[๙๓] องค์ประกอบร่วม 2 ประการ คือ มิติด้านโครงสร้างสังคมและมิติด้านการเอื้อหรือ หนุนเสริมให้เกิดการกระทำโดยผู้กระทำทั้งจากตัวบุคคลและจากองค์กร รวมทั้ง อธิบายถึงรูปแบบของทุนทางสังคมว่า ทุนทางสังคมเหมือนกับทุนในรูปแบบอื่น ๆ สามารถสร้างผลิตภาพและสร้างโอกาสในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ทุน ทางสังคมเหมือนกับทุนกายภาพและทุนมนุษย์ แต่อาจจะไม่สามารถทดแทนกันได้ อย่างสมบูรณ์และอาจใช้ได้กับงานบางอย่าง และทุนทางสังคมไม่เหมือนกับทุน กายภาพและทุนมนุษย์ กล่าวคือ ทุนทางสังคมจะอยู่ในรูปแบบโครงสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำด้วยกันเองโดยทุนทางสังคมจับต้องไม่ได้ และไม่ใช่ คุณสมบัติส่วนบุคคล เช่น การศึกษา ทักษะ เป็นต้น Robert D. Putnam ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะชาว อเมริกัน๓ มองทุนทางสังคมว่าเป็นลักษณะเด่นขององค์กรทางสังคม เช่น ความ ไว้วางใจ (Trust) บรรทัดฐาน (Norms) และเครือข่าย (Networks) ซึ่งสามารถ ปรับปรุงประสิทธิภาพของสังคมโดยการส่งเสริม เกื้อหนุน การร่วมมือในการ ดำเนินการซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเกิดของทุนทางสังคมนั้น เริ่มจากประชาชนในสังคมมีระบบคิด และค่านิยมที่ดีร่วมกัน ดังนั้น ทุนทางสังคม ในรูปเครือข่ายส่งผลให้ 1) เพิ่มศักยภาพในการทำงานและช่วยลดต้นทุนในการ ทำงานได้มากกว่าการทำงานแบบปัจเจกชน 2) เกิดจารีตประเพณีทีเกี่ยวกับการ พึงพาอาศัยกันหรือต่างตอบแทน ทำให้องค์กรชุมชนแข็งแรงและมีพลังมากขึ้น 3) เกิดความไว้วางใจระหว่างกันของคนในเครือข่ายทำให้การติดต่อและระบบข้อมูล ข่าวสารมีความสะดวกรวดเร็ว และ 4) มีการนำความสำเร็จร่วมกันในอดีตมาใช้ ประโยชน์เพื่อสร้างความร่วมมือในอนาคต ขณะที่ Elinor Ostrom นักรัฐศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอเมริกัน๔ ได้จำแนกที่มาของทุนทางสังคม ประกอบด้วย เครือข่ายทางสังคม บรรทัดฐาน ความเชื่อทางสังคมและกฎระเบียบ หรือในการศึกษาด้านองค์การ Nonhaptic and Ghoshal ได้พิจารณาทุนทาง สังคมใน 3 มิติ คือ 1) มิติด้านโครงสร้าง หมายถึงความผูกพันในเครือข่ายทาง ๓ Putnam, Robert D., Bowling Alone: America’s Declining Social Capital, (New York: Palgrave Macmillan, 2000). ๔ Ostrom, Elinor,“Constituting Social Capital and Collective Action”, Journal of Theoretical Politics, Vol 6, No. 4 (1994): 527–562.
[๙๔] สังคมองค์ประกอบของเครือข่าย และการจัดการที่เหมาะสม 2) มิติทางด้าน ความสัมพันธ์ หมายถึงความไว้วางใจ บรรทัดฐาน ข้อตกลงระหว่างกัน และการ เป็นพวกเดียวกัน และ 3) มิติด้านการรับรู้ซึ่งรวมถึงการมีรหัส ภาษา และเรื่องเล่า ร่วมกัน 4) ทุนทางสังคมในประเทศไทย คือความเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม การมีการศึกษาดี การมีวัฒนธรรม การมีความซื่อสัตย์สุจริตการมีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม การมีประสิทธิภาพในการทำงาน การมีการเมืองและระบบราชการที่ดี เมื่อนำเอามารวมกันก็เรียกได้ว่าเป็นการเกิดทุนทางสังคมซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหา ต่าง ๆ “ภูมิปัญญา” เป็นทุนที่สำคัญและเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ และ กล่าวว่า “ชาติหรือชุมชนที่ดำรงความเป็นชาติหรือชุมชนมาได้ ย่อมต้องมีภูมิ ปัญญาแห่งชาติ (National Wisdom) หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) อันผ่านการสังเกต ทดลองใช้ คัดเลือก และถ่ายทอดเป็นวัฒนธรรมสืบต่อมา การ พัฒนาใด ๆ จำต้องคำนึงถึงภูมิปัญญาแห่งชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือไม่การ พัฒนานั้น ๆ ก็อาจทำให้เสียสมดุลในชีวิตและสังคม”๕ หากมีการเรียนรู้และ วิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า ชุมชนยังมีทุนอีกมากมายที่ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาจน พึ่งพาตนเองได้ นั่นคือ ทุนทางสังคม ที่ถักทอคนแต่ละคนมาเป็นกลุ่มคนหรือสังคม ประกอบไปด้วย 1) ทุนทางวัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่ประสาน สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม 2) ทุนทางศีลธรรม หมายถึง ความถูกต้องแห่งการอยู่ ร่วมกัน เช่น ความเอื้ออาทรต่อกัน ความเชื่อถือ ความไว้วางใจกัน ความสุจริต ความเสียสละ 3) ทุนทางทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า อากาศ ไร่นา วัวควาย ที่มี การอนุรักษ์ มีการใช้อย่างยั่งยืน และ 4) ทุนทางปัญญา ได้แก่ การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติและนำเอาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และความรู้จากภายนอกชุมชนมา สังเคราะห์เป็นปัญญาและการจัดการเพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน คน กับธรรมชาติและระหว่างชุมชนกับภายนอกชุมชนเป็นไปอย่างรักษาความสมดุลไว้ ได้๖ ๕ ประเวศ วะสี, ประชาสังคมทรรศนะ: นักคิดในสังคมไทย, (กรุงเทพ มหานคร: พิฆเณศพริ้นทติ้ง, 2541), หน้า 27-28. ๖ เสรี พงศ์พิศ และคณะ,วิสาหกิจชุมชน: แผนแม่บท แนวคิด แนวทาง ตัวอย่างร่างพระราชบัญญัติ, (กรุงเทพมหานคร: เจริญวิทย์การพิมพ์, 2544).
[๙๕] ทุนทางสังคม คือ วิธีคิดและระบบความรู้ในการจัดการวิถีของ ความเป็นชุมชน เช่น การจัดการทรัพยากร การจัดระบบความสัมพันธ์ในการอยู่ ร่วมกันในชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการคิดเชิงซ้อน และเกี่ยวข้องกับเรื่อง ระบบความรู้ และภูมิปัญญา อีกทั้งต้องอาศัยกฎเกณฑ์มากำกับการใช้ความรู้นั้น อาจเป็นรูปของจารีต กฎหมาย หรือเกณฑ์ทางสังคม พร้อมกันนั้นก็ต้องมีองค์กรที่ เข้ามาทำหน้าที่จัดการเรื่องนั้น ๆ ทุนทางสังคมในสังคมไทยนั้นอยู่ภายใต้หลักการ ที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1) หลักการตอบแทนกัน (Reciprocity) ถือเป็นหลักการ สร้างพันธะทางสังคมในการตอบแทนกัน เป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือเพื่อ ทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นหลักการที่เน้นความเท่าเทียม 2) หลักการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Communality) คือการ ใช้พื้นที่ส่วนรวมของชุมชนในด้านต่าง ๆ ร่วมกัน๗ กล่าวโดยสรุปว่า ทุนทางสังคม หมายถึง สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในตัวคน ในกลุ่ม ในชุมชน และสังคมที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันแบบเป็นเพื่อน พวกพ้อง ประดุจครอบครัว หรือเครือญาติพี่น้อง ซึ่งนำไปสู่การรักในท้องถิ่น รวมทั้งร้อยรัด ให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่ถ้าจะพิจารณาถึง ปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงทุนทางสังคม เมื่อศึกษาผ่านวิถีชีวิตและหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยจะเห็นได้ว่า มีการแสดงความช่วยเหลือเกื้อกูลกันของ ผู้คน แสดงความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออาทรกันหรือความมีน้ำใจต่อกันซึงมีมา อย่างยาวนานแล้ว ทุนทางสังคมก็ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง สามารถสะท้อน ให้เห็นภาพของทุนทางสังคมไทยทีเคยมีในอดีตอย่างชัดเจน ในการพัฒนาด้วยกระบวนการทำให้ทันสมัย (Modernization) ใน ปัจจุบันก่อให้เกิด “วัฒนธรรมใหม่” ที่หลอมรวมประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ เข้าสู่ สำนึกแบบชาตินิยม มีรูปแบบความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิต และการบริโภคเป็นไป ในลักษณะคล้ายคลึงกันแทบทุกพื้นที่ในปัจจุบันจึงเห็นคุณค่าท้องถิ่นในรูปแบบ ของภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคนกำลังดิ้นรนต่อสู้ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่ง เหล่านี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งโดยมากเป็นสมบัติส่วนรวมของคนในท้องถิ่น ๗ พรชัย ตระกูลวรานนท์, ทุนทางสังคมและแบบแผนการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของภาคประชาชนในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อ ประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549), หน้า 28.
[๙๖] ถูกหยิบยกขึ้นมา ปรับปรุง ตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาจมุ่งหมายเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นเดิมด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่ ตนเองมีทุนทางวัฒนธรรมเป็น “ทุน” ที่มีลักษณะเหมือนทุนชนิดอื่น ๆ นั่นคือ เป็นสิ่งที่มีการสะสมและขยายออกเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ทุนทางวัฒนธรรม และภูมิ ปัญญาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุนทางสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการ พัฒนาประเทศ เนื่องด้วยประเทศไทยมีความโดดเด่นและมีความหลากหลายทาง วัฒนธรรมมีผู้มีความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยมากมายกระจายอยู่ทุกพื้นที่ซึ่งหาก สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทุนดังกล่าวได้อย่างเต็มที่แล้วก็จะนำมาซึ่งการ สร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย 2. แนวคิดทุนทางวัฒนธรรมในมิติอื่น ๆ 1) แนวคิดทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคมเป็น นามธรรม ซึ่งหมายถึง ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ความสามัคคีรวมพลัง การ มีองค์กร มีหน่วยงานที่จัดระบบในชุมชน มีศิลปะวัฒนธรรม มีจุดรวมในมีศีลธรรม มีความสมัครสมานรักใคร่กลมเกลียวกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ท้องถิ่นและชุมชนมีการ พัฒนาที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทุน ไม่ได้มีแต่ทุนที่เป็นเงินเท่านั้น แต่มีทุนอื่น ๆ อีก เช่น ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทุนทางสังคมเป็น ฐานที่ทำให้เศรษฐกิจดีประเทศใดที่มีทุนทางสังคมมาก ย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนา ประเทศ๘ ทุนทางสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับชุมชน เป็นทุนที่มีจำนวนมหาศาล ที่จะผลักดันการดำเนินการให้ชุมชนและท้องถิ่นเกิด ความแข็งแรงก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ตลอดจนดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนและท้องถิ่นที่มีความ เข้มแข็งเป็นที่ฝึกหัดการบริหารจัดการของชุมชนและท้องถิ่นสร้างให้ประชาชน สำนึกและเกิดความรับผิดชอบต่อชุมชนและท้องถิ่น ถ้ามีสังคมที่มีทุนที่สมบูรณ์ มั่นคงเพียงพอ เท่ากับเป็นภูมิคุ้มกันให้สังคมที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุนทางสังคมที่ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศเนื่องด้วยประเทศไทยมีความโดด เด่นและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผู้มีความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยมากมาย ๘ ประเวศ วะสี, แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง, (กรุงเทพมหานคร: หมอชาวบ้าน, 2541).
[๙๗] กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ซึ่งหากสามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทุนดังกล่าวได้ อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจและ สังคมไทย 2)แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง (Self-sufficient Economy) เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองเป็นการประกอบสัมมาอาชีพของชาวบ้านที่เน้นการ ร่วมมือกันในรูปกลุ่มกิจกรรมการเกษตรต่อเนื่องการเกษตรและนอกภาค การเกษตรในระดับครอบครัวเพื่อพอกินพอใช้และกิจกรรมกลุ่มอาจขยายสู่ระดับ ชุมชนและสู่ภูมิภาคในอนาคตในการนี้ได้เน้นจุดหมายเพื่อให้คนที่มีความสุขและ ชุมชนมีความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนหรือเศรษฐกิจชุมชนหรือเศรษฐกิจพื้นฐาน หมายถึง เศรษฐกิจที่คำนึงถึงการทะนุบำรุงพื้นฐานของตัวให้เข็มแข็งทั้งทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจพื้นฐานของสังคมก็คือชุมชน วัดในมิติของความเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรม “วัด” มีความเป็นศูนย์กลางในทางพระพุทธศาสนาของชุมชนและ ประชาชน และเกิดการเชื่อมต่อเป็นไปในลักษณะของเครือข่ายที่มีพัฒนาการมา จากชุมชนที่มีการรวมตัวกันเพื่อใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการประชุมปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อมามีการอบรมนักธรรม อบรมบาลี จนกลายเป็นสำนักเรียน ในขณะเดียวกันวัดยังเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรม ศาสนพิธี รวมถึงเป็น ที่สืบสานขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จนมี ลักษณะเป็นไปตามฮีตสิบสองคลองสิบสี่ที่มักจะใช้วัดเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกัน ยังใช้วัดและพระพุทธศาสนาเชื่อมโยงไปยังชุมชนข้างเคียง เป็นต้นว่า เสร็จงานบุญ หมู่บ้านนี้ทั้งพระภิกษุ สามเณร และผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านนี้ก็จะไปช่วยกันจัดงาน บุญประเพณีของหมู่บ้านนั้น ซึ่งถือเป็นวิถีทางวัฒนธรรมที่มีการเชื่อมโยงกันใน ลักษณะของการแลกเปลี่ยนเกื้อกูล สนับสนุนและช่วยเหลือกันและกัน เมื่อวัด ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงปราชญ์ชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่นในแต่ละชุมชนแต่ละ หมู่บ้านมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน บรรดาลูกหลานก็จะผูกพันรักใคร่เป็นกลม เกลียวกันตามไปด้วย การทำงานร่วมในลักษณะภาคีเครือข่าย “บวร” ข้างต้น หลายหมู่บ้าน หลายชุมชนได้สนับสนุนช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความตั้งใจ ถือ เป็นความร่วมมือร่วมใจ จนเกิดความรู้สึกผูกพัน เชื่อถือเชื่อใจกันและกันจนเกิด
[๙๘] พลัง๙ และเป็นเรื่องที่บุคคล กลุ่มคน ประชาชนหรือองค์กรได้ร่วมพิจารณาเพื่อ ขับเคลื่อนหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนผ่านศาสนพิธี รวมถึงเป็นที่สืบสาน ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา โดยร่วมกันวางแผน ปฏิบัติงาน ประเมินผลและร่วมกันรับผิดชอบด้วยความสมัครใจ ๑๐ เป็นการเปิด โอกาสให้บ้าน วัด โรงเรียนหรือราชการเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การ พิจารณาตัดสินใจ การร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ เพื่อการสืบ สานและสืบทอด๑๑ ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นอย่างเป็นสุข หากได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและ กัน ก็พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อกิจกรรมและเครือข่ายของชุมชน๑๒ ในทางวิชาการการก่อเกิดของเครือข่ายนั้นเริ่มที่กลุ่มบุคคล องค์กรมา รวมกันด้วยวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ในการสนับสนุนกันและเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยยัง ไม่ได้สร้างเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เฉพาะที่ชัดเจนนัก หรือ อีกลักษณะหนึ่งคือ ถูกจุดประกายความคิดจากภายนอก แล้วเกิดความคิดที่จะรวมตัวกัน ถ้าสมาชิกมี ความตั้งใจจริงที่เกิดจากจิตสำนึกที่ดี เมื่อได้รับการกระตุ้นและสนับสนุน ก็จะ สามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง เช่น เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาพ หรือกลุ่มเครือข่ายทางชนชาติพันธุ์ หากมอง ในมิติขององค์ประกอบสำคัญของการก่อเกิดความเป็นเครือข่ายนั้น หากมองในเชิง โครงสร้าง ที่เชื่อมโยงต่อกันด้วยบุคคล กลุ่มบุคคล หรือในมิติอื่น ก็จะพบว่ามี ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงต่อกันในลักษณะต่าง ๆ เป็นต้นว่า มีการเชื่อมโยงกันทาง ความคิด (Cognitive Structure) การเชื่อมโยงกันตามลำดับขั้น (Hierarchy) การ ๙ นิรันดร์จงวุฒิเวศ, กลวิธีแนวทางวิธีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในงานพัฒนาชุมชนในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์การศึกษานโยบายสาธารณสุขมหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๒๗), หน้า ๓๔. ๑๐ อเนก เหล่าธรรมทัศน์, “ประชาสังคมพัฒนาการและนัยยะแห่งอนาคต”, วารสารนิเวศวิทยา, ฉบับที่ ๒๓, ประจำปี ๒๕๕๗, หน้า ๓๔. ๑๑ ยุวัฒน์ วุฒิเมธี, หลักการพัฒนาชุมชนและหลักการพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: ไทยอนุเคราะห์ไทย, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕. ๑๒ นงเยาว์ หลีพันธ์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำโครงการ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗), หน้า ๑๐.
