The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โดย ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2024-03-16 03:01:43

รัฐประศาสนศาสตร์กับการจัดการชุมชนบนพื้นฐานการวิจัย

โดย ผศ.ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์

Keywords: รัฐประศาสนาศาสตร์,การพัฒนาชุม

[๓๔๓] เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาให้เกิดความเข้าอกเข้าใจ กัน เห็นอกเห็นใจกัน และร่วมกันสร้างสันติสุขหรือสันติภาพที่จะเกิดขึ้นในชุมชน กระบวนการพัฒนานี้ถือเป็นขั้นตอนของการปฏิบัติตามแผน (Action) ซึ่งถือเป็นระยะลงมือปฏิบัติตามแผนดำเนินการโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้นำทางศาสนาหรือความเชื่อ ผู้นำชนชาติพันธุ์ ประชาชนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเด็กและเยาวชน และยึด กระบวนการมีส่วนร่วมที่ใช้เทคนิค AIC บนพื้นฐานของเสรีภาพในการตัดสินใจ และบนพื้นฐานของความเสมอภาค ทั้งนี้เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสร้างสันติสุขหรือ สันติภาพที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนที่มาจากความร่วมแรงร่วมใจของ ทุกภาคส่วนในชุมชนรวมพลังกัน ถือเป็นสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ชวนคิด ชวนทำ ชวนรับผิดชอบร่วมกัน โดยเน้นบทบาทของพลังชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงาน ประกอบกับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิด ขึ้นกับแกนนำของชุมชน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงความคิด มุมมอง ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมแบบร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตามผล และร่วมรับ ประโยชน์ โดยบูรณาการความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ของแต่ละบุคคล แต่ละภาค ส่วนสามารถ เพื่อให้เกิดแนวทางในการสร้างสันติสุขหรือสันติภาพ โดยมี รายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้ ๑. การ “กล่าวต้อนรับ” แนะนำตนเองและทีมงานผู้ช่วยนักวิจัย พร้อมชี้แจงถึงความเป็นมา ความสำคัญ และปัญหาที่กำลังประสบ รวมถึง วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและโครงการเกิด ความเข้าใจในกิจกรรมที่เกิดขึ้น และยังได้แสดงออกถึงความมุ่งหวังที่จะได้รับการ สนับสนุนแนวคิด วิธีการ และกระบวนการเสริมสร้างสันติสุขหรือสันติภาพให้ เกิดขึ้นในชุมชนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมกันนั้นก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม กิจกรรมได้แนะนำตัวต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมท่านอื่น ๆ ด้วย ๒. การ “ปรับทิศทาง” เป็นชี้แจงข้อตกลงเบื้องต้น ในการเปิดพื้นที่ แสดงความคิดเห็น โดยการเปิดเวทีรับฟัง ไม่โต้แย้งผู้ที่เห็นต่าง และวางจุดหมาย ในทางเดียวกัน คือ การร่วมสร้างสันติสุขหรือสันติภาพให้เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันคำว่า “สังคมพหุวัฒนธรรม” ถูกกล่าวถึงมากในแวดวงการศึกษา ทางวิชาการหรือทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงสังคมพหุ


[๓๔๔] วัฒนธรรมกับประเด็นความขัดแย้ง ซึ่งนักวิชาการ นักสงคมศาสตร์ หรือแม้แต่ ภาครัฐต่างก็มองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความไม่เข้าใจถึงความ แตกต่างและความหลายหลายในความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม หรือจนกระทั่ง ค่านิยมต่าง ๆ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งให้เห็นเป็นข่าวในสังคมไทย ซึ่งนับวันความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันถูกนำมาใช้เป็นประเด็นความขัดแย้งจน ทำให้เกิดการแตกแยกในชุมชน แม้ว่าความขัดแย้งนั้นในแง่มุมของนักวิชาการมอง ว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและเป็นของปกติที่เกิดขึ้นในทุกสังคม อย่างไร ก็ตามที่ผ่านมาดั้งเดิมของสังคมไทยแม้จะมีความแตกต่างหลากหลายทาง วัฒนธรรมและความเชื่อ ดังจะเห็นได้จากแต่ละภูมิภาคต่างก็มีอัตลักษณ์ของตนแต่ ก็สามารถอยู่รวมกันอย่างเป็นสุข ขณะเดียวกันในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนผู้มีความแตกต่าง หลากหลายนั้นในบางครั้งอาจนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน ทั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมหรือการกระทำของบุคคลในเรื่องของความเชื่อ ค่านิยม เพื่อให้ได้มาซึ่ง สถานภาพ อำนาจ หรือ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และอาจจะมุ่งหมายถึงขั้นที่ จะต้องแข่งขัน แย่งชิงเพื่อให้ได้มาในสิ่งดังกล่าว ซึ่งปัญหาข้างต้นถือเป็นความ ล้มเหลวที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลจะต้องตัดสินใจ ขณะเดียวกันยังเป็นสิ่งเร่งเร้าของ ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอันเกิดจากความต้องการที่ไม่สอดคล้องกัน ทั้งนี้เพราะ เป็นเรื่องธรรมชาติระหว่างบุคคลที่มีเป้าประสงค์และจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน ซึ่ง อาจนำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน บาดหมางกัน หรือเกิดปัญหาขัดแย้งกันและกันใน ที่สุด โดยในขั้นตอนนี้คณะผู้วิจัยได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมในกิจกรรมได้สะท้อน ความคิด มุมมอง และประเด็นสำคัญ ๆ ที่จะมีส่วนในการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้น ในการขับเคลื่อนกิจกรรมในขั้นตอนต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะในเรื่องของการแบ่งกลุ่ม เพื่อร่วมกันระดมความคิดเห็น 3. การ “ประสานมุมมอง” โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมได้สะท้อน สิ่งที่ตนเองกังวลและแสดงออกถึงความคาดหวังหรือมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการ สร้างสันติสุขหรือสันติภาพในชุมชน โดยการแบ่งกลุ่มให้ร่วมกันระดมความคิดเห็น มุมมอง เพื่อนำมาสู่การนำเสนอนามตัวแทนกลุ่ม ทั้งนี้ในกระบวนการระดมความ คิดเห็นเกี่ยวกับสันติภาพในความคิดและอุดมคติของผู้เข้าร่วมในกิจกรรม พบว่า มี หลากหลายความคิดที่แสดงออกแล้วมีความน่าสนใจและได้รับการยอมรับในวงที่ ประชุม เป็นต้นว่า


[๓๔๕] 1) ในฐานะของเยาวชนคงต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ โดยเริ่มที่ตัวเอง ก่อน ที่จะเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองที่มีต่อทุก ๆ ศาสนา เพราะทุกศาสนามีความ เท่าเทียมกัน และแต่ละศาสนาต่างก็มุ่งเน้นที่จะให้คนทุกคนเป็นคนดี มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันในชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานและที่มาของการเสริมสร้าง สันติภาพให้เกิดขึ้นในชุมชนนั้น ๆ ได้ 2) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเคารพและให้เกียรติผู้อื่น การ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น การมีน้ำใจ ห่วงใย และดูแลกันและกันในชุมชน 3) การให้และการแบ่งปัน ก่อนที่เราจะให้ใครก่อน เราควรที่จะ ให้ตัวเราเองก่อนแล้วค่อยให้คนอื่น การรู้จักแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหมั่น พัฒนาตนเอง ก่อนที่จะไปพัฒนาชุมชนหรือสังคม รวมถึงการมีส่วนร่วมกับทุก ๆ คนในสังคมด้วย 4) นำแนวคิดการสร้างสันติภาพไปนำเสนอในระดับชุมชน และ เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น โดยเปิดโอกาสให้ ทุกคนมีส่วนร่วม นำเหตุและผลของทุกคนมาหาข้อยุติร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเป็น ธรรมและยุติธรรม เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มุ่งผลให้เกิด ประโยชน์ต่อส่วนรวม มีคุณธรรม จิตอาสา เสียสละ 5) มีความสุขุม หนักแน่น อดทน หมั่นทำใจให้สงบ ยอมรับกับ ทุกปัญหา ทุกสถานการณ์ ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือ และ เป็นคนที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่คนที่สร้างปัญหา หรือ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา 6) เอาความรู้ ความสามารถที่มีไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ชุมชนและสังคมให้เกิดความเจริญก้าวหน้า เสียสละชีวิตและความสุขส่วนตัวเพื่อ ประโยชน์สุขของส่วนรวม และเพื่อความก้าวหน้าของชุมชน ให้ความร่วมมือกับทุก ภาคส่วน ไม่ควรเห็นแก่ตัวและควรเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม 7) ยอมรับฟังปัญหาของผู้อื่น แล้วนำมาแก้ไขด้วยความจริงใจ มี ความซื่อสัตย์ สุจริต แบ่งปัน และหมั่นอบรมบ่มนิสัยบุตรหลานให้ดำเนินตาม ทำนองคลองธรรม 8) ทำทุกสิ่งอย่างให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ไม่ให้เกิดความ เดือดร้อนรำคาญซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ บนพื้นฐานของการยืน ด้วยขาของตนเอง มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นสังคมแห่งสันติสุข


