The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaladmanat, 2022-12-21 22:57:34

หนังสืออานาปานสติภาวนา๒๕๕๕

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

ยทิทํ จตฺตาโร สติปฐานาติ ฯ เอกายโน
อยํ ภกิ ขฺ เว มคฺโค สตตฺ านํ วิสทุ ธฺ ยิ า โสกปรเิ ท
วานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย
ญายสฺส อธคิ มาย นิพพฺ านสสฺ สจฺฉิกริ ยิ าย

อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อทิ เมตํ ปฏจิ จฺ วตุ ตฺ นตฺ ิ ฯ

ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เปนทางสายเดียว เพื่อ
ความบริสุทธิ์ของเหลาสัตว เพื่อลวงโสกะและ
ปริเทวะ เพื่อดับทุกขและโทมนัส เพื่อบรรลุญาย
ธรรม เพื่อทำใหแ จงนิพพาน ทางนี้ คอื สตปิ ฏ ฐาน ๔
ประการ

เราอาศยั ทางสายเดยี วกนั น้แี ลวจงึ กลา ว

สติปฐานสุตตฺ ํ ม.ม.ู ๑๒/๑๕๒/๑๒๖

อานาปานสติภาวนา

ลาํ ดบั การบรรลธุ รรมของพระพุทธเจา้

สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์
(สมศกั ดิ อปุ สมมหาเถระ ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.)

ตรวจชาํ ระ
พระภาวนาพิศาลเมธี วิ. (ประเสริฐ มนฺตเสว)ี
ป.ธ.๘, พธ.บ.(บาลพี ุทธศาสตร)์ , พธ.ม.(วปิ สั สนาภาวนา)

รวบรวบและเรยี บเรยี ง

[๒]

ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของสาํ นักหอสมดุ แห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in publication Data

พระภาวพศิ าลเมธี พรหมจนั ทร์ ]
อานาปานสตภิ าวนา ลาํ ดบั การบรรลุธรรมของพระพทุ ธเจา้ .—
กรุงเทพฯ : ประยรู สาสน์ การพมิ พ,์ ๒๕๕๕. ๔๓๐ หน้า.

1. อานาปานสต.ิ I. ชอื เรอื ง.
294.3122
ISBN 978-616-7707-85-3

พมิ พ์ : คณะนสิ ติ ปรญิ ญาโท สาขาวชิ าวปิ สั สนาภาวนา ร่นุ ที ๗
วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส นครปฐม

เดอื น/ปี พมิ พ์ : วนั วสิ าขบชู า ๔ มถิ ุนายน ๒๕๕๕
จาํ นวนพมิ พ์ : ๒,๓๐๐ เลม่ (แจกเป็นธรรมทาน)
จดั รปู เลม่ โดย : พระมหาประเสรฐิ มนฺตเสวี

พมิ พ์ที : หา้ งหุน้ สว่ นจาํ กดั ประยรู สาส์น การพมิ พ์
๔๔/๑๓๒ หมู่ ๖ ถ. กํานนั แมน้ บางขนุ เทยี น จอมทอง กรงุ เทพฯ
โทร./โทรสาร. ๐๒-๘๐๒-๐๓๔๔ มอื ถอื ๐๘๑-๕๖๖-๒๕๔๐
E-mail : [email protected]

[๓]

อารมั ภกถา

พระพุทธศาสนาบงั เกดิ ขนึ ในโลก เพราะการตรสั รู้ความจรงิ ๔
ประการของพระสมั มาสมั พุทธเจ้า ดงั ทพี ระองคต์ รสั วา่ “ภกิ ษุทงั หลาย
อรยิ สจั ๔ ประการ คอื ทุกขอรยิ สจั สมุทยั อรยิ สจั ทุกขนิโรธอรยิ สจั
ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทาอรยิ สจั เพราะเรารแู้ จง้ อรยิ สจั ๔ ประการนีตาม
ความเป็นจรงิ ชาวโลกจงึ เรยี กเราวา่ พระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ”

อรยิ สจั กค็ อื ความจรงิ แทข้ องธรรมชาตทิ งั ปวงทปี รากฏมอี ยใู่ นโลก
พระพทุ ธเจา้ ตรสั ยนื ยนั วา่ โลกทงั ปวงนนั เป็นทกุ ข์ หาแก่นสารสาระใดๆ
ไม่ได้ ดงั ทพี ระองค์ตรสั วา่ “สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สงั ขารทงั หลายทงั
ปวงไม่เทยี ง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สงั ขารทงั หลายทงั ปวงเป็นทุกข์
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทงั ปวงมใิ ช่ตวั ตน” ..อนั เนืองดว้ ยหลกั การใน
เรอื งนีนีเอง ทําใหผ้ ู้เป็นมิจฉาทฎิ ฐกิ ล่าวใหร้ ้ายศาสนาพุทธว่า “เป็น
ศาสนาทมี องโลกแต่ในแงร่ า้ ย สอนวา่ โลกนมี แี ต่ทุกข”์

แทจ้ รงิ แลว้ ศาสนาพุทธไม่ไดม้ องโลกในแง่รา้ ย แตม่ องสงิ ทงั หลาย
ตามความเป็นจรงิ (ยถาภตู )ํ สอนอยา่ งตรงไปตรงมา มุ่งตอบปญั หาทวี า่
ทําอยา่ งไรจงึ จะเขา้ ถึงความพ้นทุกขไ์ ด้อย่างแท้จริง คนทงั หลายมกั
มองขา้ มเรอื งความพน้ ทุกข์ แต่มงุ่ ความสนใจไปทกี ารแสวงหาความสุข
เพราะไม่รคู้ วามจรงิ วา่ รา่ งกาย-จติ ใจนีเป็นกองทกุ ขแ์ ทๆ้ ไม่มที างทําให้
เกดิ ความสขุ ถาวรไดจ้ รงิ ยงิ ดนิ รนแสวงหาความสุขมากเพยี งใด จติ ใจก็
ยงิ มภี าระและความบบี คนั มากขนึ เพยี งนนั เพราะไม่วา่ จะดนิ รนเพยี งใด
ความสุขทไี ด้มาก็ไม่เคยเต็มอิม และจะจดื จางไปอย่างรวดเรว็ เสมอ
ความสขุ เสมอื นสงิ ทรี อการไขวค่ วา้ ชว่ งชงิ อยขู่ า้ งหน้า เหมอื นจะไขวค่ วา้
ได้ในตอนแรก แต่กจ็ ะหลุดมอื ไปรออย่ขู า้ งหน้าต่อไปอกี ทุกครงั เป็น

[๔]

เครอื งยวั ยวนและเรง่ เรา้ ใหเ้ กดิ การดนิ รนอยตู่ ลอดเวลา แทจ้ รงิ ความสขุ
ทพี วกเราเทยี วแสวงหากนั นันเป็นเพยี งภาพลวงตาทไี ขว่ควา้ ไม่ถึง แม้
ไดล้ มิ รสเสพสขุ อย่บู ้างเป็นบางครงั สุดทา้ ยกต็ อ้ งประสบกบั ความพลดั
พรากอย่างหลกี เลยี งไม่ได้..ด้วยความตาย พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้
แสวงหาความสุขทเี ป็นภาพลวงตานัน แต่สอนให้เรยี นรทู้ ุกข์ซงึ เป็น
ความจรงิ ของชวี ติ มแี ตพ่ ทุ ธศาสนาเท่านนั ทตี อบปญั หาเรอื งทุกข,์ เหตุ
ของความทกุ ข์ และวธิ เี จรญิ ภาวนาเพอื ความสนิ ไปแหง่ ทกุ ขไ์ วโ้ ดยตรง

อานาปานสติ เป็นวธิ เี จรญิ ภาวนาทสี าํ คญั ยงิ ในพระพุทธศาสนา
เพราะเป็นกรรมฐานทปี ฏบิ ตั ไิ ดส้ ะดวก ทุกที ทกุ เวลา แม้แต่สมเดจ็ พระ
สมั มาสมั พทุ ธเจา้ กท็ รงตรสั รสู้ มั มาสมั โพธญิ าณดว้ ยวธิ กี ารนี นอกจากนี
ยงั ช่วยให้จติ ใจผ่อนคลายหายเครยี ด เกดิ ความสงบกายสบายใจ และ
เป็นอารมณ์กรรมฐานเพยี งอยา่ งเดยี วทสี ามารถปฏบิ ตั ติ อ่ เนืองผสานกนั
ไดใ้ นขณะเดยี วกนั ระหวา่ งสมถะและวปิ สั สนา

โดยเหตุทขี า้ พเจา้ เหน็ วา่ หนงั สอื ทอี ธบิ ายลาํ ดบั ขนั ตอนการปฏบิ ตั ิ
อานาปานสตภิ าวนาพร้อมทงั คําอธิบายในคมั ภรี ์อรรถกถาและฎีกาที
เขยี นอธบิ ายอย่างเป็นขนั เป็นตอน และปรบั ใช้ภาษาทเี ขา้ ใจง่ายยงั หา
ไดย้ าก จงึ พจิ ารณาเหน็ วา่ หนงั สอื ทพี ระครปู ลดั สมั พพิ ฒั นธรรมาจารย์
รวบรวมเรยี บเรยี งขนึ นี มเี นือหาอธบิ ายหลกั ปฏบิ ตั อิ านาปานสตแิ ละ
อ้างหลกั ฐานจากคมั ภรี ์ต่างๆ มาเรยี บเรยี งไวอ้ ย่างเป็นลําดบั ขนั ตอน
เหมาะสาํ หรบั ผสู้ นใจศกึ ษาทตี อ้ งการทราบหลกั ฐานทมี าของหลกั ปฏบิ ตั ิ
ทงั นีเพอื ใหพ้ ุทธศาสนิกชนไดเ้ ขา้ ใจเรอื งอานาปานสตภิ าวนาอยา่ งถ่อง
แท้ตรงตามพุทธาธิบาย และเป็นหลกั สูตรเรียนของนิสิตปริญญาโท
หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปสั สนาภาวนา ณ

[๕]

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพุทธ
โฆส นครปฐม

ขา้ พเจา้ ไดอ้ ่านตรวจทานแกไ้ ขสาํ นวนเป็นตอนๆ ตงั แต่ตน้ จนจบ
เหน็ ว่าผู้รวบรวมไดด้ ําเนินการรวบรวมและเรยี บเรยี งอยา่ งเป็นลําดบั
ขนั ตอน ทังมีหลกั ฐานอ้างองิ จากพระไตรปิฎกอรรถกถา และฎีกา
ครบถ้วน จงึ ของอนุโมทนากุศลจติ ของพระครูปลดั สมั พิพฒั นธรรมา
จารย์ ผรู้ วบรวมเรยี บเรยี งหนงั สอื เล่มนี

(สมเดจ็ พระพุทธชนิ วงศ)์

[๖]

อนุโมทนากถา

ขออนุโมทนาในการทีคณะนิสิตปริญญาโท สาขาวิปสั สนา
ภาวนาร่นุ ๗ และคณะญาตโิ ยม ไดจ้ ดั พมิ พห์ นงั สอื ทจี ะได้ใชเ้ ป็นตาํ รา
เกยี วกบั การปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนาภาวนา ความจรงิ ธุระในพระศาสนานีพระ
บรมศาสดาไดท้ รงชแี จงแกพ่ ระภกิ ษุผเู้ ขา้ ทลู ถามถงึ ธุระในศาสนาว่า ใน
ศาสนานมี ธี ุระ ๒ อยา่ ง คอื คนั ถธุระ และวปิ สั สนาธุระ ซงึ รายละเอยี ด
ของธุระทงั ๒ อยา่ งนันมอี ย่างไร พระองค์ทรงขยายความแก่ภกิ ษุไว้
อยา่ งแจ่มแจ้งแล้ว ผู้สนใจจะศกึ ษาได้จากคมั ภรี ์ธรรมบท เช่น ในเรอื ง
พระจกั ขุบาล เป็นต้น วปิ สั สนาธุระนนั เป็นธุระสําคญั ประการ ๑ ใน
๒ ประการทกี ล่าวมาแล้ว พระศาสดาทรงยกขนึ เป็นหลกั เป็นธุระหรอื
หน้าทที ผี บู้ วชเขา้ มาพงึ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ การเจรญิ วปิ สั สนาตามแนวแห่ง
สตปิ ฏั ฐาน คอื การตงั สตเิ ขา้ ไปกําหนดรู้ความเป็นไปแห่งกาย เวทนา
จติ ธรรม ทรงชแี จงไวใ้ นพระสตู รนันว่า เพอื ความหมดจดผ่องแผว้ ไป
จากอาสวะกเิ ลส เพอื ก้าวล่วงความโศกเศร้า ปรเิ วทนาการ เพอื ความ
ตงั อยไู่ ม่ไดแ้ หง่ ทกุ ขโ์ ทมนสั เพอื ความรยู้ งิ เหน็ จรงิ ตามสภาพความเป็น
จรงิ ของสงั ขารและประการสุดทา้ ย เพอื ทาํ พระนิพพานให้แจ้ง เหล่านี
เป็นผลเกิดจากการเจรญิ วิปสั สนาภาวนาทงั สิน ดังนัน การทีท่าน
ทงั หลาย ไดเ้ หน็ ความสาํ คญั ในดา้ นวปิ สั สนาธุระ ร่วมกนั จดั พมิ พ์ตํารา
ขนึ เพือใช้ประกอบในการศึกษาปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนาธุระ จงึ เป็นผู้มกี ุศล
ศรทั ธาทีน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยงิ และทสี ําคญั ยงิ คอื ตาํ รานีจะเกดิ มี
ไม่ได้หากไม่มคี วามอุตสาหะของผู้รวบรวมเรยี บเรียงหนังสือนี ขอ
อนุโมทนากบั พระครปู ลดั สมั พพิ ฒั นธรรมาจารย์ และขออนุโมทนาใน
กุศลเจตนาของท่านทงั หลาย มา ณ โอกาสนี

[๗]

ระตะนตั ตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา ดว้ ยพระเดชา-
นุภาพแห่งพระศรรี ตั นตรยั บญุ กศุ ุลทบี งั เกดิ จากการจดั พมิ พต์ ําราเล่มนี
และบุญบารมที ที า่ นทงั หลายไดบ้ าํ เพญ็ มา จงรวมเป็นเตชะ พลวะปจั จยั
อาํ นวยใหท้ ่านทงั หลาย เจรญิ ดว้ ย อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ปฏภิ านธรรม
สารสมบัติปราศจากสรรพโรคภัยพิบัติ อุปทั วนั ตรายทังมวล มี
พลานามยั สมบูรณ์สามารถประกอบกรณียกิจเครืองดําเนินชีวติ ให้
กา้ วหน้ามนั คงสมบรู ณ์ดว้ ยสมั มาปฏบิ ตั ิ งอกงามไพบูลยใ์ นศาสนธรรม
คาํ สงั สอนของสมเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจ้า คดิ สงิ หนึงประสงคส์ งิ ใด ที
เป็นไปโดยชอบประกอบดว้ ยธรรม ขอสงิ นนั ทงั ปวง จงพลนั สําเรจ็ ทุก
ประการเทอญ

พระพุทธวรญาณ
เจา้ อาวาสวดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม
เจา้ สาํ นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจาํ กรุงเทพมหานครแหง่ ที ๒

[๘]

คณะทีปรกึ ษา

พระมหาสุรชยั วราสโภ,ดร. ป.ธ.๗ , M.A., Ph.D.
พระมหาชติ ฐานชิโต,ดร. ป.ธ.๗, ศน.บ.,M.A.,Ph.D.
พระครใู บฎกี ามานติ ย์ เขมคตุ ฺโต,ดร. ศน.บ.,M.A.,Ph.D.
ผศ.เวทย์ บรรณกรกลุ ป.ธ.๙ ,พธ.บ,M.A.

