บทท่ี ๓ ลําดับการปฏบิ ัตกิ รรมฐาน
๓.๓ กรรมฐานท่ตี อ งเรียนรูกอนปฏิบัติ
๓.๓.๑ เรยี นรกู รรมฐานเบือ้ งตน
การเจรญิ ภาวนา แบงกรรมฐานในการเจริญไว ๒ ประเภท คือ
๑) สัพพัตถกกรรมฐาน กรรมฐานท่ีใชประโยชนไดหรือควรตอง
ใชทุกท่ี ทุกกรณี คือ ทุกคนควรเจริญอยูเสมอ ไดแก เมตตา มรณสติ
และอสภุ สญั ญา
๒) ปาริหาริยกรรมฐาน แปลวา กรรมฐานทต่ี อ งบริหาร หมายถึง
กรรมฐานท่ีเหมาะกับจริยาของแตละบุคคล ซ่ึงเม่ือลงมือปฏิบัติแลว
จะตอ งคอยเอาใจใสร ักษาอยตู ลอดเวลา ใหเ ปนมรรค เปนหลักของการ
ปฏิบตั ทิ ีส่ ูงยิง่ ขน้ึ ไป จนถึงนิพพาน ในที่น้ีกค็ อื อานาปานสตภิ าวนา๘๕
อรรถกถาพระวินัย๘๖อธิบายวา ภกิ ษุผูจะเจริญกรรมฐาน อันดับ
แรกตองตัดปลิโพธเสียกอน แลวจึงเจริญเมตตาไปในหมูภิกษุผูอยูใน
สีมา ลําดับนั้น พึงเจริญไปในเหลาเทวดาผูอยูในสีมา ถัดจากน้ันพึง
เจริญไปในอิสรชนในโคจรคาม ตอจากนั้นพึงเจริญไปในเหลาสรรพ
สตั วก ระทัง่ ถึงชาวบานในโคจรคามนั้น ทาํ พวกชนผูอยูรวมกันใหเกิดมี
จิตออ นโยน เพราะเจรญิ เมตตา เธอจะมีความอยูเ ปนสุข ยอมเปนผูอัน
เหลาเทวดาผูมีจิตออนโยน เพราะเมตตาในเหลาเทวดาผูอยูในสีมา
จัดการอารักขาไวเปนอยางดีดวยการรักษาที่ชอบธรรม ทั้งเปนท่ีรัก
เอ็นดูของผูปกครอง ใหความชวยเหลือคุมครองเปนอยางดี ดวยการ
รกั ษาที่ชอบธรรม และเปนผูอ ันชาวบานผูเลื่อมใสเพราะเมตตาในพวก
๘๕ ข.ุ อป.อ. (บาล)ี ๘/๒๗๕.
๘๖ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๔.
๑๗๑
บทที่ ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน
ชาวบา นในโคจรคามนน้ั ไมดูหม่นิ ไปในทไี่ หนๆ ปราศจากอันตราย มี
แตคนตอนรับยนิ ดี เพราะเมตตาในเหลาสรรพสัตว เมื่อคิดวาตองตาย
แนแทด วยมรณัสสติ ละการแสวงหาทไี่ มสมควรเสยี เปน ผูมีความสลด
ใจเจริญกรรมฐานสูงขึ้นเปนลําดับ ยอมเปนผูมีความประพฤติไมยอ
หยอ น และเพราะเจริญอสภุ สัญญา ตัณหายอมไมเกิดข้ึนแมในอารมณ
ที่นาปรารถนา เพราะเหตุน้ัน คุณธรรมท้ัง ๓ นี้เรียกวา สัพพัตถก
กรรมฐาน เพราะมีอุปการะมากและเปนปทัฏฐานแหงการหม่ัน
ประกอบความเพยี ร
ก. เมตตากรรมฐาน
คัมภีรวิสุทธิมรรคอธิบายวิธีเจริญเมตตากรรมฐานวา ผูใครจะ
เจริญเมตตาพรหมวิหาร กอนอ่ืนตองตัดปลิโพธนอยใหญ ทําภัตตกิจ
แลว นัง่ ใหส บาย ณ อาสนะทจ่ี ัดไวอยา งดีในที่สงดั ขน้ั แรก พงึ พจิ ารณา
ใหเห็นโทษในโทสะ และอานิสงสในขันติกอนเพราะโทสะจะพึงละได
และขันติจะพึงบรรลไุ ดก ็ดว ยภาวนา ใครๆ ไมอาจจะละโทษที่ตนมอง
ไมเ หน็ หรอื ไมอ าจได อานิสงสท ่ีตนไมทราบแมส ักนดิ เดยี ว
การแผเมตตาท่จี ะใหไ ดอัปปนาฌาน จะตองแผใ หแกต นเองกอน
เมื่อทําการแผเมตตาแกตนกอนอยูเสมอ ๆ แลว ความปรารถนาสุข
กลัวทุกข อยากอายุยืน หรือไมอยากตาย ที่มีประจําใจอยูนั้น ยอม
เกิดข้ึนเปนพิเศษ แลวก็นึกเปรียบเทียบไปยังสัตวท้ังหลายวา ลวนมี
ความปรารถนาเชน เดียวกับตนทุกประการ เปนเหตุสําคัญที่จะชวยให
เมตตาจติ เกิดขนึ้ ไดง า ย
การแผเมตตาใหแกต น มี ๔ ประการ
๑. อหํ อเวโร โหมิ ขอใหขาพเจาเปน ผูไ มมีเวรไมม ีภยั
๑๗๒
บทท่ี ๓ ลําดบั การปฏบิ ัติกรรมฐาน
๒. อหํ อพยฺ าปชโฺ ฌ โหมิ ขอใหขาพเจาเปน ผไู มม คี วาม
พยาบาทเบยี ดเบียนใดๆ
๓. อหํ อนโี ฆ โหมิ ขอใหขาพเจาเปนผูไมมคี วามลําบาก
กาย ลําบากใจ
๔. อหํ สขุ ี อตฺตานํ ปริหรามิ ขอใหข าพเจา เปน ผูม คี วามสขุ กาย
สขุ ใจ รักษาตนอยูเถิด
การแผเ มตตาใหแ กคนอื่น ๔ ประการ
๑. อเวโร โหตุ ขอให. ..เปนผูไ มมเี วรไมมีภยั
๒. อพฺยาปชโฺ ฌ โหตุ ขอให. ..เปน ผูไมมคี วามพยาบาท
เบยี ดเบยี นใดๆ
๓. อนีโฆ โหตุ ขอให...เปนผไู มม คี วามลําบากกาย
ลาํ บากใจ
๔. สขุ ี อตตฺ านํ ปริหรตุ ขอให...เปนผมู คี วามสขุ กายสุขใจ
รักษาตนอยเู ถิด ๘๗
การแผเมตตาไปตามลาํ ดับบคุ คล
บุคคลทีเ่ รารูจกั หรือรว มงานกนั อาจแบงบุคคลได ๔ จําพวก คือ
๑) บคุ คลอันเปน ท่รี ักเคารพ ๒) บคุ คลอนั เปนท่ีรักมาก ๓)บุคคลที่ไม
รกั ไมช งั (กลางๆ) ๔) บุคคลที่เปน ศัตรกู ัน
ในบุคคล ๔ จาํ พวกน้ตี องแผใหบ ุคคลทเ่ี คารพกอ น ถัดไปก็แผให
คนทรี่ ักยิ่ง ตอ ไปเปน บุคคลกลางๆ สว นคนจองเวร โกรธกันตองเอาไว
แผตอนสดุ ทาย เพราะขณะแผไ ปในเวรบี ุคคลน้นั โทสะยอมจะเกิดได
๘๗ วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๓๒๓, อภ.ิ สง.ฺ อ. (บาล)ี ๑๗๘/๑๔๒.
๑๗๓
บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน
งา ย สมาธเิ กดิ ไดยาก๘๘
ผูปฏิบัติตองหาทางอบรมจิตใจใหดี โดยควรคํานึงวา การที่จะ
ไปสูอบายภูมิน้ัน หาใชไปดวยอํานาจเวรีบุคคลไม แตไปดวยอํานาจ
โทสะของเราเอง ฉะนั้น เม่ือคนหาศตั รูทแี่ ทจ ริงแลว ไดแกโ ทสะของตน
นเ้ี อง หาใชเ วรบี ุคคลไม แลว ระลึกถึงอานสิ งสที่เกดิ จากขันติและเมตตา
ท่ีไดสรางสมไวเปนสักขีพยานแลวทําการแผเมตตาตอไป เม่ือได
พยายามพิจารณาตามวิธีตางๆ ท่ีจะใหเมตตาเกิดตอเวรีบุคคล แต
เมตตาก็หาไดเ กดิ ไม มีแตโทสะอนั เปน ศตั รูของการที่จะไดฌ าน จงหยดุ
แผไ ปในเวรบี คุ คลนเี้ สยี วางใจเปนอุเบกขาตอเวรีบุคคล โดยคิดเสียวา
บุคคลน้ีไมไดอยูในโลกน้ีแลว พรอมกับปลีกตัวไปใหหางไกล แลวทํา
การแผเมตตาตอไปในปยบุคคล และมัชฌัตตบุคคลท่ัวไป จนกระทั่ง
เมตตาเกิดตอบคุ คล ๒ จําพวก ทว่ั ไปน้ีเสมอกันกับตน
การที่ตอ งพยายามแผเ มตตาไปในคนมีเวรกัน กเ็ พราะประสงคจ ะ
ใหเ มตตาของตนเขา ถงึ ข้นั “สมี าสัมเภท” คอื ทาํ ลายขอบเขตของเมตตา
ใหม คี วามเสมอภาคกนั ในบคุ คลทุกจําพวก สาํ เร็จเปน เมตตาสมํา่ เสมอ
ท่ัวไป ไมมีอุปสรรคขัดขวาง ทาํ ใหไ ดฌ านและต้งั มั่นไมเ ส่อื มคลาย๘๙
การแผเมตตาตามท่ีกลาวแลวนี้ เปนไปกับบุคคลท่ีเขามา
เกี่ยวของกับจิตใจของตนโดยตรง ทําใหเมตตาเกิดข้ึนโดยงาย แตถึง
กระน้ันก็ยังเปนการยากลําบากสําหรับผูเจริญเมตตาน้ี เพราะวิธีแผ
เมตตานี้มใิ ชแ บบบรกิ รรมทองจํา แตจะตองระลึกถึงดวยใจของตนแลว
จึงทาํ การแผไป จิตใจของผูแ ผเมตตาจะตอ งประกอบดวยศรัทธา วิริยะ
๘๘ วสิ ทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๓๒๕.
๘๙ ดรู ายละเอยี ดใน วิสุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๓๓๖.
๑๗๔
บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน
สติ สมาธิ ปญ ญาอยางม่นั คง จึงจะแผตามหลักการนไ้ี ด อยา งไรก็ดี ผทู ่ี
เจริญเมตตาจะตองทําการแผตามหลักน้ีกอน จนกวาจะไดสําเร็จ สีมา-
สัมเภท เมื่อสาํ เร็จสมี าสมั เภทแลว ก็เจริญเมตตาภาวนาตอไป๙๐
ข. มรณานุสสตกิ รรมฐาน๙๑
พระโยคีผูเจริญมรณสตพิ ึงเปน ผูไปในทีล่ ับคนเรน อยใู นเสนาสนะ
อันสมควร น่งั ขดั สมาธใิ นทเี่ งยี บสบาย แลวใหนึกถึงความตาย
ท่จี ะมาถึงตนวา
สตตฺ านํ มรณํ ธุวํ ความตายของสตั วทง้ั หลายยงั่ ยืน
ชวี ติ ํ อทธฺ ุวํ ชีวติ เปน ของไมย ่งั ยนื
อวสฺสํ มยา มรติ พฺพํ เราจะตอ งตายแน
มรณปริโยสานํ เม ชีวิตํ ชวี ติ ของเรามคี วามตายเปน ท่ีสุด
ชวี ติ เมว อนิยตํ ชวี ติ เปน ของไมเท่ียงเลย
ความตายเปนของเท่ยี ง๙๒
มรณํ นยิ ตํ
หรือจะภาวนาวา มรณํ ภวิสฺสติ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปจฺฉิชฺชิสฺสติ
ความตายจักมี ชวี ติ นิ ทรียจ ักขาด หรือ มรณํ มรณํ ตาย ตาย ดงั นี้กไ็ ด
เมอื่ ยังมนสกิ ารใหเปน ไปโดยไมแ ยบ คายความโศกจะเกิดข้ึน ใน
เพราะไประลึกถึงความตายของคนรักเขา ดุจความโศกเกิดแกมารดา
ผูใหก ําเนดิ ในเพราะไประลึกถึงความตายของบตุ รทรี่ ักเขาฉะน้ัน ความ
ปราโมชจะเกดิ ข้นึ ในเพราะระลึกถงึ ความตายของคนที่เกลียดกัน ดุจ
๙๐ ดูรายละเอยี ดใน องฺ.ติก.อ. (บาลี) ๓/๘๙๖/๓๘๕, วิสทุ ธฺ .ิ (บาลี) ๑/๓๔๑.
๙๑ ดรู ายละเอยี ดใน วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๒๕๐.
๙๒ ข.ุ ธ.อ. (บาลี) ๖/๓๙.
๑๗๕
บทที่ ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน
ความบันเทงิ ใจเกิดขึน้ แกคนท่มี ีเวรกันทง้ั หลาย ในเพราะระลกึ ถึงความ
ตายของคนเปนเวรกนั ฉะนน้ั ความสงั เวชจะไมเกิดข้ึน ในเพราะระลึก
ถึงความตายของมัชฌัตตชน คนท่ีเปนกลางๆ ดุจความสลดใจไม
เกดิ ขนึ้ แกสปั เหรอ ในเพราะเห็นซากคนตายฉะนั้น ความสะดุงกลัวจะ
เกดิ ขน้ึ แกส ปั เหรอ ในเพราะเห็นซากคนตายฉะน้ัน ความสะดุงกลัวจะ
เกิดขึ้น ในเพราะระลึกถึงความตายของตนเขา ดุจความสะดุงกลัว
เกิดข้ึนแกคนชาติขลาด เพราะเห็นเพชฌฆาตผูเง้ือดาบจะฟนเอา
ฉะน้ัน ความเกิดขึ้นแหงความโศกเปนตนน้ันท้ังหมดน่ัน ยอมมีแก
บคุ คลผไู รสติ สังเวคะ และญาณ เพราะเหตุน้ัน พระโยคีพึงดูสัตวท่ีถูก
ฆาและท่ีตายเอง ในทนี่ น้ั ๆ แลวคํานึงถึงความตายของพวกสัตวท่ีตาย
ซงึ่ มสี มบตั ิ (คือความพรอมมูลตางๆ)ที่ตนเคยเห็นมาประกอบสติ และ
สงั เวคะ และญาณเขา ยังมนสิการใหเปนไปโดยนัยวา "มรณํ ภวิสฺสติ
ความตายจักมี" ดงั นี้ เปนตน เถดิ ดว ยวา เม่อื ยงั มนสกิ ารใหเ ปนไปอยาง
นั้นจดั วาใหเ ปน ไปโดยแยบคาย สติอนั มีความตายเปนอารมณจะต้ังมั่น
ถงึ ข้นั อปุ จารสมาธิ ทเี ดยี ว๙๓
ค. อสภุ สัญญากรรมฐาน
อสุภะ หมายถึง เพงของไมงามเปนกรรมฐาน๙๔ ซ่ึงจะปรากฏ
อุคคหนมิ ิต ปฏภิ าคนมิ ติ เกิดอัปปนาสมาธิ ตามควรแกก ารเพง นนั้
อสุภะมี ๑๐ อยาง อสุภะสามารถใหเกิดฌานจิตไดแคปฐมฌาน
เทาน้นั เอง คมั ภีรว ิสุทธิมรรค กลา วไวดังนี้
๙๓ ดูรางละเอียดใน วิสทุ ธฺ ิ. (บาลี) ๑/๒๕๑-๒๖๐.
๙๔ ดูรายละเอียดใน องฺ.ฉกกฺ .อ. (บาล)ี ๓/๑๐๗/๑๕๗.
