The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaladmanat, 2022-12-21 22:57:34

หนังสืออานาปานสติภาวนา๒๕๕๕

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

บทท่ี ๖ ผลสาํ เร็จของอานาปานสติภาวนา

เมื่อต้ังจติ ไวม่ันชือ่ วาเจรญิ เมอ่ื รชู ัดดวยปญญาชื่อวาเจริญ เม่อื รยู ิ่งธรรม
ทค่ี วรรยู ง่ิ ชอ่ื วา เจรญิ เม่อื กาํ หนดรูธรรมท่ีควรกําหนดรูชื่อวาเจริญ เมื่อ
ละธรรมทีค่ วรละช่ือวา เจรญิ เม่อื เจริญธรรมที่ควรเจริญชื่อวาเจริญ เมื่อ
ทาํ ใหแ จงธรรมทคี่ วรทาํ ใหแ จงชอื่ วาเจริญ เจริญอยา งน้ี๘๑

และอธิบายมรรคท่ีเจริญทําใหมีข้ึนแลวยอมละสังโยชน และทํา
อนสุ ยั ใหส้นิ ไปได วา

ผูเจริญวิปสสนายอมละสังโยชน ๓ นี้ คือ สักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส อนุสัย ๒ น้ี คือ ทิฏฐานุสัยและ
วจิ ิกิจฉานสุ ยั ยอมสิ้นไปดวยโสดาปตติมรรค

ยอ มละสังโยชน ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชนและปฏิฆสังโยชน
สว นหยาบๆ อนุสยั ๒ นี้ คือ กามราคานสุ ัยและปฏิฆานสุ ยั สวน
หยาบๆ ยอมส้นิ ไปดว ยสกทาคามมิ รรค

ยอมละสังโยชน ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชนและปฏิฆสังโยชน
สว นละเอยี ด อนุสัย ๒ น้ี คือ กามราคานุสัยและปฏฆิ านุสัย สวน
ละเอียดๆ ยอมสิ้นไปดวยอนาคามมิ รรค

ยอ มละสงั โยชน ๕ น้ี คอื รปู ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ
และอวิชชา อนสุ ยั ๓ นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัยและอวิชชา
นสุ ยั ยอมส้นิ ไปดว ยอรหตั ตมรรค๘๒

๖.๒.๓ ญาณในวมิ ุตติสุข

ในปฏิสัมภทิ ามรรค พระสารบี ตุ รเถระอธบิ ายญาณในวมิ ตุ ตสิ ุขท่ี

๘๑ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๒/๔๑๔
๘๒ ดูรายละเอยี ดใน ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒/๔๑๕-๖.

๓๗๑


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสติภาวนา

เกิดจากการเจรญิ อานาปานสตภิ าวนาไว ๒๑ ประการ คอื
๑. ญาณในวมิ ตุ ติสุขเกดิ ขน้ึ เพราะละ ตัดขาดสักกายทฏิ ฐิไดดวย

โสดาปต ติมรรค
๒. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดวิจิกิจฉาไดดวย

โสดาปต ติมรรค
๓. ญาณในวมิ ุตตสิ ขุ เกดิ ขึ้น เพราะละ ตดั ขาดสีลัพพตปรามาสได

ดว ยโสดาปต ตมิ รรค
๔. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดทิฏฐานุสัยไดดวย

โสดาปตติมรรค
๕. ญาณในวิมตุ ตสิ ขุ เกดิ ขึน้ เพราะละ ตัดขาดวจิ กิ ิจฉานุสัยได

ดว ยโสดาปต ติมรรค
๖. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดกามราคสังโยชน

อยางหยาบไดดวยสกทาคามมิ รรค
๗. ญาณในวิมตุ ติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตดั ขาดปฏิฆสังโยชนอยาง

หยาบไดดวยสกทาคามิมรรค
๘. ญาณในวิมุตตสิ ขุ เกดิ ข้นึ เพราะละ ตัดขาดกามราคานุสัยอยาง

หยาบไดด ว ยสกทาคามิมรรค
๙. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดปฏิฆานุสัยอยาง

หยาบไดดว ยสกทาคามิมรรค
๑๐. ญาณในวมิ ุตติสขุ เกิดขึ้น เพราะละ ตัดขาดกามราคสังโยชน

อยา งละเอยี ดดว ยอนาคามิมรรค
๑๑. ญาณในวิมุตติสุขเกิดขึ้น เพราะละ ตัดขาดปฏิฆสังโยชน

อยา งละเอียดไดด วยอนาคามมิ รรค
๑๒. ญาณในวิมตุ ติสุขเกิดข้นึ เพราะละ ตดั ขาดกามราคานุสยั

๓๗๒


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสตภิ าวนา

อยา งละเอียดไดดว ยอนาคามิมรรค
๑๓. ญาณในวิมตุ ติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดปฏิฆานุสัยอยาง

ละเอียดไดด วยอนาคามิมรรค
๑๔. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดรูปราคะไดดวย

อรหตั ตมรรค
๑๕. ญาณในวิมตุ ติสุขเกิดขึ้น เพราะละ ตัดขาดอรูปราคะไดดวย

อรหตั ตมรรค
๑๖. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดมานะไดดวย

อรหัตตมรรค
๑๗. ญาณในวมิ ตุ ติสุขเกิดขึ้น เพราะละ ตดั ขาดอทุ ธัจจะไดด ว ย

อรหัตตมรรค
๑๘. ญาณในวิมุตติสุขเกิดขึ้น เพราะละ ตัดขาดอวิชชาไดดวย

อรหัตตมรรค
๑๙. ญาณในวิมตุ ติสขุ เกดิ ขนึ้ เพราะละ ตัดขาดมานานุสัยไดดวย

อรหัตตมรรค
๒๐. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดภวราคานุสัยได

ดว ยอรหัตตมรรค
๒๑. ญาณในวิมุตติสุขเกิดข้ึน เพราะละ ตัดขาดอวิชชานุสัยได

ดวยอรหัตตมรรค๘๓

๘๓ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๘๓/๒๘๙., ดูคาํ อธิบายในหนงั สือ : นิพพานกถา,
พระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ) รจนา, สมเด็จพระพุทธชนิ วงศ (สมศกั ดิ์
อปุ สโม,ป.ธ.๙) ตรวจชําระ, หา งหนุ สว นจํากดั ประยรู สาสน ไทย การพมิ พ, จอง
ทอง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๔.

