บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
แผน ภาพที่ ๒
ความสอดคลองระหวา งวปิ ส สนาญาณ วิสุทธิ ๗ และไตรสกิ ขา
ญาณ ๑๖ วปิ สสนาญาณ ๙ วิสทุ ธิ ๗ ไตรสิกขา
(วปิ ส สนายานกิ ) (สมถยานกิ )
ีศล/ขณิกสมา ิธ ศีลวิสทุ ธิ ศีล
ศลี /ขณกิ สมาธิ ศลี / จิตตวสิ ทุ ธิ สมาธิ
อปุ จารสมาธิ ทิฏฐวิ สิ ุทธิ
๑. นามรปู ปริจเฉทญาณ กงั ขาวิตรณวิสุทธิ
๒. ปจ จยปริคคหญาณ และ
อัปปนาสมาธิ มัคคามคั คญาณทสั สน
๓. สมั มสนญาณ วสิ ุทธิ
๔. ตรณุ อทุ ยพั พยญาณ ๑. อุทยัพพยญาณ
๔.พลวอทุ ยพั พยญาณ ๒. ภงั คญาณ ปฏปิ ทาญาณทสั สน ปญญา
๓. ภยญาณ วิสุทธิ
๕. ภังคญาณ ๔. อาทีนวญาณ
๕. นิพพทิ าญาณ
๖. ภยญาณ ๖. มุญจิตกุ มั ยตาญาณ
๗. อาทีนวญาณ ๗. ปฏสิ ังขาญาณ
๘. นิพพิทาญาณ ๘. สังขารเุ ปกขาญาณ
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ๙. อนุโลมญาณ
๑๐. ปฏสิ ังขาญาณ
๑๑. สงั ขารเุ ปกขาญาณ ญาณทสั สนวิสุทธิ
๑๒. อนุโลมญาณ
๑๓. โคตรภูญาณ
๑๔. มัคคญาณ
๑๕. ผลญาณ
๑๖. ปจจเวกขณญาณ
๗๑
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ง. การศึกษาเพ่ือความหลุดพน ๓ ระดับ ๗ ขน้ั ตอน
ไตรสกิ ขา แปลวา การศึกษาหรือการเรียนรู ๓ ระดับ กลาวคือ
ขอ ปฏบิ ตั ิสําหรบั ฝกหดั อบรมทางกาย วาจา ใจ และปญญา ใหย่ิงขึ้นไป
จนบรรลจุ ดุ หมายสงู สดุ คือ พระนิพพาน๖๗
พระพุทธศาสนาเปน ศาสนาท่มี ุงสง เสริมใหมนุษยทุกคนไดศึกษา
คนควาดว ยตนเอง การศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนาเปนการศึกษา
ใหค นมีสติปญญาเฉลียวฉลาด จาํ แนกออกเปน ๓ ประการ๖๘ คือ
๑) อธิศีลสกิ ขา
การศึกษาในเร่ืองศีลอันย่ิง คือความสํารวมอินทรียในทวารทั้ง
๖ ในขณะท่สี ตปิ ฏฐานหรือวปิ ส สนาญาณเกิด เปนความรูส ึกตัวและสงั วร
อันย่ิง กอนท่ีอกุศลจิตจะมีกําลังจนทําใหกาวลวงออกมาทางกายหรือ
ทางวาจา และขณะนน้ั ไมไ ดม ีความยึดถือ วาศีลของเราหรือเปนเราท่ีมี
ศีล สว นศีล ๕ ศีล ๘ หรอื ศีล ๒๒๗ ยงั ไมเปนอธศิ ีล เพราะเปนท่ตี ง้ั ของ
ตณั หาและทิฏฐิไดว า เรามศี ลี หรือศลี ของเรา แตขณะที่สติปฏฐานเกิดขึ้น
ขณะน้นั เปน อินทรยี สังวรศลี เปน อธิศีล เพราะเปนการสาํ รวมระวังอยาง
ยิง่ โดยมีรูปธรรมหรอื นามธรรมเปนอารมณ ในขณะเดียวกันก็มีอธิจิต
และอธิปญ ญาเกดิ รวมดว ย คัมภีรม หานเิ ทศอธบิ ายวา
อธิสีลสิกขาเปนอยางไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เปนผูมีศีล
สํารวมดว ยการสังวรในปาติโมกข สมบูรณดวยอาจาระและโคจร
เห็นภยั ในโทษเพยี งเล็กนอ ย สมาทานศกึ ษาในสิกขาบทท้งั หลาย
๖๗ อง.ฺ สตฺตก.อ.(บาล)ี ๓/๒๐/๑๖๕, องฺ.สตตฺ ก.ฏีกา (บาล)ี ๓/๒๐/๑๙๒.
๖๘ ที.ปา.อ.(บาล)ี ๒๘/๑๓.
๗๒
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
อยู คอื สลี ขันธเล็ก สีลขนั ธใ หญ๖ ๙ ศลี เปนทีพ่ ึ่ง เปนเบอื้ งตน เปน
ความประพฤติ เปนความสาํ รวม เปนความระวัง เปนหวั หนา เปน
ประธาน เพอื่ ความถงึ พรอ มแหง กุศลธรรม นช้ี ือ่ วาอธสิ ีลสิกขา๗๐
คัมภีรอรรถกถาธัมมสังคณีอธิบายวัตถุประสงคไววา พระผูมี
พระภาคเจาตรัสการละวีติกกมกิเลสไวในพระวินัยปฎก เพราะความที่
ศีลเปนเคร่ืองกําจัดวีติกกมกิเลส๗๑ ปรากฏเปนความบริสุทธิแหงศีล
เรยี กวา สีลวสิ ทุ ธิ
สีลวิสุทธิ คือ การรักษาไวซ่ึงความบริสุทธิ์หมดจดไมมีดาง
พรอยแหงศีล ตามภูมิของตน คือ การประพฤติดี เลี้ยงชีวิต
ถูกตอ งตามศลี ของตน ไดแ ก จตปุ ารสิ ุทธิศลี ๗๒ เพราะบริสุทธิ์ได
ดวยสามารถการแสดง การสาํ รวม การแสวงหาและการพิจารณา
บุคคลท่สี มบรู ณดว ยจตปุ ารสิ ทุ ธิสลี ชือ่ วา ถงึ พรอ มดวยศีล ไดแก
๖๙ สลี ขนั ธเ ลก็ หมายถงึ อาบัตทิ ี่แกไ ขได คืออาบัติต้งั แตส ังฆาทิเสสลงมา
สลี ขันธใ หญ หมายถึงอาบตั ิทแ่ี กไ ขไมไ ด คอื อาบตั ปิ าราชกิ อยา งเดียว (ข.ุ ม.อ.
(บาล)ี ๑๐/๑๒๐)
๗๐ ขุ.มหา. (ไทย) ๒๙/๑๐/๔๘,
๗๑ วีติกกมกเิ ลส คือ กิเลสทเี่ ปนเหตุใหลวงละเมิด เปนกิเลสอยางหยาบท่ี
ฟุง วนุ วาย และเรา รอ นมากจนปรากฏออกมาเปน พฤตกิ รรมทางกายและทางวาจา
ทาํ ใหบ คุ คลและสังคมเดอื ดรอ น เปน กิเลสอยางหยาบระงับไวไดด วยอํานาจของศีล
เชน ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล๒๒๗ เปนตน สงบไดเปนคร้ังคราวท่ียังมีการ
รักษาศลี อยู การประหาณลกั ษณะนี้ เรยี กวาตทงั คปหาน (ดูใน ขุ.ป.อ.(ไทย) ๖๘/
๙๐๒., อภ.ิ สํ. (ไทย) ๗๕ /๔๙.(มหามกฏุ )
๗๒วิภาวินี.ฎกี า(บาล)ี หนา ๒๖๘.(มหามกุฏ)
๗๓
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
๑. ปาฏโิ มกขฺ สํวรสลี การระวังรักษากาย วาจา ตามพระปาฏิ
โมกข โดยการสมาทานแลวต้งั อยูในวิรตั (ิ เจตนางดเวน)
๒. อินฺทรยิ สวํ รสีล พงึ สาํ รวมระวงั อนิ ทรยี ทั้ง ๖ คอื ตา หู จมูก ลน้ิ
กาย ใจ เวนกนั้ ไมใ หบ าป อกสุ ล เกดิ ขน้ึ ได
๓. อาชีวปาริสุทฺธิสีล เวนการทําการพูดเน่ืองดวยมิจฉาชีพ
เปน อยดู ว ยความบรสิ ทุ ธิ์ มีสตริ ูทนั ทุกขณะ
๔. ปจฺจยสนนฺ ิสฺสติ สลี เวน จากการอาศัยปจ จัยที่ผิด คือ ไมได
พิจารณากอนบริโภคปจจัย ๔ เปนการเวนจากการบริโภคดวย
ตัณหาและอวิชชา ในการสํารวมระวงั รกั ษาสีลใหบ รสิ ุทธ์ินี้๗๓
๒) อธิจติ ตสกิ ขา
การศึกษาในเร่อื งจติ อนั ยิ่ง คอื เอกคั คตาเจตสกิ ทท่ี าํ ใหจติ ต้งั ม่นั ใน
อารมณนามธรรมหรือรูปธรรมที่กําลังปรากฏในขณะท่ีสติปฏฐานหรือ
วิปสสนาญาณเกิด ขณะน้ันเอกัคคตาเจตสิก(สมาธิ)ท่ีละเอียดเพราะ
ปราศจากความเปนตัวตน ไมเปนท่ีต้ังของตัณหาและทิฏฐิ สมาธิ
โดยท่วั ไปแมถงึ ขัน้ ฌานจติ ก็ไมเปน อธิจิต เพราะยังเปนที่ต้ังของตัณหา
และทฏิ ฐิ ยงั เปน เราที่มีสมาธิหรือเปนฌานจิตของเรา คัมภีรมหานิเทศ
อธิบายวา
อธิจิตตสกิ ขา เปน อยางไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยน้ี สงัดจาก
กามและอกุศลธรรมท้ังหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปติ
และสุข อันเกิดจากวิเวกอยู เพราะวิตกวิจาร สงบระงับไปแลว
บรรลทุ ตุ ิยฌาน มีความผอ งใสในภายใน มีภาวะที่จิตเปนหน่ึงผุด
๗๓ ข.ุ อป. (ไทย) ๓๒/๘๓/๑๑๓
๗๔
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ขึน้ ไมม วี ติ ก ไมมวี จิ าร มแี ตปต ิและสขุ ท่ีเกิดจากสมาธิอยู เพราะ
ปติจางคลายไปมีอเุ บกขา มสี ตสิ ัมปชญั ญะ เสวยสุขดวยนามกาย
บรรลุตตยิ ฌานท่พี ระอรยิ ะท้ังหลายสรรเสริญวาผูมีอุเบกขา มีสติ
อยเู ปนสุข เพราะละสขุ และทกุ ขไดแลว เพราะโสมนัสและโทมนัส
ดับไปกอ นแลว บรรลจุ ตตุ ถฌาน ทไี่ มมีทกุ ข ไมม ีสุข มีสติบริสุทธ์ิ
เพราะอุเบกขาอยู น้ีช่อื วา อธิจติ ตสิกขา๗๔
คมั ภีรอ รรถกถาธัมมสังคณอี ธบิ ายวัตถุประสงคไววา พระผูมีพระ
ภาคเจาตรัสการประหาณปรยิ ฏุ ฐานกิเลสไวในพระสุตตันตปฎก เพราะ
สมาธิเปน เครอ่ื งกําจดั กเิ ลสที่กลุมรุมจิต(ปริยฏุ ฐานกิเลส)๗๕ ปรากฏเปน
ความบริสทุ ธิแหง จติ ที่เรยี กวา จติ ตวสิ ุทธิ
จิตตวสิ ทุ ธิ คือ ความบริสทุ ธิ์ของจติ ทีแ่ นบอยกู ับการกาํ หนด
รูป-นาม โดยไมฟ งุ ซา นไปตามอารมณอื่น จนพัฒนาคุณภาพและ
สมรรถภาพของจิตจนเกิดสมาธ๗ิ ๖
สมาธิ คือภาวะมอี ารมณหนึ่งเดียวของกุศลจิต หมายถึงการ
ดาํ รงจิตและเจตสิกไวในอารมณหนึ่งเดียว๗๗ ในพระอภิธรรมปฎ ก
๗๔ ข.ุ มหา. (ไทย) ๒๙/๑๐/๔๘.
๗๕ ปริยุฏฐานกิเลส เปนกิเลสที่เกิดขึ้นกลุมรุมจิต เมื่อเกิดข้ึน จิตก็จะเปน
อกศุ ล เมอ่ื มอี ารมณม ากระทบ อนุสัยกิเลสทน่ี อนสงบอยูในภวังคจิตจะฟุงกระจาย
ทําใหจติ ใจขุนมัวและฟงุ ซาน ในสภาวเชนนี้อนุสัยกิเลสจะเปลี่ยนฐานะกลายเปน
ปริยุฏฐานกิเลสในวิถีจิตทันที เชนเดียวกันเม่ือมีส่ิงใดมากระทบกับแกวนํ้าอยาง
แรง ทําใหตะกอนที่นอนอยูกนแกวฟุงขึ้นมา นํ้าที่เคยใสกลับมีลักษณะขุน กิเลส
ประเภทนกี้ ็คือ โลภะ โทสะ โมหะและนวิ รณ ดใู น อภ.ิ ส.ํ อ.(ไทย) ๗๕/๔๙.
๗๖ วิภาวนิ .ี ฏีกา (บาล)ี หนา ท่ี ๒๖๘.(มหามกุฏฯ)
๗๗ วสิ ทุ ธ.ิ (บาลี) ๑/๑๐๕, ข.ุ ปฏิ.อ.(บาล)ี ๑/๑๙.
๗๕
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
ไดใ หค วามหมายของคําวาสมาธิไววา “ยา ตสฺมึ สมเย จิตฺตสฺส
ฐิติ สณฺฐิติ อวฏฐิติ อวิสาโร อวิกฺเขโป อวิสาหฏมานสตา
สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ อยํ ตสฺมึ สมเย
สมฺมาสมาธิ โหติ.”
การตง้ั อยแู หง จติ ความดํารงอยูแหงจิต ความมั่นอยูแหงจิต
ความไมส ายไปแหงจิต ความไมฟ งุ ซา นแหงจติ ภาวะท่ีจิตไมสาย
ไป ความสงบ สมาธินทรีย สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ นี้ช่ือวา
สมั มาสมาธิ มีในสมัยนั้น๗๘
สมาธมิ ี ๓ ประเภท คอื
๑) อปุ จารสมาธิ ความท่จี ติ ต้งั ม่ันในอารมณบัญญัติ แตไมถึง
ระดับทเี่ ปนฌาน
๒) อปั ปนาสมาธิ ความท่ีจิตต้ังม่ันแนวแนในอารมณบัญญัติ
ถงึ ระดับทเี่ ปนฌาน
๓) ขณิกสมาธิ ความทจี่ ิตมีสติระลกึ รูอ ารมณปรมตั ถ(รูป-นาม
,ขนั ธ ๕) ทลี ะขณะๆ ต้ังมน่ั ตอ เน่อื งอยูตลอดเวลาท่ีจิตรบั รูอารมณ
สมาธิ ๒ ประการแรก คือ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ
กลาวไวตามสมถยานกิ (ผูเ จรญิ สมถะแลวอาศัยสมถะเปนบาทของ
วิปสสนา) สวนขณิกสมาธิกลาวไวตามวิปสสนายานิก (ผูเจริญ
วิปส สนาโดยตรง)
อุปจารสมาธิ เปนสมาธิที่อยูในข้ันมหากุศล แตมีอุคคหนิมิต
เปนอารมณ ทัง้ นวิ รณตางๆ กส็ งบเงียบ ดงั นน้ั ผทู ีเ่ ขาถงึ อุปจาร
๗๘ อภิ.ส.ํ (ไทย) ๓๔/๓๙/๓๐.
