[๔๓] เศรษฐกิจ สังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แนวทางการจัดการจึงต้อง เริ่มที่ชุมชนเห็นความสำคัญของปัญหาที่ต้องขับเคลื่อนพลังของชุมชนด้วยตนเอง โดยอาศัยฐานคิดและประสบการณ์ของชุมชนในการสร้างระบบการบริหารจัดการ ที่เหมาะสมกับบริบทและความรุนแรงของปัญหาในชุมชน พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ความร่วมมือกับภายนอกชุมชนในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของชุมชน ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืนหากชุมชนเกิดปัญหาขึ้น คนในชุมชนจะตระหนักถึงปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่ โดยที่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน กำหนดแนวทางแก้ไข ผ่านกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมจะสามารถ ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไปได้ด้วยพลังสามัคคีและความเข้มแข็งของชุมชน และ ดำเนินการด้วยแนวทางประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเป็นหลักโดยเริ่มจากปัญหาที่ เกิดขึ้น หรืออยู่ในความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนแล้วขับเคลื่อนไปสู่ จุดหมาย คือ การแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ซึ่งผู้คนในชุมชนจะมีการพัฒนาจนเกิดความตระหนักและรู้สึกว่ามีอำนาจและ ความสามารถที่จะจัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนได้ด้วยตนเองเป็นพลัง ภายในที่ทำให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา หรือทำกิจกรรม ต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและไม่รู้สึกท้อแท้แม้จะยากลำบาก กระบวนการประชาคม คือ เครื่องมือสำคัญที่สร้างความตระหนักและทำให้สมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าตนมี ศักยภาพที่จะจัดการกับปัญหาที่ประสบอยู่ได้ด้วยตนเอง๖ 3.1 แนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของชุมชนเข้มแข็ง แนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของชุมชน ที่ถือว่าเป็นฐานของ การจัดการตนเองของชุมชนที่สำคัญ คือ 1) การเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเพราะการ เรียนรู้จะนำไปสู่ความตระหนักถึงปัญหาที่ชุมชนประสบอยู่และสามารถแก้ไขได้ ด้วยพลังของคนในชุมชนเองการเรียนรู้จึงเป็นการเพิ่มอำนาจ (Empowerment) ให้แก่คนในชุมชนโดยตรง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีทั้งรูปแบบการอบรมอย่าง เป็นทางการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านเวทีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการภายใน ๖ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สุขภาพคนไทย 2557 : ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศจากฐานราก, (นครปฐม: สถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2557).
[๔๔] ชุมชน เพื่อค้นหาปัญหาและความต้องการจริง ๆ ของชุมชนเองแล้วหาแนว ทางการทำงานที่จะจัดการปัญหาที่เหมาะสมร่วมกัน 2) เวทีประชาคม เป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการตัดสินใจ และกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาชุมชนจึงควรมีการทำประชาคมกันอย่าง สม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/เดือน เพื่อการพูดคุยที่ไม่เป็นทางการทุกคนมีโอกาสได้พูด และรับฟังเสียงของทุกคนเพื่อร่วมมือกันในการหาทางแก้ไขปัญหา 3) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การมีส่วนร่วมเป็นรากฐาน สำคัญที่จะยอมรับว่าแต่ละคนในชุมชนมีสิ่งที่มีความสำคัญที่จะให้และเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ การที่มีส่วนร่วมก็เพราะตระหนักว่าเขามีสิ่งที่จะให้แก่ ส่วนรวมไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยหรือสำคัญมากน้อยเพียงใดก็ตามซึ่งเกิดจากการได้ เรียนรู้จนเข้าใจปัญหาและเป้าหมายของชุมชนทำให้อยากมีส่วนร่วมในการจัดการ กับปัญหานั้น ๆ 4) พลังสามัคคีและความผูกพันกันของคนในชุมชน ความสามัคคี เกิดจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมน ทั้งความสัมพันธ์แนวดิ่ง เช่น แบบ เครือญาติตามลำดับอาวุโสและแบบอุปถัมภ์กับความสัมพันธ์แนวราบซึ่งเป็น ความสัมพันธ์บนฐานความเสมอภาค มีความสนใจหรือผลประโยชน์ร่วมกันเป็น เครื่องยึดเหนี่ยว เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ แต่หากแม้มีฐานของ ความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างต่างกันก็ไม่มีปัญหาในการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ 5) ภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำถือเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการจัดการ ชุมชนท้องถิ่นทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผู้นำมีบทบาทสำคัญมากในการ ขับเคลื่อนคนและงานไปสู่เป้าหมาย ด้วยการทำงานหนัก โปร่งใส มีวิสัยทัศน์เป็น ธรรม และมีความอดทนสูง จากแนวทางการแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของชุมชนเพื่อ การจัดการตนเองของชุมชนที่กล่าวมาข้างต้น การเอาชุมชนที่เป็นฐานรากสำคัญ ของพัฒนา เพื่อหาแนวทางจัดการที่เหมาะสมโดยให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองใน ทุกด้านที่มีความพร้อม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ความเสมอภาค ความ เป็นธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และวัฒนธรรม เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงกับ ความต้องการของชุมชน และเมื่อชุมชนจัดการตนเองด้วยการเรียนรู้จากการ กระทำของตนเองได้แล้ว ชุมชนจะเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้และเป็นการพัฒนาที่
[๔๕] ยั่งยืน นอกจากนั้นการจัดการตนเองของชุมชนยังขึ้นอยู่กับบริบทในแต่ละพื้นที่ โดยสามารถจำแนกแนวทางการจัดการตนเองของชุมชน ได้เป็น 5 มิติ ดังนี้ 1) มิติด้านแผนชุมชน ที่ใช้เป็นเครื่องสำคัญในการเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาของชุมชน โดยแผนชุมชนนั้นเป็น การพัฒนาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมในทุกด้าน 2) มิติด้านการเกษตร เป็นการสร้างอำนาจโดยการรวมกลุ่ม องค์กรชุมชน เป็นภาคประชาสังคม ที่เกิดจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ และการ จัดการกับปัญหาของชุมชน 3) มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการ ดำเนินงานรูปแบบของกลุ่มอนุรักษ์เพื่อรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ใน ชุมชน ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน 4) มิติด้านการเงินชุมชน โดยการสร้างแหล่งเงินทุนของชุมชน ขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินภายในชุมชน ลดปัญหาความยากจน และ แก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ให้สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 5) มิติด้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ศักยภาพและความ สามารถ ของชุมชนในการดำเนินชีวิต โดยไม่คล้อยไปตาม ปัจจัยที่ส่งผลให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองและเป็นชุมชน เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ด้วยแนวทางการจัดการตนเองของชุมชน๗ ประกอบด้วย 1) กลไกหลักในการจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น 3 กลไก หลัก ได้แก่ แกนนำและอาสาสมัคร สมาชิกกลุ่ม สภาผู้นำและกรรมการ 2) หลักการที่ใช้ในการจัดการตนเอง 6 หลักการ ได้แก่ หลัก ความเป็นประชาธิปไตยชุมชน หลักการจัดการที่มีความยืดหยุ่นสูง หลักการทำ อะไรทำทันที หลักการเชื่อมโยงกิจกรรมให้เป็นการพัฒนาแบบองค์รวม หลักการ กระจายความรับผิดชอบ มีอิสระทางความคิด และหลักการใช้ทุนที่มีอยู่ในชุมชน 3) กระบวนการที่ใช้ในการจัดการตนเอง 6 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง กระบวนการตรวจสอบโดยเครือข่ายที่มี อยู่ในชุมชน กระบวนการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการทำงานอย่าง ๗ โกวิทย์ พวงงาม, การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น, (กรุงเทพ มหานคร: บพิธการพิมพ์, 2553).
[๔๖] ต่อเนื่อง กระบวนการปรับเปลี่ยนแนวคิดชุมชน และกระบวนการมีส่วนร่วมของ ชุมชน 4) เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการตนเอง 7 เครื่องมือ ได้แก่ ศีล 5 ระบบเครือญาติคุ้มบ้าน โซนบ้าน กลุ่มบ้าน ละแวกบ้าน แผนชุมชน กลุ่ม/องค์กร ชุมชน หรือเครือข่ายชุมชน กฎ ระเบียบกติกาที่ชัดเจน ข้อมูล และการวิเคราะห์ ข้อมูล กล่าวโดยสรุปว่า แนวทางการจัดการตนเองของชุมชนนั้น เกิด จากการรวมตัวกันของคนในชุมชน ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน ของตนเอง โดยอาศัยพลังจากกระบวนการรวมกลุ่ม และการสนับสนุนจาก เครือข่ายภายนอกชุมชน ที่เห็นถึงความสำคัญหรือความจำเป็นในการร่วมมือกันใน การดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่จุดหมายร่วมกัน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยอาศัยฐาน คิดและประสบการณ์ของชุมชนในการสร้างระบบการบริหารจัดการตนเองที่ เหมาะสมกับพื้นที่ และความรุนแรงของปัญหาในชุมชน ให้ประสบผลสำเร็จและ เกิดประโยชน์ร่วมกัน 3.2 การสร้างความเข้มแข็งบนฐานแห่งการพัฒนาชุมชน การสร้างความเข้มแข็งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการพัฒนา ชุมชน โดยในละชุมชนจะมีการพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนในมิติต่าง ๆ เช่น มิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติ ทางด้านสังคม มิติทางด้านวัฒนธรรม ความเข้มแข็งของชุมชนจึงเกิดจากการที่คน ชุมชนในชุมชนรวมตัวกันโดยมีการเรียนรู้ในการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหา สนองความต้องการของชุมชนได้ด้วยตนเอง จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการ พัฒนาทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการทำงาน ร่วมกันของคนในชุมชน โดยหน่วยงานภาครัฐรวมไปถึงภาคีเครือข่ายอื่น ๆ เป็น เพียงผู้ให้การสนับสนุนในการพัฒนา เน้นให้ชุมชนได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการ คลี่คลายและจัดการปัญหาด้วยตนเองภายใต้ความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อร่วมกัน ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาชุมชนให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น ตลอดจนมีผลกระทบต่อ ภายนอกชุมชนที่ดีขึ้นตามลำดับ การพัฒนาชุมชนเกิดจากการสร้างพลังชุมชนและใช้พลังของ ชุมชนในการพัฒนาซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความรู้และการรวมตัวของคนใน ชุมชน แล้วส่งเสริมความสามารถให้กับคนในชุมชนจนเกิดการเคลื่อนไหวในการทำ
[๔๗] กิจกรรมต่าง ๆ ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดพลังผลักดันชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อการพัฒนาปรากฏผลออกมาในหลาย ๆ ด้านมากขึ้นแล้ว จะกลายเป็นอำนาจ ชนิดหนึ่งซึ่งผสมผสานกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่าง ๆ พลังที่เกิดขึ้นจาก กระบวนการพัฒนานี้ก็คือ การสร้างพลังชุมชนนั้นเอง ชุมชนใดมีพลังมาก อำนาจ การพัฒนาชุมชนนั้นก็จะมีมาก๘ กระบวนการในการดำเนินงานพัฒนาชุมชนจะ เป็นกระบวนการพัฒนาที่ทรงพลังที่สุด คือ การพัฒนาที่เกิดจากการเรียนรู้ ริเริ่ม สร้างสรรค์จากภายในเชื่อมโยงกับการเสาะแสวงหาความรู้จากภายนอกมา เลือกสรรเพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการพัฒนา จากการนำความรู้ของคนใน ชุมชนให้มีโอกาสร่วมสร้างสรรค์เนื่องจากเป็นความรู้ภายใต้บริบทและวัฒนธรรม นั้น การพัฒนาชุมชนจึงเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างคนในชุมชน กับนักพัฒนาที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ของทุกฝ่าย และยกระดับขององค์ความรู้ด้าน การพัฒนาในบริบทของชุมชนท้องถิ่น๙ องค์ประกอบความเข้มแข็งของชุมชน ประกอบด้วย 1) ชุมชนพึ่งตนเองได้หมายถึง ชุมชนที่มีการรวมตัวกันอย่าง มั่นคงอย่างปึกแผ่นสามารถพึ่งพิงตนเองทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร และภูมิปัญญา ของชุมชนได้เป็นหลัก มีกลุ่มผู้นำองค์กรในชุมชนและกระบวนการเรียนรู้ของ ชุมชน หรือภาคีเครือข่ายการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของ ชุมชนอย่างต่อเนื่อง 2) การมีส่วนร่วมของชุมชน คนในชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำร่วมรับผิดชอบด้วยความผูกพัน และมีอิสระในการแก้ไขปัญหา หรือพัฒนา ความเป็นอยู่ของชุมชน หรือรักษาของประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่เป็น เอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นหรือความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นได้ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง กับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน 3) เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง คือ ชุมชนมีศักยภาพและขีด ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจของชุมชนสูง รวมทั้งคนในชุมชนมี งานทำและมีรายได้ที่พอเพียงต่อการเลี้ยงชีพของคนในครอบครัวไม่ให้อพยพ ๘ พัฒน์ บุณยรัตพันธุ์, การสร้างพลังชุมชนโดยขบวนการพัฒนาชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: เลิฟและลิพเพรส, 2549). ๙ ปาริชาติ วลัยเสถียรและคณะ, นวัตกรรมการเรียนรู้: คน ชุมชน และการ พัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: พิสิษฐ์ไทยออฟเซต, 2548).
[๔๘] ออกไปหางานทำที่อื่น โดยภายในชุมชนประชาชนมีการประกอบอาชีพตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสะท้อนถึงการประกอบอาชีพแบบพึ่งตนเองบนหลัก เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเกื้อกูลกัน ประกอบด้วยตัวบ่งชี้หรือประเด็นชี้วัดที่สำคัญ คือ การวัดถึงสวัสดิการภายในชุมชน เพราะความสามัคคี ความช่วยเหลือสามัคคี ต่อกันของคนในชุมชนจะส่งผลให้เศรษฐกิจภายในชุมชนมีทิศทางที่ดีขึ้น 4) การเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง คือ กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนหรือภาคีเครือข่ายการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพและ ขีดความสามารถในการพัฒนาตนเอง การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การปรับตัว ตลอดเวลา ตลอดจนการจัดการและการบริหารจัดการที่มีของชุมชนโดยการเรียนรู้ เพื่อศักยภาพในการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงมีผลให้ศักยภาพ ของการเรียนรู้ที่จะพัฒนาชุมชนไปสู่การพึ่งตนเองกรณีตัวอย่างภายในชุมชน เข้มแข็งจะสะท้อนถึงบทบาทของภาคีเครือข่ายการพัฒนาให้มีส่วนร่วมส่งเสริม กรับวนการชุมชน ความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาศักยภาพของ ชุมชนที่ชัดเจนความเข้มแข็งของชุมชน ในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันส่งผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งโดยเป็นชุนชนพึ่งตนเองได้ การเรียนรู้ร่วมกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ยังอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงแก้ไข แต่ ในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง๑๐ กล่าวโดยสรุปว่า ความเข้มแข็งของชุมชนนับเป็นปัจจัยสำคัญ อย่างหนึ่งต่อการเสริมสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็น พลังชุมชนทางสังคมที่มีศักยภาพในการพึ่งตนเอง และสร้างความภาคภูมิใจใน ชุมชนของตนเองรวมทั้งสามารถควบคุมและจัดระเบียบทางสังคมของชุมชนให้เอื้อ ต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความสามัคคี เอื้ออาทร และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้ง่าย มีการเรียนรู้ร่วมกันในการกระทำ ตลอดจนมีศักยภาพในการบริหารจัดการ ใช้ประโยชน์จากทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่อยู่อย่างมีดุลยภาพสอดคล้องเชื่อมโยงกับธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรมชุมชนได้ดี ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นับเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะเสริมสร้าง ความอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมไทยให้มีความมั่นคง และยั่งยืนได้ในที่สุด ๑๐ ประพันธ์ ภักดีกุล, รูปแบบและปัจจัยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ชุมชนด้วยศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 2549).