๓๗๓


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสติภาวนา

ในเร่อื งน้ี พทุ ธทาสภิกขุมีแนวคําสอนสอดคลองกับหลักการใน
คมั ภีร และทานไดนําหลักการเรื่อง “วิมุตติสุข” อันเกิดจากการเจริญ
อานาปานสติภาวนาในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรคมาอธิบาย และจําแนก
จัดเปนหมวดหมูตามสังโยชนและอนุสัยที่อริยมรรคท้ัง ๔ จะพึงตัด มี
๒๑ อยาง เรยี งลําดับตามอาการท่ีมรรคท้ังสี่จะพึงละ ดังที่ทานอธิบาย
วา สิ่งที่จะพึงละจําแนกเปน ๒ หมวด คือ หมวดสังโยชนและหมวด
อนสุ ัย ในขอ นน้ั ขอ ที่ ๑-๒-๓-๖-๗-๑๐-๑๑-๑๔-๑๕-๑๖-๑๗-๑๘ สิบ
สองขอน้ีเปนพวกสังโยชน ขอท่ี ๔-๕-๘-๙-๑๒-๑๓-๑๙-๒๐-๒๑ เกา
ขอน้ีเปนหมวดอนสุ ยั เมือ่ เปน ดงั นเี้ หน็ ไดสบื ไปวา เปนการจําแนกที่ซ้ํา
กันอยู คอื ถาถือเอาหลักก็มีสงั โยชนซ ้ําหรอื เกนิ เขา มา ๑๐ นอกจากน้นั
พึงสังเกตใหเห็นวาทานไดแยกสังโยชน หรืออุปนิสัยบางอยางออกไป
เปน ช้นั หยาบและช้ันละเอียดอีก ตามควรแกอํานาจของอริยมรรคจะพึง
ตัด เชนจําแนกกามราคะและปฏิฆะ วามีเปนอยางหยาบและอยาง
ละเอยี ด ทง้ั ท่เี ปนสงั โยชนและอนุสัย ดวยการจาํ แนกออกไปเชนนี้ดวย
และดวยการรวมเขา ดวยกนั ทั้งสังโยชนแ ละอนสุ ัย จงึ ไดจาํ แนกออก
เปน ๒๑ ประการ

เมื่อกลาวโดยยกเอาอนุสัยเปนหลัก พึงทราบวาอนุสัย(กิเลสท่ี
นอนเนื่องอยใู นขันธสันดาน) มี ๗ คอื

๑. ทิฏฐานุสัย (ความเหน็ ผิดที่นอนอยู)
๒. วิจิกิจฉานสุ ัย (ความสงสัยที่นอนอยู)
๓. กามราคานสุ ัย (ความยนิ ดีในกามทน่ี อนอยู)
๔. ปฏิฆานุสัย (ความโกรธท่ีนอนอย)ู
๕. มานานสุ ยั (ความถือตัวที่นอนอยู)

๓๗๔


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสตภิ าวนา

๖. ภวราคานสุ ยั (ความยินดใี นภพท่นี อนอยู)
๗. อวิชชานสุ ัย (ความไมรูต ามความเปน จริงทนี่ อนอยู)
เม่ือสังโยชน ๑๐ และอนุสัย ๗ มาเปรียบเทียบกันดู ยอมจะเห็น
ไดวา เพยี งแตจาํ นวนตางกัน เพราะเล็งถึงกิริยาอาการท่ีทําหนาที่เปน
กเิ ลสตางกัน คือสัญโญชน หมายถึงเครื่องผูกพัน และอนุสัยหมายถึง
เครอ่ื งนอนเนือ่ งอยูในสันดาน แตโดยเนื้อแทนั้นเปนของอยางเดียวกัน
ไดโดยการปรบั เขากัน ดังตอไปนี้

สกั กายทฏิ ฐแิ ละสีลัพพตปรามาส คอื ทฏิ ฐานุสัย
วจิ ิกจิ ฉา คอื วจิ ิกจิ ฉานุสัย
กามราคะ คือ กามราคานุสยั
รปู ราคะ คือ ภวราคานุสยั
มานะและอุทธจั จะ คือ มานานสุ ยั
อวชิ ชา คอื อวชิ ชานสุ ยั
สังโยชน ๑๐ อยาง จงึ ลงตัวกันไดกับอนสุ ัย ๒ อยาง ดวยอาการ
ดังกลาวนี้๘๔

๖.๓ อานสิ งสของอานาปานสติภาวนา

๖.๓.๑ ทาํ สตปิ ฏ ฐาน ๔ และโพชฌงค ๗ ใหบริบรู ณ

อานาปานสติภาวนาเปน มูลแหงการทําวชิ ชาและวมิ ตุ ตใิ หบริบูรณ
ดังพระดาํ รสั ทพี่ ระผูม พี ระภาคเจา ตรัสไวในคัมภีรมัชฌมิ นิกายวา

อานาปานสตทิ ่ภี ิกษุเจริญทาํ ใหม าก ยอ มมผี ลมาก มีอานิสงส
มาก อานาปานสติที่ภิกษุเจริญแลวยอมทําสติปฏฐาน ๔ ให

