แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุม่
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
การแสดง การทางาน การมี
ความ ตามท่ีได้รบั
ลาดบั ที่ ชื่อ-สกลุ คิดเหน็ การยอมรบั มอบหมาย ความมีน้าใจ ส่วนร่วมใน รวม
ของผ้รู บั การ ฟังคนอ่ืน การปรบั ปรงุ 20
ประเมิน ผลงานกลุ่ม คะแนน
43214321432143214321
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชมุ ชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชมุ ชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนบั ถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณีย
กจิ
พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี ูกตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี กู ต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทตี่ นให้ไวก้ บั เพ่อื น พอ่ แม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซอ่ื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไี่ มถ่ กู ต้อง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพอ่ื นดา้ นความซ่อื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทดี่ ี
4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ ่างๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ
4.3 สรุปความรูไ้ ดอ้ ยา่ งมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอย่างประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดูแลอยา่ ง
ดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ น่ื และไมท่ าใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ ่นื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ต่อ)
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ น่ื ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุม่ เท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณคา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ช่วยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสง่ิ ทด่ี งี ามตามสถานการณท์ เี่ กดิ ขน้ึ
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ่ี 23 พระพุทธศาสนากบั การแกป้ ัญหาสงั คมไทย
เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การแกป้ ัญหาสงั คมไทยอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมนนั้ จะตอ้ งวเิ คราะหส์ าเหตุทแ่ี ทจ้ รงิ ของปัญหา และหาแนวทางแกป้ ัญหา
อยา่ งถกู ตอ้ งตามหลกั พระพุทธศาสนา
2. ตวั ชี้วดั /จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/22 เสนอแนวทางการจดั กจิ กรรมความร่วมมอื ของทุกศาสนาในการแกป้ ัญหาและพฒั นาสงั คม
2.24จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1) วเิ คราะหส์ าเหตุของปัญหาสงั คมไทยได้
2) เสนอแนวทางแกป้ ัญหาสงั คมไทยตามหลกั การของพระพุทธศาสนาได้
3. สาระการเรียนรู้
3.23สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- สภาพปัญหาในชมุ ชนและสงั คม
3.2 สาระการเรียนร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
4.1 ความสามารถในการสือ่ สาร
4.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มูล
2) ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
3) ทกั ษะการคดิ แกป้ ัญหา
4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนแบบแกป้ ัญหา
นกั เรยี นสวดมนตบ์ ชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น
นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 8 เรอื่ ง พระพทุ ธศาสนากบั การแกป้ ัญหาและการพฒั นา
ขนั้ ที่ 1 กาหนดปัญหา คาถามกระตุ้นความคิด
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : — นกั เรยี นคิดวา่ ปัญหาสาคญั ทส่ี ดุ ในสงั คมไทย
คอื อะไร อธิบายเหตผุ ล
4. ครูใหน้ ักเรยี นช่วยกนั เสนอปัญหาสาคญั ทเ่ี กิดขน้ึ ในสงั คมไทย
ซ่งึ นักเรยี นสามารถนาเสนอไดอ้ ยา่ งหลากหลาย เช่น (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ น
- ปัญหาความวุ่นวายทางการเมอื ง ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
- ปัญหาเศรษฐกจิ ตกต่า
- ปัญหาคนขาดคุณธรรมหรอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของ
พระพุทธศาสนา
ฯลฯ
5. ครใู หน้ ักเรยี นชว่ ยกนั เลอื กปัญหาทค่ี ดิ ว่าเป็นปัญหาสาคญั ทส่ี ่งผล
กระทบตอ่ การดาเนินชวี ติ ของคนไทยมากทส่ี ุด เช่น ปัญหาคน
ขาดคุณธรรม หรอื คนไม่ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของ
พระพทุ ธศาสนา เป็นตน้
6. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ ที่ 2 ตงั้ สมมติฐาน คาถามกระตุ้นความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : — นักเรียนคิดว่า สาเหตุของปญั หาใน
สงั คมไทยท่ีสาคญั ท่ีสุดคืออะไร อธิบาย
1. ครูใหน้ ักเรยี นลองตงั้ สมมตฐิ าน เพอ่ื เป็นการคาดคะเนคาตอบซ่งึ เหตุผล
เป็นสาเหตุของปัญหา เช่น ปัญหาสงั คมไทยในปัจจุบนั เกดิ จาก
การขาดคณุ ธรรม หรอื ไม่ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
พระพทุ ธศาสนา ดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
2. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
ขนั้ ที่ 3 วางแผนแกป้ ัญหา หรอื ตรวจสอบสมมตฐิ าน คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6 นกั เรยี นสามารถเกบ็ รวบรวมข้อมลู เกยี่ วกบั
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ ปัญหาสงั คม และสาเหตขุ องปัญหาโดยใชว้ ิธี
3. แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ ใดบ้าง
1. นักเรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 6 คน ตามความสมคั รใจ แลว้ ใหแ้ ตล่ ะ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
กลุ่มร่วมกนั วางแผนหรอื ออกแบบวธิ กี ารหาคาตอบจากสมมตฐิ าน ดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ทตี่ งั้ ไว้ เช่น
- การศกึ ษาจากหนงั สอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และ คาถามกระตุ้นความคิด
แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ นักเรียนได้ขอ้ มลู เพอื่ หาสาเหตขุ องปัญหา
- การสมั ภาษณบ์ ุคคล
- การทาแบบสอบถาม สงั คมแล้ว ควรปฏิบตั ิอยา่ งไรกบั ข้อมูลนนั้
โดยครูเป็นผูแ้ นะนานกั เรยี นในการเกบ็ ขอ้ มลู อย่างถกู ตอ้ ง (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ น
ดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
คาถามกระต้นุ ความคิด
ขนั้ ท่ี 4 เกบ็ และรวบรวมขอ้ มูล (ขนั้ ที่4-6 ทากจิ กรรมนอกหอ้ งเรยี น) นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการแกป้ ัญหา
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6 สงั คมไทยได้อย่างไรบ้าง
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
3. แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ ดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มช่วยกนั เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตามทว่ี างแผนไว้
อย่างเป็นระบบ จากหนังสอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และ
แหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ
2. นักเรยี นนาขอ้ มูลทร่ี วบรวมมาไดแ้ ลว้ มาประเมนิ ความถูกตอ้ ง
ของขอ้ มลู
3. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 5 วิเคราะหข์ อ้ มลู และทดสอบสมมติฐาน
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : —
สมาชกิ แต่ละกลุ่มร่วมกนั วเิ คราะหข์ อ้ มูลทไี่ ดม้ าเพ่อื ตรวจสอบ
สมมตฐิ านวา่ เป็นไปตามทกี่ าหนดหรอื ไม่ เช่น
- มขี อ้ มลู จากการกรอกแบบสอบถามทแี่ สดงวา่ ปัญหาสงั คมไทยใน
ปัจจุบนั เกดิ จากการขาดคุณธรรมหรอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรม
ของพระพุทธศาสนา
ขนั้ ท่ี 6 สรปุ ผล
สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้ : —
1. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มนาขอ้ มูลท่ีไดม้ าสรปุ ผล พรอ้ มเสนอแนะ แนว
ทางการแกป้ ัญหา เชน่
- รณรงคใ์ หส้ มาชกิ ในสงั คมไทยปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของ
พระพุทธศาสนาอยา่ งเครง่ ครดั
2. นกั เรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 8 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 8 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 สือ่ การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
(1) สุชพี ปุญญานุภาพ. (2540). คณุ ลกั ษณะพิเศษแห่งพระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร :
เกษมบรรณากจิ .
(2) เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. (2541). คิดเป็นทาเป็นตามแนวพทุ ธธรรม. กรงุ เทพมหานคร :
บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ จากดั .
(3) ญาณสงั วร, สมเดจ็ พระ (เจรญิ สุวฑฺฒโน). (2526). หลกั พระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
ประกายพรกึ .
(4) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : เอ.ไอ.เอ
(เครอื นาทอง).
