- พระพทุ ธศาสนามงุ่ ประโยชน์สขุ และสนั ตภิ าพแกบ่ คุ คล สงั คม
และโลก
โดยใหน้ ักเรยี นศกึ ษาความรูจ้ ากหนงั สอื เรยี น หนังสอื คน้ ควา้
เพมิ่ เตมิ หอ้ งสมดุ และแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรู้
ทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทกึ การอ่าน
2. สมาชกิ แต่ละกลุ่มร่วมกนั อภปิ รายประเดน็ สาคญั ของเร่อื งทไี่ ดศ้ กึ ษา
คน้ ควา้
3. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 5 ลงมอื ปฏิบตั ิจากกรอบความคิดที่กาหนด (พฒั นาสมองซกี ซ้าย) คาถามกระต้นุ ความคิด
สอ่ื การเรยี นรู้ : ใบงานท่ี 3.1 นกั เรียนมวี ิธีการปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรม
ของพระพทุ ธศาสนาอย่างไร ท่ีจะสง่ ผลต่อ
1. สมาชกิ ในแต่ละกลมุ่ ชว่ ยกนั ทาใบงานที่ 3.1 เรือ่ ง ความสาคญั ความสงบสขุ ของสงั คม และโลก
ของพระพทุ ธศาสนา
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้
2. ครูและนกั เรยี นชว่ ยกนั เฉลยคาตอบในใบงานที่ 3.1 อยู่ในดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
3. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
ขนั้ ท่ี 6 สร้างชิ้นงานท่ีสะท้อนความเป็นตนเอง (พฒั นาสมองซกี ขวา)
สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้ : —
• ครมู อบหมายให้นักเรียนนาความรทู้ ี่ได้ศึกษาเรื่อง ประวตั ิและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา มาเขยี นเป็นบทความ
เชิงวิเคราะห์ เรอื่ ง ประวตั ิและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา โดยใหค้ รอบคลมุ ประเดน็ ตามทกี่ าหนด ดงั น้ี
1) การวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาเป็นศาสตรแ์ ห่งการศกึ ษา
2) การวเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนาเน้นความสมั พนั ธข์ องเหตุปัจจยั และวธิ กี ารแกป้ ัญหา
3) การวเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนาฝึกตนไม่ใหป้ ระมาท
4) การวเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนามงุ่ ประโยชน์สขุ และสนั ตภิ าพแกบ่ คุ คล สงั คมและโลก
ขนั้ ท่ี 7 วิเคราะหค์ ณุ ค่าและการประยุกต์ใช้ (พฒั นาสมองซกี ซา้ ย)
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
สมาชกิ แต่ละกลุ่มชว่ ยกนั ตรวจสอบความถกู ต้องเหมาะสมในผลงาน
บทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
และพฒั นาผลงานใหม้ คี ณุ ภาพตามเกณฑ์
ขนั้ ที่ 8 แลกเปล่ยี นประสบการณ์เรียนร้กู บั ผอู้ ่นื (พฒั นาสมองซกี ขวา)
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : —
1. ตวั แทนของแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานทหี่ นา้ ชนั้ เรยี น แลว้
ผลดั กนั แสดงความคดิ เหน็ และใหข้ อ้ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ โดยครเู ป็น
ผูต้ รวจสอบความถกู ตอ้ ง
2. ครูคดั เลอื กผลงานทีม่ คี ณุ ภาพตามเกณฑน์ ามาจดั ป้ายนเิ ทศแสดง
ผลงานของนกั เรยี นทห่ี น้าชนั้ เรยี น
นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 1 เรอื่ ง ประวตั ิและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครอื่ งมอื เกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 3.1 ใบงานท่ี 3.1 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอ่าน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 1 แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจบทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง ประวตั แิ ละ แบบประเมนิ บทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
8. ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
- สุชพี ปญุ ญานุภาพ. (2551). คณุ ลกั ษณะพิเศษแห่งพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
มูลนธิ มิ หามกุฏราชวทิ ยาลยั .
3) ตวั อย่างขอ้ ความเกย่ี วกบั คาสอนของพระพุทธศาสนาในเร่อื ง ความไม่ประมาท และการสรา้ งประโยชน์สุข
และสนั ตภิ าพแกช่ าวโลก
4) ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
8.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งสมุด
2) แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content
กำรประเมินช้ินงำน/ภำระงำน (รวบยอด)
แบบประเมนิ บทความเชิงวเิ คราะห์ เรือ่ ง ประวตั ิและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การวเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์
แห่งการศกึ ษา
2 การวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาเน้นความสมั พนั ธ์
ของเหตุปัจจยั และวธิ กี ารแกป้ ัญหา
3 การวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาฝึกตนไมใ่ หป้ ระมาท
4 การวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนามงุ่ ประโยชน์สขุ
และสนั ตภิ าพแก่บุคคล สงั คม และโลก
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน 4
3
ดมี าก = 2
ดี = 1
พอใช้ =
ปรบั ปรุง =
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
14 - 16 ดมี าก
11 - 13 ดี
8 - 10 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรงุ
ตัวอย่ำงข้อควำมเก่ียวกับคำสอนของพระพุทธศำสนำในเรอ่ื ง ควำมไมป่ ระมำท
และกำรสรำ้ งประโยชนส์ ุขและสันติภำพแก่ชำวโลก
ปราชญ์ยอ่ มรกั ษาความไมป่ ระมาทไว้ เหมอื นทรพั ยอ์ นั ประเสรฐิ
(ทีม่ า : http://www1.mod.go.th/heritage/religion/proverb/index1.html)
ผูไ้ ม่ประมาทพนิ จิ อยู่ ย่อมถงึ สุขอนั ไพบลู ย์
(ทีม่ า : http://www1.mod.go.th/heritage/religion/proverb/index1.html)
ความไมป่ ระมาท เป็นทางอมตะ
ความประมาท เป็นหนทางแหง่ ความตาย
ผูไ้ มป่ ระมาท ไม่มวี นั ตาย
ผูป้ ระมาท ถงึ มชี วี ติ อยกู่ เ็ หมอื นคนตายแลว้
(ทีม่ า : http://www1.mod.go.th/heritage/religion/proverb/index1.html)
“ประวตั ศิ าสตรไ์ ดแ้ สดงใหป้ รากฏตลอดมาวา่ ชาตใิ ดเสอ่ื มสญู ย่อยยบั อบั ปางไป กเ็ พราะประชาชาตขิ าดสามคั คธี รรม
แตกแยกเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวก คอยเอารดั เอาเปรยี บ ประหตั ประหารซง่ึ กนั และกนั บางพรรคบางพวก ถงึ กบั เป็น
ไสศ้ กึ ให้ศตั รมู าจู่โจมทาลายชาตขิ องตนดงั น้ี ขา้ พเจา้ จงึ ขอชกั ชวนพน่ี อ้ งชาวไทยทงั้ หลาย ใหร้ ะลกึ ถงึ พระคุณของบรรพบรุ ุษ
ซ่งึ ไดก้ อบกรู้ กั ษาบา้ นเกดิ เมอื งนอนของเรามานนั้ ใหจ้ งหนัก แลว้ ถอื เอาความสามคั คี ความยนิ ยอมเสยี สละส่วนตวั เพอ่ื ประโยชน์
ยง่ิ ใหญข่ องประเทศชาตเิ ป็นคณุ ธรรมประจาใจอย่เู นอื งนจิ จงึ ขอใหพ้ น่ี อ้ งชาวไทยทงั้ หลาย จงบาเพญ็ กรณียกจิ ของตนแต่ละคน
ดว้ ยซ่อื สตั ยส์ จุ รติ ขยนั หมนั่ เพยี ร อดทนและกลา้ หาญ แลว้ อทุ ศิ ความเสยี สละสว่ นตวั ความเหน็ดเหน่อื ยลาบากยากแค้นเป็นพลี
บูชาบรรพบรุ ษุ ผูซ้ ่งึ ไดก้ ่อสรา้ งชาตเิ ป็นมรดกตกทอดมาถงึ พวกเราชาวไทยจนบดั น้ี”
(พระราชดารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั พระราชทานแกป่ ระชาชนชาวไทย เนอื่ งในโอกาสวนั ขน้ึ ปีใหม่ พุทธศกั ราช 2494)
"ความสาเรจ็ ประสงคใ์ นอดุ มการณร์ วมเรยี กว่า ประโยชน์ ประโยชน์ทงั้ ปวงน้ี ทกุ คนต่างควรมเี สรภี าพทจ่ี ะแสวง
และทจี่ ะไดร้ บั แต่การแสวงหาและรบั เอาประโยชน์นนั้ จาต้องมหี ลกั การสาหรบั ปฏบิ ตั ิ เพ่อื ป้องกนั กาจดั เหตุทจ่ี ะนาไปสู่
ความยงุ่ ยากและความเสยี หายทงั้ มวลบคุ คลจาต้องเรยี นรูแ้ ละสานกึ ไดเ้ สมอวา่ เสรภี าพของแตล่ ะคนจากดั อยดู่ ว้ ยเสรภี าพ
ของผอู้ น่ื การแสวงหาประโยชน์ใดๆ ถ้าละเมดิ และกา้ วก่ายกนั จะกลายเป็นการเบยี ดเบยี นซ่งึ มอี นั ตรายมาก"
(พระบรมราโชวาท ในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบตั รและอนุปรญิ ญาบตั รของจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั : 13 กรกฎาคม 2517)
ใบงำนท่ี 3.1 เรือ่ ง ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นเขยี นผงั มโนทศั น์ แสดงความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
ฝึ กตนไม่ให้
ประมาท
ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา
หลกั การ มงุ่ ประโยชน์สขุ และสนั ติภาพ หลกั การ
สรา้ งความสุข แกบ่ ุคคล สงั คม และโลก สรา้ ง
ใบงำนที่ 3.1 เรื่อง ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา เฉลย
คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเขยี นผงั มโนทศั น์ แสดงความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา (ตวั อยา่ ง)
รบี ขวนขวายทางานใหเ้ สรจ็ รบี ขวนขวายทางานอนื่ ต่อ มฉี ันทะในการทางาน
กรณีมกี จิ การงานจะต้อง กรณีทางานเสรจ็ แลว้
ทา
สขุ เกดิ จากไดร้ ูแ้ จง้ เหน็ จรงิ ฝึกตนไมใ่ ห้ ทางความคดิ เหน็ ลทั ธคิ วามเชอื่
ละกเิ ลส อาสวะไดส้ ้นิ เชงิ ประมาท
สขุ เกดิ จาก ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา ใจกวา้ งยอมรบั
ความแตกตา่ ง
อดทน
พระนิพพาน ม่งุ ประโยชน์สุขและสนั ติภาพ หลกั การ
หลกั การ แกบ่ คุ คล สงั คม และโลก สร้าง
เสยี สละ
สรา้ งความสขุ ไมเ่ บยี ดเบยี น มเี มตตาต่อกนั เอาชนะความ
สขุ ของผูค้ รองเรอื น ตนและผูอ้ นื่ ทงั้ ตอ่ หน้าและ ชวั่ ดว้ ยความดี
สุขเกดิ จากฌาน ลบั หลงั
ระดบั ตา่ งๆ
ความประพฤติ ใชจ้ ่ายทรพั ย์ กามฉันทะ ฝึกจติ ใหเ้ ป็น วจิ กิ จิ ฉา
ไม่มโี ทษ มที รพั ย์ สมาธิ ละนวิ รณ์ 5
ไมเ่ ป็นหน้ี
พยาบาท ถนี มทิ ธะ อทุ ธจั จกกุ กุจจะ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 นาเสนอเน้อื หาในผลงานไดถ้ ูกตอ้ ง
2 การลาดบั ขนั้ ตอนของเน้อื เรอ่ื ง
3 การนาเสนอมคี วามน่าสนใจ
4 การมสี ่วนร่วมของสมาชกิ ในกลมุ่
