รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนบนฐานการวิจัย ผู้เขียน ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ อัครเดช พรหมกัลป์. รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนบนฐานการวิจัย.-- นครสวรรค์ : นครสวรรค์ บรอดแคสติ้ง ซิสเต็ม, 2567. 373 หน้า 1. รัฐประศาสนศาสตร์. 2. การพัฒนาชุมชน. I. ชื่อเรื่อง. 307.14 ISBN 978-616-608-817-5 ราคา 350 บาท พิมพ์ครั้งที่ 1 : กุมภาพันธ์2567 จำนวน 100 เล่ม ลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้เป็นของ ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ ห้ามลอกเลียนแบบใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากมีหนังสือขออนุญาตเป็น ลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จัดทำโดย : ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ จัดจำหน่ายโดย : ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ พิมพ์ที่ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครสวรรค์ บรอดแคสติ้ง ซิสเต็ม 394/4 ม.10 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์60000 โทร. 08-621-35652 คณะกรรมการ : พระธรรมวชิรธีรคุณ, รศ.ดร. ผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.โชติ บดีรัฐ รศ.ดร.กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์ ออกแบบปก : สมโภช วัฒนะ
คำนำ หนังสือ “รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนบนฐานการวิจัย” เล่มนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นโดยมีเนื้อหาประกอบด้วย รัฐประศาสนศาสตร์กับ ชุมชน การจัดการชุมชนบนฐานงานวิจัย การจัดการชุมชนบนฐานภูมิปัญญา ท้องถิ่น การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากร ชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม การจัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ การจัดการวัดสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน การ จัดการชุมชนกับการลดปัจจัยเสี่ยง การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัย โมเดลการจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ การจัดการความ ขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์และการจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติ ผู้เขียนได้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จากผลงานทางวิชาการที่มาจาก หลายแหล่งข้อมูล ทั้งจากนักวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย จากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยภายนอก และนักวิชาการอิสระ ซึ่งเป็น ผู้ทรงภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิปัญญาเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการ ชุมชนในหลากหลายมิติขณะเดียวกันโดยภาพรวมของประเด็นการนำเสนอใน เนื้อหาแต่ละบทนั้น ผู้เขียนได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประมวลองค์ความรู้ที่ได้มา จากการศึกษาวิจัยในเชิงพื้นที่ของจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อ ต้องการที่จะสื่อสารให้ผู้อ่านได้เห็นมิติของข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเชิงชุมชน บนฐานแนวคิดทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการชุมชน ขณะเดียวกัน ยังมีการบูรณาการองค์ความรู้และหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาบูรณาการ เพื่อให้สอดรับและสอดคล้องกับบริบทความเป็นสังคมพุทธสังคมไทย ดังนั้น จึงขอ กราบขอบพระคุณท่านผู้เป็นเจ้าของผลงานทั้งหลายเหล่านั้น รวมถึงผู้ที่มีส่วนร่วม หรือเกี่ยวข้องในการรังสรรค์และสร้างสรรค์ผลงานวิจัยในแต่ละประเด็นเรื่อง มา ณ โอกาสนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดอรรถประโยชน์และ เติมเต็มแนวคิดในทางรัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนสำหรับผู้ที่สนใจใฝ่ ศึกษาเรียนรู้ในโอกาสต่าง ๆ ต่อไป ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญตาราง จ สารบัญแผนภาพ ฉ บทที่ ๑ รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชน รัฐประศาสนศาสตร์ในมิติของหลักการ แนวคิด ทฤษฎี 2 รัฐประศาสนศาสตร์ในมุมมองการเปลี่ยนแปลงของชุมชน 5 รัฐประศาสนศาสตร์กับการตอบรับการเปลี่ยนแปลง 24 บทที่ ๒ การจัดการชุมชนบนฐานงานวิจัย แนวคิดการจัดการชุมชน 31 แนวคิดการวิจัยชุมชน 49 คุณค่าและมูลค่าจากงานวิจัยชุมชน 55 บทที่ ๓ การจัดการชุมชนบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น 59 มรดกทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว 63 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว 68 ยุ้งข้าว 75 ยุ้งข้าวในบริบทของการเปลี่ยนแปลง 77 กระบวนการปรับตัวของข้าวและยุ้งข้าว 81 บทที่ 4 การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม แนวคิดวัฒนธรรมในมิติของความเป็นทุนทางสังคม 89 วัดในมิติของความเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรม 97 การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม 100
ค สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 การจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 113 บึงบอระเพ็ดในมิติของทรัพยากรชุมชน 120 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมของบึงบอระเพ็ด 121 การพัฒนาบึงบอระเพ็ดบนฐานการมีส่วนร่วม 128 บทที่ 6 การจัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทุนทางสังคมในมิติเศรษฐกิจฐานราก 141 ต้นน้ำเจ้าพระยากับความเป็นทุนทางสังคม 146 การจัดการชุมชนกับการพัฒนาการท่องเที่ยวต้นน้ำเจ้าพระยา 150 ต้นน้ำเจ้าพระยากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยว 156 บทที่ 7 การจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ แนวคิดการจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ 165 การก่อเกิดหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) 169 หน่วย อ.ป.ต. กับการพัฒนาชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ 172 การจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง 176 บทที่ 8 การจัดการวัดสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 191 วัดกับบริบทของศูนย์เรียนรู้ในชุมชน 197 การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน 200 บทที่ 9 การจัดการชุมชนกับการลดปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงของชุมชนในยุคปัจจุบัน 215 การจัดการชุมชนกับทุนทางสังคม 219 การจัดการชุมชนกับการลดปัจจัยเสี่ยง 228
ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 10 การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา 243 ความเป็นชุมชนในบริบทสังคมไทย 246 การจัดการชุมชนกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย 249 การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย 261 บทที่ 11 โมเดลการจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ แนวคิดเมืองอัจฉริยะ 275 แนวคิดเมืองอัจฉริยะตามแนวพระพุทธศาสนา 279 โมเดลการจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ 291 บทที่ 12 การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ แนวคิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง 311 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 315 การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในบริบทงานประเพณี 321 บทที่ 13 การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 333 แนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 336 การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 340 บรรณานุกรม 361 ประวัติผู้เขียน
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 6.1 การวิเคราะห์ SWOT Analysis 156 10.1 การวิเคราะห์การจัดการชุมชนในพื้นที่กลางน้ำเชิงกลยุทธ์ 262 10.2 แบบจำลองเชิงกลยุทธ์ในการจัดการชุมชนเพื่อการป้องกันและ แก้ไขปัญหา 266
ฉ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า ๑.1 แผนภาพแสดงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง 10 1.2 แสดงขั้นการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมตามแนวความคิดของ Kroeber 13 1.3 แสดงระบบปฏิบัติการกับหน้าที่พื้นฐานสี่ประการของ Parsons 21 1.4 แสดงระบบย่อยของสังคมของ Parsons 23 2.1 การเรียนรู้และการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น 41 2.2 กระบวนการ ขั้นตอนการเสริมสร้างการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน 54 3.1 การจัดการชุมชนบนฐานภูมิปัญญา 84 4.๑ การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม 106 5.1 การจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม 138 7.1 การพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการ 184 8.1 บทบาทของศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 194 8.2 กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน 213 9.1 กระบวนการลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา 238 9.2 การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา 241 10.1 การจัดการชุมชนเชิงกลยุทธ์กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย 271 11.1 การจัดการชุมชนสู่ความเป็นชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ 307 12.1 การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในบริบทงานประเพณี 331 13.1 การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรม 357
บทที่ 1 รัฐประศาสนศาสตร์กับชุมชน “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาว สยาม” คือพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ได้ทรงดำเนินการบรรลุพระราชสัตยาธิษฐาน และทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง ปกครองแผ่นดิน ดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดินให้อยู่อย่าง ร่มเย็นเป็นสุข ถือเป็นแนวคิด หลักการ และแนวนโยบายสาธารณะในทางรัฐ ประศาสนศาสตร์ที่ผ่านการทดลองและพิสูจน์ผลจนเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งยังได้รับ การยอมรับจากนานาอารยประเทศ คำว่า “รัฐประศาสนศาสตร์” ถือเป็นศาสตร์หรือวิชาที่เกี่ยวกับการ บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรกในการบริหารราชการ แผ่นดินนั้นก็คือ "ประชาชน" กล่าวคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สุขจากการ บริหารจากทางภาครัฐ ทั้งนี้เพราะการบริหารจัดการภาครัฐนั้นมีลักษณะของการ บริหารจัดการงานสาธารณะ เป็นการจัดการเพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม ที่หวัง ผลหรือมีเป้าหมายของการบริหารจัดการนั้นให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือคนส่วนรวม หรือเป็นประโยชน์ในทางสาธารณะ ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับ บัณฑิตศึกษา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ พ.ศ. ๒๕65 ได้กำหนดให้วิชารัฐ ประศาสนศาสตร์มีเนื้อหาสาระครอบคลุมทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารราชการเพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลตามนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งหมายรวมถึง การสร้างความตระหนักรู้ถึงปรัชญาการเมือง บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการ บริหารและการจัดการภาครัฐ หรือการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งใน ระดับชาติ ภูมิภาค และท้องถิ่น รวมทั้งเน้นแนวคิดและกระบวนการต่าง ๆ ในการ บริหารงานภาครัฐ ขณะเดียวกันสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ยังมุ่งเน้นการ สร้างสหวิทยาการเพื่อให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาได้มีความรู้ ปัญญาและทักษะใน
[๒] การประกอบวิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและ ให้บริการของรัฐในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และเป็นธรรม รัฐประศาสนศาสตร์ในมิติของหลักการ แนวคิด ทฤษฎี เมื่อกล่าวถึงรัฐประศาสนศาสตร์ก็อาจจะมีแนวคิดและทฤษฎีที่ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันบ้างแตกต่างกันบ้าง โดยที่ในแต่ละช่วงสมัยหนึ่ง ๆ อาจจะมีแนวคิดและทฤษฎีที่มีจุดเน้นที่คล้ายกันหรือแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ เพราะในแต่ละห้วงเวลานั้นรัฐประศาสนศาสตร์จะเป็นแนวทางการศึกษาที่จำกัด เฉพาะในแง่ขององค์ความรู้ และมิได้คลอบคลุมถึงในภาคปฏิบัติของการนำไปใช้ โดยมีปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปในเรื่องข้างต้น ดังนี้ 1. การสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม (Relevance) นักรัฐประศาสนศาสตร์จะสนใจปัญหาของสังคม โดยเฉพาะปัญหา ในเชิงสาธารณะที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบกับคนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ละเลยที่จะ ให้ความสำคัญกับคนจำนวนน้อย ทั้งนี้เพราะทุกปัญหานักรัฐประศาสนศาสตร์ จะต้องเป็นผุ้ที่เข้าไปเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข เพื่อให้ชุมชนและสังคมอยู่ร่วมกันอย่าง สงบและสังติสุข ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สอดคล้องกับความต้องการของ สังคม 2. การให้ความสำคัญเกี่ยวกับค่านิยม (Value) นักรัฐประศาสน ศาสตร์อาจไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนิยมหรือปฏิฐานนิยมทางตรรกวิทยา (Logical Positivism) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ไม่ให้ความสนใจกับค่านิยม ซึ่งนักรัฐประศาสน ศาสตร์จะหลีกเลี่ยงเรื่องของส่วนรวมและการเมืองไม่ได้ นักรัฐประศาสนศาสตร์จึง ควรจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุคคลที่เสียเปรียบหรือด้อยโอกาสทางสังคม ทั้งนี้เพราะ นักรัฐประศาสนศาสตร์จะไม่วางตัวเป็นกลาง (Neutral) เพราะถ้าวางตัวเป็น กลางคนที่ได้เปรียบจากสังคมก็จะได้เปรียบยิ่งขึ้น คนที่เสียเปรียบก็จะเสียเปรียบ ตลอดไป สังคมก็จะเกิดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำ 3. เรื่องความเท่าเทียมในสังคม (Social Equity) ดังที่ได้กล่าว มาแล้วในประการที่สอง เมื่อนักรัฐประศาสนศาสตร์จะวางตัวเป็นกลางไม่ได้ นักรัฐ ประศาสนศาสตร์จะต้องใช้ค่านิยมเข้าไปช่วยคนจนหรือผู้ที่มีโอกาสน้อย หรือผู้ เสียเปรียบทางสังคมอื่น ๆ เช่น สตรี คนพิการ ชนกลุ่มน้อยในสังคม ซึ่งจะแสดงให้
[๓] เห็นว่านักรัฐประศาสนศาสตร์คือผู้กระจายบริการให้กับคนในสังคมเพื่อให้ทุกคนมี โอกาสเท่าเทียมกัน 4. การเปลี่ยนแปลง (Change) นักรัฐประศาสนศาสตร์จะต้องเป็น ฝ่ายริเริ่มการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ความเสมอภาคทางสังคมประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลา เพราะ สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักรัฐประศาสนศาสตร์จึงต้องคำนึงถึงการ เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม จะเห็นได้ว่านักรัฐประศาสน ศาสตร์ต้องการให้ระบบราชการบริการคนให้สอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อความ ต้องการของสังคม เพื่อให้ระบบการบริหารมีแนวทางที่ถูกต้อง นำไปสู่การแก้ไข ปัญหาของสังคม1 ในมิติของการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ (Policy Analysis) นักรัฐ ประศาสนศาสตร์จะต้องสนใจกระบวนการของนโยบายสาธารณะ คือ ศึกษาตั้งแต่ การก่อตัวของนโยบาย การกำหนดนโยบาย การนำเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผลนโยบาย และการวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ ในการวิเคราะห์ นโยบายที่มีการศึกษาอย่างแพร่หลายนั้นก็คือ การวิเคราะห์ถึงผลที่ได้รับ (Outcome) การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผลนโยบาย การใช้เชิง ปริมาณสำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีกว่า และการศึกษาถึง รายละเอียดของแต่ละนโยบายสาธารณะ (Substantive Areas) เช่น นโยบาย ทางการศึกษา นโยบายสาธารณสุข นโยบายการเกษตร ฯลฯ ซึ่งเป็นการศึกษา นโยบายสาธารณะในแนวของรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจของนัก บริหารหรือนักรัฐประศาสนศาสตร์ แนวความคิดอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ก็คือเรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) เศรษฐศาสตร์การเมืองได้รับความ สนใจจากนักรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันมากขึ้น เพราะเศรษฐศาสตร์การเมือง เป็นวิชาที่กล่าวถึงรูปธรรมมากกว่านามธรรม กล่าวคือ เมื่อนักรัฐประศาสนศาสตร์ ต้องการจะทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์หนึ่ง จะเริ่มด้วยการสร้างตัว แบบก่อน และตัวแบบที่สร้างขึ้นจะมีลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่นักรัฐ 1 อุทัย เลาหวิเชียร, รัฐประศาสนศาสตร์ : ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ, พิมพ์ ครั้งที่ 6), (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ที พี เอ็น เพรส, 2543), หน้า 33-38.
