The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaladmanat, 2022-12-21 22:57:34

หนังสืออานาปานสติภาวนา๒๕๕๕

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลอื

๕.๑.๓ กาํ หนดรชู ดั จิตตสงั ขาร(เวทนาและสัญญา)

พระผูมพี ระภาคเจาตรัสสอนการกาํ หนดใหรูชัดในจิตตสังขาร วา
“จิตฺตสงฺขารํ ปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. จิตฺตสงฺขารํ ปฏิสํเวที
ปสสฺ สสิ ฺสามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ”

เธอยอ มสําเหนียกวา เราจกั รชู ัดจติ ตสังขารขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั รูช ดั จิตตสังขารขณะหายใจออก

พระสารีบตุ รเถระอธิบายวา ความที่รูชัดซึ่งจิตตสังขาร พึงเขาใจ
วา เน่ืองอยูดวยฌานทั้ง ๔ ซึ่งมีเวทนาและสัญญาเปนองคประกอบ
เวทนาขนั ธ และสังขารขันธ ชื่อ จิตตสงั ขาร

จติ ตสังขาร คือ สัญญาและเวทนาที่เปนไปดวยอํานาจลมหายใจ
เขายาว ..ดวยอํานาจลมหายใจเขาหายใจออกยาว ..ดวยอํานาจความ
เปนผูกําหนดรูสุขหายใจเขา ฯลฯ ..ดวยอํานาจความเปนผูรูแจงสุข
หายใจออก เปน เจตสิก ธรรมเหลานีเ้ น่ืองดว ยจติ ๑๗

คมั ภรี อ รรถกถาอธบิ ายวา จิตตสังขารยอมเปนอันภิกษุรูแจงแลว
โดยความไมงมงายอยา งไร? ตอบวา ภกิ ษุนนั้ เขาฌานทง้ั ๔ ซึ่งมีเวทนา
และสัญญา ออกจากฌานแลวยอ มพจิ ารณาเวทนาและสัญญาที่ประกอบ
พรอมดวยฌาน โดยความส้ินความเสื่อม, เวทนาและสัญญาช่ือวาเปน
อันภิกษุรูปน้ันรูแจงแลว โดยความไมงมงาย เพราะรูแจงแทงตลอด
ลกั ษณะ ในขณะเจริญวิปส สนา๑๘

พระสารีบุตรเถระกลา วไวใ นคมั ภีรปฏิสมั ภทิ ามรรควา เมอื่ รูความ

๑๗ วิสทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๒๓๕/๓๑๕.
๑๘ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๖๙.

๒๗๑


บทที่ ๕ วิธปี ฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

ที่จิตเปนเอกัคคตารมณ ไมฟุงซานดวยอํานาจลมหายใจเขายาว ดวย
อํานาจลมหายใจออกยาว ดวยอํานาจลมหายใจเขาสั้น ดวยอํานาจลม
หายใจออกส้ัน ดวยอํานาจความเปน ผกู ําหนดรกู องลมทง้ั ปวงหายใจเขา
ดวยอํานาจความเปนผกู าํ หนดรูกองลมท้ังปวงหายใจออก ดวยอํานาจ
ความเปน ผรู ะงบั กายสงั ขารหายใจเขา ดวยอํานาจความเปนผรู ะงับกาย
สังขารหายใจออก จิตตสังขารเหลานั้นยอมปรากฏดว ยสตนิ ้นั ดว ยญาณ
น้ัน เม่อื ภิกษนุ กึ หนวงฌานอยู จิตตสังขารน้ันก็เปนส่ิงที่เธอรูชัดได เมื่อ
ภกิ ษรุ เู ห็นพจิ ารณาใครค รวญ อธษิ ฐานจิต ตดั สินใจดวยศรัทธา ประคอง
ความเพียร ยงั สติใหตงั้ มน่ั ตง้ั จิตใหแ นว แนอ ยู รูดวยปญญาอยู รูธรรม
ทคี่ วรรูอ ยางยงิ่ อยู กําหนดรูธรรมท่คี วรกําหนดรอู ยู ละธรรมที่ควรละอยู
เจริญธรรมท่ีควรเจริญอยู ทําใหแจงซึ่งธรรมที่ควรทําใหแจงอยู จิตต
สงั ขารเหลานน้ั ยอมปรากฏ จิตตสังขารเหลา น้ันยอ มปรากฏอยา งน้ี

เวทนาทเี่ ปน ไปดวยอํานาจความเปน ผกู าํ หนดรจู ติ ตสังขารหายใจ
เขา หายใจออก ยอ มปรากฏ ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปน
ญาณ เวทนายอมปรากฏ ไมใชสติ สติปรากฏดวย เปนตัวระลึกดวย
ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนานั้นดวยสติน้ัน ดวยญาณนั้น เพราะเหตุน้ัน
ทา นจึงกลาววา “สติปฏ ฐานภาวนาคอื การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
ท้งั หลายอย”ู ๑๙

พุทธทาสภิกขุแสดงแนวปฏิบัติไววา กําหนดความท่ีปติและ
ความสุขเปน เวทนาปรุงแตงจิต หมายความวา ปติและสุขเปนตัวการท่ี
ปรงุ แตง จิต เรยี กวา จิตตสังขาร ดังน้ันตัวการที่ปรุงแตงจิตก็คือเวทนา
ในที่น้ี คอื ปต แิ ละสุข โดยเพงกาํ หนดแตค วามที่เวทนาเปน ของปรุงแตง

๑๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๔ /๒๗๓ , ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๖๙.
๒๗๒


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

จติ อยอู ยางไร เปนเชน น้ีเรอ่ื ยไป๒๐

๕.๑.๔ กําหนดระงับจิตตสังขาร(เวทนาและสญั ญา)
พระผูม ีพระภาคเจา ตรัสสอนการกําหนด เพื่อระงับจิตตสังขารวา
“ปสสฺ มฺภยํ จิตฺตสงขฺ ารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ
ปสฺสสิสฺสามตี ิ สิกขฺ ต.ิ ”
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักระงบั จิตตสงั ขารขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราจักระงบั จติ ตสงั ขารขณะหายใจออก

จติ ตสงั ขาร คอื สัญญาและเวทนาที่เกดิ จากการกําหนดลมหายใจ
เขา-ออก ธรรมเหลานี้เนื่องดวยจิต เปนจิตตสังขาร ภิกษุเมื่อระงับทํา
จิตตสังขารเหลานั้นใหสงบ ช่ือวาสําเหนียกอยู สัญญาและเวทนาดวย
อาํ นาจความเปน ผกู ําหนดรูจิตตสังขารหายใจ ฯลฯ สัญญาและเวทนา
ดว ยอาํ นาจความเปนผูกาํ หนดรูจิตตสังขารหายใจออกเปน เจตสิก ธรรม
เหลานีเ้ นื่องดวยจิต เปนจิตตสังขาร ภิกษุเมื่อระงับ-ดับ ทําจิตตสังขาร
เหลา นน้ั ใหส งบชอ่ื วา สาํ เหนียกอยู เวทนายอมปรากฏดวยอํานาจความ
เปน ผูระงบั จติ ตสงั ขารหายใจเขาหายใจออก ความปรากฏเปนสติ การ
พจิ ารณาเห็นเปน ญาณ เวทนายอมปรากฏไมใ ชสติ สตปิ รากฏดวย เปน
ตัวระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาน้ันดวยสตินั้นดวยญาณน้ัน
เพราะเหตุนั้นทานจึงกลาววา“สติปฏฐานภาวนาคือการพิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาท้งั หลายอยู” ๒๑

ในคัมภีรอ รรถกถาไดกลาวถงึ ความละเอยี ดและการดับไปเองของ

๒๐ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๑๓๕.
๒๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๕/๒๗๔.

๒๗๓


บทที่ ๕ วธิ ีปฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่เี หลอื

กองลมต้ังแตเร่ิมเจริญคณนานัย นักปฏิบัติบางทานเกิดสภาวะดังที่
กลาวมาน้ี และมีบางทานน่ังขัดสมาธิตัวลอยข้ึนจากที่นั่ง ๔ นิ้วดวย
อาํ นาจของอุพเพงคาปติ(โลดโผน) ตามคําอธบิ ายในคมั ภรี อรรถกถาวา

“กสสฺ จิ ปน คณนาวเสเสน มนสิการกาลโต ปภุติ อนุกฺกมโต
โอฬาริกอสสฺ าสปสฺสาสนิโรธวเสน กายทรเถ วูปสนฺเต กาโยป
จิตตฺ มปฺ  ลหกุ ํ โหต.ิ สรีรํ อากาเส ลงฺฆนาการปปฺ ตตฺ ํ วยิ โหติ.”๒๒

อนึง่ เม่ือความเรารอนในรางกายสงบแลว ท้ังกายและจิตก็มี
สภาวะเบา รางกายเหมือนถงึ อาการลอยขนึ้ ในอากาศ ดว ยอํานาจ
ของการดับไปแหงลมหายใจเขาออกที่หยาบตามลําดับ ตั้งแต
เวลาทีบ่ างคนเริ่มเจรญิ สตกิ ําหนดรูตามคณนานยั

วธิ กี ําหนดพิจารณาเวทนา : กําหนดใหร ูแจงเวทนาในขณะหายใจ
เขา หายใจออก,เวทนาทเี่ กดิ พรอมฌานและเวทนาเม่ือออกจากฌานแลว
พิจารณาเวทนานัน้ โดยความสน้ิ ไปเส่อื มไป เพราะรูแ จงในวิเสสลักษณะ
และสามญั ญลักษณะของเวทนาน้นั ขณะที่เหน็ ดวยวปิ ส สนาปญญา พระ
สารีบุตรเถระอธบิ ายวิธีเจริญวปิ ส สนายกเวทนาเปน อารมณวา

“ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาน้ันอยางไร คือพิจารณาเห็นโดย
ความไมเ ท่ียง ไมพิจารณาเหน็ โดยความเที่ยง พิจารณาเห็นโดย
ความเปนทุกข ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนสุข พิจารณาเห็น
โดยความเปนอนัตตา ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนอัตตา ยอม
เบ่ือหนาย ไมยินดี ยอมคลายกําหนัด ไมกําหนัด ยอมทําราคะ
ใหด บั ไมใหเกดิ ยอมสละคืนไมย ดึ ถือ เมื่อพจิ ารณาเหน็ โดยความ

๒๒ วสิ ทุ ธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๓๐๘.
๒๗๔


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

ไมเท่ียง ยอมละนิจจสัญญาได เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเปน
ทกุ ขย อมละสุขสญั ญาได เมอ่ื พิจารณาเหน็ โดยความเปนอนัตตา
ยอมละอัตตสัญญาได เม่ือเบ่ือหนายยอมละความยินดีได เม่ือ
คลายกาํ หนัดยอ มละราคะได เม่ือทําราคะใหดับยอมละสมุทัยได
เม่ือสละคืนยอ มละความยึดถอื ได ภิกษุนัน้ พิจารณาเหน็ เวทนาน้ัน
อยางน้”ี ๒๓

ในขั้นที่ ๕ – ๘ น้ี พุทธทาสภิกขุอธิบายวา ตองฝกฝนในหมวด
กายานุปส สนาใหเ ชี่ยวชาญ ใหอยใู นอํานาจจริง ๆ เสยี กอนแลว จึงเลอื่ น
ไปในหมวดที่ ๒ คอื เวทนานปุ สสนาสติปฏ ฐาน แบงออกเปน ๔ ขน้ั คือ

๑. เม่อื นั่งสมาธิจนกาํ หนดรูลมหายใจยาว ลมหายใจส้ัน กําหนด
ปรุงแตง กายจนสามารถระงบั ลมหายใจจนเกิดสมาธิ จึงปรุงแตงเวทนา
อยา งละเอียดจนเกิดปติและสุข โดยกําหนดเวทนาวาปติเปนอยางไร มี
ลักษณะอยา งไร รใู หช ดั เจน ใหเ รยี กวา รูจ ักธรรมชาติของปติ๒๔

๒. เปล่ียนจากปติเปนความสุข เพราะกําหนดความสุขน้ันอยู
ทกุ ครั้งท่หี ายใจออก-เขา กาํ หนดใหรูแจง สุขเวทนา ในเวลาหายใจออก
และเขา มีความหมายวา ผูที่ไดความสุขในองคฌานยอมปรากฏชัด จึง
กําหนดใหรแู จงสขุ เวทนาในเวลาหายใจออกและเขา ไดส ะดวก๒๕

๓. กําหนดความท่ีปติและความสุขเปนเวทนาปรุงแตงจิต
หมายความวา ปตแิ ละสุขเปนตัวการท่ีปรุงแตงจิต เรียกวา จิตตสังขาร
ดังน้ันตัวการท่ีปรุงแตงจิตก็คือเวทนา ในท่ีน้ีคือปติและสุขโดยเพง

๒๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๒/๒๗๑.
๒๔ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติสมบูรณแบบ, หนา ๑๔.
๒๕ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบูรณแ บบ, หนา ๑๕.

๒๗๕


บทที่ ๕ วิธปี ฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลอื

กําหนดแตความที่เวทนาเปนของปรุงแตงจิตอยูอยางไรปรุงแตงจิตอยู
อยา งไร เปน เชน นเ้ี ร่ือยไป๒๖

๔. กําหนดบังคบั เวทนาหรอื ปต แิ ละสุข คือกระทาํ อยาใหเวทนา
น้นั ปรุงแตงจติ ไดต ามอาํ เภอใจ จะบบี บังคบั เวทนาใหป รุงแตงจติ แตนอ ย
จนกระทั่งไมสามารถจะปรงุ แตง จิตไดอกี เม่ือเวทนาปรงุ แตง จิตข้ึนมา
ไมได ประสบความสําเร็จในการปฏบิ ตั ิ จติ ตสงั ขารไดร ะงบั ลงไปแลว๒๗

พุทธทาสภิกขุสรุปแนวปฏิบัติในหมวดน้ีวา การปฏิบัติท่ีดําเนิน
มาถึงจตุกกะที่สองน้ี ส่ิงที่เรียกวาญาณในอนุปสสนามีอยู ๘ ประการ
และอนุสสติซึ่งเปนเคร่ืองกําหนด ก็มีอยู ๘ ประการ ที่กลาววาแปดใน
ท่ีนี้หมายถึงญาณก็ตาม อนุสสติก็ตาม ที่ทําหนาท่ีเขาไปรู และเขาไป
กาํ หนดตามลําดับน้ัน ไดกําหนดปติหายใจเขา๑ หายใจออก๑ กําหนด
สขุ หายใจเขา ๑ หายใจออก ๑ กาํ หนดจิตตสังขารหายใจเขา ๑ หายใจ
ออก ๑ และกําหนดความที่จิตตสังขารน้ันระงับลงๆ หายใจเขา ๑
หายใจออก ๑ รวมกันจึงเปน ๘ ขอน้ันเปนการแสดงวา อนุปสสนาคือ
การตามเห็นก็ดี อนุสสติคือการตามกําหนดก็ดี ตองเปนไปครบท้ัง ๘
จรงิ ๆ และสม่าํ เสมอเทากันจริง ๆ จึงจะเปนการสมบูรณแหงจตุกกะที่
สองนี้๒๘

๒๖ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสติสมบรู ณแ บบ, หนา ๑๓๕.
๒๗ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแบบ, หนา ๑๓๘.
๒๘ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๓๒๔.

