The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โดย ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2024-03-16 03:01:43

รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนบนพื้นฐานการวิจัย

โดย ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์

Keywords: รัฐประศาสนาศาสตร์,การพัฒนาชุม

[๑๘๙] นอกจากนี้ยังเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น สารคดีประวัติศาสตร์ต่าง ๆ องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กเยาวชน และประชาชนในชุมชน 4) ห้องเรียนรู้กลุ่มอาชีพชุมชน เป็นส่วนเผยแพร่ผลงานกลุ่ม อาชีพ การดำเนินงาน การรวมกลุ่ม การฝึกและพัฒนาอาชีพ และเป็นการเปิด โอกาสทางการตลาดของกลุ่มอาชีพในชุมชน จะได้สัมผัสกับการทำงานกลุ่มอาชีพ อย่างแท้จริง 5) ร้านค้าชุมชน เป็นส่วนส่งเสริมการเรียนรู้การดำเนินเชิงธุรกิจ ร่วมกัน เพื่อการพัฒนาก้าวไปเป็นรูปแบบของสหกรณ์ชุมชน และวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเน้นการ เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตจากชุมชน และดำเนินการตลาดร่วมกับชุมชนซึ่งร้านค้า ชุมชนจัดบริการสินค้าราคาต้นทุนต่ำเพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในชุมชน และ เป็นศูนย์จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชน หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์มีมุม ข้อมูลสินค้า มุมแคตตาล็อกสินค้าและผลิตภัณฑ์ศูนย์สาธิตของดีเด่นของชุมชน เป็นต้น 6) ลานกิจกรรมชุมชน เป็นสถานที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและ การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้มีการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน บริการเครื่องเล่น สำหรับเด็ก มีการจัดกิจกรรมเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และสานสายใยครอบครัว เช่น กิจกรรมศิลปะ การร้องเพลง การเล่นเกมต่าง ๆ เวทีสำหรับปราชญ์ชุมชน คนเดิน คนดังมาแสดงให้ชุมชนทราบถึงความสามารถ 7) ห้องสมุดชุมชน/ห้องสมุดประชาชน เป็นรูปแบบของศูนย์การ เรียนรู้ชุมชนประเภทหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานห้องสมุดประชาชนตำบล ได้มี การถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนประเภทนี้ ให้บริการหนังสือทุกประเภทตั้งแต่พัฒนาการของเด็กเล็ก เยาวชนผู้สนใจเฉพาะด้าน และมีบริการสื่อวารสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย แหล่งที่มาของหนังสือนอกเหนือจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการ เห็นคนมีการอ่านหนังสือและมีความรู้มากขึ้น 8) ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนอีกประเภทหนึ่งที่ได้มีการถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ ดำเนินงาน เป็นที่ให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารและความรู้ต่าง ๆ ส่งเสริมการ


[๑๙๐] อ่านหนังสือและป้องกันการลืมหนังสือรวมทั้งเพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านหนังสือของ ประชาชน ลักษณะของแหล่งเรียนรู้ จัดได้ 3 ประเภท คือ 1) แหล่งเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติ สวนพฤกษชาติ ภูเขา แม่น้ า ทะเล น้ำพุร้อน ปรากฏการทางธรรมชาติ เช่น ฝน ตก แดดออก น้ำท่วม ความแห้งแล้ง 2) แหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นหรือสร้างขึ้น ซึ่งมีในสถานศึกษาและนอก สถานศึกษา เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ได้สะดวกและรวดเร็ว 3) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรบุคคล ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง พ่อ แม่ พระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในอาชีพแขนงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งสถานที่ประกอบการ ร้านค้า หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ในท้องถิ่น บทบาทของศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ประกอบด้วย แผนภาพที่ 8.1 บทบาทของศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 1) บทบาททำงานร่วมกับชุมชน ถือเป็นหัวใจของการทำงาน ศูนย์การเรียนรู้ เป็นกระบวนการร่วมกันจัดกิจกรรมในชุมชน โดยร่วมกันวาง แผนการดำเนินกิจกรรมการจัดการศึกษาในชุมชน และร่วมกันวางแผนการดำเนิน กิจกรรมการจัดการการศึกษาในชุมชนตามความต้องการของชุมชน 2) บทบาทบริหารศูนย์การเรียนรู้ โดยเฉพาะการทำหน้าที่สร้าง สื่อ หรือข้อมูลของชุมชนตลอดจนเผยแพร่ข่าวสารของชุมชน ซึ่งรวมถึงการสำรวจ ความต้องการของชุมชน วิเคราะห์และจัดทำข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดกิจกรรมให้กับ


[๑๙๑] ชุมชน การจัดทำแผนการดำเนินงานศูนย์การเรียนชุมชน การปฏิบัติตามแผน การ นิเทศติดตามผล ตลอดจนการสรุปรายงานผลการดำเนินงาน 3) บทบาทพัฒนาหลักสูตรชุมชน เป็นกระบวนการบริหาร จัดการเนื้อหาของศูนย์การเรียนรู้ซึ่งอาจเริ่มจากการค้นหาผู้รู้ในชุมชน ปราชญ์ ท้องถิ่น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างเป็นวิทยากรชุมชน ในการถ่ายทอดความรู้ และรวมถึงการค้นหาผู้มีความรู้จากภายนอก ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมการส่งเสริมการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของ ท้องถิ่นตลอดจนดำเนินการบูรณาการหลักสูตรของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อ ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสมดุล และนำไปสู่เป้าหมายที่ชุมชนต้องการ กล่าวโดยสรุป ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชน ใน ชุมชน เป็นแหล่งเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความ ต้องการเรียนรู้ ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถีชีวิตของคนใน ชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่ง เรียนรู้ และ มุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง เป็นศูนย์ฯ ของประชาชนที่ดำเนินการโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน 2. แนวคิดการจัดการความรู้ชุมชน การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ช่วยรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และกำหนดประเด็น รวมไปถึง การเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีประโยชน์และมีความ จำเป็นต่อการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าขององค์กร ชุมชนมีแหล่งการเรียนรู้ ที่หลากหลาย ในสภาพความพร้อมในการใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ การนำแนวคิดการ จัดการความรู้ มาใช้ในการขับเคลื่อนชุมชนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถทำให้ชุมชน เพิ่มรายได้และสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยพบว่าชุมชนมีการจัดการความรู้ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดทำแผนชุมชน และแก้ไขปัญหาของชุมชน การ จัดการความรู้ จึงเป็นตัวขับเคลื่อนในการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยคนในชุมชนเองเป็นผู้สร้างความรู้และเสนอทางเลือกในการพัฒนาท้องถิ่น การ สร้างแรงจูงใจขององค์กรชุมชนเอง (Demand Side) จนทำให้ชุมชนสามารถแก้ไข


[๑๙๒] ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ การจัดการความรู้โดยใช้เครือข่ายแหล่งการเรียนรู้ชุมชน มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ผู้นำ (Leader) ในชุมชนจะต้องมีผู้บริหารท้องถิ่นและกลุ่ม ผู้นำชุมชนมีประสบการณ์ มีศักยภาพในการบริหารจัดการภายในกลุ่มของชุมชน มี การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีการ บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีการสืบทอดความรู้ จากครูภูมิปัญญาท้องถิ่น/ ปราชญ์ชาวบ้าน มีครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชนมีทรัพยากรบุคคลจากโรงเรียน/ มหาวิทยาลัย และองค์กรท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้อำนวยให้เกิด กระบวนการจัดการความรู้ ชุมชน วัฒนธรรมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของคนใน ชุมชนส่วนใหญ่มีการเรียนรู้ เพื่อการประกอบอาชีพเป็นหลัก โดยผู้นำชุมชนและ ผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ สร้างความรู้ /แสวงหาความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงาน ที่มาทำโครงการในพื้นที่ ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสำเร็จของการ จัดการความรู้ ภายในชุมชน ผู้นำมีบทบาทในการแบ่งปันความรู้ มีการสร้าง วิสัยทัศน์เพื่อให้องค์กรชุมชนรู้เป้าหมายและกระบวนการขับเคลื่อนการทำงาน ของชุมชน 2) ทุนชุมชน (Social Capital) ได้แก่ ทรัพยากรในการเรียนรู้ ของชุมชน เช่น องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ห้องสมุดและศูนย์ ข้อมูล ศูนย์การเรียนรู้ ชุมชน ซึ่งเก็บรวบรวมผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ และ ข้อมูลของชุมชนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้บริการแก่ชุมชน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างบุคคลในชุมชน สามารถสกัดความรู้ บุคคลออกมาเป็นขุมความรู้ในชุมชน คือ ทุนของชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 3) เครือข่าย (Network) ในการจัดการความรู้ของชุมชนให้ เกิดผลอย่างจริงจังเครือข่าย แหล่งการเรียนรู้จึงมีส่วนสำคัญ โดยเริ่มต้นจากการ สร้างเครือข่ายแบบธรรมชาติ ซึ่งเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์แบบส่วนตัว ผ่านเครือญาติ มีลักษณะการบริหารงานแบบแนวนอน ใช้หลักการบริหารแบบมี ส่วนร่วม มีการประชุม ในการถ่ายทอดความรู้ นอกจากนี้เครือข่ายจากภายนอก ชุมชนเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ การสร้าง เครือข่ายการเรียนรู้ภายในชุมชนร่วมกัน การพัฒนาบุคลากรในทีมเพื่อให้เกิด ความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการจัดการความรู้เป็นการสร้างความพร้อมให้ ชุมชนก่อนดำเนินการสร้างเครือข่ายภายนอก โดยชุมชนควรมีการสร้างเครือข่าย โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม มีโครงสร้างการบริหารที่ไม่ซับซ้อนเปิด


[๑๙๓] โอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การออกกฎ กติกา รวมทั้งร่วม รับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น๔ กล่าวโดยสรุป การจัดการเรียนรู้ชุมชนจึงเป็นการใช้ความรู้ชุมชนเป็น ต้นทุนในการเชื่อมโยงสู่การจัดการศูนย์เรียนรู้ ใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาของ ชุมชนเป็นตัวเชื่อมโยงกลุ่มคนในการจัดการปัญหา ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มและ เครือข่ายในการจัดการปัญหาและกำหนดทิศทางพัฒนา ใช้ความรู้ที่กระจัด กระจายอยู่ในชุมชนเข้ามารวบรวมและจัดหมวดหมู่ สร้างให้เป็นระบบ และจัดการ ให้เกิดการเรียนรู้ ให้เกิดถ่ายทอดเป็นประสบการณ์และบทเรียน วัดกับบริบทของศูนย์เรียนรู้ในชุมชน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้บัญญัติความหมายของการศึกษา ว่าคือ กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการ ถ่ายทอดความรู้การฝึกอบรมการสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยมี จุดมุ่งหมายและหลักการว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข๕ การจัดการ ศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้บัญญัติให้วัดมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการศึกษา รัฐบาลควรจัดให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน เพราะในกระบวนการ เรียนรู้การเรียนรู้ทางศาสนาถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาคน ไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และวัดเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทในการจัด การศึกษาให้กับประชาชนมาหลายยุคหลายสมัยให้บุคคลเกิดความรู้คู่คุณธรรม ๔ Janpani, S., “ Indigenous Knowledge in Natural Resource Management: The Case Study of Two Villages in Thailand”. Ph.D. Dissertation, (Madison: The University of Wisconsin Madison, 1996). ๕ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545, (กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, 2546), หน้า 2.


[๑๙๔] ตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบันวัดจำนวนมากจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้อง กับเป้าหมายการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ วัดในพระพุทธศาสนามีหน้าที่หลัก คือ เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ และแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาพระสงฆ์ช่วยปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่คนในชุมชน สั่งสอนให้คนเป็นคนดี ระบบการศึกษาสมัยใหม่และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ไปของสังคมไทย ทำให้คนไทยห่างไกลออกไปจากวัดมากขึ้นทุกทีทั้ง ๆ ที่วัดยังคง มีภาพของความเป็นผู้ให้อยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง แต่การที่วัดได้มีบทบาท เปลี่ยนแปลงไปในสายตาของคนในสังคม ก่อให้เกิดผลกระทบเกิดการเปลี่ยนแปลง ต่อสังคมชาวพุทธแบบดั้งเดิมของคนไทยหากเราจะนำวัดกลับมาเป็นที่กล่อมเกลา ปลูกฝังจริยธรรมความดีงามต่าง ๆ ดั่งเช่นอดีตเราจะสามารถทำได้หรือไม่วัดมี บทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมและวิถีชีวิตของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่พำนักของพระภิกษุสามเณรแล้วยังเป็นสถานที่ สำหรับศึกษาเล่าเรียนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามประเพณีดั้งเดิมมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางของตะวันตกวัดหลายแห่งทั้งในเมืองหลวงและ หัวเมือง ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ตามวิธีการสมัยใหม่แต่เมื่อการศึกษาในระบบโรงเรียนมีการขยายตัวมากขึ้น มี ระดับการศึกษาสูงขึ้นและเนื้อหาวิชาที่สอนในโรงเรียนมีเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับ พระศาสนามากขึ้น วัดกับโรงเรียนก็แยกออกจากกันจนเกือบสิ้นเชิงพระสงฆ์ไม่ เกี่ยวข้องกับวิชาที่มากับความเจริญสมัยใหม่ทำให้ขาดสื่อกลางในการรับรู้ร่วมกัน ความเชื่อถือของประชาชนต่อพระสงฆ์ที่เคยนับถือว่าเป็นผู้นำทางปัญญา คำแนะนำสั่งสอนของพระสงฆ์ที่เคยมีค่ายิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปบทบาทของวัด และ พระสงฆ์ห่างเหินกับสภาพสังคมและความเจริญที่นับวันจะมีมากขึ้นทุกวันการที่จะ ชักนำคนเหล่านั้นให้เข้าหาหลักธรรมทางศาสนาที่เขายังไม่รู้นั้นเกิดเป็นความไม่ เข้าใจกันมากขึ้น๖ ๖ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), “บทบาทของพระสงฆ์ในสังคมไทย ปัจจุบัน”, หนังสือชุดหลักธรรมเฉลิมพระเกียรติเล่ม 54/60, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ การศาสนา, 2530), หน้า 16 – 18.


