The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaimath2514, 2022-05-26 10:13:43

สังคมศึกษา

ส33101

ใบงำนท่ี 6.3 เรือ่ ง พระมหาคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) เฉลย

คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. การปฏบิ ตั ติ นของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ทแ่ี สดงถงึ การมคี วามเพยี รพยายามเป็นเลศิ ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง

มวี ริ ยิ อุตสาหะ ตงั้ ใจศกึ ษานกั ธรรมเอก และสอบเปรยี ญธรรม 9 ประโยคไดท้ งั้ ๆ ทเี่ ป็นสามเณร และทางานพระศาสนาดว้ ยฉนั ทะ
เฉลยี่ วนั ละ 15 ชวั่ โมง ตดิ ต่อกนั นานหลายปี

2. การปฏบิ ตั ติ นของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ทแ่ี สดงว่า เป็นผมู้ วี นิ ยั ในตวั เองและฝึกฝนตนอยา่ งดเี ยย่ี ม
ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง

ท่านมตี ารางเวลาทางานตายตวั และเป็นระบบ เมอื่ มอี ุบาสกอุบาสกิ ามาสนทนาธรรม ทา่ นกส็ ละเวลาให้ แต่กต็ ้องทางาน
ตามกาหนดใหเ้ สรจ็ ถงึ แมว้ ่าตอ้ งอยู่ดกึ จนถงึ สวา่ งกต็ าม

3. พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) มศี ลี จารวตั รทด่ี งี ามอยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง

พูดจาไพเราะ สภุ าพออ่ นโยน อารมณ์เยน็ ย้มิ แยม้ อยู่เสมอ เป็นผูส้ งบและสารวมอนิ ทรยี ์ เป็นทเี่ จรญิ ศรทั ธาแก่ผูพ้ บเหน็

4. ความเป็นเลศิ ทางวชิ าการทโ่ี ดดเดน่ ของพระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) คอื อะไร

ประมวลวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร พรอ้ มคาอธบิ ายอย่างละเอยี ด มผี ลงานเขยี นทพี่ มิ พเ์ ผยแพร่ไมต่ า่ กวา่ 200 เล่ม
บางเล่มถกู กาหนดเป็นหนงั สอื เรยี นระดบั ปรญิ ญาตรี และบณั ฑติ ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ชนั้ นาของประเทศ

5. นักเรยี นสามารถนาคุณธรรมอนั เป็นแบบอยา่ งของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) ไปประยกุ ตป์ ฏบิ ตั ไิ ด้
อย่างไรบา้ ง

(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

ใบงำนท่ี 6.4 เรือ่ ง อนาคาริก ธรรมปาละ

คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. ทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ มแี รงบนั ดาลใจในเร่อื งใดทท่ี าใหท้ ่านใหส้ ตั ยป์ ฏญิ าณวา่ จะฟ้ืนฟพู ระพทุ ธศาสนาใน

ประเทศอนิ เดยี ใหไ้ ด้

2. ผลงานของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ทแ่ี สดงถงึ การปกป้องพระพุทธศาสนา ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง

3. การกระทาใดของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ว่าเป็นผทู้ ม่ี คี วามมุง่ มนั่ สงู
4. นกั เรยี นมคี วามประทบั ใจในการกระทาใดของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ อธบิ ายเหตผุ ลประกอบ

5. นักเรยี นสามารถนาแบบอย่างของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ไปประยุกตป์ ฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งไรบา้ ง

ใบงำนที่ 6.4 เรือ่ ง อนาคาริก ธรรมปาละ เฉลย

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ มแี รงบนั ดาลใจในเรอ่ื งใดทท่ี าใหท้ ่านใหส้ ตั ยป์ ฏญิ าณว่า จะฟ้ืนฟพู ระพุทธศาสนาใน
ประเทศอนิ เดยี ใหไ้ ด้

ท่านเดนิ ทางไปอนิ เดยี และเหน็ พระเจดยี พ์ ทุ ธคยา และตน้ พระศรมี หาโพธท์ิ รุดโทรม ขาดการดูแลใหส้ มกบั เป็นสถานทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธิ์
ของพระพทุ ธศาสนา และยงั อยใู่ นความยดึ ครองของพวกมหนั ต์หรอื พระฮนิ ดู ซงึ่ บคุ คลเหล่านนั้ ไดท้ าการยา่ ยพี ระพทุ ธสถาน
ของชาวพุทธ

2. ผลงานของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ทแ่ี สดงถงึ การปกป้องพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง

1) ตงั้ สมาคมมหาโพธิ์
2) ออกนติ ยสารพระพทุ ธศาสนา
3) ตดิ ตอ่ ขอความช่วยเหลอื จากชาวพุทธทวั่ โลก
4) เจรจารอ้ งขอใหพ้ วกมหนั ตท์ คี่ รอบครองพทุ ธคยาคนื สถานทแี่ กช่ าวพุทธ

3. การกระทาใดของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ เป็นผทู้ ม่ี คี วามมงุ่ มนั่ สงู

การดาเนนิ การทุกวถิ ที าง เพอื่ ใหไ้ ดพ้ ระเจดยี พ์ ุทธคยากลบั มาเป็นของชาวพทุ ธ และฟ้ืนฟูพุทธคยา และพระพทุ ธศาสนาโดย
ส่วนรวม จนกระทงั่ ปัจจบุ นั พระเจดยี พ์ ทุ ธคยาไดร้ บั การประกาศจากองคก์ ารยูเนสโกใหเ้ ป็นมรดกโลก

4. นกั เรยี นมคี วามประทบั ใจในการกระทาใดของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ อธบิ ายเหตผุ ลประกอบ

(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดุลยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

5. นกั เรยี นสามารถนาแบบอยา่ งของทา่ นอนาคารกิ ธรรมปาละ ไปประยกุ ต์ปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ย่างไรบา้ ง

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ นดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)

แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 เน้อื หาละเอยี ดชดั เจน
2 ความถกู ตอ้ งของเนอ้ื หา
3 ภาษาทใ่ี ชเ้ ขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบรู ณ์ชดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งบางสว่ น ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุ่ม

คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

การแสดง การทางาน การมี
ความ ตามท่ีไดร้ บั
ลาดบั ที่ ช่ือ-สกลุ คิดเหน็ การยอมรบั มอบหมาย ความมนี ้าใจ สว่ นร่วมใน รวม
ของผ้รู บั การ ฟังคนอนื่ การปรบั ปรงุ 20

ประเมิน ผลงานกลุ่ม คะแนน

43214321432143214321

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมอ่ื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอยา่ งในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ช่นื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี กเ่ พ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ ่างๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เชน่ สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มงุ่ มนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลยี่ นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มจี ิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ตั หิ น้าทที่ ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ตอ่ ปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ช่นื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสง่ิ ของ ทรพั ยส์ นิ และอน่ื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดูแล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพ่อื แกป้ ัญหาหรอื ร่วมสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณท์ เี่ กดิ ขน้ึ

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 7 พระรตั นตรยั : พระสงฆ์

เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

พระสงฆเ์ ป็นสว่ นสาคญั ในพระรตั นตรยั เป็นผสู้ บื ทอดพระพุทธศาสนา เป็นแบบอยา่ งของชวี ติ แบบพทุ ธ ดงั นนั้ จงึ ควร
ปฏบิ ตั ติ นต่อพระสงฆอ์ ยา่ งเหมาะสม

2. ตวั ชีว้ ดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/13 วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4 หรอื หลกั คาสอนของศาสนาทตี่ นนบั ถอื

2.8 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

- วเิ คราะหค์ วามสาคญั ของพระสงฆ์ และแนวทางการปฏบิ ตั ติ นต่อพระสงฆอ์ ยา่ งเหมาะสม

3. สาระการเรยี นรู้

3.7 สาระการเรียนร้แู กนกลาง

 พระรตั นตรยั
- วเิ คราะหค์ วามหมายและคณุ ค่าของพทุ ธะ ธรรมะ สงั ฆะ

3.2 สาระการเรียนร้ทู ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสรปุ ลงความเหน็

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน

6. กิจกรรมการเรยี นรู้

 วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการสร้างความตระหนกั

 นกั เรยี นสวดมนต์บชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี น

 นักเรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

ขนั้ ท่ี 1 สงั เกต คาถามกระตุ้นความคิด

ส่อื การเรยี นรู้ : ตวั อยา่ งขา่ ว  นกั เรียนมคี วามประทบั ใจ หรือชืน่ ชมใน
ผลงานของพระสงฆ์ท่านใดบ้าง อธิบาย
5. ครูนาข่าวเกย่ี วกบั ผลงานการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของพระสงฆ์ เหตุผล
ไทยและพระสงฆข์ องชาตทิ น่ี ับถอื พระพุทธศาสนามาเล่าให้
นักเรยี นฟัง แลว้ ใหน้ กั เรยี นแสดงความช่นื ชมในผลงานของ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
พระสงฆด์ งั กล่าว ดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

6. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ

ขนั้ ที่ 2 วิเคราะห์ วิจารณ์

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนงั สอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6 คาถามกระต้นุ ความคิด

2. หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ 3. ใบงานที่ 1.1  พระสงฆ์มีความสาคญั อยา่ งไรบา้ ง
(เป็นผสู้ บื ทอดพระพุทธศาสนา เป็นตวั อยา่ งของ
4. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ ชวี ติ แบบพทุ ธ และอนุเคราะห์ชาวบา้ น)

14. ครแู บ่งนกั เรยี นเป็นกลมุ่ กลุ่มละ 6 คน คละกนั ตามความสามารถ
คอื เก่ง ปานกลางค่อนขา้ งเก่ง ปานกลางค่อนขา้ งออ่ น และอ่อน
ครูชแ้ี นะใหน้ ักเรยี นซง่ึ เป็นสมาชกิ ของกลมุ่ รว่ มมอื กนั ศกึ ษาความรู้
และมนี ้าใจชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั มคี วามรบั ผดิ ชอบ

15. สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง พระรตั นตรยั :
พระสงฆ์ แลว้ ชว่ ยกนั ทาใบงานท่ี 7.1 เรือ่ ง คณุ คา่ ของพระสงฆ์

16. ตวั แทนกลุ่มออกมานาเสนอผลงานในใบงานที่ 7.1 หนา้ ชนั้ เรยี น
แลว้ ใหก้ ลมุ่ อน่ื แสดงความคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ หรอื แสดงความช่นื ชม
ผลงาน โดยครูเป็นผูต้ รวจสอบความถกู ตอ้ ง

17. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ

ขนั้ ที่ 3 สรปุ คาถามกระตุ้นความคิด

ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —  นักเรียนสามารถนาแบบอยา่ งการดาเนิน
ชีวิตของพระสงฆ์ไปประยุกตป์ ฏิบตั ิได้
ครูและนักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ คุณค่าความสาคญั ของพระสงฆ์ และ อย่างไรบา้ ง
แนวทางการปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมตอ่ พระสงฆ์ แลว้ ให้นกั เรยี นตอบ
คาถามกระตุน้ ความคดิ (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ย่ใู น
ดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน)

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์

ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3 (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
ตรวจใบงานที่ 7.1 ใบงานที่ 7.1
ประเมนิ การนาเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

8. สือ่ /แหลง่ การเรียนรู้

8.1 สอื่ การเรยี นรู้

1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ

- เสฐยี รพงษ์ วรรณปก. (2546). พระไตรปิ ฎกวิเคราะห์. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรุงเทพมหานคร :

ซนั ตา้ การพมิ พ.์
3) ตวั อยา่ งขา่ วเกย่ี วกบั ผลงานในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของพระสงฆไ์ ทย และพระสงฆข์ องชาตทิ น่ี ับถอื

พระพุทธศาสนา
4) ใบงานท่ี 7.1 เรอ่ื ง คณุ ค่าของพระสงฆ์

8.2 แหลง่ การเรียนรู้

 แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ

- http:// www.jarik-highland.com/web_board/index.php?infoboard=topic

ตัวอย่ำงข่ำว เก่ียวกับผลงำนในกำรเผยแผพ่ ระพุทธศำสนำของพระสงฆ์ไทย
และพระสงฆ์ของชำติท่ีนับถือพระพุทธศำสนำ

หลวงพอ่ ประสิทธ์ิกบั โครงการพระธรรมจาริกและกองสงเคราะหช์ าวเขา
กาเนิ ดโครงการพระธรรมจาริก

โครงการพระธรรมจารกิ เกดิ ขน้ึ จากแนวความคดิ ทจ่ี ะนาพระพุทธศาสนาไปเผยแผแ่ กก่ ลุ่มชนชาวเขา เม่อื ครงั้
ทน่ี ายประสทิ ธิ์ดศิ วฒั น์ หวั หนา้ กองสงเคราะหช์ าวเขาไดล้ าราชการอุปสมบท ณ วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม
กรุงเทพฯ

ในปี 2508 จงึ เรม่ิ โครงการนาร่องทดลองส่งพระสงฆร์ ุ่นแรก จานวน 50 รปู เรยี กคณะสงฆด์ งั กล่าววา่ “พระ
ธรรมจารกิ ” ขน้ึ ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนานาพระธรรมคาสงั่ สอนของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ อบรมแกช่ าวเขาและ
สรา้ งสมั พนั ธท์ างดา้ นจติ ใจกบั ชาวเขา ตามหมบู่ า้ นชาวเขาจานวน 10 หม่บู า้ นๆ ละ 5 รูป ในพน้ื ทจ่ี งั หวดั
เชยี งใหม่ เชยี งราย แม่ฮอ่ งสอน ตาก และเพชรบรู ณ์ ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ เป็นระยะเวลา 45 วนั ชว่ งเมษายน –
พฤษภาคม 2508

ผลปรากฏวา่ ทาใหช้ าวเขาไดร้ จู้ กั พระพทุ ธศาสนา รจู้ กั การกราบไหว้ เกดิ ความศรทั ธาเล่อื มใส แสดงตน
เป็นพทุ ธมามกะ จานวนประมาณ 800 คน สง่ บตุ รหลานเขา้ บรรพชาเป็นสามเณร จานวน 12 รูป นบั เป็นนมิ ติ
หมายอนั ดที พ่ี ระพทุ ธศาสนาจะไดม้ กี ารแผข่ ยายเขา้ ไปส่กู ลุ่มชนชาวเขาทอ่ี ยู่อาศยั ในทอ้ งถน่ิ ทรุ กนั ดารต่อไปไดใ้ น
การดาเนนิ การครงั้ นไ้ี ดร้ บั การอปุ ถมั ภค์ า่ ใชจ้ า่ ยจากกรมประชาสงเคราะห์ มูลนิธเิ อเชยี รวมทงั้ ภาคเอกชนอ่นื อกี
ดว้ ย

ความสาเรจ็ ทไ่ี ดร้ บั จาก “โครงการทดลอง” ทาใหผ้ เู้ กยี่ วขอ้ งเกดิ ความมนั่ ใจวา่ การดาเนนิ การตามแนวทาง
ดงั กล่าว จะเป็นประโยชน์ในการพฒั นาชาวเขาอย่างมาก กองสงเคราะหช์ าวเขาจงึ ไดร้ ่วมกบั พระธรรมกติ ตโิ สภณ
(สมเดจ็ พระพทุ ธชนิ วงศ)์ เจา้ อาวาสวดั เบญจมบพติ รดุสติ วนาราม และคณะสงฆ์ ดาเนนิ โครงการพระธรรมจารกิ
อยา่ งถาวร ซง่ึ ไดม้ กี ารดาเนนิ การอยา่ งตอ่ เน่อื งมาตงั้ แตป่ ี 2509 เป็นตน้ มา

โดยในปี 2510 กองสงเคราะหช์ าวเขา ไดอ้ าราธนาพระธรรมกติ ตโิ สภณ ทาหน้าทเ่ี ป็นประธานคณะพระธรรม
จารกิ รบั ผดิ ชอบในการจดั สง่ และควบคมุ ดูแลพระธรรมจารกิ ทเ่ี ขา้ ไปปฏบิ ตั งิ านในพน้ื ทม่ี ชี าวเขาอาศยั อยู่ โดยมี
กองสงเคราะหช์ าวเขา กรมประชาสงเคราะหถ์ วายความอปุ ถมั ภ์ ทงั้ น้โี ครงการพระธรรมจารกิ ไดจ้ ดั สง่ พระธรรม
จารกิ ขน้ึ ไปปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ในพน้ื ท่ี เป็นประจาทุกปีตลอดมา

การปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องพระธรรมจารกิ ตามโครงการพระธรรมจารกิ นอกจากจะทาการเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนา
เป็นภารกจิ หลกั แลว้ พระธรรมจารกิ ยงั ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทค่ี ลา้ ยๆ กบั เป็น “นกั พฒั นา” ทวั่ ๆ ไปในการพฒั นาดา้ น
สงั คมและเศรษฐกจิ

ตัวอย่ำงข่ำว เก่ียวกับผลงำนในกำรเผยแผพ่ ระพุทธศำสนำของพระสงฆ์ไทย
และพระสงฆ์ของชำติท่ีนับถือพระพุทธศำสนำ

การทพ่ี ระธรรมจารกิ ไดเ้ ขา้ ไปมบี ทบาทหลายๆ ดา้ นในการพฒั นากลา่ วไดว้ ่าเป็นการเผยแพรศ่ าสนาเชงิ รกุ
เพราะแทนทพ่ี ระสงฆจ์ ะประจาอย่ทู อ่ี าศรมฯ รอใหช้ าวบา้ นมาหา ตามทพ่ี ระภกิ ษพุ น้ื ราบส่วนหน่ึงถอื ปฏบิ ตั อิ ยอู่ นั
เป็นการรอใหเ้ หตุการณ์หรอื กจิ กรรมตา่ งๆ มาหาวดั แต่พระธรรมจารกิ กลบั แตกตา่ งออกไป เพราะไดอ้ อกไปหา
ชาวบา้ นและร่วมกบั ชาวบา้ นในการแกไ้ ขปัญหาชุมชน จงึ ทาใหพ้ ระธรรมจารกิ มบี ทบาทโดดเด่นในกจิ กรรมการ
พฒั นาอ่นื ๆ เช่น การศกึ ษา อนามยั การพฒั นาชมุ ชน นอกเหนอื จากภารกจิ ทางดา้ นการพฒั นาจติ ใจโดยใชค้ าสงั่
สอนของพระพทุ ธเจา้

กจิ กรรมอกี ประการหนึง่ ของพระธรรมจารกิ ไดแ้ ก่ การผสมผสานระหวา่ งความเช่อื ดงั่ เดมิ ของชาวเขากบั พทุ ธ
ศาสนา ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการทพ่ี ธิ กี รรมหลายพธิ กี รรมของชาวเขาไดเ้ รมิ่ มพี ระภกิ ษุเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มโดยพระภกิ ษุ
จะเป็นผสู้ วดมนตใ์ นพธิ ขี น้ึ บา้ นใหม่ พธิ แี ต่งงาน พธิ ศี พ พธิ เี ล้ยี งผหี มู่บา้ น เป็นตน้ ซง่ึ แสดงวา่ ชาวเขาเองได้
ยอมรบั เอาพุทธศาสนาเขา้ ไปผสมผสานกบั พธิ กี รรมตามคตคิ วามเชอ่ื ดงั้ เดมิ และเป็นปรากฏการณ์ทส่ี งั เกตเหน็ ได้
ชดั เจนว่า ชาวเขาเรม่ิ มคี วามเล่อื มใสในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งแทจ้ รงิ ในระดบั หน่งึ

นอกจากการผสมผสานระหว่างคตคิ วามเช่อื ดงั้ เดมิ ของชาวเขากบั พทุ ธศาสนาแลว้ กจิ กรรมทางดา้ นการ
แลกเปลย่ี นวฒั นธรรม โดยการนาผนู้ าหมบู่ า้ นพน้ื ราบ ผนู้ าเยาวชนและชาวบา้ นทวั่ ไปขน้ึ ไปรว่ มพธิ กี รรมทส่ี าคญั
ประจาปีของชาวเขาแต่ละเผ่าและการนาผนู้ าชาวเขา ผนู้ าเยาวชน และชาวเขาลงจากเขา มาร่วมในพธิ กี รรมท่ี
สาคญั ของชาวบา้ นพน้ื ราบนบั ว่าเป็นกจิ กรรมทส่ี อดคลอ้ งและเหมาะสมกบั วฒั นธรรมของคนไทยทป่ี ระกอบขน้ึ มา
จากการผสมผสานระหวา่ ง กลมุ่ ชาตพิ นั ธตุ์ ่างๆ หลากหลายกลมุ่ ผลจากการปฏบิ ตั งิ านของคณะพระธรรมจารกิ นับ
ไดว้ า่ ทาคณุ ประโยชน์ใหแ้ ก่กลมุ่ ชนชาวเขาอยา่ งมาก อกี ทงั้ ไดช้ ว่ ยราชการในการพฒั นา และสงเคราะหช์ าวเขาใน
ดา้ นต่างๆ สรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดกี บั ชาวเขา ทาใหช้ าวเขาเกดิ ความจงรกั ภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ เกดิ ความ
มนั่ คง มคี วามรสู้ กึ เป็นพวกเดยี วกนั กบั คนไทยทวั่ ไป อย่างทเ่ี หน็ ไดเ้ ดน่ ชดั เป็นรูปธรรม คอื ไดช้ าวเขาขอแสดงตน
เป็นพทุ ธมามกะ จานวนมาก ประมาณหนง่ึ ในหา้ ของจานวนชาวเขาทงั้ หมด และสง่ บุตรหลานเขา้ บรรพชา
อปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา ตงั้ แตป่ ี 2508 เป็นตน้ มา ถงึ พ.ศ. 2545 จานวน 6,442 คน

