[๑๔๓] ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ซึ่งผ่านความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 โดยมีกระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานและองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นฝ่ายเลขานุการเพื่อ ประสานการทำงานกับภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนแผน ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนดังกล่าวจึงถือเป็นแผนยุทธศาสตร์การ ท่องเที่ยวฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาในระดับชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่าง แท้จริง โดยมีวิสัยทัศน์ว่า “การท่องเที่ยวโดยชุมชนของไทย พัฒนาสู่สากลอย่างมี เอกภาพบนฐานการรักษา และจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืนสู่ชุมชนแห่ง ความสุข” การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยวผ่านวิเคราะห์ทุนทาง สังคมตามแนวคิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์๓ จำแนกตามกรอบแนวคิดมิติต่าง ๆ ของทุนทางสังคม ประกอบด้วย 1) มิติกลุ่มและเครือข่าย แนวทางในการปฏิบัติ คือ การ พยายามอย่างเร่งด่วนในการสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ กลุ่มต่าง ๆ ที่ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับอาชีพสำคัญภายในชุมชนนั้น ๆ นอกจากนั้นควรเร่งส่งเสริมให้มีการ จัดตั้งกลุ่มประเภทต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อพัฒนาความสามารถในการ ประกอบอาชีพก่อนและติดตามให้กลุ่มเพื่อการพัฒนาครอบครัวเมื่อแต่ละกลุ่ม ดำเนินการแล้วควรติดตามด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้แต่ละกลุ่มพยายามสร้าง เครือข่ายกับองค์กรอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน โดยภาครัฐอาจเป็น ตัวกลางในการประสานงานด้านการส่งเสริมให้ประชาชนภายในชุมชนเห็น ความสำคัญของการเป็นสมาชิกกลุ่ม และเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยภาครัฐควรเข้าไปแนะนำ และพัฒนาแนวทางการจัดการเพื่อให้แต่ละกลุ่มมี ประสิทธิผลโดยสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของแต่ละกลุ่มการ ท่องเที่ยวได้ ๓ สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, “โครงการกำหนดดัชนี ทุนทางสังคม” เอกสารวิชาการ สมพ. 1 ลำดับที่ 24 เล่มที่ 4/2548. (อัดสำเนา).
[๑๔๔] 2) มิติความไว้วางใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แนว ทางการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้เกิดบรรทัดฐานของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคม จำเป็นที่จะต้องใช้แนวทางการสื่อสารมวลชนเป็นกลไกสำคัญหรือการ ประชาสัมพันธ์ ผ่านบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือหรือที่ชุมชนไว้วางใจเคารพซึ่งส่วน ใหญ่มักจะเป็นผู้นำชุมชนในท้องถิ่นครูอาจารย์หรือผู้นำทางศาสนา อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งหวังในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติค่านิยมและความเชื่อซึ่งจะกลายมาเป็น บรรทัดฐาน หรือแนวทางการปฏิบัติในชุมชนหรือสังคม การมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาความ ไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ สำคัญให้กับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวของชุมชน 3) มิติกิจกรรมและความร่วมมือ การเข้าร่วมกิจกรรมของ ส่วนรวมในชุมชน ของปัจเจกชน เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานของชุมชนนั้น ว่ามีความเข้มแข็ง หรืออ่อนแอ ชุมชนที่มีบุคคลเข้าร่วมกิจกรรมมากย่อมแสดงให้ เห็นว่ากฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานของชุมชนได้รับ การยึดถือและปฏิบัติอย่าง เข้มแข็ง ที่สำคัญคือการหาเจ้าภาพเพื่อริเริ่มโครงการเพื่อการพัฒนาทางการ ท่องเที่ยวโดยอาจใช้กลไกผ่านด้านกลุ่มและเครือข่ายเป็นแกนนำหรือผ่านทางผู้นำ ชุมชนในการจัดตั้งกลุ่มแต่ทั้งนี้การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะต้องเป็นคนแก่หลัก เพื่อสร้างแรงผลักดันให้รู้สึกถึงความสำคัญของตนเองในการพัฒนาชุมชนทางการ ท่องเที่ยวและจะส่งผลไปยังการให้ความร่วมมือของโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตต่อไป 4) มิติความสมานฉันท์ทางสังคม การอยู่ร่วมกันในสังคม ความ ขัดแย้ง และความรุนแรง ความสมานฉันท์ทางสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้ทราบถึงระดับ การยอมรับในความหลากหลายด้านชนชาติ และเชื้อชาติ มีการไปมาหาสู่กัน หรือ การเข้าร่วมในประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน ส่วนความขัดแย้งและความรุนแรงนั้น เป็นเงื่อนไขด้านลบที่บั่นทอน ทุนทางสังคม แนวทางการปฏิบัติเพื่อการส่งเสริม การอยู่ร่วมกันในสังคมและพยายามไม่ให้มีความขัดแย้งและความรุนแรงอัน เนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านชนชั้นและเชื้อชาติคือ การพยายามส่งเสริมให้ แต่ละชุมชนเรียนรู้ถึงความแตกต่างโดยมีบรรทัดฐานทัศนคติค่านิยมและความเชื่อ ที่แตกต่างไม่ใช่สาเหตุของความขัดแย้งเมื่อลดความขัดแย้งด้านความรุนแรงก็จะ ลดลงกลไกในการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบ คือ การสร้างความไว้วางใจ
[๑๔๕] ระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างในด้านต่าง ๆ ดังนั้นภาครัฐจำเป็นที่จะต้อง เข้าไปสนับสนุนด้วยการส่งเสริมกระตุ้นและจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อ ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาความไว้วางใจภายในชุมชนและจะต้องส่งเสริมให้กลไก ต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ บรรทัดฐานค่านิยม และความเชื่อไปในทางที่ดีขึ้น 5) มิติอำนาจหน้าที่และกิจกรรมทางการเมือง ความเป็นอิสระ ในการตัดสิน กำหนดการดำเนินชีวิตของตนเอง การตระหนักในความสำคัญที่ ตนเองมีต่อชุมชนและสังคม แนวปฏิบัติที่สำคัญจำเป็นที่จะต้องยึดถือแนวทางใน การปลูกฝังจิตสำนึกว่าการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาทางการท่องเที่ยวควรอยู่ บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองการมีส่วนร่วมในทุกระดับชั้นของสังคมกลไกสำคัญ ที่ต้องกระตุ้นส่งเสริมและสนับสนุน คือ กลไกด้านการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง กลไกด้านครอบครัว กลไกด้านการศึกษา กลไกด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือแนวทางปฏิบัติภายในชุมชนที่ถูกต้องเหมาะสม และ จะต้องก่อให้เกิดความเข้าใจว่ารากฐานของการพัฒนาชุมชนจำเป็นที่จะต้องเริ่ม จากกลุ่มบุคคลภายในชุมชนเนื่องจากชุมชนย่อมเข้าใจถึงปัญหาภายในชุมชน และ เข้าใจถึงความต้องการอันแท้จริง ตลอดจนรู้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการเสียสละทรัพยากรที่เหมาะส สมไม่ว่าจะเป็นเวลาสิ่งของหรือเงินจะส่งผลดีต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภายใน ชุมชนได้ การที่จะให้ชุมชนดำเนินการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมและเกิด ประสิทธิผลจำเป็นที่จะต้องเตรียม ความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ในการจัดการการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ต้องรณรงค์กับคนในสังคมให้เห็นความ แตกต่างของการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับการท่องเที่ยวทั่วไป กระตุ้นให้คนในสังคม เห็นความสำคัญและเป็นนักท่องเที่ยวที่สนใจการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเจ้าของ บ้านกับผู้มาเยือน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการรับรู้และความเข้าใจในบทบาท ของชุมชนท้องถิ่นต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นกำลังใจ หรือ สนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานอนุรักษ์ทั้งด้านธรรมชาติ และ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ได้เกิดจากการตอบคำถามว่า ชุมชนจะได้ ประโยชน์อย่างไรจากการท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้างโจทย์ใหม่ว่า การท่องเที่ยวจะ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนได้อย่างไร
[๑๔๖] อาจกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรารู้ ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเรื่องดี และเมื่อต้องการให้เกิดขึ้นครอบคลุมใน ประเทศทั้ง 8,000 ตำบล จำเป็นต้องใช้พื้นที่ประเทศเป็นตัวตั้ง และให้ตำบลและ เทศบาลเป็นตัวทำการ โดยขณะนี้กำลังเกิดกลไกประชารัฐจังหวัดคือความร่วมมือ กันระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ต้องหนุนทุกตำบลในจังหวัด นั้นให้ทำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน ในการร่วมมือกันทุกภาคส่วน การท่องเที่ยว ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นจุดคานที่จะนำไปสู่การ พัฒนาทุกด้าน ๆ ดังที่กล่าวว่าการท่องเที่ยวเป็นจุดคานไปสู่การพัฒนาทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเราทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันทำให้ดี การท่องเที่ยวโดยชุมชนในบริบทของ การบริหารจัดการโดยชุมชน เน้นการจัดการท่องเที่ยวบนเงื่อนไขของการจัดการที่ มีความรับผิดชอบที่จะช่วยกันลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งนี้มุ่งให้มี การจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การ ป้องกันและกำจัดมลพิษ การจัดการสมรรถนะของการรองรับในระบบนิเวศ รวมทั้งการควบคุมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างมีขอบเขต โดยเน้นภายใต้เงื่อนไข ของความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับธรรมชาติในฐานะเป็นวิถีชีวิตที่เกื้อกูล ในระบบนิเวศเดียวกัน ภายใต้หลักการที่ว่าคนที่ดูแลรักษาทรัพยากรย่อมสมควร ได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษานั้น๔ ทั้งนี้คนในชุมชนจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการดำเนินการโดยการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวที่จะต้องให้การดำเนินการเป็นไปตามคุณลักษณะของ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นน้ำเจ้าพระยากับความเป็นทุนทางสังคม ปากน้ำโพในอดีตยังมีสภาพเป็นชุมทางการค้าและเป็นแหล่งชุมนุมเรือ ค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกรุงเทพมหานคร มีซุงไม้สักจากภาคเหนือนับหมื่น นับแสนท่อนถูกล่องลงมาตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาและล่องมารวมกันที่ ปากน้ำโพ ก่อนที่จะแยกส่งไปยังที่ต่าง ๆ มีบรรดาพ่อค้าจากกรุงเทพมหานคร ๔ วิยะดา เสรีวิชัยสวัสดิ์, “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขต ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยให้เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์”, ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์, (บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2555).
[๑๔๗] เดินทางมาชุมนุมกันที่ปากน้ำโพเพื่อเลือกซื้อสินค้าปัจจุบัน ๕ ถึงแม้กาลเวลาจะ ล่วงเลยมานานนับร้อยปีแต่ร่องรอยความเจริญทางอายธรรมการค้าและนิเวศ วัฒนธรรมที่เป็นมรดกตกทอดจากความรุ่งเรืองทางการค้าของเมืองปากน้ำโพใน อดีตก็ยังคงปรากฏร่องรอยให้ได้พบเห็นและยังคงดำเนิน สืบสาน สืบทอดจากรุ่นสู่ รุ่น และจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสภาพของบ้านเรือนแพ สภาพของชุมชนย่าน การค้า บริษัท ห้างร้าน โรงสี อาชีพ ธุรกิจ และวิถีการดำเนินชีวิตของชนรุ่นหลังที่ ปฏิบัติสืบต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ กอปรกับจังหวัดนครสวรรค์ยังมีความ เจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ทาง ธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมและเป็นปัจจัยที่เป็นต้นทุนที่สำคัญในการที่จะ พัฒนาหรือส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งจะก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อผู้คน ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และจะเป็นการตอบโจทย์สำคัญที่จะทำ ให้ชุมชน สังคม ได้ยกระดับด้านรายได้ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจฐานราก ระดับชุมชน การพัฒนาการท่องเที่ยวระดับชุมชนท้องถิ่นและเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่ครอบคลุมพื้นที่ระดับชุมชนหมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัด ถือเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่จะต้องดำเนินควบคู่ เพื่อการป้องกันการสูญสลายของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมทั้งการเสริมสร้าง ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้กับผู้มาเยือน ปัจจุบันสังคมมีความตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะ วัฒนธรรม เทศกาลรวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านมากขึ้น ทั้งนี้การตื่นตัวต่อการ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประกอบกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของในแต่ละ พื้นที่ถือเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระแสการ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจึงได้รับความสนใจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแหล่ง ท่องเที่ยวและมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว และได้มีการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน โดย ชุมชนผู้เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นผู้เสนอความงดงามทางวัฒนธรรมของ ท้องถิ่นสู่ผู้ท่องเที่ยวภายนอก และจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำพาให้คนใน ชุมชน ส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีโอกาสบูรณา ๕ สุภรณ์ โอเจริญ, นครสวรรค์รัฐกึ่งกลาง: รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมทั้งถิ่นจังหวัดนครสวรรค์, (กรุงเทพมหานคร: วิทยาลัยครูนครสวรรค์, 2528).