๘๔ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๔๔๖-๔๕๐.
๓๗๕


บทท่ี ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสติภาวนา

บริบูรณ๘๕ สติปฏฐาน ๔ ที่ภิกษุเจริญทําใหมากแลว ยอมทํา
โพชฌงค ๗ ใหบรบิ ูรณ โพชฌงค ๗ ท่ีภกิ ษุเจรญิ ทําใหม ากแลว
ยอ มทําวชิ ชาและวิมุตติใหบริบูรณ๘๖

โพชฌงค แปลวา องคแ หง การตรสั รู เปนองคประกอบที่สงผลใหผู
ปฏบิ ตั ิเกิดปญ ญาหย่งั เหน็ สภาวธรรมตามความเปนจริง แลวกอใหเกิด
วชิ ชาและวมิ ตุ ตใิ นทีส่ ุด พระพุทธองคต รสั วา “โพชฌงคเปนธรรมที่นอม
ไปสพู ระนพิ พาน เหมอื นแมน ้ําคงคาทไ่ี หลไปสมู หาสมทุ รตามปกต”ิ ๘๗

พระพุทธเจา ทรงแสดงการทาํ โพชฌงค ๗ และทําสตปิ ฏฐาน ๔ ให
บรบิ ูรณดว ยการเจรญิ อานาปานสติภาวนา๘๘ ไวว า

๑. สมัยใด ภิกษพุ จิ ารณาเหน็ กายในกาย (พิจารณาเหน็ เวทนาใน
เวทนาทัง้ หลาย ...พิจารณาเห็นจติ ในจติ ...พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม) มี
ความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได
สมัยน้ัน ภิกษุนั้นมีสติต้ังมั่น ไมหลงลืม สมัยใดภิกษุมีสติตั้งม่ัน ไม
หลงลืม สมัยนนั้ สตสิ มั โพชฌงค( ธรรมท่ีเปนองคแหงการตรัสรูคือความ
ระลึกได) ยอมเปนอันภิกษุปรารภแลว สมัยน้ัน ภิกษุช่ือวาเจริญสติ
สัมโพชฌงค สมยั นนั้ สตสิ ัมโพชฌงคข องภิกษยุ อมถงึ ความเจริญเตม็ ท่ี

๒. ภิกษุน้ันเปนผูมีสติอยางน้ัน ยอมคนควา ไตรตรอง ถึงการ
พิจารณาธรรมน้ันดวยปญญา สมัยใด ภิกษุเปนผูมีสติอยางนั้นยอม
คนควา ไตรตรอง ถึงการพิจารณาธรรมน้ันดวยปญญาสมัยน้ัน ธัมม

๘๕ ดุรายละเอียดใน ม.อปุ ริ.(ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๘๙.
๘๖ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
๘๗ ส.ํ มหา. (ไทย) ๑๙.๒๕๘.๑๑๙
๘๘ ม.อุปร.ิ (ไทย) ๑๔/๑๕๐/๑๙๑.

๓๗๖


บทที่ ๖ ผลสาํ เร็จของอานาปานสติภาวนา

วิจยสัมโพชฌงค(คือความเลือกเฟนธรรม) ยอมเปนอันภิกษุปรารภแลว
สมัยน้ันภิกษุช่ือวาเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค สมัยนั้น ธัมม
วจิ ยสัมโพชฌงคของภกิ ษยุ อ มถึงความเจรญิ เต็มท่ี

๓. ภิกษุน้ันคนควา ไตรตรอง ถึงการพิจารณาธรรมนั้นดวย
ปญญาปรารภความเพยี รไมยอ หยอน สมัยใด ภิกษุคนควา ไตรตรองถึง
การพจิ ารณาธรรมน้นั ดวยปญ ญา ปรารภความเพียร ไมยอหยอน สมัย
นน้ั วิริยสัมโพชฌงค( คอื ความเพียร) ยอมเปนอันภิกษุปรารภแลว สมัย
นั้น ภกิ ษุชื่อวา เจริญวริ ิยสมั โพชฌงค สมัยน้ัน วิรยิ สัมโพชฌงคของภิกษุ
ยอ มถึงความเจริญเตม็ ท่ี

๔. สมัยใด ปติที่ปราศจากอามิสเกิดขึ้นแกภิกษุผูปรารภความ
เพียรแลว สมัยนั้น ปติสัมโพชฌงค(คือความอ่ิมใจ) ยอมเปนอันภิกษุ
ปรารภแลว สมัยนั้น ภิกษุช่ือวาเจริญปติสัมโพชฌงค สมัยน้ัน ปติสัม
โพชฌงคของภิกษยุ อมถึงความเจริญเต็มที่

๕. เมือ่ ภกิ ษมุ ีจติ เกดิ ปต ิ กายและจิตยอมสงบ สมัยใด ภิกษุมีจิต
เกิดปติ กายและจิตยอมสงบ สมัยน้ัน ปสสัทธิสัมโพชฌงค (คือความ
สงบกายสงบจิต)ยอมเปนอนั ภิกษปุ รารภแลว สมยั นนั้ ภิกษุช่ือวาเจริญ
ปสสัทธิสัมโพชฌงค สมัยน้ัน ปสสัทธิสัมโพชฌงคของภิกษุยอมถึง
ความเจริญเตม็ ที่

๖. เม่อื ภิกษมุ กี ายสงบแลว มคี วามสขุ จิตยอ มตง้ั มน่ั สมยั ใด เม่ือ
ภิกษมุ ีกายสงบ มคี วามสุข จิตยอ มตงั้ มนั่ สมัยน้นั สมาธสิ มั โพชฌงค( คอื
ความตง้ั ใจม่ัน) ยอมเปนอันภิกษุปรารภแลว สมัยน้ัน ภิกษุช่ือวาเจริญ
สมาธิสัมโพชฌงค สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงคของภิกษุยอมถึงความ
เจรญิ เตม็ ที่