๒๗๖


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏิบัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

๕.๒ ปฏิบัตอิ านาปานสติกาํ หนดจิตเปนอารมณ

คมั ภีรม ชั ฌมิ นกิ าย อุปรปิ ณ ณาสก พระผูพระภาคเจาทรงจําแนก
อานาปานสติขัน้ ที่ ๙ -๑๒ โดยความเปน จิตตานุปสสนาสติปฏฐานวา ผู
ปฏิบัติพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกําจัด
อภิชฌาและโทมนสั ในโลกได เราไมบ อกอานาปานสติแกภิกษุผูหลงลืม
ไมม สี ัมปชญั ญะ เพราะเหตุนน้ั จึงชื่อวา พิจารณาเห็นจิตในจติ อย๒ู ๙

๕.๒.๑ กาํ หนดรูช ดั จิต
พระผูพระภาคเจาตรัสสอนใหกําหนดรูชัดจิต วา “จิตฺตปฏิสํเวที
อสสฺ สฺสามตี ิ สกิ ฺขต.ิ จิตตฺ ปฏิสเํ วที ปสสฺ สสิ ฺสามีติ สิกขฺ ติ.”
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจกั กําหนดรชู ดั จิตหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั กําหนดรชู ดั จิตหายใจออก

พระสารีบตุ รเถระอธิบายวา จติ หมายถงึ ความรแู จงอารมณขณะ
หายใจเขาหายใจออก มีไวพจนอยูหลายศัพท คือ มโน มานัส หทัย
ปณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย วิญญาณ วิญญาณขันธ มโน
วิญญาณธาตุ

จิตน้ันยอมปรากฏอยางไร? ตอบวา เมื่อภิกษุรูความที่จิตเปน
เอกัคคตารมณไมฟุงซานดวยอํานาจลมหายใจเขายาว สติยอมต้ังมั่น
จิตนั้นยอ มปรากฏดว ยสตนิ ้นั ดว ยญาณน้นั เม่ือผูปฏิบัตริ วู าจติ มอี ารมณ
เปน หนึ่งเดยี วไมซ ัดสา ย ดว ยการกําหนดรูล มหายใจเขายาวเปนอารมณ
ดว ยการกําหนดรลู มหายใจออกยาวเปน อารมณ ดว ยการกําหนดรูกอง
ลมทง้ั ปวงขณะหายใจเขาเปนอารมณ ดวยการกําหนดรูกองลมท้ังปวง

๒๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๙๐.
๒๗๗


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

ขณะหายใจออกเปนอารมณ ดวยอํานาจความเปนผูระงับกายสังขาร
หายใจเขา ดวยอาํ นาจความเปนผรู ะงับกายสังขารหายใจออก สติยอม
ตง้ั มน่ั จติ นนั้ ยอมปรากฏดวยสติน้นั ดวยญาณนั้น

เมอ่ื ภิกษุนึกหนวงฌานอยู จิตนั้นยอมปรากฏ เมื่อภิกษุรูอยู-เห็น
อยู-พิจารณาใครครวญอยู-อธิษฐานจิตอยู ตัดสินใจดวยศรัทธาอยู
ประคองความเพียรอยู ยังสติใหตั้งม่ันอยู ต้ังจิตใหแนวแนอยู รูดวย
ปญ ญาอยรู ูธรรมที่ควรรูอยางยงิ่ อยู กําหนดรูธรรมท่ีควรกําหนดรูอยู ละ
ธรรมท่คี วรละอยู เจรญิ ธรรมท่ีควรเจริญอยู ทําใหแจงซึ่งธรรมท่ีควรทํา
ใหแจงอยู จิตน้ันยอมปรากฏ จิตน้ันยอมปรากฏอยางน้ี ความรูแจง
อารมณท่ีเกิดจากความเปนผูกําหนดรูจิต ขณะหายใจเขาหายใจออก
ยอมปรากฏ ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ จิตยอม
ปรากฏ ไมใ ชสติ สติปรากฏดวยเปน ตัวระลกึ ดวย ผปู ฏิบัติพิจารณาเห็น
จิตนัน้ ดว ยสตินั้น ดวยญาณนั้น เพราะเหตุน้ัน ทานจึงกลาววา “สติปฏ
ฐานภาวนาคือการพจิ ารณาเหน็ จิตในจติ ๓๐

พุทธทาสภิกขุแสดงแนวปฏิบัติไววา กําหนดลักษณะของจิต
หมายความวา กาํ หนดลักษณะของจติ ในขณะนั้น วา จิตประกอบอยูดวย
ลกั ษณะอยา งไร จติ มีราคะหรอื ไมม รี าคะ จิตมีโทสะหรอื ไมม ีโทสะ จติ มี
โมหะหรอื ไมม ีโมหะ จิตมีจิตอ่ืนย่ิงกวา จิตแชมช่ืนหรือจิตหดหู อยางน้ี
เปนตน หลายลักษณะแลว แตมันจะมีลักษณะอะไรขึ้นมาเปนเคร่ือง
กาํ หนด เรากําหนดดูลกั ษณะของจิตในทุกลักษณะอยางน้ีเร่ือยไปจนรู
ลกั ษณะของจิตหมดสน้ิ ๓๑

๓๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๖ /๒๗๕.
๓๑ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแ บบ, หนา ๑๔๘.

๒๗๘


บทที่ ๕ วิธีปฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

๕.๒.๒ กาํ หนดทาํ จติ ใหราเริงเบิกบาน
พระผูพระภาคเจา ตรสั สอนการกําหนด ทําจิตใหราเริง วา “อภิปฺ-
ปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขต.ิ อภปิ ปฺ โมทยํ จติ ตฺ ํ ปสสฺ สสิ สฺ ามีติ
สิกขฺ ติ”
เธอยอ มสําเหนียกวา เราจักทาํ จิตใหบนั เทงิ หายใจเขา
เธอยอ มสําเหนยี กวา เราจักทําจิตใหบ นั เทิงหายใจออก

บาลวี า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อรรถกถาพระวินัย๓๒ใหความหมายวา
ทําจิตใหราเริง ไดแ ก ใหเ บิกบานหายใจเขา หายใจออก

การทําจิตใหบันเทิง ใหปลื้มใหราเริง ใหเบิกบาน หายใจเขา
หายใจออก ความบันเทิงนัน้ ยอ มมดี วยอาการ ๒ คอื

๑) ดวยอํานาจสมาธิ คอื ภกิ ษุเขา ฌาน ๒ ท่มี ปี ต ิเปนองค เธอยัง
จิตใหบนั เทงิ ใหปล้มื ดว ยปติ อันเปนสัมปยุตธรรมในขณะที่เขาฌานอยู
นั้นอยางน้ีเรยี กวา บนั เทงิ ดว ยอํานาจสมาธิ

๒) ดว ยอาํ นาจวิปส สนา คือภิกษุครั้นเขาฌาน ๒ ท่ีมีปติเปนองค
ออกแลวพิจารณาปติอันสัมปยุตกับฌาน โดยความส้ินไปเสื่อมไป เธอ
ทําปติอันสัมปยุตกับฌานใหเปนอารมณ ยังจิตใหบันเทิงใหปลื้มอยูใน
ขณะทีเ่ ห็นดว ยวิปส สนาอยูน้ันอยา งน้ี ผูป ฏิบตั ดิ ังนี้เรียกวาสําเหนียกวา
เราจกั เปนผยู งั จติ ใชบนั เทงิ ยิ่ง หายใจเขาหายใจออก"

พระสารบี ตุ รเถระอธบิ ายวา ความเบกิ บานแหงจิต คือ เม่ือภิกษุ
รคู วามท่จี ิตเปน เอกคั คตารมณ ไมฟุงซานดวยอํานาจลมหายใจเขายาว
ความเบิกบานแหงจิตยอมเกิดข้ึน ความรื่นเริง ความบันเทิง ความ
หรรษา ความราเริงจิต ความปลื้มจติ ความปติยินดี ความดีใจใด นี้เปน

๓๒ ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๗๐.
๒๗๙


บทที่ ๕ วิธีปฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลอื

ความเบิกบานแหงจิต ฯลฯ เม่ือรูความที่จิตเปนเอกัคคตารมณ ไม
ฟงุ ซานดว ยอาํ นาจลมหายใจออกยาว ความเบิกบานแหงจิตยอมเกิดขึ้น
ความร่ืนเริง ความบันเทิงความหรรษา ความราเริงจิต ความปล้ืมจิต
ความปติยนิ ดี ความดีใจใด ฯลฯ

เมื่อรูความท่ีจิตเปนเอกัคคตารมณไมฟุงซานดวยอํานาจความ
เปนผูกําหนดรูจติ หายใจเขา ฯลฯ เมือ่ รูความทจี่ ติ เปนเอกัคคตารมณไม
ฟุงซานดวยอํานาจความเปนผูกําหนดรูจิตหายใจออก ความเบิกบาน
แหง จิตยอมเกิดข้นึ ความรน่ื เรงิ ความบนั เทงิ ความหรรษา ความราเริง
จิต ความปล้มื จิต ความปติยินดี ความดีใจใด นี้เปนความเบิกบานแหง
จติ วิญญาณดวยอาํ นาจความเปนผูใ หจ ิตเบกิ บานหายใจเขาหายใจออก
ยอมปรากฏ ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ จิตยอม
ปรากฏไมใชสติ สติปรากฏดวย เปนตัวระลึกดวย พิจารณาเห็นจิตนั้น
ดวยสติน้ันดวยญาณน้ัน เพราะเหตุน้ัน ทานจึงกลาววา “สติปฏฐาน
ภาวนาคอื การพิจารณาเหน็ จติ ในจติ ๓๓

พุทธทาสภิกขุแสดงแนวปฏิบัติไววา กําหนดจิตปราโมทย
หมายความวา เม่อื เราบงั คับจติ ไดแลว เรากบ็ งั คับจิตไปในลักษณะที่ให
จิตปราโมทย หมายถงึ จิตทมี่ ปี ต แิ ละสุข แตละเอยี ดกวา สงู กวา ไมตอง
อาศัยองคฌานคือปติและสุขก็สามารถที่จะทําใหจิตปราโมทยไดทันที
เมอ่ื สามารถบังคบั จิตไดอ ยา งนแ้ี ลว ฝกบงั คับจิตไปใหมีลักษณะเปนจิต
ทปี่ ราโมทย ปราโมทยน ี้หมายถึงจติ ทม่ี ปี ติและความสุขดวยเหมือนกัน
แตมันละเอียดไปกวา สูงไปกวา ไมตองอาศัยองคฌานคือปติและสุข ก็
สามารถท่ีจะทําจติ ใหป ราโมทยไดทันที เม่อื ประสบความสําเร็จในข้ันน้ี

๓๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๗ /๒๗๖.
๒๘๐


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลอื

แลว ก็เลอื่ นไปข้ันตอไป๓๔
บทบาลวี า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ พระสารีบุตรเถระอธิบายวา “เม่ือ

ภิกษุรคู วามทจี่ ิตเปน เอกคั คตารมณไมฟ ุงซานดวยอํานาจลมหายใจเขา
ยาว ความเบิกบานแหง จิตยอ มเกดิ ขน้ึ ”๓๕ เปน ตน แตพุทธทาสภิกขุได
อธิบายแตกตางออกไปโดยการใหบังคับจติ ใหเ กดิ ความปราโมทย

๕.๒.๓ กาํ หนดตั้งจติ ไวม่นั
พระผูพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดใหจิตตั้งม่ันวา “สมาทหํ
จิตฺตํ อสสฺ สิสฺสามตี ิ สกิ ขฺ ติ. สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสสสิ ฺสามตี ิ สิกขฺ ต.ิ ”
เธอยอ มสาํ เหนยี กวา เราจกั ตั้งจิตไวม่นั หายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั ตงั้ จิตไวม นั่ หายใจออก

พระสารบี ตุ รอธบิ ายวา จิตที่ต้ังมั่น คือ ความท่ีจิตเปนเอกัคคตา-
รมณไ มฟ งุ ซานดว ยอํานาจลมหายใจเขา ยาว เปนสมาธิ ความที่จิตเปน
เอกัคคตารมณไมฟุงซานดวยอํานาจลมหายใจออกยาว เปนสมาธิ
ความทจี่ ิตเปนเอกคั คตารมณไมฟุงซานดวยอํานาจตั้งจิตมั่นหายใจเขา
เปนสมาธิ ความตั้งอยู ความตั้งอยูดี ความต้ังอยูเฉพาะ ความไมกวัด
แกวง ความไมฟ งุ ซา นแหง จิต ความมจี ิตไมก วัดแกวง ความสงบ สมาธิ
นทรีย สมาธิพละสมั มาสมาธิใด น้ีเปน สมาธนิ ทรยี  ความรสู ึกดวยอํานาจ
ต้งั จติ ม่นั หายใจเขาเปนจิต ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปน
ญาณ จิตยอ มปรากฏ ไมใ ชส ติ สตปิ รากฏดว ย เปนตวั ระลึกดวย ภิกษุ
พิจารณาเหน็ จิตน้ันดว ยสตนิ น้ั ดวยญาณน้ัน เพราะเหตุนน้ั จึงกลา ววา

๓๔ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแบบ, หนา ๑๕๖.
๓๕ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๗ /๒๗๖.

๒๘๑


บทที่ ๕ วิธีปฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

“สติปฏ ฐานภาวนาคือการพจิ ารณาเหน็ จติ ในจิตอยู”๓๖

พระบาลีวา สมาทหํ จติ ตฺ ํ อรรถกถาพระวินยั อธิบายวา ดํารงจิต
ใหเสมอ คือตั้งจิตใหเสมอในอารมณ ดวยอํานาจฌานมีปฐมฌานเปน
อาทิ หรือเม่ือภิกษุเขาฌานเหลานั้น ออกจากฌานแลวพิจารณาจิตอัน
สมั ปยุตกับฌาน โดยความส้นิ ไป เสือ่ มไปอยู ขณิกจิตเตกัคคตา(ความ
มีอารมณเดียวแหงจิตอันตั้งอยูช่ัวขณะหนึ่ง) เกิดขึ้นเพราะความรูแจง
ไตรลักษณะในขณะแหงวิปสสนา ภิกษุดํารงจิตใหเสมอ คือต้ังจิตให
เสมอในอารมณแ มดว ยอํานาจขณิกจิตเตกัคคตาอันเกิดขึ้นอยางน้ันก็ดี
เรียกวา "สาํ เหนียกวา 'เราจกั ตั้งจติ ม่ันหายใจเขา หายใจออก๓๗

พุทธทาสภิกขุแสดงแนวปฏิบัติวา กําหนดจิตใหต้ังมั่น หมาย
ความวา บงั คับจิตใหต ้ังม่นั ความเปน สมาธติ อ งมลี ักษณะ ๓ ประการ คอื
บริสุทธ์ิสะอาด อยางหน่ึง มั่นคงแนวแน อยางหนึ่ง แลวก็วองไวตอ
หนา ที่ของมนั อยา งหนง่ึ ปรสิ ุทโฺ ธ แปลวา บริสุทธ์ิคือสะอาดไมมีนิวรณ
รบกวน เปนตน สมาหโิ ต คือ ต้ังม่นั แนนแฟน เขมแขง็ ม่นั คง กมั มนโี ย
คือ ไวตอหนาท่ีของมันคือพิจารณา จะใหมันทําหนาที่ของมัน คือ
พิจารณาเม่ือใดอยางไร ในลักษณะใดก็ไดทันทีอยางนี้เรียกวาไวตอ
หนาที่ของมัน จิตเปนสมาธิอยางสมบูรณในลักษณะเปนรากฐานของ
วปิ ส สนา๓๘

บาลีวา สมาทหํ จิตฺตํ พระสารีบตุ รเถระอธิบายวา จิตตงั้ มน่ั เปน

๓๖ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๘ /๒๗๗.
๓๗ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๗๑.
๓๘ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตสิ มบูรณแ บบ, หนา ๑๖๐.