[๑๙๕] ปัจจุบันสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะทวีปัญหาความ รุนแรงมากขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร การ ชื่นชมในวัฒนธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมทำให้คนในสังคมไทยหลุดลอยจาก รากเหง้าทางวัฒนธรรมเดิมของตนเอง ตกเป็นทาสของการยั่วยุให้เกิดความอยาก มุ่งเอาเปรียบแข่งขันกันทางธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม ชุมชนที่เคยอบอุ่นกลับ กลายเป็นสังคมที่มีแต่ความว้าเหว่คนเกาะกลุ่มกันแต่ไม่มีน้ำใจให้แก่กัน สังคมไทย บางส่วนกลายเป็นสังคมของอวิชชาหลงนับถืออำนาจและเงินเป็นใหญ่ชีวิตคนไทย ห่างไกลจากธรรมคือธรรมชาติและรู้จักแต่การพึ่งพาเทคโนโลยีความเปลี่ยนแปลง นี้เกิดขึ้นทั้งที่ตัวบุคคลและที่สังคมโดยรวม เพราะไม่ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร วัดยังคงเป็นสถาบันที่หล่อหลอมคนในสังคมให้มีคุณธรรมจริยธรรมและ มีความรู้สังคมไทยทุกหน่วยต่างมีวัดประจำหมู่บ้านของตนเองเป็นศูนย์กลางหาก รู้จักดำเนินการให้ดีพระสงฆ์สามารถนำคนในสังคมไปสู่ความเจริญทางปัญญาได้ โดยวิถีทางที่เหมาะสม และมีหลักเกณฑ์วิธีที่จะทำให้พระสงฆ์เข้าถึงประชาชนได้ อย่างแท้จริงพระสงฆ์จะต้องตระหนักมั่นอยู่เสมอในหน้าที่เดิมแท้ตามธรรมวินัย และปรับปรุงบทบาทเก่าขึ้นในรูปแบบใหม่ให้เหมาะสม กับสภาพสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป๗ การจะเริ่มบทบาทใหม่หรือปรับปรุงบทบาทเก่าขึ้นมาในรูปแบบ ใหม่ด้วยวิธีการอย่างไรบ้างนั้นผู้วิจัยเห็นว่าสมควรที่จะต้องศึกษาให้ออกมาเป็น รูปแบบที่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกเคารพและเลื่อมใสศรัทธาว่า พระสงฆ์เป็นผู้นำด้านสติปัญญาอย่างแท้จริงทั้งในอดีตและปัจจุบันซึ่งจะทำให้การ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสงฆ์เป็นไปด้วยความเต็มใจ และเต็มกำลังศรัทธาใน เมื่อวัดยังถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดในวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยวิถีชีวิตกับวิถี การเรียนรู้จึงควรบูรณาการกันไปตลอดตราบใดที่ชีวิตต้องเจริญเติบโต ปัญหา ความเสื่อมทรามในสังคมตั้งแต่ปัญหาระดับครอบครัวไปถึงปัญหาใหญ่ระดับชาติ เกิดขึ้นจากการที่คนในสังคมขาดศีลธรรมเรื่องนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรทำการ วิจัยหากวัดมีรูปแบบและการจัดการที่ดีสามารถจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ ร่วมสมัย สามารถกล่อมเกลาให้คนในสังคมมีจิตใจที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้แล้วปัญหาที่ เกิดขึ้นอาจจะบางเบาลงเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ควรจะทำการศึกษาและแก้ไขเพราะ ๗ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), “สถาบันสงฆ์ในสังคมไทย”, หนังสือชุด หลักธรรมเฉลิมพระเกียรติเล่ม 53/60, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, 2530), หน้า 30-31.


[๑๙๖] หากปล่อยปละละเลยไว้ก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของปัญหา และแผ่ขยายเป็นวง กว้างออกไปซึ่งเป็นการยากแก่การแก้ไขการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาวิธีการ และแนวทางในการพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมต่อไปจังหวัดนครสวรรค์เป็นเมืองที่มีความ เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี เนื่องจากในอดีตเป็นแหล่ง อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมากทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์อย่างไรก็ตาม ประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความมั่นคงในพุทธศาสนามีความ เลื่อมใสศรัทธา ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ยึดมั่นต่อวัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะชุมชนต่าง ๆ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน หรือ Knowledge Center ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงในเชิงพื้นที่ พบว่า วัดต่าง ๆ นั้น ควรที่จะมีกระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การจัดเวทีประชาคม โดยการจัดประชุมเพื่อระดมความ คิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานข้างเคียง ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลัก บวร เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดการหรือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนนั้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในชุมชนและผู้ที่สนใจ รวมถึงยังเป็นศูนย์กลางที่ รวบรวมองค์ความรู้ใหม่ที่จะทำให้ประชาชนในชุมชนรู้เท่าทันกับสถานการณ์รอบ ด้าน มีการต้อยอดและเกิดการพัฒนาอาชีพ การแก้ปัญหาของครอบครัวและ ชุมชน การเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนใน ชุมชนให้ดีขึ้น ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่มองว่า วัดมีความตั้งใจจะสนับสนุน การศึกษาตลอดชีวิตของบุคคลในชุมชน และการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรที่มี อยู่ในวัดได้รับการศึกษาหรือการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรในวัดมีความประพฤติ หรือจริยาวัตรที่ดีงาม และการส่งเสริมให้ปราชญ์ชุมชนได้แสดงศักยภาพหรือมี ส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนนั้น แต่ละวัดควรที่จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือ ภูมิปัญญาที่มีให้ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ขณะที่พระภิกษุสามเณรในแต่ละวัดนั้นก็ควรที่ จะมีการพัฒนาในด้านการประพฤติปฏิบัติหรือจริยาวัตรที่เป็นไปด้วยชอบ ประกอบด้วยธรรม ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรนั้นเป็น การแสดงออกหรือสะท้อนผ่านมุมมองของวิธีการคิด การวิเคราะห์ ด้วยความเป็น


[๑๙๗] เหตุ เป็นผล ขณะเดียวกันปู่ ย่า ตา ยาย หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในชุมชน หมู่บ้านก็ควรที่จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่มีให้เกิดการสืบสาน และสืบทอดต่อ ๆ กัน ในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติที่เป็นไปด้วยชอบประกอบ ไปด้วยธรรมก็ขอให้ชุมชนหมู่บ้านหรือวัดนั้น ๆ มีโครงการยกย่องความดีของกัน และกัน โดยเฉพาะในโอกาสสำคัญทุกวันพระเมื่อเสร็จสิ้นศาสนกิจและมีโอกาสได้ พบปะพูดคุยกัน ก็ขอให้ทุกคนได้มีโอกาสยกย่องความดีของคนอื่นที่ดีได้มีโอกาส พบเห็นหรือสัมผัส ซึ่งจะถือเป็นกิจกรรมการสะท้อนคุณความดีที่มาจากการ ประพฤติ ปฏิบัติทางกาย วาจา รวมถึงความคิดและทัศนคติที่มาจากจิตใจที่ บริสุทธิ์ การขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมในเรื่องลักษณะนี้ถือเป็นการสะท้อน ตัวอย่างที่ดี ที่นำไปสู่การอบรมสั่งสอนบุตรธิดาให้เป็นคนดีและประพฤติปฏิบัติ ตามกรอบของศีลธรรม ถือเป็นการพัฒนาการประพฤติปฏิบัติที่มีพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็จะคอยตักเตือน อบรม สั่งสอน บุตรหลาน เมื่อเด็กและเยาวชนได้รับการการสืบ สานและสืบทอดเจตนารมณ์ การขัดเกลา กล่อมเกลา และได้รับการพัฒนาการ ประพฤติปฏิบัติให้มีความสุภาพ เรียบร้อย ถือเป็นสังคมร่วมสมัยที่ผู้คนในชุมชน หมู่บ้านได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้การพัฒนาชุมชนและ หมู่บ้านขับเคลื่อนไปอย่างพร้อมเพรียง สมัครสมานสามัคคีกัน สำหรับการสนับสนุนการศึกษาตลอดชีวิตของคนในชุมชนหมู่บ้านนั้น หลายวัดในจังหวัดนครสวรรค์ควรที่จะให้วัดที่มีอยู่ในชุมชนหมู่บ้านเป็นศูนย์กลาง ในการฝึกฝนและพัฒนาการประพฤติปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดความสะอาด บริสุทธิ์ ทั้ง ทางกาย วาจา หรือจิตใจ ถือเป็นการสืบสานและสืบทอดเจตนารมณ์ การขัดเกลา กล่อมเกลา การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การอบรมสั่งสอน และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้การพัฒนาในด้านการประพฤติปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และ ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนหมู่บ้านจะต้องช่วยกันนำพาลูกหลานประพฤติปฏิบัติ ทำให้ ชุมชนหมู่บ้านเกิดความสงบสุข สมานฉันท์ สมัครสมานสามัคคี กลมเกลียวกัน มี การประพฤติปฏิบัติด้วยการหมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ทั้งทางกาย วาจา และ จิตใจ ด้วยการหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา รวมถึงมีการดำเนิน ชีวิตตามแนวทางสายกลางหรือเป็นไปตามหลักมรรคมีองค์ ๘ และเป็นไปตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการประกอบสัมมาชีพหรือสัมมาอาชีวะที่ตั้งอยู่บน หลักของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิ เมื่อพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้หลักผู้ใหญ่ใน หมู่บ้านชุมชนหมู่บ้านกระทำตนเป็นต้นแบบที่ดีหรือมีสัมมากัมมันตะที่ดี เด็กและ เยาวชนในชุมชนหมู่บ้านก็จะปฏิบัติตาม ถือเป็นการสืบสานคุณงามความดีที่มา


[๑๙๘] ต้นแบบที่ใสสะอาด การสืบทอดการพัฒนาในด้านการประพฤติปฏิบัติก็จะเป็นไป ด้วยความบริสุทธิ์สะอาดทั้งมิติทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจ ก่อให้เกิดรูปแบบ การพัฒนาในด้านจิตปัญญากับการพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการบนพื้นฐานของ ความพอเพียง กล่าวโดยสรุป การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอน ที่ 1 ควรที่จะมีการจัดเวทีประชาคมโดยวัดต่าง ๆ จะต้องมีการจัดประชุมเพื่อ ระดมความให้เป็นไปตาม “หลักบวร” ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดการหรือการ สร้างศูนย์การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในชุมชนและ ผู้ที่สนใจ และก่อให้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้รู้เท่าทันกับสถานการณ์ รอบด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขั้นตอนที่ 2 การจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ใหม่ของชุมชน ที่ผ่านมา หลายวัดมีการค้นหาองค์ความรู้ทั้งที่เกิดจากการคิดค้นพัฒนาจากคนในชุมชน หรือเกิดจากการพัฒนากิจกรรมชุมชน หรือการรับความรู้จากวิทยากรภายนอก ชุมชนเพื่อมาเติมเต็มให้คนในชุมชนหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ ในเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่มองว่า วัดที่พัฒนาไปสู่กระบวนการคิดเพื่อการแก้ไขปัญหา ใน เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองต่อการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรและประชาชนใน ชุมชน เกิดการพัฒนาตนเองบนพื้นฐานตามหลักศีล สมาธิ และปัญญาเพื่อเป็นการ สร้างการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยในแต่ละวัดควรที่จะมีการจัดตั้ง สำนักปฏิบัติธรรมและจัดอบรมปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อให้ พระภิกษุสามเณรได้เกิดการฝึกฝนตนเองและอบรมจิตให้สงบ ขณะเดียวกันก็ยัง เผื่อแผ่ไปยังพุทธศาสนิกชนที่สนใจให้เข้าร่วมประพฤติปฏิบัติตนรักษาศีลให้ บริสุทธิ์สะอาด ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ โดยให้วัดที่มีอยู่ในชุมชนหมู่บ้านเป็น ศูนย์กลางในการฝึกฝนและพัฒนาการประพฤติปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดความสะอาด บริสุทธิ์ ทั้งทางกาย วาจา หรือจิตใจ รวมถึงยังมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมให้ ประชาชนและพุทธศาสนิกชนหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา รักษา ศีล และมีการดำเนินชีวิตตามแนวทางสายกลางหรือเป็นไปตามหลักมรรคมีองค์ ๘ หรือเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการประกอบสัมมาชีพหรือ สัมมาอาชีวะที่ตั้งอยู่บนหลักของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิ เมื่อพ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนหมู่บ้านทำตนเป็นต้นแบบที่ดีหรือมีสัมมากัมมันตะที่ดี เด็กและเยาวชนในชุมชนหมู่บ้านก็จะปฏิบัติตาม ถือเป็นการสืบสานคุณงามความดี ที่มาต้นแบบที่ใสสะอาด การสืบทอดหรือการประพฤติปฏิบัติที่เป็นไปด้วยความ


[๑๙๙] บริสุทธิ์สะอาดทั้งมิติทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจ ทั้งนี้จะต้องมีการฝึกฝนและ พัฒนาโดยเฉพาะในการรักษาศีลทั้ง ๕ ที่เป็นพื้นฐาน คือ ๑) ปาณาติปาตา เวรมณี หรือเว้นจากปาณาติบาตคือไม่ทำลาย ชีวิต หรือความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่น ทางด้านชีวิตร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเครื่องรักษาอวัยวะและชีวิตของคนในสังคมมิ ให้เบียดเบียนกันและกัน เพื่อให้คนในสังคมคลายความเหี้ยมโหด มีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เห็นชีวิตผู้อื่นมีคุณค่าเท่าเทียมกับชีวิตตน มุ่งคุ้มครองป้องกัน ชีวิตของกันและกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ๒) อทินนาทานา เวรมณี หรือเว้นจากอทินนาทาน คือ ไม่เอา ของที่เขามิได้ให้ หรือไม่ลัก ขโมย ถือเป็นความประพฤติหรือวิธีการดำเนินชีวิตที่ ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางด้านทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ เพื่อให้ทุกคนใน ชุมชนหมู่บ้านเคารพในกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ตลอดจนทรัพย์สินของประเทศชาติ โดยเว้นจากการประกอบอาชีพทุจริต มิจฉาชีพ ให้แสวงหารายได้โดยสุจริต ควบคุมมิให้มีการลัก การปล้น การทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่เบียดบังผู้อื่นในการหา เลี้ยงชีพตน ๓) กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี หรือเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร คือ ไม่ประพฤติผิดในกาม ทั้งหลาย เป็นความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตที่ปราศจาก การเบียดเบียนผู้อื่นทางด้านคู่ครอง บุคคลที่รักหวงแหน ไม่ผิดประเพณีทางเพศ ไม่นอกใจคู่ครองของตน ถือเป็นหลักในการปกป้องความปลอดภัยและความ ซื่อสัตย์มั่นคงของปัจเจกชน คู่สามีและภรรยา ครอบครัว และสังคม และเพื่อรักษา ความสุขของตนเองและผู้อื่น พร้อมกันนั้นก็ควรกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใน หน้าที่เพื่อปกป้องทุก ๆ คนในชุมชนหมู่บ้านให้รอดพ้นจากการถูกคุกคามทางเพศ การทารุณกรรมทางเพศ และปกป้องคู่สมรสและครอบครัวมิให้แตกแยกจากการ ประพฤติผิดในกาม ๔) มุสาวาทา เวรมณี เป็นการเว้นจากมุสาวาท คือ การไม่พูด เท็จ ถือเป็นความประพฤติ หรือการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยวาจาเท็จ โกหก หลอกลวง ตัดรอนประโยชน์ หรือแกล้งทำลาย เพื่อให้ทุกคน ในชุมชนหมู่บ้านมีความจริงใจต่อกัน มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน อยู่ร่วมกันด้วย ความเข้าใจอันดีต่อกัน ๕) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เป็นการเว้นจากของการ เสพสิ่งของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ถือเป็นความประพฤติหรือการ


[๒๐๐] ดำเนินชีวิตที่ปราศจากความประมาทพลั้งพลาดมัวเมา เนื่องจากการใช้สิ่งเสพติดที่ ทำให้เสียสติสัมปชัญญะเพื่อให้คนรู้จักรักษาสติของตนเองให้สมบูรณ์ มุ่งคุ้มครอง กายไม่ให้วิปริต คุ้มครองจิตไม่ให้วิปลาส กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอนที่ 2 ควรที่จะมีการจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ใหม่ของชุมชน โดยวัดที่มี หรือเป็นที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องมีการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ทั้งที่เกิดจาก การคิดค้นพัฒนาจากคนในชุมชน หรือเกิดจากการพัฒนากิจกรรมชุมชน หรือการ รับความรู้จากวิทยากรภายนอกชุมชนเพื่อมาเติมเต็มให้คนในชุมชนหรือผู้ที่สนใจ ได้ศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่จะมามีส่วนขับเคลื่อน พัฒนา หรือ ยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ขั้นตอนที่ 3 วางแผนเพิ่มค่าองค์ความรู้ของชุมชน วัดจะต้องเปิด โอกาสให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจได้นำสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่ม วิสาหกิจชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และอื่น ๆ มาเปิดจำหน่ายในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจที่มาศึกษาเรียนรู้ได้เลือกซื้อหา เป็นการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ให้กับชุมชน ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่มองว่า วัดควรมีการส่งเสริมและ พัฒนาการเรียนรู้ในเชิงสารสนเทศให้แก่ประชาชน มีการพัฒนาสื่อสารสนเทศทาง พระพุทธศาสนา โดยเห็นว่าควรที่จะมีการฝึกอบรมพระภิกษุสามเณรในความดูแล มีการเผยแผ่ธรรมในรูปแบบที่หลากหลาย มีการพัฒนาวัดให้เป็นศาสนสถานให้ เหมาะสมกับความเป็นสถานที่เผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตามสมณ ภาวะของสังคม และให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยจัดสภาพแวดล้อมภายใน วัดและศาสนาสถานให้สะอาด ร่มรื่น มีเสนาสนะที่สวยงามและทันสมัย ในสังคม ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรในวัดยังควรที่จะมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพัฒนาและ ปรับปรุงสภาพวัดและศาสนาสถานให้มีความสะอาดร่มรื่น ถาวรและมั่นคง อันเป็น เหมะสมกับเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งในเรื่องของการประกอบ ศาสนกิจและการจัดกิจกรรมของท้องถิ่น ตลอดจนเป็นที่พักผ่อนจิตใจและเป็น อุทยานทางการศึกษาของประชาชน อีกทั้งยังต้องพัฒนาสนับสนุนและส่งเสริมให้ วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนหมู่บ้าน และสนับสนุนให้ทางราชการใช้วัดเป็นศูนย์กลาง ในการประชุม อบรม หรือขับเคลื่อนพัฒนาท้องถิ่น บางวัดหากมีความพร้อมควร ที่จะมีการก่อสร้างและจัดตั้งศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนของชุมชน โดยมีการจัดหาพื้นที่ ปรับพื้นที่ในการก่อสร้างโรงเรียนและศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน และมีการก่อสร้าง อาคารเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำ ห้องสุขา อาคารโรงอาคาร อาคารหอประชุม สนาม


