[๒๙๓] และส่วนราชการในพื้นที่ ฯลฯ เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านมติความเห็นชอบร่วมกันระหว่างบ้าน วัด ราชการและภาคีเครือข่าย สร้าง การมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้คนชุมชนเกิดความเลื่อมใส ศรัทธา และให้การยอมรับ ส่งให้การขับเคลื่อนกิจกรรมในด้านอื่น ๆ ก่อให้เกิดความ “เชื่อ ชอบ ช่วย” และบรรลุเป้าหมายร่วมกันในชุมชน 2) การบริหารจัดการชุมชนมีความเข้มแข็ง ชุมชนหนองกระดูก เนื้อ-ดอนยาว แบ่งการบริหารจัดการออกเป็น ๑๐ คุ้มประกอบด้วย คุ้มสมานฉันท์ คุ้มเศรษฐกิจพอเพียง คุ้มอยู่ดีมีสุข คุ้มส่งเสริมการเกษตร คุ้มบ้านนาสามัคคี คุ้ม นกน้อยทำรังแต่พอตัว คุ้มร่วมด้วยช่วยกัน คุ้มคิดดี ทำดี มีสุข คุ้มร่วมแรงร่วมใจ ให้ชุมชน และคุ้มร่วมใจพัฒนาโดยมีวัดหนองกระดูกเนื้อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคน ในชุมชน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมีการสืบทอดประเพณี และวัฒนธรรมจากรุ่น สู่รุ่น และเมื่อมีกิจกรรม งานประเพณีที่เป็นของส่วนร่วมจะมีการประชาคมหมู่บ้าน เพื่อระดมความคิดเห็น และหาข้อตกลงร่วมกันโดยมีเป้าหมายเพื่อสาธารณะ ประโยชน์ 3) แกนนำชุมชน จิตอาสามีความเข้มแข็ง กระบวนการ กิจกรรม และแนวทางการขับเคลื่อนที่มีเป้าหมายส่งผลต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมโดยตรง แต่ทั้งนี้คนซึ่งหมายรวมถึงแกนนำชุมชน จิตอาสาก็ต้องมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ด้วยเช่นกัน การขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยแกนนำชุมชนและจิต อาสาที่เปิดใจและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ยอมรับข้อดี จุดที่ควรปรับปรุงเพื่อ แสวงหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกันจึงจำเป็นที่จะต้องมี การระดมความคิดเห็นผ่านจนตกผลึกออกมาเป็นข้อตกลงร่วมกันของชุมชน มี เป้าหมายร่วมกัน มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กล้าคิด กล้าทำ กล้าปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดข้อจำกัดต่าง ๆ ขึ้น 4) ศักยภาพชุมชน การขับเคลื่อนกิจกรรมในการพัฒนาชุมชน จำเป็นจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบของคนที่ดี งานที่ดี และชุมชนที่ดี รวมไป ถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการเสียสละ การ มีส่วนร่วม การให้เกียรติกัน การเคารพในสิทธิและความคิดของผู้ร่วมงาน การ ประสานงานของคนในชุมชน นำมาซึ่งข้อตกลงร่วมกันของชุมชน ก่อให้เกิดการ สร้างบรรยากาศที่ทำให้คนในชุมชนนำเรื่องที่ตนเองรู้ออกมาแบ่งปัน ถ่ายทอดและ ยกตัวอย่างเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งให้เกิดแก่ชุมชน
[๒๙๔] 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) โดยการศึกษา ต่อจากการประเมินบริบทและการประเมินปัจจัยป้อนเพื่อวิเคราะห์ว่ามีปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดอย่างไร ผลการประเมิน พบว่า 1) มีการสร้างข้อตกลงชุมชน เมื่อกำหนดเป้าหมายในการ ขับเคลื่อนกิจกรรมแล้วจำเป็นต้องการดำเนินการด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ร่วมกันในชุมชนโดยผ่านการจัดประชุม การระดมความคิดเห็น และหาข้อตกลง ร่วมกันในชุมชน กับตัวแทนชุมชน ประกอบด้วย วัดหนองกระดูกเนื้อ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตัวแทนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองนมวัว ตัวแทนสำนักงานพัฒนา ชุมชนอำเภอลาดยาว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนกระดูกเนื้อ และประชาชน เพื่อร่วมกันวางแผน และกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้น และที่สำคัญยังก่อให้เกิดบรรยากาศ และวัฒนธรรมการทำงานแบบเกื้อกูล ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในชุมชน 2) ข้อจำกัดและแนวทางการแก้ไขในการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ ด้านเวลา ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาวเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้าน มากกว่า 70% ประกอบอาชีพเพาะปลูก รวมถึงคนในชุมชนบางส่วนที่ทำงาน ประจำนอกพื้นที่ ทำให้ดังนั้นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นก่อน ระหว่างและหลังการ ขับเคลื่อนกิจกรรมคือ “เวลา” ระหว่างเวลา 08.30-15.30 น. คนในชุมชนส่วน ใหญ่จะไม่สะดวกในการมาร่วมกิจกรรม หรือร่วมการประชุม การขับเคลื่อน กิจกรรมต่าง ๆ จึงต้องออกแบบ และกำหนดให้เหมาะสมกับบริบทของคนใน ชุมชน ดังนั้นการประชุมจะเริ่มตั้งแต่ 16.30 น. เป็นต้นไป กิจกรรมบางส่วนที่จัด ฝึกอบรมจำเป็นจะต้องจัดในช่วงเช้า หรือในวันพระเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะเข้า มาร่วมทำบุญที่วัดหนองกระดูกเนื้อ ในหลายกิจกรรมจำเป็นต้องใช้ตัวแทน จิต อาสาที่สลับเปลี่ยน หมุนเวียนกันตามการตกลงร่วมกันในการจัดสรรเวลาเพื่อ ขับเคลื่อนกิจกรรม ผลของการทำข้อตกลงร่วมกันทำให้การขับเคลื่อนกิจกรรม บรรลุเป้าหมายไปได้ด้วยดี 3) ข้อจำกัดและแนวทางการแก้ไขในการขับเคลื่อนกิจกรรมฯ ในช่วงสถานการณ์โรค Covid-19 ส่งผลให้การขับเคลื่อนกิจกรรมงานประเพณี บุญคูณลาน สู่ขวัญข้าว ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2564 จำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา เช่น ลดระยะเวลา
[๒๙๕] การจัดงานลงจาก 3 วัน เป็น 1 วัน, ลดจำนวนนางรำจาก 100 คน เหลือ 30 คน, กำหนดมาตรการการป้องกันที่มีความเข้มงวดมากขึ้นโดยได้รับความร่วมมือ จากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอลาดยาว อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และจิตอาสาในการกวดขันอย่างเต็มกำลัง ความสามารถ 4. การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการ ประเมินผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมือสิ้นสุดโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผลประเมิน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมตามตัวชี้วัดที่ได้กำหนดไว้ ประกอบด้วย Smart People การบริหารจัดการโดยการพัฒนาคนเป็นการ พัฒนาพฤติกรรมการแสดงออกทางสังคมของประชาชนที่สะท้อนถึงคุณธรรม จริยธรรมในระดับปัจเจกที่ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข และ สันติสุข โดยมีตัวชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) เป็นกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมการพัฒนาบ้านคุณธรรมปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ ใจสะอาด กายเป็นสุข กิจกรรมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในกลุ่มเด็กและเยาวชนใน ชุมชนหมู่บ้าน และกิจกรรมการพัฒนาลานกีฬา ผลการขับเคลื่อนกิจกรรม พบว่า ผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 7 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการพัฒนาบ้านคุณธรรมปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ ใจสะอาด กายเป็นสุข, กิจกรรมการแสดงตนเป็นพุทธมามกะและตั้งสัจจะอธิษฐาน (ใบโพธิ์) ลดเหล้า บุหรี่ของชุมชนหนองกระดูกเนื้อ, กิจกรรมมอบป้ายครอบครัวคุณธรรม ปลอดเหล้า บุหรี่/ร้านค้าคุณธรรม ปลอดเหล้า บุหรี่ และมอบป้ายครอบครัว, กิจกรรมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้สูงอายุและเยาวชน, กิจกรรมการ พัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมและการพัฒนาภาวะผู้นำของสามเณร, กิจกรรมการ ให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) กับกลุ่มแกนนำชุมชนและพระภิกษุ สามเณร และกิจกรรมการให้ความรู้ในการลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) กับกลุ่ม ผู้สูงอายุ Smart Culture การบริหารจัดการโดยการสืบทอด อนุรักษ์ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการกิน การอยู่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และอื่น ๆ รวมถึงเรื่องบุคลิก อารมณ์ ที่มีความสุขุม รอบคอบ การ มีจิตใจที่รักสงบ มีการแสดงออกถึงความรักและเมตตากรุณาต่อกันและกันใน ชุมชนหมู่บ้าน โดยมีตัวชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) เป็นกิจกรรม 3
[๒๙๖] กิจกรรม คือ กิจกรรมการสืบสานสืบทอดวิถีชนชาติพันธุ์ลาวครั่ง กิจกรรมการสืบ สานสืบทอดวิถีชีวิตชาวนา และกิจกรรมการสืบสานสืบทอดงานบุญเดือน 10 หรือ ประเพณีวันสารทไทย พบว่า ผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 7 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการสืบสานสืบทอดวิถีชีวิตชาวนา, การ ขับเคลื่อนกิจกรรมพิธีแฮกนา, การขับเคลื่อนการสร้างพิพิธภัณฑ์ชาวนา, กิจกรรม การสืบสานตำนานธุงมงคลในกลุ่มเยาวชนในชุมชน, กิจกรรมสืบสานประเพณีบุญ เดือน 10, การประกวดอาหารพื้นถิ่นชาติพันธุ์-กิจกรรมและขบวนแห่ของ เครือข่ายชาติพันธุ์และกิจกรรมการสืบสานประเพณีบุญคูนลาน สู่ขวัญข้าว Smart Ecology การบริหารจัดการโดยการพัฒนาด้าน สภาพแวดล้อมในชุมชนหมู่บ้านเหมาะแก่การอยู่อาศัย การประกอบสัมมาชีพ มี การสะสางเพื่อก่อให้เกิดความสะอาด สะดวก ถูกสุขลักษณะ และมาจาก สุขลักษณะนิสัยที่ดีของคนในชุมชน (5ส) การสนับสนุน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ในชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตามแนวทาง “5ส.” ในระดับครอบครัวและชุมชนหมู่บ้าน โดยมีตัวชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) เป็นกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมวัด 5ส. กิจกรรมบ้าน 5ส. และกิจกรรมชุมชน 5ส. พบว่า ผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมวัด 5ส. กิจกรรมชุมชน 5ส. และ กิจกรรมบ้าน 5ส. การลำดับการจัดกิจกรรมมีความแตกต่างจากในการประชุม เนื่องจากว่า มติของชุมชนกำหนดให้ทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ เช่น วัด และชุมชนก่อนที่จะแยกย้ายกันไปขับเคลื่อนกิจกรรมตามบ้านของตนเอง เป็นการ ชี้ให้เห็นถึงการยึดถือประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นที่ตั้ง Smart Economy การบริหารจัดการโดยการต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัวให้พออยู่ พอกิน อยู่ดี กินดี และอาจจะทำให้เกิด ชุมชนมั่งมี ศรีสุขได้ในอนาคต การประกอบสัมมาชีพที่นำมาซึ่งความสุข ความ พอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน และตั้งอยู่บนฐานของความรู้และ คุณธรรม โดยมีตัวชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) เป็นกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมส่งเสริมครอบครัวพออยู่ พอกินต้นแบบ กิจกรรมส่งเสริม ครอบครัวอยู่ดี กินดีต้นแบบ และกิจกรรมส่งเสริมตลาดชุมชนลานโพธิ์พบว่า ผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 3 กิจกรรม ประกอบด้วย การต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนกระปุกออมสินไม้ไผ่, การต่อยอดสินค้า
[๒๙๗] พื้นถิ่นธุงมงคล และตลาดชุมชนลานโพธิ์ซึ่งมติของชุมชนจะเน้นถึงการต่อยอดกับ ผลิตภัณฑ์ชุมชนเดิมและการจัดหาแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน ขณะเดียวกันยังเห็นความสำคัญของสินค้าทางวัฒนธรรม การสืบทอดภูมิปัญญา และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ของเยาวชนในชุมชนจึงได้กำหนดให้มีการ ฝึกอบรม “ธุงมงคล” เพื่อลดเวลาว่างและสร้างการเรียนรู้ ต่อยอดการสร้างรายได้ แก่เยาวชน Smart Technology การบริหารจัดการโดยนวัตกรรมชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเทคโนโลยีอันสำคัญที่ทำให้ผู้คนประกอบสัมมาชีพ หรือช่วยให้ก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ เป็นการนำพลังแห่งสติ ปัญญา ความเสียสละ การเอื้ออาทร และการแบ่งปันถ้อยทีถ้อยอาศัยมาใช้แก้ไข ปัญหาในสถานการณ์วิกฤติและสร้างสรรค์ สามารถนำพาตนเอง สังคม ชุมชน และประเทศไปสู่ความผาสุกได้ โดยมีตัวชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) เป็นกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมสร้างศูนย์การเรียนรู้ครอบครัวสัมมาชีพ ต้นแบบ กิจกรรมสร้างศูนย์การเรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสัมมาชีพต้นแบบ และ กิจกรรมสร้างศูนย์การเรียนรู้วัดต้นแบบ พบว่า ผ่านตัวชี้วัดกิจกรรม โดยมีการ ขับเคลื่อนกิจกรรม จำนวน 1 กิจกรรม ประกอบด้วย ตลาดลานโพธิ์เพื่อจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของชุมชน ทั้งนี้ยังมีการขับเคลื่อนการสร้างพิพิธภัณฑ์ชาวนา และศูนย์ เรียนรู้ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ จัดสร้าง ทำให้ตัวชี้วัดด้านนี้ ผ่านเพียง 1 กิจกรรม 5. การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) โดยการศึกษา ภายหลังจากการเสร็จสิ้นโครงการแล้ว พบว่า มีผลกระทบในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น ดังนี้ 1) ชุมชนคุณธรรมวัดหนองกระดูกเนื้อ การประชุมระดมความ คิดเห็นแกนนำชุมชน และการประชุมคณะกรรมการชุมชนคุณธรรม (บวร) วัด หนองกระดูกเนื้อ มีมติร่วมกันให้ลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้านเพื่อรณรงค์การเข้า ร่วมโครงการลดปัจจัยเสี่ยงตามแนวพระพุทธศาสนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ สถิติชุมชนและรณรงค์ให้เข้าร่วมโครงการ ผลปรากฏว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน บ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาว จำนวน 1,099 คน 364 ครัวเรือน เข้าร่วม โครงการ 100% โดยจะนำเงินที่คาดว่าจะไปซื้อเหล้า บุหรี่นั้นมาออมในกระปุก
[๒๙๘] ออมสินไม้ไผ่ และทุกคนปวารณาว่าจะนำเงินที่ได้ทั้งหมดในการออมนั้นร่วมทำบุญ ให้แก่วัดหนองกระดูกเนื้อ 2) การขับเคลื่อนการร่างแผนยุทธศาสตร์ชุมชน บ้านหนอง กระดูกเนื้อ-ดอนยาวเพื่อการกำหนดพันธกิจร่วมกันระหว่างบ้าน วัด ชุมชนในการ พัฒนาให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ต้นแบบ 3) พิพิธภัณฑ์ชาวนา ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ-ดอนยาวจะ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในอนาคต ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียนและภาคีเครือข่าย ในการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนและผู้ที่ สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความเป็นชาวนา ในพิพิธภัณฑ์ชาวนาที่ชุมชน ได้รวบรวมข้อมูล ต้นแบบ และอุปกรณ์ทำมาหากินที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชุมชน และวัฒนธรรม 3 ชนชาติพันธุ์ คือ ลาวครั่ง ไทยและมอญ เช่น ยุ้งข้าว ไถ ฯลฯ 4) ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหนองกระดูกเนื้อ จะเกิดขึ้นภายใน ชุมชน เดิมมีเพียงศูนย์การเรียนรู้ชนชาติพันธ์ลาวครั่งที่ตั้งอยู่ภายในศาลาการ เปรียญ วัดหนองกระดูกเนื้อ แต่ในอนาคตจะมีการปรับปรุงตลาดมีแดกข้างศาลา ปฏิบัติธรรมเพื่อจัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ ตลาดชุมชนและถนนเด็กเดินเพื่อสร้าง การมีส่วนร่วม และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเพิ่มเติม 5) หมู่บ้านศีล 5 ต้นแบบ ภายใต้มติร่วมกันในการพัฒนาบ้าน หนองกระดูกเนื้อ หมู่ที่ 5 ตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ให้เป็นหมู่บ้านศีล 5 ระดับจังหวัดและพัฒนาสู่ระดับประเทศ สืบต่อเนื่องจาก หมู่ ที่ 6 เพื่อสร้างการเชื่อมโยงในพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้ง 3 หมู่บ้านในการเป็นหมู่บ้าน “มีศีล มีสุข” 6) ความยั่งยืนของกิจกรรม ในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ เปิด โอกาสให้กับทุกกลุ่มวัยในการร่วมดำเนินการเพื่อสร้างความคุ้นชิน สร้างการมีส่วน ร่วมและสร้างความรู้สึกรัก และหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนเพื่อ ร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอดให้ยั่งยืน เช่น การมีส่วนร่วมในการรำ บวงสรวงพระแม่โพสพในงานบุญคูณลาน
