The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaladmanat, 2022-12-21 22:57:34

หนังสืออานาปานสติภาวนา๒๕๕๕

หนังสือ-อานาปานสติภาวนา-๒๕๕๕

บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสติภาวนา

๒. ธาตุทีเ่ กิดจากจติ เกดิ ข้นึ โดยอาศยั จิตแตละสภาวะๆ เชน จิต
ทโ่ี ลภ จิตท่โี กรธ จติ ที่สงสยั หรอื ฟุงซาน หรือจิตที่เปนกุศล เปนตน ซ่ึง
เกดิ ข้นึ ในแตล ะขณะจิตน้นั ๆ

๓. ธาตุท่ีเกิดจากอุตุ เกิดข้ึนโดยอาศัยสภาวะเย็นรอนภายใน
รางกายในแตละวัน

๔. ธาตทุ ีเ่ กิดจากอาหาร เกดิ ขนึ้ โดยอาศัยอาหารทบ่ี ริโภค
สวนจติ ท่ีรบั รลู มหายใจเกิดข้ึนโดยอาศัยอารมณคือลมหายใจเขา
ออกและหทัยวัตถุอันเปนท่ีอาศยั ของจิต จติ ที่รบั รูลมหายใจเขามิใชจิตที่
รบั รลู มหายใจออกและจิตที่รับรูลมหายใจออกก็มิใชจิตที่รับรูลมหายใจ
เขา เหมือนแสงอาทิตยท่ีตางจากแสงจันทร โยคีท่ีหยั่งเห็นเหตุปจจัย
ของธาตุทง้ั ๔ และจิตทร่ี ับรธู าตเุ หลานน้ั จัดวาไดเขาใจปฏิจจสุมปบาท
บรรลุกังขาวิตรณวิสทุ ธทิ ข่ี ามพน ความสงสัยสามารถลวงพนความสําคญั
ผิดวา เทย่ี ง เปนสุข และบงั คบั บญั ชาได
ผทู ี่เจริญสติระลึกรูความเปนรูป-นามของธาตุท้ัง ๔ คือ ธาตุดิน
ธาตุนํ้า ธาตุไฟ และธาตุลม พรอมท้ังจิตท่ีตามรูธาตุเหลานั้น เหตุเกิด
ของรูป ๔ อยาง คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร เหตุเกิดของนาม ๒
อยาง คือ อารมณ และหทัยวัตถุ พึงเจริญวิปสสนาตอไป เพ่ือใหหย่ัง
เห็นความไมเทยี่ ง ความเปน ทุกข และความเปน อนัตตาของสภาวธรรม
เหลาน้ัน ดังขอ ความวา รปู  อนิจฺจํ ขยฏเ น, ทุกฺขํ ภยฏเ น, อนตฺตา
อสารกฏเน.๑๗๖ แปลวา “รูปไมเที่ยงเพราะมีสภาพส้ินไป เปนทุกข
เพราะมีสภาพนา กลัว และเปน อนตั ตาเพราะมสี ภาพปราศจากแกน สาร”

๑๗๖ วิสทุ ธฺ ิ. (บาลี) ๒/๒๗๔.
๑๒๑


บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา

ขอความท่กี ลาวมานเ้ี ปน แนวทางในการเจริญวิปสสนาโดยระลึกรู
ลมหายใจเปนหลัก อีกนัยหน่ึงคือ โยคีอาจกําหนดรูลมหายใจเขาออก
จนกระทั่งบรรลุอุปจารสมาธิ ตอ จากนั้นจึงตามรูขันธ ๕ ที่ปรากฏชัดใน
ปจจุบันขณะ หมายความวา ควรกําหนดรูลมหายใจกอนจนจิตสงบ
ปราศจากนวิ รณร บกวนจติ แลว จงึ ตามรขู นั ธ ๕ ตามสมควร๑๗๗

๒.๔ โครงสรา งการปฏบิ ัติอานาปานสตภิ าวนา

โครงสรางการปฏิบัติอานาปานสติภาวนาแบงเปน ๔ ข้ันตอน
ดงั น้ี

ขน้ั ตอนที่ ๑ ขั้นเตรียมการ ไดแก การชาํ ระศลี กําหนดถอื ธุดงค
สําหรับนักบวช ตัดปลิโพธ คบหากัลยาณมิตร แสวงหาสํานักเรียน
กรรมฐาน เสพสัปปายะ ๗ เวนจากอสัปปายะ ๗ ประการ เลือก
สิ่งแวดลอมทีเ่ หมาะแกจ รติ กําหนดถอื กรรมฐานและปฏบิ ัตติ นใหเหมาะ
แกการปฏิบตั ิ เตรียมตนใหม คี วามมงุ มัน่ ศรทั ธา มีความเพยี รพยายาม
ไมเ กยี จครา น และเปนผูมีศีล มจี ติ บริสทุ ธ์ิ

ข้ันตอนที่ ๒ เตรียมพรอมกอนลงมือปฏิบัติ ไดแก การเรียนรู
กรรมฐานเบื้องตน เรียนรกู รรมฐานท่ีทาํ จิตใหรา เริง เรยี นรอู านาปานสติ
นิมิต เรียนรูอานาปานสมาธิ เรียนรูลักษณะของฌาน ศึกษาวิธีรักษา
นมิ ิตและทําฌานใหเ จริญ เพ่ือใหก ารปฏิบัติเปนไปในแนวทางท่ีถูกตอง
ตอเน่ือง รวดเรว็ ไมต ิดขัด หรืออาจจะตดิ ขดั บา งเปนระยะแตก็รูถ ึงแนว

๑๗๗ ดูใน พระญาณธชเถระ (แลดีสยาดอ), อานาปานทปี น,ี หนา ๓๗-๔๐.
๑๒๒


บทท่ี ๒ การเจรญิ อานาปานสตภิ าวนา

ทางแกไ ขอยางครบถวน ถกู วิธี
ข้ันตอนที่ ๓ ลงมือปฏิบัติ มีวิธีการปฏิบัติอยู ๘ ข้ันตอน

แบง เปน ๒ หมวดใหญ ๆ คือ
๑) หมวดกายานุปสสนาสติปฏฐาน ในหมวดน้ีมีวิธีปฏิบติ ๒ นัย

คือ ๑. วิธปี ฏบิ ัติแบบสมถะ มี ๔ ขั้นตอน คือ คณนานัย อนุพันธนานัย
ผุสนานัย และฐปนานัย เพื่อใหจิตมีสมาธิมั่นคง เกิดเปนอัปปนาสมาธิ
ประกอบดวยองคฌานตางๆ มี ปติและสุข เปนตน ๒. วิธีปฏิบัติแบบ
วิปสสนา โดยการกําหนดรูลักษณะรูป-นามตามเปนจริงของลมหายใจ
เขา -ออก แลว พจิ ารณาโดยความเปนไตรลักษณ

๒) สติปฏฐานอีก ๓ หมวดท่ีเหลือ คือ เวทนานุปสสนา จิตตา
นปุ ส สนาและธมั มานปุ สสนา ปฏิบัติสมถะวิปสสนาเจือกันมี ๔ ขั้นตอน
คือ สัลลักขณานัย วิวัฏฏนานัย ปาริสุทธินัย และปฏิปสสนานัย ยกจิต
ขนึ้ สูว ปิ สสนา พจิ ารณาเหน็ ความไมเ ท่ยี ง เปนทุกข เปนอนัตตาในขันธ
ทง้ั ๕ จนเกดิ ความเบื่อหนา ย คลายความยึดมนั่ ดว ยอํานาจอุปาทาน

ข้ันตอนท่ี ๔ ผลการปฏิบัติ จิตหลุดพนจากอาสวะดวยปญญา
เขาถงึ ความเปนอมตะ คอื พระนิพพาน

แผนภาพที่ ๓ โครงสรา งการเจริญอานาปานสตภิ าวนา

๑๒๓


บทท่ี ๒ การเจริญอานาปานสตภิ าวนา

ขน้ั ตอนท่ี ๑ ๑.๑ ชาํ ระศลี เตรียมตนใหมคี วาม
ข้ันตอนท่ี ๒ ๑.๒ กําหนดถอื ธุดงค มุงมน่ั ศรัทธา มีความ
ขั้นตอนที่ ๓ ๑.๓ ตัดปลโิ พธ เพียรพยายาม ไมเกียจ
๑.๔ คบหากลั ยาณมิตร ครา น เปนผูมีศีล มีกาย
๑.๕ แสวงหาสํานกั เรียนกรรมฐาน และใจเตรยี มพรอ ม
๑.๖ เสพสัปปายะ ๗ เวน จากอสปั ปายะ ๗ สาํ หรบั การเจรญิ สมาธิ
๑.๗ เลือกส่ิงแวดลอ มทเี่ หมาะแกจริต ภาวนา
๑.๘ กําหนดถอื กรรมฐาน
๑.๙ หลกั การปฏบิ ัติตน การปฏบิ ตั ิเปน ไปใน
แนวทางทถี่ ูกตอ ง ตอเนื่อง
๒.๑ การเรยี นรูก รรมฐานเบ้ืองตน รวดเร็ว ไมต ดิ ขดั หรอื อาจจะ
๒.๒ เรยี นรูกรรมฐานท่ที ําจิตใหร าเริง ติดขัดบางเปนระยะ แตก ็รูถ งึ
๒.๓ เรยี นรอู านาปานสตินิมิต แนวทางแกไขอยา งครบถว น
๒.๔ เรยี นรอู านาปานสมาธิ และถกู วิธี
๒.๕ เรยี นรูลกั ษณะของฌาน
๒.๖ ศึกษาวิธรี กั ษานมิ ิต และทําฌานให - จิตมสี มาธิม่นั คง เกิดเปน
เจริญ อัปปนาสมาธิ
๒.๗ ศึกษาวธิ ีเจรญิ วิปสสนา ๔ แบบ - พจิ ารณาเห็นพระไตร
ลักษณ คลายความ ยึดม่นั ดวย
หมวดแรก มี ๔ ขัน้ ตอน คณนานยั อํานาจอปุ าทาน
อนพุ ันธนานยั ผุสนานยั และฐปนานยั

หมวดท่ี ๒ มี ๔ ขน้ั ตอน สลั ลักขณานัย
วิวัฏฏนานัย ปารสิ ุทธินัย และปฏปิ ส สนา
นยั

ข้ันตอนท่ี ๔ ความปรากฏขึ้นของญาณ วชิ ชาและวมิ ตุ ติ - เขาถึงความเปนอมตะ
คอื มรรค ผล นิพพาน

๑๒๔


บทท่ี ๓

ลําดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

การเรียนกรรมฐาน กอนอื่นผูเจริญภาวนาควรเปนผูมีความ
ประพฤติเบาพรอม สมบูรณดวยศีลและมรรยาท เขาไปหาอาจารยที่
เปนกัลยาณมิตรแลว ศึกษาการเรยี นกรรมฐาน ๕ ลาํ ดับ ดงั น้ี

๑) อุคฺคหํ เรียนรบู ทพระกรรมฐาน
๒) ปริปจุ ฺฉา สอบถามกรรมฐานและเงื่อนไขการปรับอินทรีย
๓) อุปฏฐ านํ ความปรากฏขึน้ แหง กรรมฐาน(นมิ ติ สมาธ)ิ
๔) อปปฺ นา ความแนว แนแ หง กรรมฐาน(สมาธิ)
๕) ลกฺขณํ๑ ความใครค รวญสภาพกรรมฐานวา กรรมฐานน้ี มี

ลักษณะอยา งไร และเปนรปู เปน นามอยา งไร

ควรเรียนบทพระกรรมฐานอยูในอาวาสที่สัปปายะ ถาไมมีที่
เหมาะสม สุขสบาย ควรบอกลาอาจารยแลวเขาไปยังเสนาสนะที่
ประกอบดวยองคแหงเสนาสนะ ๕ อยาง เวนเสนาสนะท่ีมีโทษ ๑๘
อยาง ตัดปลิโพธกังวลเล็กๆ นอยๆ เสีย เม่ือฉันภัตตาหารเสร็จแลว
บรรเทาความเมาอาหาร พึงทาํ จิตใหร า เริงดว ยการตามระลึกถึงคุณของ
พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆ๒ แลวเจริญบทพระกรรมฐานท่ี
เปน สัพพตั ถกกรรมฐานและปาริหาริยกรรมฐานตอ ไป ตามลาํ ดับ

๑ วิสทุ ฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๑๒๔.
๒ วิสทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๒๓/๓๐๓,วิ.มหา.อ.(บาลี)๑/๔๕๖,ข.ุ ป.อ.(บาล)ี ๒/๑๐๘.


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏิบตั ิกรรมฐาน

๓.๑ กจิ ทต่ี อ งปฏบิ ตั กิ อนปฏิบตั ิกรรมฐาน

๓.๑.๑ ชําระศีลใหบรสิ ทุ ธิ์
การเจริญภาวนายอมสําเรจ็ แกผูมีศีลบรสิ ทุ ธ์เิ ทา น้ัน หากผูปฏิบัติ
เปนพระภิกษุ ควรบําเพ็ญอภิสมาจาริกศีลใหบริบูรณดีเสียกอน เชน
กวาดลานพระเจดยี  ลานตนโพธ์ิ อุปฏ ฐากพระอปุ ช ฌาย เปนตน ถามีผู
กลาววาอภิสมาจาริกวัตรไมจําเปนตองรักษาก็ได ความจริงหาเปน
เชน น้ันไม เพราะเมอ่ื อภสิ มาจาริกวัตรบริบูรณ ศีลก็จะบริบูรณ เมื่อศีล
บรบิ รู ณ สมาธิก็ถึงความเปนอัปปนาได สมจริงดังพระดํารัสท่ีพระผูมี
พระภาคเจาตรัสไววา “การที่ภิกษุนั้นไมบําเพ็ญอภิสมาจาริกวัตรให
บริบูรณ แลว จักบําเพ็ญศีลท้ังหลายใหบริบูรณได นั่นไมใชฐานะท่ีจะมี
ได”๓ เพราะฉะน้ัน ภิกษุผูปฏิบัติควรบําเพ็ญวัตรตางๆ ใหบริบูรณ
ดว ยดีเสยี กอ น ตอ จากนน้ั กช็ าํ ระศลี ใหห มดจด๔ คฤหัสถทั้งหลายพึงตั้ง
ตนอยใู นศลี ๕ หรืออาชีวัฏฐมกศีล อุบาสกและอุบาสิกาตั้งอยูในศีล ๘
สามเณรต้งั อยใู นศีล ๑๐ ภกิ ษตุ งั้ อยูในปาฏโิ มกขสังวรศลี ๒๒๗๕
มีหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปฎก อรรถกถา และคัมภีรวิสุทธิ
มรรค ดงั นี้

๓ องฺ.ปฺจก.(บาล)ี ๒๒/๒๑/๑๕
๔ ว.ิ มหา.อ.(บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๓, องฺ. ปจฺ ก. (บาลี)๒๒/๑๕-๑๖., ดู
คาํ อธิบายในหนังสือ : วปิ สสนานัย เลม ๑ ,สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ( สมศักดิ์
อปุ สโม, ป.ธ. ๙, Ph.D) ตรวจชาํ ระ, พระคนั ธสาราภวิ งศ เรยี บเรยี ง, : หา ง
หุนสวนจํากดั ซีเอไอ เซ็นเตอร, ๒๕๔๘. หนา ๓.
๕ พระสัทธัมมโชตกิ ะ ธัมมาจริยะ. ปรมตั ถโชติกะ ปรจิ เฉทท่ี ๙ สมถ-
กรรมฐานทปี นี ,พมิ พค รง้ั ท่ี ๔,กรงุ เทพมหานคร :โรงพิมพทพิ ยวสิ ุทธ.์ิ ,หนา ๔๑.