8.2 แหลง่ การเรียนรู้
แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
- http://www.wasamrong.com/tamma3.htm
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี ชื่อ-สกลุ ความตงั้ ใจ ความ การตรงต่อ ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ในการ รบั ผิดชอบ เวลา สะอาด ของงาน 20
ทางาน เรียบร้อย คะแนน
ประเมิน 4321 4321 4321 4321
4321
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผ้รู บั การ รว่ มมือกนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม
43214321432143214321
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซื่อสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ น่ื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรยี นรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ชน่ื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อย่างทดี่ ขี องศาสนกิ ชน
1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี กจิ
พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถี่ กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นใหไ้ วก้ บั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทด่ี ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไี่ มถ่ ูกตอ้ ง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพ่อื นดา้ นความซ่อื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดูแลอย่างดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอย่างประหยดั คมุ้ ค่า และเก็บรกั ษาดูแลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ น่ื และไมท่ าใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ทา่ ทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ น่ื ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณคา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
7.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซ่อื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไี่ ม่ถกู ตอ้ ง
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ชว่ ยทา แบง่ ปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ
พรอ้ มช่วยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสงิ่ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 24 พระพทุ ธศาสนากบั การพฒั นาแบบยงั่ ยนื
เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การพฒั นาสงั คมตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา เน้นการพฒั นาตนเป็นหลกั จะสง่ ผลตอ่ การพฒั นาสงั คมอย่างยงั่ ยนื
2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/22 เสนอแนวทางการจดั กจิ กรรมความรว่ มมอื ของทุกศาสนาในการแกป้ ัญหาและพฒั นาสงั คม
2.25จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
- วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนากบั แนวทางการพฒั นาสงั คมแบบยงั่ ยนื ได้
3. สาระการเรยี นรู้
3.24สาระการเรียนร้แู กนกลาง
- สภาพปัญหาในชมุ ชนและสงั คม
3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
4.1 ความสามารถในการสือ่ สาร
4.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มูล
2) ทกั ษะการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรียนรู้
วิธีสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
นกั เรยี นสวดมนตบ์ ูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี นทุกชวั่ โมง
ขนั้ ที่ 1 ทบทวนความร้เู ดิม คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : — นกั เรยี นเคยปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมของ
พระพทุ ธศาสนาอย่างไรบา้ ง และผลของการ
7. ครูทบทวนความรูเ้ ดมิ ของนกั เรยี นเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ นตาม ปฏิบตั ิเป็นอยา่ งไร
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาและผลของการปฏบิ ตั ทิ มี่ ผี ลดี
ต่อตนเองและสงั คม (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
ดุลยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
8. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 2 แสวงหาความร้ใู หม่ คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6 หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาที่มีผลต่อการ
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ พฒั นาแบบยงั่ ยืน ได้แกห่ ลกั ธรรมใดบ้าง
3. แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
(หลกั อรยิ สจั อทิ ธบิ าท ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์
3. นักเรยี นกลมุ่ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) รว่ มกนั ศกึ ษา อตั ถะ)
ความรูเ้ กยี่ วกบั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาสาหรบั การพฒั นา
แบบยงั่ ยนื จากหนังสอื เรยี น หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และ
แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ไ่ี ดล้ งในแบบบนั ทกึ
การอา่ น
4. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
ขนั้ ที่ 3 ศึกษาทาความเขา้ ใจข้อมลู /ความร้ใู หม่ และเช่ือมโยงความร้ใู หมก่ บั ความรเู้ ดิม
ส่อื การเรยี นรู้ : ใบงานที่ 24.1 คาถามกระตุ้นความคิด
3. สมาชกิ แต่ละคนในกลุ่มทาความเขา้ ใจหลกั ธรรมทาง หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนามผี ลต่อการ
พฒั นาที่ยงั่ ยนื อยา่ งไรบ้าง
พระพทุ ธศาสนาสาหรบั การพฒั นาแบบยงั่ ยนื ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
1) ความหมายของการพฒั นาแบบยงั่ ยนื ดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
2) การพฒั นาตนในทางพระพทุ ธศาสนา
- พฒั นากาย - พฒั นาศลี
- พฒั นาจติ - พฒั นาปัญญา
3) หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาทม่ี ผี ลต่อการพฒั นาแบบยงั่ ยนื
4. สมาชกิ ในกลมุ่ จบั คู่กนั เป็น 3 คู่ ใหแ้ ต่ละคู่ช่วยกนั ทาใบงานท่ี
24.1 เรอ่ื ง พระพทุ ธศาสนากบั การพฒั นาแบบยงั่ ยนื
5. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 4 แลกเปลย่ี นความร้คู วามเขา้ ใจกบั กล่มุ คาถามกระตุ้นความคิด
สอ่ื การเรยี นรู้ : ใบงานท่ี 24.1 นักเรียนเคยพบกล่มุ บคุ คลใดที่ปฏิบตั ิตน
ตามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา แล้ว
4. สมาชกิ แต่ละคู่ผลดั กนั เล่าผลงานในใบงานท่ี 24.1 ของตนใหเ้ พอ่ื น สง่ ผลต่อการพฒั นาแบบยงั่ ยนื จงยกตวั อยา่ ง
คอู่ น่ื ฟัง
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
5. ครแู ละนกั เรยี นช่วยกนั เฉลยคาตอบในใบงานท่ี 24.1 ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
6. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ ที่ 5 สรปุ และจดั ระเบียบความรู้
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มสรปุ ความรูเ้ กยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนากบั การพฒั นา
แบบยงั่ ยนื
• ครมู อบหมายให้นกั เรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกนั เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ เร่อื ง พระพทุ ธศาสนากบั การแกป้ ัญหา
และการพฒั นาแบบยงั่ ยนื โดยใหค้ รอบคลุมประเดน็ ตามทกี่ าหนด ดงั น้ี
1) การวเิ คราะหป์ ัญหาสงั คมไทยและสาเหตขุ องปัญหา
2) การเสนอแนวทางการจดั กจิ กรรมความรว่ มมอื ของพระพุทธศาสนาเพอื่ พฒั นาสงั คม
3) การวเิ คราะหห์ ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทมี่ ผี ลต่อการแกป้ ัญหาและการพฒั นาแบบยงั่ ยนื
ขนั้ ที่ 6 ปฏิบตั ิและ/หรือแสดงผลงาน คาถามกระต้นุ ความคิด
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : — นักเรียนจะมีสว่ นรว่ มในการพฒั นาสงั คม
แบบยงั่ ยืนอย่างไร และต้องปฏิบตั ิตนตาม
3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลงานท่ีหนา้ หลกั ธรรมใด จงยกตวั อยา่ งประกอบ
ชนั้ เรยี น โดยครูเป็นผูต้ รวจสอบความถกู ตอ้ ง
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
4. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ ดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ขนั้ ท่ี 7 ประยุกตใ์ ช้ความรู้
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นนาความรูท้ ไี่ ดร้ บั ไปประยกุ ต์ปฏบิ ตั ิ
ในการดาเนินชวี ติ
นักเรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 8 เรอื่ ง พระพทุ ธศาสนากบั การแก้ปัญหาและการพฒั นา
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑ์
ตรวจใบงานที่ 24.1 ใบงานท่ี 24.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอา่ น ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 8 แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 8 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจบทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง พระพทุ ธศาสนากบั แบบประเมนิ บทความเชงิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
การแกป้ ัญหาและการพฒั นาแบบยงั่ ยนื พระพุทธศาสนากบั การแกป้ ัญหาและการพฒั นา
แบบยงั่ ยนื
8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
(1) สชุ พี ปญุ ญานุภาพ. (2540). คณุ ลกั ษณะพิเศษแห่งพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
เกษมบรรณากจิ .
(2) เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. (2541). คิดเป็นทาเป็นตามแนวพทุ ธธรรม. กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ จากดั .
(3) ญาณสงั วร, สมเดจ็ พระ (เจรญิ สวุ ฑฺฒโน). (2526). หลกั พระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
ประกายพรกึ .
(4) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : เอ.ไอ.เอ
(เครอื นาทอง).