[๔๙] แนวคิดการวิจัยชุมชน การแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการอย่างเป็น ระบบ ทั้งในด้านของการคิดและการจัดการอย่างเป็นระบบ เนื่องจากปัญหาใน ชุมชนมักมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหลายสาเหตุ หากแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด หรือไม่มีการจัดการที่เป็นระบบบางครั้งอาจสร้างปัญหาอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสริมพลังชุมชนให้ เป็นผู้จัดการและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนเข้ามาร่วมใน กระบวนการวิจัย ตั้งแต่การเริ่มคิด การตั้งคำถาม การวางแผน และการค้นหา คำตอบอย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรม โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพราะ ชาวบ้านย่อมรู้ปัญหาและมีความเข้าใจต่อปัญหาในชุมชนมากกว่าคนภายนอก 1. กระบวนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน กระบวนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความสนใจและค้นหานักวิจัยชุมชน การพูดคุยเพื่อค้นหาปัญหา หรือสาเหตุของปัญหาในชุมชน การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเค้าโครงวิจัย การ อบรมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาเครื่องมือวิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัย ประมวลผล ข้อมูลวิจัย และวางแผนการแก้ไขปัญหาชุมชน จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาชุมชน และ จัดเวทีสาธารณะ มีรายละเอียด ดังนี้ 1) การสร้างความสนใจและค้นหานักวิจัยชุมชน การสร้างความ สนใจให้ชาวบ้านอยากทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนถือเป็นขั้นตอนแรก มีเทคนิค สำคัญ คือ การชี้ให้ชาวบ้านเห็นปัญหาและความต้องการอยากแก้ไขปัญหาของ ตนเอง หรือเห็นประโยชน์ที่ได้จากการทำวิจัย และมีการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ ชาวบ้าน 2) การพูดคุยเพื่อค้นหาปัญหาหรือสาเหตุของปัญหาในชุมชน เมื่อได้ผู้ที่สนใจและสมัครใจแล้ว กระบวนการต่อมา คือ ทีมนักวิจัยชุมชนต้องมา ปรึกษาหารือกันว่าปัญหาของชุมชนมีอะไรบ้าง จัดลำดับความสำคัญของปัญหา และหาสาเหตุว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับนักวิจัย ชุมชนที่จะต้องนำข้อมูลที่ได้เข้าสู่กระบวนการทำวิจัยอย่างเป็นระบบต่อไป เมื่อทำ การค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาแล้ว หากพบว่าเป็นปัญหาในเรื่องใด การ ทำวิจัยจะต้องมุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นโดยตรง เช่น หาก
[๕๐] พบว่าปัญหา คือ เรื่องของการใช้น้ำ กลุ่มเป้าหมายในการทำวิจัยต้องมุ่งเน้นไปที่ กลุ่มของผู้ใช้น้ำโดยตรง เป็นต้น 3) การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเค้าโครงวิจัย หลังจากที่ได้มี การสร้างความสนใจให้ชาวบ้านอยากทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน และค้นหา นักวิจัยชุมชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยชุมชนเพื่อ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกระบวนการวิจัยให้แก่นักวิจัยชุมชน โดยมี กระบวนการ ดังนี้ (1) การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยเพื่อแก้ไข ปัญหาชุมชนโดยการให้นักวิจัยชุมชน นอกจากการสร้างความรู้ความเข้าใจด้วยสื่อ แล้ว ควรมีผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการทำวิจัยมาอธิบายเพิ่มเติม โดยการอธิบาย ถึงความหมาย องค์ประกอบ และกระบวนการ วิธีการ เทคนิคในการทำวิจัยให้ นักวิจัยชุมชน ทราบโดยละเอียด (2) การคัดเลือกประเด็นวิจัยโดยมาจากปัญหาของชุมชน วิธีการเริ่มต้นจากการค้นหาและวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในชุมชน ใช้การ ประชุมกลุ่ม ระดมความคิดเห็น วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ปัญหาในชุมชนที่นักวิจัย ชุมชนสนใจอยากแก้ไข หลังจากที่ได้ทำการค้นหาปัญหาและสาเหตุในเบื้องต้นแล้ว กระบวนการนี้จะเป็นการวิเคราะห์ความรุนแรงของสถานการณ์ปัญหาในชุมชนที่ ควรได้รับการแก้ไขมากที่สุด และทำการวิเคราะห์เจาะลึกเพิ่มเติมว่าแต่ละปัญหามี สาเหตุเกิดจากอะไร มีความรุนแรงมากน้อยเพียงไร จากนั้นคัดเลือกปัญหาของ ชุมชนที่อยากแก้ไข เพื่อนำไปสู่การออกแบบวิจัย 4) การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครื่องมือวิจัย เมื่อได้เค้าโครง วิจัยฉบับร่าง ต่อมาก็จัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยชุมชนเพิ่มเติม เพื่อ ทบทวนแผนงานวิจัย โครงการวิจัย พัฒนาเครื่องมือวิจัย และวางแผนการ ดำเนินการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชน อันจะทำให้เกิดการดำเนินการวิจัยที่มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระยะเวลาอันสมควร โดยมีกระบวนการ คือ (1) ทบทวนเค้าโครงวิจัย โดยแบ่งกลุ่มตามเรื่องวิจัย เพื่อ ทบทวนเค้าโครงวิจัยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนผู้นำชุมชน ผู้นำ กลุ่ม องค์กร และคนในชุมชนที่เป็นทีมนักวิจัยชุมชน โดยใช้ฐานข้อมูลร่างเค้าโครงวิจัยที่ นักวิจัยชุมชนเสนอไว้มาเป็นแนวทางการดำเนินงานหลักในการทบทวน กระบวนการในแต่ละกิจกรรมว่าควรเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง มีการ
[๕๑] ทบทวนถึงประเด็นสำคัญประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ที่มาและความสำคัญ โจทย์คำถาม การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการและเครื่องมือสำหรับการวิจัย โดยผู้มีส่วน เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในรายละเอียดดังกล่าว ก่อนจะ นำไปพัฒนาเป็นโครงการวิจัยให้สมบูรณ์ต่อไป (2) การพัฒนาเครื่องมือและการเก็บข้อมูลสำหรับการวิจัย โดยผู้มีความรู้มาบรรยายแลกเปลี่ยนและอธิบายให้นักวิจัยชุมชนเข้าใจถึงเครื่องมือ ที่สำคัญสำหรับใช้เก็บข้อมูลวิจัย เช่น เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) การสังเกตการณ์ แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และเมื่อบรรยายเสร็จให้นักวิจัยชุมชนแต่ละกลุ่ม ออกแบบแนวคำถามการวิจัย โดยมีการทบทวนคำถามการวิจัย และระดมความ คิดเห็นในกลุ่มเพื่อจัดทำคำถามย่อย และนำคำถามย่อยพัฒนาเป็นเครื่องมือวิจัย ได้แก่ ข้อคำถามสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม 5) ดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัย (1) เก็บข้อมูลตามแผน ขั้นตอนนี้เป็นการดำเนินการของ นักวิจัยชุมชน โดยการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกและการสนนากลุ่มจากผู้มีส่วน เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาวิจัยเรื่องนั้น ๆ โดยดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่ง นักวิจัยชุมชนจะต้องเป็นผู้ถามข้อมูลด้วยตนเอง โดยสัมภาษณ์ตามแนวคำถามที่ตั้ง ไว้ ด้วยการสุ่มแบบเจาะจงเป็นครัวเรือน อาจมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่ช่วยใน การบันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และในขั้นตอนนี้ทีมวิชาการจาก ภายนอกจะต้องลงพื้นที่ติดตามการเก็บข้อมูลวิจัยแต่ละเรื่อง เพื่อรับทราบปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมทั้งร่วมกันหาวิธีการแก้ไขปัญหาและวาง แผนการดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัยแต่ละเรื่องร่วมกัน เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นไป อย่างราบรื่น (2) วิเคราะห์ข้อมูลโดยแยกตามประเด็นคำถาม หลังจากที่ ได้ข้อมูลวิจัยทั้งจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มเรียบร้อยแล้ว นักวิจัยชุมชนต้องสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับทีมวิชาการจากภายนอกที่ มาร่วม โดยแยกตามประเด็นคำถามและเพื่อให้นักวิจัยชุมชนมีองค์ความรู้ด้านการ วิเคราะห์ข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะทำ การอบรมเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล และการประมวลผลให้กับนักวิจัยชุมชนก่อนดำเนินการด้วย
[๕๒] 6) จัดเวทีประมวลผลข้อมูลวิจัยและวางแผนการแก้ไขปัญหา ชุมชน เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปคือการประมวลผล ข้อมูลวิจัย โดยการจัดเวทีประมวลผลเพื่อเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ นักวิจัยชุมชน ผู้นำชุมชนหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ชาวบ้านทั่วไป ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และทีมวิชาการจากภายนอก มาร่วมประมวล ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาแผนงาน โครงการหรือกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน โดยมีกระบวนการ ดังนี้ (1) ประมวลข้อมูลการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน โดย แบ่งกลุ่มนักวิจัยชุมชนตามประเด็นที่ทำการวิจัย แล้วให้ตัวแทนนักวิจัยชุมชนแต่ ละกลุ่มออกมาเล่าประสบการณ์หรือบทเรียนการเก็บข้อมูลวิจัยว่ามีกระบวนการ อย่างไร ใช้วิธีการใดในการเก็บข้อมูล มีผลการเก็บข้อมูลอย่างไร จากนั้นทำการ แจกแจงข้อมูลให้เกิดความชัดเจน จัดหมวดหมู่ของข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์เรียบเรียง โดยเขียนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ของการวิจัย ในกระบวนการนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้อำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้บันทึกข้อมูล รวมถึงจัดหมวดหมู่และเขียนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล (2) การจัดทำแนวทางและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา ชุมชน โดยให้ทีมนักวิจัยชุมชนร่วมระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนถึงกิจกรรมที่จะ ทำ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน มีประเด็นที่แลกเปลี่ยนประกอบด้วย ปัญหา สาเหตุ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลักกลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ ผล ที่คาดว่าจะได้รับ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น 7) จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาชุมชน ในขั้นตอนนี้ชาวบ้านหรือ นักวิจัยชุมชนเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม สนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นในการจัด กิจกรรมแก้ไขปัญหาชุมชน และติดตามหนุนเสริมในแต่ละกิจกรรม เพื่อเอื้อ อำนวยให้เกิดการแก้ไขปัญหา รวมถึงร่วมให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 8) การจัดเวทีคืนข้อมูลสู่ชุมชน กับกลุ่มกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อให้คน ในชุมชนได้รับทราบถึงผลการวิจัย ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ปัญหาในภาพรวมของชุมชน และแนวทางการแก้ไขที่ ได้มีการดำ เนินการไปแล้วให้รับรู้และรับทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้คนในชุมชนได้ ร่วมกันหารือถึงแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป
[๕๓] 1.9 การจัดจ้างทีมทำสื่อเพื่อเผยแพร่กิจกรรม เช่น วีดีทัศน์ แผ่น พับ คู่มือฯลฯ เพื่อเป็นแนวทางในการทำวิจัยแก้ไขปัญหาชุมชนสำหรับพื้นที่อื่น ๆ ที่สนใจต่อไปทั้งนี้สามารถสรุปกระบวนการ ขั้นตอน เทคนิคการเสริมสร้างการวิจัย เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน ดังนี้ แผนภาพที่ 2.2 กระบวนการ ขั้นตอนการเสริมสร้างการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน๑๑ 2. บทบาทการมีส่วนร่วม การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ชาวบ้านหรือนักวิจัยชุมชนและทีมทำงานจากภายนอก โดยในแต่ละภาคส่วนมี บทบาทหน้าที่การดำเนินงาน ดังนี้ ๑๑ สมพันธ์ เตชะอธิก และคณะ, คู่มือการวิจัยแก้ไขปัญหาชุมชน, (ขอนแก่น: หจก.ขอนแก่นการพิมพ์), 2540.
[๕๔] 2.1 นักวิจัยชุมชน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่สนใจ เรียนรู้อยากค้นหาความจริงและแก้ปัญหา มีบทบาทคือระดมความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ออกแบบเค้าโครงวิจัย ดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัย การรวบรวม ข้อมูลวิจัย ประมวลผล นำงานวิจัยไปสู่การแก้ปัญหาชุมชน และจัดเวทีคืนข้อมูล สิ่งที่นักวิจัยชุมชนจะทำได้ดีที่สุดได้แก่ การนำเสนอสถานการณ์ปัญหาชุมชน การ สัมภาษณ์ การทำแผนและลงมือปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาตามผลการวิจัย สิ่งที่ นักวิจัยชุมชนยังอาจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรได้แก่ การจดบันทึก การจัดเวทีสนทนา กลุ่ม การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล และการเขียนรายงานวิจัย 2.2 ทีมวิชาการจากภายนอก มีบทบาทคือการพัฒนาเค้าโครง วิจัย เอื้ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การอบรมพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ให้กับนักวิจัยชุมชน การหนุนเสริมและสนับสนุนพื้นที่ด้านกระบวนการและองค์ ความรู้ ร่วมแลกเปลี่ยนให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมประมวลผลข้อมูลวิจัย สนับสนุน กิจกรรมแก้ไขปัญหาชุมชน และร่วมกิจกรรมแก้ไขปัญหาชุมชน 2.3 หน่วยงานที่ทำางานพัฒนาในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน มี บทบาทคือประสานงานพื้นที่ ร่วมสัมภาษณ์และบันทึกข้อมูล จัดเวทีสนทนากลุ่ม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล เขียนรายงานวิจัย และร่วมสนับสนุน เอื้ออำนวย การแก้ไขปัญหาชุมชน กล่าวโดยสรุป การวิจัยแก้ไขปัญหาชุมชนเป็นการวิจัยที่ใกล้เคียงกับ การวิจัยโดยทั่วไป เพียงแต่เน้นที่การแก้ไขปัญหาวิถีชีวิต กิจกรรมการพัฒนา และ ปัญหาของกลุ่ม องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน ที่มาจากการค้นหาความจริงอย่างเป็น ระบบโดยชาวบ้านในชุมชน การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน จึงเป็นแนวทางใหม่ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสริมพลังชุมชนให้เป็นผู้จัดการและแก้ไขปัญหา ด้วยตนเอง โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนเข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การ เริ่มคิด การตั้งคำถาม การวางแผน และการค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบ เป็น รูปธรรมภายใต้ทุนทางสังคมของชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องมาร่วมในการแก้ไขปัญหาชุมชน
[๕๕] คุณค่าและมูลค่าจากงานวิจัยชุมชน รูปแบบใหม่ของงานวิจัยในประเทศไทยที่มีแนวคิดการวิจัยที่ต้องการ “สร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างการเปลี่ยนแปลง” โดยมีคุณลักษณะ (Attribute) สำคัญ คือ โจทย์การวิจัยต้องมาจากชุมชน กล่าวคือ ชุมชนต้องเห็นพ้องตรงกัน และร่วมทำวิจัยชุมชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยและเป็นการวิจัยเชิง ปฏิบัติการ (Action Research) ร่วมตั้งแต่พัฒนาโจทย์วิจัย การเก็บข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล การปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่มีจากข้อมูล การสรุปผลการวิจัยเน้น เรื่องการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาและ ยกระดับการใช้ความรู้ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นการสร้างคนมากกว่า ความรู้โดยเฉพาะชาวบ้านภายใต้หลักคิดงานวิจัยชุมชนต้องเป็นงานวิจัยโดยคนใน ชุมชน ของคนในชุมชน และเพื่อคนในชุมชน เสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชน๑๒ ดังนั้นงานวิจัยเพื่อชุมชนจึงเป็นการผสมกระบวนการศึกษาและการทำงาน 3 แหล่ง คือ งานวิจัยวิชาการ งานพัฒนา และวิถีชาวบ้าน โดยการศึกษายังคงรักษา แก่นของขั้นตอนในกระบวนการศึกษาในวิธีการทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ แต่มีการ “ตัดออก ลดทอน ทดแทน แปรรูป” บางอย่างเข้าไป๑๓ การพัฒนาโจทย์วิจัยในงานวิจัยเพื่อชุมชนถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญและ เป็นหัวใจของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวชี้วัดว่างานวิจัยชิ้นนั้น จะเกิดขึ้นมาได้หรือไม่ และเมื่อทำแล้วจะมีขอบเขตขนาดไหน มีทิศทางอย่างไร เกิดผลกระทบอะไรมากน้อยแค่ไหน ซึ่งงานวิจัยเพื่อชุมชนมีเป้าหมายอยู่ที่ผู้รับ ประโยชน์โดยตรงจากงานวิจัย คือ ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น การวิจัยเพื่อพัฒนา ชุมชนขึ้นอยู่กับวิธีคิด เรียกว่าเป็นหลักการลักษณะสำคัญของงานวิจัยเพื่อพัฒนา ชุมชน 1) โจทย์การวิจัยต้องมาจากชุมชน ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการจาก ภายนอกเข้าไปจุดประกาย แต่ท้ายที่สุดแล้วชุมชนก็เห็นพ้องตรงกันและร่วมทำ วิจัย ๑๒ จิตติ มงคลชัยอรัญญา และคณะ, คุณค่าและมูลค่าจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น , (นนทบุรี: ห้างหุ้นส่วนจำกัด สันสวย, 2563). ๑๓ กาญจนา แก้วเทพ, สื่อสารมวลชน: ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: หจก. ภาพพิมพ์, 2556).