[๑๔๘] การภารกิจร่วมกัน เพื่อการสรรค์สร้างความสมัครสมาน สามัคคี การร่วมจิตร่วมใจ กันพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน และการร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความงดงามแห่งจารีต วัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นอัตลักษณ์ และคุณงามความดีของชุมชนและสังคม และของผู้คน ณ พื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยาจังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ให้กลับคืนมาเจริญ งอกงาม เบ่งบาน และยืนหยัดอย่างยั่งยืนเหมือนในเช่นอดีต ปัจจุบันถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานนับร้อยปีแต่ร่องรอยความ เจริญทางอายธรรมการค้าและนิเวศวัฒนธรรมที่เป็นมรดกตกทอดจากความ รุ่งเรืองทางการค้าของเมืองปากน้ำโพในอดีตก็ยังคงปรากฏร่องรอยให้ได้พบเห็น และยังคงดำเนินการสืบสาน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้ง สภาพของบ้านเรือนแพ สภาพของชุมชนย่านการค้า บริษัท ห้างร้าน โรงสี อาชีพ ธุรกิจ และวิถีการดำเนินชีวิตของชนรุ่นหลังที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ กอปรกับจังหวัดนครสวรรค์ยังมีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมและเป็น ปัจจัยที่เป็นต้นทุนที่สำคัญในการที่จะพัฒนาหรือส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการ ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และจะเป็นการตอบโจทย์สำคัญที่จะทำให้ชุมชน สังคม ได้ยกระดับด้านรายได้ ซึ่ง จะเป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน นครสวรรค์เป็นเมืองโบราณมีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี โดยมีปรากฏชื่อในศิลาจารึกว่า “เมืองพระบาง” ตัวเมืองดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาขาด (เขาฤาษี) จรดวัดหัวเมือง (วัดนครสวรรค์) ยังมีเชิงเทินดินเป็นแนวปรากฏอยู่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองชอนตะวัน” เพราะตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และหันหน้าไปทางแม่น้ำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ทำให้แสงอาทิตย์ส่งเข้าหน้าเมืองตลอดเวลา ภายหลังได้ เปลี่ยนเป็นชื่อ “เมืองนครสวรรค์” ร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ยังคงปรากฏอยู่ทั่วไป ในจังหวัดนครสวรรค์ เช่น เมืองโบราณจันเสน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี ที่มีการ สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยทวารวดี, ดงแม่นางเมือง ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จากซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ขุดพบบ่งบอกว่า เมืองโบราณแห่งนี้มีการ ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวาร วดี และสมัยลพบุรีตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 14-18 ตำบลสำโรงชัย ชุมชน
[๑๔๙] ดั้งเดิม คือ บ้านสำโรงชัย ตั้งมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยารัชสมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช เป็นเมืองสมัยโบราณสมัยขอมเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ มีซากวัตถุโบราณให้เห็น เช่น อุโบสถ วิหาร หอสมุด กุฏิฤาษี พระพุทธปฏิมากร ระฆัง จอมปราสาท สระแก้ว สระขวัญ มีอายุในราวปีพุทธศักราช 1204 ฯลฯ นครสวรรค์ยังมีชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายแด่เดิมว่า “ปากน้ำโพ” โดยปรากฏเรียกกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยังเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม มีประชาชนหลากหลายเชื้อชาติ จีน มอญ ลาว คนไทย แต่สามารถ ดำรงอยู่ได้อย่างกลมกลืน ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ในแต่เชื้อชาติและ ศาสนา มีความขยันขันแข็งหนักเอาเบาสู้ วัฒนธรรมดีงามหลายอย่างได้กล่อมเกลา คนแต่ละเชื้อชาติเข้าด้วยกันเปรียบเสมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน อีกลักษณะหนึ่งการที่ เป็นสังคมการเกษตรที่ยังคงมีความเป็นชนบทหลงเหลืออยู่ ทำให้เกิดความกลม เกลียว นับเป็นสังคมที่มีความกลมกลืนทางวัฒนธรรม และสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อยู่คู่กับจังหวัดนครสวรรค์มาช้านาน ความเชื่อ ความศรัทธาในบวรพระพุทธ ศาสนาอันมีวัดวา อารามที่อยู่คู่บ้าน คู่เมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เช่น วัดจอมคีรีนาคพรต วัดช่องลม วัดเขากบ วัดบน ในอำเภอเมือง วัดถ้ำเนินพระ ปรางค์ อำเภอชุมแสง ฯลฯ รวมถึงวัดที่มีเกจิดัง เช่น วัดหนองโพ (หลวงพ่อเดิม พุทธสโร) อำเภอตาคลี, วัดวังเดื่อ (หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ) อำเภอเมือง ฯลฯ รวมถึงวัดคู่บ้าน คู่เมืองของจังหวัดนครสวรรค์ มากว่า 580 ปี คือ วัดนครสวรรค์ โดยมีพระพุทธศรีสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อันเป็นสักการบูชาของชาวบ้าน และนักท่องเที่ยว สำหรับศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติทั้งที่เกิดขึ้นเอง และมนุษย์สร้างขึ้นก็เป็นอีกประการที่สามารถสร้าง รายได้ให้แก่ชุมชน และจังหวัด เช่น ทุ่งทานตะวันและปอเทือง อำเภอตากฟ้า, ล่องแก่งลำน้ำแม่เรวา อำเภอแม่วงก์ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทาง วัฒนธรรม ทางศาสนา ทางธรรมชาติ และวิถีชีวิต ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดนครสวรรค์ ล้วนเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ท้องถิ่นให้เกิดความ เข้มแข็ง สามารถบริการจัดการตนเองได้ สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนา
[๑๕๐] เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12๖ ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้าน การท่องเที่ยวโดยสนับสนุนการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ที่มีความ เชื่อมโยงทั้งทางกายภาพ วิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นและการอำนวยความสะดวก ในด้านต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างความ เชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวในระหว่างภูมิภาคเพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบองค์ รวมทั้งระบบ ทรัพยากรการท่องเที่ยวจัดเป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวที่มี ความสำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หมายรวมถึง พื้นที่ สิ่งของ กิจกรรม และ/ หรือมิติอื่นใดที่สามารถให้คุณค่าเชิงการท่องเที่ยว เช่น ความสวยงามตาม ธรรมชาติ คุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการเรียนรู้ประสบการณ์ ใหม่แก่นักท่องเที่ยว ทั้งนี้ทรัพยากรการท่องเที่ยวสามารถปรากฏได้ทั้งในลักษณะ ของรูปธรรมที่สามารถสัมผัสได้ด้วยการจับต้อง เช่น สิ่งก่อสร้าง ถ้ำ น้ำตก และ ของที่ระลึก เป็นต้น และในลักษณะของนามธรรมที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยการจับ ต้องแต่สามารถสัมผัสได้ด้วยทางอื่น เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษา ความเป็นชน เผ่า และการเล่นการแสดงพื้นบ้าน เป็นต้น ทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภท ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมรวมถึงสิ่งที่ตกทอดตามประเพณีโบราณมา สู่ชนรุ่นหลัง เช่น ศิลปะการแสดง การแต่งกายแบบโบราณ ภาษาพื้นเมือง ความ เชื่อเรื่องวิญญาณ กิจกรรมการยังชีพแบบดั้งเดิมของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่ง ใดแห่งหนึ่ง และมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทั้งนี้ยังรวมถึงสิ่งดึงดูดใจที่ มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว เช่น สวนสนุก หรือพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น และสิ่ง ดึงดูดใจที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยวัตถุประสงค์ดั้งเดิม ที่สร้างขึ้นนั้นอาจไม่ใช่เพื่อการ ท่องเที่ยว แต่เป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ การจัดการชุมชนกับการพัฒนาการท่องเที่ยวต้นน้ำเจ้าพระยา แนวทางในการจัดการชุมชนกับการพัฒนาการท่องเที่ยวต้นน้ำ เจ้าพระยาที่มีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงนั้น จะต้องมี กระบวนการที่ช่วยสนับสนุน ดังนี้ ๖ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, “แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔)”, ราชกิจจานุเบกษา 133, (ธันวาคม 2559): 94.
[๑๕๑] 1. การสนับสนุนกิจกรรมให้คนชุมชนมีส่วนร่วมในการคิด เป็นการ ผสานความคิดเห็นระหว่าง “รุ่นเตี่ย” กับ “รุ่นเสี่ย” เพื่อให้ร่วมกันพัฒนาการ ท่องเที่ยวโดยการให้ข้อมูลข่าวสาร การให้คำปรึกษาหารือ หรือการรับฟังความ คิดเห็น ทั้งยังควรเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น การเสนอแนะในที่ประชุม และการตัดสินใจในที่ประชุมเพื่อนำไปสู่การดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง และเอกลักษณ์ของชุมชนในการ นำมาสร้าง และพัฒนาเป็นจุดเด่นทางการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มา เยี่ยมชม เช่น มีการจัดเวทีประชาคมการมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย ผู้นำ ชุมชน องค์กรชุมชน ประชาชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ ร่วมกันพิจารณาข้อมูลของพื้นที่ สภาพปัญหา ทุนทางธรรมชาติ อัตลักษณ์ จุดแข็ง ของหมู่บ้าน ร่วมกันจัดทำแนวคิดในการวางผัง และการเขียนภาพทัศนียภาพใน การพัฒนาภูมิทัศน์หมู่บ้านท่องเที่ยว และดำเนินกิจกรรมตามความเหมาะสมกับ บริบทของหมู่บ้าน และให้สอดคล้องกับการนำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่นของ หมู่บ้านภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน 2. การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับในการเดินทางท่องเที่ยว ของนักท่องเที่ยวเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เช่น การมีถนน หนทางที่สะดวก สามารถเชื่อมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยว และการมีร้านอาหาร ราคาเหมาะสมสำหรับบริการนักท่องเที่ยว การที่ชุมชนจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก การท่องเที่ยวได้นั้น ต้องมีความเชื่อมโยงของผลประโยชน์ของการท่องเที่ยวโดย ชุมชนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการท่องเที่ยว เช่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บุคคล ที่ประกอบอาชีพอื่นชุมชน กระบวนการเชื่อมโยงผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวไป ยังชุมชนถือเป็นจิ๊กซอว์ในกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น การนำเที่ยว อาหาร ที่พัก ของที่ ระลึก กิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชุมชนไม่ต้องมีครบทุกอย่าง แต่ สามารถมีกระบวนการเชื่อมโยงกันเพื่อเติมเต็มการท่องเที่ยวและได้รับประโยชน์ ร่วมกัน 3. การเป็นเจ้าบ้านที่ดีโดยสมาชิกชุมชนท่องเที่ยวต้องแสดงออกถึง ความเป็นมิตร ให้การต้อนรับ บริการด้วยความเต็มใจ และยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยใจ จริง (ทาน) รวมทั้งมีการปรับปรุงพัฒนาบุคลิกภาพ การใช้คำพูดที่เหมาะสม รวมถึงการแต่งกายเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน ทั้งนี้ชาวบ้านชุมชนและมัคคุเทศก์มี
[๑๕๒] การศึกษาหาความรู้เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการรวมถึงสถานที่ต่าง ๆ ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส อันเป็นสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มาเยือน 4. กิจกรรมที่นำเสนอต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับ นักท่องเที่ยว การท่องเที่ยวมิได้หมายเพียงแค่การเดินทางไปชมแต่ได้มีโอกาสทำ กิจกรรม สร้างประสบการณ์ สร้างความทรงจำอันก่อให้เกิดการกระจายรายได้แก่ ชุมชนตามมา ต้องมีการค้นหา พัฒนา ปรับปรุง ทุนชุมชนและทุนทางวัฒนธรรม และสร้างเสริมให้เป็นเอกลักษณ์ จุดเด่นหรือความงามที่สามารถสร้างความ ประทับใจ สร้างความตื่นตาตื่นใจ น่าจดจำ และดึงดูดนักท่องเที่ยวอยากกลับมา อีก เช่น การเรียนรู้ภาษาถิ่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตกับคนชุมชน เป็นต้น 5. กิจกรรมที่นำเสนอต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนชุมชนท้องถิ่น โดยการ จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเยี่ยมเยือนได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชน โดยได้ใช้ประโยชน์จากวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณี วิถีการ ดำเนินชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นเสน่ห์ชุมชน ได้แก่ อาหาร การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย ประเพณี ภาษา อาชีพ ความเชื่อ และศิลปะพื้น ถิ่น เช่น การจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับภาษาถิ่นดั้งเดิม การแต่งกาย การแสดง การละเล่น การชิมอาหารพื้นบ้าน อุปกรณ์เครื่องจักสานที่ใช้ในการทำ มาหากิน เป็นต้น 6. การทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี และยึดฐานประโยชน์ของ ชุมชนเป็นหลัก (สาราณียธรรม) ในการจัดการท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องทำงานด้วย ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรายงานผลเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาจทำงาน ในรูปของคณะกรรมการเพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันจะเป็นการสร้าง ความสามัคคีให้เกิดชุมชน ทั้งนี้จะต้องมีการกระจายรายได้ให้แก่คนชุมชนได้รับ ประโยชน์ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเงิน แต่อยู่ในรูปของสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ความสะดวกสบายของสิ่งอำนวยความสะดวก และอาจส่งผลต่อการกินดี อยู่ ดี มีสุขของชุมชนด้วย 7. การประชาสัมพันธ์ เป็นการเผยแพร่ชี้แจงให้ประชาชนทราบ ชักชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมชุมชนในการวางแผน และการกำหนดกิจกรรมการ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางการท่องเที่ยว สร้างโอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ทางการท่องเที่ยว และมีการประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
[๑๕๓] 8. การสร้างจิตสำนึกให้เกิดความภูมิใจ และตระหนักในคุณค่าของ ทรัพยากรการท่องเที่ยวให้แก่คนชุมชน เป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของใน ทรัพยากรของชุมชนเพื่อให้เกิดการร่วมกันสอดส่อง ดูแล เป็นหูเป็นตา และร่วมกัน ในการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขให้จุดเด่นทางการท่องเที่ยวของชุมชนยังคงอยู่ และ เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของนักท่องเที่ยว 9. การสร้างภาพลักษณ์ (Image) เป็นการตัดสินใจเลือกในการทำเรื่อง การท่องเที่ยวชุมชนควรวิเคราะห์ถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวทั้งแง่บวกและลบ ชุมชนเลือกที่จะทำการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้จัดวางบทบาทของตนเองเป็น บทบาทเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ “ลุกขึ้นมาจัดการ จากที่เคยเป็นผู้ถูกท่องเที่ยว” การ ท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ใช่การเปลี่ยนวิถีชุมชนแต่เป็นการนำเอากฎ-กติกา และ แนวทางปฏิบัติร่วมของกลุ่มเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชน ประชาสังคมมาเป็น แนวทางในการปฏิบัติเพื่อสร้างการขับเคลื่อนชุมชนท่องเที่ยวให้ได้รับการยอมรับ และมีพลังในการประสานรวมทั้งต่อรองกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมและเท่า ทัน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนท้องถิ่นที่ทำเรื่องการ ท่องเที่ยวโดยชุมชนให้มีมาตรฐานจะสามารถสร้างการยอมรับ เกิดความมั่นใจใน แหล่งท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการให้การเดินทางของเขาก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด รวมทั้งยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริง ให้กับชุมชนท้องถิ่น 10. การสร้าง KPI (Key Performance Indicator) เพื่อชี้วัดการ จัดการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นดาบสองคมหากมีการเตรียมความพร้อมทั้ง ภายชุมชน และมีนักท่องเที่ยวที่เหมาะสม สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนและ สร้างความพึงพอใจให้นักท่องเที่ยวซึ่งหากมีกระบวนการเตรียมความพร้อมทั้ง 2 ด้านแล้ว ผลที่เกิดขึ้นสามารถตอบคำถามได้ในระดับหนึ่งว่า การท่องเที่ยวเป็น เครื่องมือในการพัฒนาและก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างไร ใน 3 มิติ คือ ด้านสังคมและวัฒนธรรม, ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นตัวชี้วัด ความสำเร็จของตัวแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยาเพื่อวัด ความสำเร็จจากผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ชุมชน ตัวแบบการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยานั้นเป็นการท่องเที่ยวมีเป้าหมายหลัก คือ การ พัฒนาศักยภาพของนักท่องเที่ยวผ่านการเรียนรู้และลงมือทำ รวมทั้งรักษาไว้ซึ่ง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและตระหนักรู้ถึง “คุณค่า” ที่ยึดโยงอยู่กับพื้นที่