[๓๔๖] 9) รักตัวเอง รักครอบครัว มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อกันและกัน มี ความเคารพในสิทธิของตนเอง พ่อ แม่ ลูก ญาติ เพื่อนในชุมชนและสังคม สามารถ ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและทำงานร่วมกับคนเหล่านั้นได้ 10) ฟังเสียงของคนอื่นให้มากขึ้น เข้าใจเขาเข้าใจเรา มีน้ำใจที่ จะช่วยเหลือ เจือจุน การงานของคนอื่นในชุมชนและสังคม อย่างมีน้ำจิตน้ำใจที่มี ไมตรีที่ดีต่อกันและกัน 11) ปลูกจิตสำนึกให้กับคนในครอบครัวให้มีจิตอาสา จิตสาธาร ระ โดยเริ่มจากตัวเราแล้วขยายผลไปยังบุคคลข้างเคียง เพื่อจะได้มีส่วนในการเป็น ผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ ๑๒) การเป็นจิตอาสาหรือเป็นผู้ให้ ควรที่จะเริ่มจากตัวเราก่อน เช่น การเก็บขยะ ถางหญ้าในบริเวณหมู่บ้าน วัด หรือที่สาธารณะ มีการดำเนิน ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำให้คนในครอบครัวเห็น ทำให้คนในชุมชน เห็น ทั้งการจัดทำบัญชีครัวเรือน การสร้างาชีพ การหารายได้เสริม เพื่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน 13) การช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และบุคคลอื่น ๆ ใน ชุมชน ตามจังหวะและโอกาสที่สามารถจะทำได้ 14) การทำให้คนในครอบครัวมีความเข้าใจกัน แล้วค่อยขยาย ผลไปยังครอบครัวอื่น หรือในชุมชน 15) รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา สามารถที่จะรับฟังความคิดเห็นที่ แตกต่างของคนอื่นได้ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับ ลูกหลาน โดยเฉพาะการมีจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 16) สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ก่อนที่จะขยายผลไปยัง บุคคลที่อยู่ข้างเคียงหรือรายรอบเรา สร้างต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและ เยาวชน ให้ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ความสามัคคีซึ่งกันและกันในสถานศึกษา องค์กร ชุมชนและสังคม 17) สร้างสันติภาพให้กับตัวเอง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือรับ ฟังปัญหาเพื่อร่วมหาทางแก้ไข หมั่นสร้างความเข้าใจผ่านกลไกทางสังคม เช่น บ้าน วัด โบสถ์ มัสยิด โรงเรียน หรืออาจจะมีการจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความ สามัคคีก็สามารถที่จะทำได้


[๓๔๗] 18) รู้จักรับฟัง ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง เคารพในสิทธิ เสรีภาพขอแงกันและกัน เดินไปด้วยกันในหนทางที่ถูกต้องและดีงาม 19) เริ่มจากตัวเอง ภายในบ้าน แล้วขยายผลนำไปสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนเกิดสันติสุข โดยไม่มีการแบ่งแยกทางความเชื่อหรือศาสนา สามารถที่ จะร่วมกันกรรมระหว่างกันและกันได้บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของกันและกัน 20) เริ่มจากตัวเราก่อน รับฟังความคิดเห็นจากคนในครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน มีจิตอาสา มีความแตกต่างบ้างแต่ไม่แตกแยก และขยายผลไปยัง กลุ่มต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน 21) เริ่มจากการเกื้อกูลและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน แล้วขยายผลเป็นวงกว้างออกไป เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกันในการเสริมสร้าง สันติสุข 22) ให้ความรัก ความเข้าใจ ครอบครัวจะต้องอบรมสั่งสอนบุตร หลานให้รู้จักหน้าที่ และประพฤติปฏิบัติตนตามกรอบของหน้าที่ มีน้ำใจช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน 23) สนับสนุนช่วยเหลือชุมชนและสังคมให้เกิดความสันติสุข ถ้า มีโอกาสแสดงความคิดเห็นก็ขอให้ชี้นำในทางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และ มีส่วนร่วมในการปลูกจิตสำนึกคนในครอบครัว ชุมชน สังคม ให้มีคุณธรรม 24) สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว สามารถที่จะ ทนรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้ รวมถึงการให้เกียรติและเคารพในสิทธิของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ต้องมีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เพื่อก่อให้เกิด ความรัก ความสมัครสมาน สามัคคี กลมเกลียวซึ่งกันและกันในชุมชนและสังคม 25) ประพฤติปฏิบัติด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยขยายผลไปยัง บุคคลอื่น หรือชุมชนอื่น 4. การมีส่วนร่วมใน “กระบวนการหรือวิธีการสร้างสันติภาพ” โดยให้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้จับกลุ่มระดมความคิดเห็น ร่วมกันคิด วิเคราะห์และหา ข้อสรุปร่วมกัน ในการสร้างกระบวนการและวิธีการสร้างสันติภาพผ่าน กระบวนการกลุ่มที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาข้อสรุปร่วมกัน สามารถสรุปได้ ดังนี้


[๓๔๘] มิติของปัญหา หรือสาเหตุที่อาจจะทำให้การสร้างสันติสุขหรือ สันติภาพในชุมชนดำเนินไปไม่บรรลุผลตามที่ได้ตั้งไว้นั้น ทุกคนควรให้ความสำคัญ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1) การรับรู้ข้อมูลที่ผิด ๆ อาจนำไปสู่การขยายผลทางความ ขัดแย้งเป็นวงกว้าง 2) การร่วมมือกันของทุกคน ทุกฝ่าย อาจจะไม่เต็มที่ 3) ปัญหาทุกอย่างขึ้นอยู่กับคน หากคนไม่นำไปสู่การปฏิบัติก็คง ไม่สำเร็จ 4) คุณธรรม จริยธรรมของคน ผู้นำ และทุกคนทุกฝ่าย 5) อคติในการอยู่ร่วมกันของคน แนวทางที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แสดงออกถึงการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนความคิดเห็นออกมาใน ภาพรวม ดังนี้ 1) ควรสร้างความสบายใจในการใช้ชีวิตให้เกิดขึ้นกับทุกคน ทุก ศาสนา 2) สร้างการรับรู้ในวิถีการดำเนินชีวิตของกันและกัน และมีความ เข้าใจในแก่นของศาสนา พิธีการ พิธีกรรมของกันและกัน 3) หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน อยู่กัน แบบสันติสุข 4) ไม่มีการดูถูก ไม่มีการทำร้ายกัน และไม่ควรเกิดภาพความ ขัดแย้งขึ้นในชุมชน 5) สร้างความสงบ เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และสามารถช่วยเหลือ กันและกันได้ 6) สามารถใช้ชีวิตและอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นได้ทุกที่ รับรู้ เข้าใจ ในความเป็นพหุวัฒนธรรม 7) สังคมมีความเข้าใจกัน สามัคคีกัน มีความรู้รัก สามัคคีของคน ในชุมชน 8) เรียนรู้ร่วมกันในความแตกต่างหลากหลาย และนำไปสู่การ ดำเนินชีวิตที่ปกติสุข


[๓๔๙] 9) สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความสุข สามารถที่จะพึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกันได้ 10) เกิดระบบคุณธรรมในสังคมและมีความเป็นเมืองน่าอยู่ ต้นแบบ 11) เกิดการประพฤติปฏิบัติตามหลักการของแต่ละศาสนาอย่าง เคร่งครัด และลดการเหยียดหยามทางความเชื่อและศาสนาของกันและกันใน สังคม 12) สร้างพื้นฐานการอยู่ร่วมกันในสถานศึกษาของโรงเรียนที่มี ความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา 13) มีเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันบนพื้นฐาน ของความแตกต่าง หลากหลาย เกิดขึ้นบ่อย ๆ และต่อเนื่อง 15) มีผู้นำชุมชนที่ใฝ่สันติ มากกว่าเป็นฐานทางการเมือง และ นำพาชุมชนไปสู่ความสามัคคี เสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน วิธีการที่จะนำไปสู่สังคมสันติภาพไร้รอยต่อนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนความคิดเห็นออกมาในภาพรวม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญหรือเป็นจุดร่วมในการ สร้างสังคมแห่งสันติสุขของคนในชุมชนหรือสังคมนั้น ควรประกอบด้วยประเด็น สำคัญดังนี้ 1) อยู่ด้วยกันอย่างสงบ ยินดีและพอใจในความเสมอภาคและ เท่าเทียมกัน 2) มีความสงบสุข และประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของแต่ละ ศาสนา 3) ไม่เหยียดหยามในความเชื่อและศาสนา ถ้าไม่เข้าใจให้เปิดใจ ที่จะเรียนรู้ 4) ทุกศาสนาควรที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ มีความปรองดอง เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบสุขของชุมชน 5) ดำรงชีวิตด้วยความมีสติ เพราะสติจะช่วยให้เกิดความสงบสุข 6) เคารพและให้เกียรติผู้อื่นที่มีความหลากหลายทางเพศ อายุ ศาสนาหรือความเชื่อ 7) รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 8) ยืนหยัดและประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของแต่ละศาสนา