๑๗๖
บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏิบัติกรรมฐาน
๑. อุทธุมาตกอสุภะ ซากศพท่ีพองขึ้นโดยความที่มันคอยอืดข้ึน
ตามลาํ ดบั นบั แตส้นิ ชีวิตไป ดจุ ลูกหนงั อนั พองดวยลมนั่นเอง จัดวาเปน
ของนา เกลียด เพราะเปนสิ่งปฏิกูล
๒. วนิ ลี กอสุภะ ซากศพท่ีมีสีเขยี วคลา้ํ คละดว ยสีตางๆ จัดวาเปน
ของนา เกลยี ด เพราะเปนสิ่งปฏิกูล คําวา วินีลกะเปนคําเรียกซากศพ
อันมีสีแดงในทีๆ่ เน้อื หนามีสีขาวในที่ๆ บมหนอง แตโดยมากมีสีเขียว
คลาํ้ ในทๆ่ี เขียวเปนเหมอื นคลมุ ไวดวยผา เขียว
๓. วปิ ุพพกอสุภะ ซากศพทม่ี นี า้ํ เหลืองไหลเยิม้ อยูในท่ีๆ แตกปริ
ทัง้ หลาย จัดวา เปน ของนาเกลียดเพราะเปน สง่ิ ปฏิกลู เพราะเหตนุ ้ันจึง
ชือ่ วา วปิ ุพพกะ
๔. วิจฉิททกอสุภะ ซากศพท่ีแยกออกจากกันโดยขาดเปน ๒
ทอน จดั วาเปน ของนาเกลยี ด เพราะเปนสิ่งปฏิกลู เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือ
วา วิจฉิททกะ (วจิ ฉทิ ทกอสุภะอนั นา เกลียด)
๕. วกิ ขายิตกอสุภะ ซากศพท่ีถูกสัตวท้ังหลายกัดกินโดยอาการ
ตางๆ ตรงน้ีบางตรงน้ันบาง จัดวาเปนของนาเกลียด เพราะเปนส่ิง
ปฏิกูล เพราะเหตุน้นั จงึ ชอ่ื วา วิกขายติ กะ
๖. วิกขิตตกอสุภ ซากศพท่ีกระจุยกระจายไปตางๆ เนื่องดวย
สัตวก ัดแทะ คําวา วิกขติ ตกะ น่ันเปนคําเรียกซากศพที่กระจุยกระจาย
ไปทนี่ ัน้ ๆ คอื มือไปทางหน่งึ เทา ไปทางหนง่ึ ศีรษะไปทางหนง่ึ
๗. หตวกิ ขติ ตกอสุภะ ซากศพท่ีถกู สบั ฟนท่อี วยั วะใหญนอ ย โดย
อาการยบั อยา งกะตนี กาแลวเหว่ยี งกระจายไปโดยนยั ทีก่ ลาวแลว น้นั
๘. โลหิตกอสภุ ะ ซากศพมโี ลหิตเรีย่ ราดไหลออกจากตรงนั้นบาง
ตรงนี้บา ง ซากศพอันเปอ นโลหติ ท่ไี หลออก
๑๗๗
บทที่ ๓ ลําดบั การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน
๙. ปฬุ วุ กอสุภะ ซากศพที่มหี นอนทงั้ หลายคลาคลา่ํ อยใู นอสุภน่ัน
เหตุน้ัน อสุภนั่นจึงช่ือปุฬุวกะ คําวาปุฬุวกะนั่นเปนคําเรียกซากศพที่
เต็มไปดว ยหนอน
๑๐. อัฏฐกิ อสภุ ะ ซากศพที่เปน รางกระดูกก็ได กระดูกทอนเดียว
กไ็ ด กระดูกจัดวาเปนของนา เกลียด เพราะเปนส่ิงปฏิกูล เหตุนั้นจึงช่ือ
อฏั ฐกิ ะ คาํ วาอัฏฐิกะ เปนคําเรยี กรางกระดูกกไ็ ด กระดูกทอ นเดียวกไ็ ด
คําวาอุทธุมาตกะ เปนตน เปนช่ือแหงนิมิตอันอาศัยอสุภมีอุทธุมาตก
อสุภะเปน อาทิเหลานเ้ี กิดขน้ึ กไ็ ด เปนช่ือแหง ฌานอนั พระโยคไี ดในนมิ ติ
ท้ังหลายกไ็ ด ๙๕
อรรถกถาพระวนิ ยั ไดใหความหมายของอสุภกถาไววา กถาเปน
ทต่ี ง้ั แหง ความเบื่อหนายในกาย ซง่ึ เปน ไปดว ยการเลง็ เห็นอาการอันไม
งามในกายน้ี คือ ผม ขน ฯลฯ เมื่อคนหาดูดวยความเอาใจใสทุกอยาง
ในรางกายน้ีจะไมเห็นสิ่งอะไรๆ จะเปนแกวมุกดาหรือแกวมณี แกว
ไพฑรู ยห รือกฤษณา แกนจันทนหรือกํายาน การบูรหรือบรรดาเครื่อง
หอมมจี ณุ สําหรบั อบเปนตน อยา งใดอยางหนึ่งเลยท่ีเปนของสะอาดแม
สักนิดเดียว โดยทแี่ ท จะเห็นแตของไมส ะอาดเทา นัน้ ซงึ่ มกี ลิน่ เหมน็ นา
เกลียด แมแตเห็นก็ไมเปนม่ิงขวัญ เพราะเหตุนั้น จึงไมควรทําความ
พอใจหรอื ความรักใครใ นกายนี้ อนั ที่จริง ขน้ึ ช่ือวา ผมท่ีเกดิ บนศีรษะอัน
เปนอวัยวะสูงสุด แมผมเหลาน้ันก็เปนของไมงามเหมือนกัน ทั้งไม
สะอาดและนา เกลยี ด โดยสีบา ง โดยสณั ฐานบา ง โดยกลนิ่ บาง โดยทอี่ ยู
บาง ผูเจริญอสุภภาวนาในผม อสุภะยอมไดปฐมฌาน ภิกษุอาศัย
๙๕ ดรู ายละเอยี ดใน วิสุทฺธิ. (บาล)ี ๑/๑๙๔.
๑๗๘
บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏบิ ตั ิกรรมฐาน
ปฐมฌานน้ันเจริญวิปสสนายอมบรรลุพระอรหันตซ่ึงเปนประโยชน
สูงสดุ ๙๖
พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา เธอจงเจริญอสุภภาวนาเถิด เพราะ
เมือ่ เธอเจริญอสุภภาวนาอยูจักละราคะได”๙๗ และวา “เราไมเห็นธรรม
อ่ืนแมอยา งหนึง่ ทเ่ี ปน เหตใุ หก ามฉันทะท่ียังไมเกิด ก็ไมเกิดขึ้น หรือที่
เกิดข้ึนแลวก็ละไดเหมือนอสุภนิมิตน้ี เม่ือมนสิการอสุภนิมิตโดย
แยบคาย กามฉนั ทะท่ยี ังไมเกดิ ก็ไมเ กิดขึ้น และทีเ่ กดิ ขนึ้ แลว กล็ ะได”๙๘
๓.๓.๒ เรยี นรูกรรมฐานที่ทําจติ ใหรา เรงิ
ระหวา งปฏิบตั เิ กิดจติ หดหูไมราเริง หรือเกิดความทอแททอถอย
ควรทําจิตใหราเริง ดวยการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ไมหลงลืม
กรรมฐานแมบ ทหนงึ่ ๙๙
ก. พทุ ธานุสสติ
พุทธานุสสติกรรมฐาน มีสติระลึกถึงพระคุณของพุทธเจาเปน
อารมณ มีประโยชน ๒ อยาง คือเปนประโยชนแกการทําจิตใหราเริง
และเปนประโยชนแกวิปสสนา ในขณะใด โยคีผูปฏิบัติเจริญอสุภ
กรรมฐาน จิตเกิดเอือมระอา ไมแชมชื่นไมไปตามวิถี ซัดสายไปทาง
โนน ทางน้ี ไมอยากทําสมาธิตอไป ในขณะน้ันพึงละกรรมฐานเดิมเสีย
แลว ระลกึ ถึงพระคุณของพระตถาคต เมอ่ื ภกิ ษนุ ั้นระลึกถึงพระพุทธเจา
๙๖ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๒/๔๓๑.
๙๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๐/๑๓๑.
๙๘ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๖/๓.
๙๙ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๔๕๖ , วสิ ุทธฺ .ิ (บาลี) ๒/๖๘.
๑๗๙
บทท่ี ๓ ลําดับการปฏิบตั ิกรรมฐาน
อยู จิตยอ มผอ งใสปราศจากนิวรณ จากน้ันจงึ กลับมามนสกิ ารกรรมฐาน
เดมิ เปรียบเหมอื นบรุ ษุ กําลังตดั ตนไมใ หญเพ่อื ตอ งการเอาไปทําชอฟา
เรือนยอด เม่ือคมขวานบ่ินไปเพียงเพราะตัดก่ิงและใบไมเทานั้น แม
เมอ่ื ไมอ าจตดั ตนไมใ หญได ก็ไมทอดธุระไปโรงชา งเหลก็ ใหท าํ ขวานให
คม แลวพึงตัดตนไมใหญนั้นอีก ฉันใด พึงทราบขออุปไมยน้ี ฉันน้ัน
พทุ ธานุสสติกรรมฐานยอมเปนประโยชนแกการทําจิตใหราเริงอยางนี้
แล๑๐๐ ระลกึ ถึงพระคุณของพระผูมีพระภาคเจาเนืองๆ โดยนัยท่ีมาใน
พระบาลี อยา งนี้วา
อติ ปิ โส ภควา อรหํ สมมฺ าสมฺพุทโฺ ธ วชิ ฺชาจรณสมปฺ นโฺ น
สคุ โต โลกวทิ ู อนตุ ฺตโร ปุรสิ ทมมฺ สารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ
พทุ ฺโธ ภควา.๑๐๑
แมเ พราะเหตุนี้ พระผมู พี ระภาคพระองคน้นั เปน พระอรหนั ต
ตรัสรูชอบดวยพระองคเอง เพียบพรอมดวยวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดี รูแจงโลก เปนสารถีฝกผูท่ีควรฝกไดอยางยอดเยี่ยม
เปนศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท้งั หลาย เปนพระพุทธเจา เปน
ผูจ ําแนกธรรมสง่ั สอนสัตว๑ ๐๒
ตามระลกึ ถึงพระคณุ ขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาน้ัน มี
เปนเอนกประการ สดุ ทจ่ี ะพรรณนา แตเมอื่ รวบรดั กลา ว โดยยอแลวก็มี
๙ ประการ๑๐๓ คือ
๑๐๐ องฺ.ทกุ .อ.(บาลี) ๑/๕๖๒/๔๑๙
๑๐๑ ที.สี. อ.(บาลี) ๑/๑๕๗/๑๓๓
๑๐๒ อง.ฺ ฉกกฺ .(ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๑
๑๐๓ ดูใน วิสทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๑๕-๒๓๒, องฺ.ฉกฺก.(ไทย)๒๒/๑๐/๔๒๑.
๑๘๐
บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน
๑) อรหํ เปนผูไกลจากขาศกึ คือ กเิ ลส อกี นยั หนึ่งวา เปน ผูท ไี่ มมี
ท่ีรโหฐาน หมายความวา แมแตในที่ลับก็ไมก ระทาํ บาป
๒) สมฺมาสมพฺ ทุ โฺ ธ เปน ผูทตี่ รัสรูโ ดยชอบดวยพระองคเ อง๑๐๔
๓) วชิ ชฺ าจรณสมฺปนฺโน เปนผทู ี่ถงึ พรอ มดวยวิชชาและจรณะ๑๐๕
๔) สุคโต เสดจ็ ไปแลวดวยดี
๕) โลกวิทู ทรงรูโลกอยางแจมแจงดวยประการท้ังปวง คือ ทรง
รูจักโลก รูจักเหตุเกิดของโลก รูจักธรรมที่ดับของโลก และรูจักทาง
ปฏบิ ัติใหถ ึงธรรมท่ีดบั ของโลก อีกนัยหนึ่ง หมายถงึ การรูแจงโลกทง้ั ๓
คอื สงั ขารโลก สตั วโลก และโอกาสโลก๑๐๖
๖) อนตุ ฺตโร ปรุ สิ ทมฺมสารถิ ทรงสามารถฝก อบรมส่ังสอนแนะนาํ
ผูท่ีสมควรฝกไดเปนอยางเลิศ ไมมีใครเสมอเหมือน ท้ังนี้ เพราะทรง
ทราบอัธยาศัยของสัตวน้ัน ๆ๑๐๗
๗) สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเปนศาสดาของเทวดาและมนุษย
ทั้งหลาย ซ่ึงไมมีศาสดาใดจะเทียมเทา เพราะทรงนําสัตวท้ังหลายให
พน จากกองทกุ ขไ ด๑ ๐๘
๘) พุทฺโธ ทรงเหน็ ทกุ อยา ง, ทรงรทู กุ ส่ิง,ทรงต่ืน, ทรงเบิกบาน
ดวยธรรม๑๐๙
๙) ภควา ทรงเปนผูท มี่ บี ุญท่ีประเสริฐสุด ทรงสามารถจาํ แนก
๑๐๔ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๐๖, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๙๙/๔๙๗.
๑๐๕ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๒๓๔/๗๗ .
๑๐๖ ดใู น องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๖๖/๗๖,อง.ฺ จตุกฺก.(ไทย)๒๑/๓๘/๖๒.
๑๐๗ ดรู ายละเอียดใน ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๓๑๒/๓๗๙.
๑๐๘ ดรู ายละเอยี ดใน ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/๑๑๙/๓๘๙ .
๑๐๙ ดรู ายละเอียดใน วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๑๕.
๑๘๑
บทท่ี ๓ ลาํ ดบั การปฏบิ ัติกรรมฐาน
ธรรมส่งั สอนสตั วต ามควรแกอ ตั ตภาพของสัตวน ้นั ๆ ๑๑๐
เมือ่ ฝก สมาธิตามพุทธานสุ สตนิ ี้ จะไดผ ล คือ
๑) มีความเชอ่ื ในพระพุทธเจา มากขนึ้
๒) มสี ตดิ มี ากขน้ึ
๓) อดทนตอความกลวั ส่งิ ตาง ๆ ได
๔) อดทนตอ ทกุ ขเวทนาตา ง ๆ ได
๕) มคี วามละอายและมีความเกรงกลวั ตอ ความชวั่
๖) มีสนั ดานผอ งใสมากข้นึ
๗) อานสิ งสอยา งสูง ไดอุปจารสมาธ๑ิ ๑๑
ข. ธมั มานสุ สติ
โยคีผปู รารถนาจะเจริญธัมมานุสสติกรรมฐานพึงไปอยูในที่หลีก
เลน ณ อาสนะอันสมควร ระลึกถึงเนืองๆ ซ่ึงคุณท้ังหลายของปริยัติ
ธรรมและโลกุตตรธรรม ๙ อยา งนว้ี า
สวฺ ากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนทฺ ฏิ ฐ ิโก อกาลิโก เอหิปสสฺ โิ ก
โอปนยิโก ปจจฺ ตฺตํ เวทิตพโฺ พ วิ ฺ ูหิ.๑๑๒
พระธรรมอันพระผูมีพระภาคเจาตรัสไวดีแลว อันผูไดบรรลุ
จะพึงเห็นเอง ใหผลไดไมจํากัดกาล เปนสิ่งที่ควรเชิญใหมาดู
เปนสิ่งทน่ี อมเขา มาในใจได วญิ ชู นทง้ั หลายพึงรเู ฉพาะตน
๑๑๐ ดูรายละเอียดใน ขุ.ขุ.อ. (บาล)ี ๑/๙๔.
๑๑๑ วสิ ุทฺธิ.(บาล)ี ๑/๒๓๗
๑๑๒ อง.ฺ ฉกกฺ .(ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๒
๑๘๒
บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน
ตามระลึกถงึ คุณของพระธรรม เม่ือกลาวรวบยอด โดยยอแลว ก็
มี ๖ อยาง๑๑๓ คอื
๑) สวากฺขาโต เปน ธรรมท่ีทรงตรัสไวด แี ลว สมบรู ณท ง้ั อรรถและ
พยัญชนะดีพรอมท้ังเบื้องตนทามกลางและในท่ีสุด คุณธรรมขอน้ี
หมายถึงพระปรยิ ตั ิธรรม
๒) สนฺทิฏฐิโก เปนธรรมท่ีผูศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นไดดวย
ตนเอง คณุ ธรรมขอนหี้ มายถึงโลกุตตรธรรมทั้ง ๙
๓) อกาลิโก เปนธรรมท่ีพึงปฏิบัติไดและใหผลทันทีในลําดับนั้น
เลยทีเดยี ว โดยไมต อ งรอเวลาหรือมีระหวา งคั่นแตอยา งใด คณุ ธรรมขอ
นีห้ มายถงึ มัคคจติ ๔ ผลจติ ๔
๔) เอหิปสฺสิโก เปนธรรมท่ีใหผลไดอยางแทจริงจนสามารถ
พิสูจนไ ด คณุ ธรรมขอน้ีหมายถงึ โลกุตตรธรรมทงั้ ๙
๕) โอปนยิโก เปน ธรรมที่ควรนอ มนํามาใหบ ังเกิดแกตน และทํา
ใหแจง แกต น หมายความวา ควรบําเพ็ญเพียรใหเกิดมัคคจิต ผลจิต ก็
จะแจง ซ่งึ พระนิพพาน
๖) ปจฺจตตฺ ํ เวทิตพโฺ พ วิ ฺ ูหิ เปนธรรมที่ผูรูก็รูไดเฉพาะตนเอง
ผูอนื่ หารดู ว ยไม วามรรคเราเจริญ ผลเราบรรลุ นิโรธเราแจงแลว เปน
การรดู ว ยการประจกั ษแ จง ๑๑๔
เมอ่ื ฝกสมาธิตามธัมมานุสสติน้ี จะไดผ ล คือ
๑) ทําความตระหนักและออนนอมในพระธรรม วา “เราไม
พิจารณาเห็นศาสดาผูแสดงธรรมอันประเสริฐอยางน้ี ในการที่ลวง
๑๑๓ ดูรายละเอยี ดใน วิสุทธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๒๓๒-๒๓๘.
