The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaladmanat, 2022-12-21 22:57:34

หนังสืออานาปานสติภาวนา๒๕๕๕

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

ฐปนา ตัง้ แตป รากฏนิมิตอยา งนั้น นิวรณท้ังหลายกเ็ ปนโทษที่เธอ
ขมไดแ น กิเลสทั้งหลายระงับเงียบไป สติม่ันคง จิตดํารงม่ันโดย
อปุ จารสมาธิเปนแท ลําดับตอไป นิมิตนั้นเธออยาพึงใสใจโดยสี
อยาพึงกาํ หนดโดยลกั ษณะเลยทีเดียว แตวาพึงเปนผูเวนอสัปปา
ยะ ๗ มีอาวาสที่เปนอสัปปายะเปนตน แลวเสพสัปปายะ ๗ มี
อาวาสทีเ่ ปนสัปปายะ ครั้นรักษานิมิตน้ันไวอยางน้ีแลวพึงทําให
ถึงความเจริญงอกงามโดยวิธีมนสิการบอยๆทําอัปปนาโกศล ๑๐
ประการใหถึงพรอ ม ประกอบความเพียรใหสม่ําเสมอไวเถิด เมื่อ
เธอพยายามอยอู ยา งนั้น จตุตถฌานหรือปญจมฌานจะเกิดข้ึนใน
เพราะนิมิตน้ัน๕๒

คัมภีรอานาปานทีปนี๕๓อธิบายวา ปฏิภาคนิมิตน้ันเปนบัญญัติ
พิเศษทีป่ รากฏขึน้ เหมือนเปนอารมณใ หม มใิ ชส ภาวธรรมท่ีมีอยูจริง จึง
ดับไปงาย เมอื่ ดับแลวกเ็ กิดใหมย าก นกั ปฏิบัติจึงควรตั้งจิตไวมั่นในลม
หายใจท่ีเปนปฏิภาคนิมิต ไมใหดับไป และทําใหปรากฏชัดเจนย่ิงขึ้น
ตามลาํ ดับ ในระหวางท่ีเขาถึงปฏิภาคนิมิตแตยังไมเขาถึงฌานจิตหรือ
อัปปนาภาวนาน้ัน ผปู ฏบิ ัตจิ าํ เปนตองระวงั รกั ษาปฏภิ าคนิมิตน้ันไวใหดี
ดว ยวิธีเวน จากอสปั ปายะ ๗ อยาง เสพสปั ปายะ ๗ อยา ง๕๔ดังกลา วแลว
ตอไปไมนานก็จะสําเร็จฌานเปนฌานลาภี คือ รูปาวจรปฐมฌานยอม
เกดิ ข้ึน แตถา รปู าวจรปฐมฌานยงั ไมเ กดิ ตองบาํ เพญ็ อัปปนาโกสล ๑๐๕๕

๕๒ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๖๖, วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๑๓๙ .
๕๓ พระญาณธชเถระ.อานาปานทีปน,ี (พระคนั ธสาราภวิ งศแ ปล) หนา ๑๖.
๕๔ วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๑๓๘.
๕๕ วิสทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๑๓๙ .

๒๒๑


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

ประการใหเกดิ ขน้ึ ในสันดานของตนใหบริบูรณ
เมื่อผปู ฏบิ ตั เิ พียรเจรญิ ภาวนาตอ ไปในปฏิภาคนิมติ นั้น ไมชาก็จะ

สําเร็จฌาน เรียกวาฌานลาภีบุคคล เม่ือวาโดยธรรมแลวเปนรูปาวจร
ปฐมฌานกศุ ล เมื่อวา โดยความแนบแนน ของจิต ชอ่ื วาอัปปนาสมาธ๕ิ ๖

ลกั ษณะสงั เกตความสมบูรณของปฐมฌาน
ในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค๕๗ พระสารีบุตรเถระอธิบายวา อะไร
เปนเบอื้ งตน แหงปฐมฌาน อะไรเปนทามกลางแหงปฐมฌาน อะไรเปน
ที่สุดแหงปฐมฌาน คือ ความหมดจดแหงปฏิปทาเปนเบ้ืองตนแหง
ปฐมฌาน ความเพ่ิมพูนอุเบกขาเปนทามกลางแหงปฐมฌาน ความรา
เริงเปน ท่สี ุดแหงปฐมฌาน ความหมดจดแหงปฏปิ ทาทีเ่ ปนเบอ้ื งตนแหง
ปฐมฌาน มีลักษณะเทา ไร คอื มลี ักษณะ ๓ ประการ ไดแก

๑. จติ หมดจดจากอนั ตรายแหง ฌานน้ัน
๒. จติ ดาํ เนินไปสสู มถนิมิตอนั เปน ทา มกลาง เพราะเปนจิต
หมดจด
๓. จติ แลน ไปในสมถนมิ ติ น้ัน เพราะเปน จติ ดาํ เนินไปแลว
ความหมดจดแหงปฏิปทาที่เปนเบื้องตนแหงปฐมฌานมีลักษณะ
๓ ประการนี้ เพราะเหตุนั้นทานจึงกลาววา ปฐมฌานเปนฌานมีความ
งามในเบือ้ งตนและถึงพรอมดวยลักษณะ
ความเพมิ่ พูนอุเบกขาทเ่ี ปน ทา มกลางแหงปฐมฌาน มีลักษณะ
เทา ไร คอื มีลกั ษณะ ๓ ประการ ไดแก
๑. เพงเฉยจติ ท่หี มดจด

๕๖ วิสุทธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๑๓๗.
๕๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๕๘/๒๔๓.

๒๒๒


บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

๒. เพง เฉยจติ ทด่ี าํ เนนิ ไปในสมถะ
๓. เพงเฉยความปรากฏในสภาวะเดียว
ความเพิ่มพนู อเุ บกขาที่เปนทามกลางแหงปฐมฌานเพงเฉยจิตที่
หมดจด ๑ เพงเฉยจิตท่ีดําเนินไปในสมถะ ๑ เพงเฉยความปรากฏใน
สภาวะเดยี ว ๑
ความเพิ่มพนู อเุ บกขาที่เปนทา มกลางแหงปฐมฌาน มีลักษณะ ๓
ประการน้ี เพราะเหตุนนั้ ทานจึงกลา ววา ปฐมฌานเปนฌานมีความงาม
ในทามกลางและถึงพรอมดวยลักษณะความราเริงที่เปนที่สุดแหง
ปฐมฌาน มลี ักษณะเทาไร คอื มีลกั ษณะ ๔ ประการ ไดแก
๑. ความรา เรงิ เพราะธรรมทัง้ หลายที่เกิดในปฐมฌานนนั้ ไม
ลว งเลยกนั
๒. ความราเรงิ เพราะอนิ ทรยี ท งั้ หลายมีรสอยา งเดยี วกัน
๓. ความรา เรงิ เพราะนําความเพียรสมควรแกธรรมเขาไป
๔. ความรา เรงิ เพราะมคี วามหมายวาปฏิบัตเิ นืองๆ
ความราเริงที่เปนที่สุดแหงปฐมฌานมีลักษณะ ๔ ประการน้ี
เพราะเหตนุ น้ั จึงกลา ววา ปฐมฌานมีความงามในที่สุดและถึงพรอมดวย
ลักษณะจิตท่ีถึงความเปนไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ ประการ ถึง
พรอ มดวยลักษณะ ๑๐ ประการอยางน้ี ยอมเปนจิตท่ีถึงพรอมดวยวิตก
วิจาร ปต ิ สขุ การอธิษฐานจติ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถึงพรอ มดวย
ปญ ญา๕๘
หลงั จากไดฌ านแลว ถาใชกรรมฐานนที้ ําวปิ สสนาตอไปก็เรียกวา
ข้ันสัลลักขณา(กําหนดพิจารณาไตรลักษณ) จนในที่สุดก็ถึงมรรค

๕๘ ดูใน ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๕๘/๒๔๑-๒๔๔.
๒๒๓


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก

เรียกวาเปนวิวัฏฏนา(หมุนออก) และบรรลุผลเรียกวาเปนปาริสุทธิ
(หมดจดจากกเิ ลส) แลวจบลงดว ยปฏิปสสนา(ยอ นดู) คือพิจารณามรรค
ผลทีไ่ ดบ รรลุ ไดแกป จจเวกขณะน่นั เอง๕๙

ข. พุทธทาสภกิ ขอุ ธิบายการเจรญิ ฌาน

ทา นอธบิ ายเพิ่มเติมหลักปฏิบัติท่ีมีอยูในอรรถกถาพระวินัย และ
คัมภรี วิสุทธิมรรคทม่ี ีอยเู พยี ง ๔ ขนั้ ตอน ขยายออกเปน ๘ ข้ันตอน คือ
(๑) ว่ิงตาม (๒) เฝาดูอยูที่จุดหน่ึง (๓) สรางมโนภาพขึ้นท่ีจุดนั้น ใน
ลกั ษณะอคุ คหนมิ ิต คือลักษณะภาพน่งิ (๔) สรา งปฏภิ าคนิมิต คือภาพ
ไหวขน้ึ แทนทจี่ ุดนั้น (๕) หนวงองคฌ านขน้ึ มาจนครบ (๖) การไดฌาน
ทีแรก (๗) การทําใหชํานาญ หรอื อยูในอํานาจ (๘) การไดฌานในอันดับ
ตอ ไปจนถึงที่สดุ ๖๐ มรี ายละเอียด ดงั น้ี

ขั้นที่ ๑ วิ่งตาม
พทุ ธทาสภกิ ขุอธบิ ายวา วง่ิ ตาม คือ จิตคอยวงิ่ ตามลมที่เขา-ออก
อยู โดยเอาสติไปผูกจิตไวกับลมนั้น ใหมีลักษณะที่เปนการวิ่งตาม มี
ความหมายสําคัญอยูท่ีการวิ่งตามท้ังเขาท้ังออก สวนระหวางน้ันจะหัด
นับ หัดบริกรรม หัดออกเสียงอะไรก็เปนเรื่องเบ็ดเตล็ด ในระหวางว่ิง
ตามน้ี จะพบวา มนั ละเอียดเขา ๆ ในเม่ือเรากําหนดใหมันละเอยี ดเขา จน
บางทีมันหายไป กําหนดมันไมไดก็มี เราก็หายใจเสียใหม ใหมันแรง
ขึ้นมาอีก ใหมันยาวขึ้นมาอีก เพราะวาลมหายใจมันจะหายไปไหน

๕๙ ดรู ายละเอียดใน วิสุทธ.ิ (บาล)ี ๑/๑๓๑.
๖๐ ดรู ายละเอียดใน พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติ สมบรู ณแบบ, พมิ พท ี่
ธรรมสภา, ๓๕/๒๒๗ บางพลดั กรุงเทพฯ, ๑๐๗๐๐, ๒๕๓๕, หนา ๑๐๙-๑๑๐.

๒๒๔


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

ไมได แมวา มันจะละเอยี ดจนกําหนดไมไดก็อยา ไปคดิ วามันหายไปไหน
เสียแลว มันก็อยนู น่ั แหละ แตมันละเอยี ดจนกําหนดไมไ ด ถาการฝก ใน
ขั้นนเ้ี รายงั ไมเ อาละเอียดอยา งนน้ั เราจะเอาวิง่ ตามใหได ยิ่งหายใจจน
มีเสยี งซดู ซาดไดก็ยงิ่ ดี เสียงวีด๊ เสยี งอะไรกไ็ ด จะไดชวยทางหูอีกทาง
หนงึ่ ใหการวิ่งตามนนั้ เปน ไปอยา งหนักแนน อยางจับตัวได หนีไปไหน
ไมได อยูในกาํ มอื เลยทเี ดยี ว ลมหายใจมจี ดุ ที่กําหนดไว ๒ จุด คือ ขาง
นอกและขางใน ขางนอกที่จะงอยจมูก ขา งในท่สี ะดือ ระหวาง ๒ จุดนั้น
เปน เหมือนกบั หนทางซ่ึงมีระยะอนั หนึ่ง ซง่ึ ลมหายใจจะว่ิงไปวิ่งมาผาน
หายใจเขาต้งั ตน ท่ีจมกู แลว ไปหยุดท่ีสะดือ หายใจออกต้ังตนที่สะดือมา
หยุดท่ีจะงอยจมูก ใชสติกําหนดใหจิตวิ่งตามไป กําหนดมันดวยสติ
คลายกับวามีความรูสึกอันหนึ่งท่ีจะคอยว่ิงตาม เม่ือลมหายใจวิ่งอยู
ระหวางจุด ๒ จุดน้ี เขา-ออก เขา-ออก อยูเสมอ ก็ฝกว่ิงตามไปแลวก็
น่ังตัวตรง ดํารงสติมั่น กําหนดจุดสองจุด คือขางนอกและขางใน แลว
ใหจ ิตคอยวง่ิ ตามลมหายใจท่กี าํ ลังวิ่งไปวง่ิ มาอยรู ะหวา งสองจดุ นี้ ในครั้ง
แรกตั้งตน ดวยลมหายใจที่แรง ๆ หยาบ ๆ หรอื ยาว ๆ โดยฝน ๆ แลวก็
ปลอ ยจนปรับตวั ใหเขารูปเปน ปกติธรรมดา๖๑

การปฏบิ ตั ใิ นขน้ั น้ี พุทธทาสภกิ ขุอธิบายสอดคลองกับอานาปาน-
สติภาวนาทั้ง ๓ ข้ันแรก และตรงกับวิธีปฏิบัติในคัมภีรอรรถกถาพระ
วินัยและคัมภีรวิสุทธิมรรค ๒ นัยตน คือ คณนานัยและอนุพันธนานัย
และพุทธทาสภกิ ขไุ ดอ ธบิ ายแนวปฏิบตั เิ พ่มิ เติมวา การทําอานาปานสติ
ภาวนามีลมหายใจเปน หลกั สําคัญ ฉะนนั้ ตองตรวจสอบการหายใจ เชน
จมกู เปน ตน ลองหายใจดูก็จะรูสึกวาจมูกสองรูไมเทากัน เชน ปดขาง

๖๑ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบรู ณแ บบ, หนา ๑๑๑.
๒๒๕


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

หนึ่งแลวลองหายใจวา เปนอยางไร ปดอีกขางหนึ่งลองหายใจวาเปน
อยางไร แกไ ขใหมันเทา กันไดเ ทาท่ีจะทําได ทาํ ใหห ายใจสะดวก แบบ
โบราณใชนํ้าใสในใจกลางฝามือสูดนํ้าเขาไปมาก ๆ เทาที่จะสูดได ส่ัง
ออกมาอยางสง่ั ขม้ี กู รจู มูกขา งไหนแนน ไป กท็ าํ ขา งนั้นมาก ๆ ไมก่ีคร้ัง
จะหายใจสะดวกดี คลองดีสังเกตไดงายดี อยางนี้เรียกวาอวัยวะเฉพาะ
ของการหายใจเกี่ยว กับอานาปานสติ๖๒ ในขั้นนี้มีรายละเอียดที่จะฝก
ไดห ลายอยางหลายวธิ ี จะใชว ธิ นี ับในระหวางระยะที่มันวิ่งจากจุดหนง่ึ ไป
ยังอีกจุดหนงึ่ โดยมีการนับ ๑-๒-๓ ถึง ๑๐ ก็ไดเพ่ือใหสม่ําเสมอ มักจะ
พูดถึงการนับกันในข้ันน้ี แตน า จะไปอยูในขัน้ ที่ ๑ ที่ ๒ รลู มยาวรลู มส้ัน
มากกวา ฉะนั้นควรฝกการนับใหเสร็จมาเสียต้ังแตข้ันที่หนึ่ง ข้ันท่ีสอง
ในขัน้ ทส่ี ่ี ถา จะมกี ารนบั บางกเ็ พ่ือปรบั ปรงุ จัดใหมันสม่ําเสมอ ก็ทํา เอา
มาใชไ ดเหมอื นกนั หรือบางทีบางคนก็ชอบใหบริกรรม เชนคําวา "พุท
โธ ๆ" ทุกครงั้ ที่หายใจเขา หายใจออกเปน เครอื่ งนบั หรือเครื่องผูกสติใน
อนั ดบั แรกใหม ันงา ยข้ึน จะเปนการนบั ก็ดี เปนการออกเสียงวา พุทโธก็ดี
เรียกวา บรกิ รรม๖๓

ขน้ั ที่ ๒ เฝา อยทู ีจ่ ุดใดจดุ หนงึ่
พทุ ธทาสภิกขอุ ธบิ ายวธิ ีปฏิบตั ิวา ถาทําไดในการวิ่งตามแลว ก็
เล่ือนขึน้ ไปอกี ขน้ั หน่ึง คือ ไมว ง่ิ ตามแลว แตจ ะเฝาอยูที่จุดใดจุดหน่ึงที่
เหมาะสม๖๔ เฝาดูที่จุดจะงอยจมูก ตรงท่ีปลายจมูก ๒ รู เปนที่

๖๒ พทุ ธทาสภิกขุ , อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๔๙.
๖๓ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบรู ณแ บบ, หนา ๑๑๑.
๖๔ พทุ ธทาสภิกขุ, วธิ ีฝก สมาธิวปิ ส สนา ฉบับสมบูรณ , หนา ๒๔.

