บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
๑๓. อนจิ จฺ านปุ สสฺ ี อสฺสสิสฺสามตี ิ สิกขฺ ติ.
อนิจจฺ านุปสฺสี ปสสฺ สสิ ฺสามตี ิ สกิ ฺขติ.
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราพจิ ารณาเห็นวาไมเ ที่ยง หายใจเขา
เธอยอ มสําเหนยี กวา เราพิจารณาเห็นวาไมเที่ยง หายใจออก
๑๔. วิราคานปุ สสฺ ี อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สิกฺขติ.
วิราคานปุ สฺสี ปสสฺ สิสฺสามตี ิ สิกฺขต.ิ
เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราพจิ ารณาเหน็ ความคลายออกได
หายใจเขา
เธอยอมสําเหนยี กวา เราพิจารณาเห็นความคลายออกได
หายใจออก
๑๕. นโิ รธานปุ สฺสี อสสฺ สสิ สฺ ามีติ สกิ ขฺ ติ.
นิโรธานปุ สฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สกิ ขฺ ติ.
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราพจิ ารณาเห็นความดบั ไป หายใจเขา
เธอยอมสําเหนียกวา เราพิจารณาเห็นความดับไปหายใจออก
๑๖. ปฏินสิ ฺสคฺคานุปสฺสี อสสฺ สิสสฺ ามตี ิ สิกฺขติ.
ปฏินิสฺสคฺคานปุ สสฺ ี ปสสฺ สิสสฺ ามตี ิ สิกขฺ ติ.
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราพจิ ารณาเหน็ ความสละคืน หายใจ
เขา
เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราพจิ ารณาเห็นความสละคนื หายใจ
ออก๓๙
๓๙ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๑/๑๓๑, ม.อ.ุ (ไทย)๑๔/๑๔๘/๑๘๗,ส.ํ ม.(ไทย) ๑๙/
๙๗๗/๔๕๔,อง.ฺ จตกุ ฺก.อ.(บาลี)๒/๑๖๒/๓๘๗, องฺ.จตุกกฺ .ฏกี า (บาลี) ๒/๑๖๒/๔๒๕.
๒๑
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
แผนภาพที่ ๑ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา ๑๖ ข้ัน
การเจริญอานาปานสติภาวนา
อานาปานสติ ๑๖ ข้ัน สติปฏ ฐาน ๔ กรรมฐาน ๒ วิธีปฏบิ ัติ ๘ นัย
๑. รลู มหายใจเขา-ออกยาว สมถ ลวน ๑. คณนานยั
๒. รลู มหายใจเขา-ออกส้ัน กายานุปส สนา ๒. อนพุ ันธนานยั
๓.รูช ัดกองลมท้ังหมด สมถและ ๓. ผุสนานยั
วิปส สนาเจือ ๔. ฐปนานยั
๔. ระงบั ลมหายใจ นามรูปป ิรจเฉท - สัมมสนญาณ กนั
๕. รชู ดั ปต ิ สมถและ
วิปสสนา
๖. รชู ัดสุข เวทนานปุ ส สนา เจอื กนั ๕. ัสล ัลกขณานัย(เจริญ ิวปสสนา)
๗. รชู ัดจิตสังขาร ๖. วิวัฏฏนา ันย (มรรค)
๗. ปาริ ุสท ิธ ันย (ผล)
๘. ระงบั จิตสังขาร
๙. กาํ หนดรจู ติ สมถและ
วปิ สสนา
๑๐. ทําจิตใหบ นั เทงิ จติ ตานุปสสนา เจือกัน
๑๑. ตงั้ ใจไวม ่ัน
๑๒. เปลอื้ งจติ
๑๓. เหน็ ความไมเทยี่ ง วิปสสนาญาณ ๙
๑๔. เห็นความคลายออกได วปิ สสนาลวน
๑๕. เหน็ ความดบั ไป ธัมมานุปส สนา
๑๖. เห็นความสละคืน
๘.เตสังปฏิปส สนานยั
๒๒
บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา
๑.๕ อธิบายบทบาลีอานาปานสติเบอื้ งตน
พระผมู ีพระภาคเจาตรัสแนวปฏบิ ตั ิเบ้ืองตน กอนเจริญอานาปาน
สติภาวนาวา
อธิ ภกิ ฺขุ อรฺ คโต วา รุกฺขมูลคโต วา สฺุ าคารคโต วา
นิสีทติ ปลฺลงฺก อาภุชิตฺวา อุชุ กาย ปณิธาย ปริมุขํ สตึ
อุปฏ เปตฺวา. โส สโต ว อสฺสสติ สโต ว ปสสฺ สต.ิ
ภกิ ษุในพระธรรมวินัยน้ี ไปสูปา กด็ ี ไปสูโคนไมก็ดี ไปสเู รือนวา ง
ก็ดี นง่ั ขดั สมาธิ ต้ังกายตรง ดํารงสติไวเฉพาะหนา มีสติหายใจเขา มี
สติหายใจออก
บทบาลีวา อธิ ภกิ ขุ (ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยน)้ี
พระสารีบุตรเถระอธิบายวา หมายถึง พระผูเปนกัลยาณปุถุชน
พระเสขะ และพระอรหันต๔๐ คัมภีรอรรถกถามหาสติปฏฐานสูตร ทีฆ
นิกายมหาวรรค อธิบายอกี วา คําวา ภิกษุ เปนคําเรียกบุคคลผูถึงพรอม
ดวยขอปฏิบัติ ซ่ึงเทวดาและมนุษยทั้งหลายก็ดําเนินการปฏิบัติใหถึง
พรอมไดเชนกัน คือ เมื่อมุงถึงภิกษุแลวก็เปนอันมุงถึงคนทั้งหลายที่
เหลือดวย เหมือนอยางการเสด็จพระราชดําเนินของพระราชา เหลา
ขา ราชบรพิ ารนอกนนั้ กเ็ ปน อันรวมไวดว ยคาํ วา “พระราชา”๔๑
พระอรรถกถาจารยอธิบาย อิธ ศัพทวา แสดงถึงพระศาสนาอัน
เปนท่ีกอเกิดแหงบุคคลผูเพียรเจริญอานาปานสติครบสมบูรณทั้ง ๑๖
ข้ัน และเปนการปฏิเสธความเปน อยางนั้นแหง ศาสนาอื่นๆ สมจริงดังคํา
๔๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๐/๕๖๕.
๔๑ ที.ม.อ. (บาล)ี ๒/๓๗๓/๓๗๐.
๒๓
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
ท่ีพระผูมพี ระภาคเจาตรัสไววา “ดูกอนภิกษุท้ังหลาย สมณะมีอยูแตใน
พระศาสนานเ้ี ทานั้น ฯลฯ ลทั ธิอ่ืนๆ วางเปลา จากสมณะทกุ จําพวก”๔๒
พุทธทาสภิกขุอธิบายวา บุคคลผูศึกษาในศาสนาน้ีเห็นทุกขแลว
ตอ งการจะดบั ทกุ ขต ามวธิ นี ี้ คอื ตามวิธีแหงธรรมวินัยท่ีเราเรียกกันใน
บดั นวี้ าพุทธศาสนา ทพี่ ระพทุ ธองคไ ดต รสั วา สมณะที่หน่ึง สมณะทส่ี อง
สมณะที่สาม สมณะท่สี ี่ มแี ตใ นธรรมวินยั นีเ้ ทาน้ัน หมายความวาผูพน
ทุกขตามแบบแหงธรรมวินัยนี้ที่เราเรียกกันวา พระโสดาบัน พระ
สกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันตนั้น มีแตในธรรมวินัยที่มีการ
ปฏิบัติอยางน้ีเทานั้น ธรรมวินัยอ่ืนหรือลัทธิอื่นยอมวางจากสมณะ
เหลา น้ี หมายความวา ผทู มี่ งุ หมายจะดับทุกขตามแบบแหงธรรมวินัยน้ี
นั่นแหละคือผูที่จะเจริญอานาปานสติ กลาวคือ พระสาวกผูที่จะปฏิบัติ
ตามคําสงั่ สอนของพระผมู ีพระภาคเจาโดยเครงครดั นั่นเอง๔๓
บทบาลีวา อรญฺ คโต (ไปสปู า)
พระอรรถกถาจารยอธบิ ายวา ไดแก ไปสูปาอันมีความสุขอันเกิด
แตค วามสงดั เงียบอยา งใดอยา งหน่ึง เปนสถานท่ีภายนอกจากเขตบาน
ออกไป ท้ังหมดนั้นจัดเปนปา เสนาสนะท่ีชื่อวาปา คือสถานที่อันมีใน
ท่สี ดุ ชวั่ ๕๐๐ คันธนเู ปนอยางตํ่า แสดงการกําหนดเสนาสนะอันสมควร
แกการเจริญอานาปานสติ เพราะเมื่อจิตฟุงซานไปในอารมณตางๆ มี
รูปารมณเ ปน ตนเปนเวลานาน ไมข ึ้นสูอ ารมณแ หงอานาปาสติสมาธิ มัว
๔๒ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๔๓ พุทธทาสภิกขุ. อานาปานสติภาวนา, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
หา งหนุ สว นจํากดั การพมิ พพระนคร ๒๕๑๘. หนา ๕๘.
๒๔
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
แตจะแลนออกไปนอกทาง เหมือนรถที่เขาเทียมดวยโคโกง มักแลน
ออกไปนอกทาง ฉะน้นั .. ภกิ ษุเมื่อประสงคจะฝกจิตท่ีหยาบเพราะเสพ
รสอารมณอ ันหยาบมาเปนเวลานาน ก็พึงพรากจากอารมณน้ันเสีย เขา
ไปสปู าหรอื โคนไมหรอื เรือนวางเปลา แลวผกู ไวทหี่ ลกั คือลมหายใจเขา-
ออกนั้น ดวยเชือกคือสติ เม่ือเปนเชนน้ันจิตของเธอน้ันแมจะด้ินรนไป
ทางโนน ทางน้ี เมือ่ ไมไ ดอ ารมณทเ่ี คยชนิ ก็ไมอาจจะตัดเชือกคือสติหนี
ไปได ก็ยอมจะหมอบและแอบอิงอารมณน้ัน ดวยอํานาจอุปจารสมาธิ
และอัปปนาสมาธิ๔๔
พุทธทาสภิกขุอธิบายจุดมุงหมายของการอยูปาวา ความหมาย
สําคัญอยูตรงท่ีตองการใหพรากตัวเองจากสิ่งแวดลอมที่เคยชิน เม่ือ
ชาวนาเหน็ วา ลูกวัวตัวน้ีโตพอสมควรท่ีจะแยกไปฝกไดแลว ก็ตองแยก
จากแม นาํ ไปผูกไวท่ีใดที่หนึ่งจนกวาจะลืมแมหรือลมื ความเคยชินท่ีเคย
อยูกับแมเสียกอน แลวจึงจัดการอยางอ่ืนตามประสงค..อีกอุปมาหน่ึง
คือ พระศาสดาเปรียบไดกับบุคคลผูฉลาดในการดูพื้นที่ หรือเปนหมอดู
พ้ืนท่ีใหแกคนอ่ืน พระองคไดทรงแนะพ้ืนท่ีวา ปานั่นแหละเปนที่
เหมาะสมสําหรับบคุ คลผูท ่จี ะบําเพ็ญความเพียรในทางจิตทุกชนิด และ
ยงั ตรสั เปนอุปมาอนื่ วา เสอื ตอ งไปคอยซุมจับเนื้อในปา จึงจะจับไดงาย
เนื้อในท่ีนี้หมายถึงมรรค ผล และเสือก็คือภิกษุผูขวนขวายในการ
ประกอบความเพียรท่ีจะประกอบการงานทางจิตอยางแทจริง๔๕
บทบาลีวา รุกขฺ มลู คโต วา สฺุ าคารคโต วา
พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ไปสูโอกาสอันวาง คือ สถานที่อัน
๔๔ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๔๕ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๖๑.
๒๕
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
สงัด(ยกเวน ปาและโคนไม)ไดแ กเ สนาสนะ ๗ อยา ง คอื ๑)ภเู ขา ๒)ซอก
เขา ๓) ถํา้ ในภเู ขา ๔) ปาชา ๕) ปาละเมาะ ๖) ที่โลงแจง ๘) ลอมฟาง๔๖
จัดเปนเรือนวางอันเหมาะสมแกฤดทู ั้ง ๓ และสมควรแกธ าตแุ ละจริยา
พทุ ธทาสภกิ ขุอธิบายวา ถา เปน ฤดูรอนควรไปสูปาหรือที่โลง ถา
เปนฤดูหนาวควรไปสูโคนไมหรือดง ถาเปนฤดูฝนควรไปสูสุญญาคาร
เปนถา้ํ เปนภเู ขาทมี่ ีเงื้อมกนั ฝนได รมิ ลาํ ธารท่ีตลิง่ กันฝนได และใตล อม
ฟาง ดงั น้เี ปน ตน ในบาลีบางแหงแสดงใหเ ห็นละเอียดไปอีกวา ถาในฤดู
รอนกลางวันอยูในปาสบาย กลางคืนอยูในที่โลงสบาย แตถาเปนฤดู
หนาว กลางวนั อยูท โี่ ลงสบาย กลางคนื อยูในปาสบาย๔๗
บทบาลวี า นสิ ีทติ ปลฺลงฺก อาภุชติ วฺ า
พระอรรถกถาจารยอ ธิบายวา คูเขาน่ังขัดสมาธิ ไดแก การน่ังพับ
ขาโดยรอบ นั่งขัดสมาธหิ มายถึงนงั่ พับขาเขา หากันท้ัง ๒ ขาง เรียกวา
นัง่ ขัดสมาธิ๔๘
พทุ ธทาสภิกขุอธิบายบอกวัตถุประสงควา อิริยาบถนั่งเหมาะสม
ที่สุดสําหรับเจริญอานาปานสติ คือ สามารถคิดนึกไดอยางแนวแน ไม
ตองกังวลวาจะเซหรือลมอยางในอิริยาบถยืน และไมกอใหเกิดอาการ
งวงหรือความหลงใหลอยา งอ่ืนเหมือนอิรยิ าบถนอน มี ๒ ลักษณะ คอื
๑. ปทมาสนะ ทาน่ังดอกบัว โดยการหยอนตัวลงน่ังแลว
เหยียดขา ออกไปตรง ๆ ขางหนาท้ังสองขาง แลวงอเขา
ซา ยเขามาจนฝาเทา อยใู ตขาขวา ยกเทาขวาทับเขา ซาย
๔๖ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๒๐/๒๔๘, อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๕๐๘/๓๘๕.
๔๗ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๖๒.
๔๘ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๒๖
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
๒. สิทธาสนะ ทาน่ังของพวกสิทธาโดยการหยอนตัวลงนั่งแลว
เหยยี ดขาออกไปตรงๆ ขางหนา ทง้ั สองขา ง แลวงอเขาซาย
เขา มาจนฝาเทาอยูใตข าขวา แลวยกเทาขวาขึ้นทับเขาซาย
แลวยกเทา ซายขนึ้ มาขดั บนขาขวาอีกหน่ึง มือวางซอนกัน
ไวต รงตกั ๔๙
การนัง่ ตอ งตัง้ กายตรง เพราะตองการหายใจท่ีดี ฉะนั้น เราตอง
น่ังตรง เหมือนกับเอาไมตรงๆ เขาไปดามไวท่ีกระดูกสันหลัง กระดูก
สันหลังจะเหยียดตรง การน่ังตัวตรงเปนผลดีแกการหายใจ ซ่ึงเปนส่ิง
สาํ คัญในเร่ืองน้ี น่ังใหต วั ตรง น่งั ใหการหายใจเปน ไปอยางดีที่สดุ ๕๐
บทบาลีวา อุชุ กาย ปณิธาย (ต้งั กายตรง)
พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ต้ังรางกายสวนบนใหตรง คือ นั่ง
เรียงกระดูกสันหลัง ๑๘ ทอนใหปลายจรดกัน๕๑ เพราะเม่ือพระ
โยคาวจรน่ังอยางน้ัน หนังเน้ือและเอ็นยอมไมตึง เม่ือเปนอยางน้ัน
เวทนาซง่ึ มีการตึงหนังตึงเนื้อและเอ็นเหลานั้น เปนปจจัยใหเกิดข้ึนแก
พระโยคาวจรนั้นก็ไมเกิดข้ึน เมื่อเวทนาเหลานั้นไมเกิดข้ึน จิตก็ยอมมี
อารมณเปนหน่ึง กรรมฐานยอมไมตกถอย ยอมเขาถึงความเจริญงอก
งามขน้ึ
พทุ ธทาสภิกขุอธบิ ายจุดมุง หมายของการต้ังกายตรงวา ใหน่ังตัว
ตรง กระดกู สันหลงั ต้ังตรงราวกะวาเอาแกนเหล็กตรงๆ เขาไปสอดไว
ในกระดกู สนั หลงั ท้ังนี้ เพราะทานตอ งการจะใหขอ กระดูกสันหลังทุก ๆ
๔๙ พทุ ธทาสภกิ ขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๖๓.