[๑๕๔] และชุมชน ผ่านการสืบทอดความรู้ มรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ภายชุมชน ในฐานะ รูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาเพื่อธำรงไว้ซึ่งความ หลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งดำรงอยู่ในบริบทของสังคมรวมทั้งสร้างการท่องเที่ยว แบบใหม่ที่มีความยั่งยืน ดังนั้นแล้วจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจึงต้องประกอบด้วย อัตลักษณ์ของชุมชน ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และประชาชนที่มีส่วนร่วมกันในการจัดการ ท่องเที่ยว 11. เทคโนโลยี (Technology) โดยนักท่องเที่ยวในปัจจุบันมุ่งเน้น และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความยั่งยืนให้แก่ทรัพยากร ธรรมชาติ สังคม ตลอดจนวัฒนธรรม จึงเสาะแสวงหา “ความจริงแท้” เอกลักษณ์หรืออัต ลักษณ์ของพื้นที่นั้น ๆ ต้องการมีส่วนร่วมในการได้ลงมือเพื่อสร้างสรรค์ความยั่งยืน ทั้งนี้ต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ จากความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ ไม่ปรุง แต่ง เพิ่มเติม หรือสร้างเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต้องการสร้างสรรค์คุณค่า จากสิ่งที่ตนเองมีเพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาผู้อื่นให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมี คุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้การเข้าถึงนักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถทำได้โดยการใช้ ช่องทางออนไลน์ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้สื่อสารสนเทศ (IT) ในการค้นหาและรับ ข้อมูล ข่าวสาร และอื่น ๆ ผ่านอุปกรณ์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ การนำเทคโนโลยี มาช่วยเรื่องการจัดระบบการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้าน การตลาดมีการเน้นในเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เป็น หลักดังนั้นการตลาดท่องเที่ยวในยุคนี้จะมีลักษณะการตลาดสังคมออนไลน์ เชื่อมโยงการตลาดออนไลน์-ออฟไลน์ และการบริหารช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า การทำการตลาดในยุคนี้จะทำให้ลูกค้าและผู้ให้บริการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและ เชื่อมโยงในการจัดการตลาดให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ รวมถึงการสร้าง ฐานความรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ยังเป็นการสร้างการเข้าถึง นักท่องเที่ยวอีกด้วย กล่าวโดยสรุป การพัฒนาการท่องเที่ยวต้นน้ำเจ้าพระยาประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา คือ เป็นการท่องเที่ยวที่กำหนดทิศทางการจัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชนและ ผลประโยชน์ตกแก่ชุมชนรวมถึงคนในชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ มีสิทธิในการ จัดการดูแล และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนและผู้มาเยือน ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน
[๑๕๕] 2) การจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี 3) การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม 4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็น ระบบและยั่งยืน 5) การบริการและความปลอดภัย 6) การจัดกิจกรรมต้องนำเสนอต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนชุมชน ท้องถิ่น สร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นกิจกรรมที่ ผสานความสัมพันธ์ระหว่าง “รุ่นเตี่ย” กับ “รุ่นเสี่ย” 7) การเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีจิตสำนึกให้เกิดความภูมิใจ และ ตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวให้แก่คนชุมชน 8) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อกำหนดมาตรฐานการจัดการท่องเที่ยว 9) การสร้างสารสนสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้าง ภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยว 10) การทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี และยึดฐานประโยชน์ ของชุมชนเป็นหลัก (สาราณียธรรม) องค์ประกอบที่ 2 ทรัพยากรการท่องเที่ยว คือ สิ่งดึงดูดใจ นักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในพื้นที่ทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่ชุมชนสร้างขึ้น ประกอบด้วย “4 แคว 4 ธรรม” 1) อารยธรรม ประกอบด้วย ท่าข้าวกำนันทรง แพมลิวัลย์ ตลาด ลาว สะพานเดชาติวงศ์ สถานีรถไฟปากน้ำโพ 2) ธรรมะ ประกอบด้วย พุทธอุทยานนครสวรรค์ วัดนครสวรรค์ วัดวรนาถบรรพต วัดเขาจอมคีรีนาคพรต วัดคีรีวงษ์ วัดโพธาราม วัดปากน้ำโพ เหนือ วัดคลองคาง มัสยิดปากีสถาน วิหารนักบุญอันนา ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้า แม่ทับทิม และศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่หน้าผา 3) ธรรมชาติ ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด อุทยานสวรรค์และต้น แม่น้ำเจ้าพระยา 4) วัฒนธรรม ประกอบด้วย งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปากน้ำโพ วัฒนธรรมด้านอาหาร เช่น ลูกชิ้นปลากราย ทอดมันปลากราย องค์ประกอบที่ 3 เครื่องมือการบริหารจัดการ ซึ่งจะส่งผลให้การ จัดการท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพ แม้แหล่งท่องเที่ยวมีจะศักยภาพและมีความพร้อม
[๑๕๖] เพียงใด หากแต่ยังอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของ ชุมชนแทนที่การนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชนบนฐานการจัดการท่องเที่ยวแบบมี ส่วนร่วมของชุมชนก็จะไม่สามารถทำให้ประชาชนสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดการจัดการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนได้ ประกอบด้วย การจัดการ (Management) และการมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว (Participation) 1) การจัดการ (Management) ประกอบด้วย การวางแผน การ ลงมือทำ การตรวจสอบ และการปรับปรุง 2) การมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว (Tourism Participation) ประกอบด้วย การร่วมวางแผน การร่วมปฏิบัติ การร่วมรับผลประโยชน์ และการ ร่วมประเมินผล ต้นน้ำเจ้าพระยากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยว จากการวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง ข้อจำกัด อุปสรรค และโอกาส ของการจัดการ ท่องเที่ยวในชุมชนต้นน้ำเจ้าพระยา พบดังนี้ ตารางที่ 6.1 การวิเคราะห์ SWOT Analysis Strengths (S) จุดแข็ง Weaknesses (W) ข้อจำกัด 1. มีความโดดเด่นทางทรัพยากรการท่องเที่ยว 2. การมีส่วนร่วมของคนชุมชนในการจัดการ ท่องเที่ยว 3. ชุมชนมีความพร้อมในการพัฒนาโดย ความร่วมมือจากคนชุมชนในการประชุม ร่วมมือ ร่วมใจในการจัดกิจกรรมชุมชน อย่างสม่ำเสมอ 4. การดำรงตนเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนชุมชน 5. ชุมชนมีเอกลักษณ์ และการสร้างเสน่ห์ ของชุมชนในการดึงดูดนักท่องเที่ยว 6. คนชุมชนตระหนักในคุณค่า และรักษาสืบ ทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ 7. กิจกรรมการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นไม่ เปลี่ยนแปลงวิถีชุมชน 1. คนชุมชนบางส่วนยังมีการไม่ปฏิบัติตามกฎ กติกา ข้อตกลงของชุมชน 2. ขาดการวางแผนที่เป็นรูปธรรมในการ จัดการสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่ ตามมาจากการจัดการท่องเที่ยว 3. ขาดการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการปลูกจิตสำนึกให้คนชุมชนในการ ร่วมมือร่วมใจพัฒนาชุมชนไปในทิศทาง เดียวกัน 4. การนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ในการ จัดการท่องเที่ยว 5. ป้ายบอกทางเส้นทางการท่องเที่ยว และ การเชื่อมโยงไม่เพียงพอ 6. บุคลากรทางการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ
[๑๕๗] 8. ความสามัคคี และการยึดประโยชน์ของ ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 9. เครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคมในการ จัดการท่องเที่ยวของชุมชน 10. ความหลากหลายทางการประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยว 7. ขาดความต่อเนื่องของกิจกรรมการ ท่องเที่ยว 8. ทรัพยากรท่องเที่ยวบางแห่งไม่ได้รับการ อนุรักษ์และพัฒนาจึงมีความเสื่อมโทรมไป ตามกาลเวลา Threats (T) อุปสรรค Opportunities (O) โอกาส 1. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้กำลังซื้อของ นักท่องเที่ยวลดลง 2. ความสนใจในการท่องเที่ยวมีแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว 3. นโยบายการท่องเที่ยวขาดการต่อเนื่องเมื่อ เกิดการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับ นโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4. นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมและความ ต้องการการท่องเที่ยวที่หลากหลาย รูปแบบ 5. งบประมาณการสนับสนุนกิจกรรม ท่องเที่ยวชุมชนมีน้อยและไม่ต่อเนื่อง 6. ความช่วยเหลือจากภาครัฐมีลักษณะจาก บนลงล่าง ไม่ได้เกิดจากความต้องการของ ชุมชนอย่างแท้จริง 7. ข้อกฎหมายไม่เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว 1. รัฐบาลมีนโยบายผลักดันแหล่งท่องเที่ยว ใหม่ ๆ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเมืองรองอย่างต่อเนื่อง 2. มีการกำหนดโซนของการท่องเที่ยวเพื่อวาง แผนการท่องเที่ยวและกำหนดกิจกรรมการ ท่องเที่ยวตามความต้องการของ นักท่องเที่ยว 3. จังหวัดนครสวรรค์เป็นประตูสู่ภาคเหนือ ทำให้การเดินทางส่วนใหญ่จะต้องผ่าน จังหวัดนครสวรรค์ 4. วิสัยทัศน์จังหวัดนครสวรรค์ที่ให้ ความสำคัญกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรมและธรรมชาติ 5. นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มสนใจการท่องเที่ยว ที่สร้างประสบการณ์มากขึ้น และการ ท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถตอบโจทย์ นักท่องเที่ยวได้ ในการพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวต้นน้ำเจ้าพระยาที่จะนำไปสู่การ ประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงพื้นที่นั้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ในรูปแบบ ความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์เพื่อกำหนดออกมาเป็นกลยุทธ์ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ TOWS Matrix สรุปได้ว่า การพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวต้นน้ำเจ้าพระยาที่จะ นำไปสู่การเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ ชุมชนเพื่อให้การจัดการท่องเที่ยวเกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และรอบ ด้าน ดังนี้
[๑๕๘] 1. กลยุทธ์เชิงรุก (SO) การส่งเสริมและพัฒนาจุดแข็งซึ่งได้จากการนำ จุดแข็งกับโอกาส เป็นแนวทางการพัฒนาที่ได้นำจุดแข็งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยามาแสวงหาประโยชน์จากโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 1.1 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ให้มีมาตรฐาน (ตัวชี้วัด: จำนวนชุมชนที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน) 1.2 ส่งเสริมการจัดประชุมเครือข่าย แบบประชุมสัญจร เพื่อ สร้างความร่วมมือ และความช่วยเหลือระหว่างชุมชนท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน ครั้งที่ประชุมและจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมประชุม) 1.3 ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดการ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ผ่านเจ้าของชุมชน และไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนชุมชน รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน กิจกรรมและร้อยละของความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว) 1.4 สร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำ เจ้าพระยาโดยการตลาด ประชาสัมพันธ์ และการยกระดับสินค้าและบริการของ ชุมชน (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรมและชุมชนที่เข้าร่วมงาน) 1.5 สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 6 เส้า ระหว่าง ชุมชน เครือข่ายผู้ประกอบการ, ภาครัฐ, นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน (ตัวชี้วัด: จำนวนคน/หน่วยงานที่เข้าร่วม) 1.6 เพิ่มเครือข่ายการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง และจัดทำ เส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเผยแพร่ทางออนไลน์ (ตัวชี้วัด: จำนวนเครือข่าย และเส้นทางท่องเที่ยว) 2. กลยุทธ์เชิงรับ (WO) การแก้ไขจุดอ่อนเพื่อใช้โอกาสที่มีอยู่ของ องค์กร เป็นแนวทางที่ชุมชนมุ่งเน้นปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดของตนเพื่อฉกฉวย ประโยชน์จากโอกาส และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วย แนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 2.1 พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการท่องเที่ยวและสมาชิก เครือข่ายให้มีทักษะ และความชำนาญเฉพาะด้าน (ตัวชี้วัด: จำนวนคน/หน่วยงาน ที่เข้าร่วม)
[๑๕๙] 2.2 พัฒนาระบบสารสนเทศ และการสื่อสารทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนสื่อ/เครื่องมือที่ ได้รับการพัฒนา) 2.3 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวย ความสะดวกทางการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: ร้อยละที่ได้รับการปรับปรุง) 2.4 สร้างความรู้ความเข้าใจกับคนชุมชนเกี่ยวกับองค์ความรู้ ด้านการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้ทราบถึง หลักการขั้นพื้นฐาน วิธีการ ประโยชน์ของการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 2.5 สร้างความรู้ความเข้าใจในกฎ กติกา ระบบ และแนวทาง การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับความ เห็นชอบร่วมกัน พร้อมทั้งเผยแพร่ให้คนชุมชนรับทราบ และเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 3. กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST) การอาศัยจุดแข็งต้านและตรึงภาวะ คุกคามที่มีต่อวัตถุประสงค์ของชุมชน เป็นแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนใช้จุดแข็งมา ลดทอนอิทธิพลของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 3.1 ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนใน พื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 3.2 ส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมโดยให้คนชุมชนเข้ามีร่วม ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนคนที่เข้าร่วม/จำนวนกิจกรรม/ โครงการ) 3.3 จัดหาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทุนในการ ดำเนินงานท่องเที่ยวของชุมชน (ตัวชี้วัด: จำนวนหน่วยงานที่สนับสนุน) 3.4 พัฒนารูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนใน พื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 4. กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WT) การคิดอิสระนอกกรอบ SWOT หาแนวทาง เพื่อผ่านพ้นจุดอ่อนและเลี่ยงภาวะคุกคามที่บดบังวัตถุประสงค์ของชุมชน เป็น แนวทางการพัฒนาที่พยายามลดจุดอ่อนภายชุมชน ขณะเดียวกันก็พยายาม
[๑๖๐] หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นภัยคุกคาม ประกอบด้วย แนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 4.1 สร้างมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการจัดการท่องเที่ยว เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งชุมชน (ตัวชี้วัด: ร้อยละของเหตุการณ์ความขัดแย้ง) 4.2 พัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับคนชุมชน เพื่อ เพิ่มพูนทักษะ และสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน กิจกรรม/โครงการ) 4.3 พัฒนาความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ ท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/จำนวนผู้เข้าร่วม) กล่าวโดยสรุป การจัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทางการท่องเที่ยว๗ นั้นประกอบด้วย การจัดการเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยชุมชนและเพื่อ ชุมชน ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับอารยธรรม ธรรมชาติ ธรรมะ และวัฒนธรรม อันเป็นสิ่ง ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในพื้นที่ทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่ชุมชนสร้าง ขึ้นที่มีเรื่องราวความเป็นมา ผ่านเครื่องมือการบริหารจัดการ ประกอบด้วย การ จัดการ และการมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการท่องเที่ยวมี ประสิทธิภาพ แม้แหล่งท่องเที่ยวมีจะศักยภาพและมีความพร้อมเพียงใด หากแต่ ยังอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนแทนที่ การนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชนบนฐานการจัดการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมของ ชุมชนก็จะไม่สามารถทำให้ประชาชนสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในส่วนของตัวแบบการจัดการชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทางการท่องเที่ยวเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยา คือ เป็นการท่องเที่ยวที่กำหนดทิศทางการจัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชนและ ผลประโยชน์ตกแก่ชุมชนรวมถึงคนในชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ มีสิทธิในการ จัดการดูแล และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนและผู้มาเยือน ประกอบด้วย ๗ อัครเดช พรหมกัลป์, พระครูนิวิฐศีลขันธ์, รัตติยา เหนืออำนาจ และจรูญศักดิ์ สุนทรเดชา. “ต้นน้ำเจ้าพระยากับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืน”. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2563): 1479-1491.