[๒๐๑] เด็กเล่น ไปจนถึงการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์การศึกษา จัดระบบสาธารณูปการทุกอย่าง มีการจัดสร้างและจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้ในการบริโภค และอุปโภค ขณะเดียวกันก็ควรที่จะมีการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์การศึกษาขึ้น เพื่อสนับสนุนมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่และส่งเสริม ทุนการศึกษาต่อเนื่องให้กับเด็กเยาวชนที่ไปศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้รับนั้นกลับมาช่วยพัฒนา ชุมชนหมู่บ้านในอนาคต นอกจากนั้นวัดยังควรที่จะจัดตั้งและสนับสนุนกองทุน อาหารกลางวันพร้อมทั้งสนับสนุนทางด้านสุขภาพและสุขอนามัยให้กับเด็กและ เยาวชน ซึ่งสามารถสร้างเด็กเยาชนให้มีการพัฒนาทั่งด้านร่างกายและสติปัญญา พร้อมกันไป ขณะเดียวกัน วัดก็ควรที่จะมีการพัฒนาด้านอาคารสถานที่เพื่อให้เกิด เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งอาจจะมีการขับเคลื่อน ส่งเสริม ต่อยอด หรือยกระดับผ่านโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โครงการครูพระสอนศีลธรรมใน โรงเรียน และโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการ ขับเคลื่อนโครงการครูพระสอนศีลธรรมนอกโรงเรียนที่ควรจะมีเพิ่มเข้ามาเพื่อตอบ โจทย์การใช้เวลาว่างที่เปล่าประโยชน์ของกลุ่มเยาวชนที่ไม่ฝักใฝ่ในการศึกษา โดย วัดจัดให้มีการจัดการเรียนการสอนนอกระบบให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเหล่านั้น โดยสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องศีลธรรม รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมเป็นประการสำคัญ นอกจากนั้นวัดควรที่จะมีการยกระดับหรือพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ตลอดชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการขับเคลื่อนโครงการผักสวน ครัวรั้วกินได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดจากโครงการเกษตรวิถีพุทธหรือ เกษตรแบบธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้แต่ละวัดในแต่ละพื้นที่พัฒนาพื้นที่ว่างเปล่า ของวัดให้เป็นครัวชุมชนและพลิกฟื้นพื้นที่ว่างเปล่าในบริเวณวัดให้จัดทำเป็นศูนย์ เรียนรู้เกษตรธรรมชาติหรือเกษตรเชิงพุทธ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจได้ ศึกษาเรียนรู้และศึกษาดูงานเป็นสวนเกษตรพอเพียงต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรม ให้ความรู้การแปรรูปสินค้าเกษตร หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่มี ในชุมชนหมู่บ้านและมีโครงการ/กิจกรรมที่ มีส่วนในการส่งเสริมอาชีพทางการ เกษตรซึ่งเป็นอาชีพพื้นฐานของประชาชน โดยมีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ที่จะทำให้ ประชาชนหรือกลุ่มอาชีพมีรายได้เสริมจากรายได้หลัก ขณะเดียวกันในบางพื้นที่ยัง ควรที่จะมีการสนับสนุนผู้สูงอายุให้รวมกลุ่มกันประกอบอาชีพ เป็นต้นว่า การจัก


[๒๐๒] สาน การทำดอกไม้จันท์ โดยได้รับการสนับสนุนจากวัดและคณะสงฆ์ รวมทั้งจาก หน่วยงานภาครัฐและองค์กรชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นการสานต่อโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มีการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่ม มี กลุ่มอาชีพหัตถกรรม กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมี มีการรวมกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม เช่น กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ กลุ่มเกษตรชีวภาพ กลุ่มพืชผักปลอดสารพิษ หรือกลุ่มผู้ เลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงหมู และมีการจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มฌาปนกิจหมู่บ้าน เป็นต้น กล่าวโดยสรุป การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอน ที่ 3 ควรวางแผนเพิ่มค่าองค์ความรู้ของชุมชน หลายวัดควรจะเปิดพื้นที่ของลาน วัดให้เป็นลานค้าชุมชน ทั้งนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจได้นำสินค้า ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และ อื่น ๆ มาเปิดจำหน่ายในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้ที่สนใจที่มาศึกษาเรียนรู้ได้เลือกซื้อหา ถือเป็นการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน และเป็นการยกระดับและพัฒนา กลุ่มอาชีพหรือกลุ่มวิสาหกิจในเชิงพื้นที่อีกทางหนึ่งด้วย ขั้นตอนที่ 4 การจัดทำปฏิทินกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละวัดตลอดทั้ง ปีจะมีการกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน ประเพณี วัฒนธรรม และเกี่ยวเนื่องกับวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่อง ในกิจกรรมข้างต้นก็จะมีการแสดงออกถึงภูมิปัญญาในสาขาวิชาต่าง ๆ มาแสดง เป็นต้นว่า เรื่องอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอื่น ๆ ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเชิง พื้นที่มองว่า ควรมีการสร้างมูลค่าควบคู่กับคุณค่าให้กับวัดที่มีการพัฒนาเป็นแหล่ง การเรียนรู้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับศิลปะจารีตประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของ ชุมชน ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองต่อการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรและ ประชาชนเข้าใจและร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจัดโครงการหรือ กิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา และมี การจัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางด้านพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะศิลปะจารีต ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสามัคคีให้ เกิดขึ้นในชุมชนและสังคม เพราะเป็นเรื่องที่มีการพัฒนาหรือขับเคลื่อนโดยใช้หลัก บวรที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ๓ ฝ่าย ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ซึ่งเป็น ที่รวบรวมความแตกต่างหลากหลายทางชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ส่วน หนึ่งประกอบด้วย คนไทย ไทยทรงดำ คนไทยเชื้อสายจีน มอญ ลาวครั่ง ไทย อีสาน และอื่น ๆ ฉะนั้นวัดต่าง ๆ จึงต้องมีโครงการ/กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้าง


[๒๐๓] ความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ โดยอาศัยกลไกการขับเคลื่อนพัฒนา ผ่านบ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ (บวร) ทั้งนี้เพื่อจะทำให้เกิดความปรารถนาดีต่อ กัน เกื้อกูลกัน ก่อให้เกิดความเป็นกัลยาณมิตร และส่งเสริมสนับสนุนให้ประพฤติ ปฏิบัติตนในกรอบของศีล 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากความสะอาดกาย วาจา สะอาด ใจต่อกัน มีความเมตตา กรุณา และมีความเป็นกัลยาณมิตรที่ก่อให้เกิดพลังในการ พัฒนาชุมชน หมู่บ้าน โดยเริ่มจากคนในครอบครัว สร้างครอบครัวของตนให้เป็น ครอบครัวสัมมาทิฏฐิ โดยมีศีล 5 เป็นหลักพื้นฐานในการดำเนินชีวิต และพยายาม ที่จะชักชวนหรือจูงใจผู้อื่นให้เห็นความสำคัญของการรักษาศีล 5 ด้วยความรัก เมตตาในเพื่อนมนุษย์ อันเป็นการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ ทรงสอนให้เห็นถึงจุดหมายปลายทางสูงสุดในชีวิตมนุษย์คือการเข้าถึงความสุข สงบเย็น หรือก่อให้เกิดสันติสุขและสามัคคีธรรมเกิดขึ้นในชุมชนและสังคม ผ่าน การจัดงานบุญหรือการสืบสานอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยใช้ เครือข่ายหลักบวร ๓ ฝ่าย ที่ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียน ส่วนงานราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เช่น การจัดงานเทศมหาชาติประจำปี การจัดงานบุญสลากภัตร การจัดงานบุญคูณลานหรือการสู่ขวัญข้าว เป็นต้น กล่าวโดยสรุป การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอน ที่ 4 ควรที่จะมีการจัดทำปฏิทินกิจกรรมการเรียนรู้ โดยในวัดที่มีศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนจะต้องมีการจัดทำปฏิทินงานประเพณี 12 เดือนของชุมชน และปฏิทินที่ เป็นฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชนชาติพันธุ์ในท้องถิ่น เพื่อที่จะให้มีการกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านประเพณี วัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาและการ แสดงออกถึงภูมิปัญญา เป็นต้นว่า เรื่องอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอื่น ๆ ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดระเบียบการให้บริการบุคคลภายนอกชุมชน สำหรับวัดที่มีความพร้อมโดยปกติแล้วก็จะเปิดให้ผู้ที่สนใจทั้งภายในและภายนอก ชุมชนได้มาเยี่ยมชมหรือศึกษาเรียนรู้โดยอิสระ ยกเว้นในบางวัดที่อาจจะมี โบราณวัตถุหรือสิ่งของที่มีมูลค่าทั้งทางจิตใจหรือราคา ก็อาจจะมีการกำหนด ตารางเวลาในการเข้าเยี่ยมชม มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ รวมถึงการกำหนด ระเบียบการให้บริการบุคคลภายนอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความ เป็นระเบียบเรียบร้อย ในเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่มองว่าวัดที่มีการพัฒนาเป็น ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่มีความรื่นรมย์และมีชีวิตชีวา สิ่งหนึ่งที่จะแสดงออกถึงการ พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนก็คือวัดจะต้องสร้างห้องสมุดชุมชนให้เกิดขึ้น


[๒๐๔] ภายในวัด โดยมีการรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและชุมชน มีการจัด มุมอ่านหนังสือ มีการจัดระบบห้องสมุดเคลื่อนที่ การจัดพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนวิถี ชีวิตของชุมชน โดยรวบรวมสิ่งที่มีค่าของชุมชนอนุรักษ์รักษาวิถีชีวิตของชุมชน ชุมชน ถือเป็นฐานชีวิตที่คนรุ่นก่อนสะสมไว้ให้เป็นพลังร้อยรัดจิตใจของคนใน ชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของภูมิปัญญา ประเพณี ความเชื่อ กฎเกณฑ์ จารีต หรือเรื่องของความเป็นชุมชน ได้แก่ ระบบความสัมพันธ์ ของคนในชุมชน ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้ง เรื่องขององค์กรประชาชน เครือข่าย ผู้นำ ทั้งที่เป็นเครือข่ายเป็นแบบธรรมชาติ หรือเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้ การติดต่อสื่อสาร การ นัดหมายกันแบบไม่เป็นทางการ ประกอบกับวัดที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน หมู่บ้านที่มีพัฒนาการมาจากชุมชนที่มีการรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือทางการทั้ง ไม่ทางการ ต่อมาถึงมีการอบรมธรรม เรียนธรรม หรือเรียน กอ ขอ กอกา ที่มีมา ตั้งแต่สมัยการเรียนสมัยศรีอยุธยาซึ่งเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของบุตรชายของคนใน ชุมชนหมู่บ้าน ส่วนบุตรสาวนั้นส่วนใหญ่จะนิยมที่จะให้เรียนงานบ้านการเรือนที่ บ้านเป็นหลัก ฉะนั้นวัดจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่มีเครือข่ายโดยธรรมชาติเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ ทำให้วัดกลายเป็นทุนทางสังคมที่มีอยู่หลากหลายตามชุมชนหมู่บ้าน และถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน ในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑) วัฒนธรรมชุมชน เป็นสิ่งซึ่งผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของคน ในชุมชน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิด การมองโลก ความเชื่อ และจิตสำนึกที่ สัมพันธ์กับบุคคลในระดับปัจเจกบุคคล ชนเผ่าและเชื้อชาติ ได้แก่ ความเชื่อในสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และประเพณีต่าง ๆ ซึ่งในบางพื้นที่ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ เป็นบทเรียนที่มีส่วนในการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ และแหล่งน้ำ ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ๒) กฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติ จารีต ประเพณี ถือเป็น ลักษณะเฉพาะอย่างของชุมชนหมู่บ้านที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ของคนรุ่น หนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ถือเป็นสำนึกร่วมของคนในชุมชน ที่มุ่งสร้างระบบขึ้นมา เพื่อดูแลควบคุมหรือถ่ายทอดสู่คนในชุมชนหมู่บ้านให้ดำเนินชีวิตไปตามระบบ คุณค่าและระบบคิดของคนชุมชนนั้น ๆ ๓) ภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติที่ บรรพบุรุษของคนในชุมชนหมู่บ้านสั่งสมมา ทั้งภูมิปัญญาด้านการเกษตร


[๒๐๕] การแพทย์พื้นบ้าน ศิลปหัตถกรรม และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็พร้อมที่จะเป็นบทเรียนให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าได้ ๔) ระบบกรรมสิทธิ์และการจัดการทรัพยากรของชุมชน ทั้ง ทรัพยากรธรรมชาติโบราณสถาน โบราณวัตถุ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ตก ทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่คนในชุมชนหมู่บ้านจะต้องปกป้อง บำรุงรักษา ทั้งแหล่ง น้ำ ผืนดิน ผืนป่า หรือแร่ธาตุที่เกี่ยวพันกับวิถีแห่งการดำรงชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน รวมถึงโบราณสถานโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความหมายในด้านจิตใจที่ สำนึกผูกพันในเชิงประวัติศาสตร์ของคนในชุมชนหมู่บ้านและผู้ที่สนใจ ๕) ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่มีลักษณะของครอบครัว เครือญาติ มีความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เกื้อกูล และความเป็นปึกแผ่นของ ชุมชนหมู่บ้าน ที่สามารถสร้างแผนผังเครือญาติให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา ซึ่งจะนำมาซึ่ง ผลสะท้อนทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรม ประเพณีใน พื้นที่หรือท้องถิ่นนั้น ๆ ๖) ทรัพยากรบุคคลซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในการสร้างชุมชน แห่งการเรียนรู้หรือเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน โดยบุคคลเหล่านั้นทั้งที่เป็นผู้นำ ที่เป็นชาวบ้าน ทั้งที่เป็นผู้อาวุโส ผู้นำเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงผู้นำทาง จิตวิญญาณที่เป็นพระภิกษุผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความสำคัญที่ จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในวัดหรือในชุมชนหมู่บ้าน ถือเป็นการเสริมสร้าง ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพึ่งตนเองอันเป็นเงื่อนของความเข้มแข็งของชุมชนที่มา จากกลุ่มนักคิด กลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา เป็นต้นว่า กลุ่มแม่บ้านทอผ้า กลุ่มเยาวชน ต้านยาเสพติด กลุ่มหมอพื้นบ้าน คณะกรรมการรักษาป่าต้นน้ำ เป็นต้น กล่าวโดยสรุป การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอน ที่ 5 ควรที่จะมีการกำหนดระเบียบการให้บริการบุคคลทั้งภายในและภายนอก ชุมชน และการจัดระเบียบความหลากหลายของทุนทางสังคมของชุมชนที่จะเปิด ให้ผู้ที่สนใจทั้งภายในและภายนอกชุมชนได้มาเยี่ยมชมหรือศึกษาเรียนรู้ ยกเว้นใน บางวัดที่อาจจะมีโบราณวัตถุหรือสิ่งของที่มีมูลค่าทั้งทางจิตใจหรือราคา ก็อาจจะมี การกำหนดตารางเวลาในการเข้าเยี่ยมชม มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ รวมถึงการ กำหนดระเบียบการให้บริการบุคคลภายนอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เพื่อให้ เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขั้นตอนที่ 6 การเชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนอื่น วัดจะต้อง มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการศูนย์เรียนรู้ชุมชน


