําเปนจะตองนําอักษรธรรมลา นนามาเปรยี บเทียบใหเห็นอีกคร้ังเพื่อเปนตัวอยาง
กอนนํามาเขียนเปนศัพททางวิชาการ ซ่ึงจะตองเขียนเปนภาษาไทยมาตรฐาน จึงจําเปน
ในการนํามาใหเห็นชัดวาอักษรธรรมลานนา ถานํามาเปนเขียนเปนภาษาไทยมาตรฐาน
ซ่ึงสวนใหญจะมคี ํายืมจากภาษาบาลแี ละภาษาสนั สกฤต ดังตารางตอไปน้ีจะนํามาใชประโยชน
ไดม าก โดยเฉพาะเรือ่ งของการปริวรรตอกั ษร

๒๑๖ อกั ษรธรรมลานนา

ตารางท่ี ๑๐๐ ตารางการเปรยี บเทยี บอกั ษรลา นนา-ไทยมาตรฐาน-บาลี-สนั สกฤต

อักษรธรรม ภาษาลานนา ภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต
ลา นนา มาตรฐาน

ก ก (กอ ) ก ก ก

ข ข (ขอ) ข ข ข

ฃ ฃ (ฃอ) ฃ - -

ค ก (กอ) ค ค ค

ฅ ฅ (คอ) ฅ และ ค - -

ง ง (งอ) ง ง ง

จ จ/จอ จ จ จ

ช จ (จอ) ช ช ช

ซ ซ (ซอ) ซ - -

ฌ ฌ (เฌอ) ฌ ฌ ฌ

ญญ ญญญ

ฏ ระฏะ (ฏอ) ฏ ฏ ฏ

ฐ ระฐะ (ฐอ ) ฐ ฐ ฐ

ฑ ระฑ (ฑอ/ดอ ) ฑ/ด ฑ ฑ

ฒ ระฒ (ฒอ) ฒ ฒ ฒ

อักษรธรรมลานนา ๒๑๗
การเขียนศัพทว ิชาการปจ จุบันดวยอกั ษรธรรมลานนา

อักษรธรรม ภาษาลานนา ภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต
ลานนา มาตรฐาน

ณ ระณะ (ณอ) ณ ณ ณ
ต ต (ตอ ) ต ต ต

ท ท/ต (ตอ/ทอ) ท ท ท

น น (นอ) น น น
บ บ (บอ) บ ป ป

ป ป( ปอ) ป - -
ผ ผ (ผอ ) ผ ผ ผ

ฝ ฝ (ฝอ) ฝ - -
พ ป (ปอ) พ (พอ) พ พ พ

ฟ ฟ (ฟอ) ฟ - -

ภ ภ (ภอ) ภ ภ ภ

ม ม (มอ) ม ม ม

ย ย (ยอ) ย ย ย

£ หย (หยอ) อย - -

ร ล (ลอ),ฮ (ฮอ) ร ร ร

๒๑๘ อักษรธรรมลานนา

อกั ษรธรรม ภาษาลานนา ภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต
ลา นนา มาตรฐาน

ล ล (ลอ) ล ล ล
ว ว (วอ) ว ว ว
ศ ส (สอ) ศ - ศ
ส ส (สอ) ส ส ส
ห ห (หอ) ห ห ห
ฮ ฮ (ฮอ) ฮ - -
ฬ ล (ลอ) ฬ ฬ ฬ
อ อ (ออ ) อ อ อ

การจัดตารางน้ีเพื่อเปนประโยชนในการปริวรรต ท้ังปริวรรตเปนภาษาไทยมาตรฐาน
และภาษาธรรมลานนา (กาํ เมือง) ซ่งึ มกั จะมคี วามสับสนอยมู าก เชน ก กับ ค, ค กับ ฅ, จ
กับ ช เปนตนตารางดังกลาวจะชวยทําใหเ ปรียบเทียบ และใชไดอยางถูกตอง แมวาในตํารา
ตางๆ ในภาคเหนือสวนใหญจะใชปะปนกันยังไมมีการสังคายนาตกลงกันในเหลาปราชญ
ทางภาษาอยางเปนทางการจนมีผกู ลาววา เขยี นแบบเชยี งใหม แบบลําปาง แบบลําพนู เปน ตน

สวนพยัญชนะตวั สะกดนั้น ใชเหมือนกันทัง้ อักษรไทยมาตรฐานและอักษรธรรมลา นนา
(อาจเปนเชิงอักษรหรืออักษรเต็ม อยูลางหรือเสมอกับพยัญชนะตนก็ไดดังไดกลาวแลว) สระ
ยังคงใชเหมือนเดิมทุกประการ (ตามที่ไดกลาวไวแลว) การจะเขียนศัพทวิชาการ ควรยึดตาม
ตารางท่ีไดน าํ แสดงไวข างตนประกอบ พรอมแนวทางการเขียนทจ่ี ะกลาวในลําดับตอไปนี้