๒๒๖


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

สามเหล่ยี มระหวางรูจมูกสองรูกับรมิ ฝป าก ท่สี ดุ ขางบนน้ี ตรงนั้นสมมุติ
เปนจดุ ข้ึนมาเปน จดุ เฝาดู เม่ือลมหายใจออกไป ก็ดูมันอยูท่ีตรงนั้น ไม
ทาํ อาการวง่ิ ตาม เมอ่ื ลมหายใจกลับเขา กเ็ ฝา ดอู ยตู รงน้ัน จนกวาจะเขา
ไปหมด นเี้ ขาเรียกวา "เฝา ประต"ู ไมต อ งเท่ียวตามดู อุปมาเหมือนนาย
ประตูเฝาอยูท่ีประตู ตรวจใหดีที่ตรงน้ัน คนจะเขาไปในเมืองหรือออก
จากเมือง จะเปนโจรเปนคนอันธพาล เปนคนดี คนอะไรก็ตรวจดูใหดี
ตรงนัน้ แหละ ถา การตรวจท่ีตรงประตูมนั ดี ก็คลายๆ กบั วาตรวจท้ังบา น
ทงั้ เมือง ขั้นนีเ้ พอ่ื ใหล ะเอยี ดเขา หรือวา สูงขึ้นไป จงึ มกี ารเฝาดอู ยูทจ่ี ุดๆ
หนึ่ง คือท่ีตรงนั้น จิตจึงจะตองละเอียด ตองแนวนิ่ง ตองละเอียด
ยิ่งข้ึนไปอีก มันจึงจะเฝา ดไู ดส ําเรจ็ เพราะมีโอกาสที่จะ วิ่งหนีไปเสียใน
ระหวางน้นั มากกวา แตถ า เราฝกดีมาตง้ั แตขัน้ ท่ี ๑ มนั ก็ไมวิ่งหนี แลวก็
ทําสําเร็จในขั้นที่ ๒ คือเฝาดูท่ีจุดหนึ่ง แลวก็ฝกไป ๆ จนไดตามที่
ตอ งการ จติ ประณีตระงบั ขึ้น ลมหายใจก็จะระงับละเอียดประณีต กาย
ระงับละเอียดประณีตข้ึนตาม๖๕ จุดตรงท่ีลมกระทบที่ปลายจมูกน้ัน
กําหนดเอาทีต่ รงน้ันเปนนิมิต ในขั้นท่ีว่ิงตามท้ังเขาทั้งออกลมหายใจท่ี
ผา นทง้ั สายตง้ั แตจ มกู ถึงสะดือนน้ั เปน นิมิต แตเ มื่อมาในขั้นที่เฝาอยูจุด
เดียว นิมิตจึงยังเหลืออยูแตจุดที่กําหนดคือท่ีจะงอยจมูกเทาน้ัน ลม
หายใจที่กระทบท่ีจะงอยจมูกน่ันแหละ ตรงนั้นเปนนิมิต นี้เรียกวาเฝา
กําหนดอยใู นจดุ ใดจุดหนึ่ง มลี มหายใจเปน นิมิต๖๖

การปฏิบตั ใิ นขนั้ น้ี พุทธทาสภิกขุอธิบายสอดคลองกับอานาปาน
สติภาวนาข้ันที่ ๔ และตรงกับวิธีปฏิบัติในคัมภีรวิสุทธิมรรค นัยท่ี ๓

๖๕ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบูรณแ บบ, หนา ๑๑๑.
๖๖ พุทธทาสภกิ ขุ, วิธีฝกสมาธวิ ปิ สสนา ฉบับสมบรู ณ , หนา ๒๔.

๒๒๗


บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

คอื ผุสนานัย

ในเรื่องอานาปานสตินิมิต ๓ ประการ พุทธทาสภิกขุไดอธิบาย
สอดคลอ งกบั หลกั การในคมั ภรี  และเพ่ิมเติมไววา

๑) บริกรรมนิมิต คือ ตัวลมหายใจที่เคลื่อนไป–เคลื่อนมา ลม
หายใจท่ีเปนตามธรรมชาติ ซึ่งเราไปกําหนดเขา การกําหนดท่ีตัวลม
หายใจก็เรยี กวาการเพง ตอ บริกรรมนิมิตอยางเดยี วกนั

๒) อุคคหนิมิต คือ นิมิตท่ีเขาไปติดอยูที่ตาภายในหรือในใจ
กลายเปนมโนภาพภายในอีกสวนหนง่ึ ตา งหากจากตวั วัตถโุ ดยตรง ทเ่ี รา
เอามากาํ หนดในครง้ั แรก นิมติ น้ีไดแกจุดหรือดวงขาวๆ ที่ทําใหปรากฏ
เปนมโนภาพเดนชดั อยูไดท่ตี รงจุดลมสมั ผสั ที่ปลายจะงอยจมกู

๓) ปฏิภาคนิมิต คือ อุคคหนิมิตในภายในน่ันเอง หากแตวาได
เปล่ยี นรปู เปลี่ยนสี เปลย่ี นขนาดเปนอยางอน่ื ไป และเปล่ียนอะไรๆ อีก
บางอยา ง กระทง่ั ถงึ ใหเคลอ่ื นที่ไปมา หรอื ขึน้ ลงไดตามควรแกการนอม
จติ ไป โดยความรสู ึกทเ่ี ปน สมาธิก่ึงสํานึก แลวสามารถทําใหแนวแนอยู
ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง โดยสมควรแกอุปนิสัยของตน และหยุดน่ิง
และแนวแนอยูอยางน้ัน เพ่ือเปนนิมิต คือเปนท่ีเกาะแหงจิตอยาง
ประณีตทีส่ ุด จึงมคี วามตง้ั มั่นถงึ ทส่ี ุดที่เรยี กวา ฌาน๖๗

ข้ันที่ ๓ สรางมโนภาพขนึ้ ทีจ่ ุดสัมผสั
ในขน้ั น้ี พทุ ธทาสภิกขุแนะนาํ ใหส รางมโนภาพในลักษณะอุคคห-
นิมิตข้ึนมาดวยตนเอง คือลักษณะภาพน่ิงตรงจุดที่เฝาดูนั้น จะรูสึกวา
เหมือนกบั เปน เนือ้ ออนที่สุดรูสึกงายท่ีสุด ลมหายใจผานที่ตรงน้ันก็ให

๖๗ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๑๐๘ -๑๑๐.
๒๒๘


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก

รูสึกกระทั่งความรูสึกกลายเปนโชติชวงข้ึนมา เรียกวาสรางนิมิตชนิด
มโนภาพข้ึน ตอนน้ีเปนคร่ึงสํานึก ทําเหมือนกับวาท่ีตรงน้ันมีจุดไวตอ
ความรูสึกอยูอันหน่ึง จนสมมุติเหมือนวา มีจุดหรือมีดวงอะไรอันหน่ึง
รปู รา งเปนดวงกลม แลว ก็มสี มี แี สงอะไร ตามแตเราจะรูสึกเปนดวงกลม
อยูที่น่ัน เปนจุดดวงขาว หรือวาจุดดวงเขียว หรือวาจุดเปนเหมือนกับ
จดุ ดวงอาทติ ย จดุ ดวงจันทรอ ะไรไปเลยกไ็ ด เพราะทแี รกมนั มอี ยเู ปน จดุ
ๆ หนึ่ง แลว จุดนี้ถูกเปลี่ยนใหเปนภาพขึ้นมา โดยทําทางมโนภาพ
แลว ทาํ ลงไป ๆ จิตกจ็ ะเหลืออยกู ง่ึ สํานึก จะปรากฏเปนดวงอาทิตยโชติ
ชว งอยูทีน่ นั่ ดวงจนั ทรโ ชติชวงอยทู นี่ นั่ หรือดวงเขยี วดวงขาวอะไรอยูที่
นน่ั กไ็ ด หรือถาไมเปน ดวง จะเปนแสงสวางวอบแวบวอมแวมอะไรก็ได
เปนหยดนาํ้ คางก็ได เปนเหมอื นกบั รงั ใยแมงมุมกลางแสงแดดท้ังรงั ทท่ี อ
แสงอยูกลางแสงแดด อยางน้ีก็ได ไมเหมือนกันทุกคน แตวาถาสราง
ขึ้นมาสําเร็จไดก็เรียกวา นิมิตชนิดที่เปนมโนภาพ ที่เราสรางขึ้นได
สาํ เรจ็ นมิ ิตเปลยี่ นรูปจากวตั ถุธรรมชาติ คือ ลมหายใจ หรือเน้ือหนังที่
เปนจุดนั้นมากลายเปนมโนภาพอยางนี้ ถามันยังเปนนิมิตอันเดิม คือ
เปน ลมหายใจหรือเปน จดุ เนอ้ื หนังตามเดิม เขาเรียกวา นิมิตในขั้นแรก
นมิ ติ ในระยะบริกรรมเรยี กวา บรกิ รรมนิมติ ถาสรางนมิ ิตมโนภาพสาํ เร็จ
ก็เรยี กวา อคุ คหนมิ ิต แปลวา นิมิตทตี่ ิดตา๖๘

ในข้ันนี้ พุทธทาสภิกขุไดอธิบายสอดคลองกับหลักการในคัมภีร
อรรถกถา และคัมภีรวิสุทธิมรรคโดยสวนใหญ แตมีขอแตกตางบาง
ประการ คือในคัมภีรอธิบายการเกิดขึ้นของนิมิตวา การกําหนดรูลม
หายใจเขา -ออก โดยอนุพนั ธนานยั กบั ผสุ นานยั ท่เี ปนไปอยนู ัน้ นมิ ติ ยอ ม

๖๘ พุทธทาสภกิ ข,ุ วธิ ีฝก สมาธิวปิ ส สนา ฉบับสมบูรณ , หนา ๒๕.
๒๒๙


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก

ปรากฏ จิตก็จะเปลี่ยนจากการกาํ หนดรูกระทบของลม และเขาไปต้ังมั่น
จดจออยูใ นนิมิตอยางเดียว๖๙ แตพุทธทาสภิกขุแนะนําใหสรางมโนภาพ
ในลกั ษณะอุคคหนิมิตขน้ึ มาดวยตนเอง

ขัน้ ท่ี ๔ สรางปฏิภาคนิมติ
ในขั้นน้ี พุทธทาสภิกขุอธิบายตางจากหลักการในคัมภีรเชนกัน
คอื ในคัมภีรอธิบายวา ปฏิภาคนิมิตยอมปรากฏข้ึนจากการกําหนดรูลม
หายใจเขา-ออก โดยอนุพันธนานัยกับผุสนานัยที่เปนไปอยู๗๐แตทาน
พุทธทาสแนะนําใหสรางภาพเคลื่อนไหวขึ้นแทนท่ีจุดนั้นท่ีเปนอุคคห
นิมติ วา สรางภาพข้ึนทาํ ใหม นั เคล่ือนไหว ใหเปล่ียนรูป ใหเปล่ียนสี ให
เปน อะไรไดต ามตอ งการ นี้เรียกวา "ปฏิภาคนิมิต" ซ่ึงเปนข้ันสุดทายท่ี
จะตองทาํ ใหไดเพอื่ ใหม ฌี าน สมมตุ วิ าเรามีอุคคหนิมิตอยางเปนรูปดวง
จันทรเ ล็กๆ อยูที่จุดจะงอยจมูกน้ันในขั้นที่ ๓ แลว พอมาถึงขั้นท่ี ๔ นี้
เราจะบังคบั มนั ใหเปล่ียนรปู เปลยี่ นสี ใหม นั เปล่ียนขนาดใหมันเคล่ือนที่
ใหมันดูเหมือนกับลอยไปในฟาในอากาศตามที่เราบังคับ เหมือนกับ
บงั คบั จรวด แลว ใหม าอยูที่เดมิ อีกก็ได การฝกจิตตองสามารถท่ีจะนอม
มโนภาพใหม นั เปลีย่ นไป ในลักษณะทีเ่ ปลย่ี น รูปเปลีย่ นสี เปล่ยี นขนาด
แลว กเ็ คลอ่ื นที่ แตไมควรเอามาปนกนั สมมตุ ิวาเปนภาพดวงจนั ทร ก็ใช
เปน ดวงจันทรเ ร่ือย ๆ ไป อยา ไปเอาใยแมงมุมอะไรเขามา อยาไปนอม
เพอ่ื เปนอยา งอืน่ เขา มา เพราะวามันข้ึนอยูแกบุคคลคนหน่ึงเหมาะที่จะ
เหน็ มโนภาพนี้อยางหนง่ึ ถาใครเหน็ ใยแมงมมุ ก็ใชใยแมงมุม ใยแมงมุม
กลางแสงแดดทมี่ ันเดน จา เปลยี่ นภาพใยแมงมุมนั้นไปตามท่เี ราตอ งการ

๖๙ ดรู ายละเอียดใน วสิ ุทธฺ .ิ (บาลี) ๑/๓๐๘, ๓๑๑.
๗๐ ดูรายละเอียดใน วสิ ทุ ธฺ ิ. (บาลี) ๑/๓๐๘, ๓๑๑.

๒๓๐


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก

มนั ไมใชความจริง ไมใชของจริง แตสําคัญตรงที่วาบังคับจิตได สิ่งที่
เหน็ นัน้ ไมใชข องจรงิ แตมนั จริงอยูทีว่ า บังคับจิตไดต ามทต่ี อ งการ มนี มิ ติ
ชนดิ ทีเ่ ราบงั คบั ได ขยายสว นได เปล่ียนแปลงไดตามตองการ แสดงวา
เราบงั คบั จิตได

ลักษณะของนิมิต พุทธทาสภิกขุไดอธิบายสอดคลองกับหลักการ
ในพระคมั ภรี เ ปนสว นใหญ แตการบังคับนิมิตใหยอ-ขยายไดด่ังใจตาม
แนวคําสอนของพุทธทาสภิกขุ ไมปรากฏในการเจริญอานาปานสติ
ภาวนา แมจะมีหลักการในคัมภีรวิสุทธิมรรควา กรรมฐานท่ีใหเกิด
ปฏิภาคนิมิตไดยอมขยายนิมิตได๗๑ แตในคัมภีรเดียวกันกลาวไววา
เมื่อบุคคลขยายอานาปานนิมิต กองลมเทาน้ันเจริญขยายออก และ
อานาปานนมิ ติ นั้นกถ็ กู จํากัดโดยโอกาส (ชองวา งอันแคบ) เพราะมีโทษ
อานาปานสตจิ งึ ไมค วรขยายนิมิต๗๒

พทุ ธทาสภกิ ขุทําอธิบายวธิ ีกําหนดปฏิภาคนิมิตเพิ่มเติมหลักการ
ในพระคมั ภรี อ กี วา นิมิตในขัน้ สุดทายนั้นไดแกปฏิภาคนิมิต คือนิมิตท่ี
เปลย่ี นรูปไปเปนอยางอื่นจากอุคคหนิมิต คือจากความรูสึกท่ีเปนเพียง
วามจี ดุ อยูจุดหนงึ่ มันไดเปลี่ยนไปดวยอํานาจของความท่ีส่ิงตาง ๆ ที่
เนือ่ งกัน มีลมหายใจเปน ตน เปนของละเอยี ดย่งิ ขน้ึ ไปกวาเดิมพรอมกับ
อาศัยอดตี สญั ญาอยางใดอยางหนงึ่ ในอุปนสิ ัยของบุคคลนนั้ เขาชว ยปรุง
แตง ดวย ส่งิ ท่ีเรียกวาปฏภิ าคนมิ ติ นจี้ ะเกิดข้นึ ผดิ แผกกนั บา ง เปนคน ๆ
ไปคือจะปรากฏแกคนบางคนท่ีตรงจุด ๆ น้ัน หรือใกลๆ กับจุดน้ัน
ออกไปขางนอกก็ตาม เขา มาขางในก็ตาม ราวกะวามีปุยนุนกระจุกหน่ึง

๗๑ วสิ ทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๑๒๒.
๗๒ วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๑๒๑.