[๒๙๙] จากการศึกษาวิเคราะห์บริบทเชิงพื้นที่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันดีของหมู่บ้านชุมชนที่จะนำไปสู่การ พัฒนาเป็นชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ (Smart Buddhist Community) ที่จะเป็น รากฐานของการพัฒนาเมืองหรือจังหวัดอัจฉริยะวิถีพุทธ (Smart Buddhist City) นั้น การพัฒนาหมู่บ้าน ตำบล หรือชุมชนให้เป็นชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ (Smart Buddhist Community) จะเกิดขึ้นโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนร่วมกัน พัฒนาหมู่บ้านชุมชนให้น่าอยู่น่าอาศัย มีสิ่งแวดล้อมดีมีวัฒนธรรมดีมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีมีความปลอดภัย และเป็นสังคมแหล่งการเรียนรู้นั้น ซึ่งองค์ประกอบ สำคัญในการพัฒนาสู่ชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ (Smart Buddhist Community) ควรมีการขับเคลื่อนพัฒนาในเรื่องดังต่อไปนี้ 1. การพัฒนา Smart People โดยปกติแล้วชาวบ้านหรือประชาชนที่ เป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันด้วยความสงบสุขและสันติสุข ในเกือบทุก โอกาสก็จะมีความพร้อมเพรียงกัน ช่วยเหลือกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันอยู่ เสมอ ๆ โดยเฉพาะในชุมชนหมู่บ้านที่มีวิถีความเป็นสังคมพุทธที่ยังเข้มแข็ง อาจจะ ด้วยความเป็นระบบเครือญาติหรือประกอบกับการมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เจ้า คณะพระสังฆาธิการที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนพัฒนา การอบรมสั่งสอน ก็ จะทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดความรัก ความสามัคคีกัน ให้อภัยกัน ทำให้ชุมชนและ หมู่บ้านสามารถอยู่กันด้วยความสงบสุขและสันติสุข ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนพัฒนา เพื่อให้เกิดคนดี (Smart People) เกิดขึ้นในสังคมให้มากขึ้น ๆ นั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถให้มีความหลากหลาย มีการ พัฒนาในเรื่องของภาวะผู้นำ การมีจิตสำนึกที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของ ชุมชนหมู่บ้านร่วมกัน ผ่านกระบวนการร่วมคิดร่วมระดมสมอง เพื่อสร้างความ เข้าใจในปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็จะร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการ แผนงาน กิจกรรม หรือโครงการที่จะแก้ไขปัญหานั้น ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะ ส่งเสริมให้ชุมชนหมู่บ้านของตนเองเกิดความพออยู่ พอกิน อยู่ดี กินดี และมั่งมีศรี สุข ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพัฒนาสู่ความเข้มแข็งหรือสู่ชุมชนท้องถิ่นสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันทุก ๆ คนในชุมชนหมู่บ้านก็จะต้องช่วยกันการสืบสาน และสืบทอดภูมิปัญญาหรือความดีงามของชมชนหมู่บ้าน โดยเฉพาะการรู้รัก สามัคคี การรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือเจือจุนกัน การรักษาความสงบ สันติ สุข และการให้อภัยต่อกัน รวมถึงจะต้องช่วยกันการขัดเกลากล่อมเกลาการ
[๓๐๐] ประพฤติปฏิบัติ การพูดการจาที่ไพเราะ การเคารพนับถือกัน การมีจิตสำนึกที่ดี การมีจิตอาสา และการมีจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นกับอนุชนคนรุ่นหลัง ผ่าน กระบวนการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประพฤติปฏิบัติ การ ฝึกฝนพัฒนา เพื่อให้เป็นต้นแบบแห่งความดี เป็นต้นแบบแห่งการเคารพให้เกียรติ และนับถือกัน เป็นต้นแบบแห่งหารเคารพกฎ กติกา มารยาท การส่งเสริมและ สนับสนุนความถูกต้อง และประสานใจ ประสานงาน และประสานประโยชน์เพื่อ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชุมชนหมู่บ้านที่ตนเองอยู่อาศัย 2. การสืบสานพัฒนาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น (Smart Culture) หรือการมีวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ดีงาม ทั้งในเรื่องการ กิน การอยู่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ชุมชน หมู่บ้านจะต้องมีการสืบสานวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน ที่สั่งสมจาก อดีตหรือบรรพบุรุษแล้วถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งที่แสดงออกด้านคุณค่าของ ชมชนหมู่บ้านแล้วสามารถขับเคลื่อนพัฒนา สร้างสรรค์ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและหมู่บ้าน ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนพัฒนา เพื่อให้เกิดการสืบสานพัฒนาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น (Smart Culture) จำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาคนในชุมชนหมู่บ้านให้มีความรู้ ความเข้าใจในประวัติ ความเป็นมา หรือเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้น ๆ หากเป็นกรณีในเรื่องของ วัฒนธรรมทางการแต่งกายหรืออาหารการกิน คนในชุมชนหมู่บ้านก็จะต้องมีผู้รู้ หรือผู้มีทักษะ มีความสามารถในการทอผ้าหรือประกอบอาหารหวานคาวในเมนู นั้น ๆ ได้ รวมถึงยังต้องสามารถถ่ายทอดเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนที่สนใจ ในชุมชนหมู่บ้าน ส่วนงานราชการ นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่มาเยี่ยมชมในพื้นที่ได้ พร้อมกันนั้นหากจะให้วัฒนธรรมของชุมชนได้รับการยอมรับในวงกว้างก็ควรที่ จะต้องให้หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน ส่งเสริม เติม เต็ม หรือโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้หรือผลตอบแทนที่จะช่วย สร้างแรงจูงใจให้กับคนในชุมชนได้เกิดความพยายามในการพัฒนาสินค้าหรือ บริการที่ดีขึ้น มีคุณภาพหรือมีมาตรฐานมากขึ้น ในการสืบสานพัฒนาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งที่จำเป็นและ สำคัญประการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดพลังหรือความยั่งยืนก็คือการมีส่วนร่วมของคนใน ชุมชนหมู่บ้าน ในลักษณะของความรู้สึกในการเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นการมีส่วน ร่วมตั้งแต่กระบวนการคิด การตัดสินใจ การดำเนินการ การติดตามประเมินผล
[๓๐๑] และการให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ถือเป็นการรวมพลังในการขับเคลื่อนที่จะ ก่อให้เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น และเติมเต็มกำลังใจให้แก่กันและกัน และสุดท้ายก็ จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจและมีความสุขจากการสืบสานพัฒนาประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกัน ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนหมู่บ้านบน พื้นฐานของการพัฒนาที่สร้างสรรค์ และนำมาซึ่งการสร้างครอบครัว ชุมชน หมู่บ้านแบบพออยู่ พอกินที่สามารถพึ่งพาตนเองหรือกันและกันในชุมชนหมู่บ้าน ได้ ก่อนที่จะมีการยกระดับไปสู่การเป็นหมู่บ้านอยู่ดี กินดี ที่มีการบริหารจัดการ พัฒนาในรูปกลุ่มวิสาหกิจทางการบริการหรือการท่องเที่ยว มีการร่วมกันพัฒนา รายได้หรือเพิ่มรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ ต้องการของตลาด มีการพัฒนากระบวนการผลิต การพัฒนาแผนการตลาดของ วิสาหกิจ และสุดท้ายคือการคืนกำไรสู่หมู่บ้านชุมชนเพื่อเป็นการเสริมสร้าง สวัสดิการให้กับชุมชนหมู่บ้านของตนเอง สิ่งที่สำคัญอีกประการในการสืบสาน พัฒนาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นก็คือการพัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ ที่จะต้องมีการสืบสานและสืบทอด การขัดเกลากล่อมเกลา การถ่ายทอด จากรุ่นสู่รุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประพฤติปฏิบัติ และการฝึกฝนพัฒนาอย่าง เป็นระบบและกระบวนการ ทั้งนี้อาจจะต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่มีประเพณีหรือ วัฒนธรรมในลักษณะเดียวกัน ใกล้เคียงกัน หรือแตกต่างกันมามีส่วนสนับสนุน ส่งเสริม พึ่งพิง หรือการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกันก็จะต้องสร้าง วิสัยทัศน์ร่วมกัน มีการกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และพันธกิจที่เอื้อประโยชน์ให้ เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกกลุ่ม หรือทุกฝ่ายให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของ ความเที่ยงธรรมและเท่าเทียมด้วย 3. การพัฒนาสภาพแวดล้อมในครอบครัวและชุมชนหมู่บ้านให้เหมาะ แก่การอยู่อาศัย (Smart Ecology) ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปสู่การสะสางเพื่อ ก่อให้เกิดความสะอาด สะดวก ถูกสุขลักษณะ และเสริมสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดี ของคนในชุมชนหมู่บ้าน ถือเป็นการขับเคลื่อนพัฒนาตามแนว 5ส. ผู้เชี่ยวชาญ เห็นตรงกันว่า ในเรื่องนี้คนในชุมชนหมู่บ้านจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์รักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในชุมชนหมู่บ้าน รวมถึงการรักษาความ สะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในครัวเรือนของตนเองให้ปลอดโรค ปลอดภัย ไม่เป็นแหล่งสะสมพาหะนำโรคทุกชนิด เริ่มตั้งแต่การพัฒนาให้ผู้คนในชุมชน หมู่บ้านมีความรู้ ความเข้าใจ และมีการจูงใจให้ทุก ๆ คนในชุมชนหมู่บ้านปฏิบัติ
[๓๐๒] ตามหรือปฏิบัติร่วมกัน ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการระดมพลังความคิดโดยผ่านการ ระดมสมองโดยเฉพาะในกลุ่มแกนนำที่เป็นผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการ ขับเคลื่อนพัฒนาในเรื่องนี้ ถือเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การวิเคราะห์ ปัญหา การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา รวมถึงการกำหนดแนวทาง วิธีการ แผนงานหรือกิจกรรมในการแก้ปัญหาร่วมกัน ก่อนที่จะร่วมกันทำ ร่วมกันติดตาม ประเมินผล และสรุปปัญหาข้อเสนอแนะเพื่อต่อยอดการพัฒนาในรอบต่อ ๆ ไป ในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในครอบครัวและชุมชนหมู่บ้านให้เหมาะ แก่การอยู่อาศัยนั้น ส่วนหนึ่งยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนหมู่บ้านใช้พื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่สาธารณะมาสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับครอบครัวและชุมชน เพื่อให้ เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของความเป็นชุมชนหมู่บ้านเศรษฐกิจ พอเพียงในรูปแบบชุมชนหมู่บ้านพออยู่ พอกิน ชุมชนหมู่บ้านอยู่ดี กินดี และ ชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุข ทั้งนี้เพราะเป็นการสร้างต้นแบบในการพัฒนา สภาพแวดล้อมเพื่อก่อให้เกิดการใช้ชีวิตที่สามารถนำเอาพื้นที่ของส่วนบุคคลและ ส่วนรวมมาเพิ่มรายได้ เช่น การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว สิ่งที่ตามมาก็จะเกิดการ ลดรายจ่าย และอาจทำให้มีเงินเหลือเพื่อการออม นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริม สุขภาพเนื่องจากบริโภคพืชผักที่ปลอดสารพิษที่มาจากการเพาะปลูกเอง ดูแลเอง บริโภคเองในครัวเรือน ก่อนที่จะมีการขยายผลไปสู่การเพาะปลูกเพื่อจัดจำหน่าย ในชุมชนหรือตลาดนัดชุมชน ถือเป็นการสร้างรายได้เสริม สร้างอาชีพเสริม หรือ อาจจะมีการแปรรูปเพื่อจัดจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์จากชุมชนหรือวิสาหกิจ ของชุมชน ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนพัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้านอยู่ดี กินดี เป็นต้นแบบ และความเป็นชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุขตามลำดับต่อไป สิ่งที่สำคัญอีกประการในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในครอบครัวและ ชุมชนหมู่บ้านให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยนั้น ก็คือการพัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชน แห่งการเรียนรู้ ที่จะต้องมีการสืบสานและสืบทอด การขัดเกลากล่อมเกลา การ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประพฤติปฏิบัติ และการฝึกฝน พัฒนาอย่างเป็นระบบและกระบวนการ ทั้งนี้อาจจะต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่เป็น หน่วยงานราชการ หน่วยงานด้านสาธารณสุข หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใน ระดับพื้นที่เข้ามามีส่วนสนับสนุน ส่งเสริม โดยเฉพาะในเรื่องของการกำจัดขยะ มี การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน ระบบประปา ไฟฟ้า รางระบายน้ำ
[๓๐๓] รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำลำคลองหรือลำลางให้มีความสะอาด มีระบบระบายน้ำ หรือส่งน้ำเพื่อการเกษตรหรือการอุปโภคบริโภคที่ดี มีระบบการบริหารจัดการเป็น ภาคีเครือข่ายที่เสริมสร้างซึ่งกันและกัน และมีปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนที่นำไปสู่ การพึ่งพิงอิงประโยชน์ร่วมกัน ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการฝึกอบรม การเพิ่มพูน ความรู้ และการพัฒนาให้ดีขึ้นเจริญขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีการพัฒนาโดยลำพัง ของชุมชนหมู่บ้านหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในระดับพื้นที่อาจจะยังไม่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งหรือยั่งยืนพอ ฉะนั้นหาก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหรือการกำหนดนโยบาย การกำหนดยุทธศาสตร์ใน ระดับจังหวัดก็จะทำให้กิจกรรมหรือโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมในครอบครัว และชุมชนหมู่บ้านเกิดพลังในการขับเคลื่อนและเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น 4. การพัฒนาการประกอบสัมมาชีพ (Smart Economy) ที่จะนำมา ซึ่งความสุข ความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน และตั้งอยู่บนฐานของ ความรู้และคุณธรรม ถือเป็นรากฐานที่จะก่อให้เกิดชุมชนหมู่บ้านพออยู่ พอกิน ชุมชนหมู่บ้านอยู่ดี กินดี และชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุข ทั้งนี้โดยมาตรฐานของการ ขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนหมู่บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น กรมการ พัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต้นในการประเมินไว้ ดังนี้ 1) ชุมชนหมู่บ้านพออยู่ พอกิน เป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต พึ่งตนเอง เน้นการปฏิบัติทำกิน ทำใช้ในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และ มีการออม การลดการใช้พลังงาน มีการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติด 2) ชุมชนหมู่บ้านอยู่ดี กินดี เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการ พัฒนาในรูปกลุ่ม การพัฒนารายได้ด้วยระบบกลุ่มเพื่อเพิ่มรายได้และขยายโอกาส คนในชุมชน ประกอบด้วย การสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การพัฒนา กระบวนการผลิตของกลุ่ม การพัฒนาแผนธุรกิจกลุ่มอาชีพ และการเสริมสร้าง สวัสดิการชุมชน 3) ชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุข เป็นต้นแบบการบริหารการพัฒนา ในรูปแบบองค์กรเครือข่ายเพื่อใช้ศักยภาพในการ ดำเนินการยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนในชุมชน เพื่อขยายโอกาสในการ ประกอบอาชีพและส่งเสริมการจัด สวัสดิการให้กับคนในหมู่บ้านชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาระบบเครือข่าย
[๓๐๔] เครือข่าย การสร้างเครือข่ายการพัฒนาหมู่บ้าน ทักษะการจัดสวัสดิการชุมชน การ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกชุมชน ในเรื่องข้างต้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าในการขับเคลื่อนพัฒนานั้น ก่อนอื่นจะต้องเริ่มที่การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ ในการประกอบอาชีพให้กับคนในชุมชน ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยในการประหยัดหรือลด ต้นทุนในการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่ประกอบอาชีพการเกษตร ขณะเดียวกันก็จะต้องสร้างการมีส่วนร่วม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือความ คิดเห็นและความต้องการซึ่งกันและกัน ผ่านการประชุมเพื่อระดมพลังความคิด ระดมสมอง เพื่อสร้างความเข้าใจ พร้อมกับมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา จัดลำดับความสำคัญของปัญหา กำหนดแนวทาง วิธีการ แผนงานหรือกิจกรรม ก่อนที่จะร่วมกันลงมือทำหรือปฏิบัติ และสุดท้ายคือการร่วมกันสรุปบทเรียนเพื่อ สร้างพลังปัญญา ทำให้เกิดการเชื่อมต่อและนำไปสู่การพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ในการที่จะพัฒนาให้เกิดชุมชนหมู่บ้านพออยู่ พอกิน ชุมชนหมู่บ้านอยู่ ดี กินดี และชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุขนั้น สิ่งจำเป็นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ เกิดความยั่งยืนก็คือการพัฒนาให้ชุมชนหมู่บ้านเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้มีการสืบ สานและสืบทอด เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือเจือจุนกัน มีการขัดเกลากล่อม เกลาในเรื่องการมีจิตสำนึกที่ดี การมีจิตอาสา และการมีจิตสาธารณะที่จะมีส่วน ร่วมในการสร้างสรรค์ชุมชนและระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยอาศัยการ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประพฤติปฏิบัติที่เป็นต้นแบบแห่ง ความดี สามารถประสานใจ ประสานงาน และประสานประโยชน์ที่จะก่อให้เกิด การฝึกฝนพัฒนาร่วมกัน ในการพัฒนาสัมมาชีพเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้านพออยู่ พอ กิน ชุมชนหมู่บ้านอยู่ดี กินดี และชุมชนหมู่บ้านมั่งมี ศรีสุข ยังต้องอาศัยภาคี เครือข่ายที่หมายรวมถึงกลุ่มบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเป้าหมายเดียวกันมามีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานภายนอก หรือการเสาะแสวงหาความร่วมมือจากองค์กร หน่วยงาน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มาสนับสนุนช่วยเหลือ บนพื้นฐานของการพึ่งพิงอิงประโยชน์ร่วมกัน หรือการมี วิสัยทัศน์ร่วมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ กล ยุทธ์ และพันธกิจที่จะพัฒนาสัมมาชีพชุมชนซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มี