[๓๕๐] 9) การเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน 10) รักษากฎหมาย และดำเนินชีวิตตามกรอบ ขนบธรรมเนียม และประเพณี 11) ไม่มีการดูถูกซึ่งศาสนาและความเชื่อของกันและกัน 12) มีสัจจะและความซื่อสัตย์ จิตใจและคำพูดจะต้องเป็นที่น่า เคารพและศรัทธา 13) เคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ในการพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมกับ การอยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้น หลัก 4 ประการ ที่ทุกคนควรจะมีและควรจะกระทำ ร่วมกันในชุมชนพหุวัฒนธรรม ก็คือ 1) รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ๒) ยืนหยัด ตามหลักธรรมคำสอนของแต่ละศาสนา ๓) ให้เกียรติ และเคารพ ซึ่งกันและกันตลอดเวลา ๔) ประพฤติปฏิบัติ และเคารพรักษา ธรรมเนียม และกฎหมาย นอกจากนั้นยังมีข้อพึงระวังในการพบปะพูดคุยกันในบริบทหรือ สถานที่ต่าง ๆ ใน 3 ประเด็นสำคัญที่อาจจะก่อให้เกิดการบาดหมาง คับข้องใจ ขัดข้องใจ หรือกลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งก็คือ 1) ควรพึงระวังที่จะพูดในเรื่องทางการเมือง (Drama of politic) ๒) ควรพึงระวังที่จะพูดในเรื่องของความเชื่อเฉพาะบุคคล (Drama of individual beliefs) ๓) ควรพึงระวังที่จะพูดในเรื่องความเชื่อในทางศาสนา (Drama of religion) ทั้งนี้เนื่องจากว่าสังคมปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างหลากหลายและ ประเด็นซับซ้อน ขณะเดียวกันในประเด็นความแตกต่างข้างต้นนั้นก็มีความ อ่อนไหวทางความรู้สึก ประกอบกับประเด็นในเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและ ความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลาย ฉะนั้นการใช้วิจารณญาณใน การคิด พูด หรือกระทำ จะต้องเป็นไปด้วยความละมุ่นละม่อมและถ้อยทีถ้อย อาศัยซึ่งกันและกัน ความสมานฉันท์ ความสันติสุข และสันติภาพไร้รอยต่อจึงจะ เกิดขึ้น ซึ่งจากการระดมความคิดร่วมกันของผู้เข้าร่วมในกิจกรรม พบว่า แต่ละ


[๓๕๑] กลุ่มได้สะท้อนและนำเสนอมุมมองต่อที่ประชุมว่าควรที่จะมีส่วนร่วมกันใน ขับเคลื่อนหรือพัฒนาชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่นของตนเอง และเป็นรากฐานสำคัญที่จะ นำไปสู่การผสานความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และความสมัครสมานสามัคคี ที่จะ ก่อให้เกิดการสร้างสังคมสันติสุขในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ๑) พัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม 2) มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความสมัครสมาน สามัคคี 3) ส่งเสริมอาชีพของกันและกัน หาตลาดรองรับ และสนับสนุน อาชีพอื่น ๆ 4) จัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพในชุมชน เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น 5) ให้ความรู้ความเข้าใจ มีกิจกรรมร่วมกัน 6) สร้างสันติสุขจากตัวเอง 7) ร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม 8) สร้างเครือข่ายโดยการพบปะพูดคุยได้กับทุก ๆ คน 9) รับฟังปัญหา เปิดเวทีประชาคม และจัดกิจกรรมจิตอาสา 10) หาประเด็นมารวมตัวกัน สร้างการมีส่วนร่วม สร้างเครือข่าย ปลูกจิตสำนึก จิตอาสา จิตสาธารณะ 11) จัดโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน ทั้งความสะอาด ขยะ สิ่งแวดล้อม 12) จัดตั้งกองทุนพิทักษ์สัตว์ โดยการระดมทุน คน 13) ร่วมกันเก็บขยะ คัดแยกขยะให้ถูกต้อง 1๔) จัดอบรมแนวทางในการพัฒนาชุมชน ขณะที่การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมโดยการสร้างเครือข่ายชุมชน สันติภาพไร้รอยต่อ ได้สะท้อนและนำเสนอมุมมองต่อที่ประชุมว่าควรที่จะมีส่วน ร่วมกันในขับเคลื่อนหรือพัฒนาชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่นของตนเอง และเป็นรากฐาน สำคัญที่จะนำไปสู่การผสานความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และความสมัครสมาน สามัคคี ที่จะก่อให้เกิดการสร้างสังคมสันติสุขในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ๑) พัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม 2) มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความสมัครสมาน สามัคคี


[๓๕๒] 3) ส่งเสริมอาชีพของกันและกัน หาตลาดรองรับ และสนับสนุน อาชีพอื่น ๆ 4) จัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพในชุมชน เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น 5) ให้ความรู้ความเข้าใจ มีกิจกรรมร่วมกัน 6) สร้างสันติสุขจากตัวเอง 7) ร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม 8) สร้างเครือข่ายโดยการพบปะพูดคุยได้กับทุก ๆ คน 9) รับฟังปัญหา เปิดเวทีประชาคม และจัดกิจกรรมจิตอาสา 10) หาประเด็นมารวมตัวกัน สร้างการมีส่วนร่วม สร้าง เครือข่าย ปลูกจิตสำนึก จิตอาสา จิตสาธารณะ 11) จัดโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน ทั้งความสะอาด ขยะ สิ่งแวดล้อม 12) จัดตั้งกองทุนพิทักษ์สัตว์ โดยการระดมทุน คน 13) ร่วมกันเก็บขยะ คัดแยกขยะให้ถูกต้อง 1๔) จัดอบรมแนวทางในการพัฒนาชุมชน ในส่วนของรูปแบบการพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางสังคม พหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้น ควรที่จะประกอบด้วย 1. การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน โดยสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้ วิจารณญาณในทางที่ชอบ เพื่อให้เห็นในทางที่ถูกต้อง เห็นตามเหตุตามผล เห็นใน จุดหมายหรือเป้าหมายเดียวกัน 2. การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เท่าเทียม ยุติธรรม และเป็นธรรม โดยสนับสนุนส่งเสริม ให้ใช้หลักสันติวิธีมาขับเคลื่อน ทั้งการเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม เพื่อให้คนในชุมชนและสังคมยึดผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ๓. การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของความสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี โดยสนับสนุนส่งเสริมให้ทุกคนมีความรัก ปรารถนาดี กรุณาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ห่วงหาเอื้ออาทรซึ่งกันและกันทั้ง ทั้งใน ยามที่สุขและยามทุกข์


[๓๕๓] 4. การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของโครงสร้างทาง สังคมหรือชุมชน โดยสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้นำหรือคณะกรรมการชุมชนดำรง บทบาทและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ซื่อตรง จริงใจ อดทนอดกลั้น ขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวต่อแรงยั่วยุ และเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม 5. การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของความเชื่อหรือ ค่านิยม โดยสนับสนุนส่งเสริมให้คนในชุมชนและสังคมจะต้องพึงรักษาหลักการ แห่งความซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีความจริงใจและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่เบียดเบียน หรือข่มเหงรังแกกัน ไม่ฉกฉวยในทรัพย์หรือประโยชน์ของกันและกัน ไม่ล่วงละเมิด ในสิทธิหรือหน้าที่ของผู้อื่น ไม่โป้ปดมดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ เคารพและปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับอันเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในการพัฒนากระบวนทัศน์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้น นอกจากคนในชุมชนและสังคมจะต้องยึดหลักของความ ถูกต้อง ชอบธรรม มีเหตุ มีผล มีความโปร่งใส ทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม บนพื้นฐาน ของการคิดดี ทำดี และพูดดีต่อกันจนเป็นปกติสุข เสมือนหนึ่งทุกคนเป็นคนใน ครอบครัวเดียวกัน มีความเป็นพี่ เป็นน้องกัน และที่สำคัญควรที่จะเป็นแนวทางใน การประพฤติ ปฏิบัติตนตามกรอบข้อบัญญัติ 10 ประการ มีดังนี้ 1. การยึดมั่นในคำสอนของศาสนา ความมีคุณธรรม และจริยธรรม ของแต่ละความเชื่อหรือศาสนาจะเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติ ที่จะทำให้ทุก คนปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม มีความประพฤติดี มีน้ำใจไมตรี มีความเสียสละ โอบ อ้อมอารี หรือเอื้ออาทรต่อกันและกัน 2. การเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้เพราะโดย พื้นฐานมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีคุณค่า ทุกคนที่เกิดมามีคุณค่าที่เท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าจะมีสถานสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือการมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ของทุกคนก็มีความเท่าเทียมกัน 3. การยอมรับและเคารพในความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยความที่ ทุกคนในชุมชนมีความแตกต่างหลากหลายในทางความเชื่อ ศาสนา เพศ อายุ การศึกษา รายได้หรืออาชีพ โอกาสหรืออื่น ๆ นั้น สิ่งที่จะทดแทนหรือเติมเต็ม ความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้น ก็ต้องอาศัยการให้เกียรติและเคารพในบุคคล