๓๗๗


บทท่ี ๖ ผลสาํ เร็จของอานาปานสติภาวนา

๗. ภิกษุนั้นเปนผูวางเฉยจิตท่ีตั้งม่ันแลวเชนนั้นไดเปนอยางดี
สมยั ใด ภิกษเุ ปนผูวางเฉยจิตท่ีตั้งม่ันแลวเชนนั้นไดเปนอยางดี สมัย
นั้นอุเบกขาสัมโพชฌงค(คือความมีใจเปนกลาง) ยอมเปนอันภิกษุ
ปรารภแลว สมัยนั้น ภิกษุช่ือวาเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค สมัยน้ัน
อุเบกขาสัมโพชฌงคของภกิ ษุยอมถงึ ความเจริญเตม็ ที่

โพชฌงค ๗ ที่ภิกษุเจริญแลวอยางไร ทําใหมากแลวอยางไร จึง
ทําใหวิชชาและวิมุตติบริบูรณ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสติ
สัมโพชฌงค เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค เจริญวิริยสัมโพชฌงค เจริญ
ปติสัมโพชฌงค เจริญปสสัทธิสัมโพชฌงค เจริญสมาธิสัมโพชฌงค
เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวก(ความสงัด) อาศัยวิราคะ
(ความคลายกําหนัด) อาศยั นิโรธ(ความดับ) อันนอมไปเพื่อความปลอย
วาง ภิกษุท้ังหลาย โพชฌงค ๗ ท่ภี ิกษุเจรญิ แลวอยา งน้ี ทาํ ใหม ากแลว
อยางน้จี ึงทาํ ใหวิชชาและวิมตุ ตบิ ริบูรณ” ๘๙

องคธ รรมโพชฌงค ๗ เหลาน้ีจะทําใหมีจักษุ ทําใหมีญาณ มี
ปญญา และท่ีตั้งแหงความเจริญของปญญา ไมเปนไปเพื่อความคับ
แคน เปน ไปเพอื่ พระนพิ พานพระพุทธองคตรัสวา ภิกษุในธรรมวินัยน้ี
ยอ มเจริญสติสัมโพชฌงค อนั อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธอัน
ไพบลู ย หาประมาณมไิ ด ไมมีความเบียดเบียน เธอมีจิตอุเบกขา สัม
โพชฌงคอบรมดีแลว ยอมแทงทะลุ ยอมทําลายกองโลภะที่ยังไมเคย
แทงทะลุ ก็ยังไมเคยทําลายเสียได ยอมแทงทะลุ ยอมทําลายกอง
โมหะที่ยังไมเคยแทงทะลุ ยังไมเคยทําลายเสียได๙๐ ดูกอนกัสสป

๘๙ ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๑๕๒/๑๙๕.
๙๐ ดูใน สํ.ม.(บาลี) ๑๙/๙๓/๕๘,ท.ี ปา. (บาลี) ๑๑/๓๒๗/๒๖๔.

๓๗๘


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสติภาวนา

โพชฌงค ๗ เหลาน้ี เรากลาวไวชอบแลว อันบุคคลเจริญแลว กระทํา
ใหมากแลว ยอมเปนไปเพ่ือความรูย่ิง เพ่ือความตรัสรู เพื่อนิพพาน
โพชฌงค ๗ เปนไฉน ดูกอนกัสสป สติสัมโพชฌงค... อุเบกขาสัม
โพชฌงค เรากลา วไวชอบแลว อันบุคคลเจริญแลว กระทําใหมากแลว
ยอมเปนไปเพื่อความรูยิ่ง เพื่อความตรัสรู เพื่อนิพพาน ดูกอนกัสสป
โพชฌงค ๗ เหลาน้ีแล เรากลาวไวชอบแลว อันบุคคลเจริญแลว
กระทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพ่ือความรูย่ิง เพื่อความตรัสรู เพื่อ
นิพพาน๙๑

๖.๓.๒ ทาํ วชิ ชาและวิมตุ ตใิ หบรบิ ูรณ
วิชชา หมายถึงอรหัตตมรรค๙๒ ,ผลวิมุตติซึ่งเปนโลกุตตระอยาง
เดยี ว๙๓อรรถกถาอังคตุ ตรนกิ ายบอกวา หมายถึงผลญาณและสัมปยุตต
ธรรมที่เหลอื ๙๔
วิมตุ ติรส หมายถึง ความถงึ พรอ มแหงผล๙๕
คัมภีรว สิ ุทธมิ รรค และคัมภีรอ่ืน ๆ กลาวอานิสงสของการปฏิบัติ
อานาปานสตภิ าวนาทั้งนัยสมถะ และวิปสสนา ไวด งั น้ี
๑. สามารถตดั วติ กมีกามวิตกเปนตน เพราะเปนธรรมอันละเอียด
และประณีตเปนธรรมเครื่องพักอยอู ันละมนุ ละไมและเปนสขุ ๙๖

๙๑ ดูใน สํ.ม. (บาล)ี ๓๐/๔๑๗-๔๑๘/๒๒๒-๒๒๓.
๙๒ ดรู ายละเอียดใน ม.อุ.อ. (บาลี) ๓/๔๓๓/๒๕๔.
๙๓ ดรู ายละเอยี ดใน สํ.ม.อ. (บาล)ี ๓/๑๘๔/๒๐๘.
๙๔ องฺ.ทสก.อ. (บาลี) ๓/๖๑-๖๒/๓๕๒.
๙๕ ดรู ายละเอยี ดใน ขุ.ม.อ. (บาลี) ๕๐/๒๖๖.
๙๖ ดูรายละเอียดใน อง.ฺ นวก. (บาลี) ๒๓/๑/๒๙๒.