[๕๖] 2) ชุมชนทำวิจัยเอง ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย และเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมตั้งแต่การพัฒนาโจทย์การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ข้อมูล การปฏิบัติการแก้ไขปัญหา ที่มาจากข้อมูล การสรุปผลการวิจัย 3) เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ อย่างยิ่งชุมชนเจ้าของปัญหาและผู้ที่ใกล้ชิดกับเจ้าของปัญหาเพื่อสร้างความรู้สึก เป็นเจ้าของ 4) คิดกิจกรรมบนฐานข้อมูล มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ ข้อมูล โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ การวางแผนก่อน เริ่มทำวิจัย จะทำให้ชาวบ้าน รู้จักตนเอง รู้ว่ามีปัญหาอะไรตรงไหน 5) การพัฒนาและยกระดับการใช้ความรู้ท้องถิ่น ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำให้ชุมชนรู้จักตนเอง พึ่งตนเอง เห็นทุนชุมชนเดิม ที่มีอยู่ และนำทุนชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นไปผสมผสานกับความรู้ใหม่ เพื่อการ แก้ไขปัญหาชุมชน โดยมีชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการวิจัย 6) การสร้างคนมากกว่าความรู้โดยเฉพาะชาวบ้านภายใต้หลัก คิดงานวิจัยชุมชนต้องเป็นงานวิจัยโดยคนในชุมชน ของคนในชุมชน และเพื่อคนใน ชุมชน 7) การเสริมพลังอำนาจของชุมชน การวิจัยเพื่อชุมชนเป็น กระบวนการเรียนรู้ชุมชนควบคู่กับการปฏิบัติการพัฒนาโดยมีชุมชนพื้นที่เป็นที่ตั้ง ดังนั้นการบริหารจัดการงานวิจัย กระบวนการวิจัยจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ เกิดการมองเห็นตัวตนของชุมชน ที่เป็นเสมือนการสร้างพลังศรัทธาเชื่อมั่นใน ชุมชนหมู่บ้าน และมีพลังลุกขึ้นมาปฏิรูปชุมชนด้วยพลังของคนในชุมชนเอง รูปแบบการวิจัยชุมชนยุคใหม่ควรเป็นรูปแบบการวิจัยที่ส่งเสริมให้ ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสร่วมมือพัฒนาตนเอง ให้มีศักยภาพหรือมีความรู้วิธีการ เรียนรู้ตนเอง เรียนรู้ปัญหาของตนเอง เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองในทุกมิติ แต่การที่จะให้ชาวชุมชนลงมือวิจัยด้วยตนเอง โดยเสนอโครงการวิจัยเองนั้นอาจ เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ นักวิจัยหรือนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยท้องถิ่น จำเป็นต้องริเริ่มโครงการวิจัยก่อนแล้วดึงประชาชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในฐานะ เป็นหุ้นส่วน (Partner) การวิจัย ใช้รูปแบบของ “การจัดการความรู้” มาทดแทน การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เป็นต้นว่า การจัดเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างผู้มีประสบการณ์ร่วมกันอย่างมีระบบของการประชุม (Planned
[๕๗] Meeting) จากงานพัฒนา คือ รักษาเป้าหมายที่จะนำเอาความรู้ที่ค้นพบ ไปค้นคิด กิจกรรมเพื่อปรับปรุง แก้ไขสภาพแวดล้อมให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างมี แบบแผน มีข้อมูลข้อเท็จจริงรองรับ (Planned Change) วิถีแบบชาวบ้าน เนื่องจากงานวิจัยชุมชน นักวิจัยคือชาวบ้าน ดังนั้น ในทุกขั้นตอนของวิธีวิทยาจึง ต้องถูกกำกับด้วยวิถีแบบชาวบ้าน ทั้งนี้เพื่อให้ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยสามารถ นำไปปฏิบัติได้จริง (Applicable) เป็นการวิจัยที่เน้นชุมชน คือ กระบวนการสร้าง และใช้ความรู้โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ปัญหามาจากชุมชน เป็นความ ต้องการของชุมชน ที่อยู่บนพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่ดีกว่าเดิม เพื่อแก้ปัญหา หรือส่งเสริมศักยภาพของชุมชน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชุมชน ท้องถิ่น สำหรับประโยชน์ของการทำวิจัยที่เน้นชุมชนนั้นจะก่อให้เกิดผลดีแก่ ชุมชนและสังคมหลากหลายประการ ดังนี้ 1. ประโยชน์ต่อชุมชน 1) ทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ ประเพณีและวัฒนธรรมในชุมชน เนื่องจากตอบสนองปัญหา และความต้องการของชุมชน 2) ทำให้ชุมชนมีเครือข่ายระหว่างชุมชนกับนักวิชาการ 3) เกิดความยั่งยืนในชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้คน ในชุมชน 4) เป็นแนวทางในการค้นหาความต้องการใหม่ ๆ ปัญหาใหม่ ๆ และเกิดการพัฒนาชุมชนต่อไป 2. ประโยชน์ต่อตัวนักวิจัย ประโยชน์ต่อนักวิจัยที่เป็นนักวิชาการ 1) ได้ประสบการณ์ในการทำวิจัยที่เน้นชุมชน 2) ได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ 3) ได้ผลงานวิชาการที่เป็นไปตามภารกิจของอาจารย์ใน สถาบันอุดมศึกษา เช่น งานวิจัย งานตีพิมพ์ ประโยชน์ต่อนักวิจัยท้องถิ่นหรือนักวิจัยชุมชน 1) เกิดการเรียนรู้ในการเป็นนักวิจัย 2) ได้ประสบการณ์ในการทำวิจัยที่เน้นชุมชน
[๕๘] 3) เห็นความสำคัญของการทำวิจัยชุมชน เพราะเป็นสิ่งที่ชุมชน ต้องการ และชุมชนต้องขับเคลื่อนด้วยตัวของตัวเอง 3. ประโยชน์ต่อองค์กร 1) องค์กรต่าง ๆ ในชุมชนได้รับประโยชน์เพราะได้รับการแก้ไข ปัญหาของชุมชน 2) องค์กรของนักวิจัยที่เป็นนักวิชาการ สถาบันการศึกษาได้ คะแนนในส่วนของการประกันคุณภาพการศึกษา และสถาบันการศึกษาได้ เครือข่าย ได้พื้นที่สำหรับอาจารย์ท่านอื่นที่สนใจทำวิจัยในชุมชน 4. ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน 1) มีการบูรณาการไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการการเรียนการสอน กับการวิจัย หรือบูรณาการวิจัยกับการเรียนการสอน 2) นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการวิจัยที่อาจารย์กําลังทำอยู่ เนื่องจากนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บข้อมูลวิจัย กล่าวโดยสรุป การจัดการชุมชนบนฐานงานวิจัยเป็นกระบวนการที่มุ่ง การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนท้องถิ่นใช้ ประโยชน์จากงานวิจัยด้วยการเข้าร่วมกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การ วิเคราะห์ชุมชนเพื่อกำหนดโจทย์ คำถามวิจัย การทบทวนทุนเดิมในพื้นที่ การ ออกแบบการวิจัยและการวางแผนปฏิบัติการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลและการ วิเคราะห์ข้อมูล การทดลองปฏิบัติจริงเพื่อสร้างรูปธรรมในการตอบโจทย์วิจัยหรือ แก้ปัญหาในพื้นที่วิจัย การประเมินและสรุปบทเรียน เน้นให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้ระหว่างนักวิจัยชาวบ้าน คนในชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ ข้าราชการ นักพัฒนา และผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้และกลไกการ จัดการปัญหาและการพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่การวิจัย
บทที่ 3 การจัดการชุมชนบนฐานภูมิปัญญา ในอดีตชุมชนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนาและการเพาะปลูกพืชเกษตร เป็นอาชีพหลัก การผลิตแต่เดิมก็เป็นแต่เพียงให้พอมีพอกิน ไม่ได้ผลิตอย่างใหญ่โต เพื่อส่งออกไปค้าขายหรือสร้างผลกำไร แต่ในปัจจุบันหลายชุมชนได้เปลี่ยนแปลง การผลิตมาเป็นสังคมเกษตรอุตสาหกรรมที่มุ่งหวังผลกำไรมากขึ้น ทำให้การผลิต ผลิตทางการเกษตรซึ่งแต่เดิมผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองโดยอาศัยเทคโนโลยีง่าย ๆ ก็ เปลี่ยนมาเป็นการผลิตที่อาศัยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยเข้ามาสนับสนุนเป็น เกษตรอุตสาหกรรมมากขึ้น ถือเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ที่ส่งผลไปยังประเพณีและวัฒนธรรมทั้งในการผลิต การบริโภค การแลกเปลี่ยน และการเก็บรักษาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะเรื่อง “ข้าว และยุ้งข้าว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และจุดเริ่มต้นที่มั่นคงของ ครอบครัวและชุมชน ที่ปัจจุบันได้เกิดกระบวนการปรับตัว (Revolution Process) ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning) จนกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนรูป (Innovation) บนวิถีแห่งการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ของความเข้มแข็ง และยั่งยืน (Sustainable) บนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น (Attainment) ที่น่า ศึกษาและค้นคว้า๑ แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญา ถือเป็นเรื่องของพื้นฐานความรู้ความสามารถ๒ ที่เกิดจาก การสะสมการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเชื่อมโยงกันไปหมดทุก ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “ยุ้งข้าวยุคใหม่: กระบวนการปรับตัวสู่ทางรอดแห่งภูมิปัญญาของชาวนาไทย” ๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖), หน้า ๖๑๙.
[๖๐] สาขาวิชาและผสมกลมกลืนเชื่อมโยงกันหมด๓ โดยเป็นได้ทั้งในเรื่องของความรู้ ความคิดที่ได้สั่งสมไว้โดยชาวบ้านหรือคนธรรมดาหรือสามัญชน ที่ได้สั่งสมไว้เป็น เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการดำรงชีวิตของหมู่คณะ๔ ขณะเดียวกันยังหมายรวมถึง ๑) ความรู้เกี่ยวกับเรื่องใด ๆ มีลักษณะเป็นข้อมูลเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับครอบครัว ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับผู้หญิง ผู้ชาย ฯลฯ ๒) ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องใด ๆ หรือหน่วยสังคมใด ๆ ความเชื่อดังกล่าวอาจยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าถูกต้อง หาก พิสูจน์แล้วความเชื่อก็กลายเป็นความรู้ ความเชื่อบางอย่างอาจพิสูจน์ไม่ได้ เช่น เรื่องนรก สวรรค์ ตายแล้วไปไหน ผีมีจริงหรือไม่ ๓) ความสามารถหรือแนวทางใน การแก้ปัญหา การป้องกันปัญหา เช่น ความสามารถในการสร้างหรือดำรง ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว เป็นต้น๕ ภูมิปัญญายังหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ ชาวบ้านคิดได้เองแล้วนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นสติปัญญา เป็นองค์ความรู้ ทั้งหมดของชาวบ้าน ทั้งทางกว้างและทางลึกที่ชาวบ้านสามารถคิดเอง ทำเอง โดย อาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตได้ในท้องถิ่นอย่างสมสมัย๖ ถือเป็น ทรัพย์สินทางปัญญาอันล้ำค่าของท้องถิ่น เป็นพื้นฐานความรู้ ความสามารถของ บุคคลในท้องถิ่น และเป็นความสัมพันธ์กับแบบแผนการดำรงชีวิตที่ผสมกลมกลืน กับธรรมชาติแวดล้อมและกระบวนการทางสังคมเสมือนเป็นแกนหลักของการใช้ ชีวิตอย่างมีความสุข๗ กล่าวโดยสรุป ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ของคนในชุมชน ท้องถิ่นที่ เป็นชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และความเฉลียวฉลาดในการแก้ไขปัญหา ในการดำรงชีวิต รวมทั้งความรู้ที่ถูกสั่งสมมาแต่บรรพบุรุษแล้วเกิดการสืบทอดจาก ๓ ประเวศ วะสี, การสร้างภูมิปัญญาไทยเพื่อการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ, ๒๕๓๔), หน้า ๗๕. ๔ พัทยา สายหู, การพัฒนาวัฒนธรรมบนพื้นฐานภูมิปัญญาชาวบ้านและ ศักยภาพชุมชน ในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ๒๕๓๔), หน้า ๑๐๙ ๕ สัญญา สัญญาวิวัฒน์, การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในชุมชน, (กรุงเทพ มหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๓. ๖ สามารถ จันทรสูรย์, ภูมิปัญญาชาวบ้านกับการพัฒนาชนบท เล่มที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ, ๒๕๔๓), หน้า ๑๒. ๗ เอกวิทย์ ณ ถลาง, ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถีชีวิตและกระบวนการเรียนรู้ แก้ปัญหาของชาวบ้านไทย, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิภูมิปัญญาไทย, ๒๕๔๐), หน้า ๔.
[๖๑] รุ่นสู่รุ่น ในระหว่างที่มีการสืบทอดก็จะมีการประยุกต์ปรับปรุง พัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ที่ปรับเข้ากับสภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบไปด้วยระบบแห่งจริยธรรมและ คุณธรรมซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีความสัมพันธ์กับการทำมาหากิน หรือ การอยู่ร่วมกันในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี ภูมิปัญญายังถือเป็นองค์ความรู้ที่มีความคิด ความเข้าใจ ทัศนคติที่ได้ พัฒนาก่อนก่อรูปขึ้นมาโดยคนในชุมชน เพื่อที่จะสามารถนำเอามาใช้ในการดำเนิน ชีวิตประจำวันถือเป็นระบบคิดเชิงปฏิบัติ (Practical Thought) ๘ และมีบทบาท สำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อปรุงอาหาร การพัฒนาเครื่องนุ่งห่ม การสร้างที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ การจัดสรรบทบาททางสังคม หรือการจัดความสัมพันธ์ทางสังคม โดยภูมิปัญญาที่มาจากระบบความรู้พื้นบ้านจะ ดีหรือจะมีประสิทธิภาพอย่างไร จะต้องวัดกันที่ว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อการดำรง ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้วิธีการศึกษาระบบความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา สามารถจำแนก ออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑. การสร้างระบบการจำแนกสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นวิธีการที่กลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนในสังคมกลุ่มหนึ่งจัดระบบปรากฏการณ์หรือจัดสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกของ ความเป็นจริงที่อยู่ล้อมรอบตัวเขาเอง ความเชื่อหรือฐานคติเบื้องต้นที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์ชาติพันธุ์” (Ethnos Science) อยู่ที่ว่าคนจะมีความรับรู้ระบบหรือ ลักษณะของธรรมชาติ หรือการดำรงอยู่ของธรรมชาติ คือ เข้าใจธรรมชาติว่ามันมี ประโยชน์อย่างไร แล้วจึงใช้ระบบวิธีคิดหรือวิธีการนั้นจัดระบบหาความสัมพันธ์ ของสรรพสิ่งนั้นขึ้นมาจัดระบบของคนกลุ่มนั้น ในการมองสรรพสิ่งมาองธรรมชาติ ว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงใช้ระบบวิธีคิดหรือวิธีการนั้นจัดระบบความสัมพันธ์ของกลุ่ม นั้นให้ความสำคัญต่อสิ่งใด ให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้นว่ามีความหมาย มีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง กล่าวคือการจำแนกนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความสัมพันธ์ของกลุ่มนั้นกับสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตมากน้อยเพียงใด ๒. วิธีการศึกษาระบบคิดพื้นบ้าน (Indigenous Conceptual System) เป็นวิธีการที่ไม่ได้ศึกษาเพียงการจำแนกประเภทที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ ๘ ชยันต์ วรรธนุภูติ, “การอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์การวิจัยวัฒนธรรมใน ภาคเหนือ”, การวิจัยในมิติวัฒนธรรม, (เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๔๐) หน้า ๘ - ๑๑
[๖๒] ชาติพันธุ์ (Ethnos Science) เพียงเท่านั้น การศึกษาระบบพื้นบ้านเป็นการศึกษา ระบบคิด ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเข้าใจกับประสบการณ์ของมนุษย์ เช่น แทนที่จะ ศึกษาแต่เพียงว่าระบบหรือว่าชาวบ้าน มีวิธีจำแนกพืชและสัตว์ หรือชีววิทยา รอบตัวเขาอย่างไร แต่วิธีการศึกษาระบบคิดพื้นบ้านแนวนี้ เป็นการศึกษาเรื่อง ระบบคิด ศึกษาระบบเกษตรทั้งหมดว่า ระบบเกษตรของชนกลุ่มนั้น เขามีความ เข้าใจระบบทั้งหมดอย่างไร ศึกษาระบบคิด กระบวนการของระบบ และเป็น การศึกษาอย่างมีการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามการศึกษาระบบคิดพื้นบ้านนี้ยังให้ ความสำคัญกับการศึกษาทัศนะของคนในระบบนิเวศหรือคนในชุมชน โดยให้ความ สนใจต่อวิธีการที่ชนกลุ่มนั้น หรือกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในสังคมตีความและ ความหมายต่อระบบ หรือที่เราเรียกว่าประสบการณ์ของมนุษย์ กิจกรรมทางสังคม ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือการจัด ความสัมพันธ์ทางสังคมว่าคนในสังคมนั้นให้ความหมายและให้ความสำคัญอย่างไร ๓. ระบบคุณค่าของพื้นบ้าน (Local Value System) มีความหมาย คล้ายกับคำว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาที่ต่างไป จากการศึกษาระบบคิด การศึกษาระบบคุณค่าหรือระบบภูมิปัญญาชาวบ้านเป็น การศึกษาว่าคนในสังคมมองเห็นหรือให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์ของเขากับคนอื่นใน สังคมอย่างไร และระหว่างเขากับโลกที่เขาอาศัยอย่างไรบ้าง รวมถึงความรู้พื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่ชาวบ้านปฏิบัติต่อกันและกัน ภูมิปัญญาชาวบ้านมี ลักษณะของศักยภาพของชาวบ้าน ศักยภาพของชุมชนในการปรับตัวและในการ แก้ไขปัญญาในการดำรงชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้านไม่ได้หมายถึงการจำแนกความรู้ ไม่ได้หมายถึง วิธีหรือเทคนิคอย่างไร แต่หมายถึงระบบคิดทั้งหมด ซึ่งโยงวิธีการที่ เขาใช้อยู่กับการตีความของเขากับความสัมพันธ์กับโลก ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน สิ่งแวดล้อม ด้านสังคม วัฒนธรรม ด้านความเชื่อหรือด้านจิตวิญญาณ ๔. ระบบความรู้พื้นบ้าน โดยการศึกษาผ่านการศึกษาโลกทัศน์ (Cosmology) เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์ว่ามีความเชื่อพื้นฐานในการ ดำรงชีวิตอย่างไร มีการตีความเกี่ยวกับเรื่องของเวลา เรื่องสถานที่และบุคคลใน สังคม สิ่งที่จะนำมาศึกษาก็คือแนวความคิดเรื่องของเวลาว่าคนในสังคมมีวิธีการ และระบบการทำงานให้สัมพันธ์กับเวลาและฤดูกาล และการสังเกตความสัมพันธ์
[๖๓] ของกิจกรรมเหล่านี้ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม การตีความและการให้คุณค่าของการ เปลี่ยนแปลงในเชิงอายุหรือว่าการเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง๙ กล่าวโดยสรุป ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่กับสังคมมนุษย์ มาช้านาน เป็นการดำรงอยู่ในชีวิตที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่น โดยมี การปรับสภาพการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติตาม กาลเวลา เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่พิเศษกว่าสัตว์อื่น ๆ กล่าวคือ มีมันสมองที่ มีความสามารถในการคิดค้น เรียนรู้ แก้ปัญหาและมีการสืบทอดแบบแผนความรู้ เป็นมรดกมาช้านาน แม้ว่าภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่สั่งสมและถ่ายทอดเป็นมรดกมาช้า นาน แต่มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งคือเป็นองค์ความรู้ที่มีการเชื่อมโยงกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพ เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ค่าใช้จ่าย การศึกษา วัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว หากจะกล่าวถึงมรดกทางวัฒนธรรมนั้นมีหลายประเภท และมิได้เป็น เพียงโบราณสถาน อาคาร พื้นที่ประวัติศาสตร์และสวนเท่านั้น แต่หมายรวมถึง สิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดรวมทั้งระบบนิเวศ เป็นเครื่องหมายแสดงกิจกรรม และความสำเร็จของมนุษย์ในอดีต และเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างขึ้น ใหม่ได้ที่สำคัญของโลก๑๐ มรดกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าวในส่วนที่เป็น นามธรรมหรือเชิงอุดมคติ ได้แก่ แบบแผนการแสดงออก ความเชื่อ ความคิด อุดมการณ์ ระเบียบ ข้อปฏิบัติ ความดี ความงาม ความถูกต้องชอบธรรม ความรัก ภูมิปัญญา เทคนิค วิธีการคิด หรือวิธีการแก้ปัญหา ฯลฯ ส่วนมรดกทางวัฒนธรรม ที่เกี่ยวกับข้าวที่เป็นรูปธรรมที่เราสามารถที่จะสัมผัสได้ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย อาหาร วัวควาย ไร่นา ยารักษาโรค ฯลฯ ของสังคมชาวนา ๙ ชลทิตย์ เอี่ยมสำอางค์ และวิศนี ศิลตระกูล, “ความเป็นมาของภูมิปัญญา ชาวบ้าน เทคโนโลยีพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น”, เอกสารการสอนชุดวิชาการพัฒนาและ การใช้แหล่งวิทยาการชุมชน หน่วยที่ ๖, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๓). ๑๐ Feilden, Bernard M. and Jokilehto, Jukka, Management guidelines for the world cultural heritage sites, (Rome: ICCROM, 1998).