๕๐ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสติ สมบรู ณแ บบ, หนา ๕๔-๕๖.
๕๑ อง.ฺ ติก.อ.(ไทย) ๓๔/๓๑๙ , ข.ุ ป.อ.(ไทย) ๖๙/๑๗๖.(มหามกุฏฯ)
๒๗
บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา
ขอจดกนั สนทิ เต็มหนา ตดั ของมัน ดวยความมุงหมายวา การทําอยางนี้
จะมีผลคือโลหิตและลมหายใจ เปนไปอยางถูกตองตามธรรมชาติ ซ่ึง
เปนส่ิงทพี่ ึงประสงคมากที่สุด อีกอยางหน่ึง คือ ทุกขเวทนาที่เกิดจาก
เลือดลมเดินไมสะดวก จะเกิดข้ึนไดโดยยากหรือมีแตนอยท่ีสุด นี้เปน
ความมุงหมายทางรูปธรรม ในทางนามธรรม มุงหมายถึงการทําจิตให
ตรงแนว ไมเอียงซายหรือเอียงขวา หรือเอียงหนาเอียงหลัง ดวยความ
นอ มไปสูก ามสขุ ัลลกิ านุโยคหรอื อัตตกิลมถานุโยคเปนตน พึงทราบวา
ผทู ท่ี าํ ไดด ี จะมตี ัวตรงอยูไ ดตลอดเวลาทัง้ ในขณะลืมตาและหลับตา หรอื
แมแตเ ม่ือจติ เขา สสู มาธิ ไรส าํ นกึ ในการควบคุมแลวกต็ าม๕๒
บทบาลวี า ปรมิ ขุ ํ สตึ อปุ ฎ เปตวา (ดาํ รงสติไวเฉพาะหนา)
พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ดํารงสติไวเฉพาะหนา หมายถึง
ตงั้ สตกิ าํ หนดอารมณกรรมฐาน๕๓
พุทธทาสภิกขุอธิบายวา หมายถึง สติท่ีตั้งมั่นในอารมณที่จะ
กาํ หนด ไดแ ก ลมหายใจโดยตรง จํากัดความวาทําจิตใหเปนเอกัคคตา
ตอ ลมหายใจ คอื มีลมหายใจอยา งเดียวทจี่ ิตกําลงั รสู ึกอยู หรอื กาํ หนดอยู
คําวา สติ เปนเพียงการกําหนดลวนๆ ยังไมเกี่ยวกับความรู หรือการ
พิจารณาแตอยางใด เพราะเปนเพียงขั้นที่เพ่ิงเร่ิมกําหนดเทาน้ัน โดย
พฤตินัย ก็คือน่ังตัวตรงแลวก็เริ่มระดมความรูสึกทั้งหมดตรงไปยังลม
หายใจที่ตนกําลังหายใจอยูนั่นเอง ไมจําเปนตองหลับตาเสมอไป
สามารถทาํ ไดท ั้งลืมตา โดยทําใหตาของตนจองจับอยูที่ปลายจมูกของ
ตนจนกระทงั่ ไมเหน็ ส่งิ อนื่ ใด อาศัยกําลังใจท่ีเขมแข็งแลวยอมจะทําได
๕๒ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๖๔.
๕๓ ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๒๘
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
โดยไมย าก ตาลมื อยูแ ละมองอยทู ี่ปลายจมูกก็จริง แตจิตไมไดมามอง
ดว ย คงมงุ อยูท ่ีการจะกําหนดลมหรือตดิ ตามลมแตอยางเดียว๕๔
โส สโต ว อสฺสสติ สโต ว ปสฺสสติ. ภิกษุนั้นมีสติอยู ยอม
หายใจเขา มีสติอยู ยอ มหายใจออก
บทบาลวี า โส สโต ว อสสฺ สติ
พระอรรถกถาจารยอธบิ ายวา ภิกษนุ ้ันน่งั อยางนี้ และตั้งสติไวมั่น
อยางนแี้ ลว เมอื่ ไมล ะสตินน้ั ชอื่ วา มสี ตหิ ายใจเขา มสี ตหิ ายใจออก ทาน
อธบิ ายไวว า เปน สโตการี ผูทาํ สต๕ิ ๕
พระสารีบุตรเถระอธิบายไววา คําวา เปนผูมีสติหายใจเขา
หมายความวา ภกิ ษุอบรมสติโดยอาการ ๓๒ ประการ๕๖ คือ ภิกษุเปนผู
ต้ังสติมั่นเพราะรูความที่จิตมีอารมณเดียว ไมฟุงซานโดยอาศัยลม
หายใจเขายาว ช่ือวาเปนผูอบรมสติดวยสติน้ัน ดวยญาณนั้น เปนผูต้ัง
สตไิ วม น่ั เพราะรคู วามทีจ่ ิตมีอารมณเดยี วไมฟ งุ ซา น โดยอาศยั ลมหายใจ
ออกยาว..เปนผูต งั้ สติไวมั่นเพราะรูความที่จิตมีอารมณเดียวไมฟุงซาน
ดวยสามารถลมหายใจเขาสั้น เปนผูต้ังสติไวม่ันเพราะรูความที่จิตมี
อารมณเดียวไมฟงุ ซา นโดยอาศยั ลมหายใจออกสัน้ ชื่อวา เปน ผูอบรมสติ
ดวยสติน้ัน ดวยญาณน้ัน ฯลฯ เปนผูตั้งสติไวมั่นเพราะรูความท่ีจิตมี
อารมณเดียว ไมฟงุ ซานโดยอาศยั ความเปน ผูพิจารณาเหน็ ความสละคืน
๕๔ พุทธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๖๔.
๕๕ ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๕๖ คอื อานาปานสติ ๑๖ ข้นึ แบงเปนลมหายใจเขา และลมหายออก คณู
๒ เปน ๓๒ ประการ
๒๙
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
หายใจเขา ..เปนผูตั้งสติไวม่ันเพราะรูความท่ีจิตมีอารมณเดียว ไม
ฟงุ ซา นโดยอาศัยความเปนผูพจิ ารณาเหน็ ความสละคืนหายใจเขา..เปน
ผูตั้งสติไวมั่นเพราะรูความที่จิตมีอารมณเดียว ไมฟุงซานโดยอาศัย
ความเปน ผูพจิ ารณาเหน็ ความสละคืนหายใจออก ช่ือวาเปนผูอบรมสติ
ดว ยสติน้ันดวยญาณนน้ั .๕๗
พระบาลีวา อสฺสสติ ปสฺสสติ คัมภีรพระไตรปฎก อรรถกถา
ฎีกา ปกรณวิเสส อธิบายความดังนี้
ก. นัยพระวินัย อรรถกถาพระวินัยแปล อสฺสสติ วา ยอม
หายใจออก และ ปสฺสสติ วายอมหายใจเขา โดยถอื วา อสฺสาส คือ
ลมหายใจออก สว น ปสสฺ าส คือ ลมหายใจเขา ปรากฏหลกั ฐานใน
คมั ภีรอ รรถกถาวา “อสฺสาโสติ พหนิ กิ ขฺ มนวาโต. ปสสฺ าโสติ อนฺโต
ปวิสนวาโต. สตุ ฺตนฺตฏฐ กถาสุ ปน อุปปฺ ฏปิ าฏิยา อาคตํ.”๕๘ คําวา
อสฺสาโส คือ ลมท่ีออกไปภายนอก คําวา ปสฺสาโส คือ ลมท่ีเขา
มาภายใน แตใ นอรรถกถาพระสตู รทัง้ หลายพบขอ ความกลับกัน
ข. นยั พระสูตร คัมภีรอรรถกถามัชฌิมานิกายแปล อสฺสาส
วาหายใจเขา แปล ปสสฺ าส วา หายใจออก โดยมุงแสดงการปฏิบัติ
ทกี่ าํ หนดรหู ายใจเขา กอ น ปรากฏหลักฐานวา “อสฺสาโสติ อนโฺ ต-
ปวสิ นนาสกิ วาโต ปสฺสาโสติ พหิ นิกฺขมนนาสิกวาโต.”๕๙
๕๗ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๕/๒๕๖.
๕๘ ว.ิ มหา.อ. (บาลี)๑/๕๐๐,องฺ.จตกุ ฺก.อ. (บาล)ี ๓/๑๐๘,วสิ ทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๙๖.
๕๙ ม.ม.อ. (บาลี) ๒/๓๐๕/๑๓๖.
๓๐
บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา
ชื่อวา หายใจเขา (ลมหายใจเขา) เพราะเปนลมที่เกิดจาก
ภายนอกแลวเขาไปภายใน และชื่อวา หายใจออก (ลมหายใจ
ออก) เพราะเปนลมท่ีเกิดจากภายในแลวออกไปภายนอก และ
ปรากฏหลักฐานในคมั ภีรส ารตั ถทีปนีอีกวา
สุตฺตนฺตฏกถายํ ปน พหิ อุฏหิตฺวาป อนฺโต สสนโต
อสฺสาโส, อนฺโต อุฏหิตฺวาป พหิ สสนโต ปสฺสาโสติ กตฺวา
อุปฺปฏิปาฏิยา วุตฺตํ. อถวา มาตุกุจฺฉิยํ พหิ นิกฺขมิตุ อลทฺโธ-
กาโส นาสิกาวาโต มาตุกจุ ฺฉิโต นกิ ฺขนตฺ มตเฺ ต ปมํ พหิ นกิ ขฺ มตีติ
วินยฏกถายํ อุปฺปตฺติกฺกเมน อาทิมฺหิ สาโส อสฺสาโสติ พหิ
นิกขฺ มนวาโต วตุ โฺ ต. เตเนวาห “สพฺเพสมปฺ คพภฺ เสยยฺ กานนฺ”ติ
อาทิ. สุตฺตนฺตฏกถายํ ปน ปวตฺติยํ ภาวนารมฺภสมเย ปมํ
นาสิกาวาตสฺส อนฺโต อากฑฺฒิตฺวา ปจฺฉา พหิ วิสฺสชฺชนโต
ปวตฺติกฺกเมน “อาทิมฺหิ สาโส อสฺสาโส”ติ อนฺโต ปวิสนวาโต
วุตโฺ ต.๖๐
ตามอรรถกถาพระสตู รกลาวไวสลบั ลาํ ดบั กนั โดยมุงหมายวา
‘ชื่อวา หายใจเขา (ลมหายใจเขา) เพราะเปนลมท่ีเกิดจาก
ภายนอกแลวเขาไปภายใน และชื่อวา หายใจออก (ลมหายใจ
ออก) เพราะเปน ลมที่เกิดจากภายในแลวออกไปภายนอก’
อีกนัยหนึ่ง ลมในโพรงจมูกท่ีไมไดโอกาสออกไปภายนอก
ระหวางอยูในครรภมารดา เม่ือทารกคลอดแลวยอ มปลอยออกไป
ภายนอกกอน ดังนั้น ในอรรถกถาพระวินัยจึงกลาวถึงลมท่ี
ออกไปภายนอกตามลําดับแหงการเกิดข้ึน โดยมีรูปวิเคราะหวา
๖๐ สารตฺถ.ฏกี า (บาล)ี ๒/๒๒๙.
๓๑
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
อาทมิ ฺหิ สาโส อสฺสาโส (หายใจออก คอื ลมหายใจในเบื้องแรก)
ฉะนั้น พระอรรถกถาจารยจงึ กลาววา สพฺเพสมฺป คพฺภเสยฺยกานํ
(ลมภายในยอมออกไปกอนในเวลาที่ทารกออกจากครรภมารดา
ตอมาลมภายนอกจึงรับเอาธุลีอันละเอียดเขาไปภายในกระทบ
เพดานแลว ดบั ไป) เปน ตน แตในอรรถกถาพระสูตรกลาวถึงลมท่ี
เขาไปภายในตามลําดับแหงการเกิดขึ้น โดยมีรูปวิเคราะหวา
อาทมิ ฺหิ สาโส อสสฺ าโส (หายใจเขา คือ ลมหายใจในเบ้ืองแรก)
เพราะลมทางจมูกทีแรกในเวลาเร่ิมภาวนาในปจจุบัน ดึงลม
หายใจเขาไปไวภ ายในกอ นและปลอ ยออกขา งนอกภายหลัง”
คัมภีรวิมติวิโนทนีฎีกาอธิบายวา อา ปมํ พหิมุขํ สสนํ
อสฺสาโส, ตโต อนฺโตมุขํ ปฏิสสนํ ปสฺสาโสติ อาห อสฺสาโสติ
พหิ นกิ ฺขมนวาโตติอาทิ. สุตฺตนตฺ ฏกถาสุ ปน อากฑฺฒนวเสน
อนฺโต สสนํ อสฺสาโส,พหิ ปฏิสสนํ ปสสฺ าโสติ กตวฺ า อุปฺปฏิปาฏิยา
วุตฺต.ํ ๖๑
“ลมหายใจท่ีมุงตรงไปภายนอกกอน ชื่อวา หายใจออก ลม
หายใจท่ีมุงตรงเขาภายในตอจากน้ัน ชื่อวา หายใจเขา ฉะน้ัน
พระอรรถกถาจารย จงึ กลา ววา อสฺสาโสติ พหิ นิกฺขมนวาโต (คํา
วา อสฺสาโส คือ ลมท่ีออกไปภายนอก)เปนตน แตในอรรถกถา
พระสูตร กลาวไวสลับลาํ ดบั กันโดยมุงหมายวา ‘ลมหายใจท่เี ขา ไป
ภายในดวยการสูดลม ช่ือวา หายใจเขา ลมหายใจท่ีออกไป
ภายนอก ชื่อวา หายใจออก’
๖๑ วิมติ.ฏีกา (บาลี) ๑/๒๗๐.
๓๒
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
อน่ึง คาํ วา อสฺสาสปสฺสาส มีคําไวพจนวา อานาปาน มาจาก
อาน ศัพท + อปาน ศัพท มีความหมายวา ลมหายใจเขาและลม
หายใจออก หรือลมหายใจออกและลมหายใจเขา โดย อปาน
ศพั ทม ีรูปวิเคราะหว า อานโต อปคตํ อปานํ (อปานะ คอื ลมหายใจ
ที่ถัดมาจากลมหายใจเขา/ลมหายใจออก) ดังมีสาธกในคัมภีร
อรรถกถาขุททกนกิ ายวา อานนตฺ ิ อสสฺ าโส อปานนฺติ ปสฺสาโส.
อสฺสาสปสฺสาสนิมิตฺตารมฺมณา สติ อานาปานสติ สติสีเสน
เจตฺถตํสมปฺ ยตุ ตฺ สมาธภิ าวนา อธิปเฺ ปตา.๖๒
“คําวา อานํ คือ ลมหายใจเขา คําวา อปานํ คือ ลมหายใจ
ออก สติท่ีมีลมหายใจเขาและลมหายใจออกเปนอารมณ ชื่อวา
อานาปานสติ
อน่ึง การเจริญสมาธิที่ประกอบดวยสติน้ี หมายเอาแลวใน
คาํ น้โี ดยกลา วถึงสติ แตมุงใหหมายถึงสมาธิ” อีกนัยหนึ่ง ตัดบท
เปน อาน+อาปาน ดงั มีสาธกในคัมภีรอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
วา นิทเฺ ทเส ปน นาการสสฺ ทฆี ตตฺ มชฌฺ ุเปกขิตฺวา อาปานนตฺ ๖ิ ๓
“แตใ นคัมภีรนิเทศ กลาวถึงรูปวา อาปาน โดยเพิกเฉยความ
เปนทฆี ะของ อา อักษรใน น (คือ มาจาก อาน + อาปาน ไมตอง
ลบสระหนาแลวทีฆะสระหลัง เพราะสระหลังมีรูปเปนทีฆะอยู
แลว )”
อีกนัยหนง่ึ คาํ นี้ตดั บทเปน อาน + ปาน โดยถือวา ปาน เปน
๖๒ ขุ.เถร.อ. (บาล)ี ๒/๒๐๖.
๖๓ ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๘๑.
๓๓
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
ศัพทเดมิ และทีฆะ อ ใน น เปน อา มตนิ ้ีสอดคลองกบั คาํ สันสกฤต
วา ปรฺ าณ ท่ตี รงกับ ปาน ศัพท พบในสัททนีตปิ กรณ ธาตุมาลาวา
อน ปาณเน. ปาณนํ สสนํ. อนติ. อานํ. ปาน.ํ ตตถฺ อานนฺติ
อสฺสาโส. ปานนตฺ ิ ปสฺสาโส. เอเตสุ อสสฺ าโสติ พหิ นิกฺขมนวาโต.
ปสสฺ าโสติ อนฺโต ปวิสนวาโตติ วนิ ยฏกถายํ วุตฺตํ. สุตฺตนฺตฏ-
กถาสุ ปน อปุ ฺปฏิปาฏยิ า อาคตํ.
อน ธาตุใชในความหมายวา หายใจ,เปนอยู,มีชีวิต ปาณน
คือหายใจ(เปน อยู,มีชวี ติ ) อานํ ลมหายใจเขา,ปานํ ลมหายใจออก.