ตรวจทาน
พระมหาศกั ดศิ รี ปุญญธโร ป.ธ.๙ (นิสติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)
พระมหาอาํ นวย ฐานสิ สฺ โร พธ.บ. (นสิ ติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)
พระมหาจรญู จารุวณฺโณ พธ.บ. (นิสติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)
พระมหามณเฑยี ร มณฺฑโล พธ.บ. (นิสติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)
พระโยธนิ ยทุ ฺธเมธี พธ.บ., (นสิ ติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)

ฝ่ ายประสานงาน
นางสาวศมาภา เพชรมา (นิสติ ปรญิ ญาโท วปิ สั สนาภาวนา)

คํานํา

หลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาวิปสสนาภาวนา เปน
หลักสตู รที่มุงพฒั นาคุณลกั ษณะของบณั ฑติ ใหเ ปน ผูมีปฏิปทานาเลื่อมใส
ใฝรู ใฝคิด เปนผูนําดานจิตใจและปญญา มีความสามารถในการแกไข
ปญ หา มีศรทั ธาอุทิศตนเพ่ือพระพุทธศาสนา และบริการดานวิชาการแก
สังคม มีความรู ความเขาใจในหลักการปฏิบัติที่จะนําพาตนเองและสรรพ
สัตวใหกาวลวงความทุกขท้ังปวง พรอมทั้งสามารถสอนธรรมนําปฏิบัติ
วปิ สสนาไดอ ยา งถูกตอง ตามหลักพระพุทธศาสนาและมีประสทิ ธิภาพ

การปฏิบัติวิปสสนาภาวนา ๗ เดือน เปนหลักสูตรบังคับของ
การศึกษาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปสสนาภาวนา ซ่ึงจัดทํา
ข้ึนตามดําริของหลวงพอสมเด็จพระพุทธชินวงศ (สมศักดิ์ อุปสมมหา
เถระ ป.ธ. ๙, M.A., Ph.D. เจา อาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร, เจา
คณะใหญห นกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการเผย
แผพ ระพุทธศาสนาแหงชาติ และรองอธกิ ารบดมี หาวิทยาลยั มหาจฬุ าลง
กรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม) ทาน
ตอ งการใหผ ูศกึ ษามีความรูความสามารถท้ังภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ
ถึงขั้นเชี่ยวชาญในเร่ืองวิปสสนาและการสอนวิปสสนาภาวนา ซึ่งเปน
หัวใจของพระพุทธศาสนา

ถามวา : วปิ สสนาเปนเรอื่ งของสภาวจติ เปน การดบั กเิ ลสมิใชห รอื
ทําไมตองเอาใบปริญญา?

ตอบวา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
บาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม เปดสอนหลักสูตรวิปสสนาภาวนาใน
ระดับปริญญาโท เพ่ือใหผูศึกษามีความรูที่ถูกตองในเรื่องวิปสสนาท้ัง
ภาคทฤษฎีในพระไตรปฎก อรรถกถา ฎีกา และภาคปฏิบัติที่มีความ



สอดคลอ งกนั คอื เม่ือปฏิบัติจนรแู จง ดว ยตนเองแลว ก็สามารถสอนผอู น่ื
ใหรูอยางท่ีตนรูไดดวย มิใชรูอยูแตผูเดียวแตไมสามารสั่งสอนหรือ
อธิบายใหผอู ่ืนเขาใจได

การปฏบิ ัติวปิ สสนาน้ันมใิ ชว าปฏบิ ัตจิ บแลว จะสอนผูอ ่นื ใหรูอยาง
ท่ีตนรไู ด เพราะการปฏบิ ตั ิวิปสสนาใหบรรลุมรรคผลภายใน ๓-๔เดือน
น้ัน ผปู ฏิบัติจะตองมีอนิ ทรยี ท ี่แกก ลาและสมดุลกันอยางเต็มท่ี ระหวาง
ศรทั ธากับปญ ญา และวิริยะกับสมาธิ การปฏิบัติวิปสสนามิใชเพียงแค
เดนิ จงกรม นัง่ สมาธเิ ทาน้ัน อาจารยผ สู อนตอ งคอยสง่ั สอน แนะแนววิธี
ปฏบิ ตั ิในแตละชว งญาณควบคูกนั ไปดวย เพราะวธิ ปี ฏิบัติในแตละญาณ
น้ันไมเหมือนกัน คือมีรายละเอียดปลีกยอยและเทคนิคในการปฏิบัติที่
แตกตางกนั เชน ญาณท่ี ๔-๕ ตองกําหนดอยางจดตอตอเน่ือง และเพง
สติตออารมณ จงึ จะเห็นอาการเกิดดับชัดเจน แตพอถึงญาณท่ี ๑๐-๑๑
ใหกาํ หนดเพียงรอู าการที่ปรากฏอยางตอเนื่อง ไมตองเพงอารมณมาก
นัก เพราะอารมณท่ีกําหนดจะไมชัด ทําใหเผลอสติหลุดกําหนดไดงาย
พอญาณที่ ๑๑ เร่ิมแกกลาขึ้น ตองการใหวิปสสนาญาณเดินหนาอยาง
เตม็ กําลงั เพือ่ ใหท ะลเุ ขาสูมรรคผลใหได ก็ตองเพิ่มกําลังอินทรียในการ
กําหนด ดวยการกาํ หนดอยา งถ่ๆี ไมใ หขาดระยะ ไมใหเผลอ ตั้งแตต่ืน
นอนจนเขานอน เปน ตน

บางชวงผูปฏิบัติศรัทธาตก เกิดความเบ่ือหนายตอการปฏิบัติ
อาจารยผูสอนก็ตองหาบทเทศนาท่ีสามารถทําใหผูปฏิบัติฟงแลวเกิด
ศรทั ธาใหไ ดมาเทศนส งั่ สอน บางชวงเกิดความทอแทอยากเลิกปฏิบัติ
อาจารยผ สู อนกต็ อ งเทศนาใหเกิดกาํ ลังใจ

ฉะนั้น ผูที่คิดจะเปนอาจารยสอนวิปสสนาใหถึงขั้นบรรลุมรรค
ผลไดน ้ัน เพยี งเกง ในการปฏบิ ัติ ในเรอื่ งสภาวญาณอยางเดียว ยังไมพอ



จะตอ งมีความรอบรูในหลกั ปรยิ ตั คิ วบคไู ปดวย ยิ่งตองการสอนใหบรรลุ
ถึงขั้น มรรค ผล นิพพานภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือนดวยแลว ก็
ยงิ่ ตอ งมีความรใู นภาคปริยตั ถิ งึ ขั้นเชย่ี วชาญ มีความสามารถเทศนาสั่ง
สอนไดทุกวัน โดยเฉพาะอยางย่ิง ตองมีไหวพริบปฏิภาณสามารถ
แกปญหาตางๆที่เกิดขึ้น ท้ังที่เก่ียวกับการปฏิบัติและไมเกี่ยวกับการ
ปฏบิ ัตไิ ดอ ยางนาประทับใจ เพ่ือใหผูปฏิบัติเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาใน
ตวั ผสู อน จนยอมปฏิบัติแบบถวายชีวิตตอพระรัตนตรัย แตถาตองการ
ปฏิบัติเพียงเพ่ือใหตนเองหายทุกข คลายโศกเทานั้น ก็ไมจําเปนตอง
เรียนปริยัติ

ขาพเจาเอง เปน หนึ่งในจํานวนนักศึกษาท่ีไดรับความเมตตาจาก
พระเดชพระคุณหลวงพอสมเด็จพระพุทธชินวงศ ใหไดเขาเรียนใน
หลักสูตรนี้เปนรุนแรก โดยไมตองเสียคาใชจายใดๆ และไดไปปฏิบัติ
วิปสสนาภาวนาแบบกําหนดทองพอง-ยุบเปนอารมณหลัก ตามแนวคํา
สอนของทา นมหาสสี ยาดอ(พระโสภณมหาเถระ) เปนเวลา ๗ เดือนเต็ม
ณ สํานักปฏิบัติธรรมวัดงุยเตาอูกรรมฐาน รัฐฉานตะวันออก สหภาพ
เมียนมา ร ซึง่ เปนแนวปฏบิ ัติที่ไมปรากฏโดยตรงในคัมภีรพระไตรปฎก
แตจากสภาวธรรมท่ีเกิดขึ้นก็ปฏิเสธไมไดวาไมใชสติปฏฐาน ๔ และ
หลังจากไดฟงลําดับญาณ ๑๖ แลว ก็ไดหวนนึกถึงประสบการณชวง
บรรพชาใหม ๆ ที่เคยนึกอยากเปนพระอรหันตอยูในชวง ๒-๓ ปแรก
ถึงกับหาตํารามาอานเอง และฝกฝนปฏิบัติแบบกําหนดลมหายใจเขา
ออก เขาพทุ -ออกโธ อยถู ึง ๑๖ เดือนเตม็ แตก ไ็ มกาวหนาในการปฏิบัติ
ไดเ หน็ เพียงนิมิตดวงสเี ล็กๆ แตกกระจายเปนชุดๆ และรูสึกปวดศีรษะ
เวียนหัวเปนบางคร้ัง เพราะเปนการปฏิบัติแบบอานตําราเอาเอง ไมมี
กลั ยาณมติ รชวยแนะนํา



หลักจากขาพเจาไดปฏิบัติวิปสสนาภาวนาครบ ๗ เดือนแลว ก็
นอมนึกขึ้นในใจวา หลายคนสงสัยวาการปฏิบัติวิปสสนาแบบกําหนด
ทองพอง-ทองยุบไมมีในพระไตรปฎก เปนคําสอนของพระพุทธเจาแน
หรือ? สวนมากพระพุทธเจาตรัสสอนใหเจริญสติปฏฐาน ๔ ดวยการ
กําหนดลมหายใจเขา-ออกเปน อารมณห ลักมิใชห รอื ? เมอ่ื กอ นน้ีขา พเจา
ก็คิดเชนน้ันมาตลอด แมแตปจจุบันน้ีก็ยังคิดอยูบาง ถามี ๒ สํานักให
เลือกปฏิบัติ คือ สํานักวปิ สสนาสอนใหกําหนดพอง-ยบุ เปนอารมณหลัก
และสํานักวิปสสนาสอนใหกําหนดลมหายใจเขา-ออกเปนอารมณหลัก
ซึ่งสามารถสอนใหเห็นมรรคเห็นผลได ภายใน ๓-๔ เดือนเทากันหรือ
ตอรองใหอีกหนอย ใหสํานักกําหนดลมหายใจเขา-ออกสอนใหบรรลุ
โสดาบันไดภ ายใน ๑ ป

ถาจะใหเลือก ๒ สาํ นักนี้ ขา พเจา ขอเลอื กปฏิบัติในสํานักกําหนด
ลมหายใจเขา-ออก เพราะรูสึกอุนใจกวา มีหลักฐานปรากฏในคัมภีร
พระไตรปฎ กชัดเจนกวา แตด วยประสบการณท่ีผานมา ยังไมเคยไดยิน
เลย วามีสาํ นักสอนอานาปานสตสิ ํานักใดประกาศวาสามารถสอนใหทุก
คนบรรลุโสดาบันไดภายในระยะเวลาเพียง ๑ ปเทานั้น สวนมากสอน
เพียงแคใหจิตสงบ ลืมทุกขแบบสมถะเทาน้ัน ท่ีบอกวาตนเองไดบรรลุ
มรรคผลแลวกพ็ อมีอยูบาง แตทานก็อธิบายไมไดวา "วิปสสนาญาณใน
แตละขัน้ ท้งั ๑๖ ขั้น ที่เกิดข้ึนขณะปฏิบัติจริงมีสภาวะเปนอยางไร คือ
ยังไมสามารถอธิบายไดถึงสภาวะที่เกิดข้ึนขณะปฏิบัติในแตละญาณได
ตรงกับสภาวญาณที่ปรากฏในคัมภีรพระไตรปฎก อรรถกถา ฎีกา และ
วิสุทธิมรรค มีอาจารยสายอานาปานสติหลายทานที่ขาพเจาเช่ือมั่นวา
ทานไดบรรลุโสดาบันเปนอยางนอยแลวแนนอน(ความศรัทธาสวนตัว)
แตท า นก็ไมส ามารถอธบิ ายสภาวธรรมที่เกดิ ขนึ้ ขณะปฏบิ ตั ิดวยหลักการ