๓๗๙


บทท่ี ๖ ผลสาํ เร็จของอานาปานสติภาวนา

๒. เปน มูลเหตุแหงการทาํ วชิ ชาและวิมตุ ติใหบรบิ ูรณ๙๗
๓. ผทู ่ไี ดสาํ เร็จอรหตั ผล โดยอาศัยอานาปานสตกิ รรมฐานเปน
บาทฐาน ยอมกาํ หนดรใู นอายุสงั ขารของตนวาจะอยไู ปไดส กั เทาไรและ
สามารถรูกาลเวลาทจี่ ะปรนิ พิ พานดวย๙๘
๔. หลบั เปนสขุ ไมด ้ินรน
๕. ตื่นก็เปน สุข คือ มีใจเบกิ บาน
๖. มีรา งกายสงบเรียบรอย
๗. มหี ริ ิโอตตปั ปะ
๘. นาเลือ่ มใส
๙. มีอัธยาศัยประณตี
๑๐. เปน ทรี่ กั ของคนทง้ั หลาย
๑๑. ถายงั ไมส ําเรจ็ มรรค ผล นิพพาน เม่ือแตกตายทําลายขันธก็
มีสคุ ตโิ ลกสวรรคเปน ที่ไปในเบ้อื งหนา ๙๙
พทุ ธทาสภิกขุมแี นวคําสอนเกี่ยวกับอานิสงสการเจริญอานาปาน
สติภาวนาตางจากคัมภีรอรรถกถาพระวินัย และคัมภีรวิสุทธิมรรค คือ
ทานประมวลจากคมั ภีรพ ระไตรปฎ กมาอธบิ ายไวโ ดยตรง วา อานาปาน
สติภาวนาเปนแบบท่ีพระพุทธเจาทานก็สรรเสริญ วาเปนแบบท่ีมีผล
มาก มอี านิสงฆม าก เปน แบบที่ปฏิบัติไดสะดวกสบาย เพราะวาเราได
ใชส่ิงที่มีอยูในตัวเราลวนๆ ท้ังหมดท้ังสิ้น เปนเคร่ืองปฏิบัติ เปนวัตถุ
สาํ หรบั การกําหนด ไมยุงยาก ไมลําบาก ไปนั่งที่ไหนก็มีลมหายใจ ไป

๙๗ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๓๐.
๙๘ ดูรายละเอียดใน ม.ม. (บาลี) ๑๓/๑๒๑/๙๖.
๙๙ วิสุทธฺ ิ. (บาลี)๑/ ๓๑๘-๓๑๙.

๓๘๐


บทท่ี ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสตภิ าวนา

น่ังตรงไหน ก็มีการคิดนึกไดเพราะฉะนั้น ไมตองเท่ียวหอบเที่ยวห้ิว
อะไร ไปนั่งท่ีไหนโคนตนไมไหนก็กําหนดลมหายใจได และปฏิบัติได
โดยไมตองระหกระเหินไมตองประสบกันเขากับภาพที่นากลัว นา
อนั ตรายอยา งไปพจิ ารณาซากศพอยางนี้ มันก็ตองไปประสบกันเขากับ
ภาพท่ีเปนภาพท่ีนากลัว บางทีก็เปนอันตรายถาทําไมถูกวิธี แตวาใน
การปฏิบตั อิ านาปานสตินีจ้ ะไมม ปี ญ หาอยา งน้นั จะไมมีส่ิงท่นี ากลวั จะมี
แตส ิ่งทส่ี งบเยน็ ตง้ั แตต น จนปลาย ทกุ ๆ ข้ัน ทุกๆ ตอน๑๐๐ ไดกลาวถึง
ขอ ดีของอานาปานสติสมาธิวา มอี ยหู ลายประการ ดงั นี้

๑. อานาปานสติสมาธิ ไดผลทันทีเมื่อเริ่มปฏิบัติ ไมตองรอจน
เกดิ สมาธิเปนขั้นตอนชัดเจน คือผอนคลาย จิตสงบสบาย ทําใหอกุศล
ธรรมระงับ และสงเสริมใหกุศลธรรมเกิดข้ึน อานาปานสติจึงเปนระบบ
ลัดที่สุด ประหยัดเวลา สามารถวัดไดและสามารถประยุกตใชไดตาม
ความสามารถของแตละบคุ คล๑๐๑

๒. อานาปานสตสิ มาธิ ใหผ ลดแี กสุขภาพ ชวยใหรางกายไดรับ
การพักผอนอยางดี ระบบการหายใจที่ปรับใหราบเรียบเสมอ ประณีต
ดวยการปฏิบัติกรรมฐานก็ชวยใหดียิ่งข้ึนเม่ือกายผอนคลาย ใจก็สงบ
สบาย ทาํ ใหจิตมคี วามสามารถมีสมรรถนะ จิตสามารถทําหนาท่ีทางจิต
ไดดียง่ิ ข้ึน และยังสงเสรมิ ภาวะทางรางกายใหด ีอีกดว ย๑๐๒

๓. อานาปานสติภาวนา เปนสติปฏฐาน ๔ ทีแ่ ทจ ริง คอื เมือ่ ทาํ

๑๐๐ พุทธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๕๖-๕๗.
๑๐๑ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๕๖, พทุ ธธรรม
ประยกุ ตสาํ หรับประชาชน, หนา ๔๑
๑๐๒ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตสิ มบูรณแบบ, หนา ๔๐.

๓๘๑


บทที่ ๖ ผลสําเร็จของอานาปานสติภาวนา

อานาปานสตคิ รบท้งั ๑๖ ข้ันแลว โพชฌงคก็สมบูรณ วิชชาและวิมุตติก็
สมบูรณ ดังน้ัน เมอื่ ทาํ อานาปานสติ ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น เปน ๑๖
ข้นั แลว สติปฏฐาน ๔ กจ็ ะสมบรู ณ๑๐๓

๔. อานาปานสติสมาธิ เปนสัญญาที่ดที ส่ี ุดคือเปนเครื่องกําหนด
หมายท่ีดีที่สุด ทําใหกาวหนาบรรลุนิพพานได อันเปนความสงบของ
ชวี ติ ระดับสงู สุด๑๐๔

๑๐๓ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสตบิ รรยาย-อภปิ ราย-สมั มนา-สาธติ ,
พมิ พท ่ี ธรรมสภา,๓๕/๒๒๗ บางพลัด กรุงเทพฯ, ๒๕๔๔,หนา ๑๐.