๑๑๔ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๒.
๑๘๓
บทที่ ๓ ลําดับการปฏิบัตกิ รรมฐาน
มาแลวเลย ในกาลบัดน้ีเลา เราก็ไมพิจารณาเห็นเวนแตพระผูมีพระ
ภาคเจา พระองคน น้ั ”
๒) ยอ มไดความไพบลู ยแหง คุณ มีศรทั ธาเปนตน
๓) เปน ผมู ากไปดวยปต แิ ละปราโมทย
๔) ทนตอ ความกลัวและความตกใจ
๕) สามารถอดกลั้นทกุ ขไ ด
๖) จติ ของเธอยอมนอ มไปในอนั จะบรรลุมรรคผลนพิ พาน
๗) ในเมอื่ มีการประจวบกับนวัตถทุ ่จี ะพึงลวงละเมิด หิริโอตัปปะ
ยอมจะปรากฏแกเ ธอผูร ะลึกถงึ คุณแหง พระธรรมไดอ ยู
๘) อานิสงสอ ยางสูง ไดอ ปุ จารสมาธ๑ิ ๑๕
ค. สังฆานุสสติ
โยคีผูปรารถนาจะเจริญสังฆานุสสติ ก็พึงไปในที่ลับคน อยูใน
เสนาสนะอนั สมควรแลว ระลกึ ถงึ คุณพระอรยิ สงฆท ้ังหลายอยา งน้ีวา
สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ. อุชุปฏิปนฺโน ภควโต
สาวกสงโฺ ฆ. ญายปฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ. สามีจปิ ฏปิ นโฺ น
ภควโต สาวกสงฺโฆ. ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฐปุริสปุคฺคลา.
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ. อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย
อฺชลิกรณโี ย อนตุ ตฺ รํ ปุญฺ กเฺ ขตฺตํ โลกสฺส.
พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา เปนผูปฏิบัติดีแลว
ชอบแลว เปน สาวกทป่ี ฏิบตั ติ รงแลว เปน สาวกทปี่ ฏิบัติธรรมเปน
๑๑๕ วสิ ุทฺธิ.(บาล)ี ๑/๒๓๗
๑๘๔
บทที่ ๓ ลาํ ดับการปฏิบตั กิ รรมฐาน
เครื่องออกจากทุกข เปนสาวกที่ปฏิบัติธรรมสมควรแกธรรม
ไดแ ก อรยิ บุคคล ๔ คู ๘ จําพวก พระสงฆสาวกของพระผูมีพระ
ภาคนี้ เปนผูควรแกของท่ีเขานํามาถวาย ควรแกของตอนรับ
ควรแกทักษิณา ควรแกการทําอัญชลี เปนนาบุญอันยอดเยี่ยม
ของโลก๑๑๖
พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา ที่เรียกวา พระอริยสงฆ
คือผูทบี่ รรลุมรรค ผลแลว คุณของพระอรยิ สงฆ มี ๙ ประการ๑๑๗ คอื
๑) สุปฏิปนฺโน เปน สาวกท่ปี ฏิบตั ดิ ีแลว ชอบแลว
๒) อชุ ปุ ฏปิ นฺโน เปน สาวกทปี่ ฏิบตั ิตรงแลว
๓) ญายปฏิปนฺโน เปนสาวกทป่ี ฏิบตั ธิ รรมเครื่องออกจากทุกข
๔) สามีจิปฏิปนฺโน เปนสาวกท่ปี ฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ รรม
๕) อาหุเนยฺโย เปนสาวกท่คี วรแกส กั การทีเ่ ขานํามาบูชา
๖) ปาหเุ นยฺโย เปน สาวกทคี่ วรแกสักการท่ีเขาจัดไวต อนรับ
๗) ทกขฺ ิเณยโฺ ย เปน สาวกท่ีควรรบั ทกั ษิณาทาน
๘) อชฺ ลีกรณีโย เปน สาวกท่ีควรแกก ารกราบไหว
๙) อนตุ ฺตรํ ปุ ญฺ กฺเขตฺตํ โลกสฺส เปนเนื้อนาบุญอยางยอดเยี่ยม
ของโลก ไมม นี าบุญอน่ื ยงิ่ กวา๑๑๘
เม่ือฝกสมาธติ ามสงั ฆานสุ สตนิ ้ี จะไดผ ล คือ
๑) เปน ผูมีความเคารพยาํ เกรงในพระสงฆ
๑๑๖ ว.ิ สุทธฺ ิ.(บาล)ี ๑/๒๓๘, อง.ฺ ฉกฺก.(ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๒
๑๑๗ ดรู ายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (บาล)ี ๑/๒๓๘-๒๘๑.
๑๑๘ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๒, อง.ฺ ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๑๐/๔๒๒.
๑๘๕
บทท่ี ๓ ลาํ ดับการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน
๒) ไดค วามไพบลู ยแ หง คุณ มศี รัทธา เปน ตน
๓) เปนผมู ากไปดวยปตแิ ละปราโมทย
๔) ทนตอความกลวั และตกใจ
๕) มคี วามรูสึกวา ไดอ ยกู บั พระสงฆ
๖) จติ ของเธอยอ มนอมไปในอันจะบรรลถุ ึงพระสังฆคณุ
๗) ในเม่ือมีการประจวบเขากับวัตถุที่จะพึงลวงละเมิด หิริ
โอตตปั ปะยอ มจะปรากฏแกเธอผรู สู ึกราวกับเห็นพระสงฆอ ยูต อหนา
๘) เม่ือยังไมบรรลุคุณอันยิ่งข้ึนไป ยอมเปนผูมีสุคติเปนท่ีไปใน
เบ้อื งหนา
๙) อานิสงสอยางสงู ไดอ ุปจารสมาธ๑ิ ๑๙
๑๑๙ ดูรายละเอยี ดใน วิสทุ ธฺ ิ. (บาลี) ๑/๒๔๑
๑๘๖
บทที่ ๔
หลักปฏบิ ตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก
๔.๑ ปฏิบตั ิอานาปานสตกิ าํ หนดกายเปน อารมณ
พระผมู ีพระภาคเจาทรงจําแนกอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑ -๔ โดยความ
เปนกายานุปสสนาสติปฏฐานวา “ผูปฏิบัติพิจารณาเห็นกายในกาย
ท้งั หลาย มคี วามเพียร มีสมั ปชญั ญะ มีสติ กาํ จดั อภชิ ฌาและโทมนัสใน
โลกได เรากลาวการใสใจลมหายใจเขาลมหายใจออกเปนอยางดีน้ีวา
เปน กายชนิดหนง่ึ ในบรรดากายทั้งหลาย”๑ มีลาํ ดับดงั น้ี
๔.๑.๑-๒ ลมหายใจเขา ออกยาว-สั้น
พระผมู ีพระภาคเจาตรัสสอนการกําหนดรูกาย คือลมหายใจเขา-
ลมหายออก ใน ๒ ขน้ั แรกวา
“ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามตี ิ ปชานาติ. ทีฆํ วา ปสสฺ สนโฺ ต
ทฆี ํ ปสสฺ สามีติ ปชานาติ.” เมื่อหายใจเขายาว ยอมรูวาหายใจเขายาว
เมือ่ หายใจออกยาว ยอมรูวาหายใจออกยาว
“รสสฺ วํ า อสฺสสนฺโต รสสฺ ํ อสฺสสามีติ ปชานาติ. รสฺสํ วา ปสสฺ สนฺโต
รสสฺ ํ ปสสฺ สามีติ ปชานาต.ิ ” เมือ่ หายใจเขาสน้ั ยอมรูวา หายใจเขาสั้น เมื่อ
หายใจออกส้นั ยอ มรูวา หายใจออกส้นั
คัมภีรวิสุทธิมรรคและอรรถกถาพระวินัยอธิบายลักษณะลม
หายใจวา ความยาวและสัน้ ของลมเปนไปดว ยอาํ นาจระยะของสถานที่
๑ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๙/๑๙๐.
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก
และระยะเวลาเหมือนกับน้าํ หรอื ทรายทีแ่ ผไปตลอดสถานที่ยาวหรือสั้น
เรียกกนั วา ลํานํา้ ยาว หาดทรายยาว ลํานา้ํ ส้ัน หาดทรายสน้ั ฉนั ใด ลม
หายใจออกและลมหายใจเขา ที่แมเ ปนของละเอียดยิ่งนัก แตมันเขาไป
ยังระยะทอี่ ันยาวในรา งกายชางและในรางกายงู คือทําลําตัวของมันให
เตม็ ชาๆ แลว ออกชาๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงเรียกลมหายใจชาง
และงูวามลี มหายใจยาว
ลมนั้นเขาไปตามทรี่ ะยะสัน้ ๆ คือ ลาํ ตัวของสัตวตัวเลก็ และตวั สั้น
มีสุนัขและกระตายเปนตน ใหเต็มโดยเร็วแลวออกเร็วเหมือนกัน
เพราะฉะน้นั จงึ เรียกลมหายใจของสตั วเ ล็กวา ลมสน้ั
สวนลมหายใจมนุษยวาโดยกาลเวลาแลว บางคนก็หายใจเขา-
ออกยาว เหมือนชา งและงเู ปน ตน บางคนก็หายใจเขาและหายใจออกสั้น
เหมือนสตั วตวั เล็กและตวั ส้ัน เชน สุนัขและกระตายเปนตน เพราะเหตุ
น้ัน ลมหายใจของมนุษยเขาก็ดี ออกกด็ ี กินระยะเวลานาน กพ็ งึ ทราบวา
มลี มหายใจยาว เมอ่ื เขา กด็ อี อกก็ดี กินระยะเวลานิดหนอ ย ก็พึงทราบวา
มีลมหายใจสนั้ ๒
พุทธทาสภิกขุอธิบายแนวปฏิบัติไววา กําหนดลมหายใจยาว
สังเกตความที่ลมหายใจเปนของยาว ลมหายใจยาวเม่ือรางกายสบาย
เมื่อรางกายไมสบาย เชน อึดอัด เปนตน ลมหายใจก็ส้ัน ลมหายใจจะ
ยาวเม่อื มคี วามสบายที่สุด ฉะน้ันถาเราหายใจใหยาวไดก็หมายความวา
ทําใหรางกายสบายไดดว ย๓
๒ ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๕๐๐.
๓ พุทธทาสภิกขุ,อานาปานสติภาวนา, หนา ๗๒-๗๓, อานาปานสติ
สมบูรณแ บบ, หนา ๑๒.
๑๘๘
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
ในเรอื่ งการหายใจเขา-ออกยาว-ส้ันน้ัน คัมภีรปฏิสัมภิทามรรค๔
อธิบายวา เม่ือหายใจเขากด็ ี หายใจออกกด็ ี ยาว ยอ มรวู า เราหายใจเขา
หายใจออกยาวดวยอาการ ๙ ประการ และเมื่อรูอยูอยางน้ันก็พึงทราบ
วา กายานุปสสนาสติปฏฐาน ยอ มสาํ เร็จโดยอาการหนึง่ ใน ๙ อาการ คอื
(๑) ภิกษุหายใจเขา ยาว ในกาลทน่ี ับวายาว
(๒) หายใจออกยาว ในกาลทนี่ บั วา ยาว
(๓) หายใจเขาหายใจออกยาว ในกาลท่ีนับวายาว ฉันทะ
เกิดข้นึ แกเธอผหู ายใจเขาหายใจออกยาว ในกาลทีน่ บั วายาว
(๔) หายใจเขา ยาวทลี่ ะเอียดกวาน้ันดวยอํานาจแหงฉันทะใน
กาลทนี่ ับวายาว
(๕) หายใจออกยาวท่ลี ะเอยี ดกวานน้ั ดว ย...
(๖) หายใจเขาหายใจออกยาว ที่ละเอียดกวานั้นดวย..
ปราโมทยเกิดข้นึ แกเ ธอผูหายใจเขาหายใจออกที่ละเอียดกวานั้น
ดว ย...
(๗) หายใจเขา ยาวท่ลี ะเอยี ดกวา น้ันดว ยอาํ นาจแหง ปราโมทย
ในกาลท่นี ับวา ยาว
(๘) หายใจออกยาวทลี่ ะเอยี ดกวานนั้ ดว ย...
(๙) หายใจเขาหายใจออกยาวทีล่ ะเอยี ดกวา นนั้ ดว ย... จิตของ
เธอผหู ายใจเขาหายใจออกยาวท่ีละเอียดกวาน้ันดวย...ยอมหลีก
ออกจากการหายใจเขา หายใจออกยาว อุเบกขายอ มตั้งอยู
เมอ่ื กาํ หนดรูลมหายใจเขาและลมหายใจออกตามอาการท้ัง ๙ น้ี
โดยระยะเวลาทย่ี าวและโดยระยะเวลาที่สั้น ชื่อวาเม่ือหายใจเขายาวก็รู
๔ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๖/๒๕๗.
๑๘๙
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
วาหายใจเขายาว หรือเม่ือหายใจออกยาวก็รูวาหายใจออกยาว เม่ือ
หายใจเขาส้ันก็รูวาหายใจเขาส้ัน หรือเม่ือหายใจออกสั้นก็รูวาหายใจ
ออกสั้น เม่ือกําหนดรูอยูอยางน้ี ลม ๔ อยาง คือลมหายใจเขายาว/ส้ัน
และลมหายใจออกยาว/ส้ัน ยอ มรสู ึกไดอยูท ี่ปลายจมูกนน่ั แล
พุทธทาสภกิ ขุไดอธบิ ายสอดคลองกันและไดเ พ่มิ เปน ๑๐ ประการ
เปน บทสรปุ วา “กายานุปส สนาสตปิ ฏ ฐานสมบรู ณแ ลวแมในระยะเรม่ิ ซึ่ง
เปน เพยี งการกําหนดลมหายใจอยา งเดยี ว” และไดแ สดงทรรศนะอธิบาย
อาการของลมหายใจ ๓ ประการแรกวา ลมหายใจยาวหรือนานตาม
ลักษณะปกติของลมหายใจนั้นๆ ยาวออกไปอีก ดวยอํานาจฉันทะที่
เกดิ ขนึ้ และยาวออกไปอีกเพราะอํานาจของความปราโมทยเกิดสืบตอ
จากฉนั ทะ๕
อานาปานสติขั้นท่ี ๒ มีความหมายแตกตางจากขั้นที่ ๑ เพียงท่ี
กลา วถงึ ลมหายใจที่สั้น กาํ หนดลมหายใจสน้ั เมอ่ื จิตใจไมปกตลิ มหายใจ
จะสน้ั เชน เมอ่ื หงดุ หงิด เมือ่ โกรธ เมอ่ื มรี าคะ กําหนดรูทั้งสองอยางคือ
ท้ังหายใจยาวและหายใจสั้นวาเปนอยางไร มีสาเหตุมาจากอะไร ก็
สามารถบังคบั จิตใหเปนปกติเมื่อลมหายใจสั้นก็ได ถาเรารูเทาทันหรือ
วาจะแกไขส่ิงเหลานั้นใหหายไปไดโดยการหายใจยาว เปนผูรูจัก
ธรรมชาติของลมหายใจ เปนผูแตกฉานในเร่ืองของการหายใจ ลม
หายใจยาวนี้มันหยาบอยูเราก็หายใจยาวอยางละเอียด ลมหายใจสั้นน้ี
มนั หยาบอยเู ราก็หายใจส้ันอยางละเอียด จนสามารถบังคับไดทุกอยาง
นเี้ รยี กวาเปนผูมคี วามรูเกย่ี วกับลมหายใจทั้งสองอยา ง๖
๕ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๗๖.
๖ พทุ ธทาสภิกขุ , อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๗๗.