5 การตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบรู ณ์ชดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งมาก
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุ่ม
ช่อื กลุม่ ชนั้
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การแบง่ หนา้ ทก่ี นั อยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน
3 การแสดงความคดิ เหน็
4 การรบั ฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจชว่ ยเหลอื กนั
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซื่อสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชมุ ชน
4. ใฝ่เรยี นรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอยา่ งในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชมุ ชน และสงั คม ชน่ื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อย่างทดี่ ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชุมชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี กจิ
พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถี่ กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจี่ ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นใหไ้ วก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอยา่ ง
ทด่ี ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไี่ ม่ถกู ต้อง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดูแลอย่างดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอย่างประหยดั คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดูแลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ น่ื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ ่นื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มจี ิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ตั หิ น้าทที่ ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุม่ เท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ช่นื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสง่ิ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชุมชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนร้ทู ี่ 4 พุทธประวตั ิและชาดก
เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
พระพทุ ธเจา้ เป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สดุ ตรสั รูไ้ ดด้ ว้ ยตนเอง ทรงก่อตงั้ และเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา และมวี ธิ กี าร
สอนหลากหลายวธิ ี การศกึ ษาพทุ ธประวตั ิ และชาดก ยอ่ มทาใหไ้ ดข้ อ้ คดิ สาคญั เพอ่ื นาไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั ใิ นการดาเนิน
ชวี ติ
2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/2 วเิ คราะหพ์ ระพุทธเจา้ ในฐานะเป็นมนุษยผ์ ูฝ้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สุดในการตรสั รู้ การกอ่ ตงั้ วธิ กี ารสอน
และการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา หรอื วเิ คราะหป์ ระวตั ศิ าสดาทต่ี นนบั ถอื ตามทก่ี าหนด
ม.4-6/14 วเิ คราะหข์ อ้ คดิ และแบบอย่างการดาเนินชวี ติ จากประวตั สิ าวก ชาดก เรอ่ื งเล่า และศาสนิกชนตวั อย่าง
ตามทกี่ าหนด
2.5 จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1) วเิ คราะหพ์ ระพทุ ธเจา้ ในฐานะเป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ย่างสงู สดุ ในการก่อตงั้ วธิ กี ารสอน และการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาได้
2) วเิ คราะหข์ อ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษามหาชนกชาดกได้
3. สาระการเรยี นรู้
3.4 สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
1) พระพุทธเจา้ ในฐานะเป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สุด (การตรสั รู)้
2) การก่อตงั้ พระพุทธศาสนา วธิ กี ารสอน และการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาตามแนวพทุ ธจรยิ า
3) ชาดก - มหาชนกชาดก
3.2 สาระการเรยี นร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น 2) ทกั ษะการจดั ระเบยี บ
4) ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
4.1 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
3) ทกั ษะการสรุปอา้ งองิ
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
1. มวี นิ ัย
6. กิจกรรมการเรียนรู้
วิธีสอนแบบธรรมสากจั ฉา
นกั เรยี นสวดมนต์บูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี นทุกชวั่ โมง
นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เรอื่ ง พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชนตวั อยา่ ง และชาดก
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรยี น คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : — นกั เรียนได้ขอ้ คิดสาคญั จากการศึกษา
พุทธประวตั ิอยา่ งไรบ้าง
1. ครูใหน้ ักเรยี นผลดั กนั เล่าความรูเ้ ดมิ เร่อื ง พุทธประวตั ิ ตงั้ แต่
ประสตู ิ ตรสั รู้ ปรนิ ิพพาน และการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
ขนั้ สอน
สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6 2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
3. ใบงานท่ี 4.1 4. หอ้ งสมดุ
5. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
ขนั้ ที่ 1 แสวงหาความรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด
กิจกรรมท่ีเกย่ี วกบั ประชาธิปไตยในหมสู่ งฆ์
3. ครแู บง่ นักเรยี นเป็นกลุ่ม กล่มุ ละ 4 คน คละกนั ตามความสามารถ
คอื เกง่ ปานกลางคอ่ นขา้ งเก่ง ปานกลางค่อนขา้ งอ่อน และออ่ น ได้แก่อะไรบา้ ง
ครชู แ้ี จงใหน้ กั เรยี นทางานเป็นกลุ่มรว่ มมอื กนั และชว่ ยเหลอื กนั (การประชุมทาอุโบสถ สงั ฆกรรม สทิ ธใิ นการ
แสดงความคดิ เหน็ ในทปี่ ระชมุ การใชเ้ สยี งขา้ ง
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ รว่ มกนั แสวงหาความรู้ เรอ่ื ง พุทธประวตั ิ มากในการแกป้ ัญหา ฯลฯ)
เกย่ี วกบั การบรหิ ารและธารงรกั ษาพระพทุ ธศาสนา ความเป็น
มนุษยผ์ ูฝ้ ึกตนไดอ้ ย่างสงู สุดของพระพุทธเจา้ และชาดกเร่อื ง มหา- คาถามกระต้นุ ความคิด
ชนกชาดก จากหนงั สอื เรยี น หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ หอ้ งสมดุ และ การที่พทุ ธเจา้ สามารถฝึกตนได้อยา่ งสงู นัน้
แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ แลว้ นาความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาบนั ทกึ ลง
ในแบบบนั ทกึ การอ่าน แสดงถึงการมหี ลกั ปฏิบตั ิท่ีสาคญั อยา่ งไรบา้ ง
(มคี วามเพยี ร มสี ติ ปัญญา)
5. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
ขนั้ ที่ 2 คน้ พบความร้/ู สนทนาแลกเปลยี่ นความรู้
a. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มนาความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการคน้ ควา้ มาอภปิ รายรว่ มกนั
ในประเดน็ สาคญั ต่อไปน้ี
1) พระพุทธศาสนามหี ลกั การบรหิ ารตามหลกั การประชาธปิ ไตย
อยา่ งไร
2) พระพทุ ธเจา้ มวี ตั ถปุ ระสงคอ์ ยา่ งไรในการบญั ญตั พิ ระวนิ ัย
3) พระราชกรณียกจิ ของพระพทุ ธเจา้ ทแ่ี สดงวา่ เป็นผูฝ้ ึกตนได้
ไดแ้ ก่เร่อื งใด
4) ขอ้ คดิ จากการศกึ ษามหาชนกชาดก ไดแ้ กอ่ ะไร
b. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ ที่ 3 วิเคราะห์และประเมินคา่ ความรู้ คาถามกระตุ้นความคิด
4. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มช่วยกนั ทาใบงานท่ี 4.1 เร่อื ง วิเคราะหพ์ ทุ ธ- นักเรียนจะนาข้อคิดที่ไดจ้ ากการศกึ ษา
ประวตั ิ เกี่ยวกบั ความเป็นมนุษยผ์ ้ฝู ึกตนได้อยา่ ง
5. ตวั แทนกลุม่ ออกมานาเสนอผลงานทหี่ น้าชนั้ เรยี น โดยครูเป็นผู้ สูงสดุ ของพระพุทธเจา้ ไปเป็นแนวทางการ
ปฏิบตั ิในเร่ืองใดได้บา้ ง
ตรวจสอบความถกู ต้อง (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
6. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มวางแผนปฏบิ ตั ติ นตามแบบคุณธรรมอนั เป็น ดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
แบบอยา่ งของพระพทุ ธเจา้ คาถามกระต้นุ ความคิด
7. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ ถ้าชาวพุทธทกุ คนปฏิบตั ิตนตามแบบอย่าง
ขนั้ ที่ 4 พิสจู น์ความรหู้ รือปฏิบตั ิ ของพระพทุ ธองค์ในการพฒั นาตน จะสง่ ผลดี
ต่อชีวิตอยา่ งไร
4. สมาชกิ แตล่ ะคนในกลมุ่ ปฏบิ ตั ติ นตามแผนซ่งึ ไดว้ างไว้ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
5. สมาชกิ ของกลมุ่ ผลดั กนั เล่าผลของการปฏบิ ตั ติ นตามแบบอยา่ ง ดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
ของพระพุทธเจา้
6. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ติ นตามแบบอยา่ งของ
พระพุทธเจา้
7. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ
ขนั้ สรปุ
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ พทุ ธประวตั ิ การตรสั รู้ การกอ่ ตงั้
พระพทุ ธศาสนา วธิ กี ารสอน และการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและ
ขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากมหาชนกชาดก
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 2 แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
ตรวจใบงานท่ี 4.1 ใบงานที่ 4.1
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอ่าน รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
8. สือ่ /แหลง่ การเรียนรู้
8.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
(1) เทพวสิ ุทธญิ าณ, พระ (อุบล นนฺทโก ป.ธ.9). (2546). พทุ ธประวตั ิสงั เขปและศาสนพิธีสงั เขป.