๑๒๖


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏบิ ัติกรรมฐาน

๑) ขอ ปฏบิ ตั ิหรอื กิจแรกทพี่ ระสงฆจ ะตองศึกษาอันเปนจุดหมาย
สาํ คัญในพระพทุ ธศาสนาคือไตรสิกขา เพื่อแกค วามของใจของผูปฏิบัติ
ทต่ี องการหาวิธีตดั ขายตณั หา ทเ่ี กิดเพราะอายตนะภายในและภายนอก
ใหข าดไป โดยมขี ้ันตอน คอื

๑.๑) เบ้ืองตน ผูปฏิบัติตองตั้งอยูในปาริสุทธิศีล เพ่ือความ
สาํ รวมระวัง ๔ ประการ คือ

๑. ปาตโิ มกขสงั วรศีล ความสํารวมในพระปาติโมกข เวน
จากขอ หา ม ทําตามขอ อนญุ าต ประพฤติเครง ครดั ในสกิ ขาบท

๒. อนิ ทรียสังวรศีล ความสํารวมอินทรียระวังไมใหบาป
อกศุ ลครอบงาํ เม่ือรับรูอ ารมณดวยอินทรยี  ๖

๓. อาชีวปารสิ ุทธิศีล การเลีย้ งชีวิตโดยทางท่ีบริสุทธิ์ ไม
ประกอบอเนสนา(หลอกลวงเขาเลยี้ งชีพเปนตน)

๔. ปจ จัยสนั นิสิตศีล พจิ ารณาใชส อยปจ จัย ๔ ใหเปนไป
ตามความหมายและประโยชนของส่ิงน้นั ไมบริโภคดวยตณั หา๖

ศีลจัดไดวาเปนจุดเร่ิมแรก เปนปทัฏฐานแหงการบรรลุ
อรยิ มรรค๗ เพราะเม่ือศลี บรสิ ทุ ธ์ิแลว ยอมทําใหสมาธิแนวแนไม
เกิดความกังวลในการปฏบิ ัติธรรม

๑.๒) สมาธิ คือ การตั้งใจมั่น เพ่ือฝกฝนอบรมใจตนใหขาม
พน บวงกเิ ลส หมายถึงสมาบตั ิ ๘ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
อันเปน บาทแหงวิปสสนา๘ คอื เปน เบือ้ งตน ท่ผี ูปฏิบัติจะยกจิตขึ้น

๖ ม.มู.อ. (บาลี) ๒/๒๕๒/๕๔, ม.มู.อ. (ไทย) ๑๗/๔๑๐.(มหามกุฏฯ)
๗ ม.ม.ู อ. (บาลี) ๒/๔๕๒/๒๕๔,ม.ม.ู ฏกี า (บาลี) ๒/๔๕๒/๓๒๖.
๘ องฺ.จตกุ ฺก. (บาล)ี ๒๑/๑๙๐/๒๐๘ - ๒๐๙, ม.มู.อ.(บาล)ี ๒/๒๕๒/๕๔.

๑๒๗


บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

สูการพิจารณาสังขารตามความเปนจริง ซ่ึงเปนการปฏิบัติเริ่ม
จากสมถะเปน พ้ืน เมอ่ื บรรลุที่สดุ แหงทกุ ขไดเรียกวาเจโตวิมุตติ
คอื ความหลดุ พน ดวยสมถะเปนบาทฐาน๙

๑.๓) ปญญา คือ รูอยางไมวิปริต ใชสติพิจารณากุศลธรรม
และอกุศลธรรม รูส่ิงท่ีเก้ือกูลและส่ิงไมเกื้อกูลแหงสัตวท้ังหลาย
ดวยปญญาตามความเปน จริง๑๐ มปี ญ ญาพิจารณาเห็นความเกิด
และความดับอันเปนอริยะ ชําแรกกิเลสใหถึงความสิ้นทุกขโดย
ชอบ๑๑ ผลที่เกิดจากการฝกปฏิบตั ดิ งั กลาวเรียกวา ปญญาท่ีทําให
เหน็ ภัยในวัฏสงสาร๑๒เปน ปญญาอนั ชอบ หมายถึงมัคคปญญา๑๓
กอใหเกิดความหลุดพนดวยปญญาที่เรียกวา ปญญาวิมุตติ
เพราะเปน ความหลดุ พนดว ยวิปส สนา๑๔

แสดงใหเหน็ ขอวัตรปฏบิ ัติทส่ี ําคญั คือ การศึกษาเปน ส่ิงสําคญั ซง่ึ
เปน การศึกษาในสิ่งทอ่ี ยูภายในระบบพฤตกิ รรมของแตล ะบคุ คล หรือ
ศกึ ษาตวั เองนัน่ เอง โดยศกึ ษาและปฏิบัตใิ นไตรสกิ ขา เร่มิ ตนดว ยศีล

๒) ความบริสุทธิ์ ๓ ประการ อันเปนคําตอบของพระอานนทแก
เจา อภยั ลิจฉวีและเจาบัณฑิตกุมารลิจฉวี ที่ตรัสถามเปรียบเทียบการ
ปฏิบัติธรรมระหวา งนิครนถนาฏบตุ รกบั พระผมู ีพระภาค พระอานนท

๙ อง.ฺ ทุก.อ. (บาล)ี ๒/๘๘/๖๒, สํ.สฬา.อ. (บาลี) ๓/๑๓๒/๕๑.
๑๐ องฺ.สตฺตก.ฏีกา (บาล)ี ๓/๓๗-๔๓/๒๐๓.
๑๑ ที.ปา.(บาลี) ๑๑/๓๑๗/ ๒๑๐ - ๒๑๑,ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๑๗/๓๐๖-๓๐๗.
๑๒ ดรู ายละเอียดใน สํ.ส.อ. (มหามกุฏ) ๒๔/๑/๑/๑๒๙ - ๑๓๒.
๑๓ สํ.นิ.อ. (บาลี) ๒/๒๐/๔๗, ส.ํ นิ.อ. (ไทย) ๒๖//๑๖๔.(มหามกฏุ ฯ)
๑๔ องฺ.ทกุ .อ. (บาลี) ๒/๘๘/๖๒, ส.ํ สฬา.อ. (บาลี) ๓/๑๓๒/๕๑.

๑๒๘


บทที่ ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน

ตอบวา “ทานอภัย ความบริสทุ ธิ์ทีท่ ําใหก ิเลสสน้ิ ไป ๓ ประการ คือ
๑. ผูมีศีล..สมาทานศึกษาอยูในสิกขาบทท้ังหลาย เธอไม

ทาํ กรรมใหม และรับผลกรรมเกาแลวทําใหกิเลสสิ้นไปโดยคิด
วา “ความบรสิ ุทธ์ิเปนส่ิงที่ผูปฏิบัติจะพึงเห็นชัดดวยตนเอง ทํา
ใหกเิ ลสส้ินไป ไมประกอบดวยกาล ควรเรียกใหมาดู ควรนอม
เขา มาใสต น อันวิญชู นพึงรเู ฉพาะตน”

๒. ผูน้ัน เพียบพรอมดวยศีล สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ

จตุตถฌานท่ีไมมีทุกขไมมีสุข มีสติบริสุทธ์ิเพราะอุเบกขาอยู
เธอไมท าํ กรรมใหม และรบั ผลกรรมเกา แลว ทาํ ให( กเิ ลส)ส้ินไป

๓. ผนู ้นั เพยี บพรอ มดว ยศลี อยางนี้ เพียบพรอมดวยสมาธิ
อยางนี้ ทําใหแจงเจโตวิมุตติและปญญาวิมุตติที่ไมมีอาสวะ
เพราะอาสวะสิ้นไปดวยปญญาอันยิ่งเองเขาถึงอยูในปจจุบัน
เธอไมท าํ กรรมใหมแ ละรับผลกรรมเกาแลวทําให( กเิ ลส)สนิ้ ไป...
ความบริสุทธ์ิที่ทําใหกิเลสสิ้นไป ๓ ประการนี้ พระผูมีพระภาค

พระองคผูท รงรูท รงเห็น เปนพระอรหันตตรัสรูดว ยพระองคเองโดยชอบ
ไดตรัสไวชอบแลว เพ่ือความบริสุทธ์ิของสัตวท้ังหลาย เพ่ือลวงพน
ความโศก ความร่ําไร เพื่อความสิ้นทุกขและโทมนัส เพ่ือบรรลุธรรมท่ี
ควรรู เพอื่ ทําพระนิพพานใหแจง”๑๕

๓) การปฏิบัติในพระพุทธศาสนายึดหลักศีล สมาธิ ปญญา ดังมี

พระบาลีปรากฏในพระไตรปฎก วา

สีเล ปติฏ าย นโร สปโฺ  จิตตฺ  ปฺ จฺ ภาวย

อาตาป นิปโก ภกิ ขฺ ุ โส อิม วิชฏเย ชฏ.

ภกิ ษุ ผูเปน คนฉลาด มีความเพียร มีปญญาบริหารตน ตั้งอยูใน

๑๕ องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๗๕/๒๙๗-๒๙๘.
๑๒๙


บทที่ ๓ ลําดับการปฏบิ ัติกรรมฐาน

ศลี แลว อบรมจติ และปญญาอยนู น้ั พงึ ถางชฏั (อาสวะกเิ ลส)น้ไี ด๑ ๖

๔) พระสัมมาสมั พุทธเจาไดต รัสผลและอานสิ งสของศลี ไววา ศีล
เปนกุศล มคี วามไมตองเดือดรอ นใจเปน ผล มีความไมตองเดือดรอนใจ
เปนอานิสงส๑๗ อานสิ งสแหงศีลสมบตั ขิ องผมู ศี ีล ๕ ประการ คือ

๑. บุคคลในโลกน้ี เปนผูมีศีล ถึงพรอมดวยศีล ยอมไดรับ
โภคะสมบัตมิ ากมาย มีความไมประมาทเปนเหตุ

๒. กติ ติศพั ทอันงามของผูมศี ลี ผูถ งึ พรอ มดวยศลี ยอมฟุงไป
๓. ผูมีศีล ถึงพรอมดวยศีล จะเขาไปสูบริษัทใดๆ จะเปน
ขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม
สมณบรษิ ัทก็ตาม ยอ มเปน ผูองอาจ ไมเคอะเขนิ เขา ไป
๔. ผมู ศี ีลถงึ พรอมดวยศีล เปนผไู มหลงทาํ กาลกิริยา
๕. ผมู ศี ลี ถงึ พรอมดวยศีล เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตก
ยอ มเขา ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค๑ ๘

๕) ศีล มีความเปนท่ีรักท่ีชอบใจเปนเบื้องตน มีความส้ินอาสวะ
เปน ทีส่ ุด พระสัมมาสมั พทุ ธเจาตรสั ไวโ ดยนยั วา

"ดูกอนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังวา เราพึงเปนท่ีรัก
เปนที่ชอบใจ เปนท่ีเคารพ เปนท่ียกยองของเพ่ือนพรหมจารี
ท้ังหลาย ภกิ ษนุ ้ันพงึ เปนผกู ระทําใหบริบูรณในศีลทั้งหลายเถิด
หมั่นประกอบธรรมเครื่องสงบภายในตน ไมเหินหางจากฌาน
ประกอบดวยวิปส สนาเพ่ิมพนู เรอื นวาง"๑๙

๑๖ สํ.ส. (บาล)ี ๑๕/๒๓/๑๖, ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๒๓/๑๖.
๑๗ องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑/๒.
๑๘ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๑๕๐/๙๔-๙๕.
๑๙ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๖๕/๕๗.

๑๓๐


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

๖) ในคัมภีรปฏิสัมภิทามรรค พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรยัง
กลา วถึงศลี มี ๕ ประเภท อกี คอื

๑. การละกเิ ลสทงั้ ปวงดว ยอรหัตตมรรค ชอ่ื วา ศีล
๒. การเวน กิเลสทั้งปวงดวยอรหตั ตมรรค ชื่อวา ศลี
๓. เจตนาเปนขา ศกึ ตอ กิเลสท้ังปวงดวยอรหตั ตมรรค ชื่อวา ศลี
๔. ความสํารวมกเิ ลสทัง้ ปวงดวยอรหัตตมรรค ช่อื วาศีล
๕. ความไมลวงละเมิดกิเลสทงั้ ปวงดว ยอรหตั ตมรรค ช่อื วา ศลี
ศีลดังกลาวนี้ ยอมเปนไปเพื่อความไมเดือดรอน เพ่ือปราโมทย
เพอ่ื ปติ เพอื่ ปส สัทธิ เพือ่ โสมนัส เพ่อื การปฏบิ ัติโดยเอื้อเฟอ เพ่ือความ
เจริญ เพ่อื ทาํ ใหม าก เพอ่ื เปน เคร่อื งประดบั เพอ่ื เปนเคร่อื งปองกัน เพ่ือ
เปนเคร่ืองแวดลอม เพื่อความสมบูรณ เพ่ือความเบ่ือหนายโดยสวน
เดียว เพ่ือคลายกําหนัด เพื่อดับ เพื่อระงับ เพื่อรูย่ิง เพ่ือตรัสรู เพื่อ
นิพพาน๒๐

๗) ในคมั ภรี ท ฆี นิกายพระพุทธองคท รงแสดงเหตุปจจัยใหเขาถึง
วิปสสนาญาณ เพ่ือใชเปนแนวทางการเจริญวิปสสนาใหดําเนินไป
อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ และเกดิ ประสทิ ธผิ ลสงู สดุ ๕ ประการ คือ

๑. สีละ หมายถึง ปาติโมกขสังวรศีล,ความเปนผูถึงพรอม
ดวยศีล ๓ ประการคือ จฬู ศีล มัชฌมิ ศลี และมหาศีล อันเปนบาท
ฐานของการเจริญวปิ ส สนา

๒. สงั วระ หมายถึง การสาํ รวมระวังในอนิ ทรียท้ัง ๖ ในขณะ
เหน็ รูป ไดย นิ เสยี ง เปนตน เพือ่ ไมใ หอ ภิชฌาและโทมนสั เกดิ ขึน้

๓. สติสมั ปชัญญะ หมายถงึ การมสี ตสิ ัมปชญั ญะในทุก ๆ

๒๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๑/๖๔.
๑๓๑


บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

อิริยาบถ เชน การเดิน การน่ัง การกาวเทา การแลการเหลียว
การเหยียดการคูแขน การกนิ การขบั ถา ย เปน ตน

๔. สนั โตสะ หมายถึง สันโดษ ความเปนผูมักนอยในปจจัย
๔ ตามมีตามได หรือการถอื ธดุ งคเพ่อื เปน อบุ ายขัดเกลากเิ ลสให
เบาบางลง นอกจากน้ียังหมายถึงการไมคลุกคลีดวยหมูคณะ
ปลกี กายออกจากหมูคณะ หาสถานทส่ี งบเพ่ือปฏบิ ัตวิ ิปส สนา

๕. สมาธิ หมายความวา เม่ือผูปฏิบัติประกอบดวยศีล มี
ความสํารวมอินทรีย มีสติสัมปชัญญะ อยูในสถานท่ีสงบเพ่ือ
บําเพ็ญเพียรทางจิตจนนิวรณสงบ จิตยอมต้งั มน่ั เปนสมาธิจนถงึ
ฌาน แลวจงึ นาํ เอาฌานเปนบาทฐาน ในการยกจิตขึ้นสูพระไตร
ลักษณ ดวยการใชปญญาพิจารณาองคแหงฌานจนเห็นเปนไป
ตามกฎไตรลักษณ และเปนเพียงสภาวธรรมลวนๆ จนกระทั่ง
วิปส สนาญาณเกดิ ข้ึนเปน ลาํ ดับ๒๑

๘) พระอรรถกถาจารยอธิบายวา กอนลงมือปฏิบัติกรรมฐาน
กุลบุตรควรชําระศีลใหหมดจดกอน วิธีชําระใหหมดจด ๓ อยาง คือ

๑. ไมผ ิดศีลหรือไมต องอาบตั ิ
๒. ออกจากอาบัตทิ ่ีตอ งแลว
๓. ไมเ ศราหมองดว ยกิเลสทั้งหลาย การเจริญภาวนายอมสําเร็จ
แกผมู ีศลี บริสทุ ธ์เิ ทานั้น หากผูปฏบิ ัติเปน พระภิกษุควรบําเพ็ญแมศีลท่ี
เรียกวา อภสิ มาจารกิ ศีลใหบรบิ รู ณดีเสยี กอ น เชน วัตรท่ีลานเจดยี  วัตร
ท่ีลานตน โพธ์ิ อุปชฌายวัตร อาจรยิ วตั ร วตั รที่เรือนไฟ เปนตน ถามีผู
กลาววา อภิสมาจาริกวัตรไมจําเปนตองรักษาก็ได ความจริงหาเปน

๒๑ดรู ายละเอยี ดใน ที.ส.ี (ไทย) ๙/๑๕๐-๒๓๕/๔๘-๗๘.
๑๓๒


บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

เชน น้ันไม เพราะเมอ่ื อภิสมาจาริกวัตรบริบูรณ ศีลก็จะบริบูรณ เม่ือศีล
บริบรู ณ สมาธิก็ถงึ ความเปนอัปปนาได สมจริงดังพระดํารัสที่พระผูมี
พระภาคเจาตรัสไววา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย! ขอที่ภิกษุน้ันหนอ ไม
บําเพญ็ ธรรมคอื อภิสมาจาริกวัตรใหบริบูรณ แลว จกั บําเพญ็ ศีลท้ังหลาย
ใหบริบูรณได นั่นไมใชฐานะที่จะมีได”๒๒ ฉะนั้น ภิกษุผูปฏิบัติควร
บําเพ็ญวตั รตา งๆ ใหบ ริบรู ณดวยดีเสียกอน๒๓ ตอจากนั้นก็ชําระศีลให
หมดจด๒๔

๓.๑.๒ กําหนดถือธดุ งค

คมั ภีรค มั ภีรว สิ ทุ ธิมรรคอธิบายไวว า ผูดํารงอยูในศีลและพรตอัน
หาโทษมิไดเชนนี้ จักดํารงตนอยูในอริยวงศ อันเปนของเกาแก ๓
ประการ คอื ความสันโดษในจีวร ความสันโดษในบิณฑบาต และความ
สนั โดษในเสนาสนะตามมีตามได จักเปนบุคคลสมควรเพ่ือจะบรรลุอริ
ยวงศปฏิปทาประการท่ี ๔ คือความเปนผูยินดีในภาวนา(สมถภาวนา
และวปิ สสนาภาวนา) ๒๕ การประพฤติพรตดว ยการกําหนดถือธุดงค มี
ทั้งหมด ๑๓ ประการ คอื

๑. ปงสกุ ลู ิกังคธุดงค ถือผาบงั สกุ ลุ เปนวตั ร
๒. เตจวี รกิ ังคธุดงค ถอื ผา สามผนื เปนวัตร
๓. ปณ ฑปาติกังคธดุ งค ถือเท่ยี วบณิ ฑบาตเปน วตั ร
๔. สปาทาจาริกังคธุดงค ถือเท่ียวบิณฑบาตตามแถวเปนวัตร

๒๒ อง.ฺ ปจฺ ก. (บาล)ี ๒๒/๒๑/๑๕.
๒๓ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๓.
๒๔ องฺ.ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕-๑๖.
๒๕ วสิ ทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๒๒/๖๒.