[๓๐๕] ความเข้มแข็ง นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมและ ยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของชุมชน ทั้งนี้เมื่อได้รับการสนับสนุนจาก ภาคีเครือข่ายแล้วประชาชนในชุมชนหมู่บ้านจะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อ ยกระดับความรู้ ความสามารถ รวมถึงทักษะ และมีการศึกษาพัฒนาและต่อยอด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพิ่มพูนความเข้าใจในเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับอาชีพ กับการ สร้างรายได้ และสุดท้ายจะต้องได้รับการพัฒนาหรือการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ทั้งในด้านนโยบาย งบประมาณ มีการจัดตั้งกองทุนหรือกลุ่มเพื่อสนับสนุนเงินทุน สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการผลิตระดับครัวเรือน กลุ่มวิสาหกิจ หรือระดับเครือข่าย และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและสารสนเทศมาเพื่อการ พัฒนาต่อยอดการผลิต การแปรรูปและการจำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จาก ชุมชนหมู่บ้าน 5 การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชน (Smart Technology) เพื่อเป็นต้นทุนในการหาทางออกเมื่อเผชิญปัญหาและอุปสรรคใน การดำเนินชีวิตหรือการประกอบสัมมาชีพ เป็นการนำพลังแห่งสติและปัญญาของ ชุมชนมาใช้ในสถานการณ์วิกฤติและสร้างสรรค์ สามารถนำพาตนเอง ชุมชน หมู่บ้าน สังคม หรือประเทศไปสู่ความผาสุกได้ ในเรื่องข้างต้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็น ตรงกันว่าในการขับเคลื่อนพัฒนานั้น จะต้องมีการพัฒนาให้เกิดชุมชนแห่งการ เรียนรู้ โดยมีการรวมรวมฐานข้อมูลของชุมชน รวมถึงสิ่งที่แสดงออกเชิงอัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ในเรื่องของทักษะ กระบวนการคิด การวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การนำความรู้มาใช้ประโยชน์ และดำเนินชีวิตไปพร้อม ๆ กับการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ การสั่งสมความรู้ และการสร้างความรู้ใหม่เพื่อนำไปพัฒนาตนเองและ ชุมชนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชนนั้น ก่อนอื่น จะต้องมีการพัฒนา ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับคนในชุมชนและผู้นำชุมชน เพื่อที่ทุกคนจะได้ร่วมกันอนุรักษ์รักษาภูมิปัญญาหรือสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ที่ถูก สั่งสมจากครั้งอดีตและถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มาเป็นทุนทางสังคมที่มีความพร้อม ที่จะนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าและเกิดประโยชน์ต่อวิถีการ ดำเนินชีวิตของคนในชุมชนหมู่บ้าน โดยอาศัยประสานพลังในการมีส่วนร่วม มีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่นำไปสู่การบริหารจัดการให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ สาธารณะของชุมชนหมู่บ้าน อาจจะเป็นที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน หรืออยู่ในความ
[๓๐๖] ดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ศูนย์การเรียนรู้ข้างต้นจะต้องเกิดจาก จิตสำนึกร่วมกันของคนในชุมชนหมู่บ้าน มีการระดมพลังความคิดระดมสมอง ร่วมกันจัดลำดับความสำคัญ กำหนดแนวทาง วิธีการ และแผนงานในการบริหาร จัดการหรือการขับเคลื่อน เพื่อให้เป็นที่สร้างพลังปัญญา ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่จะส่งเสริมให้ชุมชนหมู่บ้านเกิดความพออยู่พอกิน อยู่ดีกินดี มั่งมีศรีสุข และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนหมู่บ้านหรือท้องถิ่น การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชนยังเป็นการ สร้างตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการเรียนรู้ การมีทักษะและ กระบวนการคิด การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ และดำเนินชีวิตไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ การสั่งสมความรู้ และการสร้างความรู้ ใหม่เพื่อนำไปพัฒนาตนเองและชุมชนของบรรพบุรุษในอดีต ที่จะต้องอาศัยการสืบ สานและสืบทอดของคนในยุคปัจจุบันให้การรู้รักสามัคคี การรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือเจือจุนกัน การรักษาความสงบ สันติสุข และการให้อภัยต่อกัน ขณะเดียวกันการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชนก็จะต้องมีส่วน ในการขัดเกลากล่อมเกลา การประพฤติปฏิบัติ การพูดการจา การเคารพนับถือกัน การมีจิตสำนึกที่ดี การมีจิตอาสา และการมีจิตสาธารณะที่จะต้องถ่ายทอดจากรุ่น สู่รุ่น และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกฝนพัฒนาเพื่อก่อให้เกิด ความเข้มแข็งและยั่งยืน การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชน จะต้องมีภาคีเครือข่าย ที่จะร่วมกันพัฒนาชุมชนหมู่บ้านเพื่อให้เกิดการการ สนับสนุนและเกื้อกูลกันในภารกิจหน้าที่ซึ่งกันและกัน โดยยึดประโยชน์ของ ส่วนรวมเป็นสำคัญ มีการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนและการเสาะแสวงหาความ ร่วมมือจากองค์กร หน่วยงาน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การ กำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และพันธกิจในระดับมหภาค เพื่อให้เกิดประโยชน์สุข เกิดขึ้นแก่บุคคล ครอบครัว ชุมชนหมู่บ้านบนพื้นฐานของความเที่ยงธรรมและเท่า เทียม และตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของคนในชุมชน นอกจากนั้นในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชน นั้นจะต้องมีการฝึกอบรม การให้การศึกษา การฝึกฝนพัฒนาให้กับคนในชุมชน หมู่บ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความรู้ ความสามารถ ทักษะ รวมถึงเป็น การเพิ่มพูนความรู้ การเพิ่มพูนความเข้าใจให้กับคนในชุมชนเพื่อเตรียมความพร
[๓๐๗] อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมีขึ้น และสุดท้ายในการพัฒนาภูมิปัญญา ท้องถิ่นหรือนวัตกรรมของชุมชนจะไม่สามรถเกิดความยั่งยืนได้หากไม่ได้รับการ สนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งจากท้องที่และท้องถิ่น ทั้งด้านกระบวนการ นโยบาย ด้าน สังคม โดยการจัดกิจกรรม โครงการ ในการสร้างจิตสำนึกร่วมของคนในชุมชน และการทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกมิติ ทั้งนี้ในการที่จะพัฒนาหรือการจัดการชุมชนให้ก้าวไปสู่ความเป็น ชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ๑๗นั้น ควรมีการขับเคลื่อนพัฒนาในมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 11.1 การจัดการชุมชนสู่ความเป็นชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธ ๑๗ อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา เหนืออำนาจ และอาภรรัตน์ เลิศไผ่รอด. “การ บริหารจัดการและโมเดลเมืองอัจฉริยะเชิงพุทธกับการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านคุณธรรม จริยธรรมในหมู่บ้านชุมชนจังหวัดนครสวรรค์”. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิง พุทธ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2565): 35-47.
[๓๐๘] ในการที่จะพัฒนาหรือบริหารจัดการชุมชนหมู่บ้านสู่ความเป็นชุมชน อัจฉริยะเชิงพุทธนั้น จากการศึกษาวิจัย พบว่า ประกอบด้วยการบริหารจัดการใน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 การบริหารจัดการชุมชนอัจฉริยะเชิงพุทธของ หมู่บ้านชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์ประกอบด้วย 1. การพัฒนาคนสู่ความเป็น Smart People โดยมุ่งเน้นการพัฒนา พฤติกรรมการแสดงออกทางสังคมของประชาชนที่สะท้อนถึงคุณธรรมจริยธรรมใน ระดับปัจเจกที่ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข และสันติสุข การ ขับเคลื่อนพัฒนาเยาวชนและประชาชนในชุมชนหมู่บ้านสู่ความเป็น Smart People (คนดี) นอกจากจะมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถในการดำเนิน ชีวิตหรือการประกอบอาชีพแล้ว การพัฒนาภาวะผู้นำให้กับคนในชุมชนหมู่บ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ อาวุโสในชุมชน 2. การจัดการด้านวัฒนธรรมสู่ความเป็น Smart Culture การมี ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ดีงาม และส่งผลให้เกิดการพัฒนาจิตใจ ให้เป็นรักความสงบ รู้จักระงับอารมณ์ มีสติ การแสดงออกถึงความรักและเมตตา กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ การขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนหมู่บ้านสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้าน Smart Culture (วัฒนธรรมดี) ประกอบด้วยกิจกรรม (1) กิจกรรมการสืบสานสืบ ทอดวิถีชีวิตชาวนา (2) กิจกรรมการสืบสานตำนานธุงมงคลในกลุ่มเยาวชนใน ชุมชน (3) กิจกรรมสืบสานประเพณีบุญเดือน 10 และ (4) กิจกรรมการสืบสาน ประเพณีบุญคูนลาน สู่ขวัญข้าว 3. การบริหารจัดการด้านสภาพแวดล้อม (Smart Ecology) การมี สภาพแวดล้อมในชุมชนหมู่บ้านเหมาะแก่การอยู่อาศัย การประกอบสัมมาชีพ มี การสะสางเพื่อก่อให้เกิดความสะอาด สะดวก ถูกสุขลักษณะ และมาจาก สุขลักษณะนิสัยที่ดีของคนในชุมชน (5ส) การขับเคลื่อนพัฒนาให้ครอบครัวและ ชุมชนหมู่บ้านเป็นชุมชน Smart Ecology (สภาพแวดล้อมดี) ประกอบด้วย กิจกรรม 1) กิจกรรมวัด 5ส. และ 2) กิจกรรมชุมชน 5ส. 4. การจัดการด้านเศรษฐกิจสู่ความเป็น Smart Economy หมายถึง การประกอบสัมมาชีพที่นำมาซึ่งความสุข ความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล มี ภูมิคุ้มกัน และตั้งอยู่บนฐานของความรู้และคุณธรรม การขับเคลื่อนพัฒนาให้
[๓๐๙] ครอบครัวและชุมชนเป็นชุมชน Smart Economy ประกอบด้วยกิจกรรมที่ ก่อให้เกิดการต่อยอดจากอาชีพเดิม เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ครอบครัว และ ชุมชน (1) กระปุกออมสินไม้ไผ่ และ (2) การต่อยอดธุงมงคล 5. การจัดการด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ความเป็น Smart Technology หมายถึง การพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมของชุมชนที่แสวงหา ทางออกเมื่อเผชิญปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิตหรือการประกอบ สัมมาชีพ เป็นการนำพลังแห่งสติและปัญญามาใช้ในสถานการณ์วิกฤติและ สร้างสรรค์ สามารถนำพาตนเอง สังคม ชุมชน และประเทศไปสู่ความผาสุกได้ การ ขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนหมู่บ้านสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้าน Smart Technology (ภูมิปัญญาท้องถิ่นดี) ประกอบ ด้วยกิจกรรม ตลาดต้นโพธิซึ่งเป็นตลาดที่ยกระดับ ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนและลานวัดที่คนในชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งยัง ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น องค์ประกอบที่ 2 เครือข่าย (Network) หมายถึง กลุ่มบุคคล องค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันมารวมตัวกันด้วยความสมัครใจเพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชน หมู่บ้านให้เกิดความเป็นเมืองอัจฉริยะเชิงพุทธ (Smart Buddhist City) ประกอบด้วย 1) บ้าน/ชุมชน 2) ราชการ/โรงเรียน 3) วัด และ 4) ภาคีเครือข่าย องค์ประกอบที่ 3 องค์ประกอบของปัจจัยแห่งความสำเร็จเพื่อพัฒนา ไปสู่เมืองอัจฉริยะเชิงพุทธ (Smart Buddhist City) ประกอบด้วยการขับเคลื่อนใน 3 ประเด็น (PPP) ดังนี้ 1. Public Mind (จิตสาธารณะ) หมายถึง การที่คนในชุมชนรู้จัก ความเสียสละ ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ช่วยกัน พัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต ช่วยแก้ปัญหาและ สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคม ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ (Leadership) หมายถึง การมี วิสัยทัศน์ การทุ่มเท เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของผู้นำทางจิตวิญญาณในที่นี่ หมายถึง พระมหาสุภัค วิรโช เจ้าอาวาสวัดหนองกระดูกเนื้อ ตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ที่สามารถหลอมรวมศรัทธาจากประชาชนและ คนในชุมชนก่อให้เกิดกระบวนการ “เชื่อ ชอบ ช่วย” ในการขับเคลื่อนกิจกรรม ต่าง ๆ
[๓๑๐] 2) จิตสำนึก (Conscious Mind) หมายถึง การตระหนักรู้ และ ดำเนินการไปสู่ในเป้าหมายเดียวกันของคนในชุมชนและคณะทำงานที่ขับเคลื่อน กิจกรรมเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม 3) จิตอาสา (Volunteer) หมายถึง แกนนำ ตัวแทนและผู้ที่ สมัครใจและอาสาเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของชุมชน 2. Process (กระบวนการ) หมายถึง กระบวนการขับเคลื่อนกิจกรรม ต่าง ๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์ ประกอบด้วย 1) ข้อตกลงชุมชน (Agreement Community) ผ่านการประชุม ระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดเป้าหมาย แนวทางร่วมกันของชุมชนในการ ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ 2) กระบวนการการบริหารงานคุณภาพ (PDCA) เป็นการ บริหารงานกิจกรรมอย่างเป็นระบบ มีทิศทางและร่วมกันประเมินผลเพื่อหาข้อสรุป ในการปรับปรุง แก้ไขกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับสภาพบริบทของชุมชนต่อไป 3) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) จะ ทำให้กระบวนการทำงานมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกครั้งที่มีการ ประเมินผลและถอดบทเรียนในกิจกรรมจะทำให้เกิดการพัฒนาขึ้น ส่งผลให้ สามารถลดระยะเวลาในการทำงาน และยังเปิดโอกาสให้แกนนำชุมชน จิตอาสา และคณะทำงานได้คิด ริเริ่มที่จะพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้าง ประโยชน์แก่ชุมชน 3. Purpose (เป้าประสงค์) หมายถึง เป้าหมายและคุณค่าร่วมของ ชุมชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) เป็นการสร้างและขยายฐานความรู้ในยังพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ในชุมชนเพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการทำงาน การเรียนและการดำเนินชีวิต สร้างการยอมรับให้เกิดแก่ ชุมชนและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ
บทที่ 12 การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ คุณลักษณะบุคลิกภาพเฉพาะตัวของบุคคล ความขัดแย้งนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากมนุษย์ยังคงต้องรวมตัวกันและพึ่งพาอาศัยกันและกันเพื่อ ความอยู่รอด การที่บุคคลจะมีความคิดเห็น ทัศนคติ ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ที่ ไม่ตรงกันย่อมเกิดมีขึ้นได้เป็นธรรมดา ความขัดแย้งมีทั้งเป็นประโยชน์และไม่มี ประโยชน์ หากไม่ทำความเข้าใจและบริหารไม่ดีดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้อง เข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตราบใดที่ยังมีชีวิตและ ดำรงชีพร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม การจัดการความขัดแย้ง แต่ละสถานการณ์จะไม่ เหมือนกัน ซึ่งผู้มีหน้าที่ในเรื่องนี้โดยตรงต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการ ดำเนินการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย จึงจะสามารถจัดการความ ขัดแย้งนั้นให้คลี่คลายลงได้๑ แนวคิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง ปัจจุบันนี้ในทุกหน่วยงานหรือทุกองค์กรย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ ในทุกเวลา ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มของบุคคล ฉะนั้นเราควรจะต้องยอมรับว่าทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถือเป็นปรากฏการณ์ตาม ธรรมชาติและเป็นของปกติที่เกิดขึ้นในทุกสังคม๒ 1. แนวคิดความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความ ขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำอะไรไปกระทบกระเทือนคนอื่นหรือไปสกัดกั้น แนวทางในการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายของคนอื่นเขา หรือไปกระทบกับสิ่งที่เขา ต้องการหรือเรามีวิธีการที่แตกต่างไปจากคนอื่นในการมองปัญหาหรือในการ ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “103 ปี ประเพณี แห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ การสืบสานบนพื้นฐานของความขัดแย้ง” ๒ วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ไขปัญหา, (ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ต, ๒๕๔๗), หน้า ๙–๑๐.