๒๓๑


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ข้ันแรก

มาติดอยูตรงนั้น หรือมีหมอกกลุมหนึ่งปรากฏอยูที่น้ัน บางพวกจะมี
นิมิตปรากฏชัดย่ิงข้ึนไปกวาน้ัน คือเปนดวงขาวลอยเดนอยู หรือเปน
ดวงแกวดวงหน่งึ หรอื เปนไขมกุ เม็ดหน่งึ หรอื เปน เพยี งส่ิงท่รี ปู รา งอยา ง
เมล็ดฝายเมล็ดหน่ึง คนบางพวกจะมีนิมิตปรากฏเปนรูปสะเก็ดไมช้ิน
หนึ่ง หรือพวงดอกไมพวงหนึ่ง หรือสายสรอยพวงหน่ึง หรือสายแหง
ควันไฟเกลียวหน่ึงดังนี้ ก็มีอยูประเภทหนึ่ง และประเภทที่นอยไปกวา
น้ันอีก คือมีไดยากไปกวาน้ันอีก ก็คือบางจําพวกจะมีนิมิตปรากฏ
เหมือนใยแมงมุมรังหน่ึง เมฆท่ีซับซอนกันหมูหน่ึง ดอกบัวท่ีบาน
ออกเปน แฉก ๆ ดอกหน่ึง หรือลอรถที่มีซ่ีกําออกไปจากดุมเปนซ่ีๆ วง
หน่ึง จนกระทั่งถึงบางพวกมีนิมิตเปนดวงจันทร หรือดวงอาทิตยดวง
ใหญเ กนิ ประมาณดวงหนึง่ ๆ ก็ได น้ีเรยี กวาปฏภิ าคนมิ ิต แมจะตา งกัน
อยางไร ก็ลว นแตเปนส่งิ ท่ีตงั้ อยูอยางแนนแฟน หยุดอยอู ยางมน่ั คง เปน
ท่ียึดหนวงของจิตอนั สงบระงบั จนถึงขนาดทเ่ี ปน ฌานไดดวยกันทัง้ นนั้ ๗๓

ข้นั ที่ ๕ หนวงองคฌานข้นึ มาจนครบ
ในขั้นน้ี พุทธทาภิกขุอธิบายสอดคลองกับหลักการในคัมภีร และ
แสดงรายละเอียดเพ่ิมเตมิ ไวว า ฌานประกอบอยูดวยองคป ระกอบอยา ง
น้ันๆ จึงจะเรียกวา ฌาน ทาํ ความรสู ึกในสิ่งทีเ่ รียกวา องคฌาน ดังนี้
วิตก คอื การกําหนดอารมณ
วิจาร คอื ความรูส กึ ซมึ ซาบในอารมณ
ปต ิ คือ ความรูสึกอิ่มใจในความสําเรจ็
สขุ คอื ความสบายที่สดุ ในขณะนน้ั

๗๓ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๑๐๘ -๑๑๐.
๒๓๒


บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก

เอกัคคตา คอื ความท่ีจิตในขณะนั้น มจี ดุ สุดยอดเพยี งอันเดยี ว
เรียกเปนบาลีวา วติ ก วิจาร ปติ สุข เอกคั คตา องคฌ านท้ัง ๕ ถูก
กําหนดขนึ้ มาในความรูสึกหนว งความรูสึกใหมาเปนความรูสึกที่เห็นชัด
อยู ท่ีจริงมันเปนแตเพียงหนวงความรูสึกสองอยาง คือ ปติ กับสุข
เทานนั้ ท่ีมนั จะตองหนวงขึ้นมา นอกน้นั มอี ยโู ดยอตั โนมตั ิ เม่ือเราทาํ อยู
อยางนี้ วิตก วิจารก็มีอยูโดยอัตโนมัติ เอกัคคตาก็มีอยูโดยอัตโนมัติ
ทนี ี้ ปติ และสขุ มันเกือบจะเกดิ ออกมาโดยอตั โนมัตเิ หมอื นกัน แตม นั ไม
ออกมา ก็หนวงความรูสึกอันนี้ใหเกิดข้ึนมาสองอยาง คือ ปติกับสุข
สว นวติ กนั้น มีอยูในตวั เอง เพราะวา เราบงั คบั จติ กาํ หนดอารมณอยูแลว
วิจารน้ันจิตก็เคลาเคลียท่ัวถึงซาบซานอยูกับอารมณนั้นอยูแลวเปน
เอกคั คตาอยูในตัว เรยี กวา หนว งอารมณฌานทัง้ ๕ ข้ึนมาไดส าํ เร็จ๗๔

เมื่อปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ มีสิ่งใหสังเกตลวงหนาได คือ อุคคห
นมิ ิตในขณะนน้ั แจมใสยง่ิ ขึ้น จิตรูสึกสงบย่ิงข้ึน รูสึกสบายใจหรือพอใจ
ในการกระทําน้ันมากยิ่งข้ึน ความเพียรเปนไปโดยสะดวก แทบจะไม
ตอ งใชค วามพยายามอะไรเลย ลักษณะเหลานี้แสดงวาปฏิภาคนิมิตจะ
ปรากฏ ครน้ั ปฏิภาคนมิ ติ ปรากฏแลว ตอ งระมดั ระวังในการรกั ษาปฏิภาค
นมิ ิต แมวาในขณะน้นี ิวรณจ ะระงับไปไมปรากฏก็จริง แตอัปปนาสมาธิ
ทาํ ลม ลกุ อยู เพราะองคฌานยังไมป รากฏแนน แฟน โดยสมบูรณ ผูปฏิบัติ
จะตองดํารงตนอยูอยางสม่ําเสมอในลักษณะแหงอัปปนาโกสล ๑๐
ประการ ดงั ที่กลาวแลว เพือ่ เปนการเรงรัดอัปปนาสมาธิใหปรากฏตอไป
ผูป ฏบิ ตั หิ นว งจิตใหล ุถึงอัปปนาสมาธไิ ด ดวยการหนวงความรูสึกท่ีเปน
องคฌานท้ัง ๕ ประการใหปรากฏข้นึ ในความ รูสึกแจมชัดสมบูรณ และ

๗๔ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแบบ, หนา ๑๑๗.
๒๓๓


บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

ตั้งอยูอยางแนนแฟน เม่ือองคฌานต้ังม่ันทั้ง ๕ องคแลว ช่ือวาบรรลุ
ถึงอปั ปนา สมาธหิ รือกลาวอีกนัยหนึ่งก็คือการไดฌานในอันดับแรก ซ่ึง
เรยี กวา ปฐมฌาน๗๕

พทุ ธทาสภกิ ขุอธิบายลักษณะสังเกตความสมบูรณของปฐมฌาน
ตามหลักการในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรคและขยายความเพ่ิมเติมวา
ในขณะนั้นจติ ประกอบอยดู ว ยลกั ษณะ ๑๐ ประการ คือ

ก. ลักษณะที่เปนเบื้องตนของปฐมฌาน เรียกวา ความสมบูรณ
ดวยปฏิปทาวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์หมดจดของขอปฏิบัติในขั้นน้ัน ๆ
ซ่งึ ในทน่ี ีไ้ ดแ กป ฐมฌานนั่นเอง ความสมบูรณท ี่กลาวน้ี ประกอบอยูดวย
ลกั ษณะ๓ อยา ง คือ

๑) จิตหมดจดจากโทษท้ังปวง ที่เปนอันตรายตอปฐมฌานนั้น
๒) เพราะความหมดจดเชนน้ัน จิตกาวขึ้นสูสมถนิมิต ซ่ึงในที่นี้
ไดแกองคฌ าน
๓) เพราะกา วข้ึนสสู มถนมิ ิต จติ ยอมแลนไปในสมถนมิ ิตนนั้

ข. ลกั ษณะทเี่ ปนทามกลางของปฐมฌาน เรยี กวา อเุ บกขาพรหู นา
กลาวคือความหนาแนไปดวยอุเบกขาหรือความเพงดูเฉยอยู ประกอบ
อยูดวยลักษณะ ๓ อยา งคือ

๑) เพงจิตอันหมดจดแลว จากโทษที่เปนอันตราย ตอปฐมฌาน
นน้ั (คือขอหน่ึงแหง หมวด ทีก่ ลาวถงึ เบื้องตน ขา งบน)

๒) เพงดูจิตท่ีแลนเขาสูสมถนิมิตแลว(ดังที่กลาวมาแลวในขอ ๓
ในหมวดตน)

๗๕ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๑๘๙.
๒๓๔


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

๓) เพงดูจิตท่ีมีเอกัตตะปรากฏแลว เอกัตตะในท่ีนี้ ไดแกความ
เปน ฌานโดยสมบรู ณ ประกอบอยดู วยลักษณะตา ง ๆ ทีต่ รงกันขามจาก
นวิ รณโ ดยประการทั้งปวง ดงั ท่ีกลา วมาแลว ขางตน

ลักษณะท้งั สามนที้ าํ ใหป ฐมฌานมีความงามในทามกลาง

ค. ลักษณะที่เปนทส่ี ดุ ของปฐมฌาน เรียกวา สมั ปหังสนา แปลวา
ความราเรงิ ประกอบ อยูดวยลักษณะ ๔ ประการ คอื :

๑) ราเริงเพราะธรรมทั้งปวงที่เกิด ไมกํ้าเกินกัน สมสวนกัน ซึ่ง
เรยี กไดว า มี “ความเปน สมงั คใี นหนา ท่ีของตน

๒) รา เริงเพราะอนิ ทรียทงั้ หลายมกี ิจเปนอนั เดยี วกนั รว มกันทาํ ให
เกดิ ผลเดยี วกัน

๓) ราเริงเพราะสามารถเปนพาหนะนําไปไดซึ่งความเพียร
จนกระทั่งลุถึงฌานน้ัน ท่ีไมก้ําเกินกัน และลุถึงความสมบูรณแหง
อนิ ทรยี  ที่มกี จิ เปน อนั เดียวกัน

๔) รา เรงิ เพราะเปนที่สอ งเสพมากของจติ
ลกั ษณะท้งั ๔ ประการนี้ ทําให ปฐมฌานไดช่ือวา มีความงามใน
ท่ีสดุ เม่อื รวมเขา ดว ยกนั ทั้ง ๓ หมวด ยอมเปน ลกั ษณะ ๑๐ ประการเปน
เครอื่ งแสดงถึงเบือ้ งตน ทามกลาง และท่สี ดุ ของปฐมฌาน พรอ มทั้งเปน
เครอ่ื งแสดงความงาม ความนาเลอ่ื มใส๗๖

ขน้ั ที่ ๖ บรรลุฌาน
ในข้ันนี้ พุทธทาสภิกขุ เพียงกลาวย้ําถึงความสมบูรณในการ
ปฏบิ ตั ทิ ้งั ๕ ข้นั ทีผ่ า นมาวาไดฌาน ทีแรกเรยี กวาปฐมฌาน มีความรูสึก

๗๖ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๑๙๐.
๒๓๕


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

ของจิตท่ีประกอบอยูดวยองคฌานท้ัง ๕ นี้อยางสม่ําเสมอแนวแน
เรยี กวา ปฐมฌาน เปน การไดค รัง้ แรก ซึ่งจะตองระมัดระวังมากจะหนีไป
เสยี แลวจะไมกลบั มาอกี เพราะฉะน้ันพอไดก็ตองรีบทําใหเปนวสีทันที
สอดคลอ งกับหลักการบางประการในขัน้ ฐปนานัย

ข้นั ท่ี ๗ ทําใหเ ปน วสี
พุทธทาสภิกขุไดอธิบายสอดคลอง๗๗กับหลักการในคัมภีร และ
อธิบายแนวปฏิบัติเพิ่มเติมวา การทําใหชํานาญ คือทําใหอยูในอํานาจ
หรือในกํามืออยา งแนนแฟน อยางไมหลุดหนีไปไดใ หอ ยูในอํานาจจริง ๆ
ถา ไมท าํ แบบวสีทับลงไปแลวมนั จะหายไป เพราะฉะน้ัน เราตองนํามา
คิดมานึกอยเู สมอ เปนเทคนคิ ของการทําใหมันแนนแฟนลงไป อยางวา
จะจําคนสักคนหนง่ึ ใหจาํ ได จนตลอดชวี ิตนี้ เราตองนึก คอื พอรูจกั มันก็
เหมือนกับไดฌานจะตองทําใหไมลืม คือนึกหนาเขาทุกคืน ๆ นึกหนา
เขาทุกสัปดาห นกึ หนาเขาทกุ เดอื น นกึ หนาเขาทุกป อยางนี้ไมมีวันลืม
นีค่ ือทําใหอยใู นอาํ นาจ เหมอื นกับจะทองจําขอความอะไรสักอยางหน่ึง
หลกั เกณฑอะไรสกั อยางหนง่ึ คร้ังแรกพอทาํ กจ็ าํ ได เขาใจได แลวก็ให
นึกมันทุกวัน แลวกน็ ึกทุกสัปดาห ทกุ เดือน ทุกป มันจะไมมีวันลืม การ
กระทําในระยะตอ มา ทีใ่ หมนั อยใู นอาํ นาจเด็ดขาดนี้ ก็เรยี กวา วสี เมื่อได
ปฐมฌานเปนครั้งแรกน้ี ระวังอาจจะหายไป เพราะฉะนั้นตองรีบทําใน
ขน้ั วสี ทําซํ้า ๆ ประคับประคอง ศึกษาทุกแงทุกมุม เอาไวใหไดวา มัน
จะอยไู ดด ว ยวิธีอยางไรในการทจี่ ะรสู ึกอยใู นใจ แรกไดฌานเปนอยางไร
หยุดอยูในฌานเปนอยางไร เตรียมออกจากฌานเปนอยางไร ออกแลว

๗๗ ดูรายละเอียดใน พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๒๕.
๒๓๖


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

เปนอยางไร แลว จะกลบั เขามาใหม จะตองทําย้ํา ทําซํ้าๆ ซํ้าๆ ย้ําซํ้าๆ
อยไู ปมา จนใหช าํ นาญทีส่ ุด๗๘

ข้ันที่ ๘ การไดฌ านในขั้นตอ ไป๗๙
ในเร่อื งการทาํ ใหไดฌานที่ยังเหลือตอ ไปอีก คือฌานท่ี ๒ - ท่ี ๓ -
ที่ ๔๘๐ นี้ พุทธทาสภิกขุไดอธิบายคลอยตามคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค๘๑
ไดประมวลใจความสําคัญและบอกลักษณะสมบูรณของแตละฌาน
เพม่ิ เติมไววา

๑) ปฐมฌาน มหี ลกั อยวู า
๑. มีข้นึ เพราะความสงดั จากกามและอกศุ ลธรรมทง้ั ปวง
๒. ยังเต็มอยดู วยวิตกและวจิ าร
๓. มปี ต ิและสุขชนิดที่ยังหยาบ คอื ชนดิ ท่ีเกิดมาจากวิเวก
๔. จดั เปน ข้นั ทห่ี นงึ่ คอื ระดับท่หี นง่ึ ของรปู ฌาน

ปฐมฌาน มอี งคป ระกอบ ๒๐ ประการ คือ ประกอบดวยลักษณะ
๑๐ ประการ ที่รวมเปนความงามในเบื้องตน ความงามในทามกลาง
ความงามในท่ีสุด นี้ประเภทหนึ่ง และประกอบดวยองคฌาน ๕ และ
อนิ ทรยี อกี ๕ รวมกนั จึงเปน ๒๐ ซง่ึ ทําใหก ลาวไดวา ปฐมฌานสมบูรณ
ดวยองคประกอบ ๒๐ หรือเรียกงายๆ ก็วาประกอบดวยลักษณะ ๑๐
ดวยองคฌ าน ๕ ดวยอนิ ทรีย ๕ การทท่ี านระบุธรรมถึง ๒๐ ประการวา

๗๘ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๑๒๐.
๗๙ พุทธทาสภกิ ขุ, อานาปานสติสมบรู ณ, หนา ๑๐๙-๑๑๐.
๘๐ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติสมบรู ณ, หนา ๑๑๐-๑๒๔.
๘๑ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๕๘/๒๔๓-๒๔๕.