ในพระคัมภีรได หรืออาจจะเปนเพราะทานไมสนใจท่ีจะสอบสวน
เปรยี บเทียบดวยคดิ วา ไมจําเปน ก็เปนได เหตนุ ้แี ล การปฏบิ ตั ิวิปส สนา
กรรมฐานแบบกาํ หนดลมหายใจเขา-ออก จึงไมเปนที่สนใจของผูศึกษา
ปริยัติมากนัก แตการปฏิบัติวิปสสนากรรมฐานแบบกําหนดพอง-ยุบ
กลบั ตรงกนั ขาม แมจะมีหลักฐานเบื้องตนปรากฏในพระคัมภีรไมมาก
นัก แตสภาวธรรมท่ีเกิดขึ้นจากการปฏิบัติกลับสามารถอธิบายดวย
ทฤษฎีญาณ ๑๖ ท่ีปรากฏในคัมภีรไดอยางชัดเจน และท่ีสําคัญ พระ
อาจารยบางทานเกิดความมั่นใจในสภาวธรรมของตนเองถึงกับกลา
ประกาศวา "ถาทําตามที่สอนจะปฏิบัติวิปสสนาใหเห็นธรรมไดภายใน
ระยะเวลาเพยี ง ๓-๔ เดอื นเทานัน้ "

จากประสบการณที่ขาพเจาไดผานการปฏิบัติวิปสสนาแบบ
กาํ หนดพอง-ยบุ แบบเขมขน มาเปน ระยะเวลา ๗ เดือนเต็ม ขาพเจาขอ
ยืนยันวา เปน เชนนัน้ จริง แมโ ดยความรสู ึกสวนตวั จะนิยมชมชอบในการ
ปฏบิ ัติแบบกําหนดลมหายใจเขา -ออกมากกวา แตกไ็ มอ าจปฏิเสธความ
จริงทีเ่ กิดข้ึนไดเลยวา การปฏิบัติแบบกําหนดพอง-ยุบก็เปนสติปฏฐาน
๔ เชนกัน ทาํ ใหเกิดดวงตาเหน็ แจง พระไตรลกั ษณไ ดเชนกัน

แตอยางไรก็ตาม ในระหวางปฏิบัติขาพเจาไดเกิดความคิดข้ึน
หลายครัง้ วา "เราน้ีแหละ จะเปน ผทู าํ การปฏบิ ัติวปิ สสนาแบบอานาปาน-
สติใหโดงดังในวงวิชาการใหได โดยจะใชหลักการเดียวกันกับท่ีทาน
อาจารยมหาสีสยาดอ (พระโสภณมหาเถระ) ใชสภาวญาณ ๑๖ มา
อธบิ ายสภาวธรรมท่ีเกิดขน้ึ จากการปฏิบตั วิ ปิ ส สนาแบบกาํ หนดพอง-ยุบ
ขาพเจาก็จะปฏิบัติอานาปานสติใหรูแจงแลวนําสภาวธรรมตาง ๆ ท่ี
เกิดข้ึนขณะปฏิบัติจริงมาอธิบายดวยหลักการของญาณ ๑๖ ใหได ขอ



ยนื ยันวาเคยคดิ เชนน้ีหลายคร้ังจริง แตก็มอดดับไปทุกคร้ัง เพราะเปน
ภาระยิ่งใหญเกนิ ท่ีพระหนุมดอยปญญารูปหนง่ึ จะแบกรบั เอาไวได. .?

ขา พเจารวบรวมหนังสือเลม นี้ขึ้น ก็เพื่อคลายปมในใจบางสวนใน
เรื่องนี้ และเพ่ือตอบสนองความตองการของชาวพุทธจํานวนมากท่ี
สนใจปฏิบัติตามแนวนี้ แตรูสึกยุงยากในการศึกษาหลักธรรมท่ีเปน
ภาษาบาลีหรือสํานวนแปลบาลีโดยตรง จึงไดพยายามอธิบายเปล่ียน
สาํ นวนบาลีใหเ ปน ภาษาที่งายขึ้น ควบคูกับเสริมความคิดเห็นของพระ
เถระหลายๆ ทา นทสี่ อนในแนวน้ี หวงั วาจะชวยใหช าวพทุ ธไดเขาใจใน
เนื้อแทของการปฏิบัติอานาปานสติภาวนามากย่ิงขึ้น แตนักวิชาการ
หลายทาน ตองการใหหนังสือเลมน้ีมีเน้ือหาเปนวิชาการมากกวาน้ี
ขาพเจาจึงไดปรารภในใจวา จะเพ่ิมเติมเนื้อหาและอางหลักฐานจาก
คัมภีรพระบาลีใหครบถวนสมบูรณ หนาขึ้นเปน ๒ เทา ภายใน ๑๐ ป
ขา งหนา

ผรู วบรวมและเรยี บเรียง

วันวิสาขบชู า พทุ ธชยนั ตี ๒๖๐๐ ป



เกยี รตคิ ณุ ประกาศ

บุญกุศลใด ๆ ทเี่ กดิ จากการเขียนหนังสือเลมนี้ ขออุทิศ
ใหแ กท า นพระครูปกาศิตพุทธศาสตร ผูใหความรูทางธรรม
และโอกาสทางการศึกษาแกผูเขยี น

ขออนุโมทนาบุญกับญาติโยมอุบากอุบาสิกาทุกทาน ผู
รวมกันขวนขวายในการจัดพิมพหนังสือเลมน้ี โดยเฉพาะ
อยางย่งิ นสิ ติ ปรญิ ญาโท สาขาวิปส สนาภาวนา รุน ท่ี ๗

ขอมูลใด ๆ ในหนังสือเลมนี้จะมีไมไดเลย หากผูเขียน
ไมไดรับการอบรมสั่งสอน และอุปถัมภการศึกษาจากพระ
มหาเถระ ๔ รปู นี้ คือ

๑. พระธรรมโกศาจารย (หลวงพอ ปญญานนั ทะ)
๒. สมเด็จพระพทุ ธชินวงศ (สมศกั ดิ์ อุปสมมหาเถระ)
๓. สยาดอภทั ทันตะ วิโรจนะ (วัดงุยเตาอูกมั มัฏฐาน)
๔. พระครศู รคี ณาภิรักษ (เจา คณะอาํ เภอระโนด)



สารบญั

เรอ่ื ง

คําอนุโมทนา [๓]
คําปรารภ [๖]
คาํ นาํ ก
เกียรติคณุ ประกาศ ช
สารบัญ ซ
คาํ อธบิ ายสัญลักษณแ ละคาํ ยอ ฒ

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา ๑

๑.๑ความสําคัญและลักษณะเดน ๑

๑.๒ อานาปานสติกับการกาํ หนดพอง-ยุบ ๖

๑.๓ บรรลสุ มั มาสัมโพธญิ าณดวยอานาปานสตภิ าวนา ๑๑

๑.๔ แปลพระบาลีอานาปานสตภิ าวนา ๑๘

๑.๕ อธบิ ายบทบาลอี านาปานสติเบ้ืองตน ๒๓

๑.๖ การบรกิ รรมภาวนา ๓๙

๑.๖.๑ การกําหนด ๓๙

๑.๖.๒ การกาํ หนดรู ๔๑

๑.๖.๓ การบรกิ รรมภาวนา ๔๕

บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา ๕๑

๒.๑ การเจรญิ ภาวนา ๕๑
๒.๑.๑ สมถะ ๕๗



ก. ความหมาย ๕๗

ข. ฌานสมาธิ ๕๙

ค. องคฌ าน ๖๐

ง. อานิสงส ๖๒

๒.๑.๒ วปิ สสนา ๖๓

ก. ความหมาย ๖๓

ข. เปา หมายของวปิ สสนา ๖๔

ค. ผลปรากฏของการเจรญิ วิปส สนา ๖๗

ง. การศึกษาเพือ่ ความหลุดพน ๗ ขัน้ ตอน ๗๒

๑) อธิศลี สกิ ขา ๗๒

- สีลวสิ ุทธิ ๗๓

๒) อธิจติ ตสกิ ขา ๗๔

- จติ ตวิสทุ ธิ ๗๕

๓) อธิปญญาสกิ ขา ๗๙

- ทฏิ ฐวิ สิ ุทธิ ๘๐

- กังขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ๘๑

- มัคคามัคคญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ๘๑

- ปฏิปทาญาณทสั สนาวิสทุ ธิ ๘๒

- ญาณทัสสนาวสิ ทุ ธิ ๘๔

จ. อานสิ งส ๘๕

๒.๒ การเจรญิ สมถกรรมฐานดว ยอานาปานสตภิ าวนา ๘๖

๒.๒.๑ เทยี บเคียงพระบาลกี บั อรรถกถา ๘๗

๒.๒.๒ การทาํ ฌานใหเ จรญิ ๙๐

๒.๒.๓ ผลสาํ เร็จของอานาปานสตสิ มาธิ ๙๔



ก. อํานวยผลใหไดส มาบัติ ๘ ๙๔

ข. เปน บาทฐานใหเ กิดวชิ ชา ๘ ๙๖

๒.๓ หลักการเจริญวิปส สนาตอ จากอานาปานสติสมาธิ ๙๘

๒.๓.๑ อารมณหลกั ในการเจริญวปิ สสนา ๙๙

๒.๓.๒ การเจรญิ วิปส สนาของสมถยานกิ ๑๐๑

ก. การบรรล.ุ .โดยมิไดร ับรรู ูปนามทงั้ หมด ๑๐๗

ข. การบรรล.ุ .โดยไดรับรรู ปู นามทั้งหมด ๑๐๙

๒.๓.๓ การเจริญวปิ ส สนาของวิปสสนายานิก ๑๑๑

๒.๓.๔ ทฏิ ฐิวิสทุ ธใิ นขณะกาํ หนดรรู ูปธรรม ๑๑๘

๒.๓.๕ ทิฏฐวิ สิ ทุ ธใิ นขณะกาํ หนดรนู ามธรรม ๑๒๐

๒.๔ โครงสรา งการปฏิบตั ิอานาปานสติภาวนา ๑๒๒

บทที่ ๓ ลําดับการปฏิบัติกรรมฐาน ๑๒๕

๓.๑ กจิ ทต่ี อ งปฏิบัติกอนปฏบิ ัตกิ รรมฐาน ๑๒๖
๓.๑.๑ ชําระศลี ใหบรสิ ทุ ธ์ิ ๑๒๖
๓.๑.๒ กาํ หนดถือธุดงค ๑๓๓
๓.๑.๓ ตัดความกังวล ๑๓๕
๓.๑.๔ คบหากลั ยาณมิตร ๑๓๘
- โทษของการไมม ีกัลยาณมติ ร ๑๓๙
- ความสาํ คญั ของการสอบอารมณ ๑๔๒
๓.๑.๕ เสพสัปปายะ ๗ และเวน อสปั ปายะ ๗ ๑๔๘
๓.๑.๖ เลือกสง่ิ แวดลอมทเ่ี หมาะกบั จรติ ๑๕๕
ก. ลักษณะของผทู ี่หนักในโมหจรติ ๑๕๗
ข. ลักษณะของผทู ห่ี นักในวติ กจริต ๑๕๗
ค. จรติ ของผปู ฏิบัติวปิ ส สนากรรมฐาน ๑๕๙

๓.๑.๗ การถอื กรรมฐาน ฎ
๓.๑.๘ หลักการปฏิบตั ติ น
๓.๒ ธรรมทตี่ อ งศึกษากอนปฏบิ ัตกิ รรมฐาน ๑๖๑
๓.๒.๑ อนั ตรายิกธรรม ๑๖๓
๓.๒.๒ ขอ ธรรมท่คี วรเรียนรู ๑๖๕
๑๖๕
ก. ธรรมทคี่ วรเจรญิ ๑๖๖
ข. ธรรมทค่ี วรละ ๑๖๖
ค. ธรรมทภ่ี ิกษุพงึ พิจารณาเนืองๆ ๑๖๗
๓.๓ กรรมฐานทต่ี องเรยี นรูกอ นปฏบิ ตั ิ ๑๗๐
๓.๓.๑ เรยี นรูก รรมฐานเบอ้ื งตน ๑๗๑
ก. เมตตากรรมฐาน ๑๗๑
ข. มรณานสุ สตกิ รรมฐาน ๑๗๒
ค. อสุภสญั ญากรรมฐาน ๑๗๕
๓.๓.๒ เรียนรกู รรมฐานทที่ ําจิตใหร าเริง ๑๗๖
ก. พทุ ธานสุ สติ ๑๗๙
ข. ธมั มานสุ สติ ๑๗๙
ค. สงั ฆานุสสติ ๑๘๒
๑๘๔
บทท่ี ๔ หลักปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๔ ขน้ั แรก
๑๘๗
๔.๑ ปฏบิ ตั ิอานาปานสตกิ าํ หนดกายเปนอารมณ ๑๘๗
๔.๑.๑-๒ ลมหายใจเขา ออกยาว-ส้นั ๑๘๗
๔.๑.๓ รชู ัดกายทง้ั หมด ๑๙๗
๔.๑.๔ ระงบั ลมหายใจเขา -ออก ๒๐๓
๒๐๗
๔.๒ วิธปี ฏบิ ตั แิ บบสมถกรรมฐาน ๒๐๘
๔.๒.๑ คณนานัย