[๒๐๖] ในวัด ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ฝ่ายเผยแผ่ ทั้งนี้ก็จะมี การประชุม สัมมนาทั้งในระดับคณะสงฆ์ตำบล คณะสงฆ์อำเภอ และคณะสงฆ์ จังหวัดเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกันอยู่เสมอ ๆ ในเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชิงพื้นที่มองว่าการพัฒนาเครือข่ายแห่งการเรียนรู้นั้นจะต้องเกิดขึ้น โดยการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และเป็นการเชื่อมประสานโดยชุมชน วัด และหน่วยงานราชการจะต้องมีสร้างเครือข่ายกับศูนย์การเรียนรู้ระดับวัดอื่น ๆ ตำบลอื่น ๆ อำเภออื่น ๆ หรือจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน ให้ประชาชนและชุมชนดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะสำคัญ คือ ความพอดีพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี บนพื้นฐานของการมีความรู้คู่คุณธรรม ทั้งนี้วัดจะต้องมี การบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ในแต่ละด้านตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนพัฒนาให้เกิดขึ้นตามชุมชนหมู่บ้าน หรือภูมิลำเนาของที่ ผู้ที่มีความสนใจมาศึกษาเรียนรู้ ดังนี้ 1. มิติของความพอประมาณหรือความพอดีที่จะก่อให้เกิดผลใน เชิงพฤติกรรมหรือการกระทำของประชาชนใน 5 ประการ คือ 1) ผลทางด้านจิตใจ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนมีสติ มีปัญญา มีจิตสำนึกที่ดี มีเมตตา เอื้อ อาทร มีความเข้าใจและประนีประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม สามารถ พึ่งตนเองได้ 2) ผลทางด้านสังคม ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนดำเนินชีวิตบนทางสายกลางและก่อให้เกิด ความพอดี พอประมาณในทุกระดับของสังคม โดยเริ่มจากครอบครัวชุมชนและ สังคมจะเกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เกิดความร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความ เข้มแข็ง รู้จักผนึกกำลังประสานความสามัคคีกัน โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดจากรากฐานที่มั่นคงและแข็งแรง ๓) ผลทางด้านเศรษฐกิจ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนอยู่อย่างพอดี พอมีพอกิน ไม่หรูหรา ฟุ่มเฟือย 4) ผลทางด้านเทคโนโลยี ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำ ให้ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนรู้ว่าความเหมาะสมสอดคล้องกับภาวะ และความต้องการของชุมชน หมู่บ้าน และควรดำรงอยู่อย่างไร และจะมีการ


[๒๐๗] พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สอดคล้องเป็นประโยชน์กับชุมชนและ สภาพแวดล้อม ๕) ผลทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจะเกิดการรณรงค์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด 2. มิติของความมีเหตุผล ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนเกิดผลในเชิงพฤติกรรมหรือการตัดสินใจที่ จะเป็นไปอย่างมีเหตุผล มีการพิจารณาจากเหตุและปัจจัยรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเกิดความรอบคอบ ซื่อตรง และไม่โลภมาก 3. มิติของการมีภูมิคุ้มกันที่ดี เหตุผล ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จะต้องทำให้ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนเตรียมตัวให้พร้อมรับ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เป็นพลวัตร โดย มิใช่แต่ว่าคำนึงถึงเหตุการณ์และผลในปัจจุบันเท่านั้น แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความ เป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล ภายใต้ข้อจำกัดของความรู้ที่มีอยู่ ๔. มิติที่เป็นเงื่อนไขประกอบการตัดสินใจและการดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ความรู้กับประชาชนและ พุทธศาสนิกชนใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตอยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ๒ เงื่อนไข ดังนี้ 1) เงื่อนไขความรู้ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ความรู้ กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนเพื่อให้เกิดความรอบรู้อย่างรอบด้าน ก่อนที่จะนำ ความรู้เหล่านั้นมามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต 2) เงื่อนไขคุณธรรม ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องทำให้ ความรู้กับประชาชนและพุทธศาสนิกชนเพื่อให้เกิดความตระหนักในคุณธรรม มี ความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ขั้นตอนที่ 6 ควรที่จะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนอื่นโดยเฉพาะ ศูนย์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ฝ่ายเผยแผ่ โดยจะต้องมี


[๒๐๘] การประชุม สัมมนาทั้งในระดับคณะสงฆ์ตำบล คณะสงฆ์อำเภอ และคณะสงฆ์ จังหวัดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกันอยู่เสมอ ๆ กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาวิเคราะห์กระบวนการจัดการวัดให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน๘ มีข้อสรุปที่สามารถสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เพื่อการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ดังนี้ แผนภาพที่ 8.2 กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ๘ อัครเดช พรหมกัลป์และรัตติยา เหนืออำนาจ. “Knowledge Center: กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม–กุมภาพันธ์ 2566): R235-R244.


[๒๐๙] การจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนหรือ Knowledge Center นั้น วัดต่าง ๆ นั้นควรที่จะมีกระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ของชุมชน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ควรที่จะมีการจัดเวทีประชาคม วัดต่าง ๆ จะต้องมีการ จัดประชุมเพื่อระดมความให้เป็นไปตาม “หลักบวร” ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าการ จัดการหรือการสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนนั้นเป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนในชุมชนและผู้ที่สนใจ และก่อให้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ รู้เท่าทันกับสถานการณ์รอบด้านที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขั้นตอนที่ 2 ควรที่จะมีการจัดกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ใหม่ของชุมชน โดยวัดที่มีหรือเป็นที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะต้องมีการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ทั้ง ที่เกิดจากการคิดค้นพัฒนาจากคนในชุมชน หรือเกิดจากการพัฒนากิจกรรมชุมชน หรือการรับความรู้จากวิทยากรภายนอกชุมชนเพื่อมาเติมเต็มให้คนในชุมชนหรือผู้ ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่จะมามีส่วนขับเคลื่อน พัฒนา หรือ ยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ขั้นตอนที่ 3 วางแผนเพิ่มค่าองค์ความรู้ของชุมชน หลายวัดในจังหวัด นครสวรรค์ควรจะเปิดพื้นที่ของลานวัดให้เป็นลานค้าชุมชน ทั้งนี้เปิดโอกาสให้ ประชาชนหรือผู้ที่สนใจได้นำสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชน ของฝาก ของที่ระลึก และอื่น ๆ มาเปิดจำหน่ายในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้ที่ สนใจที่มาศึกษาเรียนรู้ได้เลือกซื้อหา ถือเป็นการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจให้กับ ชุมชน และเป็นการยกระดับและพัฒนากลุ่มอาชีพหรือกลุ่มวิสาหกิจในเชิงพื้นที่อีก ทางหนึ่งด้วย ขั้นตอนที่ 4 จัดทำปฏิทินกิจกรรมการเรียนรู้ โดยในวัดที่มีศูนย์การ เรียนรู้ชุมชนจะต้องมีการจัดทำปฏิทินงานประเพณี 12 เดือนของชุมชน และ ปฏิทินที่เป็นฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชนชาติพันธุ์ใน ท้องถิ่น เพื่อที่จะให้มีการกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมการ เรียนรู้ผ่านประเพณี วัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา และการแสดงออกถึงภูมิปัญญา เป็นต้นว่า เรื่องอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ อื่น ๆ ขั้นตอนที่ 5 กำหนดระเบียบการให้บริการบุคคลทั้งภายในและ ภายนอกชุมชน และการจัดระเบียบความหลากหลายของทุนทางสังคมของชุมชน ที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจทั้งภายในและภายนอกชุมชนได้มาเยี่ยมชมหรือศึกษาเรียนรู้


[๒๑๐] ยกเว้นในบางวัดที่อาจจะมีโบราณวัตถุหรือสิ่งของที่มีมูลค่าทั้งทางจิตใจหรือราคา ก็อาจจะมีการกำหนดตารางเวลาในการเข้าเยี่ยมชม มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ รวมถึงการกำหนดระเบียบการให้บริการบุคคลภายนอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขั้นตอนที่ 6 การเชื่อมโยงเครือข่ายกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนอื่นโดยเฉพาะ ศูนย์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ฝ่ายเผยแผ่ โดยจะต้องมี การประชุม สัมมนาทั้งในระดับคณะสงฆ์ตำบล คณะสงฆ์อำเภอ และคณะสงฆ์ จังหวัดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและกันอยู่เสมอ ๆ


บทที่ 9 การจัดการชุมชนกับการลดปัจจัยเสี่ยง การขับเคลื่อนชุมชนด้วยพลังบวร (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ) สู่สังคม คุณธรรมที่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีการจัดการชุมชนจำเป็นต้องอาศัยระบบคุณธรรมเป็นแบบแผนในการ พัฒนาจึงจะประสบผลสำเร็จ สอดคล้องกับพลังบวร (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ) ซึ่งถือเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนให้ชุมชนได้เกิดการพัฒนาเพราะพลัง บวรเป็นสามเสาหลักในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชน สังคม๑ ปัจจัยเสี่ยงของชุมชนในยุคปัจจุบัน สภาพสังคมปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่การดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่มีอยู่หลายลักษณะ เมื่อทบทวนจากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลที่ทำให้หัน พฤติกรรมของตนเข้าหาสุราและบุหรี่ เช่น ความต้องการเข้าสังคม การพบปะ สังสรรค์ การเลียนแบบสมาชิกในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ การถูกชักจูงหรือชี้ชวน จากเพื่อนหรือความต้องการอยากทดลอง วัฒนธรรมท้องถิ่น-วิถีชาวบ้าน ความ เข้าใจว่าเป็นสิ่งเสริมพลังเมื่อทำงานหนัก และการคลายเครียดจากปัญหาชีวิต นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ผ่านสื่อในรูปแบบโฆษณาชวนเชื่อ โดยพื้นฐาน คือ ความต้องการความสุขที่ตนเองเข้าใจไปว่าจะเป็นไปเชิงบวกแก่ตนเอง เช่น การ เฉลิมฉลอง การไปสู่สถานที่บันเทิง การเที่ยวพักผ่อน การเล่นกีฬา ที่มักผนวกเอา เรื่องการดื่มสุราและสูบบุหรี่เข้าไปด้วย สำหรับในเรื่องของการดื่มสุราและเมรัยใน คัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ดื่มหรือผู้เสพ/สูบตกอยู่ในความ ประมาท และได้ชี้ให้เห็นโทษอย่างชัดเจน คือทำให้เสียทรัพย์ ก่อการทะเลาะวิวาท ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเป็นที่สุมสร้างของโรคนานาชนิด เสียชื่อเสียง ไม่รู้จักอาย ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “การเสริมสร้าง เครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์”


[๒๑๖] ขาดปัญญารู้ผิดชอบชั่วดี และกลับส่งเสริมให้ทำความชั่วที่รุนแรงยิ่งขึ้น สามารถ เปลี่ยนนิสัยอ่อนแอให้แข็งกร้าว ไม่รู้จักละอายในพฤติกรรมของตน เป็นฐานแห่ง การทำลายศีลธรรมดีงามอื่น ๆ ในพระสูตรและในหลักฐานอื่น ๆ ได้ชี้ชัดว่าการดื่ม สุราและเมรัยนั้นมีโทษประจักษ์ เช่น สามารถจะเป็นอาชญากรเข่นฆ่าคนอื่นได้ หรือปล้นชิงผู้อื่นได้ สามารถจะลักทรัพย์ ประพฤติล่วงละเมิดทางเพศ พูดเท็จก็ได้ จึงชื่อว่าตกอยู่ในความประมาทโดยสมบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งประกอบด้วย 15 อำเภอ มีจำนวนและอัตรา ร้อยละของประชากรอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างสม่ำเสมอ จำนวน 839,273 คน คิดเป็นร้อยละ 6.60 ขณะเดียวกันยังมี ผู้ป่วยโรคติดสุราในพื้นที่เข้าถึงบริการตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยในเขตสุขภาพที่ 3 ปีงบประมาณ 2563 ร้อยละ 8.1 และมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.69 ส่วนใน เรื่องของความชุกของผู้สูบบุหรี่ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปประจำปีงบประมาณ 2563 จากจำนวนประชากรที่มีอายุระหว่าง 15-70 ปี 520,627 คน มีคนสูบบุหรี่ 27,888 คน คิดเป็นร้อยละ 5.36 โดยมีอัตราส่วนสูงที่สุด 3 อันดับแรกอยู่ที่ อำเภอลาดยาว ร้อยละ 9.75 รองลงมา ได้แก่ อำเภอท่าตะโก ร้อยละ 9.05 อำเภอตากฟ้า ร้อยละ 8.72๒ จากสถานการณ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าสภาพสังคม ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่มีอยู่ หลายลักษณะ เมื่อทบทวนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีปัจจัย เสี่ยงอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลที่ทำให้หันพฤติกรรมของตนเข้าหาสุราและบุหรี่ เช่น ความต้องการเข้าสังคม การพบปะสังสรรค์ การเลียนแบบสมาชิกในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ การถูกชักจูงหรือชี้ชวนจากเพื่อนหรือความต้องการอยากทดลอง วัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชาวบ้าน ความเข้าใจว่าเป็นสิ่งเสริมพลังเมื่อทำงานหนัก และ การคลายเครียดจากปัญหาชีวิต นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ผ่านสื่อในรูปแบบ โฆษณาชวนเชื่อ โดยพื้นฐานคือความต้องการความสุขที่ตนเองเข้าใจไปว่าจะ เป็นไปเชิงบวกแก่ตนเอง เช่น การเฉลิมฉลอง การไปสู่สถานที่บันเทิง การเที่ยว พักผ่อน การเล่นกีฬา ที่มักผนวกเอาเรื่องการดื่มสุราและสูบบุหรี่เข้าไปด้วย สำหรับในเรื่องของการดื่มสุราและเมรัยในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมองว่าเป็นสิ่ง ๒ กระทรวงสาธารณสุข, การใช้บริการสาธารณสุข, เข้าถึงได้จาก https://hd cservice.moph.go.th /hdc/main /index_pk.php.