[๙๙] เชื่อมโยงกันในลักษณะการแบ่งงานกันทำ (Division of works)๑๓ ขณะเดียวกัน นักวิชาการยังมองว่าองค์ประกอบของเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย ๑) การรับรู้ มุมมองร่วมกันหรือการรับรู้ร่วมกันถึงเหตุผลการเป็นเครือข่าย ๒) การมีวิสัยทัศน์ ร่วมกันหรือการมองเห็นภาพของจุดมุ่งหมายในทิศทางเดียวกันและการมีเป้าหมาย เดียวกัน ๓) การเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกันที่จะได้ร่วมกัน ๔) การมี ส่วนร่วมในฐานะหุ้นส่วนหรือสมาชิกเครือข่าย ๕) มีการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน โดยเอาจุดแข็งของฝ่ายหนึ่งไปช่วยแก้ไขจุดอ่อนของอีกฝ่าย ๖) มีการพึ่งอิงร่วมกัน เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีความจำเป็นต่อกัน และ ๗) การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ที่สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้เป็นผู้รับได้ในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางสังคม ความเชื่อ ค่านิยม และภาวะแวดล้อมจากชุมชนชนบทได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท หรือมีความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำมีผลต่อขนบธรรมเนียมประเพณี บางอย่างที่คนในพื้นถิ่นมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ทั้งในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น การ ช่วยเหลือกันอย่างดีในการทำนาจนก่อให้เกิดประเพณีลงแขก และเป็นการ แสดงออกถึงน้ำใจ ความสามัคคีได้เริ่มหดหายไป เนื่องจากเกิดการแข่งขันต่อสู้เพื่อ การอยู่รอดในสังคมที่มากขึ้น ผู้คนจึงมุ่งคำนึงถึงตนเองก่อนผู้อื่น ชุมชนและสังคม จึงเกิดการดูดซับและเปลี่ยนรูปแบบจากความเป็นสังคมชนบทกลับกลายไปมาเป็น สังคมเมืองขึ้น ประกอบกับมีการไหลบ่าทางวัฒนธรรม ทำให้แนวความคิด ความรู้สึก วิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชนและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันยังเกิดแนวคิดใหม่ตามวัฒนธรรมตะวันตกที่ว่าทุกคนมีสิทธิเสมอภาค เท่าเทียมกัน ควรมีสิทธิมีเสียงในด้านต่าง ๆ เท่าเทียมโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นหนุ่ม สาว จึงทำให้เกิดปัญหาการละเลยไม่สนใจปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอัน ดีงาม แต่หันไปมุ่งที่จะมีอิสระและสิทธิในการตัดสินชีวิตของตัวเอง จนเกิดปัญหา ช่องว่างระหว่างวัยขึ้นในชุมชนและสังคม รวมทั้งปัญหาทางด้านศีลธรรม ระเบียบ แบบแผน ประเพณี ที่กลายเกิดความตึงเครียดในสังคมมากยิ่งขึ้น จากสภาพปัญหาข้างต้นหากมองถึงความเป็นภาคีเครือข่ายจะเข้ามามี ส่วนสนับสนุนและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการแก้ไขและดำรงไว้ซึ่งความดีงามใน ๑๓ นฤมล นิราทร, การสรางเครือขายการทำงาน: ข้อควรพิจารณา, (กรุงเทพ มหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๖.
[๑๐๐] ขนบธรรมเนียม ประเพณี โดยการอาศัยเครือข่ายที่มีพื้นฐานมาจากอยู่ร่วมกันเป็น หมู่คณะของชุมชนและสังคม ประกอบกับความเป็นสังคมบวรที่อาจจะผนึกกัน ด้วยกฎหมายหรือแบบแผนจารีตประเพณีกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นเครื่อง รองรับสถานภาพแห่งการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ และการเชื่อมโยงกับสายสัมพันธ์ กับคนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งในวัฒนธรรมชาวพุทธการเป็นองค์การที่มีการ เชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายที่สำคัญ ๔ ส่วนที่เรียกว่า พุทธบริษัท ๔ จนกลายเป็น กลุ่มสังคม (Social Group) และเป็นองค์การทางสังคม (Social Organization) ที่ มีการขับเคลื่อนหรือดำเนินงานที่ประสานสัมพันธ์ระหว่างกัน และเป็นไปตามปกติ วิถีอย่างสม่ำเสมอทั้งในระดับวัด ชุมชน ราชการ จนไปถึงเครือข่ายหรือสังคมขนาด ใหญ่ที่อาจจะมีการจัดระดับชั้นความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อประโยชน์ในการ บริหารจัดการให้เป็นไปตามระเบียบที่ใช้ตกลงร่วมกัน และจะเป็นหนทางหรือ แนวทางที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดการอนุรักษ์รักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นไว้ การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายวัฒนธรรมนั้น จะประกอบไปด้วย 7 มิติสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างซึ่งกันและกัน การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน การพึ่งพิงอิงร่วมกัน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน การเกิดผลประโยชน์และความสนใจ ร่วมกัน การมีส่วนร่วมของเครือข่ายอย่างกว้างขวาง และการรับรู้มุมมองร่วมกัน แล้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นที่เป็นประเด็นสำคัญที่ จะต้องนำไปสู่การเชื่อมโยงเป็นแบบจำลองการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ ยังต้องประกอบด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีการดำเนินชีวิต วิถีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนพิธี และความเป็นพุทธบริษัท ๔ ที่สะท้อนผ่าน การขับเคลื่อนทางการบริหารจัดการเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบและ โครงสร้างองค์กร แผนยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์องค์กร การแสวงหาความร่วมมือกับ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ การมีส่วนร่วมกันในการดำเนินงานหรือขับเคลื่อนใน ลักษณะที่เป็นทีมเดียวกัน กลุ่มหรือหมู่คระเดียวกัน มีการสนับสนุนช่วยเหลือ เกื้อกูลในลักษณะของการเสริมสร้างแรงจูงใจของกันและกัน มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และริเริ่มเติมเต็มซึ่งกันและกันใน ลักษณะองค์การแห่งการเรียนรู้ และมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การฝึกอบรม
[๑๐๑] พัฒนา เพื่อก่อให้เกิดทักษะ ความเชี่ยวชาญ และเกิดเครือข่ายที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ในลักษณะของศูนย์การเรียนรู้หรือศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับชุมชน กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง เกิดคุณค่า และเป็น ต้นแบบที่จะนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่น ในส่วนของรายละเอียดในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทาง วัฒนธรรมใน ๗ มิติ ซึ่งได้แก่ ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน การเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน การมีส่วนร่วม ของเครือข่ายอย่างกว้างขวาง และการรับรู้มุมมองร่วมกัน มีรายละเอียดของวิธีคิด และวิธีปฏิบัติ ดังนี้ ๑. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ด้านการรับรู้ มุมมองร่วมกัน ซึ่งเป็นเป็นเรื่องสำคัญนั้นและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างทีมงาน ที่มีคุณภาพที่จะมามีส่วนช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้การจัดการเครือข่ายวัฒนธรรม ให้เกิดการรับรู้ที่กว้างขวางยิ่งขี้น โดยจะต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญเพื่อให้ทีมงานมี ความเห็นที่ตั้งอยู่บนมีสัมมาทิฐิใน ๓ ประเด็น ได้แก่ ๑) การพัฒนาให้เกิดความมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ มีข้อปฏิบัติ ต่าง ๆ มีจรรยาบรรณของความเป็นทีมงานที่ดีขององค์กร ๒) ทีมงานจะต้องมีวิชาความรู้และคุณธรรม จริยธรรม มีความ สำนึกผิดชอบชั่วดี คิดและทำก่อนที่จะพูด ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ มีความ เข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ๓) ปฏิบัติหน้าที่ยึดหลักข้อเท็จจริงให้เกิดความเท่าเทียม มีความ สามัคคี และจะต้องมีการมอบหมายงานที่ตรงกับความรู้ความสามารถ ๒. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ด้านการ ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับจะต้องดูความสามารถ ของบุคลากรในสังกัดของตน มีการถ่ายทอดคำสั่งให้ชัดเจนว่าสามารถที่จะทำงาน ที่มอบหมายให้บรรลุเป้าหมายได้สำเร็จได้หรือไม่ อย่างไร เมื่อได้มอบหมายภาระ งานมาให้ในการทำงานเป็นทีม หัวหน้าทีมจะต้องเป็นผู้ดูแลควบคุม จะต้องมีการ มอบหมายงานต่อทีมที่ชัดเจนและสร้างข้อตกลงร่วมกันผลตอบแทนต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นก็จะต้องมีความชอบธรรมในการจัดสรรปันส่วนให้ลงตัวระบบทีมจึงจะอยู่ ต่อไปได้ เพราะถ้าเกิดว่าการทำงานสำเร็จไปแล้วมีผลประโยชน์ไม่เท่าเทียมหรือไม่ ลงตัวกัน การทำงานเป็นครั้งต่อไปก็จะประสบปัญหา ดังนั้นการดูแลในเรื่องของ
[๑๐๒] การบริหารจัดการ การดูแลเพื่อนร่วมทีมจะต้องเป็นไปให้ถูกต้อง มีความชัดเจนใน บริบทของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม และจะต้องไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใด มีอภิสิทธิ์ชนเหนือความถูกต้องชอบธรรม ๓. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ด้านการพึ่งพิงอิง ร่วมกันจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคน ทุกฝ่ายจะต้องมีความเมตตาต่อกันทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง สนับสนุนช่วยเหลือกิจธุระของหมู่คณะด้วยความเต็มใจ มีเมตตาวจีกรรม ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าว วาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน มีเมตตามโนกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งจิตที่ ปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ต่อกัน เมื่อได้สิ่งของรางวัลหรือสิ่งใดมาโดยชอบธรรมถึงแม้เป็นของเล็กน้อยก็ไม่ หวงไว้ผู้เดียว มีการนำมาแบ่งปันเฉลี่ยช่วยเหลือเจือจานให้มี ใช้สอยทั่วกัน ที่ สำคัญจะต้องมีหรือยึดมั่นในสีลสามัญญตา มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับ หลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่า รังเกียจของหมู่คณะ และที่สำคัญคือมีความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนทิฎฐิสามัญญตาหรือ การมีความเห็นชอบร่วมกันในการขวนขวายทำกิจธุระของคณะสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง และบรรลุยังวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยผ่านการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความ ถนัด ทักษะ และความสามารถ และมีการส่งเสริมให้ได้รับการศึกษาเพื่อเพิ่ม ความรู้ ความเข้าใจ มโนทัศน์ รวมทั้งทัศนคติเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการ เปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีเทคนิคการทำงาน สภาพแวดล้อม ๔. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ด้านการมี วิสัยทัศน์ร่วมกัน เพราะทุกองค์กรที่เข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายต่างก็มีจุดเด่น จุด ด้อย หรือมีหลักการหรือทักษะทางการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป และไม่ สามารถที่จะระบุได้ว่าสิ่งไหนดีแค่ไหน อย่างไร ซึ่งต้องดูบริบทโดยรอบในแต่ละ พื้นที่ สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องพัฒนาหรือสร้างทีมงานยุคใหม่ให้มีวิสัยทัศน์และ ความสามารถที่หลากหลายและจะต้องพัฒนาหรือต้องทำอย่างเร่งด่วน ทั้งในระยะ สั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ทั้งนี้เพื่อจะเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานการ จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันในการบริการกิจการงาน ใด ๆ ก็สมควรที่จะใช้ศิลปะที่เป็นทักษะสำคัญในการนำหรือภาวะผู้นำที่ตนพึงมีมา ใช้ในการชักจูงให้ผู้ปฏิบัติทำงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และผู้นำ
[๑๐๓] สงฆ์จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ตาม มีความประพฤติดี ประพฤติชอบ ทำตนหรือ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีศีลเป็นคุณเครื่องแห่งความดี เป็นผู้มีพหูสูต มีความรู้ เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มีความรอบรู้และสามารถที่จะรับฟังผู้อื่นได้ดี เป็นผู้ที่มี ความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะและมีจิต อาสา โดยมีใจเอื้อเฟื้อบริการ ทั้งนี้เพราะในการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมนั้นมี ความยากลำบาก ทั้งในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกันและจะต้องเสาะแสวงหา ความร่วมมือในลักษณะเชิงบูรณาการกับภาครัฐ เอกชน พุทธศาสนิกชน และ ประชาชน ซึ่งจะต้องอาศัยวิสัยทัศน์ จริยาวัตรที่ดีงาม ความมานะพยายาม การมี จิตใจที่เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ จึงจะสามารถนำพาและพัฒนาการจัดการเครือข่าย วัฒนธรรมไปตลอดรอดฝั่ง ๕. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ที่จะก่อให้เกิด ผลประโยชน์และความสนใจร่วมกันนั้น เมื่อเราทำงานร่วมกันกับคนหลายคน สิ่งที่ จำเป็นและสำคัญก็คือการน้อมนำเอาหลักสาราณียธรรมมาของพระพุทธองค์มา ประยุกต์ใช้ เพื่อก่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางการบริหารจัดการเครือข่ายวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะหลักสาราณียธรรมคือธรรมที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีที่เหล่า คนดีพึงปฏิบัติต่อกัน กล่าวคือ ๑) ความมีเมตตากายกรรมหรือการช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วม หมู่คณะด้วยความเต็มใจ เคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ๒) ความมีเมตตาวจีกรรมหรือการช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็น ประโยชน์ สั่งสอน แนะนำ ตักเตือนกันและกันด้วยความหวังดี ทั้งต่อหน้าและลับ หลัง ๓) ความมีเมตตามโนกรรมหรือการตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ๔) ความมีสาธารณโภคิตาคือการแบ่งปัน ช่วยเหลือเจือจุลกัน เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อยก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว ให้นำมา แบ่งปันเฉลี่ยเจือจานให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยทั่วกัน ๕) การรักษามั่นซึ่งสีลสามัญญตาเพื่อให้เกิดศีลบริสุทธิ์เสมอกัน กับเพื่อนเพื่อร่วมงาน มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำ ตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ
[๑๐๔] ๖) การฝึกปฏิบัติและพัฒนาให้เกิดทิฎฐิสามัญญตาหรือมีทิฎฐิดี งามเสมอกันกับเพื่อนร่วมงานทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความเห็นชอบร่วมกัน เพื่อ นำไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป ๖. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม จะต้องมีความ พยายามที่จะขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและมุ่งมั่น พัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน มีการจัดทำกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อให้ทีมงานได้เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง และก้าวทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ขณะเดียวกันก็จะต้องส่งเสริม สนับสนุนให้เกิด การการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเพื่อการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาในการจัดการ เครือข่ายวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนให้การจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมนำไปสู่ การพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน สังคมให้อยู่ร่วมกันสันติสุขบนฐานประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือเป็นการพัฒนาคนในชุมชน สังคมให้มีส่วนสนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามผ่านประสบการณ์ เคารพภูมิปัญญาของท้องถิ่น และมุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม เมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็ ให้โอกาสและร่วมกันแก้ไข ให้กำลังใจ ไม่ตอกย้ำไม่ช้ำเติม และช่วยกันทุกภาคส่วน ขององค์กรอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยง รวมถึงมีการริเริ่มเติมเต็มการจัดการเครือข่าย วัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา ๗. การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม ด้านค่านิยมร่วม หรือการรับรู้มุมมองร่วมกันในการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมถือเป็นพื้นฐานในการ สร้างแรงจูงใจที่ผลักดันหรือเป็นแรงขับให้บุคคลหรือเครือข่าย มีพฤติกรรมที่จะ ตอบสนองต่อเป้าหมาย หรือหลีกหนีจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่พึงปรารถนา การพัฒนา ด้านแรงจูงใจ อัตมโนทัศน์ และอุปนิสัย จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มทักษะพฤติกรรม การกระทำและผลการปฏิบัติงานให้กับการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะ คุณลักษณะส่วนบุคคลซึ่งประกอบด้วย แรงจูงใจ อุปนิสัย มโนทัศน์ และความรู้ ถือเป็นสมรรถนะพื้นฐานของบุคคลโดยเมื่อบุคคลแสดงเจตนาหรือความตั้งใจที่จะ ปฏิบัติงานตามค่านิยมร่วมของการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรม เขาจะมีความมานะ พยายามในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุยังวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายมากขึ้น และ สุดท้ายผลสำเร็จก็จะเกิดขึ้นกับการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมโดยสะท้อนจาก เกิดผลการปฏิบัติงานของบุคลากรหรือทีมงานนั่นเอง ค่านิยมร่วมในการการ จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมยังเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงด้านความมุ่งมั่นความสำเร็จ
[๑๐๕] เป็นสิ่งที่บุคลากรแสดงเจตนาที่จะขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายวัฒนธรรมให้ประสบ ความสำเร็จ เมื่อเกิดความต้องการที่จะประสบความสำเร็จ ก็จะเกิดการ ตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติงานให้มีความท้าทาย และก็จะพยายามรับผิดชอบโดย ปฏิบัติงานให้เสร็จ พยายามทำงานให้สูงกว่าเป้าหมายหรือมาตรฐานที่ตั้งไว้ รวมทั้งนำผลงานที่ผ่านมาเป็นข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนา ผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านคุณภาพหรือปริมาณซึ่งจะสะท้อนผลในเชิง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในที่สุด กล่าวโดยสรุป ในการจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมนั้น ตั้งแต่สมัย พุทธกาลนั้นองค์กรคณะสงฆ์เป็นองค์กรที่พระพุทธองค์ทรงตั้งขึ้นมาและทรงเป็น นักบริหาร นักปกครอง โดยคำนึงถึงศักยภาพสติปัญญาของพระสาวกของพระ พุทธองค์ที่แต่ละท่านมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน เมื่อได้ร่วมกันทำหน้าที่การ เสริมสร้างซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้น ถือเป็นการบริหารจัดการองค์กรคณะสงฆ์ที่จะ ต้องการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน การเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน การมีส่วนร่วมของเครือข่ายอย่าง กว้างขวาง และการรับรู้มุมมองร่วมกัน จึงสามารถที่จะกำหนดทิศทางการ ขับเคลื่อนขององค์กรหรือที่เรียกว่ากลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ขององค์กรได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว และการจัดการ เครือข่ายวัฒนธรรมขอฃวัดและชุมชนนั้น ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานของการรูซึ้งถึงเหตุ หลักการ มีการวางแผนในการทำงาน เพื่อก่อให้ความ ผิดพลาดน้อยที่สุด อีกทั้งยังสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า เหตุเกิดอย่างนี้แล้ว จะส่งผลออกมาอย่างไร การจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมของคณะสงฆ์จังหวัด นครพนมก็เช่นกันหากรู้สาเหตุของปัญหาก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ถูกทาง สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปัญหาจะไม่เกิดซ้ำซ้อนอีก ทั้งนี้ จากการศึกษาการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม๑๔ สามารถสรุป และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ดังนี้ ๑๔ พระมหาชุติภัค อภินนฺโท, อัครเดช พรหมกัลป์และรัตติยา เหนืออำนาจ, “การจัดการเครือข่ายวัฒนธรรมเชิงพุทธของคณะสงฆ์จังหวัดนครพนมเพื่อเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับประชาคมอาเซียน”, วารสารวิจยวิชาการ, ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2562): 1-8.