๔.๒.๒ อนพุ นั ธนานัย ๒๑๒

๔.๒.๓ ผสุ นานัย ๒๑๕

ก. วิธนี ําลมคืน-เรียนรูนิมติ ๒๑๗

ข. เรียนรอู านาปานสตสิ มาธิ ๒๒๐

๔.๒.๔ ฐปนานยั ๒๒๑

ก. ลักษณะสงั เกตความสมบรู ณของฌาน ๒๒๒

ข. พุทธทาสภกิ ขุอธิบายการเจรญิ ฌาน ๒๒๔

๔.๓ วธิ ปี ฏิบัติแบบวิปส สนากรรมฐาน ๒๔๑

๔.๓.๑ สลั ลกั ขณานัย ๒๔๓

ก. การเจริญวิปสสนาของสมถยานิก ๒๔๓

ข. การเจริญวิปสสนาของวปิ ส สนายานิก ๒๔๖

๔.๓.๒ วิวัฏฏนานัย ๒๕๒

๔.๓.๓ ปาริสทุ ธนิ ัย ๒๕๕

๔.๓.๔ ปฏปิ ส สนานัย ๒๕๗

๔.๔ การปฏิบตั เิ พื่อใหบ รรลมุ รรคเบ้ืองสงู ๒๕๘

บทท่ี ๕ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลอื ๒๖๑

๕.๑ ปฏบิ ตั อิ านาปานสติกําหนดเวทนาเปนอารมณ ๒๖๒
๕.๑.๑ กาํ หนดรชู ดั ปต ิ ๒๖๒
ก. การรูพรอ มเฉพาะซงึ่ เวทนา ๒๖๕
ข. ยกข้นึ สวู ปิ สสนา ๒๖๖
๕.๑.๒ กําหนดรชู ัดสขุ ๒๖๘
๕.๑.๓ กาํ หนดรชู ัดจติ ตสังขาร ๒๗๑
๕.๑.๔ กาํ หนดระงบั จิตตสงั ขาร ๒๗๓
๒๗๗
๕.๒ ปฏบิ ัติอานาปานสตกิ ําหนดจิตเปน อารมณ



๕.๒.๑ กาํ หนดรชู ดั จติ ๒๗๗
๕.๒.๒ กาํ หนดทาํ จติ ใหรา เรงิ เบกิ บาน ๒๗๙
๕.๒.๓ กาํ หนดตง้ั จติ ไวมั่น ๒๘๑
๕.๒.๔ กาํ หนดเปล้อื งจิต ๒๘๓
๕.๓ ปฏิบัตอิ านาปานสติกาํ หนดธรรมเปน อารมณ ๒๙๐
๕.๓.๑ พิจารณาเห็นความไมเ ทยี่ ง ๒๙๐
๕.๓.๒ พจิ ารณาเห็นความจางคลาย ๒๙๖
๕.๓.๓ พิจารณาเหน็ ความดับ ๒๙๘
๕.๓.๔ พิจารณาเหน็ ความสละคืน ๓๐๑

บทที่ ๖ ผลสาํ เรจ็ ของอานาปานสตภิ าวนา ๓๑๗

๖.๑ ความปรากฏขนึ้ ของวิปส สนาญาณ ๓๑๗
๖.๑.๑ วิปส สนาญาณ ๑๖ ๓๑๗
ญาณท่ี ๑ นามรปู ปริจเฉทญาณ ๓๑๙
ญาณท่ี ๒ ปจจยปรคิ คหญาณ ๓๒๐
ญาณที่ ๓ สมั มสนญาณ ๓๒๑
ญาณท่ี ๔ อทุ ยัพพยญาณ ๓๒๒
ญาณท่ี ๕ ภังคญาณ ๓๒๘
ญาณที่ ๖ ภยตูปฏฐานญาณ ๓๓๐
ญาณที่ ๗ อาทนี วญาณ ๓๓๑
ญาณท่ี ๘ นิพพิทาญาณ ๓๓๓
ญาณที่ ๙ มญุ จติ ุกมั ยตาญาณ ๓๓๔
ญาณท่ี ๑๐ ปฏิสังขาญาณ ๓๓๗
ญาณที่ ๑๑ สังขารุเปกขาญาณ ๓๓๙
ญาณท่ี ๑๒ อนโุ ลมญาณ ๓๔๗



ญาณท่ี ๑๓ โคตรภญู าณ ๓๕๐

ญาณที่ ๑๔ มรรคญาณ ๓๕๒

ญาณท่ี ๑๕ ผลญาณ ๓๕๔

ญาณที่ ๑๖ ปจจเวกขณญาณ ๓๕๘

- การปฏิบัตเิ พือ่ บรรลมุ รรค/ผลเบ้อื งสงู ๓๕๙

- บคุ คลผถู งึ พระนพิ พานแลว ๗ ประเภท ๓๖๑

๖.๑.๒ ลาํ ดบั ความปรากฏของญาณ ๓๖๔

๖.๒ ความปรากฏขึน้ ของมรรค ๓๖๘

๖.๒.๑ ความหมายของมรรค ๓๖๘

๖.๒.๒ การปฏบิ ัตใิ หม รรคเกิดขึน้ ๓๗๐

๖.๒.๓ ญาณในวมิ ตุ ตสิ ุข ๓๗๒

๖.๓ อานสิ งสของอานาปานสติภาวนา ๓๗๖

๖.๓.๑ ทําสตปิ ฏฐาน และโพชฌงคใ หบริบูรณ ๓๗๖

๖.๓.๒ ทาํ วชิ ชาและวมิ ตุ ตใิ หบ ริบรู ณ ๓๗๙

บรรณานกุ รม ๓๘๓

ประวตั ิผูเขียน ๓๘๙

รายนามผูบ ริจาคพมิ พห นงั สอื ๓๙๑



คําอธบิ ายสัญลกั ษณและคํายอ

ก. คํายอเกี่ยวกบั พระไตรปฎก

หนังสอื เลมน้ใี ชพ ระไตรปฎ กภาษาบาลฉี บับมหาจฬุ าเตปฎ กํ และ
พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ในการอา งองิ โดย
ระบเุ ลม/ขอ/หนา หลังคาํ ยอ ช่ือคมั ภรี  เชน ท.ี ส.ี (บาล)ี ๙/๓/๓๖ หมายถงึ
สุตตฺ นตฺ ปฏ ก ทฆี นกิ าย สีลกฺขนธฺ วคคฺ พระไตรปฎ ก ภาษาบาลี เลมท่ี ๙ ขอท่ี
๓ หนา ๓๖,

ท.ี สี. (ไทย) ๙/๑๗๐/๕๖ หมายถึง สุตตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขันธ-
วรรค พระไตรปฎกภาษาไทย เลม ท่ี ๙ ขอ ที่ ๑๗๐ หนา ๕๖

พระวนิ ยั ปฎ ก (ภาษาบาล)ี
(ภาษาไทย)
ว.ิ มหา. (บาลี) = วินยปฏก มหาวภิ งฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ว.ิ มหา. (ไทย) = วนิ ัยปฎ ก มหาวิภงั ค (ภาษาไทย)
ว.ิ ป. (บาล)ี = วนิ ยปฏ ก ปรวิ ารวคคฺ ปาลิ
วิ.ป. (ไทย) = วนิ ัยปฎก ปริวาร

พระสุตตันตปฎก

ที.ส.ี (บาลี) = สตุ ตฺ นตฺ ปฏ ก ทฆี นิกายปาลิ (ภาษาบาล)ี

ที.ส.ี (ไทย ) = สตุ ตันตปฎก ทีฆนิกาย สลี ขันธวรรค ( ภาษาไทย)

ที.ม. (บาลี) = สุตฺตนตฺ ปฏก ทีฆนิกาย มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)

ท.ี ม. (ไทย) = สตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)

ม.ม.ู (บาล)ี = สุตฺตนฺตปฏ ก มชฺฌมิ นิกาย มูลปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาล)ี

ม.ม.ู (ไทย) = สุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณณาสก (ภาษาไทย)

ม.ม. (บาลี ) = สุตฺตนฺตปฏ ก มชฺฌมิ นิกาย มชฺฌิมปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาล)ี



ม.ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มชั ฌิมปณณาสก (ภาษาไทย)

ม.อ.ุ (บาลี) = สุตตฺ นฺตปฏ ก มชฺฌิมนิกายอปุ ริปณฺณาสกวคคฺ ปาลิ(ภาษาบาล)ี

ม.อุ. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก (ภาษาไทย)

สํ.ส. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎ ก สงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย)

ส.ํ ส. (บาล)ิ = สุตตฺ นตฺ ปฏ ก สยํ ตุ ฺตนิกาย สคาถวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาล)ี

สํ.น.ิ (ไทย) = สุตตนั ตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย นทิ านวรรค (ภาษาไทย)

ส.ํ น.ิ (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏ ก สยํ ตุ ตฺ นกิ าย นิทานวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)

สํ.ข. (ไทย) = สุตตนั ตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค (ภาษาไทย)

ส.ํ ข. (บาล)ี = สตุ ตฺ นฺตปฏ ก สยํ ุตฺตนกิ าย ขนธฺ วารวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี

สํ.สฬา. (ไทย) = สุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย)

สํ.สฬา. (บาลี) = สุตฺตนฺตปฏก สยํ ตุ ตฺ นกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี

ส.ํ ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค (ภาษาไทย)

ส.ํ ม. (บาล)ี = สุตตนั ตปฎ ก สงฺยุตฺตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาบาล)ี

อง.ฺ เอกก.(ไทย) = สตุ ตนั ตปฎ ก อังคตุ รนกิ าย เอกกนิบาต (ภาษาไทย)

องฺ.เอกก.(บาลี) = สุตฺตนตฺ ปฏ ก องฺคุตตฺ รนิกายเอกกนบิ าตปาลิ (ภาษาบาลี)

อง.ฺ จตกุ ฺก.(ไทย) = สุตตันตปฎ ก อังคตุ ตรนิกาย จตกุ กนบิ าต (ภาษาไทย)

องฺ.จตกุ กฺ .(บาล)ี = สตุ ฺตนตฺ ปฏ ก องฺคตุ ตฺ รนิกาย จตกุ ฺกนิบาตรปาลิ (ภาษาบาล)ี

อง.ฺ ปฺจก.(ไทย) = สตุ ตันตปฎก องั คุตรนิกาย ปญจกนบิ าต (ภาษาไทย)

องฺ.ปจฺ ก.(บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏ ก องฺคุตตฺ รนิกาย ปจฺ กนิบาตปาลิ (ภาษาบาลี)

ข.ุ ธ. (ไทย) = สุตตันตปฏก ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบท (ภาษาไทย)

ข.ุ ธ. (บาล)ี = สุตตฺ นั ตปฏก ขุททฺ กนิกาย ธมฺมปทปาลิ (ภาษาบาลี)

ขุ.อ.ุ (ไทย) = สุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อุทาน (ภาษาไทย)

ข.ุ อ.ุ (บาลี) = สุตฺตนตฺ ปฏ ก ขุทฺทกนิกาย อทุ านปาลิ (ภาษาบาล)ี

ข.ุ ม. (ไทย) = สุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย มหานทิ เทส (ภาษาไทย)

ขุ.ม. (บาลี) = สุตฺตนตฺ ปฏก ขุททฺ กนิกาย มหานิทฺเทสปาลิ (ภาษาบาลี)

ข.ุ ป. (ไทย) = สตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภิทามรรค (ภาษาไทย)

ขุ.ป. (บาล)ี = สตุ ตฺ นตฺ ปฏ ก ขุททฺ กนิกายปฏิสมฺภทิ ามคฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี



พระอภิธรรมปฎ ก

อภิ.สงฺ. (บาล)ี = อภธิ มมฺ ปฏก ธมฺมสงคฺ ณีปาลิ (ภาษาบาลี)
อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) = อภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี (ภาษาไทย)
อภิ.ว.ิ (บาลี) = อภิธมมฺ ปฏก วภิ งฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี
อภ.ิ ว.ิ (ไทย) = อภิธรรมปฎ ก วภิ ังคปกรณ (ภาษาไทย)
อภิ.ปุ. (บาลี) = อภธิ มฺมปฏก ปุคคฺ ลปฺญตฺตปิ าลิ (ภาษาบาลี)
อภ.ิ ป.ุ (ไทย) = อภิธรรมปฎก ปุคคลปญญัตปิ กรณ (ภาษาไทย)
อภ.ิ ป. (ไทย) = อภธิ รรมปฎ ก มหาปฏฐานปกรณ (ภาษาไทย)
อภิ.ป. (บาลี) = อภธิ รรมปฏก มหาปฏฐ านปาลิ (ภาษาบาลี)

ข. คาํ ยอ เกีย่ วกับคมั ภรี อรรถกถา

หนังสือเลมน้ีใชอรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยใน

การอางอิง โดยระบุ เลม/ขอ/หนาหลังคํายอช่ือคัมภีร เชน ที.ม.อ.(บาลี)๑/๔๑๔/

๓๐๘ หมายถึง ทีฆนิกาย สุมงฺคลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฐกถา อรรถกถา ภาษาบาลี

เลม ท่ี ๑ ขอท่ี ๔๑๔ หนา ๓๐๘

อรรถถกถาภาษาไทย อางอิงฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยระบุ เลมท่ี/

หนาท่ี เชน ที.ม.อ.(ไทย) ๑๓/๕๕. หมายถึง ทีฆนิกายมหาวรรค อรรถกถา

ภาษาไทย เลม ท่ี ๑๓ หนาท่ี ๕๕.