3) ใบงานท่ี 24.1 เร่อื ง พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาแบบยงั่ ยนื
8.2 แหล่งการเรียนรู้
แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
- http://mediacenter.mou.ac.th/data/caipyo/mg/web/summana/p.2.php
กำรประเมินช้ินงำน/ภำระงำน (รวบยอด)
แบบประเมินบทความเชิงวิเคราะห์
เร่ือง พระพทุ ธศาสนากบั การแกป้ ัญหาและการพฒั นาแบบยงั่ ยนื
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การวเิ คราะหป์ ัญหาสงั คมไทยและสาเหตขุ องปัญหา
2 การเสนอแนวทางการจดั กจิ กรรมความร่วมมอื ของ
พระพทุ ธศาสนาเพอ่ื พฒั นาสงั คม
การวเิ คราะหห์ ลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทม่ี ผี ล
3 ตอ่
การแกป้ ัญหาและการพฒั นาแบบยงั่ ยนื
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4
3
ดมี าก = 2
ดี = 1
พอใช้ =
ปรบั ปรงุ =
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11 - 12 ดมี าก
9 - 10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ากว่า 6 ปรบั ปรุง
ใบงำนท่ี 24.1 เรื่อง พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาแบบยงั่ ยืน
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะหข์ อ้ มลู แลว้ ตอบคาถาม
เยาวชนเกษตรอินทรียพ์ ฒั นาชมุ ชน
น.ส.เพญ็ รุง่ กวรี ตั น์ธารง ผอ.โรงเรยี นบา้ นหนองเจ๊กสรอ้ ย ต.เขาวงกต อ.แกง่ หางแมว จ.จนั ทบรุ ี กล่าวว่า
โรงเรยี นร่วมกบั ภาคประชาชน อบต.เขาวงกต โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลเขาวงกต จดั ทาโครงการ
"ร่วมสรา้ งหมบู่ า้ นพอเพยี ง เพ่อื รากฐานสขุ ภาพทย่ี งั่ ยนื หมู่บา้ นลานทอง" เพ่อื นอ้ มนาแนวคดิ หลกั เศรษฐกจิ
พอเพยี งมาพฒั นาชมุ ชนโดยไดร้ บั การสนบั สนุนจาก สสส.เน่ืองจากเป็นโรงเรยี นขยายโอกาส จงึ มนี กั เรยี นสว่ น
หนึ่งทไ่ี ม่ไดศ้ กึ ษาตอ่ ตอ้ งออกไปช่วยเหลอื ครอบครวั ซงึ่ การใหเ้ ดก็ ๆ ไดม้ าเรยี นรกู้ ารเกษตรอนิ ทรยี ์ จะเป็น
พน้ื ฐานใหเ้ ขม้ แขง็ ในการประกอบอาชพี พง่ึ ตนเองได้
"นอกจาก 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรแู้ ลว้ กจิ กรรมเยาวชนเกษตรอนิ ทรยี ว์ ถิ พี อเพยี งบนความยงั่ ยนื ทาให้
เดก็ ๆ ไดล้ องปลกู ผกั ปลอดสารพษิ ผลติ ของใชใ้ นครวั เรอื นจากสมนุ ไพรใกลต้ วั เป็นตน้ ทงั้ ตอ่ ยอดแนวคดิ เกดิ
เป็นกจิ กรรม "ธนาคารคนชา่ งเกบ็ " และ "ตลาดนดั คนรกั ษโ์ ลก" เพอ่ื ใหเ้ ดก็ เหน็ คุณคา่ ของการรกั ษาสงิ่ แวดลอ้ ม
ดว้ ยการคดั แยกขยะ โดยสง่ิ ทส่ี ามารถรไี ซเคลิ ไดก้ น็ ามาขายสรา้ งรายไดด้ ว้ ย
ที่มา : ข่าวสดรายวนั วนั ที่ 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2554 ปีท่ี 21 ฉบบั ที่ 7676
1. การกระทาของบุคคลหรอื กลมุ่ บคุ คลดงั กล่าวสอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาอยา่ งไรบา้ ง จงยกตวั อยา่ ง
ขา่ ว
2. ผลของการกระทาสง่ ผลตอ่ การพฒั นาแบบยงั่ ยนื อยา่ งไร จงยกตวั อย่าง
กฟผ.ร่วมกบั กลุม่ เกษตรกรทานา อ.ฆ้องชยั
จดั โครงการชุมชนเกษตรกรอินทรยี .์ . วิถี เพือ่ การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยืน
การไฟฟ้าฝ่ายผลติ แหง่ ประเทศไทย ร่วมกบั กลมุ่ เกษตรกรทานาดว้ ยระบบเกษตรอนิ ทรยี ์ อาเภอฆอ้ งชยั
จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ จานวน 48 กลุ่ม จดั โครงการ ชุมชนเกษตรอนิ ทรยี ์ ชวี วถิ ี เพอ่ื การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื เพอ่ื ลด
ตน้ ทนุ เพมิ่ ผลผลติ การทานา
เมอ่ื เชา้ วนั น้ี 21 พฤศจกิ ายน 2554 เวลา 09.00 น. ทห่ี อประชุมอาเภอฆอ้ งชยั จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ดร.ครุ ุจติ
นาครทพั รองปลดั กระทรวงพลงั งาน เป็นประธานเปิดการปฐมนเิ ทศเกษตรกร โครงการ ชมุ ชนเกษตรอนิ ทรยี ์ ชวี
วถิ ี เพอ่ื การพฒั นาอย่างยงั่ ยนื ซง่ึ การไฟฟ้าฝ่ายผลติ แห่งประเทศไทย รว่ มกบั กลุ่มเกษตรกรทานาดว้ ยระบบ
เกษตรอนิ ทรยี ์ อาเภอฆอ้ งชยั จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ จานวน 48 กลมุ่ รว่ มกนั จดั ขน้ึ เพ่อื ดาเนนิ การตามหลกั ปรชั ญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งขององคพ์ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั โดยเนน้ ใหเ้ กษตรกรพง่ึ พาตนเองเป็นหลกั และใช้
ทรพั ยากรการเกษตรทม่ี อี ยใู่ หเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดดว้ ยการจดั อบรมองคค์ วามรเู้ ร่อื งการทานาเกษตรอนิ ทรยี ใ์ ห้
เกษตรกรเพอ่ื ลดตน้ ทนุ การใชป้ ๋ ยุ เคมแี ละยาปราบศตั รูพชื ผสมผสานกบั ภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นทม่ี อี ยู่ดงั้ เดมิ มี
หลกั การสาคญั คอื สรา้ งตน้ แบบทดลองการปฏบิ ตั ใิ นเชงิ ประจกั ษ์ จากกลุม่ เครอื ขา่ ยอาสาสมคั รและผนู้ าชุมชน
เรมิ่ ตน้ จากเกษตรกร 5 ตาบล ในพน้ื ทอ่ี าเภอฆอ้ งชยั จานวน 500 ราย ใชพ้ น้ื ทแ่ี ปลงนาเป็นแปลงสาธติ เกษตร
อนิ ทรยี ์ คนละ 2 ไร่ รวม 1,000 ไร่ ใหเ้ ป็นโครงการนาร่องเรยี นรจู้ ากการอบรมองคค์ วามรแู้ ละนาไปปฏบิ ตั จิ รงิ
1. การกระทาของบคุ คลหรอื กลุ่มบคุ คลดงั กล่าวสอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสทน่ีมาาอย: ่าhงttไpร:/บ/thา้ aงinจeงwยs.กpตrdวั.gอoย.tา่hง
2. ผลของการกระทาส่งผลต่อการพฒั นาแบบยงั่ ยนื อยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง
ขา่ ว
ใบงำนที่ 24.1 เรื่อง พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาแบบยงั่ ยืน เฉลย
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะหข์ อ้ มลู แลว้ ตอบคาถาม
เยาวชนเกษตรอินทรียพ์ ฒั นาชมุ ชน
น.ส.เพญ็ รุ่ง กวรี ตั น์ธารง ผอ.โรงเรยี นบา้ นหนองเจก๊ สรอ้ ย ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จนั ทบุรี กลา่ วว่า
โรงเรยี นร่วมกบั ภาคประชาชน อบต.เขาวงกต โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลเขาวงกต จดั ทาโครงการ
"ร่วมสรา้ งหมบู่ า้ นพอเพยี ง เพ่อื รากฐานสขุ ภาพทย่ี งั่ ยนื หมู่บา้ นลานทอง" เพอ่ื นอ้ มนาแนวคดิ หลกั เศรษฐกจิ
พอเพยี งมาพฒั นาชมุ ชนโดยไดร้ บั การสนับสนุนจาก สสส.เน่ืองจากเป็นโรงเรยี นขยายโอกาส จงึ มนี กั เรยี นส่วน
หนง่ึ ทไ่ี มไ่ ดศ้ กึ ษาตอ่ ตอ้ งออกไปชว่ ยเหลอื ครอบครวั ซง่ึ การใหเ้ ดก็ ๆ ไดม้ าเรยี นรกู้ ารเกษตรอนิ ทรยี ์ จะเป็น
พน้ื ฐานใหเ้ ขม้ แขง็ ในการประกอบอาชพี พง่ึ ตนเองได้
"นอกจาก 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรแู้ ลว้ กจิ กรรมเยาวชนเกษตรอนิ ทรยี ว์ ถิ พี อเพยี งบนความยงั่ ยนื ทาให้
เดก็ ๆ ไดล้ องปลูกผกั ปลอดสารพษิ ผลติ ของใชใ้ นครวั เรอื นจากสมุนไพรใกลต้ วั เป็นตน้ ทงั้ ตอ่ ยอดแนวคดิ เกดิ
เป็นกจิ กรรม "ธนาคารคนชา่ งเกบ็ " และ "ตลาดนดั คนรกั ษ์โลก" เพอ่ื ใหเ้ ดก็ เหน็ คุณค่าของการรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ ม
ดว้ ยการคดั แยกขยะ โดยสงิ่ ทส่ี ามารถรไี ซเคลิ ไดก้ น็ ามาขายสรา้ งรายไดด้ ว้ ย
ท่ีมา : ขา่ วสดรายวนั วนั ที่ 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2554 ปีท่ี 21 ฉบบั ที่ 7676
1. การกระทาของบุคคลหรอื กลมุ่ บคุ คลดงั กลา่ วสอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาอยา่ งไรบา้ ง จงยกตวั อยา่ ง
ขา่ ว
2. ผลของการกระทาส่งผลตอ่ การพฒั นาแบบยงั่ ยนื อย่างไร จงยกตวั อยา่ ง
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
กฟผ.รว่ มกบั กลมุ่ เกษตรกรทานา อ.ฆอ้ งชยั
จดั โครงการชุมชนเกษตรกรอินทรยี .์ . วิถี เพื่อการพฒั นาอยา่ งยงั่ ยืน