๑๐๔ พทุ ธทาสภิกขุ (ม.ป.ป.), คูมอื ปฏบิ ตั ิอานาปานสติสมบูรณแบบ,
ธรรมสภา,หนา ๖-๑๒.

๓๘๒


บรรณานกุ รม

ก. ขอ มูลปฐมภมู ิ

(๑) พระไตรปฎก :
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปฎ กภาษาบาลี ฉบบั มหาจฬุ า

เตปฏ ก,ํ ๒๕๐๐.กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๕.
________ .พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ,
กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั . พระไตรปฎกพรอ มอรรถกถา แปล ชดุ ๙๑ เลม,
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๔.

(๒) ปกรณวิเสส อรรถกถา และฎกี า :

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.อรรถกถาภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาอฏฐกถา
กรงุ เทพมหนคร :โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, โรงพมิ พ
วญิ ญาณ, ๒๕๓๒.

________ .ฎกี าภาษาบาลี ฉบบั มหาจฬุ าฎีกา. กรุงเทพมหนคร :โรงพมิ พ
โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, โรงพมิ พว ญิ ญาณ, ๒๕๓๙.

________ .ปกรณวเิ สสภาษาบาลี ฉบบั มหาจุฬาปกรณวิเสโส.
กรุงเทพมหนคร : โรงพิมพวิญญาณ, ๒๕๓๙.

________ .วนิ ยปฏก สมนฺตปาสาทกิ า มหาวภิ งฺคอฏกถา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๔.

________ .ทฆี นิกาย สมุ งคฺ ลวลิ าสนิ ี ศีลกขฺ นฺธวคฺคอฏฐ กถา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พว ญิ ญาณ, ๒๕๓๒.


________ .ทฆี นกิ าย สุมงฺคลวลิ าสนิ ี มหาวคคฺ อฏ กถา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พวญิ ญาณ, ๒๕๓๓.

________ .มชฺฌิมนิกาย ปปจฺ สทู นี มลู ปณณฺ าสกอฏกถา.

กรงุ เทพมหานคร :โรงพิมพวิญญาณ ๒๕๓๓.
________ .มชฌฺ มิ นกิ าย มชฺฌมิ ปณณฺ าสกอฏฐกถา. กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพวิญญาณ, ๒๕๓๓.
________ .สํยตุ ฺตนิกาย สารตถฺ ปปฺ กาสนิ ี สคาถวคฺคอฏกถา.

กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พวญิ ญาณ, ๒๕๓๓.
________ .องฺคตุ ฺตรนกิ าย มโนรถปรู ณี ทกุ าทนิ ิปาตอฏกถา.

กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๓.
________ .ขุทฺทกนิกาย ธมมฺ ปทฏฐ กถา. กรงุ เทพมหานคร:โรงพิมพมหา

จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ๒๔๙๕.
________ .ขุททฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทีปนี สตุ ฺตนปิ าตอฏกถา.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพว ญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ .ขทุ ทฺ กนิกาย เอกกนิปาตชาตกอฏฐกถา. กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพว ญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ .ขทุ ฺทกนกิ าย สทฺธมฺมปปฺ ชโฺ ชตกิ า มหานิทเฺ ทสอฏกถา.

กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพว ญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ . ขทุ ฺทกนิกาย สทธฺ มฺมปฺปชฺโชตกิ า จฬู นทิ ฺเทสอฏกถา.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพว ญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ .ขุทฺทกนิกาย ปฏิสมภฺ ทิ ามคฺคอฏกถา.

กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพวญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ .ธมฺมสงคฺ ณี อฏฐ สาลนี ีอฏ กถา. กรงุ เทพมหานคร

: โรงพมิ พว ิญญาณ, ๒๕๓๔.
________ .ปรมตถฺ มชฺ สู า วิสทุ ธฺ ิมคคฺ มหาฎกี า. กรุงเทพมหานคร

๓๘๔


: โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๘.
________ .มิลินทฺ ปฺหอฏ กถา ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.

กรงุ เทพมหานคร :โรงพิมพวิญญาณ , ๒๕๔๑.
________ .วสิ ทุ ฺธมิ คคฺ ปกรณ.กรงุ เทพมหานคร:โรงพมิ พวิญญาณ ,๒๕๓๙.
________ .อภิธรรมปฏกปฺจปกรณอฏ กถา. กรุงเทพมหานคร :

โรงพมิ พว ญิ ญาณ, ๒๕๓๔.
________ .อภิธมฺมตฺถสงคฺ โห. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พว ญิ ญาณ,

๒๕๔๒.
________ .อภิธมมฺ ตถฺ วภิ าวนิ ฎี ีกา .กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพวิญญาณ ,

๒๕๔๒.
มหามกุฏราชวทิ ยาลัย . อภิธมมฺ ตถฺ วภิ าวนิ ยิ า ปจฺ ิกา นาม อตฺถโยชนา.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหามกฏุ ราชวิทยาลัย หนา วัดบวร
นเิ วศวิหาร, ๒๕๓๗.
________ . อภธิ มฺมตฺถสงคฺ หปาลยิ า สห อภิธมมฺ ตถฺ วิภาวนิ ี นาม
อภิธมมฺ ตฺถสงคฺ หฏกี า. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหา
มกฏุ ราชวิทยาลยั หนาวัดบวรนิเวศวิหาร, ๒๕๓๘.