๑๙๐
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก
พระสารบี ตุ รเถระอธิบายวา ภิกษุรูความท่ีจิตเปนเอกัคคตารมณ
ไมฟงุ ซา นดว ยการกาํ หนดลมหายใจเขา-ออกยาว สติยอมตั้งม่ัน ชื่อวา
เปนผูทําสติ ดวยสติน้ัน ดวยญาณนั้น เม่ือรูความที่จิตเปนเอกัคคตา-
รมณ ไมฟุงซานดวยการกําหนดลมหายใจเขา-ออกส้ัน สติยอมต้ังมั่น
ช่ือวาเปนผูทําสติดวยสตินั้น ดวยญาณน้ัน ฯลฯ เม่ือรูความท่ีจิตเปน
เอกคั คตารมณ ไมฟ ุงซา นดวยการพจิ ารณาเห็นความสละคืนหายใจเขา
สติยอมต้ังม่ัน ฯลฯ เมื่อรูความที่จิตเปนเอกัคคตารมณไมฟุงซานดวย
อาํ นาจความเปนผพู จิ ารณาเห็นความสละคืนหายใจออก สติยอมต้ังม่ัน
ชือ่ วาเปนผทู าํ สติดว ยสตนิ ้ัน ดว ยญาณน้ัน๗
คัมภีรอรรถกถาพระวินัยกลาวเสริมอีกวา ลมหายใจเขาและลม
หายใจออกยาวที่กําหนดรูโดย ๙ อาการนี้จัดเปนกาย ส่ิงที่เขาไป
กําหนดทํากายน้ันใหเปนอารมณเปนตัวสติ ความตามกําหนดดูกาย
อยา งจดจอ ตอเน่อื งใหรตู ามทเี่ ปน จริง เปนตวั ญาณ
กายคือลมหายใจเขา-ออกยาวดวยอาการ ๙ อยางน้ียอมปรากฏ
ความปรากฏเปน สติ การที่กายปรากฏไมใชสติ สติปรากฏดวย เปนตัว
ระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็น๘กายน้ันดวยสติน้ันดวยญาณนั้น เพราะ
เหตนุ น้ั จึงเรยี กวา สติปฏ ฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย๙
ในคัมภรี ป ฏิสัมภิทามรรค พระสารบี ุตรอธิบายวธิ เี จริญวิปส สนา มี
เน้ือความเหมือนในภังคานุปสสนาญาณแหงญาณกถา๑๐ วา พิจารณา
๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๕/๒๕๕.
๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๗/๒๕๘.
๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๖/๒๕๗.
๑๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๒/๘๒.
๑๙๑
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
เห็นโดยความไมเ ทีย่ ง ไมพจิ ารณาเหน็ โดยความเท่ยี ง พิจารณาเหน็ โดย
ความเปนทุกข ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนสุข พิจารณาเห็นโดย
ความเปนอนัตตา ไมพิจารณาเห็นโดยความเปนอัตตา ยอมเบื่อหนาย
ไมยินดี ยอมคลายกําหนัด ไมกําหนัด ยอมทําราคะใหดับ ไมใหเกิด
ยอ มสละคนื ไมย ึดถือ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไมเท่ียง ยอมละนิจจ
สัญญาได เม่ือพิจารณาเห็นโดยความเปนทุกข ยอมละสุขสัญญาได
เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเปนอนัตตา ยอมละอัตตสัญญาได เมื่อเบ่ือ
หนาย ยอมละนันทิ(ความยินดี)ได เม่ือคลายกําหนัด ยอมละราคะได
เมื่อทาํ ราคะใหดับ ยอมละสมุทัยได เมื่อสละคืน ยอมละความยึดถือได
ภิกษุนนั้ พิจารณาเหน็ กายน้นั อยา งนี้
เม่ือภิกษุรูความท่ีจิตเปนเอกัคคตารมณไมฟุงซานดวยการ
กําหนดลมหายใจเขา-ออกยาวและดวยการกําหนดลมหายใจเขาหายใจ
ออกส้ัน เวทนา..สัญญา..วิตกจึงปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเขาไปตั้งอยู
และปรากฏถึงความดับไป๑๑
ความเกิดข้ึนแหงเวทนา,สัญญา ยอมปรากฏอยางไร พระสารี
บุตรเถระอธิบายวา “ความเกิดข้ึนแหงเวทนายอมปรากฏ โดยความ
เกิดขึน้ แหง ปจ จยั วา “เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด
เวทนาจงึ เกดิ ...เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิดเวทนาจึง
เกิด” แมเมื่อกําหนดเห็นลักษณะแหงความเกิดขึ้น ความเกิดขึ้นแหง
เวทนากย็ อ มปรากฏ ความเกดิ ข้ึนแหง เวทนายอมปรากฏอยา งน้ี”
ความเขาไปต้ังอยูแหง เวทนา,สัญญา ยอ มปรากฏอยางไร พระ
สารีบุตรเถระอธบิ ายวา “เมื่อภิกษใุ สใจกําหนดโดยความไมเที่ยง ความ
๑๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๖/๑๘๘.
๑๙๒
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก
เขา ไปต้งั อยโู ดยความสน้ิ ไปยอ มปรากฏ เม่ือใสใจกําหนดโดยความเปน
ทกุ ข ความเขา ไปต้ังอยูโดยความเปนภัยยอมปรากฏ เม่ือใสใจกําหนด
โดยความเปนอนัตตา ความเขาไปตั้งอยูโดยความวางยอมปรากฏ..
ความเขาไปตั้งอยแู หง เวทนายอมปรากฏอยางนี้”
ความดับไปแหงเวทนา,สัญญาปรากฏอยางไร? พระสารีบุตร
เถระอธบิ ายวา “ความดบั ไปแหงเวทนา,สญั ญายอมปรากฏโดยความดับ
ไปแหงปจ จัยวา เพราะอวิชชาดับ เวทนาจึงดบั ...เพราะตณั หาดับเวทนา
จึงดับ...เพราะกรรมดบั เวทนาจึงดับ ..เพราะผัสสะดับเวทนา,สัญญาจึง
ดับ แมเม่ือกําหนดเห็นลักษณะแหงความแปรผัน ความดับไปแหง
เวทนา,สญั ญาก็ยอมปรากฏ ความดบั ไปแหงเวทนา,สัญญายอมปรากฏ
อยา งน้ี เวทนา,สญั ญายอ มปรากฏถงึ ความเกดิ ขนึ้ ปรากฏถึงความเขา
ไปตง้ั อยู ปรากฏถึงความดบั ไปอยางน”ี้
วิตกยอมปรากฏถึงความเกิดขึ้น ปรากฏถึงความเขาไปตั้งอยู
ปรากฏถึงความดับไปอยางไร พระสารีบุตรเถระอธิบายวา “ความ
เกิดข้ึนแหงวิตกยอมปรากฏอยางน้ี คือ ความเกิดข้ึนแหงวิตกยอม
ปรากฏโดยความเกิดข้ึนแหงปจจัยวา เพราะอวิชชาเกิดวิตกจึงเกิด..
เพราะตัณหาเกิดวิตกจงึ เกดิ ..เพราะกรรมเกิดวิตกจึงเกิด
ความเกิดข้ึนแหงวิตกยอมปรากฏโดยความเกิดข้ึนแหงปจจัยวา
เพราะสัญญาเกิดวิตกจึงเกิด แมเมื่อกําหนดเห็นลักษณะแหงความ
เกดิ ข้นึ ความเกดิ ข้ึนแหงวิตกก็ยอมปรากฏ ความเกิดข้ึนแหงวิตกยอม
ปรากฏอยางนี้
ความเขาไปตั้งอยูแหง วติ กยอ มปรากฏอยางน้ี คอื เม่อื ใสใจกาํ หนด
โดยความไมเ ทย่ี ง ความเขาไปตั้งอยูโดยความส้นิ ไปยอมปรากฏ เม่ือใส
๑๙๓
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก
ใจกําหนดโดยความเปนทุกข ความเขาไปตั้งอยูโดยความเปนภัยยอม
ปรากฏ เม่ือใสใจกําหนดโดยความเปนอนัตตา ความเขาไปต้ังอยูโดย
ความวางยอมปรากฏ ความเขาไปต้งั อยแู หง วิตกยอ มปรากฏอยางน้ี
ความดบั ไปแหงวติ กยอมปรากฏอยางนี้ คือ ความดับไปแหงวิตก
ยอ มปรากฏโดยความเกิดขึ้นแหง ปจจัยวา เพราะอวิชชาดับวิตกจึงดับ..
เพราะตณั หาดบั วิตกจึงดับ..เพราะกรรมดับวติ กจึงดับ..เพราะสัญญาดับ
วิตกจึงดับ แมเมื่อกําหนดเห็นลักษณะความแปรผัน ความดับไปแหง
วิตกก็ยอมปรากฏ ความดับไปแหงวิตกยอมปรากฏอยางนี้ วิตกยอม
ปรากฏถงึ ความเกิดขน้ึ ปรากฏถงึ ความเขา ไปตง้ั อยู ปรากฏถึงความดับ
ไปอยางน”ี้
ภกิ ษเุ มอ่ื รวู า จิตเปน เอกัคคตารมณไมฟ ุงซาน ดวยการกําหนดลม
หายใจเขาหายใจออกยาว ดว ยการกําหนดลมหายใจเขาหายใจออกส้ัน
ยอมทําอินทรียทั้งหลายใหประชุมลง รูชัดโคจร๑๒และรูแจงธรรมอันมี
ความสงบเปนประโยชน ยอมทําพละท้ังหลายใหประชุมลง..ยอมทํา
โพชฌงคทั้งหลายใหประชุมลง...ยอมทํามรรคใหประชุมลง..ยอมทํา
ธรรมท้งั หลายใหประชมุ ลง รูช ัดโคจรและรแู จงธรรมอันมีความสงบเปน
ประโยชน๑๓
ทําอินทรียท ัง้ หลายใหป ระชมุ ลงอยางไร พระสารบี ตุ รเถระอธิบาย
วา “ภิกษยุ อ มทําสัทธินทรียท้ังหลายใหประชุมลงเพราะมีสภาวะนอมใจ
เช่ือ ใหวิริยินทรียประชุมลงเพราะมีสภาวะประคองจิตไว ใหสตินทรีย
ประชมุ ลงเพราะมสี ภาวะต้งั ม่ัน ใหส มาธนิ ทรียประชมุ ลง เพราะมสี ภาวะ
๑๒ รชู ัดโคจร คือ รจู กั อารมณแ หง บุคคลนัน้ วา เปนโคจรแหงบคุ คลนั้น
๑๓ ดูรายละเอียดและคําอธิบายใน ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๘-๑๖๙/๒๖๑-๒๖๕.
๑๙๔
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
ไมฟ ุงซาน ใหปญญินทรียป ระชมุ ลงเพราะมีสภาวะเหน็ ใหอินทรียเ หลา น้ี
ประชมุ ลงในอารมณอ ยางนี”้
“รูช ัดโคจรและรูแจงธรรมอันมีความสงบเปนประโยชน” พระสารี
บุตรเถระอธบิ ายวา รชู ัดโคจร คอื รชู ดั สงิ่ ทเี่ ปนอารมณของบุคคลนั้นวา
เปนโคจรแหงธรรมน้ัน รูชัดสิ่งท่ีเปนโคจรของบุคคลน้ันวาเปนอารมณ
แหง ธรรมน้นั
คําวา สงบ คือ อารมณปรากฏเปนความสงบ จิตไมฟุงซานเปน
ความสงบ จติ ตั้งมั่นเปนความสงบ จิตผองแผว เปนความสงบ
คําวา ประโยชน คอื สภาวะทไ่ี มม ีโทษเปนประโยชน สภาวะท่ีไม
มกี เิ ลสเปน ประโยชน สภาวะที่มีความผองแผวเปนประโยชน สภาวะที่
ประเสรฐิ เปน ประโยชน
คาํ วา รูแจง คอื รูแ จง สภาวะทอ่ี ารมณป รากฏ รแู จงสภาวะที่จิตไม
ฟงุ ซา น รูแ จงสภาวะท่จี ติ ตงั้ มั่น รแู จง สภาวะท่ีจติ ผอ งแผว
บทวา ยอมใหพละท้งั หลายประชุมลง พระสารบี ตุ รเถระอธิบายวา
บคุ คลยอมทําสัทธาพละใหประชุมลงดวยความไมหว่ันไหวไปในความ
ไมมีศรัทธา ทําวิริยพละใหประชุมลงดวยความไมหว่ันไหวไปในความ
ประมาท ทาํ สมาธิพละใหประชุมลงดวยความไมหวั่นไหวไปในอุทธัจจะ
ทาํ ปญ ญาพละใหป ระชุมลงดวยความไมหว่ันไหวในอวชิ ชา๑๔
บทวา ยอมทําโพชฌงคท้ังหลายใหประชุม พระสารีบุตรเถระ
อธบิ ายวา บคุ คลยอ มทําสติสมั โพชฌงคใหประชุมลงดว ยความเขาไปตั้ง
ไว ทาํ ธรรมวจิ ยสัมโพชฌงคใหประชุมลงดวยความเลือกเฟน ทําวิริย-
สัมโพชฌงคใ หป ระชมุ ลงดวยความประคองไว ทําปต ิสมั โพชฌงคใ ห
๑๔ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๖๘/๒๖๑
๑๙๕
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก
ประชมุ ลงดว ยความแผซานไป ทําปสสัทธสิ มั โพชฌงคใหป ระชมุ ลงดวย
ความสงบ ทําสมาธิสัมโพชฌงคใหประชุมลงดวยความไมฟุงซาน ทํา
อุเบกขาสัมโพชฌงคใหป ระชมุ ลงดว ยความวางเฉย.
พระสารีบุตรเถระอธิบายคําวา ยอมทํามรรคใหประชุมลง วา
บคุ คลยอมทาํ สัมมาทฏิ ฐิใหป ระชุมลงดวยความเห็น ทําสัมมาสังกัปปะ
ใหประชมุ ลงดวยความยกขึ้นสูอารมณ ทําสัมมาวาจาใหประชุมลงดวย
การกําหนด ทําสัมมากัมมันตะใหประชุมลงดวยความที่เกิดขึ้นดี ทํา
สมั มาอาชีวะใหประชมุ ลงดว ยความผอ งแผว ทาํ สมั มาวายามะใหป ระชุม
ลงดวยความประคองไว ทาํ สมั มาสติใหป ระชุมลงดวยความเขาไปตั้งไว
ทาํ สัมมาสมาธใิ หป ระชมุ ลงดวยความไมฟ งุ ซา น
คาํ วา “ยอ มทาํ ธรรมท้ังหลาย(โพธิปก ขิยธรรม ๓๗ ประการ๑๕)ให
ประชมุ ลง” พระสารีบุตรเถระอธิบายวา บุคคลยอมทําอินทรียท้ังหลาย
ใหป ระชุมลงดว ยความเปน ใหญ ทําพละท้ังหลายใหประชมุ ลงดวยความ
ไมห วน่ั ไหว ทําโพชฌงคทงั้ หลายใหป ระชมุ ลงดว ยความเปน ธรรมเคร่อื ง
นาํ ออก ทาํ มรรคใหประชุมลงดวยความเปน เหตุ ทําสตปิ ฏ ฐานใหป ระชมุ
ลงดวยความเขาไปตั้งไว ทําสัมมัปปธานใหประชุมลงดวยความเริ่มต้ัง
ความเพียร ทําอิทธิบาทใหประชุมลงดวยความใหสําเร็จ ทําสัจจะให
ประชมุ ลงดวยความถอ งแท ทําสมถะใหประชุมลงดวยความไมฟุงซาน
ทําวิปสสนาใหประชมุ ลงดวยความพิจารณาเห็น ทําสมถะและวิปสสนา
๑๕ โพธปิ ก ขิยธรรม(ธรรมอันเปน ฝา ยแหงการตรัสรู) ๓๗ ประการ ไดแก
(๑) สตปิ ฏ ฐาน ๔ (๒) สัมมปั ปธาน ๔ (๓) อิทธบิ าท ๔ (๔) อินทรีย ๕ (๕) พละ
๕ (๖) โพชฌงค ๗ (๗) มรรคมีองค ๘ ดูใน ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๕๐/๑๗๔, อภิ.วิ.
(ไทย) ๓๕/๕๒๒/๓๙๒ องฺ.ทสก.ฏกี า (บาล)ี ๓/๑๑๓-๑๑๖/๔๓๘.