๑๓๓


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

๕. เอกาสนิกังคธุดงค ถือน่ังฉันอาสนะเดียว(ม้ือเดียว)เปนวัตร
๖. ปต ตบิณฑิกงั คธุดงค ถอื ฉันเฉพาะภาชนะอนั เดียว คือฉันใน
บาตรเปนวตั ร
๗. ขลปุ จ ฉาภัตตกิ งั คธุดงค ถอื ไมร ับภัตตาหารที่เขานํามาถวาย
เมอื่ ภายหลงั เปนวัตร
๘. อารัญญิกังคธุดงค ถืออยูปาเปน วตั ร
๙. รุกขมูลกิ ังคธดุ งค ถอื อยูโ คนตน ไมเปนวัตร
๑๐. อัพโภกาสิกงั คธุดงค ถืออยูใ นท่แี จงเปนวัตร
๑๑. โสสานิกงั คธุดงค ถอื อยูปา ชาเปนวัตร
๑๒. ยถาสนั ถติกงั คธดุ งค ถอื อยใู นเสนาสนะท่ีเขาจัดใหอยางไร
ยนิ ดเี ทานนั้ เปน วตั ร
๑๓. เนสัชชกิ ังคธดุ งค ถอื ไมนอนเปนวัตร๒๖

ธรรม ๕ ประการอันเปนเปาหมายที่ประสงคในการถือธุดงคคือ
ความมกั นอย ๑ ความสนั โดษ ๑ ความขัดเกลา ๑ ความสงดั ๑ ความ
ตองการดวยกุศลนี้ ๑ ชื่อวาธุตธรรม๒๗ ในธุตธรรม ๕ ประการนั้น
ความมักนอ ยกบั ความสันโดษสงเคราะหเปนอโลภะ ความขัดเกลากับ
ความสงัดคลอยไปในธรรมะ ๒ อยางสงเคราะหเปนอโลภะและอโมหะ
ความตองการดว ยกุศลนี้ จัดเปนตวั ญาณโดยตรง

ในอโลภะ และอโมหะนั้น โยคบี ุคคลยอ มกําจดั ความโลภในวตั ถทุ ี่

๒๖ วิสุทธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๖๒.,ดูคาํ อธบิ ายในหนังสอื : ความรเู รอ่ื งธดุ งค, โดย
สมเด็จพระพทุ ธชินวงศ (สมศักดิ์ อุปสโม, ปธ.๙, Ph.D.) วัดพชิ ยญาตกิ าราม
วรวหิ าร เขตคลองสาน กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๕๕.

๒๗ องฺ.ปฺจก. (บาล)ี ๒๒/๑๘๑/๒๐๗.
๑๓๔


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

ตองหามทงั้ หลายไดด ว ยอโลภะ ยอมกาํ จดั ความหลงอันปกปดโทษใน
วตั ถุท่ีตองหามน้นั ดวยอโมหะ

โยคีบุคคล ยอมกําจัดกามสุขัลลิกานุโยคคือการประกอบตนใน
กามสุข ใชส อยวตั ถทุ ีท่ รงอนุญาตแลวดวยอโลภะ ยอมกาํ จัดอัตตกิลม-
ถานุโยค คือการประกอบตนใหลําบาก ประกอบความขัดเกลาอยาง
เครง ครัดในธุดงคท้ังหลายดวยอโมหะ ๒๘

การเสพธุดงคเปนที่สบายแกบุคคลท่ีเปนราคจริตกับโมหจริต
เพราะการเสพธุดงคเปน ขอ ปฏิบตั ิท่ีลําบากและเปนการอยอู ยางขดั เกลา
กิเลส จริงอยู ราคะยอมสงบลงเพราะอาศัยการปฏิบัติลําบาก ผูไม
ประมาทยอ มละโมหะได เพราะอาศัยความขัดเกลากเิ ลส

การเสพอารัญญิกธุดงคกับรุกขมูลิกธุดงค เปนท่ีสบายสําหรับ
บคุ คลท่เี ปนโทสจรติ ดว ย เพราะวา เมือ่ อยูอ ยา งทไี่ มถ กู กระทบกระทัง่ ใน
ปาหรอื ท่ีโคนตน ไมน ั้น แมโทสะกย็ อ มสงบลงเปนธรรมดา๒๙

๓.๑.๓ ตัดความกงั วล
ผปู รารถนาที่จะเจริญภาวนา เบ้ืองตน จะตองตัดปลิโพธคือเครื่อง
กังวลใจตางๆ อันเปนส่ิงท่ีทําใหหวงใย เปนกังวล ไมสงบระงับ ไม
สามารถที่จะต้ังม่ันอยูในอารมณกรรมฐานน้ันๆ ได คัมภีรวิสุทธิมรรค
กลาวไว ๑๐ ประการ คือ
อาวาโส จ กุลํ ลาโภ คโณ กมฺเมน ปจฺ มํ
อทฺธานํ ญาติ อาพาโธ คณโฺ ฐ อิทฺธีติ เต ทสาตฯิ ๓๐

๒๘ องฺ.ปฺจก.อ. (บาลี) ๑/๑๔๖-๗.
๒๙ วสิ ุทธฺ .ิ (บาลี) ๑/๘๖-๘๗.

๑๓๕


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

ความกังวลเร่ืองท่ีอยู วงศสกุล ทายกทายิกา ลาภ
หมูคณะท่ีศึกษา นวกรรม การงานที่จัดซอมแซม
ปฏสิ งั ขรณข ้ึนใหมซ่งึ เปนที่ ๕ การเดินทาง ญาติโยม
อาพาธ การศกึ ษา การสอนพระปรยิ ตั ิธรรม การแสดง
อทิ ธิฤทธิ์
๑. อาวาสปลโิ พธ หว งท่อี ยูทอ่ี าศยั เชน เปนภิกษุก็หวงไปวา ถา
ไปเจรญิ กรรมฐานเสยี กจ็ ะมีภิกษุอ่ืนมาอยูกุฏิแทน เม่ือกลับไปกจ็ ะไมมี
ทีอ่ ยู มิฉะนนั้ ก็เกรงไปวา ฝนจะร่ัว ปลวกจะขนึ้
๒. กลุ ปลิโพธ หว งบรวิ าร ตลอดจนผอู ุปถมั ภ ผูอ ปุ ฏฐาก เกรงวา
จะหา งเหนิ ขาดตอนกนั ไปเสยี
๓. ลาภปลโิ พธ หวงรายได เกรงวา ลาภผลท่ีตนเคยไดอยูจะลด
นอยหรือเล่อื นลอยไป
๔. คณปลิโพธ หวงพวกพอง ลกู นอง ลกู ศษิ ย และมิตรสหาย
๕. กัมมปลิโพธ หวงการงานที่กําลังทําคางอยู หรือที่จะลงมือทํา
ในอนาคต
๖. อัทธานปลิโพธ หวงการเดินทางไกล จะไปโนนไปนี่ ตอง
เตรียมตัว เตรยี มขา วของ
๗. ญาติปลิโพธ หวงพอแม ลูกเมีย พ่ีนอง ครูบาอาจาารย จะ
ขาดผูปรนนิบัติดูแล
๘. อาพาธปลโิ พธ หวงวากําลงั ไมส บายอยู หรอื ฤดูนี้เคยไมสบาย
เกรงวา จะเกดิ เจ็บปวยข้ึน กลัวจะเปน ลมเปนไขตาง ๆ นานา

๓๐ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๔, วิสุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๙๖.
๑๓๖


บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

๙. คันถปลโิ พธ หวงการศึกษาเลาเรยี น ถาไปเจริญกรรมฐานกลวั
วาจะเรยี นไมทัน สูเ ขาไมไ ด ถาเปนครูอาจารยก็หว งการสอนศิษย

๑๐. อิทธิปลิโพธ หวงอิทธิฤทธ์ิตางๆ เพราะการแสดงฤทธ์ิหรือ
อภนิ หิ ารตางๆ นน้ั จําเปนตอ งหมนั่ อบรมสมาธิใหม่ันคงอยูเสมอ ถาละ
ท้งิ ไปนานๆ กลัววา เส่อื มไปจนไมสามารถแสดงฤทธ์ิได

เฉพาะอิทธปิ ลิโพธนเ้ี ปนเครือ่ งกังวลแกก ารวิปส สนาแตฝายเดียว
หาไดเปน เครอ่ื งกีดขวางทางสมถะไม๓๑ เพราะสมาธิยิ่งมากเทาใดก็ย่ิง
เปน ประโยชนแ กส มถะมากเทา น้นั สว นการเจริญวิปสสนา ถา สมาธแิ ก
กลา เกินไปกท็ าํ ใหอินทรียไมเ สมอกนั วปิ ส สนาไมสามารถจะเกดิ ได๓๒

เมือ่ มีความตงั้ ใจจะเจรญิ ภาวนาจนถึงกบั ตัดเคร่อื งกงั วลใจไดแลว
ยงั ตอ งตัดเคร่ืองกังวลเล็กๆ นอยๆ กอนทาํ การปฏบิ ตั อิ ีก ๕ อยา ง คอื

๑) ตดั ผม ตดั เล็บ โกนหนวดทีย่ าวเสีย
๒) จดั การปะชนุ จีวรที่สึกหรือคราํ่ ไปแลว นน้ั ใหม ั่นคงเรยี บรอยดี
ขน้ึ ถา เน้ือผา ฉีก ขาดไปกจ็ ัดการเยบ็ เสยี ใหม
๓) เมื่อสีของจีวรนั้นเกาจางไป ก็ตองจัดการยอมสีเสียใหมให
เรยี บรอ ย
๔) ถาในบาตรมีสนิม ก็ตองทําการระบมบาตรเสียใหมใหด ีขน้ึ
๕) ตอ งปดกวาด เชด็ ถู เตยี งและต่งั เปน ตนใหส ะอาดหมดจด๓๓

๓๑ ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๒๐๕/๕๙๘.
๓๒ ดูรายละเอยี ดใน วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๔๕๔, วิสทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๙๖.
๓๓ ดรู ายละเอียดใน วิสุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๑๓๓.

๑๓๗


บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏิบัตกิ รรมฐาน

๓.๑.๔ คบหากัลยาณมิตร

กลั ยาณมิตร หมายถงึ บุคคลผูเปน อาจารย ในคัมภีรวิสุทธิมรรค
กลา วความสําคญั ของการแสวงหากัลยาณมิตรไววา ผูเจริญกรรมฐาน
ไมวาจะเปนทางสมถะหรือวิปสสนา ควรมีอาจารยเปนผูแนะนําช้ีทาง
ผดิ และบอกทางถกู ให เพราะอาจารยนับเปนองคประกอบสําคัญ ๑ ใน
๓ ท่ีโยคบี ุคคลจะละมิได คอื

๑) อปุ นสิ สฺ ยโคจโร อยูในที่ที่อาจารยผ บู อกอนุสนธิ ๕ ได
๒) อารกฺขโคจโร ท่ที รี่ กั ษาและเพ่ิมพูนอนิ ทรยี ใ หสมบรู ณไ ด
๓) อปุ นิพนธฺ โคจโร ท่ีที่ผูกจิตไวในอารมณกรรมฐานได๓ ๔

เหตนุ ้ี จึงนบั วาอาจารยเ ปนบุคคลที่สําคัญย่ิง ผูท่ีจะเขาเปนศิษย
ตอ งพินจิ พิจารณาใหจงหนัก พระพทุ ธเจาพรรณนาความสาํ คญั ของการ
มีกลั ยาณมิตรไวว า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตยกําลังจะอุทัย ยอมมี
แสงอรณุ ข้นึ มากอ นเปนบุพนิมติ ฉนั ใด ความเปนผูมีมิตรดีก็เปนตัวนํา
เปนบุพนิมิตเพ่ือความเกิดข้ึนแหงอริยมรรคมีองค ๘ ฉันน้ัน ภิกษุผูมี
มิตรดี พึงหวงั ขอนี้ไดว า ‘จักเจริญอริยมรรคมีองค ๘ ทําอริยมรรคมอี งค
๘ ใหม าก’๓๕

โยคผี มู ีศีลบรสิ ุทธิ์และตดั ปลโิ พธไดแลว เมอ่ื จะเรียนอานาปานสติ
กรรมฐาน ควรเรยี นในสาํ นกั ของพระผูไดจตุตถฌานดวยอานาปานสติ
กรรมฐานน้ี แลวเจรญิ วปิ สสนาจนไดบรรลุความเปนอรหันต เม่ือไมได
พระขีณาสพน้ัน ควรเรียนในสํานักพระอนาคามี เมื่อไมไดแมพระ
อนาคามีน้นั ก็ควรเรียนในสาํ นักพระสกทาคามี เมอื่ ไมไดพระสกทาคามี

๓๔ ดรู ายละเอยี ดใน สํ.ม. (บาลี) ๑๙/๓๗๓/๑๓๐,วสิ ุทธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๒๐.
๓๕ ส.ํ มหา.(ไทย) ๑๙/๔๙/๔๓

๑๓๘


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน

ก็ควรเรียนในสํานักพระโสดาบัน เมื่อไมไดแมพระโสดาบันนั้น ก็ควร
เรียนเอาในสาํ นักของทานผูไดจตตุ ถฌานซึ่งใชอานาปานะเปนอารมณ
ถาไมไ ดท านเชน น้นั กค็ วรเรยี นเอาในสาํ นักของอาจารยผไู ดฌาน ซึ่งใช
อานาปานสตเิ ปน อารมณ ผูไมเลอะเลอื นทั้งในบาลีและอรรถกถา๓๖

โทษของการไมม กี ลั ยาณมติ ร
พระผูม พี ระภาคเจาตรัสสาเหตุของการพยากรณมรรคผล ไว ๕
ประการ คอื
๑. พยากรณอ รหตั ตผล เพราะโงเ ขลา เพราะหลงงมงาย
๒. มีความปรารถนาช่วั จึงพยากรณอ รหัตตผล
๓. พยากรณอ รหตั ตผล เพราะความบา เพราะจติ ฟงุ ซา น
๔. พยากรณอรหัตตผล เพราะสําคญั วาไดบรรลุ
๕. พยากรณอ รหตั ตผลโดยถกู ตอ ง๓๗
ประการที่ ๔ การพยากรณมรรคผลดวยความสําคัญผิดวาได
บรรลุแลวในธรรมที่ตนยังไมบ รรลุ คอื เขา ใจผดิ วา ตนไดบรรลุธรรมแลว
ทั้งๆ ท่ยี ังไมไ ดบ รรลุจริง ในพระอรรถกถาจารยอ ธบิ ายวา

“ถามวา ความสาํ คญั ผดิ น้ยี อ มเกิดแกใคร ยอมไมเกิดแกใคร
ตอบวา ความสําคัญผิดน้ี ยอมไมเกิดข้ึนแกพระอริยสาวก แก
บคุ คลผูท ุศีล แกบุคคลผูมีศีลที่ละท้ิงกรรมฐานแลว ความสําคัญ
ผิดนี้ ยอมเกิดแกผูมีศีลบริสุทธ์ิ ผูไมประมาทในกรรมฐาน ผู
กําหนดนามรูปขามความสงสัยได ผูยกนามรูปขึ้นสูไตรลักษณ
แลวพิจารณาสังขาร,ผูมีญาณ เม่ือมีความสําคัญผิด บุคคลผูได

๓๖ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๖.
๓๗ อง.ฺ ปจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๙๓/๑๖๔.