ในอรรถกถาพระวินยั ทา นกลาววา บรรดาบทเหลานัน้ บทวา
อานํ ไดแก ลมหายใจออก บทวา ปานํ ไดแก ลมหายใจเขา
บรรดาลม ๒ อยางนั้น ลมที่ปลอยออกมาภายนอก ชื่อวา ลม
หายใจออก ลมหายใจเขาภายใน ช่ือวา ลมหายใจเขา สวนใน
อรรถกถาพระสตู รทานเรยี งลําดับตรงขา มกัน๖๔
ค. นยั พระอภิธรรม พระอภิธรรมปฎกกลาวถึงเร่ืองธาตุลม
และ ลมหายใจ ไว ดังนี้
ตตฺถ กตมา วาโยธาตุ วาโยธาตุทฺวย อตฺถิ อชฺฌตฺติกา
อตฺถิ พาหิราฯ ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ย
อชฺฌตฺต ปจจฺ ตตฺ วาโย วาโยคต ถมฺภิตตฺต รูปสฺส อชฺฌตฺต
อปุ าทนิ นฺ เสยยฺ ถีท อทุ ธฺ งคฺ มา วาตา อโธคมา วาตา กุจฺฉิสยา
วาตา โกฏสยา วาตา องฺคมงฺคานุสาริโน วาตา สตฺถกวาตา
ขุรกวาตา อุปฺปลกวาตา อสฺสาโส ปสฺสาโส ย วา ปนฺมฺป
๖๔ พระอัคควงั สเถระ, สทั ทนตี ิ ธาตุมาลา, พระมหานิมติ ธมฺมสาโร จํารูญ
ธรรมดา แปล, หนา ๓๑๒.
๓๔
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
อตฺถิ อชฺฌตตฺ ปจจฺ ตฺต วาโย วาโยคต ถมฺภติ ตตฺ รูปสฺส อชฌฺ ตตฺ
อุปาทินฺน อย วุจฺจติ อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ฯ ตตถฺ กตมา พาหริ า
วาโยธาตุ ย พาหิร วาโย วาโยคต ถมฺภิตตฺต รูปสฺส พหิทฺธา
อนุปาทินฺน เสยฺยถีท ปุรตฺถิมา วาตา ปจฺฉิมา วาตา อุตฺตรา
วาตา ทกฺขิณา วาตา สรชา วาตา อรชา วาตา สีตา วาตา
อุณฺหา วาตา ปริตตฺ า วาตา อธมิ ตฺตา วาตา กาฬา วาตา เวรมฺภ-
วาตา ปกฺขวาตา สุปณฺณวาตา ตาลวณฺฏวาตา วิธูปนวาตา ย
วา ปนฺ มฺป อตฺถิ พาหิร วาโย วาโยคต ถมฺภิตตฺต รูปสฺส
พหิทฺธา อนุปาทินฺน อย วุจฺจติ พาหิรา วาโยธาตุ ฯ ยา จ
อชฺฌตฺติกา วาโยธาตุ ยา จ พาหิรา วาโยธาตุ ตเทกชฺฌ
อภิสฺ หู ติ วฺ า อภสิ งขฺ ิปตวฺ า อย วจุ จฺ ติ วาโยธาตฯุ ๖๕
ธาตุลมมี ๒ อยาง คือ วาโยธาตุท่ีเปนภายในก็มี ที่เปน
ภายนอกกม็ ี วาโยธาตุทีเ่ ปนภายในคือความพัดไปมา ธรรมชาติท่ี
พดั ไปมา ธรรมชาติเครือ่ งคํ้าจุนรปู เปน ภายในตน มีเฉพาะตน
ที่กรรมอันประกอบดวยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ซ่ึงเปนภายในตน
เชน ลมพัดข้ึนเบื้องบน ลมพัดลงเบ้ืองตํ่า ลมในทอง ลมในไส
ลมมพดั ไปตามตวั ลมศสั ตรา ลมมีดโกน ลมเพิกหัวใจ ลมหายใจ
เขา ลมหายใจออก หรือความพัดไปมา ธรรมชาติท่ีพัดไปมา
ธรรมชาติเคร่ืองค้ําจุนรูปเปนภายในตน มีเฉพาะตน ที่กรรมอัน
ประกอบดว ยตัณหาและทิฏฐยิ ึดถอื ซึง่ เปนภายในตน แมอ่นื ใดมี
อยู น้ีเรียกวา วาโยธาตุที่เปนภายใน
วาโยธาตุท่ีเปนภายนอก คือ ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัด
๖๕ อภ.ิ วิ. (บาลี) ๓๕/๑๗๖/๑๓๗.
๓๕
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
ไปมา ความเครงตึงแหงรูป เปนภายนอกตน ท่ีกรรมอัน
ประกอบดวยตัณหาและทิฏฐิไมยึดถือซึ่งเปนภายนอกตน เชน
ลมตะวันออก ลมตะวนั ตก ลมเหนือ ลมใต ลมมฝี นุ ละออง ลมไมม ี
ฝุนละออง ลมหนาวลมรอน ลมออน ลมแรง ลมดํา ลมบน ลม
กระพอื ปก ลมปกครฑุ ลมใบกงั หันลมพัดโบก หรอื ความพดั ไปมา
ธรรมชาตทิ ่ีพัดไปมา ธรรมชาตเิ ครอ่ื งค้ําจุนรปู เปนภายนอกตน ท่ี
กรรมอันประกอบดวยตัณหาและทิฏฐิไมยึดถือ ซึ่งเปนภายนอก
ตนแมอ่ืนใดมอี ยู น้ีเรียกวา วาโยธาตทุ ี่เปน ภายนอก
คัมภีรอรรถกถาพระวิภังคอธิบายวา บทวา อสฺสาโส (ลม
หายใจเขา) ไดแก ลมหายใจเขาไปในภายใน บทวา ปสฺสาโส
ไดแ ก ลมหายใจออกไปภายนอก ลมทัง้ หมดขา งตน มีสมุฏฐาน ๔
สวนลมหายใจเขา ลมหายใจออกมีจติ เปน สมฏุ ฐานอยางเดียว๖๖
ตามหลกั ภาษา คําวา อสฺสาส มาจาก อา อุปสัค + สาส ธาตุ
มีรูปวิเคราะหดังปรากฏในคัมภีรอัตถโยชนาวา อาทิมฺหิ ปวตฺโต
สาโส อสฺสาโส พหิ นกิ ฺขมนวาโต.๖๗ หายใจออก คือ ลมหายใจใน
เบ้ืองแรก สวน ปสฺสาส มาจาก ป + สาส ธาตุ มีรูปวิเคราะห
ปรากฏในคัมภรี อ ัตถโยชนา วา อสฺสาสโต อปคโต วาโต ปสฺสาโส
อนโฺ ต ปวิสนวาโต.๖๘ หายใจเขา คอื ลมหายใจในภายหลงั
ง. นัยวิสุทธิมรรค ยกขอความในอรรถกถาพระวินัยและ
พระสูตรมาอธิบายวา อรรถกถาพระวนิ ัยกลาวลมหายใจที่เกิดข้ึน
๖๖ อภิ.วิ.อ. (บาลี) ๕๕/๗๗.
๖๗ วิภาว.ิ โยชนา (บาลี) ๓/๑๐๑/๒๓๒.
๖๘ วภิ าวิ.โยชนา (บาลี) ๓/๑๐๑/๒๓๒.
๓๖
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
ภายในชือ่ วาหายใจออก ลมหายใจท่เี กิดข้ึนภายนอกช่ือวาหายใจ
เขา เวลาท่ีทารกที่อยูในครรภคลอดออกจากทองมารดา ยอม
ปลอยลมขางในออกมาขางนอกกอน ลมขางนอกพาเอาธุลี
ละเอยี ดเขา ขา งในทีหลัง พอถึงเพดานปากก็ดับ แตในอรรถกถา
พระสูตรแปลกลับกัน โดยกลาวถึงลมท่ีเขาไปภายในตามลําดับ
แหงการเกดิ ข้ึน๖๙
สวนผูเขยี น ใหคาํ จํากดั ความทั้งนัยสมถะและวิปสสนารวมกันวา
“อานาปานสติภาวนา คือ การเจริญสติกําหนดรูสภาวธรรมปจจุบันที่
ปรากฎอยูทกุ ลมหายใจเขา-ออก”
เน่ืองจากงานวิจัยฉบับนี้มุงกลาวถึงหลักปฏิบัติอานาปานสติ
โดยตรง จงึ เลือกท่จี ะแปลและอธบิ ายพระบาลีอานาปานสตภิ าวนาน้ีโดย
ยึดตามนยั พระสูตร ซง่ึ เปนนยั ปฏบิ ัตทิ ่ีพระสารีบุตรเถระไดอรรถาธิบาย
ไวแ ลวในคมั ภีรป ฏิสัมภทิ ามรรคทีก่ ลา วถึงการปฏิบตั ิโดยตรง วา
อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตวิก
เขปคตํ จติ ตฺ ํ สมาธสิ ฺส ปรปิ นโฺ ถ ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สตยิ า
อนุคจฺฉโต พหิทธฺ า วกิ เฺ ขปคตํ จติ ตฺ ํ สมาธสิ สฺ ปริปนฺโถ อสสฺ า
สาทิมชฌฺ ปรโิ ยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตํ วิกฺเขปคเตน
จติ ฺเตน กาโยป จิตฺตมฺป สารทธฺ า จ โหนฺติ อิฺชิตา จ ผนฺทิตา
จ. ปสสฺ าทมิ ชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต พหทิ ฺธา วกิ เฺ ขปคเตน
จิตฺเตน กาโยป จิตตฺ มปฺ สารทฺธาจ โหนตฺ ิ อิ ฺชติ า จ ผนฺทิตา จ.๗๐
๖๙ ดรู ายละเอยี ดใน วิสทุ ธิ.(บาลี) ๑/๒๙๖., วิสุทฺธ.ิ มหาฎกี า(บาล)ี ๑/๓๗๘.
๗๐ ข.ุ ป. (บาล)ี ๓๑/๑๕๔/๑๗๕.,ขุ.ป. (บาล)ี ๓๑/๑๕๗/๑๗๗.
๓๗
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
“เมอ่ื บุคคลตามรูเบ้ืองตน ทามกลาง และที่สุดของลมหายใจ
เขา ดว ยสติอยู จิตท่ีถึงความซัดสายภายในเปนอุปสรรคแกสมาธิ
เมื่อบุคคลตามรูเบื้องตน ทามกลาง และท่ีสุดของลมหายใจออก
ดว ยสติ จติ ทถี่ งึ ความซดั สา ยภายนอกเปน อปุ สรรคแกสมาธิ”
“เม่ือบคุ คลตามรูเ บอ้ื งตน ทา มกลาง และท่ีสุดของลมหายใจ
เขาดวยสตอิ ยู มจี ิตถงึ ความซดั สายภายใน กายกับจิตยอ มเรา รอน
กระสับกระสายไมสงบ เมื่อบุคคลตามรูเบ้ืองตน ทามกลาง และ
ที่สดุ ของลมหายใจออกดวยสติอยู มีจิตถึงความซัดสายภายนอก
กายกบั จิตยอ มเรารอ นกระสับกระสา ยไมส งบ”
พทุ ธทาสภกิ ขุ แปลวา อสฺสสติ ปสสฺ สติ หายใจออก หายใจเขา๗๑
ซ่ึงสอดคลองกบั คัมภีรพ ระวินัย แตมนี ยั ตรงกนั ขามกับคมั ภีรป ฏิสัมภิทา
มรรค๗๒ ซึ่งเปนตําราปฏิบัติท่ีพระสารีบุตรเถระไดอธิบายไว โดยให
ทรรศนะวา
“บางคนวา หายใจเขา แลว หายใจออกจึงจะถกู แตนี่ไมสําคัญ
เปนเร่ืองของภาษา ผมก็อยูในพวกท่ีแปลวาหายใจออก หายใจ
เขา มปี ญ หาวา กําหนดท่ีทาํ การหายใจออกกอ นแลว จงึ หายใจเขา
แลว ตอ ไปก็ ออก–เขา, ออก–เขา คลายกับจะตั้งปญหาถามวาจะ
ไปกําหนดที่ลมหายใจออกกอน หรือลมหายใจเขากอน แตเน้ือ
แทไ มใชปญหา ออกกอ นก็ได เขากอ นก็ได เราตัง้ ตน กาํ หนดเขาท่ี
ลมหายใจก็แลวกัน ในครั้งที่มันหายใจเขา หรือในครั้งท่ีหายใจ
ออกไดท้ังนั้น พูดถึงเทคนิคมันก็ไมมีขอน้ี ถามีเทคนิคก็เปน
๗๑ พุทธทาสภิกข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๖๖.
๗๒ ดูรายละเอียดใน ข.ุ ป. (บาล)ี ๓๑/๑๕๔/๑๗๕.
๓๘
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
เทคนิคทางภาษาไปเสีย เพราะวาจะอางอิงทางภาษา พวกท่ีวา
กําหนดหายใจออกกอนเขา ก็มีคําอธิบายวามันตองหายใจออก
กอ น ทํานองเดียวกับเด็กท่ีคลอดจากทองแมออกมา เด็กออกมา
การหายใจคร้งั แรก มนั จะตอ งหายใจออกกอน มันจึงจะหายใจได
ถือเอาธรรมชาติแทเปนหลัก หรือจะถือเอาการหายใจออกเปน
การเตรียม การหายใจเขาครั้งถัดมาเปนตัวจริง เปนการตั้งตนที่
สมบรู ณ อยางนี้ก็ได” ๗๓
๑.๖ การบรกิ รรมภาวนา
๑.๖.๑ การกาํ หนด
การกําหนด คือการเอาจิต (นอมจิต,สงจิต,สองจิต)เขาไปรับรู
อารมณห รือความรูสึกตางๆ ที่เกิดข้ึนในปจจุบันขณะอยางจดจอ เฝาดู
สภาวะปจจุบันอารมณ อันเปนสภาพธรรมที่ปรากฏขึ้นตามความเปน
จรงิ ดว ยความเช่อื มน่ั ในแนวปฏิบัติ มีวิริยะ สติ สมาธิ และปญญา โดย
ปราศจากการคดิ นึกพจิ ารณาปรงุ แตงหรือเพิ่มเตมิ ส่ิงใดๆ ลงไปในทกุ ๆ
ขณะท่ีมีการกําหนดรู ในอานาปานสติภาวนานี้ มีศัพทบาลีแสดงการ
กําหนดรอู ยู ๒ ศัพท คือ ปชานาติ และ สิกฺขติ มอี ธบิ ายดังนี้
๑) บทวา ปชานาติ แปลวา รูชัด เปนผลเกิดข้ึนจากการกําหนดรู
รปู -นามปจ จุบัน อันอาศยั การบริกรรมภาวนาเปนเครือ่ งประคับประคอง
พระอรรถกถาจารยอ ธบิ าย๗๔วา
๗๓ พทุ ธทาสภิกข,ุ อานาปานสติ สมบูรณแ บบ, หนา ๕๗.
