The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaimath2514, 2022-05-26 10:13:43

สังคมศึกษา

ส33101

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่

ช่อื กลมุ่ ชนั้

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่อง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 การแบง่ หนา้ ทก่ี นั อยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน
3 การแสดงความคดิ เหน็
4 การรบั ฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจชว่ ยเหลอื กนั

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซื่อสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ น่ื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง

3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรยี นรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ชน่ื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อย่างทดี่ ขี องศาสนกิ ชน

1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี กจิ

พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถี่ กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นใหไ้ วก้ บั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทด่ี ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไี่ มถ่ ูกตอ้ ง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพ่อื นดา้ นความซ่อื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดูแลอย่างดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอย่างประหยดั คมุ้ ค่า และเก็บรกั ษาดูแลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ น่ื และไมท่ าใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 20 การบริหารจิตตามหลกั สติปัฏฐาน

เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

การบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐานอย่างสมา่ เสมอ ย่อมส่งผลดตี อ่ การพฒั นาจติ และเป็นพน้ื ฐานสาคญั อนั นาไปสกู่ ารคดิ
และการดาเนนิ ชวี ติ อยา่ งถกู ตอ้ ง

2. ตวั ชีว้ ดั /จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/19 เหน็ คุณคา่ เช่อื มนั่ และมุ่งมนั่ พฒั นาชวี ติ ดว้ ยการพฒั นาจติ และพฒั นาการเรยี นรูด้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบ
โยนิโสมนสกิ าร หรอื การพฒั นาจติ ตามแนวทางของศาสนาทต่ี นนับถอื
ส 1.1 ม.4-6/20 สวดมนต์ แผเ่ มตตา และบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐานหรอื ตามแนวทางของศาสนา
ทต่ี นนบั ถอื

2.21จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1) อธบิ ายวธิ กี ารบรหิ ารจติ แบบสตปิ ัฏฐาน 4 และปฏบิ ตั ไิ ด้
2) วเิ คราะหป์ ระโยชน์ของการบรหิ ารจติ ได้

3. สาระการเรียนรู้

3.20สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

1) พฒั นาการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร 10 วธิ ี (เนน้ วธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั วธิ คี ดิ แบบอรยิ สจั
วธิ คี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์ วธิ คี ดิ แบบคณุ คา่ แท้-คุณคา่ เทยี ม วธิ คี ดิ แบบคุณ-โทษ และทางออก และวธิ คี ดิ
แบบอบุ าย ปลกุ เรา้ คณุ ธรรม)

2) สวดมนต์แปลและแผเ่ มตตา รแู้ ละเขา้ ใจวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละประโยชน์ของการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญา
- ฝึกการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
- นาวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นรู้ คณุ ภาพชวี ติ และสงั คม

3.2 สาระการเรยี นร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น 2) ทกั ษะการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใช้

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
1. มวี นิ ัย

6. กิจกรรมการเรยี นรู้

 วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั ิ
 นกั เรยี นสวดมนตบ์ ชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น

 นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 7 เรอื่ ง การบริหารจิตและการเจริญปญั ญา

ขนั้ ที่ 1 สงั เกต รบั รู้ คาถามกระต้นุ ความคิด

ส่อื การเรยี นรู้ : 1. บตั รภาพหรอื วดี ทิ ศั น์  นกั เรยี นเคยใช้วิธีการบริหารจิตแบบใดบา้ ง
2. ตวั อย่างวธิ กี ารปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน ยกตวั อย่างประกอบ

1. ครูใหน้ กั เรยี นดภู าพหรอื วดี ทิ ศั น์เกยี่ วกบั การบรหิ ารจิตตามหลกั (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
สตปิ ัฏฐาน แลว้ ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั วเิ คราะหข์ นั้ ตอนและแนวทาง ดุลยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
การปฏบิ ตั ิ

2. ครูเลา่ วธิ กี ารปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐานให้
นักเรยี นฟัง และเล่าตวั อยา่ งวธิ กี ารปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตาม
หลกั สตปิ ัฏฐานของพระอาจารยห์ รอื พระสงฆผ์ ูท้ ไ่ี ดร้ บั การยอมรบั
ในดา้ นการปฏบิ ตั ติ ามหลกั สตปิ ัฏฐาน

3. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ

ขนั้ ที่ 2 ทาตามแบบ คาถามกระตุ้นความคิด

สอ่ื การเรยี นรู้ : บตั รภาพหรอื วดี ทิ ศั น์  นกั เรยี นมปี ัญหาหรอื อปุ สรรคในการบริหาร
จิตอยา่ งไรบา้ ง และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
1. นักเรยี นทุกคนปฏบิ ตั ติ นตามแบบอย่างการบรหิ ารจติ ตามหลกั
สตปิ ัฏฐาน จากภาพหรอื วดี ทิ ศั น์ทไี่ ดด้ ใู นขนั้ ที่ 1 (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
2. นกั เรยี นผลดั กนั เล่าความรูส้ กึ ในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
ปัญหาและอุปสรรคในการบรหิ ารจติ โดยครชู ่วยเสนอแนะแนวทาง
แกไ้ ข

3. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ

ขนั้ ที่ 3 ทาเองโดยไมม่ ีแบบ คาถามกระต้นุ ความคิด

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —  นักเรยี นมคี วามก้าวหน้าในการบริหารจิตตาม
หลกั สติปัฏฐาน 4 อยา่ งไรบา้ ง
6. นกั เรยี นแตล่ ะคนฝึกปฏบิ ตั กิ ารบรหิ ารจติ ตามหลกั อานาปานสติ
ตามลาพงั โดยไมม่ แี บบ โดยใชเ้ วลา 15-20 นาที หรอื ตามความ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ น
เหมาะสม ดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

7. นกั เรยี นผลดั กนั เล่าผลของการปฏบิ ตั ิ ปัญหาและอุปสรรคในการ
บรหิ ารจติ โดยครชู ว่ ยเสนอแนะแนวทางแกไ้ ข

8. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ

ขนั้ ท่ี 4 ฝึกทาให้ชานาญ คาถามกระต้นุ ความคิด

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —  ถ้าทุกคนบริหารจิตอยา่ งสมา่ เสมอจะมี
ประโยชน์อยา่ งไร
1. ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นไปปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตามหลกั
สตปิ ัฏฐานอยา่ งสม่าเสมอ และบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ติ ่อครู (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
ดุลยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
2. นกั เรยี นรวมกลุ่มกนั กลุ่มละ 5-7 คน ตามความสมคั รใจ ใหแ้ ตล่ ะ
กล่มุ ผลดั กนั เล่าการปฏบิ ตั ติ นตามหลกั สตปิ ัฏฐานและผลทไ่ี ดร้ บั
แลว้ รวบรวมปัญหา และขอ้ สงสยั เพอ่ื นาเสนอทห่ี นา้ ชนั้ เรยี น

3. นกั เรยี นชว่ ยกนั เสนอแนะแนวทางการปรบั ปรุงและพฒั นาการ
บรหิ ารจติ โดยครชู ่วยตรวจสอบความถูกต้อง และใหค้ าแนะนา
เพมิ่ เตมิ

4. นักเรยี นแตล่ ะคนฝึกปฏบิ ตั กิ ารบรหิ ารจติ ตามหลกั อานาปานสตใิ น
หอ้ งเรยี นกอ่ นเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนาอย่างสม่าเสมอทุกชวั่ โมง
และร่วมกนั อภปิ รายผลการปฏบิ ตั ิ ปรบั ปรงุ และพฒั นา

5. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุม่ ไปหาขอ้ มลู หรอื ข่าวเกยี่ วกบั
บคุ คลทบี่ รหิ ารจติ อย่างสม่าเสมอและส่งผลดตี อ่ การดาเนินชวี ติ
เพอ่ื ทากจิ กรรมในชวั่ โมงเรยี นตอ่ ไป

6. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑ์

ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 7 แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 7 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้

8.1 สือ่ การเรียนรู้

1) ตวั อยา่ งวธิ กี ารปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
2) บตั รภาพ หรอื วดี ทิ ศั น์เกย่ี วกบั การบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน

8.2 แหลง่ การเรียนรู้



แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 ความถูกตอ้ งของเน้อื หา
2 ความคดิ สรา้ งสรรค์
3 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน
4 การนาไปใชป้ ระโยชน์
5 การตรงตอ่ เวลา

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล

ชอ่ื ชนั้

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 การแสดงความคดิ เหน็
2 การยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ ่นื
3 การทางานตามหนา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4 ความมนี ้าใจ
5 การตรงต่อเวลา

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผ้รู บั การ รว่ มมือกนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม

43214321432143214321

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ช่นื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ย่างมคี วามสุข

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ท่มุ เท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ตอ่ ปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ ค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
7.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซ่อื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไี่ ม่ถูกตอ้ ง
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบง่ ปันสง่ิ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ

พรอ้ มช่วยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพ่อื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสงิ่ ทด่ี งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงชื่อ................................................................................... ผปู้ ระเมิน

......................... /............................../...........................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ี่ 21 ความสาคญั ของการบริหารจิต

เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

การบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐานอยา่ งสมา่ เสมอ ย่อมเป็นพน้ื ฐานสาคญั ในการพฒั นาปัญญา บคุ ลกิ ภาพ และลกั ษณะ
นสิ ยั ทด่ี งี าม