[๓๑๒] ปฏิบัติงาน ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม (การกระทำ) ของ บุคคล๓ หรืออาจจะเป็นการแข่งขันในเรื่องค่านิยม (Values) เพื่อให้ได้มาซึ่ง สถานภาพ อำนาจ หรือ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด๔ ซึ่งอาจจะมุ่งหมายถึงขั้นที่ จะต้องต่อสู้ แข่งขัน แย่งชิงเพื่อให้ได้มาในสิ่งดังกล่าว๕ ซึ่งในทางจิตวิทยาถือเป็น ความล้มเหลวของกลไกพื้นฐานในการตัดสินใจของบุคคลที่มีประสบการณ์ต่างกัน ในการเลือกกระทำสิ่งต่าง ๆ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่อบุคคลจะต้องตัดสินใจ ๖ ขณะเดียวกันความขัดแย้งยังเป็นการเร่งเร้าของความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อันเกิด จากความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันหรือความต้องการที่ไปด้วยกันไม่ได้๗ และยัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างบุคคลที่มีเป้าประสงค์และจุดมุ่งหมาย แตกต่างกัน ความแตกต่างเหล่านี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง๘ ยังมีอีกหลายคนมองว่า ความขัดแย้งเป็นกระบวนการทางสังคมโดยความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายมี จุดมุ่งหมายที่ไปด้วยกันไม่ได้และมีค่านิยมที่แตกต่างกัน๙ ความแตกต่างนี้มักเกิด จากการรับรู้มากกว่าที่จะเป็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นจริง๑๐ และอาจเกี่ยวโยงไปถึง ๓ Galtung, Johan., Peace: Research, Education, Action: Essays in Peace Research, (Copenhagen: Christian Ejlers, 1975), p. 81. ๔ เสาวลักษณ์ สุดสวาท, การพัฒนาและความขัดแย้ง, (กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๙), หน้า ๔๒. ๕ วันชัย วัฒนศัพท์ และคณะ, คู่มือการเพิ่มพลังการจัดการข้อพิพาท, (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๕), หน้า ๒. ๖ March, Jame G. and Simon, Herbert A., Organizations, (New York: John Wiley and Sons, 1958), p. 42. ๗ Shaffer, Lowrence F. and Shoben, Edward J., The Psychology of Adjustment, (Boston: Hougton Miffin, 1965), p. 99. ๘ Filley, Allan C., Interpersonal Conflict Resolution, (Glenview, Illinois: Scott, Foresman and company, 1975), p. 4. ๙ ประวีณ วีรเสนีย์, การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาขั้น พื้นฐานในเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1, (สุราษฎร์ ธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 2555). ๑๐ Raven, Bertram H. and Rubin, Jeffrey z., Social Psychology: People in Groups, (New York: John Wiley, 1976), p. 433.
[๓๑๓] ความสัมพันธ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมาย วิธีการ หรือทั้งสองอย่าง แต่ เป็นการพึ่งพาอาศัยกันในทางลบ และอาจกล่าวอย่างกว้าง ๆ ได้ว่า ความขัดแย้ง หมายถึง การที่แต่ละฝ่ายไปด้วยกันไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับความต้องการ ไม่ว่าจะ เป็นความต้องการจริง ๆ หรือศักยภาพที่จะเกิดความต้องการ๑๑ ขณะเดียวกันความขัดแย้งยังเป็นปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล องค์การหรือระหว่างประเทศตั้งแต่ ๒ ฝ่ายหรือมากกว่า ๒ ฝ่ายขึ้นไป โดยที่ฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะป้องกันหรือบีบบังคับเพื่อผลบางอย่างในขณะที่อีกฝ่าย หนึ่งพยายามต่อต้าน โดยมากจะแสดงออกมาเป็นทั้งที่อาจจะเป็นคำพูดหรือไม่ใช่ คำพูด หรือแสดงออกในลักษณะการพยายามขัดขวาง บีบบังคับ ทำอันตราย ต่อต้าน หรือโดยการแก้เผ็ดฝ่ายตรงข้าม๑๒ จนนำไปสู่การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความ ต้องการ ความปรารถนา ความคิด ความสนใจของบุคคลที่ไปด้วยกันไม่ได้หรือที่ เป็นตรงกันข้าม ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต้องเผชิญกับ เป้าหมายที่ไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจ๑๓ ความขัดแย้งยังเป็นสภาพการที่เกิดขึ้น เมื่อมีสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่าย ที่ต้องทำงานโดยพึ่งพาอาศัยกัน มีปฏิสัมพันธ์ กัน มีความเห็นที่ไปด้วยกันไม่ได้หรือไม่สอดคล้องกัน๑๔ และมีพฤติกรรมที่ไม่ลง รอยกัน หรือพฤติกรรมที่ไปด้วยกันไม่ได้ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความสนใจแตกต่าง กัน พฤติกรรมที่ไปด้วยกันไม่ได้ในที่นี่หมายถึงการกระทำของฝ่ายหนึ่งตั้งใจไป ยับยั้ง สกัดกั้น หรือสร้างความคับข้องใจให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง๑๕ ๑๑ Katz, Daniel and Kahn, Robert L., The Social Psychology of Organizations, 2nded, (New York: John Wiley, 1978), pp. 649–650. ๑๒ Chung, Kae K. and Megginson, Leon C., Organizations Behavior: Developing Managerial Skill, (New York: Harper and Row, 1981), p. 252. ๑๓ Peuman, Roy W. and Bruehl, Margeret E., Managing Conflict: A Complete Process-Centered Handbook, (New Jersey: Prentice-Hall, 1982), p. 3. ๑๔ Brow, David L., Managing Conflict at Organizational Interfaces, (Reading, Massachusetts: Addison-Wesley, 1983), pp. 4–5. ๑๕ Robbins, Stephen P., Organizations Behavior: Concepts, Controversies, and Applications, 2 nd ed., (New Jersey: Prentice-Hall, 1983) , p. 337.
[๓๑๔] ขณะเดียวกันจอห์น แมกคอนแนล, คริสโตเฟอร์ มัวร์ และวันชัย วัฒน ศัพท์๑๖ ได้แยกสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งออกเป็น ๕ ประเด็นสำคัญ คือ ๑. ความขัดแย้งด้านข้อมูล (Data Conflict) ถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ได้แก่ กรณีที่มีข้อมูลขัดกัน การขาดข้อมูล การเข้าใจผิดใน เนื้อหาที่ส่งมา การขาดทักษะการพูด การฟัง การตีความในการสื่อสาร การใช้ ช่องทางการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการมีพื้นฐานความรู้และมุมมองที่ต่างกันใน เรื่องของข้อมูล ๒. ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ (Interest Conflict) โดยเฉพาะการ แย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดหรือผลประโยชน์ด้านใดก็ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งด้วย ทั้งนี้หมายรวมถึงตัวเนื้อหา กระบวนการหรือผลทางจิตวิทยาด้วย เป็นต้นว่า ขัดแย้งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ปรารถนาและ ต้องการ ทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งใน ผลประโยชน์เชิงกระบวนการนั้นอาจจะหมายถึงการทำอะไรก็ตามที่ไม่ถูกต้องตาม ขั้นตอน ขาดการมีส่วนร่วม สร้างแรงกดดัน ขณะที่ด้านจิตวิทยาอาจจะสื่อถึงเรื่อง ของอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ หรืออะไรก็ตามที่จะส่งผลกระทบด้านจิตใจ ๓. ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ (Relationship Conflict) ปัญหา ความขัดแย้งในด้านนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องของบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่ ต่างกัน หรือพฤติกรรมทางลบที่เกิดขึ้นซ้ำซากหรือเกิดขึ้นในลักษณะแย่ ๆ รวมถึง วิธีการในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ขาดทักษะการสื่อสารที่ดีต่อกัน นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงวิธีการทำงานต่างกันและการตัดสินใจต่างกันด้วย ๔. ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง (Structural Conflict) ส่วนใหญ่จะ มุ่งเน้นไปในเรื่องของอำนาจ เช่น การแย่งชิงอำนาจ การใช้อำนาจ การควบคุม อำนาจ การกระจายอำนาจ และยังอาจหมายรวมถึงเรื่องกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ ออกมาซึ่งการรองรับการให้ได้มาซึ่งอำนาจที่อาจจะถูกมองว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็น ธรรม นอกจากนั้นยังครอบคลุมไปถึงการเปลี่ยนแปลงระเบียบกฎเกณฑ์เดิมเพื่อ ร่างกฎเกณฑ์ใหม่ที่อาจจะถูกมองว่าขาดความยุติธรรม ขาดความชอบธรรม ซึ่งสิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นชนวนที่นำมาซึ่งความขัดแย้งทั้งสิ้น ๑๖ วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ไขปัญหา, หน้า ๑๓.
[๓๑๕] ๕. ความขัดแย้งด้านคุณค่าหรือค่านิยม (Value Conflict) ถือเป็น ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของระบบความเชื่อและความแตกต่างในค่านิยม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ศาสนา โลกทัศน์หรือความเชื่อต่างกัน การให้ ความสำคัญที่ต่างกัน เกณฑ์ประเมินต่างกัน ภูมิหลังทางวัฒนธรรมต่างกัน ภูมิหลัง ส่วนบุคคลต่างกัน พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ต่างกันซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้ว นำมาซึ่งความขัดแย้งทั้งสิ้น กล่าวสรุปได้ว่า “ความขัดแย้ง” คือ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งในตัวของบุคคล บุคคลนั้นโดยเกิดจากการที่บุคคลต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่การ เลือกนั้นอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ตนเองเต็มใจเลือก ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล นั้นเป็นสถานการณ์ที่การกระทำของฝ่ายหนึ่งไปขัดขวางหรือสกัดกั้นการกระทำ ของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อไม่ให้บรรลุยังเป้าหมาย หรือการที่บุคคลที่มีความแตกต่างกัน ในค่านิยม ความสนใจ แนวคิด วิธีการ เป้าหมายหรืออุดมการณ์ และจะต้องมา ติดต่อกัน ทำงานด้วยกันหรืออยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน โดยที่ความแตกต่างนี้เป็น สิ่งที่ไม่สอดคล้องกันหรือไปด้วยกันไม่ได้ ซึ่งก็อาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งเกิดขึ้น ได้ ทั้งนี้ยังมีลักษณะเดียวกันที่อาจจะเชื่อมโยงไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชุมชน ระหว่างองค์กร ระหว่างสังคมหรือประเทศชาติ ซึ่งก็อาจจะมีสาเหตุหรือเงื่อนไขใน ลักษณะที่ไม่ต่างจากที่กล่าวมามากนัก ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การแก้ไขความขัดแย้งถือเป็นการดำเนินการให้ความขัดแย้งสิ้นสุดลง หรือสงบ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พบว่า ได้มีนักคิด นักทฤษฎีหลายท่านที่ให้ความสำคัญและให้ความสนใจในการ คิดค้นหาวิธีการหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง๑๗ ๑๗ อัครเดช พรหมกัลป์, “การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตาม หลักพุทธธรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”, ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2557).
[๓๑๖] ๑. ทฤษฎีการแก้ไขความขัดแย้งของ Mary Parker Follet Mary Parker Follet๑๘ ได้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนั้น ถ้าหากเข้าใจ อย่างถูกต้องและจัดการอย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเจริญงอกงามได้ ดังนั้นความขัดแย้งจึงเป็นได้ทั้งการสร้างสรรค์และการทำลาย และได้เสนอ แนวทางในการจัดการความขัดแย้งไว้ ๓ วิธี คือ 1) การเอาชนะ (Domination) เป็นการจัดการขัดแย้งโดยที่ฝ่าย หนึ่งมีชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุดแต่ก็เป็น วิธีการจัดการความขัดแย้งที่ได้ผลน้อยที่สุด 2) การประนีประนอม (Compromise) เป็นวิธีการที่นิยมใช้กัน มากที่สุดและเป็นวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะต้องลดความต้องการของฝ่ายตนเองลงเพื่อ ผลในทางสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ถือเป็นการถอยคนละก้าวและแต่ละฝ่ายต่างก็ ไม่ได้รับผลเต็มตามความต้องการ 3) การบูรณาการ (Integration) เป็นการนำเอาความคิดหรือข้อ เรียกร้องของทั้งสองฝ่ายมาบูรณาการหรือผสมผสานกัน ถือเป็นวิธีการที่นำเอา ความต้องการของทั้งสองฝ่ายมาประสานประโยชน์ร่วมกัน และเป็นวิธีที่จัดการ ความขัดแย้งที่ให้ผลดีที่สุด 2. ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของ Georg Simmel Georg Simmel๑๙ เชื่อว่าสันติภาพและความขัดแย้งเป็นสิ่งผกผันซึ่ง กันและกัน นั่นคือ เมื่อสันติภาพมีมากความขัดแย้งก็จะมีน้อย ในทางตรงข้ามหาก สันติภาพมีน้อยความขัดแย้งก็จะมีมากขึ้นด้วย ส่วนของวิธีการแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งนั้น Georg Simmel เสนอว่ามีอยู่ ๔ วิธีการที่จะทำให้ความขัดแย้งสิ้นสุด ลง คือ 1) การทำให้เหตุแห่งความขัดแย้งสิ้นสุดลง ถือเป็นวิธีการที่ทำให้คู่ ขัดแย้งแยกออกจากเหตุแห่งความขัดแย้ง วิธีนี้อาจทำได้แบบทันทีทันใดโดยที่ คู่ความขัดแย้งอาจจะยังไม่เตรียมตัวหรือไม่รู้ตัว และความขัดแย้งก็จะค่อย ลด ๑๘ เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, ความขัดแย้ง การบริหารเพื่อความสร้างสรรค์, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ตะเกียง, ๒๕๓๓), หน้า ๑๓๓-๑๓๔. ๑๙ Simmel, G., Conflict and the Web of Group Affiliations, (Glencoe Illinois: Free Press, 1955).
[๓๑๗] หายไปตามอารมณ์ที่ลดลงของคู่กรณี แต่คู่กรณีก็อาจจะมีความขัดแย้งต่อไปอีก โดยสร้างเหตุแห่งความขัดแย้งอย่างใหม่ขึ้นมาก็ได้ 2) การทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะ ถือเป็นวิธีการที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจ เหนืออีกฝ่ายหนึ่ง และทำให้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งทาง จิตวิทยาและทางพฤติกรรม สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ คือ ถ้าหากฝ่ายที่อ่อนแอ กว่าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ก็อาจจะเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นหรือดำรง อยู่ต่อไปได้ 3) การประนีประนอม วิธีนี้จะใช้เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งเหตุ แห่งความขัดแย้งตามเงื่อนไขที่ว่า จะไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะทั้งหมดหรือแพ้ ทั้งหมด และความขัดแย้งบางประเภทไม่อาจจะทำให้ยุติได้ตามแนวทางนี้ ทั้งนี้ เพราะเหตุแห่งความขัดแย้งบางอย่างไม่สามารถที่จะแบ่งแยกได้ เช่น กรณีที่ชอบ หรือรักผู้หญิงคนเดียวกัน, การชิงชัยในตำแหน่งทางการเมืองที่มีที่นั่งจำกัด 4) การคืนดีกัน วิธีนี้จะเป็นการปรับทัศนคติเพื่อนำไปสู่การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การคืนดีกันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิสัย เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่สงบสุข การคืนดีกันมีเป้าหมายหรือแนวทาง คล้าย ๆ กับการ “ให้อภัย” เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปรับทัศนคติที่ จะต้องปล่อยวางหรือเสียสละด้วยไมตรีจิตที่มีต่อกัน มากกว่าที่จะยึดหลักแห่งเหตุ และผล และเป็นไปด้วยความสมัครใจของบุคคลทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีข้อแม้ ๓. ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของ Theodore Caplow Theodore Caplow๒๐ ชี้ให้เห็นว่า สภาพการณ์ของปัญหาความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในองค์การนั้นมีหลายอย่างแตกต่างกัน โดยมีสภาพการณ์ที่เป็นต้น ตอแห่งความขัดแย้ง ๔ อย่าง ดังนี้ 1) ความโกรธเคืองอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกที่สำคัญสองคนของ องค์การ การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนก็คือจะต้องตัดสินใจเลือกที่จะยืนอยู่ข้างใดข้าง หนึ่ง โดยยึดเหตุและผลรวมถึงความถูกต้องชอบธรรมเป็นสำคัญ 2) การอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาของผู้ใต้บังคับบัญชา สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแบบนี้จะต้องจัดการด้วยการตั้ง ๒๐ Caplow, Theodore, How to Run any Organization, (Homewood, Illinois: Dryden Press, 1976), p. 169.
[๓๑๘] คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยในการ ลดความตึงเครียดลงได้บ้าง และยังเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นการให้ความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น 3) ความล้มเหลวของความร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกัน การแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้จำเป็นจะต้องมีการเชื้อเชิญทั้งสองฝ่าย มาทำการปรึกษาหารือกัน ทั้งนี้อาจจะมีรูปแบบหรือแนวทางในการแก้ไขก็คือ จัดตั้งเป็นคณะกรรมการดำเนินการร่วม หรือจัดตั้งเป็นองค์การใหม่ขึ้นมา รับผิดชอบในภารกิจหน้าที่ที่กำลังดำเนินการ โดยมีการกำหนดขอบเขตอำนาจ หน้าที่ที่ชัดเจนมากขึ้น 4) ความแตกแยกของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ที่แตกต่างกันการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องแสวงหาหนทางที่จะประนีประนอมให้ทั้งสองฝ่ายกลับมา พบกันเพื่อปรึกษาหารืออีกครั้ง โดยยึดถือเอาอุดมการณ์ร่วมของกลุ่มหรือของ องค์การเป็นสำคัญ ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องใช้เวลาและความ อดทนหรือความกดดันมากอย่างไรก็ตาม ๔. ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของ Ralf Dahrendorf Ralf Dahrendorf๒๑ เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้งยุคปัจจุบันชาว เยอรมัน เป็นผู้ที่เสนอแนวความคิดว่าสังคมมีสองส่วน คือ ส่วนที่มีความขัดแย้ง (Conflict) กับส่วนที่มีความสมานฉันท์ (Consensus) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ต่างเป็น ความจำเป็นของกันและกัน ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากก่อนหน้านั้นไม่มี ความสมานฉันท์กันมาก่อน และในทางตรงกันข้ามความขัดแย้งยังเป็นเหตุที่ นำไปสู่ความสมานฉันท์ ดังนั้นสังคมจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าหากไม่มีความขัดแย้งและ ความสมานฉันท์ การแก้ไขในลักษณะนี้จะต้องอาศัยแนวคิดมุมมองด้านบวกเป็น หลัก หากเกิดความขัดแย้งขึ้นจะต้องหาทางสร้างความสมานฉันท์ ขณะเดียวกัน เมื่อยังสมานฉันท์กันดีอยู่ก็ต้องพยายามที่จะไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ๒๑ สุเทพ สุนทรเภสัช, ทฤษฎีสังคมวิทยาร่วมสมัย พื้นฐานแนวคิดทฤษฎีทาง สังคมและวัฒนธรรม, (เชียงใหม่: บริษัท สำนักพิมพ์โกบอลวิชั่น จำกัด, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒๔- ๑๒๙.