[๓๕๔] ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สังคมก็จะเกิดความขัดแย้งน้อยลง กรณีพิพาทต่าง ๆ จะได้ไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง 4. การเคารพสิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคน จะต้องยึดถือและปฏิบัติเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม ขณะเดียวกัน ทุกคนก็ควรให้การเคารพกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งเมื่อให้เกียรติซึ่งกัน และกันแล้วความบาดหมางและการทะเลาะเบาะแว้งกันก็จะไม่เกิดขึ้นในสังคม 5. มีความเสมอภาคและความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคน ทุกความ เชื่อ ทุกศาสนา หรือในความแตกต่างหลากหลายจะต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ถ้าทุกคนมีความเท่าเทียม มีความเสมอภาค ทุกคนก็จะเคารพกันและกัน ไม่ แตกแยกกัน ชุมชนและสังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 6. การยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่ผู้คนใน ชุมชนและสังคมควรยึดถือและปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะประโยชน์ที่เกิดกับส่วนรวมนั้น จะทำให้ชุมชน สังคมเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีความอยู่เย็นเป็นสุข เกิดการเห็นแก่ ตัวน้อยลง มีการเสียสละแบ่งปันให้แก่กันและกันในชุมชนและสังคมมากขึ้น 7. การมีจิตสำนึก จิตอาสา และจิตสาธารณะ เป็นคนมีน้ำใจ ชอบ ช่วยเหลือกันและกันเมื่อได้รับความเดือดร้อน รวมถึงการเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเอื้อเฟื้อต่อกันด้วย ความจริงใจ 8. การรู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบของคนในชุมชน ทั้งนี้เพราะถ้าทุก คนไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ขาดวินัย ขาดความรับผิดชอบ ชุมชนและสังคมย่อมมี ปัญหา แต่ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ ทำตามหน้าที่ และมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ตาม บทบาทและฐานะ ก็คิดว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ชุมชนและสังคมได้เกิด สันติภาพและสันติสุขเกิดขึ้นได้ 9. การมีวิจารณญาณในพูดและการแสดงความคิดเห็น และมี สติปัญญาแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควรพูดหรือแสดงความคิดเห็น ออกมา โดยเฉพาะในประเด็นทางความเชื่อและศาสนาของกันและกัน ทั้งนี้ควรที่ จะคิดก่อนทำ หรือคิดก่อนพูดเป็นประการสำคัญ 10. การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หรือการไม่ใช้ความรุนแรงจน ทำให้ปัญหาบานปลาย จะส่งผลให้คนในสังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้งนี้


[๓๕๕] จะต้องไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก แต่ควรที่จะใช้สติและปัญญาในการใคร่ครวญและ ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลแทน นอกจากนั้น สำหรับการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการศึกษาวิจัยใน เชิงผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ (Output/outcome/impact) ที่เกิดขึ้นการพัฒนา กระบวนทัศน์และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติผ่าน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “ศานติประชาธรรม: การสร้างกระบวน ทัศน์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมด้วยพลังการขับเคลื่อนของ ชุมชน” พบว่า 1. ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการมีส่วนร่วมทั้ง 4 ด้านของ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะพบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกือบทุกคนได้มีโอกาสแสดงความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะในการร่วมคิด วางแผน ตัดสินใจ ผ่านกระบวนการรับรู้ถึง วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดโครงการ ฉะนั้นการที่จะพัฒนากระบวนทัศน์ และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้น ข้อสรุปที่ ได้จากการสัมมนาในมิติของการมีส่วนร่วมนั้นทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า เพื่อให้ ชุมชนและสังคมเกิดสันติภาพและสันติสุข ทุกคนในชุมชนและสังคมจะต้องร่วมกัน “สืบอดีต สานปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต” 2. ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการสืบอดีต สานปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต นั้น มีดังนี้ 1) สืบอดีต คือ ทุกคนในชุมชนและสังคมควรที่จะมีการย้อนกลับ ไปศึกษาถึงประวัติ ความเป็นมา หรือภูมิหลังของการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน และสังคม ที่มีการประพฤติตามหลักคำสอนในทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็มีความเคารพในกฎกติกาทางสังคม มีความเคารพในเกียรติและ ศักดิ์ศรีของกันและกัน มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะคิด จะพูด หรือจะทำสิ่งใดก็ ต้องคิดถึงจิตใจของคนอื่นอยู่เสมอ 2) สานปัจจุบัน คือ เมื่อทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจในวิถีหรือ แนวทางปฏิบัติของคนในอดีตเป็นที่เข้าใจแล้วว่า ในการอยู่ร่วมกันนั้นคนเราจะ ปฏิบัติต่อกันใน 3 มิติ คือ กาย วาจา และใจ หรือการกระทำ คำพูด และความคิด นั้น การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะคิด จะพูด จะทำสิ่งใดก็ต้องคิดถึงจิตใจของคนอื่น จึงถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การปฏิบัติ


[๓๕๖] 3) สร้างสรรค์อนาคต คือ การสร้างความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้เป็นชุมชนหรือสังคมแห่งสันติสุข และเป็นชุมชนหรือสังคม สันติภาพไร้รอยต่อ โดยที่ผู้คนในชุมชนและสังคมต่างก็มีน้ำใจและไมตรีที่ดีต่อกัน มีจิตสำนึก จิตอาสา และจิตสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ประโยชน์ส่วนตน 3. ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คือ เมื่อมีชุมชนต้นแบบที่มีความสงบและ สันติสุข ผู้คนในชุมชนอื่นก็จะมาศึกษาเรียนรู้ ก็จะเกิดการจุดประกายทางความคิด ที่จะก่อให้เกิดการต่อยอด สืบสาน และพัฒนาให้เกิดความสมานฉันท์ ปรองดอง หรือเกิดความรักใคร่ สมัครสมานสามัคคี และเกิดการขยายผลไปยังชุมชน สังคม หรือจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวในเรื่องข้างต้น กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาวิเคราะห์การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางสังคมพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ๕ พบว่ามีระบบกลไกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่าง ปรองดอง สมานฉันท์ หรืออยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข และไร้รอยต่อนั้น จะมี องค์ประกอบสำคัญในมิติต่าง ๆ ดังนี้ ๕ รัตติยา เหนืออำนาจ, อัครเดช พรหมกัลป์, พระมหาไฮ้ ธมฺมเมธี และจรูญ ศักดิ์ สุนทรเดชา. “การพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม– กุมภาพันธ์ 2565): 212-226.


[๓๕๗] ภาพที่ 13.1 การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรม ในการจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมผ่านการพัฒนากระบวนทัศน์และ ความเข้าใจทางสังคมพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติหรือการที่จะสร้าง และพัฒนาให้เป็นชุมชนและสังคมไร้รอยต่อนั้น จะต้องพึงระวังประเด็นความ ขัดแย้งในทางสังคมที่จะเกิดขึ้นจากมีปัจจัยหรือมูลเหตุสำคัญใน 5 ประการ คือ ความขัดแย้งด้านข้อมูล ข้อเท็จจริง ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ โครงสร้าง และ ความเชื่อหรือค่านิยม โดยที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มความแตกต่างหลากหลายทาง ความเชื่อ ศาสนา เพศ วัย และอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกันในชุมชนและสังคม จะต้องมีส่วน ร่วมทั้งในการคิด ตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมติดตาม ประเมินผล สร้างสรรค์ พัฒนา ตลอดจนให้หารสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการ ประพฤติ ปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