[๖๔] โดยวัฒนธรรมข้าวทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็น เอกลักษณ์ที่สังคมชาวนาชาวไร่ได้สั่งสมเลือกสรรปรับปรุงแก้ไข จนเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม สามารถใช้ป้องกันและนำพาชีวิตไปสู่เป้าหมายได้ ซึ่งแบบแผน พฤติกรรมและผลงานต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เป็นวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชนส่วนใหญ่ ของสังคมไทย มรดกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าวที่กล่าวข้างต้น ประกอบด้วยเหตุ ปัจจัยหลักสองส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวนากับส่วนที่เกี่ยวกับข้าว ดังนี้ ๑. ส่วนที่เกี่ยวกับชาวนา วัฒนธรรมข้าว หมายถึง แบบแผน การ ประพฤติปฏิบัติ วิถีการดำเนินชีวิต การแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิด ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่เป็นความเข้าใจซาบซึ้งร่วมกัน ซึ่งได้สั่งสม เลือกสรรปรับปรุงแก้ไขจนถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และได้ นำมาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นแนวทาง เป็นมาตรการในการแก้ปัญหา ตลอดถึงนำพา ชีวิตไปสู่เป้าหมายตามความต้องการของชาวนา หรือสังคมชาวนา ๒. ส่วนที่เกี่ยวกับข้าว วัฒนธรรมข้าว หมายถึง ลักษณะทาง กายภาพ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ เครื่องมือเครื่องใช้ ประเพณีพิธีกรรม ความ เชื่อ ความรู้ ภูมิปัญญา สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นมาจากอดีต จนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางสังคมของชาวนาชาวไร่สืบมา ทั้งนี้ เนื่องจาก "ข้าว" มีบทบาทสำคัญต่อชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างยิ่ง ชาวไร่ชาวนาเห็นว่า ข้าวเป็นองค์รวมของธรรมชาติ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับมนุษย์ทั้ง ร่างกายและจิตใจ ด้านร่างกาย ข้าวเป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโต อยู่เย็น เป็นสุข จะหาสิ่งอื่นใดมาหล่อเลี้ยงร่างกายให้เหมือนข้าวไม่มี มนุษย์ได้ปฏิบัติธรรม ได้บรรลุธรรมสูงสุดอันเป็นเป้าหมายของชีวิตได้ก็เพราะได้อาศัยข้าวหล่อเลี้ยง ร่างกายเป็นสำคัญ๑๑ ในส่วนของการทำนาหรือการเพาะปลูกข้าวซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อ กันมาแต่โบราณ และการทำนาก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติ คนในเกษตรสังคมจึงให้ ความสำคัญและเคารพธรรมชาติ ทำให้มีพิธีกรรมและความเชื่อมากมาย ทุก ขั้นตอนของกระบวนการผลิตข้าว มีทั้งพิธีกรรมส่วนครอบครัว ส่วนชุมชน เป็นการ ๑๑ เอี่ยม ทองดี, “วัฒนธรรมข้าว”, นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, ฉบับวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕.
[๖๕] ปลูกฝังพฤติกรรมทางจริยธรรม ผูกจิตวิญญาณของคนไทยไว้กับข้าวจนเกิดเป็น วัฒนธรรม ทั้งนี้ มนุษย์นั้นได้เปลี่ยนวิถีการบริโภคจากหัวเผือกหัวมันแล้วหันมา ปลูกข้าวนั้นเป็นเวลาช้านานหลายยุคหลายสมัยแล้ว ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัยนั้น พบหลักฐานที่แสดงความอุดมสมบูรณ์ของ ประเทศซึ่งมีความปรากฏในศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และมีพระ ราชพิธีโบราณมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดย สร้างความเชื่อในการสร้างขวัญกำลังใจและสิริมงคลแก่เกษตรกรชาวนาของ ประเทศ ครั้นเมื่อมีการจัดการปกครองแบบจตุสดมภ์ได้ตั้งกรมเวียง วัง คลัง นา มารับผิดชอบในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในส่วนพระราชพิธีที่เกี่ยวกับการทำนายังคงถือ ปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลและพระราชพิธีจรดพระ นังคัลแรกนาขวัญซึ่งเดิมเป็นพิธีทางพราหมณ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ตั้งการพระราชพิธีพืชมงคลขึ้นอีกพิธีหนึ่งเป็นพิธีทางพุทธและทำล่วงหน้าก่อนพิธี แรกนาขวัญ ๑ วัน เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่เกษตรกร ประเพณีอันเนื่องมาจากชาวนาข้างต้นถือเป็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับ ธรรมชาติ โดยอาศัยธรรมชาติและความเชื่อในเรื่องดิน ฟ้า และอำนาจเหนือมนุษย์ นับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือผีช่วยปกป้องคุ้มครอง ให้ผู้คนได้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข เมื่อได้นับถือพุทธศาสนาวิถีที่เป็น วัฒนธรรมข้าวได้นำความเชื่อต่อสิ่งทั้งสองมาสร้างแบบแผนปฏิบัติจนเป็นแนว ทางการดำเนินชีวิตและใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจสืบมา กล่าวได้ว่าพิธีกรรมที่เกิดขึ้นเกือบ ทั้งหมดในสังคมไทยนั้นเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทยที่ส่วนใหญ่ มีอาชีพชาวไร่ชาวนา โดยเฉพาะการเพาะปลูกที่มีความเชื่อและนับถือ มรดกทาง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าวของชาวไทยนั้นมีประเพณีและพิธีกรรมหลักคล้ายคลึงกัน เกือบจะทุกภาค แต่มีลักษณะและวิธีการแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละภาค โดยมี จุดเด่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในท้องถิ่นซึ่งมีวัฒนธรรมการเกษตรจากขั้นตอนการ ทำนา มีระบบเหมืองฝาย การใช้ควายทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ พันธุ์ข้าว อาหาร การกิน ศิลปะการแสดง และการละเล่นของชุมชนในท้องถิ่นแต่ละภาคจนเป็น วัฒนธรรมร่วมเช่นเดียวกับชาติในประชาคมอาเซียน วันนี้ความเจริญและวิถีชีวิต ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมข้าวให้เห็นชัดเจนขึ้น จากการปลูกข้าวไว้กินและมีวิธีกิน
[๖๖] ข้าวด้วยมือมาแต่เดิมนั้นได้กลายเป็นการปลูกข้าวไว้ขายและกินข้าวแบบบุพเฟ่ต์ จนทำให้ภูมิสังคมจากวัฒนธรรมข้าวนั้นกำลังหมดสิ้นไปทุกวัน๑๒ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าวมีความสำคัญต่อชาวบ้านมาก ที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ พิธีกรรมข้าวจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดปีตามลำดับการเพาะปลูกข้าว โดยช่วงที่สำคัญที่สุดจะอยู่ระหว่างหลังการ เก็บเกี่ยวผลผลิตและก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่ พิธีกรรมข้าวมี ๔ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๑. พิธีกรรมก่อนการเพาะปลูก มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรือบรรพบุรุษให้คุ้มครองป้องกันภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ให้มี ความสวัสดิมงคล มีความอุดมสมบูรณ์ ขอโอกาสและความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิต ในรอบปีนั้น ๆ อาทิ พิธีเลี้ยงขุนผีขุนด้ำ พิธีแห่นางแมว เทศน์พญาคันคาก สวด คาถาปลาช่อน พิธีปั้นเมฆ พิธีบุญบั้งไฟ พิธีบุญซำฮะ เป็นต้น ๒. พิธีกรรมช่วงเพาะปลูก มีเป้าหมายเพื่อบวงสรวงบนบานเพื่อบอก กล่าว ฝากฝังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าวหรือการเพาะปลูกแก่เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้การเพาะปลูกข้าวดำเนินไปได้ด้วยดี ปราศจากอันตรายต่าง ๆ อาทิ พิธีแรก ไถนา พิธีเลี้ยงผีตาแฮก ตกกล้า พิธีแรกดำนา พิธีปักข้าวตาแฮก พิธีปักกกตาแฮก เป็นต้น ๓. พิธีกรรมเพื่อการบำรุงรักษา เพื่อให้ข้าวงอกงาม ปลอดภัยจาก สัตว์ต่าง ๆ หนอนเพลี้ย พิธีกรรมประเภทนี้จัดขึ้นในช่วงระหว่างการเพาะปลูก จนกระทั่งเก็บเกี่ยว อาทิ พิธีไล่น้ำ พิธีปักตาเหลว พิธีสวดสังคหะ พิธีรับขวัญแม่ โพสพ พิธีไล่หนู ไล่นก ไล่เพลี้ย ไล่แมลง และอื่น ๆ โดยใช้น้ำมนต์ ผ้ายันต์ ภาวนา โดยหว่านทราย หรือเครื่องราง ๔. พิธีกรรมเพื่อการเก็บเกี่ยวหรือฉลองผลผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก และเพื่อแสดงความอ่อนน้อมกตัญญูต่อข้าวตลอดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้อง พิธีกรรม ประเภทนี้จัดขึ้นในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว อาทิ พิธีรวบข้าว พิธีแรกเกี่ยวข้าว พิธีเชิญ ข้าวขวัญ พิธีวางข้าวต๋างน้ำ พิธีปลงข้าว พิธีขนข้าวขึ้นยุ้ง พิธีตั้งลอมข้าว พิธีเปิดยุ้ง พิธีปิดยุ้ง ประเพณีพิธีกรรมของชาวนาที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าวล้วนแต่มีพื้นฐาน มาจากความเชื่อและการปฏิบัติที่มีในคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่ ความ ๑๒ พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ, “วัฒนธรรมข้าว ภูมิเกษตรในประชาคมอาเซียน”, หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ฉบับวันที่ ๒๕ พ.ค. ๒๕๕๗.
[๖๗] กตัญญู ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สังคหวัตถุธรรม อิทธิบาทธรรม พรหมวิหารธรรม ฆราวาสธรรม อบายมุข ๔ ศีล ๕ และทิศ ๖ เป็นต้น ขณะเดียวกันข้าวนั้นได้มีความผูกพันกับคนไทยอย่างลึกซึ้งและ ยาวนานจนมีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อหลายอย่างตกทอดมาถึงทุกวันนี้ เช่น ความเชื่อเรื่อง “พระแม่โพสพ” ที่ชาวนาเชื่อกันว่าเป็นเทพธิดาที่ปกปักษ์ รักษาข้าว การเคารพบูชาพระแม่โพสพจะทำให้ได้ผลิตผลที่อุดมสมบูรณ์ หรือจะมี การทำพิธี“แห่นางแมว” หรือ “บุญบั้งไฟ” เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล มี ประเพณี“ลงแขกเกี่ยวข้าว” ที่แสดงถึงความสามัคคีความมีน้ำใจ ร่วมแรง ช่วยเหลือกันทั้งหมู่บ้าน เพื่อผลัดกันเก็บเกี่ยวข้าวให้ทันฤดูกาล ทำให้มีการละเล่น ร้องรำต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงสงฟาง เพลง ชักกระดาน การเล่นโยนครกโยนสาก หรือการเล่นลูกช่วง เป็นต้น และยังมีภูมิ ปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้าวอีก อาทิ พันธุ์ข้าวซึ่งมีความหลากหลายทาง พันธุกรรมสูง เช่น พันธุ์ข้าวเบา ข้าวกลาง ข้าวหนัก ข้าวไร่ ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวเหนียว ดำ ข้าวแดง เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนถูกคัดเลือกเองจากชาวนาทั้งสิ้น รวมถึงเรื่องของยุ้งข้าวหรือฉางข้าวซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเชิงสภาปัตยกรรม ในภาคต่าง ๆ ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของวัสดุในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ยุ้ง ข้าวที่มีส่วนประกอบของขี้ควายผสมโคลนและฟาง ยุ้งข้าวที่เกิดจากการใช้ไม้ไผ่มา สานขัดแตะ ยุ้งข้าวที่ทำจากไม้เบญจพรรณ ยุ้งข้าวที่ทำจากไม้สัก ยุ้งข้าวที่ทำจาก สังกะสี หรือจะเป็นคันไถที่ทำด้วยไม้เกือบทั้งคันก่อนที่ในปัจจุบันถูกแทนที่ด้วย เหล็กและรถไถนาที่เป็นเครื่องยนต์ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีภูมิปัญญา ที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าวที่เป็นเครื่องมือสนับสนุน เช่น ระหัดวิดน้ำและกังหัน น้ำซึ่งหากเป็นของดั้งเดิมจะทำด้วยไม้และวัสดุที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นแต่ปัจจุบันก็ ได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องสูบน้ำเกือบหมดแล้ว โม่และครกตำข้าวที่ใช้สำหรับสีข้าว ฝายหรือทำนบที่ทำด้วยไม้ ดิน หิน หรือวัสดุในท้องถิ่น และแรงงานจากการลง แขกของคนในหมู่บ้านต่างก็เป็นคุณค่าที่มาจากมรดกทางวัฒนธรรมที่เกิดจากภูมิ ปัญญาของชาวนาและชาวบ้านในแต่ละภูมิภาคแทบทั้งสิ้น๑๓ ๑๓ อุดม ไชยอุดม, สารานุกรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย: ภูมิปัญญาข้าวไทย, (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), ๒๕๕๓).
[๖๘] การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว (Change of Rice Cultural) เป็นการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนไปของวิถี ชีวิตชาวนาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าว ทั้งวิธีการเพาะปลูกหรือการผลิต การนำ ข้าวไปแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าหรือเงินตรา การแปรรูปและการบริโภคในครัวเรือน และการเก็บรักษาเพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้เกิดความขาดแคลนในครัวเรือน พบว่า 1. ด้านการผลิต วิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าวหรือการผลิตข้าวของชาวนาใน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตค่อนข้างมาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ แรงงานสัตว์ เช่น วัว ควาย ในการไถพรวนดินในอดีตก็เริ่มมีบางครอบครัวหันมา ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก เช่น รถไถนาเดินตามซึ่งมีความสะดวกมากกว่า และไม่ต้อง เสียเวลาไปหาหญ้า หาน้ำ หรือพาไปเลี้ยง พาไปกินหญ้าเหมือนกับวัว ควาย จากนั้นชาวนาส่วนหนึ่งเมื่อทดลองใช้เครื่องจักรขนาดเล็กประเมินว่าสามารถทุ่น แรงได้เยอะและเริ่มที่จะเห็นผลกำไรจากการทำนาที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งที่พอมีกำลัง ก็จะลงทุนจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตรหรือรถไถนาที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องไปเดินตามเหมือนวัว ควาย หรือรถไถเดินตามแบบเล็ก ๆ อีก แล้ว ผู้ที่ไถนายุคใหม่สามารถที่จะนั่งขับได้อย่างสะดวกและไถนาได้คราวละมาก ๆ ไร่ก็เริ่มได้รับความนิยม ส่วนรถไถนาคันเดิมก็ปรับสภาพไปใช้เป็นเครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟ หรือเพื่อการเอนกประสงค์แบบอื่นแทน ขณะเดียวกันในอดีตการทำนาส่วนใหญ่จะเป็นการทำนาเพื่อการ บริโภค พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็จะพาลูกๆ หลานๆ ทำนาเพื่อให้มีข้าวกิน โดยทุก ครัวเรือนก็จะมียุ้งข้าวหรือฉางข้าวไว้เก็บข้าวที่ครอบครัวเก็บเกี่ยวมารวมกันไว้ เพื่อให้ลูกหลานมีกินตลอดทั้งปี ถือเป็นองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการ สร้างมิติความมั่นคงทางอาหาร ครอบครัวไหนมีนามาก มีวัว ควายมากก็จะมียุ้ง ข้าวหลังใหญ่หรือมีหลาย ๆ หลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความมั่งมี หรือความร่ำรวยของคนในชนบทหรือคนในวิถีชีวิตชาวนา ขณะที่ปัจจุบันชาวนา ส่วนใหญ่ในเขตภาคกลางโดยเฉพาะที่จังหวัดนครสวรรค์เกือบทุกอำเภอนิยมที่จะ หันมาทำนาเพื่อการค้ามากขึ้น และเริ่มให้ความสำคัญกับยุ้งข้าวลดลงไปทุกวัน จนสุดท้ายชาวนาหลายครอบครัวได้ขายยุ้งข้าวทิ้งเนื่องจากเริ่มเห็นว่าไม่มี
[๖๙] ประโยชน์หรือไม่ใช้ประโยชน์ เพราะเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ส่งขายให้กับโรงสี ในทันทีและไม่ต้องมีการกักเก็บให้เสียเวลาเหมือนเช่นในอดีต ส่วนการเพาะปลูกพันธุ์ข้าวนั้นจากเดิมชาวนานิยมที่จะเพาะปลูกพันธุ์ ข้าวพื้นเมืองเป็นหลัก ทั้งนี้เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพบริบทและดินฟ้าอากาศ ของพื้นที่ แต่ปัจจุบันนี้เนื่องจากภาวะความต้องการทางการตลาดข้าวทั้งใน ประเทศและต่างประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้กระบวนการผลิตมีการ เพาะปลูกข้าวมีหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อลดต้นทุนทางเวลาใน การเพาะปลูกและต้นทุนด้านอื่น ๆ สำหรับในประเด็นเรื่องของแรงงานในการ เพาะปลูกข้าวนั้นในอดีตชาวนาส่วนใหญ่จะอาศัยความเป็นพี่เป็นน้องช่วยเหลือ เจือจุลกันในครอบครัว ชุมชน หรือหมู่บ้าน เป็นต้นว่าการร่วมกันลงแขกปักดำนา ร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว นวดข้าว แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ประเพณีหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในส่วนนี้แล้วหันไปสู่การว่าจ้างแรงงานที่เป็นการ เพิ่มต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น และมีการใช้สารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรที่ เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกี่ยวกับข้าว ด้านการผลิต สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้๑) วิถีชีวิตที่ เกี่ยวกับการทำนาในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น ๒) ปัจจุบัน ชาวนาทำนาเพื่อจำหน่ายมากกว่าทำเพื่อเก็บในยุ้งข้าวเพื่อให้มีกินตลอดปี๓) มี การเปลี่ยนแปลงการเพาะปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ไปสู่สายพันธุ์ที่ตลาด ต้องการ ๔) วิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการทำนาเปลี่ยนแปลงจากการลงแขกไปสู่การจ้าง แรงงาน และ ๕) อาศัยสารเคมีมากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับระบบเกษตรแบบ อินทรีย์ที่เคยทำในอดีต ๒. ด้านการแลกเปลี่ยน ดังที่กล่าวมาในด้านการผลิตนั้นส่วนใหญ่ในอดีตทุกครอบครัวที่มี อาชีพทำนาก็จะเพาะปลูกข้าวไว้เพื่อให้ลูกหลานมีกินตลอดทั้งปี พอเก็บเกี่ยวข้าว ใหม่ได้ก่อนที่จะนำขึ้นยุ้งขึ้นฉางชาวนาก็จะระบายข้าวเก่าที่มีอยู่หรือหลงเหลืออยู่ ติดยุ้งออกไปจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือ เป็นทุนในการก่อสร้างและต่อเติมที่อยู่อาศัย ส่วนในรายที่มีที่นาเยอะ มีกำลัง แรงงานทั้งคนและควายเยอะ เพาะปลูกข้าวแต่ละปีได้ผลผลิตปีละมาก ๆ ส่วน