๗๖
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
สมาธิน้จี ึงเรยี กวา ไดอ ุปจารฌาน
อัปปนาสมาธิ เปนสมาธิท่ีอยูในขั้นมหัคคตกุศล มีปฏิภาค
นิมิตเปนอารมณดวย นิวรณถูกประหาณเปนวิกขัมภนปหาน๗๙
ดวย องคฌานทั้งหลายเกิดมีกําลังแลวเพราะองคฌานท้ังหลาย
เกิดมีกําลังเมื่ออัปปนาสมาธิเกิดขึ้นแลว จิตตัดภวังควาระเดียว
แลวยอมตั้งอยู คือเปนไปตามทางกุศลชวนะโดยลําดับตลอดท้ัง
คืนทั้งวันทีเดียว เปรยี บเหมือนบุรุษผูมีกําลังแข็งแรงลุกขึ้นจากที่
นัง่ แลว พงึ ยืนอยทู ัง้ วัน
ขณิกสมาธิใชในการเจริญวิปสสนา เปนความตั้งม่ันอยู
ช่ัวขณะๆ เม่ือจิตมีสติระลึกรูอารมณปรมัตถอยางตอเน่ือง
ปราศจากนวิ รณ ในขณะท่อี นิ ทรีย ๕ คอื ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
และปญ ญา มีกําลงั สมาํ่ เสมอกันแกผูเจริญวิปสสนาภาวนา สวน
อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิใชเปนบาทฐานเพ่ือการเจริญ
วิปสสนาของผูเปนสมถยานิก โดยในเบ้ืองตนใหผูปฏิบัติมีสติรู
อารมณบญั ญัตอิ นั ใดอันหน่ึงท่ีถูกจริต จนเกิดปฏิภาคนิมิตและรู
นมิ ติ นนั้ ตอ ไปจนจติ มีอุปจารสมาธิและอปั ปนาสมาธิ จติ จะมีความ
ตั้งมั่น มีสติ ปราศจากกิเลสและอุปกิเลส ออน ควรแกการงาน
เม่ือจิตถอนออกจากอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิแลว ก็เจริญ
วปิ สสนาดวยจติ ท่มี ีขณกิ สมาธิตอไป๘๐
๗๙ วิกขัมภนปหาน หมายถึงการดับกิเลสดวยการขม ไวของทา นผูบาํ เพ็ญ
ฌาน ยอ มขมนิวรณไ วไ ดต ลอดเวลาทอ่ี ยใู นฌานนัน้ ดใู น ขุ.ป.(ไทย)๓๑/๒๔/๒๘.
๘๐พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ),วิปสสนานัย เลม ๑, หนา ๕๙.
๗๗
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ขณิกสมาธนิ ้ี ใจสงบช่วั ขณะๆ ก็จริงแตเมื่อมีกําลังแกกลาเขา
กส็ ามารถบรรลถุ ึงโลกตุ ตรอปั ปนาสมาธิ คือมรรค,ผล,นิพพานได
อปุ มาเหมือนกบั เม็ดงา..มขี นาดเล็กมาก มีนํ้ามันนอยยังไมพอใช
แตวาหลายเม็ดรวมกันแลวก็ไดนํ้ามันมาก ขอนี้ฉันใด
วิปส สนาขณิกสมาธิก็ฉันน้ัน โยคีบุคคลมีจิตใจไปถึงท่ีไหน ก็ตั้ง
สติกําหนดที่น้ัน ไดขณิกสมาธิเกิดข้ึนมาทันที ไมเรียกวาใจ
ฟุงซา น บางคนเขาใจวา วปิ สสนาน้ีตอ งตัง้ สติกําหนดเพงอารมณ
อยูเพียงอารมณเดียวใจจึงจะสงบมีสมาธิดี เม่ือมีอารมณอ่ืนเชน
การเห็น การไดยิน การเจ็บ การปวด การคิด การนึก เปนตน
แทรกเขามาก็ไมยอมกาํ หนด เพราะเกรงวาถากําหนดตาม ใจจะ
ฟงุ ซานเสียสมาธิ การเขาใจอยา งนเ้ี ปนการเขา ใจผดิ เพราะสมาธิ
นน้ั เปน สมถสมาธิ แสดงวา ผูน ั้นมิไดเขาใจในวิปสสนาขณิกสมาธิ
เลย
เมือ่ ขณิกสมาธิแกกลามากขึ้น ความตั้งมั่นแหงจิตดุจฌานใน
สมถภาวนายอ มเกิดข้นึ แมอารมณท่ีเปนรูป-นามจะเปลี่ยนแปลง
ไปตามสภาพท่ีปรากฏชัด ความต้งั ม่นั กค็ งอยอู ยา งนัน้ ลําดับจิต
ทเี่ กิดกอนและลําดับจิตท่ีเกิดภายหลังมีกําลังทัดเทียมกัน สมาธิ
ดังกลา วตางจากสมาธิในสมถภาวนา คือ สมถสมาธิรับรูอารมณ
บัญญัติอยางเดียว ไมปรากฏความเปนรูป-นาม ทั้งปราศจาก
สภาวะของพระไตรลักษณ แตสมาธิของวิปสสนารับรูอารมณ
ปจจุบนั ที่เปลย่ี นแปลงไดต ลอด ทง้ั ปรากฏความเปน รปู -นาม เมอื่
ญาณแกกลาข้ึนก็จะหย่ังเห็นพระไตรลักษณที่รูเห็นความเกิดดับ
ดังขอความในคัมภีรมหาฎีกาวา “สมาธิท่ีต้ังอยูช่ัวขณะ โดย
แทจริงแลว สมาธิน้ันดําเนินไปในอารมณดวยอาการเดียวอยาง
๗๘
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
ตอเน่อื ง ไมถ กู นิวรณท่ีเปนปฏิปกษกันครอบงํา ยอมต้ังจิตไวมั่น
เหมอื นฌานสมาธทิ ่ีหยั่งลงแลว” ๘๑
ขณิกสมาธิกสามารถต้ังจิตไวม่ัน มีกําลังมากเทากับอุปจาร
สมาธิได เพราะขณะกําหนดอารมณอันหนึ่งกับอีกอันหนึ่ง
น้นั ระหวา งกลางอารมณท้งั สองกิเลสนิวรณเขา ไมได เม่อื กําหนด
ตดิ ตอกันอยูเร่ือยไป ขณะนัน้ ใจสงบกต็ ัง้ อยไู ดน านเหมอื นกนั และ
เมื่อผูปฏิบัติเขาถึงอุทยัพพยญาณ,ภังคญาณเปนตน วิปสสนา
ขณิกสมาธิแกกลายิ่งข้ึน มีกําลังมากเทียบเทากับอัปปนาสมาธิ
เพราะปราศจากปฏิปกษคอื กเิ ลสนิวรณ ฉะน้นั ขณิกสมาธคิ ือการ
ที่ใจสงบตง้ั อยนู านๆได น้กี ็เรยี กวา จติ ตวสิ ทุ ธิ๘๒
เม่อื มีสีลบรสิ ุทธิ์บริบูรณดีแลว ชื่อวามีรากฐานมั่นคงท่ีจะทํา
สมาธิ เพ่ือชําระใจใหบริสุทธ์ิอีกตอไป แตถาศีลยังไมบริสุทธิ์ มี
ขาด ดางพรอย ทะลุอยู ก็ยากที่จะทําใหบังเกิดมีสมาธิขึ้นมาได
อน่ึง สมาธิทีเ่ กิดจากศีลบรสิ ทุ ธิ์นี้ ยอมมกี ําลังมาก๘๓
๓) อธปิ ญ ญาสิกขา
การศึกษาในเร่ืองปญญาอันย่ิง หมายถึงปญญาเจตสิกในขณะที่
วิปสสนาญาณเกิด เปนปญญาอันยิ่งอยางละเอียด เพราะไมมีความ
ยึดถือ วาปญญาเปนเราหรือปญญาของเรา คือ ไมถูกตัณหาและทิฏฐิ
๘๑ วิสุทฺธ.ิ มหาฏกี า(บาลี) ๑/๔๐๙.
๘๒ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ, วิปสสนา
ทปี นฎี กี า, พิมพครงั้ ที่ ๙, (กรุงเทพฯ : สาํ นักพมิ พเลย่ี งเซยี ง จาํ กดั ), หนา ๗๐.
๘๓ ท.ี ม.(บาลี)๑๐/๑๕๙ / ๘๖. ที.ม.(ไทย) ๑๐/๗๖/๙๖ .
๗๙
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
ครอบงาํ ปญญาที่เกิดขึ้นในขณะท่ีใหทาน รักษาศีลหรือเปนไปในสมถ
ภาวนา ไมเปนอธิปญญา เพราะยังเปนท่ีตั้งของตัณหาและทิฏฐิได
คมั ภรี ม หานเิ ทศ อธิบายวา
อธปิ ญ ญาสิกขาเปนอยางไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เปนผูมี
ปญญา ประกอบดวยปญญาอันประเสริฐหย่ังถึงความเกิดและ
ความดับ เพิกถอนกิเลส ใหบรรลุถึงความสิ้นทุกขโดยชอบ เธอรู
ตามความเปนจริงวา “น้ีทุกข” เธอรูตามความเปนจริงวา “น้ีทุกข
สมุทัย(เหตุเกิดทุกข)” เธอรูตามความเปนจริงวา “นี้ทุกขนิโรธ
(ความดับทุกข)” เธอรูตามความเปนจริงวา “นี้ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา(ขอปฏิบัติเครื่องดําเนินไปสูความดับทุกข)” เธอรูตาม
ความเปนจริงวา “เหลาน้ีอาสวะ” เธอรูตามความเปนจริงวา “นี้
อาสวสมุทัย” เธอรตู ามความเปนจริงวา “น้ีอาสวนิโรธ” เธอรูตาม
ความเปนจริงวา “นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา” นี้ชื่อวาอธิปญญา
สกิ ขา๘๔
คัมภีรอรรถกถาธมั มสังคณีอธิบายวตั ถปุ ระสงคไววา พระผูมีพระ
ภาคเจา ตรสั การปหานอนุสัยกิเลสไวในพระอภธิ รรมปฎ ก เพราะความที่
ปญญาเปนเครื่องกําจัดอนุสัยกิเลส๘๕ ปรากฏเปนความบริสุทธิแหง
ปญญา ๕ ระดบั คอื ทฏิ ฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัส
สนวิสทุ ธิ ปฏิปทาญาณทัสสนาวิสุทธิ และญาณทสั สนวิสทุ ธิ
๘๔ ขุ.มหา. (ไทย) ๒๙/๑๐/๔๘.
๘๕ อภิ.สํ.อ. (ไทย) ๗๙/๔๙.
๘๐
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
- ทฏิ ฐิวิสุทธิ
รูปนามานํ ยถาวทสฺสนํ ทิฏฐวิ ิสทุ ฺธิ นาม๘๖ ปญญาที่กําหนดรู
เห็นลกั ษณะเฉพาะของสภาวธรรมทางกาย(รูป)และทางใจ(นาม)
แยกออกจากกันไดต ามความเปน จริง คือรูปมีสภาพเปล่ียนแปลง
ชาํ รุดทรุดโทรม นามมีสภาพนอ มไปสอู ารมณหรือรอู ารมณน ้นั ชอ่ื
วาทิฏฐิวสิ ุทธิ๘๗ ญาณทปี่ รากฎคือ นามรูปปรจิ เฉทญาณ ปญ ญาท่ี
กําหนดเห็นรูป เห็นนาม วา เปนคนละส่ิงละสวนไมระคนกนั
- กงั ขาวิตรณวิสุทธิ
เอตสฺเสว ปน รูปนามสสฺ ปจจฺ ยปริคฺคหเณน ตสี ุ อทฺธาสุ กงฺขํ
วติ รติ ฺวา ิตํ าณํ กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ นาม.๘๘ ปญญาที่กําหนดรู
เหน็ ในสภาวะของกาย(รูป) กับใจ(นาม) เปนเหตุปจจัยซ่ึงกันและ
กัน คือทัง้ รูปและนามเปนเหตุเปน ผล ซง่ึ กันและกันอยูทุกขณะ”๘๙
เปนความบริสุทธ์ิแหงปญญาเคร่ืองขามพนความสงสัย ไดแก
ความบริสุทธเ์ิ พราะหายสงสัย คือ ขณะทพี่ ิจารณาอยพู บเพียงเหตุ
และผล ทล่ี วงมาแลว กเ็ พียงเหตแุ ละผล ตอ ไปก็มีเพยี งเหตุและผล
เทา นั้น ความรูนี้อยูในขั้นตีรณปริญญา คือ รูสามัญญลักษณะ(อุ
ปาทะ ฐีติ ภงั คะ)ของไตรลกั ษณ ญาณทปี่ รากฏคือ ปจจยปริคคห
ญาณ ปญ ญาทีก่ าํ หนดจนรูถึงเหตุปจจัยที่ใหเกดิ รปู เกิดนาม
๘๖ วสิ ทุ ฺธ.ิ (บาล)ี ๒/๒๕๐.
๘๗ วิภาวนิ .ี ฏีกา (บาล)ี หนาท่ี ๒๖๘.(มหามกฏุ ฯ)
๘๘ วสิ ทุ ธ.ิ (บาลี) ๒/๒๖๓.
๘๙ โสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต (มหาสีสยาดอ), หลักการปฏิบัติ
วิปสสนากรรมฐาน, หนา ๕๖.
๘๑
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
- มคั คามัคคญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ
ความเห็นอันบริสุทธ์ิท่ีเกิดข้ึนวาเปนทางหรือมิใชทาง คือ
สามารถตัดสินใจไดวา การยินดีในนิมิตเปนทางผิด การกําหนด
เทา นัน้ จึงจะเปนทางถกู ญาณจึงจะแจมชัดขนึ้ อกี ๙๐
ญาณท่ีปรากฎคือสัมมสนญาณ ปญญาท่ีกําหนดจนรูเห็นไตร
ลักษณ คือ ความเกิดดับของรูป-นาม แตที่รูวารูป-นามดับไปก็
เพราะเห็นรูป-นามใหมเกิดสืบตอแทนขึ้นมาแลว เห็นอยางนี้
เรียกวา สันตติยังไมขาด และยังอาศัยจินตามยปญญาอยู
- ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ุทธิ
ปญ ญาท่บี รสิ ทุ ธ์เิ ขาถงึ ทางทีถ่ ูก ตรงสพู ระนพิ พานโดยถกู ตอง
แลว หมายถงึ อารมณอนั เปนปฏิปทาท่ีถูกตอ ง ตัณหาและทิฎฐไิ ม
สามารถเขาไปในอารมณนั้นได มีไตรลักษณในนาม-รูปอารมณ
เปนตัวถูกรู สวนปญญาเปนตัวรูอารมณไตรลักษณน้ัน ความรู
เชนนี้เปนปจจัยแกวิปสสนาญาณเบ้ืองสูงตอเน่ืองไปถึงโคตรภู
ญาณ มีดังนี้
๑) อุทยพั พยญาณ ปญญาท่ีกําหนดจนรูเห็นไตรลักษณ
ชดั เจน โดยสนั ตติขาด คอื เหน็ รปู -นามดบั ไปในทันทที ดี่ ับและ
เห็นรูป-นามเกิดขึ้นในทันทีท่ีเกิด หมายความวา เห็นทันท้ัง
ในขณะท่เี กดิ และขณะทีด่ ับ, เปนญาณท่ีเห็นรูป-นาม เกิดดับ
ตามความเปนจริง
๙๐ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๙๘/๒๙๕.