๗๔ ที.ม.อ. (บาล)ี ๒/๓๗๕/๓๘๑
๓๙
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
แมสตั วด ริ ัจฉาน เชน สุนขั บา น สนุ ขั จ้งิ จอก เมอื่ เดนิ ไปกร็ ูวา ตัว
เดนิ ไปก็จริงอยู แตพ ระพุทธเจามิไดตรัสหมายเอาความรูเชนน้ัน เพราะ
ความรูเชนนั้นละความเห็นวาสัตวไมได เพิกถอนความเขาใจวาสัตว
ไมได ไมเปนกรรมฐานหรือสติปฏฐานภาวนา สวนการรูของผูเจริญ
ภาวนายอมละความเหน็ วา สัตว เพิกถอนความเขาใจวาสัตวได เปนทั้ง
กรรมฐานและเปนสติปฏฐานภาวนา และคําท่ีตรัสหมายถึงความรูชัด
อยางนีว้ า ใครเดิน การเดนิ ของใคร เดินไดเ พราะอะไร
ตอบวา ไมใ ชสัตว หรอื บุคคลไรๆ เดนิ
ตอบวา ไมใชก ารเดนิ ของสัตวหรือบคุ คลไรๆ เดนิ
ตอบวา เดินไดเพราะการแผไปของวาโยธาตุอันเกิดจากจิต
ปรารถนา เพราะฉะน้ัน ภิกษุนั้นยอมรูชัดวา จิตคิดวาจะเดิน จิตน้ันก็
ทําใหเกิดวาโยธาตุ ทําใหเกิดความเคล่ือนไหว การนําสกลกายใหกาว
ไปขางหนาดวยความไหวตัวแหงวาโยธาตุ อันเกิดจากจิตปรารถนา
เรียกวา เดิน แมในอริ ยิ าบถอ่ืนก็เหมอื นกนั เกิดจติ ปรารถนาขึ้นวาเราจะ
นั่ง จิตนั้นก็ทําใหเกิดวาโยธาตุๆ ก็ทําใหเกิดความจงใจในความ
เคลอื่ นไหว ความคูก ายเบอื้ งลางลง ทรงกายเบอ้ื งบนข้ึน ดวยความไหว
ตัวแหงวาโยธาตุอนั เกิดแตการทําของจิต เรยี กวาน่ัง
กายเปรียบเหมือนเกวียน เพราะอรรถวาไมรู ธาตุลมที่เกิดจาก
จิตเปรยี บเหมือนโค จิตเปรียบเหมือน สารถี
เม่ือจิตเกิดข้ึนวา จะเดิน จะยืน วาโยธาตุที่ทําใหเกิดความ
เคล่อื นไหวกเ็ กดิ ขน้ึ อริ ิยาบถมีเดนิ เปน ตน ยอมเปนไปเพราะความไหว
ตัวแหง วาโยธาตอุ นั เกิดแตการทําของจิต๗๕
๗๕ ท.ี ม.อ. (บาล)ี ๒/๓๗๕/๓๘๑
๔๐
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
๒) คําวา สําเหนียก หมายถึง เพียรพยายามกําหนดรูอารมณที่
ปรากฏในขณะปจจุบันอยางใสใจ กอเกิดเปนไตรสิกขาอยางครบถวน
คือ ความสํารวมของผูเพียรพยายามใสใจกําหนด จัดเปนอธิศีลสิกขา
ความตั้งใจมั่นของผูเพียรพยายามใสใจกําหนด จัดเปนอธิจิตตสิกขา
ความรทู วั่ ถงึ ของผูเพยี รพยายามใสใจกําหนด จัดเปน อธปิ ญญาสิกขา๗๖
๑.๖.๒ การกาํ หนดรู
ปริญญา แปลวา กําหนดรู หรือทําความรูจัก หมายถึง การทํา
ความเขาใจสิ่งตางๆ โดยครบถวนหรอื รอบดา น๗๗ แบง ออกเปน ๓ ขั้น
๑) ญาตปริญญา กําหนดรูขั้นรูจัก คือรูตามสภาวะลักษณะ
ไดแก รูจักจําเพาะตัวของสิ่งน้ันตามสภาวะของมัน วา รูปมีลักษณะ
สลาย เวทนามีลกั ษณะเสวยอารมณ สัญญามีลกั ษณะกําหนดไดหมาย
รู ดังนเี้ ปนตน
ภูมิแหงญาตปริญญา เริ่มต้ังแตกําหนดสังขาร จนถึงกําหนด
ปจจัย ปริญญาน้ีก็คือการตามกําหนดอยางจดจอตอเนื่อง จนแจง
ลกั ษณะเฉพาะของอารมณท ี่กําหนดน่นั เอง
๒) ตีรณปริญญา กําหนดรูข้ันพิจารณา คือ รูดวยปญญาท่ี
หยงั่ ลึกซง้ึ ไปถงึ สามัญญลกั ษณะ๗๘ไดแ ก รูถ ึงการที่สงิ่ นัน้ ๆ เปนไปตาม
กฎธรรมดาโดยพิจารณาเห็นความไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา เชน
เวทนาและสญั ญาน้นั ไมเที่ยงมคี วามแปรปรวนเปนธรรมดาไมใชต ัวตน
๗๖ วิสทุ ธ.ิ (บาลี) ๑/๒๒๐/๒๙๘
๗๗ ดูรายละเอียดใน ขุ.ม.(ไทย) ๒๙/๖๒/๖๐,วิสทุ ธฺ .ิ มหาฎีกา(บาล)ี ๓/๒๓๐.
๗๘ ตีรณฏเ าณํ แปลวา ปญญามีความหมายวาใครครวญ ไดแก
ปญญามีการเขา ใครค รวญเปน สภาวะหรอื มกี ารพิจารณาเปน สภาวะ.
๔๑
บทที่ ๑ อานาปานสติภาวนา
ภมู แิ หงตีรณปริญญา เรม่ิ ต้ังแตการพจิ ารณากองสังขาร จนถึง
อทุ ยัพพยานปุ สสนา (การพจิ ารณาเหน็ ความเกดิ และความดบั ) ปริญญา
น้ี ก็คือการตามกําหนดอยางจดจอตอเน่ืองจนแจงสามัญลักษณะของ
อารมณท กี่ าํ หนดนั่นเอง
๓) ปหานปริญญา๗๙ กาํ หนดรถู งึ ข้ันละได คอื รูถึงขัน้ ที่ทาํ ให
ถอนความยึดติด เปนอสิ ระจากส่งิ นั้นๆ ได ไมเกิดความผูกพันหลงใหล
ทําใหว างใจวางทาทีและปฏิบัติตอส่ิงตางๆ ไดถูกตอง เชน เมื่อรูวาสิ่ง
น้ันๆ เปน อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตาแลว ก็ละนิจจสญั ญาเปน ตน ในสิ่งน้ันได
มีสติกําหนดรูชัดตามความเปนจริง วางใจเปนกลางไมมีความยึดติด
ปลอยวา งได ภูมิแหง ปหานปรญิ ญาแบง เปนข้ันๆ ไดด งั นี้
๓.๑) ตง้ั ตน แตภงั คานปุ สสนา(การพิจารณาเห็นความดับ) ตอ
แตน นั้ พจิ ารณาเหน็ โดยความเปนของไมเ ท่ยี งยอมละนจิ จสญั ญาเสียได
๓.๒) พิจารณาเห็นโดยความเปนทุกข ยอมละสุขสัญญา
(ความสาํ คญั วาเปนสุข) เสยี ได
๓.๓) พิจารณาเห็นโดยความไมเปนตัวตน ละอัตตสัญญา
(สําคญั วา เปน ตวั ตน) เสยี ได
๓.๔) เบื่อหนายความเพลิดเพลิน สํารอกราคะ ดบั ตัณหา
๗๙คําวา ปหาเน ปฺา แปลวา ปญญาในการละ ปญญาเปนเครื่องละ
วิปลาสทั้งหลาย มีนิจจสัญญาวิปลาสเปนตน หรือธรรมชาติใดยอมละนิจจ
สญั ญาวปิ ลาสเปนตน ได ฉะนั้น ธรรมชาตนิ ั้น ช่อื วา ปหานาปญญา อีกอยางหนึ่ง
พระโยคีบคุ คลยอมละนจิ จสญั ญาวิปลาสไดด ว ยญาณนน้ั ฉะนั้น ญาณนั้นจึงช่ือวา
ปหานํ ญาณํ คือ “ญาณเปนเครื่องละนิจสัญญาวิปลาส” อีกอยาง “คําวา
ปริจฺจาคฏเ าณํ ญาณในอรรถวาสละ ไดแกญาณมีการสละนิจสัญญาวิปลาส
เปน ตน เปน สภาวะ” ดูใน ข.ุ ป.อ. (ไทย) ๗/๙๓.(มหากฏุ ฯ)
๔๒
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
สละคนื ความยดึ ถอื เสยี ได
พระพุทธองคทรงวางหลกั ในการกําหนดในขณะผัสสะไวดงั นี้
ญาตปรญิ ญา คือ การกําหนดรูผัสสะ คือรเู หน็ วา น้ตี าสมั ผัส น้หี ู
สมั ผสั น้จี มูกสมั ผสั น้ลี ิ้นสมั ผัส น้กี ายสมั ผัส นี้ใจสัมผัส น้ีอธิวจนสัมผัส
นปี้ ฏิฆสัมผสั ...นสี้ มั ผสั เปนท่ตี ั้งแหง เวทนาท่ีเปนสุข นี้สัมผัสเปนท่ีตั้ง
แหงเวทนาท่ีเปนทุกข น้ีสัมผัสเปนที่ต้ังแหงเวทนาเปนทุกขมสุข...นี้
ผสั สะอนั ประกอบดวยกุศลจิต นผี้ สั สะอนั ประกอบดว ยอกุศลจิต น้ีผสั สะ
อันประกอบดวยอัพยากตจิต น้ีผัสสะอันประกอบดวยกามาวจรจิต นี้
ผสั สะอันประกอบดว ยรูปาวจรจติ นผี้ ัสสะอันประกอบดวยอรูปาวจรจิต
...นี้ผัสสะเปนของวางเปลา นี้ผัสสะเปนศีล น้ีผัสสะเปนสมาธิ น้ีผัสสะ
เปนโลกิยะ น้ีผัสสะเปนโลกตุ ตระ นี้ผัสสะเปนอดีต น้ีผัสสะเปนอนาคต
น้ผี ัสสะเปน ปจ จบุ ัน
ตรี ณปริญญา คอื การพจิ ารณาโดยความไมเ ทยี่ ง โดยความเปน
ทุกข เปนโรค..ดังหัวฝ ดังลูกศร ลําบาก อาพาธ เปนอยางอื่น ไมมี
อาํ นาจ ชาํ รุด เสนียด อุบาทว ภยั อุปสรรค หว่ันไหว แตกพัง ไมยั่งยืน
ไมมีที่ตานทาน ไมมีที่ซอนเรน ไมมีท่ีพึ่ง วาง เปลา สูญ เปนโทษ มี
ความแปรไปเปนธรรมดา ไมมีแกนสาร มูลแหงความลําบาก ดัง
เพชฌฆาต ปราศจากความเจริญ มีอาสวะ มีเหตุปจจัยปรุงแตง เหย่ือ
มาร มีชาตเิ ปนธรรมดา มชี ราเปนธรรมดา มพี ยาธิเปนธรรมดา มีมรณะ
เปนธรรมดา มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาสเปนธรรมดา มี
ความเศราหมองเปนธรรมดา...พิจารณาเห็นเหตุเกิดแหงทุกขดับไป
ชวนใหแ ชมชื่น เปน อาทนี วะ เปน นสิ สรณะ
๔๓
บทท่ี ๑ อานาปานสติภาวนา
ปหานปรญิ ญา คอื การกาํ หนดละจากกิเลสโดยการบรรเทา ทํา
ฉันทราคะในผัสสะใหสิ้นไป ดังท่ีพระผูมีพระภาคตรัสวา “ดูกรภิกษุ
ท้ังหลาย ฉันทราคะในผัสสะใด ทานทั้งหลายจงละฉันทราคะน้ัน
ฉันทราคะน้ันจักเปนของอันทานท้ังหลายละแลว มีมูลรากอันตัดขาด
แลว ทาํ ใหไ มมที ต่ี ้งั ดจุ ตาลยอดดว น ถึงความไมมีในภายหลัง มคี วามไม
เกิดขึน้ ในอนาคตเปน ธรรมดา โดยประการอยางน้”ี ๘๐
การเจริญปรญิ ญาคือการเจรญิ วิปสสนา
การเจริญวิปสสนากับการทําปริญญากิจเปนเร่ืองเดียวกัน แต
บุคคลสวนใหญคุนกับการเจริญวิปสสนา กําหนดรูในอารมณปจจุบัน
กาํ หนดรผู สั สะทางตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ เรียกยอ ๆ ไดแก รปู กบั นาม
หรือขนั ธ ๕ นนั่ เอง การปฏิบัตวิ ิปส สนาภาวนาในขัน้ ทีจ่ ะทาํ ใหเ กิดวสิ ทุ ธิ
คอื การพิจารณาโดยจับแงความหมายตามแนววธิ ีทท่ี า นแสดงไวในพระ
บาลี เชนวา รูปอยางใดอยางหนึ่งก็ตาม จะเปนอดีต อนาคต หรือ
ปจจุบันก็ตาม ภายในหรือภายนอกก็ตาม ฯลฯ ลวนแลวไมเที่ยง ดังนี้
เปนตน หรือการพิจารณาเปนหมวดๆ เปนกลุมๆ และความรูท่ีเกิดขึ้น
ในขั้นนี้ เรียกวา สัมมสนญาณ หมายความวา ญาณท่ีพิจารณาหรือ
ตรวจตรารูป-นามตามหลกั ของไตรลักษณ
เมือ่ มีการพจิ ารณาดว ยสัมมสนญาณไปจนญาณแกกลาขึ้น ก็เร่ิม
เหน็ ความเกดิ ขนึ้ และความเส่ือมสลายไปของสังขารท้ังหลาย พิจารณา
เห็นความแปรปรวนในปจ จบุ นั ขณะ วาธรรมเหลาน้ีไมมีแลว ก็มีข้ึน มีข้ึน
แลวก็ดบั หายไป การพิจารณาเห็นการเกิด-ดับ และเหตปุ จ จยั เปน ขณะๆ
๘๐ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๖๒-๖๙/๕๕.
๔๔
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
ไป ก็เร่ิมเกิดญาณข้ันตอไป เรียกวา อุทยัพพยานุปสสนา๘๑ แตยังเปน
ญาณใหมอยู เรียกวาตรุณวิปสสนาญาณ(วิปสสนาญาณออนๆ) ผูที่
เขา ถงึ ตรณุ วิปสสนาน้ี เรียกวา “อารัทธวปิ สสก” (ผูไดเร่ิมวิปสสนาแลว)
ซ่ึงในตอนนี้เองวิปสสนูปกิเลส เชน โอภาส (แสงสวาง) เปนตนก็จะ
เกดิ ขึน้ ชวนใหหลงผิดและติดใจ ถาหากรูเทาทันกําหนดแยกวาอะไร
เปนทางอะไรไมใชทางไดแลวก็สามารถผานพนไปได ซึ่งจะเห็นไดวา
การกําหนดในการเจริญสติ ไดแก ญาตปริญญา การกําหนดรูในการ
พิจารณาไดแ ก ตีรณปริญญา และการกาํ หนดละเรียกวา ปหานปริญญา
จะรวมอยูในความหมายของคาํ วา อนุปส สนา และสติปฏ ฐาน
๑.๖.๓ การบรกิ รรมภาวนา
คาํ วา บริกรรม มาจากคําบาลีวา ปริกมฺม หมายถึง การจัดแจง,
การทองบน, การบําเพ็ญ๘๒ เปนการกระทําข้ันตนในการเจริญภาวนา
คือกาํ หนดใจเพงวัตถุ หรือนึกถงึ อารมณท ่กี าํ หนดนน้ั ซํา้ ๆ อยูในใจ เพอ่ื
ทําใจใหส งบ๘๓
บริกรรมภาวนาในการเจริญสมถะ คือการกําหนดใจเพงอารมณ
นึกภาวนาในใจซํา้ แลวซํา้ เลา จนกระทัง่ จิตถูกดงึ มาเกาะตดิ กบั นมิ ิต
การบรกิ รรมภาวนาในการปฏิบัติวิปสสนาไมใชการทองบน,หรือ
สาธยายเหมือนสมถะ แตเปนการเอาจิต (โนมจิต,นอมจิต) เขาไปรับรู
๘๑ สารตฺถ.ฎกี า (บาล)ี ๒/๑๗๕/๓๔๘.
๘๒พระอุดรคณาธกิ าร(ชวนิ ทณ สารคํา) รศ. ดร. จาํ ลอง สารพัดนึก.
พจนานุกรม บาล-ี ไทย ISBN ๙๗๔-๘๗๕๓๙-๑-๓ คร้งั ท่ี ๓/๑๐/๒๕๓๘ หนา ๓๓๖
๘๓ ป.อ. ประยตุ ฺโต. พจนานกุ รมพุทธศาสนฉ บับประมวลศัพท,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา ๑๐๘.
๔๕
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
อารมณความรูสึกตางๆ ที่เกิดข้ึนในปจจุบันขณะอยางจดจอ เฝาดู
สภาวะปจจุบันอารมณอันเปนสภาพธรรมทีป่ รากฏขนึ้ ตามความเปนจริง
โดยปราศจากการคิดนึกพิจารณาปรุงแตงหรือเพิ่มเติมส่ิงใดๆ ลงไปใน
ทกุ ๆ ขณะที่มกี ารกําหนดรู ดวยสติท่ีประกอบพรอมดวยความเชื่อมั่น
ในแนวปฏิบัติ อันสงผลใหมีวิริยะ สมาธิ และปญญาเพิ่มพูนข้ึนอยาง
ตอเน่ือง เปนการระลึกรูเทาทันอารมณปจจุบัน การบริกรรมมี
ความสําคัญตอการปฏิบัติวิปสสนาอยางยิ่งโดยเฉพาะการปฏิบัติแบบ
สุทธวิปสสนา๘๔ จัดเปนวิชชมานบัญญัติ คือบัญญัติแสดงเน้ือความท่ี
ปรากฏ ส่ือใหรูสภาวธรรมนั้นๆ ไดอยางชัดเจน ในเร่ืองน้ีทานมหา
สสี ยาดอ (พระโสภณมหาเถระ) อธบิ ายไววา
ผปู ฏิบตั ิตองทาํ ความเขาใจในความแตกตางกันของปจจุบันธรรม
และปจ จบุ ันอารมณ
- ปจจุบันธรรม คือ รปู นามทเี่ กดิ เปนปจ จุบันอยเู รอ่ื ยไป
- ปจจุบันอารมณ คอื รปู นามทปี่ รากฏในปจ จุบันเฉพาะหนา
อารมณท ่ีมีความสาํ คัญตอการปฏบิ ตั ิวปิ สสนา คือปจจุบันอารมณ
เพราะอภิชฌาโทมนัสจะเกิดขึ้นไดหรือไมไดอยูที่วา ผูปฏิบัติสามารถ
กาํ หนดไดเ ทาทันตามความเปนจริงหรือไม หากกําหนดไดทัน วามีรูป
อะไร นามอะไรเกิดข้ึนในอารมณปจจุบัน ขณะน้ันอภิชฌาและโทมนัส
ยอมเกดิ ขึน้ ไมไ ด เทา กบั วา ในขณะน้นั สมทุ ัยอันเปน เหตุทท่ี าํ ใหเกดิ ทกุ ข
ยอมถกู ละไป(ทําลายตัณหา) ดังนน้ั ความสําคัญจึงอยูต รงท่วี า ตอ งคอย
สงั เกตใหไ ดท ันในปจจุบันอารมณ
๘๔ สทุ ธวปิ ส สนา คอื การเจริญวิปสสนาลวนๆ ผูปฏิบัติจนเห็นแจงแลว
เรียกวา สุกขวปิ สสกบคุ คล หรอื วปิ สสนายานิกบคุ คล
๔๖
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
หลายคนสงสัยวา : การปฏิบัติแบบน้ีมากไปดวยคําบริกรรม มี
แตค ําบญั ญัติ จะเปนวิปสสนาไดอ ยางไร?