วิ.มหา.อ.(บาลี) = วินยปฏกสมนตฺ ปาสาทิกา มหาวิภงฺคอฏ กถา (ภาษาบาลี)

ท.ี สี.อ.(บาลี) = ทีฆนกิ ายสุมงฺคลวิลาสนิ ี สลี กฺขนฺธวคคฺ อฏกถา (ภาษาบาล)ี

ท.ี ม.อ.(บาล)ี = ทีฆนิกายสุมงฺคลวลิ าสินี มหาวคฺคอฏ กถา (ภาษาบาลี)

ม.มู.อ. (บาลี) = มชฌฺ มิ นิกายปปฺจสทู นี มูลปณฺณาสกอฏ กถา (ภาษาบาลี)

ม.ม.อ.(บาล)ี = มชฌฺ ิมนิกายมชฌฺ ิมปณฺณาสกอฏ กถา (ภาษาบาลี)

ส.ํ ส.อ.(บาล)ี = สํยตุ ตฺ นิกาย สารตฺถปฺปกาสินี สคาถวคฺคอฏกถา (ภาษาบาล)ี

องฺ.ทุก.อ.(บาลี) = องฺคตุ ตฺ รนิกายมโนรถปรู ณี เอกกนิปาตอฏกถา (ภาษาบาลี)

ขุ.ธ.อ. (บาล)ี = ขทุ ทฺ กนกิ าย ธมมฺ ปทฏกถา (ภาษาบาล)ี



ข.ุ สุ.อ. (บาล)ี = ขุททฺ กนิกาย ปรมตฺถทปี นี สตุ ตฺ นปิ าตอฏกถา (ภาษาบาล)ี

ข.ุ ชา.เอกก.อ. (บาลี) = ขุททฺ กนกิ าย เอกกนิปาตชาตกอฏ กถา (ภาษาบาลี)

ข.ุ ม.อ.(บาล)ี = ขุททฺ กนกิ ายสทฺธมมฺ ปฺปชโฺ ชตกิ ามหานิทเฺ ทสอฏ กถา(ภาษาบาลี)

ขุ.จ.ู อ.(บาล)ี = ขุททฺ กนิกายสทฺธมฺมปฺปชโฺ ชตกิ า จฬู นิทฺเทสอฏกถา (ภาษาบาลี)

ขุ.ป.อ (บาล)ี = สุตฺตนตฺ ปฏก ขุททฺ กนิกาย ปฏิสมฺภิทามคฺคอฏกถา (ภาษาบาลี)

อภ.ิ สง.ฺ อ (บาล)ี = อภธิ มฺมปฏ ก ธมมฺ สงคฺ ณี อฏฐ สาลีนีอฏกถา (ภาษาบาลี)

อภ.ิ ว.ิ อ. (บาล)ี = อภิธมฺมปฏก วิภงฺค สมฺโมหวโิ นทนีอฏ กถา (ภาษาบาล)ี

อภิ.ปจฺ .อ.(บาลี)= อภธิ รรมปฏก ปจฺ ปกรณอฏ กถา (ภาษาบาล)ี

สงคฺ ห. (บาล)ี = อภิธมมฺ ตฺถสงคห (ภาษาบาลี)

ค. คาํ ยอ เกี่ยวกับคมั ภีรฎ ีกา

หนังสือเลมนี้ใชฎีกาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในการ

อางองิ โดยจะระบุ เลม/ขอ /หนา หลงั คาํ ยอช่อื คมั ภีร เชน วิมติ.ฏีกา (บาลี) ๒/๒๔๑/

๑๑๐ หมายถึง วมิ ติวิโนทนฏี กี า เลมที่ ๒ ขอท่ี ๒๔๑ หนา ๑๑๐

วชิร.ฏกี า (บาลี) = วชิรพุทฺธิฏีกา (ภาษาบาลี)

สารตฺถ.ฏีกา(บาล)ี = สารตฺถทปี นฏี ีกา (ภาษาบาล)ี

สารตฺถ.ฏกี า(ไทย) = สารตั ถทีปนฎี กี า (ภาษาไทย)

วมิ ติ.ฏีกา (บาล)ี = วิมติวิโนทนฏี ีกา (ภาษาบาลี)

กงขฺ า.ฏกี า. (บาล)ี = กงขฺ าวติ รณีปุราณฏีกา (ภาษาบาลี)

มูล.ฏกี า. (บาล)ี = มลู สกิ ขฺ าฏีกา (ภาษาบาลี)

ที.สี.ฏกี า (บาลี) = ทฆี นิกาย ลีนตฺถปปฺ กาสนี สลี กฺขนฺธวคฺคฏีกา (ภาษาบาล)ี

ที.ม.ฏีกา (บาลี) = ทฆี นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี มหาวคฺคฏีกา (ภาษาบาลี)

ที.ส.ี อภินวฏกี า(บาล)ี =ทฆี นกิ ายสาธวุ ิลาสินี สลี กขฺ นธฺ วคคฺ อภินวฏีกา (ภาษาบาลี)

ขุ.ธ.ฏกี า (บาล)ี = ธมฺมปทมหาฏีกา (ภาษาบาลี)

อภิ.สง.ฺ มูลฏีกา(บาลี) = อภิธมมฺ ปฏก ธมฺมสงฺคณีมลู ฏีกา (ภาษาบาล)ี

อภ.ิ วิ.มลู ฏีกา (บาลี) = อภธิ มฺมปฏก วิภงฺคมลู ฏีกา (ภาษาบาล)ี

ม.ฏกี า (บาลี) = มณทิ ปี ฏีกา (ภาษาบาลี)



ง. คาํ ยอ เกย่ี วกบั คัมภรี ปกรณวเิ สส

หนังสือเลม นใี้ ชปกรณวิเสส วิสุทธิมรรค ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ในการอา งอิงโดยระบุ เลม/ขอ/หนา หลังยอช่ือคัมภีร เชน วิสุทฺธิ. (บาลี) ๒/๕๗๘/

๑๗๐. หมายถึง คัมภีรวิสุทธิมรรคภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เลมที่ ๒ ขอ ที่ ๕๗๘ หนาท่ี ๑๗๐

เนตฺติ. (บาล)ี = เนตตฺ ิปกรณ (ภาษาบาล)ี

มิลินทฺ . (บาลี) = มิลินฺทปฺหปกรณ (ภาษาบาล)ี

สงฺคห. (บาล)ี = อภธิ มมฺ ตฺถสงคฺ ห (ภาษาบาล)ี

วิสุทฺธ.ิ (บาล)ี = วสิ ทุ ฺธมิ คคฺ ปกรณ (ภาษาบาลี)

วสิ ุทฺธิ.มหาฏีกา(บาลี) = ปรมตฺถมชฺ สู า วิสทุ ฺธมิ คฺคมหาฏีกา (ภาษาบาลี)

วภิ าวินี. (บาลี) = อภิธมฺมตถฺ วิภาวนิ ฏี ีกา (ภาษาบาล)ี



"ภกิ ษุทั้งหลาย อานาปานสติน้ีแล ภิกษุเจริญแลว
ทําใหม ากแลว ยอมเปนสภาพสงบประณตี สดช่นื เปน
ธรรมเคร่ืองอยูเปนสุข และยังอกุศลธรรมชั่วรายท่ี
เกิดขึ้นแลวใหอันตรธานสงบไปไดโดยพลัน เปรียบ
เหมือนฝนใหญท่ีตกในสมัยมิใชฤดูกาล ชําระลางฝุน
ละอองที่ฟุงข้ึนในเดือนทายฤดูรอนใหอันตรธานสงบ
ไปโดยพลนั ฉะนัน้ "

"ดูกอนราหุล เมื่อเจริญอานาปานสติแลวอยางน้ี
ทําใหมากแลวอยางนี้ แมแตลมหายใจเขา-ออกซึ่งมี
ในคร้งั สุดทา ย กด็ บั ไปโดยรู มิใชด ับไปโดยไมรู"

บทท่ี ๑

อานาปานสติภาวนา

๑.๑ ความสําคัญและลกั ษณะเดน

การเจรญิ อานาปานสตเิ ปน กระบวนการพฒั นาจิตที่สงผลโดยตรง
ตอคุณภาพชีวิตทั้งรางกายและจิตใจ เปนกรรมฐานท่ีพระพุทธเจาทรง
ปฏิบัตมิ ากที่สุด ทรงใชเ ปน ประจําตลอดเวลา แมในคืนตรัสรูพระองคก็
ทรงเจรญิ กรรมฐานนี้เปนบาทฐานใหไดบรรลุญาณข้ันตางๆ ซึ่งปรากฏ
เปน หลกั ฐานในคมั ภีรอรรถกถาปฏสิ มั ภิทามรรควา

“บรรดาสมาธิภาวนาท้ังหมด อานาปานสติอันนี้แหละเปน
หลักใหญแหงการปฏิบัติของพระสัพพัญูโพธิสัตวทุกพระองค
เพราะพระสัพพัญูโพธิสัตวทุกๆ พระองคมีจิตต้ังมั่นดวยสมาธิ
อนั นีแ้ หละ จึงไดทรงรแู จง ตามความเปน จรงิ ที่โคนตนโพธ”ิ์ ๑

แตปจ จบุ ันนี้ ผูทท่ี าํ หนา ทสี่ อนสมาธิภาวนามีอยูเปนจํานวนมาก
แตล ะทา นไดส อนหลักการและวิธปี ฏิบตั ทิ ีแ่ ตกตา งกนั ไป โดยประยกุ ตใ ช
ภาษาและวิธีการตางๆ มาผสมผสานกับหลักการที่มีมาในพระคัมภีร
ตามความเขาใจของแตละทา น จงึ ทาํ ใหมสี ํานกั ปฏิบัตทิ หี่ ลากหลาย และ
มีลักษณะเฉพาะของแตละสํานักแตกตางกันไป ดวยสาเหตุดังกลาวนี้
แตละสํานักปฏิบัติจึงมีแนวการสอนที่แตกตางหลากหลาย ทั้งในดาน

๑ ดรู ายละเอยี ดใน ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๘๐.

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา

จดุ มงุ หมายและวิธีการปฏิบัติ เมอื่ มีความหลากหลายมากข้ึน ยอมมีบาง
แนวทางท่บี ดิ เบอื นหรือผิดเพย้ี นไปจากจดุ มงุ หมาย และวิธีการปฏิบัติท่ี
แทจรงิ ในพระพทุ ธศาสนา ซ่งึ เกิดจากสาเหตุสําคัญคือการมองขามองค
ความรูที่แทจริงจากพระคัมภีร มุงเพียงแคระดับวิธีการปฏิบัติเทานั้น
ดังนน้ั หากสาํ นักหรือกลุมปฏิบัติตางๆ หันมาสนใจในเรื่ององคความรู
จากพระคัมภีรมากข้ึน ไมมุงเนนแตเฉพาะการปฏิบัติตามๆ กันเพียง
อยา งเดยี ว กจ็ ะทําใหการปฏิบัตินัน้ เปน ไปในแนวทางทถ่ี ูกตรงยิ่งขนึ้

อานาปานสติภาวนามีความสาํ คญั และลักษณะเดน ดงั น้ี
๑. อานาปานสติภาวนา เปนวิธีเจริญสมาธิท่ีปฏิบัติไดสะดวก
เพราะใชลมหายใจเขา-ออก ซึ่งเปนสภาวะที่ปรากฏอยูกับรางกายของ
ทกุ คน สามารถใชเ จริญสมาธไิ ดทกุ เวลา ทุกสถานที่ ในทันทีท่ีตองการ
ไมต อ งตระเตรยี มวตั ถอุ ปุ กรณต างๆ ใหว นุ วายเหมอื นกบั การเจริญกสณิ
ไมตองคิดแยกแยะพิจารณาสภาวธรรมอยางพวกธาตุมนสิการ ผูท่ีใช
สมองเหน่อื ยมากแลว กป็ ฏิบตั ไิ ด
๒. พอเร่ิมลงมือปฏิบัติ ก็ไดรับผลเปนประโยชนทันที ต้ังแต
เร่ิมตนเรื่อยไป ไมตองรอจนเกิดสมาธิท่ีเปนขั้นตอนชัดเจน กลาวคือ
ทันทีที่ลงมือปฏิบัติ กายใจผอ นคลายไดพ กั ๒
๓. ไมก ระทบกระเทอื นตอ สขุ ภาพ กายไมบ ีบคั้น ใจยอ มหลดุ พน
ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจา ตรัสถงึ ประสบการณตรงของพระองคเองวา “เมอื่ เราอยู
ดว ยวหิ ารธรรมนี้ คืออานาปานสตสิ มาธิ กายก็ไมเมือ่ ย ตาก็ไมเมื่อย จิต
ยอ มหลดุ พนจากอาสวะท้งั หลาย เพราะไมย ดึ มั่น”๓

๒ ดใู น ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๑๖๕/๑๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๒๔๗/๑๙๔.
๓ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๒๙/๔๐๑.



บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา

“หากภกิ ษุในธรรมวินัยน้ีพึงหวังวา แมกายของเราไมพึงลําบาก
จักษขุ องเราไมพ งึ ลาํ บาก และจิตของเราพึงหลุดพนจากอาสวะท้ังหลาย
เพราะไมถือมัน่ กพ็ งึ มนสิการอานาปานสตสิ มาธนิ ี้แลใหดี๔

๔. อานาปานสติภาวนาเปนสมถกรรมฐานหนึ่งในจํานวนเพียง
๑๒ อยาง ท่ีสามารถใหสําเร็จผลในดานสมถะไดจนถึงขั้นสูงสุด คือ
จตุตถฌาน และสง ผลใหถงึ อรูปฌาน๕ กระทัง่ นโิ รธสมาบัตกิ ไ็ ด จงึ จดั เอา
เปนขอปฏิบตั ิหลักไดต้ังแตตนจนตลอด ไมตองพะวงที่จะหากรรมฐาน
อน่ื มาสับเปล่ียนหรือตอ เติมอีก ดังมพี ทุ ธพจนวา

“เพราะฉะนั้น หากภิกษุหวังวาเราพึงบรรลุจตุตถฌาน..ก็พึง
มนสิการอานาปานสติสมาธินี้ใหดี..หากหวังวาเราพึงกาวลวง
อากญิ จัญญายตนะแลวเขาถงึ เนวสัญญานาสญั ญายตนะ..กาวลวง
เนวสญั ญานาสัญญายตนะ...แลวเขาถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็พึง
มนสิการอานาปานสตสิ มาธิน้แี ล"๖
ทั้งนี้ ยังเปน การเจริญภาวนาเพยี งอยางเดยี วที่ใชไดท้ังสมถะและ
วิปส สนา คือจะปฏบิ ตั ิเพื่อมุงสมาธิไปอยางเดียวก็ได จะใชเปนพื้นฐาน
ในการปฏิบตั ิตามแนวสตปิ ฏฐานจนครบทง้ั ๔ กไ็ ด๗

๕. ใชไดท้ังในทางสมถะและวิปส สนา คือ จะปฏิบัตเิ พ่อื มงุ ผลฝา ย
สมาธิอยา งเดียวก็ได๘ จะใชเปนบาทฐานปฏิบัติตามแนวสติปฏฐานจน

๔ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๑.
๕ ดรู ายละเอยี ดใน วิสุทธฺ .ิ (บาลี) ๑/๑๒๐.
๖ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๒ , ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๑/๔๕๗.
๗ ดูรายละเอยี ดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๑.,ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๘๙.
๘ ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๑.



บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา

ครบท้ัง ๔ อยางก็ได เพราะเปนขอปฏิบัติท่ีเอ้ืออํานวยใหสามารถใช
สมาธเิ ปน สนามปฏบิ ัติการของปญญาไดเต็มท่ี๙ ผูที่เจริญอานาปานสติ
ครบท้ัง ๑๖ ขอไดอยางบริบูรณนั้นไดช่ือวาบําเพ็ญสติปฏฐาน ๔
บริบูรณ บําเพญ็ โพชฌงค ๗ บริบูรณซ่ึงในที่สุดก็สามารถท่ีจะไดบรรลุ
วิชชาและวมิ ตุ ติ๑๐

๖. เปน วิธีเจริญสมาธิท่ีพระพุทธเจาทรงสรรเสริญและสนับสนุน
บอยคร้ังใหพระภิกษุทั้งหลายปฏิบัติ และพระพุทธองคเองก็ไดทรงใช
เปน วิหารธรรมมากทั้งกอนและหลังตรัสรู ดังพุทธพจนบ างแหง วา

"ภิกษุท้ังหลาย อานาปานสตินี้แล เจริญแลว ทําใหมากแลว
ยอมเปน สภาพสงบประณตี สดชื่น เปน ธรรมเครื่องอยเู ปนสขุ และ
ยังอกุศลธรรมช่ัวรายท่ีเกิดขึ้นแลว ใหอันตรธานสงบไปไดโดย
พลนั เปรยี บเหมือนฝนใหญท ต่ี กในสมัยมิใชฤดูกาล ยงั ฝนุ ละออง
ท่ีฟุงขึ้นในเดือนทายฤดูรอนใหอันตรธานสงบไปโดยพลัน
ฉะน้ัน"๑๑ "ดูกอนราหุล เม่ือเจริญอานาปานสติแลวอยางนี้
ทาํ ใหม ากแลวอยา งนี้ แมแ ตล มหายใจเขาออกซึง่ มีในคร้ังสุดทาย
ก็ดับไปโดยรู มใิ ชดบั โดยไมร "ู ๑๒ (รตู ัวลวงหนา วาจะดับเมื่อไหร)

๗. เปน อนสุ สติกรรมฐาน ๑ ใน ๓ อยา ง ทีเ่ ปน ประโยชนแกการ
เจริญวปิ ส สนา คือ อานาปานสติ มรณัสสติ และกายคตาสติ๑๓

๙ ดรู ายละเอียดใน ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๘๙.
๑๐ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๒๘๗/๑๙๓-๑๙๔.
๑๑ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๑๖๕/๑๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๕/๔๖๕.
๑๒ ม.ม.(บาลี) ๑๓/๑๒๑/๙๖, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๑/๑๓๓.
๑๓ ดรู ายละเอียดใน องฺ.ทุก.อ. (บาลี) ๑/๕๖๒/๔๒๐.



บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา

จะเห็นไดวา จุดมุงหมายของการปฏิบัติอานาปานสติภาวนาทําให
รจู ักตนเองมากข้ึน เนนปฏิบัติเพ่ือชวยใหบุคคลที่มีภาวะจิตท่ีปกติอยู
แลวไดพัฒนาจิตตนเองใหสูงขึ้นเร่ือยๆ จากระดับปุถุชนไปสูอริยชน
จนถึงหลดุ พน จากกิเลสทั้งปวง เปนพระอรหนั ตใ นทส่ี ดุ

แตเนื่องจากในยุคปจจุบันนี้ ผูท่ีทําหนาท่ีสอนสมาธิภาวนามี
จํานวนมาก แตละทานไดสอนวิธีปฏิบัติแตกตางไปจากหลักการใน
คัมภีรมากบางนอยบาง โดยประยุกตใชภาษาและวิธีการตางๆ มา
ผสมผสานกบั หลกั การทม่ี มี าในพระคมั ภรี ต ามความรคู วามสามารถของ
แตล ะทาน จงึ ทําใหม ีสํานกั ปฏบิ ตั ิท่ีหลากหลายและมีลกั ษณะเฉพาะของ
แตละสํานักแตกตางกันไป โดยเฉพาะอยางย่ิงวิธีปฏิบัติอานาปานสติ
บางสํานกั ใหก าํ หนดลมหายใจอยา งเดยี ว บางสํานกั ใหก าํ หนดลมหายใจ
เขาวา “พุท” ลมหายใจออกวา “โธ” บางสํานักใหทอง “พุทโธ” อยาง
เดียว การบริกรรมพุทโธอยางเดียวโดยไมรูความหมาย กลาวคือไมได
ระลึกถึงความหมายของคําวา "พุทโธ" ซึง่ เปน คณุ ของพระพทุ ธเจา ดวย
สาเหตุดังกลาวนี้ จึงทําใหแตละสํานักจึงมีแนวการสอนที่แตกตาง
หลากหลายทั้งในดานจุดมุงหมายและวิธีการปฏิบัติ เมื่อมีความ
หลากหลายมากข้ึนยอมมีบางแนวทางที่บิดเบือน หรือผิดเพ้ียนไปจาก
จุดมุงหมายและวิธีการปฏิบัติท่ีแทจริงในพระพุทธศาสนา ซ่ึงเกิดจาก
สาเหตุสําคัญคือ การมองขามองคความรูท่ีแทจริงจากพระคัมภีร มุง
เพียงแคระดับวิธีการปฏิบัติเทาน้ัน ดังน้ัน หากสํานักหรือกลุมปฏิบัติ
ตางๆ หนั มาสนใจในเรอ่ื งองคค วามรใู นการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ไมมุงเนน
แตเ ฉพาะการปฏิบัตติ ามๆ กันเพียงอยางเดยี ว ก็จะเปนแนวทางใหการ
ปฏบิ ัตินน้ั กาวหนา ในแนวทางท่ีถูกตองและเกิดการพัฒนาปญญาอยาง
แทจรงิ ตามแนวทางพุทธธรรม



บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา

๑.๒ อานาปานสติกบั การกําหนดพอง-ยบุ

อานาปานสติ คือ สติอันปรารภลมหายใจเขาและลมหายใจออก
เกิดขึน้ เปน คาํ เรียกสติอนั มนี ิมิตในลมหายใจเขา และลมหายใจออกเปน
อารมณ”๑๔

ในคัมภีรปฏสิ มั ภทิ ามรรค พระสารีบุตรเถระอธิบายวา ลมหายใจ
เขาช่ือวา อานะ ไมใ ชปส สาสะ ลมหายใจออกชอื่ วา ปานะ ไมใ ชอ สั สาสะ
สติเขาไปตั้งอยดู ว ยอาํ นาจลมหายใจเขา ยอมปรากฏแกบุคคลผูหายใจ
เขา สติเขาไปต้ังอยูดวยอํานาจลมหายใจออก ยอมปรากฏแกบุคคลผู
หายใจออก๑๕

การปฏิบัติวิปสสนาแบบกําหนดอาการพอง-ยุบ
ของทอ งเปน อารมณหลัก เผยแผโดยทานมหาสีสยาดอ
(โสภณมหาเถระ) ซึ่งเปนผูเชี่ยวชาญท้ังปริยัติและ
ปฏิบตั ิ ในประวตั ิของทา นเลาวา ทานเปนผูเชี่ยวชาญ
ในพระไตรปฎก อรรถกถาและฎีกามาก ตอมาทานตองการปฏิบัติ
วิปสสนาซ่ึงเปน เน้ือแทของพระพทุ ธศาสนาทีแ่ ทจ ริง จึงเท่ียวสืบคนหา
สาํ นกั ปฏบิ ัติวิปสสนาท่ีมีหลักการสอดคลองกับคัมภีรท่ีไดศึกษามา ใน
ทสี่ ุดทานไดเลือกปฏิบัติวิปสสนาแบบกําหนดทองพอง-ทองยุบกับพระ
อาจารยผูป ฏิบตั ิดีปฏบิ ตั ิชอบทานหนึ่ง จนเหน็ ผลจริง วาวิปสสนามิใชมี
อยแู ตใ นตํารา การกาํ หนดดูอาการพอง-ยบุ ของทองอยางจดจอตอเนื่อง
นี่แหละ เปนการเจริญวิปสสนาใหบรรลุถึงมรรคผลไดจริงอีกวิธีหน่ึง
ความสอดคลอ งกันระหวา งการปฏิบัตสิ ตปิ ฏฐานกําหนดอาการพอง-ยุบ

๑๔ ดูรายละเอียดใน อง.ฺ เอกก.อ. (บาลี) ๑/๕๖๒/๔๑๙.
๑๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๒๕๘.



บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา

ของทองกับหลกั การในคมั ภรี พ ทุ ธศาสนาเถรวาท ผสู นใจหาอานไดจาก
หนงั สือ “วปิ ส สนานยั ”๑๖ อา งอิงหลกั ฐานทม่ี าของแตละขอความไวอยาง
ชดั เจน โดยเฉพาะเลม ทีแ่ ปลเปน ภาษาไทยโดยพระคันธสาราภิวงศ วัด
ทามะโอ จงั หวดั ลาํ ปางนั้น ระบุเชิงอรรถไวดวยวาขอความน้ันๆ นํามา
จากคมั ภรี อะไร? เลม ทเ่ี ทา ไหร? อยหู นา ไหน?

พระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ)อธิบายวา มีพระพุทธพจนวา
“ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ ธาตุโส
ปจจฺ เวกฺขติ อตฺถิ อมิ สมฺ ึ กาเย ปถวีธาตอุ าโปธาตเุ ตโชธาตวุ าโยธาตตู ๑ิ ๗

“ดูกอนภิกษุท้ังหลาย ขอปฏิบัติอีกอยางหน่ึง คือ ภิกษุยอม
พิจารณาเหน็ กายนี้ ตามทด่ี ํารงอยู ตามที่เปนไปอยู โดยความเปนธาตุ
วา ธาตดุ นิ ธาตุนาํ้ ธาตไุ ฟและธาตุลม มอี ยูในกายนี้”

การตามรสู ภาวะทอ งพอง-ทอ งยุบจัดเปนธาตุกรรมฐาน ตามพระ
บาลีขางตน เพราะอาการพอง-ยบุ เปนอาการเคล่อื นไหวของลมในทองท่ี
ดันใหพองออก และหดยบุ ลงตามความเคล่ือนไหวเปล่ียนแปลงของกระ
บังลม การกําหนดอาการพอง-ยบุ จัดไดวา เปน การรบั รสู ภาวะสัมผัสของ
วาโยโผฏฐัพพธาตุ ซ่ึงธาตุลมมลี กั ษณะอาการดงั นี้ คือ

- มีสภาวะตึงหยอ นของธาตลุ มท่เี ปนโผฏฐพั พารมณ เปน ลักษณะ
พเิ ศษของวาโยธาตุ (วิตฺถมฺภนลกขฺ ณา)

๑๖ ศึกษารายละเอียดใน : พระโสภณมหาเถระ, วิปสสนานัย เลม ๑-๒,
สมเด็จพระพทุ ธชนิ วงศ (สมศกั ด์ิ อปุ สโม) ตรวจชําระ, พระคันธสาราภิวงศ เรียบ
เรยี ง, หางหนุ สวนจํากัด ซีเอไอ เซน็ เตอร, ๒๕๔๘.

๑๗ ท.ี ม. (บาล)ี ๑๐/๓๘/๒๖๒.


บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา

- มีการทําใหเคล่ือนไหวจากระยะหน่ึงไปสูอีกระยะหนึ่ง เปน
หนาทีข่ องวาโยธาตุ (สมทุ รี ณรสา)

- มีการผลักดัน เปนอาการปรากฏของวาโยธาตุ (อภินีหาร-
ปจจฺ ุปฏฐ าน)๑๘

ดังท่ีพระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ)
อธิบาย และประสบการณการปฏิบัติของผูวิจัยเอง
ยืนยนั ไดวา การเจริญสตกิ ําหนดลกั ษณะอาการของ
วาโยธาตุเปนการเจริญวิปสสนาภาวนาที่ถูกตอง
ตามหลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔ อยา งแนนอน เพราะในขณะปฏบิ ตั ิจริงๆน้นั มิใช
กาํ หนดรูแตอาการของวาโยธาตุ (อาการพอง-ยุบ) แตเพียงอยางเดียว
ถาหากมีอารมณอ่ืน ๆ แทรกเขามาชัดเจนกวาหรือจิตเคล่ือนไปรับ
อารมณนั้นๆ ก็ใหกําหนดอารมณนั้นๆ จนดับไปจากจิตหรือจิตดับไป
จากอารมณน ้นั ๆ เสียกอ น แลว จงึ จะกลับมากาํ หนดรลู ักษณะอาการของ
วาโยธาตุตอไป และเมื่อเจริญภาวนาจนสภาวญาณสูงข้ึน สภาวะ
อาการของวาโยธาตุดับไปสิ้นแลว ก็ใหตามกําหนดรูอารมณที่ยังเหลือ
อยางอ่ืนๆ ตอไป โดยเฉพาะสภาวะธรรมารมณท่ีปรากฏทางจิต,อาการ
ของจิต และตัวจิตเองที่รับรูธรรมารมณนั้น จนกวาสภาวะท้ังที่เปน
ธรรมารมณและจิตที่รับรูธรรมารมณน้ันดับจนหมดส้ินไป เม่ือรูป-นาม
ดับไปหมดแลว จากนั้นจิตจะหนวงเอา“พระนิพพาน” มาเปนอารมณได
เองโดยอตั โนมัติ

๑๘ ดใู น ม.ม. (บาลี) ๑๓/๑๗๗/๙๓, อภิ.สง.ฺ อ. (บาลี) ๑/๑๐๑๑/๓๙๑.


บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา

อานาปานสติภาวนากับการกําหนดรูอาการทองพอง-ทอง
ยุบมีสภาวะเหมือนกันและตา งกัน ดังนี้

๑) เหมือนกันโดยความเปนกายคตาสติ คือ ทั้งอานาปานสติ
ภาวนา และการกําหนดรูอาการทองพองทองยุบ จัดอยูในการเจริญ
กายคตาสติเหมือนกัน ปรากฏหลักฐานวาอานาปานสติหมวดกายา-
นุปส สนาเปนการเจรญิ กายคตาสติ ดงั มพี ทุ ธพจนว า

“กายคตาสตทิ ี่ภิกษุเจริญแลวอยางไร ทําใหมากแลวอยางไร
จึงมีผลมากมีอานิสงสมาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสูปาก็ดี
ไปสโู คนไมก็ดี ไปสูเรือนวางกด็ ี นง่ั ขดั สมาธิ ต้ังกายตรง ดํารงสติ
ไวเฉพาะหนา มีสติหายใจเขา มีสติหายใจออก เม่ือหายใจเขา
ยาวก็รูชัดวา ‘เราหายใจเขายาว’ เม่ือหายใจออกยาวก็รูชัดวา
‘เราหายใจออกยาว’ เมื่อหายใจเขาสั้นก็รชู ัดวา ‘เราหายใจเขาส้ัน’
เม่อื หายใจออกสนั้ ก็รูชัดวา ‘เราหายใจออกสนั้ ’ สําเหนียกวา ‘เรา
กําหนดรูกองลมท้ังปวง หายใจเขา’ สําเหนียกวา ‘เรากําหนดรู
กองลมทั้งปวง หายใจออก’ สําเหนียกวา ‘เราระงับกายสังขาร
หายใจเขา ’ สําเหนียกวา ‘เราระงับกายสังขาร หายใจออก‘ ภิกษุ
ผูไมประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยูอยางน้ี ยอมละ
ความดาํ รทิ ี่สับสนอนั อาศยั เรอื นได เพราะละความดําริที่สับสนนั้น
ได จติ อันเปน ไปภายในกายนั้นเทานั้น ยอมดํารงคงท่ี เปนธรรม
เอกผดุ ข้นึ ต้งั มั่น ภิกษชุ ื่อวา เจริญกายคตาสตแิ มดวยอาการอยาง
นี้๑๙

๑๙ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๕๓/๑๙๖.


บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา

สวนการกําหนดอาการทองพองทองยุบน้ัน เปนการเจริญสติ
กําหนดวาโยโผฏฐัพพธาตุประเภทหนึ่ง ซึ่งเปนการเจริญกายคตาสติ
ประเภทหน่ึงเชนกัน ดงั พทุ ธพจนวา

“อีกประการหน่งึ ภิกษพุ จิ ารณาเหน็ กายนี้ ตามท่ีต้งั อยู ตามท่ี
ดํารงอยู โดยความเปน ธาตวุ า ในกายนี้ มีธาตดุ ิน ธาตุนาํ้ ธาตุไฟ
ธาตุลมอยู คนฆาโคหรือลูกมือของคนฆาโคผูชํานาญฆาโคแลว
แบงอวัยวะออกเปนสวนๆ น่ังอยูที่หนทางใหญส่ีแพรง แมฉันใด
ภิกษกุ ฉ็ ันนั้นเหมอื นกนั พจิ ารณาเห็นกายนี้ ตามที่ตั้งอยู ตามท่ี
ดํารงอยู โดยความเปน ธาตุวา ‘ในกายนี้ มธี าตุดิน ธาตนุ าํ้ ธาตุไฟ
และธาตุลมอยู ภิกษผุ ูไมป ระมาทมีความเพียรอุทิศกายและใจอยู
อยา งนี้ ยอมละความดําริท่ีสับสนอันอาศัยเรือนไดเพราะละความ
ดําริทส่ี บั สนนัน้ ได จิตที่เปนไปภายในกายเทาน้ันยอมดํารงคงท่ี
เปนธรรมเอกผุดข้ึน ต้ังมั่น ภิกษุชื่อวาเจริญกายคตาสติแมดวย
อาการอยา งน้ี๒๐

๒) ตางกันโดยสภาวธรรม คือ อานาปานสติภาวนาเปนการ
กําหนดรูจุดสัมผัสท่ีลมกระทบ เรียกวาโผฏฐัพพายตนะ ซ่ึงอรรถกถา
มัชฌมิ นิกายอธิบายวา อานาปานะ (ลมหายใจเขา-ออก)เปนกายชนิด
หนึ่ง เพราะสงเคราะหเขาในโผฏฐัพพายตนะ๒๑ สวนการกําหนดรู
อาการทองพองทองยบุ เปนการมนสิการอาการเคลือ่ นไหวของวาโยธาตุ
ในชองทอ ง ดังอธบิ ายแลวขางตน

๒๐ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๕๔/๑๙๗.
๒๑ ม.อ.ุ อ. (บาล)ี ๔/๑๐๙/๙๙.

๑๐

บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา

๑.๓ บรรลุสัมมาสมั โพธญิ าณดวยอานาปานสตภิ าวนา

อานาปานสตเิ ปน วิธเี จริญภาวนาทีพ่ ระพทุ ธเจา ทรงสรรเสริญมาก
ทรงสนบั สนุนบอ ยครัง้ ใหพ ระภิกษทุ ั้งหลายปฏบิ ัติ และพระพุทธองคเอง
กไ็ ดท รงใชเปน วหิ ารธรรมมาก ท้งั กอนและหลังตรัสรู ดงั พทุ ธพจนวา

"ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อานาปานสตสิ มาธินแ้ี ล ใครเจริญแลว ทําให
มากแลว ยอมเปนสภาพสงบประณีตสดชื่น เปนธรรมเคร่ืองอยู
เปนสขุ และทําอกุศลธรรมชั่วรายท่ีเกิดขึ้นแลว ใหอันตรธานสงบ
ไปไดโดยพลัน เปรียบเหมือนฝนตกหาใหญตกในฤดูรอน ชําระ
ลางฝุนละอองท่ีฟุงขึ้นในเดือนทายฤดูรอน ใหอันตรธานสงบไป
โดยพลนั ฉะนั้น”๒๒

"เม่ือจะกลา วใหถ กู ตอง พงึ กลาวถงึ อานาปานสติสมาธิวาเปน
ธรรมเครื่องอยูของพระอริยะก็ได วาเปนธรรมเคร่ืองอยูของผู
ประเสริฐก็ได วาเปน ธรรมเครื่องอยขู องตถาคตกไ็ ด ภิกษเุ หลา ใด
เปน เสขะ ยังไมบ รรลอุ รหัตตผล ปรารถนาภาวะปลอดโปรงโลงใจ
อันยอดเยย่ี ม อานาปานสตสิ มาธิท่ีภิกษุเหลาน้ันเจริญแลว ทําให
มากแลว ยอมเปนไปเพื่อความสิ้นไปแหงอาสวะท้ังหลาย สวน
ภิกษุเหลาใดเปนอรหันตส้ินอาสวะแลว...อานาปานสติสมาธิที่
ภกิ ษเุ หลานั้นเจริญแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อความสุข
สบายในปจจบุ นั และเพอ่ื สติ เพอ่ื สัมปชัญญะ”๒๓

พระผมู ีพระภาคเจา ตรัสถงึ การเจริญอานาปานสตขิ องพระองคเ อง
ท่ีทาํ ใหบ รรลสุ มั มาสัมโพธิญาณใหโพธิราชกุมารสดับ ปรากฏในคัมภีร

๒๒ ดูใน ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๑๖๕/๑๓๖,ส.ํ ม. (ไทย)๑๙/๙๘๕/๔๖๕.
๒๓ ส.ํ ม.(ไทย)๑๙/๙๘๗/๔๖๙.

๑๑

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา

มชั ฌิมนิกาย มัชฌมิ ปณ ณาสก๒๔และคมั ภีรอรรถกถา ดงั น้ี
หลังจากเจา ชายสิทธตั ถะไดเสด็จออกบรรพชาแลว พระองคทรง

บาํ เพ็ญทุกรกริ ิยาอยูเปนเวลาถงึ ๖ ปแตกย็ ังไมไ ดตรสั รู ในระหวา ง ๖ ป
น้ัน ไดทรงศึกษาในสํานักของดาบสตางๆ ทรงทรมานพระองคดวย
วิธีการตางๆ ตามคําสอนของบางลัทธิหรือตามความเชื่อของคนในยุค
น้นั และทสี่ าํ คัญคือไดทรงศึกษาในภาคปฏิบัติ ไดแก การบําเพ็ญสมถ
ภาวนาในสํานักของอาจารยผ มู ชี ื่อเสียง ๒ ทาน คือคร้ังแรก ทรงศึกษา
ในสํานักของอาฬารดาบส กาลามโคตร จนไดบรรลุรูปฌาน ๔ คือ
ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน และอรูปฌาน ๓ คือ
อากาสานญั จายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตน
ฌาน ครั้งทส่ี อง ทรงศกึ ษาในสาํ นกั ของอทุ กดาบสรามบุตร ไดบรรลุอรูป
ฌานที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน๒๕

แมพ ระพทุ ธองคทรงปฏิบตั ิจนไดสมาบตั ิ ๘ แลว แตพ ระองคย งั ไม
ทรงพอพระทยั เพราะทรงเห็นวาผลของฌานหรือสมาบัตินั้นเปนธรรม
เครอ่ื งอาศัยเพือ่ อยดู วยความสงบเทาน้ัน ยังดับทุกขไมได จึงทรงอําลา
อาจารยทั้งสองเสด็จไปยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสวงหาธรรม
เคร่ืองประหาณอาสวะกิเลส อันเปนตนเหตุใหติดอยูในสังสารทุกข คือ
ความเกิด ความแก ความเจบ็ ความตาย โดยลําพังพระองคเอง โดยใน
ขั้นแรกไดทรงทรมานพระวรกายใหลาํ บากถึง ๓ วาระ คือ

๑) ใชฟน บนกับฟนลางขบกัน ใชล้ินกดเพดานปาก จนเหง่ือ
ไหลออกจากรักแร

๒๔ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม.(ไทย)๑๓/๓๓๕/๔๐๕.
๒๕ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๒๗/๓๙๖.

๑๒

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา

๒) กลั้นลมหายใจ และผอนลมหายใจทีละนอย จนทําใหลม
ออกทางชอ งหูท้งั สองขาง

๓) อดอาหาร โดยบริโภคอาหารเพียงวันละเล็กนอย ในท่ีสุด
ไมบ ริโภคเลยจนทาํ ใหร า งกายซูบผอม๒๖

เม่ือทรงเห็นวาการทรมานรางกายเชนนี้ยังไมใชทางท่ีจะกําจัด
อาสวะกิเลส ไมใชหนทางท่ีจะตรัสรูได จึงกลับมาเสวยพระกระยาหาร
เพ่ือบํารุงรางกายใหมีเรี่ยวแรง แลวทรงบําเพ็ญเพียรทางใจตอไป๒๗
จนถึงวันข้ึน ๑๕ ค่ํา เพญ็ เดอื น ๖ เวลาเชา ไดทรงรับขาวมธุปายาส (คือ
ขาวทีห่ ุงดวยนาํ้ นมสดผสมนํา้ ผ้ึง ซ่งึ เปนพระกระยาหารม้ือสุดทายกอน
ตรัสรู๒๘) จากนางสุชาดา เมื่อเสวยเสร็จทรงลอยถาดทองคําลงไปใน
แมน า้ํ เนรญั ชรา เวลาเย็นทรงรบั หญา คาจากโสตถยิ พราหมณปูลาดตาง
บัลลงั กภายใตตนพระศรมี หาโพธิ์ แลวประทบั นง่ั ณ ทน่ี ัน้ ไดทรงต้งั จติ
อธษิ ฐานในพระหฤทัยวา “แมเ ลือดเนอ้ื เอ็นกระดกู จะเหอื ดแหงไป ถายัง
มิไดบรรลพุ ระอนุตรสมั มาสมั โพธญิ าณ(คือพระปญ ญาตรัสรเู องโดยชอบ
อันยอดเยี่ยม)เพียงใด จะไมเลิกละความเพียรโดยไมเสด็จลุกไปจาก
บัลลังกน ้ี”๒๙

อรรถกถาทฆี นกิ ายอธิบายรายละเอียดวา ในคืนน้ันเอง พระองค
ไดทรงบาํ เพ็ญสมถภาวนาโดยวิธีกําหนดลมหายใจมีอานาปานสติเปน

๒๖ ดูรายละเอียด ม.ู ม. (ไทย) ๑๒/๑๕๕/๑๕๘ , ม.ม.(ไทย)๑๓/๓๓๑/๔๐๑.
๒๗ ดรู ายละเอียด ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๓๕/๔๐๕.
๒๘ ดูรายละเอยี ด ขุ.จ.ู (ไทย) ๓๐/๑๕๔/๔๘๘, ข.ุ เถร.อ. (บาลี) ๑/๒๓/๑๒๑.
๒๙ ดใู น ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๔๐/๑๑๙ (มหามกฏุ ฯ)

๑๓

บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา

อารมณ๓๐ จนไดบรรลุรปู ฌาน ๔ แลวใชฌานนั้นเปนพ้ืนฐานเจริญข้ึนสู
วิปส สนาภาวนา๓๑ เมอ่ื ถงึ ยามตน (ปฐมยาม) ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุส
สติญาณสามารถระลึกชาติหนหลังได เมื่อถึงยามกลาง (มัชฌิมยาม)
ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ สามารถหย่ังรูการเวียนวายตายเกิดของสัตว
ทง้ั หลายในภพภูมิ ๓๑ ภูมิได พิจารณาสังขารคือรูปธรรมนามธรรมวา
เปน อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตา และพิจารณาปจ จยาการแหง ปฏิจจสมุปบาท
โดยอนุโลมปฏิโลม ปญญาอันเกิดจากการภาวนา(วิปสสนาญาณ)ก็
เกดิ ขึน้ เปน ลําดบั เมอ่ื ถึงยามสุดทาย(ปจฉิมยาม) พระองคก็ทรงบรรลุ
อาสวกั ขยญาณ๓๒ สามารถกาํ จดั อาสวะกเิ ลสทง้ั หลายใหห มดส้ินไปดวย
พระปญ ญา และในทส่ี ุดแหงปจฉิมยามพระองคก็ทรงบรรลุพระอนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณ รูแจงเห็นจริงในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ
มรรค๓๓

พระผูมีพระภาคเจาตรัสถึงการเจริญอานาปานสติของพระองค
ที่ทําใหทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณในท่ีสุดใหโพธิราชกุมารสดับ
ปรากฏในคมั ภรี มชั ฌมิ นิกาย มัชฌิมปณ ณาสก ดังน้ีวา

“ราชกุมาร เราจึงมีความดําริตอไปวา ‘เราผูมีกายซูบผอม
มากอยางนี้จะบรรลุความสุขน้ันไมใชทําไดงายเลย ทางที่ดี เรา
ควรกินอาหารหยาบ คอื ขา วสกุ และขนมกุมมาส’ เราก็ฉันอาหาร
หยาบ คือ ขาวสุกและขนมกุมมาส คร้ังน้ันภิกษุปญจวัคคียเฝา

๓๐ ดูรายละเอียด ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๑ .
๓๑ ดูใน องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๓๕/๕๐๖, ส.ํ ม.อ. (บาลี) ๓/๒๕๖/๒๔๒.
๓๒ ดูรายละเอียด ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๓๖/๔๐๖.
๓๓ ดรู ายละเอยี ดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๒๔๘/๘๔ , ที.สี.อ. (บาล)ี ๒๔๘/๒๐๓.