กรงุ เทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
(2) เสฐยี ร พนั ธรงั ส.ี (2553). บางแงม่ ุมเก่ียวกบั พระพทุ ธองค.์ กรุงเทพมหานคร : หอรตั นชยั การพมิ พ.์
3) ใบงานท่ี 4.1 เรอ่ื ง วเิ คราะหพ์ ทุ ธประวตั ิ
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุด
2) แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/พุทธประวตั ิ
- http://th.wikipedia.org/wiki/พระมหาชนก
- http://www.larnbuddhism.com/puttaprawat/
- http://www.larnbuddhism.com/buddha/
ใบงำนท่ี 4.1 เรื่อง วิเคราะหพ์ ุทธประวตั ิ
ตอนที่ 1
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเขยี นแผนผงั ความคดิ ทแ่ี สดงถงึ พระพทุ ธเจา้ เป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สดุ ตามประเดน็ ทก่ี าหนด
การตรสั รู้ การกอ่ ตงั้
พระพทุ ธเจ้า
เป็นมนษุ ยผ์ ฝู้ ึกตน
ไดอ้ ยา่ งสงู สุด
การเผยแผ่ วิธีสอน
พระพทุ ธศาสนา
ตอนที่ 2
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. นักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ วา่ นกั เรยี นจะนาขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะหก์ ารฝึกตนของพระพทุ ธเจา้
ไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งไร
2. นักเรยี นคดิ วา่ จะนาขอ้ คดิ จากการศกึ ษามหาชนกชาดก ไปประยุกต์ปฏบิ ตั ติ นไดอ้ ยา่ งไร
ใบงำนที่ 4.1 เรือ่ ง วิเคราะหพ์ ทุ ธประวตั ิ เฉลย
ตอนที่ 1
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นเขยี นแผนผงั ความคดิ ทแ่ี สดงถงึ พระพทุ ธเจา้ เป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตนไดอ้ ย่างสงู สดุ ตามประเดน็ ทก่ี าหนด
(ตวั อยา่ ง)
ความอดทน
บาเพญ็ เพยี ร / สตปิ ัญญา ประกาศศาสนา
ความพากเพยี ร
สรา้ งความเขา้ ใจ
ทดลองดว้ ย การตรสั รู้ การกอ่ ตงั้ ในพระธรรมคาสอน
วธิ กี ารต่างๆ
การบรรยาย
ศกึ ษาและปฏบิ ตั ิ พระพทุ ธเจา้
เป็นมนุษยผ์ ฝู้ ึกตน การปฏบิ ตั ติ น
เป็นแบบอยา่ ง
ได้อยา่ งสูงสดุ
เผยแผด่ ว้ ยตนเอง การเผยแผ่ วิธีสอน
พระพทุ ธศาสนา
พระสงฆส์ าวก ปัญจวคั คยี ์ พระญาติ
ออกไปเผยแผ่
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
ตอนที่ 2
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ วา่ นักเรยี นจะนาขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะหก์ ารฝึกตนของพระพทุ ธเจา้
ไปประยุกตป์ ฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งไร
2. นกั เรยี นคดิ ว่า จะนาขอ้ คดิ จากการศกึ ษามหาชนกชาดก ไปประยุกตป์ ฏบิ ตั ติ นไดอ้ ยา่ งไร
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 นาเสนอเน้อื หาในผลงานไดถ้ ูกตอ้ ง
2 การลาดบั ขนั้ ตอนของเน้อื เร่อื ง
3 การนาเสนอมคี วามน่าสนใจ
4 การมสี ่วนรว่ มของสมาชกิ ในกลมุ่
5 การตรงต่อเวลา
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบรู ณ์ชดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งบางสว่ น ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องเป็นส่วนใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ ชื่อ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผรู้ บั การ ร่วมมอื กนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุม่
43214321432143214321
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมอ่ื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอยา่ งในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ช่นื ชมในพระราชกรณยี
กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี กเ่ พ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ ่างๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เชน่ สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ต่อ)
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มจี ิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ตั หิ น้าทที่ ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุม่ เท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ช่นื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสง่ิ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนร้ทู ่ี 5 ประวตั ิพุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การศกึ ษาประวตั พิ ุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า ทาใหไ้ ดแ้ บบอยา่ งและขอ้ คดิ ทไ่ี ดเ้ พอ่ื การดาเนนิ ชวี ติ
2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/14 วเิ คราะหข์ อ้ คดิ และแบบอย่างการดาเนนิ ชวี ติ จากประวตั สิ าวก ชาดก เรอ่ื งเลา่ และศาสนกิ ชนตวั อย่าง
ตามทก่ี าหนด
2.6 จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
- วเิ คราะหค์ ุณธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า เพอ่ื นาไปประยุกตใ์ นการดาเนนิ ชวี ติ ได้
3. สาระการเรยี นรู้ - พระปฏาจาราเถรี
- สุมนมาลาการ
3.5 สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า
- พระอานนท์
- จูฬสภุ ทั ทา
3.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
4.1 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการจดั ระเบยี บ
3) ทกั ษะการสรปุ อา้ งองิ
4) ทกั ษะการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. ม่งุ มนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรียนรู้
วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรแู้ บบรว่ มมือ : เทคนิคการต่อเรื่องราว (Jigsaw)
นกั เรยี นสวดมนตบ์ ชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี นทุกชวั่ โมง
ขนั้ นาเข้าสูบ่ ทเรยี น คาถามกระตุ้นความคิด
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : – นกั เรยี นนาแบบอย่างท่ีดขี องพุทธสาวก
พุทธสาวิกา ท่านใดไปประยุกต์ ปฏิบตั ิบา้ ง
3. ครใู หน้ ักเรยี นผลดั กนั เล่าความประทบั ใจหรอื ช่นื ชมในพุทธสาวก และปฏิบตั ิอยา่ งไร
พุทธสาวกิ า ทนี่ กั เรยี นเคยศกึ ษาประวตั ขิ องทา่ น และใหเ้ หตุผล
ในความประทบั ใจหรอื ชน่ื ชม ครูอธบิ ายคุณธรรมของพุทธสาวก (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
พทุ ธสาวกิ าดงั กล่าวเพมิ่ เตมิ ใหน้ กั เรยี นฟัง ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
4. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ สอน คาถามกระต้นุ ความคิด
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6 2. หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ นกั เรียนได้ขอ้ คิดอะไรบ้างเก่ยี วกบั การศกึ ษา
3. ใบงานที่ 5.1 – ใบงานท่ี 5.4 4. หอ้ งสมุด ประวตั ิพระอานนท์ พระปฏาจาราเถรี
5. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ นางจูฬสุภทั ทา และนายสุมนมาลาการ
6. นกั เรยี นแต่ละกลุม่ (กลุ่มเดมิ จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
กาหนดหมายเลขประจาตวั ตงั้ แตห่ มายเลข 1-4 ตามลาดบั ดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