โครงการพระธรรมจารกิ ไดม้ กี ารพฒั นาปรบั ปรุงใหเ้ จรญิ กา้ วหน้ามาตามลาดบั ทงั้ การบรหิ ารงาน โครงการ
พฒั นาบุคลากรพระธรรมจารกิ การจดั การศกึ ษาอบรมใหแ้ กพ่ ระภกิ ษสุ ามเณรชาวเขาทเ่ี ขา้ มาบวชใน
พระพุทธศาสนาดว้ ยการสงเคราะหด์ า้ นการศกึ ษาแก่เยาวชนชาวเขาตามอาศรมฯ ต่างๆ การตดิ ตอ่ ประสานงานกบั
ภาครฐั และเอกชนเพอ่ื ระดมทรพั ยากรต่างๆ มาสนบั สนุนโครงการฯ ทาใหโ้ ครงการฯ สามารถดาเนินไปอยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ การดาเนินงานโครงการพระธรรมจารกิ ตลอดช่วงเวลา 37 ปี ทผ่ี า่ นมา

ที่มา : http:// www.jarik-highland.com/web_board/index.php?infoboard=topic สบื คน้ เม่อื วนั ที่ 30 พฤศจกิ ายน 2554

ใบงำนท่ี 7.1 เรื่อง คณุ ค่าของพระสงฆ์

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นดภู าพ แลว้ เขยี นบรรยายแสดงถงึ คณุ ค่าของพระสงฆ์
1. 2.

3. 4.

ใบงำนที่ 7.1 เรื่อง คณุ ค่าของพระสงฆ์ เฉลย

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นดภู าพ แลว้ เขยี นบรรยายแสดงถงึ คณุ คา่ ของพระสงฆ์

1. 2.

3. 4.

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ นดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

แบบประเมิน การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 เน้อื หาละเอยี ดชดั เจน
2 ความถกู ตอ้ งของเน้อื หา
3 ภาษาทใ่ี ชเ้ ขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางสว่ น ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องมาก

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากวา่ 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุม่

คาชี้แจง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

การแสดง การทางาน การมี
ความ ตามท่ีได้รบั
ลาดบั ที่ ชื่อ-สกลุ คิดเหน็ การยอมรบั มอบหมาย ความมีน้าใจ ส่วนร่วมใน รวม
ของผ้รู บั การ ฟังคนอ่ืน การปรบั ปรงุ 20

ประเมิน ผลงานกลุ่ม คะแนน

43214321432143214321

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทตี่ นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพอ่ื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ี่ 8 ทุกข์ (จิต-เจตสกิ )

เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

จติ เจตสกิ เป็นธรรมทอ่ี ยใู่ นกรอบอรยิ สจั (ทกุ ข)์ เจตสกิ เป็นธรรมทป่ี ระกอบจติ อาการและคณุ สมบตั ติ า่ งๆ ของจติ
สภาวะธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ดบั พรอ้ มกบั จติ

2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/13 วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4 หรอื หลกั คาสอนของศาสนาทตี่ นนบั ถอื

2.9 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

- อธบิ ายความหมาย ประเภท และความสมั พนั ธร์ ะหว่างจติ -เจตสกิ ได้

3. สาระการเรยี นรู้ : ขนั ธ์ 5 ➢ จติ เจตสกิ

3.8 สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

 อรยิ สจั 4
- ทกุ ข์ (ธรรมทค่ี วรร)ู้

3.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสรุปลงความเหน็
3) ทกั ษะการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน

6. กิจกรรมการเรยี นรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด
 นักเรียนเคยมีความร้สู กึ ชอบหรอื ไม่ชอบใน
 วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการสรา้ งเจตคติ
เรอ่ื งใดบ้าง ทาไมจงึ รสู้ ึกเชน่ นัน้
 นักเรยี นสวดมนต์บชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี น (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
ขนั้ ท่ี 1 สงั เกต
คาถามกระตุ้นความคิด
ส่อื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ  ถา้ นกั เรียนอยากไปชมคอนเสิรต์ แต่เงินไม่

7. ครนู าภาพการกระทาของบุคคลในลกั ษณะตา่ งๆ มาใหน้ กั เรยี น พอไปซื้อบตั ร จงึ แอบหยิบเงินจากกระเป๋ า
วเิ คราะห์ ของแม่ไป การกระทาดงั กลา่ วจดั เป็นเจตสิก
ประเภทใด
8. ครใู หน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ วา่ การแสดงออกของบคุ คลใน (อกศุ ลเจตสกิ )
ภาพแต่ละภาพนนั้ แสดงออกถงึ ความรูส้ กึ อย่างไร

9. ครอู ธบิ ายเชอ่ื มโยงใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า ลกั ษณะดงั กล่าวสอดคลอ้ ง
กบั จติ -เจตสกิ แลว้ ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ

ขนั้ ท่ี 2 วิเคราะห์

ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ : 1. หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
3. ใบงานที่ 2.1
4. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ

18. นักเรยี นกลุ่มเดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 1) ร่วมกนั ศกึ ษา
ความรูเ้ ร่อื ง จติ -เจตสกิ จากหนงั สอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
และแหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ แลว้ บนั ทกึ ความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการศกึ ษา
ลงในแบบบนั ทกึ การอา่ น

19. ครูอธบิ ายความรูเ้ พมิ่ เตมิ เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจเรอ่ื ง เจตสกิ วา่
เป็นธรรมะทป่ี ระกอบจติ อาการ และคุณสมบตั ติ ่างๆ ของจติ
สภาวะธรรมชาตทิ เี่ กดิ ดบั พรอ้ มกบั จติ

20. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั วเิ คราะหบ์ ทสนทนาในใบงานที่ 8.1
เรื่อง ทกุ ข์ (จิต-เจตสิก) โดยตอบคาถามรว่ มกนั ไปกบั ตวั ละคร

ในบทสนทนา
21. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั เฉลยคาตอบในใบงานท่ี 8.1 และแสดง

ความคดิ เหน็ ร่วมกนั ถงึ ขอ้ คดิ ทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษาเร่อื ง จติ -เจตสกิ
โดยครูเป็นผูต้ รวจสอบความถูกตอ้ ง
22. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ

ขนั้ ท่ี 3 สรปุ คาถามกระต้นุ ความคิด

สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้ : —  นกั เรียนสามารถนาขอ้ คิดจากการศึกษา
เรือ่ ง จิต-เจตสิกไปปฏิบตั ิตนอย่างถกู ต้องได้
นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความแตกต่างระหว่าง อญั ญสมานาเจตสกิ อย่างไรบ้าง
อกุศลเจตสกิ โสภณเจตสกิ และเจตสกิ ฝ่ายดที ป่ี ระกอบจติ ทเี่ ป็นกุศลและ
จติ กลางๆ ไม่ดี ไมช่ วั่ ซ่งึ พงึ ปฏบิ ตั ิ จากนนั้ นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้น (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ใน
ความคดิ ดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 8.1 ใบงานที่ 8.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา่ น แบบบนั ทกึ การอา่ น ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์

8. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้

8.1 สือ่ การเรียนรู้

1) หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2) หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ

(1) ดนยั ไชยโยธา. (2552). พจนานุกรมคาศพั ท์พระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : อกั ษรเจรญิ ทศั น์.
(2) ธรรมปิฎก, พระ (ประยทุ ธ์ ปยตุ ฺโต). (2544). พทุ ธธรรม, ฉบบั เดิม. กรงุ เทพมหานคร : ดวงแกว้ .
(3) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. เอ.ไอ.เอ. (เครอื นาทอง).

3) บตั รภาพการกระทาของบุคคลในลกั ษณะต่างๆ
4) ใบงานท่ี 8.1 เรอ่ื ง ทกุ ข์ (จติ -เจตสกิ )

8.2 แหลง่ การเรียนรู้



บตั รภำพ กำรกระทำของบคุ คลในลักษณะต่ำงๆ 

P 3-6 P 3-7
ภาพ 1 ภาพ 2
P 3-8 P 3-9
ภาพ 3 ภาพ 4

ภาพ 5 ภาพ 6

ใบงำนท่ี 8.1 เรื่อง ทกุ ข์ (จิต-เจตสกิ )

ตอนที่ 1
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นอ่านบทสนทนา แลว้ ตอบคาถาม

ลุงดา ซง่ึ เป็นมคั คทายกของวดั ชอบมานงั่ สนทนากบั ชาวบา้ นทห่ี นา้ บา้ นทุกวนั วนั น้จี ติ จอย และโจ้ ซง่ึ เป็นนักเรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 มาขอร่วมสนทนาดว้ ย

โจ้ : ลงุ ดาครบั วนั น้พี วกผมเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนา เรอ่ื ง จติ -เจตสกิ ค่อนขา้ งยากมากครบั รแู้ ต่ความหมาย
แต่จะนามาประยกุ ตก์ บั ชวี ติ จรงิ ยากจงั เลย

ลุงดา : พวกเราลองฟังเสยี งชาวบา้ นทเ่ี ล่นกลองยาวทด่ี งั อยหู่ ลงั วดั สิ เวลาไดฟ้ ังแลว้ รสู้ กึ อยา่ งไร
จิต : เสยี งดงั เป็นเพลงลูกทงุ่ เพราะดคี ะ หนูชอบ
จอย : แต่หนูคดิ วา่ เสยี งมนั ดงั ไปนะคะ หนไู ม่ชอบ
ลุงดา : ความรสู้ กึ ทพ่ี วกหนูมแี ตกตา่ งกนั น้ี จะจดั เขา้ เจตสกิ ประเภทใดล่ะ
โจ้ : (นกั เรยี นตอบดว้ ย)

ลงุ ดา : ถกู ตอ้ ง ลุงขอถามต่อวา่ เป็นสพั พจติ ตสาธารณเจตสกิ หรอื ปกณิ ณกเจตสกิ อธบิ ายดว้ ยนะ
จิต : (นักเรยี นตอบดว้ ย)