[๒๑๗] ที่ทำให้ผู้ดื่มหรือผู้เสพหรือสูบตกอยู่ในความประมาท และได้ชี้ให้เห็นโทษอย่าง ชัดเจน คือทำให้เสียทรัพย์ ก่อการทะเลาะวิวาท ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเป็นที่สุม สร้างของโรคนานาชนิด เสียชื่อเสียง ไม่รู้จักอาย ขาดปัญญารู้ผิดชอบชั่วดี และ กลับส่งเสริมให้ทำความชั่วที่รุนแรงยิ่งขึ้น สามารถเปลี่ยนนิสัยอ่อนแอให้แข็งกร้าว ไม่รู้จักละอายในพฤติกรรมของตน เป็นฐานแห่งการทำลายศีลธรรมดีงามอื่น ๆ ใน พระสูตรและในหลักฐานอื่น ๆ ได้ชี้ชัดว่าการดื่มสุราและเมรัยนั้นมีโทษประจักษ์ เช่น สามารถจะเป็นอาชญากรเข่นฆ่าคนอื่นได้หรือปล้นชิงผู้อื่นได้ สามารถจะลัก ทรัพย์ ประพฤติล่วงละเมิดทางเพศ พูดเท็จก็ได้ จึงชื่อว่าตกอยู่ในความประมาท โดยสมบูรณ์ สำหรับปัจจัยในการเสพสิ่งของมึนเมาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม 1. ปัจจัยนำ (Predisposing Factor) หมายถึง ปัจจัยที่เป็นพื้นฐาน และก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมของบุคคล หรือในอีกด้านหนึ่งปัจจัย นี้จะเป็นความพอใจ (Preference) ของบุคคล ซึ่งได้มาจากประสบการณ์จากการ เรียนรู้ (Education Experience) ซึ่งความพอใจใจนี้อาจมีผลทั้งในทางสนับสนุน หรือยับยั้งการแสดงพฤติกรรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ปัจจัยซึ่งเป็น องค์ประกอบของปัจจัยนำ ได้แก่ความรู้ทัศนคติความเชื่อ ค่านิยม การรับรู้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสถานภาพทางสังคมสังคมเศรษฐกิจ (Socio Economic Status) และอายุ เพศ ระดับการศึกษาขนาดของครอบครัว 2. ปัจจัยเอื้อ (Enabling Factors) หมายถึง สิ่งที่เป็นแหล่งทรัพยากร ที่จำเป็นในการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ชุมชน รวมทั้งทักษะที่จะช่วยให้บุคคล สามารถแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ด้วยและความสามารถที่จะใช้แหล่งทรัพยากร ต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ราคา และระยะทาง เวลา นอกจากนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การหาได้ง่าย และความสามารถเข้าถึงได้ของสิ่งจำเป็นในการแสดงพฤติกรรมหรือ ช่วยให้การแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น 3. ปัจจัยเสริม (Reinforcing Factor) หมายถึง สิ่งที่บุคคลจะได้รับ หรือคาดว่าจะได้รับจากบุคคลอื่น อันเป็นผลจากการกระทำของตน สิ่งที่บุคคลจะ ได้รับอาจเป็นรางวัลที่เป็นสิ่งของ คำชมเชย การยอมรับ การลงโทษ การไม่ยอมรับ การกระทำนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎระเบียบที่ถูกบังคับควบคุมให้บุคคลนั้น ๆ ปฏิบัติ ตามก็ได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้บุคคลจะได้รับจากบุคคลอื่นที่มีอิทธิพลต่อตนเอง เช่น ญาติ


[๒๑๘] เพื่อน แพทย์ผู้บังคับบัญชา เป็นต้น และอิทธิพลของบุคคลนี้ก็แตกต่างกันไปตาม พฤติกรรมของบุคคล และสถานการณ์โดยอาจจะช่วยสนับสนุนหรือยับยั้งการ แสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ก็ได้ พฤติกรรมหรือการกระทำต่าง ๆ ของบุคคลเป็นผลมา จากอิทธิพลร่วมของปัจจัยทั้ง 3 ดังกล่าวมาแล้วคือ ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัย เสริม ดังนั้นในการวางแผนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใด ๆ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึง อิทธิพลจากปัจจัยดังกล่าวร่วมกันเสมอ โดยไม่ควรนำปัจจัยใด ปัจจัยหนึ่งมา พิจารณาโดยเฉพาะ จากปัจจัยทั้ง 3 ด้านดังกล่าว กรีนและคณะ๓ ได้นำมาแสดงให้เห็น ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างปัจจัยทั้ง 3 กับพฤติกรรมสุขภาพ ที่เป็นปัญหา เฉพาะเพื่อใช้ในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุทางพฤติกรรมกับ ปัจจัยดังกล่าว โดยในการวิเคราะห์จะกำหนดว่าสาเหตุทางพฤติกรรม ดังต่อไปนี้ 1. เป็นแรงจูงใจที่จะต้องกระทำให้ได้ 2. การดัดแปลงหรือหาแหล่งทรัพยากรที่สามารถทำให้เกิดพฤติกรรม นั้นได้ 3. เป็นปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่บุคคลอื่นแสดงออกให้ทราบหลังจากทำ พฤติกรรมนั้นแล้ว 4. ต้องมีการเสริมแรงและทำให้พฤติกรรมนั้นคงทนต่อไป 5. ในการเสริมแรงหรือการลงโทษของพฤติกรรมนั้น อาจมีผลกระทบ ถึงปัจจัยนำรวมทั้ง ในส่วนของรูปแบบและกระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะในการลด ปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนถึงปัญหาสาเหตุทั้งสาเหตุให้ดื่มและสูบนั้น จะต้องเริ่มต้นด้วย ความคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ความมุ่งมั่นพยามยามที่จะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี (ธัมมฉันทะ) และมีวิธีคิด ไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างถ่องแท้และต่อเนื่อง (โยนิโสมนสิการ) ชุดคุณธรรม ดังกล่าวเป็นเสมือนไฟส่องทางให้บุคคลเห็นแสงสว่างทางชีวิตโดยผ่านปฏิบัติการ แห่งกัลยาณมิตร คือปฏิบัติต่อสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดการลดปัจจัยเสี่ยงอย่าง ๓ Green, Lawrence W., Kreuter, Marshall W., Deeds, Sigrid G., Partridge Kay B. Health Education Planning: A Diagnostic Approach, (California: Mayfield Publishing Company, 1980).


[๒๑๙] ไมตรีและมีปัญญา ดังนั้น คำตอบจากงานวิจัยนี้จึงเริ่มจากจุดตั้งต้นก่อน คือ ๑) การหนุนเสริมด้านคุณธรรม ๒) บุคคล องค์กร ชุมชน แบบกัลยาณมิตร ๓) กระบวนการดำเนินการที่ผนวกประสานแบบพุทธบูรณาการวิธี หรืออาจสรุปได้ ว่าเป็นรูปแบบและกระบวนการที่ใช้มี๒ วิธีการหลัก ได้แก่ ๑) วิธีการแห่ง กัลยาณมิตร วิธีการนี้จะขึ้นอยู่กับการให้คำแนะนำ การทำเป็นแบบอย่างจาก บุคคลที่ควรให้ความเคารพนับถือ ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน รวมถึงคนใกล้ชิด ๒) วิธีการแห่งปัญญา วิธีการนี้จะขึ้นอยู่กับความสำนึกรู้ด้านในอย่างแท้จริงและอิง อาศัยคุณธรรมสำคัญ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความคิดเห็นถูกต้อง ธัมมฉันทะ ความ พอใจไม่ท้อถอยในการเลือกทำในสิ่งที่ดี และมีโยนิโสมนสิการหรือความคิดหยั่งลึก ถึงโทษและคุณ และมองเห็นทางออกของปัญหาหรืออาจมีเหตุผลเชิงบวกร่วมด้วย เช่น สำนึกรักครอบครัว สำนึกสะเทือนใจจากคนใกล้ชิด เพราะโทษการดื่มหรือสูบ การจัดการชุมชนกับทุนทางสังคม การจัดการชุมชนเพื่อความเป็นชุมชนเข้มแข็งสามารถทำได้โดย ๑) การจัดตั้งกลุ่ม ๒) การประชุมร่วมคิด ต้องพบปะ ประชุม แบบมีส่วนร่วม ๓) สร้างจิตอุดมการณ์ ต้องร่วมกันปลูกฝังอุดมการณ์และจิตสำนึก ๔) ต้องทำงาน เป็นเครือข่าย ต้องขยายเครือข่ายทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ๕) ต้องเคลื่อนไหวอยู่ เสมอ ต้องมีกิจกรรมและกิจกรรมร่วม ๖) นำเสนอแนวทางว่าอะไรดี ไปทางไหน อะไรถูกผิด ๗) สร้างอำนาจต่อรอง เราต้องกำหนดและสร้างอำนาจต่อรองได้ หลักการพัฒนาและจัดการชุมชนต้องพัฒนาจาก ๕ หลัก ๕ ฐาน ๕ การพัฒนา และ ๕ กรอบกลุ่มคิด อันได้แก่ ๕ หลัก คือ หลักความเข้าใจ หลักการ เข้าถึง หลักการมีส่วนร่วม หลักการบูรณาการ และหลักความสมดุล ๕ ฐาน คือ ฐานทรัพยากร ฐานวิชาการ ฐานคุณธรรม ฐานวัฒนธรรม และฐานคุณค่า อรรถประโยชน์ร่วม ๕ การพัฒนา คือ การพัฒนาคน การพัฒนาระบบ การพัฒนา เทคโนโลยี การพัฒนาองค์การหน่วยงาน และการพัฒนาสภาพบรรยากาศการ ทำงาน ๕ กรอบกลุ่มคิด คือ กลุ่มปรัชญาแนวคิดหลัก กลุ่มนโยบายเป้าหมายและ ทิศทาง กลุ่มอุดมการณ์จิตสำนึก กลุ่มวิสัยทัศน์ ปณิธาน พันธกิจ และกลุ่ม ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลยุทธ์ แผนแม่บท แผนปฏิบัติการ และการติดตามประเมิน โดยมีกระบวนการพัฒนาที่สำคัญ คือ ต้องมีการ ๑) การศึกษาหาข้อมูล ๒) การ อนุรักษ์ ๓) การปรับตัว ๔) การปรับปรุง ๕) การเปลี่ยนแปลง ๖) การแข่งขัน


[๒๒๐] ๗) การต่อสู้ ๘) การแก้ไข ๙) การพัฒนา ในส่วนของหลักการบริหารจัดการชุมชน นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกอบไปด้วย ๑) การบริหารนโยบาย ระบบ รูปแบบ หลักการ หรือวิธีการ ๒) การบริหารการเงิน ๓) การบริหารคน ๔) การบริหาร ตนเอง ๕) การบริหารเวลา ๖) การบริหารทรัพยากร โดยยึดทฤษฎีการบริหารที่ สำคัญคือจะต้องมี ๑) การวางแผน (Planning) ๒) การจัดองค์การ (Organization) ๓) การรับคนเข้าทำงาน (Staffing) ๔) การสั่งการ (Directing) และ ๕) การ ควบคุม (Controlling) แนวคิดชุมชนในมุมมองของนักคิดตะวันตกจาก ๓ แหล่งข้อมูลคือของ Robert D. Putnam, Jame S. Coleman และ The World Bank๔ สรุปสาระ ร่วมที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของชุมชนได้ว่า ชุมชนเป็นระบบความสัมพันธ์ทาง สังคมบนพื้นฐานขององค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ประการ คือ ๑. ความไว้วางใจ (Trust) ประกอบด้วย ๑) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ๒) การช่วยเหลือกัน ความร่วมมือร่วมใจ และ ๓) ความเอื้ออาทร ๒. บรรทัดฐานของการพึ่งพาอาศัย (Norms of Reciprocity) ประกอบด้วย ๑) กฎกติกาเพื่อสร้าง ควบคุมการพึ่งพาอาศัยกัน ๒) การถ่ายทอด อบรม สั่งสอน สนับสนุนให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน ๓) สร้างความตระหนักใน ผลประโยชน์ร่วมกัน และความคาดหวังในการพึ่งพาอาศัยกันทั้งในปัจจุบันและ อนาคต ๓. เครือข่ายความเป็นพลเมืองเพื่อส่วนรวม (Networks of Civic Engagement) ประกอบด้วย ๑) เครือข่ายทางสังคม ประกอบด้วย (๑) การรวมกลุ่ม เครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน (๒) การติดต่อสื่อสารปฏิสัมพันธ์ (๓) ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้(๔) ประสบการณ์(๕) ผลประโยชน์และ (๖) ความกระตือรือร้น เพื่อส่วนรวมซึ่งเป็นความรู้สึกว่าเป็นพันธะหน้าที่ที่ต้องทำ ๔ Putnam D. Robert, Bowing Alone: The Collapse and Revival of American Community, (New York: Touchstone Rockefeller Center, 2000) , p. 169.


[๒๒๑] ๒) ระบบความสัมพันธ์แนวราบ มีการติดต่อสัมพันธ์กันใน ลักษณะดังนี้ประกอบด้วย (๑) ไม่เป็นทางการ (๒) ไม่ยึดถือสถานภาพ หรือ ตำแหน่งอย่างเคร่งคัด และ (๓) โปร่งใสหรือการเปิดเผย ชุมชนในบริบทสังคมไทยภายใต้กรอบคิดของโครงการเพื่อการลงทุน ทางสังคมเนื่องจากทุนทางสังคมที่มีอยู่ตามชุมชนในสังคมไทย ถือเป็นฐานชีวิตที่ คนรุ่นก่อนสะสมไว้ให้เป็นพลังร้อยรัดจิตใจของคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทุน ทางสังคมเหล่านี้มีอยู่หลากหลายในสังคมไทยซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดทุน ทางสังคมได้ดังนี้ ๑. วัฒนธรรมชุมชน เป็นสิ่งซึ่งผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของคนใน ชุมชน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิด การมองโลก ความเชื่อ และจิตสำนึกที่ สัมพันธ์กับบุคคลในระดับปัจเจกบุคคล ชนเผ่าและเชื้อชาติ ได้แก่ ความเชื่อในสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และประเพณีต่าง ๆ ในบาง พื้นที่ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีส่วน ในการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ และแหล่งน้ำไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ๒. กฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติ จารีต ประเพณี อันเป็นลักษณะ เฉพาะ อย่างของท้องถิ่นที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น หนึ่งเป็นสำนึกร่วมของคนในชุมชน ที่มุ่งสร้างระบบขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุมชุมชนให้ ดำเนินชีวิตไปตามระบบคุณค่าและระบบคิดของคนชุมชนนั้น ๆ เช่น กฎของการ แบ่งปันน้ำ ๓. ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระบวนการเรียนรู้ที่ชุมชนสั่งสมมา เช่น ภูมิปัญญา ด้านการเกษตร การแพทย์พื้นบ้าน ศิลปะ หัตถกรรม และการดูแล ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรเหล่านี้กลั่นกรองจากประสบการณ์ที่ละเอียดลึกซึ้ง แนบแน่นกับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก ๔. ระบบกรรมสิทธิ์ และการจัดการทรัพยากรของชุมชน อันได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่ต้อง ปกป้อง บำรุงรักษา ทั้งแหล่งน้ำ ผืนดินผืนป่า แร่ธาตุ ที่เกี่ยวพันกับวิถีแห่งการ ดำรงชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม ส่วนโบราณสถานโบราณวัตถุ มีความหมายใน ด้านจิตใจที่สำนึกผูกพันในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าความหมายในเชิงธุรกิจ ๕. ระบบความสัมพันธ์ ของคนในชุมชนที่มีลักษณะของครอบครัว เครือญาติ มีความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่


[๒๒๒] ๖. ทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ๑) ผู้นำชาวบ้าน พระ ผู้อาวุโส ผู้นำเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน เหล่านี้มีความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้าน การเสริมสร้างภูมิปัญญา ท้องถิ่น และการพึ่งตนเองอันเป็นเงื่อนของความเข้มแข็งของชุมชน ๒) กลุ่มองค์กรชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมสาธารณะ เป็นกลุ่มที่ รวมกันเป็น กลุ่มนักคิด กลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา เพื่อทำกิจกรรมอันเกิดประโยชน์ แก่ชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้า กลุ่มเยาวชนต้านยาเสพติด กลุ่มหมอพื้นบ้าน คณะกรรมการรักษาป่าต้นน้ำ องค์กรชุมชนเหล่านี้เป็นกลุ่มในภาคประชาชนที่ สามารถขยายเครือข่ายให้กว้างขวางและเข้มแข็งได้ต่อไป จากการศึกษาชุมชนในมุมมองของสำนักงานกองทุนเพื่อสังคมจะเห็น ได้ว่าคำว่าชุมชนมีความหมายครอบคลุมไปในหลาย ๆ บริบท เช่น ในเรื่องของ วัฒนธรรม ได้แก่ เรื่องของภูมิปัญญา ประเพณี ความเชื่อ กฎเกณฑ์ จารีต หรือ เรื่องของความเป็นชุมชน ได้แก่ ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรื่องขององค์กรประชาชน เครือข่าย ผู้นำ เป็นต้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)๕ ได้ให้ความสำคัญกับทุนทางสังคม โดยได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ๔ เรื่อง คือ ๑) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ๒) การ แก้ปัญหาความยากจน ๓) การพัฒนาที่ยั่งยืน และ ๔) ทุนทางสังคม ซึ่งมีความ เชื่อมโยงสนับสนุนกันและกัน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของประเทศและยกระดับ คุณภาพชีวิตโดยถ้วนหน้า ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่าประเทศไทยมีทุนทางสังคมที่ หลากหลาย โดยสะท้อนให้เห็นชัดเจนในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจว่ามีส่วนช่วยคุ้ม กันคนไทยอย่างเหมาะสม จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างรู้เท่าทันและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ โดยที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดทำ ยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาสังคม โดยระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ เพื่อ ๕ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ทุนทาง สังคมฉบับประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท 21 เซ็นจูรี่ จำกัด, 2548).