เรยี กกลมุ่ น้วี ่า กลมุ่ บา้ น
7. สมาชกิ กลุ่มบา้ นแยกยา้ ยกนั ไปหากลมุ่ ใหม่ทม่ี หี มายเลขเดยี วกนั
เรยี กกลุ่มน้วี า่ กลุ่มผูเ้ ชย่ี วชาญ แลว้ ใหก้ ลมุ่ ผูเ้ ชย่ี วชาญร่วมกนั
ศกึ ษาความรู้ จากหนังสอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ หอ้ งสมุด
และแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ แลว้ ทาใบงาน ดงั น้ี
- หมายเลข 1 ศกึ ษาความรูเ้ ร่อื ง พระอานนท์ และทา
ใบงานที่ 5.1 เรื่อง พระอานนท์
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง พระปฏาจาราเถรี และทา
ใบงานท่ี 5.2 เรือ่ ง พระปฏาจาราเถรี
- หมายเลข 3 ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง นางจูฬสุภทั ทา และทา
ใบงานท่ี 5.3 เรอื่ ง นางจูฬสุภทั ทา
- หมายเลข 4 ศกึ ษาความรูเ้ ร่อื ง นายสุมนมาลาการ และทา
ใบงานที่ 5.4 เร่ือง นายสมุ นมาลาการ
8. สมาชกิ กลุ่มผูเ้ ชย่ี วชาญ ผลดั กนั อธบิ ายทบทวนความรูแ้ ละผลงาน
ในใบงานทต่ี นรบั ผดิ ชอบจนมคี วามเขา้ ใจกระจ่างชดั เจน แลว้ กลบั
เขา้ สู่กลุ่มเดมิ (กลมุ่ บา้ น)
9. สมาชกิ แต่ละหมายเลขผลดั กนั อธบิ ายความรูแ้ ละผลงานทตี่ น
รบั ผดิ ชอบ ผลดั กนั ซกั ถามขอ้ สงสยั และอภปิ รายความรูจ้ น
มคี วามเขา้ ใจกระจา่ งชดั เจน
10. ครูสุ่มนักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ออกมานาเสนอผลงานทหี่ น้าชนั้ เรยี น คาถามกระต้นุ ความคิด
ตามความเหมาะสม และใหก้ ลุ่มอ่นื ทม่ี คี วามคดิ เหน็ หรอื ผลงาน
แตกต่างกนั ออกไปไดน้ าเสนอเพมิ่ เตมิ นักเรยี นจะนาขอ้ คิดจากคณุ ธรรม
อนั เป็นแบบอยา่ งของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวิกา
11. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ช่วยกนั เสนอแนะแนวทางการนาคุณธรรม ไปเผยแผ่แก่ผ้อู น่ื ไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
อนั เป็นแบบอย่างของพุทธสาวก พุทธสาวกิ าไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั ิ
จากนนั้ ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นแต่ละคนปฏบิ ตั ติ นตามหลกั (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
คุณธรรม ของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า ดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
12. นักเรยี นแตล่ ะคนผลดั กนั เล่าผลของการปฏบิ ตั ติ นตามหลกั
คุณธรรมของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า ในชวั่ โมงเรยี นตอ่ ไป
13. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ สรปุ
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : —
1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ คณุ ธรรมอนั เป็นแบบอย่างของ
พุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า
2. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 5.1 ใบงานที่ 5.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 5.2 ใบงานท่ี 5.2 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 5.3 ใบงานท่ี 5.3 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบงานที่ 5.4 ใบงานที่ 5.4 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สือ่ การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
(1) เสฐยี ร พนั ธรงั ส.ี (2541). พทุ ธสาวก พทุ ธสาวิกา. กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลยั .
(2) เสฐยี ร พนั ธรงั ส.ี (2544). พทุ ธสาวก พทุ ธสาวิกา : ประมวลประวตั ิพระเถระ พระเถรสี มยั พทุ ธกาล.
กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.
3) ใบงานท่ี 5.1 เรอ่ื ง พระอานนท์
4) ใบงานท่ี 5.2 เรอ่ื ง พระปฏาจาราเถรี
5) ใบงานท่ี 5.3 เรอ่ื ง นางจูฬสภุ ทั ทา
6) ใบงานท่ี 5.4 เร่อื ง นายสมุ นมาลาการ
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุด
2) แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/พระอานนท์
- http://www.dharmathai.org.sawok/sawok09.php
- http://www.dharma-gateway.com/bhikunee/pra-pata-jara.htm
- http://www.palungjit.com/tripitaka/default.phpMcat=4300055
ใบงำนที่ 5.1 เรื่อง พระอานนท์
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะหป์ ระวตั พิ ระอานนท์ แลว้ ตอบคาถาม
1. การทพ่ี ระอานนทท์ ูลขอพร (เง่อื นไข) ขอ้ ท่ี 1-4 แสดงถงึ คณุ ลกั ษณะของพระอานนทอ์ ย่างไร
2. การทพ่ี ระอานนทท์ ูลขอพร (เง่อื นไข) ขอ้ ท่ี 5-8 แสดงถงึ คณุ ลกั ษณะของพระอานนทอ์ ยา่ งไร
3. พระอานนทไ์ ดร้ บั การยกยอ่ งมคี วามเป็นเลศิ (เอตทคั คะ) ในดา้ นใดบา้ ง
4. เพราะเหตใุ ด พระมหากสั สปะจงึ เหลอื ทน่ี งั่ ไวส้ าหรบั พระอานนทใ์ นการประชมุ สงั คายนา ซงึ่ จะตอ้ งมพี ระอรหนั ต์
500 รูป
5. คณุ ธรรมทค่ี วรยดึ ถอื เป็นแบบอย่างของพระอานนท์ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง
ใบงำนท่ี 5.1 เรือ่ ง พระอานนท์ เฉลย
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นวเิ คราะหป์ ระวตั พิ ระอานนท์ แลว้ ตอบคาถาม
1. การทพ่ี ระอานนทท์ ลู ขอพร (เง่อื นไข) ขอ้ ท่ี 1-4 แสดงถงึ คณุ ลกั ษณะของพระอานนทอ์ ยา่ งไร
1) ท่านไมเ่ หน็ แกล่ าภ เชน่ จวี ร อาหารจากการบณิ ฑบาต
2) ท่านไมต่ อ้ งการอภสิ ทิ ธเิ์ หนอื พระสาวกอนื่ เชน่ ไม่ใหพ้ ระอานนทอ์ ยู่ในพระคนั ธกุฏเิ ดยี วกบั พระพุทธเจา้ และไม่นาพระอานนท์
ไปในทนี่ มิ นตด์ ว้ ย
2. การทพ่ี ระอานนทท์ ลู ขอพร (เงอ่ื นไข) ขอ้ ท่ี 5-8 แสดงถงึ คณุ ลกั ษณะของพระอานนทอ์ ยา่ งไร
1) ท่านเป็นผูท้ มี่ คี วามรอบคอบ ทาหนา้ ทพี่ ทุ ธอปุ ัฏฐากได้ดี สามารถอานวยความสะดวกแกพ่ ุทธบรษิ ทั ดว้ ยความเออ้ื เฟ้ือทุกโอกาส
โดยการจดั การงานเรอื่ งนมิ นต์พระพทุ ธองค์ และจดั ใหผ้ ูท้ มี่ าไกลมาขอเขา้ เฝ้าพระพุทธองค์ ใหพ้ ระอานนทน์ าเขา้ เฝ้าไดท้ นั ที
2) ท่านเป็นผูท้ ขี่ ยนั และใฝ่เรยี นรู้ มองเหน็ การณไ์ กลในการปกป้องเกยี รตคิ ณุ ของพระพุทธเจา้ เชน่ เมอื่ พระอานนทม์ คี วามสงสยั
ในเรอื่ งใดกส็ ามารถทูลถามพระพทุ ธองค์ และเมอื่ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงพระธรรม โดยทพี่ ระอานนท์ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นทนี่ ัน้ กข็ อให้
พระพุทธองคท์ รงแสดงธรรมเรอื่ งนนั้ ใหพ้ ระอานนทฟ์ ัง
3. พระอานนทไ์ ดร้ บั การยกยอ่ งมคี วามเป็นเลศิ (เอตทคั คะ) ในดา้ นใดบา้ ง
1) เป็นพหสู ตู ผูค้ งแก่เรยี น ใฝ่รู้ ใฝ่สดบั อยา่ งยงิ่
2) เป็นผูม้ สี ติ ความระลกึ ได้ และความตนื่ ตวั ตลอดเวลา
3) เป็นผูม้ วี ธิ จี ดจาพทุ ธวจนะไดเ้ ป็นอยา่ งดี
4) เป็นผูม้ คี วามเพยี รพยายามอยา่ งยงิ่
5) เป็นพุทธอุปัฏฐาก คอยรบั ใชส้ นองงานพระพทุ ธองคอ์ ยา่ งดี
4. เพราะเหตใุ ด พระมหากสั สปะจงึ เหลอื ทน่ี งั่ ไวส้ าหรบั พระอานนทใ์ นการประชุมสงั คายนา ซง่ึ จะตอ้ งมพี ระอรหนั ต์
500 รปู
เพราะพระอานนทเ์ ป็นพทุ ธสาวกทอี่ ย่ใู กลช้ ดิ กบั พระพุทธองคไ์ ดฟ้ ังธรรมและจดจาธรรมไดม้ ากกวา่ พระสาวกองคอ์ นื่ แตไ่ มอ่ าจ
รบั ท่านเขา้ รว่ มทาสงั คายนาได้ เพราะพระอานนทย์ งั มไิ ดบ้ รรลุอรหนั ต์