๑๙๖
บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก
ใหประชุมลงดวยความมกี จิ เปนอันเดยี วกนั ทําธรรมเปนคูกันใหประชุม
ลงดวยความไมล วงเกินกัน ทําสีลวิสุทธิใหประชุมลงดวยความสํารวม
ทําจิตวสิ ุทธิใหป ระชมุ ลงดวยความไมฟ งุ ซาน ทําทิฏฐิวิสุทธิใหประชุม
ลงดว ยความเหน็ ถกู ทาํ วิโมกขใ หประชมุ ลงดว ยควานหลุดพน ทําวิชชา
ใหประชุมลงดวยความแทงตลอด ทําวิมุตติใหประชุมลงดวยความสละ
รอบ ทําญาณในความสิ้นไปใหประชุมลงดวยความตัดขาด ทําญาณใน
ความไมเ กิดขนึ้ ใหประชมุ ลงดวยความเหน็ เฉพาะ ทาํ ฉนั ทะใหป ระชุมลง
ดว ยความเปนมูลเหตุ ทาํ มนสิการใหประชุมลงดวยความเปนสมุฏฐาน
ทําผัสสะใหประชุมลงดวยความประสบ ทําเวทนาใหประชุมลงดวย
ความรสู ึก ทําสมาธิใหประชุมลงดว ยความเปน ประธาน ทําสติใหประชุม
ลงดวยความเปนใหญ ทําสติสัมปชัญญะใหประชุมลงดวยความเปน
ธรรมท่ยี ิ่งกวา น้ัน ทาํ วิมตุ ติใหป ระชุมลงดวยความเปน สาระ ทํานิพพาน
อันหยง่ั ลงในอมตะใหประชมุ ลงดวยความเปนที่สดุ ๑๖
๔.๑.๓ รชู ัดกายทงั้ หมด
พระผูม พี ระภาคเจาตรสั สอนการกําหนดใหรูชัดกายทง้ั หมด วา
“สพฺพกายปฏิสํเวที อสสฺ สสิ ฺสามตี ิ สิกขฺ ต.ิ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสาม-ี
ติ สิกขฺ ต.ิ ” เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั รชู ัดกายทง้ั หมด(ตน ลม กลางลม
และท่ีสุดลม) ขณะหายใจเขา เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั รชู ดั กาย
ทง้ั หมด ขณะหายใจออก
พระสารีบตุ รเถระอธบิ ายวา กาย มี ๒ อยาง คอื
๑. นามกาย คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ จัดเปน
๑๖ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๐/๒๖๖.
๑๙๗
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้ันแรก
นามดวย เปนนามกายดว ย และจิตสงั ขารกจ็ ัดเปนนามกาย
๒. รูปกาย คือ มหาภูตรูป ๔๑๗รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔๑๘ลม
๑๗ มหาภตู รปู คือรูปใหญ รูปตนเดิม คือธาตุ ๔ ไดแก (๑) ปฐวีธาตุ
สภาวะที่แผไปหรือกินเนื้อท่ีสภาพอันเปนหลักท่ีต้ังท่ีอาศัยแหงสหชาตรูป เรียก
สามญั วา ธาตุแขน แข็งหรอื ธาตุดิน (๒) อาโปธาตุ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม
ซานไปขยายขนาด ผนึก พูนเขาดวยกัน เรียกสามัญวา ธาตุเหลวหรือธาตุนํ้า
(๓) เตโชธาตุ สภาวะทที่ ําใหรอน เรียกสามญั วา ธาตไุ ฟ (๔) วาโยธาตุ สภาวะ
ท่ที าํ ใหส ่ันไหวเคลือ่ นท่คี ้าํ จนุ รยี กสามญั วา ธาตลุ ม (ที.ส.ี (ไทย) ๙/๔๘๗/๒๑๖)
๑๘ รูปที่อาศัยมหาภตู รปู ๔ หรอื ทบั ศพั ทบ าลีวา อปุ าทายรปู มี ๒๔ คือ
ก. ปสาทรปู ๕ (รปู ท่เี ปน ประธานสาํ หรับรับอารมณ) (๑) ตา (๒) หู (๓) จมูก (๔) ล้ิน
(๕) กาย
ข. โคจรรูป หรอื วิสัยรปู ๕ (รปู ทเี่ ปนอารมณห รือแดนรบั รูของอินทรยี ) (๖) รปู (๗)
เสียง (๘) กล่ิน (๙) รส (โผฏฐัพพะขอน้ีไมนับเพราะเปนอันเดียวกับมหาภูตรูป ๓ คือ ปฐวี
เตโช วาโย)
ค. ภาวรูป ๒ (รูปที่เปนภาวะแหงเพศ) (๑๐) อิตถัตตะ อิตถินทรีย ความเปนหญิง
(๑๑) ปรุ ิสัตตะปรุ ิสนิ ทรยี ความเปนชาย
ง. หทยั รปู ๑ (รปู คอื หทัย) (๑๒) หทยั วตั ถุ ที่ต้ังแหงใจ หวั ใจ
จ. ชวี ิตรปู ๑ (รปู ทีเ่ ปน ชีวติ ) (๑๓) ชวี ติ นิ ทรีย อินทรยี คือชวี ติ
ฉ. อาหารรปู ๑ (รูปคอื อาหาร) (๑๔) กวฬิงการาหาร อาหารคือคําขา ว
ช. ปรจิ เฉทรูป ๑ (รูปทกี่ ําหนดเทศะ) (๑๕) อากาสธาตุ สภาวะคอื ชอ งวาง
ญ. วิญญัติรูป ๒ (รูปคือการเคล่ือนไหวใหรูความหมาย) (๑๖) กายวิญญัติ การ
เคล่อื นไหวใหร ูค วามหมายดว ยกาย (๑๗) วจีวญิ ญตั ิ การเคล่อื นไหวใหรูความหมายดวยวาจา
ฎ. วิการรูป ๕ (รูปคืออาการท่ดี ัดแปลงทาํ ใหแปลกใหพ ิเศษได) (๑๘) ลหุตา ความ
เบา (๑๙) มุทุตา ความออนสลวย (๒๐) กัมมัญญตา ความควรแกการงาน ใชการได
(วญิ ญตั ริ ปู ทานไมนับเพราะซาํ้ กบั ขอ ญ)
ฏ. ลักขณรูป ๔ (ลกั ษณะหรอื อาการเปนเคร่ืองกําหนด) (๒๒) อุปจย ความกอตัว
สันตติ ความสบื ตอ (๒๓) ชรตา ความทรุดโทรม (๒๔) อนิจจตา ความปรวนแปรแตกสลาย
..ดูรายละเอียดใน อภ.ิ สงฺ. (ไทย) ๓๔/๕๘๔-๙๘๔/๑๖๙-๒๕๕.
๑๙๘
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
หายใจเขา ลมหายใจออก และนมิ ติ อนึ่ง กายสังขารทเ่ี น่อื งกันกจ็ ดั เปน
รูปกาย กายปรากฏอยา งนี้คอื เมื่อผูปฏบิ ัตริ คู วามทจ่ี ิตมีอารมณเดียวไม
ฟุง ซา น ดวยความพยายามใสใจกําหนดรูลมหายใจเขา-ลมหายใจออก
ยาว และใสใจกาํ หนดรลู มหายใจเขาและลมหายใจออกสน้ั สติยอ มตงั้ มน่ั
กายเหลา นนั้ ยอ มปรากฏดว ยสตนิ นั้ ดวยญาณนั้น
เม่ือมีการคํานึงถึง-รับรู-เห็น-พิจารณา-อธิษฐานจิต-นอมใจเช่ือ
ดวยศรทั ธา-ประคองความเพียร-ตัง้ สติไวอยางม่ันคง-รูชัดดวยปญญา-รู
แจงธรรมทค่ี วรร-ู กาํ หนดรูธรรมท่ีควรกําหนดรู-ละธรรมที่ควรละ–เจริญ
ธรรมทีค่ วรเจรญิ -ทําใหแจงธรรมทีค่ วรทําใหแ จง กายจึงจะปรากฏ
ในคัมภรี วิสทุ ธมิ รรค พระสารบี ุตรเถระอธิบายวา
ผูปฏิบัติพึงใสใจวา เราจักใสใจทําตน-กลาง-ปลายแหงลม
หายใจท้ังหมดใหเปนสิ่งท่ีเรารูชัด ทําลมหายใจน้ันใหเปนสิ่งที่
เห็นชดั ขณะหายใจเขา-หายใจออก เม่ือกําหนดลมหายใจใหเปน
ส่งิ ที่ตนรู คือ กําหนดลมหายใจจนเห็นไดอยางชัดเจน ทําอยาง
นั้นไดก็ช่ือวา หายใจเขาและหายใจออกดวยจิตอันประกอบดวย
ญาณ๑๙ ผูปฏบิ ตั บิ างคน กําหนดรูต น ลมของลมหายใจเขาหรือลม
หายใจออกทีก่ ําลังแลนเขา-แลนออกอยูอยางละเอียดน้ันไดอยาง
ชดั เจน แตก าํ หนดรูก ลางลมและปลายลมไดไมชัด เขาก็สามารถ
กาํ หนดรูเ อาไดแ ตต นลม แตย อมลําบากในการกําหนดตอนกลาง
ลมและปลายลม สาํ หรบั บางคนกาํ หนดกลางลมไดชัด แตกําหนด
ตนลมและปลายลมไดไมชัดนัก เขาก็จะสามารถกําหนดรูเอาได
แตกลางลม ยอมยุงยากในการกําหนดตอนตนลมและปลายลม
๑๙ วสิ ทุ ธ.ิ (บาล)ี ๑/๒๙๘.
๑๙๙
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้ันแรก
สาํ หรับบางคนกาํ หนดปลายลมไดชัด แตกําหนดตนลมและกลาง
ลมไดไมชัดนัก เขาก็จะสามารถกําหนดเอาไดแตปลายลม ยอม
ยุงยากในการกําหนดรูตอนตนลมและกลางลม สําหรับบางคน
กําหนดไดชัดหมดทุกตอน เขาก็สามารถกําหนดรูเอากองลมได
ทง้ั หมด ยอมไมย ุงยากในการกาํ หนดเลยสักตอน๒๐
กาย คือ การกําหนดรูก องลมท้ังปวงหายใจเขาหายใจออกยอม
ปรากฏ ความปรากฏเปนสติ การพิจารณาเห็นเปนญาณ กายยอม
ปรากฏ ไมใชสติ สติปรากฏดวย เปนตัวระลึกดวย ภิกษุพิจารณาเห็น
กายนั้นดวยสตินั้น ดวยญาณนั้น เพราะเหตุน้ัน เรียกวา “สติปฏฐาน-
ภาวนา คือ การพิจารณาเหน็ กายในกายอยู”๒๑
บทบาลีวา สกิ ขฺ ติ พทุ ธทาสภกิ ขุไดแ ปลวา ยอมทําในบทศึกษา..
แตกตางจากนําสํานวนแปลพระไตรปฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ซง่ึ แปลวา ยอมสําเหนียก ทานอธิบายวา หมายถึงการประพฤติ
ปฏบิ ตั ใิ นบทท่ที า นวางไวสาํ หรับการปฏบิ ตั ทิ ี่เรียกวา สิกขาน่นั เอง และมี
การจําแนกไวเปน ๓ สิกขา คือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขาหรือจิตตสิกขา
และปญญาสิกขา๒๒ และอธิบายแนวปฏิบัติไววา กําหนดลมหายใจท้ัง
ปวง คอื กาํ หนดใหรใู นกองลมทัง้ ปวงในเวลาหายใจออกและหายใจเขา
ใหรูวาเบ้ืองตนของลมหายใจออกนั้นอยูเหนือสะดือ เบื้องกลางอยูท่ี
หนา อก เบ้อื งปลายอยูที่ชอ งจมูก และเบ้ืองตน ของลมหายใจเขานั้นอยูที่
ชองจมูก เบ้ืองกลางอยูท่ีหนาอก เบื้องปลายอยูท่ีเหนือสะดือ จะรูได
๒๐ วสิ ทุ ธฺ .ิ (บาลี) ๑/๒๙๘.
๒๑ ดูรายละเอยี ดใน ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๑๗๐/๒๖๖.
๒๒ พุทธทาสภิกขุ , อานาปานสติภาวนา, หนา ๘๑.
๒๐๐
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก
ตอเมื่อต้ังใจกําหนด ลมหายใจยาวเม่ือรางกายสบาย เมื่อรางกายไม
สบายลมหายใจจะสน้ั ฉะนั้น ถา เราหายใจใหย าวไดก ็หมายความวา ทาํ
รางกายใหสบายได เปนสิ่งที่มีประโยชนในทางอนามัยดวย คือทําให
รางกายสบาย สว นลมหายใจส้ันนัน้ ตอนแรกจะตองรูถึงขอท่ีวา เมื่อจิต
ไมปกติลมหายใจสั้น เมื่อหงุดหงิดก็หายใจส้ัน เม่ือโกรธก็หายใจสั้น
ฉะนั้น จะตองรูจักความท่ีลมหายใจส้ัน เมื่อรางกายไมสบาย จิตก็ไม
ปกติ นี้จึงกําหนดรูท้ังอยางยาวและอยางสั้นวา อยางไหนยาว?
อยางไหนส้ัน? ยาวเพราะเหตุใด? สั้นเพราะเหตอุ ะไร? และสามารถท่ีจะ
บงั คับจติ ใจใหป กติเมื่อลมหายใจส้ันก็ได ถาเรารูเทาทันแลว หรือวาจะ
แกไ ขส่งิ เหลา น้นั ใหห ายไปได โดยการทห่ี ายใจใหย าว เราจึงเปนผทู รี่ ูจกั
ธรรมชาติของลมหายใจดีท้ังอยางยาวและอยางสั้น เพื่อเปนผูแตกฉาน
ในเร่อื งของการหายใจ ลมหายใจที่ยาว หยาบอยูก็ได เราก็หายใจยาว
อยา งละเอยี ด ลมหายใจสั้น หยาบอยูก็ได ก็พยายามทําใหละเอียด จน
สามารถบังคับได นีเ้ รียกวาเปน ผมู คี วามรเู ก่ยี วกับลมหายใจ ท้งั ยาวและ
ส้ัน๒๓ กําหนดขอเท็จจริงที่วา ลมหายใจน้ีเปน เคร่ืองปรุงแตงรางกายอยู
ทุกครั้งทห่ี ายใจเขา-ออก ถาลมหายใจปกติรางกายก็ปกติ ถารางกาย
ปกติลมหายใจก็ปกติ ถาลมหายใจเปนปกติคือยาวก็หมายความวา
รางกายก็ระงับตามปกติ ลมหายใจส้ันรางกายก็กระวนกระวาย นี้
เรียกวา ความเน่ืองกันระหวางลมหายใจกับรางกาย มองเห็นลมหายใจ
ในลักษณะท่ีเปนผูปรุงแตงรางกาย เรียกเปนภาษาบาลีวากายสังขาร
กายสังขาร แปลวาส่ิงปรุงแตงรางกาย ระบุท่ีลมหายใจกอนส่ิงอ่ืน แลว
ลมหายใจเองก็เรียกวากายไดเ หมือนกนั เพราะมันเนื่องอยูกับกาย ปรุง
๒๓ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ อานาปานสติภาวนา, หนา ๑๒, ๖๖-๖๗.
๒๐๑
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก
แตงกาย ตัวลมหายใจก็เรียกวากาย ตัวรางกายเองก็เรียกวากาย รู
จกั กายท้งั ปวง คอื รูจกั ขอ ทีส่ มั พันธกันอยใู นฐานะเปนเคร่ืองปรุงแตงซึ่ง
กันและกัน รางกายเปนที่ตั้งแหงการหายใจ การหายใจก็ชวยปรุง
สนบั สนนุ รางกายอย๒ู ๔
ความปรากฏขนึ้ ของวิสทุ ธแิ ละไตรสิกขา พระสารีบุตรเถระอธิบาย
วา ชื่อวาสีลวิสุทธิ เพราะมีความหมายวาเปนผูรูชัดกองลมท้ังปวง
สํารวมระวงั ลมหายใจเขา -ออก ชื่อวา จิตตวิสุทธิ เพราะมีความหมายวา
ไมฟุงซาน ช่ือวาทิฏฐิวิสุทธิ๒๕เพราะมีความหมายวาเห็น ในบรรดา
ธรรมนัน้ ความสํารวมชื่อวาอธสิ ีลสกิ ขา ความไมฟ ุงซานชอ่ื วา อธจิ ิตตสกิ
ขา ความเหน็ ชอ่ื วาอธิปญ ญาสกิ ขา
ภิกษุเม่ือคํานึงถึงสิกขา ๓ น้ีชื่อวาศึกษา เมื่อรูช่ือวาศึกษา เม่ือ
เหน็ ช่ือวาศึกษา เมื่อพิจารณาชื่อวาศึกษา เม่ืออธิษฐานจิตช่ือวาศึกษา
เมื่อนอมใจเช่ือดวยศรัทธาชื่อวาศึกษา เม่ือประคองความเพียรช่ือวา
ศึกษา เม่อื ตัง้ สตไิ วมัน่ ชื่อวาศึกษา เมือ่ ตั้งจิตไวมัน่ ชื่อวาศึกษา เมื่อรูชัด
ดว ยปญ ญาช่อื วา ศกึ ษา เม่อื รูย ่งิ ธรรมที่ควรรูย งิ่ ช่ือวาศึกษา เมื่อกําหนด
รูธรรมท่ีควรกาํ หนดรูช ่ือวาศกึ ษา เม่ือละธรรมที่ควรละชื่อวาศึกษา เมื่อ
เจริญธรรมทีค่ วรเจรญิ ชือ่ วาศกึ ษา เมอ่ื ทาํ ใหแ จง ธรรมทค่ี วรทําใหแ จง ชอ่ื
๒๔ พุทธทาสภิกขุ, อานาปานสติภาวนา, หนา ๑๓.