[๔] ประศาสนศาสตร์จะต้องคิด ซึ่งภายใต้สถานการณ์หนึ่งซึ่งมีทางเลือกหลายทาง นัก รัฐประศาสนศาสตร์จะคิดหรือตัดสินใจทำอะไร ก็ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของ ประชาชนเป็นส่วนใหญ่และการตัดสินใจที่จะเลือกสิ่งที่ให้ประโยชน์มากกว่าหรือ สิ่งที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดเป็นสำคัญ เนื่องจากว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองยัง เป็นแนวความคิดที่ใหม่โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นการนำมาใช้ในรัฐประศาสนศาสตร์ แต่เนื่องจากว่าการบริหารงานภาครัฐหรือองค์การขนาดใหญ่ นักรัฐประศาสน ศาสตร์ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ผลผลิต และการตัดสินใจที่มีเหตุมีผล เศรษฐศาสตร์การเมืองก็จะต้องเป็นแนวโน้มของรัฐประศาสนศาสตร์ที่มี ความสำคัญต่อไปในอนาคต ในเรื่องข้างต้นก่อนหน้านี้Herbert Simon2 ใช้หลักการเลือกที่ใช้ หลักเหตุผล (Rational Choice) ติดตามด้วยการใช้หลักงบประมาณที่เรียกว่า PPBS (Planning Programming Budgeting System) มาจนถึงปัจจุบันเรียกกัน ว่า “ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ” (Public Choice) ทฤษฎีดังกล่าวจะกล่าวถึงการ เลือกของนักรัฐประศาสนศาสตร์แต่ละบุคคลที่อาศัยหลักเหตุผลเกี่ยวกับการ กำหนดนโยบายโครงสร้างองค์การ และพฤติกรรมขององค์การ เสนอตัวแบบ เกี่ยวกับพฤติกรรมของทฤษฎีที่แตกต่างจากแนวคิดอื่น ๆ ที่ได้มีการอธิบายในวิชา สังคมวิทยา จิตวิทยา และเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับทฤษฎีทางเลือกสาธารณะมี สาระสำคัญ 2 ประการ คือ 1. เป็นการศึกษาที่เน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก (Methodological Individualism) ผู้เลือกแต่ละคนเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่สำคัญและเป็นหลักของ ทฤษฎีนี้ ค่านิยมของแต่ละบุคคลมีความสำคัญมากกว่าค่านิยมอื่น ๆ ซึ่งจะใช้เป็น หลักสำหรับการทดสอบถึงความเหมาะสมต่อผลปฏิบัติงาน (Collective Action) 2. การใช้หลักเหตุผล เพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องของการมีเหตุผล การตัดสินใจถึงประโยชน์ที่จะเกิดหรือมีขึ้น การตัดสินใจเป็นการเลือกทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่งที่ตนเห็นว่าจะนำไปสู่การได้ประโยชน์ (Utility) จะเห็นได้ว่าทฤษฎี ทางเลือกสาธารณะแตกต่างกับทฤษฎีอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่าค่านิยมหรือความเห็นของ กลุ่มหรือคนส่วนใหญ่สำคัญกว่าความเห็นของแต่ละบุคคล ทฤษฎีทางเลือก 2 Simon, H, The new science of management decision, (New York: Harper & Row, 1960), pp. 128-130.
[๕] สาธารณะจึงมีวิธีการตีความและวิธีการแก้ไข ซึ่งสามารถจะนำไปใช้ในทางรัฐ ประศาสนศาสตร์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่า นักรัฐประศาสนศาสตร์จะ ปฏิบัติอย่างไร หรือจะตัดสินใจอย่างไร รัฐประศาสนศาสตร์ในมุมมองการเปลี่ยนแปลงของชุมชน ในแนวคิดพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง (Change) นั้น มีนักทฤษฎี หลายท่านมองว่า เป็นสิ่งที่สะท้อนหรือแสดงออกในมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิด ดุลยภาพ หรือเกิดความสมดุล ๒. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางบวก หรือเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้า (Progress) ขึ้นแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทาง ลบแล้ว เกิดดุลยภาพขึ้นเช่นเดียวกันและเป็นการทำให้ลดความก้าวหน้าลง (Re-progress) ๓. การเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้าขึ้น มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่ง ให้บรรลุถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือเป้าหมายที่พึงปรารถนา และมักจะมีการ วางแผน มีการควบคุมการเปลี่ยนแปลง3 การเปลี่ยนแปลงยังสื่อความหมายถึงการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แปรสภาพ จากที่เคยเป็นอยู่มาเป็นสภาพใหม่ โดยมีองค์ประกอบของเวลาเป็นเครื่องกำหนด ขณะเดียวกันก็ได้จำแนกธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. การเปลี่ยนแปลงแบบวิวัฒนาการ (Evaluation) เป็นการ เปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ผลของการเปลี่ยนแปลไม่ส่งผลถึงความรู้สึกหรือวิถีชีวิต ของคนมากนัก ส่วนใหญ่เป็นการเลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลง ตามธรรมชาติ หรือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ๒. การเปลี่ยนแปลงแบบพัฒนา (Development) เป็นการ เปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า โดยมีการกำหนดเป้าหมายของการ เปลี่ยนแปลง กำหนดปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ 3 ดิเรก ฤกษ์หร่าย, การนำการเปลี่ยนแปลง : เน้นกระบวนการแพร่กระจาย นวัตกรรม, (กรุงเทพมหานคร : เฉลิมชาญการพิมพ์, ๒๕๒๘), หน้า ๑.
[๖] ทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม ผลของการเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นที่ยอมรับของสังคม หากได้วางแผนตามความต้องการของกลุ่มชนนั้น ๓. การเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติ (Revolution) เป็นการเปลี่ยนแปลง แบบฉับพลัน จากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งโดยยกเลิกระบบเก่าโดยสิ้นเชิงแล้ว มีการจัดระบบใหม่และดำเนินการอย่างรวดเร็ว อาจมีการบังคับโดยใช้กำลัง การ เปลี่ยนแปลงแบบนี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่4 การเปลี่ยนแปลงยังบ่งบอกถึงความแตกต่างซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเวลา หนึ่งกับอีกเวลาหนึ่ง นอกจากนั้นยังหมายถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นในทางวัตถุ ธรรมและนามธรรม จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในนามธรรมเป็นผลสืบ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในวัตถุธรรม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงมีความหมาย คลุมทั้งเวลานามธรรมและวัตถุธรรม5 ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดที่ว่า การ เปลี่ยนแปลงใด ๆ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นนอกการเวลา ฉะนั้นองค์ประกอบสำคัญของ การเปลี่ยนแปลงก็คือเวลาที่แตกต่างกันเวลาจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าได้มีการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่6 นอกจากนั้นในการเปลี่ยนแปลงนั้นคำว่า “เวลา (Time)” ซึ่งเป็นนาม สมมติที่คนได้สร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานแสดงความสอดคล้องกันไปกับปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ทุกคนยอมรับกันว่าวันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งแต่เดิมไทยเราใช้ เช้า สาย บ่าย ค่ำ เป็นต้น เวลาเป็นสาระสำคัญในทางสังคมและวัฒนธรรม และ เป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายมิติ เช่น เวลามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนอย่างน้อยใน ๒ ลักษณะ ดังนี้ ๑. เวลาในฐานะที่เป็นทรัพยากร ในสังคมปัจจุบันนี้ทุกคนตระหนักดี ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง เวลาเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนได้ 4 สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม : แนวทาง การศึกษา วิเคราะห์และการวางแผน, (ขอนแก่น : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๐. 5 ฑิตยา สุวรรณะชฎ, เอกสารประกอบการบรรยาย แนวคิดทฤษฎีสังคม, (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๖๒-๖๖. 6 สนิท สมัครการ, การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาการของ สังคม, (กรุงเทพมหานคร: ไตรกราฟิค, ๒๕๔๒), หน้า ๓.
[๗] และคนแต่ละคนถูกกำหนดโดยเวลา นั่นคือ ความตายซึ่งเป็นผลมาจากการเสื่อม สลายของร่างกาย ทำให้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เราอาจจะแบ่งสังคมซึ่งถือ ว่าเวลาเป็นสาระสำคัญได้ ๒ แบบคือ 1) สังคมซึ่งถือว่าเวลาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงที่ตน ต้องการจะเป็น เราจะพบว่าในสังคมแบบนี้ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา และ พยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์แก่ตนมากที่สุด ทั้งนี้เพราะทุกคนถือว่าเวลาเป็น ทรัพยากรที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของตน ดังเช่นในสังคมตะวันตก 2) สังคมที่ถือว่าเวลาเป็นสภาพที่กำลังเป็นอยู่ ในสังคมนี้ทุก คนสนใจแต่เฉพาะในปัจจุบันและไม่คำนึงถึงอนาคต ความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งพึงประสงค์ของสมาชิกของสังคมแบบนี้ ๒. เวลาในฐานะที่มีความหมายในทางสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่คนหนึ่งเกิดมา เมื่อเวลาผ่านไปคน ๆ นั้น ก็กลายสภาพจากเด็กเป็นหนุ่มเป็น สาวและเป็นคนแก่ หรือผู้ใหญ่ในที่สุดซึ่งแต่ละสภาพการณ์นั้นมีความหมายในทาง สังคมเสมอ ทั้งนี้เพราะความคิดเห็นของสิ่งหนึ่งย่อมไม่เหมือนกับความคิดเห็นต่อ ของสิ่งเดียวกันนั้นแต่ในอีกเวลาหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงจะเป็นทางวัตถุธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี เป็นความ เปลี่ยนแปลงซึ่งตั้งอยู่เป็นฐานะของเวลาเนื่องจากฐานคติ (Assumption) ที่ว่า ศักยภาพ (Potentiality) ของคนไม่สิ้นสุด จึงได้มีเครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการ สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีที่สิ้นสุดนั่นคือศาสตร์ทั้งหลายที่คนได้สร้างขึ้น นั่นเอง นอกจากนั้นคุณลักษณะของคนในการเอาเยี่ยงอย่างและในการสร้างความ แตกต่างยังเป็นตัวแปรที่เกื้อกูลความไม่สิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลงที่คนได้สร้างขึ้น จากความหมายและอรรถาธิบายของผู้รู้ทั้งหลายในข้างต้น จึงทำให้เชื่อว่าการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นจะเป็นเครื่องบ่งชี้ความแตกต่างของ ช่วงเวลาหนึ่งกับอีกเวลาหนึ่ง เช่น ความแตกต่างของประเพณีบุญสลากภัต บุญ คูณลานหรือบุญกองข้าว หรือแม้กระทั่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่คนไทยเชื้อ สายจีนนับถือ รูปแบบ กระบวนการในอดีตหรือแบบดั้งเดิมกับประเพณีที่เกิดขึ้น ในยุคสมัยใหม่นั้นล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มนุษย์หรือผู้คน ในชุมชนและสังคมสร้างขึ้น พัฒนาขึ้นทั้งสิ้น
[๘] ในส่วนของกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถแบ่ง ได้เป็น ๕ ขั้นตอน ประกอบด้วย ๑. การเกิดการเปลี่ยนแปลงของหน่วยสังคมโดยเอกเทศ (Isolated Change) คำว่าหน่วยสังคมนั้นอาจจะหมายถึงบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสถาบัน เช่น นาย ก. ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์มา และได้เห็นความเป็นระเบียบวินัย อย่างเคร่งครัดของการบริหารจัดการภาครัฐของประเทศนั้น ก็อาจจะเกิดความคิด ขึ้นว่า คนไทยควรจะเป็นระเบียบวินัยเช่นนั้นบ้างก็น่าจะเป็นการดีฉะนั้น การ เปลี่ยนแปลงที่มาจากแนวคิดที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้และสัมผัสกับวิถี จารีต ประเพณี หรือวัฒนธรรมนั้น อาจทำให้นาย ก. ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งในสังคมได้เกิด การเปลี่ยนไปในแนวคิดและอาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงการกระทำ แต่อย่างไรก็ ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะนาย ก. เพียงคนเดียวหรือภายใน ครอบครัว นาย ก. เพียงคนเดียวเท่านั้น ๒. การเกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะกลุ่มในสังคม (Compartmental Change) โดยที่ระบบสังคมเป็นระบบของความสัมพันธ์ของสมาชิกในสังคม และ ในกระบวนการของความสัมพันธ์นั้น ก็เป็นการแบ่งแยกลักษณะตามฐานะและ ตำแหน่ง และกลุ่มสังคม เช่น ถ้านาย ก. เป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นครู เมื่อนาย ก. เกิดชอบความเป็นระเบียบอย่างเคร่งครัดของประเทศสิงคโปร์นาย ก. ก็อาจจะ นำเอาความคิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นระเบียบเรียบร้อยเข้าไปประกอบในการ เรียนการสอน เช่น โดยการยกตัวอย่างหรืออาจจะชี้แจงโน้มน้าว ให้เกิดความ อยากเป็นระเบียบให้แก่นักเรียน ในการนี้เองก็อาจจะมีนักเรียนของนาย ก. เห็นชอบด้วยบ้าง ไม่สนใจบ้าง หรือไม่เห็นด้วยบ้าง แต่อย่างไรก็ตามแต่ละกลุ่มก็ อาจจะไม่สนใจที่จะบีบบังคับให้เป็นไปตามแนวความคิดของตนเข้าทำนองที่ว่า ลางเนื้อชอบลางยา ลักษณะเช่นนี้ก็จะเกิดกลุ่มที่ต้องการให้คนไทยเป็นระเบียบ มากขึ้น กลุ่มที่ไม่เห็นว่าจะต้องเอาอย่างและกลุ่มที่ไม่มีความเห็น แต่กลุ่มทั้งสามก็ ยังถือว่าเป็นเรื่องของแต่ละกลุ่ม ไม่เกี่ยวข้องกันหรือยังไม่จำเป็นที่จะต้องกดดันให้ กลุ่มเห็นตามตน เพราะแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีภาระอย่างอื่นอีกมากมาย เกินไป กว่าจะสนใจในประเด็นนี้ สภาพการณ์เช่นนี้เป็นสภาพของการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเป็นแห่งและมีการทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลง
[๙] นั้นจะไม่กระทบกระเทือนหรือไม่เป็นผลร้ายต่อตน หรือกลุ่มหรือสังคมตน ลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมไทย ๓. การเกิดการเปลี่ยนแปลงสะสมของสังคม (Accumulative Change) ลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการติดต่อทางสังคม เข้มข้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มุ่งจะสร้างความคล้าย สร้างกลุ่มประกอบกับมี สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์มากขึ้น ก็ย่อมทำให้การเปลี่ยนแปลง ขยายวงออกไป ๔) การเปลี่ยนแปลงประนีประนอม (Accommodate Change) นั่น คือบรรดาผู้ที่เห็นชอบด้วยกับความคิดของนาย ก. ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง และเป็นที่ยอมรับทั้งโดยสมัครใจหรือโดยความกดดันของกลุ่มที่เห็นชอบด้วยกัน นาย ก. โดยไม่มีกระบวนการตอบโต้หรือต้านทาน ในทำนองตรงกันข้ามการ เปลี่ยนแปลงสะสมอาจจะแปรไปเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ขัดแย้งก็ได้ ๕. การเปลี่ยนแปลงขัดแย้ง (Conflict Change) นั่นก็คือ เมื่อความ คิดเห็นของนาย ก. ขยายตัวออกไปและมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยรวมตัวกันต่อต้าน สภาพการณ์ที่ปรากฏอยู่กับกลุ่มที่เห็นด้วยกับนาย ก. และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็ กลายเป็นภาวะข่มขู่ต่อสวัสดิภาพของแต่ละกลุ่มก็ยิ่งชัดแจนมากขึ้น จนกลายเป็น ขั้นตอนของการแยกตัวจากกันโดยเด่นชัด สภาพเช่นนี้มักจะนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและกว้างขวาง ด้วยสภาพความดึงเครียดนี่เองที่สังคมอาจจะ แตกแยกออกเป็นค่ายและต่อสู้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลง และถ้าหากไม่สามารถตกลงกันได้ สังคมก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใช้ความ รุนแรง7 โดยสรุปอาจจะมองขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงได้ดังภาพ 7 ฑิตยา สุวรรณะชฎ, อ้างแล้ว,หน้า ๑๖๒