๒๘๒


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

เอกคั คตารมณดวยอาํ นาจกาํ หนดลมหายใจ๓๙เปนตน แตพุทธทาสภกิ ขุ
ไดอธิบายแตกตางออกไปโดยการใหบงั คบั จติ ใหต ้ังม่ัน

๕.๒.๔ กําหนดเปลื้องจติ
พระผูพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดเพ่ือเปล้ืองจิตวา “วิโมจย
จิตฺต อสฺสสิสสฺ ามตี ิ สิกฺขติ. วิโมจย จติ ตฺ  ปสฺสสสิ ฺสามีติ สกิ ขฺ ติ.”
เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราจกั เปลือ้ งจติ หายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราจักเปล้ืองจติ หายใจออก

พระสารีบุตรเถระอธิบายพระบาลีวา วิโมจยํ จิตฺตํ วา ภิกษุ
สําเหนียกวา “เราเปล้ืองจิตจากราคะหายใจเขา” สําเหนียกวา “เรา
เปล้ืองจิตจากราคะหายใจออก” สําเหนียกวา “เราเปล้ืองจิตจากโทสะ
หายใจเขา” สําเหนียกวา “เราเปลื้องจิตจากโทสะหายใจออก”
สําเหนียกวา “เราเปล้ืองจิตจากโมหะหายใจเขา” สําเหนียกวา “เรา
เปล้ืองจิตจากโมหะหายใจออก” สําเหนียกวา “เราเปลื้องจิตจากมานะ
ฯลฯ “เราเปลือ้ งจิตจากทฏิ ฐ”ิ ฯลฯ “เราเปลอ้ื งจิตจากวจิ กิ ิจฉา” ฯลฯ “เรา
เปลื้องจิตจากถีนมิทธะ” ฯลฯ “เราเปลื้องจิตจากอุทธัจจะ” ฯลฯ “เรา
เปลือ้ งจติ จากอหิริกะ (ความไมละอาย)” ฯลฯ สําเหนียกวา “เราเปล้ือง
จิตจากอโนตตัปปะ (ความไมเกรงกลัวบาป) หายใจเขา” สําเหนียกวา
“เราเปล้ืองจิตจากอโนตตัปปะหายใจออก” ความรูสึกดวยอํานาจการ
เปลื้องจิตหายใจเขาหายใจออกยอมปรากฏ ความปรากฏเปน สต๔ิ ๐

คัมภรี ว สิ ุทธิมรรคอธิบายอีกวา ภิกษุเปลื้องปลดจิตจาก... นิวรณ

๓๙ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑ /๑๗๘ /๒๗๗.
๔๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๙/๒๗๘.

๒๘๓


บทที่ ๕ วธิ ีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลอื

ทั้งหลายดวยปฐมฌาน เปลื้องปลดจิตจากวิตกวิจาร ดวยทุติยฌาน
เปลื้องปลดจิตจากปติดวยตติยฌาน เปลื้องปลดจิตจากสุขทุกขดวย
จตุตถฌาน หรืออนึ่งภิกษุเขาฌานเหลาน้ันออกแลวพิจารณาจิตท่ี
สมั ปยตุ กับฌานโดยความสิ้นไป เสื่อมไป ในขณะแหงวิปสสนานั้น เธอ
เปลื้องปลดจิตจากนจิ จสัญญาดว ยอนจิ จานุปสสนา เปล้ืองปลดจิต..จาก
สุขสัญญาดวยทุกขานุปสสนา จากอัตตสัญญาดวยอนัตตานุปสสนา
จากนันทิดวยนิพพิทานุปสสนา จากราคะดวยวิราคานุปสสนา จาก
สมทุ ยั ดวยนิโรธานุปสสนา จากอาทาน(ความยึดถือ)ดวยปฏินิสสัคคา-
นุปสสนา ขณะหายใจเขาและหายใจออก เพราะเหตุนั้นจึงเรียกวา"
สาํ เหนียกวา เราจกั เปลอื้ งจิตหายใจเขาหายใจออก"๔๑

วิธีกําหนดพิจารณาจิต : กําหนดใหแจงประเภทของจิตในขณะ
หายใจเขา-ออก กําหนดใหแจงในความบันเทิงของจิต ในขณะหายใจ
เขา-ออก กําหนดใหแจง ในความพนของจิต ในขณะหายใจเขา-ออก๔๒
ในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค พระสารีบุตรเถระอธิบายวิธีเจริญวิปสสนา
พิจารณาจติ วา

“ภิกษุพจิ ารณาเห็นจิตน้นั อยางไร คอื พจิ ารณาเหน็ โดยความ
ไมเ ทย่ี ง ไมพิจารณาเห็นโดยความเทีย่ ง พิจารณาเห็นโดยความ
เปนทุกข ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนสุข พิจารณาเห็นโดย
ความ เปนอนตั ตา ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนอัตตา ยอมเบ่ือ
หนาย ไมยินดี ยอ มคลายกําหนดั ไมก าํ หนดั ยอ มทําราคะใหดับ
ไมใหเกิด ยอมสละคืน ไมยึดถือ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม

๔๑ วิสุทฺธิ. (บาล)ี ๑/๒๓๕/๓๑๖.
๔๒ วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๒๓๕/๓๑๖.

๒๘๔


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลอื

เทีย่ ง ยอมละนิจจสัญญาได เมอ่ื พิจารณาเห็นโดยความเปนทุกข
ยอ มละสขุ สญั ญาได เมือ่ พจิ ารณาเหน็ โดยความเปน อนัตตา ยอม
ละอัตตสญั ญาได เมอื่ เบอ่ื หนาย ยอมละนันทิ(ความยินดี)ได เม่ือ
คลายกําหนัดยอมละราคะได เมื่อทําราคะใหดับยอมละสมุทัยได
เมอ่ื สละคืน ยอมละความยึดถือได ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นจิตน้ัน
อยางน”้ี ๔๓

พุทธทาสภิกขุไดใหความหมายและคําอธิบายสอดคลองกับ
หลกั การในคัมภรี  วา กาํ หนดจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทม่ี าหอหุมจิต หมายความ
วา ทําจิตใหปลอยจากสิ่งที่กําลังหอหุมจิตอยูในขณะน้ัน เชน ความ
โลภ ความโกรธ ความหลง ความกลัว ความอิจฉาริษยา เปนตน เราก็
ฝกในลักษณะท่สี ามารถสลัดจิตเหลานใ้ี หออกไปไดทันที เรียกวาฝกจิต
ใหป ลอ ย๔๔

พระผูมีพระภาคเจาตรัสบาลีอานาปานสติ ๓ หมวดดังกลาว
มาแลว โดยเปนสมถะและวิปส สนา เจอื กัน๔๕

อานาปานาภาวนาตั้งแตขั้นท่ี ๙- ๑๒ ในจตุกกะที่สามน้ี มีการ
กาํ หนดจิตทีเ่ รียกวาจิตตานุปสสนาโดยเทากันหรือเสมอกันทุกขั้น แต
อาการที่กําหนดพิจารณานั้นตางกัน คือ ข้ันที่หน่ึงกําหนดจิตวามี
ลักษณะอยา งไรในขณะแหงอานาปานสติขั้นตาง ๆ ตั้งแตเริ่มทําอานา
ปานสติจนถงึ การทาํ อานาปานสติขั้นน้ี ข้ันที่สองกําหนดจิตที่ถูกทําให

๔๓ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๗/๒๗๗.
๔๔ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบูรณแ บบ, หนา ๑๖๔.
๔๕ วสิ ุทฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๒๓๖/๓๑๗.

๒๘๕


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลอื

บันเทิงอยูในธรรม หรือมีความบันเทิงอยูในธรรมโดยลักษณะที่สูงต่ํา
อยางไรขึ้นมาตามลําดับ ขั้นที่สามกําหนดจิตท่ีถูกทําใหตั้งม่ันและมี
ความต้งั ม่ันอยูอยางไรตามลําดับนับตั้งแตต าํ่ ทสี่ ดุ ถงึ สูงท่สี ดุ อยา งหยาบ
ทสี่ ดุ ถงึ อยา งละเอียดทสี่ ุด และขน้ั ทส่ี ี่ กําหนดจิตทีถ่ กู ทําใหปลอ ย และมี
ความปลอยอยูซึ่งกุศลธรรมตางๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เปนไปทุกขณะแหงลม
หายใจเขา–ออก จนเปนสตปิ ฏ ฐานภาวนาชนิดที่สามารถประมวลมาได
ซ่ึงคุณธรรมตา งๆ๔๖

พุทธทาสภิกขุอธิบายแนวปฏิบัติในหมวดที่ ๓ นี้ไววา ตองตั้ง
ตนมาต้ังแตกายานุปสสนา แลวก็มาเวทนานุปสสนาข้ันสุดทาย บังคับ
เวทนาทีเ่ ปนเครอื่ งปรงุ แตงจิตนัน้ ได จนทาํ ใหห ยุดปรุงแตงก็ได ใชจิตที่
ไดร บั การบงั คบั ใหมกี ารปรงุ แตง ไดห รือไมไดอยางไรน้ันมาเปนอารมณ
หรอื มาเปน นมิ ิตของจติ ตานปุ ส สนาสติปฏ ฐาน แบง ออกเปน ๔ ตอน คือ

๑. กําหนดลักษณะของจิต หมายความวา กําหนดลักษณะ
ของจิตในขณะน้ันวาจิตประกอบอยูดวยลักษณะอยางไร จิตมี
ราคะหรือไมม รี าคะ จติ มีโทสะหรือไมมโี ทสะ จติ มโี มหะหรอื ไมมี
โมหะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกวา จิตแชมชื่นหรือจิตหดหู อยางนี้เปนตน
หลายลักษณะแลว แตมันจะมีลักษณะอะไรข้ึนมาเปนเครื่อง
กําหนด เรากําหนดดลู กั ษณะของจิตในทกุ ลักษณะอยา งนเ้ี รอ่ื ยไป
จนรลู กั ษณะของจิตหมดสนิ้ ๔๗

๒.กําหนดจิตปราโมทย หมายความวา เมื่อเราบังคับจิตได
แลว เราก็บังคับจิตไปในลักษณะที่ใหจิตปราโมทย ซึ่งหมายถึง

๔๖ พุทธทาสภกิ ขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๖๒.
๔๗ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตสิ มบูรณแ บบ, หนา ๑๔๘.

๒๘๖


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

จิตที่มีปติและสุข แตละเอียดกวา สูงกวา ไมตองอาศัยองคฌาน
คือปติและสุขก็สามารถท่ีจะทําใหจิตปราโมทยไดทันที เม่ือ
สามารถบงั คับจิตไดอยางน้ีแลว ฝกบังคับจิตไปใหมีลักษณะเปน
จิตที่ปราโมทย ปราโมทยน้ีหมายถึงจิตท่ีมีปติและความสุขดวย
เหมือนกัน แตมันละเอียดไปกวา สูงไปกวา ไมตองอาศัยองค
ฌานคือปต แิ ละสขุ ก็สามารถทีจ่ ะทําจิตใหปราโมทยไดทันที เม่ือ
ประสบความสาํ เร็จในขัน้ นแี้ ลว ก็เลื่อนไป๔๘

๓. กําหนดจิตใหต้ังม่ัน หมายความวาบังคับจิตใหตั้งม่ัน คํา
วา "ต้งั มั่น" คอื ตัวสมาธิแท ในความเปนสมาธินั้นตอง มีลักษณะ
๓ ประการ คอื

๑) ปริสุทโธ แปลวา บริสุทธิ์คือสะอาด ไมมีนิวรณ
รบกวน เปนตน

๒) สมาหโิ ต คือ ตัง้ มน่ั แนนแฟน เขมแข็ง มัน่ คง
๓) กัมมนโี ย คือ ไวตอ หนาท่ี หนาที่ของมันคือการ
พจิ ารณา เราจะใหมนั ทาํ หนา ท่ขี องมันคอื พจิ ารณาเมื่อใด
อยางไร ในลักษณะใดก็ไดทันที อยางนี้เรียกวาไวตอ
หนาทข่ี องมัน
จิตเปนสมาธิอยางสมบูรณในลักษณะเปนรากฐานของ
วิปส สนา๔๙
๔. กําหนดจิตใหป ลอ ยสงิ่ ท่มี าหอหมุ จติ หมายความวา ทําจิต
ใหปลอยจากส่ิงที่กําลังหอหุมจิตอยูในขณะนั้น เชนความโลภ

๔๘ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติสมบูรณแ บบ, หนา ๑๕๖.
๔๙ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตสิ มบรู ณแ บบ, หนา ๑๖๐.

๒๘๗


บทที่ ๕ วิธีปฏิบัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลือ

ความโกรธ ความหลง ความกลัว ความเกลียด ความอิจฉาริษยา
เปน ตน เราก็ฝก ในลักษณะท่ีสามารถสลัดจิตเหลาน้ีใหออกไปได
ทนั ที เรยี กวาฝก จติ ใหป ลอย๕๐
การปฏิบตั อิ านาปานสติภาวนาในหมวดน้ีพุทธทาสภิกขุมีแนวคํา
สอนสอดคลองกับหลักการในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค หรือกลาวไดวา
ทานนําหลักการในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค๕๑ มาอธิบายเทาน้ันเอง๕๒
ดงั ทท่ี า นสรุปวา

“ในจตกุ กะท่สี ามนี้ มีการกําหนดจิตท่ีเรียกวาจิตตานุปสสนา
โดยเทากันหรือเสมอกันทุกข้ัน แตอาการที่กําหนดพิจารณานั้น
ตางกัน คือข้ันท่ีหน่ึงกําหนดจิตวามีลักษณะอยางไรในขณะแหง
อานาปานสติข้ันตางๆ ตั้งแตเริ่มทําอานาปานสติจนถึงการทํา
อานาปานสติข้ันนี้ ขั้นที่ ๒ กําหนดจิตท่ีถูกทําใหบันเทิงอยูใน
ธรรม หรือมีความบันเทิงอยูในธรรมโดยลักษณะที่สูงตํ่าอยางไร
ข้ึนมาตามลําดับ ข้ันที่สามกําหนดจิตที่ถูก ทําใหต้ังมั่น และมี
ความต้ังม่ันอยูอยางไรตามลําดับ นับต้ังแตตํ่าที่สุดถึงสูงท่ีสุด
อยางหยาบที่สดุ ถึงอยางละเอียดที่สุด และขัน้ ทสี่ ี่ กําหนดจติ ทถ่ี ูก
ทําใหปลอย และมคี วามปลอ ยอยซู ่งึ กุศลธรรมตางๆ ซึ่งท้ังหมดนี้
เปนไปทุกขณะท่ีมีสติรูลมหายใจเขา–ออกจนเปนสติปฏฐาน
ภาวนา ชนิดทสี่ ามารถประมวลมาไดซ งึ่ คณุ ธรรมตางๆโดยทาํ นอง

๕๐ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติสมบูรณแ บบ, หนา ๑๖๔.
๕๑ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป. ปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๑๖๔.
๕๑ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ ป. (บาล)ี ๓๑/๑๗๖-๑๗๙/๒๗๒-๒๗๙.
๕๒ ดใู น พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๒๗-๓๖๒.

๒๘๘


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลอื

เดียวกนั และเสมอกัน”๕๓
เมอื่ ปฏบิ ตั ิไดท ้งั ๓ หมวด คือ กายานุปสสนา เวทนานุปสสนา

จติ ตานปุ สสนา ในลกั ษณะดังกลาวแลวก็เรียกวาประสบความสําเร็จใน
สว นสมถะเปนอยา งสงู สดุ ตอ ไปเล่อื นไปในสตปิ ฏฐานท่ี ๔ ท่เี รียกวา ธมั
มานปุ สสนาสติปฏ ฐานซ่ึงเปน วิปสสนาโดยสมบรู ณ๕๔ จดั เปนหมวดแหง
การเจริญภาวนาท่ีพิจารณาธรรม คือความจริงที่ปรากฏออกมาเปน
อารมณ แทนทจี่ ะกําหนดพจิ ารณาเพียงกายคอื ลมหายใจ กพ็ ิจารณาทง้ั
เวทนาคอื ปต แิ ละสขุ และพิจารณาจิตในลกั ษณะตางกัน๕๕

๕๓ พุทธทาสภกิ ขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๖๒.
๕๔ พทุ ธทาสภกิ ขุ, วิธีฝก สมาธิวิปสสนา ฉบบั สมบูรณ, หนา ๓๒.
๕๕ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๓๖๓.