[๒๒๓] ประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดทุนทางสังคม ซึ่งในเรื่องนี้สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ความหมาย ของชุมชนว่าหมายถึง การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อก่อให้เกิดผลรวมของสิ่งดี งามต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม ทั้งในส่วนที่ได้จากการสั่งสมและต่อยอด รวมถึงการ รวมตัวของคนที่มีคุณภาพเพื่อสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมบนพื้นฐานของการไว้เนื้อ เชื่อใจ สายใยแห่งความผูกพันและวัฒนธรรมที่ดีงาม และองค์ประกอบ ๓ ด้านที่ ทำให้เกิดทุนทางสังคมในชุมชนได้แก่ ๑. ทุนมนุษย์ หมายถึง คนที่มีคุณภาพ เป็นคนเก่ง คนดี คนเสียสละ มีความรู้ สติปัญญาและทักษะ มีคุณธรรม มีวินัย และความรับผิดชอบ มีทัศนคติที่ ดีในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเพื่อทำ ประโยชน์ให้ส่วนรวม เป็นผู้นำให้กับสังคม ๒. ทุนทางสถาบัน ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ศาสนา การเมือง รวมทั้งองค์กรที่ตั้งขึ้นมา เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน สมาคมวิชาชีพ ๓. ทุนทางปัญญาและวัฒนธรรม หมายถึง ความเอื้ออาทร ความมี น้ำใจ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การมีคุณธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ องค์ประกอบ ๓ ประการนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อให้คนในชุมชน สามารถสร้างระบบความสัมพันธ์ที่ถือเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ เช่น ความไว้เนื้อ เชื่อใจซึ่งกันและกัน (Social Trust) การพึ่งพาอาศัยและร่วมมือกัน ความ กระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะความสนใจในประเด็นปัญหา สังคมเป็นต้น สำหรับกรอบแนวคิดหลักของการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาทุน ทางสังคมได้ให้ความสำคัญกับ ๓ เรื่อง คือ ๑. ความเชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านอื่น ทั้งในเรื่องของการพัฒนาขีด ความสามารถในการแข่งขัน การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาที่ยั่งยืน และ ธรรมาภิบาล ๒. การพัฒนาอย่างครบวงจรทั้งรักษา ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางสังคม ที่ดีและลดค่านิยมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ๓. ความหลากหลายโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และสำนักงาน


[๒๒๔] คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม มีจุดเน้นการพัฒนาทุนทางสังคมแต่ ละประเภท ดังนี้ ๑) ทุนมนุษย์เน้นการเสริมสร้างทักษะในด้านการคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล โดยการเพิ่มทักษะการทำงานและการดำรงชีวิต การสนับสนุนการ รวมกลุ่มและสร้างเครือข่าย ๒) ทุนทางสถาบัน เน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญ ของทุนทางสถาบันและการรวมกลุ่ม และใช้สถาบันเป็น Entry Point ในการ พัฒนาทุนทางสังคม ๓) ทุนทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เน้นการเลือกสรรภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่ดีมีการต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และคุณภาพชีวิต ทุนทางสังคมที่อยู่ในชุมชนตามบริบทของสังคมไทย มีทั้งหมด ๕ รูปแบบ ได้แก่ ๑. ทุนทางจิตวิญญาณ เป็นระบบคุณค่าสำนึกท้องถิ่นความภาคภูมิใจ ที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิด รวมเรียกว่า Spirit Capital สิ่งนี้ในสังคมไทยมีมาตลอดใน ความรู้สึกของคนที่รักบ้านรักเมือง และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเสียสละ ช่วยกันทำ บ้านเมืองที่เขารัก เขาผูกพันเป็นที่เกิดเป็นทั้งถิ่นที่อยู่ของบรรพบุรุษ และเป็นทั้ง ความหวังของลูกหลานที่จะดูแลสืบต่อ Spirit เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยมีปรากฏ อยู่อย่างชัดเจน ทั้งที่เป็นเรื่องคุณค่า พิธีกรรม ความภาคภูมิใจที่อยู่ในจิตใจของ ผู้คน ๒. ทุนทางภูมิปัญญา กล่าวคือ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแม้ว่าประเทศจะ สูญเสียเงินทองและมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ประชาชนตกงาน แต่เราก็จะพบว่าสิ่งที่มีอยู่ใน ชุมชนต่าง ๆ ที่สามารถนำเอากลับมาใช้ใหม่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ ทรงชี้ทิศทางที่จะกลับมาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งได้ปรับตัวเป็นมรดกตกทอดมากับ แผ่นดิน โดยหันกลับมาหา “ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง” ทั้งในด้านการใช้ชีวิต การประกอบอาชีพ การจัดการทรัพยากร การจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ ชุมชนกับชุมชนอื่นข้างเคียง ๓. ทุนทางทรัพยากรมนุษย์หรือทรัพยากรบุคคล เป็นทุนที่มีอยู่ในตัว มนุษย์ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำทางความคิดทั้งในชนบทและเมือง ทั้งที่เป็นผู้นำ ทางจิตวิญญาณ ผู้นำอาวุโส ผู้นำทางการเกษตร ผู้นำสตรี เยาวชน ล้วนแล้วแต่ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสามารถและมีความพร้อมที่


[๒๒๕] จะปรับตัวเข้าสู่ความร่วมมือระหว่างองค์กร เครือข่ายกับเครือข่าย เช่น มี อาสาสมัครเข้ามาทำงานช่วยเหลือ แบ่งปัน ขยายเครือข่าย ขยายบทเรียน ทุนทาง ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้มีอยู่หลากหลายมากมาย และเป็นผู้นำทั้ง ๓ รุ่น ได้แก่ ผู้นำอาวุโส ผู้นำรุ่นกลางที่มีการศึกษา รวมทั้งผู้นำรุ่นใหม่ ที่ผ่านระบบโรงงาน ผ่านความทันสมัยในภาคเมือง คน ๓ รุ่น กำลังทำงานร่วมกันอยู่ในสังคมฐานล่าง ยิ่งกว่านั้นเราก็มีทรัพยากรบุคคลที่อยู่ในภาคประชาสังคม ซึ่งหมายถึง ชนชั้นกลาง ที่ได้รับการ ศึกษาสมัยใหม่ อยู่ในภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคสื่อมวลชนคนเหล่านี้เป็นรอยเชื่อมเป็นผู้เชื่อมต่อความสลับซับซ้อนของเมือง หลวง และของโลกกับท้องถิ่นคนเหล่านี้เป็นผู้เชื่อมวัฒนธรรมทั้งสองเข้าด้วยกัน ๔. ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทุนที่ชุมชนและภาคประชา สังคมนำกลับมาใช้อย่างเต็มที่ และสามารถพยุงตัวอยู่ได้ในสถานการณ์ที่ปั่นป่วนก็ คือแม้จะมีความเสื่อมโทรมและวิกฤตในตัวเองอยู่ไม่น้อย ทั้งมีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากภาวะแห้งแล้ง และน้ำท่วมปรากฏอยู่ในทุกจังหวัด อย่างไรก็ดีขณะนี้ ทรัพยากรจำนวนหนึ่งได้ถูกนำกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูการอนุรักษ์ และยังใช้ประโยชน์ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นทุนทางสังคมในการสร้าง ฐานอาชีพฐานเศรษฐกิจ ฐานการมีชีวิตอยู่รอดของชุมชน โดยเฉพาะในชุมชน ชนบท ๕. กองทุนต่าง ๆ ในชุมชน หรือ Social Fund ซึ่งปกติในทุกชุมชน มักจะมีการจัดการกองทุนประเภทนี้อยู่เป็นพื้นฐานในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน ฌาปนกิจ ธนาคารข้าว กลุ่มออมทรัพย์ธนาคารควาย เป็นต้น การจัดการทุนทาง เศรษฐกิจที่เป็นทั้งปัจจัยการผลิต และปัจจัยการดำรงชีวิตนี้มีอยู่ในทุกชุมชน ในทุก ศาสนา นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อทุนทางสังคมยังเป็นการรวมกลุ่มและความ ร่วมมืออย่างต่อเนื่องของชุมชน และมีความเชื่อร่วมกัน เช่น ศาสนา ความเชื่อของ ท้องถิ่นประเพณีที่นำไปสู่การทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน รวมทั้งสถาบันทางสังคม เช่น วัด โบสถ์ การมีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ เกิดทุนทางสังคม๖ ทุนทางสังคมเกิดจากระบบค่านิยมที่เอื้อให้มนุษย์มี ๖ อานันท์ กาญจนพันธุ์, การระดมทุนเพื่อสังคม, (กรุงเทพมหานคร: สถาบัน ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 2541), หน้า 4–6.


[๒๒๖] ผลประโยชน์ร่วมกันภายใต้หลักการที่สำคัญ ๒ ประการ คือ หลักการตอบแทนกัน (Reciprocity) และหลักการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Communality) มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. หลักการตอบแทนกัน (Reciprocity) ถือว่าเป็นหลักการสร้างพันธะ ทางสังคมในการตอบแทนกัน เป็นกลไกสร้างความร่วมมือ เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนแรงงานแบบลงแขก การผลัดกันช่วยกันสร้างบ้านให้สมาชิก ในชุมชน รวมถึงการระดมแรงงานเพื่อกิจกรรมส่วนรวมของชุมชนเป็นหลักการที่ เน้นความเท่าเทียม เป็นบรรทัดฐานที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยมาจนกลายเป็นสถาบันสำคัญ ในชุมชน ถือเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงอีกทางหนึ่งของชีวิต ๒. หลักการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Communality) ถือเป็นทุนทาง สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะหมายถึงการใช้พื้นที่ส่วนรวมของชุมชนในด้านต่าง ๆ กล่าวคือ นอกจากจะเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้แล้วยังแฝง นัยของการจัดการร่วมกันของชุมชนโดยกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อควบคุมการใช้ พื้นที่อันถือเป็นของสมาชิกในชุมชน กล่าวสรุปได้ว่า ทุนทางสังคมที่สามารถพบเห็นในชุมชนและท้องถิ่น ได้แก่ ๑) ระบบความรู้ วิธีคิด ๒) คุณธรรมในการดำรงชีพ ๓) บรรทัดฐาน ๔) องค์กรทางสังคม โดยอยู่ภายใต้หลักการสำคัญ ๒ ประการ คือ ๑) หลักการตอบ แทนกัน (Reciprocity) และ ๒) หลักการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Communality) ส่วนแนวคิดทุนทางสังคมในชุมชนตามแนวคิดมุมมองของ เสน่ห์ จามริก๗ ได้ให้คำ จำกัดความของคำว่า “ทุนทางสังคม” คือ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา จารีตประเพณี ความสัมพันธ์ และทรัพยากรของสังคมที่สมาชิกในชุมชนนั้น ๆ สามารถใช้เพื่อ ต่อรองกับบุคคลภายนอกชุมชนได้ เช่น ทุนทางสังคม อาจเป็นเครื่องมือของ ประเทศกำลังพัฒนาในการดำรงอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นต้น อย่างไรก็ดีมีผู้ที่กล่าวถึงปรัชญาการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน Hiemstra นักวิชาการด้านการสื่อสารสาธารณะชาวเนเธอร์แลนด์ได้กล่าวถึง ปรัชญาสำคัญของการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานว่าเป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง เป็น ๗ Pornrawee Seeluangsawat, “A Study of Social Capital from Thai Perspective”, The Degree of Master of Arts (Rural Development Studies, (Faculty of Graduate Studies: Mahidol University, 2002), pp. 60–62.


[๒๒๗] การเรียนรู้ตลอดชีวิตและหลักการของการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ก็ยังแสดง ให้เห็นว่าการศึกษาตลอดชีวิตมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโดยใช้ชุมชน เป็นฐาน ซึ่งมีหลักการสำคัญ ดังนี้ ๑. มีการกำหนดความต้องการของชุมชนตนเอง สมาชิกของชุมชนมี สิทธิและมีความรับผิดชอบที่จะร่วมกำหนดความต้องการของชุมชนและจัดการกับ ทรัพยากรของชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนตนเอง ๒. มีหลักการช่วยตนเอง สมาชิกชุมชนมีศักยภาพในการสนับสนุนและ พัฒนาซึ่งกันและกัน มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน ๓. มีการพัฒนาความเป็นผู้นำ ผู้นำท้องถิ่นจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ทักษะที่สำคัญ เช่น ในเรื่องทักษะของการแก้ไขปัญหา การตัดสินใจ และ กระบวนการกลุ่ม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการนำไปสู่การพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ๔. มีความเป็นชุมชนท้องถิ่น สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้สมาชิกในชุมชนเข้า มามีส่วนร่วมก็คือ การเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้เข้าร่วมในกิจกรรมโครงการ ต่าง ๆ ของชุมชน และเป็นกิจกรรมโครงการที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ๕. มีการประสานความร่วมมือ องค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ มีบริการที่ สอดคล้องกับเป้าหมายของชุมชน และได้รับความร่วมมือกับชุมชน และที่สำคัญ องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ จำเป็นต้องทำงานโดยมีเป้าหมายร่วมกัน ๖. มีการลดการดำเนินงานและบริการที่ซ้ำซ้อนกัน ชุมชนจำเป็นต้อง ใช้ทรัพยากรภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นคน เงิน กายภาพ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด และมีการประสานการดำเนินงานและทรัพยากรร่วมกัน ลดการดำเนินงานที่ ซ้ำซ้อนกัน ๗. มีการยอมรับความหลากหลาย ในชุมชนย่อมประกอบด้วยเหล่า บรรดาสมาชิกที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะด้านอายุ รายได้ ชนชั้น เพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือเงื่อนไขความบกพร่องต่าง ๆ หากแต่ทุกคนในชุมชนย่อม ได้รับความมั่นใจว่าความหลากหลายของสมาชิกจะได้รับการพัฒนาและมีส่วนร่วม ในการพัฒนาทั้งด้านการวางแผนดำเนินการร่วมในกิจกรรมบริการต่าง ๆ ของ ชุมชน ๘. มีการสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนรู้สึกมีพันธะที่ จะต้องรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องสาธารณะ