2. ตวั ชีว้ ดั /จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/19 เหน็ คณุ คา่ เช่อื มนั่ และมุง่ มนั่ พฒั นาชวี ติ ดว้ ยการพฒั นาจติ และพฒั นาการเรยี นรูด้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบ
โยนโิ สมนสกิ าร หรอื การพฒั นาจติ ตามแนวทางของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
ส 1.1 ม.4-6/20 สวดมนต์ แผ่เมตตา และบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐานหรอื ตามแนวทางของศาสนา
ทต่ี นนับถอื

2.22จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

- วเิ คราะหค์ วามสาคญั ของการบรหิ ารจติ และเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ไิ ด้

3. สาระการเรยี นรู้

3.21สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

1) พฒั นาการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร 10 วธิ ี (เนน้ วธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตุปัจจยั วธิ คี ดิ แบบอรยิ สจั
วธิ คี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์ วธิ คี ดิ แบบคณุ คา่ แท้-คุณคา่ เทยี ม วธิ คี ดิ แบบคุณ-โทษ และทางออก และวธิ คี ดิ
แบบอบุ าย ปลุกเรา้ คุณธรรม)

2) สวดมนตแ์ ปลและแผเ่ มตตา รแู้ ละเขา้ ใจวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละประโยชน์ของการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญา
- ฝึกการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
- นาวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นรู้ คุณภาพชวี ติ และสงั คม

3.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน 2) ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใช้

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
1. มวี นิ ยั

6. กิจกรรมการเรยี นรู้

 วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการสร้างความตระหนัก
 นักเรยี นสวดมนตบ์ ชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น

ขนั้ ที่ 1 สงั เกต คาถามกระต้นุ ความคิด

ส่อื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ  ถา้ เยาวชนทุกคนบริหารจิตอย่างสมา่ เสมอ
จะส่งผลดตี ่อตนเองและสงั คมอยา่ งไร
1. ครนู าภาพกจิ กรรมของกลุ่มบุคคลต่างๆ ทมี่ คี วามหลากหลายมา จงอธิบายเหตผุ ล
ใหน้ กั เรยี นดู เช่น
- เยาวชนเขา้ ค่ายธรรมะและทาสมาธิ เดนิ จงกรม (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
- ชาวพทุ ธผูใ้ ฝ่ธรรมะพากนั ไปธุดงค์และทาวปิ ัสสนา ดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
- เยาวชนชายหญงิ กาลงั เตน้ ราในงานแสดงคอนเสริ ต์
- ประชาชนกาลงั ยกพวกปะทะกนั
- บุคคลกาลงั ทางานในลกั ษณะตา่ งๆ กนั เช่น นงั่ เขยี นหนงั สอื
นงั่ ประชุมโตะ๊ กลมหารอื กนั คนงานกาลงั ทางานก่อสรา้ ง
พ่อครวั ในรา้ นอาหารกาลงั ปรุงอาหาร

2. นักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะห์ จาแนก แยกแยะความคล้ายคลงึ
ความแตกตา่ ง และความสมั พนั ธ์กนั

3. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ

ขนั้ ที่ 2 วิเคราะหว์ ิจารณ์ คาถามกระต้นุ ความคิด

สอ่ื การเรยี นรู้ : 1. บตั รภาพ  นกั เรยี นเคยพบบคุ คลใดที่มวี ิถกี ารดาเนิน
2. ใบงานที่ 21.1 ชีวิตท่ีดสี มควรนามาเป็นแบบอย่างได้ และ
เขามีวิธีการบริหารจิตอยา่ งไร
4. ครูใหน้ ักเรยี นชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ภาพทไ่ี ด้ดูใน
ขนั้ ท่ี 1 ในประเดน็ ทก่ี าหนดให้ ดงั น้ี (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
1) กจิ กรรมในภาพใดมคี วามสมั พนั ธ์กนั ดุลยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
2) กจิ กรรมในภาพใดทจี่ ะนาไปสูเ่ ป้าหมายหรอื ทศิ ทางทดี่ งี าม
เหมาะสม จงอธบิ าย
3) กจิ กรรมในภาพใดทอี่ าจนาไปสู่เป้าหมายทไ่ี ม่เหมาะสมหรอื ไม่
เป็นทป่ี รารถนาของสงั คม อธบิ ายเหตผุ ล

5. ครูอธบิ ายเช่อื มโยงใหน้ กั เรยี นเหน็ ความสาคญั ของการบรหิ ารจติ
6. นกั เรยี นกลุม่ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) นาข่าวหรอื ขอ้ มูล

เกย่ี วกบั บคุ คลทบี่ รหิ ารจติ อย่างสม่าเสมอ และส่งผลดตี ่อการดาเนิน
ชวี ติ มารว่ มกนั วเิ คราะหแ์ ละตอบคาถามในใบงานท่ี 2.1 เรอื่ ง วิถี
ชีวิตที่เป็ นสุข

7. ตวั แทนแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานในใบงานท่ี 21.1 หนา้ ชนั้ คาถามกระตุ้นความคิด
เรยี น
 นกั เรียนมีแนวทางในการพฒั นาตนในการ
8. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ บริหารจิตอยา่ งไรบ้าง

ขนั้ ท่ี 3 สรปุ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
ดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —

9. นักเรยี นร่วมกนั สรุปประโยชน์ของการบรหิ ารจติ อยา่ งสมา่ เสมอและ
ส่งผลดตี ่อตนเอง สงั คม และประเทศชาติ

10. นกั เรยี นชว่ ยกนั เสนอแนวทางการพฒั นาตนในการบรหิ ารจติ อยา่ ง
ต่อเน่อื ง

11. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 21.1 ใบงานที่ 21.1 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

8. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้

8.1 สือ่ การเรียนรู้

1) บตั รภาพ กจิ กรรมของกลุ่มบคุ คลต่างๆ
2) ใบงานท่ี 21.1 เร่อื ง วถิ ชี วี ติ ทเ่ี ป็นสขุ

8.2 แหลง่ การเรยี นรู้



บตั รภำพ กิจกรรมของกล่มุ บคุ คลต่ำงๆ



ภาพที่ 1 ภาพท่ี 2
ภาพที่ 3 ภาพที่ 4
ภาพที่ 5 ภาพท่ี 6

ใบงำนที่ 21.1 เรื่อง วิถชี ีวิตที่เป็ นสุข

คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นนาขา่ วหรอื ขอ้ มูลเกยี่ วกบั บคุ คลทป่ี ระสบความสาเรจ็ ในการดาเนนิ ชวี ติ โดยมแี นวทางการปฏบิ ตั ิ
ตนในการบรหิ ารจติ อยา่ งสมา่ เสมอ มาวเิ คราะหแ์ ละตอบคาถาม
ขา่ วหรอื ขอ้ มลู ของบคุ คลช่อื ...........................................................................................

(สาระสาคญั )

1. บคุ คลดงั กลา่ วมวี ถิ กี ารดาเนินชวี ติ ทป่ี ระสบความสาเรจ็ หรอื มคี วามสขุ อยา่ งไรบา้ ง
ทม่ี า.............................................................

2. บคุ คลดงั กลา่ วมแี นวทางในการปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ อย่างไร

3. นกั เรยี นมแี นวทางในการนาไปประยุกต์ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร

ใบงำนท่ี 21.1 เรือ่ ง วถิ ชี ีวติ ทีเ่ ป็ นสุข เฉลย

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นนาขา่ วหรอื ขอ้ มูลเกย่ี วกบั บุคคลทป่ี ระสบความสาเรจ็ ในการดาเนนิ ชวี ติ โดยมแี นวทางการปฏบิ ตั ิ
ตนในการบรหิ ารจติ อยา่ งสม่าเสมอ มาวเิ คราะหแ์ ละตอบคาถาม

ขา่ วหรอื ขอ้ มูลของบคุ คลช่อื ...........................................................................................

(สาระสาคญั )
1. บคุ คลดงั กลา่ วมวี ถิ กี ารดาเนนิ ชวี ติ ทป่ี ระสบความสาเรจ็ หรอื มคี วามสขุ อยา่ งไรบา้ ง

ทม่ี า.............................................................
2. บุคคลดงั กลา่ วมแี นวทางในการปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ อย่างไร
3. นักเรยี นมแี นวทางในการนาไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั อิ ยา่ งไร

(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 เน้อื หาละเอยี ดชดั เจน
2 ความถกู ตอ้ งของเน้อื หา
3 ภาษาทใ่ี ชเ้ ขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางสว่ น ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล

ชอ่ื ชนั้

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่อง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ที่ ช่ือ-สกลุ ความตงั้ ใจ ความ การตรงต่อ ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ในการ รบั ผิดชอบ เวลา สะอาด ของงาน 20
ทางาน เรยี บร้อย คะแนน
ประเมิน 4321 4321 4321 4321
4321

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผ้รู บั การ รว่ มมือกนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม

43214321432143214321

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรียนร้ทู ี่ 22 การเจริญปัญญา

เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

การนาวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารมาใชใ้ นการคดิ และตดั สนิ ใจ ย่อมทาใหก้ ารดาเนนิ ชวี ติ เป็นไปอย่างถูกตอ้ ง

2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/19 เหน็ คุณคา่ เชอ่ื มนั่ และมงุ่ มนั่ พฒั นาชวี ติ ดว้ ยการพฒั นาจติ และพฒั นาการเรยี นรูด้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบ
โยนโิ สมนสกิ าร หรอื การพฒั นาจติ ตามแนวทางของศาสนาทต่ี นนบั ถอื
ส 1.1 ม.4-6/20 สวดมนต์ แผเ่ มตตา และบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐานหรอื ตามแนวทางของศาสนา
ทตี่ นนบั ถอื