๘๒
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
อุทยัพพยญาณน้ี จําแนกไดเปน ๒ คือ ตรุณอุทยัพพย
ญาณ เปน ญาณท่ียังออนอยู มีวิปสสนานูปกิเลสเปนอารมณ
และพลวอุทยพั พยญาณเปนญาณที่แกกลาแลว มีไตรลักษณ
เปน อารมณ
๒) ภงั คญาณ ปญ ญาทก่ี ําหนดจนรูเห็นความดับของรูป-
นาม,สงั ขารแตฝายเดียว โดยยึดเอาความแตกดับของสังขาร
นัน้ เปน อารมณวาทุกส่งิ ทกุ อยางยอมแตกดบั ไปอยา งนี้
๓) ภยญาณ บางก็เรียกวา ภยตูปฏฐานญาณ ปญญาที่
กาํ หนดจนรเู ห็นวา รูป-นามนี้เปน ภยั เปน ทน่ี ากลัว เหมือนคน
กลัวสตั วราย เชน เสือ เปน ตน
๔) อาทีนวญาณ ปญญาท่ีกําหนดจนรูเห็นวารูป-นามนี้
เปนโทษ เหมือนผูท่ีเห็นไฟกําลังไหมเรือนตนอยู จึงคิดหนี
จากเรอื นน้ัน
๕) นพิ พทิ าญาณ ปญ ญาท่ีกําหนดจนรูเห็นวารูป-นามไร
แกน สาร เกดิ เบือ่ หนายในรูป-นาม เบอ่ื หนายในขันธ ๕
๖) มุญจิตุกัมยตาญาณ ปญญาที่กําหนดจนรูเห็นความ
จรงิ ของรปู -นาม จึงใครจ ะหนีจากรูป-นาม, อยากพนจากการ
ครองรูป-นาม(ขันธ ๕) เปรียบดังปลาเปนๆ ที่ด้ิน ใครจะพน
จากทด่ี อนท่แี หง ฉะนั้น
๗) ปฏสิ งั ขาญาณ ปญ ญาทกี่ ําหนดจนรเู ห็น เพ่ือหาอุบาย
ท่ีจะเปล้ืองตนใหพนจากขันธ ๕, เปนญาณท่ีขะมักเขมน
เพอื่ ใหพนจากการครองรูป-นาม
๘) สงั ขารุเปกขาญาณ ปญ ญาทีก่ ําหนดจนรเู หน็ วา จะหนี
กห็ นไี มพ น จงึ เฉยอยไู มย ินดียนิ ราย, เปนญาณทพ่ี จิ ารณารปู -
๘๓
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
นามดว ยอาการวางเฉย ดุจบรุ ษุ อันเพกิ เฉยในภรยิ าที่ทิ้งขวาง
หยา รางกันแลว
๙) อนุโลมญาณ ปญญาที่กําหนดจนรูเ ห็นใหค ลอ ยไปตาม
อริยสจั เรยี กวา สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได, เปนญาณท่รี ูอารมณ
รูป-นามเปนครั้งสุดทายกอนที่จะไดบรรลุมรรค ผล ไดแก
ปญญาพิจารณาเห็นชอบตามท่ีญาณท่ี ๑ ถึงญาณที่ ๘ เห็น
อยางไร อนุโลมญาณกเ็ หน็ อยางนัน้ ญาณที่ ๑ ถึงญาณท่ี ๘
เปรียบเหมอื นมหาอํามาตย ๘ นาย สวนอนุโลมญาณเปรียบ
เหมือนพระราชา เม่ือมหาอํามาตยท้ังหลายนั้นวินิจฉัยอรรถ
คดีไปตามตวั บทกฎหมายอยางถูกตอ งแลว ทลู เสนอพระราชา
พระราชากเ็ หน็ ดว ยตามนน้ั ๙๑
๑๐) โคตรภูญาณ ปญญาท่ีกําหนดจนรูเห็นพระนิพพาน
ตัดโคตรปุถุชนใหขาดออก เพ่ือมงุ เขาสูความเปนอรยิ บุคคล
- ญาณทัสสนวิสุทธิ
ความบรสิ ุทธ์แิ หง ปญ ญาในมรรคญาณ ทเี่ หน็ แจงพระนพิ พาน
เปนปญญาข้ันสูงสุดของการเจริญวิปสสนาจนเห็นอริยสัจทั้ง ๔
ครบถว น คอื ตง้ั แตวิสุทธิท่ี ๑ ถึงวสิ ุทธิที่ ๖ นั้นรูอริยสัจเพียง ๒
สัจจะ คือ รูทุกขสัจกับสมุทัยสัจ สวนญาณทัสสนวิสุทธิเปน
โลกุตตรวิสุทธิ เพราะรูแจงอริยสัจครบท้ัง ๔ ท้ังนี้วิสุทธิแตละ
วสิ ทุ ธิจะเปนปจจัยแกก ันและกนั ตามลาํ ดบั ไมมีการขามขั้นต้ังแต
วิสุทธทิ ี่ ๑ ถึงวิสทุ ธิที่ ๗ ญาณท่ีปรากฏ คือ
๙๑ดรู ายละเอียดใน ขุ.ปฏ.ิ (ไทย) ๓๑/๑/๑, วสิ ุทธ.ิ (บาล)ี ๒/๓๔๙-๓๕๐.
๘๔
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
๑) มรรคญาณ ปญญาทก่ี าํ หนดจนรูเ หน็ พระนิพพาน และ
ตดั ขาดจากกิเลสเปนสมุจเฉทปหาน, เปนญาณในอริยมรรค
ไดแก โสดาปตติมรรคญาณ, สกทาคามิมรรคญาณ,
อนาคามมิ รรคญาณ และอรหตั ตมรรคญาณ
๒) ผลญาณ ปญ ญาท่ีรเู ห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแหง
สันติสุข,เปนญาณในอริยผล ไดแก โสดาปตติผลญาณ,
สกทาคามผิ ลญาณ, อนาคามผิ ลญาณ และอรหตั ตผลญาณ
๓) ปจจเวกขณญาณ ปญญาท่ีรูเห็นในมัคคจิต, ผลจิต,
นพิ พาน, กเิ ลสท่ีละแลว และกิเลสทย่ี งั คงเหลืออย๙ู ๒
จ. อานสิ งส
การเจริญวปิ สสนามอี านิสงสมากมาย เชน
๑. กอ ใหเ กิดสภาวญาณในข้ันตา งๆ จนถึงมรรค ผล นิพพาน
๒. กอ ใหเกดิ สมาธทิ บี่ รสิ ทุ ธ(ิ์ อุเบกขาญาณ) บรรเทาโรคได
๓. กอใหเกดิ วปิ สสนากศุ ล อันบรสิ ทุ ธก์ิ วา กศุ ลทั้งปวง๙๓
๔. กอใหเกิดปญ ญาตามลาํ ดบั ข้นั ใชแ กปญหาทั้งปวงได
๕. เมื่อบรรลุโสดาบันแลว ก็จะปดประตูอบายภมู ิไดอยางสน้ิ เชิง
๖. เม่ือบรรลุนิพพานแลว ก็จะระงับทุกขไดอยางถาวร และ
ประสบสขุ ชว่ั นริ นั ดร อยา งแทจ ิง (นิพฺพานํ ปรมํ สุข)ํ ๙๔
๙๒ ดใู นขุ.ป.(ไทย)๓๑/๑-๖๕/๗-๑๐๙,วสิ ทุ ธฺ ิ.(บาลี)๒/๖๖๒-๘๐๔/๒๕๐-๓๕๐.
๙๓ ขุ.ม.(บาล)ี ๒๙/๖/๑๔, ข.ุ ม.(ไทย) ๒๙/๖/๒๕
๙๔ ดูรายละเอียดใน อง.ฺ นวก.(ไทย) ๒๓/๓๔/๕๐๐.
๘๕
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
๒.๒ การเจริญสมถะดวยอานาปานสตภิ าวนา
การเจริญอานาปานสตเิ พอ่ื ใหเกิดสมาธิ ผูปฏิบัติจะตองต้ังใจคอย
กาํ หนดลมหายใจท่กี ระทบกับปลายจมูก หรือริมฝปากบน ขณะท่ีกําลัง
หายใจเขาและหายใจออก ถาจมกู ยาวลมกป็ รากฏชัดที่ปลายจมูก จมูก
สั้นลมกป็ รากฏชัดที่ริมฝปากบน การที่ใหกําหนดรูอยูท่ีลมหายใจเขา-
ออกอยเู สมอน้ี ก็เพื่อไมใหจิตฟุงซานไปในเรื่องอ่ืนๆ เปนการฝกจิตให
เกิดสมาธิ เพราะธรรมดาจติ ของคนเรานัน้ ยอมจะฟุงซา น สงบนงิ่ ไดย าก
ปกรณว ิเสสวิสุทธิมรรค แสดงมีวิธีปฏิบัติอานาปานสติกรรมฐาน
เพอ่ื ใหเ ขาถงึ ฌาน ๔ นัยดวยกนั คอื
๑. คณนานัย การนับลมหายใจเขา-ออก เปน หมวดๆ มี ๖ หมวด
ต้ังแตหมวดปญ จกะ จนถึงหมวดทสกะ
๒. อนุพนั ธนานัย การกําหนดรูตามลมเขา และออก ทุกๆ ขณะ
โดยไมพลัง้ เผลอ
๓. ผุสนานัย การกําหนดรูท่ีลมกระทบขณะกําหนดตามคณนา
นัย และอนุพนั ธนานยั หมายความวา ขณะทนี่ บั ลม
และตามลมอยูน้นั มีความรูอยทู ลี่ มกระทบดว ย
๔. ฐปนานยั การกําหนดรลู มหายใจเขา -ออก โดยอนุพันธนานัย
กับผุสนานัย ท่ีเปนไปอยูน้ันครั้นปฏิภาคนิมิต
ปรากฏ จิตก็จะเปลี่ยนจากการกําหนดรูกระทบ
ของลม และเขาไปตั้งม่ันจดจออยูในปฏิภาคนิมิต
อยางเดียวจนกระท่ังฌานเกิดขึ้น ฐปนาจึงหมาย
เอาอัปปนา๙๕
๙๕ วิสุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๒๓/๓๐๓,ว.ิ มหา.อ.(บาล)ี ๑/๔๕๖,ขุ.ป.อ.(บาล)ี ๒/๑๐๘.
๘๖
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
๒.๒.๑ เทยี บเคยี งพระบาลกี บั อรรถกถา
อานาปานทีปนี๙๖ อธิบายวา วิธีเจริญอานาปานสติกรรมฐาน ๔
ข้นั แรกท่ตี รัสไวใ นพระบาลี อาจเทยี บเคยี งไดกับคณนานัย ฐปนานัยใน
คัมภีรอรรถกถา การตั้งจิตจดจอในฐานท่ีลมสัมผัสแลวนับลมตาม
คณนานัยจดั วาไดเจริญสติระลึกรูลมหายใจเขาออก นับเปนการปฏิบัติ
เพ่ือหยดุ ความซดั สายฟงุ ซา นของจิตในขณะปฏิบัติธรรม และเปนระยะ
ท่ีมไิ ดตามรูส ภาวะสน้ั ยาวของลมหายใจ จึงสอดคลอ งกบั พระบาลวี า โส
สโต ว อสสฺ สติ. สโต ปสฺสสติ.๙๗ “ภกิ ษุนนั้ มสี ติอยู ยอมหายใจเขา มสี ติ
อยู ยอมหายใจออก”
คัมภีรอ รรถกถาพระวินยั อธิบายวา พหิ วสิ ฏวติ กกฺ วิจเฺ ฉทํ กตฺวา
อสฺสาสปสฺสาสารมฺมเณ สติสณฺฐปนตฺถํเยว หิ คณนา.๙๘ “แทจริงแลว
คณนานยั ยอมมเี พื่อกระทําการตัดความดาํ ริทีแ่ ลน ไปภายนอกแลวดํารง
สติไวม ั่นในอารมณค ือลมหายใจเขา ออกอยา งเดียว”
การติดตามลมหายใจตามอนุพันธนานัย จัดเปนการตั้งจิตจดจอ
อยา งตอเนอื่ งพรอ มทง้ั รบั รสู ภาวะสน้ั ยาวของลมหายใจ จึงสอดคลองกับ
พระบาลีในวาระท่ี ๒ วา
ทฆี ํ วา อสสฺ สนฺโต ทฆี ํ อสฺสสามีติ ปชานาติ.
ทฆี ํ วา ปสสฺ สนโฺ ต ทฆี ํ อสสฺ สามตี ิ ปชานาติ.
๙๖ ดรู ายละเอียดใน : พระญาณธชเถระ (แลดีสยาดอ), อานาปานทีปนี,
สมเดจ็ พระพุทธชินวงศ (สมศักด์ิ อุปสโม ปธ.๙) ตรวจชําระ. โรงพิมพไทยรายวัน
การพิมพ จอมทอง กรุงเทพฯ, ๒๕๔๙. หนา ๑๙-๒๓.
๙๗ ม.อุ. (บาลี) ๑๔/๑๔๘/๑๓๒.
๙๘ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๔๕๘.
๘๗
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
รสสฺ ํ วา อสฺสสนฺโต รสสฺ ํ อสฺสมามตี ิ ปชานาต.ิ
รสสฺ ํ วา ปสฺสสนฺโต รสสฺ ํ อสสฺ มามตี ิ ปชานาติ.๙๙
เม่ือหายใจเขายาว ยอมรูวาหายใจเขายาว เม่ือหายใจออกยาว
ยอมรูวาหายใจออกยาว เม่ือหายใจเขาส้ัน ยอมรูวาหายใจเขาส้ัน เมื่อ
หายใจออกสั้น ยอ มรวู า หายใจออกสนั้ ”
การรับรสู ภาวะสั้นยาวของลมหายใจน้ัน ไมใชการตามรูเบื้องตน
ทา มกลางและทส่ี ดุ ของลมหายใจ แตเปน การต้งั ใจรับรูความสัน้ ยาวของ
ลมซึ่งกระทบอยูท ่ปี ลายจมูกเทานน้ั เมอ่ื หายใจยาว การกระทบของลมก็
ยาว เม่อื หายใจส้นั การกระทบของลมกส็ ้นั ดงั นน้ั สภาวะส้นั ยาวของลม
ในจุดกระทบสมั ผสั จงึ เปน ความสนั้ ยาวของลมหายใจในเรื่องน้ี
สภาพของจติ ใจโดยทัว่ ไปน้นั มีลักษณะแผไปรบั รูสถานที่ตา งๆ ได
โยคีอาจรูสึกในบางคราววา จิตท่ีรับรูสภาวะสัมผัสไดเขาไปลึกหรือพน
ออกจากฐานท่ีลมสัมผสั นั้น
อน่ึง ในการเจริญสติระลึกรูส ภาวะส้ันยาวนี้ โยคีพึงดํารงจิตไวใน
จดุ ท่ีสมั ผสั และรับรสู ภาวะส้ันยาวของลมหายใจไปตลอดสายทงั้ เบ้ืองตน
ทามกลาง และท่ีสุด กลาวคอื เมือ่ หายใจเขา ใหรับรูลมท่ีปลายจมูกเปน
เบื้องตนไปจนถึงลมในทอง เมื่อหายใจออก ใหรับรูลมในทองเปน
เบอ้ื งตน ไปจนถึงลมที่ปลายจมูก สมจริงดงั สาธกวา “สพฺพกายปฏสิ งฺเวที
อสฺสสิสฺสามีติ สิกขฺ ต.ิ สพพฺ กายปฏิสเํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามีติ สิกขฺ ติ.”
“เธอยอ มสําเหนยี กวา เราจักรูจัดกองลมท้ังหมด ขณะหายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราจักรชู ดั กองลมทง้ั หมดขณะหายใจออก”
๙๙ ม.อ.ุ (บาล)ี ๑๔/๑๔๘/๑๓๓.
๘๘
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
โยคีทรี่ ับรูกองลมตง้ั แตเบอ้ื งตน ทามกลาง และทีส่ ุดแลว พงึ เจริญ
สตติ อ ไปโดยดําริวา เราจะผอนกองลมใหละเอียดจนเหมือนดับไปโดย
คลอ ยตามหลักการปฏบิ ัตติ อไปวา “ปสสฺ มภฺ ยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ
สกิ ฺขติ ปสสฺ มฺภยํ กายสงขฺ ารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สกิ ขฺ ต.ิ ”
“เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราจักระงับลมหายใจ ขณะหายใจเขา
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจักระงับลมหายใจ ขณะหายใจออก”
ในคมั ภรี อ รรถกถาไดกลาวถงึ ความละเอียดและการดับไปเองของ
กองลมต้ังแตเ ริม่ เจริญคณนานัย โยคีบางทา นเกดิ สภาวะดงั ท่กี ลา วมานี้
และมีบางทานน่ังขัดสมาธิตัวลอยข้ึนจากที่นั่ง ๔ น้ิวดวยอํานาจของ
อพุ เพงคาปติ คอื ปติโลดโผน ตามคําอธบิ ายในคัมภีรอ รรถกถาวา
กสฺสจิ ปน คณนาวเสน มนสิการกาลโต ปภุติ อนุกฺกมโต
โอฬาริกอสฺสาสปสฺสาสนิโรธวเสน กายทรเถ วูปสนฺเต กาโยป
จิตฺตมปฺ ลหุกํ โหติ. สรรี ํ อากาเส ลงฆฺ นาการปปฺ ตตฺ ํ วยิ โหติ.๑๐๐
อน่งึ เม่ือความเรารอนในรางกายสงบแลว ท้ังกายและจิตก็มี
สภาวะเบา รา งกายเหมอื นถึงอาการลอยขึ้นในอากาศ ดว ยอํานาจ
ของการดบั ไปแหงลมหายใจเขา ออกที่หยาบตามลาํ ดับตั้งแตเวลา
ท่ีบางคนเร่มิ เจรญิ สติกาํ หนดรตู ามคณนานยั ”
เมือ่ โยคีดํารงสติไวในสภาพที่สัมผัสอยางแนนแฟนจนลมหายใจ
ดบั ไปอยางนี้ ก็จะรบั รูลมหายใจท่ปี ระจักษขน้ึ มาอีกครั้งหน่ึง ในขณะน้ัน
จัดวาปฏิภาคนิมิตไดปรากฏข้ึนแลว โยคีไดบรรลุอุปจารสมาธิซ่ึงขม
นิวรณท่รี บกวนจิตแลว
๑๐๐ วสิ ทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๓๐๘.