๑๓๙


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

สมถะอยางเดียว(สทุ ธสมถลาภ)ี หรือผไู ดว ิปสสนาอยา งเดยี ว(สทุ ธ
วิปส สนาลาภี) ยอ มหยุดพกั การปฏิบตั กิ รรมฐานไว เพราะวาเมื่อ
บุคคลน้ันไมเหน็ ความปรากฏเกดิ ขึ้นแหง กิเลสสนิ้ เวลา ๑๐ ปบาง
๒๐ ปบ าง ๓๐ ปบ าง จึงสําคัญผิดวา เปนพระโสดาบัน เปนพระ
สกทาคามีหรอื พระอนาคามี”

เมอ่ื มคี วามสําคัญวาไดบ รรลุเสีย เพราะกิเลสทั้งหลายถูกขม
ไวดวยกําลังสมาธิ สังขารทั้งหลายถูกกําหนดละดวยกําลัง
วิปส สนา ฉะน้ัน กิเลสจงึ ไมเกิดขน้ึ ส้ิน ๖๐ ปบา ง ๘๐ ปบาง ๑๐๐
ปบาง เมื่อไมเห็นความเกิดข้ึนแหงกิเลสนานอยางน้ี จึงพัก
กรรมฐานไวใ นระหวาง ดวยเขา ใจผดิ วาตนไดบรรลธุ รรมแลว๓๘

ปรากฏเรอื่ งราวในคมั ภรี อ รรถกถาวา พระขีณาสพผูมีปฏิสัมภิทา
แตกฉานรูปหน่ึง ชื่อธัมมทินนเถระ อยูที่ตลังครวิหาร เปนผูใหโอวาท
แกภ ิกษสุ งฆหมใู หญ วันหนงึ่ ทา นน่ังรําพึงถงึ อาจารย วา “กิจแหงความ
เปนสมณะของพระมหานาคเถระผูอยู ณ อุจจุงกวาลิกวิหาร อาจารย
ของเราถึงท่ีสุด(บรรล)ุ แลว หรอื ยังหนอ” กเ็ ห็นความท่พี ระมหานาคเถระ
นั้นยังเปนปุถุชนเปนอยู และทราบดวยวา “เม่ือเราไมไปชวย ทานจัก
ทาํ กาลกิริยาทัง้ ทเ่ี ปนปุถชุ นเปนแน” จึงรีบเดินทางไปเย่ียมพระเถระผู
นัง่ อยู ณ ที่น่ังพักกลางวัน กราบแลวแสดงอาจริยวัตร พระเถระทักวา
“อาวุโส ธัมมทินนะ ทําไมมาตอนน้”ี ก็เรียนวา “จะมาเรยี นถามปญหา”

พระเถระอนญุ าตวา “ถามเกดิ อาวโุ ส เราจักกลาวแกให” จึงถาม
ปญ หาเสียตัง้ ๑,๐๐๐ ขอ พระเถระก็กลา วแกปญหาท่ีถามไดไมของขัด
เลย ทีนี้ เม่ือถามวา ญาณของทานเฉียบอยางย่ิง ธรรมอันน้ีทานได

๓๘ อภิ.วิ.อ. (ไทย) ๗๘/๙๐๕.(มหามกุฏฯ)
๑๔๐


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏิบัตกิ รรมฐาน

บรรลุเมื่อไร พระเถระก็บอกวา เมื่อ ๖๐ ปท่ีแลว จึงขอใหทานแสดง
อภิญญาสมาธใิ หดวู า ถา กระนั้นขอใหท านนิรมิตชางข้ึนสักตวั หนงึ่ ทา น
ก็สรา งชางเผือกผอ งขน้ึ ตัวหน่ึง จึงกลาวตอไปอีกวา ทีนี้ ขอใหทานทํา
มนั ใหเ ปน อยางชางใบหูผ่ึง หางช้ี มวนงวงไวในปาก ทําเสียงแผดรอง
อยางนากลัว แลนมาตรงหนาทาน พระเถระก็ทําอยางที่ขอใหทําน้ัน
แลวเห็นอาการอนั นากลวั ของชา งซงึ่ แลนมาโดยเร็ว ก็เกิดกลวั ตง้ั ทาจะ
ลกุ หนี พระเถระขีณาสพจึงเหยียดมือยึดชายจีวรทานไว แลวเรียนวา
“ทานอาจารย ขึ้นช่ือวา ความขลาดของพระขณี าสพ หามไี ม”

ในกาลนั้น ทา นจึงรคู วามทต่ี นยงั เปนปถุ ชุ น แลวกลา ววา “อาวุโส
ธัมมทนิ นะ ขอเธอจงเปน ท่ีพ่ึงของฉันดวยเถดิ ” แลว นง่ั กระโหยง คุกเขา
แทบเทา พระขณี าสพ พระเถระขีณาสพจงึ วา “ทานอาจารย กระผมมาก็
ดวยตัง้ ใจวา จักเปน ทพ่ี ่ึงพงิ ของทา นนั่นแหละ ทานอยาคิดไปเลย” แลว
บอกกรรมฐานให พระเถระรับกรรมฐานแลวขึ้นสูท่ีจงกรม ในยางเทาที่
๓ กไ็ ดบรรลุผลเลิศ คือพระอรหันต๓๙

ดวยเหตผุ ลดงั กลาวนี้ การมีพระวิปสสนาจารยหรือกัลยาณมิตร
คอยใหคําแนะนํา ตักเตือน ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติที่ถูกตอง ไมให
หลงเขา ใจผิดในสภาวธรรมทีเ่ กดิ ขึ้น จนหยุดพักการปฏิบัติไปเสียกอน
ดวยเขาใจผิดวาตนไดบรรลุธรรมแลว จึงมีความสําคัญเปนอยางยิ่ง
หากปฏิบัติเอาเอง เกิดสภาวะอยางใดข้ึน เกิดอารมณและนิมิตใดข้ึน
หรือมขี อ สงสยั ก็ไมท ราบวาจะไปบอกเลา หารอื สอบถามกับใคร และสิ่ง
ที่ประสบน้ัน ดีเลว ถูกตองตรงเปาหมายหรือไม ก็ไมมีทางทราบ
นอกจากนกึ เดาไปเอง ซ่ึงมีทางผิดพลาดไดงา ย

๓๙ ม.มู.อ. (ไทย) ๑๗/๔๙๔. (มหามกุฏฯ)
๑๔๑


บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏิบัตกิ รรมฐาน

ความสําคัญของการสอบอารมณ
เรื่องการสอบอารมณมีหลักฐานปรากฏในคัมภีรพระไตรปฎก
เชนในมหาปณุ ณมสตู ร เมือ่ พระพุทธองคท รงแสดงเร่อื งรปู นามเปน ไตร
ลกั ษณแลว ทรงสอบถามความเขา ใจของภิกษุเหลาน้ันวา “รูปและนาม
เปนสิง่ ทเี่ ทย่ี งหรือไมเที่ยง” ภกิ ษุทัง้ หลายตอบดวยความเขาใจวา “ไม
เทีย่ ง” พระองคจ งึ ตรสั ถามตอ ไปวา “สงิ่ ใดไมเท่ียง สง่ิ นนั้ เปนทกุ ขหรือ
เปน สขุ ” ภกิ ษุทงั้ หลายทูลตอบตรงกันวา “เปนทุกข” เมื่อจบพระสูตรนี้
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ไดบรรลุอรหัตตผล๔๐
ในจูฬราหุโลวาทสูตร พระพุทธองคทรงตรัสถามพระราหุลวา
“อายตนะท้งั หลายมี ตา หู เปน ตน เทย่ี งหรือไมเ ที่ยง พระราหลุ ทูลตอบ
ดวยความเขาใจวา “ไมเที่ยง” พระองคจึงตรัสถามตอไปวา “ส่ิงใดไม
เท่ียง ส่ิงน้ันเปนทุกขหรือเปนสุข” พระราหุลทูลตอบวา “เปนทุกข”
สุดทายพระองคทรงสรุปวา “อายตนะและขันธ ๕ ไมเที่ยง เปนทุกข
เปนอนัตตา ไมควรถือวาเปนเรา เปนของเรา” เม่ือจบพระสูตรน้ี พระ
ราหุลไดบ รรลุอรหัตตผลพรอมกบั เทวดาอีกหลายพนั องค๔ ๑
แสดงใหเห็นวา การสอบอารมณของพระพุทธเจา นอกจากจะ
เปนประโยชนก บั คสู นทนาแลว ยงั เปน ประโยชนก บั ผทู ไี่ ดยนิ อกี ดวย

ในการสอบอารมณแตละครงั้ พระวปิ สสนาจารยจะใหเวลาสาํ หรบั
การสอบอารมณอ ยา งเต็มที่ ผปู ฏิบัติทานใดที่ปฏิบัติถูกตอง ทานจะให
เพียรกําหนดตอไป ผปู ฏบิ ตั ิทานใดท่ปี ฏิบตั ผิ ิดทาง ทา นจะแนะนําแกไ ข
ใหท ันที บางคร้ังผปู ฏบิ ตั มิ คี วามดือ้ ดึง ตองการปฏิบตั ติ ามความชอบใจ

๔๐ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๘๕-๙๐/๙๖-๑๐๔.
๔๑ดรู ายละเอยี ดใน ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๔๑๖-๔๑๙/๔๐๗-๔๗๕.

๑๔๒


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน

ของตนเอง พระวปิ ส สนาจารยจ ําเปนตองใชความแข็งกราว ก็เพ่ือใหผู
ปฏิบัติเกิดความสลดใจ ละทิ้งการปฏิบัติท่ีผิดทาง ดวยการดุหรือพูด
ดวยเสยี งดงั สอดคลอ งกับเร่ืองของพระวักกลิท่ีถูกพระพุทธเจาขับไล
ออกจากสํานักเพ่ือใหเกิดความสลดใจ สุดทายเม่ือทานยอมลดทิฏฐิ
แลวปฏิบัติตามคําสอนของพระพทุ ธเจา จึงบรรลุอรหัตตผล๔๒

ความสาํ คัญขน้ั ตนของการสอบอารมณ คือการตรวจสอบผูปฏิบตั ิ
ใหมห รอื ผทู เ่ี ร่มิ ปฏบิ ตั วิ า มคี วามเขาใจถึงความแตกตางของรูปกับนาม
ซึง่ เปน อารมณข องวิปส สนาถกู ตอ งแลวหรือยงั สาํ หรบั การสอบอารมณ
ผูท่ีผานการปฏิบัติ ซ่ึงทําไดถูกตองตามแนวปฏิบัติจนเกิดสภาวธรรม
(ญาณ)แลว พระอาจารยผูสอนก็จะบอกวิธีปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีก และจะ
นาํ เอาหลักธรรมมาบรรยายใหผ ปู ฏิบตั ฟิ ง เพือ่ ใหม ีความรู ความเขาใจ
ในธรรมที่เกิดข้ึน และทั้งยังเปนการปรับอินทรียทั้ง ๕ ไดแก ศรัทธา
วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา ของผปู ฏบิ ตั ใิ หเ สมอกันอีกดว ย

ฉะน้นั การไดร บั คาํ แนะนําฝก หัดในสํานกั ของพระวิปสสนาจารย
ท่ดี ีผมู ีความรคู วามชาํ นาญโดยเฉพาะ และอยูในความควบคุมของทาน
มที านเปนที่ปรึกษา โดยนําไปเลาใหทานฟงที่เรียกกันวา “สงอารมณ”
และ“สอบอารมณ” ทา นจะชว ยใหผ ูปฏบิ ตั บิ รรลุเปาหมายไดถูกตองและ
รวดเร็วยงิ่ ข้นึ เพราะทานจะชวยส่ังสอนแนะนําแนวทางที่ทานรูและที่
เคยมปี ระสบการณและเมื่อปฏบิ ัตไิ ปๆ มีปรากฏการณห รอื สภาวะอยาง
ใดเกิดขึ้นในตัวผูปฏิบัติ ทานจะหาโอกาสชี้ใหเห็นไตรลักษณซ่ึงเปน
หลักสาํ คญั ในการกําหนดรูเ บญจขันธ(รูป-นาม)แทรกไวต ามลําดบั ญาณ
ที่เหมาะสม และจะช้ีแจงใหทราบวา อารมณใดนิมิตใดเปนประโยชน

๔๒ ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๔๓/๓๙๒-๓๙๔.(มหามกุฏฯ)
๑๔๓


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

ควรกําหนด และอารมณใดนมิ ิตใดเปน ขาศึกแกสมาธิและญาณ ไมควร
กําหนด ..กับท้ังชวยแนะแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอารมณใหผูปฏิบัติ
ทราบวาควรทาํ อยางไรตอไป และแตงอินทรียของโยคีผูเปนศิษยซึ่งมี
อปุ นิสยั ใหป ฏบิ ัตถิ กู ตองตรงเปา หมาย เพอ่ื บรรลสุ มาธิและญาณรวดเรว็
ข้ึนกวา ปกติธรรมดา และถา โยคผี ูเปนศิษยมีวาสนาบารมีอยูดวย อาจ
บรรลุมรรค ผล นิพพาน ในปจจุบันชาตินี้ ดวยเหตุนี้ สมเด็จพระ
สัมมาสมั พทุ ธเจา จงึ ทรงแนะนาํ ในสัตถสุ ตู รไววา

“ดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย ผทู ่ไี มรูไ มเหน็ ชราและมรณะ ไมรูไมเห็น
ความเกิดขึ้นของชราและมรณะ ไมรูไมเห็นความดับของชราและ
มรณะ ไมรูไมเ หน็ ทางปฏิบตั ินําไปสูการดับของชราและมรณะตาม
ความเปนจรงิ ควรเสาะแสวงหาครู เพ่ือรตู ามความเปนจริงในชรา
และมรณะ ในความเกิดข้ึนของชราและมรณะ ในความดับของชรา
และมรณะ ในทางปฏบิ ัตินาํ ไปสกู ารดบั ของชราและมรณะ”๔๓

กัลยาณมิตรเปรียบเหมอื นกับคหบดีผูม่ังคงั่ และเปน ทเ่ี คารพของ
คนทัว่ ไป เหมอื นคนใจดมี ีความกรุณา เหมอื นบิดามารดาผูเปนท่ีรักยิ่ง
ยอ มทําใหโ ยคมี ุงมัน่ เหมอื นการลา มโซท าํ ใหช างมงุ งาน กัลยาณมิตรที่
บคุ คลอาศยั แลว ทํากุศลเปรยี บไดก บั ควาญชางฝกชางใหเดินถอยหลัง
และเดนิ ไปขางหนา เหมือนกับถนนหนทางท่ีดี ซึ่งบุคคลสามารถที่จะ
เทียมวัวเขากับแอกขับเกวียนไปได เหมือนกับนายแพทยสามารถ
รกั ษาโรคและขจัดความเจ็บปวยออกไปได เหมือนสายฝนตกลงมาจาก
สวรรคท ําใหทกุ ส่งิ ทุกอยา งชมุ ชืน้ ได เหมอื นมารดาถนอมบุตร เหมือน
บิดาแนะนําบุตรของตน เพราะฉะนน้ั สมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจาจึง

๔๓ สํ.น.ิ (บาล)ี ๑๖/๗๓/๑๒๖.,สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๗๓/๑๕๗.
๑๔๔


บทที่ ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน

ทรงแสดงแกพระอานนทวา “ความมีกัลยาณมิตรเปนทั้งหมดของ
พรหมจรรย” ๔๔ ดงั นั้น บุคคลพึงแสวงหาผูทรงคุณธรรมสูงและถือเอา
เปนกัลยาณมิตรแหง ตน

พระสัมมาสมั พทุ ธเจาตรสั คณุ สมบตั ขิ องกลั ยาณมิตร ๗ ประการ
ในทุติยมิตตสตู รวา “ภกิ ษทุ ้ังหลาย มิตรประกอบดวยองค ๗ ประการ
เปน ผูค วรคบ ควรเขาไปน่ังใกล แมถูกขบั ไลก ็ตาม คอื

ปโย ครุ ภาวนีโย วตฺตา จ วจนกฺขโม
คมภฺ รี ฺจ กถํ กตฺตา โน จฏาเน นโิ ยชโก.๔๕
เปน ทีร่ กั เปน ที่พอใจ เปน ท่เี คารพ เปน ที่ยกยอง
เปนผูกลาวสอน เปน ผอู ดทนตอ ถอยคาํ เปน ผพู ดู
ถอยคาํ ลึกซง้ึ ได ไมช กั นําในอฐานะ” ๔๖

ผูที่จะเปนอาจารย ซึ่งไดชื่อวาเปนกัลยามิตรของผูปฏิบัติสมถะ
และวปิ ส สนานี้ ตองประกอบดวยองค ๗ ประการ คอื

๑. ปโ ย เปน ที่รักเปน ที่พอใจ เพราะมีศีลบริสุทธิ์ มีลักษณะแหง
กัลยาณมติ ร ๘ ประการ คอื

๑) มศี รัทธา คอื เชื่อการตรัสรูของพระตถาคต เช่ือกรรมและ
ผลของกรรม

๒) มศี ลี คอื มีกาย วาจา เรียบรอ ยเปนท่เี คารพ นา เลือ่ มใส
๓) มสี ตุ ะ คือ กลาวถอ ยคาํ ที่ลึกซึ้งทส่ี มั ปยุตดว ยสัจจะ
และปฏิจจสมุปบาท

๔๔ ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๙/๑๕๓-๑๕๔.
๔๕ องฺ.สตฺตก. (บาลี) ๒๓/๓๗/๒๙.
๔๖ องฺ. สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗-๕๘.