การไฟฟ้าฝ่ายผลติ แหง่ ประเทศไทย รว่ มกบั กลุม่ เกษตรกรทานาดว้ ยระบบเกษตรอนิ ทรยี ์ อาเภอฆอ้ งชยั
จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ จานวน 48 กลุ่ม จดั โครงการ ชมุ ชนเกษตรอนิ ทรยี ์ ชวี วถิ ี เพอ่ื การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื เพอ่ื ลด
ตน้ ทุน เพม่ิ ผลผลติ การทานา
เม่อื เชา้ วนั น้ี 21 พฤศจกิ ายน 2554 เวลา 09.00 น. ทห่ี อประชมุ อาเภอฆอ้ งชยั จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ดร.ครุ จุ ติ
นาครทพั รองปลดั กระทรวงพลงั งาน เป็นประธานเปิดการปฐมนเิ ทศเกษตรกร โครงการ ชมุ ชนเกษตรอนิ ทรยี ์ ชวี
วถิ ี เพอ่ื การพฒั นาอย่างยงั่ ยนื ซงึ่ การไฟฟ้าฝ่ายผลติ แหง่ ประเทศไทย ร่วมกบั กลุ่มเกษตรกรทานาดว้ ยระบบ
เกษตรอนิ ทรยี ์ อาเภอฆอ้ งชยั จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ จานวน 48 กลมุ่ รว่ มกนั จดั ขน้ึ เพ่อื ดาเนนิ การตามหลกั ปรชั ญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งขององคพ์ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั โดยเนน้ ใหเ้ กษตรกรพง่ึ พาตนเองเป็นหลกั และใช้
ทรพั ยากรการเกษตรทม่ี อี ยู่ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุดดว้ ยการจดั อบรมองคค์ วามรเู้ รอ่ื งการทานาเกษตรอนิ ทรยี ใ์ ห้
เกษตรกรเพอ่ื ลดตน้ ทนุ การใชป้ ๋ ยุ เคมแี ละยาปราบศตั รพู ชื ผสมผสานกบั ภูมปิ ัญญาชาวบา้ นทม่ี อี ยดู่ งั้ เดมิ มี
หลกั การสาคญั คอื สรา้ งตน้ แบบทดลองการปฏบิ ตั ใิ นเชงิ ประจกั ษ์ จากกลมุ่ เครอื ขา่ ยอาสาสมคั รและผนู้ าชุมชน
เรมิ่ ตน้ จากเกษตรกร 5 ตาบล ในพน้ื ทอ่ี าเภอฆอ้ งชยั จานวน 500 ราย ใชพ้ น้ื ทแ่ี ปลงนาเป็นแปลงสาธติ เกษตร
อนิ ทรยี ์ คนละ 2 ไร่ รวม 1,000 ไร่ ใหเ้ ป็นโครงการนาร่องเรยี นรจู้ ากการอบรมองคค์ วามรแู้ ละนาไปปฏบิ ตั จิ รงิ
1. การกระทาของบคุ คลหรอื กลุ่มบคุ คลดงั กล่าวสอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสทนี่มาาอย: า่hงttไpร:/บ/thา้ aงinจeงwยs.กpตrdวั.gอoย.t่าhง
2. ผลของการกระทาสง่ ผลต่อการพฒั นาแบบยงั่ ยนื อยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง
ขา่ ว
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 ความถกู ตอ้ งของเนอ้ื หา
2 ความคดิ สรา้ งสรรค์
3 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน
4 การนาไปใชป้ ระโยชน์
5 การตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบรู ณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งบางส่วน ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องเป็นส่วนใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งมาก
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล
ชอ่ื ชนั้
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การแสดงความคดิ เหน็
2 การยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ ่นื
3 การทางานตามหนา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4 ความมนี ้าใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
ชอ่ื กลุ่ม ชนั้
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องวา่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การแบ่งหน้าทก่ี นั อย่างเหมาะสม
2 ความรว่ มมอื กนั ทางาน
3 การแสดงความคดิ เหน็
4 การรบั ฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจชว่ ยเหลอื กนั
รวม
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี
กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 25 ค่านยิ ม จริยธรรม เพอื่ การอยรู่ ่วมกนั อย่างสนั ติสขุ
เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
ค่านิยม และจรยิ ธรรมมคี ุณค่าและความสาคญั ทก่ี าหนดความเชอ่ื และพฤตกิ รรมของศาสนกิ ชน และเป็นสง่ิ เช่อื มโยง
ความสมั พนั ธข์ องทุกศาสนาในการอยู่ร่วมกนั ของศาสนกิ ชนอย่างสนั ตสิ ขุ
2. ตวั ชีว้ ดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/18 ตระหนกั ในคณุ ค่าและความสาคญั ของค่านยิ ม จรยิ ธรรมทเ่ี ป็นตวั กาหนดความเชอ่ื และพฤตกิ รรม
ทแ่ี ตกตา่ งกนั ของศาสนิกชนศาสนาตา่ งๆ เพอ่ื ขจดั ความขดั แยง้ และอย่รู ่วมกนั ในสงั คมอย่างสนั ตสิ ขุ
2.26จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
- วเิ คราะหค์ ุณคา่ และความสาคญั ของค่านยิ ม จรยิ ธรรม ของศาสนาในการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ุขได้
3. สาระการเรียนรู้
3.25สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- คณุ คา่ และความสาคญั ของค่านิยม จรยิ ธรรม
3.2 สาระการเรยี นร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
4.1 ความสามารถในการคิด
- ทกั ษะกระบวนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการสร้างเจตคติ
นักเรยี นสวดมนต์บูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น
นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 9 เรอื่ ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การอยู่ร่วมกนั อย่างสนั ติสุข
ขนั้ ท่ี 1 สงั เกต คาถามกระต้นุ ความคิด
สอ่ื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ นักเรียนมคี วามประทบั ใจในกิจกรรมใดที่
แสดงถงึ ความร่วมมอื ของศาสนิกชนหลาย
9. ครนู าภาพกจิ กรรมของผูท้ นี่ บั ถอื ศาสนาต่างๆ กนั ร่วมมอื กนั ทา ศาสนา อธิบายเหตผุ ล
ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวมมาใหน้ ักเรยี นดู ดงั น้ี
- การช่วยเหลอื ผปู้ ระสบภยั จากคลน่ื สนึ ามใิ นประเทศญ่ปี ่นุ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
- การช่วยเหลอื ผูท้ ข่ี าดแคลนอาหารในทวปี แอฟรกิ า ดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
- กาชาดสากลปฏบิ ตั หิ นา้ ทช่ี ่วยเหลอื ผูบ้ าดเจบ็
- การใหท้ ุนการศกึ ษาแกเ่ ยาวชน
10. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 2 วิเคราะห์ คาถามกระตุ้นความคิด
สอ่ื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ ถ้าศาสนิกชนทุกศาสนารว่ มมือกนั ทา
กิจกรรมเพ่อื สว่ นรวมจะสง่ ผลดีต่อสงั คมโลก
5. ครูใหน้ ักเรยี นชว่ ยกนั วเิ คราะหภ์ าพในขนั้ ที่ 1 และตอบคาถามตาม อย่างไร
ประเดน็ ทก่ี าหนด ดงั น้ี
1) กจิ กรรมในภาพแต่ละภาพนนั้ สง่ ผลดตี ่อสว่ นรวมและโลก (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
อยา่ งไร ดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
2) เพราะเหตใุ ด กลมุ่ คนจากหลายประเทศซ่งึ นบั ถอื ศาสนา
ต่างกนั จงึ รว่ มมอื กนั ทากจิ กรรมดงั กล่าว
3) นักเรยี นไดข้ อ้ คดิ จากการวเิ คราะหก์ จิ กรรมในภาพอยา่ งไรบา้ ง
6. นกั เรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ
ขนั้ ท่ี 3 สรปุ คาถามกระตุ้นความคิด
สอ่ื การเรยี นรู้ : หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6 นกั เรยี นคิดวา่ จะปฏิบตั ิตนตามคา่ นิยม
จริยธรรมของศาสนาในการอย่รู ว่ มกนั ได้
6. นกั เรยี นศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง ค่านยิ ม จรยิ ธรรม เพอ่ื การอยู่ร่วมกนั อยา่ งไรบา้ ง
อย่างสนั ตสิ ขุ จากหนงั สอื เรยี น แลว้ นาไปเป็นขอ้ มลู ในการสรปุ
คุณค่าและความสาคญั ของคา่ นิยมและจรยิ ธรรมทางศาสนา (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
7. นักเรยี นสรุปความคดิ แนวทางการปฏบิ ตั ติ นตามคา่ นิยมและ
จรยิ ธรรมทางศาสนา
8. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 9 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 9 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล
สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
8. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2) บตั รภาพ กจิ กรรมของผทู้ น่ี ับถอื ศาสนาตา่ งๆ รว่ มมอื กนั ทาประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม
8.2 แหลง่ การเรียนรู้
—
บตั รภำพ กิจกรรมของกล่มุ บคุ คลต่ำงๆ
P 3-6 P 3-7
ภาพ 1 ภาพ 2
P 3-8 P 3-9
ภาพ 3 ภาพ 4
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล
ชอ่ื ชนั้
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 การแสดงความคดิ เหน็
2 การยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ ่นื
3 การทางานตามหนา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
4 ความมนี ้าใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซื่อสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ น่ื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
3. มวี ินัย รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรยี นรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ชน่ื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อย่างทดี่ ขี องศาสนกิ ชน
1.6 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโี่ รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี กจิ
พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถี่ กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสงิ่ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นใหไ้ วก้ บั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทด่ี ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไี่ มถ่ ูกตอ้ ง
และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพ่อื นดา้ นความซ่อื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรูอ้ ย่างเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดูแลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ ค่า และเก็บรกั ษาดูแลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ น่ื และไมท่ าใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ี่ 26 การขจดั ความขดั แยง้ เพอื่ การอยูร่ ่วมกนั
อยา่ งสนั ติสุข
เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
การทศ่ี าสนกิ ชนของทุกศาสนาปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมหรอื เป้าหมายของศาสนายอ่ มสง่ ผลต่อการขจดั ความขดั แยง้
และอยูร่ ่วมกนั อย่างสนั ตสิ ขุ
2. ตวั ชีว้ ดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/18 ตระหนักในคุณค่าและความสาคญั ของคา่ นยิ ม จรยิ ธรรมทเี่ ป็นตวั กาหนดความเชอ่ื และพฤตกิ รรม
ทแี่ ตกตา่ งกนั ของศาสนิกชนศาสนาต่างๆ เพ่อื ขจดั ความขดั แยง้ และอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างสนั ตสิ ขุ
2.27จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
- อธบิ ายและเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ศาสนา เพอ่ื ขจดั ความขดั แยง้ และอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ ได้
3. สาระการเรยี นรู้
3.26สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- การขจดั ความขดั แยง้ เพอ่ื อยู่ร่วมกนั อยา่ งสนั ตสิ ุข
3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
4.1 ความสามารถในการคิด
- ทกั ษะกระบวนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. ม่งุ มนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรแู้ บบรว่ มมือ : เทคนิคเล่าเร่ืองรอบวง
นักเรยี นสวดมนตบ์ ูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น
ขนั้ นาเขา้ สู่บทเรยี น คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ เพราะเหตใุ ด ศาสนิกชนหลายศาสนาจึง
ไม่มคี วามขดั แยง้ กนั
11. ครูใหน้ กั เรยี นดภู าพพธิ กี รรมของศาสนาต่างๆ เชน่
- การละหมาด (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
- การกราบพระพุทธรูปในพธิ ที าบุญ ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
- การทาพธิ ใี นโบสถ์ของศาสนาครสิ ต์
- การทาพธิ กี รรมของศาสนาพราหมณ์
12. ครใู หน้ กั เรยี นเปรยี บเทยี บความแตกต่างและความคลา้ ยคลงึ กนั
ของกจิ กรรมในภาพดงั กลา่ ว
13. ครอู ธบิ ายเชอ่ื มโยงใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ ความแตกต่างของ
พธิ กี รรมทางศาสนาไมเ่ ป็นอปุ สรรคต่อการอยูร่ ว่ มกนั อย่างสนั ตสิ ขุ
14. นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ สอน คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6 ศาสนิกชนมีวิธีปฏิบตั ิต่อกนั อย่างไร จงึ จะอยู่
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ ร่วมกนั อยา่ งสนั ติสขุ
3. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
(1. อย่าพยายามเปลยี่ นศาสนกิ ชนศาสนาอนื่ มา
7. ครแู บ่งนักเรยี นออกเป็นกลมุ่ กลุม่ ละ 4 คน คละกนั ตามความ นับถอื ศาสนาของตน
สามารถ คอื เก่ง ปานกลางค่อนขา้ งเก่ง ปานกลางค่อนขา้ งออ่ น
และออ่ น 2. อยา่ เปรยี บเทยี บว่าศาสนาใดดกี วา่ กนั
3. มคี วามจรงิ ใจตอ่ กนั
8. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาความรูเ้ ร่อื ง การขจดั ความขดั แยง้ 4. อยา่ ยดึ ความเหน็ ของตนเป็นใหญ่)
เพ่อื การอย่รู ว่ มกนั อย่างสนั ตสิ ขุ จากหนังสอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้
เพมิ่ เตมิ และแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ไ่ี ดล้ งใน
แบบบนั ทกึ การอ่าน
9. สมาชกิ แตล่ ะคนในกลมุ่ นาความรูจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ มาสรุป
แลว้ ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1) แก่นแทข้ องศาสนาคอื อะไร
2) มวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ติ นต่อกนั ระหวา่ งศาสนกิ ชน เพอ่ื การอยู่รว่ มกนั
อย่างสนั ตสิ ุขไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
10. สมาชกิ แต่ละคนในกลมุ่ ผลดั กนั แสดงความคดิ เหน็ ตามประเดน็ ท่ี คาถามกระต้นุ ความคิด
สรุปมาทลี ะคน เรยี งตามลาดบั จากหมายเลข 1-4 แบบเลา่ เร่อื ง
รอบวง เมอ่ื ครบคาถามที่ 1 แลว้ ขน้ึ คาถามขอ้ ท่ี 2 ตอ่ ไป นักเรียนมวี ิธีการอย่รู ่วมกบั ผ้ทู ี่นับถือศาสนา
โดยทกุ คนมสี ่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ และร่วมกนั สรุป อ่ืนอยา่ งไรบา้ ง
ประเดน็ สาคญั จากนนั้ เขยี นเป็นผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง การขจดั
ความขดั แยง้ เพอ่ื การอยู่รว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ น
ดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
11. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ส่งตวั แทนออกมานาเสนอผลงานที่หนา้
ชนั้ เรยี น 2-3 กลุม่ และใหต้ วั แทนกลุ่มทมี่ ผี ลงานแตกต่างกนั
ออกไปไดน้ าเสนอเพมิ่ เตมิ
12. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ สรปุ
สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ วธิ กี ารขจดั ความขดั แยง้ เพอ่ื การอยู่รว่ มกนั
อยา่ งสนั ตสิ ขุ แลว้ ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอ่าน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
8. สือ่ /แหล่งการเรียนรู้
8.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
(1) สุชพี ปุญญานุภาพ. (2540). คณุ ลกั ษณะพิเศษแห่งพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
เกษมบรรณากจิ .