[๑๐] แผนภาพที่ 1.1 แสดงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงจาก ฑิตยา สุวรรณะชฎ, ๒๕๔๓ ขณะเดียวกันจากพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕57 ได้ให้คำจำกัดความ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไว้ ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม คือ การที่ระบบสังคม กระบวนการแบบอย่างหรือ รูปแบบทางสังคม เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัว ระบบการ ปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ จะเป็นไปในทางก้าวหน้าหรือถดถอยเป็นไปอย่างถาวรหรือชั่วคราว โดยวางแผน ให้เป็นไปหรือเป็นไปเอง และที่เป็นประโยชน์หรือให้โทษได้ทั้งสิ้น อีกทั้งได้ให้ ความหมายของคำว่า การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของประชาชาติหนึ่ง ทั้งวัฒนธรรมทางวัตถุ และวัฒนธรรมที่ ไม่ใช่วัตถุ แต่อัตราการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทั้ง ๒ ประเภทนี้ เป็นไปไม่ เท่ากันโดยทั่วไปวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุเปลี่ยนแปลงช้ากว่า นอกจากนั้นก็ การชงักการ เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลง เอกเทศ การเปลี่ยนแปลง เฉพาะกลุ่ม การเปลี่ยนแปลง สะสม การเปลี่ยนแปลง ขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลง ประนีประนอม การสิ้นสุดของ การเปลี่ยนแปลง
[๑๑] เปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหรือโดยการวางแผนก็ได้8 การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของความสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มและระหว่างส่วนประกอบของสังคมนั้น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง ชาวชนบท ชาวเมือง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าวนี้ย่อมเกิดขึ้นใน ระดับกลุ่มบุคคลและในระดับสถาบันทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นในสถาบันครอบครัว เครือญาติ การสมรส การครองเรือน หรือสถาบันการเมืองเศรษฐกิจ ฯลฯ ก็ได้9 ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์และสร้างขึ้น และที่สำคัญก็คือทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในด้านค่านิยม บรรทัดฐานและระบบสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในสังคมนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงในแง่สิ่งของเครื่องใช้เกิดขึ้นง่ายกว่า แต่การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ค่านิยมและสัญลักษณ์ทางสังคมมักจะต้องใช้เวลาและยากเย็นกว่า ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงค่านิยมจากสถานภาพและบทบาทชายเป็นใหญ่มาเป็นหญิงและ ชายเท่าเทียมกัน ค่านิยมในเรื่องการเลือกคู่ การแต่งงาน เป็นต้น ในมุมมองของ นักวิชาการต่างชาติการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในลักษณะที่แตกต่างจากการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบสังคม นั่น คือเกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและหน้าที่ของสังคม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรม จึงมีความหมายว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรม ได้แก่ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ และกฎเกณฑ์ของการจัดระเบียบสังคม10 ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมยังมีความแตกต่างกันว่า การเปลี่ยนแปลงทาง 8 ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาอังกฤษ-ไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕57, (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕57), หน้า ๒๒๔. 9 สุริชัย หวันแก้ว, สังคมและวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑๕๖. 10 Devis Davis, K. Human relation at Work. (New York: McGraw-Hill Co. 1967). p. 622.
[๑๒] สังคมได้แก่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคม และเราได้ทราบแล้วว่า โครงสร้างสังคมประกอบไปด้วย กลุ่มคน ความสัมพันธ์ และสถาบัน ฉะนั้นการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคม นั่นคือการ เปลี่ยนแปลงในกลุ่มคน การเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงใน อัตราการเกิด อัตราการตาย การกระจายตัวของประชากร การอพยพเคลื่อนย้าย เพราะกลุ่มคนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อสังคมเสมอ นอกจากนี้ เป็นการ เปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ ซึ่งได้แก่ความสัมพันธ์แบบปฐมภูมิมาเป็นทุติยภูมิ มากขึ้น ฯลฯ ส่วนการเปลี่ยนแปลงใน สถาบัน ก็ได้แก่การที่เกิดมีสถาบันต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงภายในแต่ละสถาบัน ทั้งสามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็น สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม11 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อ ค่านิยม หรือแม้กระทั่งในเรื่องระบอบการปกครองของไทย เช่น เปลี่ยนแปลงจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงจึง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมของคนในสังคม โดยเฉพาะพฤติกรรมสังคม หรือการ กระทำทางสังคมอันสืบเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกันมากกว่า อย่างอื่น ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในระเบียบ แบบแผนธรรมเนียมประเพณีหรือแนวกำหนดพฤติกรรมมากกว่าอย่างอื่น12 และ อาจจะเกี่ยวกับระเบียบแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคม และการ กระทำระหว่างกันของสมาชิก13 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน วัฒนธรรมทุกสาขาไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ หรือไม่เกี่ยวข้องกับ วัตถุ 11ผจงจิตต์อธิคมนันทะ, การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๑), หน้า ๒๑. 12 สนิท สมัครการ, การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาการของสังคม, อ้างแล้ว, หน้า ๒. 13 จุมพล หนิมพานิช, สังคมและวัฒนธรรม, (นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช, ๒๕๓๐), หน้า ๑๗๓.
[๑๓] ในส่วนของลำดับขั้นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม Alfred Kroeber ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยาอเมริกัน14 มองว่าลำดับขั้นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม นั้นมี๕ ขั้นตอน คือ ๑. ขั้นที่มีการคิดสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาและนำเข้ามาใช้ในสังคม ๒. ขั้นการที่คนยอมรับเอาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ นั้นเข้ามาใช้ในสังคม จนถึงจุดอิ่มตัว ๓. ขั้นอิ่มตัวของวัฒนธรรมในสังคมนั้น ๆ เป็นระยะที่มีความ เจริญก้าวหน้าต่าง ๆ ถึงขั้นถึงจุดสุดยอด ๔. ขั้นที่มีการทำช้ำแบบเดิมอยู่เป็นปกติ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ขึ้น ๕. เมื่อถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ลักษณะวัฒนธรรมเป็นไปตามแบบเดิมจนคน ในสังคมเกิดความเบื่อหน่าย จึงคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกโดยแยกตัวออก จากวัฒนธรรมเดิมและสร้างแบบวัฒนธรรมใหม่ขึ้น แผนภาพที่ 1.2 แสดงขั้นการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรม ตามแนวความคิดของ Kroeber15 14 ผจงจิตต์ อธิคมนันทะ, การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๒๐. 15 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕ 5 3 1 2 4
[๑๔] จากแผนภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นเมื่อวัฒนธรรมผ่านจุดอิ่มตัว (ขั้นที่ ๓) ไปถึงขั้นที่ ๔ ซึ่ง ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายแก่คนในสังคมจนทำให้มีการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ หรือ แนวความคิดเห็นใหม่ ๆ นำเข้ามาใช้ในวัฒนธรรม วัฒนธรรมเดิมจึงกลายรูปไป ใน ขั้นแรกย่อมมีการขัดแย้งกันในระหว่างผู้นิยมของเก่าและผู้ชอบใช้ของใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นความคิดเห็นใหม่ ๆ หรือทฤษฎีใหม่ ๆ ส่วนสิ่งประดิษฐ์หรือวัตถุ ใหม่ ๆ ที่ได้จากการคิดค้นต่าง ๆ นั้นย่อมมีการขัดแย้งน้อยกว่า เพราะสามารถเห็น ประโยชน์ได้ในทันที ถ้าวัตถุที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้นไม่เป็นประโยชน์ คนในสังคมก็ไม่ ยอมรับ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงไม่เกิดขึ้น ต่อเมื่อเห็นว่ามีประโยชน์แล้ว คนใน สังคมจึงจะยอมรับเอามาใช้กันโดยทั่วไป แนวความคิดเห็นใหม่ ๆ และหลักการ ใหม่ ๆ ในเรื่องที่เห็นประโยชน์ได้ช้ากว่า ต้องอาศัยเวลานานกว่าจะทดลองให้ได้ผล การแข่งขันกันในทางด้านความคิดเห็นจึงเกิดขึ้นมากกว่าการขัดแย้งกันในทางใช้ ประโยชน์ของสิ่งประดิษฐ์ โดยเหตุนี้ในช่องว่าง (Gap) ระหว่างวัยในคนรุ่นเก่าและ คนรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและกลายเป็นปัญหาของความไม่เข้าใจกันในปัจจุบัน สำหรับทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ที่ นิยมใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ๑. ทฤษฎีที่ว่าด้วยสาเหตุซึ่งถือเป็นข้อสมมติฐานของทฤษฎีเกี่ยวกับ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ที่มีการเชื่อมโยงถึงปัจจัยใด ปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุสามารถแยก พิจารณาเป็น ๔ ปัจจัย16 คือ ๑) ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมสามารถอธิบายได้เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์เป็นสาเหตุที่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยในเรื่องนี้อาจจะขยายความ ว่า เมื่อมนุษย์และสังคมต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมในการทำอาชีพเกษตรกรรม เมื่อเกิดความแห้งแล้งซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติขึ้น ทำให้วิถีชีวิตความ เป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนต้องเปลี่ยนไป มีอาชีพอื่น ๆ เกิดขึ้น บางคนก็ย้ายถิ่น ไปประกอบอาชีพอย่างอื่นในเมือง 16 สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม : แนวทาง การศึกษา วิเคราะห์และการวางแผน, อ้างแล้ว,หน้า ๖๑-๖๒.
[๑๕] ๒) ปัจจัยทางด้านชีววิทยา ปัจจัยนี้พยายามจะอธิบายการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมว่า เป็นผลที่เกิดจากระบบชีวภาพของมนุษย์ เราสามารถเห็นได้จากเรื่องของเชื้อชาติหรือผิว เช่น ในแอฟริกาใต้ชาวผิวขาว ปกครองชาวพื้นเมืองที่ยากจน และมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ แตกต่างกันออกไป มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้น ๓) ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรมเกิดจากความเจริญหรืออำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่ง Karl Marx ซึ่งเป็นนัก เศรษฐศาสตร์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงต้นเหตุของการ เปลี่ยนแปลงว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นตัวกำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ๔) ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม เป็นปัจจัยที่อธิบายว่า การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นผลกระทบจากอิทธิพลของมรดกทางวัฒนธรรม นัก สังคมวิทยาที่กล่าวถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมว่าเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทาง สังคม คือ William Fielding Ogburn นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ได้กล่าวถึง วัฒนธรรม ๒ ประเภท คือ วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุและวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ โดยเน้น ว่าวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุเป็นสาเหตุก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ ๒. ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theories) ได้เริ่มแพร่หลาย ในศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากผลงานของ Charles Darwin นักธรรมชาติ วิทยาชาวอังกฤษ ที่ศึกษาวิวัฒนาการทางชีววิทยาแล้วนำมาอธิบายสังคมมนุษย์ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทางวัฒนธรรมของมนุษย์ แนวความคิดของ Darwin ได้ นำมาจากการต่อสู้เพื่อการคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตและจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่ง Darwin เรียกว่า “กฎแห่งการเลือกสรรทางธรรมชาติ” (Law of Natural Selection) กล่าวคือ 1) สิ่งมีชีวิตมากมายมีการดำรงชีวิตที่ดี 2) จำนวนของสิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตามความหมายของ การอยู่รอด 3) ผลกระทบ คือ จะมีการต่อสู้เพื่อความมีชีวิตรอดภายใน สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน และระหว่างสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ 4) การต่อสู้นี้ สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง เหมาะสม และปรับตัวได้ดีที่สุด จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแต่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าจะถูกทำลายและตายไปในที่สุด
[๑๖] ต่อมานักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาให้ความสนใจต่อ แนวความคิดวิวัฒนาการของ Darwin ในการนำมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมและวัฒนธรรม วิวัฒนาการ มีความหมายจะต้องผ่านขั้นต่าง ๆ ก่อนที่จะถึง ขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมมีอยู่ ๒ แนวความคิด คือ ๑) วิวัฒนาการเชิงเดี่ยว (Unilinear Evolution) เป็นค่ายคิดที่มี ความเชื่อว่า สังคมมนุษย์ทุกสังคมควรจะต้องผ่านขั้นตอน (Stage) แห่งพัฒนาการ มาแบบเดียวกัน และมักจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าสังคมต่าง ๆ จะวิวัฒน์ไปสู่ความดี ขึ้นหรือเจริญขึ้นเป็นส่วนใหญ่ การที่บางสังคมไม่เจริญขึ้น เป็นเพราะสังคม เหล่านั้นมีวิวัฒนาการในทางเสื่อม ซึ่งถือว่าเป็นข้อยกเว้น 17 ข้อสมมติของ วิวัฒนาการสายเดี่ยวก็คือสังคมมนุษย์ทุกสังคมจะมีภาวะเช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิต คือ เริ่มต้นจากสังคมแบบง่าย ๆ หยาบ ๆ ต่อมาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็น สังคมที่สลับซับซ้อน และทุกสังคมจะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เหมือนกันหมด Auguste Comte นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งได้กล่าวถึง วิวัฒนาการเชิงเดี่ยวและได้แบ่งประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ว่า ได้วิวัฒนาการมา ๓ ขั้นตอนคือ ขั้นแรก เป็นยุคทหารและเชื่อในเทพเจ้า (Theological and military epoch) สภาพของสังคมระยะนี้ แนวความคิดทฤษฎีต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสิ่ง นอกเหนือธรรมชาติ ภาพพจน์ถูกครอบงำประชาชนไม่มีเสรีภาพ ขั้นที่สอง เป็นยุคแห่งปรัชญาและกระบวนการทางกฎหมาย (Metaphysical and juridical epoch) ระยะนี้เสรีภาพของประชาชนเริ่มจะเป็น ที่ยอมรับ เพียงแต่ระยะแรกยังหาเสรีภาพยังไม่ค่อยจะได้ ขั้นที่สาม เป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม (Science and industry epoch) ระยะนี้ แนวคิดและเสรีภาพของประชาชนใน เรื่องต่าง ๆ ได้เป็นที่ยอมรับ และทำให้เป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ 17 สนิท สมัครการ, วิธีการศึกษาสังคมมนุษย์กับตัวแบบสำหรับการศึกษา สังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร :ไทยวัฒนาพาณิช, ๒๕๑๗),หน้า ๒๑.