๑๔๕


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบัตกิ รรมฐาน

๔) มีจาคะ คือ แบงปน ปรารถนานอย สันโดษ ชอบสงัด
ไมคลุกคลดี ว ยหมู

๕) มีความเพียร คือ ปรารภความเพียรในการปฏิบัติ เพื่อ
เกื้อกูลแกตนและผูอ น่ื

๖) มีสติ คอื มสี ติต้งั มน่ั
๗) มีสมาธิ คอื มจี ติ ตั้งมั่นไมฟ งุ ซาน
๘) มีปญญา คือ รอู ยางไมว ิปรติ ใชส ติพจิ ารณาคติแหงกุศล
ธรรมและอกุศลธรรม รูส่ิงที่เกื้อกูลและส่ิงที่ไมเก้ือกูลแหงสัตว
ท้งั หลายดวยปญญาตามความเปนจริง มีจิตเปนหนึ่งดวยสมาธิ
เวน ส่ิงทไี่ มเกื้อกลู ประกอบสิง่ ท่ีเกื้อกูลดวยความเพยี ร๔๗

๒. ครุ เปนที่เคารพ เพราะประกอบดวยคุณธรรม มีศีล สมาธิ
และการถอื ธุดงค

๓. ภาวนีโย เปนที่ยกยองสรรเสริญ เพราะมีจติ ใจเท่ียงธรรมไม
ลาํ เอยี งในบรรดาสหธรรมิกและศษิ ย

๔. วตฺตา เปนผูสามารถอบรมลูกศิษยใหดี ฉลาดในการใช
คาํ พูด๔๘

๕. วจนกฺขโม เปนผูยอมรบั คําตักเตอื นจากสหธรรมิก และลกู
ศษิ ย หมายถงึ ปฏบิ ัตติ ามโอวาทที่ทา นใหแลว ๔๙

๖. คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา เปนผูอธิบายถอยคําลึกซ้ึงได เปนผู
สามารถชี้แจงธรรมท่ีสุขุมลุมลึกในรูป-นาม ขันธ ๕ สัจจะ๔
ปฏิจจสมุปบาท ไตรลกั ษณ หมายถงึ เรอื่ งเก่ยี วกบั ฌาน วปิ ส สนา

๔๗ อง.ฺ สตฺตก.ฏกี า (บาล)ี ๓/๓๗-๔๓/๒๐๓.
๔๘ พระสัทธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ. เรอื่ งเดียวกัน, หนา ๔๒.
๔๙ องฺ.สตฺตก.อ. (บาลี) ๓/๓๗/๑๗๙.

๑๔๖


บทที่ ๓ ลําดับการปฏบิ ัติกรรมฐาน

มรรค ผล และนพิ พาน๕๐
๗. โน จฏาเน นิโยชโก ไมชักนํา ไมแนะนําไปในทางที่ไม

สมควร๕๑ หมายถึง ปองกันไมใหทําในสิ่งที่ไมเปนประโยชนเกื้อกูล
เปน เหตกุ อ ทกุ ข แตช กั ชวนใหทําสิง่ ทเี่ ปนประโยชนเก้อื กูล เปน เหตนุ ํา
สขุ มาให๕๒

คุณ ๗ ประการดังที่กลาวมาแลวน้ี ยอมมีคุณแกตนและแกผู
ปฏิบตั ติ ลอดทวั่ ไป ฉะนน้ั ถา หากผูทีเ่ ปนอาจารยข าดคุณ ๗ ประการนี้
ไปเพียงประการใดประการหนึ่งแลว จะเรียกวาเปนผูถึงพรอมดวย
กัลยาณมิตรท่ีแทน้ันยังไมได โดยเหตุนี้ ผูที่เปนอาจารย สมถะและ
วิปส สนาของผูป ฏิบตั ิท้งั หลายควรพยายามอบรม ตั้งตนไวใหสมบูรณ
ดวยคุณท้ัง ๗ ประการนี้ เพ่ือจะไดช่ือวาเปนกัลยาณมิตรที่ถูก ที่แท
สําหรับผูท่ีปฏิบัติสมถะ-วิปสสนาทั้งหลาย ก็ตองแสวงหาอาจารยท่ี
ประกอบดวยคณุ ธรรม ๗ ประการนี้ดว ยเชนกนั จึงจะไดรับประโยชน
จากการปฏบิ ตั ิน้อี ยา งสมบูรณ

พระสมั มาสมั พุทธเจาทรงเปน กลั ยาณมิตรตัวอยางสมบูรณดวย
คณุ สมบตั ทิ กุ ประการ ดงั มพี ระบาลีในทตุ ิยอัปปมาทสตู รวา

“ดกู อนอานนท ความเปนผูมีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เปน
พรหมจรรยท ง้ั หมดทเี ดยี ว พึงหวังขอนี้ไดว า จักเจริญอริยมรรคมี
องค ๘ ทําอริยมรรคมีองค ๘ใหมาก ดวยวา เหลาสัตวผูมีชาติ
(ความเกดิ )เปน ธรรมดา ยอมพนจากชาติ ผูมีชรา(ความแก)เปน

๕๐ อง.ฺ สตตฺ ก.อ. (บาล)ี ๓/๓๗/๑๗๙.
๕๑ พระสัทธมั มโชติกะ ธัมมาจรยิ ะ. เรื่องเดยี วกัน, หนา ๔๓.
๕๒ องฺ.สตตฺ ก.ฏกี า (บาลี) ๓/๓๗/๒๐๓.

๑๔๗


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

ธรรมดา ยอ มพนจากชรา ผมู ีมรณะ(ความตาย)เปน ธรรมดา ยอม
พนจากมรณะ ผูมโี สกะ(ความเศรา โศก)ปรเิ ทวะ(ความครํ่าครวญ)
ทกุ ข(ความทกุ ขกาย) โทมนสั (ความทุกขใจ) และอุปายาส(ความ
คบั แคนใจ)เปนธรรมดา ยอมพนจากโสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข โทมนัส
และอปุ ายาส เพราะอาศัยเราผูเปน มติ รดี”๕๓

๓.๑.๕ เสพสปั ปายะ ๗ และเวนอสัปปายะ ๗

สปั ปายะ หมายถงึ ส่งิ ที่สบาย สิ่งทเ่ี กอ้ื กูลทเี่ หมาะสมในการเจรญิ

ภาวนาใหไ ดผลดี ชวยใหสมาธิต้ังมั่น ไมเสื่อมถอย สวนอสัปปายะก็มี

ความหมายตรงกันขามกับสัปปายะ สถานท่ีปฏิบัติธรรมของโยคีเพื่อ

รักษาปฏิภาคนิมิตและทําอินทรียใหกลา จึงพึงเวนจากอสัปปายะ ๗

และพงึ ประกอบดวยสปั ปายะ ๗ ไดแ ก

๑) อาวาส หมายถึง ที่อยูท่ีพักอาศัยและสถานที่ปฏิบัติ มี ๒

อยาง ไดแก อาวาสอสัปปายะคือท่ีอยูที่อาศัยท่ีไมเหมาะสมแกการ

ปฏิบัติ และอาวาสสปั ปายะ คอื ท่ีอยูที่อาศัยที่เหมาะสมแกการปฏิบัติ ผู

ปฏิบตั คิ วรเลือกอยูในอาวาสสปั ปายะ ในคมั ภรี คมั ภีรวสิ ุทธิมรรค กลาว

วิหารท่ีประกอบดวยโทษ ๑๘ ประการ อยางใดอยางหนง่ึ ช่อื วา

วิหารไมเ หมาะสม มีพระบาลี วา

มหาวาสํ นวาวาสํ ชราวาสํ จ ปนถฺ นี

โสณฺฑึ ปณณฺ จฺ ปปุ ฺผจฺ ผลํ ปฏต เมว จ

นครํ ทารนุ า เขตฺตํ วสิ ภาเคน ปฏฏนํ

ปจจฺ นตฺ สีมาสปฺปายํ ยตถฺ มติ ฺโต น ลพฺภติ

๕๓ สํ.ส.(บาล)ี ๑๕/๑๒๙/๑๑๔-๑๑๖,สํ.ส.(ไทย)๑๕/๑๒๙/๑๕๓-๑๕๔.
๑๔๘


บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน

อฏ ารเสตานิ านานิ อติ ิ วิฺาย ปณฺฑิโต
อารกา ปริวชฺเชยฺย มคฺคํ ปฏิภยํ ยถาต.ิ ๕๔

๑. มหนฺตตฺตํ ความเปนวิหารใหญ

๒. นวตฺตํ ความเปน วิหารใหม (ยงั ไมเ สร็จ)

๓. ชิณณฺ กตฺตํ ความเปนวหิ ารเกา (ทรุดโทรมแลว)

๔. ปนถฺ สนนฺ ิสฺสติ ตตฺ ํ ความเปนวิหารติดทางเดิน

๕. โสณฑฺ ึ วหิ ารมตี ระพังน้ํา

๖. ปณฺณํ วหิ ารใกลแปลงผกั (คนเก็บผกั เสียงดงั )

๗. ปปุ ฺผํ วหิ ารมไี มด อก

๘. ผลํ วิหารมไี มผ ล

๙. ปฏนยี ตา ความเปน วหิ ารทค่ี นท้งั หลายมุงม่ัน

๑๐.นครสนฺนสิ ฺสิตตา ความเปน วหิ ารติดเมอื ง

๑๑.ทารุสนฺนิสฺสติ ตา ความเปนวหิ ารตดิ ปา ไม

๑๒. เขตตฺ สนฺนสิ สฺ ิตตา ความเปน วิหารตดิ ท่ีนา (อาบนา้ํ เสียงดงั )

๑๓. วสิ ภาคานํ ปุคคฺ ลานํ อตฺถิตา เปนวิหารมีบุคคลไมช อบกนั

๑๔. ปฏฏนสนนฺ ิสฺสิตตา ความเปนวิหารตดิ ทา เรอื ทา รถ

๑๕. ปจฺจนตฺ สนนฺ สิ ฺสิตตา ความเปนวหิ ารติดปลายแดน

๑๖. รชฺชสีมนฺตรสนฺนิสฺสิตตา ความเปน วหิ ารทตี่ ดิ พรมแดน

๑๗. อสปฺปายตา ความเปน วหิ ารไมเปนสปั ปายะ
๑๘. กลฺยาณมติ ตฺ านํ อลาโภ วิหารที่หากัลยาณมติ รไมได๕๕

๕๔ วิสทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๑๑๘.
๕๕ วสิ ทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๕๒/๑๒๘.

๑๔๙


บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏิบัตกิ รรมฐาน

๒) โคจรคาม หมายถึง หมูบานที่เที่ยวไปเพ่ือเขาไปบิณฑบาต
มี ๒ อยาง ไดแ ก โคจรอสัปปายะ คอื หมูบ า นหรอื ทองถิ่นท่ีไมเหมาะสม
เพื่อเขาไปบิณฑบาต และโคจรสัปปายะ คือหมูบานหรือทองถ่ินท่ี
เหมาะสมเพอ่ื เขาไปบณิ ฑบาต โยคีพงึ เลือกคามสัปปายะ

ในคัมภรี คัมภีรวิสทุ ธมิ รรค อธิบายวา หมูบ านหรือทอ งถ่นิ สาํ หรับ
ไปบณิ ฑบาตแหงใด มีอยูในทไ่ี มไ กลนกั ไมใ กลนักในระยะประมาณโก
สะกึ่ง ประมาณ ๑,๐๐๐ ชั่วคันธนูหรือ ๒ กิโลเมตร เปนเสนาสนะอยู
ทางทิศเหนือหรือทางทิศใต เปนที่มีภิกขาสมบรู ณหางาย หมูบานนั้น
นับเปน สัปปายะ

สถานทสี่ ะดวกแกการปฏบิ ัติ ประกอบดวยองค ๕ ประการ คือ
๑. เปนหนทางทไี่ ปมาสะดวกสบาย คือ ไมหางไกลนัก และไม
ใกลนักจากหมบู าน
๒. เปนสถานท่ีไมอึกทึก คือ กลางวันไมจอแจดวยผูคน
กลางคนื เงียบสงดั
๓. เปนสถานท่ีที่ไมมีแมลงวัน,ยุง, สัตวเล้ือยคลานมารบกวน
กัด, ตอ ย ไมกรา นลมและแดด
๔. เปน สถานท่ีท่ีบริบูรณดวยปจจัย ๔ คือ ผานุง ผาหม ที่พัก
อาศยั อาหาร ยารกั ษาโรค ซ่ึงผปู ฏิบตั ิแสวงหาไดโดยงา ย
๕. ในสถานท่ีน้ัน มีพระภิกษุผูเปนเถระ เปนพหูสูต มีความรู
อยา งกวา งขวาง มีการทองจําไวได ซึ่งพระสูตร พระอภิธรรม พระวินัย
และหัวขอในพระไตรปฎก พํานักอาศัยอยู ผูปฏิบัติพึงเขาไปหาตาม
กาลเวลาอันควร แลว ไตถ ามสอบสวนขอ ความเหลา น้ันวา บทนี้จะตอง
ทําความเขาใจอยางไร มีความหมายวากระไร ดังนี้ ทานเหลาน้ันจะ
เปดเผยขอ ล้ลี บั และขอธรรมทย่ี งั ไมกระจา งใหก ระจางและบรรเทาความ

๑๕๐


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏิบตั ิกรรมฐาน

สงสยั ในขอ ธรรมท่ีสุขุมลุมลึก ที่เปนเหตุใหเกิดความสงสัย อันทําใหผู
ปฏิบัติน้ันไดรับประโยชนอ นั ไพศาล

ถามลี ักษณะตรงกนั ขามกันนี้ นับเปน เสนาสนะอสปั ปายะ๕๖
๓) ภัสสะ หมายถึง การพูดคุยหรือถอยคํา มี ๒ อยาง ไดแก
ภัสสะอสัปปายะ คือ การพูดคุยหรือถอยคําท่ีไมเหมาะสมในระหวาง
ปฏิบัติและภัสสะสัปปายะ คือการพูดคุยหรือถอยคําที่เหมาะสมใน
ระหวางการปฏิบัติ โยคีพึงปฏิบัติตนเพื่อสํารวมอินทรียพูดนอยใน
ระหวา งการปฏิบัติธรรมเพ่อื สาํ รวมสมาธแิ ละปฏิภาคนิมติ
ในระหวางการปฏิบตั ธิ รรมศลี ตอ งบริสุทธ์ิ บุคคลพึงยังกศุ ลจิตให
เกิดทางทวาร ๖ แลวรักษาอินทรียสังวรศีล ดวยการปดก้ันมิใหเกิด
อกุศล มีสติกอใหเกิดกุศลจติ อยเู สมอในขณะประจวบกับอารมณ ๖๕๗
ในคมั ภรี คัมภีรว สิ ทุ ธมิ รรค กก็ ลาวอธิบายไววา การใชสติสํารวม
อินทรียเพื่อไมใหเกิดกิเลสในขณะท่ีวิญญาณ ๖ รับรูอารมณ ๖ เพ่ือ
ความกาวหนาในการปฏิบัติธรรม ดังน้ัน การสํารวมวาจาพูดนอย ไม
กลาวติรัจฉานกถา ๓๒ อันเปนเรื่องขัดมรรคผลเปนไปเพ่ืออันตรธาน
เสยี แหง นิมติ ของผปู ฏบิ ัติ หรอื วคิ คาหิกกถา ทเ่ี ปนถอยคําท่ีแกง แยง กัน
ทําลายความดีงามและความเจริญของตน พรอมท้ังทําลายความ
สามคั คีของหมูค ณะอกี ดวย ช่ือวา อสัปปายะ แมก ถาวตั ถุ ๑๐ ซึ่งเปน
ถอยคําที่ไมขัดกันกับมรรค ผล นิพพาน ชื่อวา ภัสสสัปปายะ ก็ควร

๕๖ วสิ ุทฺธิ .(บาลี) ๑/๕๙/๑๓๘.
๕๗พระโสภณมหาเถระ, วปิ ส สนานัย เลม ๑,พระพรหมโมลี (สมศักดิ์
อุปสโม)ตรวจชาํ ระ, พระคันธสาราภิวงศ เรยี บเรียง,๒๕๔๘)., หนา ๒๐.