5. คุณธรรมทค่ี วรยดึ ถอื เป็นแบบอย่างของพระอานนท์ ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
1) เป็นผูใ้ ฝ่รูอ้ ยา่ งยงิ่ 2) เป็นผูม้ สี ตเิ สมอ
3) มหี ลกั ในการจดจาพุทธวจนะ 4) มคี วามเพยี รกลา้
5) เป็นผูร้ ูจ้ กั กาลเทศะอยา่ งยงิ่ 6) เป็นผูม้ องการณไ์ กล
7) เป็นผูม้ คี วามเมตตากรณุ าอย่างยงิ่ 8) เป็นผูม้ กั น้อยอย่างยงิ่
ใบงำนท่ี 5.2 เรือ่ ง พระปฏาจาราเถรี
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เพราะเหตใุ ด สามขี องนางปฏาจาราจงึ ไมย่ อมพานางกลบั ไปคลอดลกู ทบ่ี า้ นบดิ ามารดาทเ่ี มอื งสาวตั ถี
2. เพราะเหตุใด นางปฏาจาราจงึ กลายเป็นคนมสี ตวิ ปิ ลาส
3. พระพทุ ธเจา้ ทรงเตอื นสตนิ างปฏาจาราอยา่ งไรบา้ ง
4. เหตกุ ารณห์ ลงั บวชของพระปฏาจาราเถรี “พระปฏาจาราเถรี เทน้าจากหมอ้ ดนิ ลา้ งเทา้ มองเหน็ น้าไหลไปหน่อยหนึ่ง
แลว้ ซมึ หายไปในดนิ เทครงั้ ทส่ี องน้าไหลไปไกลกว่าเดมิ แลว้ กห็ ายไป เทไปครงั้ ทส่ี ามน้าไหลไปไกลกว่านนั้ อกี แลว้ ซมึ
หายไป” เป็นขอ้ คดิ ของพระปฏาจาราเถรอี ยา่ งไรบา้ ง
5. คณุ ธรรมทค่ี วรยดึ ถอื เป็นแบบอยา่ งของพระปฏาจาราเถรี คอื อะไร
ใบงำนที่ 5.2 เรือ่ ง พระปฏาจาราเถรี เฉลย
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถาม
1. เพราะเหตใุ ด สามขี องนางปฏาจาราจงึ ไมย่ อมพานางกลบั ไปคลอดลกู ทบ่ี า้ นบดิ ามารดาทเ่ี มอื งสาวตั ถี
สามขี องนางกลวั ความผดิ ทตี่ นพานางปฏาจาราหนไี ปอยู่ดว้ ยกนั โดยทบี่ ดิ ามารดาไมย่ นิ ยอม
2. เพราะเหตุใด นางปฏาจาราจงึ กลายเป็นคนมสี ตวิ ปิ ลาส
เพราะมคี วามเสยี ใจทสี่ ามถี กู งพู ษิ กดั ตาย ลกู ชายคนเลก็ ถูกเหยยี่ วจกิ เอาไปตอ่ หนา้ และลกู ชายคนโตถูกกระแสน้าพดั หายไป
เป็นชวี ติ ทผี่ า่ นความโหดรา้ ยในเวลาทใี่ กลเ้ คยี งกนั ตอ่ มาก็ไดข้ ่าวว่า บดิ ามารดาทเี่ ป็นทพี่ งึ่ สดุ ทา้ ยถูกฟ้าผ่าบา้ นไฟลกุ ไหม้
คลอกตายรวมทงั้ คนในบา้ นดว้ ย เธอจงึ ไม่สามารถทาจติ ใหเ้ ป็นปกตไิ ด้
3. พระพุทธเจา้ ทรงเตอื นสตนิ างปฏาจาราอยา่ งไรบา้ ง
1) ไมใ่ หค้ ดิ มาก เพราะเหตุการณ์ทผี่ ่านไปแลว้ ไม่สามารถทาใหก้ ลบั คนื มาไดอ้ กี คอื สามี ลกู ทงั้ สอง บดิ ามารดา พชี่ ายของนาง
ตายไปแลว้ กไ็ มส่ ามารถฟ้ืนคนื ชวี ติ มาได้
2) ไมใ่ หป้ ระมาท ใหพ้ งึ่ ตนเอง ไม่มใี ครทจี่ ะช่วยเราไดน้ อกจากตวั ของเราเอง
4. เหตกุ ารณ์หลงั บวชของพระปฏาจาราเถรี “พระปฏาจาราเถรี เทน้าจากหมอ้ ดนิ ลา้ งเทา้ มองเหน็ น้าไหลไปหน่อยหน่ึง
แลว้ ซมึ หายไปในดนิ เทครงั้ ทส่ี องน้าไหลไปไกลกว่าเดมิ แลว้ กห็ ายไป เทไปครงั้ ทส่ี ามน้าไหลไปไกลกว่านนั้ อกี แลว้ ซมึ
หายไป” เป็นขอ้ คดิ ของพระปฏาจาราเถรอี ยา่ งไรบา้ ง
ชวี ติ คนเราเหมอื นน้าทอี่ อกจากหมอ้ น้า บางคนกต็ ายตงั้ แต่อายยุ งั นอ้ ย บางคนกต็ ายเมอื่ เขา้ มชั ฌิมวยั บางคนกอ็ ยู่นานจนถงึ
ปัจฉิมวยั จงึ ตาย ชวี ติ น้ตี า่ งไม่แน่นอน
5. คณุ ธรรมทค่ี วรยดึ ถอื เป็นแบบอย่างของพระปฏาจาราเถรี คอื อะไร
1) เป็นผูม้ คี วามตงั้ ใจจรงิ
2) เป็นผูแ้ นะแนวทางชวี ติ ทดี่ ยี งิ่
ใบงำนท่ี 5.3 เรือ่ ง นางจูฬสุภทั ทา
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถาม
1. เพราะเหตุใด นางจฬู สภุ ทั ทาจงึ เป็นผทู้ ช่ี อบทาบุญและมคี วามมนั่ คงในพระรตั นตรยั
2. โอวาทของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐที ใ่ี หแ้ กน่ างจฬู สุภทั ทาทเ่ี กย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ นในเร่อื งความลบั ภายในครอบครวั
โดยเฉพาะ คอื อะไร
3. โอวาทของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐที ใ่ี หแ้ ก่นางจฬู สุภทั ทาเกย่ี วกบั การทผ่ี อู้ ่นื มายมื สงิ่ ของเคร่อื งใชอ้ ยา่ งไรบา้ ง
4. เพราะเหตใุ ด อุคคเศรษฐจี งึ เลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา
5. คณุ ธรรมทค่ี วรถอื เป็นแบบอยา่ งของนางจูฬสุภทั ทา คอื อะไร
ใบงำนท่ี 5.3 เรือ่ ง นางจูฬสภุ ทั ทา เฉลย
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถาม
1. เพราะเหตใุ ด นางจฬู สภุ ทั ทาจงึ เป็นผทู้ ช่ี อบทาบุญและมคี วามมนั่ คงในพระรตั นตรยั
เพราะมแี บบอยา่ งทที่ าใหน้ างจฬู สุภทั ทามคี วามศรทั ธาและยดึ ถอื มาตงั้ แตเ่ ยาว์ บดิ าของทา่ น คอื อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี เป็นผูท้ ี่
นบั ถอื พระพุทธเจา้ และเคารพพระสงฆม์ าก พานางวสิ าขาไปวดั เชา้ -เยน็ ทกุ วนั และนาอาหารและยาไปถวายพระภกิ ษุสงฆ์
ทบี่ า้ นของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐกี ถ็ วายอาหารบณิ ฑบาตแด่พระสงฆเ์ ป็นประจา
2. โอวาทของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐที ใ่ี หแ้ กน่ างจฬู สภุ ทั ทาทเ่ี กย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ นในเร่อื งความลบั ภายในครอบครวั
โดยเฉพาะ คอื อะไร
1) ไฟในอยา่ นาออก หมายถงึ อย่านาเอาความลบั หรอื ความไมด่ ภี ายในครอบครวั ไปเลา่ ใหค้ นภายนอกฟัง
2) ไฟนอกอยา่ นาเขา้ หมายถงึ อย่านาเอาคาทคี่ นอนื่ นนิ ทาคนภายในครอบครวั มาเลา่ สกู่ นั ฟัง
3. โอวาทของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐที ใ่ี หแ้ กน่ างจฬู สภุ ทั ทาเกยี่ วกบั การทผ่ี อู้ ่นื มายมื สงิ่ ของเครอ่ื งใชอ้ ย่างไรบา้ ง
1) จงใหแ้ กค่ นทใี่ ห้ หมายถงึ คนทยี่ มื ของใชแ้ ลว้ นามาคนื คราวต่อไปถ้าเขามายมื อกี กค็ วรใหย้ มื
2) จงอย่าใหแ้ กค่ นทไี่ ม่ให้ หมายถงึ คนทยี่ มื ของใชแ้ ลว้ ไมค่ นื ไมค่ วรให้ยมื อกี
3) จงใหแ้ ก่คนทใี่ หแ้ ละไม่ให้ หมายถงึ ญาตมิ ติ ร ถงึ เขาจะเอาสงิ่ ของทเี่ คยหยบิ ยมื กลบั มาคนื ใหห้ รอื ไมค่ นื ใหก้ ต็ าม ก็ควรใหย้ มื อกี
4. เพราะเหตุใด อคุ คเศรษฐจี งึ เล่อื มใสในพระพทุ ธศาสนา
เพราะนางจฬู สภุ ทั ทา ไดน้ ิมนตพ์ ระพทุ ธเจา้ และพระสงฆส์ าวกใหเ้ สดจ็ มาเสวยพระกระยาหารเชา้ ทบี่ า้ นอคุ คเศรษฐี
และพระพุทธเจา้ ทรงแสดงธรรมจนทาใหเ้ ศรษฐเี กดิ ความเลอื่ มใสและมอบตนเป็นสาวกของพระพทุ ธเจา้
5. คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็นแบบอยา่ งของนางจฬู สภุ ทั ทา คอื อะไร
1) เป็นบตุ รทดี่ ขี องบดิ ามารดา
2) ดาเนนิ ตามแบบอย่างทดี่ ขี องบรรพชน
3) เป็นผูม้ นั่ คงในพระรตั นตรยั
4) เป็นพุทธสาวกิ าตวั อยา่ ง เผยแผพ่ ุทธธรรมและปฏบิ ตั ติ าม
ใบงำนที่ 5.4 เรือ่ ง นายสมุ นมาลาการ
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เพราะเหตุใด นายสุมนมาลาการจงึ ตดั สนิ ใจนาดอกไมท้ งั้ หมดทซ่ี ้อื ไปถวายพระเจา้ พมิ พสิ ารถวายแดพ่ ระพุทธเจา้
2. เพราะเหตใุ ด พระเจา้ พมิ พสิ ารจงึ ไมท่ รงลงโทษนายสุมนมาลาการทไ่ี ม่นาดอกไมไ้ ปถวายพระองค์
3. เพราะเหตุใด ภรรยาของนายสมุ นมาลาการจงึ ดุด่าวา่ กลา่ วทน่ี ายสมุ นมาลาการนาดอกไมไ้ ปถวายพระพทุ ธเจา้
4. เพราะเหตุใด พทุ ธองคจ์ งึ ตรสั กบั ภกิ ษุเปรยี บเทยี บการกระทาของนายสุมนมาลาการวา่ เป็นกรรมดี
5. คณุ ธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของนายสมุ นมาลาการ คอื อะไร
ใบงำนท่ี 5.4 เรือ่ ง นายสมุ นมาลาการ เฉลย