[๑๗] ขณะเดียวกัน Lewis Henry Morgan ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา ชาวอเมริกัน ยังได้มองสังคมซึ่งเคลื่อนไหวผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จากสังคมดุร้ายป่า เถื่อนมาสู่สังคมที่อารยธรรม โดยเขาได้แบ่งขั้นตอนต่าง ๆ จากการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการยังชีพของมนุษย์ใน ๗ ขั้นตอน ดังนี้ (๑) สถานภาพขั้นต่ำของสังคมดุร้าย (Lower status of savagery) เริ่มต้นจากเริ่มมีมนุษยชาติหาเลี้ยงชีพโดยอาศัยธรรมชาติ (๒) สถานภาพขั้นกลางของสังคมดุร้าย (Middle status of savagery) มนุษย์ได้รู้จักตกปลา ล่าสัตว์ เพื่อยังชีพ และรู้จักใช้ไฟ (๓) สถานภาพขั้นสูงของสังคมดุร้าย (Upper status of savagery) มนุษย์ได้รู้จักประดิษฐ์ธนูและลูกศร (๔) สถานภาพขั้นต่ำของสังคมป่าเถื่อน (Lower status of barbarism) มนุษย์รู้จักประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผา (๕) สถานภาพขั้นกลางของสังคมป่าเถื่อน (Middle status of barbarism) ในสังคมนี้มนุษย์เริ่มรู้จักเลี้ยงสัตว์ มีการเพาะปลูก และการเขื่อน กั้นน้ำอย่างง่าย ๆ เพื่อทำการเกษตรกรรม (๖) สถานภาพขั้นสูงของสังคมป่าเถื่อน (Upper status of barbarism) มนุษย์รู้จักทำเครื่องมือจักทำเครื่องมือจากเหล็ก (๗) สถานภาพของอารยธรรม (Status of civilization) เริ่ม ตั้งแต่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ตัวอักษรใช้มาจนกระทั่งปัจจุบัน ๒) วิวัฒนาการเชิงซ้อน (Multilinear Evolution) เป็นแนวคิดที่ ก่อตัวขึ้นเพราะความไม่พอใจต่อการอธิบายของกลุ่มแรก กลุ่มนี้เสนอว่า สังคม มนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องมีวิวัฒนาการผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มาแบบเดียวกันดังที่กลุ่ม แรกได้เสนอ โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า วิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นผลรวมของ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางสังคม กับ บุคลิกภาพส่วนรวมของกลุ่มชนแต่ละกลุ่มที่ประกอบเป็นสมาชิกของแต่ละสังคม วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของแต่ละสังคม อาจเกิดขึ้นได้โดยอิสระและแตกต่างกัน ออกไป18 18 สนิท สมัครการ, วิธีการศึกษาสังคมมนุษย์กับตัวแบบสำหรับการศึกษา สังคมไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๒๑.
[๑๘] ขณะที่ Julian Steward นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ได้ กล่าวถึงข้อบกพร่องวิวัฒนาการเชิงเดี่ยวที่ไม่สามารถจะอธิบายว่า ทำไมวัฒนธรรม บางวัฒนธรรมจึงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในบางขณะบางวัฒนธรรมจึง เปลี่ยนแปลงได้ช้า เพราะฉะนั้นบทบาทของวัฒนธรรมหลายสายจึงเข้ามามีส่วน ช่วยในการตอบปัญหาข้างต้น Steward ได้กล่าวว่า กลุ่มนักทฤษฎีวิวัฒนาการหลายสายสนใจ แนวความคิดและวิธีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม มีการเก็บรวบรวม เป็นหมวดหมู่ และนำเอาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มาเปรียบเทียบพัฒนากัน ไปโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ข้อสมมติก็คือ วิวัฒนาการหลายสายเน้นที่ความสม่ำเสมอ ซึ่ง อาจนำไปสร้างเป็นกฎทางวัฒนธรรมได้ วิธีการศึกษาของวิวัฒนาการหลายสายจึง เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ มากกว่าที่จะพยายามใช้ เหตุผลทางตรรกวิทยามาอธิบาย แนวความคิดที่สำคัญของ Steward ก็คือ นิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) หมายถึง วิธีการศึกษาหาหลักเกณฑ์ ทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นผลกระทบจากการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของมนุษย์แต่ละ สังคม Steward เสนอแก่นวัฒนธรรม (Cultural core) คือแบบแผนวัฒนธรรมที่มี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุดกับกิจกรรมการดำรงชีพและการจัดการทาง เศรษฐกิจ วิธีการนิเวศวิทยาวัฒนธรรมมุ่งวิเคราะห์แต่แบบแผนวัฒนธรรมที่แสดง ให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากกับการใช้ประโยชน์กับสภาวะแวดล้อมเพื่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมที่มีความ ใกล้ชิดกับการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์ นัก นิเวศวิทยาวัฒนธรรมสนใจว่าเครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าที่ประกอบอาชีพ หรือ เครื่องมือล่าสัตว์นั้นมีหน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างไร มีความต่อเนื่องอย่างไรบ้าง กล่าวคือ หอก ธนู ลูกดอก มีแบบแผนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ที่ แตกต่างกันเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ จำนวน และชนิดของสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันสังคมมนุษย์มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แบบแผนวัฒนธรรมที่ได้สะสมมานั้นมีทั้งเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้น และการ แพร่กระจายทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์แก่นวัฒนธรรมจึงต้อง
[๑๙] พิจารณาการศึกษามากกว่าเดิม โดยสรุปแล้ว Steward เสนอว่าสิ่งที่จำเป็นในการ วิเคราะห์วัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมคือ (๑) วัฒนธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อการ ผลิตหรือแสวงหาประโยชน์จากสภาพแวดล้อมเพื่อการยังชีพ (๒) พฤติกรรมของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยี เหล่านั้น (๓) แบบแผนวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เป็นผลกระทบจากข้อ ๑ และ ๒ เช่น แบบแผนการตั้งถิ่นฐาน ระบบเครือญาติ การใช้ที่ดิน ฯลฯ ๓) ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่ มีสมมติฐาน คือ สังคมต้องมี ความมั่นคง ไม่ต้องมีความสนใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่า ถ้า ส่วนประกอบหนึ่งส่วนประกอบใดของสังคมเปลี่ยนไป ส่วนประกอบอื่นจะ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพื่อจะให้สังคมส่วนรวมมีความมั่นคงต่อไป ทั้งนี้โดย ลักษณะธรรมชาติของทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่จะมีข้อสมมติที่สำคัญ19 ดังนี้ (๑) ทุกสังคมประกอบด้วยการบูรณาการรวมหน่วย (Integration) ของหน่วยต่าง ๆ หรือส่วนประกอบ หรือองค์ประกอบต่าง ๆ ทาง สังคม (๒) ทุกองค์ประกอบของสังคมแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ หรือ ทำประโยชน์ซึ่งกันและกันเพื่อความสมบูรณ์และความอยู่รอดทางสังคม (๓) ทุกสังคมมีแนวโน้มที่จะรักษาสมดุลยภาพ (๔) ทุกสังคมจะมีความมั่นคง เนื่องจากสมาชิกภายในสังคม มีความสอดคล้องและความเข้าใจซึ่งกันและกันในเรื่องของสถานภาพ ค่านิยม ฯลฯ Talcott Parsons ซึ่งเป็นนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน 20 ได้ กล่าวถึง “ระบบสังคม” และ “หน้าที่” ว่า หน้าที่คือกลุ่มของกิจกรรมที่ดำเนินไป 19 สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม : แนวทาง การศึกษา วิเคราะห์และการวางแผน, (มหาวิทยาลัยขอนแก่น : คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์, ๒๕๓๖),หน้า ๖๖-๗๗. 20 สุภางค์ จันทวานิช, ทฤษฎีสังคมวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๕๕), หน้า ๑๖๔-๑๗๑.
[๒๐] เพื่อสนองความต้องการของระบบสังคม ในเบื้องต้น Parsons เห็นว่าสังคมเป็น ระบบ ในระบบสังคมนี้มีหน้าที่ คือมีการกระทำกิจกรม แต่ละกิจกรรมนี้ทำเป็น กลุ่มๆ และทำเพื่อมาสนองความต้องการของระบบ เช่น ระบบสังคมมีความ ต้องการให้ใครมาเลี้ยงดูเด็ก ก็ต้องมีกลุ่มกิจกรรมหนึ่งสำหรับดูแลเด็กเราเรียกสิ่งนี้ ว่า “หน้าที่” กลุ่มกิจกรรมก็ได้แก่สถานดูแลเด็กเล็กและโรงเรียน เป็นต้น ระบบ สังคมต้องการคนดูแลเรื่องสุขภาพ ก็จะมีกลุ่มกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็น โรงพยาบาล หรือคลินิกซึ่งต่างก็มีหน้าที่ของกลุ่ม Parsons ได้ขยายความว่า เราจะ เข้าใจระบบสังคมได้โดยพิจารณาจากหน้าที่พื้นฐานสี่ประการที่เราได้ยินคือ AGIL หน้าที่พื้นฐานสี่ประการนี้ประกอบด้วย การปรับตัว (Adaptation) การบรรลุ เป้าหมาย (Goal Attainment) บูรณาการ (Integration) และการรักษาแบบแผน (Latency หรือ Pattern Maintenance) ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑. การปรับตัว (Adaptation) คือ การที่สังคมจัดให้มีการปรับตัว ให้เข้ากับทุกสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมและความต้องการของระบบ หากสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมไม่ตรงกับความต้องการของระบบก็ต้องมีการปรับตัว เช่น สังคม ต้องการให้มีการจัดการศึกษาให้สมาชิกของสังคม แต่สิ่งที่เรียกว่าโรงเรียนให้ ความรู้และทักษะในการดำรงชีวิตแก่ผู้เรียน ไม่ให้สิ่งที่เป็นการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ที่จะสอนว่าเด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนและมีทัศนคติ/ ค่านิยมแบบใด หน้าที่พื้นฐานของระบบก็จะต้องเกิดการปรับ (adaptation) ซึ่ง อาจปรากฏออกมาในรู้ของการปฏิรูปการศึกษาที่ระบุว่าต่อไปนี้เราสอนคนหรือ เยาวชนในสังคมให้เขาเป็นอย่างไรมีคุณสมบัติด้านทัศนคติหรือค่านิยมแบบใด การ ปรับตัวเป็นหน้าที่พื้นฐานที่จะทำให้ระบบสังคมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม สามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ ๒. การบรรลุเป้าหมาย ( Goal Attainment) สังคมต้องมีการ กำหนดเป้าหมายและระบบต่าง ๆ ก็จะต้องทำหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลัก เช่น สังคมอเมริการะบุว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายหลัก ระบบต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายหลักอันนี้ คือ เป็นสังคมประชาธิปไตย ระบบต่าง ๆ ของสังคมก็ต้องทำหน้าที่เพื่อให้เข้าสู่การบรรลุเป้าหมาย ๓. บูรณาการ (Integration) คือ หน้าที่ในการทำให้เกิด ความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันของระบบต่าง ๆ ซึ่งจะต้องดำเนินไปร่วมกัน เนื่องจาก
[๒๑] ระบบสังคมประกอบด้วยระบบย่อยที่มีความแตกต่างกัน และมีกลุ่มกิจกรรม เฉพาะของตน จำเป็นจะต้องมีการดูแลให้เกิดการประสานสอดคล้องระหว่างระบบ ย่อยต่าง ๆ จึงต้องบูรณาการเข้าหากันและกัน ๔. การรักษาแบบแผน (Latency หรือ Pattern Maintenance) คือ การธำรงและฟื้นฟูแรงจูงใจของปัจเจกชนและแบบแผนของสังคม ในการที่จะ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกันนั้นจำเป็นที่จะต้องมีแรงจูงใจร่วมกัน ถ้ามีคนบางกลุ่ม เกิดความรู้สึกท้อแท้หรือเห็นแตกต่างจนไม่อาจจะขันเคลื่อนไปข้างหน้าร่วมกันได้ ก็เป็นหน้าที่ของระบบสังคมที่จะต้องฟื้นฟูเขาเหล่านั้นขึ้นมา เพื่อให้กลับเข้ามา และยึดถือเป้าหมายหลักร่วมกันใหม่ให้ได้ นอกจากฟื้นฟูปัจเจกบุคคลแล้วแบบ แผนของสังคมก็จะต้องถูกธำรงไว้ด้วย แบบแผนของสังคมที่จะต้องถูกธำรงไว้คือ ลักษณะของสังคมที่ไม่เปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนหรือแบบแผนแบบ อนุรักษ์นิยม จากหน้าที่พื้นฐานของ AGIL ทั้ง 4 ข้อ Parsons เสนอว่า สังคม ต้องมีระบบปฏิบัติการทั้ง 4 ระบบซึ่งเกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ระบบร่างกายและ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ระบบบุคลิกภาพ ระบบสังคม และระบบวัฒนธรรม ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมไปกับหน้าที่พื้นฐานสี่ประการ ดังแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่ 1.3 แสดงระบบปฏิบัติการกับหน้าที่พื้นฐานสี่ประการของ Parsons (1972) ระบบวัฒนธรรม L ระบบร่างกายและ สภาพแวดล้อมทางกายภาภาพ A ระบบสังคม I ระบบบุคลิกภาพ G
[๒๒] ระบบปฏิบัติการระบบแรก เรียกกว่า ระบบที่เป็นร่างกายและ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical) เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่พื้นฐาน เรื่องการปรับตัว เพื่อรองรับหน้าที่พื้นฐานเรื่องการปรับตัว สังคมจะมี ระบบปฏิบัติการย่อยที่เป็นระบบว่าด้วยร่างกายและสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ระบบปฏิบัติการนี้รวมถึงเรื่องของการผลิตเชิงเศรษฐกิจด้วย เพราะเป็นปฏิบัติการ ในเรื่องสภาพแวดล้อมทางวัตถุ (กายภาพ) ระบบปฏิบัติการที่สอง คือ ระบบบุคลิกภาพ เป็นระบบที่ควบคู่ กับหน้าที่พื้นฐานในการบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment) ระบบปฏิบัติการก็ จะต้องเน้นเรื่องบุคลิกภาพ คนที่เป็นสมาชิกภาพของสังคมจะต้องถูกหล่อหลอม ขัดเกลาให้มีบุคลิกภาพที่คิดไปในทำนองเดียวกัน มองไปที่เป้าหมายเดียวกัน คนที่ จะต้องเชื่อถือในอุดการณ์แบบเดียวกันจึงจะทำให้เกิด Goal Attainment ได้ ระบบปฏิบัติการนี้จึงจะไปรองรับการทำหน้าที่พื้นฐานนี้ได้ ระบบปฏิบัติการที่สาม เรียกว่า ระบบสังคม เป็นระบบที่ เกี่ยวข้องกับหน้าที่พื้นฐานในด้านบูรณาการ (Integration) สิ่งที่จะเข้ามาทำให้เกิด บูรณาการ คือ ตัวสังคม ระบบสังคมจะเป็นระบบที่หลอมเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบย่อยเข้าด้วยกัน พื้นฐานในเรื่องบูรณาการจึงเกี่ยวข้องกับหน้าที่ ระบบปฏิบัติการที่สี่ คือ ระบบวัฒนธรรม ระบบวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับหน้าที่พื้นฐานในการธำรงแบบแผนของสังคม การที่เราจะธำรงแบบ แผนเอาไว้ได้ การที่เราจะฟื้นฟูจิตใจและแรงจูงใจของคนเอาไว้ได้ก็ต้องมีการ เชื่อมโยง สิ่งนั้นคือระบบวัฒนธรรม การธำรงรักษาแบบแผนของสังคมจะต้องใช้ วัฒนธรรมเป็นระบบปฏิบัติการ ในความคิดของ Parsons หน้าที่พื้นฐานกับระบบปฏิบัติการเป็นสิ่งที่ ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันไป ระบบย่อย คือ ระบบที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นจากระบบปฏิบัติการ ปรากฏออกมาเป็นระบบที่ทำหน้าที่ชัดเจนในสังคม ระบบระดับบนเป็นเรื่องของ อุดมการณ์วัฒนธรรม ระดับล่างเป็นเรื่องของวัตถุ เศรษฐกิจ Talcott Parsons ได้ แบ่งสังคมออกเป็นสี่ระบบย่อย ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม และชุมชน และระบบคุ้มครองหรือธำรงวัฒนธรรม แต่ละระบบย่อยนี้จะสัมพันธ์ กับหน้าที่พื้นฐานแต่ละด้าน คือการทำหน้าที่พื้นฐานสี่ประการในระบบปฏิบัติการ