[๓๕๘] 1. ทุกคน ทุกฝ่ายควรสนับสนุน ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ (Fake news) เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและ ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของข้อมูล ข้อเท็จจริง (Data Conflict) 2. ทุกคน ทุกฝ่ายควรสนับสนุน ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการสร้าง ความเสมอภาค เท่าเทียม ยุติธรรม และเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและสังคม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือ ผลประโยชน์ระหว่างบุคคล (Interest Conflict) ๓. ทุกคน ทุกฝ่ายควรสนับสนุน ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการสร้าง สมัครสมานสามัคคี เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในด้านความสัมพันธ์ (Relationship Conflict) ที่อาจจะทำให้คนที่เคยรักใคร่ สามัคคีกันดี เกิดความ แตกแยกหรือทะเลาะเบาะแว้งกันได้ 4. หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุน ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการสร้าง ระบบธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในชุมชนและสังคม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งในด้านโครงสร้าง (Structural Conflict) ขณะเดียวกันควรปลูกจิตสำนึกให้ ผู้นำและผู้คนมีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม 5. ทุกคน ทุกฝ่ายควรสนับสนุน ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการปลูก จิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในด้าน ความเชื่อหรือค่านิยม (Value Conflict) โดยการเคารพในสิทธิและเสรีภาพของ กันและกัน และยอมรับในความแตกต่างหลากหลายทางสังคมด้วย ในขณะเดียวกันในส่วนของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีความ แตกต่างหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรม ก็ควรที่จะประพฤติปฏิบัติตนในกรอบ หรือข้อบัญญัติ 10 ประการดังต่อไปนี้ 1. การยึดมั่นในคำสอนของศาสนา ความมีคุณธรรม และจริยธรรม ของแต่ละความเชื่อหรือศาสนาจะเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติ ที่จะทำให้ทุก คนปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม มีความประพฤติดี มีน้ำใจไมตรี มีความเสียสละ โอบ อ้อมอารี หรือเอื้ออาทรต่อกันและกัน 2. การเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้เพราะทุก คนที่เกิดมามีคุณค่าที่เท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าจะมีสถานสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม


[๓๕๙] ความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือการมีวัฒนธรรมที่ แตกต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนก็มีความเท่าเทียมกัน 3. การยอมรับและเคารพในความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งทางความ เชื่อ ศาสนา เพศ อายุ การศึกษา รายได้อาชีพ โอกาสหรืออื่น ๆ โดยการให้เกียรติ และเคารพในบุคคล ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 4. การเคารพสิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคน จะต้องยึดถือและปฏิบัติเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม ทุกคนก็ควร ให้การเคารพกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง 5. มีความเสมอภาคและความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคน ทุกความ เชื่อ ทุกศาสนา หรือในความแตกต่างหลากหลายจะต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ถ้าทุกคนมีความเท่าเทียม มีความเสมอภาค ทุกคนก็จะเคารพกันและกัน ไม่ แตกแยกกัน ชุมชนและสังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 6. การยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่ผู้คนใน ชุมชนและสังคมควรยึดถือและปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะประโยชน์ที่เกิดกับส่วนรวมนั้น จะทำให้ชุมชน สังคมเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีความอยู่เย็นเป็นสุข เกิดการเห็นแก่ ตัวน้อยลง มีการเสียสละแบ่งปันให้แก่กันและกันในชุมชนและสังคมมากขึ้น 7. การมีจิตสำนึก จิตอาสา และจิตสาธารณะ เป็นคนมีน้ำใจ ชอบ ช่วยเหลือกันและกันเมื่อได้รับความเดือดร้อน รวมถึงการเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเอื้อเฟื้อต่อกันด้วย ความจริงใจ 8. การรู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบของคนในชุมชน ทั้งนี้เพราะถ้าทุก คนไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ขาดวินัย ขาดความรับผิดชอบ ชุมชนและสังคมย่อมมี ปัญหา แต่ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ ทำตามหน้าที่ และมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ตาม บทบาทและฐานะ ก็คิดว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ชุมชนและสังคมได้เกิด สันติภาพและสันติสุขเกิดขึ้นได้ 9. การมีวิจารณญาณในพูดและการแสดงความคิดเห็น และมี สติปัญญาแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควรพูดหรือแสดงความคิดเห็น ออกมา โดยเฉพาะในประเด็นทางความเชื่อและศาสนาของกันและกัน ทั้งนี้ควรที่ จะคิดก่อนทำ หรือคิดก่อนพูดเป็นประการสำคัญ


[๓๖๐] 10. การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หรือการไม่ใช้ความรุนแรงจน ทำให้ปัญหาบานปลาย จะส่งผลให้คนในสังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้งนี้ จะต้องไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก แต่ควรที่จะใช้สติและปัญญาในการใคร่ครวญและ ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลแทน


บรรณานุกรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. มาตรฐานศูนย์การเรียนรู้ ชุมชน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. กระทรวงสาธารณสุข. การใช้บริการสาธารณสุข. เข้าถึงได้จาก https://hd cservice.moph.go.th /hdc/main /index_pk.php. กาญ จนา แก้วเทพ. สื่อสารมวลชน: ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: หจก. ภาพพิมพ์, 2556. กิดานันท์ มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๖. โกวิทย์ พวงงาม. การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: บพิธการพิมพ์, 2553. คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 267/2560. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการ พัฒนาเมืองอัจฉริยะ. ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2560. จิตติ มงคลชัยอรัญญา และคณะ. คุณค่าและมูลค่าจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น. นนทบุรี: ห้างหุ้นส่วนจำกัด สันสวย, 2563. จุมพล หนิมพานิช. สังคมและวัฒนธรรม. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา ธิราช, ๒๕๓๐. ชยันต์ วรรธนุภูติ. “บทสรุป การอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์การวิจัยวัฒนธรรม ในภาคเหนือ”. การวิจัยในมิติวัฒนธรรม. เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่ง เมือง, ๒๕๔๐. ชลทิตย์ เอี่ยมสำอางค์ และวิศนี ศิลตระกูล. “ความเป็นมาของภูมิปัญญา ชาวบ้าน เทคโนโลยีพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น”. เอกสารการ สอนชุดวิชาการพัฒนาและการใช้แหล่งวิทยาการชุมชน หน่วยที่ ๖. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓. ชูชูชัย สมิทธิไกร แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพมหานคร: หมอชาวบ้าน, 2541. ฑิตยา สุวรรณะชฎ. เอกสารประกอบการบรรยาย แนวคิดทฤษฎีสังคม. กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๔๓.


[๓๖๒] ดิเรก ฤกษ์หร่าย. การนำการเปลี่ยนแปลง : เน้นกระบวนการแพร่กระจาย นวัตกรรม. กรุงเทพมหานคร : เฉลิมชาญการพิมพ์, ๒๕๒๘. ธนพรรณ ธานี. การศึกษาชุมชน. ขอนแก่น: บริษัทเพ็ญพริ้นติ้ง, 2540. นงเยาว์ หลีพันธ์. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำโครงการพัฒนา แหล่งน้ำขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗. นฤมล นิ ราท ร. การสรางเครือข ายการทำงาน : ข้อค วรพิ จารณ า. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓. . น วัตกรรมการเรียน รู้: ค น ชุมชน และการพั ฒ น า. กรุงเทพมหานคร: พิสิษฐ์ไทยออฟเซต, 2548. นิพันธ์ บุญหลวง. “แนวทางการจัดการชุมชนต้นแบบบ้านทุ่งศรี จังหวัดแพร่”. รายงานการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2561. นิรันดร์ จงวุฒิเวศ. กลวิธีแนวทางวิธีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน งานพัฒนาชุมชนในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา. กรุงเท พ ม ห าน ค ร: ศู น ย์ ก ารศึ ก ษ า น โย บ าย ส าธารณ สุ ข มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๒๗. บัวพันธ์ พรหมพักพิง และคณะ. ทรัพยากรความจำเป็นและความผาสุกโดยรวม ของครัวเรือนอีสาน. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2549. บุญมี แท่นแก้ว, จริยศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๙. ประจักษ์ บุญอารีย์. เฮือนอีสานและอาคารโบราณอีสาน. อุบลราชธานี: สถาบัน ราชภัฏอุบลราชธานี, ๒๕๔๔. ประจิน จั่นตอง, ปาฐกถาพิเศษ ในงาน Smart City Thailand Takeoff, 11 มีนาคม 2562. ประพันธ์ ภักดีกุล. รูปแบบและปัจจัยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 2549. ประวีณ วีรเสนีย์. การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1. สุราษฎร์ธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 2555.


[๓๖๓] ประเวศ วะสี. การสร้างภูมิปัญญาไทยเพื่อการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ, ๒๕๓๔. ปราณี วงศ์ยะรา. ครกกระเดื่องและวัฒนธรรมตำข้าว. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2545. ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ. กระบวนการและเทคนิคการทำงานของ นักพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิชย์, 2549. ผจงจิตต์ อธิคมนันทะ. การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๑. พรชัย ตระกูลวรานนท์. ทุนทางสังคมและแบบแผนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของภาคประชาชนในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สถาบัน สัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ม 2549. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. . พระพุทธศาสนา พัฒนาคนและสังคม, กรุงเทพมหานคร: กรมการปกครอง, 2540. พระมหาชุติภัค อภินนฺโท, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การ จัดการเครือข่ายวัฒนธรรมเชิงพุทธของคณะสงฆ์จังหวัดนครพนม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับประชาคมอาเซียน”. การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3. ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ในวันที่ 15 มกราคม 2562: 239–25 พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). “บทบาทของพระสงฆ์ในสังคมไทยปัจจุบัน”. ห นั งสื อ ชุ ด ห ลั ก ธ รรม เฉ ลิ ม พ ระเกี ย รติ เล่ ม 5 4 /6 0 . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา. 2530. . “สถาบันสงฆ์ในสังคมไทย”. หนังสือชุดหลักธรรมเฉลิมพระ เกียรติเล่ม 53/60. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, 2530. พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). ทิศทางการศึกษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.