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. เพราะเหตุใด นายสมุ นมาลาการจงึ ตดั สนิ ใจนาดอกไมท้ งั้ หมดทซ่ี อ้ื ไปถวายพระเจา้ พมิ พสิ ารถวายแดพ่ ระพุทธเจา้
เพราะเขาคดิ วา่ การบชู าพระพทุ ธเจา้ ยอ่ มทาใหเ้ กดิ อานิสงสแ์ ก่เขาทงั้ โลกน้ีและโลกหนา้ แตถ่ ้านาดอกไมไ้ ปถวายพระราชา
เหมอื นทุกวนั แลว้ พระราชาพระราชทานทรพั ยใ์ ห้ ทรพั ยน์ นั้ กส็ ามารถยงั ชพี ไดใ้ นชวี ติ น้เี ท่านนั้
2. เพราะเหตุใด พระเจา้ พมิ พสิ ารจงึ ไมท่ รงลงโทษนายสมุ นมาลาการทไ่ี มน่ าดอกไมไ้ ปถวายพระองค์
เพราะพระเจา้ พมิ พสิ ารทรงเป็นพระอรยิ บคุ คลระดบั โสดาบนั มคี วามศรทั ธามนั่ คงในพระรตั นตรยั ทรงทาบญุ ถวายภตั ตาหาร
แดพ่ ระพุทธเจา้ เป็นประจา
3. เพราะเหตใุ ด ภรรยาของนายสมุ นมาลาการจงึ ดดุ ่าวา่ กลา่ วทน่ี ายสมุ นมาลาการนาดอกไมไ้ ปถวายพระพทุ ธเจา้
เพราะนางมคี วามเกรงกลวั วา่ จะถูกลงอาญาจากพระราชา ถ้านายสมุ นมาลาการไดร้ บั โทษจากพระราชา นางอาจต้องถกู
ลงโทษดว้ ย
4. เพราะเหตุใด พุทธองคจ์ งึ ตรสั กบั ภกิ ษเุ ปรยี บเทยี บการกระทาของนายสมุ นมาลาการว่า เป็นกรรมดี
เพราะเป็นกรรมทนี่ ายสุมนมาลาการกระทาไปแลว้ ไม่เดอื ดรอ้ นในภายหลงั ผูก้ ระทากม็ คี วามอมิ่ ใจมคี วามสขุ
5. คุณธรรมอนั เป็นแบบอย่างของนายสมุ นมาลาการ คอื อะไร
1) เป็นผูซ้ อื่ ตรงต่อหน้าที่
2) เป็นผูค้ ดิ เป็นทาเป็น
3) เป็นคนกลา้ หาญ
แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 ความถูกตอ้ งของเน้อื หา
2 ความคดิ สรา้ งสรรค์
3 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน
4 การนาไปใชป้ ระโยชน์
5 การตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความตงั้ ใจ ความ การตรงต่อ ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผ้รู บั การ ในการ รบั ผิดชอบ เวลา สะอาด ของงาน 20
ทางาน เรียบร้อย คะแนน
ประเมิน 4321 4321 4321 4321
4321
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุ่ม
ชอ่ื กล่มุ ชนั้
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่อง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การแบ่งหน้าทก่ี นั อยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน
3 การแสดงความคดิ เหน็
4 การรบั ฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจชว่ ยเหลอื กนั
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซื่อสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชมุ ชน
4. ใฝ่เรยี นรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอยา่ งในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชมุ ชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อย่างทดี่ ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชุมชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี กจิ
พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถี่ กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจี่ ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นใหไ้ วก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอยา่ ง
ทด่ี ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดูแลอย่างดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอย่างประหยดั คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ น่ื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เม่อื ผอู้ ่นื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ต่อ)
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มจี ิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ตั หิ น้าทที่ ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ช่นื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสง่ิ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดูแล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพ่อื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 6 ศาสนกิ ชนตวั อย่าง
เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การศกึ ษาประวตั ศิ าสนิกชนตวั อย่างทาใหไ้ ดแ้ บบอยา่ งและขอ้ คดิ ทด่ี ี เพอ่ื นาไปใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ติ
2. ตวั ชี้วดั /จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/14 วเิ คราะหข์ อ้ คดิ และแบบอย่างการดาเนินชวี ติ จากประวตั สิ าวก ชาดก เร่อื งเล่า และศาสนิกชนตวั อย่าง
ตามทกี่ าหนด
2.7 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
- วเิ คราะหค์ ณุ ธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของศาสนิกชนตวั อยา่ ง เพอ่ื นาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดาเนนิ ชวี ติ ได้
3. สาระการเรยี นรู้ - พระโพธญิ าณเถร (ชา สุภทฺโท)
- อนาคารกิ ธรรมปาละ
3.6 สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ศาสนิกชนตวั อยา่ ง
- พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
- พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โต)
3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
4.1 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการจดั ระเบยี บ
3) ทกั ษะการสรุปอา้ งองิ
3) ทกั ษะการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
(ชว่ั โมงที่ 1)
6. กิจกรรมการเรียนรู้
วิธีสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
นกั เรยี นสวดมนต์บูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี นทกุ ชวั่ โมง
ชวั่ โมงที่ 1
ขนั้ ท่ี 1 ทบทวนความรเู้ ดิม
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : — คาถามกระต้นุ ความคิด
นกั เรียนสามารถนาหลกั คณุ ธรรมอนั เป็น
1. ครทู บทวนความรูเ้ ดมิ โดยใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่ม (กลุ่มเดมิ จาก
แบบอยา่ งของศาสนิกชนตวั อย่างไปปฏิบตั ิ
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) แขง่ ขนั กนั ตอบคาถามเกยี่ วกบั ประวตั ิ ได้ทกุ ข้อหรอื ไม่ อธิบายเหตุผล
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้
และคุณธรรมอนั เป็นแบบอย่างของพระอานนท์ พระปฏาจาราเถรี อย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
นางจูฬสุภทั ทา และนายสุมนมาลาการ คาถามกระต้นุ ความคิด
2. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มนงั่ ลอ้ มวงกนั ผลดั กนั เลา่ การปฏบิ ตั ติ นตาม นกั เรียนได้ขอ้ คิดสาคญั จากการศกึ ษา
คณุ ธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของพุทธสาวก พุทธสาวกิ า และผลท่ี ประวตั ิของศาสนิกชนตวั อยา่ งในเรอ่ื งใดบา้ ง
ไดร้ บั ใหเ้ พอ่ื นคนอ่นื ในกลมุ่ ฟัง (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้
3. ตวั แทนของแต่ละกลุ่มสรุปผลของการปฏบิ ตั ติ นตามแบบอยา่ งของ อย่ใู นดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
พทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า ใหเ้ พ่อื นฟังทห่ี นา้ ชนั้ เรยี น ครแู สดงความ