2.23จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1) อธบิ ายวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ ารได้
2) วเิ คราะหผ์ ลของการใชว้ ธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารได้

3. สาระการเรียนรู้

3.22สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

1) พฒั นาการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร 10 วธิ ี (เนน้ วธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตุปัจจยั วธิ คี ดิ แบบอรยิ สจั
วธิ คี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์ วธิ คี ดิ แบบคุณคา่ แท้-คุณค่าเทยี ม วธิ คี ดิ แบบคุณ-โทษ และทางออก และวธิ คี ดิ
แบบอบุ าย ปลกุ เรา้ คณุ ธรรม)

2) สวดมนตแ์ ปลและแผเ่ มตตา รแู้ ละเขา้ ใจวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละประโยชน์ของการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญา
- ฝึกการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
- นาวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปัญญาไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นรู้ คณุ ภาพชวี ติ และสงั คม

3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่ (พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน 2) วธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะกระบวนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
3) ทกั ษะการหาแบบแผน

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุง่ มนั่ ในการทางาน
1. มวี นิ ยั

(ช่วั โมงที่ 1)

6. กิจกรรมการเรยี นรู้

 วิธีสอนแบบธรรมสากจั ฉา
 นักเรยี นสวดมนต์บูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี นทกุ ชวั่ โมง

ชวั่ โมงท่ี 1 คาถามกระต้นุ ความคิด
 นักเรยี นเคยใชว้ ิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรียน
วิธีใดในการแก้ปัญหาของตนเองบา้ ง
สอ่ื การเรยี นรู้ : เพลงโลกหมุนเวยี น หรอื เพลงใจประสานใจ ยกตวั อย่างประกอบ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
1. ครใู หน้ กั เรยี นร่วมกนั รอ้ งเพลงโลกหมุนเวยี น หรอื เพลงใจประสานใจ ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
2. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหข์ อ้ คดิ ทไี่ ดจ้ ากบทเพลง ซง่ึ นกั เรยี นจะตอบ
คาถามกระต้นุ ความคิด
แตกตา่ งกนั ไป ครูอธบิ ายเชอ่ื มโยงใหน้ กั เรยี นรูว้ ่า วธิ คี ดิ ของคนเรามี  ถา้ นกั เรียนต้องการศึกษาต่อใน
ความแตกตา่ งกนั ไป แต่วธิ คี ดิ ทถี่ กู วธิ ตี ามหลกั ของพระพทุ ธศาสนา
คอื วธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร เป็นวธิ คี ดิ ทถี่ ูกวธิ ี คดิ มรี ะเบยี บ คดิ ระดบั อุดมศึกษา นักเรียนจะใชว้ ิธีคิดแบบใด
วเิ คราะหอ์ ยา่ งลกึ ซ้งึ ซง่ึ เป็นขนั้ ตอนสาคญั ในการสรา้ งปัญญา จงู ใจให้ประสบความสาเรจ็ ยกตวั อยา่ ง
3. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ ประกอบ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ขนั้ สอน ดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)

ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6 คาถามกระตุ้นความคิด
2. ใบความรทู้ ี่ 22.1  การใชว้ ิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการในการ
3. ใบงานที่ 22.1
4. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ ตดั สินใจกระทาการใดๆ จะส่งผลดอี ยา่ งไร
(ทาใหก้ ารตดั สนิ ใจนนั้ เป็นไปอย่างถกู ต้อง
ขนั้ ที่ 1 แสวงหาความรู้ มเี หตุผล และเป็นกุศล)

46. นักเรยี นกลุม่ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) ร่วมกนั ศกึ ษา
ความรูเ้ ร่อื ง วธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร จากใบความรู้ที่ 22.1 หรอื
จากหนงั สอื เรยี น และแหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ่ี
ไดล้ งในแบบบนั ทกึ การอ่าน

47. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ

 ขนั้ ที่ 2 คน้ พบความร้/ู สนทนาแลกเปลยี่ นความรู้

4. สมาชกิ แต่ละคนในกลมุ่ นาความรูท้ ไ่ี ดศ้ ึกษาคน้ ควา้ มาสนทนา
แลกเปลยี่ นความรูใ้ นประเดน็ สาคญั ของวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร
ทงั้ 10 วธิ ี

5. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ

(ช่วั โมงที่ 2) ชวั่ โมงท่ี 2


ขนั้ ที่ 3 วิเคราะหแ์ ละประเมินค่าความรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด

8. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ค่าความรู้ โดยนา  ถ้าคนไทยทุกคนใชว้ ิธีคิดแบบโยนิโส
ความรูท้ ไ่ี ดศ้ กึ ษาเร่อื ง วธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร มาเป็นพน้ื ฐาน มนสิการในการตดั สินใจกระทาการใดๆ
ในการทาใบงานท่ี 22.1 เร่อื ง ช่วยกนั คิด จะสง่ ผลดอี ยา่ งไร
(ทาใหก้ ารแกไ้ ขปัญหาถกู ต้องตามสาเหตทุ ี่
9. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มผลดั กนั นาเสนอใบงานที่ 22.1 หนา้ ชนั้ เรยี น แทจ้ รงิ และประสบผลในทางทดี่ ไี มผ่ ดิ พลาด
โดยครูเป็นผูต้ รวจสอบความถกู ต้อง สงั คมเป็นระเบยี บ คนในสงั คมอยู่รว่ มกนั อย่าง
ปกตสิ ุข)
10. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
คาถามกระต้นุ ความคิด
 ขนั้ ที่ 4 พิสูจน์ความร้หู รอื ปฏิบตั ิ
 นกั เรยี นคิดว่าจะใช้วิธีคิดแบบโยนิโส
8. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มวางแผนปฏบิ ตั ติ นหรอื พสิ ูจน์ความรู้ ผลของการ มนสิการวิธีใด ไปใชใ้ นการดาเนิน
ปฏบิ ตั ติ นโดยใชว้ ธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารโดยการสมั ภาษณ์ ชีวิตประจาวนั ได้มากที่สดุ ยกตวั อย่าง
บุคคลทเ่ี ป็นแบบอย่างทดี่ ใี นดา้ นต่างๆ แลว้ นามาสรปุ ผลตาม ประกอบ
หวั ขอ้ ทคี่ รกู าหนด
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
9. ตวั แทนกลุม่ นาเสนอผลงานทหี่ นา้ ชนั้ เรยี น โดยครูเป็นผูต้ รวจสอบ ดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ความถกู ตอ้ ง

10. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ

ขนั้ สรปุ

ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —

ครูและนักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ แนวทางการฝึกการคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร
ในชวี ติ ประจาวนั

• ครมู อบหมายให้นกั เรียนปฏิบตั ิตนในการบริหารจิตและเจริญปัญญาตามหลกั สติปฏั ฐาน และใช้วิธีคิดแบบ
โยนิโสมนสิการในชีวิตประจาวนั แลว้ บนั ทึกผลการปฏิบตั ิตนส่งครผู สู้ อนตามกาหนดเวลา

โดยใหค้ รอบคลมุ ประเดน็ ตามทกี่ าหนด ดงั น้ี
1) การบนั ทกึ การปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
2) การวเิ คราะหผ์ ลของการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
3) การเสนอแนวทางการพฒั นาตนในการบรหิ ารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน
4) การบนั ทกึ การปฏบิ ตั ติ น โดยใชว้ ธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร
5) การวเิ คราะหผ์ ลของการปฏบิ ตั ติ น โดยใชว้ ธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร

 นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 7 เรอื่ ง การบริหารจิตและการเจริญปัญญา

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 22.1 ใบงานที่ 22.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอ่าน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 7 แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 7 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจบนั ทกึ การปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ แบบประเมนิ บนั ทกึ การปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ าร ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
และเจรญิ ปัญญา จติ และเจรญิ ปัญญา

8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สือ่ การเรยี นรู้

1) หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2) ใบความรทู้ ่ี 22.1 เรอ่ื ง วธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร
3) เพลงโลกหมนุ เวยี น หรอื เพลงใจประสานใจ
4) ใบงานท่ี 22.1 เร่อื ง ช่วยกนั คดิ

8.2 แหลง่ การเรียนรู้

 แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://board.palungjit.com>พทุ ธศาสนา>อภญิ ญา-สมาธิ
- http://th.wikipedia.org/wiki/โยนิโสมนสกิ าร
- http://www.oknation.net/blog/print.php?id=225039
- http://www.dhammajak.net>...>กล่มุ สนทนา>สมาธ,ิ สติ

เอกสำรประกอบกำรสอน

ตวั อยา่ งรายงานผลการปฏิบตั ิตน หรอื พสิ ูจนค์ วามรูเ้ ร่อื ง วธิ ีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร

1. ขอ้ มลู ของบคุ คลทเ่ี ป็นแบบอยา่ งทด่ี ี

2. ความสาเรจ็ หรอื แบบอยา่ งทด่ี ี

3. แนวคดิ ของบคุ คลผเู้ ป็นแบบอยา่ ง

4. ความสอดคลอ้ งของวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร

กำรประเมนิ ช้ินงำน/ภำระงำน (รวบยอด)

แบบประเมนิ บนั ทกึ การปฏิบตั ิตนในการบรหิ ารจิตและเจริญปัญญา

ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 การบนั ทกึ ผลปฏบิ ตั ติ นในการบรหิ ารจติ
ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน

2 การวเิ คราะหผ์ ลของการบรหิ ารจติ
ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน

3 การเสนอแนวทางการพฒั นาตนในการบรหิ ารจติ
ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน

4 การบนั ทกึ ผลปฏบิ ตั ติ น โดยใชว้ ธิ คี ดิ
แบบโยนิโสมนสกิ าร

5 การวเิ คราะหผ์ ลของการปฏบิ ตั ติ น โดยใชว้ ธิ คี ดิ
แบบโยนโิ สมนสกิ าร

รวม

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน 4
3
ดมี าก = 2
ดี = 1
พอใช้ =
ปรบั ปรุง =

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรุง

ใบควำมรทู้ ่ี 22.1 เรื่อง วธิ ีคิดแบบโยนโิ สมนสิการ

 ความหมายของวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ

พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) ไดอ้ ธบิ ายความหมายของโยนิโสมนสกิ ารไวว้ ่า โยนโิ สมนสกิ าร คอื การคดิ
อยา่ งถกู วธิ ี คดิ อยา่ งมรี ะเบยี บ คดิ วเิ คราะหอ์ ยา่ งลกึ ซง้ึ เป็นขนั้ ตอนสาคญั ในการสรา้ งปัญญาทบ่ี รสิ ุทธิ์ เป็นอสิ ระ ทา
ใหท้ ุกคนช่วยตนเองได้ และนาไปสจู่ ดุ หมายของพทุ ธธรรมอยา่ งแทจ้ รงิ (พระพรหมคุณาภรณ.์ 2546 : 669-676)

 ความสาคญั

วธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร เป็นวธิ คี ดิ ทม่ี จี ดุ มงุ่ หมายทจ่ี ะสกดั หรอื กาจดั อวชิ ชา (ความไม่ร)ู้ และบรรเทาตณั หา
(ความอยาก) โดยตรง กลา่ วคอื ผทู้ ร่ี จู้ กั คดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารยอ่ มจะมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในสงิ่ ตา่ งๆ ตามความเป็น
จรงิ เป็นผทู้ ค่ี ดิ เป็น คดิ อย่างเป็นเหตเุ ป็นผล ซง่ึ จะเป็นทางทเ่ี ขา้ ถงึ ความจรงิ ทงั้ หลาย ทาใหร้ จู้ กั ใชส้ ง่ิ ทงั้ หลายใหเ้ ป็น
ประโยชน์ ถา้ บคุ คลทกุ คนคดิ เป็นกย็ อ่ มคดิ ในสงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ ง ไมป่ ลอ่ ยใจใหห้ ลงใหลเพลดิ เพลนิ ในวฒั นธรรมจากภายนอก
ทห่ี ลงั่ ไหลเขา้ มา ซง่ึ ในสภาพการณ์ปัจจบุ นั มกี ารพฒั นาเทคโนโลยใี นทุกดา้ น ตลอดทงั้ เป็นยคุ ขอ้ มูลขา่ วสาร ความ
เจรญิ ทางดา้ นวตั ถุเป็นสง่ิ เรา้ ยวั่ ยุใหค้ นหลงใหลไปกบั ความยวั่ ยวนตา่ งๆ ทผ่ี ่านเขา้ มา ถา้ บคุ คลคดิ เป็นกย็ อ่ มเกดิ
ปัญญา ไมป่ ลอ่ ยใจใหเ้ พลดิ เพลนิ หลงใหลในความสาเรจ็ ตา่ งๆ ในโลกสมมุติ กบั เหน็ คณุ และโทษของมนั มปี ัญญาใน
การสลดั สง่ิ ไมด่ อี อกไป อกี ทงั้ รจู้ กั คดิ ทจ่ี ะดารงชวี ติ ใหต้ งั้ อยู่ในทศิ ทางทเ่ี หมาะสม ส่งผลตอ่ ความสขุ สงบของชวี ติ และ
ถา้ ทกุ คนในสงั คมยดึ ถอื แนวคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร กย็ อ่ มส่งผลตอ่ ความสงบสขุ ความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ยของ
สงั คมตลอดไป

 องคป์ ระกอบ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดป้ ระมวลวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารออกเป็น 10 วธิ ี ดงั น้ี
(พระพรหมคณุ าภรณ์. 2546 : 676-727)

1. วธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตุปัจจยั
2. วธิ คี ดิ แบบแยกแยะส่วนประกอบ
3. วธิ คี ดิ แบบสามญั ลกั ษณ์ หรอื วธิ คี ดิ แบบรเู้ ท่าทนั ธรรมดา
4. วธิ คี ดิ แบบอรยิ สจั จ์ หรอื วธิ คี ดิ แบบแกป้ ัญหา
5. วธิ คี ดิ ตามหลกั การและความมุ่งหมาย หรอื วธิ คี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์
6. วธิ คี ดิ แบบคณุ โทษและทางออก
7. วธิ คี ดิ แบบคุณคา่ แท-้ คุณค่าเทยี ม
8. วธิ คี ดิ แบบอุบายปลุกเรา้ คณุ ธรรม หรอื วธิ คี ดิ แบบปลุกเรา้ คณุ ธรรม (แบบกุศลภาวนา)
9. วธิ คี ดิ แบบเป็นอยูก่ บั ปัจจุบนั
10. วธิ คี ดิ แบบวภิ ชั ชวาท หรอื วธิ คี ดิ แลว้ แสดงออกเป็นวภิ ชั ชวาท (พดู จาแนก)

 แนวทางการฝึกคิดแบบโยนิโสมนสิการ

ในการฝึกคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารทงั้ 10 วธิ นี นั้ ครผู สู้ อนสามารถฝึกใหน้ กั เรยี นรจู้ กั คดิ ไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น
จากการยกตวั อยา่ งประกอบ การวเิ คราะหจ์ ากภาพ จากนิทาน จากเหตกุ ารณ์ในปัจจุบนั ฯลฯ ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปน้ี

1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจยั คอื พจิ ารณาเหตุการณ์หรอื ปรากฏการณ์ทเ่ี ป็นผล กลา่ วคอื การพจิ ารณา
เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการกระทาต่างๆ แลว้ สบื คน้ สบื สาวไปถงึ สาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กดิ ผลนนั้ อาจทาโดยการหา
ความสมั พนั ธ์ หรอื การตงั้ คาถามแลว้ หาคาตอบ เม่อื หาคาตอบทแ่ี ทจ้ รงิ แลว้ ยอ่ มสามารถสบื สาวไปถงึ วธิ กี ารแกไ้ ข
ปัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ ได้ ใหร้ จู้ กั สภาวะทเ่ี ป็นจรงิ หรอื พจิ ารณาปัญหา หาหนทางแกไ้ ข ดว้ ยการคน้ หาสาเหตุปัจจยั ตา่ งๆ
ทส่ี มั พนั ธส์ ง่ ผลสบื ทอดกนั มา

ตวั อย่างคาถามที่ฝึกให้คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจยั
ตวั อย่างที่ 1
ทาไมนักเรยี นจงึ ขดี ฝาผนงั หอ้ งเรยี น  เพราะสนุกทไ่ี ดข้ ดี เขยี น
ทาไมจงึ มคี วามสนุกตอ่ การขดี เขยี น  เพราะไดท้ าตามใจตนเอง
ทาไมนักเรยี นจงึ ทาอะไรตามใจตนเอง  เพราะไม่มรี ะเบยี บวนิ ยั
ทาไมนักเรยี นจงึ ไมม่ รี ะเบยี บวนิ ยั  เพราะไมเ่ หน็ ความสาคญั ของระเบยี บวนิ ยั
ทาไมนักเรยี นจงึ ไม่เหน็ ความสาคญั ของระเบยี บวนิ ัย  เพราะไม่มผี ชู้ น้ี า

เม่อื สบื สาวไปพบสาเหตุทแ่ี ทจ้ รงิ แลว้ กต็ อ้ งแกไ้ ขปัญหาทส่ี าเหตุ คอื
ตอ้ งมผี ชู้ น้ี าสรา้ งความตระหนกั แก่นกั เรยี น เพอ่ื ใหเ้ หน็ ความสาคญั ของการมรี ะเบยี บวนิ ยั

• เพราะครชู น้ี าดว้ ยการจดั กจิ กรรมสรา้ งความตระหนักแกน่ กั เรยี นเพอ่ื ใหเ้ หน็ ความสาคญั ของการมรี ะเบยี บวนิ ัย
 นกั เรยี นกเ็ หน็ ความสาคญั ของการมรี ะเบยี บวนิ ัย

• เพราะนกั เรยี นเหน็ ความสาคญั ของการมรี ะเบยี บวนิ ยั  นกั เรยี นจงึ ไมท่ าอะไรตามใจตนเอง
• เพราะนกั เรยี นไม่ทาอะไรตามใจตนเอง  นกั เรยี นจงึ ไม่ขดี เขยี นฝาผนังหอ้ งเรยี น
• เพราะนักเรยี นไม่ขดี เขยี นฝาผนงั หอ้ งเรยี น  จงึ ไมม่ รี อยขดี เขยี นสกปรกบนฝาผนงั หอ้ งเรยี น

การแกป้ ัญหาเม่อื มรี อยขดี เขยี นฝาผนงั หอ้ งเรยี นนนั้ จะตอ้ งสบื สาวไปหาสาเหตุทแ่ี ทจ้ รงิ
แลว้ แกป้ ัญหาทส่ี าเหตุ เมอ่ื แกป้ ัญหาไดแ้ ลว้ คอื ผลการคดิ แบบสบื สาวเหตุปัจจยั