(๓) หนงั สอื :

พุทธทาสภกิ ขุ. คมู ือมนุษยฉ บบั สมบรู ณ . กรงุ เทพมหานคร . ธรรมสภา ,
๒๕๓๕.

________ . (ม.ป.ป.), คมู ือปฏิบตั ิอานาปานสติสมบรู ณแบบ.
กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.

_______.คมู ือปฏบิ ตั ิอานาปานสติอยา งสมบูรณแบบ. กรงุ เทพมหานคร
: สุขภาพใจ, ๒๕๓๙.

๓๘๕


________ .วิธีฝกสมาธวิ ปิ สสนา ฉบบั สมบรู ณ, พิมพท่ี โอเอ็นจี การพิมพ
จาํ กัด กรงุ เทพฯ ๒๕๔๕ ครั้งท่ี ๘ หนา๒๘.

________ .วปิ ส สนาในอริ ิยาบถ นอน . กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพ
ธรรมสภา , ๒๕๔๒.

________ .วิปส สนาในอิริยาบถ ยนื . กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพ
ธรรมสภา , ๒๕๔๒.

________ .อานาปานสตภิ าวนา.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ หางหนุ สวน
จาํ กดั การพมิ พพ ระนคร ๒๕๑๘.

________ .อานาปานสตกิ ุญแจไขความลับของชีวติ ฉบับคมู อื ปฏิบัติ.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พเลย่ี งเซยี ง , ๒๕๓๐.

________ .อานาปานสตบิ รรยาย-อภปิ ราย-สมั มนา-สาธิต. พมิ พท ี่
ธรรมสภา ๓๕/๒๒๗ บางพลัด กรงุ เทพฯ ๒๕๔๔.

ข. ขอ มูลทุตยิ ภูมิ

(๑) หนงั สอื

ขนุ สรรพกิจโกศล (โกวิท ปท มะสุนทร). คูม ือการศกึ ษากรรมฐาน
สังคหวิภาค พระอภธิ มั มัตถสังคหะปรจิ เฉทที่ ๙. พระนคร :
ประพาสตนการพมิ พ, ๒๕๐๙.

จําลอง ดิษยวณชิ .จิตวิทยาของการดับทุกข, เชียงใหม : กลางเวียงการ
พิมพ, ๒๕๔๔.

________ .วปิ สสนากรรมฐานและเชาวอ ารมณ . เชียงใหม
: โรงพิมพแสงศิลป , ๒๕๔๓.

ฝายวชิ าการอภธิ รรมโชตกิ ะวิทยาลัย(หลักสูตรช้นั มชั ฌมิ อาภธิ รรมิกะโท).
วิปสสนากรรมฐาน.กรงุ เทพฯ : เฉลมิ ชาญการพิมพ, ๒๕๒๘.

๓๘๖


พระคันธสาราภิวงั ส ,อภธิ ัมมตั ถสงั คหะ และปรมัตถทปี น.ี พิมพครง้ั ที่ ๒ ,
กรุงเทพฯ : ไทยรายวนั การพิมพ . พฤษภาคม ๒๕.

พระญาณธชเถระ(แลดีสยาดอ),อานาปานทปี น,ี พระคันธสาราภวิ งศแปล

และเรียบเรยี ง. โรงพิมพไ ทยรายวนั การพมิ พ,กรงุ เทพฯ, ๒๕๔๙.
พระธรรมปฎ ก (ป.อ.(บาล)ี ปยตุ ฺโต).พุทธธรรม ฉบบั ขยายความ.พมิ พค รง้ั

ที่ ๑๐.กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ บรษิ ทั สหธรรมิก จํากดั , ๒๕๔๖.
พระภทั ทันตะ อาสภเถระ. วปิ ส สนาทีปนีฎกี า. กรงุ เทพมหานคร

:ไพศาลวทิ ยา,๒๕๑๘.
พระพุทธโฆสาจารย. คัมภรี ว ิสทุ ธมิ รรค, สมเด็จพระพุฒาจารย

(อาจ อาสภมหาเถร)แปล,พิมพครัง้ ที่ ๔,กรุงเทพฯ
:บรษิ ัทประยรู วงศพ รน้ิ ติง้ จํากดั ,๒๕๔๖.
พระมหากัจจายนเถระ. เนตตอิ ฏฐกถา ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ หจก.ทิพยวสิ ุทธ,์ิ ๒๕๔๔.
พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ ปยตุ ฺโต).พจนานกุ รมพุทธศาสตรฉ บบั ประมวล
ธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๒.
พระโสภณมหาเถระ อคั รมหาบัณฑติ (มหาสสี ยาดอ).ธัมมจักกปั ปวัตนสูตร.
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ. พระพรหมโมลี, ศาสตราจารยพิเศษ
(สมศกั ด์ิ อุปสโม ป.ธ.๙,M.A., Ph.D.) ตรวจชาํ ระ. กรงุ เทพมหานคร
: ประยรู สาสนไทย การพิมพ, ๒๕๕๒.
______. มหาสติปฏ ฐานสตู ร ทางสูพ ระนิพพาน. แปลโดยพระคนั ธสารา
ภิวงศ. พระพรหมโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) ตรวจชาํ ระ.
พมิ พครง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพมหานคร : หา งหนุ สวนจํากัด ไทยรายวนั การ
พิมพ, ๒๕๔๙.
______.วปิ ส สนาชุนี ภาคปฏบิ ัต.ิ แปลโดยจํารญู ธรรมดา. กรงุ เทพ

๓๘๗


มหานคร : โรงพมิ พทิพยวสิ ุทธิ์, ๒๕๔๘.
______. วปิ สสนานัย เลม ๑. แปลโดยพระคนั ธสาราภวิ งศ. พระพรหมโมลี