๒๓๗


บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

เปนองคประกอบของปฐมฌานดังน้ี ก็เพ่ือการรัดกุมของสิ่งท่ีเรียกวา
ฌานนั่นเอง มีความประสงคอยางย่ิงท่ีจะไมใหผูปฏิบัติมองขามส่ิง
เหลาน้ีไปเสีย หรือมองไปอยางลวกๆ สนใจอยางลวกๆ วาปฐมฌาน
ประกอบดวยองคหาเทาน้ันก็พอแลว ทางที่ถูก เขาก็ตองเพงเล็งถึง
อินทรียท ้งั หา ทีส่ มบูรณ และเขา มาเกย่ี วของกับองคข องฌานท้ังหมด ใน
ลักษณะทถี่ กู ตองท่ีสุด คือถกู ตองตามลักษณะ ๑๐ ประการ ท่ีกลาวแลว
อยา งละเอียดนัน่ เอง ใหเอาลักษณะ ๑๐ ประการน้ันเปนเคร่ืองพิสูจนท่ี
เด็ดขาดและแนนอนวา ปฐมฌานเปนไปถึงท่ีสุดหรือไม อยาถือเอา
เพียงลวก ๆ วาปฐมฌาน ประกอบดวยองคหาเทานี้ก็พอแลว น้ีคือ
ประโยชนของการบัญญตั อิ งคป ระกอบ ๒๐ ประการของปฐมฌาน๘๒

๒) ทตุ ยิ ฌาน มหี ลกั อยูว า
๑. มีขึ้นเพราะวิตก วิจาร ระงับไป
๒. เต็มอยูด ว ยความแนวแนแ ละความพอใจของจิตภายใน
๓. มปี ตแิ ละสขุ ชนดิ ทส่ี งบระงับ เพราะเกดิ มาจากสมาธิ
๔. จัดเปนระดบั ทส่ี องของรูปฌาน

ทุติยฌานมีองคประกอบ ๑๘ ประการ ขอนี้มีหลักเกณฑทํานอง
เดียวกันกับหลักเกณฑตาง ๆ ในกรณีของปฐมฌาน หากแตวาในที่น้ี
องคแหงฌานขาดไปสององค กลาวคือวิตกวิจารที่ถูกระงับไปเสียแลว
องคแหงฌานเหลือเพียงสาม คือ ปติ สุข และเอกัคคตา ดังนั้น
องคประกอบท้งั หมดของทุติยฌานจึงเหลืออยู ๑๘ กลา วคือลักษณะ ๑๐
องคแ หงฌาน ๓ และอินทรีย ๕ ความสัมพันธกันระหวางองคประกอบ
๓ กลมุ นี้ มีนยั อยางเดยี วกบั ทีก่ ลา วแลว ขา งตน ในกรณขี องปฐมฌาน

๘๒ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๒๓.
๒๓๘


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

๓) ตติยฌาน มหี ลักอยวู า
๑. มขี ึน้ เพราะปต จิ างไปหมด โดยการแยกออกจากความสุข
๒. มกี ารเพง ดวยสติสมั ปชญั ญะถงึ ทส่ี ดุ
๓. เสวยสุขทางนามธรรมที่ละเอยี ดไปกวา
๔. จดั เปนระดับทสี่ ามของรูปฌาน

ตติยฌานมีองคประกอบ ๑๗ ประการ มีหลักเกณฑทํานอง
เดียวกนั กบั ฌานทกี่ ลาวแลว ขา งตน หากแตวา องคแหงฌานในทนี่ ้ี ลดลง
ไปอีก ๑ รวมเปนลดไป ๓ เหลืออยูแตเพียง ๒ คือ สุขและเอกัคคตา
องคประกอบท้ังหมดของตติยฌานจึงเหลืออยูเพียง ๑๗ กลาวคือ
ลักษณะ ๑๐ องคแ หง ฌาน ๒ อนิ ทรยี  ๕ วินิจฉยั อ่นื ๆ ก็เหมอื นกับฌาน
ขา งตน

๔) จตุตถฌาน มีหลักอยวู า
๑. มขี ึน้ เพราะดับความรูสึกท่ีเปนสขุ ทุกข โสมนัส และ

โทมนัส ท่มี ีมาแลวในฌานข้นั ตน ๆ เสยี ไดอ ยางสิน้ เชิง
๒. มีความบริสุทธ์ิของสติ เพราะการกําหนดสิ่งที่ไม

สุข–ไมทุกขอยอู ยางเตม็ ท่ี
๓. มีเวทนาทเี่ ปนอุเบกขา แทนทขี่ องเวทนาท่เี ปน สุข
๔. จัดเปนลาํ ดบั ท่ีสข่ี องรูปฌาน๘๓

จตุตถฌานมีองค ประกอบ ๑๗ ประการ มีหลักเกณฑอยาง
เดียวกนั คอื จตุตถฌานมอี งคฌาน ๒ แมวา สุขจะไดเปล่ียนเปนอุเบกขา
ก็ยงั คงนบั อเุ บกขานั้นเอง วาเปนองคฌานองคหน่ึงรวมเปนมีองคฌาน
๒ ทัง้ เอกัคคตา โดยนัยนี้ก็กลาวไดวา จตุตถฌานก็มีองคประกอบ ๑๗

๘๓ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบรู ณ, หนา ๒๑๘.
๒๓๙


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก

เทากับตติยฌานโดยจํานวน แตตางกันตรงท่ีองคฌานท่ีเปลี่ยนเปน
อุเบกขาเทานั้น สรุปความวาปฐมฌานมีองคประกอบ ๒๐ ทุติยฌานมี
๑๘ ตติยฌานมี ๑๗ จตุตถฌานมี ๑๗ เปนองคประกอบสําหรับการ
กําหนด การศึกษา หรอื การพิจารณาใหทราบถึงความสมบูรณแหงฌาน
นน้ั ๆ ขอ ทีต่ องสงั เกตอยา งยง่ิ มีอยวู าจาํ นวนองคฌ านเปลี่ยนไปไดตาม
ความสูงตาํ่ ของฌาน สวนลักษณะ ๑๐ ประการและอินทรีย ๕ อยางนั้น
ไมมีการเปลย่ี นแปลงเลย โดยนยั น้เี ปน อันวา ปฐมฌานกด็ ี ทุติยฌานก็ดี
ตติยฌานกด็ ี และจตตุ ถฌานกด็ ี ลวนแตมีความงามในเบื้องตน มีความ
งามในทา มกลางและมคี วามงามในท่ีสุด ดวยหลักเกณฑอันเดียวกันแท
ท้ังนี้ เพราะมีลักษณะ ๑๐ ประการ ดังท่ีไดแยกไวเปนความงาม ๓
ประการ ปรากฏอยแู ลว ในขอความขางตนดว ยกันทัง้ นน้ั สวนอินทรียทั้ง
หาน้ันพึงทราบไววาเปนส่ิงที่มีกําลังเพ่ิมข้ึนตามสวนแหงความสูงของ
ฌานไปทุกลําดบั แมวาจะยังคงทําหนาที่อยางเดียวกันหรือตรงกัน แต
กาํ ลังของมันไดเพิ่มข้ึนทุกอยางโดยสมสวนกันกับความสูงย่ิงๆ ขึ้นไป
ของฌานนัน้ ๆ กลาวโดยสรปุ ก็คอื สัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา แต
ละอยา งตองมีความประณตี และมีกําลังเพิ่มขนึ้ ๘๔

๘๔ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๒๓-๒๒๕.
๒๔๐


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

๔.๓ วิธีปฏิบตั ิแบบวิปสสนากรรมฐาน

การเจริญวปิ ส สนา คอื การพจิ ารณาเหน็ ลักษณะของสภาวธรรมท่ี
ปรากฏ ๗ ประการ คอื

๑) อนิจจานุปสสนา พจิ ารณาเหน็ ความไมเ ทยี่ ง
๒) ทุกขานุปส สนา พจิ ารณาเหน็ ความเปน ทกุ ข
๓) อนตั ตานุปส สนา พจิ ารณาเหน็ ความไมมตี วั ตน
๔) นิพพิทานุปส สนา พิจารณาเห็นความนา เบ่ือหนาย
๕) วริ าคานุปส สนา พจิ ารณาเห็นความคลายกาํ หนดั
๖) นโิ รธานปุ สสนา พิจารณาเหน็ ความดับกเิ ลส
๗) ปฏินสิ สัคคานุปส สนา พิจารณาเหน็ ความสลัดท้งิ กเิ ลส๘๕

เร่อื งการเจริญวิปสสนาตอจากอานาปานสติสมาธิน้ัน ในคัมภีร
วิสุทธิมรรคและอรรถกถาพระวินัยอธิบายวิธีปฏิบัติไว อีก ๔ นัย รวม
เปน ๘ นัย้ ดงั นี้

๕. สลั ลักขณานัย คอื การเจริญวิปส สนา กําหนดไดช ัด คอื กาํ หนด
ขันธ ๕ ไดชัดทันปจจุบัน เห็นรูปนาม เห็นพระ
ไตรลักษณไดชัดเจน แจมแจงดี การกําหนด
พิจารณานามรูป ตามทางของวิปสสนา คือตาม
อนุปสสนาท้ัง ๗ ประการ เพ่ือความเห็นแจง
ลักษณะแหง ความไมเทยี่ ง เปนทุกข เปนอนัตตา
โดยเฉพาะ ถาเปนการปฏิบัติของสมถยานิก-

๘๕ ม.ม.ู อ. (บาลี) ๑/๖๕/๑๖๙.

๒๔๑


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

บุคคลมไี ดตงั้ แตอ านาปานสติข้ันที่ ๕ เปนตนไป
จนถงึ ทส่ี ุด แตถาเปนการเจริญสทุ ธวิปสสนาของ
วปิ ส สนายานิกบุคคลกม็ ไี ดต ้ังแตข น้ั แรกเลย
๖. วิวฏั ฏนานัย โพธิปกขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการเขารวมกัน
(ในสังขารุเปกขาญาณชวงปลาย) จนบังเกิดเปน
มรรคประหาณกเิ ลส ทั้งใหสนิ้ ไป ทง้ั ใหเ บาบางลง
ตามลําดับ ไดแ ก มรรค ๔ มโี สดาปตติมรรค เปน
ตน มีไดในจตุกกะท่สี ่ี ขั้นใดขัน้ หน่งึ
๗. ปาริสุทธินัย การบรรลุผลของการตัดกิเลส ท่ีเรียกโดยตรงวา
วิมุตติในข้ันที่เปนสมุจเฉทวิมุตติ เปนวิธีปฏิบัติ
ตอจากมรรค ไดแก ผล ๔ มีโสดาปตติผล เปน
ตน วิธีปฏิบัติหลังจากผลเกิดแลวไดแก ปจจ
เวกขณญาณ ๑๙๘๖ (เปนผลแหงการเจริญอานา
ปานสติในขั้นสุดทาย ที่กําหนดอยูทุกลมหายใจ
เขา –ออก)
๘. เตสงั ปฏปิ ส สนานัย ไดแก ญาณเปนเครือ่ งพิจารณาในความสนิ้
ไปแหง กเิ ลส และผลแหงความสิ้นไปแหง กิเลส ท่ี
เกดิ ขึ้นแลว เปน การพจิ ารณาผลอยูทุกลมหายใจ
เขา –ออก
นยั ทง้ั ๔ ขน้ั ตอนหลังน้ี เปนระยะแหงวปิ สสนาและมรรคผล

๘๖ ดรู ายละเอียดใน ว.ิ มหา.อ.(บาล)ี ๑/๕๑๒ , ข.ุ ป.อ. (บาล)ี ๒/๖๒/๑๐๘.
๒๔๒


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

๔.๓.๑ สัลลกั ขณานยั

ก. การเจรญิ วปิ ส สนาของสมถยานิก
บุคคลใดไดปฏิบัติสมถกรรมฐานมากอนแลว จนไดบรรลุฌาน
สมาบัติ แลวเอาฌานสมาบัติเปนพ้ืนฐานเจริญวิปสสนาตออีก จนได
บรรลุมรรค ผล นิพพาน บุคคลนั้นเรียกวาสมถยานิกะ และเม่ือสิ้นอา
สวะกเิ ลสสําเรจ็ เปน พระอรหันตมีชื่อเรียกวาฌานลาภีบุคคล หรือบางที
เรยี กวา เจโตวิมตุ ตบิ ุคคล คอื หลดุ พนดวยความสามารถแหง สมาธิ๘๗
ผูเจริญอานาปานสติภาวนาตามวิธีการนี้ หลังจากปฏิบัติอานา
ปานสติภาวนา ๔ ขน้ึ แรกจนไดฌ านแลว ก็ดําเนินการปฏิบัติในข้ึนที่ ๕
– ขั้นท่ี ๑๒ ตามลําดบั ตอไปเลย โดยการยกองคฌ าน (คือปตใิ นข้นึ ที่ ๕
เปน ตน) ขึ้นสวู ิปส สนาตามแนวจตุกกะที่ ๔ ตามลาํ ดบั (ดคู าํ อธบิ าย
รายละเอยี ดในบทท่ี ๕) คมั ภีรอ รรถกถาอธบิ ายไวดังนี้

“โยคีผูไดฌานแลว ตองทําฌานใหถึงความเปนวสี ๕ อยาง
กอ น เมอ่ื ออกจากฌานสมาบตั ิแลว ยอมเห็นไดวา กายและจิตเปน
เหตุแหง ลมหายใจเขา -ออก จากนัน้ กําหนดลงไปวาลมหายใจเขา-
ออกและกายเปนรูป จิตและเจตสิกท่ีประกอบกันเปนนาม คร้ัน
กําหนดนาม-รูปไดอยางน้ีแลวก็จะรูสึกถึงเหตุปจจัยวาเกิดขึ้น
เพราะเหตุไร? ดับไปเพราะเหตุไร? เม่ือหาเหตุไดแลวก็จะขาม
ความสงสยั ในนามรปู ในกาลท้ัง ๓ คือ อดีต ปจจุบันและอนาคต
เสียได เมื่อขามพนความสงสัยไดแลว ยกขึ้นสูไตรลักษณโดย
พจิ ารณาเปน สวนๆ และละวิปสสนูปกเิ ลส อนั เกิดในสวนเบื้องตน
แหงอุทยัพพยญาณน้ันเสีย กําหนดนามรูปเปนไตรลักษณดวย

๘๗ดรู ายละเอียดใน อง.ฺ ทกุ .(ไทย)๒๐/๙๐/๗๙,วสิ ุทธฺ .ิ มหาฏีกา(บาล)ี ๑/๒๑.
๒๔๓


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ข้นั แรก

ปฏิปทาญาณ อันพนจากอุปกิเลสแลวเพราะเห็นความดับสิ้นไป
ของสงั ขาร เปน ทางใหถึงอริยมรรคจิต ๔ ตามลําดับ ใหตั้งอยูใน
อรหัตตผล ถงึ ที่สุดแหง ปจ จเวกขณญาณ”๘๘
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค อธิบายวิธียกจิตขึ้นสูวิปสสนา
หลังจากออกจากอานาปานสตฌิ านของพระโพธสิ ัตว กอนตรัสรู วา

พระโพธสิ ตั วทรงออกจากจตตุ ถฌานกาํ หนดลมหายใจเขา-ออก
ทรงเพงพินิจในขันธ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถวน๘๙ ดวยสามารถ
ความเกิดและความเสื่อม ทรงเจริญวิปสสนาจนกระทั่งถึงโคตรภู
ญาณแลว ทรงแทงตลอดพทุ ธคุณท้งั สิ้นดว ยอริยมรรค..ในปจ ฉิมยาม
ทรงออกจากจตตุ ถฌานกาํ หนดลมหายใจเขา-ออก ทรงเพงพินิจใน
ขันธ ๕ ทรงปรารภการเห็นแจงความเกิดและความเสื่อม ..เมื่อ
วิปส สนาญาณเจริญแลวตามลําดับ จิตไมยึดม่ันเพราะไมเกิด ยอม
พน จากกเิ ลสท้งั หลายกลาวคอื อาสวะดับสนทิ ดวยอนุปาทนิโรธ จิต
นั้นช่ือวายอมพนในขณะมรรค ชื่อวาพนแลวในขณะผล ดวยเหตุ
เพียงเทานแี้ ล พระมหาบุรุษทรงพนแลวจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง มี
พระทัยเบิกบานดจุ ประทุมตองแสงอาทติ ยฉ ะนัน้ มีพระดําริบริบูรณ
ประทับน่ัง ณ โพธิบัลลังก ทรงกระทํามรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔
ปฏสิ ัมภทิ า ๔ ญาณกาํ หนดกําเนิด ๔ ญาณพิจารณา ๕ อสาธารณ
ญาณ ๖ และพระพทุ ธคณุ ท้ังมวลใหอยใู นเง้ือมพระหตั ถแ ลว ๙๐

๘๘ ดูรายละเอยี ดใน วสิ ทุ ธฺ ิ. (บาลี)๑/๒๓๓/๓๑๓.,ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๔๖๘.
๘๙ ดคู ําอธิบายทีห่ นา ๒๙๑.
๙๐ ท.ี ม.อ. (บาล)ี ๑/๒๙๖.

๒๔๔


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

ในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค พระสารีบุตรเถระอธิบายวิธีเจริญ
วิปสสนาโดยการพิจารณาขันธ ๕ (หรือวิปสสนาภูมิ ๖๙๑)ดวยหลัก
อนุปสสนา ๗ ประการ วา

“ภิกษุพิจารณากายน้ันโดยความไมเท่ียง ไมพิจารณาโดย
ความเที่ยง พิจารณาโดยความเปนทุกข ไมพิจารณาโดยความ
เปนสุข พิจารณาโดยความเปนอนัตตา ไมพ ิจารณาโดยความเปน
อตั ตา ยอ มเบอ่ื หนาย ไมยนิ ดี ยอมคลายกําหนัด ไมกําหนัด ยอม
ใหร าคะดับไป ไมใหเกิด ยอ มสละคนื ไมยึดถอื เมอ่ื พจิ ารณาโดย
ความไมเที่ยงยอมละนิจจสัญญาได เม่ือพิจารณาโดยความเปน
ทกุ ขย อมละสุขสัญญาได เมอื่ พิจารณาโดยความเปนอนัตตายอม
ละอัตตสัญญาได เม่ือเบื่อหนาย ยอมละความยินดีได เม่ือคลาย

๙๑ การเจริญวิปสสนาตองอาศัยอารมณวิปสสนา หรือวิปสสนาภูมิ ๖ เปน
ปรมัตถอารมณ ไดแก ขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย ๒๒ อริยสัจ ๔
ปฏจิ จสมุปบาท ๑๒ ถามวา เพราะเหตุอะไรพระผูมีพระภาคเจาตรัสขันธ ๕ แลว
จงึ ตรสั อายตนะ๑๒ , ธาตุ ๑๘ อินทรีย ๒๒ ซํ้าอีก ทัง้ ท่ีมสี ภาวธรรมไมต างกันกัน?