[๒๒๘] ๙. มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต สมาชิกทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีโอกาส เรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกระบวนการของการพัฒนา โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน Hamilton & Cunningham มองว่าเป็นกระบวนการ ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) ซึ่งเป็นผลของการปฏิสัมพันธ์ (Interactions) เป็นการปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกที่อาศัยอยู่ในชุมชนกระบวนการนี้ ทำให้คนในชุมชนมารวมตัวกัน มีความสนใจที่จะเรียนรู้ร่วมกันสู่การตัดสินใจ ร่วมกัน และ Hamilton และ Cunningham ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการ ของการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นเรื่องของสมาชิกในชุมชนเรียนรู้ร่วมกันใน การใช้ทรัพยากรของชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและสามารถควบคุม และ จัดการได้กับทรัพยากรที่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชน กล่าวโดยสรุปได้ว่า กระบวนการการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็น การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในบริบทของชุมชนทุก ด้าน สามารถรู้เท่าทันและจัดการกับประโยชน์จากภายนอกชุมชนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม และปัจจัยอื่น ๆ ในชุมชน การจัดการชุมชนกับการลดปัจจัยเสี่ยง การลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ 1) การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้า และบุหรี่ และ 2) การพัฒนากิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตาม แนวพระพุทธศาสนา ดังนี้ 1. การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่กิจกรรมที่ ขับเคลื่อนการเสริมสร้างเครือข่าย จำนวนทั้งสิ้น 4 กิจกรรม ดังนี้ 1.1) กิจกรรมการประสานเครือข่ายกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่ และตัวแทน เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือ และได้มีการประชุมกลุ่มย่อย ณ ห้องประชุม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ 1.2) การร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพแกนนำ ณ สำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “ประชาคมงดเหล้า ภาคเหนือตอนล่าง สานพลังภาคีลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยง”


[๒๒๙] 1.3) การประชุมแกนนำในระดับจังหวัดเพื่อหารือสรุปในการ เสริมสร้างเครือข่าย การร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระดับจังหวัดเพื่อสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระดับพื้นที่/ชุมชน และการกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการ พัฒนา และกำหนดเลือกพื้นที่เป้าหมาย 1.4) การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการ เสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพุทธศาสนา โดยมีภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 13 หน่วยงานหลัก 15 เจ้าคณะอำเภอ 15 นายอำเภอ 3 ชุมชน 1 โรงเรียน 1 ชมรม 15 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้งสิ้น 63 ภาคี เครือข่าย ได้แก่ คณะสงฆ์จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ท้องถิ่นจังหวัด นครสวรรค์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด นครสวรรค์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานป้องกันและควบคุม โรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงาน สรรพสามิตจังหวัดนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยา เขตนครสวรรค์ ที่ทำการปกครองจังหวัดนครสวรรค์ เจ้าคณะอำเภอ 15 อำเภอ วัดจิกลาด วัดหนองกระดูกเนื้อ นายอำเภอ จำนวน 15 อำเภอ โรงเรียนบึง บอระเพ็ดวิทยา บ้านท่ามะเกลือ หมู่ที่ 5 ชมรมหมออนามัยจังหวัดนครสวรรค์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 15 แห่ง การขับเคลื่อนกิจกรรมการเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่อง เหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ ผู้วิจัยได้ใช้หลัก บวร ในการขับเคลื่อนกิจกรรม ประกอบด้วย บ้าน คือ ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว ตำบลหนอง นมวัว อำเภอลาดยาว, ชุมชนบ้านจิกลาด ตำบลหนองตางู อำเภอบรรพตพิสัย และชุมชนบ้านมะเกลือ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่ง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนา วัด คือ วัดหนองกระดูกเนื้อ ตำบลหนองนมวัว, วัดจิกลาด ตำบล หนองตางู, วัดท่าพระเจริญพรต ตำบลบ้านมะเกลือ เป็นวัดในพื้นที่เป้าหมายใน การพัฒนา และวัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง ตำบลปากน้ำโพ จังหวัด นครสวรรค์ เป็นวัดศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ


[๒๓๐] โรงเรียน/ราชการ คือ โรงเรียนบ้านดอนกระดูกเนื้อ ตำบลหนอง นมวัว อำเภอลาดยาว (โรงเรียนระดับประถมศึกษา) และโรงเรียนบึงบอระเพ็ด วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ตำบลพระนอน อำเภอเมือง (โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา) ส่วนภาคส่วนราชการที่ร่วมกันขับเคลื่อน ประกอบด้วย 13 หน่วยงานหลัก 15 เจ้าคณะอำเภอ 15 นายอำเภอ 3 ชุมชน 1 โรงเรียน รวม 47 ภาคีเครือข่าย ผลจากการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย เนื่องจากผู้นำส่วนราชการทั้งหมดได้รับทราบถึง นโยบายและแนวทางในการปฏิบัติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัด ในการส่งเสริมและ สนับสนุนกิจกรรมในพื้นที่ที่คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ และ ในระดับชุมชน ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน กิจกรรมฯ ทำให้กิจกรรมการพัฒนากิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ ตามแนวพระพุทธศาสนา สามารถดำเนินการได้ทันทีใน 2 พื้นที่เป้าหมาย ผ่าน การขยายผลของตัวแทนที่มาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง 2. การพัฒนากิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนว พระพุทธศาสนา ได้แบ่งการพัฒนากิจกรรมออกเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1) การลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ในชุมชน/หมู่บ้าน ต้นแบบ ภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการลดปัจจัยเสี่ยง เรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ ส่งผลให้เกิดการ ตื่นตัวในพื้นที่เป้าหมาย คือ บ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และ หมู่ที่ 9 ทำให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างต่อเนื่องได้ในทันที โดยมีขั้นตอนการ ขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 6 กิจกรรม ประกอบด้วย 2) การประชุมแกนนำชุมชนเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ของชุมชน หนองกระดูกเนื้อ เพื่อระดมความคิดเห็นระดับแกนนำและตัวแทนชุมชนเพื่อ ขับเคลื่อนโครงการฯ ของชุมชนหนองกระดูกเนื้อ จำนวน 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงตามแนว พระพุทธศาสนา (เหล้าบุหรี่) บนฐานเครือข่าย บ้าน วัด และราชการ ในการสร้าง การตระหนักรู้ การมีส่วนร่วมและออกแบบกิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบท วิถีชุมชนและไม่ขัดต่อการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชน


[๒๓๑] โดยให้มีการขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว ใน 3 หมู่บ้าน โดยตั้งเป้าหมาย 100% ในการเข้าร่วมโครงการ 3) กิจกรรมการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ และตั้งสัจจะอธิษฐาน ลดเหล้า บุหรี่ของชุมชนหนองกระดูกเนื้อ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากมติความเห็น ร่วมกันระหว่างการประชุมกำหนดให้ชุมชนบ้านดอนกระดูกเนื้อ-ดอนยาว หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 ร่วมกันจัดกิจกรรมการแสดงตนเป็นพุทธมามกะและตั้งสัจจะ อธิษฐานลดเหล้าบุหรี่ และงานบุญประเพณี งานศพ ปลอดเหล้า ปลอดการพนัน ปลอดอบายมุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 โดยกำหนดให้มีการจัด กิจกรรม (1) กิจกรรมตั้งสัจจะอธิษฐาน ลด ละ เลิก เหล้าบุหรี่ (2) กิจกรรมการ หล่อเทียนจำนำพรรษา (3) กิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน (4) กิจกรรมเวียนเทียน วันอาสาฬหบูชา และ (5) การถือศีลปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา 3. กิจกรรมการสำรวจข้อมูลสถิติชุมชนและรณรงค์ให้เข้าร่วม โครงการฯ ณ บ้านดอนกระดูกเนื้อ-ดอนยาว หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 ตำบล หนองนมวัว อำเภอลาดยาว โดยการอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นแรง ขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลด ละ เลิกเหล้าบุหรี่ ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ 1) การลงสำรวจข้อมูลสถิติของชุมชนแบบเคาะประตูบ้านทุกหลัง 2) การรณรงค์ เชิญชวนร้านค้า ประชาชนและสถานศึกษาเข้า ร่วมโครงการฯ 3) การค้นหาครอบครัวคุณธรรมปลอดเหล้าบุหรี่, ร้านค้า คุณธรรม ปลอดเหล้าบุหรี่ 4) การประชุมเพื่อสรุป วิเคราะห์ข้อมูลชุมชน ผลการดำเนินการ พบว่า ประชาชนในชุมชน จำนวน 1,099 คน 360 หลังคาเรือน เข้าร่วมโครงการ 100% 4. พิธีมอบป้ายครอบครัวคุณธรรมปลอดเหล้าบุหรี่ ร้านค้าคุณธรรม ปลอดเหล้าบุหรี่ และมอบป้ายครอบครัว ร้านค้า ที่จะเข้าร่วมโครงการลด ละ เลิก เหล้าบุหรี่ หลังจากการสำรวจสถิติชุมชนและวิเคราะห์ร่วมกันกับแกนนำชุมชน พบว่า มีผู้เข้าร่วมโครงการมีการเข้าร่วมกิจกรรม 100% ประกอบด้วยกิจกรรม ต่าง ๆ ดังนี้


[๒๓๒] 4.1) พิธีมอบป้ายครอบครัวคุณธรรมปลอดเหล้าบุหรี่ ร้านค้า คุณธรรม ปลอดเหล้าบุหรี่ และมอบป้ายครอบครัว และร้านค้าที่จะเข้าร่วม โครงการลด ละ เลิกเหล้าบุหรี่ โดยมีพระราชรัตนเวที รองเจ้าคณะจังหวัด นครสวรรค์นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ (ในขณะนั้น) และนายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครสวรรค์(คนปัจจุบัน) ในฐานะประธานฝ่ายสงฆ์และฆราวาส โดยการมีส่วนร่วม ของวัดหนองกระดูกเนื้อ โรงเรียนบ้านดอนกระดูกเนื้อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนหมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 รวมถึงภาคีเครือข่าย บวร 4.2) กิจกรรมการเขียนใบโพธิ์เพื่อตั้งสัจจะอธิษฐานในการลด ละ เลิกและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้าบุหรี่ 4.3) การมอบกระปุกออมสินไม้ไผ่ เพื่อเป็นกระตุ้น และย้ำเตือน ให้ตระหนักในการลด ละ เลิกเหล้าบุหรี่ โดยได้จากการเริ่มต้นความคิดเห็นร่วมกัน ในชุมชน ร่วมกันผลิต ต่อยอดจากสินค้าในชุมชนและนำรายได้มอบให้แก่กอง ทุนการศึกษา วัดหนองกระดูกเนื้อ 5. กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) ในกลุ่ม แกนนำชุมชน ทั้งนี้มีพระสงฆ์ที่อยู่นอกพื้นที่เป้าหมายให้ความสนใจเข้าร่วมรับการ อบรมด้วย รายละเอียดกิจกรรม คือ การฝึกอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และเทคนิคการปฏิเสธในกลุ่มแกนนำชุมชนเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับ กฎหมายผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 กิจกรรมให้ความรู้เรื่อง โทษ พิษ ภัยของบุหรี่และแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ให้เพิ่มทักษะและ ความสามารถแกนนำชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือ กันขององค์กรในชุมชน มีความสามัคคี สามารถแก้ไขปัญหาตนเอง ชุมชนได้ รวมทั้งการยึดประโยชน์เพื่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 6. กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) ในกลุ่ม ประชาชน ซึ่งเป็นการฝึกอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และ เทคนิคการปฏิเสธในกลุ่มแกนนำชุมชนเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กิจกรรมให้ความรู้เรื่อง โทษ พิษ ภัยของบุหรี่และแอลกอฮอล์ ทั้งนี้โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ให้เพิ่มทักษะและความสามารถ


[๒๓๓] แกนนำชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือกันขององค์กร ในชุมชนและภาคีเครือข่ายที่เกิดขึ้น จำนวน 12 ภาคีเครือข่าย ซึ่งมีความสามัคคี สามารถแก้ไขปัญหาตนเอง ชุมชนได้ รวมทั้งการยึดประโยชน์เพื่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ผลจากการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ใน ชุมชนหมู่บ้านต้นแบบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน โดยชุมชนเกิด ความตระหนักในโทษ พิษภัยของเหล้าและบุหรี่ และการเฝ้าระวังเพื่อนบ้าน ลูกหลานและคนในชุมชนให้ลด ละ และเลิกเหล้าและบุหรี่ รวมถึงก่อให้เกิดความ ร่วมมือจากภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่ลงมาให้การสนับสนุนกิจกรรมที่จัดขึ้น ทั้งนี้ ภายหลังการขับเคลื่อนกิจกรรมยังมีชุมชนใกล้เคียงให้ความสนใจขอเข้าร่วม กิจกรรมครอบครัวคุณธรรมปลอดเหล้าบุหรี่ และเข้าร่วมโครงการลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ จำนวน 40 ครัวเรือนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังจากการขับเคลื่อน กิจกรรมฯ การขับเคลื่อนกิจกรรมการเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้า และบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ ผู้วิจัยได้ใช้หลัก บวร ใน การขับเคลื่อนกิจกรรม ประกอบด้วย บ้าน คือ ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนา วัด คือ วัดหนองกระดูกเนื้อ ตำบลหนองนมวัว เป็นวัดในพื้นที่ เป้าหมายในการพัฒนา และวัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง ตำบลปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นวัดศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ โรงเรียน / ราชการ คือ โรงเรียนบ้านดอนกระดูกเนื้อ ตำบลหนอง นมวัว อำเภอลาดยาว (โรงเรียนระดับประถมศึกษา) ส่วนภาคส่วนราชการที่ ร่วมกันขับเคลื่อน ประกอบด้วย 12 ภาคีเครือข่าย 1. การดำเนินกิจกรรมโรงเรียนรักษาศีล 5 ณ โรงเรียนบึงบอระเพ็ด วิทยา โดยมีกิจกรรมที่ขับเคลื่อนการพัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 6 กิจกรรม 1.1) การประชุมแกนนำ ตัวแทนชุมชน ผู้ปกครอง นักเรียน และ ภาคีเครือข่าย โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ณ ห้องประชุม โรงเรียนบึงบอระเพ็ด วิทยา ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสร้างการรับรู้กับแกน นำ ตัวแทนชุมชน ชมรมผู้ปกครอง สภานักเรียน และภาคีเครือข่าย โรงเรียนบึง บอระเพ็ดวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และระดมความคิดเห็นในการขับเคลื่อนโครงการ


[๒๓๔] เสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา (เหล้าบุหรี่) ภายใต้ เครือข่ายบ้าน วัด ราชการ ทั้งนี้ยังเป็นการร่วมออกแบบกิจกรรมที่มีความ เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน และไม่ขัดต่อสภาพวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของ ชุมชน 1.2) กิจกรรมปฏิญาณตนและกล่าวสัจจะอธิษฐานเพื่อลด เหล้า บุหรี่ โรงเรียนต้นแบบ จัดขึ้น ณ ห้องประชุม โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ตำบล พระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากมติความเห็น ร่วมกันของแกนนำนักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนกิจกรรมเสริมสร้างลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา (เหล้า บุหรี่) เริ่มต้นเป็นกิจกรรมแรก ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการมีการเข้าร่วมกิจกรรม 100% ประกอบด้วย (1) กิจกรรมปฏิญาณตนและกล่าวสัจจะอธิษฐานเพื่อลด เหล้า บุหรี่ เพื่อเป็นการสร้างการตระหนักรู้ก่อนการฝึกอบรม (2) กิจกรรมการเขียนใบโพธิ์เพื่อตั้งสัจจะอธิษฐานในการลด ละ เลิกและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ 1.3) การประชุมแกนนำโรงเรียนเพื่อออกแบบกิจกรรมอบรมให้ ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน สำหรับนักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดเล็ก โดยคณะพระวิทยากร ณ ห้องประชุม โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัด นครสวรรค์ เป็นการประชุมร่วมกับแกนนำนักเรียน คณะผู้บริหาร และครูกับคณะ พระวิทยากรเพื่อร่วมกันระดมความคิดเห็น และออกแบบกิจกรรมร่วมกันโดยไม่ ขัดต่อสภาพวิถีชุมชน วิถีความเป็นอยู่ และแนวนโยบายของสถานศึกษา และ สำรวจพื้นที่ในการกำหนดจุดการจัดกิจกรรมตลอดโครงการฯ 1.4) การประชุมแกนนำโรงเรียนเพื่อออกแบบกิจกรรมอบรมให้ ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน สำหรับนักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดเล็ก โดยวิทยากรด้านกฎหมาย ณ ห้องประชุม โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัด นครสวรรค์ เพื่อหาข้อสรุปร่วมของแกนนำนักเรียน คณะผู้บริหาร คณะครูและ วิทยากรจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อร่วมกัน ระดมความคิดเห็น และออกแบบกิจกรรมร่วมกันโดยไม่ขัดต่อสภาพวิถีชุมชน วิถี