2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ หรอื กระจายเน้อื หา เป็นการคดิ ทม่ี ุ่งใหม้ องและใหร้ จู้ กั สง่ิ ทงั้ หลายตาม
สภาวะของมนั เองอกี แบบหนง่ึ ในทางธรรมมกั ใชพ้ จิ ารณาเพ่อื ใหเ้ หน็ ความไมม่ แี กน่ สาร หรอื ความไม่เป็นตวั ไม่เป็น
ตนทแ่ี ทจ้ รงิ ของสง่ิ ทงั้ หลาย

วธิ คี ดิ แบบน้ีจะฝึกใหค้ ดิ แบบแยกแยะองคร์ วมของสงิ่ ตา่ งๆ และยงั มกี ารคดิ วเิ คราะหจ์ ดั ประเภทหมวดหมู่ของ
องคป์ ระกอบนนั้ กล่าวคอื เม่อื แยกแยะสว่ นประกอบออกกเ็ หน็ ภาวะทอ่ี งคป์ ระกอบเหลา่ นนั้ อาศยั กนั และขน้ึ ตอ่ เหตุ
ปัจจยั ตา่ งๆ เหลา่ นนั้ ลว้ นเป็นไปตามกฎธรรมดามกี ารเกดิ ดบั อยู่ตลอดเวลา ไม่เทย่ี งแท้ ไมค่ งท่ี ไม่ยงั่ ยนื ซง่ึ การคดิ
แบบน้ีจะทาใหเ้ หน็ ความไมม่ แี กน่ สารหรอื ความไม่เป็นตวั ตนทแ่ี ทจ้ รงิ ของสงิ่ ทงั้ หลายใหห้ ายยดึ ตดิ ถอื มนั่ ในสมมุติ
บญั ญตั ิ

ตวั อย่าง

เดก็ ในภาพมอี งคร์ วม คอื เป็นคนมอี วยั วะภายในครบ 32 ประการ เชน่ หู ตา คอ จมกู ล้นิ หวั ใจ ตบั ไส้ กระเพาะ
ฯลฯ สามารถจดั ระบบได้ เช่น ระบบหายใจ ระบบประสาท ระบบทางเดนิ อาหาร

อวยั วะต่างๆ จะทางานสมั พนั ธซ์ ง่ึ กนั และกนั ถา้ ขาดสงิ่ หนึง่ สงิ่ ใด เดก็ คนน้กี จ็ ะไม่สมบูรณ์ พกิ าร
ไมส่ มประกอบ

3. วิธีคิดแบบสามญั ลกั ษณ์ หรอื วธิ คี ดิ แบบรเู้ ท่าทนั ธรรมดา คอื มองอยา่ งรเู้ ทา่ ทนั ความเป็นไปของสง่ิ ทงั้ หลาย
ซงึ่ จะตอ้ งเป็นอย่างนนั้ ๆ ตามธรรมดาของมนั เอง ในฐานะทม่ี นั เป็นสงิ่ ซงึ่ เกดิ จากเหตปุ ัจจยั ต่างๆ ปรงุ แตง่ ขน้ึ เม่อื
เกดิ ขน้ึ แลว้ กจ็ ะตอ้ งดบั ไปไมเ่ ทย่ี งแท้ ไมค่ งท่ี ไม่ยงั่ ยนื ไม่คงอยู่ตลอดไป เป็นอนิจจงั

ผทู้ ส่ี ามารถคดิ แบบสามญั ลกั ษณไ์ ดม้ กั เป็นผทู้ ม่ี สี ติ ไมว่ ่วู าม มองทกุ สงิ่ ว่าเมอ่ื เกดิ ขน้ึ ได้ กเ็ ปลย่ี นแปลงได้ ดบั สญู ได้
ไม่มใี ครจะครอบครองทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งไดต้ ลอดไป บคุ คลทค่ี ดิ เชน่ น้จี ะเป็นผไู้ ม่ประมาท มสี ติ

ภาพที่ 1 ภาพท่ี 2

หญงิ สาวในภาพท่ี 1 เป็นสาวสวย แต่ต่อไปอกี 30 ปีขา้ งหนา้ ความสาวสวยกจ็ ะหมดไป มคี วามแก่ชรามาแทนท่ี
หญงิ สาวในภาพท่ี 2 ในอดตี 30 ปีทแ่ี ลว้ กเ็ ป็นหญงิ สาว และมคี วามสวยในอดตี
จากภาพทงั้ 2 ภาพน้ี จะเหน็ ว่าหญงิ ทงั้ สองคนน้ไี มส่ ามารถทาใหร้ า่ งกายคงอย่ใู นสภาพทต่ี อ้ งการได้ สงั ขาร จงึ ไม่
เทย่ี งแท้
ผทู้ ค่ี ดิ เป็นตามแบบสามญั ลกั ษณ์จะมสี ติ ไม่หลงตนเอง ไมห่ ลงในคาสรรเสรญิ เยนิ ยอในสง่ิ ท่ีตนมอี ยใู่ นปัจจบุ นั
เชน่ เดยี วกบั ผทู้ ม่ี ยี ศถาบรรดาศกั ดสิ์ งู ในปัจจุบนั กย็ ่อมไมจ่ รี งั สกั วนั หนงึ่ ในภายภาคหน้ากอ็ าจเสอ่ื มลงไป ดงั น้ี สง่ิ ท่ี
ควรเพยี รกระทากค็ อื คณุ ธรรมความดที จ่ี ะมอี ยู่ตดิ ตวั ตลอดไป

4. วิธีคิดแบบอริยสจั จ์ หรอื วธิ คี ดิ แบบแกป้ ัญหา มลี กั ษณะ 2 ประการ คอื
1. เป็นวธิ คี ดิ ตามเหตุและผล หรอื เป็นไปตามเหตแุ ละผล สบื สาวจากผลไปหาเหตุ แลว้ แกไ้ ขทต่ี น้ เหตุ
2. ตอ้ งกาหนดรู้ และทาความเขา้ ใจปัญหาใหช้ ดั เจน แลว้ คดิ แกไ้ ขสาเหตุของปัญหาใหต้ รงจดุ ตรงเรอ่ื ง

ตรงความมงุ่ หมาย ไม่ฟ้งุ ซ่านออกไปเรอ่ื งอ่นื และตอ้ งเป็นการแกไ้ ขทป่ี ฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ
ตวั อยา่ ง

ในภาพน้มี ปี ัญหา คอื อากาศบรเิ วณรอบๆ โรงงานเป็นพษิ สาเหตุจากโรงงานปลอ่ ยควนั พษิ ออกจากโรงงาน
ผคู้ นบรเิ วณน้ตี อ้ งการใหอ้ ากาศบรสิ ทุ ธิ์จงึ ตอ้ งใหโ้ รงงานจดั หาเครอ่ื งกรองอากาศ เพอ่ื ไม่ใหม้ ลพษิ เกดิ ขน้ึ

ปัญหา ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในภาพ คอื ควนั พษิ ทล่ี อยอยทู่ วั่ ไป
สาเหตุ คอื โรงงานปล่อยควนั จากการผลติ สนิ คา้ ออกไปโดยไม่มกี ารกรองอากาศ
ความต้องการหมดปัญหา คอื ตอ้ งการใหอ้ ากาศบรเิ วณนนั้ บรสิ ุทธิ์
วิธีการดาเนินการ คอื ใหโ้ รงงานสรา้ งเครอ่ื งกรองอากาศหรอื ฟอกอากาศไมใ่ หเ้ ป็นพษิ

วธิ คี ดิ น้ถี า้ เทยี บกบั ขนั้ ตอนของอรยิ สจั จ์ คอื
ทุกข์ - ปัญหา คอื อากาศเป็นพษิ
สมทุ ยั - สาเหตุจากโรงงานปลอ่ ยควนั พษิ
นิโรธ - ตอ้ งการดบั ปัญหา คอื ตอ้ งการใหอ้ ากาศบรสิ ุทธิ์
มรรค - วธิ กี ารแกป้ ัญหา คอื ใหโ้ รงงานจดั หาเครอ่ื งฟอกอากาศ

5. วิธีคิดตามหลกั การและความมุ่งหมาย หรอื วธิ คี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์ คอื พจิ ารณาใหเ้ ขา้ ใจ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งธรรมกบั อรรถ หรอื หลกั การกบั ความมุ่งหมาย เมอ่ื จะลงมอื ปฏบิ ตั ธิ รรมหรอื ทาการตามหลกั การ
อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลตรงตามความมงุ่ หมาย ไม่เป็นการกระทาทเ่ี คล่อื นคลาด เลอ่ื นลอย หรอื งมงาย