[๗๐] ใหญ่ก็จะนำไปขาย นำไปแลกเปลี่ยน หรือนำไปปล่อยกู้ให้ชาวนาหรือครอบครัวที่ มีข้าวน้อย ๆ ได้นำไปจุนเจือในครอบครัว โดยมีพันธะสัญญาหรือข้อตกลงว่าเมื่อ ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในรอบฤดูกาลผลิตครั้งต่อไปผู้กู้จะต้องนำข้าวพร้อมดอกเบี้ยที่ เป็นข้าวมาคืนให้ เป็นต้นว่า ยืมข้าวไป 10 ถังจะต้องนำมาชดใช้หรือคืนมา 12 ถัง หรือ 15 ถัง ซึ่งก็แล้วแต่ข้อตกลงและคุณธรรมจริยธรรมของผู้ที่มีความมั่งคั่ง ร่ำรวยข้าวจะร้องขอจากลูกหนี้ ซึ่งระบบการแลกเปลี่ยนแบบนี้ต่อมาได้รับ แนวความคิดแบบทุนนิยมมากขึ้นจึงเกิดระบบพ่อค้านายทุนในที่สุด ขณะเดียวกันสำหรับวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับวิธีการการแลกเปลี่ยนข้าวยังมี ความสวยงามตามจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงในระดับชุมชน สังคม และระดับภูมิภาค เป็นต้นว่า ชาวนาในทางภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือในจังหวัดที่ ประสบภัยแล้งก็จะนิยมหาของป่า หวาย ยารักษาโรค เกลือ ปลาแห้ง ปลาร้า หรือ อื่น ๆ ที่พอที่จะมีมูลค่ามาตระเวนขอแลกเปลี่ยนกับข้าวเปลือกหรือข้าวสารที่มีอยู่ ในครัวเรือน เพื่อที่จะนำกลับไปหุงหาให้ลูกหลานได้มีอยู่มีกิน ทำให้ข้าวของ ชาวนากลายเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรมและเป็นสื่อกลางทางการตลาดหรือการ แลกเปลี่ยนที่เชื่อมสัมพันธ์ของคนในชุมชนหมู่บ้าน หรือในบางครั้งชาวนาบางคน ถึงคราวเจ็บป่วยหนักก็จะนำเอาข้าวที่มีอยู่ในยุ้งฉางไปชดใช้แทนค่ารักษาพยาบาล ให้กับคุณหมอก็มี ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมามีข้าวก็เหมือนกับมีเงินทองเพราะข้าวถือ เป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งร่ำรวยที่สามารถแลกเปลี่ยนหรือนำพาไปสู่ความเป็นตัวชี้วัด ทางการลงทุนในบางเรื่อง บางกรณี หรือบางสถานการณ์ได้ ปัจจุบันคุณค่าในด้านการแลกเปลี่ยนของข้าวเริ่มลดความสำคัญลง เมื่อแนวคิดด้านการแลกเปลี่ยนของคนในสังคมมุ่งไปที่ตัวเงินมากขึ้นและมากขึ้น ข้าวในปัจจุบันจึงแปรเปลี่ยนจากสื่อวัฒนธรรมในระดับชุมชนที่ถูกยกระดับให้เป็น สินค้าที่จะต้องมีการลงทุนเพื่อมุ่งหวังผลกำไร จากการเพาะปลูกข้าวเพื่อการยั้ง ชีพหรือให้มีอยู่มีกินภายในครอบครัว แนวคิดของชาวนาในยุคต่อ ๆ มาก็จะมุ่ง เพาะปลูกเพื่อขาย เพื่อจำหน่าย เพื่อสร้างความมั่งคั่งหรือร่ำรวยด้วยค่าของ เงินตรา ที่นาที่เคยทำเพื่อให้พอแค่มีอยู่มีกินก็มีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกให้ กว้างขึ้น ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ข้าวที่มากขึ้นตามความต้องการของตลาด เครื่องทุ่น แรงที่เมื่อก่อนใช้แรงงานวัว ควาย ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรเพื่อให้การทำนา เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว ต้นทุนเมื่อมีน้อยก็จะมีสถาบันการเงินทั้งในระบบและ นอกระบบให้กู้ยืม เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จจากเดิมก็จะขนขึ้นยุ้งขึ้นฉางแต่
[๗๑] ปัจจุบันกลับกลายต้องขนไปโรงสีหรือฉางข้าวที่พ่อค้าคนกลางเปิดรับซื้อเพื่อ แลกเปลี่ยนกับเงินตราที่ได้มาเป็นฟ่อน ๆ และนำมาซึ่งความอิ่มเอมว่าทำนาแล้วมี เงิน ทำนาแล้วรวยขึ้น แต่ชาวนาบางคนก็ลืมนึกไปว่าที่ผ่านมานั้นคือการลงทุน ทั้งหมด เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วชาวนาบางคนก็แทบจะไม่มีกำไรเลยก็มี เมื่อวิถีแห่งการแลกเปลี่ยนข้าวเปลี่ยนไปตามแรงเหวี่ยงทางความคิด และความเชื่อของระบบทุนนิยม และข้าวได้กลับกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง ของประเทศ ในห้วงเวลาหนึ่งข้าวมีราคาดีชาวนาส่วนใหญ่ก็มีรอยยิ้มเพราะ สามารถแปลเปลี่ยนหรือแลกเปลี่ยนข้าวให้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อถึงคราวที่ความ ต้องการของตลาดหรือปัจจัยแห่งอุปสงค์และอุปทานไม่สอดคล้องต้องกัน ราคา ข้าวในตลาดเกิดความผันผวน มีขึ้นมีลง และบางครั้งราคาข้าวเกิดการตกต่ำ เนื่องจากมีการบิดเบือนกลไกทางการตลาดทั้งที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในและ ภายนอกประเทศ ข้าวที่เคยแปรเปลี่ยนเป็นตัวเงินมาชำระหนี้สินได้ตามความ คาดหวังหรือตั้งใจ ได้กลับกลายเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงที่ไม่อาจนำมาซึ่งรายได้ที่ จะมาทดแทนหนี้สินได้ เนื่องจากในระบบการตลาดข้าวกลับกลายเป็นสินค้าที่มี ราคาอ่อนไหว และผันผวน จึงส่งผลให้กลไกแห่งการแลกเปลี่ยนมีความเสี่ยงสูง และชาวนาที่ทำนาเพื่อหวังแลกเปลี่ยนข้าวเป็นตัวเงินก็เริ่มประสบปัญหาการ ขาดทุนและเป็นหนี้แบบไม่รู้จบรู้สิ้นในที่สุด กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกี่ยวกับข้าว ด้านการแลกเปลี่ยน สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้๑) ใน อดีตข้าวเป็นตัววัดมูลค่าหรือความมั่งคั่งร่ำรวยของครอบครัว ปัจจุบันข้าวเป็น ตัวชี้วัดการลงทุน ๒) ในอดีตข้าวเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ปัจจุบันข้าวเป็นสื่อกลางในการกำหนดอนาคตการตลาด ๓) ในอดีตนิยมใช้ข้าว ชำระหนี้สิน ปัจจุบันข้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงที่ไม่อาจนำมาทดแทนหนี้สินได้ ๔) ในอดีตข้าวเป็นสินค้าที่มีราคาที่ค่อนข้างแน่นอน ปัจจุบันข้าวเป็นสินค้าที่มี ราคาอ่อนไหว ๕) ในอดีตข้าวสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าชนิดอื่นได้ ปัจจุบันข้าวไม่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าชนิดอื่นได้ ๓. ด้านการบริโภค ในอดีตวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับแปรรูปข้าวเปลือกเพื่อนำไปหุงหาหรือบริโภค นั้น ผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทมักจะนิยมที่จะมีการตำข้าวด้วยครกไม้ขาดใหญ่ ทั้งที่
[๗๒] เป็นครกที่ตำด้วยมือ ครกไม้กระเดื่อง โรงสีที่ดัดแปลงคล้าย ๆ กับเครื่องบดหรือ เครื่องโม่ข้าวที่ใช้แรงงานคนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมา จนสุดท้ายได้กลับกลายมาเป็น โรงสีที่ใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์ และระบบไฟฟ้าเหมือนดังเช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้นในอดีตซัก 40-50 ปีที่ผ่านมาทุกเย็นและทุกเช้ามืดชาวบ้านในชนบทก็ มักจะได้ยินเสียงครกตำข้าวดังขึ้นแทบจะทุกหลังคาเรือน ถือเป็นการแปรรูปจาก ข้าวเปลือกสู่ข้าวสารที่จะนำมาหุงหาให้สมาชิกในครัวเรือนได้กิน ขณะเดียวกันใน การตำข้าวยังมีผลพลอยได้อีกหลายส่วนทั้งแกลบที่ใช้ไปหมักเป็นปุ๋ยในคอกวัว ควาย ปลายข้าวก็ใช้เป็นข้าวต้มหรือนำมาดัดแปลงเป็นขนมหวาน หรือจะนำไป เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ นอกจากนั้นยังมีรำข้าวที่นำไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูเพื่อเป็นรายได้ เสริมในครอบครัว ก่อนที่วัฒนธรรมประเพณีในลักษณะเช่นนี้จะเลือนหายไปตาม กาลเวลาในเวลาต่อมา เมื่อมีการแปรรูปข้าวจากข้าวเปลือกไปสู่ข้าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการตำ ข้าว การโม่ข้าว การสีข้าวเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่เป็นอาหารหลักก็คือชาวบ้านมักจะนำ ข้าวสารไปนึ่งหรือหุงหาเพื่อเป็นข้าวนึ่ง ข้าวสวย หรือบางส่วนก็ไปแปรรูปเป็นข้าว หลาม ข้าวต้มมัด หรือรูปแบบอื่น ๆ ที่มีรสชาติผิดแปลกแตกต่างออกไปซึ่งก็ แล้วแต่กาลสมัยและเวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคก็คือการนำข้าว มาใช้รับประทานเพื่อประทังความหิว ทั้งนี้เพราะในอดีตคนนิยมที่จะบริโภคข้าว เป็นอาหารหลัก และมักจะนิยมรับประทานข้าวไม่กี่สายพันธุ์ โดยเฉพาะคนในพื้น ถิ่นก็จะนิยมรับประทานข้าวที่เป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของตนเอง แต่ปัจจุบันการ บริโภคของคนมีความหลากหลายมากขึ้น และคนมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น ฉะนั้นก็เลยมีการแปรรูปของข้าวไปเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดต่าง ๆ มาก ขึ้น และเมื่อเกิดความต้องการของคนที่หลากหลายมากขึ้นชาวนาก็จะมีการ เพาะปลูกข้าวที่มีหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งข้าวที่เป็นสายพันธ์ที่ ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากภาคราชการ ข้าวที่ข้ามวัฒนธรรมข้ามภูมิภาคและข้าม ประเทศ เป็นต้นว่าเอาข้าวภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ มาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง หรือการเอาข้าวญี่ปุ่น ข้าวบาเลย์จากต่างประเทศมา เพาะปลูกในเมืองไทย เป็นต้น กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกี่ยวกับข้าว ด้านการบริโภค สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ ๑) ในอดีต คนบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักแต่ปัจจุบันคนบริโภคอาหารชนิดอื่นแทนข้าวมากขึ้น
[๗๓] ๒) ในอดีตคนนิยมแปรรูปข้าวเป็นข้าวหลามหรือข้าวต้มมัด ปัจจุบันคนนำข้าวไป ทำอาหารในรูปแบบอื่นมากขึ้น ๓) ในอดีตคนนิยมรับประทานข้าวไม่กี่สายพันธุ์ ปัจจุบันคนนิยมรับประทานข้าวหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น ๔) ในอดีตคนนิยม รับประทานข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของตนเอง ปัจจุบันคนเริ่มที่จะรับประทานข้าวจากต่าง พื้นที่มากขึ้น และ ๕) ในอดีตคนเพาะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคเป็นหลัก ปัจจุบันคน เพาะปลูกข้าวเพื่อการค้าและอุตสาหกรรมมากขึ้น 4. ด้านการเก็บรักษา วิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาข้าว พันธุ์ข้าว ในอดีตชาวนานิยมที่จะ เก็บไว้ในยุ้งฉางทั้งเพื่อการบริโภคและเพื่อการเพาะปลูกในปีถัดไป ยุ้งฉางของ ชาวนาส่วนใหญ่จึงนิยมที่จะปลูกไว้ข้าง ๆ ตัวบ้าน ก่อนนั้นก็มีทั้งที่เป็นยุ้งฉางที่มุง หลังคาด้วยไม้ต่อมาก็มุงด้วยสังกะสีหรือวัสดุอื่น ๆ ส่วนฝาของยุ้งข้าวนั้นก็มีทั้งที่ ทำด้วยแผ่นไม้กระดาหรือไม่ก็เป็นแผ่นสังกะสี แต่ที่เก่าแก่หรือโบราณหน่อยก็จะ เป็นไม้ไผ่สานเป็นแผ่นอย่างแน่นหนาแล้วฉาบด้วยโคลนผสมแกลบ หรือบางทีก็มี มูลหรือขี้ของวัว ควายมาเป็นส่วนผสมเพื่อกันลมกันฝน ขณะที่ประตูนั้นมักนิยมนำ ไม้แผ่นหนาหลาย ๆ แผ่นเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ โดยที่ขาดไม่ได้ก็คือชานขนาดเล็ก ที่ยื่นออกมาจากตัวยุ้งข้าวเพื่อใช้สำหรับพักข้าวชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากการลำเลียง เข้าออก รวมถึงการเก็บวางสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย ยุ้งข้าวถือเป็นพื้นที่เก็บรักษาข้าวที่เป็นภูมิปัญญาโบราณที่รับใช้ชาวนา ทุกครัวเรือนมาอย่างยาวนาน และยังสืบทอดพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยคือ การป้องกันเมล็ดข้าวจากความร้อน ความชื้น สัตว์ และแมลงที่จะมาทำลายข้าวให้ เกิดความเสียหาย หลายหมู่บ้านตำบลจึงมีแนวความคิดในการออกแบบที่ คล้ายคลึงกัน แม้จะอยู่ต่างพื้นที่ ต่างสังคมวัฒนธรรมและศาสนา แต่รูปแบบของ ยุ้งข้าวที่สร้างขึ้นกลับมีลักษณะที่คล้ายคลึง จนเป็นลักษณะเฉพาะคือจะมีการยก พื้นสูง เพื่อป้องกันความชื้น นก หนู และแมลง บางชุมชนหมู่บ้านก็นิยมทำเป็น คอกสัตว์เลี้ยงไว้ยังใต้ถุนทั้งไก่ เป็ด หมู หรือแม้กระทั่งสัตว์ใหญ่อย่างวัว ควายก็มี ทั้งนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกหรือทำให้เกิดความคิด ความเชื่อว่ายุ้งฉางข้าวคือ สัญลักษณ์ของความมั่นคง มั่งคั่งของคนในครอบครัวนั้น ๆ ยุ้งข้าวโดยทั่วไปของครอบครัวชาวนาแล้วส่วนใหญ่ในอดีต 1 ครอบครัวจะต้องมียุ้งข้าว ๑ หลังเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการเก็บ
[๗๔] รักษาข้าวและผลลิตทางการเกษตรชนิดอื่น ปัจจุบันชาวนานิยมที่จะส่งบุตรหลาน ไปเรียนหนังสือและเข้าสู่วิถีของเมืองใหญ่มากขึ้น คนรุ่นใหม่เมื่อไปเรียนหนังสือ และเปิดรับเอาแนวความคิดใหม่ ๆ มากขึ้น การกลับมาสู่อาชีพเกษตรกรหรือ ชาวนาแบบดั้งเดิมเหมือนเช่นปู่ย่า ตายาย หรือพ่อแม่ก็เริ่มที่จะมีน้อยลง จากการ ลงพื้นที่ทำให้พบเห็นว่าตอนนี้คนทำนาส่วนใหญ่คือคนที่มีอายุ 40-50 ปีเป็นส่วน ใหญ่ และและการทำนานั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนด้วยการจ้างแรงงาน ทั้ง คราดไถ หว่านข้าว ปลูกข้าว ฉีดยา หว่านปุ๋ย รวมถึงการเก็บเกี่ยวก็ต้องจ้างรถ เกี่ยวข้าว เมื่อราคาปุ๋ย ราคายา หรือสารเคมีแพงมากขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนในการทำ นาของชาวนาสูงมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าปีไหนราคาข้าวตกต่ำชาวนาก็จะเหลือ รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุน ซ้ำร้ายหากปีไหนต้องเผชิญกับปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม หรือเพลี้ยระบาด ข้าวเป็นโรค ชาวนาก็ลำบากเนื่องจากต้องซื้อข้าวกิน ทั้งนี้เพราะ หลายครอบครัวได้ขายทิ้งยุ้งข้าวซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความมั่งคั่งและมั่นคงทาง อาหารไปแล้ว ในทุกฤดูการเก็บเกี่ยวพื้นที่เก็บข้าวเปลือกของชาวนาก็คือโรงสีหรือ ยุ้งฉางของเหล่าบรรดานายทุน เมื่อจะหุงหาข้าวปลาก็ต้องซื้อข้าวถุงจากตลาดหรือ ห้างสรรพสินค้า ส่วนยุ้งฉางข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวนาในอดีตก็จะถูก ลูกหลานแปลงสินทรัพย์เป็นทุนด้วยการขายทอดตลาดให้เหล่าบรรดานายทุนบ้าน จัดสรรมาหรือพ่อค้าไม้เก่าที่มาให้ราคาแพง ๆ เพื่อนำไปปลูกสร้างเป็นบ้านหรือ เรือนรับรอง ทำให้ยุ้งข้าวเริ่มที่จะหมดบทบาทและไร้ประโยชน์ในสายตาของคนใน ยุคปัจจุบัน ถือเป็นการทำลายรากฐานทางความมั่นคงของชาวนาที่ถูกพัดพาโดย โลกแห่งโลกาภิวัตน์ และเป็นความเป็นจริงที่นำพาให้ชาวนายืนหยัดบนโลกของ ความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงในเรื่องของความมั่นคงทางอาหารของครัวครัว และลูกหลาน กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกี่ยวกับข้าว ด้านการเก็บรักษา สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ ๑) ใน อดีตชาวนานิยมที่จะเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อการบริโภค ปัจจุบันชาวนานิยมที่จะ ขายเพื่อหากำไรมากกว่า ๒) ในอดีตยุ้งฉางข้าวคือสัญลักษณ์ของความมั่นคง มั่งคั่ง ปัจจุบันคนมองว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของความล้าสมัย ๓) ในอดีตชาวนานิยมที่จะ คัดเลือกและจัดเก็บรักษาพันธุ์ข้าวด้วยตนเอง ปัจจุบันมองว่าเป็นภาระเพราะ สามารถซื้อหาได้ง่ายว่า ๔) ในอดีตชาวนา 1 ครอบครัวจะต้องมียุ้งข้าว ๑ หลัง ปัจจุบันชาวนาเห็นว่ายุ้งข้าวจะมีหรือไม่มีก็ได้และ ๕) ในอดีตชาวนาจะสร้างยุ้ง
[๗๕] ข้าวเพื่อประโยชน์หลาย ๆ ด้าน ปัจจุบันชาวนานิยมที่จะขายยุ้งข้าวทิ้งเพราะเห็น ว่าหมดประโยชน์ ยุ้งข้าว ยุ้งข้าว เล้าข้าว หลองเข้า เสวียน หมายความรวมถึงที่เก็บข้าวเปลือก ของชาวไร่ชาวนา ลักษณะเป็นเรือนหลังเดี่ยวขนาดเล็กแยกออกมาจากตัวบ้าน ใช้ สำหรับเก็บรักษาข้าวเปลือกและผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ โดยในอดีตยุ้งข้าวถือ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของชาวนา และถือเป็นสมบัติ ที่มีมูลค่ามากที่สุดของชาวนา นอกจากนี้ยุ้งข้าวยังเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทาง เศรษฐกิจของเจ้าของยุ้ง บ้านไหนมียุ้งข้าวหลังใหญ่อาจหมายความว่ามีที่นามาก มี ควายมาก มีกำลังการผลิตและผลผลิตสูง หรือมีนัยที่แสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็นคน ขยันขันแข็ง เป็นผู้มีฐานะดี และเป็นที่นับถือของคนในชุมชน และปริมาณข้าวที่อยู่ ในยุ้งข้าวก็ยังเป็นหลักประกันว่าชาวนาจะสามารถยังชีพอยู่รอดไปได้ตลอดทั้งปี จนกว่าจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยวใหม่อีกครั้ง ในอดีตประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคอาเซียนทั้งลาว บางส่วนของพม่า และกัมพูชา ต่างก็เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับข้าวที่มีอายุกว่า 3,000 ปี โดยพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นแกลบข้าวในอิฐและเครื่องดินเผาอยู่ทั่วไป มี อายุระหว่าง 2,000-3,000 ปี และยังพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำรูปคนวิ่งต้อน สัตว์บนนาข้าวที่ผาแต้มอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อายุกว่า 3,000 ปี นอกจากนั้นยังพบหลักฐานอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว ซึ่ง หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนในภูมิภาคนี้เริ่มกินข้าวมานานนับพันปี และ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกของชาวไท คือ ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อ ขุนรามคำแหงซึ่งจารึกถึงยุ้งข้าวเอาไว้แต่จะเรียกยุ้งข้าวว่า “เยีย” ซึ่งสามารถพบ คำนี้ได้ในคำผญา โสก (สโลก) และวรรณกรรมของชาวอีสาน๑๔ เช่นเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ซึ่งในปัจจุบันยังพบกลุ่มคนที่ใช้คำว่า เยข้าวและเยียข้าวอยู่ในวัฒนธรรม ๑๔ วิโรฒ ศรีสุโร, “เล้าข้าว : ยุ้งฉางแห่งภูมิปัญญาอีสาน”, สารคดี(ม.ค. 2540), 12(143), หน้า167-170.