๘๙
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
๒.๒.๒ การทําฌานใหเจรญิ
เม่ือปฏิภาคนมิ ติ ปรากฏ ตองรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไวใหดีดวยวิธี
เสพสปั ปายะ ๗๑๐๑ ผูปฏบิ ตั ิที่กําลังเพง ปฏภิ าคนิมิตอยูโดยเวนจากอสัป
ปายะ ๗ อยางแลวเสพสัปปายะ ๗ อยาง ตอไปไมนานก็จะสําเร็จฌาน
เปนฌานลาภี คือรปู าวจรปฐมฌานยอมเกดิ ขึ้น เมอ่ื ไดปฐมฌานแลวการ
ปฏบิ ัตเิ พ่อื เลื่อนลาํ ดับของฌานเปน ทตุ ยิ ฌานนั้น ตองหม่ันเขาปฐมฌาน
บอยๆ เพื่อใหเกิดความเปนวสีในฌานนั้นๆ จึงจะเล่ือนลําดับฌานให
สูงข้ึนไปได
วสี คือ ความชํานาญแคลวคลองวองไว ผูที่ไดรูปาวจรฌานดังที่
ไดกลาวแลว จะเขาฌานสมาบัติก็ดี จะเจริญสมถภาวนาตอเพ่ือใหได
ทุติยฌานก็ดี จะตองมีวสีในปฐมฌานนั้นเสียกอน คือตองหมั่นเขา
ปฐมฌานจนชํานาญ มีความแคลวคลองวองไว คัมภีรอรรถกถาและ
ปกรณว เิ สสวิสทุ ธมิ รรค กลาวไว ๕ ประการ ไดแก
(๑) อาวชฺชนวสิตา ชํานาญในการนึกเขาฌาน ชํานาญในการ
กําหนด พจิ ารณาองคฌานแตละองค โดยวิถจี ติ ท่ตี ดิ ตอ กนั ไปตามลําดับ
โดยมีภวงั คจติ ค่ันไมมากนัก
(๒) สมาปชฺชนวสติ า ชํานาญในการเขาฌานไดโดยรวดเร็ว
(๓) อธิฏานวสติ า ชํานาญในการหยุดอยใู นฌานเปน เวลาชาเร็วกี่
ชว่ั โมงก่วี ัน กจ็ ะอยูในฌานสมาบัตไิ ดตามกําหนดท่ไี ดต้ังความปรารถนา
อยา งแรงกลาไวน ั้น
(๔) วุฏานวสติ า ชาํ นาญในการออกจากฌานไดโ ดยวองไว ไมให
เกนิ เวลาที่ตนไดอ ธษิ ฐานไว
๑๐๑ วิสุทฺธ.ิ (บาลี) ๑/๑๓๘.
๙๐
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
(๕) ปจจฺ เวกขฺ ณวสิตา ชํานาญในการพิจารณาองคฌานดวยชวน
จติ อันเกดิ ในลาํ ดบั แหงมโนทวาราวัชชนะติดตอกันเปนลําดับไป โดยมี
ภวังคค่ันไมมากนัก๑๐๒
ปฐมฌานลาภีบุคคลจะตองเขาปฐมฌานบอยๆ จนชํานาญในวสี
ภาวะทั้ง ๕ ก็จะเห็นโทษของวิตก จึงประสงคจะละวิตกอันเปนสิ่งที่
หยาบนั้นเสีย เพ่ือใหถึงทุติยฌานซ่ึงประณีตกวา ตองเร่ิมเพงปฏิภาค
นมิ ติ ที่ตนเคยไดนัน้ แลว กระทาํ ใหเปน อารมณอยา งแนบแนนแนวแนใน
ดวงใจ จนกระท่งั ทุตยิ ฌานจติ เกดิ ข้นึ ฌานลาภีบคุ คลปรารถนาจะเจริญ
ใหถึงตติยฌาน จตุตถฌาน และปญจมฌาน ก็จะตองปฏิบัติใหเปนไป
ในทํานองเดยี วกันน้ีตามลําดับฌาน จะขามลัดไปไมได แตถารูปาวจร
ปฐมฌานยังไมเกิดตองบําเพ็ญอัปปนาโกสล ๑๐ ประการใหเกิดข้ึนใน
สันดานของตนใหบ ริบูรณ คือ
๑. วตฺถุวิสทกิริยตา ชําระรางกายและเครื่องนุงหมใหสะอาดปด
กวาดเช็ดถเู คร่อื งใชตา งๆ ใหส ะอาด และจัดวางไวใ หเปน ระเบียบ
๒. อินฺทริยสมตฺตปฏิปาทนตา กระทําอินทรียใหเสมอกัน สัทธา
เสมอกับปญญา,วิริยะเสมอกับสมาธิ โดยมีสติท่ีตองเพ่ิมพูน เจริญให
มาก เพอ่ื รักษาอนิ ทรียใหเ สมอกัน
๓. นมิ ิตตฺ กสุ ลตา มคี วามฉลาดในการรักษานิมิต และทําใหสมาธิ
เจรญิ ข้ึน
๔. จิตฺตปคฺคโห ยกจิตข้ึนในกาลท่ีควรยก คือขณะที่จิตทอถอย
จากอารมณกรรมฐานอันเนื่องจากปสสัทธิ,สมาธิ,อุเบกขาสัมโพชฌงค
ควรยกจิตดว ยการอบรมธัมมวจิ ยะ,วริ ยิ ะ,ปตสิ มั โพชฌงคใ หเ จรญิ ขึ้น
๑๐๒ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๖๒๗.
๙๑
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
๕. จติ ตฺ นคิ ฺคโห ขม จิตไวใ นการทค่ี วรขม คือขณะใดรูสึกวา จิตใจ
ฟงุ ซานอนั เนื่องจากธมั มวจิ ยะ วิริยะ ปต ิสัมโพชฌงค ขณะนัน้ ควรขมจิต
ไวด วยอบรมปส สัทธิ สมาธิ อุเบกขาสมั โพชฌงคใหเ จรญิ ขึ้น
๖. จิตฺตสมฺปหํโส เวลาใดรูสึกเบ่ือหนายในการเจริญกรรมฐาน
เวลาน้ันควรปลุกความเช่ือ ความเลื่อมใสในการเจริญกรรมฐาน ดวย
ระลึกถงึ สงั เวคธรรม ๘ ประการ๑๐๓ใหเกิดความสลดสังเวชในสังขาร และ
ระลกึ ถึงคุณพระรตั นตรัยอนั หาไดยาก
๗. จิตฺตชฺฌุเปกฺโข เวลาใดจิตใจไมมีการทอถอยและไมฟุงซาน
เบื่อหนายในการเจริญกรรมฐาน เวลานั้นควรประคองจิตไวใหเพงเฉย
อยใู นกรรมฐานน้นั ไมต อ งยกจิต ขม จติ และทาํ จิตใหราเรงิ แตอ ยา งใด
๘. อสมาหติ ปคุ คฺ ลปริวชฺชนํ เวนจากบุคคลท่ีมีจิตไมสงบ มีความ
ประพฤติเหลาะแหละ ไมม่นั คงในการงาน ทอ งเท่ียวไปในสถานท่ตี า งๆ
๙. สมาหิตปุคฺคลเสวนํ คบหากับผูมีความประพฤติม่ันคง เปน
หลัก เปนฐาน
๑๐. ตทธิมุตฺติ นอมใจอยูแตในเรื่องฌาน, สมาธิ มีความเพียร
พยายามเพง อยใู นปฏิภาคนิมติ ท่จี ะเปนอารมณปจจัยใหเขาถึงอัปปนา
ฌานอยเู สมอๆ๑๐๔
๑๐๓ หมายถึง มีสโหตตัปปญาณ คือ ญาณท่ีมีโอตตัปปะ ไดแก ญาณที่มี
ความกลัวตอภัย ตอ ทุกข ๘ ประการ คือ ๑) ชาติทกุ ข ความเกิดเปนทุกข ๒) ชรา
ทกุ ข ความแกเปนทุกข ๓) พยาธิทุกข ความเจ็บเปนทุกข ๔) มรณทุกข ความ
ตายเปน ทุกข ๕) นิรยทุกข ตกนรกเปน ทุกข ๖) ดิรัจฉานทุกข เปนสัตวดิรัจฉาน
เปนทุกข ๗) เปตติทุกข เปนเปรตเปนทุกข ๘) อสุรกายทุกข เปนอสุรกายเปน
ทุกข ดรู ายละเอยี ดใน ข.ุ อติ .ิ อ.(บาลี)๓๗/๑๓๑.
๑๐๔ ดรู ายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (บาลี) ๑/๖๐/๑๓๙.
๙๒
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
สวนลักษณะการเจริญอานาปานสติตามนัยมหาสติปฏฐานสูตร
เปนการเจริญภาวนาแบบสุทธวิปสสนา คือเจริญวิปสสนาลวนๆ
หมายถึง เร่ิมปฏิบัติดวยการเจริญวิปสสนาทีเดียวโดยไมเคยฝกหัด
เจริญฌานสมาธิใดๆ มากอนเลย แตเมื่อเจริญวิปสสนาคือใชปญญา
พจิ ารณาความจรงิ เกยี่ วกับส่ิงท้ังหลายมีลมหายใจเปนตนอยางถูกทาง
แลว จิตก็จะสงบข้นึ เกิดมสี มาธิตามมาเอง๑๐๕
คมั ภีรองั คตุ ตรนิกายกลา ววา ภิกษุในธรรมวินัยน้ี เม่ือสงจิตไปยัง
อุปาทานขนั ธ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เพื่อจะทดสอบ
ดูวา ‘ความยดึ มั่นรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ วาเปนอัตตายังมี
อยหู รอื ไม’๑๐๖ จติ ของเธอยอ มไมแลน ไป ไมเล่อื มใส ไมต้ังอยูไมนอมไป
ในสกั กายะ แตเม่ือมนสิการถึงความดับสักกายะ จิตของเธอจึงแลนไป
เล่ือมใส ตัง้ อยนู อ มไปในสักกายนโิ รธ จิตน้นั ของเธอชอ่ื วาเปน จติ ดาํ เนิน
ไปดีแลว เจริญดีแลว ต้ังอยูดีแลว หลุดพนดีแลว พรากออกดีแลวจาก
สักกายะ เธอหลุดพนแลวจากอาสวะ และความเรารอนท่ีกอความคับ
แคนซ่ึงเกิดข้ึนเพราะสักกายะเปนปจจัย เธอยอมไมเสวยเวทนานั้น นี้
เรากลา ววาธาตุทีส่ ลัดสกั กายะ๑๐๗
๑๐๕ ผูต้ังอยูในสมาธิเพียงสักวาขณิกสมาธิ แลวเริ่มตั้งวิปสสนาบรรลุ
อรหัตมรรคน้ัน ช่ือวาสุกขวิปสสก ผูเจริญวิปสสนาลวน ๆ เพราะมีแตวิปสสนา
ลวน ไมมีการสืบตอในภายในวิปสสนาดวยองคฌานอันเกิดแตสมาธิในเบื้องตน
และในระหวา งๆ ดูใน ขุ.เถร.อ. (บาลี) ๒/๑๒๘๘/๖๐๓.
๑๐๖ องฺ.ปจฺ ก.อ. (บาลี) ๓/๒๐๐/๘๓.
๑๐๗ มนสิการสักกายะ หมายถึง วิธีการที่พระอรหันตผูบําเพ็ญวิปสสนา
ลวน เห็นนพิ พานดว ยอรหัตตมรรคและอรหัตตผลออกจากผลสมาบัติแลวสงจิตใน
อรหตั ตผลสมาบตั ิ ไปยังอปุ าทานขันธ ๕ ดใู น อง.ฺ ปจฺ ก.อ. (บาล)ี ๓/๒๐๐/๘๓.
๙๓
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
ในตอนแรกสมาธิที่เกิดข้ึนอาจเปนเพียงขณิกสมาธิ คือสมาธิ
ชวั่ ขณะ ซง่ึ เปนสมาธิอยางนอ ยทสี่ ุดเทา ที่จาํ เปนเพ่ือใหวิปสสนาดําเนิน
ตอไปได ดงั ท่ีทานกลา ววา “ปราศจากขณกิ สมาธิเสยี แลว วิปสสนายอม
มีไมได”๑๐๘ เม่ือผูเปนวิปสสนายานิกเจริญวิปสสนาตอๆ ไป สมาธิก็
พลอยไดรับการฝกอบรมไปดวย ถึงตอนน้ีอาจเจริญวิปสสนาดวย
อปุ จารสมาธ(ิ สมาธจิ วนจะแนวแนหรอื สมาธิจวนจะถึงฌาน) ก็ได๑ ๐๙ จน
ในที่สุดเม่อื ถงึ ขณะท่ีบรรลุมรรคผล สมาธินั้นก็จะแนวแนสนิทเปนอัปป
นาสมาธิ อยางนอยถงึ ระดับปฐมฌาน เปนอันสอดคลอ งกบั หลักท่ีแสดง
ไวแ ลวในคัมภีรอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรควา “ผูบรรลุอริยภมู จิ ะตอ งมที งั้
สมถะและวิปส สนาครบท้ังสองทว่ั กันทกุ บคุ คล”๑๑๐
๒.๒.๓ ผลสําเรจ็ ของอานาปานสตสิ มาธิ
การเจริญอานาปานสติสมาธิใน ๔ ข้ันแรกอํานวยผลใหผูปฏิบัติ
บรรลุไดถงึ รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และเปน บาทฐานใหเกิดวิชชา ๘ เลย
ทีเดียว ดงั น้ี
ก. อาํ นวยผลใหไ ดส มาบัติ ๘
สมาบัติ แปลวาเขาถึง คือเขาถึงจุดของอารมณที่เปนสมาธิ
สภาวะสงบประณีตที่พึงเขาถึง โดยทั่วไปหมายถึงการบรรลุฌาน การ
๑๐๘ วิสุทธ.ิ มหาฎกี า (บาลี) ๑/๑๕.
๑๐๙ วิสทุ ธ.ิ มหาฎีกา (บาลี) ๑/๓/๑๕ กลาวถึงสทุ ธวปิ ส สนายานิก ผูไมไ ด
ฌาน ซึง่ หมายความวาไดข ณิกสมาธิหรอื อปุ จารสมาธิก็บําเพ็ญวิปสสนาได ไม
จําเปน ตองไดฌ านก็ได ดูใน ข.ุ ป.อ.(บาลี) ๑/๖๒/๑๓๖.
๑๑๐ดใู น ขุ.ป.อ. (บาลี) ๑/๑๐๘/๒๐๙,อภิ.สง.ฺ อ.(บาลี)๑/๗๐๔/๒๘๕.
๙๔
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
เขาฌาน สมาบัติมีหลายอยางเชน ฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ๑๑๑ สวน
อารมณสมาธทิ ย่ี งั ไมเ ขา ระดับฌานยงั ไมเ รียกวา สมาบัติ เชน ขณกิ สมาธิ
และอุปจารสมาธิ ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรคปทีโปปมสูตร พระผูมี
พระภาคเจา ตรสั ถึงสงิ่ ท่ีหวังไดจ ากการเจริญอานาปานสตสิ มาธิไวว า
“หากภิกษุในธรรมวินัยน้ีพึงหวังวา ‘เราพึงสงัดจากกามและ
อกศุ ลธรรมท้ังหลายแลว บรรลุปฐมฌานท่ีมีวิตก วิจาร ปติและสุข
อันเกิดจากวิเวกอย’ู ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธใิ หดี
หากภิกษุในธรรมวินัยนีพ้ งึ หวังวา ‘เพราะวิตกวิจารสงบระงับ
ไป เราพึงบรรลุทุติยฌานท่ีมีความผองใสในภายใน มีภาวะที่จิต
เปนหนึ่งผุดข้ึน ไมมีวิตก ไมมีวิจารมีแตปติและสุขอันเกิดจาก
สมาธิอยู’ ก็พึงมนสกิ ารอานาปานสตสิ มาธนิ ้แี ลใหด ี
หากภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้พึงหวังวา ‘เพราะปติจางคลายไป เรา
พงึ มีอุเบกขามีสติ มสี มั ปชัญญะ เสวยสุขดวยนามกาย บรรลตุ ติย
ฌานที่พระอริยะท้ังหลายสรรเสริญวา ‘ผูมีอุเบกขา มีสติ อยูเปน
สุข’ กพ็ ึงมนสิการอานาปานสติสมาธนิ ีแ้ ลใหดี
หากภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงหวังวา ‘เพราะละสุขและทุกขได
เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปแลว เราพึงบรรลุจตุตถฌานท่ี
ไมมีทุกข ไมมีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู’ ก็พึงมนสิการ
อานาปานสติสมาธิน้แี ลใหดี
หากภิกษใุ นธรรมวนิ ยั น้พี ึงหวังวา ‘เราพึงบรรลุอากาสาณัญ-
จายตนฌานโดยกําหนดวา ‘อากาศหาที่สุดมิได’ เพราะลวงรูป-
สัญญา ดบั ปฏฆิ สญั ญา ไมกาํ หนดนานัตตสัญญาโดยประการท้งั
๑๑๑ ดูรายละเอยี ดใน องฺ.ทกุ .อ. (บาลี) ๒/๑๖๔/๗๑.