ช่นื ชมและใหข้ อ้ เสนอแนะ จากนนั้ ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ
ความคดิ
ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาความร้ใู หม่
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2. หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
3. หอ้ งสมดุ
4. แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
1. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั แสวงหาความรูเ้ รอ่ื ง ศาสนกิ ชนตวั อย่าง
ในหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
1) พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั
2) พระโพธญิ าณเถร (ชา สภุ ทฺโท)
3) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุต โต)
4) อนาคารกิ ธรรมปาละ
โดยใหน้ ักเรยี นศกึ ษาความรู้ จากหนงั สอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้
เพมิ่ เตมิ หอ้ งสมุด และแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ่ี
ไดจ้ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทกึ การอ่าน
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
(ชว่ั โมงที่ 2)
ขนั้ ท่ี 3 ศึกษาทาความเข้าใจข้อมูล/ความร้ใู หม่ และเชื่อมโยงความรใู้ หม่กบั ความร้เู ดิม
สอ่ื การเรยี นรู้ : ใบงานที่ 6.1 - 6.4 คาถามกระตุ้นความคิด
1. สมาชกิ แตล่ ะคนในกลุ่มทาใบงานเกยี่ วกบั ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง พระโพธิญาณเถร (ชา สภุ ฺทโท) และ
คนละ 1 ทา่ น ดงั น้ี พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต)
- หมายเลข 1 ทาใบงานที่ 6.1 เรอ่ื ง พระบาทสมเดจ็ มีคณุ ธรรมดา้ นความเพียรเป็นเลิศ
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ท่ี คล้ายคลึงกนั ในเร่ืองใด
- หมายเลข 2 ทาใบงานที่ 6.2 เรอ่ื ง พระโพธิญาณเถร
(ชา สภุ ทโฺ ท) (ปฏบิ ตั กิ จิ วตั รตามหนา้ ทขี่ องภกิ ษ)ุ
- หมายเลข 3 ทาใบงานที่ 6.3 เร่ือง พระพรหมคณุ าภรณ์
(ป.อ. ปยตุ ฺโต)
- หมายเลข 4 ทาใบงานที่ 6.4 เร่ือง อนาคาริก ธรรมปาละ
2. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
ชวั่ โมงท่ี 2
ขนั้ ท่ี 4 แลกเปลี่ยนความรคู้ วามเขา้ ใจกบั กล่มุ
ส่อื การเรยี นรู้ : ใบงานท่ี 6.1 – 6.4
1. สมาชกิ แตล่ ะหมายเลขผลดั กนั อธบิ ายผลงานการตอบคาถาม
ในใบงานทต่ี นรบั ผดิ ชอบ สมาชกิ คนอ่นื ชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็
เพมิ่ เตมิ และซกั ถามขอ้ สงสยั ระหวา่ งกนั โดยครูชว่ ยเสนอแนะหรอื
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ในขอ้ สงสยั จนนกั เรยี นมคี วามเขา้ ใจชดั เจน
2. ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั เฉลยคาตอบในใบงานท่ี 6.1 – 6.4
ขนั้ ที่ 5 สรปุ และจดั ระเบยี บความรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : — คณุ ธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของศาสนิกชน
ตวั อยา่ งที่นกั เรยี นสามารถนามาใช้ในการ
1. สมาชกิ แต่ละกลุ่มชว่ ยกนั สรปุ องคค์ วามรูเ้ กย่ี วกบั คณุ ธรรมอนั เป็น พฒั นาดา้ นการเรยี นของนกั เรยี นได้แก่
แบบสาคญั ของศาสนกิ ชนตวั อย่าง และแนวทางการนาไปประยุกต์ อะไรบ้าง
ปฏบิ ตั ิ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ อยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
ขนั้ ที่ 6 ปฏิบตั ิและ/หรอื แสดงผลงาน คาถามกระต้นุ ความคิด
ศาสนิกชนตวั อยา่ งท่านใด จดั วา่ เป็นผมู้ ี
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
ความเป็นเลิศทางวิชาการ และนักเรยี น
ตวั แทนกลุม่ ออกมานาเสนอผลงานทห่ี นา้ ชนั้ เรยี น โดยสมาชกิ กลมุ่ อน่ื สามารถนาแบบอยา่ งของท่านไปประยุกต์ใช้
แสดงความคดิ เหน็ เพม่ิ เตมิ ครูเป็นผูต้ รวจสอบความถูกตอ้ ง จากนนั้ อยา่ งไรบา้ ง
นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต)
ขนั้ ท่ี 7 ประยุกตใ์ ช้ความรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด
นักเรยี นจะนาคุณธรรมอนั เป็นแบบอยา่ ง
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
ของศาสนิกชนตวั อยา่ งท่านใดไปปฏิบตั ิได้
1. ครูมอบหมายใหส้ มาชกิ แต่ละคนไดเ้ ลอื กนาคุณธรรมอนั เป็น บา้ ง และปฏิบตั ิตามคุณธรรมในเรอ่ื งใด
แบบอย่างของศาสนิกชนตวั อยา่ งไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั ิ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยให้
อยู่ในดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
• ครมู อบหมายให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ ช่วยกนั เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ เรอื่ ง พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชน
ตวั อย่าง และชาดก โดยใหค้ รอบคลมุ ประเดน็ ตามทกี่ าหนด ดงั น้ี
1) การวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธเจา้ ในฐานะเป็นมนุษยผ์ ูฝ้ ึกตนไดอ้ ยา่ งสงู สดุ
2) การวเิ คราะหค์ ุณธรรมทคี่ วรถอื เป็นแบบอย่างการดาเนนิ ชวี ติ ของพทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า
3) การวเิ คราะหค์ ณุ ธรรมทคี่ วรถอื เป็นแบบอยา่ งการดาเนนิ ชวี ติ ของศาสนกิ ชนตวั อย่าง
4) การวเิ คราะหข์ อ้ คดิ ทไี่ ดจ้ ากมหาชนกชาดก
5) การเสนอแนวทางการนาคณุ ธรรมอนั เป็นแบบอย่างของพระพุทธเจา้ พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
และชาดกไปประยุกตป์ ฏบิ ตั ิ
นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เรอื่ ง พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชนตวั อย่าง และชาดก
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 6.1 ใบงานท่ี 6.1 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 6.2 ใบงานท่ี 6.2 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจใบงานที่ 6.3 ใบงานที่ 6.3 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจใบงานที่ 6.4 ใบงานที่ 6.4 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอ่าน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจบทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง พทุ ธประวตั ิ แบบประเมนิ บทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
พระสาวก ศาสนกิ ชนตวั อย่าง และชาดก พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
และชาดก
8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้ 1) หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
(1) ดนยั ไชยโยธา. (2548). พระมหากษตั ริย์กบั พระพทุ ธศาสนาในประวตั ิศาสตร.์ กรุงเทพมหานคร :
โอเดยี นสโตร.์
(2) ธรรมสภา. (มปป.). ชา สภุ ทโฺ ท. กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา.
(3) บุญมี แท่นแกว้ . (2551). ประวตั ิและผลงานนักจริยธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร.์
(4) สนุ ทร พลามนิ ทร์ และชตุ มิ า ธนะปรุ ะ. (2539). นานาทศั นะเกี่ยวกบั พระธรรมปิ ฎก (ประยทุ ธ์
ปยุตฺโต). กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ พิ ทุ ธธรรม.