๒๘๙


บทที่ ๕ วธิ ีปฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลอื

๕.๓ ปฏิบัติอานาปานสติกาํ หนดสภาพธรรมเปนอารมณ

คมั ภีรม ชั ฌมิ นกิ าย อุปรปิ ณ ณาสก พระผูพระภาคเจาทรงจําแนก
อานาปานสติข้ันท่ี ๑๓ -๑๖โดยความเปนธัมมานุปสสนาสติปฏฐานวา
“ผูปฏิบัตพิ ิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทั้งหลาย มคี วามเพียร มสี มั ปชญั ญะ
มีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได เธอเห็นการละอภิชฌาและ
โทมนัสดว ยปญ ญาแลว ยอมเปนผูวางเฉยไดดี เพราะเหตุน้ัน จึงชื่อวา
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู”๕๖ อานาปานสติหมวดน้ี
พระองคต รัสถึงการเจริญวปิ สสนาลว น๕๗

๕.๓.๑ พิจารณาเหน็ ความไมเ ทยี่ ง
พระผูพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดพิจารณาความไมเที่ยงใน
รูป-นาม วา “อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสสิ ฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺส-
สิสฺสามีติ สิกฺขต.ิ ”
เธอยอมสําเหนยี กวา เราจกั พิจารณาเห็นความไมเที่ยงหายใจเขา
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักพิจารณาเห็นความไมเท่ยี งหายใจออก

คัมภีรอรรถกถาอธิบายวา ส่ิงที่ไมเที่ยงก็คือขันธท้ัง ๕ น่ันเอง
เพราะขันธท ัง้ ๕ มีความเกิดขน้ึ เสอื่ มไป และเปล่ียนแปลงไป อนิจจตา
ก็คอื ความท่ีขันธทั้ง ๕ เกดิ มาแลว ไมตงั้ อยตู ามอาการที่เกดิ มา สลายไป
ดบั ไปทุกขณะ

การพิจารณาเหน็ ความไมเ ที่ยง ในขันธท ้งั ๕ ดว ยอํานาจแหง

๕๖ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๙๑.
๕๗ วสิ ทุ ธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๒๓๖/๓๑๗.

๒๙๐


บทที่ ๕ วธิ ีปฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลอื

ความเปนสภาพธรรมทีไ่ มเ ที่ยง๕๘
พระสารีบุตรเถระอธิบายคําวา ไมเท่ียง วา โยคีเม่ือเห็นความ

เกดิ ขน้ึ แหง รูปขันธ ยอ มเห็นลักษณะ ๕ ประการ คือ
๑. เหน็ ความเกิดข้ึนแหงรูปขันธ โดยความเกิดข้ึนแหงปจจัย

วา “เพราะอวิชชาเกิด รูปจงึ เกดิ ”
๒. เห็นความเกดิ ข้ึนแหง รูปขันธ โดยความเกิดขึ้นแหงปจจัย

วา “เพราะตณั หาเกดิ รูปจึงเกิด”
๓. เห็นความเกดิ ข้ึนแหง รูปขันธ โดยความเกิดข้ึนแหงปจจัย

วา “เพราะกรรมเกิด รปู จึงเกิด”
๔. เหน็ ความเกดิ ขนึ้ แหง รูปขันธ โดยความเกิดข้ึนแหงปจจัย

วา “เพราะอาหารเกดิ รปู จึงเกดิ ”
๕. เมือ่ เห็นลักษณะแหง ความบังเกิด ก็ยอมเห็นความเกิดข้ึน

แหง รปู ขันธ

โยคีเม่ือเห็นความเส่ือมแหงรูปขันธ ยอมเห็นลักษณะ ๕
ประการ คือ

๑. เห็นความเสื่อมแหงรูปขันธ โดยความดับแหงปจจัยวา
“เพราะอวชิ ชาดับ รูปจงึ ดบั ”

๒. เห็นความเส่ือมแหงรูปขันธ โดยความดับแหงปจจัยวา
“เพราะตัณหาดับ รูปจงึ ดบั ”

๓. เห็นความเส่ือมแหงรูปขันธ โดยความดับแหงปจจัยวา
“เพราะกรรมดับ รปู จึงดบั ”

๕๘ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๗๒, วสิ ทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๒๓๖/๓๑๖.
๒๙๑


บทที่ ๕ วิธีปฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลือ

๔. โยคียอมเห็นความเส่ือมแหงรูปขันธ โดยความดับแหง
ปจ จยั วา “เพราะอาหารดบั รปู จงึ ดับ”

๕. แมเม่ือเห็นลักษณะแหงความแปรผัน ก็ยอมเห็นความ
เส่อื มแหงรปู ขนั ธ

โยคเี ม่อื เห็นความเกิดข้ึนแหงเวทนาขันธ ยอมเห็นลักษณะ
๕ ประการ คือ

๑. เห็นความเกิดขึ้นแหงเวทนาขันธ โดยความเกิดข้ึนแหง
ปจจยั วา “เพราะอวชิ ชาเกดิ เวทนาจึงเกดิ ”

๒. เหน็ ความเกิดข้ึนแหงเวทนาขันธ โดยความเกิดข้ึนแหง
ปจ จัยวา “เพราะตณั หาเกดิ เวทนาจึงเกิด”

๓. เห็นความเกิดข้ึนแหงเวทนาขันธ โดยความเกิดข้ึนแหง
ปจจัยวา “เพราะกรรมเกดิ เวทนาจึงเกดิ ”

๔. เห็นความเกิดข้ึนแหงเวทนาขันธ โดยความเกิดขึ้นแหง
ปจ จัยวา “เพราะผัสสะเกดิ เวทนาจึงเกิด”

๕. แมเม่ือเห็นลักษณะแหงความบังเกิด ก็ยอมเห็นความ
เกิดขน้ึ แหงเวทนาขันธ

โยคีเมื่อเห็นความเสื่อมแหงเวทนาขันธ ยอมเห็นลักษณะ ๕
ประการ คือ

๑. เหน็ ความเสือ่ มแหงเวทนาขนั ธ โดยความดับแหงปจจัยวา
“เพราะอวชิ ชาดบั เวทนาจึงดบั ”

๒. เห็นความเส่ือมแหงเวทนาขันธ โดยความดับแหงปจจัย
วา “เพราะตัณหาดับ เวทนาจงึ ดับ”

๒๙๒


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

๓. เห็นความเส่ือมแหงเวทนาขันธ โดยความดับแหง
ปจจัยวา “เพราะกรรมดบั เวทนาจงึ ดบั ”

๔. เห็นความเส่ือมแหงเวทนาขันธ โดยความดับแหงปจจัย
วา “เพราะผัสสะดบั เวทนาจึงดบั ”

๕. แมเม่ือเห็นลักษณะแหงความแปรผัน ก็ยอมเห็นความ
เสอื่ มแหง เวทนาขนั ธ

เมอ่ื เหน็ ความเกดิ ขน้ึ และความเสอ่ื มแหง เวทนาขันธ ยอ มเห็น
ลักษณะ ๑๐ ประการนี้

โยคเี ม่อื เหน็ ความเกิดขึ้นแหงสัญญาขันธ ฯลฯ โยคีเม่ือเห็น
ความเกดิ ขน้ึ แหง วญิ ญาณขนั ธ ยอ มเหน็ ลักษณะ ๕ ประการ คอื

๑. เหน็ ความเกิดขนึ้ แหงวิญญาณขันธโดยความเกิดข้ึนแหง
ปจ จัยวา “เพราะอวิชชาเกิด วญิ ญาณจึงเกิด”

๒. เห็นความเกิดข้ึนแหงวิญญาณขันธ โดยความเกิดข้ึน
แหงปจจัยวา “เพราะตณั หาเกดิ วญิ ญาณจึงเกดิ ”

๓. เห็นความเกิดขึ้นแหงวิญญาณขันธ โดยความเกิดข้ึน
แหง ปจ จยั วา “เพราะกรรมเกดิ วญิ ญาณจงึ เกิด”

๔. เห็นความเกิดขึ้นแหง วญิ ญาณขันธ โดยความเกิดขึ้นแหง
ปจจยั วา “เพราะนามรปู เกดิ วญิ ญาณจงึ เกดิ ”

๕. แมเม่ือเห็นลักษณะแหงความบังเกิด ก็ยอมเห็นความ
เกดิ ข้ึนแหง วญิ ญาณขนั ธ

โยคีเม่อื เหน็ ความเส่อื มแหง วิญญาณขันธ ยอ มเห็นลักษณะ ๕
ประการ คือ

๑. เหน็ ความเสอ่ื มแหง วิญญาณขนั ธ โดยความดบั แหงปจ จยั

๒๙๓


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

วา “เพราะอวิชชาดบั วิญญาณจงึ ดบั ”
๒. เห็นความเส่อื มแหง วิญญาณขนั ธ โดยความดบั แหง ปจ จยั

วา “เพราะตัณหาดบั วิญญาณจึงดบั ”
๓. เหน็ ความเสื่อมแหง วญิ ญาณขนั ธ โดยความดับแหงปจจัย

วา “เพราะกรรมดบั วิญญาณจงึ ดบั ”
๔. เหน็ ความเสื่อมแหงวญิ ญาณขนั ธ โดยความดับแหงปจจัย

วา “เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ”
๕. แมเม่ือเห็นลักษณะแหงความแปรผัน ก็ยอมเห็นความ

เส่ือมแหง วญิ ญาณขนั ธ
เมอ่ื เหน็ ความเกดิ ข้ึนและความเส่ือมแหงวิญญาณขันธ ยอมเห็น
ลักษณะ ๑๐ ประการน้ี

โยคีเมื่อเห็นความเกิดข้ึนแหงเบญจขันธ ยอมเห็นลักษณะ ๒๕
ประการนี้เมื่อเห็นความเส่ือมแหงเบญจขันธ ยอมเห็นลักษณะ ๒๕
ประการน้ี เมื่อเหน็ ความเกดิ ข้นึ และความเสือ่ มแหง เบญจขนั ธ ยอ มเหน็
ลักษณะ ๕๐ ประการน้ี

ช่อื วาญาณเพราะมสี ภาวะรูธรรมน้นั ช่อื วาปญ ญาเพราะมีสภาวะ
รชู ดั เพราะเหตุนัน้ จงึ กลา ววา ปญ ญาในการพจิ ารณาเหน็ ความแปรผัน
แหงธรรมท้งั หลายทเ่ี ปน ปจจบุ ัน ชื่อวาอทุ ยัพพยานุปสสนาญาณ

รปู ขนั ธมีอาหารเปน เหตุเกิด เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขาร
ขันธ มผี ัสสะเปนเหตเุ กิด วิญญาณขนั ธมนี ามรปู เปนเหตเุ กดิ ๕๙

เมือ่ เห็นความเกดิ ข้นึ และความเสื่อมไปแหงเบญจขันธ ยอมเห็น
ลักษณะ ๕๐ น้ี

๕๙ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๕๐/๗๗.
๒๙๔


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลอื

ภกิ ษสุ าํ เหนยี กวา “เราพิจารณาเห็นวาไมเที่ยงในรูป หายใจเขา”
สําเหนียกวา “เราพจิ ารณาเหน็ วา ไมเที่ยงในรูป หายใจออก” สําเหนียก
วา “เราพิจารณาเหน็ วาไมเ ทย่ี งในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร
ฯลฯ ในวิญญาณฯลฯ ในจกั ขุฯลฯ สําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นวาไม
เทย่ี งในชราและมรณะหายใจเขา” สาํ เหนยี กวา “เราพิจารณาเห็นวาไม
เท่ยี งในชราและมรณะหายใจออก”ธรรมทั้งหลายดวยอาํ นาจความเปนผู
พิจารณาเหน็ วา ไมเที่ยงหายใจเขา หายใจออกยอมปรากฏ ความปรากฏ
เปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ ธรรมยอมปรากฏ ไมใชสติ สติ
ปรากฏดวยเปน ตัวระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเหลาน้ันดวยสติ
น้ันดวยญาณนั้น เหตุนั้น ทานจึงกลาววา “สติปฏฐานภาวนาคือการ
พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย๖๐

ในแนวปฏบิ ตั ิ : กาํ หนดความไมเท่ียง หมายความวา กําหนดลม
หายใจยาว และพจิ ารณาความไมเ ที่ยงของลมหายใจยาว แลวกําหนด
ลมหายใจสั้น พิจารณาความไมเท่ียงของลมหายใจสั้น พิจารณาลม
หายใจท่ีปรุงแตงกายและกําหนดความไมเที่ยงของการปรุงแตงกาย
พิจารณาอาการที่ทําการระงับลมหายใจไมใหปรุงแตงกายได แลว
พจิ ารณาความไมเที่ยง แลวเล่ือนมาพิจารณาในสวนของเวทนานุปสส
นา คือพจิ ารณาวา ปต นิ ้ันไมเทยี่ ง ความสุขไมเทยี่ ง ปต ิและสุขซึง่ ปรุงแต
จิตน้ันก็ไมเที่ยง และการระงับเวทนาไมใหปรุงแตงจิตน้ีก็ลวนแตมี
ลักษณะไมเท่ียง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากน้ันเลื่อนมา
พจิ ารณาจติ ตานุปสสนาตามลําดับขั้นตอนลวนแตไมเท่ียง เมื่อประสบ
ความสาํ เร็จในการพิจารณาความไมเ ที่ยง กจ็ ะเกิดวิราคะ คอื ความเบื่อ-

๖๐ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๐/๒๗๙.
๒๙๕


บทที่ ๕ วิธปี ฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

หนาย ความสลดสังเวช ความคลายกาํ หนัดจากสงิ่ ทย่ี ึดมัน่ ถือมัน่ ๖๑
ในคัมภีรกลาวถงึ สิ่งท่ีไมเ ท่ยี งไวก วา งๆ วา คอื ขนั ธท งั้ ๕ ไมไ ดร ะบุ

จําเพาะลงไปวา ในขณะปฏิบัติอานาปานสติขันธ ๕ น้ันไดแกอะไรบาง
พุทธทาสภิกขุไดกลาวระบุจําเพาะไวชัดเจนวา สิ่งท่ีไมเที่ยงก็คือ ลม
หายใจยาว ลมหายใจส้ัน เวทนา และจติ ๖๒ นัน่ เอง

๕.๓.๒ พิจารณาเห็นความจางคลาย
พระผูพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดพิจารณาเห็นความจาง
คลายของรูป-นาม วา “วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคา-
นปุ สฺสี ปสฺสสสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ”
เธอยอมสาํ เหนยี กวา “เราจักพิจารณาเห็นความจางคลายหายใจ
เขา” ยอมสําเหนียกวา “เราจกั พจิ ารณาเห็นความจางคลายหายใจออก”

คัมภีรวสิ ุทธมิ รรค และอรรถกถาอธบิ ายวา วิราคะมี ๒ คือ
๑) ขยวิราคะ (ความคลายโดยสิ้นไป) คือ ความสลายไปทุกๆ
ขณะแหง สังขารทัง้ หลาย
๒) อจั จนั ตวิราคะ (ความคลายถงึ ทสี่ ดุ ) คอื พระนพิ พาน

วิปสสนาและมรรคอันเปนไปโดยอนุปสสนา ๒ อยางน้ัน ชื่อวา
วิราคานุปสสนา โยคีเปนผปู ระกอบดว ยอนปุ ส สนาท้งั ๒ อยา งนัน้ หายใจ
เขาและหายใจออกอยูพึงทราบวา ช่ือวา สําเหนียกวา'เราจักเปนผู
พิจารณาเห็นความจางคลายหายใจเขา หายใจออก๖๓

๖๑พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบรู ณแบบ, หนา ๑๗๔.
๖๒พทุ ธทาสภิกข,ุ วธิ ีฝกสมาธิวิปสสนา ฉบบั สมบรู ณ, หนา ๓๓.
๖๓ วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๒/๒๓๖/๓๑๖.