ตอบวา : การเจริญวิปสสนาเปนการระลึกรูสภาวธรรมปจจุบัน
คําบริกรรมจะทําใหร ับรูคําบญั ญัตเิ ปน อารมณก็จรงิ แตกช็ วยใหจ ติ จดจอ
อารมณมากข้ึนในเบื้องตน จากน้ันจึงสามารถหย่ังเห็นรูปนามตาม
สภาวธรรมนั้นๆ โดยความไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตาได เมื่อ
วปิ สสนาญาณมกี ําลังมากขึ้นแลว กไ็ มจําเปน ตอ งใชคําบรกิ รรมอกี ตอไป
เพราะในขณะตอ จากนนั้ จะสามารถรูรปู นามไดช ัดเจน จนเหน็ ความเกดิ -
ดบั อยา งรวดเรว็ ของสภาวธรรมท่ี กาํ ลงั กาํ หนดอยู ดังขอความในคัมภีร
มหาฎีกาวา “นนุ จ ตชฺชาปฺตฺติวเสน สภาวธมฺโม คยฺหตีติ. สจฺจํ
คยหฺ ติ ปพุ พฺ ภาเค ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปฺตตฺ ึ สมติกฺกมิตฺวา
สภาเวเยว จติ ตฺ ํ ตฎิ ต.ิ ”๘๕
“ถามวา บุคคลยอมรับรูสภาวธรรมโดยเนื่องดวยชื่อบัญญัติได
หรือ? ตอบวา จริงอยูในเบื้องแรกยอมรับรูเน่ืองดวยบัญญัติ (คือคํา
บริกรรมสลับกันไป) แตใ นเมือ่ ภาวนาเจริญขึ้น จิตยอมลวงบัญญัติแลว
ดํารงอยใู นสถานะเดยี ว(ไมมคี ําบรกิ รรมอกี )”
มหี ลักฐานทเ่ี ก่ียวกับการใชคําบริกรรมที่เปนบัญญัติดังน้ี “มนสา
สชฺฌาโย ลกฺขณปฏิเวธสฺส ปจฺจโย โหติ. ลกฺขณปฏิเวโธ มคฺคผล-
ปฏเิ วธสสฺ ปจจฺ โย โหต.ิ ”๘๖
การสาธยายทางจิต เปน ปจจยั แกก ารแทงตลอดไตรลักษณ การ
แทงตลอดไตรลกั ษณเปนปจ จยั แกก ารแทงตลอดมรรคผล
๘๕ วสิ ทุ ธฺ .ิ มหาฎกี า(บาลี) ๑๓๑๖.
๘๖ อภิ.วิ.อ. (บาล)ี ๒/๒๔๓, วิสุทธิ. (บาล)ี ๑/๒๖๕.
๔๗
บทท่ี ๑ อานาปานสตภิ าวนา
เมอื่ โยคบี คุ คลมอี ารมณบญั ญัติ พรอมดวยกําหนดอารมณปรมัตถ
และปฏิบัติตอเน่ืองไดดียิ่งขึ้น สติ สมาธิ จะเร่ิมมีกําลังแข็งตัว เรียกวา
สมาธิญาณแกกลา เม่ือเปนเชนนั้นก็จะรูรูปปรมัตถ และนามปรมัตถ
แทๆ วามีสภาวลักษณะคือ เย็น รอน ออน แข็งเคล่ือนไหวปรากฏให
กําหนดรูได เรียกวา ความจริงปรากฏ เม่ือความจริงปรากฏ สมมุติก็
หาย สมมุติเปนเพียงส่ือใหเขาถึงความจริง เปนอุปกรณรวมทําใหเห็น
ความจรงิ เทานนั้ เชนกันกอนที่จะเขาถึงปรมัตถก็ตองผานบัญญัติกอน
ไมผ า นบญั ญตั ิ จะเขาถึงปรมัตถไดอยางไร เหมือนจะเขาบานตองเปด
ประตูกอ น ไมเปด ประตจู ะเขา บานไดอยางไร ฉะน้นั แล๘๗
ในเบ้ืองตนของการปฏิบัติจะใหเห็นปรมัตถลวน ๆ เลยทีเดียว
ยอมเปน ไปไมไ ด ในทน่ี จี้ ึงใหม อี ารมณบ ญั ญัติพรอมดวยกําหนดอารมณ
ปรมัตถเปน ขอปฏบิ ตั ิโดยตรง
บัญญัติน้ัน วาโดยหลักใหญมีอยู ๒ อยางคือ วิชชมานบัญญัติ
และอวชิ ชมานบัญญตั ิ การบญั ญัตติ ง้ั ช่อื วา รปู , เวทนา, สัญญา, สงั ขาร,
วิญญาณ, ปฐวีธาตุ, เตโชธาตุ, อาโปธาตุ, วาโยธาตุ โดยสภาพความ
เปนจรงิ ขันธมีอยู ธาตทุ ัง้ ๔ ก็มอี ยู เปนปรมตั ถแ ทๆ เพยี งแตนําปรมตั ถ
นน้ั มาตง้ั ช่ือเรียกเพ่อื ใชส ือ่ สารความหมายใหรบั รูรว มกัน การบัญญัติตั้ง
ชื่ออยางนีเ้ รียกวา วชิ ชามานบญั ญตั ิ (บัญญตั ทิ มี่ ีอยู) สวนบัญญัติที่ไมมี
ปรมัตถสภาวะ คือปราศจากความเปนจริง เชนรัชกาลท่ี ๑ นับเวลา
ประมาณ ๒๐๐ กวา ปลว งมาแลว พระวรกายของพระองคเสด็จสวรรคต
ไปแลวทงั้ รูปนาม สังขารกห็ ายไปไมเ หลอื เลย แตพระนามยังมอี ยู เม่ือมี
๘๗ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วิปสสนานัย เลม ๑, พระพรหม
โมลี (สมศกั ดิ์ อุปสโม ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.),ตรวจชําระ, หนา ๖๙.
๔๘
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
ใครถามวา เมืองไทยนี้ กรงุ รัตนโกสนิ ทรใ ครเปนผสู ถาปนา ตอบไดทันที
วา รัชกาลท่ี ๑ เปนองคสถาปนา ปรมัตถสภาวะคือรูปนามสังขาร
หายไปหมด แตพ ระนามยงั ไมห าย รัชกาลที่ ๒-๘ ก็เชนเดียวกัน อยา งน้ี
เรียกวา อวิชชมานบัญญัติ เปนบัญญัติที่มีอยูอยางลอยๆ ไมมี
สภาวปรมัตถรับรอง รูปนามสังขารก็ไมมี เม่ือไมมีรูปนามสังขาร
ปรมัตถสภาวะกไ็ มมเี หมอื นกัน เปน เพียงบญั ญตั เิ ฉยๆ มีแตชื่อ รูปนาม
ไมปรากฏ คร้ันมาถึงสมัยน้ีรัชกาลท่ี ๙ ยังทรงพระชนมอยูทั้งรูปนาม
สังขารของพระองคกม็ ีอยู ท่ีชือ่ วา ร.๙ เปนบัญญัติ สว นรปู นามของ ร.๙
เปน ปรมัตถ ฉะนั้น ร.๙ จึงเปนวิชชมานบัญญัติ เพราะมีสภาวะรับรอง
และยงั นบั วา เปนสัจจบญั ญตั ิ เพราะปรมัตถสภาวะก็มอี ยู๘๘
ปรากฏตวั อยาง การใชค ําบริกรรมภาวนาในคัมภีรอรรถกถาวา
พระจูฬปน ถกนั่งแลดูพระอาทติ ย พลางลูบทอนผาขาว บริกรรม
วา “รโชหรณ รโชหรณ” เมอ่ื ทา นลูบทอ นผาน้ันอยู ทอนผาไดเศรา หมอง
ไปตามลาํ ดับ จึงเกิดปญญาเห็นสภาพธรรมวา “ทอนผาน้ีสะอาดอยูแต
เดมิ มาถูกเขากบั อตั ภาพน้ี จงึ ละปกตเิ ดมิ เสยี กลายเปน ของเศราหมอง
อยางน้ีไปได สังขารท้ังหลายไมเที่ยงหนอ คร้ันแลวเร่ิมกําหนดรูความ
ส้ินและความเส่อื ม เจรญิ วิปสสนา”
พระศาสดาทรงทราบวา “จติ ของพระจฬู ปนถกขนึ้ สูวิปสสนาแลว”
จงึ ตรัสวา “จูฬปน ถก เธออยาทาํ ความหมายเฉพาะทอนผาน้ันวา 'เศรา
หมองแลว ตดิ ธุลี กธ็ ลุ ีทั้งหลายมธี ุลีคือราคะเปนตน มีอยูในภายในของ
เธอ เธอจงกําจัดมันออกเสีย” ดังนี้แลว ในกาลจบคาถา พระจูฬปนถก
๘๘ ดใู น ภทั ทนั ตอาสภเถระ..การปฏบิ ัติวปิ สสนากรรมฐานตามหลกั
สติปฏฐาน ๔. ชลบุรี : สํานกั วปิ สสนามลู นิธวิ เิ วกอาศรม, ๒๕๔๑.
๔๙
บทที่ ๑ อานาปานสตภิ าวนา
บรรลุพระอรหันต พรอมดว ยปฏิสัมภทิ า๘๙
จะเห็นไดวาการบริกรรมก็คือการใชสติกําหนดระลึกรู ซ่ึง
หมายถงึ การเจรญิ สตปิ ฏฐานพิจารณาดูสิ่งใดส่ิงหนึ่งท่ีมีอยูจริง จนเกิด
ปญ ญารแู จง ขน้ึ มาในส่งิ นั้นจริงๆ เชน พระจูฬปนถก ที่บริกรรมลูบผา
ขาว จนเกดิ ปญ ญาขนึ้ ในขณะจติ เดียวกบ็ รรลุอรหนั ตได แสดงใหเหน็ วา
การบรกิ รรมดวยจิตจดจอตอเนื่องในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยูในปจจุบัน
ตามความเปนจริงก็จะเกิดปญญาแว็บข้ึนมาประดุจสายฟาแลบ และ
พจิ ารณาเหน็ ความเกิดดับของรูปนาม แลวก็หลุดพนดวยขณะจิตเดียว
เทาน้ัน เพราะวากิริยาที่ทําบริกรรมในขณะเจริญกรรมฐานอยางใด
อยางหน่ึง มีลักษณะคลายกับการทองบนในใจ การสาธยาย การ
ใครครวญ หรอื การไตรตรอง การเพงวัตถุ หรือนึกถึงอารมณท่ีกําหนด
นน้ั วา ซาํ้ ๆ อยูใ นใจเปน การเพิ่มวิรยิ ะทางใจ คือทําใหจิตสงบจากนิวรณ
โดยอาศัยการบริกรรมเปนเคร่ืองชวยใหรูตัวในขณะปจจุบันแลว
พฒั นาการ เกดิ เปน โยนิโสมนสิการอนั เปนตวั ปญ ญาพิจารณาเห็นความ
เส่อื มสิน้ ดบั สูญของสรรพสง่ิ โดยความไมม ีอะไรเปนแกนสารเปนเหตุให
ละอปุ าทานขนั ธ ๕ เสยี ได
๘๙ ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๔๐/๓๓๐. (มหามกุฏฯ)
ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ๑) อรรถปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในอรรถ ไดแก
ความเขา ใจแจม แจง ในความหมายของถอยคําตางๆ ๒) ธรรมปฏิสัมภิทา ปญญา
แตกฉานในธรรม ไดแ ก ความเขาใจแจม แจง ในขอธรรมตา งๆ สามารถอธิบายโดย
พิสดารได ๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในภาษา คือรูภาษาตางๆ และ
รูจ ักใชถอยคําชีแ้ จงแสดงอรรถและธรรมใหคนอ่ืนเขา ใจได ๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ปญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไดแก ความมีไหวพริบ สามารถเขาใจคิดเหตุผลได
เหมาะสมทันการ และมคี วามรคู วามเขาใจชัดในความรูต าง ๆ
๕๐
บทท่ี ๒
การเจริญอานาปานสติภาวนา
๒.๑ การเจริญภาวนา
คาํ สอนของพทุ ธศาสนาตา งจากศาสนาอื่น คือ คําสอนของศาสนา
อ่ืนนั้นเปนคําส่ังสําเร็จรูปท่ีศาสนิกจะตองทําตามใหเทพเจาพึงพอใจ
ใครไมทําตามจะถูกลงโทษจากเทพเจาเบ้ืองบน โดยการใหตกนรกไป
ตลอดกาล แตคําสอนของพุทธศาสนาเปนเพียงการนําความจริงของ
ธรรมชาตมิ าบอกเทานน้ั พระพุทธเจาไมใ ชผูสรางกฎหรือผูบังคับผูคน
ใหตองทาํ ตามกฎ พระองคเปนเพียงมนุษยธรรมดาคนหน่ึงที่พยายาม
สั่งสม/บําเพ็ญบารมีมาแลวนับแสนโกฏิชาติ๑ จนไดตรัสรูเปนพระ
สัมมาสัมพุทธเจา ดวยความเพียรแหงพระองคเอง ทรงรแู จง ในกฎเกณฑ
ทัง้ ปวงของธรรมชาติวา สิ่งตางๆ ท่ีเกิดขึ้นนั้นมีอะไรเปนเหตุปจจัยให
เกิดขึ้น ดังปรากฏหลักฐานในจูฬกัมมวิภังคสูตร๒ และทรงรูวาตอง
ปฏบิ ตั อิ ยา งไรบางจึงจะหลุดพนไปจากกฎเกณฑท้ังปวงของธรรมชาติ
ได ดงั ทพ่ี ระองคตรัสไววา
“ตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไมอุบัติข้ึนก็ตาม ธาตุน้ันคือความต้ังอยู
ตามธรรมดา ความเปน ไปตามธรรมดา กค็ งตั้งอยูอ ยางนนั้ ตถาคตรแู จง
๑ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ อป.อ.(บาลี) ๑/๑๒๐.
๒ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๒๙๔/๓๕๓.
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
วา“สังขารทั้งปวงไมเที่ยง” คร้ันรูแลวและเขาถึงแลวจึงนํามาบอก มา
แสดง บัญญตั ิ กาํ หนด เปดเผย จาํ แนก ทําใหงายวา “สังขารทั้งปวงไม
เท่ยี ง...สังขารท้ังปวงเปนทุกข...ธรรมทั้งปวงเปนอนัตตา”๓ และตรัสวา
“เพราะชาตเิ ปน ปจ จยั ชรามรณะจึงมี ตถาคตเกิดขึ้นหรอื ไมเ กิดขนึ้ ก็ตาม
ธาตุอันน้ัน คือความตั้งอยูตามธรรมดา ความเปนไปตามธรรมดา
ความท่ีมีส่ิงนี้เปนปจจัยของส่ิงนี้ ก็คงต้ังอยูอยางนั้น ตถาคตรูแจงและ
เขาถงึ ธรรมน้นั แลว คร้ันรแู จง และเขาถงึ แลว จึงนํามาบอก แสดง บญั ญตั ิ
กําหนด เปด เผย จําแนก ทาํ ใหง าย และกลาววา‘เธอทัง้ หลายจงดเู ถิด”๔
ศาสนาพทุ ธไมไ ดปฏเิ สธเร่อื ง “เทพเจา ” แตไมใ หค วามสําคัญและ
ไมใสใจที่จะไปพง่ึ พายดึ ถอื เพราะพระพุทธเจาทรงรแู จง กฎธรรมชาติวา
การไดเปนเทพเจาหรอื การไปเกิดอยใู นวิมานในสวรรคแ ลวยงั มิใชสุขแท
สุขถาวรทไ่ี มต อ งกลบั มาเปนทกุ ขอ ีก คอื แมจะไดเ กิดเปนเทวดาแลว ก็ยัง
ตอ งเวยี นวายตายเกิดอยู ยังตองตกนรกบาง ขนึ้ สวรรคบ าง ไมสิ้นสดุ ๕
ศาสนาพุทธมงุ ศึกษาแตใ นประเดน็ วา ทําอยา งไรจงึ จะหลุดพนไป
จากกฏเกณฑท้ังปวงได ไมตองยอมสยบอยูกับอํานาจใดๆ ทั้งส้ิน
ในท่สี ดุ พระพุทธเจาก็ทรงคนพบวิธีการน้ัน นั่นก็คือการเจริญภาวนาที่
สามารถปฏิบัติใหเ ห็นผลไดจ รงิ ในชาติน้ี ไมต อ งรอใหต ายเสียกอนจึงจะ
ไดพบ ผูปฏบิ ัติสามารถพิสูจนใหเห็นจริงไดดวยตนเองในปจจุบันขณะ
ซงึ่ พระอรยิ เจา ในพทุ ธศาสนาสามารถพิสูจนท ราบ จนเหน็ ประจกั ษแ ลว
๓ อง.ฺ ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๓๘๕.