จอย : หนูฟังขา่ วจากวทิ ยุว่า สปั ดาหห์ น้าจะมวี งดนตรยี อดนยิ มมาแสดงทอ่ี าเภอใกลบ้ า้ นเรา หนูชอบนกั รอ้ งทกุ คน
ของวงดนตรนี ้ี หนูคดิ จะเกบ็ เงนิ ไปซ้อื บตั รเขา้ ชม แตถ่ า้ เงนิ ไมพ่ อกก็ ะวา่ จะแอบเอาเงนิ ในลน้ิ ชกั โตะ๊ ของแม่
ไปบา้ ง

ลุงดา : (นักเรยี นตอบดว้ ย)

โจ้ : ทโ่ี รงเรยี นของโจม้ ชี มรมรกั เพอ่ื น ชอบนาอาหารไปแจกใหเ้ ดก็ กาพรา้ แต่กไ็ มไ่ ดก้ าหนดแน่นอนว่า พวกเขา
จะไปแจกใหแ้ กเ่ ดก็ ทไ่ี หนบา้ ง และไปเมอ่ื ไหร่ ลงุ ดาคดิ วา่ การกระทาดงั กล่าวนนั้ จดั อยใู่ นเจตสกิ ประเภทใด
ครบั

ลงุ ดา : (นกั เรยี นตอบดว้ ย)

ตอนที่ 2
คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ ถงึ ขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาเร่อื ง จติ -เจตสกิ

ใบงำนที่ 8.1 เรื่อง ทกุ ข์ (จิต-เจตสิก) เฉลย

ตอนที่ 1
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นอ่านบทสนทนา แลว้ ตอบคาถาม

ลุงดา ซง่ึ เป็นมคั คทายกของวดั ชอบมานงั่ สนทนากบั ชาวบา้ นทห่ี น้าบา้ นทกุ วนั วนั น้จี ติ จอย และโจ้ ซงึ่ เป็นนักเรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 มาขอร่วมสนทนาดว้ ย

โจ้ : ลงุ ดาครบั วนั น้พี วกผมเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนา เร่อื ง จติ -เจตสกิ คอ่ นขา้ งยากมากครบั รแู้ ต่ความหมาย
แต่จะนามาประยกุ ต์กบั ชวี ติ จรงิ ยากจงั เลย

ลงุ ดา : พวกเราลองฟังเสยี งชาวบา้ นทเ่ี ล่นกลองยาวทด่ี งั อยหู่ ลงั วดั สิ เวลาไดฟ้ ังแลว้ รสู้ กึ อยา่ งไร
จิต : เสยี งดงั เป็นเพลงลูกทงุ่ เพราะดคี ะ หนูชอบ
จอย : แตห่ นูคดิ วา่ เสยี งมนั ดงั ไปนะคะ หนไู ม่ชอบ
ลุงดา : ความรสู้ กึ ทพ่ี วกหนูมแี ตกตา่ งกนั น้ี จะจดั เขา้ เจตสกิ ประเภทใดล่ะ
โจ้ : (นักเรยี นตอบดว้ ย)

อญั ญสมานาเจตสกิ ครบั

ลุงดา : ถูกตอ้ ง ลุงขอถามต่อวา่ เป็นสพั พจติ ตสาธารณเจตสกิ หรอื ปกณิ ณกเจตสกิ อธบิ ายดว้ ยนะ
จิต : (นกั เรยี นตอบดว้ ย)

สพั พจติ ตสาธารณเจตสกิ เพราะหไู ดย้ นิ เสยี ง และเวทนา คอื มคี วามพอใจ ไม่พอใจ

จอย : หนูฟังขา่ วจากวทิ ยุวา่ สปั ดาหห์ นา้ จะมวี งดนตรยี อดนยิ มมาแสดงทอ่ี าเภอใกลบ้ า้ นเรา หนูชอบนกั รอ้ งทกุ คน
ของวงดนตรนี ้ี หนูคดิ จะเกบ็ เงนิ ไปซ้อื บตั รเขา้ ชม แต่ถา้ เงนิ ไมพ่ อกก็ ะว่าจะแอบเอาเงนิ ในลน้ิ ชกั โต๊ะของแม่
ไปบา้ ง

ลุงดา : (นักเรยี นตอบดว้ ย)

จดั เป็นอกุศลเจตสกิ จาพวกปกณิ ณกอกุศลเจตสกิ

โจ้ : ทโ่ี รงเรยี นของโจม้ ชี มรมรกั เพอ่ื น ชอบนาอาหารไปแจกใหเ้ ดก็ กาพรา้ แต่กไ็ มไ่ ดก้ าหนดแน่นอนวา่ พวกเขา
จะไปแจกใหแ้ กเ่ ดก็ ทไ่ี หนบา้ ง และไปเมอ่ื ไหร่ ลุงดาคดิ วา่ การกระทาดงั กลา่ วนัน้ จดั อยใู่ นเจตสกิ ประเภทใด
ครบั

ลงุ ดา : (นกั เรยี นตอบดว้ ย)

ปกณิ ณกโสภณเจตสกิ เป็นเจตสกิ ทปี่ ระกอบกศุ ลจติ แตไ่ ม่แน่นอนตายตวั ว่าตอ้ งประกอบทุกครงั้

ตอนที่ 2
คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ ถงึ ขอ้ คดิ ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาเร่อื ง จติ -เจตสกิ

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ท่ี ช่ือ-สกลุ ความ การแสดง การรบั ฟัง การตงั้ ใจ การแกไ้ ข รวม
ของผ้รู บั การ รว่ มมือกนั ความ ความ ทางาน ปัญหา/หรือ 20
ทากิจกรรม คิดเหน็ คิดเหน็ ปรบั ปรงุ คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม

43214321432143214321

ลงชอ่ื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานึกในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ี่ 9 สมุทยั (ธรรมที่ควรละ)

เวลา 1-2 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

ปฏจิ จสมุปบาท นิวรณ์ 5 อุปาทาน 4 เป็นธรรมะทค่ี วรละ (สมทุ ยั ) เป็นขอ้ ทค่ี วรละเวน้ การกระทา ซงึ่ จะนาไปสคู่ วาม
ทุกข์ เกดิ ปัญหา

2. ตวั ชีว้ ดั /จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/13 วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4 หรอื หลกั คาสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื

2.10จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1) อธบิ ายความหมายของ ปฏจิ จสมปุ บาท นิวรณ์ 5 อุปาทาน 4 ได้
2) วเิ คราะหผ์ ลของทางหลกี เลย่ี งการกระทาผดิ ตามหลกั ปฏจิ จสมุปบาท นวิ รณ์ 5 อุปาทาน 4 ได้

3. สาระการเรยี นรู้ ➢ ปฏจิ จสมปุ บาท

3.9 สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

 สมุทยั (ธรรมทค่ี วรละ)

(1) ธรรมนิยาม
(2) นวิ รณ์ 5
(3) อุปาทาน 4

3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสรุปลงความเหน็
3) ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน

6. กิจกรรมการเรียนรู้ คาถามกระตุ้นความคิด
 นักเรยี นเคยมีความทกุ ขใ์ จในเรอ่ื งใดบา้ ง
 วิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ : เทคนิคคคู่ ิด สาเหตเุ กิดจากอะไร
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ นดลุ ย
 นกั เรยี นสวดมนต์บชู าพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี นทุกชวั่ โมง พนิ จิ ของครผู สู้ อน)

ขนั้ นาเขา้ ส่บู ทเรยี น คาถามกระตุ้นความคิด
 ถ้านกั เรยี นสามารถวิเคราะห์สาเหตุของ
ส่อื การเรยี นรู้ : บตั รภาพ ปัญหาต่างๆ ไดถ้ กู ต้อง จะมีผลดีอยา่ งไรบ้าง
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดุลย
10. ครูใหน้ ักเรยี นดภู าพบุคคลหรอื กลุ่มบุคคล ซ่งึ มพี ฤตกิ รรมทม่ี ี พนิ ิจของครูผสู้ อน)
ปัญหา

11. ครใู หน้ ักเรยี นช่วยกนั แสดงความคดิ เหน็ วา่ บุคคลในภาพดงั กลา่ ว
นนั้ มปี ัญหาหรอื มคี วามทุกขใ์ นเรอ่ื งใด และคาดวา่ น่าจะเกดิ จาก
สาเหตใุ ด

12. ครอู ธบิ ายเช่อื มโยงใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจว่า การทบ่ี ุคคลดงั กลา่ วมี
ความทกุ ขห์ รอื มปี ัญหานนั้ สอดคลอ้ งกบั ธรรมทคี่ วรละ

13. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ

ขนั้ สอน

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ
3. ใบงานท่ี 9.1
4. แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ

23. นักเรยี นกลมุ่ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 1) จบั คูก่ นั เป็น 3
คู่ ใหแ้ ตล่ ะครู่ ว่ มกนั ศกึ ษาความรูเ้ รอ่ื ง ธรรมที่ควรละ (สมุทยั ) จาก
หนงั สอื เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และแหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
ในหวั ขอ้ ทกี่ าหนดให้ ดงั น้ี

1) ปฏจิ จสมุปบาท
2) นิวรณ์ 5
3) อุปาทาน 4

24. สมาชกิ แต่ละคชู่ ว่ ยกนั ทาใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง ธรรมท่ีควรละ โดย

เลอื กตอบคาถามในกรณีศกึ ษา คู่ละ 1 กรณีศกึ ษา
25. สมาชกิ แตล่ ะค่ผู ลดั กนั อธบิ ายผลงานของตนใหส้ มาชกิ ค่อู น่ื ฟัง
26. ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั เฉลยคาตอบในใบงานที่ 9.1
27. นักเรยี นตอบคาถามกระตุน้ ความคดิ

ขนั้ สรปุ คาถามกระตุ้นความคิด

ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ : —  นักเรยี นได้ข้อคิดจากการศึกษาหลกั ธรรม
ปฏิจจสมปุ บาท นิวรณ์ 5 และอุปาทาน 4 อย่างไร
ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรุปสาระสาคญั ของเรอ่ื ง ปฏจิ จสมุปบาท นิวรณ์ 5 บ้าง
และอุปาทาน 4 แลว้ ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ย
พนิ ิจของครูผสู้ อน)

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑ์

ตรวจใบงานที่ 9.1 ใบงานที่ 9.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

8. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้

8.1 สือ่ การเรียนรู้

1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ

(1) ดนัย ไชยโยธา. (2552). พจนานกุ รมคาศพั ทพ์ ระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : อกั ษรเจรญิ ทศั น์.
(2) ธรรมปิฎก, พระ (ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต). (2544). พทุ ธธรรม, ฉบบั เดิม. กรงุ เทพมหานคร : ดวงแกว้ .
(3) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. เอ.ไอ.เอ. (เครอื นาทอง).