๒๙๖


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

พระสารีบุตรเถระอธิบายวา พิจารณาเห็นความจางคลายหายใจ
เขา คือ ภิกษุเห็นโทษในรูปแลวเกิดฉันทะในความจางคลายจากรูป
นอ มใจเชอ่ื ดว ยสัทธา และมจี ติ ตัง้ มั่นดว ยดี

ภิกษเุ ห็นโทษในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ใน
วิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ ภิกษุเห็นโทษในชราและมรณะแลวเกิด
ฉนั ทะในความจางคลายในชรา และมรณะนอมใจเชื่อดวยศรัทธา และมี
จิตต้ังมั่นดวยดี” สําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความจางคลายในชรา
และมรณะหายใจเขา ” สําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความจางคลายใน
ชราและมรณะหายใจออก” ธรรมท้ังหลายดวยอํานาจความเปนผู
พิจารณาเห็นความจางคลายหายใจเขาหายใจออก ยอมปรากฏ ความ
ปรากฏเปน สติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ ธรรมยอมปรากฏ ไมใชสติ
สติปรากฏดว ยเปนตวั ระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเหลาน้ันดวย
สตนิ ัน้ ดว ยญาณน้ัน เพราะเหตุน้ันทานจึงกลาววา “สติปฏฐานภาวนา
คอื การพจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลายอยู”๖๔

วิสุทธิยอมปรากฏ : ช่ือวา สีลวิสุทธิ เพราะมีความหมายวา
เปนผูพิจารณาเห็นความจางคลายระวังลมหายใจเขาหายใจออก ฯลฯ
เมื่อภิกษุรูความที่จิตเปนเอกัคคตารมณ ไมฟุงซานดวยอํานาจความ
เปน ผูพ จิ ารณาเห็นความจางคลายหายใจเขา หายใจออก ฯลฯ ยอ มทําให
อินทรียท้ังหลายประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุน้ัน ทานจึงกลาววา “และรู
แจงธรรมอนั มีความสงบเปน ประโยชน๖๕

๖๔ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๘๐/๒๘๐.
๖๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๐/๒๘๑.

๒๙๗


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลือ

เมื่อกําหนดความไมเท่ียงเปนผลสําเร็จ จิตก็จางคลายออกจาก
ความยึดม่ันถือม่ัน ฉะนั้น จึงกําหนดวิราคะ (ความจางคลายออกจาก
ความยึดมน่ั ถอื ม่นั หรือกิเลส) เปนอารมณอยูในขณะนั้น ทุกคร้ังท่ีมีการ
หายใจเขา -ออก เม่ือขั้นนี้เปนไปดวยดี ประสบความสําเร็จก็ทําข้ัน ๑๕
ตอไป๖๖

๕.๓.๓ พจิ ารณาเห็นความดบั
พระผพู ระภาคเจา ตรัสสอนการกาํ หนดพจิ ารณาเห็นความดับของ
รูป-นาม วา “นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. นิโรธานุปสฺสี
ปสฺสสสิ ฺสามีติ สิกขฺ ติ”
เธอยอมสําเหนยี กวา “เราจกั พจิ ารณาเหน็ ความดับไปหายใจเขา”
เธอยอมสาํ เหนยี กวา “เราจักพิจารณาเหน็ ความดับไปหายใจออก”

พระสารีบุตรเถระอธบิ ายวา พจิ ารณาเห็นความดบั หายใจเขา คือ
ภิกษเุ ห็นโทษในรูปแลวเกิดฉันทะในความดับแหงรูป นอมใจเช่ือดวย
ศรัทธา และมีจติ ตั้งมัน่ ดว ยดี สาํ เหนยี กวา “เราพิจารณาเห็นความดับใน
รปู หายใจเขา ” สาํ เหนียกวา “เราพิจารณาความดับในรปู หายใจออก”

ภกิ ษเุ ห็นโทษในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ใน
วญิ ญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ (เหน็ โทษในวิปสสนาภมู ิ ๖)๖๗ เห็นโทษใน
ชราและมรณะแลวเกดิ ฉนั ทะในความดับแหงชราและมรณะ นอมใจเชื่อ

๖๖ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบรู ณแ บบ, หนา ๑๘๓.
๖๗ ธรรมทีเ่ ปนพน้ื ฐานของการปฏิบตั วิ ิปส สนา เรียกวา วปิ สสนาภูมิ มี ๖
หมวด ไดแก ขนั ธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อนิ ทรยี  ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏจิ จสมปุ
บาท ๑๒ เมอ่ื ยอลงแลวกเ็ ปน เพยี งรปู กับนาม เทา น้ัน

๒๙๘


บทท่ี ๕ วธิ ปี ฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

ดว ยศรทั ธาและมีจิตตงั้ มนั่ ดวยดี สําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความ
ดบั ในชราและมรณะหายใจเขา ” สาํ เหนยี กวา “เราพิจารณาเห็นความดับ
ในชราและมรณะหายใจออก”

โทษในอวชิ ชา มเี พราะอาการ ๕ อยาง อวชิ ชาดบั เพราะอาการ ๘
อยา ง คือ

๑. โทษในอวิชชา มเี พราะมีสภาวะไมเที่ยง
๒. โทษในอวิชชา มีเพราะมีสภาวะเปน ทกุ ข
๓. โทษในอวชิ ชา มเี พราะมสี ภาวะเปนอนตั ตา
๔. โทษในอวชิ ชา มีเพราะมีสภาวะเปน เหตใุ หเ ดอื ดรอน
๕. โทษในอวิชชา มเี พราะมสี ภาวะแปรผัน

อวชิ ชาดบั เพราะอาการ ๘ อยา ง อะไรบาง คือ
๑. อวชิ ชาดับ เพราะตนเหตดุ บั
๒. อวชิ ชาดับ เพราะสมทุ ัยดับ
๓. อวิชชาดับ เพราะชาตดิ ับ
๔. อวชิ ชาดบั เพราะอาหารดบั
๕. อวิชชาดบั เพราะเหตดุ ับ
๖. อวชิ ชาดบั เพราะปจจัยดบั
๗. อวชิ ชาดับ เพราะญาณเกิดข้นึ
๘. อวชิ ชาดบั เพราะนิโรธปรากฏ
ภิกษเุ ห็นโทษในอวิชชาเพราะอาการ ๕ อยางนี้แลว เกิดฉันทะใน
ความดบั อวิชชา เพราะอาการ ๘ อยางนี้ นอมใจเชื่อดวยศรัทธาและมี
จติ ตงั้ มน่ั ดสี ําเหนียกวา “พิจารณาเห็นความดับแหงอวิชชาหายใจเขา”
สาํ เหนยี กวา “เราพิจารณาเห็นความดบั แหงอวชิ ชาหายใจออก”

๒๙๙


บทที่ ๕ วธิ ปี ฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลือ

โทษในสังขาร ในวญิ ญาณ ในนามรูป ในสฬายตนะ ในผัสสะ ใน
เวทนา ในตณั หา ในอุปาทาน ในภพ ในชาติ ในชราและมรณะกม็ ีอาการ
เชนเดยี วกนั คอื ภิกษเุ หน็ โทษในชราและมรณะ เพราะอาการ ๕ อยาง
น้ีแลว เกิดฉนั ทะในความดบั แหง ชราและมรณะ เพราะอาการ ๘ อยาง
น้ี นอมใจเชื่อดวยศรัทธา และมีจิตตั้งม่ันดวยดี สําเหนียกวา “เรา
พิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะหายใจเขา”สําเหนียกวา “เรา
พจิ ารณาเหน็ ความดบั ในชราและมรณะหายใจออก” ธรรมทั้งหลายดวย
อํานาจความเปนผูพิจารณาเห็นความดับหายใจเขาหายใจออก ยอม
ปรากฏความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ ธรรมยอม
ปรากฏ ไมใ ชส ติ สตปิ รากฏดว ย เปน ตวั ระลึกดวย ภกิ ษุพิจารณาเห็น
ธรรมเหลา น้ันดว ยสตินนั้ ดวยญาณนั้น เพราะเหตนุ ั้น ทานจึงกลาววา
“สตปิ ฏฐานภาวนาคอื การพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมทัง้ หลาย๖๘

กําหนดความที่ทุกขด บั ลงไป คอื ถามวี ริ าคะ (ความจางคลายแหง
กเิ ลสแลว ) ตองมีความทท่ี ุกขด ับลงไป กาํ หนดตัวความดบั แหง ทุกขเปน
อารมณอยทู กุ คร้งั ที่หายใจเขาออก พิจารณาการท่ีความทุกขดับไปใน
ลกั ษณะที่เปนนโิ รธเรอ่ื ยไป ถอื วาเปนความดบั ทกุ ขท ่สี มบูรณ ๖๙

๖๘ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๐ /๒๘๑.
๖๙ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติสมบรู ณแบบ, หนา ๑๘๘.

๓๐๐


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลอื

๕.๓.๔ พิจารณาเห็นความสละคืน
พระผมู พี ระภาคเจาตรสั สอนการพิจารณาเหน็ ความสละคืนซ่ึงรูป-
นามวา “ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
ปสสฺ สิสสฺ ามีติ สิกขฺ ต.ิ ”
เธอยอมสําเหนียกวา “เราจักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจ
เขา” เธอยอมสําเหนียกวา “เราจักพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจ
ออก”๗๐
คัมภีรว ิสุทธิมรรค และอรรถกถาพระวินัยอธิบายวา คําวา ปฏินิส
สัคคานุปส สนา เปนชือ่ แหง วปิ สสนาและมรรค คอื วปิ สสนายอมสละคืน
เสียซ่ึงกิเลสพรอมท้ังขันธ(วิบาก)และอภิสังขาร(กรรม) ดวยอํานาจต
ทังคปหาน และยอมเขาไปในพระนิพพานอันตรงกันขามกับกิเลสน้ัน
โดยความท่นี อมโนม ไปทางนัน้ เพราะเห็นโทษในสงั ขตธรรม เพราะเหตุ
น้ัน จึงเรยี กวา ความสละคืน มี ๒ คือ
๑) ปรจิ จาคปฏินสิ สัคคะ (ความสละคืนดวยการสละเสีย) คือ สละ
เสียซงึ่ กิเลสพรอมท้ังขนั ธค ือวิปาก และอภิสังขาร คือกรรม ดวยอํานาจ
ตทังคปหาน

๒) ปก ขันทนปฏนิ สิ สคั คะ (ความสละคนื ดวยการแลน เขาไป)
คือความแลน ไปในพระนพิ พาน อันตรงกนั ขามกับกิเลสโดยความนอม
ไปแหง ปญ ญา เหน็ โทษในสังขตธรรม

วปิ สสนาญาณและมรรคญาณท้ัง ๒ นี้เรียกวา อนุปสสนา เพราะ
เหน็ พระนิพพานภายหลังญาณกอนๆ โยคีภิกษุเปนผูประกอบดวยปฏิ
นิสสัคคานุปสสนาท้ัง ๒ อยางน้ัน หายใจเขาและหายใจออกอยู พึง

๗๐ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๑/๑๓๑, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๙๗๗/๔๕๔.
๓๐๑


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

ทราบวา ช่ือวาสําเหนียกวา “เราจักเปนผูพิจารณาเห็นความสละทิ้ง
หายใจเขา หายใจออก”๗๑

พระสารีบุตรเถระอธบิ ายวา จิตสละรูป เปนความสละคืนดวยการ
สละเสยี จติ แลนไปในนิพพานซ่ึงเปน ความดับแหงรูป เปนความสละคืน
ดวยความแลน ไป ภิกษุสําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความสละคืนใน
รปู หายใจเขา” สาํ เหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปหายใจ
ออก” จิตสละเวทนา ฯลฯ สัญญาฯลฯ สังขาร ฯลฯวิญญาณ ฯลฯ จักขุ
ฯลฯ จิตสละชราและมรณะ เพราะฉะน้ัน จึงเปนความสละคืนดวยการ
สละเสีย จิตแลนไปในนิพพานซ่ึงเปนความดับแหงชราและมรณะ
เพราะฉะน้นั จึงเปน ความสละคืนดว ยความแลนไป

ภิกษุสาํ เหนียกวา “เราพจิ ารณาเหน็ ความสละคืนในชราและมรณะ
หายใจเขา” สําเหนียกวา “เราพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและ
มรณะหายใจออก” ธรรมท้ังหลายดวยอํานาจความเปนผูพิจารณาเห็น
ความสละคืนหายใจเขาหายใจออก ยอมปรากฏ ความปรากฏเปนสติ
การพจิ ารณาเห็นเปน ญาณ ธรรมยอมปรากฏ ไมใชสติ สติปรากฏดวย
เปนตัวระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเหลาน้ันดวยสตินั้น ดวย
ญาณนั้น เพราะเหตุน้ัน ทานจึงกลาววา “สติปฏฐานภาวนา คือการ
พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลาย๗๒

วิธีกาํ หนดพิจารณาอารมณ : กาํ หนดตามเห็นวาไมเที่ยง ในเวลา
หายใจเขา -ออก หมายความวา ขันธ ๕ มคี วามเกิดข้นึ และความเสื่อม
ไป ความท่ีมีแลวกลับไมมีของขันธ ๕ ความไมต้ังอยูตามอาการนั้นๆ

๗๑ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๗๒, วิสุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๒๓๖/๓๑๗.
๗๒ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑๘๒/๒๘๕.

๓๐๒


บทท่ี ๕ วิธปี ฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลอื

สลายดับไปทุกขณะ ในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค พระสารีบุตรอธิบายวิธี
เจริญวิปส สนาวา

ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเหลาน้ันอยางไร คือพิจารณาเห็น
โดยความไมเ ท่ียง ไมพิจารณาเห็นโดยความเที่ยง พิจารณาเห็น
โดยความเปนทุกข ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนสุข พิจารณา
เห็นโดยความ เปนอนัตตา ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนอัตตา
ยอมเบ่ือหนาย ไมยินดี ยอมคลายกําหนัด ไมกําหนัด ยอมทํา
ราคะใหดับ ไมใหเกิด ยอมสละคืน ไมยึดถือ เม่ือพิจารณาเห็น
โดยความไมเท่ียง ยอมละนิจจสัญญาได เมื่อพิจารณาเห็นโดย
ความเปน ทุกข ยอมละสุขสัญญาได เม่ือพิจารณาเห็นโดยความ
เปน อนตั ตา ยอ มละอัตตสญั ญาได เมื่อเบื่อหนาย ยอมละได เมื่อ
คลายกําหนดั ยอ มละราคะได เมื่อทําราคะใหด บั ยอมละสมุทัยได
เมอ่ื สละคืน ยอ มละความยึดถือได ภิกษนุ น้ั พจิ ารณาเห็นธรรมนน้ั
อยางน้ี ๗๓

อานาปานสติหมวดที่ ๔ เปนวิปสสนาลวนๆ ใน ๓ หมวดแรก
เปนท้งั สมถะและวปิ สสนาเจอื กนั ๗๔

การตามเห็นความสลัดคืน คือ กําหนดตามเห็นความสละในการ
ยึดมั่นในเวลาหายใจออกและเขา หมายถึง ละการยึดถือดวยอุปาทาน
มีอัตตวาทุปาทานเปนตนดวยอํานาจของวิปสสนา๗๕ กําหนดความที่
อะไรๆ ที่ตัวยดึ มั่นน้ันถูกสลัดท้ิงกลับไปเรียกวา ปฏินิสสัคคะ พูดเปน

๗๓ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๐/๒๘๐.
๗๔ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.อ.(บาล)ี ๒/๖๒/๑๑๖-๑๑๘.
๗๕ ดรู ายละเอียด พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา., หนา ๖๖ -๔๑๘.