[๑๖๑] 1) การบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) การจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี 3) การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม 4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็น ระบบและยั่งยืน 5) การบริการและความปลอดภัย 6) การจัดกิจกรรมต้องนำเสนอต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนชุมชน ท้องถิ่น สร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นกิจกรรมที่ ผสานความสัมพันธ์ระหว่าง “รุ่นเตี่ย” กับ “รุ่นเสี่ย” 7) การเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีจิตสำนึกให้เกิดความภูมิใจ และ ตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวให้แก่คนชุมชน 8) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อกำหนดมาตรฐานการจัดการท่องเที่ยว 9) การสร้างสารสนสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้าง ภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยว 10) การทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี และยึดฐานประโยชน์ ของชุมชนเป็นหลัก (สาราณียธรรม) องค์ประกอบที่ 2 ทรัพยากรการท่องเที่ยว คือ สิ่งดึงดูดใจ นักท่องเที่ยวที่มีอยู่ในพื้นที่ทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่ชุมชนสร้างขึ้น ประกอบด้วย “4 แคว 4 ธรรม” 1) อารยธรรม ประกอบด้วย ท่าข้าวกำนันทรง แพมลิวัลย์ ตลาด ลาว สะพานเดชาติวงศ์ สถานีรถไฟปากน้ำโพ 2) ธรรมะ ประกอบด้วย พุทธอุทยานนครสวรรค์ วัดนครสวรรค์ วัดวรนาถบรรพต วัดเขาจอมคีรีนาคพรต วัดคีรีวงษ์ วัดโพธาราม วัดปากน้ำโพ เหนือ วัดคลองคาง มัสยิดปากีสถาน วิหารนักบุญอันนา ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้า แม่ทับทิม และศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่หน้าผา 3) ธรรมชาติ ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด อุทยานสวรรค์และต้น แม่น้ำเจ้าพระยา 4) วัฒนธรรม ประกอบด้วย งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปากน้ำโพ วัฒนธรรมด้านอาหาร เช่น ลูกชิ้นปลากราย ทอดมันปลากราย
[๑๖๒] องค์ประกอบที่ 3 เครื่องมือการบริหารจัดการ ซึ่งจะส่งผลให้การ จัดการท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพ แม้แหล่งท่องเที่ยวมีจะศักยภาพและมีความพร้อม เพียงใด หากแต่ยังอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของ ชุมชนแทนที่การนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชนบนฐานการจัดการท่องเที่ยวแบบมี ส่วนร่วมของชุมชนก็จะไม่สามารถทำให้ประชาชนสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดการจัดการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนได้ ประกอบด้วย การจัดการ (Management) และการมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว (Participation) 1) การจัดการ (Management) ประกอบด้วย การวางแผน การ ลงมือทำ การตรวจสอบ และการปรับปรุง 2) การมีส่วนร่วมทางการท่องเที่ยว (Tourism Participation) ประกอบด้วย การร่วมวางแผน การร่วมปฏิบัติ การร่วมรับผลประโยชน์ และการ ร่วมประเมินผล สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาสู่เศรษฐกิจฐานรากทางการท่องเที่ยวที่เกิด จากการจัดการของชุมชนนั้น ประกอบด้วย 1. กลยุทธ์เชิงรุก (SO) การส่งเสริมและพัฒนาจุดแข็งซึ่งได้จากการนำ จุดแข็งกับโอกาส เป็นแนวทางการพัฒนาที่ได้นำจุดแข็งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ต้นน้ำเจ้าพระยามาแสวงหาประโยชน์จากโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 1.1 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในให้มีมาตรฐาน (ตัวชี้วัด: จำนวน ชุมชนที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน) 1.2 ส่งเสริมการจัดประชุมเครือข่าย แบบประชุมสัญจร เพื่อ สร้างความร่วมมือ และความช่วยเหลือระหว่างชุมชนท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน ครั้งที่ประชุมและจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมประชุม) 1.3 ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดการ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ผ่านเจ้าของชุมชน และไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนชุมชน รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน กิจกรรมและร้อยละของความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว) 1.4 สร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต้นน้ำ เจ้าพระยาโดยการตลาด ประชาสัมพันธ์ และการยกระดับสินค้าและบริการของ ชุมชน (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรมและชุมชนที่เข้าร่วมงาน)
[๑๖๓] 1.5 สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 6 เส้า ระหว่าง ชุมชน เครือข่ายผู้ประกอบการ, ภาครัฐ, นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน (ตัวชี้วัด: จำนวนคน/หน่วยงานที่เข้าร่วม) 1.6 เพิ่มเครือข่ายการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง และจัดทำ เส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเผยแพร่ทางออนไลน์ (ตัวชี้วัด: จำนวนเครือข่าย และเส้นทางท่องเที่ยว) 2. กลยุทธ์เชิงรับ (WO) การแก้ไขจุดอ่อนเพื่อใช้โอกาสที่มีอยู่ของ องค์กร เป็นแนวทางที่ชุมชนมุ่งเน้นปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดของตนเพื่อฉกฉวย ประโยชน์จากโอกาส และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วย แนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 2.1 พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการท่องเที่ยวและสมาชิก เครือข่ายให้มีทักษะ และความชำนาญเฉพาะด้าน (ตัวชี้วัด: จำนวนคน/หน่วยงาน ที่เข้าร่วม) 2.2 พัฒนาระบบสารสนเทศ และการสื่อสารทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนสื่อ/เครื่องมือที่ ได้รับการพัฒนา) 2.3 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวย ความสะดวกทางการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: ร้อยละที่ได้รับการปรับปรุง) 2.4 สร้างความรู้ความเข้าใจกับคนชุมชนเกี่ยวกับองค์ความรู้ ด้านการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้ทราบถึง หลักการขั้นพื้นฐาน วิธีการ ประโยชน์ของการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 2.5 สร้างความรู้ความเข้าใจในกฎ กติกา ระบบ และแนวทาง การบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกัน พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ คนชุมชนรับทราบ และเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 3. กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST) การอาศัยจุดแข็งต้านและตรึงภาวะ คุกคามที่มีต่อวัตถุประสงค์ของชุมชน เป็นแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนใช้จุดแข็งมา ลดทอนอิทธิพลของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วยแนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้
[๑๖๔] 3.1 ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนใน พื้นที่ (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 3.2 ส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมโดยให้คนชุมชนเข้ามีร่วม ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวนคนที่เข้าร่วม/จำนวนกิจกรรม/ โครงการ) 3.3 จัดหาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทุนในการ ดำเนินงานท่องเที่ยวของชุมชน (ตัวชี้วัด: จำนวนหน่วยงานที่สนับสนุน) 3.4 พัฒนารูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนใน พื้นที่ (ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/โครงการ) 4. กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WT) การคิดอิสระนอกกรอบ SWOT หาแนวทาง เพื่อผ่านพ้นจุดอ่อนและเลี่ยงภาวะคุกคามที่บดบังวัตถุประสงค์ของชุมชน เป็น แนวทางการพัฒนาที่พยายามลดจุดอ่อนภายชุมชน ขณะเดียวกันก็พยายาม หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นภัยคุกคาม ประกอบด้วย แนวทางการพัฒนาและตัวชี้วัด ดังนี้ 4.1 สร้างมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการจัดการท่องเที่ยว เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งชุมชน (ตัวชี้วัด: ร้อยละของเหตุการณ์ความขัดแย้ง) 4.2 พัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับคนชุมชน เพื่อ เพิ่มพูนทักษะ และสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมท่องเที่ยว (ตัวชี้วัด: จำนวน กิจกรรม/โครงการ) 4.3 พัฒนาความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ ท่องเที่ยว(ตัวชี้วัด: จำนวนกิจกรรม/จำนวนผู้เข้าร่วม)
บทที่ 7 การจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ การจัดการชุมชนเป็นวิธีการที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ดีขึ้น โดยการให้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนในชุมชนได้มี ส่วนร่วม ในการพัฒนาชุมชนของตนเพื่อให้เกิดความเจริญในทุก ๆ ด้าน การ จัดการชุมชนล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้การ จัดการในบริบทต่าง ๆ ย่อมเกี่ยวข้องกับคนในบทบาทที่แตกต่างกันในการร่วม นำพาชุมชนไปสู่เป้าหมาย๑ แนวคิดการจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการพัฒนาในส่วนของสังคมและตัว มนุษย์ โดยเน้นที่การพัฒนาคน เพราะเมื่อคนพัฒนาแล้ว ทั้งทางด้านร่างกายและ จิตใจ จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชน สังคม และเป็นการพัฒนาที่ทำให้เกิดผลของการ พัฒนาอย่างแท้จริง เป้าหมายของการพัฒนา คือ การปลดปล่อยตนเองให้พ้นจาก ความทุกข์ทั้งทางกายและทางจิตใจ โดยการให้ความสำคัญกับความสุขทางจิตใจ อันเกิดจากความมีอิสรภาพที่พึ่งตนเองได้และความเข้มแข็งของบุคคลและสังคม ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นระดับการพัฒนาประการหนึ่ง หลักพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สอนให้ คนทุกประเภททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามเพื่อ ประโยชน์ต่อการพัฒนาทั้งในทางวัตถุและเพื่อประโยชน์ลึกซึ้งทางจิตใจ นอกจากนี้ หลักพุทธธรรมยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และ การดำเนินกิจกรรมของบุคคลและสังคมทั้งในฐานะแนวคิดและหลักการปฏิบัติใน ศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น สังคมวิทยาวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ นิติศาสตร์ เป็นต้น มียุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมมากมายในปัจจุบันที่ถือเป็นการ พัฒนาทางเลือกที่นำหลักการทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ เช่น หลักเศรษฐกิจ พอเพียงและหลักธรรมาภิบาล เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงกับการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ในการพัฒนาสังคมเชิง พุทธบูรณาการภายใต้การขับเคลื่อนตามแนวประชารัฐ”
[๑๖๖] หลักการทางพระพุทธศาสนานั้นสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในการพัฒนามนุษย์และ การพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ปัจเจกบุคคลและสังคมสามารถ เลือกสรรหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับกิจการที่ตนเองและ องค์กรดำเนินการ การนำหลักธรรมของพุทธศาสนามาใช้ในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อให้ คนรู้จักคิด พิจารณาไตร่ตรอง ไม่เชื่องมงาย แกไขปัญหาให้ดำรงชีวิตอย่างมี ความสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์๒ ดังนี้ 1. การพิจารณาให้เกิดความเข้าใจถึงลักษณะของชีวิตและสังคมที่ ถูกต้อง โดยเฉพาะลักษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาความเป็นไปได้ของการ แก้ไขปัญหาและแนวทางของการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายอย่างไม่มีปัญหาด้วย ความเข้าใจในทุกขั้นตอน ในหลักพุทธธรรมจะต้องเป้นความเข้าใจที่มาจากการ พิจารณาไตรตรองตลอดจนการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง มิใช่จากความเชื่อใน ธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ หรือเชื่อในตำรา หรือเชื่อในบุคคล หรือเชื่อเพราะการ นึกคาดเดาหรือเพราะเห็นว่าตรงกับความเชื่อเกาของตน เป็นต้น การที่หลักพุทธ ธรรมเน้นการสร้างความเข้าใจเป็นพื้นฐานตั้งแต่ตอนต้นนั้นก่อให้เกิดผลดีหลาย ประการ คือ 1) ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่บนรากฐานแห่งสัจจะหรือความเป็นจริง ไม่หลงงมงาย 2) การที่ต้องเรียนรูและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำให้คนรู จัดการพึ่งพาตนเองเพราะพุทธเจทรงย้ำว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตนนั้นแล เป็นที่พึ่งแห่งตน 3) ความเข้าใจนี้จะเป็นรากฐานแห่งศรัทธาที่มั่นคง คือ มีความ เชื่อมั่นและความชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาตนเอง และสังคมไปสู่ชีวิตที่ลดละ ความทุกข์ ศรัทธาที่มั่นคงนี้ก่อให้เกิดความวิริยะอุตสาหะที่จะพัฒนาไปให้ถึงป้า หมายอย่างไม่ย่อท้อ มีความปีติในการพัฒนาฉะนั้น จึงทำให้คนในสังคมเป็นคน พากเพียรทำดี มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความดีงามทั้งแกตนและสังคม ส่วนรวม ๒ สุภาพรรณ ณ บางช้าง, ประวัติวรรณคดีบาลีในอินเดียและลังกา, (กรุงเทพ มหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526), หน้า 83-86.