3) บตั รภาพบุคคลหรอื กลุม่ บคุ คล ซงึ่ มพี ฤตกิ รรมทม่ี ปี ัญหา
4) ใบงานท่ี 9.1 เร่อื ง ธรรมทค่ี วรละ

8.2 แหลง่ การเรยี นรู้



บตั รภำพ บคุ คลหรอื กล่มุ บุคคล ซึ่งมีพฤติกรรมท่ีมีปั ญหำ



P 3-10 P 3-11
ภาพ 1 ภาพ 2
P 3-12 P 3-13
ภาพ 3 ภาพ 4

ใบงำนท่ี 9.1 เรื่อง ธรรมทคี่ วรละ

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นอา่ นกรณีศกึ ษา แลว้ ตอบคาถาม
กรณีศึกษาท่ี 1

เก๋ และกอ้ ย เป็นเพอ่ื นทส่ี นิทสนมกนั เมอ่ื พบกนั กจ็ ะทกั ทายดว้ ยความยนิ ดี วนั หนึ่งเกเ๋ หน็ กอ้ ยเดนิ เขา้ มาใน
หอ้ งเรยี นกเ็ ขา้ ไปทกั ทายดว้ ยหนา้ ตาทย่ี ม้ิ แยม้ แตก่ อ้ ยหนา้ บ้งึ ไม่ยม้ิ ตอบ เกจ๋ งึ โกรธและไมพ่ ดู กบั กอ้ ย
คาถาม จงยกตวั อยา่ งตามองคป์ ระกอบของ ปฏจิ จสมปุ บาท ตงั้ แต่อวชิ ชาถงึ ชรามรณะ
(1) อวชิ ชา

(2) สงั ขาร

(3) วญิ ญาณ

(4) นามรปู

(5) สฬายตนะ
(6) ผสั สะ
(7) เวทนา
(8) ตณั หา
(9) อุปาทาน
(10) ภพ
(11) ชาติ
(12) ชรามรณะ

กรณีศกึ ษาท่ี 2

รามฝึกสมาธติ ามทค่ี รแู นะนา ในขณะทร่ี ามนงั่ หลบั ตา เพ่อื ฝึกจติ ใหส้ งบนัน้ เขาคดิ อยากใหจ้ ติ สงบ เพอ่ื จะ
อ่านหนังสอื แลว้ จาไดแ้ มน่ ยา และสอบไดค้ ะแนนดี เขาคดิ ถงึ เพ่อื นคนหน่งึ ช่อื โชค ทช่ี อบพดู จาถากถางเขา ดูถกู เขา
เขาคดิ ว่า ถา้ เขาสอบไดค้ ะแนนดกี วา่ โชค เขาจะแสดงทา่ ทดี ถู กู เยาะเยย้ โชคบา้ ง ขณะทก่ี าลงั ทาสมาธอิ ยนู่ นั้ รามเรม่ิ
งว่ งนอนไมอ่ ยากฝึกสมาธติ ่อ และคดิ วา่ ถา้ ทาสมาธไิ ปเร่อื ยๆ จะสามารถทาจติ สงบไดอ้ ย่างแทจ้ รงิ และจะมผี ลดตี อ่
การอ่านหนังสอื หรอื เปลา่ รามนงั่ หลบั ตาและคดิ เร่อื ยเป่ือยไปตลอดเวลา มเี รอ่ื งต่างๆ ผ่านเขา้ มาใหค้ ดิ อยา่ งตอ่ เน่อื ง
ในทส่ี ดุ รามกไ็ มส่ ามารถฝึกสมาธติ ่อไปได้ รามลมื ตาดเู พอ่ื นคนอน่ื ทย่ี งั ฝึกสมาธไิ ปเร่อื ยๆ
คาถาม เพราะเหตุใด รามจงึ ไม่สามารถฝึกสมาธติ ่อไปได้ อธบิ ายพรอ้ มยกตวั อยา่ ง

กรณีศกึ ษาท่ี 3
นิด นอ้ ย โหน่ง และน้า นงั่ สนทนาปรกึ ษาหารอื กนั ในเรอ่ื งราวตา่ งๆ ทผ่ี า่ นเขา้ มาในการดาเนินชวี ติ ของพวกเขา
และแสดงความคดิ เหน็ ร่วมกนั ว่า สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมเกยี่ วกบั อุปาทาน 4 ทไ่ี ดเ้ รยี นไป

นิด : หวั หนา้ หอ้ งของฉนั มกั จะยดึ มนั่ ในความคดิ เหน็ ของตวั เองเสมอ สมาชกิ ในหอ้ งเสนอวา่ ใหจ้ ดั งานเล้ยี งปี
ใหม่ของหอ้ งทบ่ี รเิ วณโรงอาหาร เพราะสะดวก ไม่ตอ้ งเกบ็ ลา้ งจานเอง เราเหมาอาหารจากรา้ นคา้ ของ
โรงเรยี นสะดวกดี แต่หวั หนา้ หอ้ งบอกวา่ เอาอาหารไปเลย้ี งกนั ทใ่ี ตต้ น้ ไมห้ ลงั โรงเรียนจะมบี รรยากาศ
ดกี ว่า ฉนั ไมส่ บายใจในการตดั สนิ ของหวั หนา้ หอ้ งเลย

น้อย : หวั หนา้ หอ้ งของเธอนะมอี ุปาทาน
โหน่ง : อุปาทานเรอ่ื งอะไรละ่ อธบิ ายหน่อยซิ
น้อย : (นกั เรยี นช่วยตอบดว้ ย)

น้า : พส่ี าวของฉนั ชอบอาหารทภ่ี ตั ตาคารทะเลสวย และไปกนิ ประจา วนั แม่ปีนพ้ี วกเราจะพาแมไ่ ปเล้ยี ง
อาหาร พส่ี าวของฉนั กเ็ สนอวา่ ตอ้ งไปกนิ อาหารทภ่ี ตั ตาคารทะเลสวยเทา่ นนั้

นิด : แสดงว่าพส่ี าวของเธอกม็ อี ปุ าทานเหมอื นกนั
โหน่ง : จดั เป็นอปุ าทานประการใดละ่ ชว่ ยบอกดว้ ย
นิด : (นักเรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

น้อย : ฉนั กม็ เี รอ่ื งมาเล่าใหพ้ วกเธอฟังเหมอื นกนั คอื ป้าแจม่ ขา้ งบา้ นของฉันชอบไปวดั ปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนา แลว้ ก็
มาพดู กบั เพอ่ื นบา้ นคนอน่ื ว่า ป้าแจ่มปฏบิ ตั ไิ ดด้ กี วา่ คนอ่นื ๆ ทไ่ี ปนงั ่ วปิ ัสสนาดว้ ยกนั ไดถ้ งึ ขนั้ สงู สดุ แลว้

โหน่ง : ฉนั กร็ วู้ า่ ป้าแจ่มมอี ุปาทาน
น้อย : อุปาทานในขอ้ ใดละ่
นิด : (นักเรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

โหน่ง : พก่ี านดาพส่ี าวของเพอ่ื นฉันคนหน่ึงเรยี นจบปรญิ ญาเอก มาทางานในบรษิ ทั เดยี วกบั พส่ี าวของฉัน พ่ี
กานดาจะมคี วามยดึ มนั่ ในตนเอง คดิ ว่าไม่ฟังความคดิ เหน็ ของคนอน่ื เพราะจบการศกึ ษาระดบั ต่ากว่า
เธอ เธอจบถงึ ปรญิ ญาเอกยอ่ มมคี วามรสู้ งู กว่า พวกเธอคดิ วา่ พก่ี านดามอี ปุ าทานในขอ้ ใด

น้อย : (นักเรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

ใบงำนที่ 9.1 เรือ่ ง ธรรมทคี่ วรละ เฉลย

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นอ่านกรณีศกึ ษา แลว้ ตอบคาถาม

กรณีศกึ ษาที่ 1
เก๋ และกอ้ ย เป็นเพอ่ื นทส่ี นทิ สนมกนั เมอ่ื พบกนั กจ็ ะทกั ทายดว้ ยความยนิ ดี วนั หนึง่ เก๋เหน็ กอ้ ยเดนิ เขา้ มาใน
หอ้ งเรยี นกเ็ ขา้ ไปทกั ทายดว้ ยหนา้ ตาทย่ี ม้ิ แยม้ แต่กอ้ ยหน้าบง้ึ ไม่ยม้ิ ตอบ เกจ๋ งึ โกรธและไมพ่ ดู กบั กอ้ ย

คาถาม จงยกตวั อย่างตามองคป์ ระกอบของ ปฏจิ จสมุปบาท ตงั้ แต่อวชิ ชาถงึ ชรามรณะ

(1) อวชิ ชา

เมอื่ เก๋เหน็ กอ้ ยหนา้ บ้งึ ไมย่ ้มิ ตอบ เกไ๋ ม่รูค้ วามจรงิ วา่ เหตผุ ลตน้ ปลายเป็นอยา่ งไร ไม่ใชป้ ัญญาพจิ ารณาขอ้ เทจ็ จรงิ วา่
กอ้ ยอาจมเี รอื่ งไม่สบายใจ

(2) สงั ขาร

เกค๋ ดิ ปรงุ แต่งสรา้ งภาพในใจตามความเคยชนิ วา่ กอ้ ยจะตอ้ งคดิ กบั ตนอยา่ งนนั้ อยา่ งน้ี แลว้ เกดิ ความฟ้งุ ซา่ น โกรธ มมี านะ
ตามพน้ื กเิ ลสของตน

(3) วญิ ญาณ

เกม๋ จี ติ ขุน่ มวั ไปตามกเิ ลสทฟี่ ้งุ ขน้ึ มา ปรงุ แตง่ ขน้ึ ดงั กลา่ ว คอยรบั รูก้ ารกระทาของกอ้ ย ในแง่ความหมายทจี่ ะมาป้อนความรูส้ กึ นึกคดิ
ทเี่ ป็นอยู่ในเวลานนั้ สหี น้า กริ ยิ าทา่ ทางของกอ้ ยจะดูกระทบกระทงั่ เก๋

(4) นามรูป

ความรูส้ กึ ภาพทคี่ ดิ ภาวะตา่ งๆ ของจติ ใจ สหี น้า กริ ยิ าท่าทาง (กายและใจ) ของเก๋ คลอ้ ยไปเป็นผลรวม คอื ภาวะอาการของ
คนโกรธ ปัน้ ปึง่ งอน พรอ้ มจะทางานร่วมไปกบั วญิ ญาณนนั้

(5) สฬายตนะ

อายตนะตา่ งๆ มตี า หู ของเก๋ ตนื่ ตวั พรอ้ มจะทาหนา้ ทรี่ บั ความรูส้ กึ กนั เตม็ ที่