[๑๐๖] แผนภาพที่ 4.1 การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับเครือข่ายบวรนั้น สิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่จะต้อง ดำเนินการสร้างสรรค์พัฒนาในด้านการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ด้านการ ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน ด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่าย อย่างกว้างขวาง และด้านการรับรู้มุมมองร่วมกันผ่านรูปแบบการบริหารจัดการเชิง พุทธหรือมีการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้น
[๑๐๗] ๑. ด้านการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน สิ่งที่สำคัญในการจัดการชุมชนบน ฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนเพื่อ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) การมีความสำรวมระวังต่อกัน ให้เกียรติ ให้ความเคารพนับ ถือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติต่อกันด้วยกาย วาจา หรือใจก็ตาม ๒) มีความเคารพในกฎ กติกา หรือนโยบายที่ได้สรุปและตกลง ร่วมกัน และปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎ กติกา หรือนโยบายนั้น ๓) มีการสนับสนุนและเกื้อกูลกันในภารกิจหน้าที่ซึ่งกันและกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนหรือการบริหารจัดการเครือข่ายเป็นไปด้วยสมัครสมาน สามัคคี และสำเร็จราบรื่น 4) ทุกภาคส่วนต่างก็ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ และ ร่วมกันผลักดันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งยืนนานต่อไป 5) ทุกภาคส่วนปฏิบัติ บริหารจัดการ ขับเคลื่อนโครงการของกัน และกัน ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ๒. ด้านการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญในการจัดการชุมชน บนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนเพื่อ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) มีการบริหารจัดการแบบแนวดิ่งหรือตามสายการบังคับบัญชา ให้สั้นลง ทั้งนี้เพื่อกระบวนการและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และง่ายต่อการขับเคลื่อนที่ สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น 2) มีการบริหารจัดการแบบแนวราบหรือแบบมีส่วนร่วมให้มาก ขึ้น ทั้งนี้เพื่อแสวงหาความร่วมมือและเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วน ร่วมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ๓) มีการบริหารจัดการแบบผสมผสานและมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ การขับเคลื่อนหรือการบริหารเครือข่ายวัฒนธรรมเป็นไปตามสถานการณ์และ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ๔) มีการบริหารจัดการในแบบคณะกรรมการ เพื่อเปิดโอกาสให้ ภาคีเครือข่ายในทุกภาคส่วนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ โดยยึดถือมติที่ ประชุมของคณะกรรมการเป็นสำคัญ
[๑๐๘] ๕) มีการบริหารจัดการแบบภาคีเครือข่าย ที่ต้องเสาะแสวงหา ความร่วมมือจากองค์กร หน่วยงาน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มามีส่วนสนับสนุน ความสำเร็จ หรือเพื่อให้บรรลุยังวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ๓. ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน สิ่งที่สำคัญในการจัดการชุมชนบนฐาน เครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนเพื่อก่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) ในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย สิ่งที่จำเป็นและสำคัญคือ วางตัวให้เหมาะสมทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กร กล่าวคือจะต้องเป็นไปด้วยการให้ เกียรติ ไม่ก้าวล่วง ละเมิดหรือลดความน่าเชื่อถือเชื่อมั่นของกันและกัน ๒) จะต้องวางตนเป็นกลางและหนักแน่น เนื่องจากเป็นการ ขับเคลื่อนโดยคนหลายคน กลุ่มหลายกลุ่ม หรือองค์กรหลายองค์กร ฉะนั้นอาจจะ มีการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน สิ่งที่จะเป็นและสำคัญก็คือทุกคนทุกฝ่ายจะต้อง มีความหนักแน่นและเป็นกลาง และมองเป้าหมายเป็นสำคัญ ๓) ในการทำงานเป็นภาคีเครือข่ายกันนั้น การยอมรับในความ แตกต่างถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญ เนื่องจากต่างบุคคล ต่างกลุ่ม ต่างองค์กร ต่างก็มีที่มาและภารกิจหน้าที่หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ฉะนั้นเพื่อ ลดปัญหาความขัดแย้งในการทำงาน ทุกคน ทุกฝ่ายจะต้องพร้อมและยอมรับความ แตกต่างของกันและกันด้วย การทำงานจึงจะประสบผลสำเร็จ ๔) ในการทำงานเป็นภาคีเครือข่ายกันนั้น ต่างบุคคล ต่างกลุ่ม ต่างองค์กร ย่อมมีความพร้อมหรือความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน ฉะนั้นจะต้อง มีการหลอมรวมสิ่งเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นทีมเดียวกัน และเป็นที่ พึ่งของกันและกัน ๕) ในการทำงานเป็นภาคีเครือข่ายกันนั้น ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุก องค์กร จะต้องมีส่วนสนับสนุนและช่วยเหลือกันและกัน และต้องช่วยกันพยายาม แก้ไขจุดอ่อนและจุดด้อยของกันและกันเพื่อให้งานที่ขับเคลื่อนเกิดคุณภาพ มีแระ สิทธิภาพและประสิทธิผล ๔. ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน สิ่งที่สำคัญในการจัดการชุมชนบนฐาน เครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนเพื่อก่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ
[๑๐๙] ๑) ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม สิ่งที่ จำเป็นและสำคัญคือจะต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยง และลดทอนข้อผิดพลาด ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกระบวนการหรือขั้นตองของการดำเนินงาน ๒) ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องมีเกณฑ์ตัวชี้วัดมาตรฐานที่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพหรือ ประสิทธิผลในการทำงาน ๓) ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และพันธกิจ ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อน เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 4) ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมสิ่งที่ จำเป็นและสำคัญก็คือจัดการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมให้ ความเป็นภาคีและเครือข่ายมีความเป็นปึกแผ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น 5) ในการจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมสิ่งที่ จำเป็นและสำคัญคือการจัดการและปฏิบัติที่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ กฎ กติกา มารยาท ที่ทุกคน ทุกกลุ่ม หรือทุกฝ่ายยึดถือร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัด ฐานและการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันในทางปฏิบัติ ๕. ด้านการเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน สิ่งที่สำคัญในการ จัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการ ชุมชนเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความเที่ยงธรรม และเท่าเทียม และการมีศีลต้องเสมอกัน คือ ความประพฤติถูกต้อง ถูกธรรม เหมือนกัน ก่อนทำต้องมีขั้นตอน ปรับความเห็นไม่ให้ขัดแย้ง เรามีความคิดต่างได้ แต่เราไม่คิดขัดแย้ง ตั้งใจอยู่ในกรอบ พร้อมทำงานร่วมกัน โดยไม่มีความแตกแยก และมีความคิดเห็นเสมอกัน คือความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมาย เดียวกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับตัว ปรับความคิด ปรับความเห็นร่วมกัน เพื่อให้สมดุลกันหรือเสมอกัน พร้อมจะทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยกัน ๒) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความสมัครสมาน สามัคคีจะต้องกระทำโดยยึดถือกฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือนโยบาย มีความเป็นสังฆะ หรือความเป็นหมู่คณะ เป็นองค์กร ที่ให้ความเคารพนับถือกัน
[๑๑๐] ๓) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของการมีสังคหวัตถุ ธรรมควรที่จะมีส่วนในการประสานใจ ประสานงาน ประสานประโยชน์ซึ่งกันและ กัน บนพื้นฐานของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอนการกล่าววาจาก็ควรกล่าวคำสุภาพไพเราะ อ่อนหวานสมานสามัคคีทำให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือตลอดถึงคำที่แสดง ถึงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลที่เป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมตาม ขณะเดียวกันก็ จะต้องประพฤติประโยชน์ สร้างประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการบำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ ตลอดถึงแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรมอย่างเสมอต้น เสมอปลายและปฏิบัติสม่ำเสมอกันทั้งองค์กร ๔) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานหลักสราณียธรรมหรือ ด้วยความรัก ความเมตตาทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นหลักปฏิบัติที่พึงให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความระลึกถึงคุณงามความดี มีการเคารพให้เกียรติกันและนับถือกัน ด้วยความรู้ ความสามารถต่อกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถือเป็นการบริหาร จัดการด้านบุคลากรที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ เชื่อใจ เชื่อมั่น เคารพและศรัทธาต่อกัน และกัน ๕) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานแห่งการมีกัลยาณมิตร ธรรม เริ่มตั้งแต่การมีน่ารัก สบายใจ สนิทสนมเป็นกันเอง ความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นที่ พึ่งได้และปลอดภัย น่าเจริญใจหรือน่ายกย่อง อยู่ในฐานะทรงคุณความรู้และภูมิ ปัญญา รู้จักพูดให้ได้ผล พูดเป็น รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี มีความอดทนต่อถ้อยคำ พร้อมรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอ วิพากษ์วิจารณ์ สามารถแถลงเรื่องล้ำลึก ยุ่งยาก หรือซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหลหรือชักจูงไป ในทางที่เสื่อมเสีย ๖. ด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่ายอย่างกว้างขวาง สิ่งที่สำคัญในการ จัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการ ชุมชนเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักอปริหานิย ธรรม ซึ่งเป็นหลักการบริหารจัดการที่ไม่มีความเสื่อม เป็นเรื่องของการบริหาร จัดการเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองฝ่ายเดียว เริ่มตั้งแต่การสร้างความสมัครสมาน สามัคคีด้วยความพร้อมเพรียงกันหมั่นประชุมปรึกษาหารือกันเป็นเนืองนิตย์ เข้า
[๑๑๑] ประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกัน เคารพและรักษาหลักการ มติหรือความดี เดิม ๆ ให้คงไว้ ให้เกียรติยกย่องผู้อาวุโส ผู้บังคับบัญชา ปกป้องดูแลผู้ที่อ่อนแอ หรือยังไม่เข้มแข็ง ซึ่งหากมีการบริหารจัดการในลักษณะนี้ย่อมที่จะนำมาซึ่งความ เจริญรุ่งเรือแน่นอน ๒) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักสราณียธรรม หรือการแสดงออกต่อกันด้วยความเคารพและให้เกียรติ ด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นหลักปฏิบัติที่พึงให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความระลึก ถึงคุณงามความดี นับถือกันด้วยความรู้ ความสามารถต่อกันและกันทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง ถือเป็นการบริหารจัดการด้านบุคลากรที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ เชื่อใจ เชื่อมั่น เคารพและศรัทธาต่อกันและกัน ๓) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องกระทำโดยยึดถือมติ กฎ ระเบียบ คำสั่ง หรือนโยบายของภาคีเครือข่าย มี ความเป็นสังฆะหรือความเป็นหมู่คณะ เป็นองค์กร ที่ให้ความเคารพนับถือกัน ๔) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของการมีศีลต้องเสมอ กัน มีความประพฤติถูกต้อง ถูกธรรมเหมือนกัน ก่อนทำต้องมีขั้นตอน มีความคิด ต่างได้แต่เราไม่คิดขัดแย้ง ตั้งใจอยู่ในกรอบ พร้อมทำงานร่วมกัน โดยไม่มีความ แตกแยกและมีความคิดเห็นเสมอกัน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และพร้อมจะทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยกัน ๕) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของการประสานใจ ประสานงาน ประสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำ ประพฤติ ประโยชน์ สร้างประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรมอย่างเสมอต้นเสมอปลายและ ปฏิบัติสม่ำเสมอกันทั้งองค์กร ๗. ด้านการรับรู้มุมมองร่วมกัน สิ่งที่สำคัญในการจัดการชุมชนบนฐาน เครือข่ายทางวัฒนธรรมนั้น จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนเพื่อก่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นคือ ๑) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ มีความเห็นดี เห็นชอบ เห็นถูกตามทำนองคลองธรรมการเพ่งพิจารณาให้ เห็นของจริงผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ที่รู้จริงในสิ่งที่ทำแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องแก่สมาชิก
[๑๑๒] ในองค์กรได้อย่างเหมาะสมมีปัญญารอบรู้ มีความรอบคอบสามารถที่จะดำเนินการ ให้องค์กรได้บรรลุตามเป้าหมายอย่างดี ๒) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักสัมมาสังกัปปะ คือ มีดำริที่เป็นไปในทางที่ชอบประกอบไปด้วยธรรมนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งอยู่บน ฐานของความพอใจ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอและ ปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไปความเพียรหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความ พยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วย ความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ ทำ และมีความคิดไตร่ตรอง หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผนวัดผล และมีการคิดค้น วิธีแก้ไขปรับปรุง ๓) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักสาราณียธรรม หรือด้วยความรัก ความเมตตาทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นหลักปฏิบัติที่พึงให้เกิด ความรัก ความสามัคคี ความระลึกถึงคุณงามความดี มีการเคารพให้เกียรติกันและ นับถือกันด้วยความรู้ ความสามารถต่อกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถือเป็น การบริหารจัดการด้านบุคลากรที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ เชื่อใจ เชื่อมั่น เคารพและ ศรัทธาต่อกันและกัน ๔) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของหลักพรหมวิหาร ธรรม ที่เป็นหลักความประพฤติที่ประเสริฐ บริสุทธิ์ ทั้งมีความเมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้คนอื่นหรือผู้อื่นมีความสุข มีความกรุณาหรือความสงสารที่จะ ช่วยให้พ้นทุกข์หรือบำบัดความทุกข์ มีจิตมุทิตาหรือความยินดีเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข และมีอุเบกขาหรือการวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง และรู้จักวางเฉย ๕) จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมบนพื้นฐานของการให้ความเคารพ ให้เกียรตินับถือกันตามอาวุโส และความดีงาม ถือเป็นการบริหารจัดการบน พื้นฐานของหลักอปริหานิยธรรม เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองฝ่ายเดียว เริ่มตั้งแต่ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีด้วยความพร้อมเพรียงกันหมั่นประชุม ปรึกษาหารือกันเป็นเนืองนิตย์ เข้าประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมพร้อมกัน เคารพ และรักษาหลักการ มติหรือความดีเดิม ๆ ให้คงไว้ ให้เกียรติยกย่องผู้อาวุโส ผู้บังคับบัญชา ปกป้องดูแลผู้ที่อ่อนแอหรือยังไม่เข้มแข็ง