[๑๖๗] 2. แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมเน้นความเป็นอยู่ที่เป็น สุขกับความเรียบง่าย สอดคลองสัมพันธ์กับธรรมชาติ ข้อนี้จะนำตนให้รู้จักการ ดำรงอยู่อย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ ทั้งไม่ทำลายธรรมชาติ เพื่อสนอง ความเห็นแกตัวและความอยากในทางวัตถุของตน 3. หลักพุทธธรรมยังเน้นถึงการดำรงชีวิตที่สงบ นอมนำให้เกิดความใฝ่ ในสันติ 4. หลักพุทธธรรมสอนให้คนรูจักเผื่อแผ่ความรัก พระพุทธศาสนาถือเป็นศาสนาที่มีความเหมาะสมกับการพัฒนา สังคมไทย ทั้งนี้เพราะหลักพุทธธรรมเป็นหลักของการสร้างคนที่มีคุณภาพชีวิต ทำ ให้คนในสังคมดำเนินชีวิตบนฐานแห่งความจริง รู้จักพึ่งพาตนเอง ขยัน ประหยัด เรียบง่าย ใฝ่สันติ มีศีลธรรม เผื่อแผ่ความรักและปราศจากความเห็นแก่ตัวดังนั้นใน การแก้ปัญหาสังคมจำเป็นต้องมีการนำหลักพุทธศาสนาซึ่งมีหลักการและแนวทาง แห่งการพัฒนาอย่างเหมาะสม เข้าไปเผยแผ่ ฟื้นฟูให้แก่ประชาชน เพื่อให้คนใน สังคมสามารถประสานการพัฒนาทางด้านวัตถุและจิตใจให้สอดคล้องกลมกลืนกัน เพื่อเป้าหมายแห่งความพ้นจากความทุกข์ยากทั้งกายและใจได้อย่างหมดจด ใน ยามที่สังคมไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือสังคม พุทธศาสนามีบทบาทสำคัญใน การแก้ไขปัญหาของประชาชนให้อยู่อย่างสงบสุข ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าประเทศ ไทยมีพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่ดีหรือมี “ทุนทางสังคม” ได้แก่ มีฐานทาง เศรษฐกิจที่มั่นคง โดยเฉพาะการเกษตร มีฐานทางทรัพยากรธรรมชาติที่มั่นคง มี ความอุดมสมบูรณ์ มีดินดี น้ำดีเหมาะแก่การเพาะปลูก และมีฐานทางวัฒนธรรม แข็งแกร่ง คือ มีพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจสามารถแก้ปัญหาใน ยามวิกฤตได้ ขณะเดียวกันวัฒนธรรมตามแนววิถีพุทธยังได้โอบอุ้มสังคมไทยให้ สงบร่มเย็นได้ด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ประการแรก องค์กรทางพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของสังคมในยามวิกฤต เช่น ในปัจจุบันวัดหลายแห่งกลายเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วยการ ใช้วัดเป็นสถานสงเคราะห์ฝึกอาชีพและกิจกรรม และยังเป็นสนามกีฬาสำหรับ เยาวชน (ในโครงการลานวัด ลานใจ ลานกีฬา) โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ ประการที่ 2 หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่แทรกซึมอยู่ในจิตใจของผู้คน สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม จะโดยรู้ตัวหรือไม่
[๑๖๘] รู้ตัวก็ตาม แต่ก็มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวายหรือทำให้ สังคมเกิดความระส่ำระสายเกิดขึ้น หลักธรรมเหล่านั้น ได้แก่ 1) หลักความเมตตาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีการช่วยเหลือเจือจุลกันด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ดูถูกซ้ำเติมและให้กำลังใจในการ ต่อสู้ชีวิต 2) หลักให้อภัยและโอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่มี เหตุการณ์รุนแรง แต่ได้ใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบการใช้ถ้อยทีถ้อย อาศัย ผ่อนปรนต่อกันได้ 3) หลักความสันโดษ คือ การรู้ประมาณในการบริโภคในการใช้ จ่าย มุ่งให้ประหยัด ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง 4) หลักความสมานสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ ประชาชนในชาติในอันที่จะพร้อมใจกันกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ดีกินดี การนำหลักธรรมของพุทธศาสนามาใช้ในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อให้ คนรู้จักคิด พิจารณาไตร่ตรอง ไม่เชื่องมงาย แก้ไขปัญหาให้ดำรงชีวิตอย่างมี ความสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ ดังนี้ 1. การพิจารณาให้เกิดความเข้าใจถึงลักษณะของชีวิตและสังคมที่ ถูกต้อง โดยเฉพาะลักษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาความเป็นไปได้ของการ แก้ไขปัญหาและแนวทางของการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายอย่างไม่มีปัญหาด้วย ความเข้าใจทุกขั้นตอน ในหลักพุทธธรรมจะต้องเป็นความเข้าใจที่มาจากการ พิจารณาไตร่ตรองตลอดจนการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง มิใช่จากความเชื่อใน ธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ หรือเชื่อในตำรา หรือเชื่อในบุคคล หรือเชื่อเพราะการ นึกคาดเดาหรือเพราะเห็นว่าตรงกับความเชื่อเก่าของตน เป็นต้น การที่หลักพุทธ ธรรมเน้นการสร้างความเข้าใจเป็นพื้นฐานตั้งแต่ตอนต้นนั้นก่อให้เกิดผลดีหลาย ประการ คือ 1) ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่บนรากฐานแห่งสัจจะหรือความเป็นจริง ไม่หลงงมงาย 2) การที่ต้องเรียนรู้และทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำให้คนรู้ จัดการพึ่งพาตนเองเพราะพุทธเจ้าก็ทรงย้ำว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตนนั่นแล เป็นที่พึ่งแห่งตน 3) ความเข้าใจนี้จะเป็นรากฐานแห่งศรัทธาที่มั่นคง คือ มีความ เชื่อมั่นและความชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาตนเอง และสังคมไปสู่ชีวิตที่ลดละ
[๑๖๙] ความทุกข์ ศรัทธาที่มั่นคงนี้จะก่อให้เกิดความวิริยะอุตสาหะที่จะพัฒนาไปให้ถึง เป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ มีความปีติในการพัฒนาฉะนั้น จึงทำให้คนในสังคมเป็นคน พากเพียรทำดี มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความดีงามทั้งแก่ตนและสังคม ส่วนรวม 2. แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมนั้น เน้นความเป็นอยู่ที่ เป็นสุขกับความเรียบง่าย สอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมชาติ ข้อนี้จะนำตนให้รู้จักการ ดำรงอยู่อย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ ทั้งไม่ทำลายธรรมชาติ เพื่อสนอง ความเห็นแก่ตัวและความอยากในทางวัตถุของตน 3. หลักพุทธธรรมยังเน้นถึงการดำรงชีวิตที่สงบ น้อมนำให้เกิดความใฝ่ ในสันติ 4. หลักพุทธธรรมสอนให้คนรู้จักเผื่อแผ่ความรัก การพัฒนาสังคมไทยนั้นต้องพัฒนาคนควบคู่ด้วย เพื่อให้คนมีความ เข้มแข็งทั้งร่างกาย จิตใจ และปัญญา โดยการประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดี งาม ดำรงชีวิตอยู่บนรากฐานแห่งสัจจะหรือความจริง ไม่หลงงมงาย มีความ พอเพียง รู้จักช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถพึ่งตนเองได้ และดำรงชีวิตอย่างมี ความสุข หลักธรรมที่นำมาใช้ในการพัฒนาสังคม ได้แก่ หลักกรรม คือ ความเพียร หรือความพยายาม หลักไตรสิกขา คือ การพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาให้ดี ยิ่งขึ้น หลักอัปปมาทะ คือ การไม่รอเวลาและไม่ประมาท และหลักอิสรภาพแห่ง การพึ่งตนเองได้ คือ การพึ่งตนเองและเป็นอิสระ การก่อเกิดหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) การที่สังคมยึดติดกับความเจริญก้าวหน้าและเป็นสังคมแห่งการบริโภค นิยม บางครั้งสังคมไทยเราก็ไปจ้องรับส่วนที่เป็นความบกพร่องของเขามากกว่า ส่วนที่ดีของเขาจนกลายเป็นการเห็นผิดเป็นชอบ ในสภาวการณ์ทางสังคมข้างต้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อหลักการทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหน่วยบ่มเพาะ คุณธรรมในชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบัน ศาสนา และสถาบันชุมชน ที่จะต้องมีบทบาทในการบ่มเพาะ หล่อหลอมเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม อย่างเข้มแข็งมากขึ้น โดย สนับสนุนให้สถาบันศาสนาเผยแพร่แก่นของศาสนาที่ถูกต้อง และจัดให้มีพื้นที่ใน การปฏิบัติธรรมอย่างทั่วถึง รวมทั้งมีการสร้างนวัตกรรม และกิจกรรมส่งเสริมการ
[๑๗๐] เรียนรู้ของเด็กและเยาวชนให้มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมตามหลักคำสอนของ ศาสนา๓ หากหันกลับมามองในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันในชุมชนและ หมู่บ้านต่างก็น้อมรับเอาวัฒนธรรมบริโภคนิยมแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของสังคม สิ่งที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ประชาชนและพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ต่างก็ ประกอบอาชีพทำนาทำไร่และอาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ตำบลในชนบทนอกเมือง ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตที่ต่างไปจากอดีต ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านกระบวนการและเทคโนโลยีการผลิต อีกทั้งระบบการผลิต ก็ได้เปลี่ยนจากการเพาะปลูกเพื่อยั้งชีพเป็นการเพาะปลูกเพื่อการค้ามากขึ้น ทำให้ ประชาชนและพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ต้องทำการเกษตรแบบลงทุนหรือมีต้นทุนที่ เกินตัว ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าแรงงาน ค่าหว่าน ปุ๋ย ค่ารถเกี่ยว ค่ารถบรรทุก และอีกสารพัดรายจ่ายที่ประดังเข้ามาในแต่ละ ฤดูกาล สุดท้ายจึงหนีไม่พ้นวังวนของการเป็นหนี้๔ จากสภาวการณ์ข้างต้นถือเป็นภาวะแห่งความอ่อนไหวในสังคม เนื่องจากไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่บนทางสายกลาง อีกทั้งยังตั้งอยู่บนความประมาททั้ง ในเรื่องรายได้และปัญหาสุขภาพที่ติดตามมา ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ดำรงชีวิต โดยไม่คำนึงถึงความพอดี พอประมาณ ขาดความมีเหตุผล ไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกัน และขาดความรู้คู่คุณธรรม๕ ถือเป็นการดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงเพราะได้ เปลี่ยนแปลงระบบสังคมจากความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไปสู่สังคมวัตถุนิยมหรือ บริโภคนิยม เป็นสังคมที่ใช้เงินตราเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างต้องคิด ต้องจ่าย เป็นค่าแรง ค่าจ้าง คนในชุมชนหมู่บ้านเริ่มที่จะบูชาเงิน บูชาวัตถุ และมองคุณค่าของคนอยู่ที่ เงินตราและฐานะทางเศรษฐกิจ ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมพยายามที่จะ ๓ อธิคุณ สินธนาปัญญา, “จริยธรรมเด็กและเยาวชนเหยื่อของปัญหาสังคม”, วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2559), หน้า 17-25. ๔ อัครเดช พรหมกัลป์, “ยุ้งข้าวยุคใหม่ : กระบวนการปรับตัวสู่ทางรอดแห่งภูมิ ปัญญาของชาวนาไทย”, รายงานวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, 2560). ๕ สมนึก ปัญญาสิงห์, “การพัฒนาตนเองและตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของ ครอบครัวเกษตรกรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, วารสาร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ปีที่ 31 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2557), หน้า 121-138.