๑๕๑


บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

กลา วพอประมาณ เพ่อื สํารวมสมาธแิ ละปฏิภาคนิมิต๕๘ ทั้งติรัจฉานกถา
๓๒ วิคคาหกิ กถา๕๙ และกถาวตั ถุ ๑๐๖๐

๔) บุคคล หมายถึง บุคคลท่ีอยูรวมกันหรือมีการสนทนา
ปราศรัยกัน มี ๒ อยาง ไดแก ปุคคลอสัปปายะ คือบุคคลท่ีไมสมควร
เขาไปสนทนาปราศรัยในขณะกาํ ลงั ปฏิบตั ิดวย และปุคคลสัปปายะ คือ
บคุ คลท่สี มควรเขาไปสนทนาปราศรยั ในขณะกําลังปฏบิ ตั ิ โยคีพึงเลอื ก
คบปุคคลสัปปายะเพ่ือความต้ังม่ันแหงจติ ของตนในขณะกําลังปฏบิ ตั ิ

ในคัมภีรคัมภีรวิสุทธิมรรค อธิบายไววา ปุคคลอสัปปายะ คือ
บุคคลท่ีไมสมควรเขาไปสนทนาปราศรัยในขณะท่ีกําลังปฏิบัติอยูนั้น
ไดแก บุคคลผูมากไปดวยการทํากายใหมั่นคง ชอบบํารุงประคบประ
หงมตบแตงรางกาย (กายทฬฺหีพหุโล) มีปกติพูดติรัจฉานกถา ๓๒
(ติรจฺฉานกถิโก) เปนอสัปปายะ เพราะวาเขามีแตจะทําใหเธอเศรา
หมอง ดุจนํ้าโคลนทําน้ําใสใหขุนไป ฉะนั้น และเพราะอาศัยบุคคล
เชนนน้ั สมาบัติยอ มเสอ่ื ม ดุจสมาบัตขิ องภิกษหุ นมุ ผอู ยู ณ โกฏิบรรพต
วิหาร เสื่อมเพราะอาศัยบุคคลเชนนั้น สวนปุคคลสัปปายะ บุคคลท่ี
สมควรเขาไปสนทนาปราศรยั ในขณะท่กี าํ ลังปฏิบตั อิ ยนู น้ั ไดแก บุคคล
ทเ่ี ปนผไู มพูดติรจั ฉานกถา ถึงพรอ มดว ยสีลคณุ สมาธคิ ุณ ปญญาธิคุณ
ซ่ึงโยคีไดอาศัยแลวเปนเหตุทําใหจิตท่ียังไมเปนสมาธิ ยอมเปนสมาธิ
หรือจติ ที่เปน สมาธแิ ลวจะตัง้ ม่ันยง่ิ ข้นึ เกิดความสงบเยอื กเยน็ ผอ งใสได
โดยแท

๕๘ วสิ ุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๕๙/๑๓๘ .
๕๙ ดใู น องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๖๙/๑๕๑-๑๕๒.,สํ.ม. (ไทย)๑๙/๑๐๗๙/๕๘๙.
๖๐ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี สี. (ไทย) ๙/๑๘/๗, ท.ี สี.อ. (บาลี) ๑๗/๘๔.

๑๕๒


บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏิบัติกรรมฐาน

๕) โภชนะ หมายถึง อาหารและเคร่ืองบริโภค ในระหวางกําลัง
ปฏบิ ตั ธิ รรม มี ๒ อยาง ไดแก โภชนอสัปปายะ คือ อาหารและเคร่ือง
บริโภคที่เปนทไ่ี มถ กู ใจไมพ อใจ ไมถ ูกกับรา งกาย ไมเก้ือกูลตอสุขภาพ
ฉันยาก ไมสมควรแกการบริโภคของโยคี และโภชนสัปปายะ คือ
อาหารและเครื่องบรโิ ภคท่ถี กู ใจพอใจ ถูกกบั รา งกาย เก้ือกูลตอสุขภาพ
ฉันไมยาก เปนท่ีสมควรแกการบริโภคของโยคี เพราะมีสวนชวย
สงเสริมสนบั สนนุ หรอื บนั่ ทอนสภาพจติ ใจ

ในคมั ภรี ค ัมภรี วิสทุ ธิมรรค อธบิ ายไวว า อาหารท่ไี มส มควรและที่
สมควรแกการบริโภค ในระหวางกําลงั ปฏิบัติธรรม โยคีบุคคลบางทาน
ไดรับประทานอาหารที่มีรสหวานแลวก็ไมถูกปาก ไมมีความชุมชื่น
ผาสุกใจ จิตใจไมมั่นคง แตเม่ือไดอาหารรสเปร้ียวแลว ก็รูสึกชุมช่ืน
ผาสุกใจทาํ ใหจิตใจม่ันคงถาวรยิ่งข้ึน ฉะนั้น อาหารที่มีรสหวานน้ันจึง
เปน อสัปปายะ สวนอาหารท่ีมีรสเปรี้ยวเปน สัปปายะแกโยคีนั้น บาง
ทา นเมือ่ ไดร ับประทานอาหารท่ีมีรสเปรี้ยวแลวก็ไมถูกปาก ไมมีความ
ชมุ ช่นื ผาสกุ ใจ จิตใจไมมน่ั คง แตเ ม่อื ไดอาหารรสหวานแลว กร็ ูสึกชุม
ช่นื ผาสกุ ใจ ทําใหจติ ใจมน่ั คงถาวรยง่ิ ขึ้น ฉะน้ัน อาหารที่มีรสเปร้ยี วนั้น
จึงเปนอสัปปายะ สวนอาหารท่ีมีรสหวานเปนสัปปายะแกโยคีน้ัน
สําหรับรสเค็ม ขม เผ็ด ฝาด ๔ อยา งนี้ ไมไดกลาวโดยเฉพาะๆ น้ัน ก็
เพราะรสเหลานี้เพียงแตเ ปน เคร่ืองปรุงใหร สท้งั สองน้ันดีขึน้ ดังนั้น เมื่อ
ยกรสหวานและเปรี้ยวขึ้นมาแลว ก็เปนอันวาไดกลาวถึงรส ๔ อยางน้ี
ตามสมควรไป

๖) ฤดู หมายถึง ดินฟาอากาศธรรมชาติแวดลอม มี ๒ อยาง
ไดแก อุตุอสัปปายะ คือสภาวะดินฟาอากาศธรรมชาติแวดลอมท่ีไม
เหมาะสม เชน หนาวเกินไป รอนเกินไป เปนตนและอุตุสัปปายะ คือ

๑๕๓


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

สภาวะดินฟา อากาศธรรมชาติแวดลอมทเ่ี หมาะสม เชน ไมหนาวเกินไป
ไมรอนเกนิ ไป เปน ตน โยคีพึงเลอื กอยูใ นธรรมชาติดินฟาอากาศที่ทํา
ใหจติ ใจของตนแจมใสม่ันคงเออื้ อาํ นวยแกการปฏบิ ตั ธิ รรมของตน

ในคัมภีรคัมภีรวิสุทธิมรรคอธิบายไววา อากาศท่ีไมสบายและ
สบายในขณะปฏบิ ัติธรรมอยูน้ัน โยคบี างทา นเม่อื ไดรบั อากาศรอนแลว
ก็รูสึกไมคอยจะสบาย จิตใจท่ียัง ไมแจมใส ไมมั่นคง ก็กลับ
กระสับกระสายขุนหมองยิ่งขึ้น จิตใจท่ีสงบระงับแจมใสต้ังมั่นแลว ก็
กลบั หงดุ หงดิ ฟงุ ซานขนึ้ มา แตถ าไดร ับอากาศเย็นก็รูสึกสบาย จิตใจท่ี
ยงั ไมแ จมใส ไมต ง้ั มั่น กก็ ลับแจม ใสตั้งม่ันขึ้น จิตใจท่ีสงบระงับแจมใส
ต้ังม่นั แลว กถ็ าวรยิ่งๆ ขน้ึ ไป ฉะนั้น อากาศรอนจึงเปนอสัปปายะ สวน
อากาศเย็นเปน สปั ปายะแกโ ยคีบคุ คลนน้ั โยคบี างทานไดรับอากาศเย็น
แลว ก็รูสึกไมคอยจะสบาย จิตใจที่ยังไมแจมใส ไมม่ันคง ก็กลับ
กระสับกระสา ยขุนหมองยิง่ ข้นึ จติ ใจทสี่ งบระงับแจมใสต้งั มน่ั แลว กก็ ลับ
หงุดหงิดฟงุ ซานข้นึ มา แตถ า ไดร บั อากาศรอ นก็รูสกึ สบาย จติ ใจทีย่ ังไม
แจม ใส ไมต ัง้ มั่นก็กลับแจม ใสต้งั ม่นั ขึน้ จิตใจที่สงบระงับแจมใสต้ังมน่ั
แลว กถ็ าวรยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนัน้ อากาศเยน็ จงึ เปน อสปั ปายะ สว นอากาศ
รอ นเปนสปั ปายะแกโ ยคีบุคคลน้ัน

๗) อิริยาบถ หมายถึง อาการหรือการเคลื่อนไหวอยูในกิริยา
ทาทางอยางใดอยางหนึ่ง มี ๒ อยาง ไดแก อิริยาปถอสัปปายะ คือ
อาการหรือการเคล่ือนไหวในกิริยาทาทางที่ปฏิบัติแลวไมถูกใจมีการ
เคล่ือนไหวท่ีไมพอดี และอิริยาปถสัปปายะ คือ อาการหรือการ
เคลื่อนไหวในกิริยาทาทางท่ีปฏบิ ัตแิ ลว ถูกใจจนมีการเคล่ือนไหวที่พอดี
โยคพี ึงเลือกอยูในอิริยาบถท่ีเกิดความสบายกายสบายใจ นิวรณจะได
ไมเ กิด

๑๕๔


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน

ในคมั ภรี คมั ภีรวสิ ทุ ธิมรรค อธบิ ายไววา ในอิริยาบถ ๔ อยางน้ัน
โยคบี างทานเมื่อทาํ การปฏิบัติอยูในอิริยาบถนอนแลว ก็ทําใหรูสึกงวง
เหงาหาวนอน ไมคอยไดรับผลดี ถาทําการปฏิบัติในอิริยาบถอื่นๆ ก็
รูส กึ วามคี วามสบายกาย สบายใจ ท้ังไดรับผลดีโดยไมมีนิวรณเกิดขึ้น
กวนใจ บางทานก็ไมไ ดร ับผลดแี ตป ระการใดในอิริยาบถน่ัง ยนื เดนิ แต
กลับไดรับผลดีในอิริยาบถนอน บางทานเมื่อทําการปฏิบัติอยูใน
อิริยาบถนั่ง ยืน เดิน แลวรูสึกไมสบายกายไมสบายใจ ไมคอยไดรับ
ผลดี ถา ทําการปฏบิ ตั อิ ยใู นอริ ิยาบถเดินกบั นอน ก็รูสึกวามีความสบาย
กายสบายใจ ท้ังไดรบั ผลดีดว ย บางทา นกไ็ มไดรับผลดแี ตป ระการใดใน
อิรยิ าบถเดิน นอน แตกลับไดรับผลดีใน อิริยาบถน่ัง ยืน บางทานเม่ือ
ทําการปฏิบัติอยูในอิริยาบถเดิน แลวรูสึกไมสบายกายไมสบายใจ ไม
คอยจะไดรับผลดี ถาทําการปฏิบัติในอิริยาบถอ่ืนๆ ก็รูสึกวามีความ
สบายกายสบายใจ ท้ังไดรับผลดโี ดยไมมนี วิ รณเ กดิ ขึน้ กวนใจ บางทาน
ก็ไมไดร ับผลดีแตประการใดในอริ ิยาบถนง่ั ยืน นอน แตกลับไดรับผลดี
ในอิรยิ าบถเดิน ฉะนั้น อริ ิยาบถใดไดร ับผลดี คือ ทําใหจติ ใจแจม ใสสงบ
ระงับดับเสียซึ่งนิวรณ อิริยาบถนั้นจัดเปนสัปปายะแกโยคีบุคคลน้ัน
เหตุนน้ั พึงทดลองดใู นอิรยิ าบถนั้นๆ อยอู ยางละ ๓ วนั เชนเดยี วกนั กบั
ทําการทดลองในอาวาส๖๑

๓.๑.๖ เลอื กสงิ่ แวดลอมท่ีเหมาะแกจ รติ
ผูปฏิบัติจะตองรูจักเลือกสถานที่และส่ิงแวดลอมท่ีสนับสนุนแก
การปฏิบัติของตนใหดีเทาท่ีจะทําได เมื่อรูจักเลือกสิ่งแวดลอมไดดี ก็

๖๑ วิสทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๕๒/๑๓๐
๑๕๕


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน

จาํ เปนจะตอ งรูจ ักตวั เองใหด ีเสียกอน วา ตนเปนอยางไร เขากันไดหรือ
เขา กนั ไมไดกับสิ่งใด โดยธรรมชาตจิ าํ เปน ท่ผี ปู ฏบิ ัตจิ ะตองรจู ักอิทธิพล
ของธรรมชาติภายนอก ซ่ึงเปนส่ิงแวดลอม และรูจักธรรมชาติภายใน
คือจริตนิสัยของตนเอง วามันจะขัดกันหรือจะเขากันไดอยางไรและ
เพียงไรเสียกอน ธรรมชาติภายในของตน ในที่นี้เรียกสั้นๆ วา “จริต”
หมายถึงสง่ิ ทจี่ ิตเคยประพฤตมิ าจนเคยชิน มพี ระบาลวี า

อิริยาปถโต กิจจฺ า โภชนา ทสฺสนาทิโต
ธมมฺ ปฺปวตฺติโต เจว จริยาโย วิภาวเยติ.๖๒

บณั ฑติ พงึ ทราบจรติ ตา งๆ โดยอาศยั อิริยาบถ คือ
การเดิน ยืน นั่ง นอน โดยอาศัยกิจ คือการงานท่ี
กระทําอยูเสมอ โดยอาศยั โภชนะคืออาหารท่ีบรโิ ภค
โดยอาศัยทัสสนะเปนตน คือการดู การฟง การดม
การกิน การลูบไลแตงตัว โดยอาศัยธัมมปวัตติ คือ
ความประพฤติดหี รือเลว รวมเปน ๕ ประการ
คัมภีรวิสุทธิมรรค จําแนกจริตของมนุษยไว ๖ ประการ๖๓ คือ
ราคจรติ โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริตและจําแนก
กรรมฐานท่ีเหมาะแกจริตวา “อานาปานสติกรรมฐานขอเดียวเทาน้ัน
เหมาะสมแกค นโมหจริต และคนวติ กจริต”๖๔

๖๒ วสิ ทุ ธ.ิ (บาลี) ๑/๑๐๑.
๖๓ ดูรายละเอยี ดใน วิสุทธฺ .ิ (บาลี) ๑/๑๐๙.
๖๔ ดรู ายละเอียดใน วิสุทฺธ.ิ (บาลี) ๑/๑๑๘.