บทที่ 5 การจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่สนับสนุนให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของ ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินการใด ๆ ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์นั้นได้ นำไปสู่การแลกเปลี่ยนและสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วม ของชุมชนเกิดจากจิตใจที่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เพื่อให้เกิดผล ต่อความต้องการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางสังคมของกลุ่มคน การจัดกิจกรรมให้ ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจำเป็นต้องคำนึงถึงวิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม ประเพณีและทัศนคติของบุคคล เพื่อให้เกิดความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากระบวนการพัฒนาอย่างเสรีตามหลักการของความเป็นประชาธิปไตย ต้อง เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน กระบวนการมีส่วนร่วมจึงแสดงถึงความตระหนัก ความต้องการ และคุณค่าของประชาชนที่เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการและการ ตัดสินใจของภาครัฐ ภายใต้การมีเป้าหมายเดียวกัน โดยใช้กระบวนการสื่อสาร แบบสองทาง เพื่อให้มีการตัดสินใจที่เหมาะสม และได้รับการสนับสนุนจาก ประชาชน๑ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกระบวนการในการดำเนินกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่งหรือการดำเนินการใด ๆ อย่างมีเสรีภาพ ตามสิทธิและหน้าที่ของ ชุมชนที่มีเป้าหมาย หลักในการตอบสนองความต้องการร่วมกันของประชาชน โดย ให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม ประเพณี และทัศนคติของบุคคลใน ชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือ ร่วมดำเนินการ ติดตามประเมินผล และร่วม รับผิดชอบหรือร่วมใช้ผลประโยชน์จากการดำเนินงานนั้นการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงควรเน้น ความเท่าเทียมของโอกาสและการรับรู้ของประชาชน อันจะนำมาสู่การ ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการพัฒนา บึงน้ำขนาดใหญ่แบบมีส่วนร่วมในสังคมไทย”
[๑๑๔] วิเคราะห์สถานการณ์ของชุมชน การวางแผนในการพัฒนาหรือแก้ปัญหา การ ดำเนินการตามแผนและกระบวนการติดตามประเมินผลที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ความสำเร็จของกระบวนการมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายด้าน อาทิ ศักยภาพของประชาชนในชุมชน ความสัมพันธ์ของประชาชนในชุมชน การรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของประชาชน สถาบันทางสังคม ในชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ของชุมชน และ องค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการมีส่วนร่วมสำคัญที่สุด คือ ระดับการมี ส่วนร่วมของประชาชนในบริบทของสังคมไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการมี ส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ๒ การมีส่วนร่วมมีกรอบแนวคิดที่กว้างขวางและสามารถเกิดขึ้นได้ใน ขอบเขต และระดับที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภท และประเด็นปัญหา การนิยาม คำว่าการมีส่วนร่วมมักจะเป็นไปในลักษณะการบรรยายองค์ประกอบ และรูปแบบของ การมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้นว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจ หรือโครงการที่ส่วนราชการจะดำเนินการซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่โดยปกติของประชาชนในชุมชนนั้น การทำความเข้าใจถึงผลกระทบและ แนวทางแก้ไขปัญหาที่ส่วนราชการจะดำเนินการ และการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ และภาคประชาชน โดยให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น และรัฐต้องรับฟัง และแก้ไขปัญหาจนประชาชนเกิดความพึงพอใจและมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ ภารกิจ หรือโครงการนั้นเกิดผลสำเร็จ เพราะเห็นว่าจะเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน๓ ขณะเดียวกันในหลักการข้อที่ ๑๐ ของคำประกาศกรุงริโอ (Principle 10 of Rio Declaration) เนื่องในการประชุมสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๙๒ ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการ สิ่งแวดล้อมว่าเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ว่า ๒ รัถยานภิศ รัชตะวรรณ และคณะ, “กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ พัฒนาสุขภาวะ”, วารสารเทคโนโลยีภาคใต้, ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561): 231-238. ๓ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, เอกสารชี้แจงพระราช กฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ , (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, ๒๕๔๖), หน้า ๙.
[๑๑๕] “การจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะกระทำได้ดีที่สุดด้วยการมีส่วน ร่วมของประชาชนทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ ในระดับชาติ ปัจเจกบุคคล ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในความ ครอบครองของหน่วยงานของรัฐ อันรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัสดุอันตราย และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน และต้องมีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจ รัฐจะต้องเอื้ออำนวย และส่งเสริมความตื่นตัว และการมี ส่วนร่วมของประชาชนโดยจัดให้มีข้อมูลข่าวสารซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงได้ อย่างกว้างขวาง และต้องจัดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการทางศาลและ ทางปกครองได้อย่างแท้จริง รวมทั้งการได้รับการชดเชยและการเยียวยาความ เสียหาย” จากการศึกษายังพบว่าการมีส่วนร่วมนั้นยังมีการแบ่งแยกออกเป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ ๑. การมีส่วนร่วมเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ (Formalinformal Participation) ที่เป็นการมีส่วนร่วมที่ถูกต้องตามระบบขององค์กร ซึ่ง เป็นการมีส่วนร่วมตามหน้าที่ที่มีอิทธิพลต่อการเข้าร่วมตามขอบเขตที่องค์กรได้วาง นโยบายไว้ และการมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้น อย่างไม่มีโครงสร้าง อาจเป็นการร่วมตกลงกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มหรือใน บรรยากาศของความเป็นส่วนตัวมากกว่าลักษณะการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ๒. การมีส่วนร่วมทางตรง (Direct Participation) ซึ่งเป็นการมีส่วน ร่วมกันโดยตรงที่สมาชิกหรือการรวมกลุ่มต่าง ๆ โดยได้มีส่วนร่วมแบบทันที แต่ละ คนมีสิทธิและโอกาสที่จะแสดงการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องโดยผ่านองค์กรที่จัดตั้งโดย ประชาชน และการมีส่วนร่วมทางอ้อม (Indirect Participation) โดยผ่านองค์กร ผู้แทนของประชาชน กรรมการของกลุ่มหรือชุมชน ขณะเดียวกัน Cohen and Uphoff๔ ยังได้อธิบายถึงลักษณะหรือมิติ ของการมีส่วนร่วมว่าประกอบด้วย ๑) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) ๒) การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ (Implementation) ๓) การมีส่วน ๔ Cohen J.M. and Uphoff N.T., Participation’s Place in Rural Development: Seeking Clarity Through Specific, World Development, (New York: Cornell University, 1977), pp. 213-235.
[๑๑๖] ร่วมในการรับผลประโยชน์(Benefits) และ ๔) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) สำหรับรูปแบบในการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของ ชุมชนนั้นสามารถจัดได้หลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของ ผู้ดำเนินการ โดยอาจเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนจากระดับต่ำไปจนถึง ระดับสูงสุดนั่นก็คือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งในบางโครงการอาจสามารถ ดำเนินการเพียงรูปแบบเดียวก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ แต่สำหรับโครงการที่มี ความซับซ้อนของโครงสร้างปัญหาควรดำเนินการในลักษณะบูรณาการจากหลายๆ รูปแบบเข้าไว้ด้วยกันเพื่อความสำเร็จของโครงการ การมีส่วนร่วมของชุมชนที่ตรง กับปัญหาและความต้องการที่แท้จริงมีรูปแบบของการมีส่วนร่วมสามารถสรุปได้ เป็น ๕ รูปแบบ๕ ได้แก่ ๑.การรับรู้ข่าวสาร (Public information) หมายถึง การที่ประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องได้รับการแจ้งให้ ทราบถึงรายละเอียดของโครงการที่จะดำเนินการ รวมทั้งผลกระทบที่คาดว่าจะ เกิดขึ้น ทั้งนี้การได้รับแจ้งข่าวสารดังกล่าวจะต้องแจ้งก่อนที่จะมีการตัดสินใจ ดำเนินโครงการ ๒. การปรึกษาหารือ (Public Consultation) หมายถึง รูปแบบการ มีส่วนร่วมที่มีการจัดการหารือ ระหว่างผู้ดำเนินการโครงการกับประชาชนที่ เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบข้อมูล เพิ่มเติม หรือประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การปรึกษาหารือยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายข้อมูลข่าวสารไป ยังประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงการ และกิจกรรมมากขึ้นและเพื่อให้มีการให้ข้อเสนอแนะ หรือเพื่อประกอบทางเลือก ในการตัดสินใจ ๓. การประชุมรับฟังความคิดเห็น (Public Meeting) หมายถึง การที่ ภาคประชาชน และส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการหรือกิจกรรม รวมถึงผู้มีอำนาจ ตัดสินใจในการทำโครงการหรือกิจกรรมนั้นได้ใช้เวทีสาธารณะในการทำความ ๕ สุคนธ์ เครือน้ำคำ และคณะ, การพัฒนาทีมงาน, (ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราช ภัฏเทพสตรี, ๒๕๔๕).
[๑๑๗] เข้าใจ และค้นหาเหตุผลที่จะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมในพื้นที่นั้นหรือไม่ การ ประชุมรับฟังความคิดเห็นมีหลายรูปแบบที่พบเห็นกันบ่อย ๔. การร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) หมายถึง การที่ภาค ประชาชนและส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีสิทธิ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อประเด็น ปัญหา ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ซึ่งในทาง ปฏิบัติการที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจต่อประเด็นปัญหานั้น ๆ ไม่สามารถ ดำเนินการให้เกิดขึ้นได้ง่ายนัก ทั้งนี้อาจดำเนินการให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เลือกตัวแทนของตนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการใดคณะหนึ่งที่มีอำนาจตัดสินใจ รวมทั้งได้รับเลือกในฐานะที่เป็นตัวแทนขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน ในพื้นที่ และประชาชนจะมีบทบาทชี้นำการตัดสินใจได้เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบของคณะกรรมการพิเศษนั้น ๆ ว่าจะมีการวางน้ำหนักของประชาชน ไว้เพียงใด ๕. การใช้กลไกทางกฎหมาย (Law) หมายถึง การที่ภาคประชาชน และส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีสิทธิ์และมีส่วนร่วมในเชิงของการป้องกันแก้ไข เป็น ลักษณะของการเรียกร้องและป้องกันสิทธิของตนเองอันเนื่องมาจากการไม่ได้รับ ความเป็นธรรม และเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ตนเองคิดว่าจะได้รับ ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญทั้งในรูปของ ปัจเจกและในรูปขององค์กรตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติต่าง ๆ ประกอบ รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามการใช้กลไกทางกฎหมายนี้จะทำให้เกิดความยืดเยื้อต่อ การดำเนินการโครงการหรือการยุติโครงการ รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย สถาบัน IAP2(International Association for Public Participation)๖ ซึ่งเป็น สถาบันฝึกอบรมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ได้จัด ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกรอบแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ๗ ที่ได้กล่าวถึงหลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าหมายถึงการเปิดโอกาส ๖ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน, คู่มือการจัดเวทีรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: กรมชลประทาน, ๒๕๕๕), หน้า ๑๐-๑๑. ๗ United Nation, “Popular Participation asa Strategy for Promoting Community Level Action and Nation Development Report of The Meeting for The Adhoc Group of Expert”. Department of International Economic and Social Affair, (New York: United Nation, 1981), pp. 123-124.
[๑๑๘] ให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐใน ๕ ระดับ ดังนี้ ๑. การมีส่วนในระดับให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้น ประชาชนมีบทบาทน้อย เป้าหมาย คือ การให้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและถูกต้อง แก่ประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหา ทางเลือก และ ทางแก้ไข ตัวอย่างเช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น แผ่นพับ เสียงตามสาย ฯลฯ คำสัญญาที่หน่วยงานให้กับประชาชน คือ การให้ประชาชนได้รับข้อมูล ข่าวสารที่จำเป็นและถูกต้อง ๒. การมีส่วนในระดับปรึกษาหารือ (Consult) ระดับนี้ประชาชนจะมี ส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้สึก และแสดงความคิดเห็น ประกอบการตัดสินใจ เป้าหมายคือการได้รับข้อมูลและรับความคิดเห็นจาก ประชาชนเกี่ยวกับสภาพปัญหา ทางเลือก และแนวทางแก้ไขตัวอย่าง เช่น การ สำรวจความคิดเห็น การสนทนากลุ่มย่อย การจัดเวทีสาธารณะ ฯลฯ คำสัญญาที่ หน่วยงานให้กับประชาชน คือ การให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนทั้งผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย โดยการรับฟังความคิดเห็น ตระหนักถึงข้อมูล และความคิดเห็นของประชาชน ในการตัดสินใจ ๓. การมีส่วนในระดับการเข้ามามีบทบาท (Involve) เป็นการเปิด โอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำงาน ตลอดกระบวนการตัดสินใจมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและข้อมูลข่าวสารระหว่างรัฐและประชาชนอย่างจริงจัง เป้าหมายคือ การทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ความต้องการและความ คิดเห็นของประชาชนจะได้รับการพิจารณา ตัวอย่างเช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสำรวจความคิดเห็นโดยการปรึกษาหารือ ฯลฯ คำสัญญาที่หน่วยงานให้กับ ประชาชน คือ การทำงานกับประชาชนเพื่อให้ความคิดเห็นและข้อมูลจาก ประชาชนสะท้อนในทางเลือก ๔. การมีส่วนในระดับสร้างความร่วมมือ (Collaborate) เป็นการให้ บทบาทแก่ประชาชนในระดับสูง โดยประชาชนและรัฐทำงานร่วมกันใน กระบวนการตัดสินใจ เป้าหมายคือ การเป็นหุ้นส่วนกับประชาชนในทุกขั้นตอน ของการตัดสินใจตั้งแต่การระบุปัญหา พัฒนาทางเลือกและแนวทางแก้ไข ตัวอย่างเช่น การตั้งเป็นคณะที่ปรึกษาฝ่ายประชาชน การสร้างฉันทามติ กระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม ฯลฯ คำสัญญาที่หน่วยงานให้กับประชาชน
[๑๑๙] คือ การร่วมงานกับประชาชน เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะและแนวคิดใหม่จาก ประชาชน โดยสัญญาว่าจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการตัดสินใจทางออกของ ปัญหาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ๕. การมีส่วนในระดับให้อำนาจแก่ประชาชน (Empower) ถือเป็นขั้น ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงที่สุด เป้าหมายคือ การให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจลง มือด้วยตนเอง โดยรัฐจะดำเนินการตามการตัดสินใจนั้นรูปแบบการมีส่วนร่วม คือ การลงประชามติ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยกระบวนการประชาคม มัก เป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ประโยชน์ของการตัดสินใจขั้นนี้ คือ การสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เข้าใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน คำสัญญา ที่หน่วยงานให้กับประชาชน คือ การปฏิบัติตามสิ่งที่ประชาชนตัดสินใจเลือก สำหรับระดับการมีส่วนร่วมนั้นแบ่งได้เป็น ๕ ระดับ๘ จากการมีส่วนใน ระดับต่ำสุดไปถึงระดับสูง คือ ๑) การให้/รับข่าวสาร ( Inform) ๒) การ ปรึกษาหารือ (Consult) ๓) การร่วมคิดร่วมทำ (Involve) ๔) การเป็นหุ้นส่วนหรือ ภาคี (Collaborate) และ ๕) การเสริมพลังอำนาจ (Empower) กล่าวโดยสรุป กรอบคิดเรื่องการมีส่วนร่วมในงานพัฒนานั้นในยุคต้น ของการพัฒนาชุมชน แม้จะมีจุดดีในแง่ของการต้องการสร้างประชาธิปไตยภายใน ชุมชน แต่ในภาคปฏิบัติเมื่อนำมาใช้ในประเทศด้อยพัฒนาที่อำนาจบริหารมี ลักษณะรวมศูนย์ การมีส่วนร่วมจึงอาจกลายเป็นการเกณฑ์ (Recruitment) ให้คน เข้ามาร่วมภายใต้ปรัชญาของการต้องการเปลี่ยนคนในประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้รู้จักคิดเพื่อพัฒนาตนเอง ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้เพื่อให้ พ้นจากสภาพความยากจนและด้อยพัฒนา ขณะเดียวกันในการมีส่วนร่วมใน รูปแบบปัจจุบันมีการเปิดกว้างและยอมรับในสิทธิของประชาชนและชุมชนมากขึ้น ทำให้ปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมของประชาชนได้แสดงพลังแห่งการมีส่วนร่วม ออกมาในหลายระดับ ทั้งนี้คณะผู้วิจัยขอสังเคราะห์กรอบทฤษฎีการมีส่วนร่วมที่ จะแสดงถึงกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชน องค์กรปกครอง ๘ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, “โครงการจัดทำรูปแบบกลไกการ มีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำนโยบาย แผน มาตรการ กฎหมาย หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”, รายงานการ วิจัย, (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๗), หน้า ๒๓.