๓๐๓


บทท่ี ๕ วิธีปฏบิ ัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่เี หลือ

อุปมาก็ไดว า กอนน้ีเราเปน โจรปลนธรรมชาติ เอาของธรรมชาติมาเปน
ตัวก-ู ของกู เปน ตวั ตน ของตน พอรไู ปถึงท่สี ดุ จนดับทกุ ขไ ดอ ยางนี้ มัน
ก็เทากับคืนเจาของ โยนคืนใหเจาของ คือธรรมชาติ กําหนดพิจารณา
อาการท่ีสลัดความทุกขทั้งปวงออกไป พิจารณาวาดับทุกขน้ันไดสลัด
ความทกุ ขท ัง้ ปวงออกไปไดแ ลว๗๖

ในหมวดนี้ พุทธทาสภิกขุไดอธิบายสอดคลองกับหลักการใน
คัมภรี ๗ ๗ และแสดงแนวปฏิบัติไววา ดงั ตอ ไปนี้

๑. กําหนดความไมเทย่ี ง พุทธทาสใหความหมายวา กําหนดลม
หายใจยาว และพิจารณาความไมเท่ียงของลมหายใจยาว แลวกําหนด
ลมหายใจสั้น พิจารณาความไมเท่ียงของลมหายใจสั้น พิจารณาลม
หายใจที่ปรุงแตงกาย และกําหนดความไมเที่ยงของการปรุงแตงกาย
พิจารณาอาการท่ีทําการบังคับลมหายใจไมใหปรุงแตงกายไดแลว
พิจารณาความไมเท่ียง แลวเล่ือนมาพิจารณาในสวนของเวทนานุปสส
นา คอื พจิ ารณาวา ปต นิ น้ั ไมเทีย่ ง ความสขุ ไมเ ท่ยี ง ปติและสุขซงึ่ ปรุงแต
จิตนั้นก็ไมเที่ยง และการบังคับเวทนาไมใหปรุงแตงจิตนี้ก็ลวนแตมี
ลักษณะไมเ ทย่ี ง มกี ารเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา จากนั้นเลื่อนมาพิจารณา
จิตตานุปสสนาตามลําดับขั้นตอน ลวนแตไมเที่ยงเชนกัน เม่ือประสบ
ความสาํ เร็จในการพิจารณาความไมเที่ยง มันก็จะเกิดวิราคะ คือความ
เบ่ือหนาย ความสลดสังเวช ความคลายกําหนัดจากส่ิงท่ีเคยยึดม่ันถือ
มน่ั ๗๘

๗๖ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติสมบูรณแ บบ, หนา ๑๙๑.
๗๗ ดูรายละเอียดใน บทที่ ๓ หนา ๑๖๒.
๗๘ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสตสิ มบรู ณแ บบ, หนา ๑๗๔.

๓๐๔


บทท่ี ๕ วธิ ีปฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลอื

อนึ่ง ในขั้นน้พี ุทธทาสภิกขุไดอธิบายเพิ่มเติมพระบาลีที่ไมไดยก
พระไตรลักษณทั้ง ๓ ประการมากลาวใหครบถวนในหมวดนี้ท้ังท่ีการ
เจรญิ วิปสสนาตองยกอารมณข ึน้ พระไตรลักษณเพียงเทาน้ัน๗๙ไววา ใน
จตกุ กะทีส่ ี่นี้ มสี ่งิ ทีจ่ ะตองสนใจเปนส่ิงแรก คือทานไดกลาวถึงธรรม ๔
อยา ง คือ อนจิ จัง วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสคั คะ ซึง่ เหน็ ไดวา ไมม กี าร
กลาวถึงทุกขังและอนัตตา ผูท่ีเปนนักคิดยอมสะดุดตาในขอน้ี และมี
ความฉงนวาเรื่องทุกขและเร่ืองอนัตตา ไมมีความสําคัญหรือยางไร
เกี่ยวกับขอน้ี พึงเขาใจวา เรื่องความทุกขและความเปนอนัตตาน้ัน มี
ความสําคัญเต็มท่ีหากแตในท่ีนี้ ทานกลาวรวมกันไวกับเร่ืองอนิจจัง
เพราะความจรงิ มีอยวู า ถา เห็นความไมเ ทีย่ งถึงที่สดุ แลว ยอ มเห็นความ
เปนทุกขอยูในตัว ถาเห็นความไมเที่ยงและความเปนทุกขจริง ๆ แลว
ยอมเหน็ ความเปนอนตั ตา คือไมนายึดถือวาเปนตัวตน หรือตัวตนของ
เราอยูในตัว เหมือนอยางวาเมอ่ื เราเหน็ น้าํ ไหล เราก็ยอ มจะเห็นความที่
มนั พัดพาส่ิงตา ง ๆ ไปดวย หรือเห็นความที่มันไมเช่ือฟงใคร เอาแตจะ
ไหลทาเดียว ดังน้ีเปนตนดวย น้ียอมแสดงใหเห็นวา มันเปนเร่ืองท่ี
เนื่องกันอยา งที่ไมแยกออกจากกัน โดยใจความก็คือ เมื่อเห็นอยางใด
อยางหนึ่งถึงที่สุดจริงๆ แลว ยอมเห็นอีก ๒ อยางพรอมกันไปในตัว
ดงั น้ี เพราะเหตนุ ีเ้ องพระพทุ ธองคจ ึงไดกลา วถึงแตอนิจจัง และขามไป
กลา ววริ าคะ และนโิ รธะเปนลําดับไป โดยไมกลาวถึงทุกขังและอนัตตา
ในลักษณะท่ีแยกใหเ ดน ออกมาตา งหาก ในบาลีแหง อ่ืนมีพระพุทธภาษติ
ตรัสวา “ดูกอนเมธียะ อนัตตสัญญา ยอมปรากฏแกบุคคลผูมีอนิจจ

๗๙ ดูรายละเอยี ดใน ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๒/๒๗๑, ม.ม.ู อ. (บาลี) ๑/๖๕/
๑๖๙, ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๑/๑๕๕/๓๒๘, อภ.ิ สงฺ.อ. (บาลี) ๑/๑๐๐/๑๐๐.

๓๐๕


บทที่ ๕ วธิ ีปฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

สญั ญา ผมู อี นัตตสญั ญา ยอ มถงึ ซ่ึงการถอนเสยี ไดซ ึ่งอัสมมิ านะ ประสบ
นิพพานอยูในทิฏฐธรรม” ดังน้ี ขอน้ียอมแสดงอยูแลววา พระผูมีพระ
ภาคเจาทรงถือวา เม่ือมีอนิจจสัญญาก็เปนอันวามีอนัตตสัญญา และ
เปน อันวาละอัสมิมานะเสียได และลุถึงนิพพานอยใู นตวั กลาวใหส นั้ ทส่ี ดุ
ก็คือ ผมู ีอนิจจสัญญา ยอมลถุ งึ นิพพานไดน นั่ เอง แตพึงเขา ใจวาการเหน็
อนจิ จงั ในทน่ี ไ้ี มใชเห็นอยา งครึ่งๆ กลางๆ อยางที่มีกลาวอยูในบาลีบาง
แหงวา ลัทธิอ่ืนภายนอกพุทธศาสนาก็มีการเห็นอนิจจังอยางพิศดาร
เชน ลัทธิของศาสดาชื่ออารกะ เปนตน การเหน็ อนจิ จงั ทํานองนั้น แมจะ
พิศดารอยางไรก็มิใชเปนการเห็นอนิจจังดังกลาวถึงในท่ีนี้ คงยังเปน
อนิจจังภายนอกพทุ ธศาสนาอยูน่นั เอง ฉะนน้ั เปน อันวา การเห็นอนิจจัง
แหงอานาปานสติข้ันที่สิบสามน้ี มีความหมายเฉพาะของมันเอง ไม
เหมือนกบั ใครในทีอ่ นื่ ๆ กลาวคือ ในท่ีน้ีเห็นลึกไปถึงทุกขังและอนัตตา
พรอมกันไปดวยในตัว พึงถือเปนหลักวา ถาในที่ใดมีการแยกกลาวไว
เปน ๓ อยาง ในท่ีนั้น การเห็นอนิจจังก็กินความแคบ คือเห็นอนิจจัง
อยางเดียวจริงๆ แตถาในท่ีใดมีการกลาวถึงแตอนิจจังอยางเดียวพึง
ทราบวาในท่ีน้ี พระพุทธองคทรงรวมทุกขังและอนัตตาเขาไวดวย
พระองคท รงมีหลักในการตรัสเรอ่ื งอยา งนี้ ดังเชนในอานาปานสติข้ันที่
สิบสามน้ีเปนตัวอยาง อานาปานสติจตุกกะที่สี่น้ี โดยใจความ เปน
วปิ สสนาหรอื เปน ปญ ญาลวน ไมเหมือนกับทุกขอ ที่แลว มา ซง่ึ เปนสมถะ
บาง เปนสมถะเจือกันกับวิปสสนาบาง๘๐

๘๐ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๖๓-๓๖๕.
๓๐๖


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลอื

พุทธทาสภิกขุไดอธิบายตามแนวคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค และ
ประมวลหลักการทม่ี ีอยอู ยางกระจดั กระจายในคัมภีร เขาเปนหมวดหมู
เดียวกัน เรียงลําดับกอน-หลัง เพื่อใหงายแกการเขาใจและนําไป
ปฏิบัติ๘๑อีกวา ผูปฏิบัติอานาปานสติมีทางท่ีจะปฏิบัติใหเห็นความไม
เท่ียงของสงั ขารท้งั ปวงเทาท่จี ะปรากฏข้ึนในอานาปานสติทุกขั้น ตั้งแต
ขนั้ แรกทสี่ ดุ เปนลาํ ดับมา ลมหายใจก็เปนสังขาร จิตหรือสติเปนตน ที่
ทําหนาท่ีกําหนดลมหายใจ ก็เปนสังขาร อารมณหรือนิมิตตาง ๆ ท่ี
ปรากฏข้นึ สับเปล่ียนกันไปตามลาํ ดับ กเ็ ปน สังขาร เวทนาคือปต แิ ละสขุ
เปนตน ท่ีเกิดมาจากกําหนดลมหายใจน้ันก็เปนสังขาร นิวรณตางๆ ก็
เปน สงั ขาร องคฌานตาง ๆ และฌานทุกข้นั กเ็ ปนสังขาร ธรรมะตางๆ ที่
สโมธานมาไดในขณะนั้นก็เปนสังขาร แมที่สุดแตตัวการกําหนดเองก็
เปนสังขาร อาการท่ีการกําหนดเปล่ียนแปลงไปในรูปตางๆ การ
เปลี่ยนแปลงน้ันก็เปนสังขาร กระทั่งถึงตัวธรรมที่กําลังกําหนดอยูใน
ฐานะเปน อารมณของการกําหนดทุกขนั้ ตอนก็ลว นแตเ ปนสังขาร เพราะ
เหตุนี้ จึงมีโอกาสที่จะกําหนดความไมเท่ียง ซึ่งรวมความเปนทุกข
ความเปนอนัตตาอยูในตัวดวยเสร็จ ไดจากอานาปานสติทุกขั้นและใน
ขั้นหนง่ึ ๆ ก็มีทางที่กําหนดไดหลายแงหลายมุม แลวแตเราจะกําหนด
แตอ าจจะสรปุ ใหเ ปนประเภทไดวา กาํ หนดสังขารบางพวก ในฐานะเปน
อารมณค ือเปน อายตนะภายนอก กาํ หนดสังขารบางพวกในฐานะเปนตัว
รูอารมณ คือเปนอายตนะภายใน และกําหนดสังขารบางพวกในฐานะ
เปนอาการของการปรุงแตงทยอยกันใหเกิดส่ิงใหม เชน การกําหนด
นิมติ ทาํ ใหเกิดองคฌ านเปนตนในฐานะเปนการกําหนดปฏจิ จสมุปบาท

๘๑ ดรู ายละเอียดใน พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๒๔๘.
๓๐๗


บทท่ี ๕ วิธปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

รวมเปน ๓ ประเภทดวยกนั ดังนีก้ จ็ ะเปนการกาํ หนดสังขารท้ังหลายทง้ั
ปวงไดโดยส้ินเชิง และเมื่อเห็นความไมเท่ียงก็เปนการเห็นความเปน
ทุกข และความเปนอนตั ตารวมอยดู วยกนั โดยสมบูรณดังท่ีกลาวมาแลว
ขา งตน, การทาํ อยา งนีท้ ําใหไมตองเทย่ี วกําหนดนั่นนพี่ รา ออกไปนอกวง
ของการเจรญิ อานาปานสติ แตกเ็ ปนการกาํ หนดทค่ี รบถว นตอสังขารท้ัง
ปวงไดจ รงิ เพราะเปนการกําหนดที่ตัวจรงิ ของธรรมนั้น ๆ ไมไ ดกําหนด
สักวาชื่อเหมือนท่ีทํากันอยูในวงการศึกษาเลาเรียน ซ่ึงจะกําหนดให
มากมายสกั เทาไรก็ไมเปนการเพียงพอ และมผี ลเทา ๆ กับไมไ ดก าํ หนด
อะไรเลยอยนู ัน่ เอง เม่ือผูปฏิบัติกําหนดความไมเที่ยงของสังขารธรรม
ที่ปรากฏในการเจริญอานาปานสติอยางใดอยางหนึ่งอยูดังน้ี ยอมมี
อาการซึมซาบในความเปนอนจิ จงั ทกุ ขงั อนัตตา อยางลึกซ้ึง ชนิดท่ีทํา
ใหเกดิ นพิ พิทา วิราคะ ในข้ันตอไปไดจริง และเม่ือมีความรูสึกซึมซาบ
อยูด ังนี้ ในลกั ษณะท่ีกลา วน้ี ซง่ึ เปนการเห็นอนิจจังอยางลึกซึ้งและชัด
แจง ย่งิ กวา ในอานาปานสตขิ ั้นทแ่ี ลวๆ มา จึงสามารถสโมธานธรรมท้ัง
๒๙ ประการมาได ในอัตราทีส่ งู กวา ประณีตกวา ข้นั ท่แี ลว ๆ มาดุจกนั ทาํ
ใหการเจริญภาวนาในขัน้ นี้ เปนภาวนาท่ีสูงยิ่งข้ึนไปตามลําดับ และทํา
ใหไดนามวา ธรรมานุปสสนาสติปฏฐานภาวนา เพราะเหตุที่ไดกําหนด
เอาตัวธรรมคือตัวความไมเท่ียงโดยตรงมาเปนอารมณสําหรับการ
กําหนด แทนท่ีจะเอาลมหายใจหรือเวทนาหรือจิต มาเปนอารมณ
สําหรับการกาํ หนด ดังเชนในอานาปานสติ ๓ จตกุ กะขา งตน ๘๒

อกี ประการหนึ่ง คมั ภีรป ฏสิ มั ภิทามรรค๘๓ กลา วถึงสงิ่ ทไ่ี มเท่ียง

๘๒ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๙๐.
๘๓ ดูรายละเอยี ดใน ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๐/๒๗๙.