๙๕
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
ปวง’ ก็พงึ มนสิการอานาปานสติสมาธนิ ีแ้ ลใหดี
หากภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงหวังวา ‘เราพึง..บรรลุวิญญาณัญ-
จายตนฌานโดยกําหนดวา ‘วิญญาณหาที่สุดมิได’ ก็พึงมนสิการ
อานาปานสติสมาธินี้แลใหด ี
หากภกิ ษใุ นธรรมวนิ ัยนี้พงึ หวงั วา ‘..บรรลุอากิญจัญญายตน
ฌาน โดยกาํ หนดวา‘ไมม อี ะไร’ ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธนิ ี้
หากภิกษุในธรรมวินัยน้ีพึงหวังวา ‘เราพึง..บรรลุเนวสัญญา-
นาสญั ญายตนฌาน’ ก็พงึ มนสิการอานาปานสติสมาธิน้ีแลใหดี
หากภิกษุในธรรมวนิ ยั น้พี งึ หวงั วา..บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธก็
พึงมนสกิ ารอานาปานสติสมาธิน้แี ลใหด ”ี ๑๑๒
ข. เปน บาทฐานใหเ กิดวิชชา ๘
วชิ ชา แปลวา ความรูแจง ความรูว ิเศษที่เกิดสบื เน่ืองจากสมาธิใน
ระดับฌานสมาบตั ิ ในสามัญญผลสตู ร๑๑๓ ทฆี นิกาย พระผูม พี ระภาคเจา
ตรสั แสดงไว ๘ ประการ คือ
๑) วิปสสนาญาณ ญาณทใ่ี หเกิดความเห็นแจงอุปาทานขันธ ๕
คอื ปญญาพิจารณาเห็นสงั ขารท้งั ปวงตามพระไตรลักษณ ซึ่งมกี ารปรบั
จติ มาตามลาํ ดับจนถึงรแู จง อริยสัจ ๔๑๑๔
๒) มโนมยิทธิญาณ ญาณท่ีทําใหไดฤทธ์ิทางใจ คือ สามารถ
เนรมิตกายอนื่ ๆ ใหเกิดขื้นภายในรา งกายของตนตามแตจ ะตองการ๑๑๕
๑๑๒ ดูรายละเอียดใน ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๔/๔๖๑.
๑๑๓ ดรู ายละเอียดใน ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/๒๓๔-๒๔๘/๗๗-๘๔.
๑๑๔ ดรู ายละเอียดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๒๓๔-๒๓๕/๗๗-๗๘.
๑๑๕ ดูรายละเอียดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๒๓๖-๒๓๗/๗๘-๗๙.
๙๖
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
๓) อทิ ธิวิธญาณ ญาณที่ทําใหแสดงฤทธ์ิได คําวาฤทธ์ิ แปลวา
ความสําเร็จทางใจที่เกิดข้ึนแกผูฝกจิตมาถึงขั้นน้ี ยอมทําสิ่งที่คน
ธรรมดาทาํ ไมไ ดเ ปนอนั มาก๑๑๖
๔) ทพิ พโสตธาตญุ าณ ญาณท่ที ําใหเ กิดหทู พิ ย คือ สามารถไดย นิ
เสยี งในทหี่ า งไกลหรอื เบาที่สุดเหมอื นกันของเทวดา และพรหม
ท้งั หลาย๑๑๗
๕) เจโตปรยิ ญาณ ญาณทีท่ าํ ใหก ําหนดจิตของผูอ่ืนได สามารถ
รจู ิตใจของบุคคลอื่นไดอยางถ่ีถว น๑๑๘
๖) ปพุ เพนวิ าสานสุ สติญาณ ญาณทที่ าํ ใหระลกึ ชาติได๑๑๙
๗) ทพิ พจักขุญาณ ญาณที่ทาํ ใหไ ดตาทพิ ย ญาณท่ีสามารถเห็น
ส่ิงตา งๆ ในท่ีไกล หรือเลก็ ที่สดุ ไดอ ยางทะลุปรุโปรง มวิ า จะอยใู นทแ่ี จง
หรือ ที่ล้ีลับกําบังไวอยางมิดชิดประการใดก็ตาม ยอมสามารถเห็นได
เปน อยา งดเี หมือนกับตาของเทวดา และพรหมทง้ั หลาย๑๒๐
๘) อาสวักขยญาณ ญาณที่สามารถทาํ ลายกิเลสอาสวะทั้ง ๓ ให
หมดไปโดยสิ้นเชิง คือ ๑) กามาสวะ ความกําหนัดรักใครในกามคุณ
ทั้งหลาย ๒) ภวาสวะ ความติดใจพอใจในความมีความเปน ภพชาติ
ตางๆ ๓) อวิชชาสวะ การไมรูอริยสัจ ๔ ตามความเปนจริง และไมรู
อดตี อนาคต และไมรูในปฏิจจสมุปบาท๑๒๑
๑๑๖ ดูรายละเอียดใน ที.สี. (ไทย) ๙/๒๓๘-๒๓๙/๗๙-๘๐.
๑๑๗ ดรู ายละเอยี ดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๒๔๐-๒๔๑/๘๐.
๑๑๘ ดูรายละเอยี ดใน ที.สี. (ไทย) ๙/๒๔๒-๒๔๓/๘๐-๘๑.
๑๑๙ ดูรายละเอียดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๒๔๔-๒๔๕/๘๑-๘๒.
๑๒๐ ดรู ายละเอียดใน ที.สี. (ไทย) ๙/๒๔๖-๒๔๗/๘๒-๘๓.
๑๒๑ ที.สี. (ไทย) ๙/๒๔๘-๒๔๙ /๘๔.
๙๗
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
ในญาณท้งั ๘ ประการน้ี ขอ ๑ – ๗ จัดเปนโลกียะ คือสามัญชน
ท่ัวไปอาจทําใหเกิดได และบางขอแมนักบวชนอกศาสนาก็มีได สวน
อาสวักขยญาณนั้นเปนโลกุตตระ เปนเปาหมายสูงสุดของพุทธศาสนา
ซึ่งหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนามุงไปที่อาสวักขยญาณ คือการ
กาํ จดั กิเลสในสนั ดานของตนใหสนิ้ ไป
๒.๓ การเจริญวิปสสนาตอจากอานาปานสตสิ มาธิ
ปกรณวิเสสวิสทุ ธิมรรค แสดงวิธปี ฏบิ ตั วิ ิปสสนาดว ยอานาปานสติ
ภาวนา ดว ยนยั ที่เหลือจากนัยที่กลาวแลวในการเจริญสมถะ อีก ๔ นัย
คือ (ตอ จากสมถะ )
๕. สัลลักขณานัย กําหนดไดชัด คือกําหนดขันธ ๕ ไดชัดทัน
ปจจุบัน เห็นรูป-นาม เห็นพระไตรลักษณ ได
ชัดเจนแจมแจงดี การกําหนดพิจารณารูป-นาม
ตามทางของวิปสสนาเพ่ือความเห็นแจงลักษณะ
แหงความไมเ ที่ยง เปน ทุกข เปนอนตั ตาโดยเฉพาะ
มีไดต ้ังแตอานาปานสติ ขั้นท่ี ๕ เปนตนไป จนถึง
ท่สี ดุ
๖. วิวัฏฏนานัย วิธีปฏิบัติใหโพธิปกขิยธรรม ๓๗ ประการเขา
รวมกัน อาการตดั กเิ ลสของมรรค นับต้ังแตวิราคะ
เปนตน ไปจนกระทัง่ ถงึ ขณะแหง มรรค ไดแ ก มรรค
๔ มีโสดาปตติมรรค เปนตน ยอมมีในจตุกกะท่ีสี่
ข้ันใดข้นั หนึง่
๙๘
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
๗. ปารสิ ุทธนิ ยั การบรรลผุ ลของการตดั กิเลส ทเี่ รยี กวาวิมุตติ ใน
ข้ันที่เปนสมุจเฉทวิมุตติ วิธีปฏิบัติตอจากมรรค
ไดแก ผล ๔ มีโสดาปตติผลเปนตน วิธีปฏิบัติ
หลังจากผลเกิดแลว ไดแก ปจจเวกขณญาณ
๑๙๑๒๒(เปนผลแหงการเจริญอานาปานสติในข้ัน
สดุ ทา ยทีก่ ําหนดอยทู กุ ลมหายใจเขา –ออก).
๘. เตสัง ปฏิปสสนานัย ญาณเปนเครื่องพิจารณาในความส้ินไป
แหงกิเลส และผลแหงความส้ินไปแหงกิเลส ที่
เกดิ ข้นึ แลว ทกุ ลมหายใจเขา –ออก๑๒๓
๒.๓.๑ อารมณห ลกั ในการเจริญวิปส สนา
การเจรญิ วิปสสนามอี ารมณห ลกั ในการตามรู ๒ ประการ คือ
๑. การตามรูรูปเปนหลัก คือ การกําหนดลมหายใจเขาออกท่ี
ปรากฏชัดเจนตามคณนานยั และอนพุ นั ธนานัย
๒. การตามรนู ามเปน หลกั คือ การกาํ หนดเวทนาหรือการกําหนด
จิตตามฐปนานัย หลังจากท่ีโยคีบรรลุอุปจารสมาธิแลว ดังพระพุทธ
วจนะท่ีวา “ภกิ ษุยอมสําเหนียกวา เราจักรูชัดปติ ขณะหายใจเขา ยอม
สาํ เหนยี กวา เราจกั รชู ดั ปติ ขณะหายใจออก ยอมสําเหนียกวา เราจักรู
ชดั สุข ขณะหายใจเขา ยอ มสาํ เหนียกวา เราจกั รชู ดั สขุ ขณะหายใจออก
ยอมสาํ เหนียกวา เราจักรูชัดจิต ขณะหายใจเขา ยอมสําเหนียกวา เรา
จักรูชดั จติ ขณะหายใจออก” ๑๒๔
๑๒๒ ดูรายละเอียดใน ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๕๑๒, ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๖๒/๑๐๘.
๑๒๓ วสิ ทุ ฺธ.ิ (บาลี)๑/๓๐๓,วิ.มหา.อ.(บาล)ี ๑/๔๕๖,ข.ุ ป.อ.(บาล)ี ๒/๑๐๘.
๑๒๔ ม.อ.ุ (บาล)ี ๑๔/๑๔๘/๑๓๓.
๙๙
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
โยคีที่ตองการเจริญวิปสสนาโดยตรง เม่ือสรางสมาธิไดดวยการ
ตามรูลมหายใจตามคณานานัยก็ไมพึงปฏิบัติตามอนุพันธนานัย แตพึง
เจริญนยั หมวดที่ ๔ ซง่ึ ตามรคู วามไมเที่ยงของลมหายใจไดเลย และใน
เวลานง่ั กรรมฐานทกุ คร้งั โยคีควรสรางสมาธิดวยการตามรลู มหายใจเขา
ออกตามสมถนัยกอน เพื่อใหจิตสงบไมฟุงซาน ตอจากนั้นจึงเจริญ
ภาวนาตามแนววิปสสนานยั จนกระท่งั บรรลมุ รรคผล
คมั ภีรฏีกาอธิบายการกําหนดอารมณท ีแ่ ตกตา งกนั ของสมถยานิก
บุคคลและวิปสสนายานิกบุคคลวา สมถยานิกกําหนดรูองคฌานเปน
อารมณ ซ่ึงเปนนามธรรมท่ีปรากฏชัดเม่ือออกจากฌาน คือกําหนดรู
ฌานจิตตุปบาทในขณะปจจุบัน มีหทัยรูปเปนที่ตั้ง๑๒๕ สวนวิปสสนา
ยานิกกําหนดรรู ูป-นาม (ขันธ ๕) ท่ีปรากฏชัดในขณะปจจุบัน สติรูเทา
ทันสภาวะจิตเจตสิกและอายตนะภายนอกเปนที่ต้ัง การหยั่งรูไมอาจ
กําหนดรูสังขารธรรมในอัตภาพของตนโดยส้ินเชิงได๑๒๖ จึงกําหนด
เฉพาะอารมณที่จิตรูชัด ดังขอความในคัมภีรวิสุทธิมรรคมหาฎีกาวา
“ยถาปากฏํ วปิ สฺสนาภินิเวโส๑๒๗ พึงเจรญิ วปิ สสนาตามอารมณทีป่ รากฏ
ชดั ”
ในการเจรญิ วิปสสนาภาวนา..
- มีรูปธรรมเปนอารมณ คือ เพงลมหายใจเขา-ออกเปนอารมณ
- มีนามธรรมเปนอารมณ คือ กําหนดรูองคฌาน (ปติ,สุข) เปน
อารมณ
๑๒๕ ท.ี ม.ฏกี า (บาล)ี ๒/๓๗๖.
๑๒๖ ม.อ.ุ ฏกี า (บาล)ี ๓/๓๒๖.
๑๒๗ วิสทุ ธ.ิ มหาฏกี า (บาล)ี ๒/๔๓๒.
๑๐๐
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
๒.๓.๒ การเจรญิ วปิ ส สนาของสมถยานกิ
ภิกษุผบู รรลุฌานแลวควรเขาฌานบอ ยๆ เม่ือเกิดความชํานาญใน
การเขาฌานแลว จึงยกองคฌาน (ปติ,สุข) ขึ้นสูพระไตรลักษณ เจริญ
วิปสสนา เพื่อใหฌานเปนบาทตามลําดับ เรียกวาอนุปทธัมมวิปสสนา
การหย่งั เหน็ ธรรมตามลําดบั สมาบตั ิและองคฌ าน๑๒๘
การเจรญิ วปิ สสนาโดยมีสมถะนําหนา อรรถกถาพระวินัยอธิบาย
วา ผมู ีจตุตถฌานหรือปญจมฌานเกิดแลว ใครจ ะเจรญิ กรรมฐาน โดยวธิ ี
สัลลักขณา(คอื วปิ สสนา) และววิ ัฏฏนา(คอื มรรค) แลว บรรลุปาริสุทธิ(คือ
ผล)ในอานาปานสติภาวนานต้ี อ ไป ยอมทาํ ฌานน้ันแลใหถ งึ ความเปนวสี
ดวยอาการ ๕ แคลว คลอ งแลว กาํ หนดรปู -นามเจรญิ วปิ ส สนา๑๒๙
ถามวา เรม่ิ ตงั้ อยา งไร? ตอบวา อันโยคภี กิ ษุน้ันออกจากสมาบัติ
แลว ยอมเห็นไดวากรัชกายและจิตดวย เปนสมุทัยแหงลมอัสสาสะ
ปสสาสะท้ังหลาย เปรียบเหมือนเม่ือเตาสูบของชางทอง ถูกชักสูบอยู
ลมอาศัยสูบและความพยายามท่ีควรแกการนั้นของบุรุษประกอบกัน
ยอ มเขา ออกไดฉนั ใดลมอัสสาสะปส สาสะก็อาศยั กายและจิตประกอบกัน
เขาออกไดฉันนั้นเหมือนกัน จากน้ันยอมกําหนดลงไดวา ลมอัสสาสะ
ปสสาสะและกายดว ยเปนรูป จิตและธรรมท่ีสัมปยุตกับจิตน้ัน เปนอรูป
ครัน้ กําหนดรปู -นามไดอยางนแ้ี ลว กห็ าปจ จัยของรปู -นามดู เมือ่ หาดเู ห็น
เหตปุ จจัยแลวก็ขา มความสงสยั ปรารภความเปนไปแหงรูป-นามในกาล
ทงั้ ๓ เสยี ได ผขู ามความสงสยั ไดแ ลว ยกขึ้นสูไตรลักษณโดยพิจารณา
เปนกลาป ละวิปสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ อันเกิดข้ึนในสวนเบื้องตนแหง
๑๒๘ ม.อ.ุ อ. (บาลี) ๔/๕๘.
๑๒๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒/๔๑๔.,๓๑/๕๓๕/๔๓๓.
๑๐๑
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
อุทยัพพยานุปสสนาเสีย กําหนดเห็นปฏิปทาญาณอันพนจากอุปกิเลส
แลววา เปนทาง ละการพิจารณาขา งเกดิ แลว กถ็ งึ ภงั คานปุ ส สนาดูแตขาง
ดับ แลวก็เบ่ือหนายหายรักในสงั ขารที่ปรากฏโดยความเปนของนากลัว
เพราะเห็นแตขางดับหาระหวางมิได หลุดพนไปถึงอริยมรรค ๔
ตามลาํ ดับ ต้ังอยใู นอรหัตผลถงึ ท่ีสดุ แหงปจ จเวกขณญาณ๑๓๐
การเจริญวิปสสนาดวยนัยนี้ปรากฏอยูในอานาปานสติสูตร มี
ท้ังหมด ๑๖ ข้ัน คือ ผูปฏิบัติตองเจริญอานาปานสติ ๔ ข้ันแรกให
ชํานาญเกิดเปนวสีเสียกอน จนเกิดเปนสมาธิระดับอัปปนาข้ันตนคือ
ปฐมฌานเปนอยา งนอย๑๓๑ อันประกอบดวยองคฌาน ๕ คือ วิตก วิจาร
ปติ สุข เอกคั คตา๑๓๒ จึงจะเจริญภาวนาในข้นั ตอไปได เพราะการเจริญ
ข้ันตอไป คือ ขั้นท่ี ๕ กําหนดรูปติอันเปนองคหน่ึงของปฐมฌานเปน
อารมณ ดังพระบาลอี านาปานสติภาวนาขนั้ ที่ ๕ วา “ปตปิ ฏิสเํ วที อสฺส-
สิสสฺ ามตี ิ สิกขฺ ติ. ปตปิ ฏสิ เํ วที ปสสฺ สิสสฺ ามีติ สกิ ขฺ ติ.”