๔ ส.ํ นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐/๓๔
๕ ดูรายละเอยี ด สํ.มหา.(ไทย)๑๙/๑๑๘๑/๖๕๔,อง.ฺ เอก.(ไทย)๒๐/๓๔๒/๔๔.
๕๒
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
จึงนําออกเผยแผส บื ทอดกนั มา จนถงึ ปจจบุ นั
หลังจากตรัสรูแลว พระพุทธเจาทรงไดพระนามอีกนามหน่ึงวา
“พระสัพพัญู” แปลวา ผูรูทั้งปวง คือรูหมดทุกอยาง๖ ดวยความท่ี
พระองครูทุกสิ่งทุกขอยางนี่เอง ทําใหพระองคทรงประมวลความรู
ทั้งหมดเขาดวยกัน จึงมีพระดําริวา ถาหากทรงสอนท้ังหมดหรือบอก
ท้ังหมดที่ทรงรู ก็จะกอใหเกิดโทษ เกิดหายนะแกมวลสรรพสัตวเสีย
มากกวา พระองคจ ึงเลือกทีจ่ ะสอนเฉพาะเร่ืองที่เปนไปเพือ่ ดบั ทุกข เพื่อ
คลายโศกเทา นัน้ ๗
พระพทุ ธเจาเปรียบเหมือนหมอผาตัดผูปวย ที่ถูกลูกศรยิงปกอก
หมอไมจ าํ เปน ตอ งใสใจวาคนยิงเปนใคร ทําไมจึงยงิ หมอทาํ หนา ที่เพยี ง
เรง ผา ตดั ชว ยชีวิตใหเ รว็ ที่สุด แตถา ผปู ว ยไมย อมใหผ า ตัดเอาลูกศรออก
โดยตั้งเงื่อนไขวา “ตองหาคนยิงใหไดกอน เขาหนาตาเปนอยางไร?
ผหู ญิงหรอื ผูชาย ตองใหเ ขาบอกเหตผุ ลทย่ี งิ ใหไ ดกอ นจงึ จะยอมใหห มอ
ผาเอาลูกศรออก” ถา เปน เชนนั้นก็รับรองไดวาผูปวยตองเสียชีวิตกอน
อยางแนน อน๘ ศาสนาพุทธมงุ แกปญ หาดวยความรูที่ถูกตองสอดคลอง
กับความเปนจริงของชีวิต ดวยการเจริญวิปสสนาภาวนาตามรูความ
จริง เพราะระบบความรูนี้มิใชเกิดจากเพียงการคิดวิเคราะหหรืออาง
เหตุผลจากแหลงความรูอ่ืน แตเร่ิมตนจากประสบการณตรงขององค
สมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจาเอง แลว ถกู พิสูจนโ ดยประสบการณต รงของ
พระภกิ ษุในพุทธศาสนามาทกุ ยคุ ทุกสมยั
๖ ดูใน ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๒/๒๕๒.
๗ ดูใน ส.ํ ส.ี (ไทย) ๑๙/๑๑๐๑/๖๑๓.
๘ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๘/๑๔๑.
๕๓
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
คัมภีรปรมัตถทีปนีวิเคราะหความหมายคําวา ภาวนา ไววา
ภาเวนฺติ จิตฺตสนฺตานํ เอตาหีติ ภาวนา แปลวา ธรรมที่เปนเครื่อง
อบรมกระแสจิต๙ ทําใหก ศุ ลเจริญขึ้น หมายความวาทําใหเกิดกุศลท่ียัง
ไมเกดิ ขึน้ และทําใหก ศุ ลทเี่ กิดข้ึนแลว เจรญิ เพมิ่ พนู ย่งิ ข้นึ ๑๐
พระสารบี ุตรเถระใหค วามหมายไว ๔ ประการ๑๑ คือ
๑) ภาวนา คือ ธรรมชาติที่ทําใหธรรมท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนในตนไม
ลวงเลยกันและกัน เชน เมื่อโยคลี ะความพอใจในกามไดแ ลวทนั ทนี นั้ เอง
ธรรมท้ังหลายที่เกิดดวยอํานาจแหงการหลีกออก เวนออกจากกามก็
ยอ มเกิดขนึ้ ไมล ว งเลยกนั และกัน เปน ตน
๒) ภาวนา คือธรรมชาติที่ทําใหอินทรียท้ังหลายมีรสเปนอยาง
เดียวกัน เชน เม่ือละกามฉันทะแลว อินทรียทั้ง ๕ มีรสอยางเดียวกัน
ดวยอาํ นาจแหงการหลีกออกจากกาม เปน ตน
๓) ภาวนา คอื ธรรมชาติทีน่ ําความเพียรท่ีสมควรแกธ รรมนั้น ๆ
เขาไป คือ เมื่อละกามฉนั ทะแลว ยอ มนําความเพียรดว ยอาํ นาจการหลีก
ออกจากกามเขาไป เปน ตน
๔. ภาวนา คอื การปฏิบตั ิเนอื งๆ เชน เมื่อละกามฉันทะแลว ยอม
ปฏบิ ตั เิ นืองๆ ซงึ่ ความออกจากกาม เปนตน ๑๒
เรียกอีกอยางวา กรรมฐาน เปนการฝกอบรมทางดานจิตใจ เปน
ทต่ี ั้งแหง การทํางาน ท่ีต้ังของความเจริญอุตสาหะท่ีเรียกวาการปรารภ
๙ พระคนั ธสาราภิวงศ (แปลและเรยี บเรยี ง), ปรมตั ถทีปนี ,หนา ๗๖๐.
๑๐ พระคนั ธสาราภิวงศ (แปลและเรียบเรียง), ปรมัตถทีปน,ี หนา ๔๗๘.
๑๑ ขุ.ป. (บาล)ี ๓๑/๒/๓๐๗, ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒/๔๑๔.
๑๒ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๘/๔๑, ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๐/๒๔๙-๒๕๒.
๕๔
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
ความเพียร และเปนท่ีตั้งของความสุขพิเศษ เพราะเปนที่ต้ังของ
ความสขุ ในฌาน และมรรคผล๑๓
กรรมฐาน คอื ลําดับภาวนาอันเปนเหตุใกลของการบําเพ็ญเพียร
ใหยิง่ ๆ ขน้ึ ไป๑๔ มีอยู ๒ แบบ
๑. สมถภาวนา หรือ สมถะ คือการฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ
หรือการทําจิตใหเปนสมาธิ ผลการปฏิบัติจะทําใหไดฌาน อภิญญา๑๕
แตยังไมบรรลุธรรม ผูท่ีปรารถนาบรรลุพระนิพพานจะตองปฏิบัติ
วิปส สนาตออีก
๒. วิปสสนาภาวนา หรือวปิ ส สนา คือ การฝกอบรมปญญาใหเกิด
ความรแู จงตามเปน จรงิ ๑๖ ไดแก หลักปฏิบตั เิ พื่อใหเกิดปญญาญาณเห็น
แจงในขันธ ๕ วา เปน สภาวะท่ีไมเท่ียง เปน ทกุ ขทนไดย าก เปน สภาวะที่
ไมใชส ัตว บคุ คล ตวั ตน บังคับบญั ชาไมได๑๗ ผลการปฏิบัติทําใหบรรลุ
ถึงมรรค ผล นพิ พาน ดับกิเลสตัณหาไดอยา งส้นิ เชิง๑๘
ความเขา ใจของผูปฏิบัติหลายทานคิดวา “การปฏิบัติสมถะดีกวา
วิปสสนา เพราะสมถะฝกแลวทําใหเหาะได รูใจคนอ่ืนได เสกมนต
คาถาอาคมได สวนวิปสสนาลวนๆ ทําเชนนั้นไมได” แตถึงอยางไรก็
ตาม ผูปฏบิ ัติสมถะก็ยังเปนเพียงปุถุชนที่ยังตองเวียนวายตายเกิด หา
ทสี่ ุดของภพชาตไิ มไ ด ยังตองตกอบายทรมานในนรกอกี นับชาติไมถวน
๑๓ ดูรายละเอียด อง.ฺ ฉกฺก.อ. (บาล)ี ๓/๑๐๗/๑๕๗.
๑๔ พระญาณธชเถระ (แลดสี ยาดอ), อานาปานทีปน,ี หนา ๗๖๐.
๑๕ ดูรายละเอียดใน องฺ.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๓/๒๗/๑๑๑.
๑๖ ดรู ายละเอียดในที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕๒/๒๔๒,ม.มู.อ. (บาลี) ๒/๑๙๒.
๑๗ ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก.อ. (บาล)ี ๒/๒๕๔/๔๔๗.
๑๘ ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๔๒๙/๓๑๕ ,ท.ี ปา.อ. (บาลี) ๑/๗๘/๒๘.
๕๕
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
สวนผูปฏิบัติวิปสสนาลวนๆ นั้น ถึงแมจะเหาะไมได เสกคาถาไมขลัง
แตก็เหลอื ภพชาตเิ พียงแค ๗ ชาติเปนอยางย่ิง และต้ังแตชาตินี้เปนตน
ไปก็จะไมต กอบายอกี เลย
ผลจากสมถะไมวาจะเปนฌานสมาบัติหรืออภิญญาก็ตามยังเปน
เพยี งโลกีย๑ ๙ เปน ของปุถุชน เสื่อมถอยได เชน ฤทธ์ิที่พระเทวทัตได๒ ๐
เจโตวิมุตติของพระโคธิกะ๒๑ และฌานสมาบัติของพระภิกษุสามเณร
ฤาษีและคฤหัสถ เปนของมีมากอนพุทธกาลเปนของมีไดในลัทธิ
ภายนอกพระพทุ ธศาสนา๒๒ มิใชจ ุดหมายของพระพทุ ธศาสนา เพราะไม
ทําใหหลุดพนจากกิเลสและทุกขไดอยางแทจริง นักบวชบางลัทธิทํา
สมาธิจนไดฌาน ๔ แตยังมีมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเรื่องอัตตาและยึดถือใน
ฌานน้ันวา เปนนิพพานกม็ ี ลทั ธิเชนนพี้ ระพุทธเจาทรงปฏเิ สธ๒๓
ผลที่ตองการจากสมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสรางสมาธิ
เพอ่ื ใชเปนบาทฐานวปิ สสนา จดุ หมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสําเร็จ
ดวยวิปสสนา คือการฝกอบรมปญญาท่ีมีสมาธินั้นเปนบาทฐาน หาก
บรรลจุ ุดหมายสงู สุดดว ยและยงั ไดผลพิเศษแหง สมถะดว ย กจ็ ัดวาเปนผู
มีคุณสมบตั ิพิเศษไดร ับการยกยองนับถืออยา งสงู แตห ากบรรลจุ ุดหมาย
แหงวิปสสนาอยางเดียวไมไดผลวิเศษแหงสมถะ ก็ยังเลิศกวาไดผล
วิเศษแหงสมถะคือไดฌานสมาบัติและอภิญญา ๕ แตยังไมพนจาก
อวิชชาและกเิ ลสตา งๆ ไมต อ งพดู ถงึ จดุ หมายสูงสุด แมแตเพียงข้นั สมาธิ
๑๙ ดูรายละเอยี ด วิสุทฺธ.ิ (บาล)ี ๒/๑๙๕,๑๙๗
๒๐ ดูรายละเอียด ว.ิ ม.(บาล)ี ๗/๓๕๕/๑๖๑
๒๑ ดรู ายละเอยี ด วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๓/๓๔๓ , ข.ุ ชา.อ.(บาลี)๔/๕
๒๒ ดรู ายละเอียด ม.มู.(ไทย) ๑๒/๓๑๗/๓๒๐, ม.อ.ุ อ.(บาล)ี ๓/๕๗๓.
๒๓ ที.สี.(บาลี)๙/๕๐/๒๒, ที.ส.ี (ไทย) ๙/๕๐/๔๗, ข.ุ จริยา.อ. (บาล)ี ๔๔/๖๙.
๕๖
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
พระอนาคามีถึงแมจะไมไดฌานสมาบัติ ไมไดอภิญญา ก็ชื่อวาเปนผู
บําเพ็ญสมาธิบริบูรณ๒๔ เพราะสมาธิของพระอนาคามีผูไมไดฌาน
สมาบตั ิ แมจ ะไมใชสมาธทิ ่สี ูงวิเศษอะไรนักแตก็เปนสมาธิท่ีสมบูรณใน
ตัว๒๕ เพราะไมมีกิเลสที่จะทําใหเส่ือมถอยได ตรงขามกับสมาธิของผู
เจริญสมถะอยางเดียวจนไดฌานสมาบัติและอภิญญา แตไมไดเจริญ
วปิ ส สนาไมไดบ รรลุมรรคผล แมสมาธิน้ันจะเปนสมาธิขั้นสูงมีผลพิเศษ
แตก ็ขาดหลักประกันท่จี ะทาํ ใหยั่งยืนมั่นคง ผูไดสมาธิอยางนี้ถายังเปน
ปุถชุ นกอ็ าจถกู กเิ ลสครอบงาํ ทาํ ใหเ สื่อมถอยไดอ ีก
๒.๑.๑ สมถะ
สมถะ คือการเพงอารมณเพ่ือใหจิตตั้งมั่น สงบอยูในอารมณอัน
เดียว และสามารถทาํ ใหกเิ ลสนวิ รณส งบระงับลงได๒ ๖
ก. ความหมาย
คําวา สมถะ แปลวา สงบ มคี วามหมาย ๓ ประการ คอื
๑) สงบจากนวิ รณ วเิ คราะหวา กามจฉฺ นฺทาทโย ปจจฺ นกี ธมฺเม
สเมตตี ิ สมโถ๒๗ นวี รเณ สเมตตี ิ สมโถ โย สมาธ.ิ ๒๘
ธรรมใดทาํ ธรรมทีเ่ ปนขา ศกึ มกี ามฉนั ทะนิวรณเปนตน ใหส งบลง
เหตุนน้ั ธรรมน้ัน ชือ่ วา สมถะไดแก สมาธิ
๒) สงบตง้ั มั่นอยูใ นอารมณเ ดียว ไมซัดสายฟุงซา น วิเคราะหว า
๒๔ ข.ุ ปฏ.ิ อ.(บาล)ี ๑/๑๐๘/๒๐๙, อภิ.ส.ํ อ.(บาล)ี ๑/๗๐๔/๒๘๕.
๒๕อง.ฺ จต.ุ (บาลี) ๒๑/๑๓๖/๑๕๕, อง.ฺ จต.ุ (ไทย)๒๑/๑๓๖/๒๐๕.
๒๖ องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๑๐๓/๓๔๕, อง.ฺ ปฺจก.อ. (บาลี) ๓/๗๓/๓๖.
๒๗ ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๑/๓๒๘, อภิ.สง.ฺ อ. (บาลี) ๑๐๐/๑๐๐.
๒๘ วิภาวินิ.โยชนา (บาลี) ๒/๓๒๐, วิสุทฺธิ.มหาฏีกา (บาล)ี ๑/๒๕๓.
๕๗
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
สมโถติ จติ เฺ ตกคคฺ ตา. วิกฺเขปฏเน สมโถ.๒๙สมาธิวเสน เอการมมฺ ณม-
เปกฺขิตวฺ า เอกคฺคฏเ น.๓๐ ชอื่ วาสมถะ เพราะไมซัดสา ย ไมฟ งุ ซานไปใน
อารมณหลากหลาย เพง กําหนดอยแู ตใ นอารมณเดยี วดวยอํานาจสมาธิ
๓) สงบลงจากองคฌานชนิดหยาบ วิเคระหวา วิตกฺกาทิ-
โอฬาริกธมเฺ ม สเมตีติ สมโถ ธรรมใด ยงั องคฌ านที่หยาบๆ มีวิตกเปน
ตนใหส งบคอื ไมใหเ กดิ เหตนุ ั้นชอ่ื วา สมถะ๓๑
คมั ภรี อ รรถกถาธัมมสังคณีใหความหมายไววา สมถะ คือ ความ
ต้งั มัน่ แหง จติ ความไมฟุงซาน ภาวะท่ีจติ ไมสา ยไป ความสงบแหงจิต๓๒
คัมภีรปรมัตถทีปนี อธิบายความไววา สมถะ คือสภาพธรรมท่ี
ระงบั กเิ ลสหรือธรรมหยาบอยา งอ่ืนมี วิตก เปนตน หมายถึงฌานสมาธิ
ท่ีเรยี กวา เอกัคคตาจติ ๓๓
ข. ฌานสมาธิ
ผลสําเร็จสูงสุดของการเจริญสมถะคือ ฌาน แปลวา การเพง คือ
ภาวะจิตที่เพงอารมณจนแนวแน ไดแกภาวะจิตท่ีมีสมาธินั่นเอง หรือ
แปลไดอกี วา เพง พินิจ ครนุ คิด เอาใจจดจอ ก็ได๓ ๔ ในคมั ภีรอรรถกถา
แบงฌานออกเปน ๒ จาํ พวก คอื
๒๙ องฺ.ทุก.อ. (บาล)ี ๒/๓๒/๓๐.,อภ.ิ สง.ฺ อ. (บาล)ี ๗๕๐/๒๙๔.