[๒๓] สี่ระบบนั่นเอง ระบบย่อยสี่ระบบเกี่ยวข้องกับหน้าที่พื้นฐานและระบบปฏิบัติการ ดังแผนภาพต่อไปนี้ ระบบปฏิบัติการวัฒนธรรม ระบบความไว้วางใจ (FIDUCIARY) ระบบปฏิบัติการสังคม ระบบสังคมและชุมชน (SOCIETAL/COMMUNITY) ระบบปฏิบัติการร่างกาย และสภาพทางกายภาพ ระบบเศรษฐกิจ (ECONOMIC) ระบบปฏิบัติการ บุคลิกภาพ ระบบการเมือง (POLITICAL) แผนภาพ 1.4 แสดงระบบย่อยของสังคมของ Parsons (1972) ระบบย่อยแรก คือ ระบบเศรษฐกิจ เห็นว่าพื้นฐานสังคมอยู่ที่ วัตถุ อยู่ที่การผลิต และระบบพื้นฐานสุด คือ ระบบเศรษฐกิจ (Economic) ระบบ นี้แสดงให้เห็นหน้าที่พื้นฐานการปรับตัว ระบบนี้เป็นระบบปฏิบัติการของกายภาพ เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมีระบบเศรษฐกิจและมนุษย์ สามารถที่จะปรับตัว สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้แล้ว ก็เข้าสู่ระบบย่อย อันที่สอง คือ ระบบการเมือง (Political) ระบบการเมืองมีขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้เกิด การทำหน้าที่ Goal Attainment เริ่มต้นด้วยการมีเป้าหมายหลักร่วมกันและก็ไป ให้ถึงเป้าหมายหลักนั้นด้วยกัน จึงมีระบบการเมืองเข้ามา ตามความคิดของ Parsons ระบบการเมืองจะเกิดขึ้นก่อนระบบเศรษฐกิจไม่ได้ จากการที่สังคมเริ่มมี การผลิต การบริโภค มีการจัดการเรื่องการเมือง ตามมาด้วยระบบย่อยที่สาม เรียกว่า ระบบสังคมหรือชุมชน (Societal/Community) ซึ่งจะเป็นสังคมหรือ ชุมชนไม่ได้ถ้าไม่มีการผลิต แต่ถ้ามีการผลิตแต่ไม่มีเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันก็ ไม่ได้ จึงต้องมีการบริหารจัดการในรูปของระบบการเมือง ระบบย่อยสุดท้าย คือ ระบบของความไว้วางใจเป็นระบบย่อยที่ Parsons ระบุว่า จะมาทำหน้าที่คุ้มครอง Latency Integration Adaptation หน้าที่พื้นฐาน Goal Attainment
[๒๔] และธำรงวัฒนธรรม หน้าที่ในการคุ้มครองและธำรงวัฒนธรรม คือ ระบบที่จะไป ช่วยทำให้เกิดหน้าที่พื้นฐานในด้าน Pattern Maintain ace หรือ Latency แปลว่า การรักษาแบบแผน ในการรักษาแบบแผนนี้เราใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ และเรียกระบบย่อยนี้ว่า Fiduciary คือ ระบบอาศัยการมอบหมายหรือความ ไว้วางใจมาช่วยคุ้มครองและธำรงวัฒนธรรม ต้องปกป้องรักษาเอาไว้ให้มีการสืบ ทอดวัฒนธรรม การมอบหมายนี้จะต้องมีการรับรองในแง่กฎหมาย กล่าวโดยสรุป แนวคิดของ Talcott Parsons อยู่ในหน้าที่พื้นฐาน ระบบปฏิบัติการและระบบย่อยของสังคมซึ่งต่างแบ่งได้เป็น 4 ส่วน ซึ่ง Talcott Parsons วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคม เกิดจากการที่ระบบย่อยของ สังคมมีลักษณะแตกต่างกันออกไปหรืออยู่ในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการแตกต่าง (Differentiation) ทำให้ต้องมีการปรับตัวมากกว่าเดิมต้องเพิ่มความสามารถใน การปรับตัว (Adaptive Upgrading) และต้องมีบูรณาการของระบบย่อยต่าง ๆ สังคมก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในลักษณะวิวัฒนาการ รัฐประศาสนศาสตร์กับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง อุทัย เลาหวิเชียร21 ได้อธิบายถึงแนวความคิดทางรัฐประศาสน ศาสตร์ที่เกี่ยวกับยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นยุคที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิง สังคมและวัฒนธรรมที่เด่นชัด ผ่านการศึกษาในเชิงพฤติกรรมของคนในชุมชนหรือ สังคมนั้น ๆ ว่ามีสาระสำคัญ 4 ประการ คือ 1. รัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับความ ต้องการของสังคม (Relevance) โดยรัฐประศาสนศาสตร์จะสนใจปัญหาของสังคม โดยเฉพาะเป้าหมายสาธารณะที่สำคัญ ๆ ที่นักบริหารควรนึกถึงปัจจัยของค่านิยม ทางการเมืองในการพิจารณาปัญหาการบริหาร วิชาความรู้ควรจะนำมาใช้ในการ ปฏิบัติงานให้ได้ นักบริหารและนักวิชาการจะต้องถามตัวเองเสมอว่า “ความรู้เพื่อ ประโยชน์อันใด” ความรู้มิใช่มีไว้เพื่อความหรูหรา หรือเพื่อความสมบูรณ์ของการ เป็นทฤษฎีบริสุทธิ์ ตรงกันข้ามความรู้จะต้องนำไปใช้ในการบริหารงานได้ 21 อุทัย เลาหวิเชียร, รัฐประศาสนศาสตร์: ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ, พิมพ์ครั้งที่ 6), (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ที พี เอ็น เพรส, 2543), หน้า 33-38.
[๒๕] 2. รัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับค่านิยม (Value) ซึ่งนักรัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรม นิยมหรือปฏิฐานนิยมทางตรรกวิทยา (Logical Positivism) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ไม่ให้ ความสนใจกับค่านิยม นักวิชาการกลุ่มนี้อธิบายว่ารัฐประศาสนศาสตร์จะหลีกเลี่ยง เรื่องของส่วนรวมและการเมืองไม่ได้ นักบริหารควรจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุคคล เสียเปรียบทางสังคม ซึ่งก็คือการใช้ค่านิยมอย่างหนึ่ง กล่าวโดยสรุปก็คือนักบริหาร จะวางตัวเป็นกลาง (Neutral) ได้ยาก เพราะถ้าวางตัวเป็นกลางคนที่ได้เปรียบจาก สังคมก็จะได้เปรียบยิ่งขึ้น คนที่เสียเปรียบก็จะเสียเปรียบตลอดไป สังคมก็จะเกิด ช่องว่างไม่น่าอยู่ 3. รัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับความเท่า เทียมในสังคม (Social Equity) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในประการที่สอง เมื่อนัก บริหารวางตัวเป็นกลางไม่ได้ นักบริหารจะต้องใช้ค่านิยมเข้าไปช่วยคนจนหรือผู้ที่มี โอกาสน้อย หรือผู้เสียเปรียบทางสังคม เช่น สตรี คนพิการ ชนส่วนน้อยในสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องของการกระจายบริการให้กับคนในสังคมให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน 4. รัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจเรื่องที่สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลง (Change) การเปลี่ยนแปลง ในที่นี่หมายความว่า นักบริหารจะต้อง เป็นฝ่ายริเริ่มการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ความเสมอภาคทางสังคมประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลา เพราะ สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักบริหารหรือหัวหน้างานจึงต้องคำนึงถึงการ เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมจะเห็นได้ว่า รัฐประศาสน ศาสตร์ในความหมายใหม่เป็นทฤษฎีที่รุนแรง (Radical Theory) ที่ต้องการให้ ระบบราชการบริการคนให้สอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อความต้องการของสังคม เพื่อให้ระบบราชการมีแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาของสังคมดังกล่าวจึง อาจกล่าวได้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่เป็นทฤษฎีรัฐประศาสน ศาสตร์ที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสังคม (Social Change) อย่างหนึ่ง แนวความคิดของรัฐประศาสนศาสตร์ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์อีก แนวหนึ่งที่จะหยิบยกมากล่าวในที่นี่ก็คือ “การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ” (Policy Analysis) ความจริงนโยบายสาธารณะเป็นวิชาที่มีมาตั้งแต่เสร็จสิ้น
[๒๖] สงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ ๆ อาจกล่าวได้ว่าข้อเขียนของนโยบายสาธารณะที่ แพร่หลายส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งมุ่งถึงการวัดปัจจัยนำเข้าและ การวิเคราะห์ผลทางการเมือง และสถาบันการเมืองที่มีต่อนโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ นักรัฐศาสตร์ยังสนใจกระบวนการของนโยบายสาธารณะ คือ ศึกษา ตั้งแต่การก่อตัวของนโยบาย การกำหนดนโยบาย การนำเอานโยบายไปสู่การ ปฏิบัติ การประเมินผลนโยบาย และการวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ อย่างไรก็ดี การ วิเคราะห์นโยบายที่มีการศึกษาในรัฐประศาสนศาสตร์อย่างแพร่หลาย ก็คือ การ วิเคราะห์ถึงผลที่ได้รับ (Outcome) การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผล นโยบาย การใช้เชิงปริมาณสำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีกว่า และ การศึกษาถึงรายละเอียดของแต่ละนโยบายสาธารณะ (Substantive Areas) เช่น นโยบายทางการศึกษา นโยบายสาธารณสุขนโยบายการเกษตร ฯลฯ กล่าวอีกนัย หนึ่ง ก็คือ การศึกษานโยบายสาธารณะในแนวของรัฐประศาสนศาสตร์ ก็เพื่อจะดึง ลักษณะวิชาให้เข้าไปศึกษานโยบายสาธารณะเพื่อเสนอวิธีแก้ไข ซึ่งย่อมจะเป็น ประโยชน์แก่การตัดสินใจของนักบริหาร จึงเป็นการนำรัฐประศาสนศาสตร์ให้มา ใกล้กับการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีน้อยในยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 แนวความคิดอีกอันหนึ่งก็คือเรื่อง “เศรษฐกิจการเมือง” (Political Economy) เศรษฐกิจการเมืองได้รับความสนใจจากรัฐประศาสนศาสตร์ใน ปัจจุบันมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจการเมืองเป็นวิชาที่กล่าวถึงรูปธรรมมากกว่า นามธรรม การจะเข้าใจวิธีการศึกษาของเศรษฐกิจการเมือง นักศึกษาจะต้องทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ เมื่อนัก เศรษฐศาสตร์ต้องการจะทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์หนึ่ง จะเริ่มด้วย การสร้างตัวแบบก่อน และตัวแบบที่สร้างขึ้นจะมีลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์ ที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องคิด หลังจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็จะสรุปว่า ภายใต้ สถานการณ์หนึ่ง ซึ่งมีทางเลือกหลายทางคนจะทำอะไร โดยมีสมมติฐานว่าคนเป็น ผู้มีเหตุมีผล นึกถึงผลประโยชน์ของตนเป็นส่วนใหญ่ หลักของความแน่นอน การ เสี่ยง หลักของความไม่แน่นอน และการเลือกสิ่งที่ให้ประโยชน์มากกว่า นัก เศรษฐศาสตร์ได้อาศัยหลักดังกล่าวอธิบายการเมือง และการบริหารการใช้หลัก เศรษฐศาสตร์มาใช้ในการอธิบายรัฐประศาสนศาสตร์มีมา
[๒๗] Herbert Simon22 ซึ่งเป็นนักทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ชาว อเมริกันได้ใช้หลัก “การเลือกที่ใช้หลักเหตุผล” (Rational Choice) ตามด้วยหลัก งบประมาณที่เรียกว่า PPBS-Planning Programming Budgeting System มา จนถึงปัจจุบันเรียกกันว่า “ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ” (Public Choice) ทฤษฎี ดังกล่าวจะกล่าวถึงการเลือกของแต่ละบุคคลที่อาศัยหลักเหตุผลเกี่ยวกับการ กำหนดนโยบายโครงสร้างองค์การและพฤติกรรมขององค์การ เสนอตัวแบบ เกี่ยวกับพฤติกรรมของทฤษฎีที่แตกต่างจากแนวคิดอื่น ๆ ที่ได้มีการอธิบายในวิชา สังคมวิทยา จิตวิทยา และเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีเกี่ยวกับทางเลือกสาธารณะมี สาระสำคัญ 2 ประการ คือ 1. เป็นระเบียบวิธีการศึกษาวิจัยที่เน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก (Methodological Individualism) หมายความว่า ผู้เลือกแต่ละคนเป็นหน่วย วิเคราะห์ที่สำคัญและเป็นหลักของทฤษฎีนี้ ค่านิยมของแต่ละบุคคลมีความสำคัญ มากกว่าค่านิยมอื่น ๆ ซึ่งจะใช้เป็นหลักสำหรับการทดสอบถึงความเหมาะสมต่อผล ปฏิบัติงาน (Collective Action) 2. การใช้หลักเหตุผล หมายความว่า การตัดสินใจเป็นเรื่องของการ มีเหตุผล เพราะที่ตัดสินใจถึงประโยชน์ที่ตนจะได้ ในการเลือกทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่งที่ตนเห็นว่าจะนำไปสู่การได้ประโยชน์ (Utility) จะเห็นได้ว่า ทฤษฎี ทางเลือกสาธารณะแตกต่างกับทฤษฎีอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่าค่านิยมหรือความเห็นของ กลุ่มสำคัญกว่าความเห็นของแต่ละบุคคล หรือทฤษฎีซึ่งเห็นว่า การเลือกเป็นเรื่อง การไม่มีเหตุผล (Irrational) และสับสน (Confused) ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะจึง มีวิธีการตีความ และวิธีการแก้ไข ซึ่งสามารถจะนำไปใช้ในการบริหารรัฐกิจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่า นักบริหารจะปฏิบัติอย่างไร หรือจะตัดสินใจ อย่างไร เนื่องจากว่าเศรษฐกิจการเมืองยังเป็นแนวความคิดที่ใหม่โดยเฉพาะ ในส่วนที่เป็นการนำมาใช้ในรัฐประศาสนศาสตร์ แต่เนื่องจากว่าการบริหารงาน ภาครัฐ นักบริหารต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ผลผลิต และการตัดสินใจที่มีเหตุมีผล 22 Simon, H, The new science of management decision, (New York: Harper & Row, 1960), pp. 128-130.