(2) เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. (2541). คิดเป็นทาเป็นตามแนวพทุ ธธรรม. กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ จากดั .
(3) ญาณสงั วร, สมเดจ็ พระ (เจรญิ สวุ ฑฺฒโน). (2526). หลกั พระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร :
ประกายพรกึ .
(4) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : เอ.ไอ.เอ
(เครอื นาทอง).
3) บตั รภาพ พธิ กี รรมของศาสนาตา่ งๆ
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้
—
บตั รภำพ พธิ ีกรรมของศำสนำต่ำงๆ
P 3-6 P 3-7
ภาพ 1 ภาพ 2
P 3-8 P 3-9
ภาพ 3 ภาพ 4
แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน
คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 ความถูกตอ้ งของเน้อื หา
2 ความคดิ สรา้ งสรรค์
3 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน
4 การนาไปใชป้ ระโยชน์
5 การตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชีแ้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี ชื่อ-สกลุ ความตงั้ ใจ ความ การตรงต่อ ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ในการ รบั ผิดชอบ เวลา สะอาด ของงาน 20
ทางาน เรียบร้อย คะแนน
ประเมิน 4321 4321 4321 4321
4321
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน
ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผ้รู บั การ รว่ มมือกนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม
43214321432143214321
ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ
2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง
3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย
1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี
กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์
2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี
4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื
กระทาผดิ พลาด
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)
คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ
พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน
เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ี่ 27 หลกั ธรรมทางศาสนากบั การพฒั นาสงั คม
เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
ศาสนาทุกศาสนามหี ลกั ธรรมซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกนั ในการพฒั นาสงั คมและการอยูร่ ่วมกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ
2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/18 ตระหนกั ในคณุ คา่ และความสาคญั ของค่านิยม จรยิ ธรรมทเี่ ป็นตวั กาหนดความเชอ่ื และพฤตกิ รรม
ทแ่ี ตกต่างกนั ของศาสนกิ ชนศาสนาตา่ งๆ เพอ่ื ขจดั ความขดั แยง้ และอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างสนั ตสิ ขุ
2.28จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
- วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมของศาสนาสาหรบั การปฏบิ ตั ติ นในการพฒั นาสงั คมและการอยู่รว่ มกนั อย่างสนั ตสิ ุขได้
3. สาระการเรียนรู้
3.27สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
1) คณุ ค่าและความสาคญั ของค่านิยม จรยิ ธรรม
2) การขจดั ความขดั แยง้ เพ่อื อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ุข
3.2 สาระการเรยี นร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)
4. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
4.1 ความสามารถในการคิด
- ทกั ษะกระบวนการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
6. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื : เทคนิคการต่อเร่อื งราว (Jigsaw)
นกั เรยี นสวดมนต์บชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ ่อนเรยี น
ขนั้ นาเข้าส่บู ทเรยี น คาถามกระต้นุ ความคิด
ส่อื การเรยี นรู้ : ตวั อยา่ งข่าว การท่ีประเทศต่างๆ รว่ มมือกนั พฒั นาสงั คม
ยอ่ มสง่ ผลดตี ่อการดาเนินชีวิตมนุษยอ์ ยา่ งไร
15. ครูนาขา่ วเกย่ี วกบั ความรว่ มมอื กนั ระหวา่ งประเทศในการพฒั นา บา้ ง
สงั คมดา้ นตา่ งๆ มาใหน้ กั เรยี นอ่าน เชน่
- ความรว่ มมอื กนั ดา้ นการศกึ ษา (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ น
- ความรว่ มมอื กนั ดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม ดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
- ความรว่ มมอื กนั ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม
- ความรว่ มมอื กนั ดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ฯลฯ
16. ครใู หน้ ักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ วา่ การทม่ี นุษยใ์ นชาติ
ตา่ งๆ ซ่งึ มกี ารนบั ถอื ศาสนาต่างกนั มารว่ มมอื กนั พฒั นาสงั คมนนั้
สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมใดของพระพทุ ธศาสนา
17. นกั เรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ
ขนั้ สอน คาถามกระตุ้นความคิด
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6 หลกั ธรรมของศาสนาต่างๆ ท่ีศาสนิกชน
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ นามาปฏิบตั ิเพื่อพฒั นาสงั คม ไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง
3. ใบงานท่ี 27.1
4. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ (ความรกั ความเมตตา ความอดทน ความ
เอ้อื เฟ้ือเผอื่ แผ่ ความสามคั คี ความเสยี สละ
13. นักเรยี นกล่มุ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 1) เลอื กหมายเลข ฯลฯ)
ประจาตวั ตงั้ แตห่ มายเลข 1-4 เรยี กกลุ่มตนเองว่า กลุ่มบา้ น
14. สมาชกิ กลุ่มบา้ นแยกยา้ ยกนั ไปเขา้ กล่มุ ใหมท่ ม่ี หี มายเลขเดยี วกนั
เรยี กกลมุ่ น้วี า่ กลุ่มผูเ้ ชย่ี วชาญ แลว้ ใหน้ กั เรยี นร่วมกนั ศกึ ษา
ความรูเ้ ร่อื ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การพฒั นาสงั คม จากหนังสอื
เรยี น หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ โดยแบง่
ศกึ ษาหมายเลขละ 1 เรอ่ื ง ดงั น้ี
- หมายเลข 1 ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง หลกั ธรรมของศาสนาครสิ ตก์ บั
การพฒั นาสงั คม
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรูเ้ ร่อื ง หลกั ธรรมของศาสนาอสิ ลามกบั
การพฒั นาสงั คม
- หมายเลข 3 ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์-
ฮนิ ดูกบั การพฒั นาสงั คม
- หมายเลข 4 ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง หลกั ธรรมของศาสนาสขิ กบั คาถามกระต้นุ ความคิด
การพฒั นาสงั คม
นักเรียนสามารถนาหลกั ธรรมของศาสนาที่
แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ไี่ ดล้ งในแบบบนั ทกึ การอ่าน นกั เรียนนบั ถือมาเป็นแนวทางการปฏิบตั ิตน
15. สมาชกิ กลุ่มผูเ้ ชย่ี วชาญร่วมกนั บนั ทกึ สรุปหลกั ธรรมของศาสนา เพ่อื พฒั นาสงั คมไดอ้ ย่างไรบ้าง
กบั การพฒั นาสงั คม ในสว่ นทต่ี นรบั ผดิ ชอบลงในใบงานท่ี 27.1 (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
เร่ือง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การพฒั นาสงั คม ดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
16. สมาชกิ กลุ่มผูเ้ ชย่ี วชาญแยกยา้ ยกนั กลบั เขา้ สู่กลมุ่ เดมิ คอื กลุ่ม
บา้ น แลว้ ผลดั กนั อธบิ ายความรูใ้ นส่วนทต่ี นไดศ้ กึ ษามาใหส้ มาชกิ
คนอน่ื ในกลมุ่ ฟัง และผลดั กนั ซกั ถามขอ้ สงสยั จนมคี วามเขา้ ใจ
กระจ่างชดั เจน
17. ครสู มุ่ นักเรยี น 4-5 กลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานทหี่ นา้ ชนั้ เรยี นใน
เร่อื ง หลกั ธรรมของแต่ละศาสนากบั การพฒั นาสงั คม
18. นกั เรยี นร่วมกนั เสนอแนวทางในการจดั กจิ กรรมทางศาสนาเพ่อื
การพฒั นาสงั คม
19. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ
ขนั้ สรปุ
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —
1. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ หลกั ธรรมทางศาสนากบั การพฒั นา
สงั คม และแนวทางการมสี ว่ นร่วมในการพฒั นาสงั คม
2. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
• ครมู อบหมายให้นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ช่วยกนั เขียนบทความ เรือ่ ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การอยู่ร่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข
โดยใหค้ รอบคลุมประเดน็ ตามทกี่ าหนด ดงั น้ี
1) คุณคา่ และความสาคญั ของคา่ นิยม จรยิ ธรรมทางศาสนา
2) การขจดั ความขดั แยง้ เพอื่ การอยูร่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ุข
3) หลกั ธรรมของศาสนากบั การพฒั นาสงั คม
นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 9 เรือ่ ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การอยรู่ ว่ มกนั อย่างสนั ติสขุ
7. การวดั และประเมินผล
วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์
ตรวจใบงานท่ี 27.1 ใบงานที่ 27.1 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอ่าน แบบบนั ทกึ การอ่าน ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และม่งุ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 9 แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 9 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ตรวจบทความ เรอ่ื ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การอยู่ แบบประเมนิ บทความ เรอ่ื ง หลกั ธรรมทาง ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
รว่ มกนั อย่างสนั ตสิ ุข ศาสนากบั การอยู่ร่วมกนั อย่างสนั ตสิ ุข
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
(1) สชุ พี ปญุ ญานุภาพ. (2540). คณุ ลกั ษณะพิเศษแห่งพระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร :
เกษมบรรณากจิ .