อภิธมั มตั ถสงั คหะแกวา เพราะทรงประสงคอนเุ คราะหสัตว ๓ เหลา คือ
๑. ทรงจําแนก นามและรูปไวในขันธ ๕ สําหรับอนุเคราะหสัตวผูหลงงม
งายในนาม(โดยเฉพาะ) มีอินทรยี แกก ลา สอนเพียงเล็กนอย กเ็ ขาใจ
๒. ทรงจาํ กแนก นามและรปู ไวในธาตุ ๑๘ สาํ หรบั อนเุ คราะหสัตวผูหลงงม
งายในรูป(โดยเฉพาะ)มอี นิ ทรียไ มแกกลานกั ตองอธิบายขยายความจงึ จะเขาใจ
๓. ทรงจําแนก นามและรูปไวใ นอนิ ทรีย ๒๒ สําหรับเคราะหสัตวผูหลงงม
งายในท้ังรปู ท้ังนาม มอี นิ ทรียอ อ น ตองอธิบายและพรํา่ สอนบอ ย ๆ จึงจะเขา ใจ
ดูใน ตสิ ฺสทตฺตตฺเถโร ,อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิยา สห อภิธมฺมตฺถวิภาวินี
นาม อภิธมฺมตฺถสงฺคหฏีกา , โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลัย : พ.ศ.๒๕๔๒ คร้ัง
ท่ี ๘ หนา ๒๓๑.

๒๔๕


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

กาํ หนัดยอ มละราคะได เมอื่ ใหราคะดับ ยอ มละสมุทัยได เม่ือสละ
คนื ยอมละความยึดถือได”๙๒ ...พิจารณาเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ
สังขาร ฯลฯ วิญญาณ (ก็มีนัยดุจเดียวกัน)๙๓

ข. การเจริญวิปสสนาของวิปส สนายานกิ

ความเห็นแจงตามความเปนจริงของรูป-นาม,ขันธ ๕ โดยท่ียัง
ไมไดเจริญสมถะมากอนและยังไมไดฌานสมาบัติ เร่ิมปฏิบัติวิปสสนา
ทีเดยี ว ใชส มาธเิ พียงระดับขณิกสมาธิ คือ รูทันปจจุบันทุกขณะของรูป
นามโดยความเปนไตรลักษณ จนไดบรรลุมรรค ผล นิพพาน เรียกวา
วิปสสนายานิก และเม่ือสิ้นอาสวะกิเลสสําเร็จเปนพระอรหันตมีช่ือ
เรียกวา สกุ ขวปิ ส สกบคุ คล หรอื ปญ ญาวิมุตตบิ คุ คล คอื บคุ คลทีห่ ลดุ
พนดวยความสามารถแหงปญญา๙๔

อานาปานสติภาวนา ๔ ข้ันแรกนี้ ถาผูปฏิบัติประสงคจะปฏิบัติ
วปิ ส สนาลว นๆ ไมตอ งการปฏิบัตใิ หสมบูรณถ ึงขนั้ ฌาน ก็สามารถท่ีจะ
เปล่ียนวิธีการเพงนิมิตใหกลายเปนการกําหนดรู และพิจารณารูปนาม
โดยความเปนอนจิ จงั ทกุ ขัง อนัตตาไดเ ลยตงั้ แตข้นั แรก โดยการดาํ เนิน
ขา มเลยไปยังขั้นท่ี ๑๓–๑๔-๑๕-๑๖ ดวยอํานาจของการพิจารณาด่ิงไป
ในทางของปญญาอยางเดียว ดังที่จะไดกลาวในขั้นน้ันๆ โดยไมหวง
หรือไมต องการบรรลฌุ านแตอยา งใด ซ่งึ หมายความวา ไมต องการสมาธิ
ถึงขนาดบรรลฌุ านนัน้ เอง ตองการสมาธิเพยี งเทา ทีจ่ ะเปนบาทฐานของ

๙๒ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๖/๑๘๘.
๙๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒/๕๔๑.
๙๔ดรู ายละเอียดใน อง.ฺ ทุก.(ไทย)๒๐/๙๐/๗๙,วิสุทฺธ.ิ มหาฏกี า(บาล)ี ๑/๒๑.

๒๔๖


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก

วปิ ส สนา คอื ขณิกสมาธ๙ิ ๕เพียงเทา นัน้

ในคมั ภีรป ฏิสัมภิทามรรค พระสารีบตุ รอธบิ ายวิธพี ิจารณาโดยนัย
วปิ สสนาตง้ั แตขั้นแรกวา

ภกิ ษุพิจารณาเหน็ กายนั้นอยา งไร คอื พิจารณาเหน็ โดยความ
ไมเท่ยี ง ไมพ ิจารณาเห็นโดยความเท่ียง พิจารณาเห็นโดยความ
เปนทุกข ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนสุข พิจารณาเห็นโดย
ความเปนอนัตตา ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนอัตตา ยอมเบ่ือ
หนาย ไมยนิ ดี ยอมคลายกําหนัด ไมกําหนัด ยอมทําราคะใหดับ
ไมใหเกิด ยอมสละคืน ไมยึดถือ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม
เทย่ี งยอมละนิจจสัญญาได เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเปนทุกข
ยอมละสขุ สญั ญาได เมอื่ พิจารณาเห็นโดยความเปนอนัตตา ยอม
ละอตั ตสญั ญาได เมือ่ เบ่อื หนาย ยอมละนันทิ(ความยินดี)ได เมื่อ
คลายกาํ หนดั ยอ มละราคะได เม่ือทําราคะใหดับยอมละสมุทัยได
เมอ่ื สละคนื ยอ มละความยดึ ถือได พจิ ารณาเหน็ กายน้ันอยางน้ี๙๖

ในคัมภีรอรรถกถาและคัมภีรวิสุทธิมรรคกลาวถึงการปฏิบัติ
วิปสสนา แมไมตองการปฏิบัติใหถึงข้ันฌานก็ปฏิบัติวิปสสนาไดเลย
ทันที คือ ตอ งปฏบิ ตั ิอานาปานสตภิ าวนาใหถึงขั้นท่ี ๔ กอนแลวดําเนิน
ขา มไปยงั ขัน้ ที่ ๑๓-๑๔-๑๕-๑๖ ดังมีขอ ความวา

“ลมหายใจในขณะท่ีไมไดกําหนดรูก็ยังหยาบอยู ตอเมื่อ
กาํ หนดรสู ภาวะของมหาภูตรูป(อาการเย็น รอน ออน แข็ง หยอน
ตึง เคลอ่ื นไหวไปมา เปนตน )จงึ ละเอยี ดลง แมลมหายใจในตอน

๙๕ ดูใน ม.ม.ู ฏกี า(บาล)ี ๑/๔๙/๒๕๗,วสิ ุทธฺ ิ.มหาฏีกา(บาลี)๑/๓/๑๕.
๙๖ ข.ุ ป. (บาลี) ๓๑/๑๖๗/๒๕๘.

๒๔๗


บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

ทก่ี ําหนดมหาภูตรูปนั้นก็นับวายังหยาบอยู เม่ือกําหนดอุปาทาย
รปู (รูปละเอยี ด) จงึ ละเอียดเขา ลมหายใจตอนท่ีกําหนดอุปาทาย
รูปนนั้ ยังหยาบอยู เมอ่ื กําหนดรูรปู ท้งั สนิ้ จงึ ละเอยี ดเขา ลมหายใจ
ตอนท่ีกําหนดรูรูปท้ังสิ้นก็นับวายังหยาบ ตอเมื่อท่ีกําหนดทั้งรูป
ทัง้ นามจงึ ละเอียดเขา แมล มหายใจในตอนทก่ี าํ หนดท้ังรูปทั้งนาม
นัน้ กน็ บั วา ยงั หยาบ ในตอนทีก่ าํ หนดปจจยั ของนามรูปจึงละเอียด
เขา กายสังขารในตอนท่ีกําหนดปจจัยน้ันก็ยังนับวายังหยาบ
ตอเม่อื เหน็ นามรปู พรอ มท้ังปจจัยจึงละเอียดเขา แมกายสังขารใน
ตอนที่เห็นนามรูปพรอมท้ังปจจัยน้ันก็นับวายังหยาบ ถึงตอนที่
เปน วิปสสนาอันมไี ตรลักษณเปนอารมณจึงละเอียดเขา ในทุรพล
วิปสสนา(วิปสสนากําลังออน)ก็นับวายังหยาบ ในพลววิปสสนา
(วปิ ส นากําลังกลา) จงึ ละเอยี ดเขา ”๙๗

ในหมวดกายานุปสสนา ๔ ขั้นน้ี วิธีปฏิบัติของวิปสสนายานิก
บุคคล โดยการเปลี่ยนการกําหนดใหกลายเปนการพิจารณารูป-นาม
ตั้งแตอ านาปานสติข้ันที่ ๓ แลวดําเนินขามไปยังขั้นท่ี ๑๓-๑๔-๑๕-๑๖
ดวยอํานาจของการพจิ ารณาด่งิ ไปในทางของปญญาอยา งเดยี ว๙๘

การเจรญิ วปิ สสนาลวนเรยี กวา สุทธวปิ ส สนา ผูบรรลมุ รรคผลดว ย
การเจริญสทุ ธวปิ ส สนาเรียกวา สกุ ขวปิ ส สกบุคคล๙๙ พทุ ธทาสภิกขุเรียก
การเจรญิ อานาปานสตแิ บบวปิ ส สนาลวนๆ วา อานาปานสตแิ บบลัดสน้ั
ซงึ่ มวี ิธกี ารปฏบิ ตั ติ ดังนี้

๙๗ วสิ ุทฺธิ. (บาล)ี ๑/๓๐๐,ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๒/๑๐๗.
๙๘พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติสมบูรณแ บบ, หนา ๙๕.
๙๙ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ เถร.อ. (บาล)ี ๒/๑๒๘๘/๖๐๓

๒๔๘


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก

เรมิ่ ตน ดวยกายใชส ติกาํ หนดลมหายใจเขา และลมหายใจออกโดย
นึกในใจตามอาการของลมหายใจเขา-ออกวา ออกหนอ-เขาหนอ,ออก
หนอ-เขาหนอ เมือ่ กําหนดลมหายใจเขา-ออกตามสมควรแลว ใหเลือ่ นมา
สงั เกตลมหายใจเขา -ออกยาวหรือสั้น และกําหนดรูตามอาการที่หายใจ
น้ันวา สั้นหนอ-ยาวหนอ สั้นหนอ-ยาวหนอ ถาจะกําหนดใหละเอียด
ยิ่งข้ึนไป ใหกําหนดลมหายใจหยาบหรือละเอียด โดยกําหนดรูตาม
อาการท่ีหายใจนั้นวา หยาบหนอ-ละเอียดหนอ, หยาบหนอ-ละเอียด
หนอ แนวปฏบิ ตั สิ ําหรบั บุคคลผไู มประสงคจะทําใหเต็มที่ในฝายสมถะ
แตมีความประสงคจะลัดตรงไปสูวิปสสนาโดยดวน ก็สามารถที่จะยัก
หรอื เปล่ยี นการกาํ หนดใหกลายเปนการพิจารณา และพิจารณารูปนาม
โดยความเปนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดว ยอาํ นาจของการพิจารณาด่ิงไป
ในทางของปญญาอยา งเดียว โดยไมหวงหรือไมตองการบรรลุฌานเปน
ตน ไปแตอยา งใด ซ่ึงหมายความวา ไมตองการสมาธิถึงขนาดบรรลุฌาน
ตองการสมาธิเพียงเทาท่ีจะเปนบาทฐานของวิปสสนาเทาน้ัน โดย
เพงเลง็ เอาความดับทกุ ขเปน ที่มงุ หมาย แตไมประสงคสมรรถภาพหรือ
คุณสมบตั พิ เิ ศษ เชน อภญิ ญาเปนตน มลี าํ ดับพจิ ารณารปู -นาม๑๐๐

การปฏบิ ตั ิอานาปานสตภิ าวนาโดยนัยวิปสสนา ในคัมภีรกลาวไว
เพียงหลกั การสาํ คญั ในการกาํ หนดพจิ ารณาอารมณ ยกขึ้นสูไตรลักษณ
พุทธทาสภิกขอุ ธิบายวิธดี ําเนินการปฏบิ ตั ใิ หก าวหนาตอไปในการเจริญ
วปิ ส สนาคลอยตามพระคัมภรี ป ฏิสมั ภทิ ามรรค และไดป ระมวลหลักการ
ปฏบิ ัติทมี่ ีอยางกระจดั กระจาย จดั เปน ลําดับข้นั ตอน๑๐๑ ดังนี้

๑๐๐ พทุ ธทาสภิกข,ุ สมถวปิ สสนายคุ ปรมาณู, หนา ๗๒-๘๖.
๑๐๑ ดรู ายละเอยี ดใน พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๔๘.

๒๔๙


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

(๑) กําหนดรรู ปู นามและเบญจขันธ ในระดบั ท่ลี ะเอยี ดขนึ้ กาํ หนด
ลมหายใจวา เปนเพียงรูปและนามเทานั้น กลาวคือขณะท่ีสติกําหนดรู
ลมหายใจเขา -ออก สั้น ยาว หยาบ ละเอยี ด หรอื ตรงทล่ี มกระทบวาเปน
เพียงรูปพรอมกําหนดลงไปวา รูปหนอ สวนตัวจิตหรือความรูสึกท่ี
กําหนดเปน เพยี งนามอยา งหนง่ึ ใหก าํ หนดรูว า นามหนอ ๆ

ถาจะกําหนดอยางละเอียดยิ่งขึ้นอีกใหกําหนดแยกรูปนาม เปน
ขันธ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยการกําหนดลม
หายใจทกุ ชนดิ เปนรปู ขนั ธเ หมอื นกบั การพจิ ารณารปู ขณะที่กําหนดรูป
เกิดมีเวทนาที่พอใจ ไมพอใจ เจ็บปวด เมื่อย ใหไปกําหนดเปนเพียง
เวทนาเทานน้ั ไมใหค วามรูสกึ วาตวั ตนเกิดขึ้นในเวทนา โดยนึกในใจวา
เวทนาหนอๆ หรือขณะกําหนดลมหายใจ หากเกิดมีความสําคัญม่ัน
หมายจําไดถ งึ ลมหายใจสั้น ยาว หยาบ ละเอยี ด เรยี กวาสัญญาขันธ ให
กาํ หนดท่ีความสาํ คัญมั่นหมายนั้นวา สัญญาหนอๆ ขณะท่ีกําหนดลม
หายใจอยู เกิดมีความคิดแทรกเขามาเรียกวาสังขารขันธ ใหกําหนด
ความคดิ นั้นวา สงั ขารหนอ ๆ ขณะท่ีกําหนดลมหายใจอยู วญิ ญาณขันธ
เกิดอยูตลอดเวลา เชน กายวิญญาณที่รูสึกตอลมกระทบก็ดี มโน-
วิญญาณที่รูสึกตอจิตท่ีกําหนดอารมณนั้นก็ดี ขณะที่วิญญาณเกิดให
กําหนดวา วิญญาณหนอ ๆ

(๒) กาํ หนดการเกดิ -ดับของลมหายใจ คอื เวลาหายใจเขา-ออกจะ
มีความเกิด-ดับอยูในตัวตลอดเวลา เชน ขณะที่หายใจเขาเปนความ
เกิดของลมและเม่ือส้ินสุดการหายใจเขาจึงเปนความดับของลม ลม
หายใจออกก็เชนเดียวกัน ใหกําหนดรูความเกิดและดับของลมหายใจ
ขณะหายใจเขา -ออก ยาว ส้ัน หยาบ ละเอียด โดยนึกตามความรูสึกที่
เห็นความเกิด-ดับจริง ๆ วา เกิดหนอ-ดับหนอ หรือกําหนดความเกิด-

๒๕๐


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก

ดบั ของเบญจขันธด ว ยกไ็ ด ในขณะทีก่ ําหนดวา เกิดหนอ-ดับหนอ ตอง
กําหนดทคี่ วามเกิด-ดับอนั ปรากฏในความรูสกึ จรงิ ๆ

(๓) กําหนดอนิจจังในลมหายใจ กลาวคือกําหนดเห็นความไม
เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปของลมหายใจเขา-ออก ส้ัน ยาว หยาบ ละเอียด
ระยะตน ระยะกลางและระยะปลาย พรอมกําหนดวา ไมเท่ียงหนอๆ
และจติ ทีก่ ําหนดรูความไมเ ที่ยงของลมหายใจก็ไมเท่ียง จึงตอ งกําหนดรู
ความไมเท่ยี งของจิตนั้นดวย และผูปฏิบัติจะกําหนดความไมเที่ยงของ
รูปนามและขันธ ๕ ทลี่ ะเอียดขน้ึ ไปอีกก็ได

(๔) กําหนดอนัตตาในลมหายใจเขา-ออก ไมใหความรูสึกที่เปน
อัตตา ตัวตน สัตว บุคคลเกิดข้ึนในขณะหายใจ พรอมกับกําหนดวา
ไมใชตนหนอๆ และจิตท่ีกําหนดความมิใชตัวตนของลมหายใจเขา-ออก
ก็มิใชตัวตนเปนสักวาจิตตามธรรมชาติเทานั้น ใหกําหนดจิตน้ันโดย
อนัตตาดวย และผปู ฏบิ ัติจะกําหนดใหล ะเอียดย่ิงข้ึนถึงความมิใชตัวตน
บคุ คล เรา เขา ของรูปนามและขนั ธ ๕ ดว ยก็ได

(๕) กําหนดความจางคลายในลมหายใจเขา-ออก รูปนามและ
เบญจขันธ ซึ่งเปน ผลเกดิ จากการกําหนดพจิ ารณาตามลาํ ดับโดยวิธีการ
ท่ีกลาวมา เม่ือจิตจางคลายจากความยึดม่ันถือมั่นดวยอํานาจความรัก
หรือความเกลียดในลมหายใจเขา-ออก รวมทั้งรูปนามและเบญจขันธ ก็
ใหกําหนดความจางคลายนั้นวา จางคลายหนอ ๆ