เธอยอมสําเหนียกวา เราจักรูชัดปติ ขณะหายใจออก เธอยอม
สาํ เหนยี กวา เราจกั รูชดั ปติ ขณะหายใจเขา๑๓๓
ฉะนนั้ จงึ เปนไปไมไดเลยที่จะเจริญอานาปานสติข้ันท่ี ๕ ได ถา
ยังไมไดเ จริญอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรกใหเ กิดองคฌ านคือ ปติ เสยี กอ น
ในอังคตุ ตรนิกาย นวกนิบาต กลาวถึงการปฏิบตั ิของสมถยานกิ วา
“ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภิกษใุ นศาสนานี้สงัดแลวจากกามคณุ สงัด
๑๓๐ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๕๐๕ , ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๒/๑๐๗.
๑๓๑ ดูรายละเอยี ดใน ข.ุ ป.(ไทย) ๓๑/๑๗๑/๒๖๗.
๑๓๒ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.(ไทย) ๓๑/๑๕๘/๒๔๓.
๑๓๓ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๔๑/๙๕-๖,ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๓๐-๑๓๑.
๑๐๒
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
แลวจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานทมี่ ีวิตก มีวิจาร มีปติและสุขเกิดแต
วิเวกอยู เธอยอ มหยั่งเห็นธรรมเหลานั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ ในขณะเกิดปฐมฌานน้ันวาไมเที่ยง เปนทุกข เหมือนโรค
เหมอื นฝ เหมอื นหนาม ไมด ีงาม เหมือนโรค เปนสภาพอ่ืน(จากตัวตน)
แตกสลาย วา งเปลา ไมใชต ัวตน”๑๓๔
พระโสภณมหาเถระ(มหาสสี ยาดอ) อธบิ ายรายละเอียดวา
ภิกษุผูบรรลปุ ฐมฌานแลว ควรเขาปฐมฌานกอ นจะเจรญิ วปิ ส สนา
เพอ่ื ใหฌานเปนบาท เม่ือออกจากฌานแลวจึงเจริญวิปสสนาตอมา แม
การหย่ังเห็นก็เปนการกําหนดรูขันธ ๕ ซึ่งปรากฏในปฐมฌานนั้น ผูที่
บรรลุรูปฌานอื่นหรืออรูปฌาน ก็ควรปฏิบัติตามนัยนี้เชนเดียวกัน ผู
บรรลฌุ านตองเขาฌานกอนแลวออกจากฌาน หลังจากนั้นจึงกําหนดรู
รูป-นามท่ีปรากฏในฌานน้ันๆ มีสาธกเก่ียวกับเรื่องน้ีในคัมภีรวิสุทธิ
มรรควา “การหยั่งเห็นรูป-นามตามความเปนจริง ชื่อวา ทิฏฐิวิสุทธิ
(ความหมดจดแหง ความเหน็ ) ผูปฏิบตั ฝิ า ยสมถยานิกตองการใหสําเร็จ
ทิฏฐิวิสุทธินั้นพึงกําหนดองคฌานมีวิตกเปนตน และธรรม[มีผัสสะ
สญั ญา เจตนา จิตเปนตน] ทปี่ ระกอบกับองคฌานนั้น โดยประเภทแหง
ลักษณะและหนาท่ีเปนตน เมื่อออกจากรูปฌานหรืออรูปฌานอยางใด
อยา งหนงึ่ แลว ยกเวนเนวสัญญานาสญั ญายตนฌาน” ๑๓๕
การกําหนดรูอ งคฌ านและสัมปยตุ ตธรรมคือ จติ พรอ มดวยเจตสกิ
คือ การกําหนดสภาวลักษณะท่ีเปนลักษณะพิเศษของธรรมนั้นๆ และ
หนา ทเ่ี ปน ตน มิใชก ารรับรูชื่อ รปู รางสัณฐานหรอื จํานวน พระพทุ ธองค
๑๓๔ อง.นวก. (บาลี) ๒๓/๓๖/๓๔๗
๑๓๕ วสิ ุทธฺ ิ. (บาล)ี ๒/๒๕๐.
๑๐๓
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
จงึ ตรัสสอนใหก ําหนดรูรูปธรรมกอนนามธรรม แตถานามธรรมปรากฏ
ชัดในบางขณะ ก็อาจกําหนดนามธรรมไดเชนกัน โยคีไมอาจกําหนด
รปู ธรรมและนามธรรมพรอมกันได จงึ ทรงแสดงการกาํ หนดรูหทยั รปู อนั
เปน ทอี่ าศัยของฌาน ดังมีสาธกวา “อรเู ป วปิ สสฺ นาภินิเวโส เยภุยฺเยน
สมถยานกิ สฺส โหต.ิ ๑๓๖ ฌานงฺคานิ ปริคฺคณฺหาติ อรูปมุเขน วิปสฺสนํ
อภินิวสิ นโฺ ต.”๑๓๗
“การเจริญวปิ สสนาในนามธรรม ยอ มมีแกสมถยานิกเปนสว นใหญ
ผูท่เี จริญวิปสสนาโดยมนี ามธรรมเปน หลักยอมกําหนดรอู งคฌ าน”
หมายความวา เม่ือกําหนดรูนามธรรมเปนหลักแลว แมจะไม
กําหนดรปู ธรรมกจ็ ัดวา ไดกําหนดรปู และนามทั้งสองอยางไดโดยปริยาย
แมวปิ ส สนายานิกผกู ําหนดรูปเปน หลักก็จัดวาไดกําหนดรูปและนามทั้ง
สองโดยปริยายเชนเดียวกัน เพราะรูป-นามก็มีลักษณะทั่วไปคือไตร
ลักษณเหมือนกัน ดังมีสาธกวา รูเป วิปสฺสนาภินิเวโส เยภุยฺเยน
วปิ สสฺ นายานกิ สฺส. อสสฺ าสปสฺสาเส ปริคคฺ ณหฺ าติ รูปมุเขน วปิ สฺสนํ
อภนิ วิ ิสนฺโต, โย “อสฺสาสปสฺสาสกมมฺ ิโก”ติ วุตฺโต.๑๓๘
“การเจรญิ วิปส สนาในรปู ธรรม ยอมมีแกวิปสสนายานิกเปนสวน
ใหญ ผทู ี่เจรญิ วปิ สสนาโดยมีรปู ธรรมเปนหลักซึง่ เรยี กวาผูเ พงลมหายใจ
เขา ออก ยอ มกาํ หนดรูล มหายใจเขาออก”
บางคนสําคญั วา การเจรญิ วิปส สนาตอ งอาศัยสมถะเปนบาทอยาง
แนนอน โดยตองบรรลุฌานกอนแลวจึงมาเจริญวิปสสนาได โดยอาง
๑๓๖ วสิ ทุ ฺธิ.มหาฎกี า (บาลี) ๒/๕๑๙
๑๓๗ ท.ี ม.ฎีกา (บาลี) ๒/๓๗๖
๑๓๘ ที.ม.ฎกี า (บาล)ี ๒/๓๗๖.,วสิ ทุ ธฺ ิ.มหาฎกี า (บาลี) ๒/๕๑๙.
๑๐๔
บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
ขอความในคัมภีรวิสุทธิมรรคท่ีกลาวถึงการเจริญอานาปานสติแบบ
สมถะ๑๓๙ และอางองิ สาธกจากคัมภรี พระบาลีวา “โส ฌานา วุฏฐหิตฺวา
อสฺสาสปสฺสาเส วา ปริคฺคณฺหาติ ฌานงฺคานิ วา.”๑๔๐ “ภิกษุนั้นออก
จากฌานนั้นแลว ยอ มกาํ หนดรลู มหายใจเขา ออกหรือองคฌาน”
ความจริงแลวขอ ความขางตนกลาวระบุถึงบุคคลผูบรรลุฌานดวย
การเจริญอานาปานสตแิ ลวเจรญิ วิปสสนาดว ยการกําหนดรลู มหายใจเขา
ออกหรือองคฌาน มไิ ดมุง แสดงวาถาไมบรรลุฌานก็เจริญวิปสสนาไมได
เพราะธรรมท่ีเปนกามาวจรเปนอารมณของสมถยานิกและวิปสสนายานิก
ท้ังสองจําพวก แตบุคคลทั้งสองน้ีมีวิธีปฏิบัติตางกัน สมถะกําหนดรู
สณั ฐานยาวส้ันของลมหายใจเขาออก ซ่ึงจัดเปนบัญญัติ สวนวิปสสนา
กําหนดรสู ภาวะเคลือ่ นไหวของลมหายใจที่กระทบจมูกหรือริมฝปากบน
โดยโผฏฐัพพารมณนับเขาในธรรมานุปสสนามีสาธกในเรื่องนี้จากพระ
บาลแี ละอรรถกถาวา “กาเยสุ กายญฺ ตราหํ ภกิ ขฺ เว เอวํ วทามิ, ยทิทํ
อสสฺ าสปสฺสาสา.”๑๔๑ “ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย ตถาคตกลาววา ลมหายใจ
เขาออกเปน กองรปู อยา งหน่ึง [วาโยธาต]ุ ในกองรูปท้ังหลาย”
กลาวคือเปนกองวาโยธาตุ ในบรรดากองรูปเหลานั้น ลมหายใจ
เขาออกเปน กองรูปอยางหนึง่ เพราะนับเขาในโผฏฐัพพายตนะ”๑๔๒เปน
กองรปู คอื วาโยธาตุทนี่ บั เขา ในโผฏฐัพพายตนะในรูป ๒๕ ประการมี
จกั ขายตนะเปนตน๑๔๓
๑๓๙ วสิ ุทฺธิ.(บาลี) ๑/๓๑๓
๑๔๐ ท.ี ม.อ. (บาลี) ๒/๓๙๗
๑๔๑ ม.อุ. (บาลี) ๑๔/๑๔๙/๑๓๔
๑๔๒ ม.อุ.อ. (บาล)ี ๔/๑๐๐
๑๔๓ อภ.ิ สงฺ.(บาลี)๓๔/๕๙๕/๑๘๑, ม.ม.อ.(บาล)ี ๒/๑๖๘-๖๙.
๑๐๕
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
การตามรรู ูป-นามทีละอยา ง
โยคไี มอ าจตามรูรูปธรรมและนามธรรมพรอ มกันได เพราะท้ังสอง
อยางมีลกั ษณะตางกนั กลา วคือรูปมีลักษณะไมร บั รูอ ารมณ สวนนามมี
ลักษณะรบั รอู ารมณ และจิตกร็ ับเอาอารมณอ ยางเดยี วในแตละขณะ ไม
อาจรบั รูเรื่องสองเร่ืองในขณะเดียวกันได ดงั มีสาธกวา ควรหยงั่ เห็นรปู
ในบางคราว ควรหยั่งเห็นนามในบางคราว เพราะไมอาจหย่ังเห็น
พรอมกัน เนื่องจากรูปธรรมตรงกันขามกับนามธรรมโดยแท และไม
ประสงคการหย่งั เห็นในเร่ืองที่ตา งกนั ” ๑๔๔
สรปุ ความวา สมถยานิกพึงกาํ หนดรูอารมณท ป่ี รากฏชัดเม่ือออก
จากฌานแลว อนั ไดแ ก นามธรรมคือฌานจติ ตุปบาทในปจจุบันขณะน้ัน
, หทัยรูปอันเปนท่ีต้ังของจิต หรือรูปอยางใดอยางหนึ่งท่ีเกิดจากจิต
สวนวิปสสนายานิกพึงกําหนดรูรูป-นามในปจจุบันขณะนั้นๆ เพียง
ตา งกนั ท่สี มถยานกิ เปนผูบ รรลุฌานแลว จงึ กาํ หนดรูฌ านเปนตน ได แต
วิปสสนายานกิ มไิ ดบรรลฌุ าน จึงกําหนดรปู -นามในขณะเห็นเปน ตน
ในขณะเห็นเปนตนนั้น วิปส สนายานกิ พึงเจรญิ สตริ เู ทา ทนั สภาวะ
การเห็นซึ่งเปนจิตและเจตสิก, รูปอันเปนที่ตั้งของนามธรรมเหลานั้น
และสีที่พบเหน็ แมใ นขณะไดย นิ รกู ลน่ิ ลม้ิ รส สัมผัส ก็มีนับเดียวกันน้ี
สว นในขณะนึกคดิ พึงรูเ ทาทนั สภาวะคดิ ทเี่ ปนจิตและเจตสิก,รูปอันเปน
ท่ีตั้งของนามธรรมเหลาน้ัน และรูปท่ีเกิดจากจิตที่คิดฟุงซาน โดยรับรู
สภาวธรรมทป่ี รากฏชัดในขณะนน้ั ๆ ตามสมควร๑๔๕ ผูที่เจริญวิปสสนา
โดยมรี ปู ธรรมเปน หลกั ซง่ึ เรียกวาผูเ พงลมหายใจเขา ออก ยอมกําหนด
๑๔๔ วสิ ทุ ฺธิ.มหาฎกี า (บาล)ี ๒/๔๔๑
๑๔๕ ม.ม.ฎกี า (บาลี) ๓/๓๒๖
๑๐๖
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา
รูลมหายใจเขาออก” สวนผูที่เจริญวิปสสนาโดยมีนามธรรมเปนหลัก
ยอ มกาํ หนดรูองคฌาน” ๑๔๖
ก. การบรรลอุ รหัตตผลโดยมไิ ดร ับรูรูป-นามทัง้ หมด
พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)อธิบายวา ผูท่ีบรรลุมรรคผล
ไมจาํ เปนตอ งหย่ังเหน็ รปู -นามในลกั ษณะเดียวกัน และไมจําเปนตองรู
เห็นรูป-นามท้ังหมดตามท่ีพระไตรปฎกและอรรถกถาพรรณนาไว
เพราะแตละคนมีบารมีและการส่ังสมตางกัน จึงหย่ังเห็นดวยญาณที่
เหมาะสมแกต น เชน ผูมีปญญาแกกลาท่ีเรียกวา ติกขบุคคล แมจะ
เปนพระมหาสาวกกไ็ มอ าจหยัง่ เห็นรปู -นามโดยพสิ ดารตามที่ปรากฏใน
พระอภิธรรมปฎก สวนผูที่มีปญญาไมแกกลาที่เรียกวา มันทบุคคล
ยอมบรรลุมรรคผลดวยการหย่ังเห็นรูป-นามบางสวนเทาน้ัน ดัง
ขอความในคัมภีรอรรถกถาวา สาวกา หิ จตุนฺนํ ธาตูนํ เอกเทสเมว
สมฺมสติ วฺ า นิพพฺ านํ ปาปณุ นตฺ ิ.๑๔๗ “โดยแทจรงิ แลว สาวกท้ังหลายหยั่ง
เห็นธาตุ ๔ เพียงบางสว นแลวยอ มบรรลุพระนิพพาน”
ในสฬายตนสังยุต กลาวถึงภิกษุรูปหน่ึงถามวา บุคคลหย่ังเห็น
อยางไรจงึ บรรลุเปนพระอรหันต และกลาวถึงคําตอบของพระอรหันต
๔ รปู ท่ีกลา วถึงการปฏบิ ัตขิ องตนไวต า งกนั ตามลําดบั คอื
รูปแรกกลา ววา “ทานผูม อี ายุ เม่ือใด ภกิ ษหุ ย่ังรคู วามเกิดขน้ึ และ
ดบั ไปของอายตนะ [ภายใน] อนั เปนเหตุเกิดแหงผัสสะ ๖ เมื่อนั้น ภิกษุ
ยอ มรเู ห็นไดห มดจดดดี วยการหยัง่ รเู พยี งเทา น”้ี
รปู ที่ ๒ กลา ววา “ทา นผมู ีอายุ เมือ่ ใด ภิกษหุ ยัง่ รคู วามเกิดข้ึน
๑๔๖ ท.ี ม.ฎีกา (บาลี) ๒/๓๗๖
๑๔๗ ม.มู.อ. (บาลี) ๑/๕๗
๑๐๗
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
และดบั ไปของอปุ าทานขันธ ๕ เมอ่ื นั้น ภิกษยุ อมรูเหน็ ไดห มดจดดีดวย
การหย่ังรูเพียงเทา นี้”
รปู ท่ี ๓ กลา ววา “ทานผูมีอายุ เม่ือใด ภกิ ษหุ ยัง่ รคู วามเกิดขนึ้ และ
ดบั ไปของมหาภตู รปู ๔ เมื่อนนั้ ความรเู ห็นของภกิ ษยุ อมหมดจดดีดวย
การหยง่ั รูเ พยี งเทาน้”ี ๑๔๘
รูปที่ ๔ กลา ววา “ทา นผูม ีอายุ เมอ่ื ใด ภกิ ษุหย่งั รวู า ธรรมอยางใด
อยางหนึ่งมีสภาพเกิดขึ้นธรรมท้ังหมดน้ันมีสภาพดับไป เม่ือนั้นภิกษุ
ยอมรเู ห็นไดหมดจดดีดว ยการหยง่ั รเู พียงเทาน้ี” ๑๔๙
คาํ ตอบของพระอรหันตรูปแรก คือ การกําหนดรูอายตนะภายใน
๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิไดกําหนดรูอายตนะภายนอก ๖ คือ
รูป เสียง กลิ่นรส สัมผัส และธรรมารมณ แมในอายตนะภายในก็
กาํ หนดรรู ูป ๕ อยา ง คือ ตา หู จมกู ลิ้น กาย มไิ ดก าํ หนดรูรูปอยางอ่ืน
และกาํ หนดรูน ามธรรมคอื จติ เทานน้ั ไมกําหนดรูเจตสิก การกําหนดรู
อายตนะภายในนี้จัดเปนการกําหนดอายตนะภายนอกโดยปริยาย ผู
กําหนดรูไดอ ยางนจี้ งึ เปนผูเจริญสติรูเทาทันรูป-นามทั้งหมด ความจริง
แลว ในพระบาลีกลาวถึงการกําหนดโดยยอและโดยพิสดาร ตามอัธยาศัข
องบคุ คลผฟู ง ธรรมในแตล ะโอกาส มิไดห มายความวาตองกาํ หนดรูร ปู -
นามทัง้ หมดจึงจะบรรลุธรรมได
พระอรหันตร ปู ท่ี ๒ กลา วถงึ การกําหนดรูอปุ าทานขันธ ๕ รูปท่ี
๓ กลาวถึงการกําหนดรูมหาภูตรูป ๔ สวนรูปที่ ๔ กลาวถึงรูป-นาม
ทัง้ หมด คาํ ตอบพระอรหนั ตรูปท่ี ๔ นี้ครอบคลุมรูป-นามท้ังหมด ตามท่ี
๑๔๘ ส.ํ สฬ. (บาลี) ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
๑๔๙ ส.ํ สฬ. (บาล)ี ๑๘/๒๔๕/๑๘๑
๑๐๘
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
ทา นปฏบิ ัติ
พระโมคคัลลานะกําหนดอารมณแหงการกําหนดของสาวกเพียง
บางสว นเหมอื นใชป ลายไมเทา คํ้าไว หยัง่ เห็นธาตุ ๔ บางสวน๑๕๐ หย่ังรู
ความเกดิ ดบั ของอายตนะอนั เปน เหตแุ หงผัสสะ หย่ังรูความเกิดดับของ
อปุ าทานขันธ ๕ หยง่ั รูความเกิดดบั ของมหาภูต ๔๑๕๑ หยั่งรูธรรมอยาง
ใดอยางหนึง่ มีสภาพเกิดข้นึ -ดบั ไป๑๕๒
ข. การบรรลอุ รหัตตผลโดยไดรับรรู ปู -นามทงั้ หมด
พระสารีบุตรกําหนดรูอารมณแหง การกาํ หนดโดยส้นิ เชงิ ๑๕๓ คอื
ธรรมในปฐมฌาน ๑๖ ประการ ไดแ ก
เขา -ออกปฐมฌานกําหนดวติ ก รชู ดั วา วติ กมีลักษณะยกจิตเขา
ไปสอู ารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดวิจาร รูชัดวา วิจารมีลักษณะเคลา
คลงึ อารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกาํ หนดปต ิ รชู ัดวา ปต ิมลี ักษณะช่นื ชมยินดี
ในอารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกาํ หนดสุข รชู ัดวา สขุ มีลกั ษณะเสวยอารมณ
ที่นายินดี
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดเอกัคคตา รูชัดวา เอกัคคตามี
ลกั ษณะไมซดั สาย
๑๕๐ ดรู ายละเอียดใน ม.ม.ู อ.(บาลี) ๑/๕๗.