[๓๑๙] ๕. ทฤษฎีสื่อสารSMCR ของ Berlo แบบจำลอง SMCR ของ Davis K. Berlo๒๒ ได้ให้ความสำคัญในปัจจัย ต่าง ๆ ที่มีผลทำให้การสื่อสารประสบผลสำเร็จเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางด้านข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเน้นทักษะในการสื่อสารที่ต้องคำนึงถึงทัศนคติ ระดับความรู้ระบบสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งผู้รับสารและผู้ส่งสารจะต้องมีตรงกัน เสมอ โดยยึดหลักการสื่อสาร ดังนี้๑) ผู้ส่งสาร (Source) ต้องเป็นผู้ที่มี ความสามารถเข้ารหัส (Encode) เนื้อหาข่าวสารได้และมีความรู้อย่างดีในข้อมูลที่ จะส่งสามารถปรับระดับให้เหมาะสมสอดคล้องกับผู้รับ ๒) ข่าวสาร (Message) คือ เนื้อหา สัญลักษณ์ จะต้องมีวิธีการส่งที่เหมาะสม ๓) ช่องทางการสื่อสาร (Channel) จะต้องสารได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และ ๔) ผู้รับสาร (Receiver) ผู้ที่มีความสามารถในการถอดรหัส (Decode) สารที่รับมาได้อย่างถูกต้อง๒๓ ๖. ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ของ Talcott Parsons Talcott Parsons๒๔ เจ้าของทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ซึ่งสามารถ ประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยเน้นถึงความจำเป็นทางหน้าที่ ๔ ประการ คือ AGIL 1) Adaptation (การปรับตัว) ระบบต้องปรับเข้ากับความจำเป็น เร่งด่วน 2) Goal Attainment (การบรรลุเป้าหมาย) ระบบต้องกำหนด และบรรลุเป้าหมายเบื้องต้น 3) Integration (บูรณาการ) ซึ่งระบบต้องสร้างระบบความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน คือ ต้องจัดความจำเป็นพื้นฐานทั้ง 3 ตัวคือ AGL ให้สอดคล้องกัน ๒๒ กิดานันท์ มลิทอง, เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๖). ๒๓ ศศิพัชร์ บุญเรืองศักดิ์, “พฤติกรรมการรับรู้และทัศนะคติทีมีต่อการสื่อสาร กรณีศึกษา โครงการไอเดียประเทศ”, วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ สื่อสารการตลาด, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2554). ๒๔ สัญญา สัญญาวิวัฒน์, ทฤษฎีสังคมวิทยา, (คณะรัฐศาสตร์: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔).
[๓๒๐] 4) Latency (Pattern Maintenance) การรักษาแบบแผนไว้ ระบบต้องธำรงไว้ รักษา ฟื้นฟู ทั้งการกระตุ้นปัจเจกชนและแบบแผนทาง วัฒนธรรมที่สร้างและสนับสนุนแรงจูงใจนั้น ๗. ทฤษฎีบทบาทของ Moorhead and Griffin Gregory Moorhead and Ricky W. Griffin๒๕ เจ้าของทฤษฎีบทบาท (Role Theory) ที่อธิบายถึงความขัดแย้งในบทบาทของมนุษย์ในองค์การและ อธิบายถึงแบบแผนพฤติกรรมของบุคคลในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อ การแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา และหากมีมากกว่า ๑ บทบาทขึ้นไปก็จะเกิดปัญหา ความขัดแย้งในเชิงบทบาท (Role Conflict) ขึ้นได้ ๘. ทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์และมนุษยสัมพันธ์ของ Robbins Stephen P. Robbins๒๖ เจ้าของหน ังส ื อ “The Evolution of Organization Theory” ยอมรับว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ ฉะนั้น จะต้องแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ เอื้อต่อการ ปฏิบัติงาน สร้างความสามัคคีปรองดอง และมองในมุมที่จะทำให้ทราบถึงสภาพ ความเป็นจริงแห่งปัญหาและมูลเหตุหรือที่มาของปัญหานั้น ถือเป็นการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งเชิงสันติที่ประกอบด้วย ความรัก ความสามัคคี ความจงรักภักดี ต่อกลุ่มหรือองค์การ เป็นแนวทางในการสร้างทีมงานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่มา จากความแตกต่างและความขัดแย้ง ๙. ทฤษฎีการมีส่วนร่วม (Participation) Cohen and Uphoff๒๗ ได้จำแนกการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นแนวคิดที่ ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากที่สุด ประกอบด้วย (๑) การมีส่วนร่วม ตัดสินใจ (Decision-Making) (๒) การมีส่วนร่วมดำเนินงาน (Implementation) ๒๕ Moorhead, Gregory and Griffin, Ricky W., Organizational behavior: managing people and organizations, (Boston: Houghton, 2001). ๒๖ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การบริหารโครงการ, (กรุงเทพมหานคร: เสมาธรรม, ๒๕๔๕), หน้า ๑๕-๑๖. ๒๗ Cohen, John M. and Uphoff, Noman T., Participation’s Place in Rural Development Seeking Clarity through Specificity: World Development, (New York: Richard D. Irwin Inc., 1980), p. 219.
[๓๒๑] (๓) การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ (Benefits) และสุดท้าย ๔) การมีส่วนร่วม ประเมินผล (Evaluation) ๑๐. ทฤษฎีระบบ (System Approach) ระบบ คือ ภาพส่วนรวมของโครงสร้างหรือของขบวนการอย่างหนึ่งที่มี การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ที่รวมกันอยู่ใน โครงการหรือขบวนการนั้น ทฤษฎีระบบ เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทีใช้ใน การวางแผนและดำเนินการต่าง ๆเพื่อให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ระบบที่ดีจะต้องเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างประหยัดและเหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าระบบใดมีผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ มากกว่าข้อมูล วัตถุดิบที่ป้อนเข้าไป ก็ถือได้ว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพ ในทางตรง ข้ามถ้าระบบมีผลผลิตที่ต่ำกว่าข้อมูลวัตถุดิบที่ไปใช้ ก็ถือว่าระบบนั้นมี ประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นมีตั้งแต่ทฤษฎี ที่ว่าด้วยหลักการสื่อสารเพื่อความเข้าใจอันดีต่อกัน ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ที่จะ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวด้านความสัมพันธ์ บทบาท หน้าที่ที่มีต่อกัน ขณะเดียวกันใน การบริหารจัดการก็จะต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม คุณธรรมการมีส่วนร่วม ความ โปร่งใส ความรับผิดชอบและความคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ยังมีทางเลือกที่จะแก้ไข ปัญหาว่า จะให้มีผู้แพ้ ผู้ชนะ การประนีประนอม หรือจบลงด้วยการบูรณาการ แก้ไขปัญหาร่วมกันโดยมีจุดหมายปลายทางคือความสันติสุข ความสมานฉันท์ที่ ยั่งยืนและถาวร การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในบริบทงานประเพณี จังหวัดนครสวรรค์หรือเมืองปากน้ำโพเป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่ม ภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน มีเนื้อที่ 9,597 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,071,686 คน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 อำเภอ 128 ตำบล 1,437 หมู่บ้าน เนื่องจากประชากรของชาวจังหวัดนครสวรรค์มีความหลากหลายทางชาติ พันธุ์จึงก่อให้เกิดประเพณีที่สำคัญๆ ที่บ่งบอกถึงความมีเอกลักษณ์เฉพาะเชื้อชาติ แห่งตน ชาวจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองนครสวรรค์ก็ถือเป็นอีกชนชาติหนึ่ง ที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่น่าสนใจและน่าศึกษา โดยเมื่อประมาณ
[๓๒๒] 100 กว่าปีที่ผ่านมา ชนชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในตลาด ปากน้ำโพ และด้วยความเชื่อที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของคนเชื้อสายจีนเมื่อมาตั้งรกราก ที่นี่ก็จะมีการนำเอาสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้าที่ตนเคารพ นับถือ กราบไหว้และบูชา หรือยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มาตั้งประจำยังศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางใน การสักการะกราบไหว้บูชาเพื่อความสิริมงคลและหวังผลให้การทำมาค้าขายมี ความเจริญรุ่งเรือง ปัจจุบันในตลาดปากน้ำโพมีศาลเจ้าสำคัญ ๆ 2 ศาล คือ ศาลเจ้าแม่ หน้าผาที่ตั้งอยู่ที่บ้านหน้าผาริมฝั่งแม่น้ำปิงซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของตลาดและเป็นที่ เคารพศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีนที่สืบเชื้อสายมาจากกวางตุ้ง และศาลเจ้าเจ้า พ่อเทพารักษ์เจ้าแม่ทับทิมซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณจุดบรรจบของ แม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านหรือที่เรียกว่าต้นน้ำเจ้าพระยาจะเป็นที่เคารพบูชาของคน ไทยเชื้อสายจีนไหหลำ และในแต่ละปีลูกหลานชาวไทยเชื่อสายจีนที่เคารพศรัทธา ในเทพเจ้าทั้ง 2 ศาลนี้ก็จะพร้อมใจกันจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี พ.ศ.2460 และได้ปฏิบัติ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้พิธีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพส่วนใหญ่จะนิยมจัด ขึ้นตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 1 ของชาวจีน โดยมีการแห่ในเวลากลางคืนในวัน “ชิวซา” และมีการแห่ในเวลากลางวันเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของในวัน “ชิวสี่” หรือเช้า วัดถัดไป ในขบวนแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ในแต่ละปีนั้นก็จะมีการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดย ประกอบไปด้วยขบวนแห่และเชิดมังกรทอง ขบวนเชิดสิงห์โต ขบวนเอ็งกอพะบู้ นอกจากนี้มีขบวนรถนางฟ้า องค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม และขบวนดนตรีจีน เป็นต้น ในการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพนั้นคณะกรรมการ จำนวน 40 คนที่จะมาร่วมกันดำเนินการจัดงานเพื่อสืบสานประเพณีที่สำคัญและ เก่าแก่นี้ ไม่ใช่ว่าใคร คนใด มีความประสงค์จะสมัครมาเป็นก็ได้ การได้มาซึ่ง คณะกรรมการจัดงานในแต่ละปีคณะกรรมการชุดก่อนๆ จะคัดเลือกเอาชื่อบุคคล ร้านค้า หรือบริษัท ห้างร้านที่มีจิตกุศลร่วมบริจาคเงินตั้งแต่ 150 บาทขึ้นไปเพื่อ เข้าร่วมสมทบทุนการจัดงานในแต่ละปี เมื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีจิตศรัทธาทั้งหมดที่ ได้มาแล้วก็จะนำมาแบ่งเป็นชุด ๆ ละ 5 รายชื่อ จากนั้นก็จะให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นต้นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนงานราชการ นักการเมือง เป็นตัวแทน ในการเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ โดยการโยนไม้เสี่ยงทายที่มี ลักษณะคล้ายกับเม็ดมะม่วงหิมพานหรือที่เรียกว่า “ปัวะปวย” เพื่อให้เป็นไปตาม
[๓๒๓] กติกาที่กำหนดกล่าวคือ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม้เสี่ยงทายจะต้องออกผลคว่ำอัน หงายอัน ส่วนครั้งที่ 3 จะต้องออกผลคว่ำ ๆ ทั้งสองอัน จึงจะถือว่าบุคคล ร้านค้า หรือบริษัท ห้างร้านนั้นได้รับการตัดเลือกเป็นคณะกรรมการจัดงานในแต่ละปี และ เมื่อบุคคล ร้านค้า หรือบริษัท ห้างร้านใดได้เป็นคณะกรรมการจัดงานแล้วก็จะต้อง มีการว่างเว้นหรือเว้นวรรคไปอีก 5 ปีถึงจะมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการ เสี่ยงทางอีกครั้ง สำหรับขบวนแห่และกิจกรรมที่สำคัญในการจัดงานประเพณีแห่เจ้า พ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพนั้น ส่วนใหญ่จะนิยมจัดขึ้นตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 1 ของ ชาวจีน โดยมีการแห่กลางคืนในวันชิวซา และมีการแห่กลางวันในวันชิวสี่ ซึ่งใน ขบวนแห่ในแต่ละปีก็จะมีการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และคณะกรรมการแต่ละปีก็จะ พยายามส่งเสริม สนับสนุน หรือให้แนวคิดว่าจะต้องพัฒนาอย่างไรจึงจะมีความ ยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้วๆ มา และจะมีกิจกรรมใดมาสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนหรือ นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเที่ยวชมงานให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นในแต่ละขบวนแห่ทั้ง ขบวนเชิดสิงห์โตกว่องสิว สิงโตฮากกา สิงโตปักกิ่ง ขบวนเสือไหหลำ ขบวนเอ็งกอ พะบู้ ขบวนรถนางฟ้า ขบวนดนตรีจีน ขบวนองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม รวมถึง ขบวนมังกรทองหรือขบวนอื่น ๆ จึงมีการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งการ แสดงแสง สี เสียง มาประกอบเพื่อให้เกิดความยิ่งใหญ่อลังการ สร้างความตื่นตา ตื่นใจ และตื่นเต้นหวาดเสียวให้กับผู้ที่มาเที่ยมชมงานได้รับความสุขมากที่สุด ตลอดช่วงเวลา 12 วัน 12 คืน เนื่องในงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนในแต่ละปี นอกเหนือจากจะมีการจัดขบวนแห่ที่ ยิ่งใหญ่ตระการตาแล้วในแต่ละวันรอบ ๆ บริเวณงานประชาชนและนักท่องเที่ยว ยังสามารถเที่ยมชมกิจกรรม นิทรรศการที่เกี่ยวกับประเพณีข้างต้นรวมถึงเรื่องราว ที่เล่าขานผ่านภาพถ่ายถึงอดีตของเมืองปากน้ำโพ มีการแสดงอุปรากรจีนหรือการ แสดงงิ้ว หนังกลางแปลง การแสดงดนตรีนาฏศิลป์และอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมี กิจกรรมสำคัญที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อ ความศรัทธา จนกลายเป็นการสืบ สานมายาวนานก็คือ การกราบไหว้ขอพรเพื่อความสิริมงคลแก่ชีวิต ทั้งการกราบ ไหว้ฟ้าดิน องค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ องค์เจ้าที่ เง็กเซียนฮ่องเต้ เทพเจ้ากวนอู และเทพ เจ้าอื่น ๆ ตามความเชื่อและศรัทธา และกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมสมโภชน์ตลอดงาน 1. ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง (ต้นน้ำ) ก่อนที่จะมีงานประเพณีแห่เจ้า พ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพนั้น ในอดีตเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2460 ในพื้นที่จังหวัด
[๓๒๔] นครสวรรค์โดยเฉพาะในเขตตลาดปากน้ำโพที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ได้เกิดภัยพิบัติจากโรคระบาดร้ายแรงที่เรียกว่าโรคห่า๒๘ จนทำให้ประชาชนเกิด การเจ็บป่วยและล้มตายลงจำนวนมาก และด้วยการสาธารณสุขในสมัยนั้นยังไม่มี ความเจริญก้าวหน้าและไม่มียารักษาโรคที่จะสามารถแก้ไขหรือยับยั้งความรุนแรง ของโรคระบาดได้อย่างทันท่วงที และการดำเนินการแก้ไขยังไม่มีประสิทธิภาพมาก พอ เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวและพาลูกพาหลานที่ เจ็บป่วยไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หรือแม้กระทั่งชินแส (หมอจีน) ความเจ็บป่วยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเบาบางลง เมื่อพึ่งพาการรักษา ทางโลกและทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ผู้คนส่วนหนึ่งซึ่งก็เป็นคนไทยเชื่อสายจีนใน ตลาดปากน้ำโพจึงพากันไปบนบานศาลกล่าวกับเทพเจ้าในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าแม่ทับทิมว่า ขอให้เทพเจ้าช่วยปักเป่าโรคร้ายให้หายไปจากสังคม พร้อมกันนั้น เมื่อกลับออกจากศาลยังได้ถือกระดาษยันต์ หรือ “ฮู้” จากศาลกลับไปปิดหน้าบ้าน และเผาเอาเถ้ากระดาษยันต์มาชงเป็นชาดื่มกิน พร้อมกันนั้นยังนำน้ำขี้เถ้าดังกล่าว ไปประพรมเพื่อปัดเป่าโรคร้ายไปทั่วตลาด ผลปรากฏว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้ อันตรธานหายไปจากสังคมอย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นที่มาของเสียงเล่าลือของ ความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาชาวไทยเชื่อสายจีนในตลาด ปากน้ำโพทั้งจีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง จีนแคระ และจีนไหหลำจึงได้พร้อมใจกันจัดงาน เฉลิมฉลองโดยการจัดขบวนแห่และการละเล่นตามขนบธรรมเนียม ประเพณี และ วัฒนธรรมที่สืบสานกันมาไปรอบ ๆ ตลาดปากน้ำโพเพื่อความสิริมงคลแก่ทุกคน ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะเดียวกันในอดีตเคยมีการจัดขบวนแห่ทางเรือด้วยแต่ ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้เหลือขบวนแห่เพียงทางบกทางเดียวเท่านั้น โดยจัด ขบวนแห่รอบตัวตลาดทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืนในวันซิวซาและซิวสี่ ปรากฏการณ์แห่งความเชื่อและความศรัทธาที่เกิดขึ้นถือเป็นปฐมบท แห่งความขัดแย้งที่มาจากความเชื่อและค่านิยม๒๙ ซึ่งในทางมานุษยวิทยานั้นเห็น ว่าความขัดแย้งเป็นผลมาจากความแตกต่างระหว่างบุคคล ครอบครัว เชื้อชาติ ชุมชน หรืออาจเป็นกลุ่มของแนวคิดทางองค์กรทางการเมือง เผ่าชน หรือศาสนา ๒๘ ในวงการแพทย์มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามพระราชบัญญัติสำหรับโรค ระบาด ปี พ.ศ. 2456 ระบุโรคห่าไว้ 3 โรค คือ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ ๒๙ วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา, (ขอนแก่น: โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท, 2537), หน้า 13.