ตวั อย่าง

หมบู่ า้ นชนบทในอดตี ทก่ี ารคมนาคมไมส่ ะดวก ระหวา่ งหมู่บา้ นมคี ลองคนั่ ทาใหก้ ารเดนิ ทางไปมาหาสกู่ นั ไม่
สะดวก ดงั นนั้ ชาวบา้ นจงึ ตอ้ งช่วยกนั สรา้ งสะพานใหค้ นเดนิ ขา้ ม จดุ มงุ่ หมายของการสรา้ งสะพาน คอื ตอ้ งการสรา้ งให้
คนเดนิ ดงั นนั้ หลกั การคอื การสรา้ งสะพานไมก้ เ็ พยี งพอแลว้ แต่ตอ่ มาเมอ่ื หม่บู า้ นเจรญิ ขน้ึ มกี ารปลกู สรา้ งเป็นหมู่บา้ น
ใหญ่ มกี ารตดิ ต่อกนั อยู่เสมอ และมรี ถยนต์แลน่ ผ่านไปขายของแต่ไมส่ ามารถเดนิ ทางระหวา่ งหมบู่ า้ นได้ ดงั นนั้ ชาวบา้ น
จงึ ตอ้ งการใหท้ างราชการมาชว่ ยสรา้ งสะพานเพ่อื ใหร้ ถยนต์แล่น หลกั การกต็ อ้ งสรา้ งสะพานคอนกรตี เพ่อื จะไดใ้ ห้
รถยนตแ์ ล่นผ่านไปได้

กลา่ วไดว้ ่าหลกั การกบั ความมุง่ หมายจะมคี วามสมั พนั ธเ์ ช่อื มโยงกนั
การเป็นนกั เรยี น หลกั การของนกั เรยี น คอื ตงั้ ใจศกึ ษาเล่าเรยี น จุดมุ่งหมายกค็ อื ไดร้ บั ประกาศนยี บตั รหรอื
ปรญิ ญาบตั ร หรอื ไดร้ บั ความรู้และประสบการณ์จากการศกึ ษาเลา่ เรยี น
ผทู้ ม่ี วี ธิ คี ดิ แบบหลกั การและความมุง่ หมาย ยอ่ มปฏบิ ตั งิ านไดส้ าเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดี

6. วิธีคิดแบบคณุ โทษและทางออก เป็นการมองสง่ิ ทงั้ หลายตามความเป็นจรงิ เนน้ การยอมรบั ความจรงิ ตาม
ทส่ี งิ่ นนั้ ๆ เป็นอยทู่ ุกแง่ทกุ ดา้ น ทงั้ ดา้ นดี (เป็นคุณ) ดา้ นเสยี (เป็นโทษ) เม่อื มองเหน็ ทงั้ ดา้ นดดี า้ นเสยี แลว้ ทางออกคอื
อะไร หรอื เป็นอยา่ งไร

ตวั อยา่ ง

จากภาพน้าตก ถา้ คดิ ในแงด่ วี ่า น้าตกมปี ระโยชน์ต่อมนุษย์ มนุษยใ์ ชเ้ ป็นแหล่งท่องเทย่ี ว เล่นน้าอยา่ งมคี วามสขุ
และถา้ กระแสน้าแรงมากกส็ ามารถนามาใชเ้ ป็นพลงั งานไฟฟ้าได้ แต่ถา้ คดิ ในแงเ่ สยี คอื มนี กั ทอ่ งเทย่ี วทไ่ี ปเลน่ น้า
บรเิ วณนนั้ ไดร้ บั อบุ ตั เิ หตถุ กู กระแสน้าเชย่ี วกรากพาไหลกระแทกตกหน้าผาทาใหเ้ สยี ชวี ติ อยูเ่ สมอ

ดงั นนั้ เมอ่ื คดิ ทงั้ สองดา้ น ทงั้ ดา้ นเป็นคณุ และเป็นโทษแลว้ ดา้ นเป็นคุณมมี ากกวา่ และถา้ นกั ทอ่ งเทย่ี วตอ้ งการ
ไปเลน่ น้า ทางออกกค็ อื ตอ้ งเลอื กบรเิ วณทก่ี ระแสน้าไมเ่ ชย่ี วกราก เพอ่ื ป้องกนั ภยั จากอบุ ตั เิ หตุ การพจิ ารณาความคดิ
ดว้ ยวธิ นี ้ยี อ่ มเป็นการใชส้ ตปิ ัญญาทร่ี เู้ ทา่ ทนั ปรบั ตนเองใหเ้ ขา้ กบั สถานการณ์ทม่ี ปี ัญหาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

7. วิธีคิดแบบเป็นอยกู่ บั ปัจจุบนั เป็นวธิ คี ดิ แบบสกดั หรอื บรรเทาตณั หา เป็นขนั้ ฝึกหดั ขดั เกลากเิ ลสหรอื ตดั
ทางไมใ่ หก้ เิ ลสเขา้ มาครอบงาจติ ใจแลว้ ชกั จูงพฤตกิ รรมต่อๆ ไป

คนทม่ี วี ธิ คี ดิ แบบคุณค่าแท้ มกั เป็นคนใชป้ ัญญาพจิ ารณาอย่างรอบคอบ สามารถตดั สนิ ใจไดถ้ กู ตอ้ ง
ตวั อยา่ ง

หญงิ สาวทต่ี อ้ งการเป็นพนักงานตอ้ นรบั บนเครอ่ื งบนิ ถา้ เธอคดิ แบบคุณคา่ แท้ เธอจะสามารถคดิ ไดว้ า่ การทเ่ี ธอ
ตอ้ งการเป็นพนกั งานตอ้ นรบั นัน้ เพราะเธอตอ้ งการแสดงความสามารถทางดา้ นภาษาและมารยาทงามของหญงิ ไทยให้
เป็นทป่ี ระจกั ษ์วา่ หญงิ ไทยมคี วามสามารถ ถงึ แมว้ ่าจะตอ้ งทางานหนกั บรกิ ารลกู คา้ ทกุ ระดบั ตลอดเวลา ตอ้ งเดนิ เสริ ฟ์
อาหารเคร่อื งด่มื วนั ละหลายครงั้ ความคดิ น้จี ดั วา่ เป็นคุณคา่ แท้ แต่ถา้ เธอคดิ ว่าตอ้ งการเป็นพนกั งานตอ้ นรบั บน
เครอ่ื งบนิ นนั้ โกห้ รู มเี ครอ่ื งแบบสวยงาม แตพ่ อไปทางานเขา้ จรงิ ๆ เธอรบั งานหนกั ไมไ่ ด้ การคดิ แบบน้ีเป็นการคดิ แบบ
คุณค่าเทยี ม

8. วิธีคิดแบบอบุ ายปลุกเรา้ คณุ ธรรม หรอื วิธีคิดแบบเร้าคณุ ธรรม (แบบกศุ ลภาวนา) เป็นวธิ คี ดิ ทร่ี จู้ กั
นาเอาประสบการณท์ ผ่ี า่ นมาคดิ ปรุงแต่งไปในทางทด่ี งี าม เป็นประโยชน์ เป็นกุศล เป็นวธิ คี ดิ ในแนวสกดั กนั้ หรอื บรรเทา
และขดั เกลาตณั หา เป็นขอ้ ปฏบิ ตั ริ ะดบั ตน้ ๆ สาหรบั ส่งเสรมิ ความเจรญิ งอกงามแห่งกศุ ลธรรม การคดิ ในทางทเ่ี ป็นกศุ ล
จะชว่ ยใหบ้ ุคคลเกดิ กาลงั ใจทจ่ี ะทางานตามหนา้ ท่ี ทาความดที เ่ี กดิ ประโยชน์อยูเ่ สมอ สง่ ผลตอ่ การแสดงออกมาเป็น
พฤตกิ รรมในการสรา้ งสรรค์

ตวั อยา่ ง

จากภาพเป็นการแสดงความช่นื ชมและใหก้ าลงั ใจแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั หิ น้าทด่ี ว้ ยความเพยี ร พยายาม อดทน สมควรเป็น
แบบอย่างทด่ี ี การใหก้ าลงั ใจสามารถทาไดห้ ลายรปู แบบ เชน่ การประกาศยกยอ่ งใหป้ รากฏ การมองสงิ่ ของเพอ่ื เป็น
ประโยชน์ตอ่ การทางานหรอื การดารงชพี เป็นตน้ ผทู้ ไ่ี ดพ้ บเหน็ เหตุการณ์หรอื การแสดงออกดงั กลา่ ว ยอ่ มเกดิ ความ
รสู้ กึ ตระหนกั รแู้ ละเหน็ ความสาคญั ของการกระทาดี และคดิ อยากจะปฏบิ ตั ติ าม บคุ คลทค่ี ดิ เชน่ นนั้ จดั เป็นผทู้ ม่ี ี
ความคดิ แบบอุบายปลุกเรา้ คณุ ธรรม

9. วิธีคิดแบบเป็นอยกู่ บั ปัจจุบนั ความคดิ ชนดิ ทอ่ี ยู่กบั ปัจจบุ นั เป็นการคดิ ในแนวทางความรหู้ รอื คดิ ดว้ ย
อานาจปัญญา ซงึ่ ไมว่ ่าจะเป็นเร่อื งทเ่ี ป็นอยู่ในขณะน้ี หรอื เป็นเรอ่ื งผ่านไปแลว้ หรอื เป็นเรอ่ื งของกาลภายภาคหนา้
กจ็ ดั เขา้ ในการเป็นอย่กู บั ปัจจบุ นั ทงั้ นนั้

ผทู้ ม่ี วี ธิ คี ดิ แบบน้ีจะมสี ตริ ทู้ นั กระบวนการ มองสภาวะต่างๆ อยู่ตลอดเวลา รจู้ กั ใชป้ ระโยชน์ของบทเรยี นในอดตี
ทาภารกจิ ปัจจุบนั และสามารถวางแผนในอนาคตได้