๑๕๑ ดรู ายละเอียดใน สํ.ฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๕/๑๘๐.
๑๕๒ ดูรายละเอยี ดใน สํ.ฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๕/๑๘๑.
๑๕๓ ดูรายละเอยี ดใน ม.อุ.อ. (บาล)ี ๔/๕๘-๕๙.
๑๐๙
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
เขา -ออกปฐมฌานกําหนดผสั สะ รชู ดั วา ผสั สะมีลักษณะกระทบ
อารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดเวทนา รชู ดั วา เวทนามีลักษณะเสวย
อารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดสัญญา รูชัดวา สัญญามีลักษณะ
หมายรูอารมณ
เขา-ออกปฐมฌานกาํ หนดเจตนา รูชัดวา เจตนามีลกั ษณะต้งั ใจ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดจติ รูชดั วา จิตมลี กั ษณะรอู ารมณ
เขา-ออก ปฐมฌานกําหนดฉันทะ รูชัดวาฉันทะมีลักษณะตอง
การจะทาํ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดอธิโมกข รูชัดวาอธิโมกขมีลักษณะ
ตัดสนิ
เขา-ออกปฐมฌานกําหนดวิรยิ ะรชู ดั วา วริ ิยะมลี ักษณะพากเพียร
เขา -ออก ปฐมฌานกําหนดสติ รชู ดั วา สตมิ ลี กั ษณะระลกึ ได
เขา-ออกปฐมฌานกําหนด รูชัดวา มนสกิ ารมีลกั ษณะใสใจ
เขา-ออก ทตุ ยิ ฌานกาํ หนด... รชู ัดวา ..มลี ักษณะ..(เหมือนปฐม)
จนเขา-ออกเนวสัญญานาสัญญายตนฌานไดไมมีกําหนด จึง
กาํ หนดรูดว ยกลาปสัมมสนนัย(อนมุ านวิปส สนา)๑๕๔ รูเหน็ ธรรมดังกลาว
พรอมกัน มิไดเห็นทีละอยางเหมือนในฌานตน ๆ เพราะเปนธรรมที่
ละเอียด มีเพยี งพระสมั มาสมั พุทธเจาเทา น้ันสามารถกําหนดรูไ ด๑๕๕
๑๕๔ ดรู ายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๙๕/๘๐.
๑๕๕ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อุ.อ. (บาลี) ๔/๖๑-๖๒.
๑๑๐
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
๒.๓.๓ การเจริญวปิ ส สนาของวิปสสนายานิก
สุทธวิปสสนาภาวนา คือการเจริญวิปสสนาลวนๆ ผูปฏิบัติจน
เหน็ แจง แลวเรยี กวา สุกขวิปสสกบุคคล หรือ วิปสสนายานิกบุคคล คือ
สมาธิขั้นตนก็สามารถนํามาเปนเครื่องมือในการเจริญวิปสสนาได๑ ๕๖
แมแตจิตท่ีสงบช่ัวขณะก็สามารถเปนพื้นฐานเจริญวิปสสนาได คัมภีร
มูลปณ ณาสกฎ ีกากลา ววา “น หิ ขณกิ สมาธึ วนิ า วิปสสฺ นา สมฺภวต”ิ ๑๕๗
หากขาดขณิกสมาธิวิปสสนาก็เกิดไมได คือตองอาศัยขณิกสมาธิเปน
บาทจึงจะเจรญิ วิปส สนาได
แตเมือ่ วปิ สสนาญาณสูงข้ึนตามลําดับ การเพงลักษณะอารมณก็
จะแนบแนนขึ้นตามลําดับเชนกัน เมื่อมรรคจิตเกิดข้ึนก็ยอมบริบูรณ
พรอมดวยองคฌานทั้ง ๕ (วิตก วิจาร ปติ สุข เอกัคคตา) จัดวาเปน
ปฐมฌานโสดาปตติมัคคจิต สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตต-
มรรคของสุกขวิปสสกบุคคล กจ็ ดั เขา เปน ปฐมฌานดวยกันท้ังสิ้น ตามท่ี
ปรากฏในคมั ภรี อ รรถกถาวา
วิปสสฺ นานยิ เมน หิ สกุ ฺขวิปสสฺ กสสฺ อปุ ฺปนนฺ มคโฺ คป สมาปตฺต-ิ
ลาภโิ น ฌานํ ปาทก อกตวฺ า อปุ ปฺ นนฺ มคฺโคป ปมชฺฌาน ปาทก
กตฺวา ปกณิ ฺณกสงขฺ าเร สมมฺ สิตวฺ า อปุ ปฺ าทติ มคฺโคป ปมชฺฌานิโกว
โหติ สพฺเพสุ สตฺตโพชฺฌงคฺ านิ อฏ มคฺคงฺคานิ ปจฺ ฌานงคฺ านิ
โหต.ิ ๑๕๘
มรรคท่เี กิดขน้ึ แกพ ระสกุ ขวปิ สสกบุคคล โดยกําหนดวิปสสนาก็
๑๕๖ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ เถร.อ. (บาล)ี ๒/๑๒๘๘/๖๐๓.
๑๕๗ ม.ม.ู ฏกี า (บาลี) ๑/๔๙/๒๕๗, วิสทุ ฺธ.ิ มหาฏีกา (บาล)ี ๑/๓/๑๕.
๑๕๘ ข.ุ ป.อ. (บาลี) ๑ /๓๒๔ , อภิ.สง.ฺ อ. (บาลี) ๑/๔๔๓.
๑๑๑
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
ด,ี มรรคทีไ่ มทาํ ฌานใหเ ปนบาทเกิดข้ึนแกผูไดสมาบัติก็ดี, มรรคท่ี
ภกิ ษุทําปฐมฌานใหเปนบาทแลวพิจารณา สังขารเล็กๆ นอยๆ ให
เกิดขึ้นก็ดี, ในมรรคท้ังหมดน้ัน มีโพชฌงค ๗ องคมรรค ๘ องค
ฌาน ๕ อยดู วย
แสดงวา แมมรรคท่ีเกิดข้ึนแลวแกผูเจริญวิปสสนาลวน ๆ ก็ยอม
ประกอบดวยองคปฐมฌาน คือ วิตก วิจาร ปติ สุข เอกัคคตา อยาง
ครบถวน ในคัมภีรอังคุตตรนิกายพระพุทธเจาตรัสถึงบุคคลผูควรรับ
ทักษิณาทาน ๑๐ จําพวก บุคคลประเภทที่ ๔ คือผูท่ีบรรลุมรรคผล
นิพพานดวยการปฏิบัติวิปสสนาลวน หรือท่ีเรียกวาสุกขวิปสสก
บุคคล๑๕๙ คือ ทานผูเปนปญญาวิมตุ ติ (ผหู ลดุ พนดวยปญ ญา) หมายถึง
พระอรหนั ตผูบําเพ็ญวปิ ส สนาลว นๆ มิไดสมั ผัสวิโมกข ๘ แตส้ินอาสวะ
เพราะเหน็ ดว ยปญญา๑๖๐
สมัยพุทธกาลพระอริยะประเภทปญญาวิมุตติมีมากกวาเจโต
วมิ ุตติ เรียกอีกอยางหน่ึงวาสุกขวิปสสกบุคคล ในคัมภีรสังยุตตนิกาย
พระพุทธเจาตรัสกับพระสารีบุตรวา “อิเมสํ หิ สารีปุตฺต ปฺจนฺนํ
ภิกฺขสุ ตานํ สฎฐ ิ ภิกขฺ ู เตวิชฺชา สฏฐ ิ ภิกขู ฉฬภิฺา สฏฐิ ภิกฺขู
อภุ โตภาควมิ ตุ ตฺ า อถ อติ เร ปฺาวมิ ุตฺตา.”๑๖๑
ดูกอนสารีบุตร ในพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ๖๐ รูปเปนเตวิชชบุคคล
๖๐ รูปเปนฉฬภญิ ญาบคุ คล ๖๐ รูปเปน อภุ โตภาควมิ ตุ ตบิ ุคคล เหลอื
๑๕๙ ดูใน องฺ.ทสก.(บาลี) ๒๔/๑๖/๑๙ ,องฺ.ทสก.(ไทย)๒๔/๑๖/๒๙.
๑๖๐ องฺ.สตตฺ ก.อ. (บาล)ี ๓/๑๔/๑๖๑.
๑๖๑ ส.ํ ส. (บาล)ี ๑๕/๒๑๕/๒๓๐.
๑๑๒
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
นอกนั้นท้ังหมดเปนปญญาวิมุตตบิ คุ คล๑๖๒
พระพทุ ธเจา ตรสั สภาวะ จติ ของพระอรหันตผ ูสุกขวปิ ส สกะวา
“เมื่อมนสกิ ารสักกายะ จิตยอมไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อมใส ไมตั้งอยู ไม
นอมไปในสกั กายะ(ตัวตน,ของตน) แตเ มื่อมนสิการถึงความดับสักกายะ
จิตของเธอจึงแลนไป เล่ือมใส ตั้งอยู นอมไปในความดับสักกายะ จิต
นั้นของเธอช่ือวาเปนจิตดําเนินไปดีแลวเจริญดีแลว ตั้งอยูดีแลว หลุด
พน ดแี ลว พรากออกดแี ลว จากสักกายะ เธอหลดุ พน แลว จากอาสวะ และ
ความเรารอนทกี่ อความคบั แคนซึ่งเกดิ ขึน้ เพราะสักกายะเปนปจจัย เธอ
ยอ มไมเ สวยเวทนานนั้ เรยี กวาธาตุท่สี ลัดสักกายะ”๑๖๓
คัมภีรอรรถกถาอธิบายเสริมวา “น่ีเปนวิธีการท่ีพระอรหันตผู
บําเพ็ญวิปสสนาลวน สงจิตในอรหัตตผลสมาบัติไปยังอุปาทานขันธ ๕
คอื รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ เพ่ือจะทดสอบดวู า ความยดึ มน่ั
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณวาเปนอตั ตา ยงั มอี ยหู รอื ไม”๑๖๔
ปกรณวิเสสวสิ ุทธิมรรคอธิบายวิธีการกําหนดอารมณของผูเจริญ
วิปสสนาลว น ๆ วา
ลมหายใจในขณะที่ไมไ ดกําหนดรูกย็ ังหยาบอยู ตอเมื่อกําหนด
รูสภาวะของมหาภูตรูป(อาการเย็น รอน ออน แข็ง เปนตน)จึง
ละเอียดลง แมล มหายใจในตอนที่กําหนดมหาภูตรูปน้ันก็นับวายัง
หยาบอยู เม่ือกําหนดอุปาทายรูป(รูปละเอียด)จึงละเอียดเขา ลม
หายใจในตอนทกี่ าํ หนดอปุ าทายรูปน้ันยังหยาบอยู แมเ ม่อื กําหนดรู
๑๖๒ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๕/๓๑๓.
๑๖๓ องฺ.ปจฺ ก. (บาลี) ๒๒/๒๐๐/๒๓๐, องฺ.ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๒๐๐/๓๔๑.
๑๖๔ องฺ.ปจฺ ก.อ. (บาล)ี ๓/๒๐๐/๘๓.
๑๑๓
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
รปู ทั้งส้ินกน็ บั วา ยงั หยาบ ตอ ตอนทกี่ าํ หนดทัง้ รูปท้ังนามจึงละเอียด
เขา แมล มหายใจในตอนที่กาํ หนดท้งั รูปทั้งนามน้ันก็นับวายังหยาบ
ในตอนท่ีกําหนดปจจัยของรูป-นาม จึงละเอียดเขา กายสังขารใน
ตอนทกี่ ําหนดปจ จัยนน้ั เลา กน็ บั วา ยังหยาบ ตอตอนท่ีเห็นรูป-นาม
พรอมทั้งปจจัยจึงละเอียดเขา แมกายสังขารในตอนที่เห็นรูป-นาม
พรอมท้งั ปจจัยนนั้ ก็นับวายังหยาบ ถึงตอนท่ีเปนวิปสสนาอันมีไตร
ลกั ษณเ ปนอารมณ จึงละเอียดเขา ในทุรพลวิปสสนา(กําลังออน)ก็
นบั วายังหยาบ ในพลววิปส สนา(กําลังกลา) จึงละเอยี ดเขา๑๖๕
การเจริญวปิ ส สนาลวน ๆ ดวยอานาปานสติภาวนาปรากฏอยูใน
มหาสติปฏฐานสูตร เปนการกําหนดรูขันธ ๕ อยางใดอยางหนึ่งในทุก
ขณะหายใจเขา-ออก๑๖๖ แบง ออกเปน ๔ หมวด คอื
๑) หมวดกายานปุ ส สนาสติปฏฐาน การใชสติกําหนดรูลมหายใจ
เขา-ออก คือ พิจารณาลมหายใจเขา-ออก โดยการติดตามพิจารณา
ลกั ษณะของลมหายใจเขา ออกอยางใกลช ดิ คอื เมื่อหายใจเขาหรือออก
สน้ั ยาวอยา งไรกใ็ หรูอยางแนชัด เปรียบเหมือนนายชางกลึงหรือลูกมือ
ของนายชางกลึงผูช าํ นาญ เม่ือเขาชักเชอื กกลึงยาวกร็ ูช ัดวา เราชักเชือก
กลงึ ยาว เมอ่ื ชักเชือกกลงึ สน้ั กร็ ชู ดั วาเราชกั เชอื กกลึงสนั้ ๑๖๗
การเจริญกายานปุ สสนาในมหาสติปฏ ฐานสตู รน้ัน รวมไปถึงการ
กําหนดอริ ยิ าบถใหญและอิริยาบถยอย นอกจากกําหนดลมหายใจเขา
๑๖๕ วิสุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๓๐๐,วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๕๐๕ ,ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๑๐๗.