[๑๗๑] ตะเกียกตะกายหาเงินและเป็นเจ้าของเงินให้ได้มากที่สุด ผลที่ตามมาทำให้เกิด ความเห็นแก่ตัว ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม ทำให้วิถีชีวิตใน ปัจจุบันอยู่ในภาวะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ ปรับเปลี่ยนจากสังคม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทร สมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ กลับกลายเป็นสังคม ที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ได้ โดยลืมให้ความสำคัญหรือมองในภาพรวมหรือส่วนรวม เหมือนดังในอดีต๖ องค์กรคณะสงฆ์ได้ขับเคลื่อนงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่าง เป็นรูปธรรม โดยจัดทำแผนปฏิบัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์แต่ละ จังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของมหาเถร สมาคมและแผนแม่บทการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๕๔–๒๕๕๙๗ และใน การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นการขับเคลื่อนพัฒนาผ่านหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล (อ.ป.ต.) ถือเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนพัฒนาในระดับท้องถิ่น และชุมชนหมู่บ้าน โดยใช้วัดและพระสงฆ์เป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม จัด การศึกษา อบรม แนะนำสั่งสอน ตลอดจนสงเคราะห์ประชาชน ทั้งนี้ในการ ดำเนินงานได้บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาชน และพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น เพื่อร่วมกัน พัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามศักยภาพ ดังนั้นหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการ ดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาเชิงพุทธบูรณาการ เนื่องจากเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ชิดกับ ประชาชนในแต่ละพื้นที่มากที่สุด และยังเป็นศูนย์อนุเคราะห์ประชาชนในท้องถิ่น ผ่านการประสานงานระหว่างวัด บ้าน และหน่วยงานราชการ (บวร) ที่จะทำให้เกิด พลังในการสร้างสรรค์และพัฒนาหมู่บ้านให้เกิดสันติสุข ๖ สมเจตน์ ผิวทองงาม, “พุทธทาสภิกขุกับการแนะแนวทางการดำเนินชีวิต”, วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2557), หน้า 175-208. ๗ สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ (ฝ่ายเผยแผ่และสาธารณูปการ), แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ระยะที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๓) ของคณะสงฆ์จังหวัดนครสวรรค์, (นครสวรรค์: วัดวรนารถบรรพต พระ อารามหลวง, ๒๕๕๙). (อัดสำเนา).
[๑๗๒] หน่วย อ.ป.ต. กับการพัฒนาชุมชนเชิงพุทธบูรณาการ กระบวนการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมที่คณะสงฆ์ ทั้งในระดับวัด ระดับ ตำบล ระดับอำเภอ โดยเฉพาะในหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ต้นแบบ ได้มีกิจกรรม โครงการ ที่สานต่อนโยบายของคณะสงฆ์ภายใต้กรอบการ ขับเคลื่อนพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และด้าน การสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้านที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยมีกระบวนการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) เพื่อ พัฒนาสังคม ชุมชน และหมู่บ้าน ดังนี้ 1. กระบวนการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรม ประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัดนำไปสู่การปฏิบัติและ มีการดำเนินการ ดังนี้ ๑) มีการนำยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัดไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติผ่านคณะสงฆ์ ระดับอำเภอและคณะสงฆ์ระดับตำบล โดยยึดหลักการขับเคลื่อนที่มีความ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ ๒) มีการกำหนดขั้นตอนและวิธีการในการขออนุมัติโครงการโดย จะต้องสัมพันธ์กับกระบวนการการบริหารจัดการในแง่ของการมอบหมายอำนาจ หน้าที่ (Empowerment) การประสานงาน (Co-ordinate) การอำนวยการ (Direction) การควบคุมงาน (Controlling) ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ในแต่ละขั้นตอนของแผนและโครงการ ๓) มีการจัดประชุมชี้แจงและการสื่อสารกับคณะสงฆ์ ภาคี เครือข่าย รวมถึงประชาชนและพุทธศาสนิกชน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องกล ยุทธ์และระบบวัดผลหรือประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล (อ.ป.ต.) พร้อมนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่หลากหลาย ๔) มีการมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรรับผิดชอบทั้งรายบุคคล และในรูปแบบของคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วย
[๑๗๓] อบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัดให้เกิด ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ๕) มีการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีโดยนำแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัด ไปสู่แผนปฏิบัติการเป็นรายปี เพื่อกำหนดหรือจัดทำโครงการ/กิจกรรมตามกรอบ วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรหรือที่สามารถจัดหาได้ของหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล (อ.ป.ต) ซึ่งกำหนดผู้รับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน 2. กระบวนการขับเคลื่อนในการติดตามประเมินผลตามแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ ระดับจังหวัด มีการดำเนินการ ดังนี้ ๑) มีการตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการ ปฏิบัติงานในระดับจังหวัด เพื่อออกติดตาม ให้คำปรึกษาแนะนำ และประเมินผล การปฏิบัติงานของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) แล้วนำผลรายงาน ต่อประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำจังหวัด ๒) มีการจัดการระบบติดตาม ประเมิน และรายงานผลการ ดำเนินงาน จัดระบบการวัดผลการดำเนินงานกับกลยุทธ์หลักแล้วนำมาถ่ายทอด เป็นแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map) มีการกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญในการใช้ติดตาม ความก้าวหน้าของแผนปฏิบัติการ ๓) มีการกำหนดให้ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) รายงานความก้าวหน้าของผลการปฏิบัติงานเป็นรายไตรมาสและรายปีต่อ ประธานและคณะกรรมการหน่วยอบรมประชาชนประจำอำเภอ แล้วรายงานต่อ ประธานและคณะกรรมการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำจังหวัด ตามลำดับ ๔) มีการนำผลการปฏิบัติงานมาวิเคราะห์เป็นระยะ เพื่อทบทวน ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ และนำไปสู่ กระบวนการ SWOT เพื่อเป็นการทบทวนแผนยุทธศาสตร์และนำไปสู่การพัฒนา และจัดทำแผนปฏิบัติการในปีต่อ ๆ ไป 3. กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อการจัดทำข้อเสนอแนะและเสนอ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Initiative Management) มีการเปิดโอกาสให้ประธาน หรือคณะกรรมการหน่วยอบรมประชาชนประตำบลและผู้เกี่ยวข้องได้เสนอแนะ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ต่อประธานหรือคณะกรรมการหน่วยอบรมประชาชน
[๑๗๔] ประจำอำเภอ แล้วรวบรวมนำเสนอต่อประธานหรือคณะกรรมการหน่วยอบรม ประชาชนประจำจังหวัดตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อนำความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มาเป็น ข้อมูลในการทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาแผนปฏิบัติการในปีถัดไป ๔. กระบวนการขับเคลื่อนด้วยการสร้างภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมใน ระดับวัด ตำบล อำเภอ มีการกำหนดให้เป็นนโยบายให้ประธานหรือคณะกรรมการ หน่วยอบรมประชาชนทุกระดับนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายและ การมีส่วนร่วมให้กว้างขวางและเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากบุคลากรในวัด หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาชน และ พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปทั่วไป ๕. กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรคณะสงฆ์ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับวัด ตำบล อำเภอ และจังหวัดให้มีขีดสมรรถนะการขับเคลื่อนพัฒนา ชุมชนหมู่บ้านให้มีศักยภาพสูงและมีการบริหารจัดการที่เป็นไปหรือสอดคล้องตาม หลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารหน่วยอบรม ประชาชนทุกระดับ และเพื่อเป็นการยกระดับการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรที่ มีขีดสมรรถนะสูง (High Performance Organization) และองค์กรแห่งความเป็น เลิศที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ ๖. กระบวนการขับเคลื่อนผ่านการกำหนดเกณฑ์ประเมินผล เพื่อ นำไปสู่การพัฒนาและเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยมีลำดับขั้น การพิจารณารางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ คือ หน่วย อ.ป.ต. ระดับเหรียญ ทองแดง หน่วย อ.ป.ต. ระดับเหรียญเงิน และหน่วย อ.ป.ต. ระดับเหรียญทอง ๗. กระบวนการขับเคลื่อนการสรุปผลการดำเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ ระดับจังหวัดในรอบ ๑ ปี โดยให้มีการจัดทำเป็นรายงานประจำปีเพื่อเสนอรายงาน ต่อเจ้าคณะจังหวัดและคณะกรรมการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัดภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป และ ให้รายงามตามลำดับต่อไปยังระดับภาค ระดับหน และที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขณะเดียวกันในการขับเคลื่อนของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัดทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้าน สุขภาพอนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้าน การศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญู กตเวทิตาธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้าน และ
[๑๗๕] เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าความพอเพียงนั้นประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี บนพื้นฐานของการมี ความรู้คู่กับคุณธรรม ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วก็จะพบว่าในแต่ละด้านของหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็จะมีคุณลักษณะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนพัฒนา ทั้ง 8 มิติของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ดังนี้ 1. มิติของความพอประมาณหรือความพอดีจะมุ่งพัฒนาเชิง พฤติกรรมหรือการกระทำของประชาชน 5 ด้าน คือ 1) ผลทางด้านจิตใจ มุ่งพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนมี สติ มีปัญญา มีจิตสำนึกที่ดี มีเมตตา เอื้ออาทร มีความเข้าใจและประนีประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม 2) ผลทางด้านสังคม มุ่งพัฒนาให้ประชาชนแลธพุทธศาสนิกชน ดำเนินชีวิตบนทางสายกลางและก่อให้เกิดความพอประมาณหรือพอดีในทุกระดับ ของสังคม ๓) ผลทางด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนอยู่อย่างพอดี พอมีพอกิน ไม่หรูหรา ฟุ่มเฟือย 4) ผลทางด้านเทคโนโลยี มุ่งพัฒนาให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนรู้ถึงการพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สอดคล้องเป็น ประโยชน์กับชุมชนและสภาพแวดล้อม ๕) ผลทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งพัฒนาให้ ประชาชนและพุทธศาสนิกชนใช้ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เกิดความยั่งยืนสูงสุด 2. มิติของความมีเหตุผล มุ่งพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชน เกิดความรอบคอบ ซื่อตรง และไม่โลภมาก 3. มิติของการมีภูมิคุ้มกันที่ดี มุ่งพัฒนาให้ประชาชนเกิดการ เตรียมพร้อมรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ๔. มิติด้านความรู้คู่คุณธรรม มุ่งพัฒนาให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนใช้ชีวิตด้วยความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต มี ความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต นอกจากนั้นการพัฒนาที่จะสามารถก่อให้เกิดผลในเชิงพฤติกรรมหรือ การกระทำที่สะอาด บริสุทธิ์ของประชาชนหรือพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือกิจกรรมของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) นั้น หากจะย่อรวม
[๑๗๖] จาก 8 มิติสำคัญตามพันธกิจ ผสานเข้ากับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ หลักทางสายกลางหรือมรรคมีองค์ 8 แล้ว ก็เห็นควรว่าน่าจะมีการพัฒนาใน 3 เรื่องหรือ 3 มิติสำคัญตามหลักไตรสิกขา ดังนี้ 1. การพัฒนาศีลหรืออธิศีลสิกขา เป็นการพัฒนาสัมมากัมมนตะ สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะ เพื่อขัดเกลากิเลสให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างสันติสุข และเกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้อื่นในสังคม มีการทำมาหาเลี้ยงชีวิตโดย ทางสุจริต ไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อความเดือดร้อนเสียหาย และปราศจากการก่อวจีกรรม ทั้งนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยและสันติสุขของชุมชน และสังคม ๒. การพัฒนาสมาธิหรืออธิจิตสิกขา เป็นการพัฒนาสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดคุณธรรมจริยธรรมที่สูงขึ้น มีความรอบรู้ รอบคอบ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งโลภะ โทสะ และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ จากภายนอกซึ่งอาจจะทำให้จิตมีความเศร้าหมอง ขุ่นมัว และเดือดร้อนใจได้ 3. การพัฒนาปัญญาหรืออธิปัญญาสิกขา เป็นการพัฒนาสัมมาทิฏฐิ หรือความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาสังกัปปะหรือความคิดที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความรู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้เท่ารู้ทัน รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งทั้งหลาย กล่าวได้ว่า ในการขับเคลื่อนและพัฒนานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ ถูกต้อง การมีสัมมาสังกัปปะหรือความคิดที่ถูกต้อง การมีสัมมาวาจาหรือวาจาที่ ถูกต้อง การมีสัมมากัมมันตะหรือการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง การมีสัมมาอาชีวะ หรือมีการหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง การมีสัมมาวายามะหรือมีความเพียรที่ถูกต้อง การ มีสัมมาสติหรือการรู้เท่าทันสภาวะทางอารมณ์ และการมีสัมมาสมาธิหรือการมี ปัญญาที่พร้อมจะแก้ไขในทุกปัญหาอุปสรรค การจัดการชุมชนเชิงพุทธบูรณาการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมการเตรียมยกระดับการ ขับเคลื่อนและพัฒนาผ่านการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) กับแกนนำ หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ ความ