๑๕๖


บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน

ก. ลกั ษณะของผทู หี่ นักในโมหจริต
๑. ถนี ํ หดหู
๒. มิทฺธํ เคลบิ เคลิม้
๓. อทุ ฺธจจฺ ํ ฟุงซาน
๔. กุกกฺ ุจจํ รําคาญ
๕. วิจกิ ิจฺฉา เคลือบแคลง
๖. อาทานคคฺ าหิตา ถือมน่ั ในส่งิ ทย่ี ดึ ถอื ถืองมงาย
๗. ทปุ ปฺ ฏนิ ิสฺสคคฺ ิตา สละสง่ิ ทยี่ ดึ ถอื (เชน อปุ าทาน)ไดย าก๖๕

ข. ลกั ษณะของผทู ่หี นักในวติ กจริต
๑. ภสสฺ พหุลตา พูดมาก
๒. คณารามตา ยินดคี ลกุ คลใี นหมูคณะ
๓. กุสลานโุ ยเค อรติ ไมยินดีในการประกอบกุสล
๔. อนวฏฐิกจิ ฺจตา มกี จิ ไมม ่นั คง จับจด
๕. รตฺตธิ มู ายนา กลางคืนเปนควนั
๖. ทิวาปชฺชลนา กลางวนั เปนเปลว
๗. หรุ าหรุ ํ ธาวนา คดิ พลานไปตา ง ๆ นานา๖๖

๖๕ วิสทุ ฺธิ. (บาลี) ๑/๔๗/๑๒๓.
๖๖ วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๔๕/๑๑๕

๑๕๗


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

แผนภาพที่ ๔ แสดงลักษณะของบุคคลโมหจริต และวติ กจรติ ๖๗ ดงั นี้

จรติ อริ ิยาบถ กิจจะ โภชนะ ทสั สนะ ธมั มปวตั ติ

โมหะ เชื่องๆ ซึมๆ งานหยาบ ไมเ ลือกอาหาร เฉยๆ เหน็ ดีก็วา งว งเหงาหาวนอน นา
เหมอๆ ไมถ่ถี วน
ลอยๆ คัง่ คาง มูมมาม ดีดว ย เห็นไมดกี ็ ราํ คาญ ลังเลสงสัย
งวั เงยี เอาดีไมไ ด
ไมดตี าม ปราศจากเหตุผล
วิตก เช่อื งๆ ซึมๆ งานหยาบ
เหมอๆ ไมถถ่ี วน ส่งั สอนใหเห็นถกู ได
ลอยๆ คงั่ คา ง
งัวเงยี เอาดีไมได ยาก

ไมเลอื กอาหาร เฉยๆ พดู พรํา่ ชอบคลกุ คลี

มมู มาม เหน็ ดีกว็ า ดีดว ย กบั หมู ไมยนิ ดที ําบญุ

เหน็ ไมดีก็ไมด ี ชอบพลกุ พลา น สรา ง

ตาม วมิ านในอากาศแลวทาํ

ไป เจาความคดิ

แผนภาพที่ ๕ แสดงตารางธรรมเปนที่สบายของโมหจริต และ
วิตกจริต๖๘ พอสรปุ เปน ตารางได ดังนี้

จรติ เสนาสนะ ผา นุง บาตร ทางโคจร หมบู า น อาหาร อริ ยิ า กรรม
หม บถ ฐาน

โมหะ หันหนา ประณีต เหล็ก ไมใ กล โดย สตี อ งตา เดิน อานาปาน

สูท่ีโลง เบา ทรงดี ไมไกล เคารพ กลนิ่ สติ

สวาง ยอมดี สี สมํา่ เสมอ ดว ยมือ หอม

สะอาด สะอาด เจรญิ ใจ รสเลศิ

วิตก ซอกเขา ขาด ดนิ สี หา งไกล ทาํ เปน เลว ยืน อานาปาน

ปากาํ บัง แหวง ไมง าม ขรุขระ ไมเห็น สีไมด ี เดิน สติ

เสนดา ย ทรงไม ไมดแู ล พอให

สับสน ดี เตม็ ทอ ง

๖๗ ดรู ายละเอียดใน วิสทุ ธฺ ิ. (บาลี) ๑/๔๕/๑๑๕.
๖๘ ดูรายละเอยี ดใน วิสุทฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๔๗/๑๒๓.

๑๕๘


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

ค. จริตของผปู ฏบิ ตั วิ ปิ ส สนา

การเจริญอานาปานสติภาวนานี้เปนการเจริญภาวนาชนิดพิเศษ
เจริญไดท้ังสมถะและวิปสสนาตอเน่ืองกันไปไดถึงมรรค ผล นิพพาน
คอื ถา เจรญิ อานาปานติภาวนาครบท้ัง ๑๖ ข้ันแลวก็เปนการเจริญสติ
ปฏฐาน ๔ น้ันเอง คัมภีรอรรถกถากลา วจริตของผูเจริญวิปสสนา หรือ
สติปฏ ฐาน ๔ วามี ๒ จริต คอื ตณั หาจริตกับทิฏฐิจริต ในจริตท้ัง ๒ นี้
แยกยอยออกไปอีกอยางละ ๒ คือ ตัณหาจริตท่ีมีปญญาออน กับ
ตัณหาจรติ ทม่ี ีปญญากลา และทฏิ ฐิจริตที่มีปญญาออนกับทิฏฐิจริตที่มี
ปญญากลา๖๙ ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก มีอธิบาย
ประเภทบคุ คลทเี่ หมาะกบั สติปฏฐาน ๔ ไววา บุคคลผูเจริญสมถะและ
วปิ ส สนา แบง เปน ๒ อยาง คือ มันทบุคคล บุคคลที่มีปญญาออน และ
ตกิ ขบุคคล บุคคลท่ีมีปญญากลา แบง ใหละเอียดมีถึง ๔ จาํ พวก คอื

(๑) ตัณหาจริตบคุ คล
- ทม่ี ีปญ ญาออน ควรเจริญกายานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะเปน
ผลดี เพราะเปนของหยาบ เห็นไดงาย และเหมาะกับอัธยาศัยของ
บุคคลพวกนี้
- ทม่ี ีปญ ญากลา ควรเจริญเวทนานปุ ส สนาสติปฏ ฐาน จึงจะเปน
ผลดี เพราะเปนกรรมฐานละเอยี ด คนมปี ญ ญากลา สามารถเห็นไดงาย
และเหมาะกับอธั ยาศยั ของบคุ คลพวกน้ี

(๒) ทฏิ ฐจิ รติ บุคคล
- ทมี่ ปี ญญาออ น ควรเจรญิ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏฐานจึงจะเปน

๖๙ ที.ม.อ. (บาลี) ๒/๓๗๓/๓๖๙ , ม.มู.อ. (บาล)ี ๑/๑๐๖/๒๕๔.
๑๕๙


บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

ผลดี เพราะไมหยาบ ไมล ะเอยี ดเกนิ ไป เหมาะกับอัธยาศัยของบุคคล
พวกน้ี

- ท่ีมีปญญากลา ควรเจริญธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะ
ไดผลดเี พราะเปน กรรมฐานละเอียด คนมีปญญากลาสามารถเห็นได
งา ย และเหมาะกบั อธั ยาศัยของบุคคลพวกนี้

(๓) สมถยานกิ บุคคล
- ท่ีมีปญญาออน ควรเจริญกายานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะ
ไดผลดี เพราะมนี มิ ิตพงึ ถึงไดโดยไมย ากนกั
- ที่มีปญญากลา ควรเจริญเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะ
ไดผ ลดี เพราะไมต ้งั อยูในอารมณหยาบ และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของ
บุคคลพวกนี้

(๔) วิปสสนายานิกบุคคล
- ท่ีมีปญญาออน ควรเจริญจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะ
ไดผลดี เพราะไมหยาบ ไมละเอียดเกินไป เหมาะกับอัธยาศัยของ
บคุ คลพวกนี้
- ท่ีมีปญญากลา ควรเจริญธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน จึงจะ
ไดผลดี เพราะเปนกรรมฐานละเอียดมาก และเหมาะกับอัธยาศัยของ
บคุ คลพวกนี้๗๐

๗๐ ดรู ายละเอียดใน ม.มู.อ. (บาลี) ๑๒/๖๕๙.
๑๖๐


บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

แผนภาพที่ ๖ แสดงประเภทบุคคลทเี่ หมาะกับสตปิ ฏฐาน๔

ตัณหา ทิฏฐิ

กายานุปสสนาสตปิ ฏฐาน ปญ ญาออน จติ ตานุปสสนาสตปิ ฏฐาน

เวทนานุปส สนาสติปฏ ฐาน ปญญากลา ธมั มานุปสสนาสตปิ ฏฐาน

สมถะ วปิ ส สนา

๓.๑.๗ การถอื กรรมฐาน

คัมภีรคัมภีรวิสุทธิมรรค๗๑อธิบายไววา พระโยคีพึงเขาไปหา
กัลยาณมิตรผูใหกรรมฐาน แลวมอบตนตอพระรัตนตรัยและพระ
อาจารย บาํ เพ็ญตนใหเ ปน ผมู อี ชั ฌาสัยอันถงึ พรอม และมีความต้ังใจอนั
ถึงพรอมแลว จงึ ขอบทพระกรรมฐาน

ก. มอบตวั แดพ ระรัตนตรยั กลา ววา
อิมาหํ ภควา อตตฺ ภาวํ ตมุ หฺ ากํ ปริจฺจชามิ.
“ขา แตพระผูมีพระภาคเจา ขาพระพุทธเจา ขอสละอัตภาพน้ีแด
พระผมู ีพระภาคเจา"
ถาหากไมมอบตวั ครนั้ เม่อื อารมณท น่ี าหวาดกลัวมาประจนั เขา

๗๑ ดรู ายละเอียดใน วิสทุ ธฺ .ิ (บาลี) ๑/๑๒๔.
๑๖๑


บทที่ ๓ ลําดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

ไมอ าจตานทานอยูได ก็จะพึงแลนกลับไปคลุกคลีอยูกับหมูคณะ เปนผู
คลุกคลีกับคฤหัสถ เขาก็จะถึงความแสวงหาไมสมควรจนเกิดความ
เสื่อมเสียไป แตเมื่อเธอไดมอบกายถวายชีวิตตอพระรัตนตรัยแลว
คร้ันเม่ืออารมณนาหวาดกลัวมาประจันเขา ความกลัวก็ไมเกิดข้ึน ท้ัง
เมอ่ื เธอพิจารณาเหน็ ดว ยการเตอื นตนวา แนะพอบณั ฑิต พอไดมอบตัว
แดพ ระพทุ ธเจาเมือ่ วนั กอ นนี้เองมิใชห รอื ดงั น้ี ความดีใจความอาจหาญ
แกลวกลา จะเกดิ ข้ึนเสยี อีก เหมือนอยางวา ผา กาสีราคาแพงของบุรุษผู
หนง่ึ เมอ่ื ผานนั้ ถูกหนูก็ดี แมลงก็ดีกัด ความเสียใจจะเกิดขึ้นแกบ รุ ษุ น้ัน
แตถาเขาพึงถวายผานั้นแกภิกษุผูไมมีจีวร ความดีใจจะพึงเกิดข้ึนแก
เขา แมต อ งเห็นผา ผนื นั้นถกู ตัด ทาํ ใหเ ปนขัณฑนอยขัณฑใหญอยูดวย
ซา้ํ อุปมาฉนั ใด อปุ มัยนี้กพ็ งึ ทราบฉันน้นั

ข. มอบตวั แดพ ระอาจารย พึงกลา ววา
อิมาหํ ภนฺเต อตฺตภาวํ ตมุ หฺ ากํ ปรจิ จฺ ชาม.ิ
“ขา แตพ ระอาจารยผเู จรญิ ขา พเจา ขอสละอัตภาพนแี้ ดทาน”
ถา ภกิ ษุผูไ มม อบอัตภาพอยา งนี้ จะเปน ผทู ีอ่ าจารยตักเตอื นไมได
วา ยากสอนยาก ทาํ ตามใจชอบ ยงั มไิ ดลาอาจารยก ็ไปเสียแลว อาจารย
จะไมสงเคราะหเธอผูน้ันดวยความตั้งใจ ทั้งจะไมใหเธอไดศึกษา
ขอความท่ีลึกซ้ึง ภิกษุนั้นเมื่อไมไดรับความสงเคราะห ๒ ประการน้ี
ช่ือวาไมไดที่พึงในพระศาสนา ไมชาก็จะถึงซ่ึงความทุศีลหรือเปน
คฤหัสถไป แตภิกษุผูท่ีไดมอบอัตภาพแดอาจารยแลว จะไมเปนผูที่
อาจารยปรามไมได ไมเปนผไู ปตามชอบใจ เปนผวู างา ย เคารพอาจารย
อยูเสมอ เม่ือเธอไดรับความสงเคราะหทั้ง ๒ ประการจากอาจารย
ยอมจะถงึ ความเจริญงอกงามไพบลู ยในพระศาสนา

๑๖๒


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

การมอบตวั ถือกรรมฐานน้ี เปน อบุ ายวิธีสรางความรูสึกใหปฏิบัติ
อยางจรงิ จังเด็ดเดี่ยว ชวยทําลายความหวาดกลัว ทําใหวางาย ทําให
ความรสู ึกระหวางอาจารยกับผูปฎิบัติถึงกัน และเปดโอกาสใหอาจารย
สอนและชว ยในการฝก ไดอยางเต็มที่ พรอมนั้นพึงทําพื้นใจของตนให
ประกอบดว ย อโลภะ อโทสะ อโมหะ เนกขัมมะ ความใฝสงัดและความ
รอดพน กับท้ังทาํ จติ ใหโ นมนอ มไปในสมาธิและนิพพาน

ฝา ยพระอาจารย ถารูจิตใจศิษยไดก็กําหนดจริยาดวยญาณนั้น
ถามิฉะน้ันก็สอบถามใหรูเชนวา เธอเปนพวกจริตใด ลักษณะอาการ
ความรูสกึ นกึ คดิ ของเธอสวนมากเปนอยางไร เธอนึกถึงพิจารณาอะไร
เปน ทสี่ บาย ใจเธอนอมไปในกรรฐานไหน เปนตน แลวบอกกรรมฐาน
ที่เหมาะกับจริยาของเขานั้น ช้ีแจงใหรูวา จะเร่ิมตนปฏิบัติทําอยางไร
วิธีกําหนดและเจริญทําอยางไร นิมิตเปนอยางไร สมาธิมีข้ันตอน
อยา งไร วธิ รี ักษาและทาํ สมาธิใหมกี ําลังมากข้นึ ทําอยางไรเปนตน

๓.๑.๘ หลกั การปฏิบตั ติ น

ก. หลักการเกื้อหนุนการบรรลธุ รรม
การปฏิบัติธรรม บริบูรณตอเมื่อบรรลุถึงวิชชาและวิมุตติ๗๒
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสความเขาถึงความบริบูรณแหงวิชชา
และวิมุตติ วาไดแกหลักปจจยโยนิโสมนสิการ๗๓ มีเหตุผลเรียงลําดับ
ดังนี้

๗๒ หมายถงึ ผลญาณและสัมปยตุ ตธรรมทีเ่ หลอื ดูใน องฺ.ทสก.อ. (บาล)ี ๓/
๖๑-๖๒/๓๕๒.