(๖) กําหนดความดับลงแหง ความยึดถือในลมหายใจเขา-ออก รูป
นาม และเบญจขันธ ซึ่งเปนผลเกดิ จากการกาํ หนดความจางคลายแหง
ความยดึ ถือ ถา ความยึดถอื อะไรดบั ไปใหกาํ หนดวา ดับหนอ ๆ

(๗) กําหนดความสลัดคืนความยดึ ม่ันถือม่ันในลมหายใจเขา-ออก
รูปนามและเบญจขันธ ซึ่งเปนผลมาจากความดับลงแหงความยึดถือ

๒๕๑


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก

กลา วคือเมือ่ กําหนดความดับลงแหงความยึดมั่นถือม่ันจนจิตปลอยวาง
ส่ิงท่ีเคยยึดม่ันถือมั่นไดแลว ก็ใหกําหนดความสลัดคืนน้ันวา สลัดคืน
แลว หนอๆ จัดเปนขัน้ สดุ ทา ยของการเจรญิ อานาปานสติแบบลัดสน้ั ๑๐๒

๔.๓.๒ ววิ ฏั ฏนานยั

วิวัฏฏนา ความหลุดพน ดว ยมรรค ไดแ ก มรรคญาณ
มรรคญาณ คอื ปญ ญาที่กาํ หนดจนรูเหน็ พระนิพพาน และตัดขาด
จากกิเลสเปนสมุจเฉทประหาณ สติ สมาธิ ปญญาและธรรมฝายการ
ตรัสรทู งั้ ปวง รวมลงท่จี ติ ดวงเดยี วเปน มรรคสมงั คี กาํ ลงั ของมรรคแหวก
มโนวิญญาณซงึ่ หอหมุ ปดบังธรรมชาติอนั บรสิ ุทธิ์ออก
มรรคญาณน้ีเปนโลกตุ ตรญาณ จะทําหนาที่ประหาณกิเลสระดับ
อนุสัยกิเลส ทําหนาท่ีรูทุกข ละเหตุแหงทุกข แจงนิโรธ ความดับทุกข
เจริญตนเองเตม็ ท่ี คอื องคม รรค ๘ มกี ารประชุม พรอ มกัน ทาํ หนาท่ีละ
อนุสัยกเิ ลสแลว กด็ บั ลง มีนพิ พานเปนอารมณ เปนญาณลาํ ดบั ขนั้ ที่ ๑๔
ในวิปส สนาญาณ ๑๖ ท่เี กดิ แกผ เู จรญิ วิปสสนาภาวนาเพือ่ บรรลมุ รรคผล
นพิ พาน ซึ่งแบงความสามารถในการประหาณกิเลสออกเปน ๔ ขนั้ ดงั นี้

๑) โสดาปตติมรรคญาณ ทําหนาทีป่ ระหาณสกั กายทิฏฐ,ิ วิจิกิจฉา
สลี ัพพตปรามาส (มิจฉาทฏิ ฐิ และวิจิกจิ ฉา)ไดอ ยา งเด็ดขาด๑๐๓ ผูปฏิบัติ
วปิ ส สนาจนสาํ เรจ็ ญาณนี้ ช่ือวาเปน พระอริยบุคคลช้นั โสดาบนั

โสดาบัน แปลวา ถงึ กระแสพระนพิ พาน๑๐๔ หมายความวา ผทู ่ี

๑๐๒พทุ ธทาสภิกข,ุ วธิ ีฝก สมาธิวปิ ส สนา ฉบับสมบูรณ, หนา ๓๗๗-๔๐๗.
๑๐๓ ดรู ายละเอียดใน องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๑๓/๒๑.
๑๐๔ อง.ฺ ทสก.อ. (บาล)ี ๓/๖๓-๖๔/๓๕๓

๒๕๒


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก

บรรลถุ งึ ความเปน พระโสดาบันแลวจกั มุงหนาไปตามกระแสนิพพานจน
บรรลคุ วามเปน พระอรหนั ต ไมมวี นั ตกตาํ่ เปนผูไมต กไปในอบาย ๔ คือ
นรก กําเนิดสัตวดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย มีความแนนอนท่ีจะสําเร็จ
สัมโพธิ คือมรรค ๓ เบ้ืองสูง ไดแก สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค
อรหตั ตมรรคในวันขางหนา เมื่อเกิดในภพใหมเปนเทวดาหรือมนุษยก็
เกดิ ไดไ มเกิน ๗ คร้ัง๑๐๕ เพราะประหาณอกศุ ลกรรมบถ ๕ ประการ คือ
ปาณาตบิ าต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และมิจฉาทิฏฐิได
โดยเด็ดขาดเปน สมจุ เฉท๑๐๖

๒. สกทาคามิมรรคญาณ ทําหนาท่ีประหาณสักกายทิฏฐิ
วิจกิ ิจฉา สลี ัพพตปรามาสไดโ ดยเด็ดขาดส้ินเชิง พรอมกับบรรเทาราคะ
โทสะและโมหะใหเบาบางได ผูปฏิบัติวิปสสนาจนสําเร็จญาณนี้ช่ือวา
เปนพระสกทาคามี เปน ผไู มตกไปในอบาย ๔ มคี วามแนน อนที่จะสําเร็จ
สัมโพธิ คือมรรคเบื้องสูง ไดแก อนาคามิมรรค อรหัตตมรรคในวัน
ขา งหนา เมอื่ เกดิ ในภพใหมก ็เกดิ ไดเ พยี ง ๑ ครั้ง๑๐๗

คําวา สกทาคามี แปลวา กลบั มาอีกคร้งั เดยี วหรือครั้งหน่ึง คือ ผู
ที่บรรลเุ ปน พระสกทาคามจี ะกลบั มาเกิดในกามภูมิ ไดแกมนุษยโลกอีก
ครั้งเดียวเทานั้น๑๐๘พระสกทาคามีนี้ ละกิเลสไดเทากับพระโสดาบัน
ไมไดละเพิ่มอีกแตประการใด เพียงแตทํากิเลสท่ีเหลือใหเบาบางลง
เทา น้นั

๑๐๕ ดใู น อภ.ิ ป.ุ (ไทย)๓๖/๓๑/๑๒๒, อภิ.ปจฺ .อ. (บาล)ี (บาลี) ๓๑/๕๓.
๑๐๖ องฺ.ติก.อ. (บาล)ี ๒/๘๗/๒๔๒
๑๐๗ ดูรายละเอยี ดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๓๗๓/๑๕๖.
๑๐๘ ที.ส.ี (ไทย) ๙/๓๗๓/๑๕๖., ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๑๕๑/๗๘.

๒๕๓


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก

๓. อนาคามมิ รรคญาณ ทําหนาที่ประหาณสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา
สีลัพพตปรามาส พรอมทั้งราคะโทสะ โมหะไดโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง ผู
ปฏิบัติสาํ เรจ็ ญาณน้ีช่ือวา เปน พระอนาคามี ๑๐๙

คําวา อนาคามี แปลวา ไมกลับมาอีก หมายความวา ผูท่ีบรรลุ
เปน พระอนาคามใี นมนุษยโ ลกหรอื เทวโลก เม่ือหมดอายุขัยแลว จะไป
เกดิ ในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และดับขันธปรินิพพานในพรหมโลกน้ัน
จกั ไมก ลบั มาเกิดในมนุษยโลกหรอื เทวโลกอกี ๑๑๐

๔. อรหตั ตมรรคญาณ สามารถประหาณสงั โยชนกิเลสทผ่ี ูกมดั ใจ
ทงั้ หมดไดโดยเด็ดขาด๑๑๑ ผปู ฏิบตั วิ ปิ สสนาจนสาํ เร็จญาณนี้ชื่อวาบรรลุ
อรหนั ตโ ดยสมบรู ณ นบั วาเปน ผูล างบาปไดแลว เพราะไมม กี เิ ลสอันเปน
เหตใุ หเ กิดบาป และไมมีกิเลสใหถือกําเนิดในภพใหมอีกตอไป๑๑๒ พระ
อรหนั ตน นั้ ไมม ีการเวียนเกิด-เวยี นตาย และภพใหมก ไ็ มมีอีก เมอื่ ไม
เกิดอีกกไ็ มแ ก ไมตายอกี ตอ ไป๑๑๓

ในพระสุตตนั ตปฎ ก ทุตยิ โสเจยยสตู รปรากฏขอความวา “ผูมีกาย
สะอาด มวี าจาสะอาด มใี จสะอาด ไมมอี าสวะ เปนผูสะอาด ถึงพรอม

๑๐๙ ดูรายละเอียดใน องฺ.ติก.อ. (บาล)ี ๒/๘๘/๒๔๓.
๑๑๐ อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๘๘/๓๑๖.
๑๑๑ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตวไวกับทุกข ๑๐ ประการ คือ ๑) สักกายทิฏฐิ ๒)
วิจิกิจฉา ๓) สีลัพพตปรามาส ๔) กามฉันทะหรือกามราคะ ๕) พยาบาทหรือ
ปฏิฆะ ๖)รูปราคะ ๗) อรูปราคะ ๘) มานะ ๙) อุทธัจจะ ๑๐) อวิชชา ดูใน
อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๓/๒๑.
๑๑๒ ดูรายละเอียดใน ข.ุ อิต.ิ (ไทย) ๒๕/๔๔/๓๙๔.
๑๑๓ ดูรายละเอียดใน ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๓๘/๑๓๘., ขุ.ธ.อ. (บาล)ี ๒/๖๐.

๒๕๔


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก

ดว ยความสะอาด บณั ฑติ ทง้ั หลายเรียกวา เปน ผูลางบาปไดแลว ”๑๑๔
คมั ภีรอ รรถกถาอธิบายบทวา นินฺหาตปาปก วา บัณฑิตท้ังหลาย

กลาววา เปนผูมีบาปอันลางเสียแลว เพราะเปนผูลางคือชําระบาปทั้ง
ปวงทเี่ กดิ ขึ้นในอายตนะแมท ัง้ ปวง ดวยมรรคญาณ๑๑๕

คําวา อรหนั ต แปลวา ผคู วรแกการบูชาอันวเิ ศษ เพราะเปนผูควร
แกท กั ษิณาอนั เลิศ๑๑๖ ไดช ่อื วา ขีณาสพ เพราะเปนผทู ี่หมดกิเลสอาสวะ
แลว๑๑๗ เปน ผสู ้นิ ภพสนิ้ ชาติแลว เปนผพู น จากสังสารวฏั ฏ ไมต อ งเวยี น
วายตายเกดิ อีกตอ ไป๑๑๘

๔.๓.๓ ปาริสุทธินัย
ปาริสทุ ธิ แปลวา ความหมดจด ไดแ ก ผล ถัดจากมรรคญาณก็
เปนผลญาณ ดําเนนิ ไปในพระนิพพาน อนั ปราศจากสงั ขาร เพราะดับ
สงั ขารแลวนนั่ เอง โดยอาการเชนเดียวกับมรรคญาณ เรียกวา ผลญาณ

การเขา ผลสมาบตั ิ
คัมภีรวิสุทธิมรรค๑๑๙อธิบายวา ผลสมาบัติ คือความแนบอยูใน
นิโรธแหงอริยผล ผูท่ีเขาผลไดก็เฉพาะผูท่ีบรรลุมรรคแลวเทานั้น
ปถุ ชุ นท้งั ปวงเขา ไมได แตว าพระอรยิ ะช้ันสงู ยอมไมเขาผลสมาบตั ชิ ั้นตาํ่
เพราะผลช้นั ตาํ่ ระงับไปแลว ดว ยการเขา ถึงชั้นท่ีสูงกวา พระอริยะชั้นตํ่า

๑๑๔ ดูรายละเอยี ดใน องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๒๒/๓๖๘.
๑๑๕ ดูรายละเอยี ดใน ขุ.ม.อ. (บาล)ี ๑๔/๑๗๓.
๑๑๖ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑/๑๐๓-๑๑๘.
๑๑๗ ท.ี ปา.อ.(บาลี) ๑/๑๑๖/๔๘.
๑๑๘ ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๖/๒๗ , ข.ุ จู. (ไทย) ๓๐/๒๘/๙๐.
๑๑๙ วสิ ุทฺธิ. (บาลี) ๒/๘๖๐/๓๘๖-๓๘๙.

๒๕๕


บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก

ระงับไปแลวดวยการเขาถึงความเปนอริยะชั้นสูง พระอริยะชั้นต่ําเลาก็
เขาผลสมาบตั ชิ ัน้ สูงหาไดไ ม เพราะยงั ไมไดบ รรลพุ ระอรยิ ะทัง้ หลายยอ ม
เขาผลสมาบตั ิของตนๆ เทา น้ัน

บางคนกลาววา "แมพระโสดาบันและพระสกทาคามีก็ยังเขาผล
สมาบตั ไิ มได พระอริยะชั้นสูงเทานั้นจึงเขาไดเพราะพระอริยะชั้นสูง ๒
พวกนั้นบรบิ รู ณด วยสมาธแิ ลว"

แกวา ท่ีกลาวอางเชนน้ันไมถูกตองเลย เพราะแมปุถุชนก็เขา
โลกยิ สมาธิท่ตี นไดแ ลวได แตวาประโยชนอ ะไรดว ยการคดิ วาเปนเหตไุ ม
เปน เหตุในขอ นเ้ี ลา เพราะเหตนุ น้ั จึงควรเขาใจใหถ องแทในปญหาขอนี้
วา "พระอริยะท้ังปวงทุกช้ันยอมเขาผลสมาบตั ขิ องตนๆ ได"

ถาม : เขาผลสมาบัติเพื่ออะไร? ตอบ : เพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร
(ความพักอยูสําราญในปจจุบันชาติ) เหมือนอยางพระราชาเสวยสุขใน
ราชสมบตั ิ เทวดาเสวยสุขในทพิ ยวมิ าน ฉันใด พระอริยะทง้ั หลายคดิ วา
เราท้ังหลายจักเสวยอริยโลกุตตรสุข ทําอัทธานปริเฉท(กําหนดเวลา)
แลวกเ็ ขาผลสมาบตั ไิ ดใ นทกุ ขณะท่ีตองการ

ถาม : เขา ผลสมาบัติอยา งไร ยัง้ อยอู ยางไร ออกอยางไร?
ตอบ : การเขา ผลสมาบัติน้ัน ตองประกอบดวยอาการ ๒ อยาง
คือ เพราะไมมนสกิ ารถึงอารมณอ ืน่ จากพระนิพพาน และเพราะมนสกิ าร
ถึงแตพระนิพพาน ดังพระธัมมทินนาเถรีกลาวแกวิสาขอุบาสกวา
“ดูกอนอาวุโส ปจ จัยแหงการเขาอนิมติ ตเจโตวมิ ุตติมี ๒ ประการ คอื ไม
มนสิการถงึ นมิ ติ ท้ังปวง๑ มนสิการถงึ แตธ าตุอนั ไมมนี ิมิต คือนพิ พาน๑

ในคมั ภีรอภธิ มั มตั ถสงั คหะไดแ สดงไววา พระอรยิ บุคคลท้งั หมด

๒๕๖


บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก

ยอมเปนสาธารณแกผลสมาบัติวิถีโดยอาศัยผลของตนเอง พระ
อริยบุคคลท้ังหมดทําใหผลสมาบัติวิถีเกิดขึ้นได คือเขาผลสมาบัติได
พระโสดาบันยอมเขาโสดาปตติผลสมาบัติ พระสกทาคามียอมเขา
สกทาคามิผลสมาบัติ พระอนาคามียอมเขาอนาคามิผลสมาบัติ พระ
อรหันตยอ มเขา อรหตั ตผลสมาบตั ิ๑๒๐

อาจารยบางพวกกลา วแยงวา “ในการเขา ผลสมาบัตินั้น ผูเขาตอง
เปนพระอนาคามีและพระอรหันตเทานั้นจึงจะเขาได สวนพระโสดาบัน
และพระสกทาคามีเนอ่ื งจากยังมีสมาธไิ มบ ริบรู ณจึงไมส ามารถเขา ได” มี
วนิ ิจฉัยในคมั ภีรว ิสุทธิมรรควา “แมปุถชุ นผูเปนเจา ของทรัพยส มบัติของ
ตนเองคือโลกียฌาน ก็สามารถเขาฌานของตนได ฉะน้ัน อริยบุคคลผู
เปนเจาของทรัพยสมบัติของตนคือผลสมาบัติ เหตุใดจึงจะเขาไมได
ยอมเขาไดแนนอน” ๑๒๑

๔.๓.๔ ปฏปิ สสนานยั

ปฏปิ สสนา การทบทวน คือปจจเวกขณญาณ๑๒๒ ขณะของญาณ
ทั้ง ๓ คอื โคตรภูญาณ มรรคญาณ และผลญาณนี้จะดําเนินไปไมนาน
ประมาณชั่วขณะนอ ยมาก เปรยี บเทยี บกป็ ระมาณขณะของจิตท่ีกําหนด
ครั้งหน่ึง ๆ และปจจเวกขณญาณ น้ันจะเกิดขึ้นตอไปจากญาณท้ัง ๓
และดวยอํานาจปจจเวกขณญาณนั้น ผูปฏิบัติจะรูวาวุฏฐานคามินี
วิปส สนาจะกําหนดรวดเรว็ มากในเบ้ืองตน และรูว า ในทนั ทที ่กี าํ หนดครง้ั

๑๒๐ ดูรายละเอียดใน สงฺคห. (บาล)ี ๕๗.
๑๒๑ ดูรายละเอยี ดใน วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๒/๓๘๙.
๑๒๒ ดูรายละเอยี ดใน วิสทุ ธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๓๑๓.