[๓๖๔] พระเมธีวราภรณ์(สุทัศน์ วรทสฺสี). เบญจศีลเบญจธรรม: อุดมชีวิตของมนุษย์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ต้นบุญ, ๒๕๕๑. พระราชรัตนเวที, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การเสริมสร้าง เครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนา ในจังหวัดนครสวรรค์”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 9 ฉบับที่ 7 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2565): 2776-2791 พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. “วัฒนธรรมข้าว ภูมิเกษตรในประชาคมอาเซียน”. หนังสือพิมพ์แนวหน้า. ฉบับวันที่ ๒๕ พ.ค. ๒๕๕๗. พัฒน์ บุณยรัตพันธุ์. การสร้างพลังชุมชนโดยขบวนการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพมหานคร: เลิฟและลิพเพรส, 2549. พัทยา สายหู. “การพัฒนาวัฒนธรรมบนพื้นฐานภูมิปัญญาชาวบ้านและศักยภาพ ชุมชน”. ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ภูมิปัญญาพื้นบ้าน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ๒๕๓๔. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ยุวัฒน์ วุฒิ เมธี. หลักการพัฒ น าชุมชน และหลักการพั ฒ น าชน บท . กรุงเทพมหานคร: ไทยอนุเคราะห์ไทย, ๒๕๔๖. รัตติยา เหนืออำนาจ และอัครเดช พรหมกัลป์. “103 ปี ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้า แม่ปากน้ำโพ การสืบสานบนพื้นฐานของความขัดแย้ง”. วารสาร อาชญากรรมและความปลอดภัย. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคมมิถุนายน 2563. รัถยานภิศ รัชตะวรรณ และคณะ. “กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ พัฒนาสุขภาวะ”. วารสารเทคโนโลยีภาคใต้. ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2561. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖.


[๓๖๕] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาอังกฤษ -ไทย: ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, 2549. วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย, “เมืองอัจฉริยะ: โอกาสและความท้าทายสำหรับวิศวกร”, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ, ฉบับวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2562, หน้า 17. วันชัย วัฒนศัพท์ และคณะ. คู่มือการเพิ่มพลังการจัดการข้อพิพาท. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๕. . ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ไขปัญหา. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ต, ๒๕๔๗. วิยะดา เสรีวิชัยสวัสดิ์. “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทยให้เป็นรูปแ บบการท่องเที่ยวเชิง สร้างสรรค์”. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณ ฑิต สาขาวิชา สังคมศาสตร์. บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2555. วิโรฒ ศรีสุโร. “เล้าข้าว: ยุ้งฉางแห่งภูมิปัญญาอีสาน”. นิตยสารสารคดี. ฉบับ ประจำเดือนมกราคม 2540. ศศิพัชร์ บุญเรืองศักดิ์. “พฤติกรรมการรับรู้และทัศนะคติทีมีต่อการสื่อสาร กรณีศึกษา โครงการไอเดียประเทศ”. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารการตลาด. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2554. ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล. การมีส่วนร่วมของสาธารณชนและการจัดการ ความขัดแย้ง. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2545. ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม จังหวัดนครสวรรค์. สรุปสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดนครสวรรค์. (อัดสำเนา). สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. สุขภาพคนไทย 2557 : ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศจากฐานราก. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2557.


[๓๖๖] สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “โครงการจัดทำรูปแบบกลไกการมีส่วน ร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำนโยบาย แผน มาตรการ กฎหมาย หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”. รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๗. สนอง โลหิตวิเศษ. การศึกษาตลอดชีวิต. กรุงเทพมหานคร: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2544. สนิท สมัครการ. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาการของสังคม. กรุงเทพมหานคร: ไตรกราฟิค, ๒๕๔๒. . วิธีการศึกษาสังคมมนุษย์กับตัวแบบสำหรับการศึกษา สังคมไทย. กรุงเทพมหานคร :ไทยวัฒนาพาณิชม ๒๕๑๗. สุภ าพ รรณ ณ บางชาง. ประวัติวรรณ คดีบาลีในอินเดียและลังกา. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526. สมเจตน์ ผิวทองงาม. “พุทธทาสภิกขุกับการแนะแนวทางการดำเนินชีวิต”. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุ ราษฎร์ธานี. ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2557. สมชาย นิลอาธิ. “เล้าข้าว”. รายงานวิจัย. มหาสารคาม : สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัยโครงการเมธีวิจัยอาวุโสคณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2543. สมนึก ปัญญาสิงห์. “การพัฒนาตนเองและตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว เก ษ ต ร ก ร ต า ม ป รั ช ญ า ข อ งเศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เพีย งใน ภ า ค ตะวันออกเฉียงเหนือ”. วารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ปีที่ 31 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2557). หน้า 121-138. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. การบริหารโครงการ. กรุงเทพมหานคร: เสมาธรรม, ๒๕๔๕. สมพันธ์ เตชะอธิกและคณะ. คู่มือการวิจัยแก้ไขปัญหาชุมชน. ขอนแก่น: หจก. ขอนแก่นการพิมพ์, 2540. สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม : แนวทาง การศึกษา วิเคราะห์และการวางแผน . ขอนแก่น: คณ ะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ๒๕๓๖.


[๓๖๗] สัญญา สัญญาวิวัฒน์. ทฤษฎีสังคมวิทยา. กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔. สามารถ จันทรสูรย์. ภูมิปัญญาชาวบ้านกับการพัฒนาชนบท เล่มที่ ๑. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ฟ, ๒๕๔๓. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, 2546. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ทุนทางสังคม ฉบับประชาชน. กรุงเทพมหานคร: บริษัท 21 เซ็นจูรี่ จำกัด, 2548. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. เอกสารชี้แจงพระราชกฤษฎีกาว่า ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ, ๒๕๔๖. สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ (ฝ่ายเผยแผ่และสาธารณูปการ). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ระยะที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๓) ของคณะสงฆ์จังหวัด นครสวรรค์. นครสวรรค์: วัดวรนารถบรรพต พระอารามหลวง, ๒๕๕๙. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔)”. ราชกิจจา นุเบกษา, 133 (ธันวาคม 2559). สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ สำนักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์. “โครงการกำหนดดัชนีทุนทางสังคม” เอกสารวิชาการ สมพ. 1. ลำดับที่ 24 เล่มที่ 4/2548. สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน. คู่มือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน. กรุงเทพมหานคร: กรมชลประทาน, ๒๕๕๕.


[๓๖๘] สุคนธ์ เครือน้ำคำ และคณะ. การพัฒนาทีมงาน. ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพ สตรี. ๒๕๔๕. สุเทพ สุนทรเภสัช. ทฤษฎีสังคมวิทยาร่วมสมัย พื้นฐานแนวคิดทฤษฎีทางสังคม และวัฒนธรรม. เชียงใหม่: บริษัท สำนักพิมพ์โกบอลวิชั่น จำกัด. ๒๕๔๐. สุภรณ์ โอเจริญ. นครสวรรค์รัฐกึ่งกลาง: รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมทั้งถิ่นจังหวัดนครสวรรค์. กรุงเทพมหานคร: วิทยาลัยครู นครสวรรค์. 2528. สุภางค์ จันทวานิช. ทฤษฎีสังคมวิทยา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕. สุภ าพ รรณ ณ บางช้าง. ประวัติวรรณ ค ดีบาลีใน อิน เดียและลังกา. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526. สุริชัย หวันแก้ว. สังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔. เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์. ความขัดแย้ง การบริหารเพื่อความสร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ตะเกียง, ๒๕๓๓. เสรี พงศ์พิศ และคณะ. วิสาหกิจชุมชน: แผนแม่บท แนวคิด แนวทาง ตัวอย่าง ร่างพระราชบัญญัติ. กรุงเทพมหานคร: เจริญวิทย์การพิมพ์, 2544. เสาวลักษณ์ สุดสวาท. การพัฒนาและความขัดแย้ง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๙. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, “มาตรการส่งเสริม “สมาร์ทซิตี้”, BOI e-Journal, ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2562): 14. หอการค้าจังหวัดนครสวรรค์. “มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมหาอุทกภัย ๒๕๕๔”. วารสารหอการค้า. ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕๕ ธันวาคม ๒๕๕๔. อธิคุณ สินธนาปัญญา. “จริยธรรมเด็กและเยาวชนเหยื่อของปัญหาสังคม”. วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี. ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2559.