[๓๒๕] ถือความขัดแย้งอาจเกิดจากความปรารถนาหรือเป้าหมายที่ไปด้วยกันไม่ได้ และ เป็นปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของระบบความเชื่อและความแตกต่างในค่านิยม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ศาสนา โลกทัศน์ ความเชื่อต่างกัน การให้ความสำคัญที่ ต่างกัน การมีเกณฑ์ประเมินต่างกัน มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมต่างกัน หรือมีภูมิหลัง ส่วนบุคคลต่างกัน ทั้งนี้อาจกล่าวโยงไปถึงการที่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ต่างกัน ของสิ่งต่าง ๆ ด้วย และในมิตินี้ความเชื่อของชาวตลาดปากน้ำโพเมื่อ 100 ปีที่ ผ่านมาก็มีความขัดแย้งใน 2 ทางเลือกที่จะดูแลรักษาพยาบาลบุตรหลานหรือคนที่ ตัวเองรักให้รอดพ้นจากโรคห่า เมื่อทำการรักษาพยาบาลตามแนวทางของแพทย์ แผนปัจจุบัน ณ ขณะนั้นไม่ได้ผลตามที่ต้องการและปรารถนา ประชาชนและคนใน ตลาดปากน้ำโพส่วนหนึ่งจึงต้อง ๆ หันไปพึ่งพายันต์หรือฮู้ของเทพเจ้าที่ตนเอง เคารพนับถือมาเป็นทางออกและใช้เพื่อการบำบัดรักษา ซึ่งผลปรากฎว่าสามารถ ทำให้โรคร้ายสามารถทุเลาเบาบางหรือหายขาดได้ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความเคารพ ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ขณะเดียวกันก็เริ่มเกิดระยะห่างทาง ความสัมพันธ์กับการดูแลรักษาโรคของแพทย์แผนปัจจุบัน ณ เวลานั้นมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะเกิดความขัดแย้งขึ้นในความคิดและความเชื่อว่าการรักษาพยาบาลตาม แนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันในขณะนั้นไม่สามารถพึ่งพาได้นั่นเอง 2. ทุติยแห่งความขัดแย้ง (กลางน้ำ) ในการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพนั้นคณะกรรมการจำนวน 40 คนที่จะมาร่วมกันจัดงานเพื่อสืบ สานประเพณีที่สำคัญและเก่าแก่นี้ จะมาจากการคัดเลือกเอาชื่อบุคคล ร้านค้า หรือบริษัท ห้างร้านที่มีจิตกุศลร่วมบริจาคเงินตั้งแต่ 150 บาทขึ้นไปเพื่อเข้าร่วม สมทบทุนการจัดงานในแต่ละปี มาทำพิธีเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพ โดยการโยนไม้เสี่ยงทายที่เรียกว่า “ปัวะปวย” เมื่อได้รับเลือกเป็น คณะกรรมการในแต่ละชุดแล้ว ผู้ที่ได้รับเลือกก็จะมีการประชุมกันเพื่อลงมติหาผู้ที่ จะเป็นประธานคณะกรรมการจัดงานและกรรมการฝ่ายต่าง ๆ โดยเบื้องต้นจะ พิจารณาจากความถนัดและความเหมาะสมเป็นเกณฑ์ แต่เนื่องด้วยการที่บุคคล ร้านค้า รวมถึงตัวแทนจากบริษัท ห้างร้านที่ได้รับเลือกจากการเสี่ยงทายมีความ หลากหลายด้วยปัจจัยส่วนบุคคล และมีความเป็นผู้นำ มีความเชื่อมั่น หรือมีความ เป็นส่วนตัวสูง ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพ่อค้าคหบดีและนักธุรกิจ จึงส่งผลให้ การรวมตัวกันเป็นองค์การที่จะต้องมีสายการบังคับบัญชา มีการจัดแบ่งขอบเขต แห่งอำนาจหน้าที่ เป็นต้นว่า ฝ่ายจัดหารายได้และสิทธิประโยชน์ ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง
[๓๒๖] ฝ่ายพิธีการศาลเจ้า ฝ่ายกำหนดกิจกรรม ฝ่ายสถานที่และการจราจร ฝ่ายพัสดุและ กำกับศิลป์ ฝ่ายอำนวยการและการสื่อสารองค์กร ฝ่ายรักษาความปลอดภัยและ พยาบาล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือฝ่ายการแสดง ในบางครั้งก็เกิดปัญหาในการจัด วางบุคคลผู้รับผิดชอบ หากเราจะมองถึงกระบวนการจัดองค์การที่นำมาซึ่งการบริหารจัดการ ที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักการสำคัญเบื้องต้นมีคำกล่าวไว้ ว่า ควรมีการวางตัวบุคคลให้ถูกกับงาน หรือให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมี ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นได้มีโอกาสที่จะแสดงออกถึงศักยภาพที่มีอยู่ และจำทำ ให้ผลของงานที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ได้วางไว้ ขณะเดียวกันในทางกลับกันถ้าหากมีการจัดวางบุคคลเข้าสู่ในระบบองค์การที่ไม่ ตรงตามความรู้ ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญที่มี ผลของงานก็อาจจะไม่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ได้ หรือถ้าหากจะเป็นได้ก็อาจจะ ต้องสูญเสียทรัพยากรทางการบริหารและเวลามากกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้การจัด องค์การในลักษณะนี้ของคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำ โพหากมองในเชิงวิเคราะห์ตามมูลเหตุข้างต้นถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะ ก่อให้เกิดความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสสูงมากที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง เกิดขึ้นในองค์การ เป็นต้นว่า ความขัดแย้งในเชิงข้อมูลข้อเท็จจริงที่แต่ละคนแต่ละ หน่วยงานที่มาร่วมกันทำงาน อาจจะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่ แตกต่างกัน เมื่อมาทำงานร่วมกันก็ต้องมีการโต้แย้งกันในทางข้อมูลซึ่งก็สามารถ เกิดขึ้นได้ในทุกเวทีที่มีการประชุม อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็น ในส่วนของมิติความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง (Structural Conflict) ก็ เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งมีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความสุขุม รอบคอบ เยือก เย็น รวมอาจจะต้องใช้เวลาในการสร้างการยอมรับถึงความเป็นผู้นำและภาวะผู้นำ ที่สมาชิกที่เป็นกรรมการคนใดคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้รับเสียงข้างมากเลือก หรือสนับสนุนให้เป็นผู้นำหรือประธานคณะกรรมการจัดงาน ในบางปีการเลือก ประธานคณะกรรมการก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและลงตัว แต่บางปีก็มีผู้มีบารมี ที่มีความพร้อมประกาศขันอาสาที่จะนำพาคณะกรรมการที่มีมากกว่า 2 คน ก็จะ ส่งผลให้การคัดเลือกประธานกรรมการในปีนั้นก็จะเป็นไปด้วยความเข้มข้นถึงขั้น ขอให้มีการเปิดแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงมติเลือกตั้ง ซึ่งธรรมชาติแล้วหลังจาก เสร็จสิ้นการแข่งขันย่อมมีทั้งผู้ที่แพ้และผู้ที่ชนะ และเมื่อมีผู้สมหวังก็ย่อมมีผู้
[๓๒๗] ผิดหวัง ฉะนั้นปัญหาความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะยุติลงได้ตามผลการเลือกตั้ง หากแต่หากมองลงลึกลงไปจะพบว่าจุดยุติหรือการเลือกตั้งในครั้งนั้นอาจจะเป็น ชนวนหรือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในรอบใหม่และรอบต่อไป และ ทำให้การจัดงานประเพณีในปีนั้นจะมีบริหารและฝ่ายตรวจสอบหรือมีฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นในแทบทุกเวทีของการประชุมคณะกรรมการจัดงาน ซึ่ง บรรยากาศความขัดแย้งที่มีขึ้นข้างต้นสอดคล้องกับแนวคิดของ Max Weber๓๐ ที่ บอกว่าความขัดแย้งมักจะเกิดจากการกระทำของบุคคลที่ต้องการที่จะบรรลุความ ปรารถนาของตนเกิดปะทะกับการต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่งหรือหลายๆ กลุ่ม และ ความขัดแย้งยังเป็นผลมาจากการมีทรัพยากรหรือรางวัล (ตำแหน่ง) อย่างจำกัดจน เกิดการแข่งขัน (Competition) แย่งชิง และในการแข่งขันนั้นถึงแม้จะมีกฎหรือ กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่การแพ้-ชนะก็จะเป็นชนวนสำคัญที่นำมาซึ่งความ ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย ในเรื่องเดียวกันนี้ Ralf Dahrendorf๓๑ มองว่าปัจจัยที่เป็นรากฐานของการขัดแย้งนั้นอยู่ที่อำนาจของชนชั้นมิใช่อยู่ที่ เศรษฐกิจ และความขัดแย้งเป็นสาระของระบบกลุ่มหรือสังคมที่มีผู้มีอิทธิพลและผู้ ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพล ฉะนั้นกลุ่มอำนาจที่เหนือกว่าก็มีความพยายามที่จะ รักษาอำนาจของตนเอาไว้ ในขณะที่กลุ่มที่มีอำนาจที่น้อยกว่าหรือด้อยกว่าก็มี ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือโค่นล้มอำนาจของกลุ่มที่เหนือกว่าอยู่ ตลอดเวลา ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในเชิงลึกจะพบว่าคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่ เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพส่วนใหญ่นั้นได้ถูกเลือกมาจากพ่อค้า คหบดี ที่มีอาณาจักร ทางธุรกิจ มีฐานะร่ำรวยและมีความพร้อม เมื่อถูกเสี่ยงทายหรือถูกเลือกเข้ามาเป็น คณะกรรมการ ภาพแห่งความเป็นผู้นำทางองค์กรธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ มีความเป็น ตัวตนและมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง บางครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่อาจจะต้องยอมรับ บทบาทในการเป็นผู้ตาม ทำให้หลายคนจึงมีความพยายามที่จะเข้าสู่สนามแห่งการ แข่งขันแย่งชิงตำแหน่งประธานหรือหัวหน้าคณะกรรมการจัดงานในฝ่ายต่าง ๆ ให้ เห็นอยู่เสมอ ๓๐ Weber, M., Economy and Society, Guenter Roth and Claus Wittich (eds), (New York: Bedminster Press, 1968), p. 38. ๓๑ Dahrendorf, R., Class and Class Conflict in Industrial Society, (California: Standford University Press, 1959).
[๓๒๘] การจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพยังมีมิติของ ความ ขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ (Relationship Conflict) ปรากฎร่องรอยให้ได้พบเห็น ในแต่ละปี ซึ่งปัญหาความขัดแย้งในมิตินี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องของบุคลิกภาพ และพฤติกรรมที่ต่างกันของคนที่มาทำงานร่วมกัน เมื่อร่วมกันทำงานมากขึ้นหรือ การทำงานเริ่มเข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้นตามกรอบระยะเวลา อาจจะมีบางปัญหา ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก หรือมีวิธีการทำงานและกระบวนการคิดที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ แตกต่างกันในบางเรื่อง ประกอบกับดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าคณะกรรมการแต่ละคน ที่ถูกเลือกเข้ามาทำงานนั้นอาจจะมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ หรือมี มุมมองที่แตกต่างกัน และ/หรืออาจจะขาดทักษะการสื่อสารที่ดีต่อกัน สุดท้ายก็จะ นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมิติความสัมพันธ์เกิดขึ้น ในเรื่องนี้ Georg Simmel นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันได้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งเป็น ปฏิสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง (Sociation) ที่เกิดขึ้นในกลุ่มที่สมาชิกมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกัน ซึ่ง Georg Simmel ยังเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายแสดงให้ เห็นถึงลักษณะความสัมพันธ์และความสามัคคีกลมเกลียวภายในกลุ่ม ขณะเดียวกันความกลมเกลียวภายในกลุ่มก็เป็นอีกสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งได้ เช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ David L. Brow๓๒ ที่มองว่าความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในมิตินี้เป็นสภาพการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่ายที่ต้อง ทำงานโดยพึ่งพาอาศัยกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน มีความเห็นที่ไปด้วยกันไม่ได้หรือไม่ สอดคล้องกัน หรืออาจมีพฤติกรรมที่ไม่ลงรอยกัน หรือมีพฤติกรรมที่ไปด้วยกัน ไม่ได้ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความสนใจแตกต่างกัน พฤติกรรมที่ไปด้วยกันไม่ได้ใน ที่นี่หมายถึงการกระทำของฝ่ายหนึ่งตั้งใจไปยับยั้ง สกัดกั้น หรือสร้างความคับข้อง ใจให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นตามกรอบแนวคิดของ Stephen P. Robbins๓๓ หรือ เป็นพฤติกรรมที่มีความแตกต่างระหว่างจุดประสงค์ ความเชื่อ ค่านิยมระหว่าง ๓๒ Brow, David L., Managing Conflict at Organizational Interfaces, (Massachusetts: Addison-Wesley, 1983), pp. 4–5. ๓๓ Robbins, Stephen P., Organizations Behavior: Concepts, Controversies, and Applications, 2 nd ed., (Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall, 1983), p. 337.
[๓๒๙] บุคคลและกลุ่มบุคคล๓๔ หรืออาจเพราะเกิดความไม่เห็นพ้องต้องกันระหว่าง สมาชิกขององค์การซึ่งยังคงมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หรือทำงานอยู่ด้วยกันจึงส่งผลให้ เกิดมิติของความขัดแย้งในด้านนี้เกิดขึ้นได้๓๕ ซึ่งก็ไม่ใช่เฉพาะในคณะกรรมการจัด งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพเท่านั้น หากแต่ในความเป็นจริงเราจะมา สามารถพบกับปัญหาความขัดแย้งในลักษณะนี้ได้ตั้งแต่ระดับสถาบันครอบครัว องค์การ ชุมชน สังคม ประเทศชาติ หรือในทั้งโลกนี้ที่มีการติดต่อสื่อสารหรือมี ความสัมพันธ์ต่อกันด้วย 3. ตติยแห่งความขัดแย้ง (ปลายน้ำ) ในการจัดงานประเพณีแห่เจ้า พ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพที่มีการสืบสานมานานกว่า 100 ปีนั้น สิ่งที่พบเห็นร่องรอย ของความขัดแย้งในตอนท้าย ๆ ในการจัดงาน คือ ความขัดแย้งในด้านข้อมูล ข้อเท็จจริง (Data Conflict) ซึ่งเป็นความขัดแย้งในข้อมูลข่าวสารที่มีเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ออกไปแล้วมีการตีความที่ไม่ตรงกับประเด็นที่ต้องการจะสื่อสาร จึง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในเชิงข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกันหรือขัดกัน รวมถึง ประเด็นปัญหาของข้อมูลข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนที่มาคาดหวังว่าการจัดงาน ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพจะต้องยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างนั้นอย่างนี้ของผู้ ที่จะมาเที่ยวชม แต่พอมาพบเห็นแล้วกลับไม่เป็นไปตามจินตนาการ ตามความ คาดหวัง หรือคำกล่าวอ้างเล่าขาน ทั้งนี้ในทางจิตวิทยา Jame G. March and Herbert A. Simon๓๖ มองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามลักษณะข้างต้นเป็นความ ล้มเหลวของกลไกพื้นฐานในการตัดสินใจของบุคคลที่มีประสบการณ์ต่างกันในการ เลือกกระทำสิ่งต่าง ๆ และเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลจะต้องตัดสินใจ ขณะเดียวกัน Lowrence F. Shaffer and Edward J. Shoben๓๗ ยังมองว่า ความขัดแย้งในลักษณะนี้ยังเป็นการเร่งเร้าของความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อันเกิด ๓๔ ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล, การมีส่วนร่วมของสาธารณชนและการ จัดการความขัดแย้ง, (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2545). ๓๕ อรุณ รักธรรม, องค์การ: พฤติกรรมความขัดแย้ง, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, 2537). ๓๖ March, Jame G. and Simon, Herbert A., Organizations, (New York: John Wiley and Sons, 1958), p. 42. ๓๗ Shaffer, Lowrence F. and Shoben, Edward J., The Psychology of Adjustment, (Boston: Hougton Miffin, 1965), p. 99.