๓๐๘


บทท่ี ๕ วิธปี ฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

ไวก วา งๆ วา คือขันธท้ัง ๕๘๔ ไมไดระบุจําเพาะลงไปวา พิจารณาขันธ
๕ นนั้ ไดแ กอะไรบาง แตพทุ ธทาสภิกขุไดอ ธิบายเพิม่ เติมระบใุ หชัดเจน
ข้นึ วา สิ่งท่ีไมเ ท่ยี ง กค็ ือพจิ ารณาลมหายใจยาว ลมหายใจส้ัน พิจารณา
เวทนาคือปต ิและสขุ และพิจารณาจิต๘๕ นน่ั เอง

๒. การตามเหน็ ความจางคลาย พทุ ธทาสภิกขุใหความหมายวา
เมอ่ื กําหนดความไมเท่ียงเปนผลสําเร็จ จิตก็จางคลายจากความยึดมั่น
ถอื ม่ัน ฉะนั้น จงึ กาํ หนดวิราคะคือความจางคลายออกจากความยึดม่ัน
ถอื มน่ั หรือกิเลสเปนอารมณอยูในขณะนั้น ทุกคร้ังท่ีมีการหายใจออก-
เขา๘๖ พุทธทาสภิกขุไดใหความหมายและคําอธิบายตามแนวคัมภีร
ปฏสิ ัมภิทามรรค๘๗ และอธิบายประมวลหลักการในคัมภีรท่ีมีอยูอยาง
กระจัดกระจาย๘๘ เขาเปนหมวดหมเู ดียวกนั และอธิบายการเกิดขึ้นของ
วิปส สนาญาณ เรยี งลําดับกอน-หลัง เพ่ือใหงายแกการเขาใจและนําไป
ปฏบิ ัติ๘๙ วา ใหห ยิบเอาลมหายใจซึง่ เปนหมวดกาย ปติและสุขซ่ึงเปน
หมวดเวทนา องคฌานและความคิดนึกตาง ๆ ซ่ึงเปนหมวดจิตข้ึนมา
พิจารณา เพื่อเห็นความไมเท่ียงจนกระท่ังเกิดความจาง-คลายโดย
อาการอยา งเดียวกนั โดยหลักเกณฑน้ีผูปฏิบัติจะตองทําอานาปานสติ
ทุกขั้น เริ่มตนมาใหม แลวพิจารณาทุกสิ่งทุกอยางท่ีปรากฏข้ึนและ
อาจจะพิจารณาไดเพ่ือเห็นความไมเท่ียง เพ่ือเกิดความจางคลายดังที่

๘๔ ดรู ายละเอยี ดในบทที่ ๒ หนา ๘๘.
๘๕พทุ ธทาสภิกข,ุ วธิ ีฝกสมาธิวิปสสนา ฉบบั สมบรู ณ, หนา ๓๓.
๘๖ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสตสิ มบรู ณแ บบ, หนา ๑๘๓.
๘๗ ดรู ายละเอียดใน ขุ.ป. (บาลี) ๓๑/๑๗๒-๑๗๕/๒๗๑-๒๗๔.
๘๘ ดูรายละเอยี ดในบทที่ ๒ หนา ๗๑-๙๒ บทที่ ๓ หนา ๑๕๗-๑๖๒.
๘๙ ดรู ายละเอียดใน พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๒๔๘.

๓๐๙


บทท่ี ๕ วิธปี ฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลอื

กลา วแลว การหยบิ เอาความสุขอันสงู สุดมาพิจารณา และไมตองมีการ
แยกแยะพจิ ารณาไปเสียทุกอยางทุกประเภท เหตุท่ีการพิจารณาอยาง
เดียว แตไ ดผลกวา งขวางครอบคลมุ ไปทกุ อยา งน้นั กเ็ พราะวา ส่ิงอนั เปน
ที่ตั้งของกิเลสทง้ั หมดทัง้ ส้ินยอ มรวมจุดอยทู ่ีเวทนา คอื สุขเวทนาทท่ี ําให
รกั และทกุ ขเวทนาที่ทาํ ใหเกลียด สองอยางนี้เปนปญหาใหญของความ
มีทุกข การแกปญ หาท่ีจดุ น้จี งึ เปน การเพยี งพอ ถา เห็นวานอ ยไปก็ควร
จะขยายออกไป อยางมากเพียงสามคือ เพ่ิมพวกกายอันไดแกลม
หายใจเปนตนอยางหนึ่ง และพวกจิต เชน วิตกหรือตัวจิตเองท่ีกําลัง
อยใู นภาวะอยางนน้ั เปน ตน อกี พวกหนึ่ง รวมเปน ๓ พวกดวยกัน ขอ
สําคัญอยตู รงท่ตี องเปนการกระทําดวยจติ ทเี่ ปน สมาธิ โดยการเพงของ
ปญ ญาท่ีเพียงพอ คอื เพงไปในทางลักษณะที่เรียกวาลักขณูปณิชฌาน
จนลักษณะแหงอนิจจังปรากฏมีอาการของอุทยัพพยญาณ และภังค
ญาณเปนตนปรากฏขึ้นชัดเจน จนกระท่ังเห็นโทษอันรายกาจท่ีเปน
อาทนี วญาณ และปลงความเชอื่ ทงั้ หมดลงไปไดดวยอํานาจของปญญา
ท่ีกลาวแลวทั้งหมดนี้ใหเปนอยูทุกลมหายใจเขา-ออก ทุก ๆ ข้ันไป
ทีเดยี ว เมื่อทําอยูดงั นี้ ยอมชื่อวา เปนวิราคานุปสสี คือ ผูตามเห็นความ
จางคลายอยูเปนประจํา อยูทุกลมหายใจเขา-ออก เม่ือทําไดอยางน้ีถึง
ที่สุด การกระทําน้ีชื่อวา ธรรมานุปสสนาสติปฏฐานภาวนาที่สมบูรณ
เปนภาวนาที่สามารถทาํ ใหประมวลมาได ซงึ่ ธรรมสโมธาน ๒๙ ประการ
ในระดับทีส่ ูงขึ้นไปอีก สง่ิ ที่จะตองเขาใจไวดวยอีกอยางหน่ึงเปนพิเศษ
คอื ในขอที่วา ในคําวา วิราคะ หรือ ความจางคลาย น้ี ยอมรวมคําวา
นิพพิทา หรือความเบื่อหนายไวดวยเสร็จในตัว และรวมอยูในระยะที่
เรยี กวา มีการเหน็ โทษอันรา ยกาจจนเกดิ ความพอใจในการท่จี ะหยาขาด
จากสงิ่ เหลา น้ัน มิฉะน้ันแลว จะทําใหเกิดความฉงนวา นพิ พิทาญาณซง่ึ

๓๑๐


บทที่ ๕ วิธีปฏิบัติอานาปานสติ ๓ หมวดท่ีเหลือ

เปน ญาณทสี่ ําคัญอกี ญานหนง่ึ น้ันไปอยูทีไ่ หนเสีย ขอใหเขาใจวาอานา
ปานสติข้ันนี้ นิพพิทารวมอยูในคําวาวิราคะ ทํานองเดียวกับที่ในอานา
ปานสตขิ ัน้ กอ นหนา นี้ ทุกขังกบั อนัตตารวมอยใู นคาํ วาอนิจจงั น่ันเอง๙๐

๓. การตามเหน็ ความดบั ไมเหลอื พุทธทาสภิกขุใหความหมายวา
กาํ หนดท่ีความทท่ี ุกขดบั ลงไป ถามวี ริ าคะ คือความจางคลายแหงกิเลส
แลว ตองมีความท่ีทุกขดับลงไป กําหนดตัวความดับแหงทุกขเปน
อารมณอยูทุกคร้ังที่หายใจเขาออก พิจารณาการท่ีความทุกขดับไปใน
ลกั ษณะทเ่ี ปนนิโรธเรื่อยไป ถือวา เปน ความดับทุกขทส่ี มบูรณ ๙๑

ในขั้นนี้ พุทธทาสภิกขุไดใหความหมายและคําอธิบายตามแนว
คัมภรี ป ฏสิ ัมภทิ ามรรค๙๒ และแสดงแนวปฏิบัติเพิ่มเติมวา ผูปฏิบัติอา
นาปานสตขิ ้ันน้จี ะไดน ามวา นิโรธานุปสสี คอื ผูตามเห็นอยูซ่ึงความดับ
อยูเปน ประจํา กโ็ ดยการกระทาํ ตนเปนผูก าํ หนดสงั ขารธรรมเหลานั้นอยู
โดยประจกั ษชดั ดว ยการเพง เหน็ โทษ ๕ ประการแหงสังขารธรรม คอื มี
ความไมเ ท่ยี ง ๑ มีความเปน ทกุ ข ๑ มีความเปนอนัตตา๑ มีความเผา
ผลาญอยูในตัว ๑ มีความแปรสภาพอยูเสมอ ๑๙๓ อยูอยางรุนแรง
จนถึงขนาดเกิดความพอใจในความไมมีอยูของสังขารธรรมเหลาน้ี
กลา วคือดับสงั ขารเหลา นี้เสีย แลวโทษเหลานั้นก็จะไดดับไปตาม เพง
พจิ ารณาอยูซ่งึ ความดับของสงั ขารธรรมเหลานี้โดยเหน็ วามันดับไปดวย

๙๐ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๓๙๖.
๙๑ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๑๘๘.
๙๒ ดรู ายละเอยี ดใน ข.ุ ป. (บาล)ี ๓๑/๑๘๐/๒๗๙.
๙๓ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๔๐๑.

๓๑๑


บทที่ ๕ วิธปี ฏิบัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดทเี่ หลือ

อาการ ๘ อยาง๙๔ อยูทุกลมหายใจเขา–ออกก็จะไดช่ือวา นิโรธานุปสสี
ซงึ่ มใี จความสาํ คญั อยวู า แมจ ะเพงดูความดับอยูเปนสวนใหญก็ตาม แต
ลักษณะแหงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยังคงปรากฏอยูเปนพ้ืนฐานแหง
การนอมจิตไปสูความดบั อย๙ู ๕

๔. การตามเห็นความสลัดคืน พุทธทาสภิกขุใหความหมายวา
กําหนดความท่ีอะไร ๆ ที่ตัวยึดมั่นถือม่ันนั้น ถูกสลัด ท้ิงกลับไป
เรียกวา ปฏินิสสัคคะอุปมาไดวา กอนนี้เราเปนโจรปลนธรรมชาติ เอา
ของธรรมชาติมาเปนตัวกู - ของกู เปนตัวตน ของตน พอรูไปถึงที่สุด
จนดับทกุ ขไ ดอ ยางนี้ มันก็เทา กบั คนื - คนื เจาของ โยนคนื ใหเจาของคือ
ธรรมชาติ เปนของธรรมชาติไป ไมมีอะไรท่ีมาถือไวโดยความเปน
ตวั ตนของตนอกี ตอ ไป กําหนดพิจารณาอาการท่ีสลัดความทุกขทั้งปวง
ออกไป หมายความวา พจิ ารณาวา ดับทกุ ขน ั้นไดสลัดความทุกขทั้งปวง
ออกไปไดแ ลว๙๖

ในข้ันนี้ พุทธทาสภิกขุมีแนวคําสอนตามหลักการในคัมภีร
ปฏสิ ัมภทิ ามรรค๙๗ และแสดงแนวปฏิบัติเพ่ิมเติมวา ผูปฏิบัติอานาปาน
สติมาจนถงึ ขนั้ นีแ้ ลว จะตอ งเปลย่ี นกฎเกณฑใ นการกาํ หนดพิจารณากนั
เสียใหม คือยา ยใหสูงขนึ้ ไป ใหเกิดมีความรูสกึ ชดั แจง ในการสลดั คนื ของ
ตน คือหลังจากเห็นความเปนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแลว เกิดความ
พอใจในการที่คลายความยึดถือหรือในความดับแหงสังขารท้ังปวงแลว

๙๔ ดูรายละเอยี ดใน บทที่ ๒ หนา ๙๓.
๙๕ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๔๐๗.
๙๖ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติสมบรู ณแบบ, หนา ๑๙๑.
๙๗ ข.ุ ป. (บาล)ี ๓๑/๑๘๐/๒๗๙.

๓๑๒


บทท่ี ๕ วิธปี ฏบิ ตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลือ

ทําจติ ใหว างเฉยตอ สงั ขารทงั้ หลาย ทีไ่ ดพ ิจารณาเหน็ โดยความเปนของ
วางอยางแทจริงอยูทุกลมหายใจเขา–ออก จะดีที่สุดตองยอนไปเจริญ
อานาปานสติขนึ้ มาใหม ตั้งแตข ้ันที่หนึ่ง แลว คอยเพงพจิ ารณาทุกส่ิงทุก
อยางท่ปี รากฏ นบั ต้ังแตล มหายใจ นมิ ิตและองคฌ านขึ้นมาจนถึงธรรม
ท่ีเปนท่ีตั้งแหงความยึดถือโดยตรง เชน สุขเวทนาในฌานและจิตที่
กําหนดสิ่งตา ง ๆ ใหเ หน็ โดยความเปนของควรสลดั คืน หรอื ตองสลัดคืน
อยางที่ไมควรจะยึดถือไวแตประการใดเลย แลวเพงพิจารณาไปใน
ทํานองท่ีสิง่ เหลา นน้ั เปน อนจิ จัง ทกุ ขงั อนัตตา ยิ่งขึ้นไปตามลําดับ จน
จิตประกอบอยูดวยความเบื่อหนาย คลายกําหนัด ตอสิ่งเหลานั้น
ประกอบอยูดวยธรรมเปน ท่ีดบั แหง สิ่งเหลา น้ัน คือความเห็นแจมแจงวา
สิ่งเหลาน้ันไมไดมีตัวตนอยูจริง จนกระทั่งไดปลอยวาง หรือวางจาก
ความยึดถอื ในส่ิงเหลานัน้ ยงิ่ ขน้ึ ไปตามลําดับจนกวาจะถงึ ทสี่ ุด แหง กจิ ที่
ตองทาํ คอื ปลอยวางดวยสมุจเฉทวมิ ตุ ตจิ ริง ๆ

แมในระยะตน ๆ ท่ียงั เปน เพียงตทังควมิ ุตติ คือพอสักวามาทําอา
นาปานสติ จติ ปลอยวางเองก็ดี และในขณะแหงวิกขัมภนวิมุตติ คือ จิต
ประกอบอยดู ว ยฌานเต็มทมี่ กี ารปลอ ยวางไปดวยอํานาจของฌานนั้นจน
ตลอดเวลาแหงฌานก็ดี กล็ วนแตเ ปน ส่งิ ท่ตี องพยายามกระทําดวยความ
ระมดั ระวงั อยางสุขมุ แยบคายท่ีสดุ อยูทุกลมหายใจเขา–ออกจริงๆ เม่ือ
กระทาํ อยดู งั นี้ จะเปนการกระทําที่กําหนดอารมณอะไรก็ตาม ในระดับ
ไหนก็ตาม ลวนแตไดช่ือวาเปนปฏินิสสัคคานุปสสีดวยกันท้ังน้ัน เม่ือ
กระทําอยู ดงั นก้ี ช็ อื่ วาเปน การเจริญธรรมานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน๙๘