ตวั อย่าง

กลุ่มเกษตรกรกล่มุ น้ปี รบั ปรงุ วธิ กี ารทางการเกษตรเป็นเกษตรแบบผสม มที งั้ ทานา ทาสวนผกั สวนครวั หลาย
ประเภท พวกเขาพยายามพฒั นาอาชพี ของเขาใหด้ ที ส่ี ดุ เพราะเคยไดร้ บั บทเรยี นในอดตี เคยทานาจานวนหลายรอ้ ยไร่
แต่เม่อื ประสบปัญหาภยั แลง้ ฝนไม่ตกตามฤดกู าล ราคาขา้ วตกตา่ พวกเขาจงึ หนั มาทาการเกษตรแบบผสม ทาใหไ้ ดร้ บั
ผลผลติ พอยงั ชพี พอมพี อกนิ และพวกเขากค็ ดิ วางแผนในอนาคตว่าจะยดึ แนวเกษตรแบบผสมตอ่ ไป แตจ่ ะปรบั ปรุง
วธิ กี ารขายผลผลติ โดยรวมตวั กนั เป็นกลุ่มเกษตรกร เพอ่ื ใหไ้ ดร้ าคาสนิ คา้ ดขี น้ึ กลา่ วไดว้ า่ กลมุ่ เกษตรกรกลมุ่ น้ไี ดร้ บั
บทเรยี นจากอดตี มาเป็นแนวคดิ ในการประกอบอาชพี ในปัจจบุ นั และสามารถวางแผนในอนาคต เพอ่ื ใหไ้ ดร้ าคาผลผลติ
ทางการเกษตรดขี น้ึ

10. วิธีคิดแบบวิภชั ชวาท หรือวิธีคิดแลว้ แสดงออกเป็นวิภชั ชวาท (พดู จาแนก)
วภิ ชั ชวาทไมใ่ ชว่ ธิ คี ดิ โดยตรง แต่เป็นวธิ พี ดู หรอื แสดงหลกั การแหง่ คาสอนแบบหน่ึง อยา่ งไรกต็ ามการคดิ กบั
การพดู เป็นกรรมทใ่ี กลช้ ดิ กนั ทส่ี ุด กอ่ นทจ่ี ะพดู กต็ อ้ งคดิ กอ่ น สง่ิ ทพ่ี ดู ลว้ นสาเรจ็ มาจากความคดิ ทงั้ สน้ิ วธิ คี ดิ แบบ
วภิ ชั ชวาทเป็นวธิ คี ดิ วเิ คราะหใ์ นลกั ษณะต่างๆ ตอ่ ไปน้ี
1) จาแนกสภาวะตา่ งๆ ออกเป็นดา้ นๆ ตามทเ่ี ป็นอยจู่ รงิ แบง่ ออกเป็น 2 วธิ ี คอื

(1) จาแนกไปทลี ะดา้ น ทลี ะประเดน็
(2) จาแนกทลี ะดา้ นจนครบทกุ ประเดน็ แลว้ จงึ จาแนกดา้ นอ่นื ต่อไป
ตวั อยา่ งเช่น เราจะเลอื ก ส.ส.สงั กดั พรรคการเมอื งใดมาเป็นผแู้ ทน กต็ อ้ งคดิ จาแนกรายละเอยี ดของขอ้ มลู
เกย่ี วกบั พรรคทเ่ี ขาสงั กดั นนั้ ในแตล่ ะดา้ น เชน่ ระเบยี บวนิ ยั ความซอ่ื สตั ย์ ผลงานทป่ี รากฏ เป็นตน้ แลว้ จงึ
ตดั สนิ ใจเลอื ก

2) จาแนกโดยส่วนประกอบ เป็นวธิ คี ดิ เชน่ เดยี วกบั แบบแยกแยะส่วนประกอบ
3) จาแนกโดยลาดบั ขณะ เป็นการแยกแยะวเิ คราะหป์ รากฏการณต์ ามลาดบั ความสบื ทอดแห่งเหตปุ ัจจยั ซอย
ออกไปเป็นแตล่ ะขณะๆ ใหม้ องเหน็ ตวั เหตุปัจจยั ทแ่ี ทจ้ รงิ ไมถ่ กู ลวงใหส้ บั สน ตวั อย่างเช่น การประเมนิ สถานการณ์
เหตุการณ์บา้ นเมอื งไทย ดา้ นการเมอื งการปกครอง ดา้ นเศรษฐกจิ ในปัจจบุ นั เป็นตน้
4) จาแนกโดยความสมั พนั ธแ์ หง่ เหตปุ ัจจยั มวี ธิ กี ารคดิ เชน่ เดยี วกบั วธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั
5) แบบจาแนกโดยเงอ่ื นไข

ตวั อยา่ ง นกั เรยี นมาขออนุญาตคณุ ครูของดการเรยี นในชวั่ โมงน้เี พ่อื ซอ้ มเชยี รก์ ฬี าสี คณุ ครจู ะอนุญาตโดยมี
เงอ่ื นไขว่า

• การไปซอ้ มเชยี รน์ นั้ ตอ้ งไม่ส่งเสยี งดงั รบกวนผอู้ น่ื

• การไปซอ้ มเชยี รน์ นั้ จะตอ้ งมหี วั หน้ารบั ผดิ ชอบ

• นักเรยี นตอ้ งทาแบบฝึกหดั สง่ ครภู ายในเวลาทก่ี าหนด
ฯลฯ

6) วภิ ชั ชวาทโดยการตอบปัญหา เป็นการคดิ จาแนกแยกแยะ แลว้ ชแ้ี จงผถู้ ามตามประเดน็ ต่างๆ จนผถู้ าม
เขา้ ใจแจ่มแจง้

ตวั อยา่ ง

คล่นื สนึ ามทิ าลายชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ของคนไทยในบรเิ วณจงั หวดั ภาคใตข้ องไทย เช่น พงั งา ภเู กต็ กระบ่ี ฯลฯ
การตอบปัญหาของผถู้ ามซง่ึ อาจถามมาเป็นประเดน็ ใหญ่ ผตู้ อบสามารถจาแนกแยกแยะเป็นประเดน็ ย่อย แลว้ ตอบ
คาถามตามประเดน็ เพอ่ื ใหผ้ ถู้ ามเขา้ ใจ
ตวั อยา่ งคาถาม

การเกดิ คล่นื สนึ ามทิ าใหเ้ กดิ ความเสยี หายแก่ประเทศไทยอยา่ งไร
การชี้แจงคาถาม เช่น

• คล่นื สนึ ามทิ าความเสยี หายแกบ่ รเิ วณทเ่ี กดิ คอื แถบจงั หวดั พงั งา ตรงั กระบ่ี ภเู กต็ ระนอง

• ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ มหี ลายดา้ น เช่น ดา้ นชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ดา้ นการประกอบอาชพี ดา้ นสขุ ภาพจติ
ดา้ นปัญหาสงั คมทเ่ี กดิ จากเดก็ กาพรา้ บดิ ามารดา หรอื คนชราขาดผอู้ ุปการะเลย้ี งดูเน่อื งจากบตุ รเสยี ชวี ติ

สรปุ ได้วา่ วิธีคิดตามหลกั พทุ ธธรรมหรือวิธคี ิดแบบโยนิโสมนสิการ จดั ไดว้ ่าเป็นการคิดทีใ่ ช้ปัญญา และ
ทาให้ปัญญาเจริญงอกงามยิง่ ข้ึน นาไปสู่การแกป้ ัญหา เป็นทางแห่งความดบั ทกุ ขแ์ ละทาให้เกิดการศึกษา
ต่อไป นบั ได้ว่าเป็นการใช้ความคิดอยา่ งถกู วิธี เป็นส่วนสาคญั ของการศึกษาหรือพฒั นาตนใน ดา้ นการพฒั นา
ปัญญา ทาให้สามารถดาเนินชีวิตไปในทางทีด่ ีงามและพงึ่ พาตนเองได้

ดงั นัน้ ครผู สู้ อนควรจดั การเรียนการสอนทีจ่ ะสง่ เสริมกระตุ้นเรา้ ให้นกั เรียนได้ฝึ กฝนวิธีคิดแบบโยนิโส
มนสิการอยูเ่ สมอ ซึง่ สามารถฝึ กให้นกั เรยี นได้บรู ณาการ วิธีคิดหลายๆ แบบของโยนิโสมนสิการเชือ่ มโยงเข้า
ไปด้วยกนั ได้ ทาให้นกั เรยี นรจู้ กั คิดอยา่ งมีระเบียบ มีสติสมั ปชญั ญะ มองทุกสิง่ ทุกอย่างตามความเป็นจริง
ร้จู กั คน้ หาความจริงก่อนทีจ่ ะตดั สินใจบนพ้นื ฐานของความคิดทีถ่ กู ต้อง ด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
และเมอื่ คิดถกู กย็ ่อมตดั สินใจกระทาการทถี่ กู ต้องได้ประโยชน์อยา่ งแท้จริง

ที่มา : สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์ และคณะ. (2550) พฒั นาทกั ษะการคิด...พิชิตการสอน : กรุงเทพฯ : โรงพมิ พเ์ ลยี่ งเชยี ง.