๑๔

บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา

บาํ รุงเราดว ยหวังวา ‘พระสมณโคดมบรรลุธรรมใด จักบอกธรรม
นั้นแกเราท้ังหลาย’ เม่ือใดเราฉันอาหารหยาบ คือขาวสุกและ
ขนมกุมมาส เม่ือน้ันภิกษุปญจวัคคียน้ันก็เบื่อหนายจากไปดวย
เขา ใจวา ‘พระสมณโคดม คลายความเพยี ร เวียนมาเพือ่ ความเปน
ผมู กั มากเสียแลว’

ราชกุมาร เราฉันอาหารหยาบใหร างกายมกี ําลงั สงัดจากกาม
และอกุศลธรรมท้ังหลายแลว บรรลุปฐมฌานท่ีมีวิตก วิจาร ปติ
และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุ
ทตุ ยิ ฌานมีความผอ งใสในภายในมีภาวะทีจ่ ิตเปน หนงึ่ ผดุ ขึ้น ไมมี
วิตก ไมม ีวิจาร มแี ตปติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยูเพราะปติจาง
คลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขดวยนามกาย บรรลุ
ตติยฌาน ท่ีพระอริยะท้ังหลายสรรเสริญวา ‘มีอุเบกขา มีสติอยู
เปน สขุ ’ เพราะละสุขและทุกขได เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไป
กอนแลว บรรลุจตุตถฌานที่ไมมีทุกขไมมีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ
อเุ บกขาอยู เมอ่ื จติ เปนสมาธิ บริสุทธ์ิผุดผอง ไมมีกิเลสเพียงดัง
เนนิ ปราศจากความเศราหมอง ออนเหมาะแกการใชงาน ตั้งม่ัน
ไมหวั่นไหวอยางนี้ เรานั้น นอมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติ
ญาณ ระลึกชาติกอนไดห ลายชาติ คือ ๑ ชาติบา ง ๒ ชาตบิ า งฯลฯ
เราระลึกชาติกอนไดหลายชาติพรอมทั้งลักษณะทั่วไปและ
ชีวประวัติอยางน้ี เราไดบรรลุวิชชาท่ี ๑ น้ีในปฐมยามแหงราตรี
กําจัดอวชิ ชาไดแลว วิชชาก็เกิดข้ึน กําจัดความมืดไดแลว ความ
สวางกเ็ กดิ ข้ึน เหมือนบุคคลผูไมประมาท มีความเพียรอุทิศกาย
และใจอยู

เม่ือจิตเปน สมาธิ บรสิ ุทธ์ิผุดผอง ไมมีกิเลส ปราศจากความ

๑๕

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา

เศราหมอง ต้ังมั่นไมหวั่นไหวอยางน้ี เราน้ันพึงนอมจิตไปเพ่ือ
จุตูปปาตญาณ เห็นหมูสัตวผูกําลังจุติ กําลังเกิด ท้ังช้ันต่ําและ
ชัน้ สูง งามและไมงาม เกิดดีและเกิดไมดี ดวยตาทิพยอันบริสุทธ์ิ
เหนอื มนษุ ย รชู ดั ถึงหมสู ัตวผูเปนไปตามกรรม ฯลฯ เราไดบรรลุ
วิชชาท่ี ๒ นี้ในมชั ฌมิ ยามแหงราตรี กําจัดอวิชชาไดแลว วิชชาก็
เกิดข้ึนกําจัดความมืดไดแลวความสวางก็เกิดขึ้นเหมือนบุคคลผู
ไมประมาท มีความเพยี รอทุ ศิ กายและใจอยู

เม่ือจิตเปนสมาธิบริสุทธิ์ผุดผอง ไมมีกิเลส ปราศจากความ
เศราหมอง ออนเหมาะแกการใชงาน ต้ังมั่น ไมหว่ันไหวอยางน้ี
เรานอมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รูชัดตามความเปนจริงวา ‘น้ี
ทุกข น้ีทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ น้ีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้
อาสวะ นีอ้ าสวสมทุ ัย นี้อาสวนิโรธ นอ้ี าสวนโิ รธคามนิ ีปฏปิ ทา’

เม่ือเรารูเห็นอยูอยางนี้ จิตก็หลุดพนจากกามาสวะ ภวาสวะ
และอวิชชาสวะ เม่ือจิตหลุดพนแลวก็รูวา ‘หลุดพนแลว’ รูชัดวา
‘ชาตสิ ้นิ แลว อยูจบพรหมจรรย ทํากิจท่ีควรทําเสร็จแลว ไมมีกิจ
อื่นเพ่ือความเปน อยา งนีอ้ กี ตอไป”๓๔

เมือ่ พระพทุ ธองคไดตรัสรูแลว จึงไดทรงแสดงแนวทางการปฏิบัติ
ธรรมคือสมถภาวนาและวิปสสนาภาวนาเพ่ือใหเวไนยสัตวไดรูตาม
พระองค เชน พระธรรมเทศนาธมั มจกั กัปปวัตตนสูตร (พระสูตรวาดวย
การหมุนกงลอแหงธรรม) ท่ีพระพุทธองคทรงแสดงโปรดแกเหลา
ปญจวัคคีย ณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี วามรรคมี
องค ๘ นี้ หรือมัชฌิมาปฏิปทาซึ่งมีสัมมาทิฏฐิ ปญญาเห็นชอบคือเห็น

๓๔ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๓๕/๔๐๕.
๑๖

บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา

อริยสัจ ๔ ซ่ึงการปฏิบัติตามมรรคมีองค ๘ น้ี ก็คือการปฏิบัติวิปสสนา
นน่ั เอง ปรากฏวา เมื่อหัวหนาปญ จวคั คีย คอื ทานโกณฑัญญะไดฟงพระ
ธรรมเทศนากณั ฑน ้ีแลว ไดดวงตาเห็นธรรม(ธรรมจักษุ) คือสําเร็จเปน
พระโสดาบัน นับเปนอริยสงฆองคแรกในพระพุทธศาสนา๓๕ และพระ
พุทธองคก็ไดทรงสอนวิปสสนาภาวนามาโดยตลอดเปนเวลา ๔๕ ป
แมก ระทง่ั ในวาระสุดทา ยเม่ือจวนเสด็จดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ก็ยังตรัสสอน
แกพ ระสภุ ทั ทะซึง่ เปน สาวกองคสุดทาย(ปจฉมิ สาวก) ใหปฏบิ ตั วิ ิปสสนา
ภาวนาจนไดส ําเร็จเปน พระอรหนั ต ดงั พระพทุ ธพจนท ีว่ า

“หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา
สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถาติ. อยํ ตถาคตสฺส
ปจฺฉมิ า วาจา.”๓๖

“ภิกษุท้ังหลาย บัดน้ีเราขอเตือนเธอท้ังหลายวา
สังขารท้ังหลาย มีความเส่ือมไปเปนธรรมดา เธอ
ทั้งหลาย จงยังประโยชนตนและประโยชนผูอื่นใหถึง
พรอมดว ยความไมประมาทเถิด นี้เปนวาจาครั้งสุดทาย
ของตถาคต”๓๗

๓๕ ดรู ายละเอียด วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๒/๑๘.
๓๖ ท.ี ม. (บาลี) ๑๐/๒๑๘/๑๖๔. ท.ี ม.อ. (บาล)ี ๑/๒๑๘/๒๐๑.
๓๗ ดใู น ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๘/๑๖๖.

๑๗

บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา

๑.๔ แปลพระบาลีอานาปานสติภาวนา

พระบาลีอานาปานสติภาวนา๓๘ คมั ภรี พ ระไตรปฎ กฉบับมหาจุฬา
เตปฎ กํ ๒๕๐๐ และฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถพุทธศักราช ๒๕๓๙
แปลเปนภาษาไทยไวด งั นี้

อธิ ภิกฺขุ อรฺคโต วา รกุ ฺขมูลคโต วา สุฺาคารคโต วา
นสิ ีทติ ปลลฺ งกฺ  อาภชุ ติ ฺวา อุชุ กาย ปณธิ าย ปรมิ ุข สตึ อปุ ฏเปตฺวา.

ภกิ ษุ ในธรรมวินัยน้ี ไปสูปาก็ดี ไปสูโคนไมก็ดี ไปสูเรือนวางก็ดี
นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดํารงสติไวเฉพาะหนา มีสติหายใจเขา มีสติ
หายใจออก

โส สโตว อสสฺ สติ สโตว ปสสฺ สติ.
ภกิ ษุน้นั มีสติอยู ยอมหายใจออก มีสติอยู ยอมหายใจเขา

๑. ทีฆํ วา อสฺสสนโฺ ต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาต.ิ
ทีฆํ วา ปสฺสสนโฺ ต ทฆี ํ ปสฺสสามีติ ปชานาต.ิ
เมือ่ หายใจเขายาว ยอ มรวู าหายใจเขา ยาว
เม่อื หายใจออกยาว ยอ มรวู าหายใจออกยาว

๒. รสสฺ ํ วา อสสฺ สนฺโต รสสฺ ํ อสสฺ สามีติ ปชานาต.ิ
รสฺสํ วา ปสสฺ สนฺโต รสสฺ ํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ.
เมอื่ หายใจเขาสน้ั ยอมรวู า หายใจเขาสน้ั
เม่อื หายใจออกสนั้ ยอ มรูว าหายใจออกส้นั

๓๘ ม.อุ. (บาล)ี ๑๔/๑๔๘/๑๘๗, ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๗๗/๔๕๓-๔๕๕.
๑๘

บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา

๓. สพฺพกายปฏิสํเวที อสสฺ สสิ สฺ ามีติ สกิ ฺขติ.
สพพฺ กายปฏิสํเวที ปสสฺ สิสฺสามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักรูชัดกองลมทั้งหมด(เบ้ืองตน

ทา มกลาง และทสี่ ดุ ของกองลม) ขณะหายใจเขา
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักรูชัดกองลมท้ังหมด(เบื้องตน

ทา มกลาง และท่ีสุดของกองลม) ขณะหายใจออก

๔. ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสสฺ ามีติ สกิ ขฺ ต.ิ
ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสสิ สฺ ามีติ สกิ ฺขต.ิ
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักระงับลมหายใจ ขณะหายใจเขา
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักระงบั ลมหายใจ ขณะหายใจออก

๕. ปตปิ ฏสิ ํเวที อสฺสสสิ สฺ ามตี ิ สิกขฺ ต.ิ
ปต ิปฏิสํเวที ปสฺสสิสสฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจักรูช ดั ปต ิ ขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั รชู ัดปติ ขณะหายใจออก

๖. สุขปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สิกขฺ ติ.
สขุ ปฏสิ ํเวที ปสสฺ สสิ ฺสามีติ สิกขฺ ติ.
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราจักรูชดั สุข ขณะหายใจเขา
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจักรูช ัดสขุ ขณะหายใจออก

๗. จติ ฺตสงขฺ ารํ ปฏสิ ํเวที อสฺสสสิ สฺ ามีติ สกิ ขฺ ต.ิ
จิตฺตสงขฺ ารํ ปฏิสเํ วที ปสสฺ สิสสฺ ามตี ิ สิกขฺ ต.ิ
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักรูชัดจิตตสังขาร(เวทนา,สัญญา)

ขณะหายใจเขา

๑๙

บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา

เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั รูช ดั จติ ตสังขาร ขณะหายใจออก

๘. ปสฺสมฺภยํ จิตตฺ สงขฺ ารํ อสฺสสสิ สฺ ามตี ิ สิกฺขติ.
ปสสฺ มฺภยํ จติ ตฺ สงขฺ ารํ ปสฺสสสิ สฺ ามีติ สิกฺขต.ิ
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจักระงับจติ ตสงั ขาร ขณะหายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราจักระงับจติ ตสงั ขาร ขณะหายใจออก

๙. จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสฺสามีติ สกิ ฺขต.ิ
จิตตฺ ปฏสิ ํเวที ปสสฺ สสิ สฺ ามีติ สกิ ขฺ ติ.
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราจกั กําหนดรูจิต ขณะหายใจเขา
เธอยอมสําเหนียกวา เราจกั กาํ หนดรจู ติ ขณะหายใจออก

๑๐. อภปิ ฺปโมทยํ จิตฺตํ อสสฺ สิสฺสามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ
อภิปฺปโมทยํ จติ ตฺ ํ ปสสฺ สสิ ฺสามีติ สกิ ขฺ ติ.
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจักทําจิตใหบันเทิง ขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั ทําจติ ใหบ ันเทงิ ขณะหายใจออก

๑๑.สมาทหํ จติ ตฺ ํ อสฺสสสิ ฺสามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ
สมาทหํ จติ ฺตํ ปสฺสสิสสฺ ามีติ สิกฺขติ.
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจักตง้ั จิตไวมน่ั ขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราจักตั้งจติ ไวมัน่ ขณะหายใจออก

๑๒. วโิ มจยํ จิตฺตํ อสสฺ สสิ สฺ ามีติ สกิ ขฺ ติ.
วโิ มจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสสฺ ามีติ สกิ ขฺ ติ ฯ
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราเปล้อื งจติ ขณะหายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราเปลอื้ งจิต ขณะหายใจออก

๒๐


Click to View FlipBook Version