[๒๓๕] ความเป็นอยู่ และแนวนโยบายของสถานศึกษา และสำรวจพื้นที่ในการกำหนดจุด การจัดกิจกรรมตลอดโครงการฯ 1.5) กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ขนาดเล็ก ณ ห้องประชุม โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากความเห็นร่วมกันระหว่างโรงเรียน ต้นแบบและภาคีเครือข่าย ในการจัดกิจกรรมในการพัฒนาทางกาย และพัฒนา ทางใจควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน วันที่ 1 การพัฒนาและให้ความรู้ทางกาย โดยการอบรมด้าน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหล้าและบุหรี่ กิจกรรมสันทนาการและเทคนิคการปฏิเสธ รวมถึงการให้พี่และน้องช่วยเหลือซึ่งกันแล้ว โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง ส่วนในวันแรก ช่วงเย็น วันที่ 2 การพัฒนาทางใจ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความ เข้มแข็งทางใจ เช่น กิจกรรมหัวใจแห่งความดี กิจกรรมจุดเทียนปณิธานใจ หนึ่ง หยดแห่งน้ำตาสำนึกดี เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้ระบายความรู้สึกที่ไม่ สามารถเล่าให้ใครฟังได้ในลูกโป่ง และตั้งจิตก่อนที่จะทำลายลูกโป่งให้แตก ในวันที่ สองภาคเช้าเป็นการบรรยาย เรื่อง “สามัคคีด้วยธรรม สร้างหอไอเฟล” “ยาเสพ ติด เยาวชนไทยต้องรู้แต่ไม่ต้องลอง” ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรมพัฒนา ฐานความรู้ ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางกายและทางใจ เป็นการเสริม ภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนในการลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา (เหล้าบุหรี่) และยังเป็นการลดนักสูบหน้าใหม่โดยมีเพื่อน พี่ น้อง และครูเป็นเกราะป้องกัน ช่วยเหลือกัน รับฟังปัญหา และเฝ้าระวังปัญหาซึ่งกันและกัน 1.6) การประกวดสื่อรณรณรงค์การลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) สำหรับนักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดเล็ก เป็นกิจกรรมที่ขยายผลจาก การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา (เหล้า บุหรี่) ว่าภายหลังจากการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ เริ่มตั้งแต่การประชุมร่วม เครือข่ายบ้าน วัด ราชการเพื่อสร้างแนวทางและสร้างความเข้าใจร่วมกัน การ ปฏิญาณตน การกล่าวสัจจอธิษฐาน การเขียนใบโพธิ์เงิน โพธิ์ทองเพื่อสร้างการ ตระหนักรู้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางการ ปฏิเสธ และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางกายและทางใจผ่านการช่วยเหลือซึ่ง


[๒๓๖] กันและกันระหว่างพี่ น้อง เพื่อน และครูในการเป็นเกราะป้องกันและเฝ้าระวังซึ่ง กันและกัน โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม ผลจากการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและ บุหรี่ในโรงเรียนรักษาศีล 5 ต้นแบบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ประกอบด้วย 1) ชุมชน และผู้ปกครองได้รับความรู้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเหล้าบุหรี่ โทษ พิษภัยของเหล้าและบุหรี่ และการเฝ้าระวังเพื่อนบ้าน ลูกหลาน และคนในชุมชนให้ลด ละ และเลิกเหล้าและบุหรี่ โดยการณรงค์ของแกนนำ เยาวชน จำนวน 59 คน 2) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพระนอน ให้การสนับสนุน กิจกรรมรณรงค์การส่งเสริมสุขภาพแก่โรงเรียน ในปีงบประมาณ 2565 3) องค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน ให้การสนับสนุนกิจกรรม ลานกีฬาต้านยาเสพติด ในปีงบประมาณ 2565 การขับเคลื่อนกิจกรรมการเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยง เรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ ผู้วิจัยได้ใช้หลัก บวร ในการขับเคลื่อนกิจกรรม ประกอบด้วย บ้าน คือ ชุมชนพระนอน ตำบลพระนอน อำเภอเมือง ซึ่งเป็น ชุมชนรอบโรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยาในการพัฒนา วัด คือ วัดนครสวรรค์ วัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง วัด นิเวศวุฒาราม อำเภอเมืองนครสวรรค์ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ เป็นวัดที่สนับสนุนคณะพระวิทยากรมาอบรม กล่อมเกลา และ ให้ความรู้ในแต่ะกิจกรรม ฐานการเรียนรู้ โรงเรียน / ราชการ คือ โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา ตำบลพระ นอน อำเภอเมือง(โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา) ส่วนภาคส่วนราชการที่ร่วมกัน ขับเคลื่อน ประกอบด้วย 10 ภาคีเครือข่าย ผลจากการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและ บุหรี่ในโรงเรียนรักษาศีล 5 ต้นแบบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ประกอบด้วย 1) ชุมชน และผู้ปกครองได้รับความรู้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเหล้าบุหรี่ โทษ พิษภัยของเหล้าและบุหรี่ และการเฝ้าระวังเพื่อนบ้าน ลูกหลาน


[๒๓๗] และคนในชุมชนให้ลด ละ และเลิกเหล้าและบุหรี่ โดยการณรงค์ของแกนนำ เยาวชน จำนวน 59 คน 2) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพระนอน ให้การสนับสนุน กิจกรรมรณรงค์การส่งเสริมสุขภาพแก่โรงเรียน ในปีงบประมาณ 2565 3) องค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน ให้การสนับสนุนกิจกรรม ลานกีฬาต้านยาเสพติด ในปีงบประมาณ 2565 3. กิจกรรมการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มสามเณรของโรงเรียน รัตนปัญญาวิชชาลัย วัดหนองกระดูกเนื้อ มีการขับเคลื่อนกิจกรรม 1 กิจกรรม คือ กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้าบุหรี่) และเทคนิคการปฏิเสธ ในกลุ่มพระภิกษุและสามเณร มีภาคีเครือข่ายที่เกิดขึ้น จำนวน 8 ภาคีเครือข่าย โดยเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 กิจกรรมให้ความรู้เรื่อง โทษ พิษ ภัยของบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงกิจกรรมสันทนาการ เช่น กิจกรรมหัวใจ แห่งความดี การปฏิญาณตนเพื่อทำความดี กิจกรรมกลุ่มพร้อมนำ และการแสดง เทศนาธรรม ผลจากการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและ บุหรี่ในโรงเรียนรักษาศีล 5 ต้นแบบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ประกอบด้วย 1) สามเณร ได้รับองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโทษ พิษภัยของเหล้า บุหรี่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การใช้ทักษะการปฏิเสธ 2) ชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน และ 3) การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง สามเณรเพื่อคอยดูแล สอดส่องเพื่อนไม่ให้กระทำผิด และยังเป็นที่ปรึกษาซึ่งกัน และกัน กล่าวโดยสรุป กระบวนการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนว พระพุทธศาสนา๘ มีการขับเคลื่อนกิจกรรม ดังนี้ ๘ พระราชรัตนเวที, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การ เสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัด นครสวรรค์”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 9 ฉบับที่ 7 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2565): 2776-2791


[๒๓๘] แผนภาพที่ 9.1 กระบวนการลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนว พระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ โดยการประชุมผ่านเทคนิคการทบทวนหลัง การขับเคลื่อนกิจกรรมเสร็จสิ้น (After Action Review: AAR) มีเป้าหมายให้เกิด การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาความรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไปจึงเป็น เช่นนั้น ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ตามหลักอริยสัจ 4 คือ 1) ทุกข์ เป็นการระบุ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนกิจกรรม 2) สมุทัย เป็นการสาเหตุของ ปัญหา 3) นิโรธ เป็นเป้าหมาย แนวทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ กิจกรรม และ 4) มรรค เป็นวิธีการ ขั้นตอนที่จะแก้ไขปัญหา โดยมีรายละเอียด ประกอบด้วย 1. บทเรียนการทำงานในการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตาม แนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า 1) ทุกข์ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนกิจกรรม พบ ปัญหา 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) ด้านเวลา (2) ด้านทัศนคติ (3) ด้าน Covid-19 (4) ด้านงบประมาณ และ (5) ด้านสถานที่ 2) สมุทัย สาเหตุของปัญหา ประกอบด้วย (1) ห้วงเวลาในการ จัดกิจกรรมช่วงเช้าจะไม่สะดวก (2) ทัศนคติ การสูบบุหรี่เป็นวิถีชีวิต และค่านิยม


[๒๓๙] (3) สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 (4) กิจกรรมที่ชุมชนมีความ ต้องการมีจำนวนมากเกินไป และ (5) ห้องน้ำยังไม่เพียงพอกับปริมาณของคน 3) นิโรธ เป้าหมายของแนวทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ของกิจกรรม ประกอบด้วย (1) การเข้าร่วมกิจกรรม ร้อยละ 100 ของชาวบ้าน (2) การลด ละ เลิก เหล้า บุหรี่ของคนในชุมชน (3) การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ใน กลุ่มสามเณร (4) การหางบประมาณสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย และ (5) การ แบ่งแยกนักเรียนชาย และหญิงใช้ที่พักและห้องน้ำคนละอาคาร 4) มรรค วิธีการ ขั้นตอนที่จะแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย (1) การ ประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันก่อนการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ/การเลื่อนเวลาจัด กิจกรรม/การจัดตัวแทนในการเข้าร่วมกิจกรรม (2) การรณรงค์แบบเคาะประตู บ้านทุกหลัง/รณรงค์ให้ร้านค้างดจำหน่ายในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา/การ เทศนาธรรมให้เห็นโทษ พิษภัย (3) กิจกรรมอบรมให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) และเทคนิคการปฏิเสธในกลุ่มพระภิกษุ และสามเณร (4) การขอรับ การสนับสนุนจากคณะสงฆ์จังหวัดนครสวรรค์/จาก อปท. ในพื้นที่ และ (5) การ แยกอาคารที่พักค้างคืน/การเพิ่มจำนวนอาจารย์ เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมการลดปัจจัย เสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย 1) ผู้นำและภาวะผู้นำของผู้นำชุมชน เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูก เนื้อ และผู้อำนวยการโรงเรียนบึงบอระเพ็ดที่มีความเข้มแข็ง เสียสละเพื่อ ประโยชน์ของส่วนร่วม รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี มีวิสัยทัศน์ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจและยึดประโยชน์ ส่วนรวม 2) เครือข่ายและการสนับสนุน ประกอบด้วย เครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน ราชการที่มีความเข้มแข็งและการให้การสนับสนุนของเครือข่ายในพื้นที่ 3) กระบวนการชุมชน ประกอบด้วย ข้อตกลงชุมชน เพื่อการ วางเป้าหมายร่วมกัน ผ่านการร่วมกันวางแผน และกำหนดแนวทางในการ ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น และที่สำคัญยังก่อให้เกิดบรรยากาศ และ วัฒนธรรมการทำงานแบบเกื้อกูล ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และสร้างความร่วมมือให้ เกิดขึ้นในชุมชน และการเป็นชุมชนเข้มแข็งทางวัฒนธรรมส่งผลให้เกิดการเคารพ


[๒๔๐] นับถือ และความสำคัญกับความอาวุโสในชุมชน รวมทั้งการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และการไม่ผิดจารีต ประเพณีที่สืบทอดกันต่อมา 4) การมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย ความสามัคคี มีน้ำ หนึ่งใจเดียวกันของชุมชน กล้าคิด กล้าทำ กล้าปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเมื่อเกิด ข้อจำกัดต่าง ๆ ขึ้น สะท้อนจากสถิติ และการตั้งสัจจะอธิษฐานร่วมกันในการลด ละ เลิก เหล้า บุหรี่ คิดเป็นร้อยละ 100 และความพร้อมเพรียงในการจัดกิจกรรม โดยในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในส่วนของโรงเรียนรักษาศีล 5 (โรงเรียนบึงบอระเพ็ด วิทยา) จะมีผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนเข้าร่วมร้อยละ 100 รวมทั้งยังมีเครือข่ายผู้ปกครองให้ความสำคัญผลัดเปลี่ยนกันจากงานประจำเข้า ร่วมกิจกรรมกันอย่างสม่ำเสมอด้วย 5) การยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ประกอบด้วย การมีจิต อาสา จิตสาธารณะ และจิตสำนึกของคนในชุมชนที่ต้องการให้บ้านหนองกระดูก เนื้อ-ดอนยาว เป็นชุมชนคุณธรรมปลอดเหล้า บุหรี่ กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาวิเคราะห์วิธีการขั้นตอนในการเสริมสร้าง เครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนา และสะท้อน เห็นคุณค่าประโยชน์จากการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ ที่สามารถสังเคราะห์เป็นองค์ ความรู้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้๙ ได้ดังนี้ ๙ อัครเดช พรหมกัลป์และ, “การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้า และบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครสวรรค์”, รายงานการวิจัย, (สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.): มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2563).


[๒๔๑] แผนภาพที่ 9.2 การเสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนา ในการขับเคลื่อนพัฒนาและกระบวนการในการเสริมสร้างเครือข่ายลด ปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนา สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 เครือข่ายและการมีส่วนร่วมของพลัง บวร เป็นการมีส่วน ร่วมในการขับเคลื่อนโครงการโดยใช้กลไกของหลัก “บวร” หรือ บ้าน วัด โรงเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมกันในการแลกเปลี่ยนและ ยกระดับกลไกนโยบายการป้องกันผู้สูบ/ผู้เสพหน้าใหม่ ประกอบด้วย 1) หมู่บ้าน/ ชุมชนต้นแบบ คือ บ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว 2) โรงเรียนรักษาศีล 5 คือ โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา 3) สามเณรในโรงเรียนรัตนปัญญาวิชชาลัย วัดหนอง กระดูกเนื้อ และ 4) ภาคีเครือข่ายระดับจังหวัดและพื้นที่ ส่วนที่ 2 กิจกรรมการขับเคลื่อนฯ ใน 2 ประเด็น คือ 1) การ เสริมสร้างเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาใน จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเสริมและสร้างเครือข่ายระดับจังหวัดและพื้นที่ และ 2) การพัฒนากิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนา


[๒๔๒] ในจังหวัดนครสวรรค์ มีการขับเคลื่อนใน 3 กลุ่ม คือ การพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน ต้นแบบ (บ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว), การดำเนินกิจกรรมโรงเรียนรักษาศีล 5 (โรงเรียนบึงบอระเพ็ดวิทยา) และการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มสามเณร (โรงเรียนรัตนปัญญาวิชชาลัย วัดหนองกระดูกเนื้อ) ประกอบด้วยกิจกรรม จำนวน 16 กิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1,708 รูป/คน ส่วนที่ 3 ผลที่ได้รับจากการขับเคลื่อนฯ ประกอบด้วย 1) ผู้เข้าร่วม โครงการใน 3 ส่วนกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 100 ของทุกพื้นที่ 2) องค์ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหล้า-บุหรี่ โทษ พิษภัยของเหล้าและบุหรี่ และ เทคนิคการปฏิเสธ 3) กัลยาณมิตรในให้คำปรึกษา เฝ้าระวังเพื่อป้องกัน และ ช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา 4) ชุมชนคุณธรรมลด ละ เลิกเหล้าบุหรี่ 5) บันทึก ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในระดับจังหวัด 6) เครือข่ายระดับจังหวัดและพื้นที่ จำนวน 63 ภาคีเครือข่าย 7) แกนนำเยาวชน จำนวน 59 คน 8) การขยายผล กิจกรรมในชุมชนใกล้เคียงเพื่อเข้าโครงการลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ จำนวน 40 ครัวเรือนในตำบลหนองนมวัว


Click to View FlipBook Version