[๓๖๙] อเนก เหล่าธรรมทัศน์. “ประชาสังคมพัฒนาการและนัยยะแห่งอนาคต”. วารสาร นิเวศวิทยา. ฉบับที่ ๒๓. ประจำปี ๒๕๕๗. อรุณ รักธรรม. องค์การ: พฤติกรรมความขัดแย้ง. กรุงเทพมหานคร: สถาบัน บัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2537. อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ. “Knowledge Center: กระบวนการ จัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม–กุมภาพันธ์ 2566): R235-R244. , พระราชรัตนเวที และรัตติยา เหนืออำนาจ. “ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงกับการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ. ป.ต.) ในการพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการภายใต้การขับเคลื่อน ตามแนวประชารัฐ”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2563): 2439-2451. . “รูปแบบการพัฒนาบึงน้ำขนาดใหญ่ แบบมีส่วนร่วมใน สังคมไทย”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๙ : 407-419. และรัตติยา เหนืออำนาจ, “103 ปี ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพ การสืบสานบนพื้นฐานของความขัดแย้ง”, วารสาร อาชญากรรมและความปลอดภัย, ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคมมิถุนายน 2563): 59-72. , พระครูนิวิฐศีลขันธ์, รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทร เดชา. “ต้นน้ำเจ้าพระยากับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจฐานรากทางการ ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2563): 1479-1491 , รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทรเดชา. “ยุ้งข้าวยุคใหม่: กระบวนการปรับตัวสู่ทางรอดแห่งภูมิปัญญาของชาวนาไทย”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 (กันยายนตุลาคม 2563): 1695-1707


[๓๗๐] , รัตติยา เหนืออำนาจ และอาภรรัตน์ เลิศไผ่รอด. “การบริหาร จัดการและโมเดลเมืองอัจฉริยะเชิงพุทธกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้านคุณธรรมจริยธรรมในหมู่บ้านชุมชนจังหวัดนครสวรรค์”. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2565): 35-47. อานันท์ กาญจนพันธุ์. การระดมทุนเพื่อสังคม. กรุงเทพมหานคร: สถาบันชุมชน ท้องถิ่นพัฒนา, 2541. อุดม ไชยอุดม. สารานุกรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย: ภูมิปัญญาข้าวไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), ๒๕๕๓. อุทัย เลาหวิเชียร. รัฐประศาสนศาสตร์ : ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ที พี เอ็น เพรส, 2543. เอกวิทย์ ณ ถลาง. ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้แก้ปัญหา ของชาวบ้านไทย. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิภูมิปัญญาไทย. ๒๕๔๐. เอี่ยม ทองดี. “วัฒนธรรมข้าว”. นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน. ฉบับวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕. Brow. David L. Managing Conflict at Organizational Interfaces. Reading. Massachusetts: Addison-Wesley, 1983. Caplow. Theodore. How to Run any Organization. Homewood. Illinois: Dryden Press. 1976. Principles of Organizations. New York: Harcourt Brace and Work, 1964. Chung. Kae K. and Megginson. Leon C. Organizations Behavior: Developing Managerial Skill. New York: Harper and Row, 1981. Cohen J.M. and Uphoff N.T. “Participation’s Place in Rural Development: Seeking Clarity Through Specific”. World Development. New York: Cornell University, 1977.


[๓๗๑] Coleman. James S. “Social Capital in the Creation of Human Capital”. American Journal of Sociology. Vol. 9 4 (September 1988): S95-S120. Dahrendorf. R. Class and Class Conflict in Industrial Society. California: Standford University Press, 1959. Denhardt. R. B. Public administration theory: The state of the discipline. Belmont. CA: Brooks & Cole, 1990. Devis Davis. K. Human relation at Work. New York: McGraw-Hill Co, 1967. Feilden. Bernard M. and Jokilehto. Jukka. Management guidelines for the world cultural heritage sites. Rome: ICCROM. C, 1998. Filley. Allan C. Interpersonal Conflict Resolution. Glenview. Illinois: Scott. Foresman and company, 1975. Galtung. Johan. Peace: Research. Education. Action: Essays in Peace Research. Copenhagen: Christian Ejlers, 1975. Green, Lawrence W., Kreuter, Marshall W., Deeds, Sigrid G., Partridge Kay B. Health Education Planning: A Diagnostic Approach. California: Mayfield Publishing Company, 1980. Janpani. S. “Indigenous Knowledge in Natural Resource Management: The Case Study of Two Villages in Thailand”. Ph.D. Dissertation. Madison: The University of Wisconsin Madison. 1996. Katz. Daniel and Kahn. Robert L. The Social Psychology of Organizations. 2nded. New York: John Wiley, 1978.


[๓๗๒] March. Jame G. and Simon. Herbert A. Organizations. New York: John Wiley and Sons, 1958. Moorhead. Gregory and Griffin. Ricky W. Organizational behavior: managing people and organizations. Boston: Houghton, 2001. Ostrom. Elinor. “Constituting Social Capital and Collective Action”. Journal of Theoretical Politics. Vol 6. No. 4, 1994. Peter. M. S. The Fifth Discipline: The Art and Practice of the Learning Organization. New York: Doubleday Currency, 1990. Peuman. Roy W. and Bruehl. Margeret E. Managing Conflict: A Complete Process-Centered Handbook. New Jersey: Prentice-Hall, 1982. Pornrawee Seeluangsawat. “A Study of Social Capital from Thai Perspective”. The Degree of Master of Arts (Rural Development Studies. Faculty of Graduate Studies: Mahidol University, 2002. Putnam D. Robert. Bowing Alone: The Collapse and Revival of American Community. New York: Touchstone Rockefeller Center, 2000. Raven. Bertram H. and Rubin. Jeffrey z. Social Psychology: People in Groups. New York: John Wiley, 1976. Robbins. Stephen P. Organizations Behavior: Concepts, Controversies. and Applications. 2nd ed. New Jersey: Prentice-Hall, 1983.


[๓๗๓] Shaffer. Lowrence F. and Shoben. Edward J. The Psychology of Adjustment. Boston: Hougton Miffin, 1965. Simmel. G. Conflict and the Web of Group Affiliations. Glencoe Illinois: Free Press, 1955. The Metropolis and Mental life. Chicago: University of Chicago Press, 1971. Simon. H. The new science of management decision. New York: Harper & Row, 1960. United Nation. “Popular Participation asa Strategy for Promoting Community Level Action and Nation Development Report of The Meeting for The Adhoc Group of Expert”. Department of International Economic and Social Affair. New York: United Nation, 1981. Weber. M. Economy and Society. Guenter Roth and Claus Wittich (eds). New York: Bedminster Press. 1968. Weisbord. M. & Jan off. S. Future search an action guide to finding common ground in organizations & communities. San Francisco: Berrett-Kohler Publishers, 2000.


ประวัติและผลงาน ชื่อ/ฉายา/นามสกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัครเดช พรหมกัลป์ ๑. ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สังกัด หลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ วิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปัจจุบัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร วิทยาเขตนครสวรรค์ ๒. ประวัติการศึกษา - ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ - พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ - พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ - ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ 3. ผลงานทางวิชาการ : บทความวิชาการ-บทความวิจัย Akkaradecha Brahmakappa, Phraratratdhanavedhi, Phrakru Srisudhammsnivit and Phramaha Hai Thammamethee. “Buddhist Social Protection for The Aging Society At Sub-District Level In Nakhon Sawan Province”. Journal of Namibian Studies, 33 S3(2023): 3910-3917 ISSN: 2197- 5523 (online) (Scopus Q2) อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ. “Knowledge Center: กระบวนการจัดการ วัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม–กุมภาพันธ์ 2566): R235-R244 (TCI-1)