(6) ผสั สะ

ลกั ษณะอาการแสดงออกของกอ้ ยทเี่ ดน่ คอื ความบดู บง้ึ กระดา้ ง

(7) เวทนา

เกร๋ ูส้ กึ ไมส่ บายใจ

(8) ตณั หา

เกเ๋ กดิ วภิ วตณั หา อยากใหค้ วามไม่สบายใจนนั้ หายไป

(9) อปุ าทาน

เกเ๋ กดิ ความยดึ ถอื ผกู ใจต่อการกระทาหรอื พฤตกิ รรมของกอ้ ยวา่ เกยี่ วขอ้ งกบั ตนจะตอ้ งจดั การอย่างใดอย่างหนงึ่

(10) ภพ

พฤตกิ รรมทสี่ บื เนอื่ งกนั ไปของเกอ๋ ย่ใู ต้อทิ ธพิ ลของอปุ าทาน มพี ฤตกิ รรมเป็นปฏปิ ักษ์กบั กอ้ ย

(11) ชาติ

เก๋รบั เอาภาวะชวี ติ ทเี่ ป็นปฏปิ ักษ์นนั้ โดยมองเหน็ ความเป็นปฏปิ ักษ์ระหวา่ งตนกบั กอ้ ยชดั เจนลงไป แยกออกเป็นเรา-เขา
มตี วั ตนทจี่ ะเขา้ ไปกระทาและถกู กระทบกระแทกกบั ก้อย

(12) ชรามรณะ

ตวั ตนทเี่ กดิ ในภาวะปฏปิ ักษน์ นั้ ทนั ทที ตี่ วั ตนนนั้ เกดิ ขน้ึ เกจ๋ งึ โกรธและไมพ่ ูดกบั กอ้ ย

กรณีศกึ ษาที่ 2

รามฝึกสมาธติ ามทค่ี รแู นะนา ในขณะทร่ี ามนงั่ หลบั ตา เพ่อื ฝึกจติ ใหส้ งบนัน้ เขาคดิ อยากใหจ้ ติ สงบ เพ่อื จะ
อา่ นหนงั สอื แลว้ จาไดแ้ มน่ ยา และสอบไดค้ ะแนนดี เขาคดิ ถงึ เพอ่ื นคนหนึง่ ชอ่ื โชค ทช่ี อบพดู จาถากถางเขา ดูถกู เขา
เขาคดิ วา่ ถา้ เขาสอบไดค้ ะแนนดกี วา่ โชค เขาจะแสดงท่าทดี ถู กู เยาะเยย้ โชคบา้ ง ขณะทก่ี าลงั ทาสมาธอิ ยนู่ นั้ รามเรมิ่
งว่ งนอนไมอ่ ยากฝึกสมาธติ ่อ และคดิ ว่าถา้ ทาสมาธไิ ปเรอ่ื ยๆ จะสามารถทาจติ สงบไดอ้ ย่างแทจ้ รงิ และจะมผี ลดตี อ่
การอ่านหนังสอื หรอื เปลา่ รามนงั่ หลบั ตาและคดิ เร่อื ยเป่ือยไปตลอดเวลา มเี รอ่ื งตา่ งๆ ผา่ นเขา้ มาใหค้ ดิ อยา่ งตอ่ เน่อื ง
ในทส่ี ดุ รามกไ็ มส่ ามารถฝึกสมาธติ ่อไปได้ รามลมื ตาดเู พอ่ื นคนอน่ื ทย่ี งั ฝึกสมาธไิ ปเร่อื ยๆ
คาถาม เพราะเหตุใด รามจงึ ไมส่ ามารถฝึกสมาธติ อ่ ไปได้ อธบิ ายพรอ้ มยกตวั อยา่ ง

เพราะรามเกดิ นิวรณ์ 5 นิวรณ์ ซงึ่ เป็นสงิ่ กดี กนั้ จติ ไมใ่ หบ้ รรลคุ วามดี
1) กามฉนั ท์ – รามอยากใหจ้ ติ สงบ อยากอา่ นหนงั สอื แลว้ จาได้แม่นยา อยากสอบไดค้ ะแนนดี
2) พยาบาท – รามพยาบาทโชคและคดิ จะแกแ้ คน้ โชค
3) ถนี มทิ ธะ – รามมคี วามหดหู่ เซอื่ งซมึ ง่วงนอน
4) อุทธจั จกกุ กุจจะ - รามคดิ ฟ้งุ ซ่านหลายเรอื่ ง
5) วจิ กิ จั ฉา – รามมคี วามลงั เลสงสยั ว่า เมอื่ ฝึกสมาธแิ ลว้ จติ จะสงบจรงิ หรอื ไม่

กรณีศึกษาที่ 3
นิด นอ้ ย โหน่ง และน้า นงั่ สนทนาปรกึ ษาหารอื กนั ในเร่อื งราวตา่ งๆ ทผ่ี ่านเขา้ มาในการดาเนนิ ชวี ติ ของพวกเขา
และแสดงความคดิ เหน็ ร่วมกนั วา่ สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมเกยี่ วกบั อุปาทาน 4 ทไ่ี ดเ้ รยี นไป

นิด : หวั หนา้ หอ้ งของฉนั มกั จะยดึ มนั่ ในความคดิ เหน็ ของตวั เองเสมอ สมาชกิ ในหอ้ งเสนอวา่ ใหจ้ ดั งานเลย้ี ง
ปีใหม่ของหอ้ งทบ่ี รเิ วณโรงอาหาร เพราะสะดวก ไม่ตอ้ งเกบ็ ลา้ งจานเอง เราเหมาอาหารจากรา้ นคา้ ของ
โรงเรยี นสะดวกดี แตห่ วั หนา้ หอ้ งบอกวา่ เอาอาหารไปเลย้ี งกนั ทใ่ี ตต้ น้ ไมห้ ลงั โรงเรยี นจะมบี รรยากาศ
ดกี วา่ ฉนั ไมส่ บายใจในการตดั สนิ ของหวั หนา้ หอ้ งเลย

น้อย : หวั หน้าหอ้ งของเธอนะมอี ุปาทาน
โหน่ง : อปุ าทานเรอ่ื งอะไรละ่ อธบิ ายหน่อยซิ
น้อย : (นกั เรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

ทฏิ ฐปุ าทาน คอื ยดึ มนั่ ในทฏิ ฐหิ รอื ทฤษฎตี า่ งๆ เมอื่ เกดิ ความอยากอย่างใดอยา่ งหนงึ่ กท็ าใหม้ คี วามเอนเอยี ง
ใหเ้ ขา้ กบั ความอยากของตน

น้า : พส่ี าวของฉันชอบอาหารทภ่ี ตั ตาคารทะเลสวย และไปกนิ ประจา วนั แม่ปีน้พี วกเราจะพาแมไ่ ปเล้ยี ง
อาหาร พส่ี าวของฉนั กเ็ สนอวา่ ตอ้ งไปกนิ อาหารทภ่ี ตั ตาคารทะเลสวยเทา่ นนั้

นิด : แสดงวา่ พส่ี าวของเธอกม็ อี ุปาทานเหมอื นกนั
โหน่ง : จดั เป็นอุปาทานประการใดล่ะช่วยบอกดว้ ย
นิด : (นักเรยี นช่วยตอบดว้ ย)

กามปุ าทาน คอื ความยดึ มนั่ ในกาม ได้แก่ ประสาทสมั ผสั ทงั้ 5 คอื ตา หู จมูก ล้นิ กาย

น้อย : ฉนั กม็ เี รอ่ื งมาเลา่ ใหพ้ วกเธอฟังเหมอื นกนั คอื ป้าแจม่ ขา้ งบา้ นของฉันชอบไปวดั ปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนา แลว้ ก็
มาพดู กบั เพอ่ื นบา้ นคนอน่ื ว่า ป้าแจม่ ปฏบิ ตั ไิ ดด้ กี ว่าคนอน่ื ๆ ทไ่ี ปนงั ่ วปิ ัสสนาดว้ ยกนั ไดถ้ งึ ขนั้ สงู สดุ แลว้

โหน่ง : ฉันกร็ วู้ ่าป้าแจ่มมอี ุปาทาน
น้อย : อปุ าทานในขอ้ ใดละ่
นิด : (นักเรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

สลี พั พตุปาทาน คอื ยดึ มนั่ ในศลี และพรต เมอื่ ยดึ มนั่ ในทฤษฎหี รอื ความเหน็ อย่างใดอยา่ งหนงึ่ ทาใหเ้ กดิ การปฏบิ ตั ิ
อย่างงมงาย

โหน่ง : พก่ี านดาพส่ี าวของเพ่อื นฉันคนหนึ่งเรยี นจบปรญิ ญาเอกมาทางานในบรษิ ทั เดยี วกบั พส่ี าวของฉัน พ่ี
กานดาจะมคี วามยดึ มนั่ ในตนเอง คดิ วา่ ไมฟ่ ังความคดิ เหน็ ของคนอน่ื เพราะจบการศกึ ษาระดบั ต่ากว่า
เธอ เธอจบถงึ ปรญิ ญาเอกย่อมมคี วามรสู้ งู กวา่ พวกเธอคดิ ว่าพก่ี านดามอี ปุ าทานในขอ้ ใด

น้อย : (นักเรยี นชว่ ยตอบดว้ ย)

อตั ตวาทปุ าทาน คอื ยดึ มนั่ ในตวั ตน คดิ ว่ามตี วั ตนเทยี่ งแท้ ทาใหเ้ กดิ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหลง
ทาใหเ้ กดิ “ฉันคอื นนั่ ” ความยดึ มนั่ ในตวั ตนเป็นขอ้ สาคญั เป็นพ้นื ฐานของความยดึ มนั่ ขอ้ อนื่

แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่

ช่อื กลมุ่ ชนั้

คาชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่อง
ทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

ลาดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 การแบง่ หนา้ ทก่ี นั อยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน
3 การแสดงความคดิ เหน็
4 การรบั ฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจชว่ ยเหลอื กนั

รวม

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13
ต่ากว่า 10 พอใช้
ปรบั ปรงุ

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่อื ไดย้ นิ เพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
กษตั ริย์ ของเพลงชาติ

2. ซ่ือสตั ย์ สุจริต 1.2 ปฏบิ ตั ติ นและชกั ชวนผูอ้ ่นื ปฏบิ ตั ติ ามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง

3. มวี ินยั รบั ผิดชอบ 1.3 ใหค้ วามร่วมมอื รว่ มใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรยี น ชุมชน
4. ใฝ่เรียนรู้ และสงั คม
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
1.4 เป็นผูน้ าหรอื เป็นแบบอย่างในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่นื ชม ปกป้อง
ความเป็นชาตไิ ทย

1.5 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ของศาสนา
และเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องศาสนิกชน