อักษรธรรมลา นนา ๒๑๙
การเขยี นศัพทว ิชาการปจ จบุ ันดวยอกั ษรธรรมลานนา

๒. แนวทางการเขียนศัพทว ิชาการดว ยอกั ษรธรรมลา นนา

แนวทางการเขียนศัพทวิชาการดว ยอักษรลานนา สมทบ พาจารทศิ , สมศักด์ิ จนั ทรน อ ย
และนัคเรศ ชนะดวงดี (๒๕๕๗) มีแนวสรุปโดยสงั เขปโดย ดงั นี้

๒.๑ ศัพทจ ากภาษาไทย หากตรงกบั ศพั ทล า นนา ใหใ ชข องลา นนาแมเ สยี งจะไมตรงกัน
เชน

กาบฯ ¶ ฯ การบา น อา นวา กา นบาน (บาน เปน เสียงโทพเิ ศษ)

รา้ ฯค¶ ฯ รานคา อานวา ฮานกา

โรรฯ฿ ฯร โรงเรียน อา นวา โฮงเฮยี น (ไมเ ขยี นเปน โร฿เฯ รีนฯ )

โรฯแ฿ รฯ โรงแรม อา นวา โฮงแฮม หรือ โลงแลม แบบคํายืม

๒.๒ ศัพทจากภาษาไทยที่มคี วามหมายตรงกบั ลานนา แมอ อกเสยี งไมต รงกัน หรอื รปู คํา
ไมตรงกัน หรอื รปู คําตา งกัน ใหเขยี นดวยภาษาลา นนา เชน

เขาั จา้ ฯ เขา จาว ไมใช ข้าฯเจัา
เขัา หึฯง เขา หน้งึ ไมใ ช ขา้ นฯ ึฯ

ฯนึฯ นง่ึ (เลข ๑) ไมใ ช หฯงึ

แบฯเฝหฯ ฯั แบบฝกหดั ไมใช ฝฯ

หาฯ้ ¢ฯ ํ หวา ยนํ้า ไมใช ว¶ฯ ฯ

¢ํถฯ้ม นํา้ ถวม ไมใ ช ทม่ฯ

กาหฯ ฯ฿ั กาดหมั้ว ไมใ ช ม่฿ฯ

ยีเ พฯ ยเี่ พง/ยี่เปง/ ไมใช เ/ฯั เพฯั

๒๒๐ อกั ษรธรรมลานนา

กห฿ฯ ฯาฯ กฎหมาย ไมใช ก฿ฯ

ฅฯเ฿ ถาั คนเถา ไมใช ผเู้ ฒาั

พาใฯ น พายใน/ปายใน ไมใช ภาใฯ น

กาเฯ สฯิ การเส้กิ ไมใช กาฯศ ฯึ

แมย่ ิฯ แมย ิง ไมใช ผญู้ ิฯ

พชฯํ าฯ พอ ชาย ไมใ ช ผชู้ าฯ

๒.๓ ศัพทภาษาไทยท่ีมาจากภาษาอื่นและมีการใช “รร” (ร หัน) ถามาจากภาษา
สันสกฤตใหปรับเปนภาษาบาลี ถามาจากภาษาขอมหรือภาษาเขมร หรือขบวนการแผลงศพั ท
ในภาษาไทยใช “น” สะกดแทน เชน

กรรม (ส.)-กมฺม (บ.)-กัมม (ท.) กม์ฯ, ธรรม-ธมฺม-ธัมม ธม์ฯ บรรพชา-
(บ. ปพฺพชฺชา) บพฯชฯา ,บรรยาย (บ.ปริยาย) บริยาฯ/บัฯยาฯ บรรทม (ข. ผทม-ประทม)

ทฯ฿

*หมายเหตุ คําที่มีตัวสะกด-ตัวตามแลว ตามหลักภาษาบาลีแลวไมตองใสไมห ันอากาศ
(ไมซดั )

๒.๔ ศัพทที่ใชในภาษาไทยท่ีมาจากภาษาบาลีสันสกฤตซ่ึงมีอักษร “ป” หากเขียน
เปน ภาษาลานนาจะใช “บ” ปะปอม เชน

ปฏิกิริยา ใช บฏิกริ ยิ า ไมใช ปฏกิ ริ ิยา

ปฐมกาล ใช บฐมกาฯ ไมใช ปฐมกาฯ


Click to View FlipBook Version