๒๕ ทิฏฐิวิสุทธิ หมายถึง สัมมาทิฏฐิในอริยมรรค ๔ (องฺ.ทุก.อ.(บาลี) ๒/
๑๗๖/๗๒), คมั ภรี ว ิสทุ ธิมรรคอธบิ ายวา นามรปู านํ ยถาวทสฺสนํ ทฏิ ฐ ิวสิ ุทฺธิ นาม.
ปญญาท่ีกําหนดรูเห็นลักษณะเฉพาะของสภาวธรรมทางกาย(รูป) และทางใจ
(นาม) ออกจากกันไดตามความเปนจริง คือรูปมีสภาพเปลี่ยนแปลงชํารุดทรุด
โทรม นามมีสภาพนอ มไปสูอารมณหรือรูอารมณนั้นช่ือวา ทิฏฐิวิสุทธิ (ความเห็น
อันบรสิ ุทธ์ิ) ..วิสทุ ธฺ ิ. (บาล)ี ๒/๒๖๐
๒๐๒
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้ันแรก
วาศกึ ษา เมอื่ ภิกษรุ คู วามท่ีจติ เปนเอกคั คตารมณไมฟุงซาน ดวยอํานาจ
ความเปนผูกําหนดรูกองลมท้ังปวงหายใจเขาหายใจออก เวทนา..
สญั ญา..วติ กจงึ ปรากฏเกิดข้นึ ปรากฏเขา ไปต้ังอยู และปรากฏถึงความ
ดับไป(ยกข้นึ สไู ตรลักษณ เจรญิ วิปสสนา)
วิธีปฏิบัติ ๓ ข้ันแรกนี้ ผูปฏิบัติพึงหายใจเขาหายใจออกอยาง
เดียวเทาน้ัน และไมพึงทํากิจอะไรๆ อ่ืน ข้ันตอไปควรทําความเพียร
เพอ่ื ทาํ ญาณใหเ กดิ ขน้ึ ๒๖
๔.๑.๔ ระงบั ลมหายใจเขา-ออก
พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสสอนการกําหนดเพ่ือระงับลมหายใจเขา-
ออกวา “ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. ปสฺสมฺภยํ
กายสงฺขารํ ปสฺสสิสสฺ ามีติ สกิ ขฺ ต.ิ ”๒๗
เธอยอมสาํ เหนียกวา เราจกั ระงับลมหายใจขณะหายใจเขา
เธอยอ มสาํ เหนียกวา เราจกั ระงับลมหายใจขณะหายใจออก
กายสังขาร แปลวา สภาพปรุงแตง กาย กค็ อื ลมหายใจเขา-ออก๒๘
คมั ภรี ว สิ ทุ ธิมรรคอธิบายวา๒๙ผูปฏบิ ตั พิ งึ พยายามใสใจวา จะตาม
กาํ หนดรูจนลมหายใจเขา และลมหายใจออกท่ีหยาบใหคอ ยๆ ละเอยี ดลง
ใหระงบั ไป ใหสงบไป หายใจเขา -หายใจออก
คาํ วา หยาบ ละเอียด และระงบั หมายถงึ รางกายและสภาพจติ
๒๖ ดูรายละเอียดใน วสิ ทุ ธิ. (บาลี) ๑/๒๒๐/๒๙๘.
๒๗ วิ.มหาวิ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๙๖, ม.ม. (บาลี) ๑๓/๑๒๑/๙๕.
๒๘ ที.ม.อ. (บาลี)๒๘๘/๒๕๕, ท.ี ม.ฏีกา (บาลี) ๒/๒๘๘/๒๖๔.
๒๙ วสิ ุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๒๙๙, ว.ิ มหา.อ. (บาล)ี ๑/๔๕๐ ,ข.ุ ป.อ.(บาลี)๒/๑๐๗.
๒๐๓
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขน้ั แรก
ของผูปฏิบัติ กอนทยี่ ังมิไดเจริญอานาปานสติยงั เปนกายและจิตท่ีหยาบ
ยังมีความกระวนกระวาย เม่ือความหยาบแหงกายและจิตยังไมสงบ
ระงบั แมลมหายใจก็เปนลมหยาบ คือเขา-ออกแรงจนหายใจทางจมูกไม
ทันตองหายใจทางปาก ตอ เม่ือกายและจิต (รูป-นาม) ถูกกําหนดถือเอา
เปนอารมณกรรมฐานแลว เม่ือนัน้ ลมหายใจเขา-ออกกจ็ ะคอยๆ ละเมยี ด
ละไมเขาจนนง่ิ สงบ เมือ่ กายและจิตน้ันสงบแลว ลมหายใจเขา-ออกก็จะ
ละเอียดเร่ือยๆ จนแทบรูสึกไมไดวามีอยูหรือไมมี เมื่อกอนท่ียังมิได
กาํ หนดกรรมฐานน้นั ผูป ฏิบัตกิ ็ยังไมม ีความคาํ นึงใสใ จวา เราจะระงบั ลม
หายใจหยาบๆ ใหละเมยี ดละไมน่ิงสงบ ตอ เม่ือตามกําหนดรูกายและจิต
นั้นแลวจึงมีความใสใจข้ึน เพราะเหตุนั้น ในขณะที่ไดกําหนดรูอารมณ
กรรมฐานนั้นแลว ลมหายใจจึงละเอียดกวาลมหายใจในขณะท่ียังมิได
กาํ หนดถอื เอากรรมฐาน๓๐ ในขนั้ กาํ หนดบริกรรม กายสังขารก็นับวายัง
หยาบ ในขั้นอุปจารแหงปฐมฌานจึงละเอียดขึ้น ในข้ันอุปจารแหง
ปฐมฌานนั้นก็จัดวายังหยาบ ในข้ันตัวปฐมฌานเองจึงละเอียด ในขั้น
ปฐมฌานและขั้นอุปจารแหงทุตฌิ านกน็ ับวา ยังหยาบ ในข้นั ตวั ทตุ ิยฌาน
จงึ ละเอียด ในข้ันทุตยิ ฌานและอปุ จารแหงตติยฌานกน็ ับวายงั หยาบ ใน
ขนั้ ตัวตตยิ ฌานจึงละเอียด ในขั้นตติยฌานและอุปจารแหงจุตตถฌานก็
นับวา ยังหยาบ ตอชั้นจตุตถฌานจึงละเอียดยิง่ ๓๑
พระสารีบุตรเถระอธิบายตอวา หากมีคําถามวา “แมเมื่อทํากาย
สงั ขารที่ละเอยี ดย่งิ ใหร ะงับเสยี อกี อยา งนัน้ การกําหนดรูล มใหเ กดิ ตอไป
กไ็ มมี การทาํ ลมหายใจเขา หายใจออกใหเ ปนไปก็ไมมี เพราะทั้งหยาบ
๓๐ วสิ ุทธฺ ิ. (บาลี) ๑/๒๙๘.
๓๑ ข.ุ ป.อ. (ไทย) ๖๙/๑๘๐.(มหามกุฎ)
๒๐๔
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก
ทั้งละเอยี ดระงับไปหมดแลว การเจริญอานาปานสตกิ จ็ ะมตี อไปไมไ ดอีก
เพราะลมหายใจไมม ี การบําเพ็ญอานาปานสตสิ มาธติ อไปกไ็ มม ี เพราะ
ไมมลี มเปนอารมณ และผปู ฏิบัติกไ็ มอาจเขา สมาบตั ินั้น ท้ังก็ไมไดออก
จากสมาบัติน้ันดวยละซิ? พึงตอบวา แมเมื่อกายสังขารระงับไปอยาง
น้ัน การทําใหการกําหนดรูลมเกิดตอไปก็ยังมีได การทําลมหายใจเขา
และลมหายใจออกใหเปนไปก็มีได การเจริญอานาปานสติตอไปก็มีได
การบาํ เพญ็ อานาปานสตสิ มาธติ อ ไปกม็ ไี ด และผูปฏิบัติก็ทําเขาสมาบัติ
น้ันก็ได ออกจากสมาบัติน้ันก็ไดอยู๓๒ มีอุปมาเหมือนเมื่อกังสดาลถูก
เคาะแลว เสียงหยาบยอมเปนไปกอน ความรูสึกของคนก็เปนไปได
เพราะถือเอานมิ ิตแหงเสียงหยาบไดงาย เพราะทํานิมิตแหงเสียงหยาบ
ไวในใจไดงาย เพราะจดจํานิมิตแหงเสียงหยาบไดงาย แมเม่ือเสียง
หยาบดบั แลว จากนั้น เสยี งละเอียดก็ทํากองในจิต จิตก็ยังดําเนินไปได
เพราะทําถือเอานิมิตแหงเสียงละเอียดไดดี เพราะยังทํานิมิตแหงเสียง
ละเอียดไวในใจไดด ี เพราะทาํ จดจาํ นมิ ิตแหงเสียงละเอียดไดดี ครั้นเมื่อ
เสียงละเอยี ดดบั แลว ตอ จากนั้นจิตก็ยังดาํ เนินไปไดแ มเพราะมนี ิมิตแหง
เสยี งละเอยี ดเปนอารมณ ก็เหมือนกับลมหายใจเขาหายใจออกท่ีหยาบ
ยอมเปนไปกอน จิตก็ไมสายไปเพราะถือเอานิมิตแหงลมหายใจเขา
หายใจออกท่ีหยาบไดง าย เพราะทํานมิ ติ แหง ลมหายใจเขาหายใจออกที่
หยาบไวในใจไดงาย เพราะสังเกตนิมิตแหงลมหายใจเขาหายใจออกที่
หยาบไดง าย แมเมื่อลมหายใจเขาหายใจออกท่ีหยาบดับแลว หลังจาก
นน้ั ลมหายใจเขาหายใจออกท่ีละเอียดก็ยังดําเนินไป จิตก็ยังไมสายไป
๓๒เพราะกายสังขารหยาบๆ ระงับไป แตที่ละเอียด ๆ ยังมีอยู เมื่อ
ละเอียดถึงทีส่ ุดโดยลําดับแลว นมิ ติ เกิด กถ็ อื นมิ ิตนั้นเปนอารมณ ตอ ไปได
๒๐๕
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขัน้ แรก
ได เพราะทําถือเอานมิ ิตแหงลมละเอียดไดด ี ยงั ทาํ นิมิตแหงลมละเอยี ด
ไวในใจไดดี ทําสังเกตนิมิตแหงลมละเอียดไดดี คร้ันเมื่อลมหายใจเขา
หายใจออกที่ละเอียดดับไปแลว หลังจากน้ันจิตก็ยังไมสายไปได แม
เพราะยังมีนิมิตแหงลมหายใจเขาหายใจออกท่ีละเอียดเปนอารมณ๓๓
เพราะเหตุน้ันการทําใหการกําหนดรูลมเกิดตอไปก็ยังมีได การทําลม
หายใจเขา หายใจออกใหเ ปนไปกม็ ีได การเจริญอานาปานสติตอไปก็มี
ได การบําเพ็ญอานาปานสติสมาธิตอไปก็มีได และผูปฏิบัติก็สามารถ
เขาสมาบตั นิ นั้ ก็ได ออกจากสมาบัติน้นั กไ็ ดอยู๓๔
พุทธทาสภิกขุอธิบายแนวปฏิบัติไววา กําหนดลมหายใจเพื่อ
บังคับใหลมหายใจนละเอียด ใหลมน้ันปรุงแตงกายแตชนิดท่ีละเอียด
ระหวา งขัน้ ที่ ๓ กับขั้นที่ ๔ เนื่องกันตรงขอท่ีวา เราตองรูจักธรรมชาติ
แทของลมหายใจ ที่เนื่องกันอยูกับรางกาย ปรุงแตงรายกายน้ีใหดี
เสยี กอ น เราจงึ จะสามารถใชว ธิ ีการอนั ใดอันหนึ่ง ทําใหระงับคือละเอียด
ลงไป น้ีเราจึงมกี ารกระทาํ ท่ีทําการบีบบังคับหรือฝก โดยวิธีที่ลมหายใจ
จะละเอยี ดลงไป จนแทบจะไมร ูส ึกวา เราหายใจ เมื่อเปนอยางน้ีรางกาย
มันก็พลอยละเอยี ด คือสงบระงับ และเยน็ ลงไปๆ ดวย ผลพลอยไดก็คือ
จิตมนั กเ็ ย็นลงไปดว ย จติ กส็ งบระงับดวย แตในตอนน้เี ราจะยังไมพ ดู ถงึ
จิตโดยตรง เราพูดถึงแตความที่รางกายระงับ เราจึงเรียกวา ทํากาย
สังขารใหระงบั ในขั้นที่ ๔ น้ี ถาทาํ สําเร็จถงึ ท่ีสุด ก็มีความเปนสมาธิถึง
ขนาดท่ีเรยี กวา ฌาน๓๕
๓๓ ดใู น ขุ.ป.(ไทย) ๓๑/๑๗๑/๒๖๘.
๓๔ วสิ ทุ ธฺ .ิ (บาลี) ๑/๒๙๙ ,ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๔๕๐ ,ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๑๐๗.
๓๕ พทุ ธทาสภิกขุ, อานาปานสตภิ าวนา, หนา ๑๓-๑๔.
๒๐๖
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
๔.๒ วิธีปฏบิ ตั แิ บบสมถกรรมฐาน
ในอานาปนสติกรรมฐาน มีวธิ ปี ฏิบตั เิ พือ่ ใหเ ขา ถงึ ฌาน ๔ นัย และ
แนวทางปฏิบัตอิ านาปนสตยิ กขึ้นสวู ิปสสนาอีก ๔ นยั รวมเปน ๘ นยั
การปฏิบัติอานาปานสติภาวนาใหถึงข้ันฌานกอน แลวยกองค
ฌานขึน้ พจิ ารณาเห็นแจงพระไตรลักษณ คัมภีรวิสุทธิมรรคอธิบายวิธี
ปฏิบตั ิไว ๔ นยั ดังน้ี
๑. คณนานยั การคํานวณหรือการนับ เพื่อทราบความสั้นยาว
ของลมหายใจ หรือเพ่ือควบคมุ การหายใจอยางมี
ระยะ มีเบือ้ งตน ทามกลาง ท่ีสุด เปนการนับลม
หายใจเขา-ออก เปนหมวดๆ มีไดในอานาปาน
สติ ขนั้ ท่ี ๑ - ๒– ๓
๒. อนุพันธนานัย การติดตามลมหายใจอยางละเอียด ดวยสติที่
สงไปตามอยา งไมท งิ้ ระยะวาง โดยไมตอ งนับ ไม
ตองกําหนดเบื้องตน ทามกลางและท่ีสุด มีไดใน
ขั้นที่ ๓
๓. ผสุ นานัย การกําหนดรูท่ีลมกระทบเพียงจุดเดียว ขณะ
กําหนดรู เพื่อการเกดิ ขึน้ แหง อคุ คหนิมิต ณ ทน่ี น้ั
ตามคณนานยั และอนพุ ันธนานัย หมายความวา
ขณะทนี่ ับลมและตามลมอยูนั้น มีความรูอยูที่ลม
กระทบ มไี ดใ นอานาปานสติ ข้ันท่ี ๔
๔. ฐปนานัย การกําหนดรูลมหายใจเขา-ออกโดยอนุพันธนา
นยั กบั ผุสนานัย ที่เปนไปอยูน้ัน ความแนนแฟน
มั่นคงแหง การกาํ หนดอนั เปนทีต่ ้งั แหงอุคคหนมิ ติ
๒๐๗
บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก
นั้น จนกระท่ังเปลี่ยนรปู เปนปฏิภาคนิมิตปรากฏ
ขน้ึ อยางชดั เจนมั่นคงแนนแฟน เพื่อเปนท่ีหนวง
ใหเกิดอัปปนาสมาธิหรือฌานตอไป ฐปนาจึง
หมายเอาอัปปนา มีไดในอานาปานสติ ข้นั ที่ ๔
๔.๒.๑ คณนานัย
อรรถกถาพระวินัย๓๖อธิบายวา โยคี๓๗ผูเร่ิมบําเพ็ญภาวนา ควร
มนสกิ ารกรรมฐานน้ีโดยการนับกอน และเมื่อจะนับ ไมควรหยุดนับต่ํา
กวา ๕ ไมค วรนับใหเ กินกวา ๑๐ ไมค วรแสดงการนับใหขาดในระหวาง
เพราะเม่ือหยดุ นับตาํ่ กวา ๕ จติ ตปุ บาทยอมดน้ิ รนในโอกาสคับแคบ ดุจ
ฝูงโคท่ีขังไวในคอกท่คี ับแคบฉะนนั้ เมื่อนับเกินกวา ๑๐ ไป จิตตุปบาท
กพ็ ะวงยดู วยการนบั เทานน้ั เมือ่ แสดงการนับใหขาดในระหวาง จติ ยอ ม
หวนั่ ไปวา กรรมฐานของเราจะถงึ ท่ีสุดหรอื ไมห นอ เพราะฉะนัน้ ตอ ง
เวนโทษเหลา น้เี สยี แลว จงึ คอ ยนับ
๓๖ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๖-๔๖๐.