1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบนั
พระมหากษตั รยิ ต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ขน้ึ ชน่ื ชมในพระราชกรณยี

กจิ พระปรชี าสามารถของพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระราชวงศ์
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี กู ต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทถ่ี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ ทาตาม
สญั ญาทต่ี นให้ไวก้ บั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง และครู เป็นแบบอย่าง
ทดี่ ดี ้านความซ่อื สตั ย์

2.3 ปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่นื ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง
และเป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่เพ่อื นดา้ นความซอ่ื สตั ย์

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผูอ้ ่นื ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ในชวี ติ ประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน ปฏบิ ตั ิ
เป็นปกตวิ สิ ยั และเป็นแบบอย่างทด่ี ี

4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ

4.3 สรปุ ความรูไ้ ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สงิ่ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั

คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คมุ้ คา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ตั ติ นและตดั สนิ ใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
5.4 ไม่เอาเปรยี บผอู้ ่นื และไม่ทาใหผ้ ูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เมอ่ื ผอู้ น่ื

กระทาผดิ พลาด

แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (ต่อ)

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใชช้ วี ติ ประจาวนั บนพน้ื ฐาน
6. มุ่งมนั่ ในการทางาน ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร

7. รกั ความเป็นไทย 5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลย่ี นแปลง ทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
8. มีจิตสาธารณะ และปรบั ตวั อยรู่ ว่ มกบั ผูอ้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าทท่ี ไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรบั ผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปัญหาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอปุ สรรคในการทางานใหส้ าเรจ็
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภูมใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รูจ้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ยส์ นิ และอ่นื ๆ

พรอ้ มชว่ ยแกป้ ัญหา
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี น ชมุ ชน

เพอ่ื แกป้ ัญหาหรอื รว่ มสรา้ งสง่ิ ทดี่ งี ามตามสถานการณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ

ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน
ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครงั้

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 10 ธรรมที่ควรบรรลุ

เวลา 1 ชวั่ โมง
1. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

นิพพานเป็นธรรมทค่ี วรบรรลุ (นิโรธ) ผทู้ ป่ี ฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมน้ี ย่อมเหน็ สจั ธรรม เหน็ สง่ิ ทงั้ หลายตามทเ่ี ป็นจรงิ

2. ตวั ชี้วดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

2.1 ตวั ช้ีวดั
ส 1.1 ม.4-6/13 วเิ คราะหห์ ลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4 หรอื หลกั คาสอนของศาสนาทตี่ นนบั ถอื

2.11จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

- อธบิ ายความหมายและแนวทางการปฏบิ ตั ติ นอนั เป็นหนทางนาไปสนู่ พิ พานได้

3. สาระการเรียนรู้

3.10สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

 อรยิ สจั 4
- นิโรธ (ธรรมทค่ี วรบรรล)ุ
: นพิ พาน

3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
(พจิ ารณาตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการวเิ คราะห์
2) ทกั ษะการสรปุ ลงความเหน็

4.2 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. ม่งุ มนั่ ในการทางาน

6. กิจกรรมการเรยี นรู้ คาถามกระต้นุ ความคิด
 นกั เรยี นเคยแกป้ ัญหาความทกุ ขข์ องตนเอง
 วิธีสอนโดยการจดั การเรียนร้แู บบร่วมมือ : เทคนิคโตะ๊ กลม
ได้สาเรจ็ ในเรอ่ื งใดบา้ ง
 นักเรยี นสวดมนต์บูชาพระรตั นตรยั และทาสมาธกิ อ่ นเรยี น (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
คาถามกระตุ้นความคิด
ส่อื การเรยี นรู้ : ตวั อย่างข่าว  เพราะเหตุใดคนทวั ่ ไปจึงเข้าใจเรอื่ งนิพพาน

14. ครูนาข่าวเกย่ี วกบั บคุ คลทป่ี ระสบความสาเรจ็ หรอื บุคคลทม่ี ี ได้ยาก
ความสุขมาเล่าใหน้ ักเรยี นฟัง แลว้ ใหน้ ักเรยี นชว่ ยกนั ตอบคาถาม (เพราะนพิ พานจะตอ้ งรไู้ ดด้ ว้ ยตนเองคนอนื่ รู้
เช่น แทนไมไ่ ด้ หรอื เรยี กไดว้ า่ “รเู้ ฉพาะตน”)
a. บคุ คลดงั กล่าวมคี วามสขุ ทแ่ี ทจ้ รงิ หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
b. บคุ คลดงั กล่าวไมเ่ คยมคี วามทุกขใ์ ช่หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

15. ครูอธบิ ายเช่อื มโยงใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวา่ คนทยี่ งั เป็นปถุ ชุ น ย่อมมี
ความทกุ ขใ์ นชวี ติ บา้ งไมม่ ากกน็ อ้ ย สาเหตสุ าคญั ทท่ี าใหม้ นุษยม์ ี
ความทกุ ข์ คอื กเิ ลส

16. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ

ขนั้ สอน

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : 1. หนังสอื เรยี น พระพทุ ธศาสนา ม.6
2. หนังสอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ
3. ใบงานท่ี 10.1
4. แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ

28. นักเรยี นกลุ่มเดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 1) ร่วมกนั ศึกษา
ความรูเ้ ร่อื ง นิโรธ (ธรรมทค่ี วรบรรล)ุ คอื นพิ พาน จากหนงั สอื
เรยี น หนงั สอื คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ และแหลง่ ขอ้ มลู สารสนเทศ

29. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ชว่ ยกนั ทาใบงานที่ 10.1 เรือ่ ง ธรรมท่ีควร
บรรลุ โดยแบ่งหนา้ ทก่ี นั ทางาน ดงั น้ี

1) สมาชกิ คนท่ี 1 ของกลุม่ เขยี นคาตอบขอ้ 1 แลว้ ส่งใบงาน
ตอ่ ไปยงั สมาชกิ คนท่ี 2

2) สมาชกิ คนท่ี 2 อา่ นคาตอบของสมาชกิ คนที่ 1 แลว้ ตรวจสอบ
ความถกู ต้องและแกไ้ ขหรอื เขยี นเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์ และ
ตอบคาถามขอ้ 2

3) สมาชกิ คนท่ี 3 อ่านคาตอบของสมาชกิ คนที่ 2 แลว้ ตรวจสอบ
ความถกู ต้องและแกไ้ ขหรอื เขยี นเพมิ่ เตมิ ใหส้ มบรู ณ์ และ
ตอบคาถามขอ้ 3
ฯลฯ

30. สมาชกิ แต่ละคนในกลุม่ จะมโี อกาสอา่ นและเขยี นคาตอบหมุนเวยี น คาถามกระตุ้นความคิด
กนั ไปเร่อื ยๆ ตงั้ แตต่ อนท่ี 1 ถงึ ตอนที่ 2  ผ้ใู ดสามารถบรรลนุ ิพพานได้

31. ครูและนักเรยี นชว่ ยกนั เฉลยคาตอบในใบงานที่ 10.1 (ผทู้ ดี่ บั กเิ ลสไดโ้ ดยส้นิ เชงิ )
32. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ

ขนั้ สรปุ

สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้ : –

ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ความรูใ้ หน้ ักเรยี นเขา้ ใจ แลว้ ใหน้ ักเรยี นช่วยกนั สรุป
ประเดน็ สาคญั ของธรรมทคี่ วรบรรลใุ นเรอ่ื ง นิพพาน จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นตอบ
คาถามกระตนุ้ ความคดิ

7. การวดั และประเมินผล

วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์

ตรวจใบงานท่ี 10.1 ใบงานท่ี 10.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมนั่ ในการทางาน แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์

8. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้

8.1 สือ่ การเรยี นรู้

1) หนังสอื เรยี น พระพุทธศาสนา ม.6
2) หนงั สอื คน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ

(1) ดนยั ไชยโยธา. (2552). พจนานุกรมคาศพั ทพ์ ระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : อกั ษรเจรญิ ทศั น์.
(2) ธรรมปิฎก, พระ (ประยทุ ธ์ ปยตุ ฺโต). (2544). พทุ ธธรรม, ฉบบั เดิม. กรงุ เทพมหานคร : ดวงแกว้ .
(3) วศนิ อนิ ทสระ. (2548). หลกั ธรรมอนั เป็นหวั ใจพระพทุ ธศาสนา. เอ.ไอ.เอ. (เครอื นาทอง).

3) ตวั อย่างขา่ วเกย่ี วกบั บคุ คลทป่ี ระสบความสาเรจ็ หรอื บคุ คลทม่ี คี วามสขุ
4) ใบงานท่ี 10.1 เรอ่ื ง ธรรมทค่ี วรบรรลุ

8.2 แหลง่ การเรยี นรู้

 แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
- http:// women.sanook.com/tag/ผทู้ ป่ี ระสบความสาเรจ็

ตัวอย่ำงข่ำว เกี่ยวกับบคุ คลท่ีประสบควำมสำเรจ็ หรอื บคุ คลที่มีควำมสขุ

เกมไทยหวั ใจสากล ปัญญา นิรนั ดรก์ ลุ

20 กวา่ ปีกอ่ น ปัญญา นริ นั ดรก์ ุล เขา้ วงการพรอ้ มกบั เพ่อื นๆ กลมุ่ ถาปัดจฬุ าฯ ในนามของกลมุ่ ซูโม่สาอาง
ความสาเรจ็ ของรายการ เพชฌฆาตความเครยี ด สง่ ใหช้ อ่ื ของซูโมห่ ลายคนประสบความสาเรจ็ ในวงการบนั เทิง
รวมทงั้ ผชู้ ายคนน้ดี ว้ ย นอกจากงานแสดงแลว้ พต่ี า ยงั ไดร้ บั เลอื กใหท้ าหนา้ ท่ี พธิ กี รในรายการพลกิ ลอ็ ก เกมโชว์
ยอดฮติ สมยั นนั้ และดว้ ยบคุ ลกิ ทอ่ี บอุน่ สบายๆ รวมถงึ น้าเสยี งและลลี าการพดู คุยทส่ี นุกสนานเป็นกนั เอง ซ่ือของ
ปัญญา นริ นั ดรก์ ลุ กข็ น้ึ ทาเนียบพธิ กี รโด่งดงั ไปทวั่ ประเทศในเวลาอนั รวดเรว็