[๗๖] ที่ใช้ภาษาไท ในไทย ลาว จีน และพม่า ต่อมาในสมัยอยุธยาก็มีการกล่าวถึงยุ้งข้าว เอาไว้ด้วยเช่นกัน โดยพบคำว่ายุ้งข้าวในโองการแช่งน้ำสมัยพระเจ้าอู่ทอง๑๕ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลางในยุคที่ชาวตะวันตกเริ่มแผ่ขยาย อิทธิพลมาสู่อินโดจีน ได้มีการส่งนักสำรวจรวมทั้งช่างภาพเข้ามาในราชอาณาจักร สยาม และได้บันทึกภาพของยุ้งข้าวไว้ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งเมื่อได้วิเคราะห์รูปถ่าย ดังกล่าวก็พบว่ายุ้งข้าวโบราณที่มีอายุกว่า 150 ปีนั้นมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับยุ้ง ข้าวในปัจจุบันมาก ยุ้งข้าวจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปคู่กับบ้านเรือนใน ชนบทที่สร้างขึ้นเพื่อการเก็บรักษาข้าวให้อยู่ในสภาพดีพร้อมจะนำมาปรุงเป็น อาหารและแลกเปลี่ยนหรือขายได้ตลอดปี ยุ้งข้าวจึงมีความสำคัญและจำเป็นยิ่ง เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอยู่รอดของชีวิตทุกคนในครอบครัวที่ร่วมเหนื่อยยาก มาด้วยกัน๑๖ โดยทั่วไปจึงมักพบว่ามียุ้งข้าวอยู่ 3 ขนาดคือ 1. ยุ้งข้าวขนาดเล็ก มีขนาดขนาดยาว 1-3 ช่วงเสา กว้าง 1-2 ช่วง เสา แต่ละช่วงเสาอยู่ห่างกัน 1.00-2.00 เมตร เก็บข้าวได้ไม่เกิน 500 ถังหรือ กระบุง และมักสร้างไว้ชั่วคราวโดยใช้วัสดุที่ไม่คงทนและราคาถูก โดยส่วนใหญ่จะ นำเสาไม้ทั้งต้นถากเปลือกออกตัดกิ่งแล้วทิ้งไว้ให้เป็นง่ามเพื่อรับน้ำหนักของคานที่ ทำจากไม้วางพาดอยู่บนง่ามไม้ยุ้งข้าวขนาดเล็กเก็บข้าวได้น้อย พบในครอบครัวที่ มีที่นาและรายได้ไม่มากนัก หรือเป็นยุ้งข้าวที่ใช้เก็บข้าวที่เหลือจากยุ้งข้าวขนาด ใหญ่ ถ้ามีข้าวไม่มากพอชาวนามักจะทำเป็นเสวียนหรือซอมข้าวหรือตะล่อมใน ภาษาภาคกลาง เอาไว้ใช้พักข้าวชั่วคราวก่อนจะนำไปใช้ประโยชน์ 2. ยุ้งข้าวขนาดกลาง พบว่ามีมากที่สุดประมาณร้อยละ 90 ขนาด ยาว 3-4 ช่วงเสากว้าง 2-3 ช่วงเสา ใช้วัสดุที่คงทนถาวร เช่น ไม้เนื้อแข็ง ส่วน หลังคามักมุงกระเบื้องดินเผา หรือกระเบื้องคอนกรีต แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น สังกะสีเป็นส่วนใหญ่ ยุ้งข้าวขนาดกลางเก็บข้าวได้ 500-1,000 ถังหรือกระบุง 3. ยุ้งข้าวขนาดใหญ่ มีความยาวมากกว่า 4 ช่วงเสา กว้างมากกว่า 3 ช่วงเสา ใช้วัสดุที่คงทนถาวรเช่นเดียวกับยุ้งข้าวขนาดกลาง ยุ้งข้าวขนาดใหญ่ ๑๕ สมชาย นิลอาธิ, “เล้าข้าว”, รายงานวิจัย, (มหาสารคาม : สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัยโครงการเมธีวิจัยอาวุโสคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2543). ๑๖ ปราณี วงศ์ยะรา, ครกกระเดื่องและวัฒนธรรมตำข้าว, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2545).
[๗๗] สามารถเก็บข้าวได้มากกว่า 1,000 ถังหรือกระบุง อาจเป็นยุ้งข้าวรวมของหลาย ครอบครัวหรือสำหรับครอบครัวที่มีนามาก ในภาคกลางของไทยซึ่งผลิตข้าวได้ ปริมาณมากมักจะสร้างยุ้งข้าวต่อเป็นแถวยาวต่อกัน และมีประตูเปิดในทุกช่วงเสา ขณะที่ในภาคอีสานโดยทั่วไปจะไม่นิยมก่อสร้างหรือทำยุ้งข้าวขนาดใหญ่มากนัก แต่จะใช้วีการแก้ไขโดยถ้าปีไหนฟ้าฝนดีโรคแมลงไม่รบกวนและได้ผลผลิตข้าวมาก ก็มักจะทำยุ้งข้าวเพิ่มขึ้นมาอีกหลังแทน ในปัจจุบันการปลูกข้าวได้เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในด้านกระบวนการ และเทคโนโลยีการผลิต อีกทั้งระบบการผลิตก็ได้เปลี่ยนเป็นการปลูกข้าวเพื่อ การค้า ทำให้ชาวนาจึงไม่นิยมเก็บข้าวไว้เพื่อบริโภคหรือเก็บข้าวเปลือกบางส่วนไว้ ทำพันธุ์อย่างในอดีต โดยเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็จะขายทันทีเพราะต้องรีบนำเงิน ไปชำระหนี้ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและค่าเมล็ดพันธุ์ บ้างก็ไม่มีแรงงานหรือไม่มีพื้นที่ สำหรับตากข้าวทำ ให้ต้องขายข้าวให้พ่อค้าในราคาตํ่ากว่าที่ควรได้รับ ส่งผลให้ยุ้ง ข้าวมีความจำเป็นต่อชีวิตชาวนาน้อยลง ซึ่งถ้าหากชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งข้าวอีก ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้ความชื้นลดลงหรือเก็บรักษาไว้เพื่อรอให้ราคาข้าวในตลาด สูงขึ้นแล้วจึงขายก็จะทำให้มีรายได้มากขึ้นกว่าเดิม ในทางภาคอีสานมียุ้งข้าวถูกใช้ งานหรือใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์สูงถึงร้อยละ 70๑๗ สำหรับยุ้งข้าวที่ไม่ได้ใช้ งานชาวบ้านในภาคอีสานนั้นมีความเชื่อว่าไม่ควรรื้อเอาไม้ไปใช้ทำบ้านเรือน จึง มักจะดัดแปลงเป็นคอกสัตว์ บ้างก็ใช้เป็นที่เก็บของ บางส่วนก็ถูกทิ้งร้างให้ทรุด โทรมและค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป ยุ้งข้าวในบริบทของการเปลี่ยนแปลง ในอดีตยุ้งข้าวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของชาวนาและ ถือเป็นสมบัติที่แสดงออกถึงคุณค่าและมูลค่า เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องบ่ง บอกสถานะทางเศรษฐกิจของผู้เป็นเจ้าของ บ้านไหนหรือครอบครัวไหนมียุ้งข้าว หลังใหญ่ก็อาจหมายความถึงว่าบ้านหลังนั้นหรือครอบครัวนั้นมีที่นามาก มีควาย มาก และมีกำลังการผลิตจนได้ผลิตผลที่เป็นข้าวเปลือกมาเก็บรักษาไว้จำนวนมาก ๑๗ ศุภชัย ซื่อตรง, “รูปแบบ ที่เหมาะสมของยุ้งข้าวเปลือกในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ”, รายงาน วิจัยพัฒนาชนบท (ทุนยูเสด), (คณะวิศวกรรมศาสตร์ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2548).
[๗๘] ยุ้งข้าวยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเป็นคนขยันขันแข็ง ความเป็นผู้มีฐานะดี และ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในชุมชน ขณะเดียวกันปริมาณข้าวที่อยู่ในยุ้งข้าวแต่ละ หลังก็ยังเป็นหลักประกันความเสี่ยงว่าครอบครัวนั้นจะมีอาหารหรือมีข้าวที่ สามารถยังชีพอยู่รอดไปได้ตลอดทั้งปีหรือจนกว่าจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวใหม่อีกครั้ง ดังคำผญาหรือกลอนโบราณอีสานบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพ พอลี้อยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ในเล้าสินอนลี้อยู่จังได๋” ๑๘ หมายความว่า ความยากจนนั้น หากยากจนถึงกับไม่มีเสื้อผ้าใส่ก็ยังพออาศัยบ้านหลังโทรม ๆ ให้ได้บังกาย แต่หาก ทุกข์ยากจนไม่มีข้าวในยุ้งหรือไม่มีข้าวจะกรอกหม้อแล้วจะมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร นั่นเอง ยุ้งข้าวถือเป็นภูมิปัญญาโบราณที่รับใช้ชาวนามาอย่างยาวนานและยัง สืบทอดความสมบูรณ์แบบในด้านประโยชน์ใช้สอย ทั้งนี้เพราะปรัชญาหลักในการ สร้างยุ้งข้าว คือ การป้องกันเมล็ดข้าวจากความร้อน ความชื้น หรือจากสัตว์และ แมลงที่จะมาทำลายข้าวให้เกิดความเสียหาย ส่วนใหญ่จะนิยมสร้างยุ้งข้าวด้วยการ ยกพื้นให้สูงเพื่อป้องกันความชื้น รวมถึงนก หนูและแมลง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ สำคัญของยุ้งข้าวและพบในทุกวัฒนธรรมของทุกเชื้อชาติที่ปลูกข้าวเป็นอาหารโดย ส่วนใหญ่จะยกสูงจนคนสามารถลอดเข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ในบางแห่งจะสูง เท่ากับความสูงของเกวียนเพื่อความสะดวกในการขนส่งข้าว หรือในบางครั้งก็ถูก ดัดแปลงเป็นคอกสัตว์ซึ่งก็จะสูงกว่าตัวของวัว ควาย หรือสุกร ขณะเดียวกันยัง พบว่าภูมิปัญญาในการทำนาของชาวนาไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ยังให้ความสำคัญ เกี่ยวกับประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อว่าด้วยวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอย ปกป้องคุ้มครองการประกอบอาชีพ ทั้งพระแม่คงคา พระแม่ธรณี หรือพระแม่ โพสพ จึงทำให้ในหลายพื้นที่ต้องมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวนาไทย เป็นต้นว่า พิธีการไหว้แม่โพสพ การทำบุญตาแฮก การทำขวัญข้าว บุญกองข้าว หรือแม้กระทั่งการสู่ขวัญวัวควายที่ช่วยเหลือตลอดฤดูการทำนา ซึ่งกิจกรรมและ ประเพณีอันดีงามเหล่านี้ได้ก่อเกิดความรู้สึกสำนึกถึงบุญคุณของสิ่งต่าง ๆ ที่นำมา ซึ่งอาหารไว้คอยเลี้ยงชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันในหลายพื้นที่ยังมี ผู้คนให้ความเคารพและสืบสานงานประเพณีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าว และได้ ๑๘ ประจักษ์ บุญอารีย์, เฮือนอีสานและอาคารโบราณอีสาน, (อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี, ๒๕๔๔).