รัตติยา เหนืออำนาจ, อัครเดช พรหมกัลป์, พระมหาไฮ้ ธมฺมเมธี และจรูญศักดิ์ สุนทรเด ชา. “การพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม–กุมภาพันธ์ 2565): 212-226 (TCI-1) อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ และอาภรรัตน์ เลิศไผ่รอด. “การบริหาร จัดการและโมเดลเมืองอัจฉริยะเชิงพุทธกับการยกระดับคุณภาพชีวิตด้าน คุณธรรมจริยธรรมในหมู่บ้านชุมชนจังหวัดนครสวรรค์”. วารสารสังคมศาสตร์ และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2565): 35-47 (TCI-1) รัตติยา เหนืออำนาจ, อัครเดช พรหมกัลป์, สมคิด พุ่มทุเรียน และจรูญศักดิ์ สุนทรเดชา. “การพัฒนาความรู้และองค์ประกอบชุมชนสร้างสรรค์ “Smart Community” ของชุมชนในสังคมไทย”. วารสารศิลปการจัดการ, ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 (กันยายนธันวาคม 2565): 559-573 (TCI-1) อัครเดช พรหมกัลป์, จํานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และสุรพล สุยะพรหม. “การลดความเหลื่อม ล้ำ : วิเคราะห์เชิงบริบทการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของพื้นที่ทับ ซ้อนในจังหวัดนครสวรรค์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม–ธันวาคม 2565): 151-162 (TCI-1) พระราชรัตนเวที, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การเสริมสร้าง เครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าและบุหรี่ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัด นครสวรรค์”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 9 ฉบับที่ 7 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2565): 2776-2791 (TCI-1) รัตติยา เหนืออำนาจ, อัครเดช พรหมกัลป์, พระมหาสุเมฆ สมาหิโต และศศิกิจจ์ อ่ำจุ้ย. “ถอดบทเรียนห้วยหนามตะเข้: การจัดการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบบนฐานการมี ส่วนร่วมของชุมชน”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (เมษายน–มิถุนายน 2565): 14-24 (TCI-1) อนันต์ แย้มเยื้อน, สมนึก หงส์ยิ้ม, อัครเดช พรหมกัลป์. “การวิจัยเพื่อพัฒนาและ ประเมินเครื่องมือวัดพฤติกรรมความรับผิดชอบของเยาวชนในชุมชนและความ ไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด”. วารสารพฤติกรรมศาสตร์, ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม 2563): 43-57 (TCI-2)


อัครเดช พรหมกัลป์, พระราชรัตนเวที และรัตติยา เหนืออำนาจ. “ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงกับการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ในการ พัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการภายใต้การขับเคลื่อน ตามแนวประชารัฐ”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2563): 2439-2451 (TCI-1) อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทรเดชา. “ยุ้งข้าวยุคใหม่: กระบวนการปรับตัวสู่ทางรอดแห่งภูมิปัญญาของชาวนาไทย”. วารสารสันติ ศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตลุาคม 2563): 1695- 1707 (TCI-1) อัครเดช พรหมกัลป์, พระครูนิวิฐศีลขันธ์, รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทรเด ชา. “ต้นน้ำเจ้าพระยากับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืน”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคมสิงหาคม 2563): 1479-1491 (TCI-1) พระครูนิวิฐศีลขันธ์, อัครเดช พรหมกัลป์, และรัตติยา เหนืออำนาจ. “ธรรมปฏิบัติกับการ พัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการเพื่อความพอเพียงภายใต้การขับเคลื่อนตาม แนวประชารัฐ”, วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2563): 1653-1663 (TCI-1) พระครูนิวิฐศีลขันธ์, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “วัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาท้องถิ่นวิถีพุทธกับการเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัวพ่อ-แม่ มือใหม่”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 (กันยายนตุลาคม 2563): 2128-2137 (TCI-1) เสาวลักษณ์ หิรัญรักษ์, อัครเดช พรหมกัลป์ และพระครูนิวิฐศีลขันธ์. “การบูรณาการ หลักพุทธธรรมกับการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบในอาเภอตาก ฟ้า จังหวัดนครสวรรค์” วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 9 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม–ธันวาคม 2563): 151-162 (TCI-2)


Akkaradecha Brahmmakappa. “Key Steakholders Network Management Process in the Area of the World Heritage Sites in Ayutthaya”. 1’st International Conference on Multidiscriplinary and Cerrent Educational Research (ICMCER-2020). 30-31 July 2020. Ayutthaya Thailand. (Q4) พระมหาชุติภัค อภินนฺโท, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การจัดการ เครือข่ายวัฒนธรรมเชิงพุทธของคณะสงฆ์จังหวัดนครพนมเพื่อเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับประชาคมอาเซียน”. ตีพิมพ์ใน งานประชุม วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 , ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครน่านเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ในวันที่ 15 มกราคม 2562: 239–255. อัครเดช พรหมกัลป์. “เหลียวหลังแลหน้าการเมืองการปกครองภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สอด-ตาก”. ตีพิมพ์ใน งานประชุมวิชาการระดับชาติ มจร ครั้งที่ 3 (MCU Congress III). ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2562: 367–378. พระครูนิวิฐศีลขันธ์, อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. “การบริหารจัดการ น้ำอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์”. วารสาร บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์. ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคมเมษายน 2562): 255-276. (TCI-2) Akkaradecha Brahmmakappa. “The Sustainable Irrigation Management of Royal Initiations at Mae Wong Watershed Area Base”. Universal Academic Cluster International Autumn Conference in Osaka, 10- 12 October 2018.


อัครเดช พรหมกัลป์ และ พระครูนิวิฐศีลขันธ์. “การจัดการชุมชนพื้นที่กลางน้ำเชิงกลยุทธ์ กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย”. ตีพิมพ์ใน งานประชุมวิชาการ การ พัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และสังคมระดับชาติ ครั้งที่ 17 และระดับนานาชาติ ครั้ง ที่ 1 CSD สัมพันธ์, ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวัง น้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่ 28 - 31 มกราคม 2561: 239–255. อัครเดช พรหมกัลป์ “การสื่อสารทางการเมืองกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในนโยบาย สาธารณะ : กรณีศึกษาโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์”. ตีพิมพ์ใน การประชุม ทางวิชาการระดับชาติ MCU Congress II. ณ ห้อง เธียร์เตอร์ B คณะ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา 30 เมษายน 2561: 240-246. อัครเดช พรหมกัลป์, อภิชญาณัฐโศภา อบสิน. “ทัศนคติที่มีต่อบทบาทและการแสดงออก ของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๕๙ : ๒๕๙-๒๗๒. อัครเดช พรหมกัลป์. “ศึกษาความขัดแย้งกับการสืบสานงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ ปากน้ำโพ”. งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3, ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น 28 มีนาคม 2559 : ๒24-๒38. อัครเดช พรหมกัลป์. “รูปแบบการพัฒนาบึงน้ำขนาดใหญ่แบบมีส่วนร่วมในสังคมไทย”. วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ คณะสังคมศาสตร์, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๙ : 407-419. อัครเดช พรหมกัลป์. “สังคมแห่งอัปปมัญญา : ปลายทางแห่งการแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้ง. วารสารมหาจุฬาวิชาการ. ปีที่ ๒ ฉบับพิเศษ เนื่องในโอกาสเฉลิม ฉลองวันวิสาขบูชาโลก ๒๕๕๘) : ๑๑๘-๑๓๐. Akkaradecha Brahmakappa. “100 Years Ago; The Conflict of The Continuing of Paknampho Chinese Deities Traditional Parade” In The 7 th International Buddhist Research Seminar on “Cultural Geography in Buddhism” February18-20,2016 Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Thailand: 247-291.


4. หนังสือ/ตำรา/เอกสารประกอบการสอน อัครเดช พรหมกัลป์ และรัตติยา เหนืออำนาจ. (2565). เมืองอัจฉริยะวิถีพุทธ Smart Buddhist City. นครสวรรค์: ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครสวรรค์บรอดคลาสติ้ง ซิส เต็ม. 165 หน้า. ISBN: 978-616-577-697-4 อัครเดช พรหมกัลป์ พระราชรัตนเวที และรัตติยา เหนืออำนาจ. (2565). การพัฒนา สังคมเชิงพุทธบูรณาการ. นครสวรรค์: ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครสวรรค์บรอด คลาสติ้ง ซิสเต็ม. 135 หน้า. ISBN: 978-616-577-697-4 รัตติยา เหนืออำนาจ และอัครเดช พรหมกัลป์. (2565). องค์ความรู้และบทเรียนจาก งานวิจัย Smart Community. นครสวรรค์: ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครสวรรค์บ รอดคลาสติ้ง ซิสเต็ม. 229 หน้า. ISBN: 978-616-577-693-6 พระเทพปริยัติเมธี, สกัญญาญัฏฐ อบสิน และอัครเดช พรหมกัลป์. (2565). พ่อ-แม่ มือใหม่กับการเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัวตามแนวพระพุทธศาสนา.. นครสวรรค์: ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครสวรรค์บรอดคลาสติ้ง ซิสเต็ม. 129 หน้า. ISBN: 978-616-577-812-1. อัครเดช พรหมกัลป์. ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration Theory). นครสวรรค์ : บริษัท เอ็นบีเอสบรอดคลาสติ้ง จำกัด, 2558. อัครเดช พรหมกัลป์. การวิจัยคุณภาพ (Qualitative Research). นครสวรรค์ : บริษัท เอ็นบีเอสบรอดคลาสติ้ง จำกัด, 2558. อัครเดช พรหมกัลป์. การปกครองท้องถิ่น แนวคิด หลักการ และทฤษฎี. นครสวรรค์ : อา ง้วนการพิมพ์, 2๕๖๐. อัครเดช พรหมกัลป์. รูปแบบการพัฒนาบึงน้ำขนาดใหญ่แบบมีส่วนร่วมในสังคมไทย. นครสวรรค์ : อาง้วนการพิมพ์, 2๕๖๐.


Click to View FlipBook Version