๒๕๗


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก

หลังนั้น มรรคจิตจะแลนเขาไปในนิโรธ ตอนน้ีเรียกวา การทบทวนดู
มรรค ในชว งกลางระหวางมรรคและการทบทวนดูนั้น จะรูวาจิตต้ังอยู
ในนิโรธดวย ตอนนี้เรียกวา การทบทวนดผู ล รตู อไปอีกวา อารมณท่ีตน
ประสบมาแลวนั้นเปนของวางเปลาจากสังขารท้ังปวง ตอนน้ีเรียกวา
การทบทวนดูนิพพาน๑๒๓

๔.๔ การปฏิบตั เิ พื่อใหบรรลมุ รรคเบ้อื งสงู

เมื่อผูปฏิบัติเจริญวิปสสนาอยางถูกตองตามแนวสัลลักขณานัย
แลว ก็จะบังเกิดสภาวะญาณขึ้นตามลําดับ ตั้งแตนามรูปปริจเฉทญาณ
จนถึงปจ จเวกขณญาณ สาํ เร็จเปน พระโสดาบันโดยสมบูรณ

ผูท่ผี า นปฐมมรรค(ญาณที่ ๑๔) เปนพระโสดาบันแลว ปรารถนา
จะเจริญวิปสสนา เพ่ือใหบรรลุมรรคเบ้ืองบน คือ ทุติยมรรค เปนพระ
สกทาคามีตอไปน้ัน ใหเร่ิมกําหนดพิจารณาไตรลักษณ ความเกิด-ดับ
ของรูปนามตามนัยแหงอุทยัพพยญาณ อันเปนวิปสสนาญาณตนแหง
วิปสสนาญาณ ๙ ตอจากนั้นก็กําหนดพิจารณาไปตามลําดับญาณ
จนกวาจะบรรลุถึงมรรคญาณ ผลญาณและปจจเวกขณญาณ อันเปน
ญาณสดุ ทาย ผูทีผ่ านทุติยมรรคเปน พระสกทาคามีแลว กด็ ี ผูที่ผานตติย
มรรคเปนพระอนาคามีแลวก็ดี เจริญวิปสสนากรรมฐานเพื่อใหบรรลุ
มรรคเบ้อื งบนกใ็ หถงึ เริ่มตนที่อทุ ยพั พยญาณ เชนเดียวกัน

กลาวถึงวิถจี ติ มรรควถิ ีของพระโสดาบนั ท่ีบรรลสุ กทาคามิมรรคก็
ดี มรรควิถีของพระสกทาคามที บ่ี รรลุถึงอนาคามิมรรคก็ดี และมรรควิถี

๑๒๓ ดรู ายละเอยี ดใน วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๒/๓๕๗.
๒๕๘


บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ข้นั แรก

ของพระอนาคามีที่บรรลุถึงอรหัตตมรรคก็ดี เหมือนกับมรรควิถีของติ
เหตกุ บุคคลทบี่ รรลุโสดาปตติมรรคทุกประการ ผิดกันนิดหนึ่งตรงที่ไม
เรียก โคตรภู แตเรียกวา “โวทาน” เทา นนั้ เอง ท่ไี มเ รียกโคตรภู เพราะ
ไมต อ งเปลี่ยนโคตรใหม ดว ยวาเปนโคตรอรยิ เหมือนกันอยูแลว

โวทาน แปลวา บริสุทธ์ิ หรือผองแผวนั้น มีความหมายวา พระ
สกทาคามมี ีธรรมท่บี รสิ ุทธิก์ วาผองแผว กวา พระโสดาบนั พระอนาคามีก็
มีธรรมทีบ่ ริสทุ ธ์ิยงิ่ กวา ผอ งแผว ยิ่งกวาพระสกทาคามี สวนพระอรหันต
นนั้ เปน ผูท ี่ขาวสะอาดบริสทุ ธ์หิ มดจดผองแผวดว ยประการทัง้ ปวง

ขอความทีว่ า “ผูเ จรญิ เพ่อื ใหบรรลุมรรคญาณผลญาณเบ้อื งบน ให
เร่ิมท่ีอุทยัพพยญาณทีเดียว”น้ัน เพราะเหตุวาเปนผูท่ีผานปฐมมรรค
แลว เปนพระโสดาบนั แลว เปนผูท ่มี ัน่ ในศีล ๕ แนน อน จึงช่ือวาเปนผูมี
สีลวิสุทธิแลว เปนผูมีสมาธิดีแลว จึงผานญาณตาง ๆ มาไดโดยตลอด
รอดฝงจึงไดชอื่ วามจี ติ ตวิสุทธแิ ลว เปนผูท ีไ่ ดผ านนามรูปปริจเฉทญาณ
มาแลว เคยประจักษแจงในรูปนามมาแลวจึงไดชื่อวามีทิฏฐิวิสุทธิแลว
เปนผทู ่ีไดผา นปจ จยปริคคหญาณมาแลว รูแจงในปจจัยท่ีใหเกิดรูปเกิด
นามมาแลว หมดความสงสยั ในรปู นาม หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย
จงึ ไดชือ่ วากังขาวติ รณวิสทุ ธิ ทั้งยังไดผ า นสัมมสนญาณท่ียกรูปนามขึ้น
สไู ตรลกั ษณ เห็นความเกดิ ของรปู นาม ซ่ึงอาศัยจนิ ตาญาณทาํ ใหร วู า รูป
นามกอนนั้นดับไปแลว ซ่ึงเปนสวนเดียวในการเห็นท้ังความเกิดและ
ความดับ

อทุ ยพั พยญาณน้ีไดชื่อวามรรคามรรคญาณทัสสนวิสุทธิ อันเปน
ญาณท่ีไตรตรองวาใชทางท่ีชอบหรือมิใชกันแน ดังนั้นจึงใหเร่ิมท่ี
อุทยัพพยญาณ อันเปนญาณตนที่ตัดสินไดเด็ดขาดแลววา น่ีเปน

๒๕๙


บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก

ปฏิปทาญาณทสั สนวิสทุ ธิ นเ่ี ปน ทางปฏิบัติอันถูกตองแลวที่จะใหถึงซึ่ง
ความดับทุกข ทต่ี ัดสนิ ไดเดด็ ขาดเชน นี้ เพราะอทุ ยัพพยญาณ..

๑. เปนญาณที่ปราศจากความวปิ ลาสคลาดเคลอ่ื นแลว
๒. เปน ญาณทไ่ี มไ ดอ าศยั ปรยิ ตั ิมาเปนเครอ่ื งใหร ู แตเปน ความรูท่ี
เกิดขึ้นจากปฏปิ ทา คอื การปฏบิ ตั ิทถ่ี กู ตอ งอยา งแทจริง
๓. เปน ญาณทป่ี ระจกั ษในขณะเกิดขณะดบั อยา งที่เราเรียก รูทัน
ปจจบุ นั ไมไ ดอาศัยกาลเวลาอยา งสัมมสนญาณมาเปนเครื่องใหร ู
๔. เปนญาณทร่ี แู จงชดั จรงิ อยา งที่เรียกวา ประจกั ขสิทธิ โดยไมไ ด
อาศัยจนิ ตาญาณอยา งสัมมสนญาณ
๕. เปนญาณทน่ี บั เขาในวิปส สนาญาณแท ในขั้นโลกยี ๑ ๒๔

๑๒๔ ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปทมะสุนทร). คูมือการศึกษากรรมฐาน
สงั คหวภิ าค พระอภธิ มั มตั ถสังคหะปริจเฉทท่ี ๙,พระนคร, ประพาสตนการพิมพ,
๒๕๐๙. หนา ๑๘๘.

๒๖๐


บทที่ ๕

หลักปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

อานาปานสติภาวนาตั้งแตขั้นท่ี ๕ ถึง ๑๖ น้ีเปนการเจริญ
วปิ สสนา โดยยกเอาองคฌานและขันธ ๕ ทีป่ รากฏในขณะออกจากฌาน
ข้ึนพิจารณาดวยอนุปสสนา ๗ ประการ๑ จนเห็นแจงไตรลักษณใน
สภาวธรรมน้ันๆ เม่ือภิกษุบําเพ็ญฌานเกิดเปนวสีแลว ปรารถนาจะ
เจริญวิปสสนากรรมฐาน พึงปฏิบัติโดยวิธีสัลลักขณา(วิปสสนา) แลว
บรรลวุ ิวัฏฏนา(มรรค ๔) และปาริสุทธิ(ผล ๔) มีลาํ ดับดังนี้

การเจรญิ อานาปานสติภาวนา

อานาปานสติ สติปฏ ฐาน ๓ สัมมสนญาณ กรรมฐาน ๒ วิธีปฏบิ ัติวปิ สสนา๕. สัล ัลกขณานัย
๖. ิววัฏฏนา ันย
๕. รชู ดั ปติ เวทนานุปสสนา สมถและวิปสสนา๗. ปา ิรสุทธิ ันย
๖. รชู ดั สุข จิตตานปุ สสนา เจอื กัน
๗. รูชัดจติ ตสังขาร ิว ปสสนาญาณ ๙
๘. ระงบั จติ ตสงั ขาร ธัมมานปุ ส สนา สมถและวปิ สสนา
๙. กาํ หนดรจู ติ เจือกนั
๑๐. ทําจติ ใหบ ันเทงิ
๑๑. ตั้งใจไวม่ัน วิปสสนาลว น
๑๒. เปลื้องจิต
๑๓. เหน็ ความไมเ ท่ียง
๑๔.เห็นความจางคลาย

๑๕. เห็นความดับไป

๑๖. เห็นความสละคืน

๑ ดรู ายละเอยี ดใน ม.มู.อ. (บาล)ี ๑/๖๕/๑๖๙.


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

๕.๑ ปฏิบตั อิ านาปานสตกิ ําหนดเวทนาเปน อารมณ

คมั ภีรมัชฌมิ นิกายอุปริปณณาสก พระผูพระภาคเจาทรงจําแนก
อานาปานสตขิ ้นั ที่ ๕ -๘ โดยเปน เวทนานุปส สนาสติปฏฐานวา “ผปู ฏบิ ตั ิ
พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลาย มีความเพียร มสี มั ปชัญญะ มีสติ
กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได เรากลาวการใสใจลมหายใจเขา-
ออกเปนอยางดีนี้วา เปนเวทนาชนิดหนึ่งในบรรดาเวทนาท้ังหลาย
เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวาพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาทั้งหลายอย”ู ๒

พุทธทาสภิกขุแสดงแนวปฏิบัติไววา ตองฝกฝนในหมวดกายา
นปุ สสนาใหเชยี่ วชาญ ใหอ ยใู นอาํ นาจจริง ๆ เสยี กอ น แลว จึงเขยบิ เลอื่ น
ไปในหมวดท่ี ๒ คอื เวทนานุปส สนาสติปฏ ฐาน เมื่อนัง่ สมาธจิ นกาํ หนด
รูลมหายใจยาว ลมหายใจส้ัน กาํ หนดปรุงแตงกาย จนสามารถระงับลม
หายใจจนเกิดสมาธิ จึงปรุงแตงเวทนาอยางละเอียดจนเกิดปติและสุข
โดยกาํ หนดเวทนาวา ปตเิ ปนอยางไร มลี กั ษณะอยางไร รูความวากําลัง
มปี ต นิ ้ีใหชัดเจน ใหเรียกวา รจู ักธรรมชาตขิ องปติ๓

๕.๑.๑ กําหนดรูชัดปต ิ
พระผูมีพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดปติ ยกขึ้นสูวิปสสนาวา
“ปต ปิ ฏิสเํ วที อสฺสสิสฺสามตี ิ สิกฺขติ. ปติปฏสิ ํเวที ปสฺสสิสสฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ติ.”๔
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจกั รูชัดปต ขิ ณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราจักรูชดั ปต ิขณะหายใจออก

๒ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๙๐.
๓ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแบบ, หนา ๑๔.
๔ ม.อุ. (บาล)ี ๑๔/๑๔๘/๑๓๓.

๒๖๒


บทที่ ๕ วธิ ีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลือ

พระสารบี ตุ รเถระอธบิ ายวา เม่ือเจริญภาวนากาํ หนดลมหายใจจน
รูวาจิตมีอารมณเดียว ไมฟุงซาน ดวยอํานาจลมหายใจเขายาว ดวย
อาํ นาจลมหายใจออกยาว ดวยอํานาจลมหายใจเขาสั้น ดวยอํานาจลม
หายใจออกสนั้ ดวยอํานาจความเปนผูกําหนดรูกองลมท้ังปวง หายใจ
เขา ดวยอํานาจความเปนผูกําหนดรูกองลมทั้งปวง หายใจออก ดวย
อํานาจความเปน ผรู ะงบั กายสังขาร หายใจเขา ดวยอํานาจความเปนผู
ระงบั กายสงั ขาร หายใจออก ปต แิ ละปราโมทยยอมเกดิ ข้นึ ๕

อรรถกถาพระวินัยอธิบาย บทวา ปติปฏิสํเวที วา เธอยอม
สําเหนียกวา เราจักทําปติใหรูแจง คือทําใหปรากฏหายใจเขา หายใจ
ออก ปติยอมเปน อันภกิ ษุรแู จง แลวโดยอาการ ๒ อยาง คอื โดยอารมณ
และโดยอสมั โมหะ คือ

๑) โดยอารมณ คือภิกษุเขาฌานทั้งสอง(ปฐมฌานและทุติย
ฌาน)ที่มีปติเปนองคประกอบ เพราะไดฌาน ๒ น้ันปติก็เปนอัน
ภิกษุน้ันรูชัดไดโดยอารมณ เพราะอารมณของฌานนั้นเปนสิ่งท่ี
เธอรูประจกั ษอ ยใู นขณะท่ีเขาฌานอยนู น้ั

๒) โดยอสัมโมหะ คอื เมือ่ เขาฌาน ๒ ที่มปี ตเิ ปนองคประกอบ
ออกแลวก็พิจารณาปติท่ีเปนองคประกอบในฌานน้ัน ในขณะท่ี
เหน็ ดวยวิปส สนาปญญาอยูน น้ั กจ็ ะเห็นอาการสิน้ ไป เสอื่ มไปของ
สภาวะปต นิ น้ั ปติก็เปนอันเธอรูชัดไดโดยอสัมโมหะ เพราะรูแจง
ลกั ษณะ๓
สมดวยท่ีพระสารีบุตรเถระกลาวไววา “เมื่อผูปฏิบัติรูวาจิตมี
อารมณเปน หนงึ่ เดียว ไมซัดสาย ดวยการกําหนดรูลมหายใจเขา..ออก

๕ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๒/๒๗๐.
๒๖๓


บทที่ ๕ วธิ ปี ฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่เี หลอื

ยาวเปน อารมณ ..ดวยการกําหนดรูกองลมทั้งปวงขณะหายใจเขาเปน
อารมณ ดวยการกําหนดรูกองลมทั้งปวงขณะหายใจออกเปนอารมณ
ดวยอาํ นาจความเปนผูระงับกายสังขารหายใจเขา หายใจออก สติยอม
ต้ังม่ันอยใู นอารมณนน้ั ปติน้ันก็เปนสิ่งที่เธอรูไดชัดดวยสติน้ันและดวย
ความรนู นั้ ”๖

เม่ือภิกษนุ ึกหนวงฌานอยู ปตินั้นก็เปนสิ่งที่เธอรูชัดได เม่ือภิกษุ
รูอยู-เห็นอยู-พิจารณาใครครวญอยู-อธิษฐานจิตอยู ตัดสินใจเช่ือดวย
ศรัทธาอยู ประคองความเพียรอยู ยังสติใหตั้งมั่นอยู ต้ังจิตใหแนวแน
อยู รูดวยปญญาอยู รูธรรมที่ควรรูอยางยิ่งอยู กําหนดรูธรรมท่ีควร
กาํ หนดรอู ยู ละธรรมที่ควรละอยู เจริญธรรมท่ีควรเจริญอยู ทําใหแจง
ซึ่งธรรมทคี่ วรทาํ ใหแ จงอยู. .ปตนิ ั้นก็เปนสิ่งทเ่ี ธอรูไดชดั ดวยอาการอยาง
น้ี เวทนาทเี่ กดิ จากความเปนผูรูชัดปติขณะหายใจเขา-หายใจออกยอม
ปรากฏ ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ เวทนายอม
ปรากฏไมใชสติ สติปรากฏดวย เปนตัวระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็น
เวทนาน้ันดวยสตนิ ั้นดวยญาณนน้ั เพราะเหตุน้ัน ทานจึงกลาววา “สติ
ปฏฐานภาวนาคอื การพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอย๗ู

การปฏิบัติอานาปานสติภาวนาในขั้นยกข้ึนสูวิปสสนา พระสารี
บุตรเถระอธบิ ายไวเพยี งหลักการสําคัญในการกําหนดพิจารณาอารมณ
ยกข้ึนสูไตรลักษณ พุทธทาสภิกขุไดอธิบายวิธีการปฏิบัติใหกาวหนา
ตอไปในการเจรญิ วปิ ส สนาตามคมั ภรี ป ฏสิ ัมภทิ ามรรค๘ และไดป ระมวล

๖ วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๓๑๔.
๗ ข.ุ ป.(ไทย) ๓๑/๑๗๒/๒๗๑.
๘ ดรู ายละเอยี ดใน ข.ุ ป. (บาลี) ๓๑/๑๗๒-๑๗๕/๒๗๑-๒๗๔.