(สมศักดิ์ อปุ สโม ป.ธ.๙, Ph.D.)ตรวจชําระ.นครปฐม : ซี ไอ เอ
เซ็นเตอร, ๒๕๕๐.
______.วิปส สนานัย เลม ๒. แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ. พระพรหมโมลี
(สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) ตรวจชาํ ระ. นครปฐม : ซี ไอ เอ
เซน็ เตอร, ๒๕๔๘.
______. วิสทุ ธญิ าณกถา วา ดว ยวิสทุ ธิ ๗ และญาณ ๑๖. แปลโดยธนติ
อยูโพธิ์. กรงุ เทพมหานคร : ศิวพร, ๒๕๒๖.
พระอัครวงศาจารย. สทั ทนตี ธิ าตุมาลา. พระมหานมิ ิต ธมมฺ สาโร

และจรญู ธรรมดา แปล.กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พหา งหนุ สว น
จํากัด ไทยรายวนั การพิมพ, ๒๕๔๖.
พร รัตนสุวรรณ. คูมือการฝกอานาปานสตสิ มาธิ,โรงพิมพว ญิ ญาณ,
บางลาํ ภู กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐, กรกฎาคม ๒๕๔๕.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕.
กรงุ เทพมหานคร :สํานักพิมพอ ักษรเจริญทัศน, ๒๕๒๕.
วรรณสทิ ธ์ิ ไวทยะเสว.ี คมู อื การศกึ ษาพระอภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉทท่ี๙
.กรุงเทพมหานคร: พมิ พค รั้งที่ ๕, โรงพิมพ หจก.ทพิ ยวิสุทธิ์ ,
๒๕๔๔.

(๒) วิทยานพิ นธ

พระมหาประเสริฐ มนตฺ เสวี (พรหมจนั ทร).“ศึกษาวเิ คราะหหลกั ปฏิบัตอิ านา
ปานสตภิ าวนา เฉพาะกรณคี ําสอนพุทธทาสภิกขุ”. ปริญญา พทุ ธ
ศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาวปิ ส สนาภาวนา. บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.

๓๘๘


ประวตั ิพระวปิ สสนาจารย

ชื่อ : พระภาวนาพศิ าลเมธี วิ. อายุ ๓๘ พรรษา ๑๘

[ประเสรฐิ มนตฺ เสวี (พรหมจนั ทร) น.ธ.เอก, ป.ธ.๘, พธ.ม.]

บรรพชา : ๑๑ มถิ ุนายน ๒๕๓๕ ณ วัดราษฎรบ ํารุง อ. ระโนด จ. สงขลา
โดยมี พระครูปกาศิตพุทธศาสตร เปนพระอปุ ช ฌาย

อปุ สมบท : ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ณ พทั ธสีมาวัดราษฎรบ ํารงุ อ. ระโนด
จ.สงขลา โดยมี พระครูศรคี ณาภิรกั ษ เปน พระอุปชฌาย

การศึกษา : นักธรรมชน้ั เอก (พ.ศ.๒๕๓๘) วัดราษฎรบ าํ รงุ อําเภอระโนด
จงั หวัดสงขลา
ป.ธ. ๘ (พ.ศ.๒๕๔๖) วัดมหาสวัสด์ินาคพุฒาราม ตาํ บลมหาสวัสด์ิ
อําเภอพุทธมณฑล จงั หวัดนครปฐม,

- ปรญิ ญาตรี พทุ ธศาสตรบณั ฑิต (พธ.บ.บาลพี ทุ ธศาสตร
เกียรตนิ ยิ มอันดบั หนงึ่ ) มหาวทิ ยาลัย มหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม รุนที่ ๕๐
ปการศึกษา ๒๕๔๖

- ปรญิ ญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม. วปิ สสนาภาวนา
วทิ ยานพิ นธ ระดับ ดี = Good) มหาวทิ ยาลัย มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม
๑ เมษายน ๒๕๕๒

การสอน :

พ.ศ. ๒๕๔๗ ครูสอนปรยิ ตั ิธรรม วดั มหาสวัสดิน์ าคพุฒาราม
พ.ศ. ๒๕๕๑ - ปจจบุ ัน อาจารยพิเศษสอนหลกั สูตรประกาศนยี บตั ร

“วปิ ส สนาภาวนา”
พ.ศ. ๒๕๕๒ อาจารยพิเศษ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาเขตบาลีศึกษาพุทธโฆส

นครปฐม สาขาวชิ าวปิ ส สนาภาวนา


พ.ศ. ๒๕๕๕ อาจารยบรรยายพิเศษปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎี
บัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ และสาขาวิชารัฐ
ประศาสนศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
วังนอย พระนครศรอี ยุธยา

พ.ศ. ๒๕๕๔ - ปจจุบัน อาจารยสอนหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาวิปสสนาภาวนา ศูนยบัณฑิตศึกษา วิทยาเขตบาฬี
ศึกษาพุทธโฆส นครปฐม

พ.ศ. ๒๕๕๘ - ปจจุบัน พระวิปสสนาจารยหลักสูตรวิปสสนาภาวนา ๗
เดือน ประจําหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
วิปสสนาภาวนา ศนู ยบ ัณฑิตศึกษา วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธ
โฆส นครปฐม

งานปกครอง

พ.ศ. ๒๕๕๖ เปนผูชวยเจาอาวาสพระอารามหลวง วัดพิชยญาติการาม
วรวหิ าร ถนนสมเดจ็ เจา พระยา แขวงสมเดจ็ เจาพระยา
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

ท่ีอยปู จ จุบนั
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตบาฬีศึกษาพทุ ธโฆส

นครปฐม ตั้งอยู ณ วัดมหาสวัสด์ินาคพุฒาราม ถนนศาลายา-นครชัยศรี
อ. พุทธมณฑล จ. นครปฐม ๗๓๑๗๐

Email : [email protected]
Web : www.facebook.com/ (ประเสริฐ มนฺตเสว)ี


Click to View FlipBook Version