[๑๒๐] ส่วนท้องถิ่น และภาครัฐในการพัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลบนพื้นฐานของการเป็นเจ้าของร่วมกัน บึงบอระเพ็ดบึงบอระเพ็ดในมิติของทรัพยากรชุมชน จังหวัดนครสวรรค์หรือเมืองปากน้ำโพ เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำ ๔ สาย (ปิง วัง ยม น่าน) ที่ประสานรวมเป็นเจ้าพระยาและเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อ เลี้ยงชีวิตของคนในจังหวัดภาคกลางรวมถึงกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทย นอกจากนั้นในอดีตนครสวรรค์ยังถือว่าเป็นชุมทางแห่งการค้าขายเพราะสามารถที่ จะขนส่งสินค้าทางเรือกระจายไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ได้ไม่เฉพาะตามลำน้ำสำคัญทั้ง ๔ สายเท่านั้น หากแต่นครสวรรค์ยังมีลำคลองสายสำคัญอีกนับสิบสายที่จะเป็น ช่องทางในการลำเลียงขนส่งสินค้าให้กระจายไปยังชุมชนต่าง ๆ และยังเป็นที่ตั้ง ของ “บึงบอระเพ็ด” ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ชาวบ้าน ทั่วไปจึงขนานนามกันว่า “จอมบึง” หรือ “ทะเลเหนือ” เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมถึง ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมือง ท่าตะโก และชุมแสง โดยมีเนื้อที่โดยรวม ๑๓๔,๗๓๗ ไร่ ๕๖ ตารางวา หรือ ๒๑๒.๔ ตารางกิโลเมตร ณ ที่แห่งนี้ในอดีตคือ แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานา ชนิด รวมถึงพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ ทั้งยังเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญและเต็ม ไปด้วยปลานานาพันธุ์ซึ่งถือเป็นแหล่งทรัพยากรอาหาร ที่ผ่านมาประชาชนที่อยู่ อาศัยในชุมชนรอบบึงบอระเพ็ดทั้ง ๓ อำเภอได้ใช้ประโยชน์และมีอาชีพที่ เกี่ยวเนื่องกับบึงน้ำแห่งนี้เป็นที่สร้างรายได้เลี้ยงชีพ เป็นต้นว่า ด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน ด้านการประมงโดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการจำหน่าย ปัจจุบันสภาพนิเวศน์รอบบึงบอระเพ็ดได้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลาย มิติ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง จากการสังเกตโดยเฉพาะในห้วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมาบึงบอระเพ็ดและชุมชนราย รอบได้มีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นจะ เห็นได้ว่าปัจจุบันมี “การดูดกลืนทรัพยากร” ที่มีอยู่อย่างจำกัดในบึงบอระเพ็ดและ พื้นที่โดยรอบให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจตามแนวคิดแบบทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นภาค ประชาชน ภาคเอกชน หรือแม้แต่โครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานในการกำกับของ รัฐและหน่วยงานภาครัฐ ต่างได้ทุ่มสรรพกำลังและเม็ดเงินงบประมาณลงไปจำนวน
[๑๒๑] มากในสร้างมูลค่าหรือเปลี่ยนแปลงบึงบอระเพ็ดและพื้นที่โดยรอบ ขณะเดียวกัน จากพิษผลของสังคมทุนนิยมยิ่งนานวันประชาชนในชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่รายรอบ บึงบอระเพ็ดที่ยังคงความยากจนในลักษณะคนชายขอบก็ยิ่งถูกจำกัดสิทธิ์หรือถูก ลิดรอนสิทธิมากยิ่งขึ้น ซ้ำร้ายยังถูกตีกรอบด้วยอำนาจของกลุ่มทุนและนายทุนที่ กำลังพยายามรุกคืบดูดกลืนแม้กระทั่งกรรมสิทธิ์หรือความชอบธรรมเหนือ ประชาชนและชุมชนเพียงเพื่อเขาเหล่านั้นต้องการที่จะกอบโกยผลประโยชน์จาก แหล่งทรัพยากรข้างต้น คำถามจึงมีอยู่ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน และชุมชนที่อยู่รายรอบขอบบึงบอระเพ็ดให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ รวมถึงการ มีสิทธิ์และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการที่จะกำหนดอนาคตร่วมกันในการพัฒนา บึงบอระเพ็ด เพื่อเกิดประโยชน์แก่คนในชุมชนและท้องถิ่น รวมทั้งยังเผื่อแผ่ไปยัง คนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในโครงการต่าง ๆ ที่จะพัฒนา บึงบอระเพ็ดและพื้นที่โดยรอบทั้งที่เป็นของหน่วยงานในการกำกับของรัฐหรือ หน่วยงานรัฐ รวมถึงโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนของ นายทุนหรือกลุ่มทุนที่เป็นภาคเอกชน ภายใต้บริบทแห่งการบูรณาการเพื่อจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและดำรงคุณค่าแห่งความหลากหลายทาง คุณธรรม จริยธรรมในระดับชุมชน ท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งการ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมของบึงบอระเพ็ด ปัญหาในเรื่องขอบเขตหรือแนวเขตของบึงบอระเพ็ดที่ปัจจุบันพบว่ามี การบุกรุกเพื่อใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งการทำนา ทำไร่ ทำสวน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปศุสัตว์ และเพื่อที่อยู่อาศัยของชุมชนและ ประชาชน ทั้งนี้นับตั้งแต่ ดร.ฮิม แมคคอม มิค สมิธ (Dr. H. M. Smith) ที่ปรึกษา การเพราะพันธุ์ปลาชาวสหรัฐอเมริกาออกทำการสำรวจบึงบอระเพ็ดในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ก่อนที่จะมีการประกาศกำหนดเขตหวงห้ามบุกรุกของบึงบอระเพ็ดไว้ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ต่อมามีการตราพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๘๐ เรื่อง ถอนการหวงห้ามเขตบึงบอระเพ็ดให้เหลือเพียง ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ ๕๖ ตารางวา หรือ ๒๑๒.๘ ตารางกิโลเมตร ซึ่งตัวเลขชุดนี้ยังใช้เป็นฐานข้อมูลยืนยัน มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นตัวเลขพื้นที่อยู่ในความคุ้มครองและดูแลของกรมธนา
[๑๒๒] รักษ์กระทรวงการคลังในลักษณะที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขออนุญาตจากกรมธนารักษ์เพื่อขอใช้ พื้นที่ทั้ง ๑๓๒,๗๓๗ ไร่๕๖ ตารางวา เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการบำรุงรักษาพันธุ์สัตว์ น้ำ ในเวลาต่อมากรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เดิม) ปัจจุบัน คือ กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ ๖๖,๒๕๐ ไร่ จากกรมประมงเพื่อกันเป็นพื้นที่ เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด และนอกจากนั้นกรมประมงยังได้กำหนดเป็น พื้นที่หวงห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงโดยเด็ดขาดในพื้นที่ ๓๘,๘๕๐ ไร่เพื่อเป็นเขต สงวนและอนุรักษ์พันธุ์ปลาและสัตว์น้ำตามลักษณะและระบบนิเวศวิทยาของบึง บอระเพ็ด และในพื้นที่รอบนอกยังได้กำหนดเป็นเขตผ่อนผันที่อนุญาตให้ราษฎร สามารถทำการประมงได้โดยใช้เครื่องมือบางชนิดตามที่ราชการกำหนด เป็นต้นว่า เบ็ด ลอบ แต่จะขอสงวนสิทธิ์ในการยกเว้นทำการประมงโดยเด็ดขาดในฤดูน้ำแดง หรือฤดูปลาวางไข่ แต่ประชาชนก็ยังสามารถเข้าไปเก็บบัวและผักชนิดอื่น ๆ ได้ โดยพื้นที่ในส่วนนี้กำหนดไว้ ๙๓,๘๘๗ ไร่ ขณะเดียวกันในส่วนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รอบ ๆ บึงบอระเพ็ดที่มีการบุกรุกและรุกคืบพื้นที่และแนวเขตของบึงบอระเพ็ด มากขึ้น ผู้ให้ข้อมูลสำคัญหลายท่านได้ให้ข้อมูลว่าสภาพนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม รอบบึงบอระเพ็ดได้เปลี่ยนแปลงไปและเริ่มที่จะเสื่อมสภาพมากขึ้นส่วนหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดมาจากการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยและความ เจริญที่ถาโถมไปตามกาลเวลาในเรื่องดังต่อไปนี้ ๑. การก่อสร้างฝายน้ำล้นเพื่อยกระดับน้ำเมื่อปี ๒๔๖๙ ส่งผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศวิทยาภายในบึงบอระเพ็ด ขณะเดียวกันสิ่งที่ สูญเสียค่อนข้างใหญ่หลวงและเป็นรูปธรรมที่เกิดจากการพัฒนาข้างต้นก็คือ ป่าไม้ จำนวนมหาศาลที่อยู่ภายในบึงและรายรอบบึงได้ถูกตัดโค่นทำลายและถูกนำไปสู่ การแปรรูปจำหน่ายจำนวนมาก หลักฐานที่ปรากฏจะเห็นได้ว่าในทุก ๆ ปีที่เกิดภัย แล้งจะพบว่ามีตอไม้ขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ในบึงบอระเพ็ดจำนวนมาก และจาก ปรากฏการณ์ข้างต้นยังส่งผลกระทบไปยังสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่ก่อนนั้นมีอยู่จำนวน มากในบริเวณนี้และในบึงบอระเพ็ดซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่สัตว์ป่าเหล่านั้นใช้ดื่ม กินหรือหาอาหาร ทำให้มีทั้งสัตว์ป่าที่เป็นทั้งผู้ล่าและผู้เป็นเหยื่ออาศัยอยู่ในบริเวณ นี้จำนวนมาก แต่พอป่าถูกทำลายทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นไม่มีที่ซ่อนตัวหรือแฝงตัว
[๑๒๓] สุดท้ายจึงมีการอพยพโยกย้ายไปสู่ยังแหล่งอื่นและพื้นที่อื่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในที่สุด ๒. การสร้างประตูกั้นน้ำคลองบึงบอระเพ็ด ถือเป็นความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นอุปสรรคต่อระบบนิเวศในบึงบอระเพ็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการ เปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินทางของน้ำและสัตว์น้ำ รวมถึงปลาทุกชนิดที่อดีต สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างบึงบอระเพ็ดกับแม่น้ำสายสำคัญทั้งแม่น้ำน่าน แม่น้ำปิง และแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในฤดูวางไข่หรือฤดูน้ำแดง แต่ปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะเคลื่อนตัวออกไปสู่ระบบนิเวศตามห้วงฤดูกาลเหมือนเช่นที่ผ่านมา ได้ ยกเว้นในกรณีที่เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ซึ่งนานปีจะมีเกิดขึ้นหนึ่งครั้งเท่านั้น ๓. จากชุมชนเก่าแก่กระจัดกระจายอยู่รายรอบบึง ณ วันนี้กลับ กลายสภาพเป็นชุมชนที่มีความหนาแน่นขึ้นและมีวิถีชีวิตเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่ง ชนบทมากขึ้น และผลจากการกระจายอำนาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมาส่งผลหลายตำบลต่างก็ได้รับการ พัฒนาและยกฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบองค์การบริหารส่วน ตำบล ส่วนชุมชนที่มีความหนาแน่นและมีความเจริญระดับหนึ่งก็ได้รับการยก ฐานะเป็นเทศบาล ขณะที่ในภาพรวมของจังหวัดจากเดิมเป็นเพียงสภาจังหวัดก็ ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด และด้วยปัจจัยแห่งการเป็น องค์กรนิติบุคคลที่เปี่ยมด้วยอำนาจในการจัดสรรและพัฒนาท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องกับบึงบอระเพ็ดมีเพิ่ม มากขึ้น ขณะเดียวกันในโครงการพัฒนาบางโครงการยังส่งผลกระทบกับ สภาพแวดล้อมของบึงบอระเพ็ดเป็นเงาตามตัวด้วย ๔. มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้งถนนหนทางที่ เชื่อมต่อกันระหว่างชุมชนแทนการสัญจรทางเรือไปตามลำคลองสาขาเหมือนเช่นที่ เคยใช้ในอดีต และมีการขยายเขตปักเสาทั้งของการไฟฟ้า โทรศัพท์และ ระบบสื่อสารเข้าไปในทุกชุมชน ทำให้ชุมชนสามารถติดต่อสื่อสารหรือไปมาหาสู่ กันง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้มีการถาโถมและหลั่งไหลของ ข้อมูลข่าวสารรวมถึงวัฒนธรรมจากแหล่งอื่นหรือถิ่นอื่น แพร่กระจายเข้าไปใน ชุมชนอย่างรวดเร็วและรุนแรงด้วย ๕. มีการปรับเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรและการประมงเพื่อยังชีพเป็น อาชีพประกอบการเกษตรและการประมงเพื่อธุรกิจการค้าและเพื่อการส่งออก
[๑๒๔] ขณะเดียวกันเกษตรกรหรือชาวประมงก็ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตจากผู้ ปฏิบัติการ (ลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอน) มาเป็นผู้ประกอบการ (ผู้สั่งการ) โดยอาศัย เทคโนโลยี การสื่อสาร และองค์ความรู้สมัยใหม่ที่ลงทุนและลงแรงน้อยที่สุดแต่ได้ ผลตอบแทนและได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด ๖. มีการขยายตัวของชุมชนเมืองโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเพื่อการพาณิชย์และเพื่อที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเริ่มที่กระจัดกระจายและรุกคืบ พื้นที่ของบึงบอระเพ็ดมากขึ้นโดยมีการปรับถมพื้นที่เพื่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรร ซึ่งถือเป็นการรุกคืบหรือจำกัดพื้นที่ในการรองรับน้ำให้แคบลงหรือเล็ก ลง และส่วนหนึ่งยังเป็นการกีดขวางเส้นทางเดินของน้ำในฤดูน้ำหลากด้วย ๗. มีการเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เข้าไป เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชุมชนรอบบึงบอระเพ็ดในเกือบทุกมิติ ขณะเดียวกันความเจริญก็นำพาลูกหลานของคนในชุมชนได้เคลื่อนย้ายออกไปเพื่อ แสวงหาการศึกษา อาชีพ และแสงสีที่ทันสมัยในสังคมเมืองใหญ่ ๘. มีการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และนวัตกรรมสารพัดรูปแบบ เพื่อ เร่งผลิตผล เพื่อเพิ่มผลผลิต และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการทางการตลาด สุดท้ายเกิดสารพิษตกค้างทำให้ระบบนิเวศถูกทำลาย สภาพพื้นดินและคุณภาพน้ำ ได้รับผลกระทบและมีความเสื่อมโทรมติดตามมา ๙. มีการแปลงสินทรัพย์ (บึงบอระเพ็ด) ให้เป็นทุน ทั้งจากภาครัฐและ ภาคเอกชนโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคการเกษตรและการ ประมง รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม รีสอร์ท ฯลฯ) ที่นับวันจะเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น สำหรับผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมของบึงบอระเพ็ด สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ 3 มิติดังนี้ 1. มิติการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ (Physical) และด้านนิเวศวิทยา (Ecological) ของบึงบอระเพ็ด ในปัจจุบันพบว่าหลังการก่อสร้างฝายน้ำล้นเพื่อ ยกระดับน้ำเมื่อปี ๒๔๖๙ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศวิทยา ภายในบึงบอระเพ็ด ทำให้ป่าไม้ที่มีอยู่เดิมยืนต้นตายและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่ก่อน นั้นมีอยู่จำนวนมากในบริเวณนี้ไม่มีที่ซ่อนตัวหรือแฝงตัว สุดท้ายจึงมีการอพยพ โยกย้ายไปสู่ยังแหล่งอื่นและพื้นที่อื่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ในที่สุด นอกจากนั้นใน การสร้างประตูน้ำกั้นปากคลองบึงบอระเพ็ดยังเป็นอุปสรรคต่อระบบนิเวศใน
[๑๒๕] บึงบอระเพ็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของสัตว์น้ำและ ปลาทุกชนิดที่อดีตสามารถที่จะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างบึงบอระเพ็ดกับแม่น้ำสาย สำคัญทั้งแม่น้ำน่าน แม่น้ำปิง และแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในฤดูวางไข่หรือฤดู น้ำแดง ซึ่งปัจจุบันนี้ปูปลาและสัตว์น้ำน้อยใหญ่ไม่สามารถที่จะแหวกว่ายเชื่อมต่อ หากันได้ จะมีเพียงบางปีเท่านั้นที่เกิดกรณีน้ำเหนือไหลบ่าและเกิดน้ำท่วมขัง ปู ปลาและสัตว์น้ำถึงมีโอกาสเดินทางวนเวียนไปมาระหว่างบึงบอระเพ็ดกับแม่น้ำ สายสำคัญตามวงจรชีวิต สำหรับแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาและส่งผลในเชิงบวกต่อการ พัฒนาบึงบอระเพ็ด ที่จำเป็นและเร่งด่วนเห็นว่าน่าจะดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ ๑) ประชาชนและชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อ หยุดยั้งกระบวนการทำลายสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของบึงบอระเพ็ดในทุก มิติโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหรือแนวทางในการประกอบอาชีพการเกษตร หรือการประมงที่ต้องพึ่งพาสารเคมีให้หันกลับมาพึ่งพาระบบเกษตรอินทรีย์หรือ เกษตรวิถีธรรมชาติหรือการพึ่งพิงธรรมชาติ ๒) ประชาชนและชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุนร่วมมือ กับทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือจาก ส่วนกลางในการสนับสนุนร่วมมือที่จะยึดถือความถูกต้อง ชอบธรรม เคารพใน ประกาศ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายอื่นใด ทั้งนี้เพื่อหยุดยั้งวงจรการรุก คืบ กอบโกย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นของส่วนรวมมาเป็นของ ส่วนตน หรือมีใช้โอกาสและอิทธิพลอื่นใดในการตักตวง ครอบงำทรัพยากรของ ประเทศโดยอาศัยอำนาจทางเศรษฐกิจหรืออำนาจนอกระบบใด ๆ ที่จะเกิด ประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว แล้วสนับสนุนให้ทุกคนทุกฝ่ายหันมาจับมือกันและ ร่วมมือกันพัฒนาบึงบอระเพ็ดเพื่อให้สมบัติของชาติให้ยืนยงอยู่อย่างยาวนานชั่วลูก ชั่วหลาน และร่วมมือกันบริหารจัดการประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่ง ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และร่วมกันใช้ประโยชน์จากบึงบอระเพ็ดอยู่บนฐาน ของความพอดี พอประมาณและมีเหตุมีผล 2. มิติการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ (Economic) หรือความคุณค่า ในการใช้ประโยชน์ (Use Values) พบว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานทั้งถนนหนทางเชื่อมต่อกันระหว่างชุมชนแทนการสัญจรทางเรือไปตาม ลำคลองสาขาเหมือนเช่นในอดีต ขณะเดียวกันก็มีการขยายเขตปักเสาทั้งของการ