[๒๘] เศรษฐกิจการเมืองจะต้องเป็นแนวโน้มของรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีความสำคัญ ต่อไปในอนาคต แนวความคิดของรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันอีกประการหนึ่ง ก็ คือ “ทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยม” (Organizational Humanism) ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับองค์การ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือ การสร้างเสริมให้มีองค์การที่มีบรรยากาศเป็นประชาธิปไตยเพื่อ สนับสนุนให้คนมีโอกาสบรรลุความพึงพอใจที่ได้ปฏิบัติตามศักยภาพของตนเอง (Self-actualization) มนุษย์นิยมเชื่อว่ามนุษย์ควรจะมีโอกาสได้เป็นในสิ่งที่เรา ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น นักดนตรีก็ควรเล่นดนตรี จิตรกรก็ควรเขียนรูป และกวีก็ ควรจะเขียนกลอน เพราะการกระทำเช่นนั้นจะช่วยให้คนเหล่านั้นมีความสงบใน จิตใจ นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำในสิ่งที่เรามีความสามารถ และมีความประสงค์ เมื่อ เป็นเช่นนี้จะทำให้มนุษย์มีการพัฒนา คือ มีความเจริญเติบโตทางจิตใจ รักษา ความเป็นตัวของตัวเอง และมีความสามารถในการเลือกที่จะกระทำ คุณสมบัติ เหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์ปฏิบัติงานอย่างมีความสุขใจและเป็นเหตุให้มีผลผลิตสูง ตามมาด้วย ดังนั้นทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยมจึงมีวัตถุประสงค์ประการ หนึ่ง ก็คือ การสร้างสรรค์บรรยากาศ และส่งเสริมให้คนในองค์การมีปฏิสัมพันธ์กัน ในลักษณะของประชาธิปไตยเทคนิคที่สำคัญๆ เช่น Sensitivity Training การ สร้างกลุ่ม (Group Building) หรือ T-groups, Grown Dynamics Organization Development-OD ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการฝึกอบรมแท้จริงก็คือ เทคนิค ของมนุษย์นิยมนั่นเอง อย่างไรก็ดี แม้ความสุขของคนเป็นสิ่งที่สำคัญในการเพิ่มผลผลิตของ องค์การทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยมยังได้สนใจถึงการมีรูปแบบของ องค์การที่เอื้ออำนวยต่อความสุขของคนในองค์การ มนุษย์นิยมเห็นว่า รูปแบบของ องค์การขนาดใหญ่ที่มีแบบแผนไม่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ดังนั้น องค์การจึงควรจะมีรูปแบบที่ปรับตัวได้ง่ายรูปแบบขององค์การ เช่น องค์การแบบแนวราบ (Flat Organization) องค์การแบบโครงการ (Project Organization) หรือองค์การแบบแมทริกซ์ (Matrix Organization) ฯลฯ ซึ่งล้วน เป็นรูปแบบที่จะเอื้ออำนวยต่อการบรรลุความพึงพอใจที่ได้ปฏิบัติงานเต็มตาม ศักยภาพ เพราะเป็นองค์การที่ยืดหยุ่นได้ง่าย มีการปรับตัวและพร้อมที่จะ
[๒๙] เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กล่าวโดยสรุปก็คือ องค์การอยู่ 2 แบบ คือ องค์การ แบบแนวดิ่งและองค์การแบบแนวราบ องค์การแบบหลังนี้เป็นรูปแบบขององค์การ ที่มนุษย์นิยมเห็นว่าจะเอื้ออำนวยต่อการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานบรรลุความพึงพอใจ ของเขาได้สาระสำคัญของทฤษฎีนี้อีกประการหนึ่งก็คือการให้ความสำคัญ เกี่ยวกับความรู้สึกการตีความ การประเมินของแต่ละคนที่มีต่อองค์การ มนุษย์นิยม เชื่อว่าการจะศึกษาองค์การผู้ศึกษาควรจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของแต่ ละบุคคลในส่วนที่กล่าวข้างต้น มนุษย์นิยมจึงแตกต่างกับทฤษฎีในสายพฤติกรรม ศาสตร์ที่เห็นว่าไม่ควรใส่ใจในเรื่องของ “อัตวิสัย” ควรสนใจแต่เฉพาะ “วัตถุวิสัย” เพราะการให้ความสำคัญของความรู้สึกของแต่ละคนเป็นเรื่องของอัตวิสัย ซึ่ง มนุษย์นิยมเห็นว่าความรู้สึกของแต่ละคนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าใจ องค์การ จึงเห็นได้อย่างชัดว่า ทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยมเป็นทฤษฎียุค หลังพฤติกรรมศาสตร์ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความรู้สึกของแต่ละคนซึ่งเป็น ความรู้เกี่ยวกับอัตวิสัย และแนวความคิดดังกล่าวได้นำไปใช้ในแนวความคิดรัฐ ประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ด้วย ในขณะที่ทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 80 ก็ได้ ให้ความสำคัญถึงปัจจัยโครงสร้างทางการเมืองมากกว่าการควบคุมฝ่ายการบริหาร โดยสนใจในเรื่องของลักษณะของการเมืองที่เกิดขึ้นในองค์การภาครัฐ โดยในยุค ดังกล่าวนั้น Robert B. Denhardt23 จะให้ความสำคัญหรือเน้นแนวคิดการ จัดการภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management) ที่เน้น 3E’s แล้วยังเน้นใน เรื่องของการบริการภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Service) อีกด้วย โดยมุ่งเน้น ไปที่ความเป็นมืออาชีพนิยม จรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ ความรับผิดชอบทาง สังคม ฯลฯ อีกด้วย 23 Denhardt, R. B, Public administration theory: The state of the discipline. Belmont, (CA: Brooks & Cole, 1990), p. 55.
[๓๐] กล่าวโดยสรุป รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนซึ่งเกิดขึ้นใน ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ (Post Behavioralism) ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการ ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของพฤติกรรมศาสตร์ และเสนอทฤษฎีที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การนำมาใช้ให้สอดคล้องกับชุมชนหรือสังคม และเน้นให้ความสำคัญของค่านิยม และการมีความรู้เกี่ยวกับแต่ละคน โดยใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ทาง ทฤษฎี แนวความคิด และทางปฏิบัติเพื่อแสวงหาความยุติธรรมในสังคม โดยถือ เป็นพื้นฐานคุณธรรมที่แท้จริง การรับรู้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีส่วนร่วมของคนงานและประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ การเพิ่มพูน ทางเลือกของประชาชน และความรับผิดชอบในการบริหารเพื่อให้โครงการ บรรลุผลและมีประสิทธิผล ทั้งนี้ การศึกษาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ควรยึดหลัก ปรัชญาแบบใหม่ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ที่ถือว่า ข้อเท็จจริงและค่านิยมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มากกว่าที่จะยึดตามหลัก ปรัชญาแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) ที่ถือว่าข้อเท็จจริงและค่านิยมเป็นคนละ เรื่องกันแยกออกจากกันได้ ดังนั้น รัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ จึงเกี่ยวข้อง โดยตรงกับโลกแห่งความเป็นจริง คือ สามารถนำมาใช้การปฏิบัติได้ โดยอยู่ภายใต้ หลักความยุติธรรมของสังคม โดยมุ่งเน้นให้พลเมืองทุกคนได้รับการบริการ สาธารณะอย่างเท่าเทียมกันและในการใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนและสังคมที่มีความ แตกต่าง หลากหลายทั้งในเรื่องของความเชื่อ ค่านิยม และข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งนัก บริหารหรือผู้ดูแลรับผิดชอบจะต้องให้ความสนใจในเรื่องการกระจายโอกาส กระจายรายได้ และกระจายการพัฒนา เพื่อก่อให้เกิดความเสมอภาคทางสังคม โดยคำนึงถึงผู้ด้อยโอกาสหรือผู้เสียเปรียบเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ ผู้บริหารยังต้องคำนึงถึง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานและการสร้างความ ยุติธรรม โดยเปิดโอกาสให้ข้าราชการ และประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้ามา มีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
บทที่ 2 การจัดการชุมชนบนฐานงานวิจัย การจัดการชุมชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับฐานราก คือ บุคคล ครอบครัว และเอื้อต่อการอยู่ ร่วมกันสมาชิกของชุมชน โดยอาศัยกิจกรรมในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์เพื่อการ ดำรงชีวิต มีการจัดการและคุ้มครองชีวิตไปสู่การพัฒนาหรือความเปลี่ยนแปลงที่ดี ร่วมกัน การจัดการชุมชนจึงมีความจำเป็นต่อการสร้างกระบวนการเข้าใจและ เรียนรู้ร่วมกันของชุมชน ทั้งในเรื่องของบุคคล ครอบครัว สังคม และหมู่บ้าน ขณะเดียวกันกระบวนการในการจัดการชุมชนจะเป็นกระบวนการพัฒนาที่ทรง พลังที่สุด คือ การพัฒนาที่เกิดจากการเรียนรู้ ริเริ่ม สร้างสรรค์จากภายในเชื่อมโยง กับการเสาะแสวงหาความรู้จากภายนอกมาเลือกสรรเพื่อใช้ประโยชน์ใน กระบวนการพัฒนา จากการนำความรู้ของคนในชุมชนให้มีโอกาสร่วมสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นความรู้ภายใต้บริบทและวัฒนธรรมนั้น การพัฒนาชุมชนจึงเป็น กระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างคนในชุมชนกับนักพัฒนาที่จะนำไปสู่การ เรียนรู้ของทุกฝ่าย และยกระดับขององค์ความรู้ด้านการพัฒนาในบริบทของชุมชน ท้องถิ่น แนวคิดการจัดการชุมชน การจัดการชุมชนเป็นการหนุนเสริมให้ประชาชนมีศักยภาพหรือขีด ความสามารถในการจัดการปัญหาความเดือดร้อนด้วยตนเองเป็นหลัก ซึ่งส่งผลใน ระดับชุมชนท้องถิ่นต่างตระหนักและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการ แก้ปัญหาร่วมกันของชาวบ้าน โดยมีพื้นฐานสำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาและวิเคราะห์ชุมชน การศึกษาและวิเคราะห์ชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึง ระบบคิดของคนในชุมชนที่มีต่อชุมชนและสิ่งรอบตัว และความเข้าใจในวิถีชีวิต ของชุมชนให้มากที่สุด โดยมีกระบวนการสำคัญ คือ การค้นหาปัญหาที่แท้จริงของ ชุมชน การค้นหาสาเหตุของปัญหาชุมชน และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหา มี
[๓๒] เป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตของสมาชิกในชุมชน การทำ ความรู้จักชุมชนก่อนที่จะลงมือทำงานถือเป็นหัวใจสำคัญ และมีผลต่อความสำเร็จ ในการพัฒนาชุมชน เพราะนอกจากจะทำให้สามารถกำหนดเป้าหมาย และทิศ ทางการพัฒนาได้อย่างตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพความเป็นที่ แท้จริงของชุมชน การเข้าใจชุมชนอย่างลึกซึ้งยังจะทำให้ดำเนินงานร่วมกับชุมชน เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้น และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย๑ ซึ่งประเด็นที่ควร ทำการศึกษา เช่น ข้อมูลทางกายภาพ ประกอบด้วย จำนวนประชากร จำแนกตาม เพศ อายุจำนวนครัวเรือน ฐานะความเป็นอยู่ การตั้งบ้านเรือนในชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ข้อมูลทางสังคม การเมือง การปกครอง ประกอบด้วย ประวัติ ความเป็นมาของชุมชน เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์การศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ สุขภาพ จำแนกตามเพศ อายุจำนวนผู้พิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม กลุ่ม องค์กร เครือข่ายในชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชน รูปแบบและพฤติกรรมการทำ กิจกรรมของชุมชน เป็นต้น ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การประกอบอาชีพ อาชีพ หลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม ความรู้ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญในการประกอบ อาชีพ ข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออมของชุมชน เป็นต้น ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน ประกอบด้วย ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ฯลฯ 1.1 ประเภทของการศึกษาและวิเคราะห์ชุมชน การศึกษาและวิเคราะห์ชุมชนมีลักษณะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ สภาพชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งอาจเน้นถึงพื้นที่หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งโดยเฉพาะ และนำไปสู่มาตรการในการแก้ไขปรับปรุงชุมชนนั้น ๆ ให้ดีขึ้น ด้วยความถูกต้อง ของหลักการ และวิธีปฏิบัติงานพัฒนาชุมชน ดังนั้นการแบ่งประเภทของการศึกษา และวิเคราะห์ชุมชนจึงมีหลายรูปแบบหรือหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นต่าง ๑ นิพันธ์ บุญหลวง, “แนวทางการจัดการชุมชนต้นแบบบ้านทุ่งศรี จังหวัดแพร่”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2561).