๓๐ ขุ.ป.อ. (บาลี) ๑/๒๕๔.
๓๑ วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๑๗๑.
๓๒ อภิ.สง.อ. (บาลี) ๓๔/๕๔/๓๖.
๓๓ พระคนั ธสาราภวิ งั ส , อภธิ ัมมตั ถสังคหะ และปรมตั ถทีปนี, พมิ พค รง้ั
ท่ี ๒ ,กรงุ เทพฯ: ไทยรายวันการพมิ พ. พฤษภาคม ๒๕๔๖, หนา ๗๕๘.
๓๔ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๕๖๐/๖๐๔, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๑๗/๙๘.
๕๘
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
๑) การเพงอารมณแบบสมถะ เรียกวา อารัมมณูปนิชฌาน ไดแก
ฌานสมาบัติน่ันเอง
๒) การเพงพินิจใหเห็นไตรลักษณ ตามแบบวิปสสนาเรียกวา
ลักขณูปนิชฌาน๓๕ ในกรณีนี้ แมแตมรรคผลก็เรียกวาฌานได เพราะ
แปลวา เพง เผากิเลสบา ง เพง ลักษณะท่ีเปนสญุ ญตาของนิพพานบาง๓๖
คัมภรี อรรถกถาขทุ ทกนกิ ายอธบิ ายวา ฌานนฺติ ทวุ ิธํ อารมมฺ ณูป-
นิชฺฌานํ ลกฺขณูปนิชฺฌานนฺติ. ตตฺถ อฏสมาปตฺติโย ปวีกสิณาทิ-
อารมฺมณํ อุปนิชฺฌายนฺตีติ อารมฺมณูปนิชฺฌานนฺติ สงฺขยํ คตา.
วปิ สสฺ นามคฺคผลานิ ปน ลกฺขณูปนิชฌฺ านํ นาม.๓๗
คําวา ฌาน มี ๒ อยาง คือ อารัมมณูปนิชฌาน ลักขณูปนิชฌาน
อกี อยา งหน่ึง ในฌาน ๒ อยางน้ัน สมาบัติ ๘ จัดเขาในอารัมมณูปนิช-
ฌาน เพราะเขาไปเพง อารมณ มปี ฐวีกสณิ เปนตน แตวาวิปสสนาญาณ
มรรคญาณ ผลญาณท้งั ๓ น้ี ชอื่ วา ลักขณูปนชิ ฌาน
วปิ สฺสนา อนจิ จฺ าทิลกฺขณสฺส อุปนิชฺฌานโต ลกฺขณูปนิชฺฌานํ.
วิปสฺสนาย กิจฺจสฺส มคฺเคน อิชฺฌนโต มคฺโค ลกฺขณูปนิชฺฌานํ. ผลํ
ปน นิโรธสจฺจํ ตถลกฺขณํ อปุ นชิ ฺฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฺฌานํ นาม.๓๘
วิปสสนาญาณไดชื่อวา ลักขณปู นชิ ฌาน เพราะเขา ไปกาํ หนดรูแจง
ไตรลักษณ มีอนิจจลักษณะเปนตน มัคคญาณไดชื่อวาลักขณูปนิช-
ฌาน เพราะเปนผูทําใหกจิ ทร่ี ูแจง ไตรลกั ษณของวิปสสนาญาณสาํ เร็จลง
๓๕ ที.ม.อ. (บาล)ี ๓๔๗/๓๑๕.
๓๖ ขุ.องฺ.อ. (บาล)ี ๑/๕๓๖, ขุ.ป.อ. (บาลี) ๒๒๑ , อภิ.ส.ํ อ.(บาลี) ๒๗๓.
๓๗ ข.ุ ธ.อ. (บาล)ี ๒/๖๑-๖๕.
๓๘ ที.ม.อ. (บาลี) ๑/๓๔๗/๓๑๕, ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๒/๖๑-๖๕
๕๙
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
สวนผลญาณ ไดชื่อวาลักขณูปนิชฌาน เพราะเขาไปรูแจงลักษณะอัน
แทจ ริงของนิโรธสัจจะ
ค. องคฌ าน
พระผูมีพระภาคเจาตรัสถึงฌานที่เกิดข้ึนจากการเจริญสมถะ
ตามลาํ ดับ ดังนว้ี า
“ภิกษุท้งั หลาย เราไดปรารภความเพียร มีความเพียรไมยอ
หยอ นแลว มีสตมิ ั่นคง ไมเลอะเลือน มกี ายสงบไมกระสับกระสาย
มจี ติ ตั้งมั่น มีอารมณเ ปน หนึง่
๑. เราน้ันสงัดจากกามและอกุศลธรรมท้ังหลายแลว บรรลุ
ปฐมฌานทีม่ ีวติ ก วจิ าร ปติ และสขุ อนั เกดิ จากวิเวกอยู
๒. เพราะวติ กวิจารสงบระงับไป เราบรรลุทุติยฌานท่ีมีความ
ผอ งใสในภายใน มภี าวะท่ีจิตเปนหนึ่งผุดขึ้น ไมมีวิตก ไมมีวิจาร
มแี ตปต แิ ละสขุ อันเกิดจากสมาธอิ ยู
๓. เพราะปต จิ างคลายไป เรามอี เุ บกขามีสติสัมปชัญญะเสวย
สุขดว ยนามกาย บรรลุตติยฌานท่ีพระอริยะทั้งหลายสรรเสริญวา
ผูม อี ุเบกขามีสติ อยเู ปนสขุ ’
๔. เพราะละสุขและทุกขได เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไป
แลว เราบรรลจุ ตุตถฌานที่ไมมีทกุ ขแ ละไมม ีสขุ มีสติบริสทุ ธิ์เพราะ
อเุ บกขาอยู” ๓๙
ปฐมฌานมีองค ๕
วติ ก มีอารมณจ ับอยทู ป่ี ฏิภาคนมิ ติ กาํ หนดจิตจบั ภาพปฏภิ าค
๓๙ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๖๒๓/๔๑๓.
๖๐
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
นิมิตนั้น เปน อารมณ
วจิ าร พจิ ารณาปฏิภาคนิมิตน้ัน คือพิจารณาวารปู ปฏภิ าคนิมติ
สวยสดงดงามคลา ยแวนแกว ทม่ี คี นชําระสิง่ เปรอะเปอน
หมดไป เหลอื ไวแ ตด วงแกวทีบ่ รสิ ุทธิ์
ปต ิ ผรณาปติ อาการเยน็ ซาบซานทัง้ รางกายและมีอาการ
คลา ยกับรา งกายใหญ สงู ข้ึนกวา ปกติ
สขุ มอี ารมณเ ปนสขุ เยอื กเยน็
เอกัคคตา มจี ิตเปนอารมณเดยี ว จบั อยใู นปฏิภาคนมิ ิตเปนปกติ
ไมสอดสา ยอารมณอ อกนอกจากปฏภิ าคนมิ ติ ๔๐
คัมภีรอรรถกถาขุททกนิกายกลาวถึงองคฌานที่เปนปฏิปกษตอ
นวิ รณไ วว า ความที่จติ ตัง้ มั่นยอ มกําจดั ความใครในกามเสียได ปติยอม
กําจัดความพยาบาทเสียได ความท่ีจิตจรดอารมณอยางแนบแนนยอม
กาํ จดั ความงวงเหงาซึมเซาเสียได ความสุขกายเบาใจยอมกําจัดความ
ลงั เลสงสัยได การกําหนดพิจารณาอารมณเพียงอยางเดียวอยางจดจอ
ตอ เน่ืองยอมกําจัดความฟุงซา นเสียได๔๑
บุคคลท่วั ไปปรากฏองคฌานเพยี ง ๕ เทานั้น แตบุคคลผูมีปญญา
มาก เชนพระสารีบุตรเถระสามารถกําหนดเห็นสภาวธรรมในปฐมฌาน
ไดถ ึง ๑๖ ประการ คือ วติ ก (ความตรึก) วิจาร(ความตรอง) ปติ(ความ
อิ่มใจ) สุข(ความสุข) จิตเตกัคคตา(ความท่ีจิตมีอารมณเดียว) ผัสสะ
(ความถูกตอง) เวทนา(ความเสวยอารมณ) สัญญา(ความหมายรู)
เจตนา(ความจงใจ) วญิ ญาณ(ความรูแจง) ฉนั ทะ(ความพอใจ) อธิโมกข
๔๐ อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๘๔/๔๒.
๔๑ ขุ.ม.อ. (ไทย) ๖๕/๒๙๙.,ข.ุ ป.อ. (ไทย) ๖๘/๔๙๙. (มหามุกฏฯ)
๖๑
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
(ความนอมใจเชื่อ) วิริยะ(ความเพียร) สติ(ความระลึกได) อุเบกขา
(ความวางเฉย) มนสกิ าร(ความใสใจ)๔๒
จตุตถฌาน(หรอื ปญ จมฌาน) มี องค ๓๔๓ คอื
- อเุ บกขา ภาวะท่ีวางเฉย ความวางตนเปน กลางแหง จิต
- สติ ความตามระลึก ความไมเ ล่อื นลอย ความไมห ลงลมื ๔๔
- เอกคั คตา มจี ติ เปน อารมณเดียว คอื มีอารมณจ บั อยใู นปฏภิ าค
นมิ ิตเปน ปกติ ไมส อดสา ยหาอารมณอนื่ ออกนอกจากปฏิภาคนมิ ติ ๔๕
ง. อานสิ งส
อานสิ งสของการฝก สมถะ มี ๕ ประการ คือ
๑. ทาํ ใหเ ขาสมาบตั ไิ ด เพ่ือเปน สขุ ในภพปจ จุบนั
๒. ทาํ ใหเกิดเปนบาทของวิปส สนา
๓. ทาํ ใหเกิดโลกยี อภญิ ญา ๕ ประการ
๔. ทาํ ใหเกดิ เปน พรหม
๕. ทําใหเ ขา นโิ รธสมาบัตไิ ด๔ ๖
๔๒ ดู ม.อุปร.ิ (ไทย) ๑๔/๙๔/๑๑๑.
๔๓ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๕๙๗/๔๐๙.
๔๔ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๕๒๔/๓๙๓ , อภิ.สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๑๓๕๘/๓๐๔.
๔๕ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๘๔/๔๒.
๔๖ วสิ ทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๓๖๒/๔๑๑-๔๑๔., อภิญญา ๕ ประการ คอื ๑) อทิ ธิวิธิ
ความรูท ่ีทําใหแสดงฤทธต์ิ า งๆ ได ๒) ทิพพโสต ญาณทีท่ าํ ใหมีหูทิพย ๓) เจโต
ปริยญาณ ญาณทท่ี าํ ใหกําหนดใจคนอืน่ ได ๔) ปุพเพนวิ าสานุสสติ ญาณทที่ าํ ให
ระลึกชาตไิ ด ๕) ทิพพจักขุ ญาณท่ีทาํ ใหม ตี าทพิ ย ดูใน ม.ม.ู อ.(บาลี)๒/๓๑๐/๑๓๙.
๖๒
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
๒.๑.๒ วปิ สสนา
ก. ความหมาย
“วิ” แปลวา โดยประการตา งๆ “ปสสนา” แปลวา หย่ังรู หย่ังเห็น
รวมความวา ปญญาหย่ังรู หย่ังเห็นโดยประการตางๆ ในสภาวะ
ลักษณะของรูปธรรมและนามธรรมตามความเปนจริง วาสภาวธรรม
ท้งั หลายไมเท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตาไมใ ชต วั ตน๔๗
วิเคราะหวา “อนิจฺจาทิวเสน วิวิธากาเรน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา
อนิจฺจานุปสฺสนาทิกา ภาวนาปฺญา.”๔๘ ช่ือวาวิปสสนา เพราะเห็น
สังขารธรรมโดยอาการตาง ๆ ดวยอาํ นาจอนจิ จลักษณะเปน ตน ไดแ ก
ภาวนาปญ ญา มอี นิจจานปุ สสนาเปน ตน.”
อนิจฺจาทวิ เสน ววิ ิเธน อากาเรน ธมฺเม ปสฺสตตี ิ วปิ สสฺ นา๔๙ปญญา
ใด ยอมเหน็ สังขตธรรมมขี ันธเ ปน ตน ดวยอาการตางๆ มีความไมเท่ียง
เปน ตน ฉะนนั้ ปญ ญานน้ั ชอ่ื วา วิปสสนา
๔๗รปู ไดแ ก ประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณท่ีถูกรับรู
คอื สี เสยี ง กล่นิ รส สมั ผัสตาง ๆ ซ่งึ มีการแตกดับหรือสลายอยูเสมอ คัมภีรอรรถ
กถาอธบิ ายวา ธรรมชาติใดยอ มแตกสลายเพราะความรอ นบา ง ความเย็นบาง เหตุ
นนั้ ธรรมชาติน้ันเรียกวา รูป..ดูใน อง.ฺ เอก.อ. (ไทย) ๓๒/๓๓. (มหามกุฏ)
นาม คือ สภาวะที่รับรูทางใจและความรูสึกนึกคิดตางๆ มีการนอมไปสู
อารมณเปนลักษณะ มีหนา ที่ประกอบกับจิตและเจตสิก มีวิญญาณเปนเหตุใหเกิด
ไดแก นามขันธ ๔ คือ เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ และวิญญาณขันธ
คัมภีรอรรถกถาอธิบายวา ธรรมชาติใดยอมรูอารมณ ฉะน้ัน ธรรมชาติน้ัน ชื่อวา
นาม คอื นอมไปสอู ารมณ ..ดใู น ขุ.ป.อ.(ไทย)๖๘/๒๔๘ (มหามกุฏฯ)
๔๘ วิภาวินี.ฎกี า (บาลี) หนา ๒๖๗.
๔๙ ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๑/๑๕๕/๓๒๘ ,อภ.ิ สง.ฺ อ. (บาล)ี ๑/๑๐๐/๑๐๐.
๖๓
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
วปิ สสนา คอื ความเหน็ แจงในอารมณต า งๆ โดยความเปนรปู /นาม
ที่พิเศษนอกออกไปจากบัญญตั ิ โดยการละท้งิ สัททบัญญัติ อัตถบัญญัติ
เสียสน้ิ และเหน็ แจง ในอารมณต างๆ มรี ูปารมณเปนตน โดยอาการเปน
อนจิ จะ ทกุ ขะ อนตั ตะ อสุภะ ที่พเิ ศษนอกออกไปจากนิจจสญั ญาวิปลาส
สุขสัญญาวิปลาส อัตตสัญญาวิปลาส สุภสัญญาวิปลาสเสีย ไดแก
ปญ ญาเจตสกิ ท่ีในมหากศุ ลจิต มหากริยาจิต๕๐
ข. เปา หมายของวปิ ส สนา
การเจรญิ วิปส สนา คือ การใครค รวญธรรม หมายถึงการเพงพินิจ
พจิ ารณาเหน็ ธรรมโดยความเปนไตรลักษณตามเปนจริง๕๑ แตที่เราไม
เห็นรูป-เห็นนามตามความเปนจริง (โดยความเปนไตรลักษณ) ได
โดยงายนั้นก็เพราะวามีธรรม ๓ ประการเปนเคร่ืองขวางก้ันไว คือ
สันตตปิ ด บงั อนจิ จงั อริ ิยาบถปด บังทกุ ข ฆนสญั ญาปด บังอนตั ตา๕๒
๑) สนั ตติ หมายถงึ การเกิดขน้ึ ตดิ ตอสืบเนื่องกันของรูปและนาม
อยา งรวดเรว็ คอื ความสืบตอ แหงกรรม ฤดู จิต อาหาร ตัวอยางท่ีเขาใจ
ไดง า ย เชน ขนเกา หลดุ ลว งไป ขนใหมเกิดข้ึนแทน ความคิดเกาดับไป
ความคดิ ใหมม าแทน มาปดบงั ไมใหเห็นความเปน อนิจจงั จงึ เปน เครื่อง
ปดบังไมใหเห็นความไมเที่ยงของนามและรูป ทําใหเห็นเหมือนกับวา
นามและรปู น้ียงั มีอยูเรื่อยๆ ไป เมื่อเห็นความจรงิ ของนามและรูปไมไดก็
เกิดความสําคญั ผดิ ในรปู -นามวา “เปน ของเทยี่ ง” เรยี กวา นิจจวปิ ลาส
๕๐ พระสทั ธรรมโชติกะ, ปรมตั ิโชตกิ ะ ปรเิ ฉท ๙ เลม ๑, พิมพค รงั้ ท่ี ๕
กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ว.ี อนิ เตอร พร้ินท จํากัด., ๒๕๔๗, หนา ๑๕.