[๓๓๐] จากความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันหรือความต้องการที่ไปด้วยกันไม่ได้ และยัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างบุคคลที่มีเป้าประสงค์และจุดมุ่งหมาย แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งตามแนวคิดของ Allan C. Filley๓๘ ด้วย ทั้งนี้ปัญหาความขัดแย้งในมิตินี้มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในวง สนทนาหรือสภากาแฟของชาวตลาดปากน้ำโพหรือคนทั่ว ๆ ไปที่ให้ความสำคัญ และให้การยอมรับในงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ประเพณีนี้ และก็จะเป็นเช่นนี้ทุก ๆ ปี ที่อาจจะมีคำกล่าวที่ว่า ปีนี้จัดดีกว่าปีที่แล้ว หรือปีที่แล้วจัดดีกว่าปีนี้ หรือปีหน้า น่าจะจัดดีหรือยิ่งใหญ่กว่าปีนี้ และอีกสารพัดคำถามหรือข้อสงสัยในข้อมูล ข้อเท็จจริง แต่หากมองลงไปในเชิงลึกก็จะพบว่าความขัดแย้งในมิตินี้ถือเป็นเสน่ห์ สำคัญที่ทำให้การจัดงานแต่ละปีต้องมีเป้าหมายว่าจะต้องยิ่งใหญ่ อลังการ ทั้งนี้ เพราะยิ่งขัดแย้งในข้อมูลข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพก็จะจัดได้ดีหรือยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะข้อขัดแย้งหรือข้อสงสัยเหล่านี้ จะทำให้คณะกรรมการจัดงานทุก ๆ ปีและทุก ๆ รุ่นมีแรงบันดาลใจเช่นเดียวกันก็ คือ จะต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพื่อลบคำสบประมาท รวมถึงคำกล่าวอ้าง หรือข่าวลือ ในทางเสียหายต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพที่ ทุกคนเคารพบูชานั่นเอง๓๙ กล่าวโดยสรุป ในการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพที่มี การสืบสานมานานกว่า 100 ปีนั้น ถือเป็นการก่อเกิดประเพณีอันยิ่งใหญ่ของ ลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนในตลาดปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีการสืบสาน กันมาอย่างยาวนานบนพื้นฐานของความขัดแย้งที่ส่งผลไปสู่การสร้างสรรค์และ พัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด รวมถึงมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนทำให้เกิดองค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์จากประเพณีข้างต้นนี้ ดังนี้ ๓๘ Filley, Allan C., Interpersonal Conflict Resolution, (Glenview, Illinois: Scott, Foresman and company, 1975), p. 4. ๓๙ อัครเดช พรหมกัลป์และรัตติยา เหนืออำนาจ, “103 ปี ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ การสืบสานบนพื้นฐานของความขัดแย้ง”, วารสารอาชญากรรมและความ ปลอดภัย, ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563): 59-72.
[๓๓๑] แผนภาพที่ 12.1 การจัดการความขัดแย้งชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในบริบทงาน ประเพณี จากแผนภาพอธิบายได้ว่า งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพที่ มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 หลังจากที่เกิดโรคห่าหรืออหิวาตกโรคระบาด และเกิด การรักษาพยาบาลกับทางการแพทย์แผนปัจจุบันในขณะนั้นไม่หายขาด ผู้คนจึงนำ ยันต์หรือ “ฮู้” ของเทพเจ้าในศาลเจ้าที่นับถือมาเผาไฟแล้วแช่น้ำดื่มกินจนปรากฏ ว่าโรคหายขาด จึงเป็นที่มาแห่งปฐมบทของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลักของความ เชื่อและค่านิยมของผู้คนในสมัยนั้น และนำไปสู่การจัดงานประเพณีแห่เฉลิมฉลอง ในทุก ๆ ปีเพื่อเป็นการเสริมสร้างความสิริมงคลให้กับทุก ๆ คนที่มีความเชื่อและ ศรัทธาในองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ จากนั้นงานประเพณีมีความยิ่งใหญ่และได้รับความ นิยมมากขึ้น จึงเกิดระบบและกระบวนการในการบริหารจัดการโดยการสรรหา
[๓๓๒] คณะกรรมการกลางเข้ามาทำหน้าที่ ด้วยกระบวนการสรรหาที่อาศัยการเสี่ยงทาย “ปัวะปวย” เพื่อเปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม และตั้งอยู่บนฐานความเชื่อและธรรมเนียมที่ว่าแล้วแต่เจ้าจะเลือกและทุกคนก็ ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้มาช้านานแล้ว ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพนั้น สิ่งที่พบเห็นในกระบวนการบริหารจัดการ คือ ความขัดแย้งในเชิง โครงสร้าง ความขัดแย้งในเชิงความสัมพันธ์ และความขัดแย้งในเชิงข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าเมื่อประชาชนเกิดความเชื่อและศรัทธาในความ ศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพว่าสามารถปัดเป่าทุกข์ภัยต่าง ๆ ได้ ทุกปีชาว ตลาดปากน้ำโพก็จะร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองและจัดขบวนแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพอย่างยิ่งใหญ่ไปรอบ ๆ ตลาดเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันตั้งโต๊ะรับเจ้า และกราบไหว้บูชา และในแต่ละปีจะมีคณะกรรมการจัดงานที่เรียกว่า “เถานั้ง” ที่มาจากการคัดเลือกที่อาศัยการเสี่ยงทาย (ปัวะปวย) มาร่วมกันจัดงานประเพณี และด้วยความที่คณะกรรมการแต่ละคนส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า คหบดี เจ้าของกิจการ ร้านค้า เมื่อถูกเลือกมาโดยวิธีการข้างต้น จึงส่งผลให้การจัดงานสืบสานประเพณี แห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพมีทั้งความขัดแย้งและการแข่งขันทั้งกันและกันในทั้ง คณะกรรมการชุดเดียวกันในแต่ละปี รวมถึงคณะกรรมการจัดงานประเพณีในปีที่ แล้ว ๆ มาด้วย สุดท้ายความขัดแข้งเชิงสร้างสรรค์ข้างต้นจึงกลายเป็นแรงบันดาล ใจให้เกิดการแข่งขันการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพในแต่ละปีเกิด ความยิ่งใหญ่ อลังการ สมบูรณ์และเพียบพร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้และเป็นแบบนี้ ยาวนานมานับ 100 ปีจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทุกคน ทุกฝ่ายที่ร่วมกันสืบ สานงานประเพณีที่สำคัญนี้ มีจิตใจที่เคารพบูชาและผูกโยงด้วยความเชื่อ ความ ศรัทธา (Shared Values) ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อคณะกรรมการได้ ถูกเลือกเข้ามาทำงานแล้ว ทุกคน ทุกฝ่ายก็จะทุ่มเทพลังกาย พลังใจ ตั้งมั่นและ ตั้งใจที่จะอุทิศตัว เสียสละทั้งเวลา ทรัพย์ โอกาส และอื่น ๆ โดยไม่ได้หวัง ผลประโยชน์ส่วนตน แต่หากทุกคนมุ่งหวังให้เกิดผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อ ชุมชนและสังคม และเหนือสิ่งใดก็คือ ความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีต่อองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ ที่ทุกคนเชื่อว่าหากได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการจัดแล้ว นั่นคือสิริมงคล ของชีวิต ของครอบครัว และวงศ์ตระกูลที่ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ได้มีโอกาสมาทำงานรับ ใช้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ที่ตนเคารพและศรัทธา
บทที่ 13 การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความภาคภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมของตนเอง จะส่งผลให้บุคคลย่อมมี อัตลักษณ์ของตนเองซึ่งแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรมอันเป็นเบ้าหลอม บุคลิกภาพ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อและวิธีชีวิต การดำเนินชีวิตของบุคคลนั้น การจัดการกับความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรม ให้ผู้คนที่มีความแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้บนหลักการของ ความเท่าเทียม มีสิทธิในการดำรงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของกลุ่มตน ลักษณะหรือ ธรรมชาติของความเป็นพหุวัฒนธรรม ซึ่งล้วนต่างมีความหลากหลาย มีความ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทุกคน ดังนั้น ทุกคนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในรายละเอียดทุกแง่มุม เพราะเมื่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น รูปแบบ หรือวิถีชีวิตของทุกคนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้และทำความเข้าใจจึง เป็นความสำคัญยิ่ง๑ หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนผู้มีความแตกต่างหลากหลายที่เป็นสังคม พหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายในด้านความเชื่อ ค่านิยม เพื่อให้ได้มา ซึ่งสถานภาพ อำนาจ หรือ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้สังคมที่หลากหลาย และเคยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข อาจถูกกระแสทางสังคมหรือการเมืองที่ทำให้ เกิดเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศ ความเข้าใจ หรือแง่คิดมุมมองที่มีต่อกันและกัน โดยเฉพาะในยุคดิจิตัลที่เป็นยุคยุคแห่งการแก่งแย่งแข่งขันตามกลไกหรือพลวัตรใน โลกของทุนนิยมและบริโภคนิยม และจะเป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนต่างเชื้อชาติศาสนา ต่างความเชื่อ ต่างค่านิยม หลั่งไหลมาอยู่รวมกัน ความผูกพันแน่นแฟ้นที่เคยมีหรือ เคยเกิดขึ้นภายในชุมชนและสังคมแบบเดิม ๆ ก็จะเริ่มที่จะจางหายไปตามจำนวน ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “การพัฒนากระบวน ทัศน์และความเข้าใจทางพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
[๓๓๔] ประชากรที่เพิ่มมากขึ้นและเวลาที่ผันแปรไปจะเห็นได้จากการแปรเปลี่ยนจาก ชุมชนหรือสังคมแห่งการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ กลับกลายเป็นสังคมที่ต้อง แก่งแย่งแข่งขัน กอบโกย และซื้อหามาได้ด้วยตัวเงิน ผู้คนในชุมชนสังคมมีการ พึ่งพาอาศัยกันน้อยลง โลกเศรษฐกิจสมัยใหม่ยังนำพาให้ผู้คนในสังคมหันไปพึ่งพา ตลาดและยึดครองตลาด ทั้งนี้เพื่อการสะสมทุนให้กับตนเอง พรรคพวกตนเองให้ มากขึ้น สุดท้ายจึงก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำแตกต่างและความแตกแยกขึ้นใน ชุมชนและสังคมในที่สุด ในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนผู้มีความแตกต่างหลากหลายนั้นใน บางครั้งอาจนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน ทั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือการ กระทำของบุคคล หรืออาจจะเป็นการแข่งขันในเรื่องของความเชื่อ ค่านิยม เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานภาพ อำนาจ หรือ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และอาจจะ มุ่งหมายถึงขั้นที่จะต้องแข่งขัน แย่งชิงเพื่อให้ได้มาในสิ่งดังกล่าว ซึ่งปัญหาข้างต้น ถือเป็นความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลจะต้องตัดสินใจ ขณะเดียวกันยังเป็นสิ่งเร่ง เร้าของความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอันเกิดจากความต้องการที่ไม่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติระหว่างบุคคลที่มีเป้าประสงค์และจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด สำหรับเหตุและปัจจัยที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจ กันซึ่งกันและกันนั้น จอห์น แมกคอนแนล (John A. McConnell), คริสโตเฟอร์ มัวร์ (Christopher Moore) และวันชัย วัฒนศัพท์ ได้แยกประเภทและสาเหตุของ ความไม่เข้าใจกันว่ามาจาก 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การมีข้อมูลไม่ตรงกัน (Data Conflict) 2. การมีผลประโยชน์ไม่ลงตัว (Interest Conflict) 3. การมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน (Relationship Conflict) 4. โครงสร้างไม่สอดคล้องกับความต้องการ (Structural Conflict) 5. ค่านิยมไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน (Value Conflict) ในส่วนของแนวทางในการทำความเข้าใจและนำมาซึ่งความปรองดอง สมานฉันท์นั้น Georg Simmel๒ มองว่า 1. จะต้องทำให้เหตุแห่งความเห็นต่างสิ้นสุดลง ๒ Simmel, Georg, The Metropolis and Mental life, (Chicago: University of Chicago Press, 1971).
[๓๓๕] 2. การทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะ 3. การประนีประนอม 4. การคืนดีกันหรือการให้อภัยกัน ส่วน Theodore Caplow๓ นั้นมองว่าจะต้อง 1. ตัดสินใจเลือกยืนข้างใดข้างหนึ่งโดยยึดหลักเหตุ 2. ตั้งคณะกรรมการคนกลางมาไต่สวนหาข้อเท็จจริง 3. การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมหรืออนุญาโตตุลาการ 4. การประนีประนอมยอมความ ขณะที่ Ralf Dahrendorf๔ ซึ่งมีมุมมองในเชิงสันติวิธีนั้นมองว่า 1. การสมานฉันท์คือ ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้ง 2. ความขัดแย้ง คือ โอกาสในการสร้างความสมานฉันท์ 3. การสมานฉันท์และความขัดแย้ง คือ ปัจจัยของกันและกัน สำหรับ นักคิด นักทฤษฎีในโลกตะวันออกนั้นมีแนวคิดมุมมองในการแก้ไขปัญหาความไม่ ลงรอยและการสร้างความสมานฉันท์ที่โน้มเอียงไปตามรากเหง้าของศาสนา Manatma Gandhi ที่ได้เสนอแนวทางแห่ง “อหิงสา” ซึ่งมีรากฐาน ของการไม่เบียดเบียนและเริ่มต้นขึ้นจากศรัทธาในสัจจะ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อฝ่าย ตรงข้าม ไม่เกลียดชัง แต่เป็นศัตรูกับความชั่วและความอยุติธรรม ซึ่งการต่อสู้กับ ความอยุติธรรมนั้นจักต้องใช้อหิงสาเป็นหลัก สำหรับการแก้ไขปัญหาความไม่ลง รอยหรือการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในทางพระพุทธศาสนานั้น พบว่า พระพุทธศาสนากลับมองลึกลงไปถึงจิตใจของคนว่า 1) จะต้องจัดการปัญหาความ ขัดข้องหมองใจที่เกิดขึ้นในภายในตนเองก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการกำจัดกิเลสที่เกิดขึ้น ในจิตใจของมนุษย์และเป็นต้นเหตุของความขุนข้องกมองใจหรือไม่ลงรอย 2) การ จัดการปัญหาความขัดข้องหมองใจภายนอก เป็นการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นในรูปแบบของปรากฏการณ์ทางสังคม เป็นความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อ ความผาสุกของสังคม ซึ่งต้องอาศัยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาเป็น ๓ Caplow, Theodore, Principles of Organizations, (New York: Harcourt Brace and Worlk, 1964). ๔ Dahrendorf, Ralph, Class and Class Conflict in Industrial Society, (Stanford: Stanford University Press, 1959).