เอกสำรประกอบกำรสอน (เอ้อื สนุ ทรสนาน)

เพลง โลกหมุนเวยี น

คาร้อง เวส สุนทรจามร / ทานอง แกว้ อจั ฉริยะกลุ

อนั ความหมนุ เวยี นผลดั เปลย่ี นทใ่ี นโลกเรา
ทงั้ เขาทงั้ เรากค็ งจะเหน็ ทวั่ กนั ไมเ่ ทย่ี งไมแ่ ทป้ รวนแปรทกุ วนั
ต่างเปลย่ี นแปรผนั ยงิ่ นานนับวนั มากหน

โลกเราทกุ วนั ผลดั เปลย่ี นแปรผนั ง่ายดาย
ทงั้ หญงิ ทงั้ ชายกม็ ดี รี า้ ยเจอื ปน แตก่ อ่ นเศรษฐเี ดยี๋ วน้ีซจิ น
ผลดั เปลย่ี นเวยี นวนจะแน่ไฉนกบั โชคโลกเรา

โลกเราน่ีกเ็ หมอื นเวทที ก่ี วา้ งใหญ่
เราเกดิ มาเพอ่ื ใชก้ รรมเกา่ ตา่ งมกี รรมทกุ ผทู้ กุ หมเู่ หล่า
เพราะวา่ เขากบั เราเกดิ มาแสดงละครกนั

ละครของโลกมโี ศกมที กุ ขส์ ขุ ปน
คลุกเคลา้ ระคนชวั่ ดเี จด็ หนปนกนั อยอู่ ยกู่ ร็ า้ ยแลว้ หายไปพลนั
กลบั เปลย่ี นแปรผนั ความดเี ลวนัน้ ช่างกลบั ช่างกลาย

โลกเราผนั แปรเกดิ แกเ่ จบ็ ตายวา่ ยวน
คนเราทกุ คนไมม่ ใี ครพน้ ความตาย เมอ่ื เกดิ มาแลว้ ไมแ่ คลว้ สกั ราย
บทบาทสุดทา้ ยไม่มแี คลว้ ตายเพ่อื นเอย๋

เป็นคนทงั้ ทรี บี ก่อความดใี หส้ ม
ทุกทุกสงั คมจะไดน้ ิยมชมเชย เม่อื พลาดเพลย่ี งพล้าอยา่ ซ้านกั เลย
ไมช่ ว่ ยกเ็ ฉยโปรดเถดิ อยา่ เยย้ ผอ่ นหนกั ผ่อนเบา

ชพี ยงั อยใู่ หเ้ ขาชน่ื ชปู ระเสรฐิ กวา่
ไยจะมาอจิ ฉากนั เลา่ อย่าเป็นคนเสยี ทที เ่ี กดิ เปลา่
เพราะวา่ เขากบั เราไมว่ ายใกลต้ ายทกุ เวลา

อนั ชวี ติ ยงั จะฝากจะฝังอะไร
ครนั้ ถงึ ตายไปโลกเราจะไดบ้ ชู า ดว้ ยเหตฉุ ะนค้ี วามดนี านา
อตุ ส่าหใ์ ฝ่หาประเสรฐิ หนกั หนายง่ิ กวา่ อะไร

เอกสำรประกอบกำรสอน (18 กะรตั )

เพลง ใจประสานใจ

คาร้อง / ทานอง มนตรี ผลพนั ธิน

** มองแววตาทุกคน เป่ียมสุขลน้ ระคนสขุ สนั ต์
ยม้ิ แยม้ เขา้ ใจกนั ตาสบประสาน ไมตรฉี ายมา
ดวงฤทยั ทุกดวง ถ่วงดว้ ยรกั และแรงศรทั ธา
ปรารถนาในสง่ิ เดยี วกนั

ความคลางแคลงหายไป โลกสดใสคนื มาอกี ครา
ฟ้าหลงั ฝนงามตา ความมดื โรยรา มลายหายพลนั
มแี ตค่ วามเขา้ ใจ อนุ่ ไอรกั ไมตรตี อ่ กนั
ผ่านมานนั้ ลมื มนั ลบไป

รอ้ งเถดิ รอ้ งเพลงกนั ประสานรอยรกั ในใจ
ลบรอยรา้ วภายในอุรา
รอ้ งเถดิ รอ้ งเพลงกนั จบั มอื กนั ไวด้ กี ว่า
หนั หนา้ มาเขา้ ใจกนั

อนั คนเราทุกคน ตา่ งเกดิ มาควรพาพง่ึ กนั
มไี มตรสี มั พนั ธ์ โลกนนั้ สดใส
จงมารวมพลงั ร่วมสรา้ งสรรคจ์ รรโลงฤทยั
จบั มอื กนั เดนิ กา้ วไป มงุ่ ส่จู ดุ หมาย อนาคตเรา
(ยอ้ น ** จนถงึ ..ผา่ นมานนั้ ลมื มนั ลบไป..)

ใบงำนท่ี 22.1 เรือ่ ง ช่วยกนั คิด

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นดภู าพ แลว้ วเิ คราะหแ์ ละตอบคาถาม
ภาพที่ 1

ภาพน้าท่วมหนัก
ที่มา : www.dektube.com

1. นกั เรยี นคดิ วา่ สาเหตทุ แ่ี ทจ้ รงิ ทท่ี าใหเ้ กดิ ปัญหาในภาพน้คี อื อะไร โดยใชว้ ธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั

2. นกั เรยี นคดิ วา่ จะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดทจ่ี ะนาไปส่กู ารแกไ้ ขปัญหา ยกตวั อยา่ งประกอบ

3. นักเรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี

ภาพท่ี 2

ภาพนกั เรยี น ม.ปลาย กาลงั ตงั้ ใจเรยี น

ท่ีมา : www.krukaroon.blogspot.com

1. นกั เรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณาภาพน้ี จงยกตวั อยา่ งประกอบ

2. การคดิ โดยใชว้ ธิ ดี งั กล่าว จะสง่ ผลดอี ย่างไร

3. นกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี

ภาพที่ 3

ภาพฟารม์ เลย้ี งสุกร เลย้ี งโค เลย้ี งไก่
ที่มา : www.chaoprayanews.com

1. นักเรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณทาม่ี ภาา..พ..น...้ี .จ..ง..ย..ก...ต..วั..อ..ย..า่..ง..ป..ร..ะ..ก..อ...บ.....................
2. นกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรกบั การวเิ คราะหภ์ าพน้ี
3. นักเรยี นจะนาขอ้ คดิ ดงั กลา่ วไปประยุกตใ์ ชใ้ นเร่อื งใดไดบ้ า้ ง

ภาพที่ 4

ภาพคนกาลงั ประทว้ งเกดิ การชลุ มุนวุ่นวาย
ท่ีมา : www.thaimuslim.com/view.php?c=6&id=9632

1. นักเรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณาภาพน้ี จงยกตวั อยา่ งประกอบ
2. นักเรยี นไดข้ อ้ คดิ อยา่ งไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี
3. นักเรยี นจะนาขอ้ คดิ ดงั กลา่ วไปประยุกต์ใชใ้ นเร่อื งใดไดบ้ า้ ง

ใบงำนที่ 22.1 เรื่อง ช่วยกนั คิด เฉลย

คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นดภู าพ แลว้ วเิ คราะหแ์ ละตอบคาถาม
ภาพที่ 1

ภาพน้าท่วมหนัก
ท่ีมา : www.dektube.com

1. นกั เรยี นคดิ วา่ สาเหตทุ แ่ี ทจ้ รงิ ทท่ี าใหเ้ กดิ ปัญหาในภาพน้คี อื อะไร โดยใชว้ ธิ คี ดิ แบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั

2. นักเรยี นคดิ ว่า จะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดทจ่ี ะนาไปส่กู ารแกไ้ ขปัญหา ยกตวั อยา่ งประกอบ

3. นกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

ภาพที่ 2

ภาพนกั เรยี น ม.ปลาย กาลงั ตงั้ ใจเรยี น

ที่มา : www.krukaroon.blogspot.com

1. นักเรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณาภาพน้ี จงยกตวั อย่างประกอบ

2. การคดิ โดยใชว้ ธิ ดี งั กล่าว จะส่งผลดอี ยา่ งไร

3. นกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

ภาพท่ี 3

ภาพฟารม์ เลย้ี งสุกร เลย้ี งโค เลย้ี งไก่
ที่มา : www.chaoprayanews.com

1. นกั เรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณทาม่ี ภาา..พ...น..้ี.จ..ง..ย..ก...ต..วั..อ..ย..า่..ง..ป...ร.ะ..ก..อ...บ.....................
2. นกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อย่างไรกบั การวเิ คราะหภ์ าพน้ี
3. นักเรยี นจะนาขอ้ คดิ ดงั กลา่ วไปประยุกต์ใชใ้ นเร่อื งใดไดบ้ า้ ง

(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

ภาพที่ 4

ภาพคนกาลงั ประทว้ งเกดิ การชุลมุนวนุ่ วาย
ที่มา : www.thaimuslim.com/view.php?c=6&id=9632

1. นักเรยี นจะใชว้ ธิ คี ดิ แบบใดในการพจิ ารณาภาพน้ี จงยกตวั อยา่ งประกอบ
2. นักเรยี นไดข้ อ้ คดิ อยา่ งไรจากการวเิ คราะหภ์ าพน้ี
3. นักเรยี นจะนาขอ้ คดิ ดงั กลา่ วไปประยกุ ต์ใชใ้ นเรอ่ื งใดไดบ้ า้ ง

(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 เน้อื หาละเอยี ดชดั เจน
2 ความถกู ตอ้ งของเน้อื หา
3 ภาษาทใ่ี ชเ้ ขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางสว่ น ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล

คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี ชื่อ-สกลุ ความตงั้ ใจ ความ การตรงต่อ ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ในการ รบั ผิดชอบ เวลา สะอาด ของงาน 20
ทางาน เรียบร้อย คะแนน
ประเมิน 4321 4321 4321 4321
4321

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ


Click to View FlipBook Version