๕๑องฺ.สตฺตก.อ. (บาล)ี ๓/๒๐/๑๖๕, อง.ฺ สตตฺ ก.ฏีกา (บาล)ี ๓/๒๐/๑๙๒
๕๒ดูใน อง.ฺ สตตฺ ก.ฏกี า(บาลี) ๑/๓๔๑
๖๔
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
๒) อริ ิยาบถ หมายถงึ การเปลย่ี นอริ ิยาบถมาปด บังทุกข ตัวอยาง
เชน เมอื่ เราเดนิ เมื่อยเรากเ็ ปลีย่ นเปน นั่ง น่ังเม่ือยก็เปลี่ยนเปนนอน ทํา
ใหคิดวาขันธ ๕ ของเราเปนสุข การที่ไมไดพิจารณาอิริยาบถจึงไมเห็น
ความจริงของรูปและนามวา มที กุ ขเ บยี ดเบยี นบบี คั้นอยูตลอดเวลา เมื่อ
ไมเห็นทุกข ก็เขาใจผิดวาเปนสุข เรียกวา “สุขวิปลาส” เปนปจจัยแก
ตัณหาทําใหปรารถนาดิ้นรนไปตามอํานาจของตัณหาที่อาศัยรูป-นาม
เกิดข้ึน เพราะเหตทุ ไ่ี มไดพ ิจารณาอริ ยิ าบถ จึงทําใหไมเห็นทุกข
๓) ฆนสัญญาปด บงั อนตั ตา ฆนสญั ญา แปลวา ความสาํ คญั วา เปน
กลุมกอ น คอื ความสาํ คญั ผดิ ในสภาวธรรมที่รวมกนั อยเู ปน กลุมเปนกอน
ของขนั ธ ๕ วาเปน ตัวเปนตน และสําคัญวามีสาระแกนสาร จึงทําใหไม
สามารถเห็นความแยกกันของรูป-นามเปนคนละอยางได เม่ือไม
สามารถกระจายความเปนกลุมเปนกอน คือฆนสัญญาใหแยกออกจาก
กันได จึงไมมีโอกาสท่จี ะเหน็ ความไมใชต วั ไมใ ชต นได ทาํ ใหห ลงยึดถือ
วา เปน ตวั เปนตน แตแทจรงิ แลวเปน เพยี งธาตุตา งๆ ประกอบข้นึ เปนคน
ถา แยกออกแลว ไมมคี วามเปนคนเลย ตอเมื่อรวมกันเขาจึงสมมติชื่อวา
เปนสิ่งนั้นส่ิงน้ี เม่ือไมเห็นอนัตตา วิปลาสท่ีเรียกวา “อัตตวิปลาส”
(ความสาํ คญั ผิดวาเปน ตัวตน)กต็ อ งเกิดขึ้น และเปน ปจจยั แกตณั หา๕๓
วิธีทําลายเครื่องปดบังไตรลักษณท้ัง ๓ ประการนี้ได มีอยูเพียง
ทางเดียวเทาน้ัน น่ันคือปฏิบัติตามหลักสติปฏฐาน ๔ นอกจากน้ีไมมี
ทางใดอกี เลย๕๔ สติปฏ ฐาน ๔ เทา น้ันท่สี ามารถทําลายวปิ ลาสและทําให
เกดิ วปิ ส สนาปญ ญาเหน็ ความจรงิ ของรูป-นามได
๕๓ วสิ ุทธิ. (บาล)ี ๓/๒๗๕, วิสทุ ธ.ิ มหาฏกี า (บาลี) ๓/๕๒๒.
๕๔ดรู ายละเอยี ดใน ม.มู.อ.(บาลี)๑/๑๐๖/๒๕๔
๖๕
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
อีกนยั หนง่ึ วปิ ส สนา หมายถึงเห็นตามเหตตุ ามการณดวยปญ ญา
ตามความเปน จรงิ ๕๕ แตทม่ี นุษยเห็นผิดไปจากความเปนจริงน้ันก็เพราะ
วปิ ลาสธรรม ๓ ประการ คือ ทิฏฐิวิปลาส(ความเห็นผิด) จิตตวิปลาส(รู
ผดิ ) และสญั ญาวปิ ลาส(จําผิด) องคข องวปิ ลาส มี ๔ คอื
๑) สุภวิปลาส สําคัญวา รปู -นามสวยงาม
๒) สุขวปิ ลาส สําคญั วารปู -นามเปนสุข
๓) นิจจวิปลาส สาํ คัญวารปู -นามเท่ยี ง
๔) อัตตวิปลาส สาํ คัญวา รูป-นามเปนตัวตน๕๖
วปิ ลาสธรรมนเ้ี กิดข้ึนเพราะไมไดกาํ หนดรูความจริงของรูป-นาม
การที่จะละวิปลาสธรรมนี้ไดก โ็ ดยการกาํ หนดรปู -นามตามนยั ของสติปฏ
ฐาน ๔ เทานน้ั ในคัมภีรอ รรถกถากลาววา สติปฏฐาน ๔ มุงแสดงการ
ละหรือ ทาํ ลายวปิ ลาสธรรมทั้ง ๔ เปนหลัก คอื
๑) สุภวิปลาส กําจัดไดดวยกายานุปสสนาสติปฏฐาน คือ ละ
ความสําคัญผดิ วา รูป-นามเปน ของสวยงามเสียได
๒) สุขวิปลาส กําจัดไดดวยเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน คือ ละ
ความสําคัญผิดวา รปู -นามเปนสขุ เสยี ได
๓) นิจจวิปลาส กําจัดไดดวยจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน คือ ละ
ความสําคัญผิดวา รปู -นามเปนของเทยี่ งเสียได
๔) อัตตวิปลาส กําจัดไดดวยธรรมานุปสสนาสติปฏฐาน คือละ
ความสาํ คญั ผิดวารูป-นามเปน ตวั เปน ตนเสยี ได๕ ๗
๕๕ ม.อ.ุ อ.(บาล)ี ๓/๓๙๙/๒๔๗
๕๖ ดรู ายละเอียด อง.ฺ จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๔๙/๔๔ ,วสิ ุทฺธ.ิ (บาล)ี ๒/๓๖๖
๕๗ ท.ี ม.อ.(บาลี)๒/๓๖๙.,ม.ม.ู อ.(บาลี) ๑/๑๐๖/๒๕๔, วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี)๒/๓๖๑.
๖๖
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ดว ยเหตุผลดังกลาวน้ี จึงกลาวไดวาวิปสสนาและสติปฏฐานเปน
สิง่ เดยี วกันโดยความเปน เหตุเปน ผลกับ คือวิปสสนาญาณจะมีขึ้นไมได
เลยหากขาดกระบวนการพิจารณาธรรมตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔
ค. ผลปรากฏของการเจรญิ วปิ สสนา
ผลสําเร็จของการเจริญวิปสสนา คือ มรรค ผล นิพพาน ซ่ึงเปน ผล
มาจากแนวทางปฏิบัตทิ ่ีถกู ตอ งเพยี งหนงึ่ เดียวเทาน้นั (เอกายนมรรค๕๘)
ประกอบดวยชว งทางแหง ความบริสุทธ์ิ ๗ ทอด๕๙ อนั จําแนกออกไดเปน
แนวการศึกษา ๓ ขั้นตอน คือ ศีล สมาธิ และปญญา ปรากฏผลเปน
สภาวญาณ
ญาณ คือ ปญญาหรอื อโมหะ ซึง่ ท้ังสามคําน้ีตางกันแตพยัญชนะ
เทาน้ัน แตโดยองคธรรมเปนอันเดียวกันคือปญญาเจตสิก จิตที่
ประกอบกับปญญา เรียกวาญาณสัมปยตุ ต๖ ๐ หรือปญ ญินทรยี (ภาวะที่รู
ภาวะที่ฉลาด ภาวะทรี่ ูละเอยี ด ความรูอยางแจม แจง ความคนคิด ความ
๕๘ อง.ฺ ทุกฺก.(ไทย) ๒๐/๘๘/๓๑๕, ขุ.ม.อ.(บาล)ี ๓/๕๐
๕๙ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๕๗-๒๕๙/๒๗๗-๒๘๓, วิสุทธิ คือความบริสุทธิ์ท่ี
สูงขึ้นไปเปนขั้นๆ หมายถึง ธรรมท่ีชําระสัตวใหบริสุทธ์ิ ทําไตรสิกขาใหบริบูรณ
เปนข้นั ๆ ไปโดยลาํ ดับ จนบรรลุพระนิพพาน มี ๗ ชวง คือ๕๙ ๑) สีลวิสุทธิ ความ
บริสทุ ธแิ หง ศีล ๒) จติ ตวสิ ุทธิ ความหมดจดแหงจิต ๓) ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจด
แหง ทิฏฐิ ๔) กงั ขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณเปนเครื่องขามพนความ
สงสัย ๕) มัคคามคั คญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณท่ีรูเห็นวาเปนทาง
หรือมิใชทาง ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณท่ีรูเห็นทาง
ดาํ เนนิ ๗) ญาณทัสสนวิสทุ ธิ ความจดแหงญาณทสั สนะ ข.ุ ป.อ.(บาลี)๑/๒๕/๑๓๘
๖๐ มหามกุฎราชวิทยาลัย, อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกาแปล, พิมพครั้งที่๕,
(กรงุ เทพฯ :โรงพิมพม หามกฎุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา ๙๖.
๖๗
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
ใครครวญ ความเห็นแจง ความรูดี)๖๑” ในคัมภีรวิสุทธิมรรคแสดง
ลักษณะแหง ญาณไวด ังน้ีวา
“ญาณมีการตรัสรูสภาวะแหงธรรมเปนลักษณะ มีการกําจัด
เสยี ซ่ึงความมดื คือโมหะ อันปด บังสภาวะแหงธรรมทั้งหลายเปน
รส มีความหายหลงเปนผล สวนสมาธิจัดเปนปทัฏฐาน(คือเหตุ
ใกล) ของญาณนนั้ ”๖๒ ซง่ึ มพี ระบาลรี ับรองวา “สมาหิโต ยถาภูตํ
ชานาติ ปสฺสติ. ผูมีจิตต้ังมั่นแลว(เปนสมาธิ) ยอมรูเห็นตามเปน
จริง” ๖๓
สรุปวา ญาณ คือ ธรรมชาติท่ีรูแจงตามความจริง ท่ีเรียกวารู
อรยิ สัจ ๔ คอื ทกุ ข สมุทยั นิโรธ มรรค มีลักษณะแหงการรูสภาวธรรม
ดาแหงธรรมทั้งหลาย คือ ลักษณะ ๓ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มี
ลักษณะสอ งแสงใหความสวา ง และกาํ จัดความมืด หรือกาํ จัดอวิชชา คือ
ความไมรู ซึ่งเปนเหมือนกับความมืดอันทําใหหลง ใหสิ้นสูญไป
ขณะเดียวกัน ก็ทําวิชชา คือ ความรูซ่ึงเปรียบเสมือนความสวางให
เกิดข้ึน ทําใหหายจากความหลงมีลักษณะรูทั่วถึงธรรมทั้งหลาย มี
ลักษณะการแทงตลอดสภาวธรรมทงั้ ปวง
สภาวญาณในการเจริญวิปสสนา จําแนกประเภทตามท่ีรูจักกัน
ทว่ั ไปออกไดเปน ๒ กลมุ ใหญ ๆ คอื วปิ สสนาญาณ ๙ และญาณ ๑๖๖๔
๑) ในปกรณว เิ สสวิสทุ ธมิ รรคแสดงลําดบั ญาณไว ๑๖ ญาณ นบั
๖๑ อภิ.สงฺ. (ไทย)๓๔/๓๔/๓๓.
๖๒ วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๒/๗๖.
๖๓ องฺ.ทสก. (บาล)ี ๒๔/๒/๓.
๖๔ ข.ป.อ. (ไทย) ๗/๑/๕๕.
๖๘
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ต้ังแตนามรูปปริจเฉทญาณ จนถึง ปจจเวกขณญาณ ซ่ึงบังเกิดแกผู
เจรญิ วปิ ส สนาแบบวปิ สสนายานิก หรอื สุทธวิปส สนา
ญาณ ๑๖ คือ ลาํ ดับญาณทีเ่ กดิ ขนึ้ ตามความเปนจริง แกผูปฏิบัติ
วปิ สสนาลว น หรือทีเ่ รยี กวา การเจริญสุทธญาณกิ วิปสสนา ตามลําดับมี
๑๖ ประการ แบง ออกเปน ๓ ระดับ คือ
๑. ญาณระดับตน เปนญาณเห็นรูป-เห็นนาม ไดแก นามรูป
ปริจเฉทญาณ ปจจยปริคคหญาณ และสัมมสนญาณ ยังเปน
ญาณท่ีเปนไปดวยอํานาจสุตมยปญญา และจินตามยปญญาอยู
ยงั มีอารมณเ ปนสมถะ คอื เปน บัญญตั อิ ารมณผสมอยมู าก
๒. ญาณระดับกลาง เปนญาณเห็นไตรลักษณในรูป-นาม
ไดแก อุทยัพพยญาณ เปนญาณที่เปนไปดวยอํานาจภาวนามย-
ปญญา แตยังมีจินตามยปญญาผสมอยูบาง มีอารมณเปน
วิปส สสนา คอื มรี ูป-นามปรมตั ถเ ปน อารมณ
๓. ญาณระดับสูง เปนญาณรูแจงพระไตรลักษณ เห็นความ
ไมเ ทยี่ ง เห็นความทนสภาพอยไู มไ ด เห็นความไมใชตัวตนในทุก
รูป-ทุกนามท่ีกําหนดรู ไดแก ภังคญาณ เปนตนไป เปนไปดวย
อาํ นาจภาวนามยปญ ญาโดยแท มีอารมณเปน ปรมตั ถลว น๖๕
๒) ในคัมภีรพระไตรปฎกแสดงวิปสสนาญาณไว ๙ ขั้น มุง
หมายถึงญาณที่นับเขาในวิปสสนา นําบุคคลผูปฏิบัติใหไปสูโลกุตตระ
ปญญา หลุดพนจากกิเลสอาสวะท้ังปวง นับตั้งแตญาณท่ี ๔ อุทยัพพย-
ญาณ จนถึงญาณท่ี ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะอุทยัพพยญาณเปนญาณ
๖๕ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วิปสสนานัย เลม ๑, พระพรหม
โมลี (สมศักด์ิ อุปสโม ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.),ตรวจชําระ, หนา ๖๙.
๖๙
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
แรกที่รูเห็นไตรลักษณ ดวยปญญาชนิดท่ีเรียกวาภาวนามยปญญา
โดยตรง โดยไมตอ งอาศยั จินตามยปญญาเขามาชวย เปนสภาวญาณที่
ปรากฏแกผูเจริญวิปส สนาแบบสมถยานิก๖๖
เมื่อเกิดวิปสสนาญาณ ๙ แลว จะเกิดความรูแจงเห็นจริง คือ
เขา ถึงญาณทัสสนวิสุทธิ และในระหวางนั้นจะเกิดญาณหน่ึงคือโคตรภู
ญาณ แปลวา ญาณครอบโคตร หมายถึงญาณท่ีอยูทามกลางระหวาง
เปน ปถุ ชุ นกบั อรยิ ชน เปรียบเหมือนคนขา มเรือ เมื่อเรอื เขาเทียบทา แลว
กาวขาขางหนึ่งลงไปเหยียบบนเรือ สวนขาขางหน่ึงยังอยูบนบก จะ
กลา ววา บรุ ษุ ผนู อ้ี ยบู นบกหรือในน้ําอยางใดอยางหน่ึง เพียงอยางเดียว
ยอมไมได เพราะตามสภาพที่เปนจริง บุรุษคนน้ีไดอยูในท้ังนํ้าและบน
บก สภาพจิตของผูเขาถึงโคตรภูญาณน้ีเปนเบ้ืองตนแหงโสดาปตติ
มรรคญาณ เปรียบเหมือนแสงเงินแสงทอง เปนนิมิตหมายแหงพระ
อาทติ ยกาํ ลังจะขน้ึ ตวั วปิ ส สนาญาณ ๙ และโคตรภูญาณนจ้ี ะเรียงลาํ ดับ
ข้นั ตอนท่จี ะใหจิตเขา ถงึ มรรค ผปู ฏิบัติเมื่อไดผานข้ันตอนมาโดยลําดับ
แลว จะไดบ รรลุมรรคผล นพิ พาน อนั เปนเปา หมายสงู สดุ แหงชีวติ
๖๖ดูรายละเอยี ดใน อง.ฺ จตุกฺก.อ.(บาล)ี ๒/๑๖๒/๓๘๗, อง.ฺ จตกุ กฺ .ฏีกา(บาลี)
๒/๑๖๒/๔๒๕
๗๐