[๓๓๖] แนวทางในการแก้ไขทุกปัญหาความขัดแย้ง ถือเป็นการเสริมสร้างสันติสุขให้ เกิดขึ้นด้วยหลักพุทธธรรมการที่สันติภาพจะเกิดขึ้นและสำเร็จผลตามต้องการนั้น ปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวมต้องยึดหลักทศธรรมและตรีปณิธานหรือความ ถูกต้อง 10 ประการ โดยเริ่มต้นที่ความถูกต้องที่ดำเนินรอยตามแนวทางอริยมรรค หรือมรรค 8 ซึ่งประกอบด้วย ความถูกต้องทางทิฎฐิ ความถูกต้องทางการดำริ ความถูกต้องทางการทำงาน ความถูกต้องในการดำรงชีวิต ความถูกต้องในความ เพียร ความถูกต้องในความมีสติ ความถูกต้องในการมีสมาธิ ความรู้ที่ถูกต้อง และ การหลุดพ้นที่ถูกต้อง ในขณะที่ความถูกต้องตามหลักตรีปณิธานนั้นประกอบด้วย การเข้าใจถึงหัวใจศาสนาที่แท้จริง การทำความเข้าใจระหว่างศาสนาอื่น ๆ และ การหลุดพ้นจากอำนาจแห่งวัตถุนิยม ทั้งนี้แนวคิดข้างต้นล้วนแต่เป็นการตั้งไว้เพื่อ ประโยชน์แก่ชาวโลกหรือสากลจักรวาล เพราะจะทำให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงและ กว้างขวางสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม การเรียนรู้เพื่อยอมรับ ในความแตกต่างและความหลากหลายของสังคมพหุวัฒนธรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่ ควรเรียนรู้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันในรูปของกฎระเบียบ หรือกฎหมาย และมีคุณธรรม จริยธรรมในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การมีส่วนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคม เช่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเมืองการปกครอง เคารพซึ่งกันและ กัน ไม่แสดงกิริยาและวาจาดูหมิ่นผู้อื่น และการปฏิบัติตามคุณธรรมของการอยู่ ร่วมกันตามหลักศาสนาที่ตนเองนับถือจะทำให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุข ดังนี้ ๑. การเคารพกฎเกณฑ์ เป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของ ผู้คนในสังคมโดยปกติสุข ไม่ว่าจะเป็นสังคมใดหรือประเทศใด การอยู่ร่วมกันของ ผู้คนเป็นจำนวนมากในสังคมต้องอาศัยกฎระเบียบกติกาของสังคม ซึ่งคนในสังคม นั้น ๆ จำต้องเรียนรู้กฎกติกาของสังคม พร้อมทั้งต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนรวมนั่นคือ ต้องยอมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาทางสังคม การอบรม สมาชิกในสังคมให้เกิดการเรียนรู้กฎเกณฑ์และกติกาของสังคม คือ การถ่ายทอด วิถีชีวิตวัฒนธรรม และการทำให้สมาชิกในสังคมนั้นสามารถดำเนินชีวิตได้อย่าง
[๓๓๗] เหมาะสมถูกต้อง ซึ่งในสังคมที่ได้มีการจัดระเบียบอย่างดีแล้วนั้น การอบรมให้ เรียนรู้ กฎเกณฑ์ของสังคมเป็นกระบวนการที่จะต้องกระทำเริ่มตั้งแต่วัยเด็กจนถึง ผู้ใหญ่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในรูปของสังคมใหม่และสถาบันใหม่ สมาชิกในสังคมก็ จะต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ใหม่และยอมรับค่านิยมใหม่ และในขณะเดียวกันที่พ่อแม่ ครอบครัวก็ต้องทำหน้าที่เป็นตัวหลักที่สำคัญในการเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ในการเคารพกฎเกณฑ์ของสังคม เพื่อให้การดารงชีวิตอยู่ของสมาชิกใน สังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ๒. การเคารพซึ่งกันและกัน การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็น การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทกำหนดกรอบให้ทุกภาคส่วนของสังคมยึดถือ และปฏิบัติร่วมกัน โดยกรอบที่สำคัญในการดำรงตนอย่างเหมาะสมของประชาชน คือ การยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากประชาชน ทุกคนรู้ถึงสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และต่างปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้องครบถ้วน ประชาชนในชาติย่อมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และชาติ บ้านเมืองก็จะพัฒนาและเจริญก้าวหน้าได้ อย่างรวดเร็วการปฏิบัติตนตามสิทธิของ ตนเองและผู้อื่นในสังคม เป็นสิ่งที่ช่วยจัดระเบียบให้กับสังคมสงบสุข โดยมี แนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 2.๑ เคารพสิทธิของกันและกัน โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ผู้อื่น สามารถแสดงออกได้หลายประการ เช่น การแสดงความคิดเห็น การยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นต้น 2.๒ รู้จักใช้สิทธิของตนเองและแนะนาให้ผู้อื่นรู้จักใช้สิทธิของ ตนเอง 2.๓ การเคารพซึ่งกันและกัน ๓. เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่น สิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพในเคหสถาน เป็นต้น ๔. ปฏิบัติตามหน้าที่ของชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การเสียภาษีให้รัฐเพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ เป็นต้น ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติตนเคารพสิทธิขอองตนเองและผู้อื่น ๔.๑ ผลที่เกิดกับประเทศชาติ หากประชาชนมีความสมัครสมาน รักใคร่สามัคคี ไม่มีความแตกแยก ไม่แบ่งเป็นพวกเป็นเหล่า บ้านเมืองก็จะสงบสุข
[๓๓๘] เกิดสวัสดิภาพ บรรยากาศโดยรวมก็จะสดใส ปราศจากการระแวงต่อกัน การ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น นักลงทุน นักท่องเที่ยวก็จะ เดินทางมาเยือนประเทศของเราด้วยความมั่นใจ ๔.๒ ผลที่เกิดขึ้นกับชุมชนหรือสังคม เมื่อประชาชนในสังคมรู้จัก สิทธิของตนเองและของคนอื่น ก็จะทาพาให้ชุมชนหรือสังคมเกิดการพัฒนา เมื่อ สังคมมั่นคงเข้มแข็งก็จะมีส่วนทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง เพราะชุมชนหรือสังคม เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติบ้านเมืองโดยรวม 4.๓ ผลที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันแรกของ สังคม เมื่อครอบครัวเข้มแข็ง และอบรมสั่งสอนให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนรู้ บทบาท สิทธิเสรีภาพของตนเองและปฏิบัติตามที่กฎหมายและรัฐธรรมนูญได้ให้ ความคุ้มครองได้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของสมาชิกอื่นในสังคม ก็จะนาพาให้สังคมและประเทศชาติเข้มแข็งตามไปด้วยการเคารพซึ่งกันและกัน ๕. ไม่แสดงกิริยาและวาจาดูหมิ่นผู้อื่น มารยาททางวาจาก็คือ บุคลิกภาพที่ปรากฏในสังคมที่เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำสำเนียงต่อบุคคลทั่วไป เช่น การใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่พูดเหยียดหยามผู้อื่น การใช้ว่าคำว่ากรุณาเมื่อต้องการ ความช่วยเหลือจากผู้อื่น การกล่าวคำขอโทษเมื่อทำผิดพลาด การกล่าวคำขอบคุณ เมื่อได้รับ ความช่วยเหลือ ไม่ส่งเสียงดังก่อความรำคาญ ไม่พูดจาโอ้อวดตนเอง ใช้ สาเนียงการพูดที่นุ่มนวลเป็นกันเอง ซึ่งมารยาททางวาจานี้มีผลให้คนในสังคมอยู่ ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ๖. ไม่แสดงกิริยาและวาจาดูหมิ่นผู้อื่น ไม่ใช้วาจายุยงส่อเสียดให้ผู้อื่น แตกร้าว หรือระหองระแหงกัน ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด การสนทนาที่ดีย่อมไม่ กล่าวถึงใครในแง่ร้าย ให้กล่าวถึง เรื่องที่ไม่พาดถึงบุคคลในทางที่จะทำให้เขา เสียหาย ควรพูดสนทนา ในทางที่จะเกิดความรู้ไม่กล่าววาจาหยาบคายเสียดสีดูถูก หรือขัดคอผู้อื่น ไม่พูดจาดูถูก ข่มขู่หรือก้าวร้าวผู้ฟังจะทำให้ขัดเคืองกันและเป็น การน่าละอายสำหรับผู้ที่แสดงวาจาเช่นนั้นออกมา แต่ควรพูดให้เกียรติ ยกย่อง หรือแสดงความชื่นชอบผู้ฟังด้วยความจริงใจแสดงความเคารพ ให้เกียรติผู้ฟังและ ผู้ที่กล่าวอ้างถึงโดยให้ความสนใจ ผู้ฟังทั้งที่เป็นการพูดคุยสนทนา และการพูดในที่ ชุมชน ในการพูดถึงบุคคลอื่นที่เรากล่าวอ้างคำพูดหรือความคิดของท่าน ก็ควรจะ ให้เกียรติ เจ้าของคำพูดนั้น โดยประกาศชื่อด้วยความเคารพ มิใช่กล่าวอ้างขึ้น อย่างเลื่อนลอยหรือกล่าวเอาความคิดนั้นว่าเป็นของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อ
[๓๓๙] การพูด นักเรียนต้องไตร่ตรองก่อนที่จะพูดอะไร ออกไป เพื่อให้การพูดนั้นเป็นผลดี และเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ๗. ความมีน้ำใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างสันติสุข จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความมีน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความมีน้ำใจเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ โดยไม่ต้องใช้เงินทอง มากมาย เพียงแต่แสดงความเมตตา กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ โดยการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ก็เป็นการแสดงน้ำใจได้ เช่น การพาเด็กหรือผู้สูงอายุข้ามถนน หรือการสละที่นั่งบนรถโดยสารให้หญิงมีครรภ์ หรือแม้แต่การมีส่วนร่วมช่วยกัน พัฒนา สังคมของเราให้ดีขึ้นก็ได้ เป็นคนที่มีน้ำใจและรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นก็ย่อม เป็นที่รัก และที่ชื่นชมของผู้อื่นเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างมีความสุขควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงจิตใจของคนอื่น และแสดงต่อผู้อื่น เหมือนที่เราต้องการให้คนอื่นแสดงต่อเรา และทำดีต่อคนอื่นโดยไม่หวัง ผลตอบแทน ไม่ว่าความดีนั้นจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็ตามควรเป็น ผู้ให้มากกว่าผู้รับ และไม่หวังว่าคนอื่นจะต้องมาให้เราเสมอ ควรแสดงน้ำใจกับคน รอบข้าง เช่น เมื่อเวลามีโอกาสได้ไปเที่ยวในที่ไกล หรือใกล้ก็ตามควรมีของฝาก เล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือมาถึงคนที่เรารู้จักและญาติมิตรของเรา นั่นเป็นการแสดง ความมีน้าใจต่อกัน เพราะแม้อาจจะเป็นแค่สิ่งเล็กน้อย แม้จะไม่ต้องใช้เงินทอง มากมาย แต่สิ่งที่ได้มันมีค่ามากกว่านั้น นั่นคือน้ำใจที่ผู้อื่นได้รับจากเราควร เสียสละกำลังทรัพย์ สติปัญญา กำลังกาย และเวลาให้แก่ผู้เดือดร้อนเท่าที่เรา พอจะทาได้โดยไม่ถึงกับต้องลำบากแก่ผู้อื่นให้กับผู้ที่ต้องการพึ่งพาอาศัยเรา โดย เป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน ควรมีนิสัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อเพื่อน บ้าน ๘. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันกับ คนหมู่มากที่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน อาจมีการกระทบกระทั่งกันเกิด ปัญหาขึ้นมาได้ ถึงแม้ปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างในสังคมเดียวกันจะมีอยู่ทั่วไป แต่หากเรารู้จักเรียนรู้ความแตกต่าง การเคารพและยอมรับซึ่งความแตกต่างของ กันและกัน การมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความไว้ใจและมีความปรารถนาดี ต่อกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ประชาชนทุกชาติพันธุ์ สามารถอยู่ ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
[๓๔๐] กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรม เป็นการปฏิบัติตน อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข โดยเฉพาะสังคมที่มีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เช่น สังคมไทย นั้น สมาชิกในสังคมยิ่งจำเป็นต้องเรียนรู้การปฏิบัติตนให้กลมกลืนไปกับความ แตกต่าง เพื่อป้องกันความแตกแยกที่อาจเกิดขึ้นตามมา การอยู่ร่วมกันยังเป็นการ อยู่ร่วมกันของกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ หรือในประเทศก่อนแล้ว กับ ประชากรกลุ่มที่ย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ ถ้ามีการขจัดความแตกต่างระหว่างสองกลุ่ม เพื่อให้รวมเข้าด้วยกัน การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การจัดการชุมชนพหุวัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มี การศึกษาและถอดบทเรียนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา และ นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม พบ รายละเอียดเพื่อนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ดังนี้ 1. บริบทเชิงพื้นที่กรณีศึกษา พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ สิ่งที่เป็นเอกลักษณะและอัตลักษณ์ที่ก่อเกิด ความเป็นสันติภาพไร้รอยต่อก็คือ งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งเป็น งานประเพณีที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 จนถึงปัจจุบัน ทุก ๆ ปีชาวตลาด ปากน้ำโพไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือศาสนาใดก็ตาม ทุกคน ทุกฝ่ายก็จะก็จะร่วมกัน จัดงานเฉลิมฉลองและจัดขบวนแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพอย่างยิ่งใหญ่ไปรอบ ๆ ตลาด และในแต่ละปียังมีคณะกรรมการจัดงานที่เรียกว่า “เถานั้ง” ที่มาจากการ คัดเลือกคนจากความแตกต่างหลากหลายทั้งในเรื่องของความเชื่อหรือศาสนา โดย อาศัยการเสี่ยงทาย (ปัวะปวย) ซึ่งเมื่อถูกเทพเจ้าเลือกแล้วทุกคนก็จะมาร่วมกันจัด งานประเพณีดังกล่าวให้ยิ่งใหญ่ดังที่ปรากฏสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะพบว่าชุมชนวัดท่าการ้องเป็นชุมชน ที่มีความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะในชุมชนจะมีทั้งชาวพุทธ และชาวมุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีวัดและ มัสยิดเป็นศูนย์กลางการประกอบกิจกรรมของคนในชุมชนของทั้งสองศาสนา ที่ ผ่านมาชุมชนนี้ไม่เคยมีปัญหากระทบกระทั่งระหว่างกัน เพราะต่างฝ่ายต่างเคารพ ในสิทธิของกันและกัน และมีความรู้สึกว่าตนเองก็เป็นคนท่าการ้องที่เกิดและ
[๓๔๑] เติบโตที่นี่มาด้วยกัน ถึงแม้จะนับถือต่างศาสนาและวัฒนธรรมกันก็ตาม ปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าวัดกับมัสยิดในชุมชนนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยไม่มีรั้วกั้น มีประตูเข้าวัดและ มัสยิดทางเดียวกัน มีลานจอดรถร่วมกัน แม้จะมีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ดังมาก ในช่วงประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและในช่วงเทศกาลสำคัญ แต่เมื่อมีการเจรจา ทำความเข้าใจกันระหว่างผู้นำของวัดและมัสยิด การใช้เสียงที่ดังรบกวนคนต่าง ศาสนาก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งนี้เพราะได้มีการพูดคุย ตกลง และทำความเข้าใจในกัน และกันมาแล้ว ทำให้การกระทบกระทั่งกันในเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้น ประกอบกับทั้ง สองศาสนามีความเคารพความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน จึง เป็นเสมือนสายที่ร้อยรัดและเชื่อมโยงคนในชุมชนแห่งนี้ให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง เดียวกัน ภายใต้ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมในลักษณะที่ว่า “เป็นการแสวงหา จุดร่วมสงวนจุดต่าง” อย่างแท้จริง พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีการอยู่ร่วมกัน ของชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความเชื่อ วัฒนธรรม และทางศาสนา และถือเป็นต้นแบบสังคมพหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขโดยไร้ รอยต่อทางศาสนามาเป็นเวลาหลายร้อยปี เช่นที่ชุมชนบ้านนาเคียน ชุมชนบ้าน ตลาดแขก ชุมชนบ้านคันธง ชุมชนหลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ชุมชนบ้าน บางปู ชุมชนบ้านปากยิง ชุมชนบ้านโพธิ์เสด็จ ชุมชนสี่แยกบ่ออ่าง ชุมชนบ้านในถุ้ง และชุมชนบ้านปากพูน เป็นต้น ซึ่งในแต่ละชุมชนมีชาวไทยนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข และสัมผัสได้ ถึงคำว่า “มิตรภาพ” และ “สัมพันธภาพ” ที่ผู้คนมีต่อกัน ทั้งนี้เพราะผู้คนต่าง ศาสนาจะมีความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องและสืบสายเครือญาติกันมาแต่ครั้ง บรรพบุรุษ ครั้นถึงยุคของลูก ๆ หลาน ๆ ก็จะเจริญเติบโตร่วมชุมชนและสังคม เดียวกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน อยู่ห้องเรียนเดียวกัน พอเติบโตประกอบอาชีพการ งานหรือค้าขายก็จะไปมาหาสู่กัน โดยเฉพาะในพิธีสำคัญ ๆ ของชีวิต เช่น งานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานเปิดบริษัทหรือกิจการการค้า เพื่อน ๆ ผู้ที่รู้จัก เคารพ นับถือกันก็จะมาร่วมแสดงความยินดี แสดงความเสียใจซึ่งกันและกัน เพียงแต่ในบางกิจกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ในพิธีกรรมเฉพาะศาสนาก็ จะปล่อยให้ผู้นับถือศาสนานั้น ๆ ประกอบกิจกรรมไป ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน จะแสดงออกถึงความสำรวมหรือความเคารพ ให้เกียรติกันและกันเสมอมา ดังคำ
[๓๔๒] กล่าวที่ว่า นครศรีธรรมราช นครแห่งอารยธรรม เราชาวนคร คือ อารยะชน ที่ มุ่งมั่น สร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาเมืองนคร 2. กระบวนการพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจทางสังคมพหุ วัฒนธรรม จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “ศานติประชาธรรม : การ สร้างกระบวนทัศน์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมด้วยพลังการ ขับเคลื่อนของชุมชน” ที่ศาลาการเปรียญวัดท่าการ้อง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีคณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้นำทางศาสนาหรือความเชื่อ ผู้นำชนชาติพันธุ์ ประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่ม เด็กและเยาวชน ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากระบวนทัศน์และความเข้าใจที่จะ ร่วมกันสร้างสันติภาพไร้รอยต่อบนพื้นฐานแห่งความแตกต่างหลากหลายทางความ เชื่อ ความศรัทธา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของบริบททางชุมชน และสังคมนั้น ๆ โดยมีกระบวนการผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ๑) ด้านการมีส่วนร่วมคิด วางแผน ตัดสินใจ (Decision Making) เป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้นำทาง ศาสนาหรือความเชื่อ ผู้นำชนชาติพันธุ์ ประชาชนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเด็กและ เยาวชน ได้นำเสนอข้อมูล ความเห็น และการร่วมคิดในเชิงสร้างสรรค์ที่จะ ก่อให้เกิดสันติภาพ ๒) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (Implementation) มี การวางเป้าหมายที่จะสร้างการรับรู้ของคณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ ชุมชน ผู้นำทางศาสนาหรือความเชื่อ ผู้นำชนชาติพันธุ์ ประชาชนที่เกี่ยวข้อง และ กลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มาเข้าร่วมในกิจกรรม ให้ได้มีโอกาสที่จะสะท้อนแนวคิด หรือมุมมองด้วยการแสดงออกทางการสื่อสาร และการให้ความร่วมมือกับกิจกรรม ๓) ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) ตลอด ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมทั้ง 2 เวทีนั้น ทั้งในส่วนของคณะผู้วิจัยและ คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้นำทางศาสนาหรือความเชื่อ ผู้นำชนชาติพันธุ์ประชาชนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วม จะต้อง ได้รับความพึงพอใจและเกิดแรงจูงใจที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการสร้างสันติสุข เกิดขึ้นในระดับพื้นที่บนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลายทางพหุวัฒนธรรม ๔) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) เป็นการ สะท้อนความเห็นของผู้ที่เข้าร่วมในกิจกรรมทั้ง 2 เวที ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้