๙๘ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๔๑๒.
๓๑๓


บทที่ ๕ วิธปี ฏบิ ัตอิ านาปานสติ ๓ หมวดที่เหลอื

จตุกกะท่ีสีน่ ี้ จัดเปน ธรรมานปุ สสนาสติปฏฐานดวยกันทั้งน้ัน ข้ัน
แรกพิจารณาความเปนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซ่ึงสรุปรวมไดเปนสุญญ
ตา มีความหมายสําคัญอยูตรงท่ีวางอยางไมนายึดถือ ขืนยึดถือก็เปน
ทุกข ข้ันตอมากําหนดพิจารณาในการทําความจางคลายจากความ
ยึดถอื ตอสิ่งเหลานน้ั เพราะเกลยี ดกลวั โทษ กลาวคือ ความทุกขอันเกิด
มาจากความยดึ ถือ ข้ันตอมากําหนดพิจารณาไปในทํานองท่ีจะใหเห็น
วามันมิไดมีตัวตนอยจู รงิ ไปท้ังหมดท้งั สน้ิ หรอื ทกุ สิ่งทุกอยาง การยึดถือ
เปน ยึดถือลมๆ แลงๆ เพราะวา ตัวผยู ึดถอื ก็ไมไ ดมตี วั จริง สงิ่ ทีถ่ กู ยดึ ถอื
ก็ไมไดมีตัวจริงแลวการยึดถือมันจะมีตัวจริงไดอยางไร พิจารณาไป
ในทางท่ีจะดับตัวตนของส่ิงท้ังปวงเสียโดยสิ้นเชิง สวนข้ันสุดทาย
กําหนดพิจารณาไปในทางท่สี มมติเรยี กไดวา บัดน้ไี ดส ลัดท้ิงสิง่ เหลาน้ัน
ออกไปหมดแลว ดวยการทําใหมันวางลงไปไดจริงๆ คือ ส่ิงท้ังปวงเปน
ของวางไปแลว และจิตก็มอี าการทสี่ มมติเรยี กวา “เขานพิ พานเสียแลว”
คือสลายตัวไปในความวางหรอื สุญญตาน้นั ไมมีอะไรเหลืออยเู ปน ตัวตน
เพื่อยึดถืออะไรๆ วา เปน ของตนอีกตอไปเลย การปฏิบัติหมวดนี้ ไดชื่อ
วาพิจารณาธรรม ก็เพราะพิจารณาที่ตัวธรรม ๔ ประการโดยตรง คือ
พิจารณาท่ีอนิจจตา วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะ โดยนัยดังท่ีกลาว
แลว ตางจากจตุกกะที่หนึ่ง เพราะในท่ีนั้นพิจารณากายคือลมหายใจ
ตา งจากจตุกกะท่ีสอง เพราะในท่ีนั้นพิจารณาเวทนาโดยประการตางๆ
ตางจากจตุกกะท่ีสาม เพราะในท่นี ้นั พจิ ารณาทจ่ี ิตโดยวธิ ีตา งๆ สวนใน
ทน่ี ี้เปน การพิจารณาธรรม คือ สภาวะธรรมดาทีเ่ ปนความจรงิ ของส่ิง
ทั้งปวง ทร่ี ูแลวใหจ ิตหลุดพนจากทกุ ขได ตางกนั เปน ช้นั ๆ๙๙

๙๙ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๔๑๗.
๓๑๔


บทที่ ๕ วิธีปฏิบตั อิ านาปานสติ ๓ หมวดทเ่ี หลือ

พุทธทาสภิกขุกลาวประมวลอานาปานสติทั้ง ๑๖ ข้ันวา ข้ันที่ ๑-
๔ จัดการเกี่ยวกบั รางกาย จนรเู รือ่ งรา งกาย จนควบคุมรางกายได ขั้น
ที่ ๕-๘ รเู ร่อื งเวทนา การท่ีรูเร่อื งกายดีแลว ก็เปน เหตใุ หรเู รอื่ งจติ ไดง า ย
คอื เร่ืองจิตในสว นทเ่ี ปน เวทนา กายนม้ี นั เน่ืองอยกู ับเวทนา คือจิตสวนที่
เปน ความรูสึก ข้ันท่ี ๙-๑๒ ศกึ ษาเรือ่ งตัวจิตลว นๆ จนบังคับไดดี จนให
ปลดเปล้ืองได ขั้นที่ ๑๓-๑๖ใชจิตนั้นใหเขามาเก่ียวของกับธรรม คือ
ความไมเท่ียงเปนตน จนจิตมันเปล่ียนไปในลักษณะที่เรียกวาหลุด
ออกมาไดโ ดยสมบูรณ๑๐๐

ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นน้ี ต้ังแตข้ันที่ ๑ ถึง ๑๒ รวม ๑๒ ข้ันน้ี
กลา วรวมทัง้ สมถะและวิปสสนา สว นข้นั ท่ี ๑๓ ถงึ ๑๖ นน้ั กลา วเฉพาะ
วิปสสนาอยางเดียว ข้ันท่ี ๑ ถึง ๔ สงเคราะหดวยปฐมฌาน และ
สงเคราะหในกายานุปสสนาสติปฏฐาน ขั้นท่ี ๕ ถึง ๘ สงเคราะหดวย
ปฐมฌานถึงจตุตถฌาน และสงเคราะหในเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน ขัน้
ท่ี ๙ ถงึ ๑๒ สงเคราะหดว ยฌานทง้ั ๕ และสงเคราะหใ นจิตตานุปสสนา
สติปฏฐาน ขั้นที่ ๑๓ ถึง ๑๖ กลาวเฉพาะวิปสสนา๑๐๑ สอดคลองกับ
หลกั การในคมั ภีร และแสดงแนวปฏิบตั สิ มถภาวนาและวิปสสนาภาวนา
ไวว า

“สมถภาวนา คือการกําหนดโดยอารมณหรือนิมิต เพ่ือความ
ตั้งม่ันแหงจิต มีผลถึงที่สุดเปนฌาน สวนวิปสสนาภาวนานั้น
กาํ หนดโดยลกั ษณะคือความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปนอนตั ตา ทําจติ

๑๐๐ พทุ ธทาสภิกขุ, วธิ ีฝกสมาธิวิปสสนา ฉบับสมบรู ณ , พมิ พท ี่ โอเอน็
จี การพิมพ จํากัด. ครง้ั ที่ ๘ สาํ นกั พมิ พสุนทรสาสน , หนา ๑๑๙-๑๒๘.

๑๐๑ พุทธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตภิ าวนา. หนา ๔๒๐.
๓๑๕


บทที่ ๕ วธิ ปี ฏิบตั ิอานาปานสติ ๓ หมวดทีเ่ หลอื

ใหรูแจงเห็นแจงในสิ่งทั้งปวงมีผลถึงที่สุดเปนญาณ เปนอันวา
อานาปานสตทิ ้ัง ๑๖ ขัน้ นี้ ตง้ั ตนขึน้ มาดว ยการอบรมจิตใหมีกาํ ลงั
แหงฌานดวยจตุกกะท่ีหน่ึง แลวอบรมกําลังแหงญาณใหเกิดข้ึน
ผสมกําลังแหง ฌานในจตุกกะที่ ๒ ท่ี ๓ โดยทดั เทียมกนั และกําลัง
แหง ญาณเดินออกหนากําลังแหงฌาน ทวีย่ิงขึ้นไปจนถึงที่สุดใน
จตกุ กะทสี่ ี่ จนสามารถทําลายอวิชชาไดจ ริงในลาํ ดับนั้น”๑๐๒

๑๐๒ พทุ ธทาสภกิ ขุ , อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๔๒๐.
๓๑๖


บทที่ ๖

ผลสําเรจ็ ของอานาปานสติภาวนา

๖.๑ ความปรากฏขน้ึ ของวปิ ส สนาญาณ

๖.๑.๑ วิปส สนาญาณ ๑๖
ญาณ คือ ความรูสึกตัวดวยปญญา, ความหย่ังรูดวยปญญา
ประจักษแ จง ทเี่ กดิ จากการเจริญวิปส สนาหรอื สติปฏฐานเพยี งเทาน้นั ๑
วิปสสนาญาณ หมายถึง ปรีชาญาณท่ีบังเกิดข้ึนภายในจิตของ
บคุ คลผูกําหนดรูรูป-นามปรมัตถเปนอารมณ บังเกิดขึ้นไดดวยผลของ
การปฏิบัติใหสมบูรณในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา จนสภาพจิต
ของบุคคลต้งั ม่ันไมหวัน่ ไหวเปนสมาธิ สงบปราศจากกิเลสนิวรณ นอม
ไปเพื่อจะรคู วามจริงในอริยสัจจ๒
ยงั มีญาณทย่ี ง่ิ ใหญท สี่ ุดอกี ญาณหนึ่ง เรยี กช่อื เฉพาะวา โพธญิ าณ
แปลวา การตรัสรูของพระพุทธเจาที่ทําใหเกิดพระพุทธศาสนา เปน
ดวงตาใหญของโลก ญาณนี้เปนความรูแจงเห็นจริงซ่ึงเหตุผล ที่ได
ไตรต รองแลว ไดทาํ ใหแ จมแจงชดั เจนแลว๓
ลาํ ดับญาณ ๑๖ คือ ลําดบั ญาณท่เี กดิ ขึน้ ตามความเปน จริง แกผู

๑ วสิ ุทฺธ.ิ (บาล)ี ๒/๒๐๕.
๒ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๖๗๐/๕๓๐.
๓ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๗๒๘/๔๓๖.


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสตภิ าวนา

ปฏิบัติวิปสสนาลวน หรือที่เรียกวาสุทธญาณิกวิปสสนา มีลําดับ ๑๖
ประการ แบงออกเปน ๓ ระดบั คอื ๔

๑. ญาณระดับตน เปนญาณเห็นรูป-เห็นนาม ไดแก นามรูป
ปรจิ เฉทญาณ ปจจยปรคิ คหญาณ และสมั มสนญาณ

๒. ญาณระดบั กลาง เปน ญาณเหน็ พระไตรลกั ษณในรูปนาม
ไดแก อุทยัพพยญาณ

๓. ญาณระดับสูง เปนญาณเห็นแจงพระไตรลักษณ เห็น
ความไมเทีย่ ง เห็นความทนสภาพอยูไมได เห็นความไมใชตัวตน
ในทุกรูป-ทุกนามทีก่ าํ หนดรู ไดแก ภงั คญาณ เปนตน ไป

ศกึ ษาคาํ อธิบายรายละเอียดไดในหนังสือ “วิปสสนานัย เลม ๒.
พระโสภณมหาเถระ, พระพรหมโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม,ป.ธ.๙,Ph.D)
ตรวจชําระ, พระคนั ธสาราภิวงศ เรยี บเรียง, : หางหุน สวนจํากดั ซเี อไอ
เซ็นเตอร, ๒๕๕๐).

“อริยวังสปฏิปทา” นิพนธธรรมของสมเด็จพระพุทธชินวงศ
(สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ,ศาสตราจารยพ เิ ศษ,ป.ธ.๙, M.A.,Ph.D.),พมิ พ
ที่ หจก.ประยรู สาสนไทย การพมิ พ,กรุงเทพมหานคร, ธันวาคม ๒๕๕๔.

“คมู ือการศึกษากรรมฐานสังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ
ปริจเฉทท่ี ๙”. ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปทมะสุนทร). พระนคร :
ประพาสตนการพมิ พ, ๒๕๐๙.

มเี นอ้ื หาโดยยอ ดงั น้ี

๔ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วิปสสนานัย เลม ๑, พระพรหม
โมลี (สมศกั ด์ิ อปุ สโม ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.),ตรวจชาํ ระ, หนา ๖๙.

๓๑๘


บทท่ี ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสตภิ าวนา

ญาณที่ ๑ นามรปู ปรจิ เฉทญาณ

นามรูปปริจเฉทญาณ แปลวา ปญญารูวาอะไรเปนรูป อะไร
เปนนาม และสามารถแยกรูป แยกนามออกจากกันได เห็น
ปรมัตถอารมณไดอยางชัดเจน คือปญญารูแจงรูปนาม เรียกวา
สังขารปริจเฉทบา ง นามรูปววฏั ฐานบาง

เม่อื วา ตามช่ือ ญาณน้ีปรากฏแตในคัมภีรวิสุทธิมรรคเทานั้น
แตถาศึกษาในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค อันแสดงถึงวัตถุนานัตต
ญาณ โคจรนานัตตญาณ๕ จริยานานตั ตญาณ ภมู นิ านานตั ตญาณ
และธมั มนานตั ตญาณ กจ็ ะพบวามีอรรถเดียวกนั ๖

ญาณน้ี โยคี๗ผูปฏิบัติวิปสสนากรรมฐาน กําหนดจนเห็นรูป
เห็นนามวา เปนคนละส่ิงคนละสวน ซึ่งไมไดระคนปนกันจน
แยกกนั ไมไ ด การรูจักจาํ แนกรูปและนามอันเปนสงิ่ ท่ถี ูกรูหรือเปน
อารมณเครื่องระลึกของสติออกจากจิตผูรู หมายถึงความรูจัก
รูปธรรม-นามธรรมวา สิ่งท่ีมีอยูก็มีแตรูปธรรมและนามธรรม
เทา นัน้ ไมม ีความเปน สัตว บคุ คล ตวั ตน เรา เขา ปะปนอยูในรูป
นามน้นั เลย

๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๖๗/๑๑๒.
๖ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๗๓/๑๒๓.
๗ โยคี หมายถึง ผูประกอบความเพยี รในการเจริญกรรมฐาน เปนผูฉ ลาด
เฉียบแหลมในการประคองจติ ขม จติ ทาํ จติ ใหรา เริง จิตตง้ั มั่น และวางเฉย (ขุ.
ม.อ.(บาล)ี ๒๑๐/๔๗๙-๔๘๐)

๓๑๙


บทท่ี ๖ ผลสาํ เร็จของอานาปานสติภาวนา

ญาณที่ ๒ ปจจยปริคคหญาณ

ปญ ญาทีก่ ําหนดรูเ หน็ สภาวะของรปู กับนาม เปน เหตปุ จ จัยซ่ึง
กันและกนั คอื ท้ังรูปและนามเปนเหตเุ ปนผลกนั อยูทุกขณะ บางที่
เรยี กวา ธัมมฏั ฐติ ิญาณบา ง ยถาภูตญาณบา ง สัมมาทัสสนะบาง๘
เม่อื วาตามช่ือ ญาณน้ีปรากฏแตในคัมภีรว สิ ทุ ธิมรรค แตถาศึกษา
คัมภีรปฏิสัมภิทามรรคก็จะพบวา เน้ือหาสาระของญาณน้ีตรง
กับธัมมัฏฐิติญาณ๙ ผปู ฏิบัตถิ ึงญาณนี้จะทราบถงึ สรรพสิง่ ลว นเกดิ
มาตามเหตุปจจัย ตามหลกั ปฏิจจสมุปบาท๑๐

ผูป ระกอบดวยญาณน้ี ช่ือวา จูฬโสดาบัน คัมภีรวิสุทธิมรรค
มหาฎีกาอธิบาย อีกวา “อปริหีนกงฺขาวิตรณวิสุทฺธิโก วิปสฺสโก
โลกิยาหิ สีลสมาธิปฺญาสมฺปทาหิ สมนฺนาคตตฺตา อุตฺตริ
อปปฺ ฏวิ ิชฺฌนโฺ ต สคุ ติปรายโน โหตีติ วุตฺตํ “นิยตคติโกติ ตโต
เอว จูฬโสตาปนโฺ น นาม โหต”ิ ๑๑

ผเู จรญิ วิปสสนา ที่กําลังกาวหนาในกังขาวิตรณวิสุทธิ เปนผู
ถงึ พรอมดวยศีล สมาธิ ปญญาที่บริสุทธิ์ แตยังไมถึงข้ึนหลุดพน
(เพราะเปน โลกยิ ะ) ถงึ แมจะยังไมบ รรลคุ ุณธรรมพเิ ศษย่ิงๆ ขน้ึ ไป
แตก เ็ ปน ผูม สี ุคติภพเปน ท่ีไปในเบอ้ื งหนา เรียกวา “นิยตคติโก” (มี

๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๑/๒๒๗/๓๘๓.
๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๗๐.
๑๐ ศึกษารายละเอียดใน : “ปฏิจจสมุปบาท เหตุผลแหง วัฏสงสาร” .พระ
โสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)รจนา,พระพรหมโมลี (สมศกั ดิ์ อุปสโม)ตรวจชําระ,
หางหนุ สว นจาํ กดั ประยูรสาสนไทย การพิมพ, ๕ มถิ ุนายน ๒๕๕๓.
๑๑ วิสทุ ธ.ิ (บาลี )๒/๒๗๑., วสิ ทุ ธฺ .ิ มหาฏกี า (บาลี) ๒/๔๒๔.

๓๒๐


Click to View FlipBook Version