[๓๓] ก็เป็นเรื่องของการศึกษาและวิเคราะห์ชุมชน เพื่อให้มีความหลากหลายและ เหมาะสมต่อชุมชน ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดความสับสนได้ 1) การจำแนกตามวัตถุประสงค์การนำไปใช้ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบหาความรู้พื้นฐานทั่วไป เป็นการหาข้อเท็จจริงหรือ สภาพเป็นจริงทั่วไปภายในชุมชนเท่านั้น (2) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน แบบทดสอบความรู้เดิม เป็นการทดสอบความรู้ต่าง ๆ ที่เคยทำการศึกษามาแล้ว ให้เกิดความรู้ที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เนื้อหาของการศึกษาอาจจะเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง หรือเรื่องทั่วไป ทั้งนี้เพื่อจะได้นำไปพัฒนาแนวคิด และทฤษฎีต่อไป และ (3) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาที่จะต้องศึกษาหา ข้อเท็จจริงภายในชุมชนในเรื่องต่าง ๆ เพื่อไปใช้ในการวางแผนแก้ไขปัญหา หรือ พัฒนาชุมชน 2) จำแนกตามเนื้อหาข้อมูลที่นำไปใช้ ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบข้อมูลโดยละเอียด หรือโดยทั่วไปจะเป็นการศึกษา หาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง การปกครอง และสิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้น ๆ เพื่อการ วางแผนในอนาคตที่เหมาะสม และ (2) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบข้อมูล เฉพาะ หรือข้อมูลคร่าว ๆ เป็นการศึกษาข้อมูลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะ ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เพื่อการวางแผน และโครงการในการที่จะปฏิบัติงานพัฒนาได้ ทันที 3) จำแนกตามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบสำรวจ (Surveys) เป็นการศึกษาเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสำรวจข้อมูลในเชิงปริมาณ (2) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน แบบการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เป็นการศึกษาการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ เครื่องมือในการศึกษาหาข้อมูลในเชิงคุณภาพ เช่น การมีส่วนร่วมแบบเจาะลึก (In–depth Participation) ด้วยการสัมภาษณ์และการสังเกตความสัมพันธ์ของคน ในชุมชน (3) การศึกษาเอกสารต่าง ๆ (Documents) คือ เป็นการศึกษาชุมชน จากข้อมูลที่ได้มีการบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น การศึกษาลักษณะทางวัฒนธรรม ของชุมชนจากหนังสือ งานวิจัยต่าง ๆ และ (4) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบอื่น ๆ เป็นการศึกษาชุมชน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมอื่น ๆ เช่น การศึกษาวิเคราะห์ ชนบทแบบเร่งด่วน การสนทนากลุ่ม เป็นต้น
[๓๔] 4) การจำแนกตามวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบปริมาณ (Quantitative) เป็นการศึกษาชุมชนที่เน้น ข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเช่น การศึกษาหาค่าร้อย ละ การหาค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากร เป็นต้น และ (2) การศึกษาวิเคราะห์ ชุมชนแบบคุณภาพ (Qualitative) คือ เป็นการศึกษาค้นคว้าหาความจริงจาก เหตุการณ์ในสังคม และสภาพแวดล้อมทุกแง่ทุกมุม และเสนอข้อมูลของการ พรรณนาเนื้อหาสาระและรายละเอียดจากการศึกษา เช่น การศึกษาถึงความรู้สึก นึกคิด ค่านิยม และความสัมพันธ์ของคนในชุมชน 5) การจำแนกตามผู้กระทำการศึกษา ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบกระทำคนเดียว เป็นการศึกษาชุมชนในด้านต่าง ๆ เพียงคนเดียว อาจจะเป็นการศึกษาในเชิงปริมาณ และหรือคุณภาพก็ได้เช่น การศึกษาลักษณะของการเปลี่ยนแปลงของชุมชนโดยนักพัฒนา หรือนักวิจัยคน เดียว และ (2) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนแบบเป็นกลุ่ม เป็นการศึกษาโดยคนหลาย คน ซึ่งแต่ละคนอาจมีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน หรือจากหลาย หน่วยงาน 6) การจำแนกตามทัศนะของผู้ศึกษา ประกอบด้วย (1) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนโดยคนภายนอกชุมชน อาจจะเป็นนักพัฒนาที่ทำงาน ชุมชน นักวิจัยหรือนักวิชาการที่ศึกษาชุมชน เพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ของชุมชนที่ เกิดจากแนวคิดและทฤษฎีของบุคคลเหล่านั้น และ (2) การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน โดยบุคคลภายในชุมชน เป็นการศึกษาของคนในชุมชนเอง เพื่อต้องการทราบ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ และปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขต่อไปโดยไม่ต้อง อาศัยแนวคิดทฤษฎีทางวิชาการไปศึกษาชุมชนมากนัก กล่าวโดยสรุปว่า การศึกษาวิเคราะห์ชุมชนนั้น มีหลายประเภท และ หลายรูปแบบแต่การที่จะให้เป็นไปในลักษณะหรือประเภทใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับ นักพัฒนา หรือผู้ศึกษาว่ามีวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิเคราะห์ชุมชนครั้งนั้น อย่างไร และเพื่ออะไร ทั้งนี้เพื่อที่จะเลือกใช้ประเภทของการศึกษาชุมชนให้ เหมาะสมสอดคล้องกับการพัฒนาชุมชนต่อไป อย่างไรก็ตามการศึกษาวิเคราะห์ ชุมชนที่จะให้ได้ข้อมูลอย่างละเอียดลึกซึ้ง เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ สูงสุดผู้ศึกษาอาจจะผสมผสานประเภทหรือรูปแบบเข้าด้วยกันก็ได้การศึกษา วิเคราะห์ชุมชนที่มีประสิทธิภาพจะต้องนำมาซึ่งความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์และ
[๓๕] สิ่งแวดล้อมภายในชุมชนกับความเข้าใจเรื่องของคนในชุมชนว่าเขามีแบบแผนใน การดำเนินชีวิตและการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร เพื่อทำให้สามารถระบุ ปัญหา และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งประเมิน ศักยภาพต่าง ๆ ของชุมชนได้ อันจะนำมาซึ่งการกำหนดโครงการ กิจกรรมเพื่อการ พัฒนา หรือการแก้ไขปัญหาโดยทั้งที่ชุมชนเสนอเอง 1.2 หลักการวิเคราะห์ชุมชน การวิเคราะห์ชุมชน จะดำเนินการเพื่อต้องการทราบว่าปัญหา และความต้องการที่แท้จริงของชุมชนว่าคืออะไร สาเหตุของปัญหาและความ ต้องการเป็นอย่างไร จึงวางแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาในขั้นต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการวิเคราะห์ชุมชน คือ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ชุมชน ถ้า หากประชาชนมีส่วนร่วมมากเท่าใด การทราบคำตอบของปัญหาและแนวทางใน การแก้ไขปัญหาก็ย่อมจะมีมากขึ้นเท่านั้น สำหรับขั้นตอนของการวิเคราะห์ชุมชน นั้นมีอยู่ 4 ประการ๒ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน ถ้าหาก ปัญหาและความต้องการมีหลายอย่างในขณะเดียวกัน จะต้องเรียงลำดับ ความสำคัญของปัญหาและความต้องการ ซึ่งจะต้องสำรวจและจัดลำดับความ สำคัญของปัญหาและความต้องการต่าง ๆ ตามความต้องการของประชาชนใน ชุมชน 2) ศึกษาสาเหตุของปัญหา เป็นการค้นหาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลต่าง ๆ เป็นพื้นฐานประกอบการวิเคราะห์ ซึ่งวิธีการหา สาเหตุของปัญหาและความต้องการในชุมชนนั้นมีหลายวิธี ได้แก่ การสังเกต การศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิหลังของชุมชน การสัมภาษณ์ เป็นต้น 3) ศึกษาความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นการมองศักยภาพ ของผู้ศึกษา ว่ามีความสามารถในการแก้ไขปัญหาชุมชน ได้มากน้อยเพียงใด 4) ศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหา มีการวางแผนการ ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อหาลู่ทางในการแก้ไขปัญหาและความต้องการของชุมชน ซึ่ง มีหลายวิธี ดังนี้ ๒ ธนพรรณ ธานี, การศึกษาชุมชน, (ขอนแก่น: บริษัทเพ็ญพริ้นติ้ง, 2540).
[๓๖] (1) การประชุมวิเคราะห์และสรุประหว่างผู้สำรวจเก็บข้อมูล ผู้ปฏิบัติงานในชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะดำเนินการวางแผนในการแก้ไข ปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยวิธีการนี้ประชาชนไม่ได้มาเกี่ยวข้องด้วย (2) การประชุมวิเคราะห์และสรุประหว่างผู้สำรวจเก็บข้อมูล ผู้ปฏิบัติงานในชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่ดำเนินการวางแผนในการแก้ไขปัญหา และความต้องการของชุมชน โดยวิธีการนี้ประชาชนไม่ได้มาเกี่ยวข้อง (3) การวางแผนประชุมและสรุปการวิเคราะห์ชุมชนระหว่าง ฝ่ายประชาชนกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือ องค์กรเอกชน จะเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและ สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างได้ข้อสรุป แล้ว นำมาประชุมพิจารณาวิเคราะห์สรุปร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ก็จะได้ข้อสรุป แนว ทางการวางแผนแก้ไขปัญหาและความต้องการของชุมชน (4) ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน อาสาสมัคร และกลุ่มต่าง ๆ ภายในชุมชนร่วมกันประชุมพิจารณาวิเคราะห์ชุมชน เพื่อวางแผนหาลู่ทางแก้ไข ปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนที่ทำงานด้าน พัฒนาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเท่านั้น วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีที่ประชาชนภายใน ชุมชนได้ตระหนักถึงความสามารถของตนเองได้รู้จักการวิเคราะห์ชุมชนของตน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเท่านั้น (5) การประชุมและสรุปการวิเคราะห์ชุมชนโดยชุมชนเอง ปราศจากการช่วยเหลือหรือมีที่ปรึกษาจากภายในชุมชน วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีที่ ประชาชนช่วยหาลู่ทางการพัฒนาด้วยตนเองภายในชุมชนของตน กล่าวสรุปได้ว่า การวิเคราะห์ชุมชนนักพัฒนาจำเป็นต้องเข้าใจถึง หลักการขั้นตอน และวิธีการศึกษาการวิเคราะห์ชุมชน เพราะการเข้าใจหลักการ ดังกล่าวจะเป็นการปูพื้นฐานสู่การลงปฏิบัติวิเคราะห์ชุมชน ทำให้เกิดกรอบในการ ลงวิเคราะห์ชุมชน เพื่อนักพัฒนาไม่ใช้ความคิดของตนเองในการมองชุมชนเพียง อย่างเดียว การวางแผนการพัฒนาจึงจะเป็นไปตามความต้องการของคนในชุมขน อย่างแท้จริง 1.3 เครื่องมือวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เทคนิคและเครื่องมือช่วยจำในการศึกษาชุมชนถือเป็นทางเลือก ของการนำไปใช้ในการศึกษาชุมชน เพื่อที่จะได้ศึกษาวิเคราะห์ชุมชนได้อย่างมี
[๓๗] ประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ที่ให้ผู้ศึกษาวิจัยชุมชนได้เห็นภาพ และเข้าใจถึงชุมชนในบริบทที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สามารถนำไปใช้ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลและเป็นแนวทางในการอ้างอิงได้อย่างรวดเร็ว 1) เทคนิคแผนที่ความคิด (Mind Map) เป็นการถ่ายทอด ความคิด หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมองลงกระดาษ โดยการใช้ภาพ สี เส้น และ การโยงใยแทนการจดย่อแบบเดิมที่เป็นบรรทัด ๆ เรียงจากบนลงล่าง ขณะ เดียวกันกระบวนการทำผังความคิดช่วยเป็นสื่อนำข้อมูลจากภายนอก เช่น หนังสือ คำบรรยาย การประชุม ส่งเข้าสมองให้เก็บรักษาไว้ได้ดีกว่าเดิม ซ้ำยังช่วยให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ได้ง่าย เนื่องจะเห็นเป็นภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองให้ เชื่อมโยงต่อข้อมูลหรือความคิดต่าง ๆ เข้าหากันได้ง่ายกว่าโดยสรุปคือ ใช้แสดง การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลัก ความคิด รอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 2) เทคนิคการสร้างอนาคตร่วมกัน (Future Search Conference: FSC) เป็นกระบวนการจัดประชุมแบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาจาก หลักการทางสังคมจิตวิทยาโดยภาคธุรกิจในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีการพัฒนา มาตลอด ระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรอื่น ๆ นอกจากภาคธุรกิจในประเทศ ต่าง ๆ ได้นำเทคนิค FSC ไปใช้อย่างแพร่หลาย FSC เพิ่งจะมีการนำมาใช้ใน ประเทศไทย และยังใช้อยู่ในวงจำกัด องค์การสหประชาชาติ (UNFPA) ร่วมกับ FIT (Foundation for International Training, Canada) และสมาคมวางแผน ครอบครัวแห่งประเทศไทยนำมาใช้และเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2539 การประชุมเพื่อ สร้างอนาคต ยังเป็นการสร้างศักยภาพและความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายหรือ ชุมชนเพื่อเห็นพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง (Learning Curve) ว่าเกิด อะไรขึ้นบ้างมีวิธีการในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร๓ 3) เส้นเวลา (Time Line) หรือเส้นทางประวัติศาสตร์ ชุมชน เป็นเครื่องมือในการชักชวนแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมาของ ชุมชน โดยย้อนกลับไปให้ได้ไกลมากที่สุด (มากแค่พอที่คนในวงคุยจะย้อนได้) เพื่อ ๓ Weisbord, M. & Janoff, S., Future search an action guide to finding common ground in organizations & communities, (San Francisco: Berrett-Kohler Publishers, 2000).