[๑๒๖] ไฟฟ้า โทรศัพท์และระบบสื่อสารเข้าไปในทุกชุมชน ทำให้ชุมชนสามารถ ติดต่อสื่อสารหรือทำการค้าขายได้ง่ายขึ้นและสะดวกมากขึ้น พร้อมกันนั้นชาวนา หรือเกษตรกรแบบดั้งเดิมก็ได้มีการปรับเปลี่ยนวิถีการประกอบอาชีพจากผู้ ปฏิบัติการ (ลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอน) มาเป็นผู้ประกอบการ (ผู้สั่งการ) โดยอาศัย เทคโนโลยี การสื่อสาร และองค์ความรู้สมัยใหม่ที่ลงทุนและลงแรงน้อยที่สุดแต่ได้ ผลตอบแทนและได้ผลทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่ามากขึ้น ไม่เฉพาะเท่านั้นในด้านการ ขยายตัวของชุมชนเมืองโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่อการพาณิชย์และ เพื่อที่อยู่อาศัยปัจจุบันก็เริ่มที่รุกคืบพื้นที่ของบึงบอระเพ็ดมากขึ้นโดยมีการปรับถม พื้นที่เพื่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรร ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งที่ ก่อให้เกิดการรุกคืบหรือจำกัดพื้นที่ในการรองรับน้ำของบึงบอระเพ็ดให้แคบลง หรือเล็กลง ขณะเดียวกันการก่อสร้างโครงการหรือหน่วยเศรษฐกิจระดับจุลภาค และมหภาคส่วนหนึ่งยังเป็นการกีดขวางเส้นทางเดินของน้ำในฤดูน้ำหลากด้วย ทั้งนี้ผลจากการแปลงสินทรัพย์ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (บึงบอระเพ็ด) ให้เป็นทุน ทั้งจากหน่วยงานหรือโครงการจากทาง ภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคการเกษตร และการประมง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ถึงแม้ส่วน หนึ่งจะดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่นำมาหรือช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ในทาง กลับกันก็ได้มีส่วนสำคัญในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงไปทุก วันๆ เป็นต้นว่า พิษผลจากขยะหรือขยะพิษ น้ำเสีย หรือสารปฏิชีวนะตกค้างอื่น ๆ จากชุมชนยังส่งผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อบึงบอระเพ็ดด้วย สำหรับแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาและส่งผลในเชิงบวกต่อการ พัฒนาบึงบอระเพ็ดด้านเศรษฐกิจนั้น ที่จำเป็นและเร่งด่วนเห็นว่าน่าจะดำเนินการ ในเรื่องต่อไปนี้ ๑) หน่วยงานภาครัฐหรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นจริงแก่ผู้ประกอบการและประชาชนก่อให้การความโปร่งใส ชัดเจน และไม่คลุมเครือในวิธีคิดหรือวิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุน การ พัฒนาหน่วยธุรกิจ หรือโครงการจัดสรรที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่คาบเกี่ยวกับบึง บอระเพ็ด เพื่อก่อให้เกิดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน เป็นจริง ร่วมกันระหว่าง หน่วยงานราชการ นักลงทุน ผู้มีส่วนได้เสีย หรือประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
[๑๒๗] ๒) ในบางโครงการควรที่จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นใน ลักษณะเวทีสาธารณะที่ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีความครอบคลุมและทั่วถึงใน ทุกหมู่บ้านและตำบลเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับโอกาสในการได้รับฟังและรับรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดผลกระทบต่อบึงบอระเพ็ด และสามารถที่จะมีส่วน ร่วมในการสะท้อนความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ตามสิทธิและหน้าที่ที่พึงจะกระทำได้ และ ที่สำคัญควรที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ให้ โครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความบริสุทธิ์สะอาด และปราศจากผลประโยชน์ แอบแฝง ๓. มิติการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพชีวิต (Quality of Life) สังคม วัฒนธรรม (Social Cultural) พบว่า จากชุมชนเก่าแก่กระจัดกระจายอยู่รอบบึง วันนี้กลับกลายสภาพเป็นชุมชนที่มีความหนาแน่นขึ้นและมีวิถีชีวิตเป็นชุมชนกึ่ง เมืองกึ่งชนบทมากขึ้น ประกอบกับมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้ง ถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันระหว่างชุมชนแทนการสัญจรทางเรือเหมือนในอดีต และ มีการขยายเขตปักเสาทั้งของการไฟฟ้า โทรศัพท์และระบบสื่อสารเข้าไปในทุก ชุมชน ทำให้เกิดการถาโถมและหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารรวมถึงวัฒนธรรมจาก แหล่งอื่นหรือถิ่นอื่นแพร่กระจายเข้าไปในชุมชนอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่เฉพาะ เท่านั้นวิถีชีวิตจากการประกอบอาชีพเกษตรและการประมงเพื่อการยังชีพ ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อธุรกิจการค้าและเพื่อการส่งออก และปรับเปลี่ยนวิถีการ ดำเนินชีวิตจากผู้ปฏิบัติการ (ลงมือปฏิบัติทุกขั้นตอน) ไปเป็นผู้ประกอบการ (ผู้สั่ง การ) โดยอาศัยเทคโนโลยี การสื่อสาร และองค์ความรู้สมัยใหม่ที่ลงทุนและลงแรง น้อยที่สุดแต่ได้ผลตอบแทนและได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากกระแสการ เคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีจากต่างถิ่นได้รุกคืบเข้าไป เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชุมชน ขณะเดียวกันความเจริญก็ได้นำพาลูกหลาน ของคนในชุมชนเคลื่อนย้ายออกไปเพื่อแสวงหาการศึกษา อาชีพ และแสงสีที่ ทันสมัยในสังคมเมืองใหญ่แล้วนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชน อีกทางหนึ่งด้วย จากสภาพปัญหาข้างต้นประเมินได้ว่าแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหา และส่งผลในเชิงบวกต่อการพัฒนาบึงบอระเพ็ด จำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องสร้าง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ปราศจากการบิดเบือนหรือเจือปนด้วยอคติ ทุกคนทุกฝ่าย ในชุมชนและสังคมควรที่จะได้รับโอกาสในการรับฟังและรับรู้หรือการช่วยเหลือ
[๑๒๘] แบ่งปัน ข้อมูลข่าวสารที่มาจากจิตใจที่มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บริสุทธิ์ สะอาด โปร่งใส และไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อกัน ส่งเสริมให้เกิดความพอดี พอประมาณ และ พอเพียง พร้อมกันนั้นทุกคนทุกฝ่ายก็ควรที่จะมีโอกาสหรือมีส่วนสำคัญในการ สนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลอรรถประโยชน์เพื่อส่งผลให้ชุมชนและท้องถิ่นรวมทั้งยัง เผื่อแผ่ไปยังคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในโครงการต่าง ๆ ที่จะพัฒนาบึงบอระเพ็ดและพื้นที่โดยรอบทั้งที่เป็นของหน่วยงานในการกำกับของ รัฐหรือหน่วยงานรัฐ รวมถึงโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและประชาชน ของนายทุนหรือกลุ่มทุนที่เป็นภาคเอกชน ภายใต้บริบทแห่งการบูรณาการเพื่อ จัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและดำรงคุณค่าแห่งความหลากหลายทาง คุณธรรม จริยธรรมในระดับชุมชน ท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งการ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การพัฒนาบึงบอระเพ็ดบนฐานการมีส่วนร่วม ๑. ด้านการมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาบึงบอระเพ็ดบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมทางด้านข้อมูล ข่าวสารนั้นผู้ให้ข้อมูลสำคัญให้ความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า ภาครัฐหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบึงบอระเพ็ดควรที่จะมีการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้กับ หน่วยงานในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น รวมถึงประชาชนให้ได้รับทราบว่าจะมีการ ดำเนินการอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร อย่างน้อยก็เพื่อให้ประชาชนหรือส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจในวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการพัฒนา และที่สำคัญคือ ประชาชนจะได้ปรับตัวเพื่อรองรับกับอรรถประโยชน์ ปัญหา หรือผลกระทบที่จะ ติดตามมาจากการพัฒนาตามโครงการนั้น ๆ ทั้งนี้การรับทราบข้อมูลข่าวสารถือ เป็นเครื่องมือทางสังคมที่สำคัญในการมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสที่จะเข้าใจ เข้าถึง และเกิดจิตสำนึก ขณะเดียวกันข้อมูลข่าวสารที่ได้รับก็ จะเป็นฐานข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ที่ เกี่ยวข้อง ยิ่งประชาชนเข้าใจมากขึ้นและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้นก็ยิ่ง เป็นผลดีทำให้ภาครัฐ หน่วยงานรัฐมีต้นทุนในการดำเนินงานหรือการบังคับใช้ กฎหมายน้อยลง ยิ่งโครงการพัฒนาใดเป็นโครงการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
[๑๒๙] จารีต ประเพณี หรือวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น ก็ยิ่งจะทำให้ โครงการพัฒนานั้น ๆ สามารถดำเนินการได้โดยได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือ และความร่วมมืออย่างดีจากประชาชน การประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวจากหน่วยงานภาครัฐในโครงการพัฒนาถือ เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริมสร้างวิสัยทัศน์ในการพัฒนาร่วมกัน ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการเปิดรับข้อมูลข่าวสารจาก ประชาชนและส่วนงานที่เกี่ยวข้องให้ได้มีโอกาสร่วมแสดงข้อคิดเห็น ทั้งนี้แนวทาง ในการพัฒนาการมีส่วนร่วมในเรื่องข้างต้นนี้ หน่วยงานภาครัฐควรมียุทธศาสตร์ใน การสื่อสารทำความเข้าใจ โดยมีระบบการสื่อสารที่ดีและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย มี ความชัดเจน เพื่อจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่ายหรือพันธมิตรที่เป็นแนว ร่วมในการพัฒนา รวมถึงยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการรับรู้และจิตสำนึกที่ มีมิติที่ลึกซึ้งและยืนยาวหรือยั่งยืน ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการ เสริมสร้างฉันทามติ (Consensus) ในการมีส่วนร่วมสำคัญที่จะเกิดขึ้นในมิติของ การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารยัง เป็นวิธีง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้วางแผนโครงการ และยังเปิด โอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าว การแสดงนิทรรศการ และการทำหนังสือพิมพ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ นั่น คือการตัดสินใจแล้วมาแจ้งให้ทราบจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีผลกระทบต่อ ประชาชน หรืออาจมีแต่ไม่มากนัก ฉะนั้นการร่วมรับรู้ในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐ ได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการหรือกิจกรรมการพัฒนาบึงบอระเพ็ดแก่ ประชาชน เมื่อรัฐมีความคิดริเริ่มมีนโยบายที่จะให้มีโครงการหรือกิจกรรมนั้น ๆ แล้วจะต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นของการให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เนื่องจาก ข้อมูลข่าวสารที่ภาครัฐแจ้งหรือแถลงออกมาจะบ่งบอกถึงโครงการหรือกิจกรรม การพัฒนาที่กำลังจะมีขึ้นหรือเกิดขึ้น รวมถึงบ่งบอกถึงความจำเป็นและ ความสำคัญที่จะต้องให้มีโครงการหรือกิจกรรมนั้น ๆ รวมถึงการดำเนินการและ มาตรการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาด้วยการร่วมรับรู้ในข้อมูลข่าวสารที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบึงบอระเพ็ดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะนำไปสู่การมีส่วนร่วม ในการพัฒนาอย่างชัดเจน
[๑๓๐] กล่าวโดยสรุป การรับทราบข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะในโครงการ พัฒนาต่าง ๆ นั้นถือเป็นเครื่องมือทางสังคมที่สำคัญในการมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสที่จะเข้าใจ เข้าถึง และเกิดจิตสำนึก ยิ่ง ประชาชนเข้าใจมากขึ้นและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเป็น ผลดีทำให้โครงการพัฒนานั้น ๆ สามารถดำเนินการได้โดยได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือ และความร่วมมืออย่างดีจากประชาชนโดยการสื่อสารที่จะนำมาซึ่ง ความเข้าใจอันดีนั้นน่าจะประกอบด้วย ๑) ข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารนั้นควรที่จะ เกิดประโยชน์ต่อโครงการและส่วนรวม ๒) ข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารจะต้องมี ความครบถ้วน ชัดเจนและมีความโปร่งใส ๓) ข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารจะต้องไม่มี อคติที่นำไปสู่การบิดเบือน ๔) ข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารเพื่อความเข้าใจควรเป็นไป ในทิศทางเดียวกัน และ ๕) ข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารจะต้องส่งเสริมให้คนหันหน้า มาเจรจา พูดคุย และสร้างความเข้าใจ ความสมัครสมานสามัคคีกัน ๒. การมีส่วนร่วมในการประชุมรับฟังความคิดเห็น หลักการสำคัญที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนรับรู้และ แสดงความคิดเห็นต่อโครงการพัฒนาที่อาจจะมีผลกระทบต่อประชาชนและสังคม นั้น นอกจากที่จะต้องมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว สิ่งสำคัญที่ส่วนงาน ภาครัฐควรสนับสนุนหรือดำเนินการก็คือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก โครงการพัฒนา โดยการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งที่เป็นส่วนงานภาครัฐ เอกชน องค์กรในประชาสังคม และประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงออกซึ่งความ คิดเห็นในทุกขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่นให้กับประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ความคิดเห็นที่เขาเหล่านั้นเสนอไปถือเป็นองค์ประกอบ สำคัญในการตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในโครงการนั้น ๆ การ ประชุมรับฟังความคิดเห็นถือเป็นการเชิญชวนให้ประชาชนแสดงออกทางความ คิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพัฒนามากขึ้น ถือเป็นสร้างธรรมาภิบาลใน ชุมชน (Community Good Governance) โดยเมื่อประชาชนได้ร่วมรับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากภาครัฐหรือหน่วยงานรัฐแล้ว ประชาชนก็จะร่วมค้นหาปัญหา สาเหตุ ของปัญหา ความจำเป็น และความต้องการที่อยากให้มีโครงการพัฒนาเพื่อ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ
[๑๓๑] หรือกิจกรรม หรือหน่วยงานที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจะได้นำไปใช้ประกอบการ พิจารณาให้โครงการพัฒนานั้น ๆ เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาสำหรับโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ดหากจะพิจารณาในระดับ หน่วยงานทั้งในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อจะมีการพัฒนาอะไร เกี่ยวกับบึงบอระเพ็ดก็พอจะมีโอกาสบ้างที่จะได้เข้าไปร่วมรับฟังการ ประชุมสัมมนา แต่ที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะเพื่อการรับรู้มากกว่าการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่ในระดับประชาชนนั้นโอกาสที่จะได้เข้าร่วมประชุม สัมมนา ประชาพิจารณ์ หรือการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาบึง บอระเพ็ดนั้นมีน้อยมาก จึงส่งผลให้โอกาสที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้น้อยลง ไปเป็นเงาตามตัวด้วย ขณะเดียวกันหากมีการประชุมเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นใน บางครั้งก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการให้บรรลุยังวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย แต่ที่ นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบันนั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่ครบพร้อมตาม กระบวนการมากกว่า ทั้งนี้ที่ไม่สำเร็จหรือไม่บรรลุผลนั้นส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจาก สาเหตุสำคัญในหลาย ๆ ประการต่อไปนี้ ๑) เวลาและจำนวนในการประชุมรับฟังความคิดเห็นมีค่อนข้าง จำกัด ทำให้ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจได้หมดทุกเรื่องหรือทุกมิติของการพัฒนา เนื่องจากบางครั้งบางโครงการเป็นการทำงานในรูปแบบราชการดังนั้นการทำงาน ต้องขึ้นอยู่กับเวลาเป็นตัวกำหนดงาน เช่น การขุดลอกส่วนใหญ่จะทำกันในช่วงต้น ฤดูฝนเนื่องจากงบประมาณออกมาในช่วงนั้น การทำความเข้าใจหรือการรับฟังก็ แทบจะไม่มีเวลาดำเนินการ และประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งพื้นฐาน ความเข้าใจในระบบราชการก็มีน้อยผนวกกับประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมต่างก็เร่งรับดำเนินการในเรื่องพืชนาไร่สวนมากกว่าทำให้ไม่ค่อยจะมี เวลามานั่งรับฟังหรือเสนอความคิดเห็นในการประชุม ๒) ความเป็นสังคมเมืองบางส่วนที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่บึงบอระเพ็ด ถือเป็นอุปสรรคสำคัญและมักจะมีปัญหาในการประชุมเพราะจะเกิดการรวมตัวกัน ได้ยาก เนื่องด้วยสภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมืองจะเป็นสังคมต่างคนต่างอยู่เป็น รูปแบบการใช้ชีวิตในเชิงการแก่งแย่งแข่งขันต่างคนต่างแสวงหาผลประโยชน์ให้กับ พวกพ้องและญาติมิตรจึงทำให้การรวมตัวกันแต่ละครั้งในการประชุมค่อนข้างจะ ลำบากและมักมีปัญหาในที่ประชุมเนื่องจากทุกคนทุกฝ่ายก็จะแสดงจุดยืนของ ตนเองออกมากมากกว่าการที่จะเกิดการโอนอ่อนผ่อนตามที่มักจะเกิดขึ้นในสังคม
[๑๓๒] ชนบท ที่ผู้คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มากกว่า ๓) ประชาชนไม่นิยมที่จะเสนอหรือสะท้อนปัญหามายัง หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยในการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้งทั้งที่เป็นการทำประชา พิจารณ์หรือการประชุมประชาคมภายในหมู่บ้านส่วนใหญ่ประชาชนยังมีการเข้า ร่วมน้อยมากในการเสนอปัญหาต่าง ๆ ฉะนั้นฐานข้อมูลในการพัฒนาจึงขาดการ นำประเด็นปัญหาที่แท้จริงในบางเรื่องไปพิจารณาเป็นประเด็นที่สำคัญ ส่งผลให้ ประชาชนส่วนหนึ่งมักจะมองว่าภาครัฐพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งก็เป็น วัฒนธรรมหนึ่งในสังคมไทยที่มักจะมีผู้วิจารณ์มากกว่าผู้ที่เสนอ หรือสะท้อนปัญหา หรือรักษาสิทธิ์ของตนเองโดยการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการ ประชุม ๔) การประชุมสำคัญๆ ในบางเรื่องหรือในบางโครงการเกี่ยวกับ การพัฒนาที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบยังขาด การประชาสัมพันธ์หรือให้ความสำคัญในด้านนี้น้อย หรือบางโครงการระเบียบวี ปฏิบัติสังเกตดูคล้ายๆ กับจะมีเป้าหมายที่ไม่ต้องการให้คนหรือประชาชนเข้าร่วม ในจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากมีงบประมาณที่น้อย หรือบางครั้งอาจจะเพื่อ ต้องการสกัดกั้นปัญหาความแตกแยกทางความคิดในที่ประชุม ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดภาพการประชุมที่เห็นเพียงประสานงานไปยังผู้นำชุมชนกลุ่มเดิม ชุด เดิม ความคิดเดิม หรือความคิดในแนวทางเดียวกันเข้าร่วมประชุมกัน โดยกันหรือ กีดกันคนที่คิดต่าง เห็นต่าง หรือไม่ใช่พรรคไม่ใช่พวกให้หลุดจากวงโคจรหรือไม่ ได้รับสิทธิ์เชื้อเชิญเข้าร่วมประชุม ๕) ประชาชนไม่ค่อยออกความเห็นหากเขาพบว่าบรรยากาศใน ห้องประชุมที่มีการออกความคิดเห็นแล้วอาจจะมองว่าเป็นการสร้างศัตรู ทั้งนี้ เพราะประชาชนยังมีทัศนคติที่มองการอยู่ร่วมกันแบบสังคมพึ่งพาอาศัย สังคมที่จะ มีการสนับสนุนช่วยเหลือ เกื้อกูล ซึ่งจะทำให้ประชุมในแต่ละครั้งส่วนใหญ่ผู้ที่พูด หรือแสดงความคิดเห็นก็จะเป็นคนกลุ่มเดียว กลุ่มเดิม จึงทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วม ประชุมกลุ่มอื่นหรือคนอื่นไม่กล้าแสดงความคิดเห็นมากเท่าที่ควรกลัว ทั้งนี้เพราะ อาจจะคิดว่าจะเป็นความผิดหมองข้องใจกันเปล่าๆ นั่นเอง กล่าวโดยสรุป หากจะมีการประชุมเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นให้ บรรลุยังวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย จะต้องมีการสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องต่าง ๆ
[๑๓๓] ดังต่อไปนี้ ๑) ควรเพิ่มระยะเวลาและจำนวนครั้งในการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพิ่มมากขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจในทุกมิติของการพัฒนา ๒) การประชุมรับฟัง ความคิดเห็นควรตั้งอยู่เป็นพื้นฐานของความเป็นกัลยาณมิตร เพื่อหาทางออก ร่วมกันและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓) การประชุมรับฟังความคิดเห็นควรเปิด โอกาสให้ประชาชนสะท้อนปัญหาที่แท้จริงมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้พัฒนาสามารถที่ จะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดมากที่สุด ๔) การประชุมรับฟังความคิดเห็นในแต่ละครั้ง ควรที่จะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมมากที่สุด และ ๕) การ ประชุมรับฟังความคิดเห็นควรมีการสร้างบรรยากาศการประชุมให้เกิดความ สมานฉันท์ เท่าเทียม และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อำนาจการตัดสินใจในการพัฒนาบึงบอระเพ็ดในรอบหลายสิบปีที่ผ่าน มานั้น เป็นการพัฒนาที่ผ่านกระบวนการวางแผนแบบบนลงล่าง (Top to down Planning) ทั้งนี้เพราะเพราะอำนาจตัดสินใจที่จะพัฒนาบึงบอระเพ็ดหรือไม่พัฒนา นั้นอยู่ในกำมือของชนชั้นผู้นำระดับสูง ทั้งผู้ที่มีอำนาจในทางการเมืองในระดับชาติ รัฐบาล หรือหน่วยงานบริหารราชการส่วนกลางในระดับกระทรวงเป็นหลัก โดยที่ ผ่านมาประชาชนจะมีส่วนในการตัดสินใจน้อยมาก นอกจากในบางกรณีที่ ประชาชนทนไม่ไหวจึงจะมีการถวายฎีกาหรือว่าสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน ทุกข์เข็ญในลักษณะของการประสบปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งอย่างหนักเท่านั้น การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) จึงถือเป็นโอกาสที่ ริบหรี่และยุ่งยากมากสำหรับประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ เพราะการที่จะมีส่วนร่วมใน การตัดสินใจนั้นเป็นการมีส่วนร่วมที่เป็นการแสดงออกด้านความคิดเกี่ยวกับการ จัดระบบหรือกำหนดระบบของโครงการเป็นการประเมินปัญหาหรือทางเลือกที่จะ สามารถเป็นไปได้ที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาตามเจตนารมณ์ที่ประชาชน ต้องการ โดยการประเมินหรือสะท้อนสภาพที่เป็นอยู่และสาเหตุของปัญหา ทั้งใน ขั้นต้น (Initial Decision) และในขั้นเตรียมการ (Ongoing Decision) ซึ่งเป็นการ ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่อยู่รายรอบบึงบอระเพ็ด และเป็นการ หาช่องทางในการแก้ปัญหารวมทั้งลำดับความสำคัญของโครงการที่จะต้อง ดำเนินการว่าควรดำเนินการอะไรก่อนหรือหลัง ส่วนในขั้นการตัดสินใจปฏิบัติการ (Operation Decision) ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะเป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
[๑๓๔] และหน่วยงานในระดับภูมิภาค เช่น จังหวัดจะเป็นหน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจัด จ้างหรือสรรหาบริษัทรับเหมาเข้ามาดำเนินการ ซึ่งในส่วนนี้ประชาชนจะมีโอกาส น้อยมาก ยกเว้นอาจจะมีผู้แทนในระดับผู้นำท้องถิ่นหรือผู้นำท้องที่เข้าไปเป็น ตัวแทนในรูปแบบคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มีบุคคลเหล่านั้น น้อยมากที่จะนำผลการตัดสินใจลงไปขยายผลให้ประชาชนได้รับรู้หรือรับทราบทั้ง ที่ทุกโครงการที่มีการพัฒนาบึงบอระเพ็ดต่างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเกิด การกินดีอยู่ดี มีรายได้สูงขึ้น ตลอดถึงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กว่าเดิม การมีส่วนร่วมทางการตัดสินใจจึงเป็นโอกาสที่คนในชุมชนรอบบึง บอระเพ็ดที่เป็นผู้รู้ถึงสภาพปัญหาและความต้องการต่าง ๆ เป็นอย่างดี ด้วยเพราะ เป็นผู้ที่อาศัยในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวของ ปัญหาและความต้องการดีว่าอยากให้บึงบอระเพ็ดพัฒนาเป็นอย่างไรและเป็นไปใน ทิศทางใด โดยเฉพาะการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา หรือพันธุ์สัตว์น้ำซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ข้างต้นนี้ ดังนั้นในอนาคตหาก มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่รายรอบบึงบอระเพ็ดได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจในขั้นตอนต่าง ๆ ของการพัฒนา จึงน่าจะเป็นทิศทางที่ดีเพื่อที่จะได้สร้าง ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเป็นการพัฒนาที่มุ่งส่งเสริมหรือแก้ปัญหาให้กับชุมชน หรือประชาชนในภูมิภาคนี้ได้อย่างตรงจุดกับความต้องการมากขึ้น กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาบึง บอระเพ็ดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควรที่จะมีการพัฒนาที่เกิดจากการวางแผนแบบ ล่างขึ้นบน (Bottom-Up Planning) โดยรัฐบาลหรือหน่วยงานบริหารราชการ ส่วนกลางควรที่จะให้อำนาจในการตัดสินใจอยู่กับประชาชนในระดับล่างหรือ ระดับท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะประชาชนในท้องถิ่นคือผู้ที่รู้และเข้าใจถึงสภาพปัญหา และความต้องการต่าง ๆ ของชุมชนตนเองเป็นอย่างดี ดังนั้นหากประชาชนใน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจก็ย่อมที่จะทำให้โครงการพัฒนานั้น ๆ ได้ยอมรับ และสนับสนุนและมีโอกาสที่จะบรรลุสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ง่าย และในทาง ตรงกันข้ามหากประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการพัฒนาไม่ให้ การสนับสนุนจนถึงขั้นทำการต่อต้าน โครงการพัฒนาชุมชนนั้นย่อมประสบกับ ความล้มเหลวในที่สุดด้วย
[๑๓๕] ๔. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสนับสนุน โครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ดในทุกโครงการโดยเฉพาะแนวทางที่จะ พัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครสวรรค์นั้น มี วัตถุประสงค์เพื่อที่จะก่อให้เกิดแหล่งรายได้ให้กับคนในจังหวัดเพื่อให้ประชาชนกิน ดีอยู่ดี มีรายได้สูงขึ้น มีมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น รวมตลอดถึงต้องการให้บึง บอระเพ็ดมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นแนวคิดของการ พัฒนาในลักษณะที่จะใช้รูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ เป็นต้นว่าที่บึงฉวาก จังหวัด สุพรรณบุรี บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร หรือที่กว้านพะเยา จังหวัดพะเยา ทั้งนี้เพราะ ปัจจุบันสภาพปัญหาความต้องการ ตลอดจนสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ค่านิยม และวัฒนธรรมของสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ขึ้น คนมีความเครียดมากขึ้น คนต้องการที่พักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น เมื่อภาครัฐมี การพัฒนาบึงบอระเพ็ดในเชิงกายภาพให้ดีขึ้น มีการปลูกสร้างหรือก่อสร้างสิ่ง กระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนในพื้นที่อื่น ภูมิภาคอื่น หรือคนต่างชาติก็จะมีโอกาสหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัด นครสวรรค์มากขึ้น การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ที่จะมีส่วน ร่วมในการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาบึงบอระเพ็ดนั้น ที่ผ่านมามีการขับเคลื่อน โดยหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดในการพัฒนา สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าโอท็อป โดยการส่งเสริมให้ระดับ มาตรฐานหรือความน่าเชื่อถือเป็นสินค้าในนามคนนครสวรรค์ เรียกว่า นครสวรรค์ เบสท์ (Nakhonsawan Best) ทั้งที่เป็นขนมโมจิขึ้นชื่อ ลูกชิ้นปลากรายเจ้าอร่อย และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาบึงบอระเพ็ดทางอ้อม ขณะเดียวกันในกระบวนการพัฒนาบึงบอระเพ็ดที่มุ่งเน้นที่จะให้ประชาชนใน ท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการพัฒนานั้น ๆ องค์การบริหารส่วนจังหวัด นครสวรรค์ซึ่งถือเป็นองค์กรการปกครองในระดับท้องถิ่นที่คนนครสวรรค์เป็น เจ้าของ และคนนครสวรรค์เป็นผู้บริหารที่ผ่านมาได้มีการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการพัฒนาบึงบอระเพ็ดไปจำนวนหนึ่ง แต่การพัฒนาเกิดการไม่ต่อเนื่องอัน เนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เมื่อเปลี่ยนแปลงผู้บริหารนโยบายใน การพัฒนาบึงบอระเพ็ดและการส่งเสริมการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ปัจจุบันนี้ถึงแม้จะมีการวางโครงสร้างในรูปแบบอาคารสถานที่และระบบ
[๑๓๖] สาธารณูปโภคไว้พร้อมแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องมาจากขาดการประชาสัมพันธ์และขาดการจัดกิจกรรมส่งเสริมการ ท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องประกอบกับในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาบึงบอระเพ็ดประสบปัญหา ภัยแล้ง น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดก็ได้แห้งขอดเนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ รอบ ๆ บึงก็ได้สูบน้ำขึ้นไปทำนาปรังจำนวนมาก ทั้งนี้เนื่องจากราคาข้าวเปลือก ในช่วงนั้นสูงและรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้เปิดโครงการรับจำนำทุกเมล็ด ทำให้การทำ นาปรังรอบบึงบอระเพ็ดมีถึงปีละ ๓-๔ รอบ สุดท้ายบึงบอระเพ็ดก็เลยประสบ ปัญหาแล้งจัดในรอบ ๕๐ ปี และแล้งจนเห็นตอไม้จำนวนมากของป่าบึงบอระเพ็ด ในอดีตโผล่ขึ้นอยู่เต็มบึง กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสนับสนุนร่วมมือในการ พัฒนาบึงบอระเพ็ดจะต้องคำนึงว่าการมีส่วนร่วมที่แข็งขันมีใช่เกิดขึ้นจากการออก คำสั่ง แต่จะเกิดจากการมีส่วนร่วมที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ การมีส่วนร่วมจึง จะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นที่มาของแนวความคิดแบบประชาสังคมที่ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกสาธารณะ และทำให้เกิดองค์กรทางสังคมก่อ ตัวขึ้นมาเป็นภาคีเครือข่าย เช่น ชมรม สมาคมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือการ อนุรักษ์บึงบอระเพ็ด ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมในมิติแห่งการแสดงออกถึงการเป็น ภาคีเครือข่ายที่มีความเสมอภาคกันและเท่าเทียมกันทางสังคม ๕. การมีส่วนร่วมในด้านการเสริมอำนาจ การมีสิทธิชุมชนคือพื้นฐานของการมีส่วนร่วมในด้านการเสริมอำนาจ ในการพัฒนาบึงบอระเพ็ดที่จะเกิดขึ้นได้จากการที่ประชาชนและชุมชนมีความ เข้าใจและหวงแหนบึงบอระเพ็ดซึ่งเป็นฐานทรัพยากรอันเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ ของชุมชนและสอดคล้องกับวิถีครรลองชีวิตของชุมชน ถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงาน ภาครัฐไม่เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของชุมชนระบบความเชื่อ ศาสนา จารีต ประเพณี หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันหรือเกี่ยวเนื่องกับชุมชนก็ อาจจะถูกละเลยไปด้วย ซึ่งผลสะท้อนติดตามมาคือผลจากการพัฒนาก็อาจจะ ส่งผลให้สิทธิบางอย่างของประชาชนและชุมชนก็อาจจะถูกละเลยหรือถูกกีดกัน ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น การพัฒนาบึงบอระเพ็ดควรให้ความสำคัญกับประชาชนเจ้าของ พื้นที่ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำมาหากินรายรอบบึงบอระเพ็ดเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ เพราะว่าเป็น “สิทธิชุมชน” ที่เขาเหล่านั้นควรจะได้รับการเยียวยาหรือดูแลและ