[๗๙] กลายเป็นภูมิปัญญาหรือกุศโลบายสำคัญที่บรรพบุรุษได้น้อมนำมาและส่งเสริมให้ ลูกหลานได้สืบสาน ทั้งนี้เพราะประเพณีและวัฒนธรรมเหล่านั้นเป็นเครื่องแสดง และนำมาซึ่งความรักความสามัคคีของคนในครอบครัว ชุมชน หรือสังคมที่ แสดงออกร่วมกันผ่านประเพณีและความเชื่อที่มีร่วมกัน เป็นการสืบทอดด้วย วิธีการแบบดั้งเดิมเติมเต็มด้วยเทคโนโลยีแบบง่าย ๆ มีการใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาใช้ในกระบวนการผลิตข้าว มีแนวคิดในการที่จะสร้างยุ้งข้าวแบบต่าง ๆ เพื่อเก็บ ข้าวไว้กิน เมื่อเหลือกินแล้วจึงแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายจ่ายแจก ภูมิปัญญาลักษณะ ข้างต้นจึงถือเป็นเครื่องบ่งบอกหรือแสดงให้เห็นเด่นชัดถึงวิถีชีวิตที่ตั้งอยู่บนฐาน แห่งความเป็นอยู่แบบพอเพียงและมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันยังการแสดงออกด้าน ประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ ที่ส่งผลและนำมาซึ่งความรักสามัคคีตามวิถีชีวิตแบบ ไทย ๆ ด้วย ปัจจุบันการเพาะปลูกข้าวได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านกระบวนการ และเทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาด้านระบบชลประทานซึ่งแต่ เดิมนั้นส่วนใหญ่จะเพาะปลูกข้าวนาปีตามฤดูกาลหรือยึดถือเอาฟ้าฝนเป็นหลัก ซึ่ง หนึ่งปีก็จะมีการเพาะปลูกกันเพียงหนึ่งครั้ง ต่อมาพอมีการพัฒนาระบบ ชลประทานมากขึ้น ทั้งการขุดลอกคลองส่งน้ำ มีระบบเหมือง ฝาย เพื่อบริหาร จัดการน้ำให้พอใช้ได้ทั้งปี ส่งผลทำให้เกิดการทำนาปรังและมีการเพิ่มจำนวนรอบ ในการเพาะปลูกมากขึ้น อีกทั้งระบบการผลิตก็ได้ปรับเปลี่ยนเจตนคติจากการ เพาะปลูกไว้เพื่อกินหรือยังชีพกลับกลายเป็นการเพาะปลูกข้าวเพื่อธุรกิจการค้า และอุตสาหกรรม จึงส่งผลให้ชาวนาไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมที่จะเก็บข้าวไว้เพื่อ บริโภคหรือเก็บข้าวเปลือกบางส่วนไว้ทำเมล็ดพันธุ์เหมือนเช่นในอดีต โดยเราจะ พบเห็นเป็นประจำหรือจนชินตาว่าในปัจจุบันเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจากผืนนาเสร็จ ชาวนาส่วนใหญ่ก็จะขนข้าวไปขายที่โรงสีหรือจุดรับซื้อในทันที ทั้งนี้เพราะต่างคน ต่างครอบครัวต่างก็มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าฮอร์โมน ค่ายา ค่า เมล็ดพันธุ์ ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าแรง ค่ารถเกี่ยว ค่ารถบรรทุก และอีกสารพัดที่ประดัง เข้ามาในแต่ละฤดูกาล ขณะเดียวกันการขายข้าวให้โรงสีหรือพ่อค้าคนกลางของ ชาวนาส่วนใหญ่ก็ยังประสบปัญหาว่าถูกกดขี่ด้านราคา โดยมีสารพัดเหตุผลมา กล่าวอ้างเพื่อความชอบธรรมของชนชั้นนายทุน ทั้งนี้เพื่อการปรับ ลด ปลด บีบ ทั้งความชื้น ความสะอาด ขาดหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ ชาวนาไทยต้องทนแบกรับมานานหลายสิบปี
[๘๐] ผลจากการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ ถือเป็นกระแสของความทันสมัย (Modernization) กระแสข่าวสารข้อมูล (Information) ที่อาศัยสื่อเทคโนโลยีแขนงต่าง ๆ ได้ทำลายค่านิยมของความ เป็นอยู่ที่เรียบง่ายของสังคมชาวนาไทยให้กลับกลายไปสู่สังคมวัตถุนิยมและบริโภค นิยม ถือเป็นการเข้าสู่สังคมที่ใช้เงินตราเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างต้องคิดเป็นค่าแรง ค่าจ้าง ผู้คนต่างพากันยกย่องบูชาและมองคุณค่าอยู่ที่เงินตรารวมถึงวัตถุและฐานะ ทางเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้ทุกคนในสังคมพยายามที่จะหาเงินให้ได้มากที่สุด และ ค่านิยมข้างต้นนี้ยังได้ลุกลามและแพร่ขยายไปถึงสถาบันครอบครัวชาวนาไทยซึ่ง เป็นสถาบันหลักและสถาบันพื้นฐานของสังคมไทย ทำให้ชาวนายุคใหม่ส่วนใหญ่จะ เกิดความเห็นแก่ได้โดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และนานนับ เวลากว่า 5๐ ปีแล้วที่ชาวนาไทยหลงใหลในกระแสบริโภคนิยมและวัตถุนิยม ได้ ปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตจากชาวนาแบบพอเพียงมาเป็นชาวนาสมัยใหม่ที่ทำนาแบบ พึ่งพิงสารเคมีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเคยชิน ตลอดจนมีการ พึ่งพิงเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักรมาแทนแรงงานวัวควายจนทำให้เกิดวิถีชีวิต ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ ขยายวงกว้างและแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของสังคม นอกจากนั้นยังเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีแห่งสังคมจากสังคมแห่ง เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เอื้ออาทร สมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ กลับกลายเป็นสังคม ที่มีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น และใช้เงินตราเป็นตัวตั้ง ในสังคมชาวนาก็ เช่นกันปัจจุบันชาวนาน้อยใหญ่ต่างพากันประสบปัญหาหนี้สินพอกพูนคูณทวี ข้าว ซึ่งเดิมเป็นผลผลิตที่มีการเก็บออมไว้กินไว้ใช้ทั้งปีในยุ้งในฉางเพื่อความมั่นคงของ ครอบครัวกลับถูกกระแสปฏิวัติเขียว๑๙ และโลกแห่งทุนนิยมพัดพาไปสู่การ เพาะปลูกเพื่อการพาณิชย์และเพื่อการค้าหรืออุตสาหกรรมถาโถมเข้ามาแทน ทำ ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างก็ถูกบุกรุก แผ้วถาง และทำลาย เพื่อให้ ได้มาซึ่งพื้นที่ในการประกอบการเพาะปลูกข้าวที่กว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น และได้ผลิตผลที่ จะแปรเปลี่ยนเป็นเงินตรามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งเม็ดเงินที่จะไปชดใช้ หนี้สิน ปัจจุบันชาวนาไทยโดยเฉพาะในเขตภาคกลางซึ่งเป็นเขตพื้นที่ชลประทาน หรือพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งน้ำต้นทุนเกือบร้อยทั้งร้อยที่ปลูกข้าวเท่าไหร่ ๑๙ ปฏิวัติเขียว คือ การปฏิวัติทางการเกษตรจากเดิมที่มีการเพาะปลูกพืชแบบ ผสมผสาน มาพัฒนาเป็นการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า เพื่อธุรกิจ และเพื่ออุตสาหกรรม เช่น การเพาะปลูกข้าว การเพาะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น
[๘๑] ชาวนาก็จะขายข้าวเท่านั้น โดยละทิ้งแนวคิดหรือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการเก็บออม ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มาจากน้ำพักน้ำแรงไว้เพื่อการดำรงชีพหรือยั้งชีพของคน ในครอบครัว กระบวนการปรับตัวของข้าวและยุ้งข้าว จากการศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการปรับตัวของข้าวและยุ้ง ข้าว๒๐ เป็นกระบวนการปรับปรุงพัฒนาที่ถูกสั่งสมมาจากบรรพบุรุษ เนื่องด้วย สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม การทำนาจึงถือเป็นอาชีพหลักในการสร้างความ มั่นคงและมั่งคั่งของประเทศ แต่ปัจจุบันด้วยสภาพสังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม ฉะนั้นเพื่อก่อให้เกิดความสมดุลจึงจำเป็นจะต้องมีกระบวนการที่จะ นำไปสู่การปรับตัว ดังนี้ 1. ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning) มีการปรับตัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวที่จะนำไปสู่การสร้าง อยู่รอดปลอดภัยและจะก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน กล่าวคือ ชาวนา หรือเกษตรกรจะต้องสร้างยุ้งข้าวที่มีชีวิตให้เกิดขึ้นในผืนดินบรรพบุรุษ และจะต้อง สร้างความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และข้าวปลาอาหารให้เกิดขึ้นในผืนดินที่ได้รับ มรดกตกทอดจากปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันก็จะต้องประกอบการ เกษตรและทำนาอย่างพึ่งพิงระบบนิเวศทั้งดิน น้ำ ลม ไฟหรือความร้อน และ จะต้องลด ละ เลิก รวมถึงสร้างเขตปลอดสารเคมีเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต และลดปัญหาความเสี่ยงในเรื่องของสุขภาพและอนามัยของผู้บริโภค สิ่งที่จำเป็น และสำคัญก็คือชาวนาและเกษตรกรจะต้องเพาะปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์หรือ เกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งขณะนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดที่คนในสังคม เริ่มหันกลับมาให้ความสนใจและกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีกครั้ง และ หลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ชาวนาหรือเกษตรกร จะต้องมีการเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อรอเวลานำออกไปแปรรูปและจำหน่าย ๒๐ อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทรเดชา. “ยุ้ง ข้าวยุคใหม่: กระบวนการปรับตัวสู่ทางรอดแห่งภูมิปัญญาของชาวนาไทย”. วารสารสันติ ศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตลุาคม 2563): 1695-1707.
[๘๒] ในช่วงที่มีราคาที่เกษตรกรและชาวนาคิดว่าคุ้มทุนหรือมีผลกำไร ไม่เฉพาะเท่านั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การที่เกษตรกรและชาวนาจะต้องรวมกลุ่มกัน เพื่ออำนาจการต่อรองทางการ ตลาดและการค้า รวมถึงการแปรรูปข้าวและ ผลิตผลทางการเกษตรเพื่อนำออกจำหน่ายยังตลาดนัดชุมชน ห้างสรรพสินค้า หรือ ตลาดนัดออนไลน์ โดยเกษตรกรและชาวนาจะต้องใช้บริการโรงสีในชุมชนซึ่งเป็น กองทุนและสวัสดิการที่จะช่วยลดรายจ่ายและสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของการ ปันผลที่จะเกิดขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย 2. ด้านการสร้างนวัตกรรม (Innovations) สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่แต่ไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างจากอดีตเมื่อครั้งบรรพบุรุษ ดำเนินการก็คือ การร่วมกันรักษาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยการทำการเกษตรหรือการเพาะปลูกข้าวในลักษณะของการเกื้อกูล กับสรรพสิ่งที่มีชีวิตในแปลงนาหรือแปลงเกษตรด้วยการลด ละ เลิกการใช้สารเคมี ขณะเดียวกันให้หันมาเพาะปลูกข้าวอินทรีย์หรือข้าวที่มีความแตกต่าง หลากหลาย สายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองโอกาสทางการค้าและความต้องการของ ผู้บริโภค นอกจากนั้นให้เกษตรกรหรือชาวนาปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการ เพาะปลูกหรือการประกอบเกษตรเชิงเดี่ยวแล้วหันกลับมาทำไร่นาสวนผสม เพื่อ สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายฤดูกาล ผลิต หรือรายปีแบบไม่มีวันหมด เมื่อครอบครัวตนเองพรั่งพร้อมก็ขอให้มีการ รวมกลุ่มพลังกับคนในชุมชนเพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแปรรูป ผลิตผลโดยก่อตั้งหรือจัดตั้งองค์กรขนาดเล็กในรูปแบบวิสาหกิจให้เกิดขึ้นและ กระจายทั่วชุมชน ถือเป็นการสร้างเครือข่ายการดำเนินชีวิตในลักษณะชุมชนและ สังคมเข้มแข็ง ที่มีความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้นกัน บนพื้นฐานของ ความรู้ คุณธรรมจริยธรรม และภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายให้สืบสานต่อ ๆ กันมา ตั้งแต่ต้น 3. ด้านการสร้างความยั่งยืน (Sustainable) สิ่งที่จำเป็นและสำคัญก็คือ ชาวนาและเกษตรกรจะต้องร่วมมือกัน สร้างและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินบนพื้นฐานของความสมดุลในทาง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ หรือผืนป่า พร้อมกับให้มีการปรับปรุงผืนนา ให้เป็นแปลงเกษตรแบบผสมผสานที่มีทั้งบ้าน สวนเกษตร แหล่งน้ำ ผืนนา ผืนป่า
[๘๓] และอื่น ๆ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการคืนความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งที่มาของ ปัจจัย ๔ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค หากจะสร้างความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนมากกว่านั้น ชาวนาหรือเกษตรกรก็จะต้องฝึกฝนพัฒนาตน ให้เป็นผู้ที่หมั่นศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้เพื่อแก้ไขในทุก ปัญหาที่เกิดขึ้นในแปลงนาหรือแปลงเกษตร ถือเป็นการศึกษาหาข้อมูลเพื่อ ประกอบการคิด การตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มีความรอบคอบและรอบรู้ เมื่อลง มือปฏิบัติและพัฒนาการเพาะปลูกผลิตผลหรือสินค้าเกษตรที่ได้ก็จะเป็นสินค้า เกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัย ซึ่งจะเป็นที่สนใจและเป็นที่ต้องการทาง การตลาดรวมถึงผู้คนในสังคมปัจจุบัน ถือเป็นการสร้างสรรค์ พัฒนา และดำรงไว้ ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตทั้งทางการปฏิบัติและการค้าขาย ต่อผู้บริโภค 4. ด้านการสร้างวิถีแห่งการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ชาวนาและเกษตรกรจะต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่จำเป็นและสำคัญก็ คือ การให้ความสำคัญกับความสมดุลของระบบนิเวศทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะแปลง นาหรือแปลงเกษตรของตนเอง หากแต่จะต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องนี้กระจาย หรือขยายผลไปสู่ทุก ๆ ครอบครัวในชุมชนและสังคมให้ประพฤติปฏิบัติและ สร้างสรรค์พัฒนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมมีความสมบูรณ์และสมดุลแล้ว การประกอบอาชีพการทำนาหรือทำ การเกษตรตามแนวทางหรือภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายให้สืบสานก็จะไม่เป็นเรื่องที่ ยากยุ่งอีกต่อไป เมื่อเกิดความยินยอมพร้อมใจ เกิดความรักสามัคคีกันในเรื่อง ข้างต้นการอยู่ร่วมสังคมก็จะเกิดความเกื้อกูล เอื้ออาทร พึ่งพาอาศัยกันและกัน และสิ่งที่สำคัญเมื่อจะเพาะปลูกหรือผลิตสินค้าเกษตรอันใดก็จะต้องให้ความสำคัญ กับปัญหาสุขภาพของผู้บริโภคซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญที่จะมาเติมเต็มความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และความเป็นยุ้งข้าวยุคใหม่ในมิติ ของความเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นเครื่องหมายที่แสดงออก ถึงความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในบริบทสังคมไทยก็จะเกิดขึ้นในทุก ๆ พื้นที่ของ สังคมไทยในที่สุด กล่าวโดยสรุป กระบวนการปรับตัวของข้าวและยุ้งข้าวซึ่งเป็นภูมิ ปัญญาท้องถิ่นของชุมชน ถือเป็นการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงด้านอาหาร ผ่าน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning) การสร้างนวัตกรรม (Innovations)
[๘๔] การสร้างความยั่งยืน (Sustainable) และการพัฒนาปรับปรุง (Transformation) เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และส่งเสริมให้ชาวนาได้มีการปรับตัวเพื่อ รองรับกับปัญหาความเสี่ยงในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยการหันกลับมาเก็บ รักษาข้าวไว้ให้ลูกหลานได้มีกินตลอดทั้งปี และหันมาสืบสานการให้ความสนใจใน บริบทของยุ้งข้าวอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อการปลดแอกจากระบบการทำนาแบบทุนนิยม แล้วหันมาทำนาบนพื้นฐานของความยั่งยืน และกลับมาสานต่อปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อ สร้างความสมดุลในการดำเนินชีวิต จึงเสนอแนวทางและกระบวนการที่จะนำไปสู่ การปรับตัว ดังนี้ แผนภาพที่ 3.1 กระบวนการปรับตัวของยุ้งข้าวกับทางรอดบนฐานภูมิปัญญา จากแผนภาพแสดงให้เห็นว่า การจัดการชุมชนบนฐานภูมิปัญญาเป็น การศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากระบวนการปรับตัวของชาวนาบนฐานการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผ่านมิติและมุมมองที่ได้จากการ
[๘๕] สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกสั่งสมมาจากบรรพบุรุษ เนื่องด้วยสังคมไทยเป็น สังคมเกษตรกรรม การทำนาจึงถือเป็นอาชีพหลักในการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่ง ของประเทศ แต่ปัจจุบันด้วยสภาพสังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากขั้น ฉะนั้นเพื่อก่อให้เกิด ความสมดุลจึงจำเป็นจะต้องมีแนวทางและกระบวนการที่จะนำไปสู่การปรับตัว ดังนี้ จากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าวด้านการผลิต (Product Process) ที่พบว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการทำนาในพื้นที่มีการ เปลี่ยนแปลงมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น และชาวนาส่วนใหญ่ต้องการที่จะทำนาเพื่อ ขายข้าวมากกว่าที่จะทำเพื่อเก็บในยุ้งข้าวให้มีกินตลอดปีเหมือนดังในอดีต ขณะเดียวกันวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการทำนาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะใน ภาคของการใช้แรงงานที่เปลี่ยนแปลงจากการลงแขกหรือการสนับสนุนช่วยเหลือ กันด้วยน้ำใจไปสู่การจ้างแรงงานซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นเป็น เงาตามตัวด้วย ขณะที่ด้านการแลกเปลี่ยน (Exchange) พบว่า ในอดีตข้าวนิยมใช้ เป็นตัวแลกเปลี่ยนเพื่อการชำระหนี้สิน แต่ปัจจุบันข้าวกลับกลายเป็นสินค้าที่มี ความเสี่ยงและไม่อาจนำมาทดแทนหนี้สินได้ รวมถึงในอดีตข้าวเคยเป็นตัวชี้วัด ความมั่งคั่งร่ำรวยของครอบครัวชาวนาไทย แต่ปัจจุบันข้าวกลับกลายเป็นตัวชี้วัด การลงทุนทั้งเรื่องปุ๋ย เรื่องยา หรือสารเคมี นอกจากนั้นในอดีตข้าวที่ถือเป็นสินค้า ที่มีราคาที่ค่อนข้างแน่นอนแต่ในปัจจุบันข้าวกลับกลายเป็นสินค้าที่มีราคาอ่อนไหว ทั้งนี้เนื่องจากการแข่งขันทางการตลาดหรือการส่งออกที่รุนแรง ประกอบกับมีการ แทรกแซงกลไกทางการค้าและการตลาด สำหรับด้านการบริโภค (Consumption) ที่พบว่า ในอดีตเพาะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคเป็นหลักแต่ปัจจุบันเพาะปลูกข้าวเพื่อ การค้าและอุตสาหกรรมมากขึ้น รวมถึงในอดีตคนบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักแต่ ปัจจุบันบริโภคอาหารชนิดอื่นแทนข้าว ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมการบริโภคของคน ในสังคมเปลี่ยนไปและมีการเปิดรับเอาวัฒนธรรมการบริโภคจากต่างชาติเข้ามา มากขึ้น นอกจากนั้นในอดีตคนนิยมแปรรูปข้าวเป็นข้าวหลามหรือข้าวต้มมัดแต่ ปัจจุบันคนนำข้าวไปทำอาหารในรูปแบบอื่น ประกอบกับมีตัวเลือกในการสรรหา ข้าวที่หลากหลายสายพันธ์ให้รับประทานมากขึ้น เช่น ข้าวญี่ปุ่น จึงทำให้ข้าวไทย หรือข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยเริ่มได้รับความนิยมในการบริโภคลดลงด้วย สุดท้าย ด้านการเก็บรักษา (Storage) พบว่า ในอดีตชาวนาจะสร้างยุ้งข้าวเพื่อประโยชน์