ปี 2532 ปัญญาร่วมกบั ประภาส ชลศรานนท์ กอ่ ตงั้ ชอ่ื บรษิ ทั เวริ ค์ พอยต์ เอน็ เตอรเ์ ทนเมน้ ท์ เพอ่ื ผลติ
รายการเกมโชวข์ องตวั เอง ปัจจุบนั บรษิ ทั เวริ ค์ พอยต์ เอน็ เตอรเ์ ทนเมน้ ท์ มฐี านะเป็น มหาชน นนั่ หมายถงึ
ความสาเรจ็ ในเชงิ ธุรกจิ บนั เทงิ ซงึ่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ ทกุ รายการของเวริ ค์ พอยตไ์ ดร้ บั ความนยิ มจากคนดมู ากมาย
เพยี งใด ปัญญายม้ิ รบั คาชม กอ่ นทจ่ี ะตอบคาถามทแ่ี ฝงไวด้ ว้ ยแงค่ ดิ วา่ เราทาตามทเ่ี ราถนดั นนั่ เอง พรอ้ มกบั ขยาย
ความวา่ สง่ิ ทเ่ี ขาทามาอยนู่ นั้ จรงิ ๆ แลว้ ตรงกบั พระราชดารสั ของในหลวงเรอ่ื งเศรษฐกจิ พอเพยี งนนั่ เอง เศรษฐกจิ
พอเพยี ง ไมไ่ ดพ้ าใหเ้ ราลดน้อยถอยลง แตท่ าใหเ้ รารจู้ กั ตวั เราเอง ทาใหห้ นั มามองวา่ เรามที รพั ยากรอะไร ความรู้
ความสามารถของเราคอื อะไร แลว้ เอามนั มาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ ทงั้ หมดคงเรมิ่ มาจากความเป็นคนชา่ งคดิ
ชา่ งสงสยั ในทุกเรอ่ื งของปัญญา ซงึ่ นาไปสกู่ ารเรยี นรู้ และเม่อื เรยี นรมู้ ากกท็ าใหเ้ กดิ ปัญญา สุดทา้ ยคอื นาความรทู้ ่ี
ไดม้ าถา่ ยทอดใหก้ บั คนดูอยา่ งแยบยลในรปู แบบของเกมโชว์

สว่ นทรพั ยากรทป่ี ัญญาพดู ถงึ กค็ อื ภูมปิ ัญญาของไทยนนั่ เอง ไม่วา่ จะเป็นเรอ่ื งของศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี
สมุนไพร เกษตรกรรม ฯลฯ ซงึ่ ปัญญาสามารถนามาใชก้ บั รายการของเขาไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ ไมว่ ่าจะเป็น คณุ พระ
ชว่ ย แฟนพนั ธุแ์ ท้ อจั ฉรยิ ะขา้ มคนื ฯลฯ รายการของเวริ ค์ พอยต์จะเน้นเรอ่ื งราวของศลิ ปะ วฒั นธรรมไทย เพราะ
เราเชอ่ื วา่ มนั คอื ความยง่ิ ใหญ่ และเป็นความภาคภูมใิ จของคนไทย เพราะฉะนนั้ คุณจะเป็นเกมจากทไ่ี หน ผมไม่
กลวั คุณ เพราะผมมขี องดอี ยใู่ นมอื เยอะมาก ผมสามารถทาเกมทเ่ี ป็นไทยไปสกู้ บั คณุ บนเวทสี ากลได้

ตัวอย่ำงข่ำว เกี่ยวกับบคุ คลที่ประสบควำมสำเรจ็ หรือบคุ คลที่มีควำมสขุ

ปัญญาพสิ จู น์ใหเ้ หน็ วา่ ความคดิ ของเขาถกู เพราะนอกจากจะไดร้ บั ความนยิ มจากคนดูแลว้ รายการของเขายงั
ไปควา้ รางวลั จากตา่ งประเทศมาแลว้ รายการ กล่องดา แฟนพนั ธุแ์ ท้ และเกมทศกณั ฑ์ กไ็ ดร้ บั รางวลั ในงาน
ประกาศผล Asian Television Awards 2005 ทส่ี งิ คโปร์ เสน่หข์ องรายการเกมโชวข์ องเวริ ค์ พอยต์น่าจะอยทู่ ่ี
รูปแบบรายการ สรา้ งความต่นื เตน้ สนุกสนานใหก้ บั คนดูไดล้ นุ้ ตลอดรายการ รวมทงั้ การลงทุนมหาศาลทงั้ ในเร่อื ง
ของฉาก แสง สี เสยี ง นกั แสดง และเงนิ รางวลั ฯลฯ เหล่าน้ที าใหเ้ วริ ค์ พอยตไ์ ดช้ อ่ื ว่าเป็นบรษิ ทั ทผ่ี ลติ เกมโชวท์ ด่ี ี
ทส่ี ุดในเมอื งไทย

ปัญญาไดฉ้ ายาว่า เจา้ พอ่ เกมโชว์ ของเมอื งไทย คนจะมองว่าเราเป็น เจา้ พอ่ ถา้ เป็นเร่อื งของงานอลงั การ
ตา่ งๆ เรายอมรบั แต่ถา้ เรอ่ื งสว่ นตวั เรายงั เหมอื นเดมิ ใชช้ วี ติ เรยี บๆ งา่ ยๆ ไมฟ่ ุ้งเฟ้อ แต่เรอ่ื งงานนเี่ ราจะอลงั การ
งานสรา้ ง ไม่ใชค่ วามใหญโ่ ตของพน้ื ท่ี ฉาก แสง เสยี ง แต่เป็นเรอ่ื งของคุณภาพ เราจะไมย่ อมแพไ้ มก่ ลวั ใคร จะ
เหนด็ เหน่อื ยเทา่ ไรเรากย็ อมทจ่ี ะทา เพราะเราเอางานเป็นหลกั งานของเราจะตอ้ งดขี น้ึ เรอ่ื ยๆ ปัจจบุ นั เวริ ค์ พอยต์
ผลติ รายการป้อนใหก้ บั สถานตี ่าง ๆ 17 รายการต่อสปั ดาห์ แต่ละรายการมคี าแรกเตอรท์ ช่ี ดั เจน นนั่ เป็นเหตผุ ลว่า
ทาไมทกุ รายการจงึ ไดร้ บั การตอ้ นรบั จากคนดูแลและสปอนเซอรม์ ากมาย และแมจ้ ะมรี ายการมากมายแต่เวริ ค์
พอยตย์ งั คงเดนิ หนา้ ผลติ รายการคณุ ภาพต่อไป แตด่ ว้ ยจานวนรายการทอ่ี อกอากาศต่ออาทติ ยท์ ่มี ากทส่ี ดุ ในขณะ
น้ปี ฏเิ สธไมไ่ ดว้ ่าปัญญาและเวริ ค์ พอยต์ ไดม้ สี ่วนกาหนดแนวทางและสรา้ งสรรคร์ ูปแบบรายการใหมๆ่ ของเกมโชว์
เมอื งไทย แมว้ า่ ปัญญาจะไม่ยอมรบั ตรงน้เี ทา่ ไรนกั กต็ าม แต่เขากภ็ มู ใิ จวา่ รายการทผ่ี ลติ ออกไปไดร้ บั การตอบรบั
จากคนดแู ละมสี ว่ นสง่ เสรมิ ความรใู้ หก้ บั สงั คมดว้ ย เรามคี วามภมู ใิ จว่า เราคดิ วา่ เราคดิ งานเอง ไม่ไดล้ อกเลยี นแบบ
ใคร เพราะฉะนนั้ เมอ่ื เราทาอะไรออกมา คนดจู ะยอมรบั เรา เพราะเขาเช่อื ใจเราวา่ เขาสามารถทง้ิ ลกู หลานไวก้ บั
เวริ ค์ พอยตไ์ ด้ ดรู ายการแลว้ ไม่เสอ่ื มเสยี เวริ ค์ พอยตภ์ ายใตก้ ารนาของปัญญากา้ วสคู่ วามเป็นมาตรฐานสากลเตม็
รูปแบบ บา้ นหลงั ใหมบ่ นเน้อื ท่ี 20 ไร่ในจงั หวดั ปทุมธานี มถี งึ 5 สตดู โิ อ เพยี บพรอ้ มดว้ ยอปุ กรณท์ นั สมยั ทาให้
สามารถควบคมุ การผลติ ไดอ้ ย่างใกลช้ ดิ และสรา้ งสรรคร์ ายการทม่ี คี ุณภาพไดอ้ ยา่ งมนั่ ใจ

ถงึ วนั น้คี งตอ้ งยอมรบั วา่ ปัญญา นิรนั ดรก์ ลุ มสี ว่ นสรา้ งสรรคร์ ายการเกมโชวเ์ มอื งไทย และความบนั เทงิ ตา่ งๆ
และความบนั เทงิ ต่างๆ ใหม้ กี ารพฒั นาและกา้ วไปขา้ งหนา้ อยา่ งมคี ุณภาพ ซง่ึ สง่ิ เหลา่ น้ไี ม่ไดเ้ กดิ ขน้ึ ชวั่ ขา้ มคนื
อยา่ งทเ่ี จา้ ตวั บอกว่า ไมม่ ใี ครเกดิ ขน้ึ มาแลว้ กเ็ ก่งเลย แต่ยนื ยนั วา่ ความสาเรจ็ สรา้ งได้ ถา้ เรารจู้ กั ตวั เราเองทแ่ี ทจ้ รงิ
เพราะฉะนนั้ คนทอ่ี ยากจะสาเรจ็ กส็ ามารถเป็นอยา่ งน้ไี ดจ้ รงิ ๆ ปัญญายา้ อกี ครงั้ ว่าความสาเรจ็ ทเ่ี ขาไดม้ านนั้
สามารถสรา้ งได้ อยา่ งทเ่ี ขาไดท้ าใหเ้ หน็ เป็นตวั อย่างแลว้ นัน่ เอง

ท่ีมา : http:// women.sanook.com/tag/ผูท้ ป่ี ระสบความสาเรจ็ สบื คน้ เมอ่ื วนั ที่ 30 พฤศจกิ ายน 2554

ใบงำนที่ 10.1 เรือ่ ง ธรรมทคี่ วรบรรลุ

ตอนที่ 1
คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. สาเหตุทท่ี าใหม้ นุษยม์ คี วามทกุ ข์ คอื อะไร

2. การปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมใดยอ่ มสามารถดบั กเิ ลสได้

3. การพดู ถงึ นพิ พาน ซงึ่ ใชค้ าแบบปฏเิ สธนนั้ นิพพานหมายความว่าอยา่ งไร

4. ความหมายของนพิ พานทใ่ี ชค้ าทม่ี ใิ ชเ่ ชงิ ปฏเิ สธ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง

5. ผทู้ บ่ี รรลุนิพพานนนั้ ยอ่ มเหน็ สจั ธรรม หมายความวา่ อยา่ งไร

ตอนที่ 2
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ ว่า นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมมรรคมอี งค์ 8 ซง่ึ เป็นหนทาง

นาไปส่คู วามดบั กเิ ลสไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง


Click to View FlipBook Version