๓๗ โยคี หมายถึง ผูประกอบความเพียรในกรรมฐานเปนผูฉลาดเฉียบ
แหลมในการประคองจติ ขมจติ ทาํ จิตใหร าเริง จิตตง้ั ม่นั และวางเฉย
ประคองจิตใหตัง้ อยดู ว ย ธมั มวจิ ย..วิรยิ ..ปตสิ ัมโพชฌงค
ขมจิต เม่ือจิตฟงุ ซา นก็ขมดว ยปส สทั ธิ..สมาธ.ิ .อุเบกขาสมั โพชฌงค
ทําจติ ใหราเรงิ ดว ยการระลึกถงึ คุณของพระรัตนตรัย
จิตต้งั มัน่ ทาํ จิตใหเ วน จากความหดหูและฟุงซาน ดวยผูกใจไวกับวิริยะ
และสมาธหิ รอื อุปจารสมาธิและอปั ปนาสมาธิ
วางเฉย พระโยครี ูความหดหู ฟุงซานแหงจิต จิตอภิรมยในอารมณกสิณ
เปนตน หรือจิตสัมปยุตดวยฌานแลว ไมพึงขวนขวายในการประคองจิต ขมจิต
ทาํ จติ ใหราเรงิ ควรกระทําการวางเฉยอยางเดียว ขุ.ม.อ.(บาลี)๒๑๐/๔๗๙-๔๘๐.
๒๐๘
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั อิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก
การนบั ลมหายใจแบบคณนานยั จาํ แนกเปน ๒ อยา ง คือ
๑.๑ ธัญญมาปกคณนานัย การนบั ลมหายใจเขา -ออกดวยวิธีนับ
ชา ๆ ดุจตวงขาวเปลือก หมายความวาตอ งนบั ลมหายใจเขา หรือหายใจ
ออกท่รี ูสกึ ชดั เจนทางใจเทา น้นั สว นลมหายใจทีไ่ มรสู ึกชดั เจนทางใจน้ัน
จงทิ้งเสีย ไมตองนับ คือ เม่ือนักปฏิบัติต้ังจิตไวท่ีปลายจมูกหรือริม
ฝป ากบนแลว กําหนดรูลมหายใจ ในเบื้องแรกลมหายใจเขา-ออกมักไม
ปรากฏชัด ทงั้ นเ้ี พราะจิตยังไมสงบ จึงมชี วงที่ลมหายใจไมป รากฏชัดซึ่ง
นักปฏิบัติยังไมควรนับ แตใหนับเฉพาะชวงท่ีลมหายใจปรากฏชัด
เทานน้ั วิธีน้ีเรยี กวา การนับชา มี ๖ วาระ คือ
๑. การนับ ๑ ถึง ๕ (หายใจเขานับ ๑ หายใจออกนับ ๒ เปนตน
จนถึงหายใจเขา นบั ๕)
๒. การนับ ๑ ถึง ๖ (หายใจเขานับ ๑ หายใจออกนับ ๒ เปนตน
จนถงึ หายใจออกนับ ๖)
๓. การนบั ๑ ถงึ ๗ (หายใจเขา นับ ๑ หายใจออกนับ ๒ เปนตน
จนถึงหายใจเขานับ ๗)
๔. การนบั ๑ ถงึ ๘ (หายใจเขานับ ๑ หายใจออกนับ ๒ เปนตน
จนถึงหายใจเขา นบั ๘)
๕. การนับ ๑ ถงึ ๙ (หายใจเขานับ ๑ หายใจออกนับ ๒ เปนตน
จนถึงหายใจเขา นับ ๙)
๖. การนับ ๑ ถงึ ๑๐ (หายใจเขานบั ๑ หายใจออกนบั ๒ เปนตน
จนถงึ หายใจเขานับ ๑๐)
เมื่อเริ่มนบั ลมหายใจต้งั แตปฐมวาระเปน ตน ไปจนถงึ ฉฏั ฐวาระแลว
พงึ หวนกลับมาหาปฐมวาระอกี และทั้ง ๖ วาระเหลาน้ีจดั เปน ๑ จบ
๒๐๙
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
นกั ปฏิบตั ิพึงตัง้ จติ จดจอทีป่ ลายจมูกหรอื รมิ ฝป ากบน แลวนับลม
หายใจเขาหรอื ลมหายใจออกที่ปรากฏชัดวา หนึ่ง ถาลมหายใจเขาและ
ออกท้ังสองอยางปรากฏชัดใหนับตามลําดับวา สอง สาม ส่ี ถาไม
ปรากฏชดั ใหหยุดอยใู นที่เดมิ นบั วา หนงึ่ หนึง่ เรือ่ ยไปตลอดชวงเวลาท่ี
ลมหายใจไมปรากฏชัด ตอเม่ือมีชวงที่ลมหายใจปรากฏชัดก็พึงนับ
ตอไปวา สอง สาม ส่ี ฯลฯ พอนบั ถงึ หา แลว พึงหวนกลบั มาหาหนงึ่ อกี
ตามนยั น้ี พงึ นับเฉพาะลมหายใจที่ปรากฏชัดโดยเร่ิมนับต้ังแต ๑
ถึง ๑๐ ในวาระทง้ั ๖ เหลา น้นั ไมน ับชวงเวลาที่ลมหายใจไมปรากฏชัด
วธิ ดี ังกลา วน้ีเรยี กวา วิธีนับชา๓๘
๑.๒ โคปาลกคณนานัย การนับลมหายใจเขา-ออกดวยวิธีนับ
เรว็ ดุจคนเลี้ยงโคทาํ การนบั โคที่เบยี ดกันออกจากคอกที่แคบเปนหมู ๆ
การนับเรว็ ๆ นั้น หมายความวาเม่ือทําการนับลมหายใจเขา-ออกตาม
วธิ ธี ญั ญมาปกคณนานัยอยเู ร่อื ยๆ ความรสู ึกชัดเจนทางใจกจ็ ะมขี น้ึ ทุกๆ
ขณะการหายใจเขาและหายใจออก เนื่องจากมีสมาธิดี ความไมรูสึก
ชัดเจนก็หมดไป การหายใจเขา-ออกก็จะเร็วข้ึน การกําหนดนับก็เร็ว
ตามไปดวย หายใจเขา และหายใจออก นับ ๑ เปนตน จนครบหมวด
ตา ง ๆ ท้ัง ๖ หมวด นับโดยวิธีน้ีลมเดินถี่ อยาพึงถือเอาลมขางในและ
ขา งนอก ถอื เอาแตท ่ีจดุ สมั ผัส ทล่ี มกระทบจมูกเทานน้ั
เม่ือปฏิบัติโดยนับลมหายใจเรื่อยไปเชนน้ี ชวงเวลาที่ลมหายใจ
ปรากฏชัดจะมีมากขึ้น ผูปฏิบัติอาจนับวา หน่ึง สอง สาม เปนตนได
อยางตอเน่ือง และเม่ือลมหายใจเขา-ออกปรากฏชัดเสมอก็นับไดไม
ขาดชวง ไมข าดสติไปในชว งใด ท้ังการนับก็มีไดตามลําดับเสมอกับลม
๓๘ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๕๑๓.
๒๑๐
บทที่ ๔ หลักปฏิบัติอานาปานสติ ๔ ข้ันแรก
หายใจ อนง่ึ การนับวา หน่ึง สอง สาม ฯลฯ น้ัน เปนการบริกรรมในใจ
ไมตองเปลง เสียง บางคนเปลงเสียงก็มี บางคนชักลูกประคํา ๑ ลูกเม่ือ
นับลมหายใจครบ ๖ วาระ พรอมทั้งชักลูกประคําใหครบตามจํานวน
รอบท่ีกําหนดไว อยางไรก็ตามการปรากฏชัดของลมหายใจเปนหลัก
สาํ คญั ในเรอื่ งนี้
การกําหนดลมหายใจวิธีนับเร็ว หายใจเขาและออกนับ๑ หายใจ
เขา และออกนับ ๒ ตอเนอื่ งกนั ไปตามลมหายใจท่ีละเอียดและเร็วขึ้นจน
ครบหมวด ๑๐ ดังน้ี คอื
หมวดปญจกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕
หมวดฉักกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖
หมวดสตั ตกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗
หมวดอฏั ฐกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
หมวดนวกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙
หมวดทสกะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
การนับลมหายใจเขา-ออกตามธัญญมาปกคณนานัย และโคปา
ลกคณนานัย ผูป ฏิบตั ติ อ งพยายามนบั ตามลาํ ดบั ของลมเขา -ออก ทั้งให
ถูกตรงตามลําดับเลขในหมวดนั้นเหมือนอยางที่แสดงไวน้ี เพราะการ
ปฏิบัติไดผานธัญญมาปกคณนานัยมาเปนอยางดีแลวสติและสมาธิก็มี
กําลังมากข้ึน การหายใจเขา-ออก ก็เร็วขึ้นดวย๓๙ ฉะนั้น จึงตอง
พยายามนบั ใหถูกตามลําดับของลม และใหถูกตองตามลําดับเลขท่ีนับ
ดว ย และการนับอยานบั ดวยปาก ตอ งกาํ หนดนบั ดว ยใจ
๓๙ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.อ. (บาล)ี ๒/๖๒/๑๑๐.
๒๑๑
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก
กําหนดอยา งน้เี รือ่ ยไป จนกวา เม่ือใดแมไมนับแลว สตกิ ท็ ําตั้งแนว
อยไู ดในอารมณค อื ลมหายใจนั้น วตั ถปุ ระสงคข องการนบั กเ็ พ่ือใหสติต้ัง
แนว อยไู ดในอารมณ ตัดความคิดฟงุ ซา นไปภายนอกไดนนั่ เอง๔๐
๔.๒.๒ อนุพนั ธนานยั
อนพุ นั ธนานัย คอื เม่อื สตติ ั้งม่ันแลว จิตอยูกับลมหายใจโดยไม
ตองนับแลวก็หยุดนับเสีย แลวใชสติติดตามลมหายใจไมใหขาดระยะ
ท่วี าติดตามนม้ี ใิ ชความหมายวาตามไปกับลมทเี่ ดนิ ผา นจมกู เขา ไปสุดท่ี
สะดือ แลวตามลมจากทองข้ึนมาท่ีอกแลวออกมาท่ีจมูก เปนตนลม
กลางลม ปลายลม ถาทําอยางน้ันท้ังภายในจะปนปวนวุนวาย วิธี
ติดตามทีถ่ กู ตอง คอื ใชสตติ ามลมอยตู รงจุดท่ีลมกระทบปลายจมูกหรือ
ริมฝป ากบนน่ันแหละ เปรียบเหมือนคนเลื่อยไม ต้งั สติไวต รงท่ีฟนเล่ือย
กระทบไมเทานั้น จะไดใสใจฟนเลื่อยท่ีมาหรือไป สายตาไปตามหัว
เล่ือยกลางเลื่อยปลายเล่ือย ก็หาไม แตทั้งท่ีตามองอยูตรงท่ีฟนเลื่อย
กระทบไมแหง เดยี ว ฟนเลอื่ ยท่ีมาหรอื ไม เขาก็ตระหนักรู และโดยวิธีน้ี
งานของเขาก็สําเร็จดวยดี ผูปฏิบัติก็เหมือนกัน เมื่อตั้งสติไวที่จุดลม
กระทบ ไมติดตามไปตามลมที่มาหรอื ไม กร็ ูตระหนักถึงลมทั้งท่ีมาและ
ไปนั้นได และโดยวิธีน้กี ารปฏิบัติจึงจะสําเรจ็
คมั ภีรว สิ ทุ ธมิ รรคและอรรถกถาพระวินัย๔๑อธบิ ายวา การสง สติไป
ตามนัน้ หาใชด ว ยอาํ นาจการไปตามเบื้องตน ทามกลาง และท่ีสุดแหง
ลมหายใจเขาไม จริงอยู สะดือเปนเบ้ืองตนแหงลมออกไปภายนอก
หทยั (หวั ใจ) เปนทามกลาง จมูกเปนที่สุด ปลายจมูกเปนเบ้ืองตนแหง
๔๐ ดรู ายละเอียดใน วสิ ุทธฺ ิ. (บาล)ี ๑/๓๐๕.
๔๑ วิ.มหา.อ. (บาลี) ๑/๑๖๕/๔๕๘-๔๕๙, วสิ ุทฺธ.ิ (บาลี) ๑/๓๐๕.
๒๑๒
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก
ลมเขาไปภายใน หทัยเปนทามกลาง สะดือเปนที่สุด ก็เม่ือโยคีนั้นไป
ตามเบ้ืองตน ทามกลาง และท่ีสุดแหงลมหายใจเขาและหายใจออกน้ัน
จิตที่ถึงความฟุงซาน ยอมเปนไปเพื่อความกระวนกระวาย และเพ่ือ
ความหว่นั ไหว กอ ใหเ กดิ อปุ กเิ ลส ๑๘ ประการ ดงั นี้
๑. จิตท่ถี งึ ความฟุงซานในภายใน เมอื่ โยคใี ชสตไิ ปตามลมหายใจ
เขา ท่ีฐานเบ้อื งตน ทามกลาง และท่สี ุด
๒. จิตที่ถึงความฟุงซานในภายนอก เมื่อโยคีใชสติไปตามลม
หายใจออกท่ฐี านเบ้อื งตน ทา มกลาง และท่ีสุด
๓. ความเปนไปแหง ตณั หาคือความตดิ ใจหวังลมหายใจเขา
๔. ความเปนไปแหงตณั หาคือความติดใจหวังลมหายใจออก
๕. ความหลงในการไดลมหายใจออกของโยคีผูถูกลมหายใจเขา
ครอบงาํ
๖. ความหลงในการไดลมหายใจเขาของโยคีผูถูกลมหายใจออก
ครอบงาํ
๗. จิตกวัดแกวง อยทู ี่ลมหายใจเขา เม่อื โยคีคํานงึ ถงึ นมิ ิต
๘. จติ กวดั แกวง อยทู นี่ มิ ติ เมอ่ื โยคคี าํ นงึ ถงึ ลมหายใจเขา
๙. จิตกวดั แกวงอยทู ี่ลมหายใจออกเม่อื โยคีคาํ นึงถงึ นิมิต
๑๐. จิตกวัดแกวงอยูท นี่ มิ ติ เมือ่ โยคคี ํานงึ ถึงลมหายใจออก
๑๑. จติ กวดั แกวงอยูที่ลมหายใจออก เม่ือโยคีคํานึงถึงลมหายใจ
เขา
๑๒. จิตกวัดแกวงอยูท่ีลมหายใจเขา เม่ือโยคีคํานึงถึงลมหายใจ
ออก
๑๓. จติ ที่แลนไปในอตีตารมณ ตกไปขางฝายฟงุ ซา น
๑๔. จติ ที่หวงั อนาคตารมณ ถึงความกวัดแกวง
๒๑๓
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขั้นแรก
๑๕. จติ ท่หี ดหู ตกไปขางฝา ยเกยี จคราน
๑๖. จิตทีม่ คี วามเพียรกลา ตกไปขางฝายอทุ ธจั จะ
๑๗. จิตทน่ี อมรับ ตกไปขางฝา ยกาํ หนัด
๑๘. จติ ทผ่ี ละออก ตกไปขา งฝา ยพยาบาท๔๒
ภาวะทเ่ี ปนอันตรายตอ สมาธิ ๑๘ ประการนี้เปนเหตุใหกายและ
จิตกระสับกระสาย หวั่นไหว และดิ้นรน พระสารีบุตรเถระแนะนําแนว
ทางแกไขไววา
“เมื่อโยคีสงสติไปตามเบ้ืองตน ทามกลางและที่สุดแหงลม
หายใจวา กายกด็ ี จิตก็ดี ยอมถึงความระสํา่ ระสาย หวั่นไหว และ
ดิน้ รน เพราะจติ ถงึ ความฟุงซานในภายใน เม่ือโยคีสงสติไปตาม
เบ้ืองตน ทามกลางและท่ีสุดแหงลมหายใจออก กายก็ดี จิตก็ดี
ยอมมีความระสํ่าระสายหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถึงความ
ฟุงซานไปภายนอก เพราะฉะนั้น โยคีเมื่อมนสิการโดยการ
กําหนดลมกระทบ ไมพึงมนสิการดวยอํานาจแหงเบื้องตน
ทามกลาง และท่ีสุด พึงมนสิการดวยการกําหนดลมกระทบ และ
ดวยอํานาจการหยุดไว เพราะวาไมมีการมนสิการแยกกัน ดวย
การกําหนดลมกระทบและหยดุ ไว เหมือนกับการนับและการตาม
ผูก แตโยคเี มือ่ นับอยูต รงที่ลมถูกตองแลวน่นั แหละช่ือวามนสิการ
ดวยการนับและการถูกตอง เมื่อหยุดพักการนับตรงท่ีลมถูกตอง
แลวใชส ติตามผูกลมหายใจเขา และหายใจออกนน้ั และต้ังจิตไว
ดวยอาํ นาจอปั ปนา”๔๓
๔๒ ข.ุ ป.(ไทย) ๓๑/๑๕๔/๒๓๖.