[๓๘] สำรวจดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนในทุก ๆ ด้าน และทำให้เกิดการวิเคราะห์ ข้อมูลเพื่อทบทวนความเป็นมาของเรื่องราวต่าง ๆ ในชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และทบทวนประสบการณ์การปรับตัวของ ชุมชนแต่ละยุคสมัย ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนแล้วยังช่วยให้ สามารถทำความเข้าใจกับที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นชุมชน การ เข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ยังจะทำให้ทั้งชาวบ้านและผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้ มองเห็น ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญที่ควรใส่ใจ อะไรเป็นทุนทางสังคมที่สามารถนำมาใช้ใน ปัจจุบัน หรืออะไรเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้ การที่ต้องใช้เส้นทางประวัติศาสตร์ ชุมชนในการพูดคุยจะเป็นการกำกับประเด็นของการพูดคุยให้อยู่ในประเด็นนั้น ๆ ซึ่งคำถามสำคัญในการศึกษาเส้นทางประวัติศาสตร์ของชุมชน ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ (1) อะไรคือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น (2) เหตุการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อ คนในชุมชนอย่างไร และ (3) ชุมชนมีการปรับตัวอย่างไร 4) แผนที่รอบในและรอบนอก เป็นแผนที่พื้นฐานที่ง่ายแก่ การจัดทำร่วมกับชุมชน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความคุ้นเคยกับคนใน ชุมชน เพราะในกระบวนการจัดทำนั้นจะต้องพูดคุยสื่อสารกับคนในชุมชนเป็นหลัก ผ่านการเดินดูสถานที่ต่าง ๆ ร่วมกันจึงสามารถเข้าถึงจุดที่เราสนใจได้ นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน เพราะการทำแผนที่ด้วยตนเองจะมีการตั้ง คำถาม ข้อแนะนำการทำแผนที่ และที่สำคัญคือข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาทำแผนที่ นั้นผู้คนในชุมชนจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่จะนำมาลงในแผนที่ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ก็ แล้วแต่ชุมชนจะกำหนด ในแผนที่รอบในส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งบ้านเรือน วัด โบสถ์ โรงเรียน สถานีอนามัย ประปาของหมู่บ้าน สุสาน สถานที่ประกอบพิธีกรรม เป็น ต้น ส่วนแผนที่รอบนอกจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร ป่าไม้ การปลูกพืช เป็นต้น 5) การทำปฏิทินชุมชน ใช้เป็นเครื่องมือระดมข้อมูลเพื่อวาง แผนการผลิตหรือวางแผนการทำงานในแต่ละช่วงเวลา เช่น การผลิต พืชอาหาร จากป่า พืชอาหารจากน้ำ ประเพณีในชุมชน เป็นต้น โดยรูปแบบของปฏิทินมีทั้ง แบบตารางปฏิทิน และแบบวงกลม 6) ทำเนียบผู้รู้ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีประเด็นชัดเจน การ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียก็จะทำได้ยาก จึงใช้เครื่องมือนี้มาทบทวนภูมิปัญญา หรือ ผู้รู้ในชุมชน ซึ่งยังช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์การใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญา ต่าง ๆ ในชุมชนได้ เช่น การทอผ้าใช้เอง หรือทอผ้าเพื่อขาย เป็นต้น
[๓๙] กล่าวโดยสรุปว่า เครื่องมือวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม ใน การศึกษาบริบทของชุมชนแบบองค์รวม การใช้เครื่องมือผู้ศึกษาจะต้องใช้เทคนิค ในการสัมภาษณ์เพื่อให้รู้และเข้าใจข้อมูลอย่างละเอียด นั่นคือการซักข้อมูล (Probing) ซึ่งอาจนำคำถามที่ช่วยในการซักข้อมูลมาใช้ประกอบได้คือ 7 Helper คือ What, When, Where, Why, Who, How, If ซึ่งประโยคคำถามเหล่านี้จะ ช่วยให้ผู้ศึกษาตามข้อมูลด้านต่าง ๆ ได้ และทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับผู้ถูก สัมภาษณ์หรือพูดคุยด้วยว่าเขามีความเต็มใจหรือสะดวกในการให้ข้อมูลในขณะนั้น หากผู้ให้สัมภาษณ์ไม่พร้อมอาจนัดหมายในวันหลังได้เทคนิคเครื่องมือ และ ประเด็นคำถามเหล่านี้ เป็นกรอบการศึกษาเบื้องต้น อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ใน เรื่องที่สนใจหรือต้องการศึกษาเชิงลึก ซึ่งต้องมีการพัฒนาคำถามหลัก และรอง เพิ่มเติมได้ 2. กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน สาระของลักษณะกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นความรู้หรือชุด ประสบการณ์ของชุมชน มิใช่ความรู้ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็น คุณค่า ศีลธรรม และจริยธรรมรวมอยู่ด้วย หรือเป็นความรู้แบบองค์รวม และการ ถ่ายทอดมิได้แยกเป็นส่วน ๆ ผู้เรียนรู้ต้องเรียนรู้วิถีชีวิตทั้งหมด หัวใจของการเรียน รู้อยู่ที่การปฏิบัติหรือเป็นกระบวนการของข้อมูลข่าวสาร และความรู้เกี่ยวกับวิถี ชีวิตของชาวบ้านและชุมชนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และการจัดการศึกษาของ ชุมชน มีลักษณะประการหนึ่ง คือ การถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์วางอยู่บน พื้นฐานทางวัฒนธรรมสังคมของชุมชน รูปแบบการเรียนรู้จึงเรียบง่าย เป็น ธรรมชาติและสอดคล้องกับแนวทางการดำรงชีวิตในชุมชน สามารถเรียนรู้ได้ โดยตรง รวดเร็ว และกว้างขวาง เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จึงตอบสนอง ความต้องการของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง การเรียนรู้ของชุมชนไม่ได้มุ่งเฉพาะ ตัว ความรู้หรือเทคนิค แต่รวมถึงแนวคิดศีลธรรม และจริยธรรม จึงเรียกว่าเป็นการ เรียนรู้แบบองค์รวมไม่แยกเป็นส่วน ๆ การจัดการชุมชนต้องเริ่มด้วยกระบวนเรียนรู้สิ่งที่เป็นพื้นฐานของการ เรียนรู้ของชุมชน คือ วิธีการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นการผสมผสานกันในหลายศาสตร์ ดังที่ Peter Michael Senge นักวิศวกรทางสังคมชาวอเมริกัน เจ้าของทฤษฎี
[๔๐] องค์กรแห่งการเรียนรู้๔ อธิบายไว้ว่าการเรียนรู้เป็นความรู้ที่กว้างกว่าการเรียนรู้ใน ระดับตนเองและครอบครัว การเรียนรู้ยังเป็นการเสียสละที่จะทำงานให้กับ ส่วนรวม เพื่อปรับปรุงเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่จะยกระดับของการพัฒนาทาง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนให้ก้าวหน้าโดยการอาสา ร่วมงาน การร่วมคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ให้กับชุมชน ความรู้ที่ควรรู้ ได้แก่ หลักการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย กระบวนการทางประชาธิปไตย (Democratic Procedures) การ ทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ (Voluntary Cooperation) การพึ่งตนเองหรือการ ช่วยเหลือตนเอง (Self Help) การนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการ พัฒนาชุมชนของตนเองให้สามารถอยู่รอดและพึ่งตนเองได้โดยการศึกษานั้นต้อง เป็นการพัฒนาตนเองโดยการพึ่งพาทรัพยากรท้องถิ่น การใช้ทรัพยากรอย่างรู้ คุณค่าและให้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับสมรรถนะของชุมชน คือ การปฏิบัติได้ จริง ความสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีการปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริม ชุมชนต่าง ๆ ให้ริเริ่มโครงการพัฒนาของตนเองขึ้น ดำเนินโครงการด้วยตนเอง และใช้ทรัพยากรของชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ ตนเอง การสร้างสมรรถนะของชุมชนให้เข้มแข็งในระยะยาว กระทำอย่าง ผสมผสานกับมิติทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของการจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนประกอบด้วย 1) รวมคน เริ่มจากการรวบรวมคน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง และสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมพลังใจ เป็นการเสริมใจซึ่งกันและกัน ทำให้ เกิดจิตสำนึกร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกัน 2) ร่วมคิด เพื่อระดมพลังความคิดโดยผ่านการระดมสมอง เพื่อ ระดมความคิด สร้างความเข้าใจร่วมกัน ร่วมวิเคราะห์ปัญหา จัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา กำหนดแนวทาง วิธีการ และแผนงานในการแก้ปัญหา 3) ร่วมทำ เพื่อรวมพลังการจัดการตามแผนงานและบทบาท หน้าที่ที่กำหนด 4) ร่วมสรุปบทเรียน เพื่อสร้างพลังปัญญา ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ และนำไปสู่การพัฒนา ๔ Peter, M. S., The Fifth Discipline: The Art and Practice of the Learning Organization, (New York: Doubleday Currency, 1990).
[๔๑] 5) ร่วมรับผลจากการกระทำเพื่อสร้าง โดยการยกย่อง ชื่นชม และให้กำลังใจคนที่เสียสละและทำงานให้ชุมชนและสังคม ทำให้เกิดความ ภาคภูมิใจและมีความสุขจากการทำงานร่วมกัน กระบวนการเรียนรู้และการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น จะไม่แยก ออกจากชีวิตจริงและการปฏิบัติงาน ไม่แยกการพัฒนาคน งาน กลุ่ม/องค์กร และ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นออกจากกัน โดยมีรูปแบบ วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สืบทอด ขยายความรู้ในหลากหลายวิธีการและรูปแบบมีการทบทวนภูมิปัญญาและความรู้ ที่มีอยูเดิม สร้างความรู้ใหม่ แสวงหาวิทยาการและเชื่อมประสานความรู้จาก ภายนอก แผนภาพที่ 2.1 การเรียนรู้และการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น๕ กระบวนการเรียนรู้และการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น จะเป็นไป เพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความสุข จึงเป็นความรู้ที่แนบเนื่องอยู่กับวิถีของ ชุมชนทั้งการทำมาหากิน การจัดการทรัพยากรชุมชน การจัดสวัสดิการ ศิลปะ วัฒนธรรม ซึ่งมีกระบวนการและวิธีการเรียนรู้หลากหลายวิธี วิธีการหลัก ๆ คือ การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น หรือเรียนรู้จากผู้อื่น เป็น กระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม โดยมี กระบวนการและเทคนิคต่าง ๆ คือ การเรียนรู้แบบการสะท้อนกลับต่อชีวิตและ ๕ ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ, กระบวนการและเทคนิคการทำงานของ นักพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิชย์, 2549). การจัดการความรู้ 1. การรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ 2. การฟื้นฟูความรู้ ภูมิ ปัญญาดั้งเดิม 3. การสกัดความรู้จาก บุคคลและกลุ่มบุคคล 4. การสร้างความรู้ใหม่ กระบวนการเรียนรู้ การคัดสรรจากภายนอก 1. ความรู้หรือวิชาการ 2. เทคโนโลยี 1. การจัดระบบข้อมูลและความรู้ 2. การจัดแหล่งเรียนรู้ 3. การผลิตสื่อ 4. การขยายผล 5. การนำไปสู่การปฏิบัติ
[๔๒] ประสบการณ์ การสรุปบทเรียนการทำงาน การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การ เรียนรู้จากบรรพบุรุษ ครูภูมิปัญญา และบุคคลต้นแบบ รวมทั้งการเรียนรู้จากพื้นที่ รูปธรรม หรือแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกชุมชนท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการเรียนรู้และ การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่แยกจากกันไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการจัดการ ความรู้และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง เรียกว่า ถ้าหากจะทำสิ่งหนึ่งก็ ต้องทำอีกสิ่งหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการที่จะเป็นชุมชน องค์กร หรือสังคม แห่งการเรียนรู้ได้ก็ต้องมีการจัดการความรู้ควบคู่กันไปด้วย กล่าวโดยสรุป การให้ชุมชนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีความยั่งยืน ควรพิจารณาทั้งส่วนที่เป็นบุคคลและส่วนที่เป็นชุมชน และหากต้องการให้เกิด ความยั่งยืนของชุมชนแห่งการเรียนรู้จะต้องมีความเชื่อมโยงและมีความสมดุลใน ด้านต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม หากการพัฒนาแบบแยกส่วนหรือพัฒนาด้านใดด้าน หนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวจะส่งผลเสียหายให้แก่ชุมชน เพราะการแก้ไขปัญหาชนิด หนึ่งอาจเป็นการก่อปัญหาอีกชนิดหนึ่งได้ การพัฒนาไม่ว่าในรูปแบบใดมักจะมี ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของการพัฒนา คือ คนในชุมชนต้องมีศักยภาพใน การเรียนรู้และชุมชนต้องมีโครงสร้างทางสังคมที่เหมาะสม ที่จะเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังภายในของบุคคลและของกลุ่ม หรือองค์กรภายใน ชุมชนร่วมคิดร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของและรับผลประโยชน์ ร่วมกันการเสริมสร้าง พลังอำนาจในระดับบุคคลเป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพตนเอง ให้มีความ เข้มแข็งพอที่จะควบคุมตนเองจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลในการดำเนินชีวิต สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองประพฤติปฏิบัติจนมีความ ภาคภูมิใจในตนเองการเสริมสร้างพลังอำนาจในระดับชุมชน จึงเกิดจากการ รวมกลุ่มของสมาชิกที่มีความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกัน มีวิถีชีวิตเดียวกันมีความ ร่วมมือร่วมใจสร้างประโยชน์และควบคุมสมาชิกในชุมชนที่จะจัดการให้เกิดความ เสมอภาค 3. แนวทางการจัดการตนเองของชุมชน การจัดการตนเองของชุมชนเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ใน ชุมชนมาใช้ในการจัดการชุมชนในทุกมิติ ทุกด้าน โดยใช้กระบวนการศึกษา เรียนรู้ อย่างเป็นระบบ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งแต่ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดี งามของชุมชนไว้ รวมถึงสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในชุมชนไว้ด้วยเพื่อเป็น ฐานของชุมชนในการสร้างความเข้มแข็ง ต่อสู้กับกระแสทุนนิยมที่ส่งผลให้ระบบ