๑๖๖ ที.ม. (ไทย)๑๐/๓๗๒/๓๐๑ , ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๐๕/๑๐๑.
๑๖๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๔/๓๐๓ , ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๐๗/๑๐๓.
๑๑๔
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
ออกแลว ผูปฏบิ ตั ิยงั จะตองกําหนดรูอาการที่ปรากฏทั้งหลายอ่ืนอีกดวย
เชน อาการเคล่ือนไหวของอิริยาบถตางๆ มี ยืน เดิน นั่ง นอน การ
เหลียวดู การคูอวัยวะ ฯลฯ ในทุกขณะที่เคล่ือนไหวทํากิจประจําวัน
ตางๆ ก็ตองกําหนดรูอยูทุกขณะเชนเดียวกัน เชน การด่ืม การเคี้ยว
การนุง หม การดู การไดยนิ การไดก ล่นิ การรูรส การสมั ผสั ๑๖๘
ยิ่งไปกวานั้นอาการที่ปรากฏทางนามธรรมอันไดแก เวทนา จิต
และธรรมนั้น ใหกําหนดไดทันทีทส่ี ภาวะเหลานปี้ รากฏแกจ ติ ชดั เจนกวา
อาการของลมหายใจเขาออก๑๖๙ ดังขอความในคัมภีรวิสุทธิมรรคมหา
ฎีกาวา “ยถา ปากฏํ วิปสฺสนาภินิเวโส๑๗๐ แปลความวา “พึงเจริญ
วปิ สสนาตามอารมณท ี่ปรากฏชัด”
๒) หมวดเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน การใชสติกําหนดรูอาการ
ของเวทนา คือ ขณะท่ีกําลังติดตามพิจารณาลมหายใจเขาออกอยาง
ใกลชิดอยูนั้น ถาเกิดมีเวทนาท่ีปรากฏชัดเจนเขาแทรกซอน ก็ให
กําหนดรูในเวทนานั้น ตามกําหนดดูอาการของสุขหรือทุกขที่กําลัง
เกดิ ข้นึ วาอาการของสขุ หรอื ทุกขเ ปนอยางไร หรือเมื่อรูสึกวาไมสุขไม
ทุกขก ร็ ชู ดั แกใจ หรอื สขุ หรือทุกขเกดิ ข้ึนจากอะไรเปน มูลเหตุ เชน เกดิ
จากเห็นรปู หรือไดย นิ เสยี ง หรอื ไดกลนิ่ หรือไดล ม้ิ รส หรือไดสัมผสั กร็ ู
ชัดแจง หรือเมือ่ รูสกึ เจบ็ หรอื ปวด หรือเมือ่ ย หรอื เสียใจ แคน ใจ อิม่ ใจ
ฯลฯ ก็มีสติรูกําหนดรูชัดวา กําลังรูสึกเชนนั้นอยู๑๗๑ เมื่อเวทนานั้น ๆ
๑๖๘ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๐๘/๑๐๔.
๑๖๙ ดูรายละเอยี ดใน อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๘/๕๘.
๑๗๐ วสิ ทุ ธิ.มหาฏีกา (บาลี) ๒/๔๓๒.
๑๗๑ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๑๓/๑๐๙.
๑๑๕
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
ดับไปดวยอํานาจการตามกําหนดรูน้ันแลว จึงกลับไปกําหนดกายา-
นปุ สสนาอยางเดมิ
๓) หมวดจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน การใชสติกําหนดรูอาการที่
ปรากฏทางวญิ ญาณขันธ คือ ขณะที่กําลังตดิ ตามพิจารณาลมหายใจเขา
ออกอยา งใกลชิดอยูน้ัน ถาเกิดจิตมีอาการแตกตางไปจากปกติปรากฏ
อยางชดั แจงแกจ ิตเขามาแทรกซอน ก็ใหก ําหนดรูอารมณน้ันในทันทีวา
มีอารมณอยางไร เชน เมื่อจิตมีราคะ โทสะ โมหะ ความหดหู ความ
ฟุง ซาน ความสงบ ความไมส งบ ฯลฯ กร็ ชู ดั วา จิตมอี ารมณอ ยางนนั้ ๆ
ตามความเปนจรงิ ๑๗๒ เมอ่ื จิตนน้ั ๆ ดบั ไปดวยอํานาจการตามกําหนดรู
นั้นแลว จึงกลบั ไปกําหนดกายานุปส สนาอยา งเดมิ
๔) หมวดธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏฐาน การใชส ติกําหนดรสู ภาวธรรม
ท่ีเปนสังขารขันธ ท่ีปรากฏ คือขณะที่กําลังติดตามพิจารณาลมหายใจ
เขาออกอยูนั้น ถาเกิดสภาวธรรมอะไรอยูก็ตองกําหนดรูอาการนั้นๆ
เมื่อเกิดความพอใจรักใคร ความพยาบาท ความหดหูทอถอย ความ
ฟงุ ซาน รําคาญใจ หรือความลงั เลสงสัย (นวิ รณ) ก็ตองกําหนดรู ไดลิ้ม
รสหรือไดถูกสัมผัส ก็ตองกําหนดรูทันที หรือเมื่อเกิดความไมพอใจ
ความละอาย ความเมตตา ความคิด ความเห็น ความโลภ ความโกรธ
ความริษยาฯลฯ ก็กําหนดรูเชนเดียวกันตามความเปนจริง๑๗๓ เม่ือ
อาการของความคิดนกึ และความจําไดห มายรนู น้ั ๆ ดับไปดวยอาํ นาจ
การตามกําหนดรนู ้ันแลว จึงกลับไปกาํ หนดกายานุปส สนาอยางเดิม
๑๗๒ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๑๓/๑๑๐.
๑๗๓ ดรู ายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๑๔/๑๑๑.
๑๑๖
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
จากประสบการณการปฏิบัติสติปฏฐานของผูเขียน ผูปฏิบัติ
สามารถกาํ หนดรูอาการของเวทนา จติ และธรรมไดใ นทันทที อี่ ารมณน นั้
น้ันปรากฏชัดเจนกวาอาการของลมหายใจ โดยไมตองมุงเพงแตลม
หายใจอยา งเดียว จนกวา จะไดฌานเสียกอน จึงจะตอดวยการกําหนดรู
เวทนา จิต ธรรมท่ีปรากฏในองคฌานเพียงเทาน้ัน เพราะการเจริญ
อานาปานสตดิ ว ยการเพง ลมเพียงอยางเดียวน้ันเปนแบบของการเจริญ
อานาปานสติภาวนาท่ีปรากฏในอานาปานสติสูตรโดยตรง ซึ่งเปนการ
เจริญภาวนาของสมถยานิกบคุ คล
การกําหนดรูอารมณท่ีแตกตางกันของพระสูตรทั้ง ๒ คือ การ
เจริญอานาปานสติตามนัยอานาปานสติสูตร ใน ๔ ข้ันแรก มีลักษณะ
การเจริญภาวนาแบบเพงอารมณ หนักไปในทางสติและสมาธิ คือมีสติ
เพง กาํ หนดรูอ ยูแตลมหายใจเทา น้นั โดยไมใสใจตออารมณอ่ืนใดทั้งส้ิน
จนจติ แนวแนม ีอารมณเปนหนึ่งเดียว เปนสมาธิจิตถึงขั้นอัปปนาสมาธิ
เมื่อถึงข้ันนี้จะเจริญฌานตอไปจนถึงจตุตถฌาน(ปญจมฌาน) หรือ
สมาบัติ ๘ เลยก็ได แลวกลับมากําหนดรูท่ีองคฌานดวยการตามเห็น
พระไตรลกั ษณของ ปต ิ สุข เปน ตน กลาวคือการเจริญภาวนาในอานา
ปานสติสตู รนเ้ี ปน การเจริญวปิ สสนาของสมถยานิกบคุ คล สว นการเจริญ
อานาปานสติในมหาสติปฏฐานสูตร เปนการกําหนดรูปธรรรมหรือ
นามธรรมทีป่ รากฏในขณะจิตปจจบุ ัน คอื ในขณะหายใจเขา-หายใจออก
เปนอารมณ เปน การเจรญิ วิปสสนาของวปิ ส สนายานิกบคุ คล
๑๑๗
บทที่ ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา
๒.๓.๔ ทิฏฐิวิสุทธใิ นขณะกาํ หนดรรู ูปธรรม
พระญาณธชเถระอธิบายวา ลมหายใจประกอบดวยรูปกลาป ๘
อยาง คือ ธาตดุ นิ (ปฐวีธาตุ) ธาตนุ ํ้า(อาโปธาต)ุ ธาตไุ ฟ (เตโชธาตุ) ธาตุ
ลม (วาโยธาตุ) สี (วัณณธาตุ) กล่ิน(คันธธาตุ) รส (รสธาตุ) และโอชา
(สารอาหาร) สว นในเวลามีเสียงเกิดข้ึนพรอมกับลมหายใจก็มีรูปกลาป
๙ อยา ง เพิม่ เสียง (สัททธาต)ุ อยา งไรกต็ าม ธาตุทัง้ ๔ คือ ธาตุดนิ ธาตุ
นํ้า ธาตไุ ฟ และธาตุลมเปนหลกั สาํ คัญในการเจรญิ สติระลกึ รู
ธาตุดินมีลักษณะแข็งปรากฏชัดในรูปท้ังหมด เมื่อใชมือสัมผัส
วัตถุที่แข็งก็จะเขาใจถึงสภาวะแข็งของธาตุดิน ขณะที่แสงจันทรแสง
อาทิตยปรากฏลักษณะออนมีความแข็งนอย ธาตุนํ้ามีลักษณะเกาะกุม
ทําใหวัตถุท่แี ข็งอยรู วมกันกอตวั เปนรูปรางได (ทําใหวัตถุที่ออนไหลไป
ได) ธาตุไฟมีลักษณะเย็นหรือรอน ธาตุลมมีลักษณะหยอนหรือตึงและ
ปรากฏสภาวะเคล่ือนไหว
ลมหายใจเขาออกน้ีมีธาตุลมเปนหลัก แตมีธาตุดิน ธาตุน้ํา และ
ธาตุไฟประกอบรว มกนั ในขณะตามรูล มหายใจตามวิปสสนานัยควรรับรู
ธาตุท้ัง ๔ ใหปรากฏลักษณะแข็งหรือออน ไหลหรือเกาะกุม เย็นหรือ
รอน หยอน ตึง หรือเคล่ือนไหว การปฏิบัติดังนี้สงผลใหโยคีกําจัด
สักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดในตัวตน เพราะรูวากองลมท่ีเคล่ือนไหว
กระทบอยูท ่ปี ลายจมูก ไมใชต ัวเรา ของเรา บุรุษ หรือสตรี และไมมีตัว
เราของเรา บรุ ษุ หรือสตรีอยใู นกองลมนนั้
ท่ีตามรูลมหายใจเขาวาสั้นหรือยาวตามสมถนัย มีเบื้องตนคือ
ปลายจมูกทป่ี รากฏความเกดิ ข้นึ เบื้องปลายคือสะดือท่ีปรากฏความดับ
ไป สว นเบือ้ งกลางระหวางปลายจมูกและสะดือไมปรากฏความเกิดข้ึน
๑๑๘
บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสติภาวนา
และดับไป แมในเวลาหายใจออกก็มีเบื้องตนคือสะดือ เบ้ืองปลายคือ
ปลายจมูก สวนเบื้องกลางคือระหวางปลายจมูกและสะดือ การรับรู
สณั ฐานสัน้ ยาวของลมหายใจจัดเปน การรับรูบัญญัติ ไมอาจทําใหกําจัด
สกั กายทิฏฐไิ ด
ทกุ ขณะทโ่ี ยคีเจรญิ สติระลกึ รลู มหายใจจนกระท่ังปรากฏลักษณะ
ของธาตุทั้ง ๔ ปญญาท่ีรูเห็นสภาวธรรมอยางแทจริงยอมเกิดข้ึนอยู
เสมอ สกั กายทิฏฐจิ ะถูกกําจัดไปตลอดเวลา โยคีจะรูสึกวาไมมีสัณฐาน
สัน้ ยาว ไมม กี องลมทีห่ ายใจเขา ออก มีเพียงธาตุทั้ง ๔ ปรากฎชัดในแต
ละขณะเทา น้นั การรูเห็นอยางนี้เปนทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดแหง
ความเหน็ ซ่งึ เกดิ ขน้ึ ในขณะตามรลู มหายใจตามวปิ สสนานยั
นอกจากลมหายใจแลวแมอวัยวะสวนอ่ืนๆ ของรางกาย เชน ผม
ขน กจ็ ัดเปนบัญญตั ทิ ม่ี ีสัณฐานส้นั ยาวเปนตน ผทู ีเ่ ขาใจวา ผมหรือขนมี
อยูจริง จัดวาประกอบดวยสักกายทิฏฐิอยูเสมอ แตผูที่เจริญวิปสสนา
จนกระทง่ั หย่งั เห็นสภาวะของธาตุท้ัง ๔ ยอมกําจัดสักกายทิฏฐิได การรู
เห็นอยางนี้เปน ทฏิ ฐิวิสทุ ธิซ่ึงเกิดข้นึ ในขณะตามรผู มเปน ตน๑๗๔
๒.๓.๕ ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธใิ นขณะกําหนดรูนามธรรม
ในอานาปานทปี นี พระญาณธชเถระอธิบายไววา จิตท่ีตามรูกอง
ลมหรือธาตุท้ัง ๔ และนามธรรมคือสติ วิริยะ และปญญาท่ีประกอบ
รวมกบั จิต จดั เปนนามธรรม คือ สภาวะนอ มไปสูอารมณ หมายถึงมุงจะ
รบั รูอารมณ มคี ําอธบิ ายวา
จิต คือ สภาวะรอู ารมณทเี่ ปนกองลมหรอื ธาตทุ ั้ง ๔
๑๗๔ ดใู นพระญาณธชเถระ (แลดสี ยาดอ), อานาปานทีปน,ี หนา ๓๗.
๑๑๙
บทที่ ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา
สติ คอื การระลกึ รอู ยางตอเนอื่ งไมข าดชว ง
วิริยะ คือ ความเพียรในการระลึกรู
ปญญา คือ การหย่งั เหน็ สภาวธรรมของอารมณป จจบุ ันตามความ
เปนจรงิ
โยคีพึงกําหนดรูจิตเปนหลัก เพราะสติ วิริยะ และปญญาเกิด
รว มกับจิต เมื่อหยั่งเหน็ สภาวธรรมของจติ แลวกอ็ าจหย่ังเห็นสภาวธรรม
ของสตเิ ปนตนได กลาวคือ พึงรับรูวา จิตท่ีตามรูกองลมหรือธาตุท้ัง ๔
เปนเพยี งนามธรรมที่รับรอู ารมณได ไมใชรูปธรรมที่ไมอาจรับรูอารมณ
ไมใ ชบ คุ คล เรา เขา บุรุษ หรือสตรี การรูเห็นอยางน้ีเปนทิฏฐิวิสุทธิซึ่ง
เกิดขน้ึ ในขณะตามรูน ามธรรม
เม่ือโยคีเจริญวิปสสนาจนกระทั่งปรากฏวามีธาตุท้ัง ๔ และจิตท่ี
ตามรูในปจจุบันขณะ ปราศจากความเปนตัวเรา ของเรา พึงยังกังขา
วิตรณวิสทุ ธิใหเกิดขนึ้ ดว ยการหยั่งเห็นปฏิจจสมุปบาท คือสภาพอาศัย
ปจจยั เกิดข้ึน คนท่วั ไปไมเ ขา ใจปฏจิ จสมุปบาทตามความเปนจรงิ จึงคิด
หาเหตุเกดิ ของธาตุทัง้ ๔ และจิต โดยมีลทั ธิความเห็นตางๆ และยึดมั่น
วา มสี ภาพเท่ยี ง เปนสุข และบงั คับบญั ชาได การนอ มไปในความเหน็ ผิด
อยางน้ีแลวจึงมีความสงสัยลังเลใจ ความสงสัยนี้จัดเปนวิจิกิจฉาโดย
สามญั สว นความสงสัยท่พี บในพระสตู รวา อโหสึ นุ โข อหํ อตตี มทธฺ านํ
(เราเคยเกดิ ในอดีตหรือ) จดั เปนวิจกิ ิจฉาโดยพิเศษ๑๗๕
ธาตุ ๔ ภายในรางกายยังแบงเปน ๔ อยา งไดตามเหตุปจ จัย คือ
๑. ธาตุท่ีเกดิ จากกรรม เกดิ ขนึ้ โดยอาศัยกรรมเกาในภพกอนซึ่ง
ปรากฏอยูท่วั รา งกายเหมือนกระแสนาํ้ ท่ีไหลอยา งตอ เนื่อง
๑๗๕ ม.ม.ู (บาล)ี ๑๒/๑๘/๑๑, สํ.นิ. (บาลี) ๑๖/๓๕/๕๙.
๑๒๐