3) ใบงานท่ี 6.1 เรอ่ื ง พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั
4) ใบงานท่ี 6.2 เร่อื ง พระโพธญิ าณเถร (ชา สภุ ทฺโท)
5) ใบงานท่ี 6.3 เร่อื ง พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุต โต)
6) ใบงานท่ี 6.4 เรอ่ื ง อนาคารกิ ธรรมปาละ
8.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งสมุด
2) แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
- http://th.wikipedia.org/wiki/พระโพธญิ าณเถร_(ชา_สภุ ทฺโท)
- http://th.wikipedia.org/wiki/พระพรหมคณุ าภรณ์_(ประยุทธ_์ ปยุตฺโต)
- http://th.wikipedia.org/wiki/อนาคารกิ _ธรรมปาละ
กำรประเมินช้ินงำน/ภำระงำน (รวบยอด)
แบบประเมนิ บทความเชิงวิเคราะห์
เร่อื ง พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนิกชนตวั อย่าง และชาดก
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การวเิ คราะหพ์ ระพุทธเจา้ ในฐานะเป็นมนุษย์
ผฝู้ ึกตนได้ อยา่ งสงู สดุ
2 การวเิ คราะหค์ ณุ ธรรมทค่ี วรถอื เป็นแบบอยา่ ง
การดาเนินชวี ติ ของพุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า
3 การวเิ คราะหค์ ุณธรรมทค่ี วรถอื เป็นแบบอย่าง
การดาเนินชวี ติ ของศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
4 การวเิ คราะหข์ อ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากมหาชนกชาดก
การเสนอแนวทางการนาคณุ ธรรมอนั เป็นแบบอย่าง
5 ของพระพุทธเจา้ พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า ศาสนกิ ชน
ตวั อย่าง และชาดกไปประยกุ ต์ปฏบิ ตั ิ
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน 4
3
ดมี าก = 2
ดี = 1
พอใช้ =
ปรบั ปรงุ =
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรุง
ใบงำนที่ 6.1 เรือ่ ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเป็นอบุ าสกทเ่ี ครง่ ครดั ตามหลกั พระพุทธศาสนาอยา่ งไรบา้ ง จงอธบิ าย
2. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงอปุ ถมั ภท์ านุบารุงพระพุทธศาสนาอยา่ งดยี งิ่ ในเร่อื งใดบา้ ง
3. พระราชกรณียกจิ ขอ้ ใดทแ่ี สดงวา่ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงมวี สิ ยั ทศั นก์ วา้ งไกล
4. ขอ้ คดิ สาคญั จากพระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทน่ี กั เรยี นสามารถนาไปประยุกต์ใชไ้ ด้
คอื อะไร จงยกตวั อยา่ งประกอบ
ใบงำนที่ 6.1 เรือ่ ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั เฉลย
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงเป็นอุบาสกทเ่ี คร่งครดั ตามหลกั พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไรบา้ ง จงอธบิ าย
ทรงมศี รทั ธามนั่ คงในพระรตั นตรยั เช่น ก่อนเสดจ็ ฯ ประพาสทวปี ยุโรป พระองคไ์ ดเ้ สดจ็ ฯ ไปถวายคาปฏญิ าณต่อทปี่ ระชมุ สงฆ์
วา่ จะไมย่ นิ ดใี นคาสอนของศาสนาอนื่ ใดนอกจากพระพุทธศาสนา จกั ไม่มเี พศสมั พนั ธก์ บั สตรอี นื่ ใด หลกี เลยี่ งการดมื่ สรุ า
และทรงปฏบิ ตั ไิ ดด้ ว้ ยพระราชปฏญิ าณทใี่ หไ้ วก้ บั พระสงฆ์
2. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงอปุ ถมั ภ์ทานุบารุงพระพทุ ธศาสนาอยา่ งดยี งิ่ ในเร่อื งใดบา้ ง
1) ทรงสนใจการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมของพระสงฆ์ และทรงพระราชทานนิตยภตั แกพ่ ระภกิ ษแุ ละสามเณรทสี่ อบไลไ่ ดเ้ ปรยี ญ
3 ประโยค และถา้ รปู ใดสอบไดเ้ ปรยี ญสงู ๆ ตงั้ แตอ่ ายนุ อ้ ยกจ็ ะพระราชทานพระบรมราชูปถมั ภใ์ หอ้ ุปสมบทเป็นนาคหลวง
2) ทรงสถาปนามหาวทิ ยาลยั สงฆ์ 2 แห่ง คอื มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั และมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั เพอื่ เป็นทเี่ ลา่ เรยี น
พระไตรปิฎก และวชิ าชพี ชนั้ สูง
3. พระราชกรณยี กจิ ขอ้ ใดทแ่ี สดงวา่ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงมวี สิ ยั ทศั นก์ วา้ งไกล
1) ทรงนารปู แบบการปกครองของตะวนั ตกมาใชอ้ ย่างเหมาะสมกบั วถิ ชี วี ติ ไทย
2) การปลดปลอ่ ยลูกทาส ซงึ่ นาไปสู่การเลกิ ทาสอย่างเป็นขนั้ ตอน และใหก้ ารศกึ ษาควบคู่ไป เพอื่ เป็นพน้ื ฐานในการประกอบ
อาชพี ทาใหก้ ารเลิกทาสเป็นไปอยา่ งราบรนื่ ไม่เสยี เลอื ดเน้อื
4. ขอ้ คดิ สาคญั จากพระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทน่ี ักเรยี นสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้
คอื อะไร จงยกตวั อยา่ งประกอบ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
ใบงำนท่ี 6.2 เรื่อง พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. หลวงพ่อชาเป็นผทู้ ฝ่ี ึกฝนตนในดา้ นการศกึ ษาอย่างไรบา้ ง จงยกตวั อยา่ งประกอบ
2. หลวงพอ่ ชาเป็นผทู้ ป่ี ฏบิ ตั ติ นดว้ ยความเพยี รพยายาม มานะ อดทน อยา่ งไรบา้ ง
3. การปฏบิ ตั ติ นของหลวงพอ่ ชาแบบใดทจ่ี ดั วา่ มคี วามขยนั เป็นเลศิ
4. หลวงพ่อชาเป็นตวั อยา่ งของการนาวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ ารมาใชอ้ ยา่ งไรบา้ ง
5. หลวงพอ่ ชามวี ธิ สี อนทย่ี อดเยย่ี มอยา่ งไรบา้ ง
6. นกั เรยี นจะนาแบบอย่างการปฏบิ ตั ติ นของหลวงพ่อชาไปประยุกต์ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรบา้ ง
ใบงำนท่ี 6.2 เรื่อง พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) เฉลย
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. หลวงพอ่ ชาเป็นผทู้ ฝ่ี ึกฝนตนในดา้ นการศกึ ษาอยา่ งไรบา้ ง จงยกตวั อยา่ งประกอบ
เมอื่ เป็นพระผูน้ อ้ ยกห็ มนั่ ศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมดว้ ยความเพยี รพยายาม คอื นักธรรมและบาลจี นจบนกั ธรรมเอก จบบาลไี วยากรณ์
2. หลวงพอ่ ชาเป็นผทู้ ป่ี ฏบิ ตั ติ นดว้ ยความเพยี รพยายาม มานะ อดทน อยา่ งไรบา้ ง
ท่านบาเพญ็ เพยี รในการปฏบิ ตั ธิ รรมตามคาแนะนาของพระนกั ปฏบิ ตั หิ ลายท่าน และปฏบิ ตั ทิ ดลองอย่างหนกั เชน่ อยู่ในป่าชา้
อนั วเิ วกวงั เวงน่ากลวั แตท่ า่ นกผ็ ่านพน้ ไปได้ ท่านเป็นพระนกั ปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนากรรมฐานทสี่ ามารถถา่ ยทอดวธิ กี ารปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ ง
ยอดเยยี่ ม
3. การปฏบิ ตั ติ นของหลวงพอ่ ชาแบบใดทจ่ี ดั วา่ มคี วามขยนั เป็นเลศิ
ปฏบิ ตั กิ จิ วตั รตามหน้าทขี่ องภกิ ษโุ ดยไม่ขาด เชน่ กวาดลานวดั บณิ ฑบาตโปรดสตั ว์ เป็นต้น
4. หลวงพ่อชาเป็นตวั อยา่ งของการนาวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารมาใชอ้ ย่างไรบา้ ง
1) คดิ เปรยี บเทยี บ เพอื่ ใหม้ กี าลงั ใจในการฝึกฝนตน เพอื่ บรรลผุ ลทตี่ ้องการ
2) สอนใหล้ ูกศษิ ยค์ ดิ เป็น เชน่ สอนใหม้ เี หตผุ ลในการแกป้ ัญหาความทุกข์
5. หลวงพ่อชามวี ธิ สี อนทย่ี อดเยย่ี มอยา่ งไรบา้ ง
1) ใชว้ ธิ สี อนโดยวาทะโต้ตอบตรงประเดน็
2) ใชว้ ธิ สี อนแบบเปรยี บเทยี บ
3) ใชว้ ธิ สี อนโดยการอุปมาอุปไมย
6. นักเรยี นจะนาแบบอยา่ งการปฏบิ ตั ติ นของหลวงพอ่ ชาไปประยุกตป์ ฏบิ ตั อิ ยา่ งไรบา้ ง
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ใบงำนที่ 6.3 เรือ่ ง พระมหาคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต)
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. การปฏบิ ตั ติ นของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) ทแ่ี สดงถงึ การมคี วามเพยี รพยายามเป็นเลศิ ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
2. การปฏบิ ตั ติ นของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ทแ่ี สดงว่า เป็นผมู้ วี นิ ยั ในตวั เองและฝึกฝนตนอยา่ งดเี ยย่ี ม
ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง
3. พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) มศี ลี จารวตั รทด่ี งี ามอยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง
4. ความเป็นเลศิ ทางวชิ าการทโ่ี ดดเดน่ ของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) คอื อะไร
5. นักเรยี นสามารถนาคุณธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไปประยุกต์ปฏบิ ตั ไิ ด้
อยา่ งไรบา้ ง