(2) เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. (2541). คิดเป็นทาเป็นตามแนวพทุ ธธรรม. กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ต้งิ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ จากดั .
(3) ญาณสงั วร, สมเดจ็ พระ (เจรญิ สุวฑฺฒโน). (2526). หลกั พระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร :
ประกายพรกึ .
(4) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : เอ.ไอ.เอ
(เครอื นาทอง).
3) ตวั อย่างขา่ วเกยี่ วกบั ความร่วมมอื กนั ระหว่างประเทศในการพฒั นาสงั คมดา้ นตา่ งๆ
4) ใบงานท่ี 27.1 เร่อื ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การพฒั นาสงั คม
8.2 แหล่งการเรียนรู้
แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
- http:// www.greenworld.or.th/greenworld
- http://www.komchadluek.net/.../ครม.รบั ทราบราชนิ ที รงใหใ้ ชผ้ า้ ไหม.html
กำรประเมินช้ินงำน/ภำระงำน (รวบยอด)
แบบประเมินบทความ เรอื่ ง หลกั ธรรมทางศาสนากบั การอยูร่ ่วมกนั อย่างสนั ติสุข
ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 คุณคา่ และความสาคญั ของคา่ นยิ ม จรยิ ธรรม
ทางศาสนา
2 การขจดั ความขดั แยง้ เพ่อื การอยูร่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติ
สขุ
3 หลกั ธรรมของศาสนากบั การพฒั นาสงั คม
รวม
ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4
3
ดมี าก = 2
ดี = 1
พอใช้ =
ปรบั ปรงุ =
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11 - 12 ดมี าก
9 - 10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ากวา่ 6 ปรบั ปรงุ
ตัวอย่ำงข่ำว ควำมร่วมมือด้ำนส่ิงแวดล้อม
การเงินเร่ืองโลกรอ้ น – ฤาเป็นหนี้กอ้ นใหม่ของประเทศกาลงั พฒั นา
ประเดน็ ทน่ี ่าจบั ตามองของการประชมุ ภาคสี มาชกิ อนุสญั ญาสหประชาชาตวิ ่าดว้ ยการเปลย่ี นแปลงสภาพ
ภมู อิ ากาศ ครงั้ ท่ี 17 (COP17: Conference of the Parties) เรอ่ื งหน่ึง คอื เรอ่ื งเงนิ ๆ ทองๆ เกย่ี วกบั ปัญหาโลก
รอ้ น โดยเฉพาะเงนิ ทจ่ี ะมาสนับสนุนการลดโลกรอ้ นและการปรบั ตวั ตา่ งๆ ในประเทศกาลงั พฒั นาทงั้ หลายนนั้
(หรอื กลุม่ ประเทศทเ่ี รยี กวา่ G77 ซง่ึ ประเทศไทยอย่ใู นกล่มุ น้ดี ว้ ย) แนวโนม้ ทก่ี าลงั เกดิ ขน้ึ คอื แทนทป่ี ระเทศพฒั นา
แลว้ จะใหก้ ารสนบั สนุนทางดา้ นการเงนิ อยา่ งตรงไปตรงมา กลบั ถูกบดิ เบอื นใหเ้ ป็นภาระหนก้ี อ้ นใหม่ของประเทศ
กาลงั พฒั นา ซงึ่ ตอ้ งไปกมู้ าจากประเทศพฒั นาแลว้
ในการประชุมคขู่ นานของเครอื ขา่ ยภาคประชาสงั คม เมอ่ื วนั ท่ี 30 พฤศจกิ ายน 2554 ทม่ี หาวทิ ยาลยั
Kwazulu-Natal (UKZN) ณ เมอื งเดอรเ์ บนิ การสมั มนาประเดน็ เรอ่ื ง Climate finance หรอื การเงนิ เรอ่ื งโลกรอ้ น
มขี อ้ สงั เกตทน่ี ่าสนใจดงั น้ี
การพฒั นาตงั้ แตย่ ุคปฎวิ ตั อิ ุตสาหกรรม หรอื เมอ่ื ประมาณ 200 กวา่ ปีทผ่ี า่ นมา ประเทศพฒั นาแลว้ ไดโ้ หม
ใชท้ รพั ยากรของโลกรวมถงึ เชอ้ื เพลงิ จากถา่ นหนิ จานวนมหาศาล ส่งผลใหเ้ กดิ การปล่อยก๊าซเรอื นกระจกมากถงึ
สามในสข่ี องปรมิ าณทป่ี ล่อยจากทกุ ประเทศในโลกรวมกนั ในขณะทป่ี ระเทศเหลา่ นนั้ มปี ระชากรเพยี งหน่ึงในหา้
ของโลกเทา่ นนั้ หรอื อาจเปรยี บเทยี บไดว้ ่าสดั สว่ นการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกตอ่ คนในประเทศพฒั นาแลว้ มากกวา่
คนในประเทศกาลงั พฒั นาถงึ 10 เท่า หากพจิ ารณาตามหลกั ความเป็นธรรมวา่ ทกุ คนในโลกน้มี สี ทิ ธเิ ทา่ ทยี มกนั ใน
การเขา้ ถงึ การพฒั นาและการปล่อยกา๊ ซฯ และเมอ่ื คานงึ ถงึ ความสามารถของโลกในการรองรบั การเพมิ่ ขน้ึ ของก๊าซ
เรอื นกระจก เราจะเหน็ ว่าบรรยากาศของโลกปัจจุบนั เตม็ ไปดว้ ยกา๊ ซเรอื นกระจกทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการพฒั นาของ
ประเทศพฒั นาแลว้ ในอดตี ทผ่ี ่านมา หรอื ทเ่ี รยี กวา่ historic emissions ดงั นนั้ ประเทศพฒั นาแลว้ จงึ ตอ้ งมคี วาม
รบั ผดิ ชอบต่อการแกไ้ ขปัญหาในการลดการปลอ่ ยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดข์ องตนเอง จงึ กล่าวไดว้ ่าประเทศพฒั นา
แลว้ ทงั้ หลายเป็น “หนก้ี ารลดการปล่อยกา๊ ซฯ” (Mitigation Debt) กบั กลมุ่ ประเทศกาลงั พฒั นา
พรอ้ มกนั น้โี ลกทร่ี อ้ นขน้ึ ไดส้ ง่ ผลกระทบอย่างรนุ แรง และผทู้ ไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากการเปลย่ี นแปลงน้มี าก
ทส่ี ดุ คอื ประชากรในประเทศกาลงั พฒั นา ซงึ่ ไมไ่ ดเ้ ป็นตน้ เหตุของปัญหาโลกรอ้ น แต่กลบั ตอ้ งมารบั ภาระจาก
ผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ และตอ้ งพยายามปรบั ตวั เพ่อื ใหอ้ ยู่รอดใหไ้ ด้ ดงั นนั้ ประเทศพฒั นาแลว้ ทงั้ หลายจงึ ยงั เป็น
“หน้กี ารปรบั ตวั ” (Adaptation Debt) กบั ประเทศกาลงั พฒั นาดว้ ยเช่นกนั
ตัวอย่ำงข่ำว ควำมร่วมมือด้ำนสิ่งแวดล้อม
แต่กลไกการเจรจาระหว่างประเทศในปัจจุบนั ภายใตอ้ นุสญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยการเปลย่ี นแปลง