๒๖๔


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

หลักการปฏบิ ตั ิทม่ี ีอยูในคัมภรี  มาอธิบายไว๙ ดังนี้

ก. การรพู รอ มเฉพาะซึง่ เวทนา

พุทธทาสภิกขุอธิบายแนวปฏิบัติไววา เมื่อผูปฏิบัติไดทําใหปติ
เกดิ ข้นึ ปรากฏชดั อยูในใจ อยูทกุ ขณะลมหายใจเขา–ออกแลว ไดชื่อวา
ผูน ้ันเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซึง่ ปติ แตใ จความสําคญั ทีจ่ ะตอ งวินิจฉัยมีอยู
วา การรูพ รอมเฉพาะตอ ปตินนั้ มีการรซู ่งึ อะไรอีกบาง? และรูดวยอาการ
อยางไร? และมีอะไรเกิดขนึ้ สืบตอ ไปจากการรนู ั้น? ซงึ่ จะมผี ลเปนความ
ดับทุกขอยางใดอยางหนึ่งในที่สุด เต็มตามความหมายของการปฏิบัติ
ข้ันน้ี คําตอบยอมมีวา เม่ือปติเปนส่ิงที่ปรากฏชัดแลวดวยอํานาจของ
ลมหายใจออก-เขา ยอมกลาวไดวาเวทนาปรากฏ ปติท่ีตั้งอยูน้ันเองช่ือ
วาเวทนา ช่ือของปติถูกยักไปสูคําวา เวทนา เพื่อประโยชนแกการ
บัญญัติในทางธรรม แมคําวา สุข ซึ่งกลาวถึงในอานาปานสติชั้นที่ ๖
เปนตน ก็จะถูกจัดรวมเขาในคําวาเวทนาเชนกัน เมื่อถามวาเวทนาใน
ที่นี้ปรากฏจากอะไร ? ยอมกลาวไดวาปรากฏจากลมหายใจออก-เขา
เมื่อถามวาปรากฏดวยอะไร ? ยอมตอบไดวา ปรากฏดวยสติ ซึ่งเปน
เคร่อื งกาํ หนด เม่อื ถามวา การกําหนดนัน้ ไดแกอาการเชนไร? ยอมตอบ
ไดวา การกําหนดมีอยูเปน ๒ อยาง คือ กําหนดในฐานะเปนอารมณ
หรือเปนนิมิต เพ่ือใหจิตรวมเปนจุดเดียว เพื่อความเปนสมาธินี้อยาง
หนึ่ง สวนอีกอยา งหน่งึ เปน การกาํ หนดในฐานะเปนลักษณะ คือมองให
เห็นความจรงิ วา สง่ิ นัน้ ๆ เปนอยา งไร เชน วา ส่งิ นัน้ ๆ ไมเ ท่ียง เปนทุกข
เปน อนัตตา ดังนี้เปนตน เพื่อใหเห็นลักษณะตามท่ีเปนจริงของเวทนา

๙ ดรู ายละเอยี ดใน พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๒๔๘.
๒๖๕


บทที่ ๕ วิธปี ฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลอื

น้นั อนั เปนไปเพ่ือปญ ญา ไมใชเพอ่ื สมาธิ เพราะฉะนน้ั สติจงึ ทาํ หนาที่
ของญาณไปดว ยในตัว คือ กําหนดเพือ่ ใหรูลักษณะ เมือ่ มกี ารรูลักษณะ
ก็เทากบั มญี าณเกิดข้ึน เพราะฉะนัน้ การปฏบิ ัติในข้ันน้ี จึงมีทั้งสติและ
ทั้งญาณ ซ่ึงทําใหกลาวไดสืบไปวา การรูพรอมเฉพาะซึ่งปตินั้น ก็คือรู
ทง้ั ดวยสตแิ ละทง้ั ญาณท่ีมีตอ เวทนา

สรุปความวา เวทนาอันเกิดจากการกําหนดลมหายใจเปนสิ่งท่ี
ปรากฏ สว นสตทิ ําหนา ทีเ่ ปนอนุปสสนาญาณ คือเปนตัวกําหนด เปน
ตวั รูและตวั รสู ึกไปดวยเสร็จ คําวาเวทนา แมวาจะแปลวารู หรือรูสึกก็
ตามหาใชเ ปนตวั สติไม เปนแตสงิ่ ท่ีปรากฏเพือ่ การไดก ําหนดสติ ซ่ึงทํา
หนา ที่เปนญาณพรอ มกันไปในตัว ผปู ฏิบัติไดทําการตามเห็นซึ่งเวทนา
นน้ั ดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณนัน้ การกระทําอยางนเ้ี รยี กวาภาวนาชนิด “สติ
ปฏฐานภาวนา” และเนื่องจากสตทิ าํ หนาทีพ่ ิจารณาเวทนา จึงไดช่ือเต็ม
วา “เวทนานุปสสนาสติปฏฐานภาวนา” และเนื่องจากภาวนาน้ี เปนไป
ในปต ติ างๆ กนั ทา นจึงเรียกชอื่ การปฏิบัติน้ีวา “เวทนานุปสสนาสติปฏ
ฐานภาวนา ในเวทนาทงั้ หลาย” ๑๐

ข. ยกขนึ้ สวู ิปส สนา
ในคมั ภีรปฏสิ มั ภทิ ามรรค พระสารีบุตรเถระอธิบายการพิจารณา
เวทนายกขึ้นสูวิปสสนา โดยกระบวนการพระไตรลักษณเทานั้น พุทธ
ทาสภิกขไุ ดนาํ การพิจารณายกเอาอนุปสสนา ๗ ประการทีม่ ีอยใู นคัมภีร
มาเปนหลักในการเจริญวิปสสนา ดังที่ทานอธิบายวา สิ่งท่ีจะตอง
พจิ ารณาตอไปก็คือ ผูปฏิบัตินั้นจะทําอนุปสสนา กลาวคือการตามเห็น

๑๐ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๔๘.
๒๖๖


บทท่ี ๕ วิธปี ฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่เี หลอื

ซึง่ ปติ อันต้ังอยใู นฐานะเปน เวทนาอยา งหนึง่ ในท่นี นี้ ั้นเอง ขอน้ีหมายถึง
การพิจารณาใหเห็นธรรมลักษณะของปติน้ัน ไมใชพิจารณาอยางเปน
องคฌ านอยา งในข้นั ทีแ่ ลว มาดังในอานาปานสติขนั้ ที่ ๔ การพจิ ารณาให
เหน็ ธรรมลักษณะหรอื ท่เี รยี กวา อนปุ ส สนา จาํ แนกเปน ๗ ระยะ คือ

อนุปสสนาข้นั ที่ ๑ คอื การพจิ ารณาใหเ ห็นเวทนาหรอื ความรูสึกที่
เปน ปต นิ ัน้ โดยความเปน ของไมเ ทีย่ ง มิใชโดยความเปน ของเท่ยี ง เมื่อ
เหน็ โดยความเปน ของไมเทย่ี งอยู ยอ มละนิจจสัญญา คือความสําคัญวา
เทยี่ งเสียได

อนุปส สนาขั้นที่ ๒ คือ การตามเห็นเวทนาเหลา น้ัน โดยความเปน
ทุกข ไมใชโดยความเปนสุข เมื่อเห็นอยูโดยความเปนทุกขยอมละสุข
สญั ญาคือความสําคัญวา สุขเสียได

อนปุ ส สนาขน้ั ที่ ๓ คอื การตามเหน็ เวทนาเหลานนั้ โดยความเปน
อนัตตา หาใชโดยความเปนอัตตาไม เม่ือเห็นอยูโดยความเปนอนัตตา
ยอ มละอัตตสัญญา คอื ความสําคญั วาตวั ตนเสียได

อนปุ ส สนาขนั้ ท่ี ๔ ..ยอมเกิดความเบื่อหนาย(นิพพิทา)ตอเวทนา
น้นั มใิ ชเพลดิ เพลิน เม่อื เบื่อหนา ยยอมละความเพลดิ เพลนิ เสยี ได

อนุปสสนาข้ันท่ี ๕ ..ยอมคลายกําหนัดตอเวทนาน้ัน หามีความ
กาํ หนดั ไม เมอ่ื คลายกาํ หนดั อยู ยอมละความกาํ หนัดนัน้ เสยี ได

อนปุ สสนาขั้นที่ ๖ ..ยอ มดับเสียซึ่งเวทนานั้น หาใชยอมกอข้ึนไม
เมือ่ ดบั อยู ยอมละการกอข้ึนเสียได คือละการกอทุกขข้ึนเสียไดนั่นเอง
เหมอื นกับดนุ ไฟที่ดับเย็นสนิทแลว ไมอาจจะถูกจุดใหลุกเปนไฟขึ้นมา
อีกได ดวยอํานาจของสติและญาณ ดังทีก่ ลา วแลว ขางตน แมนกี้ เ็ รียกวา
เปนผูรูพรอมเฉพาะตอปต ิ แตเ ปน ปต ใิ นระยะทด่ี บั เย็นสนิท

๒๖๗


บทที่ ๕ วธิ ปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดท่เี หลอื

อนุปสสนาข้ันที่ ๗ เธอยอม สละคืน ซ่ึงเวทนานั้น หาใชยอม
ถือเอาไม เม่ือสละคืนอยูยอมละการถือเอาเสียได ขอนี้เปนอาการข้ัน
สุดทายของการกําหนดปต ิ หรือรูพรอมเฉพาะตอปต ิน้นั ๑๑

การยกจิตข้ึนสูวิปสสนาพิจารณาอารมณรูป-นามในขั้นตอๆ ไป
คือ ขน้ั ที่ ๖ -๑๖ ก็มวี ธิ กี ารดจุ เดยี วกนั น้แี ล.

๕.๑.๒ กาํ หนดรชู ัดสขุ
พระผูมีพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดสุข ยกขึ้นสูวิปสสนาวา
“สขุ ปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สิกขฺ ต.ิ สขุ ปฏสิ ํเวที ปสสฺ สิสสฺ ามีติ สิกฺขต.ิ ”
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจกั รูชัดสุขขณะหายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราจกั รชู ัดสขุ ขณะหายใจออก

พระสารีบุตรเถระอธิบายวา ความท่ีภิกษุรูชัดซ่ึงสุข พึงเขาใจวา
เนือ่ งดวยฌาน ๓ ท่ีมสี ขุ เปน องคป ระกอบ สุขมี ๒ อยาง คือ

๑) กายิกสุข คือ ความสําราญทางกาย ความสุขทางกาย
ความเสวยสุขท่เี ปนความสําราญซ่งึ เกดิ จากกายสมั ผสั สุขเวทนา
ทเ่ี ปนความสาํ ราญซงึ่ เกดิ จากกายสัมผสั

๒) เจตสกิ สุข คอื ความสาํ ราญทางใจ ความสุขทางใจ ความ
เสวยสขุ ทเี่ ปน ความสําราญซึง่ เกิดจากเจโตสมั ผัส สขุ เวทนาที่เปน
ความสาํ ราญซึ่งเกดิ จากเจโตสมั ผสั ๑๒

อรรกถาพระวนิ ัยอธิบายวา รูชัดสุขไดโดยอาการ ๒ อยา ง คอื
๑) โดยอารมณ ภิกษุเขาฌาน ๓ ที่มีสุขเปนองคประกอบ

๑๑ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๕๑-๒๖๑.
๑๒ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๒/๒๗๑.

๒๖๘


บทที่ ๕ วิธีปฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

เพราะไดฌาน ๓ น้ัน สุขก็เปนอันภิกษุน้ันรูชัดไดโดยอารมณ
เพราะอารมณของฌานนนั้ เปน ส่งิ ที่เธอรูประจักษอยูในขณะที่เธอ
เขาฌานอยูน้ัน๑๓

๒) โดยอสัมโมหะ เมื่อเขาฌาน ๓ ที่มีสุขเปนองคประกอบ
ออกแลวก็พิจารณาสุขท่ีเปนองคประกอบในฌานน้ัน ในขณะท่ี
เห็นดวยวิปสสนาปญญาอยูน้ัน ก็จะเห็นอาการส้ินไป เสื่อมไป
ของสภาวะสุขนั้น สุขก็เปนอันเธอรูชัดไดโดยอสัมโมหะ เพราะรู
แจงลักษณะ๑๔
พระสารีบุตรเถระอธิบายอีกวา เม่ือผูปฏิบัติรูวาจิตมีอารมณเปน
หน่ึงเดียว ไมซัดสาย ดวยการกําหนดรูลมหายใจเขายาวเปนอารมณ
ดวยการกาํ หนดรูลมหายใจออกยาวเปนอารมณ ดวยการกําหนดรูกอง
ลมท้งั ปวงขณะหายใจเขาเปนอารมณ ดวยการกําหนดรูกองลมท้ังปวง
ขณะหายใจออกเปนอารมณ ดวยอํานาจความเปนผูระงับกายสังขาร
หายใจเขา ดว ยอาํ นาจความเปนผูระงับกายสังขารหายใจออก สติยอม
ตง้ั ม่ันอยูใ นอารมณนั้น สขุ น้นั ก็เปน ส่ิงทีเ่ ธอรูไดชัดดวยสติน้ัน และดวย
ความญาณนน้ั
เมือ่ ภกิ ษุนึกหนวงฌานอยู สุขนั้นก็เปนส่ิงท่ีเธอรูชัดได เม่ือภิกษุ
รูอ ยู เหน็ อยู พิจารณาใครค รวญอยู อธิษฐานจิตอยู ตดั สนิ ใจดวยศรัทธา

๑๓ วสิ ุทธิ. (บาลี) ๑/๓๑๔ : อปุ มา เหมอื นคนเดินหาจับงู เมอ่ื พบโพรงที่
อาศยั ของมันแลวก็เทา กบั ไดพบตวั งู แลวเขาก็จบั มันไดจรงิ เพราะการจับงดู ว ย
อํานาจมนตน ้นั ทาํ ไดง าย ๆ ฉันใด เมอื่ ภิกษุไดรอู ารมณ (ฌาน) อันเปน ทอี่ าศัย
ของปติแลว ปตนิ ้ันกเ็ ปน อนั เธอรดู วยโดยแท เพราะการที่จะกําหนดจับปต ินั้น
โดยลกั ษณะของมนั หรือโดยสามัญลักษณะทําไดง า ย ฉนั น้ัน.

๑๔ ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๖๘.
๒๖๙


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลอื

อยู ประคองความเพยี รอยู ยงั สตใิ หต ั้งม่นั อยู ตั้งจิตใหแ นว แนอยู รูดวย
ปญญาอยู รูธรรมที่ควรรูอยางย่ิงอยู กําหนดรูธรรมท่ีควรกําหนดรูอยู
ละธรรมทค่ี วรละอยู เจรญิ ธรรมที่ควรเจริญอยู ทําใหแจงซึ่งธรรมที่ควร
ทําใหแจง อยู สุขน้ันก็เปนสิ่งทเ่ี ธอรไู ดช ดั ดวยอาการอยางนี้ เวทนาที่เกิด
จากความเปนผูรูชัดสุขขณะหายใจเขาหายใจออกยอมปรากฏ ความ
ปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ เวทนายอมปรากฏดวย
อํานาจความเปนผูรูแจงสุขหายใจเขาหายใจออก เวทนายอมปรากฏ
ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ เวทนายอมปรากฏ
ไมใชส ติ สติปรากฏดวยเปนตวั ระลกึ ดวย ภิกษุพิจารณาเวทนานน้ั ดวย
สตินัน้ ดวยญาณนั้น เพราะเหตนุ ัน้ ทานจึงกลาววา “สติปฏฐานภาวนา
คอื การพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยู๑๕

พุทธทาสแสดงแนวปฏิบัติไววา เปล่ียนจากปติเปนความสุข
เพราะของสองอยางน้ีเน่ืองกันมา กําหนดความสุขน้ันอยูทุกครั้งที่
หายใจเขาออก กําหนดใหร แู จง สขุ เวทนา ในเวลาหายใจ มีความหมาย
วา ผูท่ีไดทุตยิ ฌาน ตตยิ ฌาน หรือ จตุตถฌานน้ัน ความสุขในองคฌาน
ยอมปรากฏชดั จงึ กาํ หนดใหรูแจงสุขเวทนา ในเวลาหายใจออกและเขา
ไดส ะดวก๑๖

๑๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๓ /๒๗๐.
๑๖ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๑๕.

๒๗๐


Click to View FlipBook Version