[๑๓๗] เพื่อการใช้ประโยชน์โดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือคนอื่น ในสังคมนครสวรรค์หรือสังคมไทยถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดสิทธิชุมชนอย่าง แท้จริงโดยถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการส่งเสริมอำนาจทั้งในลักษณะปัจเจกบุคคล ที่จะเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทางการพัฒนา และการมีส่วนร่วมที่จะ ก่อให้เกิดการสร้างภาคีเครือข่ายในลักษณะของกลุ่ม ขบวนการเพื่อมุ่งสร้าง พื้นฐานอำนาจในการต่อรอง ขณะเดียวกันการมีส่วนร่วมในลักษณะที่ให้ ความสำคัญที่จะก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมที่ดีโดยเน้นที่กลุ่มเป้าหมายและการ กระจายอำนาจสู่ประชาชนยังถือเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมและ เป็นการสร้างความชอบธรรมในสังคม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง การศึกษา หรือแม้แต่การบริหารจัดการโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นโดยชุมชนเองก็ถือ ได้ว่าเป็นสิทธิหรือเป็นเรื่องของประชาชน ซึ่งไม่ใช่จะเกิดขึ้นหรือเป็นเรื่องของ อำนาจรัฐหรือทางภาครัฐเท่านั้น การมีส่วนร่วมในด้านการเสริมอำนาจในการพัฒนาบึงบอระเพ็ดหาก จะมีขึ้นในอนาคตควรที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีสิทธิในความเป็น เจ้าของบึงบอระเพ็ดมากขึ้นและมีโอกาสหรือมีส่วนร่วมในการมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจที่จะพัฒนาหรือการร่วมกันอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรของชุมชน รวมถึงการร่วมกันแก้ไขปัญหาจากวิกฤตทางทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลด ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในมุมมองที่มีต่อบึงบอระเพ็ดในมิติที่ไม่สวนทาง กันระหว่างภาครัฐกับความต้องการของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น และต้อง ยกระดับสิทธิชุมชนหรือประชาชนให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม เช่น การร่วมกันร่าง ธรรมนูญท้องถิ่นว่าด้วยบึงบอระเพ็ดที่เกิดขึ้นจากรากฐานทางขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนหรือท้องถิ่น โดยประชาชนในพื้นที่มีส่วน ร่วมเป็นประชาคมที่จะเป็นองคาพยพที่สำคัญในการพัฒนาหรืออนุรักษ์บึง บอระเพ็ด กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมในด้านการเสริมอำนาจในการพัฒนาบึง บอระเพ็ดจะเน้นระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของบึงบอระเพ็ดโดย ประชาชนและชุมชนรายรอบบึงบอระเพ็ดถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะส่งเสริม ให้ประชาชนและชมชนเกิดสิทธิและให้ความสำคัญหรือให้ความเคารพในสิทธิที่ เกิดขึ้นตามกรอบของขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และวัฒนธรรมถือเป็นความ งอกเงยทางสิทธิที่เกิดขึ้นตามระบบคุณค่า ความเชื่อของชุมชน มีลักษณะเป็นสิทธิ
[๑๓๘] ในการใช้ประโยชน์ที่เป็นของส่วนรวมร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการเข้าถึงหรือการใช้ ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันและก่อให้เกิด การมีส่วนร่วมที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาทุนทางสังคมที่ จะนำพาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองหรือเรื่องอื่น ๆ เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืนเกิดขึ้น ได้ในโอกาสต่อไป จากการศึกษาการจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม๙ สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ดังนี้ แผนภาพที่ 5.1 การจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วม ในการจัดการทรัพยากรชุมชนบนฐานการมีส่วนร่วมนั้นจะต้องเริ่มต้น ด้วยเรื่องของการรับรู้ข่าวสาร (Public Information) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด รองลงมาได้แก่การสนับสนุนร่วมมือ (Public Collaboration) การรับฟังความ คิดเห็น (Public Consultation) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Public Involve) ๙ อัครเดช พรหมกัลป์. “รูปแบบการพัฒนาบึงน้ำขนาดใหญ่แบบมีส่วนร่วมใน สังคมไทย”. วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ คณะสังคมศาสตร์, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๙): 407-419.
[๑๓๙] และการเสริมอำนาจให้แก่ประชาชน (Public Empower) ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับ การสนับสนุนน้อยกว่าทุกด้าน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากว่าในการที่จะพัฒนา อะไรนั้นส่วนงานราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคิดว่าประชาชนไม่มีความ พร้อมและยังไม่เข้าใจในสิทธิ หน้าที่ รวมถึงบทบาท อำนาจ ความเป็นพลเมืองมาก เท่าที่ควร ขณะเดียวกันด้วยความเป็นสมบัติสาธารณะของชาติที่ประชาชนจะให้ ความสนใจในอันดับท้าย ๆ เนื่องจากไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว ฉะนั้นการให้ ความสำคัญในการมีส่วนร่วมในมิติข้างต้นอาจะเกิดขึ้นน้อยกว่าด้านอื่น ๆ ที่ ปัจจุบันประชาชนได้มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมมากกว่า ในด้านการมีส่วนร่วมด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นประชาชนส่วน ใหญ่มีความต้องการที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสและมีความชัดเจนไม่ คลุมเครือมาเป็นอันดับแรก รองลงมาได้แก่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ปราศจากการ บิดเบือนหรือเจือปนด้วยอคติ มีครบถ้วนเป็นจริง และข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้อง ได้รับความไว้วางใจในการที่จะได้รับรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารเพื่อการพัฒนาที่จะ เกิดขึ้น ขณะที่ด้านการมีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนานั้น ที่ผ่าน มาในทุกเวทีการประชุมสัมมนาผู้ที่ลุกขึ้นอภิปรายโต้ตอบซึ่งกันและกันมักที่จะ สร้างบรรยากาศที่มุ่งกดดันฝ่ายตรงกันข้ามอยู่เสมอ ทั้งนี้อาจจะมาจาก วัตถุประสงค์ที่มุ่งแสวงหาช่องทางที่จะได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน หรือผลประโยชน์ ทับซ้อนอื่นใด บางครั้งถึงขนาดแสดงท่าทีหรืออารมณ์ออกมาอย่างไร้เหตุผล หรือ ที่หนักไปกว่านั้นยังถึงขั้นมีการจัดตั้งมวลชนมาก่อกวนจนทำให้เวทีเปิดรับฟังความ คิดเห็นล้มเลิกกลางคันก็มี ฉะนั้นจึงควรพัฒนาเวทีประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นที่ ทุกคนทุกฝ่ายควรที่จะได้รับโอกาสรับฟังและรับรู้ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นใน บรรยากาศของความพร้อมเพรียง สามัคคี มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันผู้เข้ารวมประชุม ควรได้รับโอกาสที่จะได้รับฟังและรับรู้ความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนฐานของความมีน้ำใจ ต่อกันและการช่วยเหลือแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และควรที่จะได้รับโอกาสรับฟัง และรับรู้ความคิดเห็นที่มีความบริสุทธิ์ โปร่งใส โดยไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง ในด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้นทุกคนทุกฝ่ายที่มีโอกาสหรือมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจควรที่จะในฐานะที่เป็นผู้รู้และเข้าใจในเหตุ ในผล และรู้ ศักยภาพความรู้ความสามารถแห่งตน เพื่อที่จะได้ตัดสินใจให้ถูกกาลหรือความ จำเป็นเร่งด่วนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงพอประมาณ รับรู้ถึงความ ต้องการของชุมชน และรู้ว่าควรตัดสินใจให้บุคคลดำเนินการในเรื่องอะไรลำดับ
[๑๔๐] ต่อมาทุกคนทุกฝ่ายควรมีโอกาสที่จะร่วมตัดสินใจนั้นควรที่จะอยู่บนพื้นฐานของ ความถูกต้องและชอบธรรมและทุกคนทุกฝ่ายควรมีโอกาสที่จะร่วมตัดสินใจบน พื้นฐานของความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อกัน ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหวาดระแวง ขาดความเชื่อใจ เชื่อมั่นในกันและกัน ฉะนั้นเมื่อใครตัดสินใจทำอะไร พัฒนาอะไรเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ผู้คนส่วน ใหญ่ก็มักจะตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะในการ ตัดสินใจที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในด้านการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนร่วมมือในการพัฒนาบึงน้ำขนาด ใหญ่นั้นทุกคนทุกฝ่ายควรมีโอกาสที่จะสนับสนุนร่วมมือกันด้วยความเห็นที่ชอบ ประกอบด้วยธรรมและอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลและควรมีโอกาสที่จะ สนับสนุนร่วมมือกันด้วยความถูกต้องตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายอื่น ใดโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอดี พอประมาณ และพอเพียงในฐานะที่ทุกคน เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงสมควรที่จะมีส่วนร่วมกันในการ หยิบยื่นหรือสนับสนุนส่งเสริมและให้ความร่วมมือในการพัฒนาบนพื้นฐานของ ความบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง ไม่มีการแก่งแย่ง แข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจเสียสละ ประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยดำเนินการบนพื้นฐานแห่งคุณธรรม จริยธรรมและหลักการบริหารจัดการที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาล สุดท้ายการมีส่วนร่วมในด้านการเสริมอำนาจแก่ประชาชนในการ จัดการทรัพยากรชุมชน ทั้งนี้จากการที่ปัจจุบันสังคมมีหวาดระแวงมีความลังเล สงสัย และมักจะตั้งคำถามถึงผลประโยชน์อื่นใดที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลหรือผู้แทน ของหมู่คณะในโอกาสที่ได้รับฉันทามติเข้าไปเป็นตัวแทน หรือได้รับอำนาจให้เข้า ไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่หมู่คณะ ฉะนั้นการมีทัศนคติ ความเชื่อ และค่านิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ หวาดระแวงทำให้คนในสังคมไว้เนื้อเชื่อใจกันยาก ขณะเดียวกันก็ควรที่จะมีโอกาส ในการเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลอรรถประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย หรือส่วนรวมมากกว่าส่วนตน พร้อมกันนั้นก็ควรที่จะขับเคลื่อนให้หน่วยงาน ภาครัฐทบทวนหรือระงับเมื่อพบว่ามีโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและ ท้องถิ่นทั้งที่จะเกิดในปัจจุบันหรือในอนาคต
บทที่ 6 การจัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจฐานรากเป็นระบบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถ พึ่งตนเอง มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน มีคุณธรรม และเป็นระบบ เศรษฐกิจที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาด้านอื่น ๆ ในพื้นที่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน การ จัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยเฉพาะในมิติของการพัฒนาการ ท่องเที่ยวระดับชุมชนท้องถิ่นและเชิงพื้นที่ ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก แต่ทั้งนี้จะต้อง ดำเนินควบคู่เพื่อการป้องกันการสูญสลายของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและ วัฒนธรรม รวมทั้งการเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้กับผู้มา เยี่ยมเยือนทุนทางสังคมที่เป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่ประกอบด้วย มิติทาง ธรรมชาติ วัฒนธรรม อายธรรม และวิสัยธรรม ถือเป็นการจัดการและพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งผลต่อความยั่งยืน ทางการท่องเที่ยวและเกิดกระจายรายได้แก่ท้องถิ่นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว๑ ทุนทางสังคมในมิติเศรษฐกิจฐานราก การมีแผนยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนที่ผ่าน กระบวนการมีส่วนร่วมของพหุภาคีที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและชุมชน แผนยุทธศาสตร์การ ท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้ยังมุ่งสะท้อนการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของ ไทยในปัจจุบันและมุ่งยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมุ่งหวังให้ชุมชนเกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริงและนำไปสู่ความ ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมได้ การที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ท้องถิ่นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นแต่ความท้า ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “ต้นน้ำเจ้าพระยากับ การพัฒนาสู่เศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”
[๑๔๒] ทายที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้ชุมชนไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการ พัฒนาการท่องเที่ยว มี 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) ชุมชนไม่เข้าใจว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมทำไมเพื่อประโยชน์ใด ตนเองอยู่ตรงไหนของการท่องเที่ยว 2) ชุมชนไม่รู้ว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการก้าวข้ามปัจจัยท้าทายทั้ง 2 ประการนั้นได้ คือ การพัฒนาศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นให้มีความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการเข้ามา มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการรู้เท่าทันข้อดีและข้อเสียของการ ท่องเที่ยว การบริหารจัดการและการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น การเป็นเจ้าบ้าน ที่ดี การเล็งเห็นถึงโอกาสในการเชื่อมโยงชุมชนกับการท่องเที่ยว เป็นต้น ในการ พัฒนาศักยภาพชุมชนนั้นมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ภาครัฐที่มีบทบาทหลากหลาย ภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยตรง หรือภาควิชาการทั้งสถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายการมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายหลากหลายเช่นนี้ ทำให้ ทิศทางในการพัฒนามีความหลากหลายแตกต่างไปตามภารกิจหรือแนวทางของแต่ ละหน่วยงาน ดังนั้นภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคประชาชนจึงจำเป็นจะต้องหัน หน้าเข้ามา “ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับ ผลประโยชน์” สอดคล้องกับการจำแนกลักษณะ หรือมิติของการมีส่วนร่วมตาม แนวคิดของ Cohen and Uphoff๒ ทำให้เกิดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวใน รูปแบบที่จะเกิดประโยชน์กับชุมชนท้องถิ่นสูงสุดเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกัน ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ เพราะเมื่อทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เมื่อเกิด ผลประโยชน์หรือผลเสีย ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันรับผิดชอบและร่วมรับผลประโยชน์ ในระยะยาวร่วมกันการร่วมคิด ร่วมวางแผนเพื่อให้เกิดทิศทางการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนให้สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวได้ จึงก่อให้เกิด “แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2559- 2563 (CBT Thailand)” จัดทำขึ้นโดยคณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ๒ Cohen. J.M. and Uphoff. N.T., Participations Place in Rural Development: Seeking Clarity through Specificity, (New York: World Development, 1980).