๗๓ องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๖๑-๖๒/๑๓๔-๑๔๐.
๑๖๓


บทที่ ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน

๑. การคบสัตบรุ ุษท่ีบริบูรณ ยอมทําใหก ารฟงสทั ธรรมบริบรู ณ
๒. การฟงสัทธรรมท่บี ริบรู ณ ยอมทาํ ใหศ รัทธาบริบูรณ
๓. ศรัทธาท่ีบริบูรณ ยอมทําใหการมนสิการโดยแยบคาย
บริบรู ณ
๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ ยอมทําใหสติ และ
สัมปชญั ญะบรบิ ูรณ
๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ ยอมทําใหความสํารวมอินทรีย
บรบิ ูรณ
๖. ความสํารวมอินทรียทบ่ี รบิ ูรณ ยอ มทําใหสจุ ริต ๓ บริบรู ณ
๗. สุจริต ๓ ทบ่ี ริบรู ณ ยอ มทําใหสตปิ ฏ ฐาน ๔ บรบิ ูรณ
๘. สติปฏ ฐาน ๔ ท่ีบริบรู ณ ยอมทาํ ใหโ พชฌงค ๗ บริบูรณ
๙. โพชฌงค ๗ ทีบ่ ริบรู ณ ยอ มทาํ ใหว ิชชาและวิมุตติบริบรู ณ
๑๐.วชิ ชาและวมิ ตุ ติน้ี เกดิ ไดอ ยางนี้ และบริบูรณไ ดอยางนี้

ข. องคแหง การบรรลุโสดาบัน ๔ ประการ๗๔
๑. สปั ปรุ สิ สังเสวะ การคบหาสัตบรุ ุษ ผสู ามารถแนะนําในการ

ปฏิบตั ิ ซง่ึ ไดแ ก วปิ ส สนาจารย
๒. สัทธัมมสั สวนะ การฟงพระสทั ธรรมบรรยายหลกั การปฏิบัติ

วิปส สนาเพือ่ ใหเกิดวิปส สนาญาณ
๓. โยนิโสมนสิการ การมนสกิ ารโดยแยบคาย
๔. ธัมมานุธัมมปฏปิ ต ติ การปฏิบัตธิ รรมสมควรแกธรรม

๗๔ ท.ี ป. (ไทย) ๑๑/๓๑๑/๒๘๖, ดูเทียบ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๒๔๘/๓๖๘.
๑๖๔


บทที่ ๓ ลําดับการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

๓.๒ ธรรมทต่ี องศึกษากอนปฏบิ ัติกรรมฐาน

๓.๒.๑ อันตรายกิ ธรรม
อนั ตราย ๕ อยางตอ การบรรลมุ รรค ผล นิพพาน คือ
๑) กัมมันตราย อันตรายคือกรรม หมายถึง มาตุฆาตกะ(ฆา
มารดา) ปต ุฆาตกะ(ฆาบิดา) อรหันตฆาตกะ(ฆาพระอรหันต) โลหิตุป
ปาทกะ(ทําใหพ ระพุทธเจาทรงหอพระโลหิต)และสังฆเภทกะ (ทําลาย
สงฆใหแตกแยกกัน) เปนกรรมท่ีขัดขวางการไปสูสวรรคและบรรลุ
นิพพาน สวนกรรมอีกประเภทหนงึ่ คอื ประทษุ รา ยนางภกิ ษุณขี ัดขวาง
เฉพาะการบรรลุมรรค
๒) กเิ ลสนั ตราย อันตรายคอื มิจฉาทิฏฐิ ๓ ประการ คือ

๒.๑ อกิริยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดวาไมมีบุญบาป ไม
สง ผลเปน คุณหรอื โทษ (ปฏิเสธทั้งเหตุและผลของกรรม)

๒.๒ นัตถิกทิฏฐิ คือความเห็นผิดวาเหลาสัตวตายแลว
สญู ไมม ภี พใหม ไมมีผลของบญุ บาป (ปฏิเสธผลของกรรม)

๒.๓ อเหตุกทฏิ ฐิ คือ ความเห็นผิดวาไมมีกรรมดีกรรม
ช่ัวที่เปน เหตุใหเกิดคณุ โทษ (ปฏเิ สธเหตขุ องกรรม)

นี้ชื่อวา นิยตมิจฉาทิฏฐิ นําพาตรงไปสูนรก เปนกิเลสขัดขวาง
การเขา ถงึ สวรรคและนิพพาน

๓) วิปากันตราย อันตรายคือวิบาก หมายถึงผูท ี่ปฏิสนธิจิตที่เปน
อเหตุกปฏิสนธิและทวิเหตุปฏิสนธิปราศจากปญญา หามมรรคผลใน
ชาตินี้ แตไ มหา มการเขาถงึ สวรรค (รวมถงึ ผูอธิษฐาน “พุทธภูมิ” ดวย)

๔) อริยูปวาทันตราย อันตรายคือการวารายพระอริยบุคคล
หมายถงึ การพูดใหร ายพระอริยบุคคลใหทานเสียช่ือเสียงหรือศีลธรรม

๑๖๕


บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏิบตั กิ รรมฐาน

แมจะรูวา ทานเปนพระอริยบคุ คลหรือไมก ็ตาม อันตรายประเภทน้ีหาม
การเขา ถึงสวรรคและนิพพาน ถาขอขมาแลว กพ็ นจากอันตรายน้ไี ด

๕) อาณาวีติกกมันตราย อันตราย คือการลวงละเมิดขอบัญญัติ
ของพระพทุ ธเจา หมายถึง การตองอาบัติในอาบัติ ๗ หมวดของภิกษุ
คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย ปาฏิเทสนีย ทุกกฎ และ
ทุพภาสติ อนั ตรายประเภทนห้ี ามการเขาถึงสวรรคและนิพพาน แตถา
ชาํ ระโทษตามวนิ ัยกรรมแลว กพ็ น จากอันตรายนี้

การผิดศลี ของคฤหัสถทั่วไป มไิ ดเปน อันตรายตอการบรรลุธรรม
เพราะมิไดอ ยใู นอนั ตราย ๕ ขอ เชน เร่ืองสันตติอํามาตยรบชนะขาศึก
ไดดื่มสุราฉลองตลอด ๗ วัน ไดฟงธรรมบรรลุพระอรหันตในวันที่ ๗
เรื่องคนตกปลาไดฟงพระพุทธเจารับส่ังวา ผูที่ยังเบียดเบียนผูอ่ืนยอม
ไมช ่อื วาผูประเสริฐ เขาฟงแลวเขาใจบรรลุพระโสดาบันไดใ นทันที๗๕

๓.๒.๒ ขอธรรมทค่ี วรเรยี นรู

ก. ธรรมท่ีควรเจรญิ

องคข องภกิ ษุผูควรบาํ เพ็ญเพียรปฏบิ ตั ิธรรม ๕ ประการ คอื
๑. เปนผูมีศรัทธา เชื่อพระปญญาเครื่องตรัสรู๗๖ของตถาคตวา
‘พระผูมีพระภาคพระองคเปนพระอรหันต ตรัสรูดวยพระองคเองโดย
ชอบ เพยี บพรอ มดว ยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีรแู จง โลก เปนสารถีฝก
ผทู ีค่ วรฝก ไดอ ยางยอดเย่ียม เปนศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท้ังหลาย
เปนพระพุทธเจา เปนพระผมู พี ระภาค’

๗๕ ดใู น วปิ สสนานยั เลม ๑ .พระโสภณมหาเถระ รจนา,หนา ๒๐.
๗๖ อง.ฺ ปจฺ ก.อ. (บาลี) ๓/๕๓/๒๙

๑๖๖


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัติกรรมฐาน

๒. เปนผมู สี ุขภาพดี มีโรคนอย ประกอบดวยไฟธาตุสําหรับยอย
อาหารสมํ่าเสมอ ไมเ ย็นนัก ไมรอ นนัก เหมาะแกก ารบาํ เพ็ญเพียร

๓. เปนผูไมโออวด ไมมีมารยา ทําตนใหเปดเผยตามความเปน
จริงในศาสดาหรอื ในเพ่อื นพรหมจารผี ูรทู ้งั หลาย

๔. เปน ผปู รารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพ่ือใหกุศลธรรม
เกิดมขี ึ้น มีความบากบั่นม่นั คง ไมทอดธุระในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย

๕. เปนผูมีปญญา คือ ประกอบดวยปญญาเปนเครื่องพิจารณา
เหน็ ทั้งความเกิดและความดับ อนั เปนอริยะ ชําแรกกเิ ลสใหถึงความสิ้น
ทุกขโดยชอบ๗๗

ข. ธรรมที่ควรละ
พระผมู ีพระภาคเจา ตรัสเตอื นไววา “ดูกอ นภิกษุทงั้ หลาย ธรรม ๕
ประการนี้ยอ มเปน ไปเพือ่ ความเสื่อมแกภ กิ ษุผเู สขะ(ยังไมบรรลุอรหันต)
คือ ความเปนผูยินดีในการกอสราง ๑ ความเปนผูยินดีในการเจรจา
ปราศรยั ๑ ความเปน ผยู ินดใี นการนอน ๑ ความเปนผูยินดีในการคลุก
คลีดวยหมคู ณะ ๑ ไมพิจารณาจติ ตามที่หลดุ พน แลว ๑”๗๘
อรรถกถาพระวิภังคเพิ่มเติมอีกคือ ปปญจารามตา ไดแก การ
ประกอบขวนขวายแลวในธรรมอันยังสัตวใหเน่ินชา คือ ตัณหา มานะ
และทิฏฐิ๗๙ ประมวลความจากคมั ภรี ต างๆ ไดว า สิง่ ทผี่ ปู ฏบิ ตั กิ รรมฐาน
พงึ ละเวนมี ๖ ประการ คอื

๗๗ อง.ฺ ปจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๓/๙๒ , ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๗๙/๔๖๓
๗๘ องฺ.ปฺจก.(ไทย) ๒๒/๘๙/๑๕๙., องฺ.ปจฺ ก.อ. (บาล)ี ๓/๘๙/๔๓
๗๙ อภิ.วิ.อ.(ไทย) ๗๘/๙๔๘. (มหามกฏุ )

๑๖๗


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

๑) กัมมารามตา ไดแ ก การช่นื ชมในกรรมใหม ๆ คือยินดีในการ
ปฏิบัติแนวใหมๆ วา ทําอยางนั้นนาจะดี ปฏิบัติอยางนี้นาจะดี (จน
ไมไ ดอ ะไรสักอยา ง)

พระอรรถกถาจารยอธิบายวา มีการงานเปนท่ียินดี คือยินดีใน
การจัดจวี ร กระทาํ จวี ร ทํากลองเขม็ ถลกบาตร สายประคดเอว เชิงรอง
บาตร เขียงเทา และไมกวาด เปนตน เพราะภิกษุบางรูปเม่ือกระทํากิจ
เหลาน้ัน ยอมกระทํากันท้ังวันทีเดียว หมายเอาขอน้ันจึงหามไว สวน
ภิกษุใดกระทํากิจเหลาน้ันในเวลาทํากิจเหลานั้นเทานั้น ในเวลา
สาธยายกส็ าธยาย เวลากวาดลานพระเจดียก็ทําวัตรท่ีลานพระเจดียใน
เวลามนสกิ าร ก็ทํามนสิการ ภกิ ษนุ น้ั ไมช่ือวามกี ารงานเปนที่ยนิ ด๘ี ๐

๒) ภัสสารามตา ไดแก ชอบพูดชอบคุย ชอบโออวดอยากใหคน
อนื่ ไดย ินไดฟ ง

พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ภิกษุใดชอบเจรจาปราศัย ดวย
เรอื่ งเพศหญงิ เพศชายเปนตน ไมจบไมส้ิน ภิกษุน้ีชื่อวา มีการคุยเปน
ท่ีมายินดี สวนภิกษุใดพูดธรรม แกปญหาธรรม ชื่อวา คุยนอยคุยจบ
เพราะเหตุไร เพราะพระผมู พี ระภาคเจาตรัสไววา ภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอผูป ระชุมกนั มีกิจ ๒ อยาง คอื พดู ธรรม หรอื นงิ่ อยางอรยิ ะ๘๑

๓) นิททารามตา เห็นแกการอยากนอน
พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ภกิ ษุใด เดินกด็ ี นง่ั กด็ ี นอนกด็ ี ถูก
ถนี มิทธะครอบงําแลวก็หลับไดทุกท่ี ภิกษุน้ีชื่อวามีการหลับเปนที่มา
ยินดี สว นภกิ ษใุ ด มจี ิตหยง่ั ลงในภวงั ค(หลบั ) เพราะความเจบ็ ปวยทาง
รา งกาย ไมช่ือวาเห็นแกน อน

๘๐ ดูใน ที.ส.ี อ.(ไทย) ๑๑/๓๕๔. (มหามกุฏ)
๘๑ ดูใน ที.ม.อ.(ไทย) ๑๓/๓๕๔. (มหามกุฏฯ)

๑๖๘


บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน

๔) สังคณิการามตา ชอบออกสังคม อยากพบคนโนน อยากคบ
คนนี้ พระอรรถกถาจารยอธิบายวา ภิกษุใด มีเพ่ือนมากมาย คลุกคลี
อยูอยางนี้ ไมชอบอยูอยูคนเดียว ภิกษุน้ีชื่อวามีการคลุกคลีเปนที่มา
ยินดี สวนภิกษใุ ดไดค วามยนิ ดใี นอิรยิ าบถทงั้ ๔ แตผ เู ดียว ภิกษุนี้ พึง
ทราบวา มิใชผูมคี วามคลุกคลีเปนท่มี ายินดี

๕) อจิตตปจจเวกขณตา ความไมพิจารณาจิตตนใหถี่ถวน พระ
อรรถกถาจารยอธิบายวา ยถาวิมุตตฺ ํ จติ ฺตํ น ปจจฺ เวกฺขติ ไมพ ิจารณา
จติ ตามที่หลดุ พน แลว คือไมพ จิ ารณาถึงโทษทตี่ นละได และคุณท่ีตนได
แลว จึงไมท ําความพยายามเพ่ือใหไ ดบ รรลคุ ณุ เบือ้ งสูงขนึ้ ไปอกี

๖) ปปญจารามตา ประกอบแลวขวนขวายแลว ในธรรมเปนเหตุ
เนน่ิ ชา คือ ตณั หา มานะ และทฏิ ฐิ๘๒

ในคัมภรี ฎ กี าประมวลธรรมเปนท่ตี ั้งแหง ความเส่อื มไว ๒ หมวด
หมวดละ ๖ ประการ ดังน้ี

๑) ปรหิ านยิ ธรรม (ธรรมเปน ทตี่ ัง้ แหง ความเส่อื ม) ๖ คือ
๑. กมั มารามตา (ความยินดใี นการงาน)
๒. ภัสสารามตา (ความยินดใี นการสนทนา)
๓. นิททารามตา (ความยนิ ดีในการนอนหลบั )
๔. สงั คณิการามตา (ความยินดีในการคลุกคลีดว ยหมู)
๕. สังสคั คารามตา (ความยินดใี นการตดิ ตอเก่ยี วขอ ง)
๖. ปปญจารามตา (ความยนิ ดีในธรรมเปนเหตเุ นิน่ ชา)

๒) ปรหิ านิยธรรม ๖ อกี นยั หนง่ึ คือ
๑. กัมมารามตา (ความยินดีในการทํางาน)

๘๒ ดูใน ที.ม.อ.(ไทย) ๑๓/๓๕๖. (มหามกฏุ ฯ)
๑๖๙


บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏิบัตกิ รรมฐาน

๒. ภสั สารามตา (ความยินดใี นการพูดคุย)
๓. นิททารามตา (ความยินดใี นการนอนหลับ)
๔. สังคณิการามตา (ความยินดใี นการคลุกคลีดว ยหม)ู
๕. โทวจัสสตา (ความเปน ผวู า ยาก)
๖. ปาปมติ ตตา (ความเปนผมู ีมติ รช่ัว)๘๓

ค. ธรรมท่ีภกิ ษุพงึ พิจารณาเนอื งๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสบอกไววา สมณสัญญา ๓ ประการที่
ภิกษุพึงเจริญ ทําใหมากแลว ยอมชวยใหธรรม ๗ ประการบริบูรณ
สมณสัญญา ๓ ประการ คือ ๑) เรามีเพศตางจากคฤหัสถ ๒) ชีวิตของ
เราเนือ่ งดว ยผูอ่นื ๓) มารยาทอยางอน่ื ท่เี ราควรทาํ มอี ยู

สมณสญั ญา ๓ ประการนี้ ท่ภี ิกษุเจริญทําใหมากแลว ยอมทําให
ธรรม ๗ ประการบรบิ ูรณ คือ

(๑) เปน ผมู ปี กตทิ าํ ตอเนือ่ ง เปนนติ ยใ นศลี ทัง้ หลาย
(๒) เปน ผูไ มม อี ภิชฌา (ความเพง เลง็ อยากไดข องเขา)
(๓) เปนผไู มมพี ยาบาท (ความคิดราย)
(๔) เปน ผไู มม ีมานะ (ความถือตัว)
(๕) เปนผใู ครตอการศึกษา(พระธรรมวนิ ัย)
(๖) เปนผูมีการพิจารณาปจจัยท้ังหลาย อันเปนบริขารแหง
ชวี ติ วา ปจ จยั เหลา นีม้ ีประโยชนเ ชนน้ี แลวจึงบรโิ ภค
(๗) เปน ผูปรารภความเพยี ร๘๔

๘๓ ที.ปา.อ.(ไทย) ๑๖/๒๗๗.(มหามกุฏฯ)
๘๔ อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๔๘/๑๐๔.

๑๗๐


Click to View FlipBook Version