[๘๖] หลายๆ ด้าน โดยชาวนา ๑ ครอบครัวจะต้องมียุ้งข้าว ๑ หลัง ปัจจุบันชาวนาเห็น ว่ายุ้งข้าวจะมีหรือไม่มีก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมการเก็บรักษาข้าวและดำรงอยู่ ของสังคมชาวนาในสังคมไทยเปลี่ยนไป ชาวนาส่วนใหญ่เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะขาย ข้าวให้กับโรงสีหรือกลุ่มพ่อค้าคนกลางเพื่อที่จะได้ไม่เป็นภาระในการตากให้แห้ง และการขนถ่ายมาบรรจุไว้ในยุ้งฉาง นอกจากนั้นพฤติกรรมการแปรูปและการ บริโภคข้าวของชาวนาก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่จะต้องมีการตำข้าวหรือสีข้าวกินเอง ในครอบครัว ปัจจุบันนิยมที่จะซื้อข้าวสารสำเร็จรูปมาหุงหารับประทานแทน เพราะคิดว่าเป็นความสะดวกสบายที่ดีขึ้น ทำให้วิถีชีวิตในการเก็บรักษาในยุ้งข้าว เริ่มลดลงและหายไปในที่สุด สำหรับกระบวนการปรับตัวผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning) ควรมีการปรับตัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวที่จะนำไปสู่การสร้างอยู่รอด ปลอดภัยและจะก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน คือ ชาวนาหรือเกษตรกร จะต้องสร้างยุ้งข้าวที่มีชีวิตให้เกิดขึ้นในผืนดินบรรพบุรุษ กล่าวคือ จะต้องสร้าง ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และข้าวปลาอาหารให้เกิดขึ้นในผืนดินที่ได้รับมรดก ตกทอดจากปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันก็จะต้องประกอบการเกษตร และทำนาอย่างพึ่งพิงระบบนิเวศทั้งดิน น้ำ ลม ไฟหรือความร้อน และจะต้องลด ละ เลิก รวมถึงสร้างเขตปลอดสารเคมีเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต และลด ปัญหาความเสี่ยงในเรื่องของสุขภาพและอนามัยของผู้บริโภค สิ่งที่จำเป็นและ สำคัญก็คือชาวนาและเกษตรกรจะต้องเพาะปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์หรือเกษตร ปลอดสารพิษ ซึ่งขณะนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดที่คนในสังคมเริ่มหัน กลับมาให้ความสนใจและกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีกครั้ง และหลังจากที่มี การเก็บเกี่ยวข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ชาวนาหรือเกษตรกรจะต้องมี การเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อรอเวลานำออกไปแปรรูปและจำหน่ายในช่วงที่มี ราคาที่เกษตรกรและชาวนาคิดว่าคุ้มทุนหรือมีผลกำไร ไม่เฉพาะเท่านั้นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การที่เกษตรกรและชาวนาจะต้องรวมกลุ่มกันเพื่อ อำนาจการต่อรองทางการตลาดและการค้า รวมถึงการแปรรูปข้าวและผลิตผล ทางการเกษตรเพื่อนำออกจำหน่ายยังตลาดนัดชุมชน ห้างสรรพสินค้า หรือตลาด นัดออนไลน์ โดยเกษตรกรและชาวนาจะต้องใช้บริการโรงสีในชุมชนซึ่งเป็นกองทุน และสวัสดิการที่จะช่วยลดรายจ่ายและสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของการปันผล ที่จะเกิดขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
[๘๗] ในด้านการสร้างนวัตกรรม (Innovations) สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่แต่ ไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างจากอดีตเมื่อครั้งบรรพบุรุษดำเนินการก็คือ การร่วมกันรักษา ความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการทำการเกษตรหรือ การเพาะปลูกข้าวในลักษณะของการเกื้อกูลกับสรรพสิ่งที่มีชีวิตในแปลงนาหรือ แปลงเกษตรด้วยการลด ละ เลิกการใช้สารเคมี ขณะเดียวกันให้หันมาเพาะปลูก ข้าวอินทรีย์หรือข้าวที่มีความแตกต่าง หลากหลายสายพันธ์เพิ่มมากขึ้นเพื่อ ตอบสนองโอกาสทางการค้าและความปรารถนาของผู้บริโภค นอกจากนั้นให้ เกษตรกรหรือชาวนาปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเพาะปลูกหรือการประกอบ เกษตรเชิงเดี่ยวแล้วหันกลับมาทำไร่นาสวนผสม เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบ รายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายฤดูกาลผลิต หรือรายปีแบบไม่มีวัน หมด เมื่อครอบครัวตนเองพรั่งพร้อมก็ขอให้มีการรวมกลุ่มพลังกับคนในชุมชนเพื่อ ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแปรรูปผลิตผลโดยก่อตั้งหรือจัดตั้งองค์กร ขนาดเล็กในรูปแบบวิสาหกิจให้เกิดขึ้นและกระจายทั่วชุมชน ถือเป็นการสร้าง เครือข่ายการดำเนินชีวิตในลักษณะชุมชนและสังคมเข้มแข็ง ที่มีความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้นกัน บนพื้นฐานของความรู้คุณธรรมจริยธรรม และภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายให้สืบสานต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ต้น ในด้านการสร้างความยั่งยืน (Sustainable) นั้น สิ่งที่จำเป็นและ สำคัญก็คือชาวนาและเกษตรกรจะต้องร่วมมือกันสร้างและรักษาความอุดม สมบูรณ์ของผืนดินบนพื้นฐานของความสมดุลในทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้ง ดิน น้ำ หรือผืนป่า พร้อมกับให้มีการปรับปรุงผืนนาให้เป็นแปลงเกษตรแบบ ผสมผสานที่มีทั้งบ้าน สวนเกษตร แหล่งน้ำ ผืนนา ผืนป่า และอื่น ๆ ที่จะเป็นส่วน หนึ่งในการคืนความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งที่มาของปัจจัย ๔ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค หากจะสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืนมากกว่านั้น ชาวนาหรือเกษตรกรก็จะต้องฝึกฝนพัฒนาตนให้เป็นผู้ที่หมั่น ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้เพื่อแก้ไขในทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ในแปลงนาหรือแปลงเกษตร ถือเป็นการศึกษาหาข้อมูลเพื่อประกอบการคิด การ ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มีความรอบคอบและรอบรู้ เมื่อลงมือปฏิบัติและ พัฒนาการเพาะปลูกผลิตผลหรือสินค้าเกษตรที่ได้ก็จะเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดภัย ซึ่งจะเป็นที่สนใจและเป็นที่ต้องการทางการตลาดรวมถึงผู้คน
[๘๘] ในสังคมปัจจุบัน ถือเป็นการสร้างสรรค์ พัฒนา และดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตทั้งทางการปฏิบัติและการค้าขายต่อผู้บริโภค สุดท้ายในการสร้างวิถีแห่งการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) นั้น ชาวนาและเกษตรกรจะต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่จำเป็นและสำคัญก็คือ การให้ ความสำคัญกับความสมดุลของระบบนิเวศทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะแปลงนาหรือ แปลงเกษตรของตนเอง หากแต่จะต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องนี้กระจายหรือ ขยายผลไปสู่ทุก ๆ ครอบครัวในชุมชนและสังคมให้ประพฤติปฏิบัติและสร้างสรรค์ พัฒนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความ สมบูรณ์และสมดุลแล้ว การประกอบอาชีพการทำนาหรือทำการเกษตรตาม แนวทางหรือภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายให้สืบสานก็จะไม่เป็นเรื่องที่ยากยุ่งอีกต่อไป ทั้งนี้เพราะคนในครอบครัว ชุมชน และสังคมต่างให้ความสำคัญต่อการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและจะไม่ยอมให้ เกิดผลเสียหรือสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นต่อสภาพแวดล้อมของตนเอง เมื่อเกิดความยินยอม พร้อมใจ เกิดความรักสามัคคีกันในเรื่องข้างต้นการอยู่ร่วมสังคมก็จะเกิดความ เกื้อกูล เอื้ออาทร พึ่งพาอาศัยกันและกัน และสิ่งที่สำคัญเมื่อจะเพาะปลูกหรือผลิต สินค้าเกษตรอันใดก็จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพของผู้บริโภคซึ่งเป็น ห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญที่จะมาเติมเต็มความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้เกิดผลเป็น รูปธรรม และความเป็นยุ้งข้าวยุคใหม่ในมิติของความเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดม สมบูรณ์ และเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกถึงความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในบริบท สังคมไทยก็จะเกิดขึ้นในทุก ๆ พื้นที่ของสังคมไทยในที่สุด
บทที่ 4 การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรม การจัดการชุมชนบนฐานเครือข่ายทางวัฒนธรรมถือเป็นการทำงาน ร่วมกันในรูปแบบการจัดการเครือข่ายที่มีการพึ่งพิงอิงอาศัยร่วมกัน ที่ทุกคนทุก ฝ่ายจะต้องมีความเมตตาต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง สนับสนุนช่วยเหลือกิจธุระ ของหมู่คณะด้วยความเต็มใจ มีเมตตาวจีกรรม ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่ง สอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือ กัน มีเมตตามโนกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งจิตที่ปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน เมื่อได้สิ่งของรางวัลหรือสิ่งใดมา โดยชอบธรรมถึงแม้เป็นของเล็กน้อยก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว มีการนำมาแบ่งปันเฉลี่ย ช่วยเหลือเจือจานให้มีใช้สอยทั่วกัน ยึดมั่นในสีลสามัญญตา มีศีลบริสุทธิ์เสมอกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำ ตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ และที่สำคัญคือมีความคิดเห็นที่ตั้งอยู่บนทิฎฐิ สามัญญตาหรือการมีความเห็นชอบร่วมกันในการขวนขวายทำกิจธุระของหมู่คณะ ให้สำเร็จลุล่วงและบรรลุยังวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยผ่านการฝึกฝน เพื่อเพิ่มความถนัด ทักษะ และความสามารถ และมีการส่งเสริมให้ได้รับการศึกษา เพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ มโนทัศน์ รวมทั้งทัศนคติเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับ การเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม แนวคิดวัฒนธรรมในมิติของความเป็นทุนทางสังคม การศึกษาเกี่ยวกับทุนทางสังคมนั้น ในระยะแรกยังไม่ชัดเจนมากนัก เชื่อกันว่าทุนทางสังคมมีพื้นฐานมาจากแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ที่ได้จากการศึกษา ประเด็นด้านโครงสร้างของสังคมไทยในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ ความสัมพันธ์บางประการในสังคมไทย ที่แสดงออกในเรื่องของความมีน้ำใจและ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความใกล้เคียงกับประเด็น ทุนทางสังคมที่ได้มีการศึกษากันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
[๙๐] 1. แนวคิดทุนทางสังคม ทุนทางสังคมเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน กิจกรรมร่วมมือกัน ยิ่งมี มากเท่าไรก็อาจเป็นผลดีในแง่ที่ว่า เกิดการเรียนรู้ รับรู้ และส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร ระหว่างกัน ทำให้เกิดคุณค่าบางอย่างที่สามารถยึดโยงและยอมรับร่วมกัน ซึ่งเป็น คุณค่าที่เราสามารถเรียกเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากมันได้ทุนทางสังคม อาจแบ่งกว้าง ๆ ได้2 ประเภท คือ ทุนทางสังคมภายใน (Cognitive Social Capital) และทุนทางสังคมภายนอก (Structural Social Capital) 1) ทุนทางสังคมภายใน มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินได้ยาก เพราะมันอยู่ในจิตใจของเรา ทุนทางสังคมแบบนี้จะเกี่ยวพันกับเรื่องของความรู้สึก นึกคิด จิตใจ ความเชื่อ ทัศนคติ เช่น ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) คุณค่า ร่วมกัน (Share Values) ความเกื้อกูลกัน (Reciprocity) 2) ทุนทางสังคมภายนอก มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินได้ ง่ายกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่าประเภทแรก ด้วยทุนทางสังคมประเภทนี้เกี่ยวพันกับ บทบาท พฤติกรรม การกระทำหรือความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใน รูปแบบของเครือญาติ สายสัมพันธ์อุปถัมภ์ หรือจะเป็นเครือข่าย องค์กร ทั้งที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ องค์กรปกครองท้องถิ่น ชมรม เป็นต้น รวมถึงสถาบันในรูปของกฎของการเล่นเกม (Rule of the game) เช่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ทุนทางสังคม (Social Capital) แม้จะเป็นแนวคิดที่มีมาไม่นานใน วงการพัฒนาในประเทศไทย แต่จริง ๆ แล้วมีปรากฏเกิดขึ้นให้เห็นมานานในวิถี ชีวิตของคนไทยในรูปของความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้อ อาทรต่อกันความมีน้ำใจต่อกันความสามัคคี ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ การ ตอบแทนบุญคุณหรืออื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เราไม่ได้ใส่ใจนัก เนื่องจากความเคย ชินหรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากจะค้นคว้าหาประวัติความเป็นมาของแนวคิด ทุนทางสังคมแล้ว อาจต้องมองย้อนไปก่อนทีแนวคิดนี้จะเข้ามาในประเทศไทย 1) ทุนทางสังคมในมิติทางศาสนา ในการค้นคว้าว่าศาสนามี ความเกี่ยวข้องอย่างไรกับทุนทางสังคมในการพัฒนาสังคมนั้นโดยเริ่มจากคำถาม ที่ว่า ศาสนามีบทบาทอย่างไรในการพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการศึกษาและมีการ ถกเถียงกันมานานในสังคมตะวันตก Max Weber ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาคริสต์นิกาย โปรเตสแตนท์เป็นรากฐานทางจริยธรรมในการทำงานของคนในยุโรป รากฐานทาง
[๙๑] จริยธรรมทีรองรับคือ ความถูกต้อง ความชอบธรรม๑ ในการทุ่มเททำงานหนัก การ แสวงหากำไร การสะสม ล้วนแต่เป็นรากฐานทำให้เกิดการพัฒนาระบบทุนนิยมขึ้น ในยุโรปแล้วแผ่ขยายออกไปทั่วโลก ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ จึงเป็น “สต๊อค” ของทุนสังคมแบบหนึ่ง ส่วนในประเทศไทยประเด็นความสนใจในเรื่อง ศาสนาไม่ได้อยู่ที่โจทย์คำถามที่ว่าศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่น ๆ ในประเทศไทยจะ ช่วยให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไรหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่สนใจว่า ศาสนาจะช่วยเยียวยาปัญหาที่เกิดจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร และศาสนาจะสามารถเสนอทางออกอื่นให้แก่สังคมได้หรือไม่อีกประเด็นที่มีเป็น ความสนใจและเป็นข้อถกเถียงในทางสังคมศาสตร์ก็คือ ศาสนาพุทธมิใช่เป็นเพียง “ความเชื่อ” หรือพิธีกรรมเท่านั้น แต่มีความเป็นวิทยาศาสตร์และสามารถที่จะ นำมาใช้อธิบายความเป็นไปทางสังคมได้ งานที่ถือว่าได้พยายามนำเอาหลักคำสอน ของศาสนาพุทธมาใช้อธิบายชีวิตและความเป็นไปของสังคมในแง่ที่เป็น “วิทยาศาสตร์” ในระยะแรกคือ “พุทธธรรม: กฎธรรมชาติและคุณค่าสำหรับ ชีวิต” โดยพระราชวรมุนีที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2514 หลักธรรมคำสอนที่ ได้รับการหยิบยกมาใช้ในการอธิบายสังคมมีอยู่ 4 หมวด คือ ขันธ์ 5 ไตรลักษณ์ และมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา การนำเอาหลัก คิดของศาสนาพุทธมาใช้ในการอธิบายสังคมไทยแบบนี้ ได้รับการโต้แย้งหรือการ วิพากษ์วิจารณ์ว่าศาสนาพุทธโดยรากฐานแล้วเสนอทางหลุดพ้นให้แก่ปัจเจก กล่าวคือ การหลุดพ้นหรือนิพพานตามแนวคิดทางศาสนาเป็นความพยายามและ การกระทำในระดับบุคคล ศาสนาพุทธไม่ได้เสนอทางออกให้กับสังคม แตกต่างไป จาก Marx ซึ่งเสนอให้มีการปฏิวัติทางชนชั้นและให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้กุม อำนาจทางการเมืองเป็นต้น ในประเด็นนี้เองที่แนวคิดทางด้านศาสนาควรจะมีส่วน อย่างมากในการเสนอแนวคิดว่าสังคมมนุษย์ควรจะเป็นไปในแบบใด กล่าวสรุปได้ว่า ศาสนานั้นเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา สังคมเป็นการนิยามการพัฒนาในอีกรูปแบบที่ไม่ได้ยึดเพียงแค่ “ทุน” ที่จะนำไปสู่ การพัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจ แต่ศาสนาสามารถหยิบยกมาอธิบายความ เป็นไปของสังคม และสามารถนำหลักธรรม คำสอนมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและ ๑ บัวพันธ์ พรหมพักพิง และคณะ, ทรัพยากรความจำเป็นและความผาสุก โดยรวมของครัวเรือนอีสาน, (ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2549), หน้า 78-84.
[๙๒] พัฒนาสังคม ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่พระพุทธเจ้าได้ให้ไว้แก่มนุษย์กว่าหลายพันปี มาแล้วดังนั้น ในทางศาสนาไม่ว่าจะเป็น สถาบันทางศาสนา ความเชื่อ ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมประเพณี จึงอาจจะเป็นอีกองค์ประกอบของทุนทางสังคมที่ไม่ ควรมองข้ามในการศึกษา 2) ทุนทางสังคมในทัศนะปรัชญาโบราณ หากจะค้นหาต้นกำเนิด ของทุนทางสังคมในมิติของของปรัชญาตะวันตก ก็คงไม่มีนิยามหรือคำสอนของนัก ปรัชญาท่านใดที่จะเกี่ยวข้องโดยตรงนัก แต่หากจะพยายามค้นหาปรัชญาที่มีความ เกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งก็อาจจะอนุมานได้ถึงเรื่องของ “ความรู้” และ “ความดี” ที่ ใกล้เคียงกับองค์ประกอบอยู่ในนิยามของทุนทางสังคมที่นักวิชาการหลายๆ ท่าน กล่าวถึง ซึ่งปรัชญากรีกยุคแรกนั้นเป็นการแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลก หากจะลองอธิบายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น น่าจะปรากฏในช่วงยุคปรัชญาของ Socrates (ประมาณ 470-399 ปีก่อนคริสตกาล) Socrates ได้กล่าวว่า “ความรู้ คือคุณธรรม” จากนั้น Plato ได้วางรากฐานปรัชญาจริยศาสตร์ด้วย “หลักแห่งจิต วิญญาณ” (The Concept of the Soul) และทฤษฎีคุณธรรมในฐานะเป็น กิจกรรมตามหน้าที่ (The Theory of Virtue as Function) ซึ่งประกอบด้วย หลัก 4 ประการ คือ ความรอบคอบ ความกล้าหาญ การรู้จักประมาณ และความ ยุติธรรม ซึ่ง Immanuel Kant กล่าวว่าถ้าจะศึกษาความรู้เหล่านี้ด้วยสติปัญญา ของมนุษย์นั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ฉลาดเหมือนขงจื้อ คือ ไม่ฝืนหรือ สร้างความรู้สึกทีตัวเองไม่รู้นั้นให้ออกมาและถือว่าเป็นความรู้ที่เด็ดขาด “ความรู้” ที่น่าจะรวมถึงภูมิปัญญา “ความดี” ที่เป็นเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมอันเป็น เรื่องค่านิยมของสังคมที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันสังคม อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความรับผิดชอบ ความเอื้ออาทร มีน้ำใจ การต่างตอบแทน การช่วยเหลือ เป็นต้น และ “ความรัก” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของทุนทางสังคมซึง นับได้ว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำพาสังคมไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา 3) ทุนทางสังคมในมุมมองของนักคิดร่วมสมัยอย่าง Jame S. Coleman นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน๒ ได้แบ่งทุนทางสังคมโดยใช้เกณฑ์หน้าที่ (By Function) ไว้ว่า ทุนทางสังคมเป็นความหลากหลายของหน่วยทางสังคม ซึ่งมี ๒ Coleman, James S., “Social Capital in the Creation of Human Capital”, American Journal of Sociology, Vol. 94 (September 1988): S95-S120.