สภาพภูมอิ ากาศ (UNFCCC) ไมไ่ ดน้ าเอาปัญหา "หน้กี ารลดการปล่อยกา๊ ซฯ" และ "หนก้ี ารปรบั ตวั " มาเป็น
พน้ื ฐานในการเจรจา รวมทงั้ ประเทศพฒั นาแลว้ ยงั พยายามบดิ เบอื นการจดั การการเงนิ เรอ่ื งโลกรอ้ น ใหผ้ ่านกลไก
ของสถาบนั การเงนิ ระหวา่ งประเทศ เช่น ธนาคารโลก เป็นตน้ แทนทจ่ี ะใหผ้ า่ นกลไกประเทศภาคอี นุสญั ญาฯ หรอื
COP (ซง่ึ ถอื วา่ มคี วามเสมอภาคของประเทศภาคอี นุสญั ญาฯ มากกวา่ กลไกอ่นื ๆ ในขณะน้)ี ทงั้ น้ี ภายใตก้ ลไก
สถาบนั การเงนิ ระหวา่ งประเทศ ประเทศพฒั นาแลว้ มอี ทิ ธพิ ลและอานาจในการตดั สนิ ใจมากกวา่ ประเทศกาลงั
พฒั นา
ความแตกต่างของการจดั การการเงนิ เรอ่ื งโลกรอ้ นระหว่างสองกลไกน้ี คอื ในกรณีใชก้ ลไกอนุสญั ญาฯ
ประเทศภาคจี ะเป็นคนกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละเง่อื นไขการใชเ้ งนิ ในขณะทก่ี ารใชก้ ลไกผ่านธนาคารโลกหรอื สถาบนั
การเงนิ อน่ื ๆ (เชน่ ในรูปแบบเงนิ ก)ู้ นนั้ ประเทศพฒั นาแลว้ สามารถเขา้ มามบี ทบาทกาหนดเงอ่ื นไขการใชเ้ งนิ โดย
ทป่ี ระเทศกาลงั พฒั นาตอ้ งรบั ภาระใชค้ นื ทงั้ เงนิ ตน้ และดอกเบย้ี ถอื เป็นการผลกั ภาระใหก้ ลมุ่ ประเทศกาลงั พฒั นา
ตอ้ งเป็นผใู้ ชห้ น้โี ดยตรง ดงั เชน่ ทก่ี าลงั เกดิ ขน้ึ แลว้ ในขณะน้ที วั่ โลก จงึ ถือวา่ เป็นการบดิ เบอื น หน้กี ารลดการปล่อย
ก๊าซฯ และหน้กี ารปรบั ตวั ซง่ึ ควรเป็นความรบั ผดิ ชอบของประเทศพฒั นาแลว้ และเป็นการซา้ เตมิ ประชาชนใน
ประเทศกาลงั พฒั นาอย่างไรม้ นุษยธรรม จงึ นามาสขู่ อ้ เรยี กรอ้ งเชงิ หลกั การทม่ี คี วามสาคญั อยา่ งยงิ่ ยวด ในการ
จดั การการเงนิ เรอ่ื งโลกรอ้ นของกลุ่มภาคประชาสงั คมทเ่ี ดอรเ์ บนิ ว่าธนาคารโลกและสถาบนั การเงนิ ระหว่าง
ประเทศต่างๆ ไมค่ วรเขา้ มามสี ่วนเกยี่ วขอ้ งในการบรหิ ารจดั การการเงนิ เรอ่ื งโลกรอ้ น เพ่อื ใหเ้ กดิ การพฒั นาทเ่ี ทา่
เทยี มกนั และความเป็นธรรมอย่างแทจ้ รงิ
ท่ีมา : www.greenworld.or.th/greenworld
ตัวอย่ำงข่ำว ควำมร่วมมอื สังคมและวัฒนธรรม
บวชแดนพทุ ธภมู ิถวายในหลวง
เน่อื งในโอกาสทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา 84 พรรษา เม่อื วนั ท่ี 5 ธ.ค. 2554
สมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ ี เจา้ อาวาสวดั เทพศริ นิ ทราวาส จดั โครงการ “อปุ สมบทเฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระ
เจา้ อยหู่ วั ” เน่อื งในมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 84 พรรษา ณ วดั ป่าพุทธคยา รฐั พหิ าร ประเทศอนิ เดยี เม่อื
กลางเดอื นทผ่ี ่านมา ซงึ่ มขี า้ ราชการ ทหาร ตารวจ แพทย์ นกั ธุรกจิ รวม 24 คน อาทิ พล.อ.วรี ากฤต แยม้ วบิ ลู ย์
อดตี ทป่ี รกึ ษาพเิ ศษสานกั งานปลดั กระทรวงกลาโหม, พล.อ.ธรรมรชั ต์ เจรญิ กลุ , พ.ต.อ.สรไกร พลู เพม่ิ รอง ผบก.
กองบงั คบั การอานวยการ กองบญั ชาการตารวจสนั ตบิ าล, นภศูล องั คะทาวานิช ผบู้ รหิ ารบรษิ ทั โรงสเี อกไรซ์,
ลอื ชา การณ์เมอื ง ประธานบรษิ ทั สุวรรณภมู ิ พรเี มย่ี ม จากดั , ดร.ธนวฒั น์ จนุ ชยะ, ทพ.สทุ ธศิ กั ดิ์บุญนธิ ิ เป็นตน้
ร่วมอปุ สมบทเพอ่ื ถวายเป็นพระราชกุศล โดยมี สมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ ี เป็นประธานในพธิ ปี ลงผมนาคและเป็นพระ
อุปัชฌาย์
กอ่ นวนั ทาพธิ อี ปุ สมบท สมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ นี าคณะสวดมนต์ ฟังธรรม เจรญิ จติ ตภาวนา แผ่เมตตา นอ้ ม
ถวายเป็นพุทธบชู า ณ โพธบิ ลั ลงั กพ์ ระแทน่ วชั รอาสน์ ภายใตร้ ่มพระศรมี หาโพธอิ์ นั ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์และเวยี นเทยี นรอบ
ใหญ่ 3 รอบ ในพระมหาเจดยี พ์ ทุ ธคยา กอ่ นประกอบพธิ อี ุปสมบทหมใู่ นวนั รุ่งขน้ึ ทว่ี ดั ป่าพุทธคยา และหลงั จาก
เสรจ็ พธิ อี ปุ สมบทสมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ ไี ดน้ าคณะพระนวกะตามรอยเสน้ ทางบญุ ศกึ ษาพระธรรม สวดมนต์ เจรญิ
จติ ตภาวนา ณ ลุมพนิ วี นั พาราณสี และกสุ นิ ารา สถานท่ี ทเ่ี ป็นทย่ี ดึ เหน่ียวจติ ใจของชาวพทุ ธเป็นเวลา 9 วนั และ
หลงั จากนนั้ เดนิ ทางกลบั มาเจรญิ จติ ตภาวนาทว่ี ดั เทพศริ นิ ทราวาสถวายเป็นพระราชกศุ ลตอ่ อกี ระยะหนง่ึ กอ่ นลา
สกิ ขา
สมเดจ็ พระธรี ญาณมุนี กล่าวว่า การบวชครงั้ น้เี ป็นการบวชเพอ่ื เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา 84 พรรษา และเพอ่ื ถวายเป็นพระราชกุศลแดพ่ ระองคจ์ งทรงมพี ระพลานามยั ทแ่ี ขง็ แรง
สมบรู ณ์ สาหรบั การมาบวชทอ่ี นิ เดยี ไมต่ ่างจากการบวชทเ่ี มอื งไทย แตท่ อ่ี นิ เดยี ผบู้ วชไดป้ ฏบิ ตั ธิ รรมและตงั้ จติ ต
ภาวนาตามรอยพระบาทพระศาสดาและบชู าพทุ ธสงั เวชนยี สถาน 4 ตาบล ไดแ้ ก่ พุทธคยา, ลมุ พนิ วี นั , พาราณสี
และกสุ นิ ารา อยากใหท้ กุ คนทาความดถี วายพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั อยา่ งจรงิ ๆ จงั ๆ อย่าเพยี งแต่พดู แต่
ตอ้ งลงมอื ปฏบิ ตั แิ ละทาตามทพ่ี ดู พระองคจ์ ะไดม้ คี วามสุขและมพี ระพลานามยั ทแ่ี ขง็ แรงสมบรู ณ์ เปรยี บไปแลว้