๔๓ วิสุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๓๐๕.
๒๑๔
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้ันแรก
๔.๒.๓ ผุสนานัย
ผสุ นานัย คือ การกําหนดรทู ่ลี มกระทบ ขณะกําหนดรูตามคณนา
นยั และอนพุ ันธนานยั หมายความวา ขณะท่ีนับลมและตามลมอยูนั้น มี
ความรสู กึ อยทู ีล่ มกระทบ ในระยะน้ีสําหรบั ผูปฏิบตั ิบางทา น นิมิตจะเกิด
และสําเรจ็ อัปปนาสมาธโิ ดยเร็ว แตบ างทา นจะคอ ยเปน คอยไป คือตง้ั แต
ใชวิธีนับมาลมหายใจจะละเอียดย่ิงข้ึนๆ รางกายผอนคลายสงบเต็มท่ี
ท้ังกายและใจรูสึกเบา เหมือนดังตัวลอยอยูในอากาศ เมื่อลมหายใจท่ี
หยาบหมดไปแลว จิตของผูปฏิบัติจะยังมีนิมิตแหงลมหายใจท่ีละเอียด
เปน อารมณอยู แมนิมิตนั้นหมดไปก็ยังมีนิมิตแหงลมท่ีละเอียดกวานั้น
อยูในใจตอๆ ไปอีก เปรียบเหมือนเม่ือเอาแทงโลหะเคาะกังสดาลหรือ
เคาะระฆัง ใหมเี สียงดงั ขึน้ ฉบั พลัน จะมนี ิมติ คือเสยี งแวว เปนอารมณอยู
ในใจไปไดนาน เปนนิมิตเสียงท่ีหยาบแลว ละเอียดเบาลงไปๆ ตามลาํ ดบั
แตถึงตอนนี้ จะมีปญหาสําหรับกรรมฐานลมหายใจน้ีโดยเฉพาะ
กลาวคอื แทนท่ียิ่งกําหนดไป อารมณจะย่ิงชัดมากข้ึนเหมือนกรรมฐาน
อน่ื แตส าํ หรับกรรมฐานนี้ ยิง่ เจรญิ ไปลมหายใจย่ิงละเอียดขึ้นๆ จนไม
รูสึกเลย ทําใหไมมีอารมณสําหรับกําหนด เม่ือปรากฏการณอยางนี้
เกิดขึ้น ทานแนะนําวาอยาเสียใจอยาลุกเลิกไปเสีย พึงเอาลมกลับมา
ใหม วิธีเอาลมกลับมาก็ไมยาก ไมตองตามหาท่ีไหน เพียงต้ังจิตไว ณ
จุดที่ลมกระทบตามปกติน่ันแหละ มนสิการคือกําหนดนึกถึงวา ลม
หายใจกระทบที่ตรงนไ้ี มช าลมก็จะปรากฏแลว กาํ หนดอารมณก รรมฐาน
นนั้ ตอเร่ือยไป ไมนานนิมติ ก็จะปรากฏ
ภาวะท่ีเปนเหตใุ หจติ ผอ งแผว ไมฟุง ซาน ๖ ประการ ดังตอไปนี้
๑. จิตท่ีแลนไปตามอารมณอ ดตี ตกไปขางฝายฟุงซา น โยคลี ะจิต
๒๑๕
บทท่ี ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ขั้นแรก
นั้นแลวตั้งจิตไวในฐานเดียว คือที่ท่ีลมหายใจกระทบ เชน ปลายจมูก
เปน ตน จติ จึงไมฟงุ ซาน
๒. จิตหวังอนาคตารมณ ถึงความกวัดแกวง โยคีเวนจิตนั้นแลว
นอมจติ ไปในฐานเดียวกันน้ัน จิตจึงไมฟงุ ซา น
๓. จิตหดหู ตกไปขางฝายเกียจคราน โยคียกจิตนั้นไวแลวละ
ความเกยี จคราน จติ จึงไมฟ ุงซา น
๔. จิตท่ีมีความเพียรกลา ตกไปขางฝายอุทธัจจะ โยคีขมจิตนั้น
แลวละอุทธัจจะ จิตจงึ ไมฟงุ ซา น
๕. จิตนอ มรบั ตกไปขา งฝายกาํ หนัด โยครี ทู ันจิตนั้นแลวละความ
กาํ หนัด จติ จงึ ไมฟุงซาน
๖. จิตผละออก ตกไปขางฝายพยาบาท โยคีรูทันจิตนั้นแลวละ
พยาบาท จติ จงึ ไมฟ ุง ซา น
จิตบรสิ ุทธิ์ผุดผอง ถงึ ความเปน สภาวะเดียว ๘ ประการ คือ
(๑) ความปรากฏแหงการบริจาคทาน
(๒) ความปรากฏแหง สมถนิมติ
(๓) ความปรากฏแหงลกั ษณะความเสื่อม
(๔) ความปรากฏแหง ความดับ
(๕) ความปรากฏแหงการบริจาคทานของบุคคลผูนอมไปใน
จาคะทั้งหลาย
(๖) ความปรากฏแหงสมถนิมิตของบุคคลผูประกอบในอธิจิต
ทงั้ หลาย
(๗) ความปรากฏแหงลักษณะความเสื่อมของบุคคลผูเจริญ
วปิ สสนาท้ังหลาย
๒๑๖
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขนั้ แรก
(๘) ความปรากฏแหง ความดบั ของพระอริยบุคคลทั้งหลาย๔๔
สรปุ วา จติ ท่ีถึงสภาวะเดียวดว ยธรรม ๔ ประการแรก เปนจิตที่
มีปฏิปทาหมดจดผองใส เจริญงอกงามดวยอุเบกขาและถึงความราเริง
ดวยญาณ ทาํ ใหเห็นวาธรรมท่มี สี ภาวะเดยี ว ๘ ประการนั้น แทจริงแลว
ยอ ลงไดเ ปน ๔ ประการ คือต้งั แตป ระการท่ี ๕-๘ ยอ รวมเขา กับประการ
ท่ี ๑-๔ ตามลําดับ เพราะเปนสว นขยายของประการนน้ั ๆ
ในขั้นนี้มีวิธีปฏบิ ตั เิ พ่ิมเตมิ ดงั นี้
ก. วธิ นี ําลมคืน -เรยี นรนู มิ ติ
อานาปานสตติ า งจากกรรมฐานอื่น เพราะกรรมฐานอื่นเม่ือเจริญ
ไปย่งิ ชัดแจงข้ึน สวนอานาปานสตภิ าวนาเมื่อเจริญยิ่งข้ึนกลับถึงความ
ละเอียดลงจนถงึ กับลมไมป รากฏเลย เมือ่ ลมไมป รากฏพึงน่งั อยูตามเดิม
แลวนําลมคนื มาสงตรงที่กระทบนน้ั
คัมภีรว ิสุทธมิ รรคและอรรถกถาพระวนิ ยั ๔๕ อธบิ ายวิธีนําลมคืนวา
พึงพจิ ารณาวา ลมหายใจเขา–ลมหายใจออกนี้มีอยูท่ีไหน? ไมมีที่ไหน?
มีแกใคร? และไมมีแกใคร? เม่ือพิจารณาอยางนี้แลวก็จะทราบวาลม
หายใจเขา -ออกนี้ เกิดจากจิตเรียกวา จิตตชรูปสามัญ ผูไมมีลมหายใจ
เขา -ออกจะมแี กบุคคล ๘ จําพวก คือ ทารกที่อยูในครรภมารดา,คนดํา
น้าํ คนสลบ,คนตาย,ผเู ขาปญ จมฌาน,รปู พรหมบุคคล,อรูปพรหมบุคคล
,ผูเขานโิ รธสมาบตั ิ ฉะนน้ั พึงตกั เตือนตนดว ยตนเองวา ตวั เจา มิใชผ อู ยู
ในทองของมารดา มใิ ชผ ูดําลงในน้ํา มใิ ชผ ูสลบ มิใชผตู ายแลว มใิ ชผเู ขา
๔๔ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.(ไทย) ๓๑/๑๕๘/๒๔๑.
๔๕ วิ.มหา.อ. (บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๕๙, วิสุทฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๓๐๙.
๒๑๗
บทท่ี ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ขัน้ แรก
จตตุ ถฌาน(หรือปญ จมฌาน) มิใชผูประกอบดวยรูปภพ อรูปภพ มิใชผู
เขานโิ รธ มใิ ชหรอื ? ลมหายใจเขา-ออกของเจามีอยูแน แตท่ีเจาไมอาจ
กาํ หนดไดเ พราะภาวะท่ีเจา มีปญ ญาออ น จากนั้นเธอพึงวางจิตไวตามที่
ลมกระทบโดยปกติ ทํามนสกิ ารใหเปนไป ก็ลมหายใจเขาเหลานี้สําหรับ
คนจมกู ยาว กระทบโพรงจมกู เปน ไป สาํ หรับคนจมูกสน้ั กระทบริมฝป าก
บนเปน ไป เพราะฉะนั้นเธอพึงต้งั นิมิตไวว าลมกระทบทต่ี รงนี้
การเจรญิ อานาปานสตกิ รรมฐาน มีนิมิต ๓ อยาง คือ
๑. บริกรรมนิมิต ไดแก ลมหายใจเขา-ออกธรรมดา ท่ีใชสติ
กาํ หนดท่ปี ลายจมูก
๒. อุคคหนิมิต ไดแก ลมหายใจท่ีปรากฏอยูในหวงนึกแลว มี
ลักษณะอยา งเดียวกับลมหายใจธรรมดา แตลมท่ปี รากฏในใจในข้นั นี้ ยงั
กําหนดไมคอ ยไดช ัดเจนนัก และสมาธใิ นขน้ั น้ีก็ยังไมค อยจะดีนกั
๓. ปฏิภาคนิมิต ไดแก ลมหายใจท่ีละเอียดสุขุมปรากฏอยูในใจ
เปนอารมณของมโนวิญญาณ รวมทั้งลมหายใจเขา-ออก ซ่ึงเปนมโน
ภาพ นิมติ นนั้ ไมป รากฏแกผ ูปฏบิ ตั ิเหมอื นกันทุกคน บางคนปรากฏดุจ
ปยุ นนุ ดจุ ปยุ ฝาย และดจุ สายลมใหเกดิ สขุ สัมผสั ๔๖ อรรถกถาพระวินยั
อธบิ ายอกี วา
“สาํ หรับผปู ฏิบัติบางคนปรากฏดจุ ดวงดาว ดจุ พวงแกว มณี และ
ดุจพวงแกวมุกดา บางคนปรากฏเปนของมีสัมผัสหยาบ ดุจเมล็ด
ฝาย และดุจเสี้ยนไมแกน บางคนปรากฏเปนของสายสังวาลที่ยาว
ดุจพวงแหงดอกคํา และดุจเปลวควันไฟ บางคนดุจใยแมลงมุมท่ี
กวา ง ดจุ ชอ กลีบเมฆ ดจุ ดอกปทุม ดจุ ลอรถดุจมณฑลจนั ทร และดุจ
๔๖ วิสทุ ฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๒๓๑/๓๑๑.
๒๑๘
บทที่ ๔ หลักปฏิบัตอิ านาปานสติ ๔ ข้นั แรก
มณฑลพระอาทิตย” ๔๗
ในบรรดาลมหายใจเขา ,หายใจออก และนิมิตนี้ : จิตท่ีมีลมหายใจ
เขาเปนอารมณก็อยา งหน่ึงตางหาก จิตท่ีมีลมหายใจออกเปนอารมณก็
อยา งหนึ่ง จติ ทม่ี ีนมิ ติ เปน อารมณกอ็ ยา งหนงึ่ กรรมฐานของผูไมมีธรรม
๓ อยางน้ันยอมไมถึงอัปปนา ไมถึงอปุ จาระ สวนกรรมฐานของภิกษุผูมี
ธรรม ๓ อยางน้ี ยอมถึงอปั ปนาและอุปจาระดว ย ดงั ที่พระสารีบุตรเถระ
อธบิ าย ปรากฏขอ ความในคมั ภีรปฏสิ ัมภทิ ามรรควา
“นิมิต ลมหายใจเขาและลมหายใจออก มิใชเปนอารมณ
แหงจติ ดวงเดียว และเม่อื ภกิ ษไุ มร ธู รรม ๓ ประการ ยอมไมไ ด
ภาวนา นิมติ ,ลมหายใจเขาและลมหายใจออกมิใชเปนอารมณ
แหงจิตดวงเดยี ว และเมือ่ ภกิ ษุรูซ ง่ึ ธรรม ๓ ประการ ยอ มได
ภาวนา”๔๘
ความจริงแลว การเจริญอานาปานสติดวยการตามผูก การ
ถูกตอ งและการหยดุ ไว เปนไปในขณะเดียวกัน ณ จดุ ทล่ี มกระทบนน่ั เอง
คัมภรี ว ิสทุ ธมิ รรคอธิบายวา เม่ือมนสิการโดยการกาํ หนดลมกระทบ ไม
พึงมนสิการดวยอํานาจแหงเบื้องตน ทามกลางและที่สุด อนึ่ง พึง
มนสิการดว ยการกําหนดลมกระทบและดว ยอาํ นาจการหยุดไว เพราะวา
ไมมีการมนสิการแยกตางหาก ดวยการกําหนดลมกระทบและหยุดไว
เหมือนกับการนับและการตามผูก แตเม่ือนับอยูในฐานท่ีลมถูกตองนั่น
แหละ ชอื่ วามนสิการดวยการนบั และการถกู ตอง เมื่อหยุดพักการนับใน
ฐานที่ลมถูกตอ งแลว ใชสตติ ามผูกลมหายใจเขาและหายใจออกนั้น และ
๔๗ ว.ิ มหา.อ. (บาลี) ๑/๔๖๕.
๔๘ ดรู ายละเอียดใน ข.ุ ป.(ไทย) ๓๑/๒๕๗.
๒๑๙
บทที่ ๔ หลักปฏิบตั ิอานาปานสติ ๔ ข้นั แรก
ตั้งจิตไวด ว ยอาํ นาจอัปปนา ทานเรียกวามนสิการดวยการตามผูก การ
ถกู ตอ งและการหยุดไว๔ ๙
ข. เรียนรอู านาปานสมาธิ
การต้ังสติกําหนดลมหายใจเขา-ออกในขณะท่ีมีบริกรรมนิมิต
อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต อยางใดอยางหน่ึง มีสมาธิอยู ๓ อยาง คือ
๑. บริกรรมภาวนาสมาธิ ไดแก สมาธิในขณะท่ีมีบริกรรมนิมิต
และอคุ คหนมิ ติ อยา งใดอยางหนง่ึ เปนอารมณอ ยู
๒. อุปจารภาวนาสมาธิ ไดแก การตั้งสติกําหนดลมหายใจเขา-
ออกที่มีปฏิภาคนิมิตเปนอารมณในระหวางท่ียังไมเขาถึงรูปฌาณ
๓. อัปปนาภาวนาสมาธิ ไดแก การตั้งสติกําหนดลมหายใจเขา-
ออกท่ีมปี ฏิภาคนิมิตเปนอารมณท เี่ ขาถึงรปู ฌานแลว ๕๐
๔.๒.๔ ฐปนานัย
การกาํ หนดรูล มหายใจเขา-ออก โดยอนุพันธนานัยกับผุสนานัยท่ี
เปนไปอยนู ัน้ ปฏภิ าคนิมิตยอมปรากฏ จิตจะเปล่ียนจากการกําหนดรู
กระทบของลม เขาไปต้ังมั่นจดจออยูในปฏิภาคนิมิตอยางเดียว
จนกระท่ังรูปฌานเกิดขึ้น ฐปนาจึงหมายเอาอัปปนาสมาธิ๕๑ คัมภีร
วสิ ทุ ธิมรรคอธิบายรายละเอยี ดไววา
โยคีพึงต้งั จติ ไวในนมิ ิตนน้ั โดยการตงั้ ภาวนาจิตไวในปฏิภาค
นิมิต จําเดิมแตเกิดปฏิภาคนิมิตข้ึน จึงเปนภาวนาเน่ืองดวยวิธี
๔๙ วสิ ทุ ฺธิ. (บาล)ี ๑/๓๐๕-๖.
๕๐ ว.ิ มหาว.ิ อ. (บาล)ี ๑/๔๖๖, วสิ ุทฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๒๓๒/๓๑๒.
๕๑ ดูรายละเอยี ดใน วิสุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๓๐๘, ๓๑๑.
๒๒๐