[๑๗๗] เข้าใจ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเตรียมยกระดับการขับเคลื่อนพัฒนาหน่วย อบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบความรู้ ความ เข้าใจ และแนวทางที่จะนำไปสู่การประยุกต์ใช้รูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนว เศรษฐกิจพอเพียงบนฐานการขับเคลื่อนของโครงการประชารัฐ ประกอบด้วย 1. การเรียนรู้อดีต เป็นกิจกรรมทบทวนข้อมูล ข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ จากการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ในช่วงเวลาที่ผ่าน มา แล้วนำมาสะท้อนหรือเสนอต่อที่ประชุมตามพันธกิจทั้ง 8 ด้าน พบว่าปัญหาที่ ยังคงมีอยู่ในหมู่บ้านและชุมชน ประกอบด้วย 1) การเข้าวัดรักษาศีลของคนในชุมชนหมู่บ้านมีจำนวนที่น้อยลง 2) พระภิกษุ สามเณร และประชาชนในหลายชุมชนหมู่บ้าน เจ็บป่วยมากขึ้น 3) ทางเลือกในการประกอบสัมมาชีพและการสร้างรายได้มีความ ยากลำบาก 4) เกิดความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง ร้าวลึกลงไปถึงระดับครอบครัว 5) โรงเรียนวัดในชนบทหลายแห่งกลายเป็นโรงเรียนร้าง 6) เกิดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางฐานะและเศรษฐกิจเพิ่ม มากขึ้น 7) ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้อยู่กับลูกหลาน 8) เกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ส่วนความรัก ความสามัคคีลดลง 2. การเรียนรู้และเข้าใจในสภาพปัญหา การเรียนรู้และเข้าใจในสภาพ ปัญหาเป็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่แกนนำหน่วย อบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ค้นพบจากพื้นที่ของตนเอง แล้วนำมา วิเคราะห์ถึงเหตุและปัจจัย รวมถึงแนวทางในการแก้ไขหรือพัฒนาที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1) การอยู่ร่วมกันในสังคมยุคปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมที่มีการแข่งขัน ค่อนข้างสูงซึ่งทำให้คนมีเวลาในการเข้าวัดรักษาศีลน้อยลง ฉะนั้นจะต้องเพิ่มความ เข้มข้นในโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน หรือการส่งเสริม สนับสนุน ให้คนรุ่นใหม่เข้าวัดมากขึ้น 2) ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชนหมู่บ้านมีมาก ขึ้น แม้แต่พระภิกษุที่อยู่ในวัดก็มีการเจ็บป่วยบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการ
[๑๗๘] บริโภคของคนเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับในภาคการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งที่มาของ อาหารก็มีการใช้สารเคมีมากขึ้น ฉะนั้นเห็นควรที่จะให้กันกลับมาทำเกษตรวิถีพุทธ หรือเกษตรแบบธรรมชาติ ที่จะทำให้มีการรบรวน เบียดเบียน หรือรังแกธรรมชาติ น้อยลง สำหรับในเรื่องของสุขภาพพระสงฆ์นั้นเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ขอให้มี การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตามโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก” 3) ทางเลือกในการประกอบสัมมาชีพและการสร้างรายได้มีความ ยากลำบาก เนื่องจากมีการแก่งแย่งแข่งขันหรือช่วงชิงกันมากขึ้น ประกอบกับ ทรัพยากร เช่น ที่ดิน ตำแหน่งงาน หรือแหล่งที่มาของรายได้มีจำกัด ฉะนั้นเห็น ควรที่จะสนับสนุนให้เกิดการใช้พื้นที่ให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพ เช่น การ สานต่อโครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ การแปรรูปสินค้าเกษตร หรือการสร้าง มูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีในชุมชนหมู่บ้าน 4) ปัญหาความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ก็มีมากขึ้น เนื่องจากสังคมไทยมีความแตกแยกทางการเมืองมานานนับสิบปีและร้าวลึกลงไป ถึงระดับครอบครัว ที่ผ่านมามีโครงการ/กิจกรรมที่หน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ในด้านนี้ คือ โครงการ สนับสนุนหน่วยบริการประชาชนช่วงเทศกาล โครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม ผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะโครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองที่เป็นโครงการที่จะ ก่อให้เกิดสันติสุขเกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้าน 5) การจัดการศึกษาในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงจนทำให้โรงเรียน วัดในชนบทหลายแห่งกลายเป็นโรงเรียนร้าง ซึ่งนอกจากจะมีเด็กเกิดน้อยแล้ว ค่านิยมในปัจจุบันยังนิยมที่จะส่งลูกหลานไปเรียนในเมืองใหญ่หรือตามโรงเรียน ขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์การศึกษา ฉะนั้นเห็นควรที่จะ สนับสนุนให้โครงการ อ.ป.ต. ปันน้ำใจให้โรงเรียนและโครงการมอบทุนการศึกษา แก่เยาวชนดำเนินการสืบเนื่องต่อไป โดยเฉพาะโครงการ 1 วัด 1 ทุนที่คณะสงฆ์ ระดับจังหวัดได้สนับสนุนในลักษณะของการศึกษาสงเคราะห์ให้กับพระภิกษุ สามเณร และบุตรหลานที่เป็นพุทธศาสนิกชนของจังหวัด 6) โลกบริโภคนิยมทำให้เกิดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำใน ชุมชน หมู่บ้านและสังคมและเป็นสาเหตุทำให้มีผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ถูกทิ้งอยู่ข้าง หลังเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาที่ประชุมกลุ่มย่อยเห็นว่าการขับเคลื่อนด้านสาธารณ สงเคราะห์เพื่อพัฒนาสังคมที่ยังยืนที่คณะสงฆ์ระดับจังหวัด จัดโครงการแบ่งปัน
[๑๗๙] น้ำใจช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ ซึ่งมีการระดมความช่วยเหลือทั้งด้าน ปัจจัย (เงิน) รวมถึงข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคไปสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่ถูกทอดทิ้งหรือได้รับผลจาก ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนหมู่บ้าน 7) เนื่องจากมีการแข่งขันสูงประกอบกับภาวะทางเศรษฐกิจที่มี ความซับซ้อน ผันผวน และมีการแก่งแย่งแข่งขัน ทำให้ผู้สูงอายุถูกพลัดพรากมาก ขึ้น และเกิดภาวะครอบครัวแหว่งกลางหรือครอบครัวที่ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้อยู่กับ ลูกหลาน และคนในกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ถูกดึงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและ อุตสาหกรรมการบริการมากขึ้น โครงการคนไทยหัวใจกตัญญูของคณะสงฆ์ระดับ จังหวัดเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ โดยปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องของความกตัญญูกตเวที และทุก ๆ ปี ทุก ๆ วัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกพื้นที่ก็จะมีกิจกรรมวันครอบครัวและ กิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รวมถึงมีการจัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน 8) ผลจากความแตกแยกทางการเมืองมานานนับสิบปีและการ แก่งแย่งแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนในชุมชน หมู่บ้าน และสังคมเกิดความเห็น แก่ตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ความเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติ เป็นมิตรกัน เริ่มมีระยะห่างและมีช่องว่างมากขึ้น ความรัก สามัคคี และความสมัครสมานกลม เกลียวที่ดีดังเดิมก็เริ่มสั่นคลอน ที่ผ่านมาที่ประชุมกลุ่มย่อยเห็นว่าการสร้างสามัคคี โดยใช้หลักบวรที่ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียน/ ราชการ ซึ่งที่ผ่านมาคณะสงฆ์ ระดับจังหวัดได้มีการขับเคลื่อน พัฒนา และสานต่อโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข อย่างเข้มแข็งอยู่แล้ว จึงถือเป็นการขับเคลื่อนพัฒนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความ สมัครสมานสามัคคีที่เป็นไปตามหลักบวรอยู่แล้ว 3. การเตรียมยกระดับการขับเคลื่อนและพัฒนา การเตรียมยกระดับ การขับเคลื่อนและพัฒนาเป็นการร่วมวางแผนเพื่อยกระดับการขับเคลื่อนและ พัฒนา และร่วมกันหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาที่พบจากการทำงาน ให้มีความ เข้มแข็งทั้ง 8 ด้านนั้น มีดังนี้ 1) การยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และโครงการครู พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และหากจะมีการยกระดับที่เข้มข้นมากขึ้นก็จะต้องมี การขับเคลื่อนโครงการครูพระสอนศีลธรรมนอกโรงเรียนเพิ่มเข้ามาด้วย โดย เฉพาะที่คณะสงฆ์เคยดำเนินการมาแล้วซึ่งนั่นก็คือการรื้อฟื้นหรือยกระดับการ ดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ให้กลับมามีชีวิตอีก
[๑๘๐] ครั้ง และมีส่วนสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องศีลธรรม รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมสำหรับ เด็กและเยาวชน 2) สำหรับในเรื่องของสุขภาพพระสงฆ์และสุขภาพของชาวบ้าน ชาววัดนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น คณะสงฆ์ระดับจังหวัดขอให้มีการขับเคลื่อน ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตามโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระ คิลานุปัฏฐาก” ให้ครบทุกหน่วย อ.ป.ต. 3) การยกระดับโครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ การต่อยอดจากโครงการเกษตรวิถีพุทธหรือเกษตรแบบธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ให้ เพิ่มมากขึ้น และควรพลิกฟื้นพื้นที่ว่างเปล่าในบริเวณวัดจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้ เกษตรธรรมชาติหรือเกษตรเชิงพุทธให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ และศึกษาดูงานเป็นสวนต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรมให้ความรู้การแปรรูปสินค้า เกษตร หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีในชุมชนหมู่บ้าน 4) การยกระดับโครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เพื่อสร้าง สันติสุขและลดปัญหาความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ในชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดชุมชนหมู่บ้าน เกิดความเข้มแข็งและสันติสุขครอบคลุมทุกอำเภอ 5) การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนากองทุน “บุญนิธิเพื่อ การศึกษา” เพื่อระดมทุนและมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน โดยเฉพาะโครงการ 1 วัด 1 ทุน ที่คณะสงฆ์นครสวรรค์ได้สนับสนุนในลักษณะของการศึกษาสงเคราะห์ ให้กับพระภิกษุ สามเณร และบุตรหลานชาวบ้านชาววัดที่เป็นพุทธศาสนิกชนของ จังหวัดนครสวรรค์ให้ได้รับการศึกษาในระดับที่สูงยิ่งขึ้น 6) การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนาด้านสาธารณสงเคราะห์ เพื่อพัฒนาสังคมที่ยังยืนของคณะสงฆ์ระดับจังหวัด ตามโครงการแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ ซึ่งมีการระดมความช่วยเหลือทั้งด้านปัจจัย (เงิน) รวมถึงข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคไปสนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วย ติดเตียง ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่ถูกทอดทิ้งหรือได้รับผลจากความเหลื่อมล้ำ ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนหมู่บ้านให้ครอบคลุม ทั่วถึง และทันต่อ สถานการณ์มากขึ้น โดยจัดโครงการสัญจรให้ครบทุกอำเภอและขยายลึกลงถึง ระดับตำบล หมู่บ้าน 7) การยกระดับโครงการคนไทยหัวใจกตัญญูของคณะสงฆ์ นครสวรรค์สนับสนุนการจัดงานวันครอบครัว กิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รวมถึง
[๑๘๑] มีการจัดอุปสมบทและการบรรพชาหมู่สามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อเป็นการสืบสาน ส่งเสริมความกตัญญูกตเวที และสืบทอดพระพุทธศาสนา 8) การยกระดับการขับเคลื่อนพัฒนาและสานต่อโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขของคณะสงฆ์ระดับจังหวัด เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคี และการบูรณาการของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) และหน่วยงาน ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในจังหวัดนครสวรรค์ ให้มี ส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน และเป็นไปตามหลักบวร บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป 4. การสร้างสมดุล ความยั่งยืน และการสร้างเครือข่าย การสร้าง สมดุลและความยั่งยืนรวมถึงการสร้างเครือข่ายเป็นการนำแนวทางในการ ขับเคลื่อนและพัฒนาที่มาผสานรวมเป็น 1 ชุดความรู้ และสร้างเครือข่ายเพื่อเพิ่ม พลังในการพัฒนา ประกอบด้วย 1) การยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และโครงการครู พระสอนศีลธรรมในโรงเรียนและนอกโรงเรียนผ่านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวัน อาทิตย์ (ศพอ.) 2) การยกระดับการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตาม โครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก” 3) การยกระดับโครงการเกษตรวิถีพุทธหรือเกษตรแบบ ธรรมชาติ และการฝึกอบรมการแปรรูปสินค้าเกษตรหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก เศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชนหมู่บ้าน 4) การยกระดับโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เพื่อให้ ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีจิตอาสา จิตสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชน หมู่บ้านเกิดความเข้มแข็งและสันติสุข 5) การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนากองทุน “บุญนิธิเพื่อ การศึกษา” เพื่อระดมทุนและมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร และ เยาวชนลูกหลานชาวบ้านชาววัด 6) การยกระดับและขับเคลื่อนโครงการแบ่งปันน้ำใจช่วยเหลือ ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ 7) การยกระดับโครงการคนไทยหัวใจกตัญญู 8) การยกระดับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลักบวร บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป
[๑๘๒] ขณะเดียวกันเพื่อให้การพัฒนาชุมชนหมู่บ้านเป็นไปและสอดคล้อง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการพัฒนาตามประชารัฐของรัฐบาลที่ มุ่งเน้นให้ประชาชนดำเนินชีวิตแบบพอดีพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันและมี ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป อีกทั้งยังเป็นความสอดคล้องและสัมพันธ์และเป็นไป ตามหลักของทางสายกลางหรือหลักมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธองค์ได้ทรงมอบ ให้กับพุทธศาสนิกชนมาเป็นเครื่องนำทางแห่งชีวิต ที่ประชาชนในชุมชนหมู่บ้าน จะต้องมีสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง การมีสัมมาสังกัปปะหรือความคิดที่ ถูกต้อง การมีสัมมาวาจาหรือวาจาที่ถูกต้อง การมีสัมมากัมมันตะหรือการประพฤติ ปฏิบัติที่ถูกต้อง การมีสัมมาอาชีวะหรือมีการหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง การมี สัมมาวายามะหรือมีความเพียรที่ถูกต้อง การมีสัมมาสติหรือการรู้เท่าทันสภาวะ ทางอารมณ์ และการมีสัมมาสมาธิหรือการมีปัญญาที่พร้อมจะแก้ไขในทุกอุปสรรค ปัญหาในการดำเนินชีวิตนั้น หากจะมีการยกระดับการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หมู่บ้านของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ทั้ง 8 มิติสำคัญตามพันธ กิจ รวมถึงการผสานเข้ากับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทางสายกลาง หรือมรรคมีองค์ 8 แล้ว ก็เห็นควรว่าน่าจะมีการพัฒนาใน 3 เรื่องหรือ 3 มิติ สำคัญที่เป็นไปและสอดคล้องตามหลักไตรสิกขา และเป็นข้อสรุปในการขับเคลื่อน และพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้านต้นแบบ ที่ประสานร่วมมือกันเป็น เครือข่ายการพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบน ฐานการขับเคลื่อนตามแนวประชารัฐ หรือความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน โดยควรดำเนินการใน 3 ส่วนสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีศีล รักษาศีล หรือมีอธิศีลสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ได้แก่ การยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และโครงการครูพระสอนศีลธรรม ในโรงเรียนและนอกโรงเรียนผ่านการขับเคลื่อนพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ (ศพอ.) การพัฒนาด้านสุขภาพอนามัย คือ การยกระดับการขับเคลื่อน ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตามโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระคิ ลานุปัฏฐาก” การพัฒนาด้านการพัฒนาสัมมาชีพ คือ การยกระดับโครงการเกษตร วิถีพุทธหรือเกษตรแบบธรรมชาติ และการฝึกอบรมการแปรรูปสินค้าเกษตรหรือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชนหมู่บ้าน และการพัฒนาด้านการ สร้างสามัคคีธรรม คือ การยกระดับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลักบวร
[๑๘๓] บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ถือเป็นการพัฒนา สัมมากัมมนตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ เพื่อขัดเกลากิเลสให้สามารถอยู่ร่วมกัน ในสังคมได้อย่างสันติสุข และเกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้อื่นในสังคม มีการทำมาหาเลี้ยง ชีวิตโดยทางสุจริต ไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อความเดือดร้อน เสียหาย และปราศจากการก่อวจีกรรม ทั้งนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยและสันติสุข ของชุมชนและสังคม ๒. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีจิต อาสา จิตสาธารณะ ที่มาจากกระบวนการฝึกจิตภาวนา วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือมี อธิจิตสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาด้านการเสริมสร้างสันติสุข คือ การยกระดับ โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เพื่อให้ชุมชนหมู่บ้านเกิดความเข้มแข็งและ สันติสุข การพัฒนาด้านการสาธารณสงเคราะห์ คือ การยกระดับและขับเคลื่อน โครงการแบ่งปันน้ำใจช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ และการพัฒนาด้านการ ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตาธรรม คือ การยกระดับโครงการคนไทยหัวใจกตัญญู ถือเป็นการพัฒนาสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดคุณธรรม จริยธรรมที่สูงขึ้น มีความรอบรู้ รอบคอบ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งโลภะ โทสะ และ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบจากภายนอกซึ่งอาจจะทำให้จิตมีความเศร้าหมอง ขุ่น มัว และเดือดร้อนใจได้ 3. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มี ปัญญา หรือมีอธิปัญญาสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาในด้านการศึกษาสงเคราะห์ คือ การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนากองทุน “บุญนิธิเพื่อการศึกษา” เพื่อระดม ทุนและมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร และเยาวชนลูกหลานชาวบ้านชาว วัด ให้ได้รับการพัฒนาสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาสังกัปปะหรือ ความคิดที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่ารู้ทัน รู้องค์ประกอบ รู้เหตุ ปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย กล่าวโดยสรุป การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการ ขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ในการจัดการชุมชนเชิง พุทธบูรณาที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงขึ้น สามารถสรุปได้ ดังนี้
[๑๘๔] แผนภาพที่ 7.1 การพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการ๘ การขับเคลื่อนพัฒนาของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ของคณะสงฆ์ระดับจังหวัด เป็นการขับเคลื่อนตามแนวประชารัฐเนื่องจากเป็นการ ขับเคลื่อนตาม “หลักบวร” ซึ่งต้องอาศัยกลไกความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมจาก ๘ อัครเดช พรหมกัลป์, พระราชรัตนเวที และรัตติยา เหนืออำนาจ. “ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงกับการขับเคลื่อนหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ในการพัฒนา สังคมเชิงพุทธบูรณาการภายใต้การขับเคลื่อน ตามแนวประชารัฐ”. วารสารสันติศึกษา ปริทรรศน์ มจร, ปีที่ 8 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2563): 2439-2451
[๑๘๕] ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และกลุ่ม ภาคีเครือข่าย เช่น สมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกัน พัฒนาชุมชนหมู่บ้านทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพ อนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษา สงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตา ธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน ในการขับเคลื่อนทั้ง 8 ด้านนั้นยังมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับการขับเคลื่อน พัฒนาตามแนวประชารัฐที่รัฐบาลมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนส่งเสริม สนับสนุน ให้ ประชาชนและชุมชนดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะสำคัญ คือ ความพอดีพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันใน ตัวที่ดี บนพื้นฐานของการมีความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วก็จะพบว่าใน แต่ละด้านของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็จะมีคุณลักษณะสำคัญที่ เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนพัฒนาทั้ง 8 มิติของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) คือ 1. มิติของความพอประมาณหรือความพอดี ซึ่งมีตัวบ่งชี้การพัฒนาที่ สามารถก่อให้เกิดผลในเชิงพฤติกรรมหรือการกระทำของประชาชนที่เข้าร่วม โครงการหรือกิจกรรมของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ใน 5 ประการ คือ 1) ผลทางด้านจิตใจ หลังจากที่หน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) ได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาในด้านศีลธรรมโดยเฉพาะการขับเคลื่อน โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนมี สติ มีปัญญา มีจิตสำนึกที่ดี มีเมตตา เอื้ออาทร มีความเข้าใจและประนีประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม สามารถพึ่งตนเองได้ซึ่งผลข้างต้นจะตอบโจทย์การ พัฒนาด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการปลูกฝัง ความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและ หมู่บ้าน 2) ผลทางด้านสังคม หลังจากที่หน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) ได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาใน 8 ด้าน จะทำให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนดำเนินชีวิตบนทางสายกลางและก่อให้เกิดความพอประมาณหรือ พอดีในทุกระดับของสังคม โดยเริ่มจากครอบครัวชุมชนและสังคมจะเกิดการ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เกิดความร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเข้มแข็ง รู้จักผนึกกำลัง
[๑๘๖] ประสานความสามัคคีกัน และสำคัญมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดจาก รากฐานที่มั่นคงและแข็งแรง ซึ่งผลข้างต้นจะตอบโจทย์การพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการ เสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการ ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นใน ชุมชนและหมู่บ้าน ๓) ผลทางด้านเศรษฐกิจ หลังจากที่หน่วยอบรมประชาชนประจำ ตำบล (อ.ป.ต.) ได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาใน 8 มิติจะทำให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนเกิดการอยู่อย่างพอดี พอมีพอกิน ไม่หรูหรา ฟุ่มเฟือย ซึ่งผลข้างต้น จะตอบโจทย์การพัฒนาด้านสัมมาชีพ ด้านสุขภาพอนามัยและด้านการสาธารณ สงเคราะห์ 4) ผลทางด้านเทคโนโลยี หลังจากที่หน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล (อ.ป.ต.) ได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาใน 8 ด้าน จะทำให้ประชาชนและ พุทธศาสนิกชนรู้ว่าความเหมาะสมสอดคล้องกับภาวะและความต้องการของชุมชน หมู่บ้าน และควรดำรงอยู่อย่างไร และจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นให้สอดคล้องเป็นประโยชน์กับชุมชนและสภาพแวดล้อม ซึ่งผลข้างต้นจะ ตอบโจทย์การพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพ อนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษา สงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตา ธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้าน ๕) ผลทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ได้มีการขับเคลื่อนพัฒนาใน 8 ด้าน ทำให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนมีความตระหนักในการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ตลอดจน จะเกิดการรณรงค์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด ซึ่งผล ข้างต้นจะตอบโจทย์การพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้าน สุขภาพอนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้าน การศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญู กตเวทิตาธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้าน 2. มิติของความมีเหตุผล ซึ่งมีตัวบ่งชี้การพัฒนาที่สามารถก่อให้เกิดผล ในเชิงพฤติกรรมหรือการกระทำของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมของ
[๑๘๗] หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในมิติ ต่าง ๆ นั้น ที่จะเป็นไปอย่างมีเหตุผล มีการพิจารณาจากเหตุและปัจจัยรวมถึง ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเกิดความรอบคอบ ซื่อตรง และไม่โลภมาก ผลข้างต้นจะ ตอบโจทย์การพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพ อนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษา สงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตา ธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้าน 3. มิติของการมีภูมิคุ้มกันที่ดี เหตุผล ซึ่งมีตัวบ่งชี้การพัฒนาที่สามารถ ก่อให้เกิดผลในเชิงพฤติกรรมหรือการกระทำของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการหรือ กิจกรรมของหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) จะเกี่ยวข้องกับการ เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เป็นพลวัตร โดยมิใช่แต่ว่าคำนึงถึงเหตุการณ์และผลในปัจจุบันเท่านั้น แต่ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น ในอนาคตทั้งใกล้และไกลภายใต้ข้อจำกัดของความรู้ที่มีอยู่ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นข้างต้น จะตอบโจทย์การพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพ อนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้านการเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษา สงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตา ธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชนและหมู่บ้าน ๔. มิติที่เป็นเงื่อนไขประกอบการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะให้ประชาชนในทุกพื้นที่ใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตอยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้อง อาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ๒ เงื่อนไข และมิติการพัฒนาทั้ง 8 มิติ คือ ด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการพัฒนาสัมมาชีพ ด้าน การเสริมสร้างสันติสุข ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้าน การปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และด้านการสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้น ในชุมชนและหมู่บ้านนั้น จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนนั้นก่อเกิดทั้งความรู้ และคุณธรรมในการดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกันในชุมชนหมู่บ้าน ขณะเดียวกันจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Work shop) แกนนำ หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) จำนวน 100 รูปหรือคน เพื่อหา แนวทางที่จะนำไปสู่การประยุกต์ใช้รูปแบบการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจ พอเพียงบนฐานการขับเคลื่อนของโครงการประชารัฐ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกัน ๔ ขั้นตอนคือ การรู้อดีต การเรียนรู้และเข้าใจในสภาพปัญหาปัจจุบัน การ
[๑๘๘] เตรียมการสร้างสรรค์และพัฒนา และสุดท้ายคือการสร้างสมดุลสุขอย่างยั่งยืนและ เครือข่าย แล้วได้ข้อสรุปร่วมกันว่า โครงการที่เป็นแกนหลักที่จะต้องมีการยกระดับ การขับเคลื่อนพัฒนาให้มีความเข้มข้นมากขึ้นตามพันธกิจทั้ง 8 ด้านของหน่วย อบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) นั้น ประกอบด้วย 1. การยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และโครงการครูพระสอน ศีลธรรมในโรงเรียนและนอกโรงเรียนผ่านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.ว.) 2. การยกระดับการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตามโครงการ พัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก” 3. การยกระดับโครงการเกษตรวิถีพุทธหรือเกษตรแบบธรรมชาติ และการฝึกอบรมการแปรรูปสินค้าเกษตรหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุ เหลือใช้ในชุมชนหมู่บ้าน 4. การยกระดับโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เพื่อให้ประชาชน และพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีจิตอาสา จิตสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนหมู่บ้านเกิด ความเข้มแข็งและสันติสุข 5. การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนากองทุน “บุญนิธิเพื่อการศึกษา” เพื่อระดมทุนและมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร และเยาวชนลูกหลาน ชาวบ้านชาววัด 6. การยกระดับและขับเคลื่อนโครงการแบ่งปันน้ำใจช่วยเหลือผู้ป่วย ติดเตียงและผู้ยากไร้ 7. การยกระดับโครงการคนไทยหัวใจกตัญญู 8. การยกระดับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลักบวร บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นอกจากนั้นเพื่อให้การพัฒนาชุมชนหมู่บ้านเป็นไปและสอดคล้องตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการพัฒนาตามประชารัฐของรัฐบาลที่ มุ่งเน้นให้ประชาชนดำเนินชีวิตแบบพอดีพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันและมี ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป อีกทั้งยังเป็นความสอดคล้องและสัมพันธ์และเป็นไป ตามหลักของทางสายกลางหรือหลักมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธองค์ได้ทรงมอบ ให้กับพุทธศาสนิกชนมาเป็นเครื่องนำทางแห่งชีวิต ที่ประชาชนในชุมชนหมู่บ้าน จะต้องมีสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง การมีสัมมาสังกัปปะหรือความคิดที่ ถูกต้อง การมีสัมมาวาจาหรือวาจาที่ถูกต้อง การมีสัมมากัมมันตะหรือการประพฤติ
[๑๘๙] ปฏิบัติที่ถูกต้อง การมีสัมมาอาชีวะหรือมีการหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง การมี สัมมาวายามะหรือมีความเพียรที่ถูกต้อง การมีสัมมาสติหรือการรู้เท่าทันสภาวะ ทางอารมณ์ และการมีสัมมาสมาธิหรือการมีปัญญาที่พร้อมจะแก้ไขในทุกปัญหา อุปสรรคนั้น แกนนำหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) ยังมีข้อสรุป ร่วมกันว่าในการยกระดับการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนหมู่บ้านของหน่วยอบรม ประชาชนประจำตำบล (อ.ป.ต.) จาก 8 มิติสำคัญตามพันธกิจเมื่อผสานเข้ากับ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักทางสายกลางหรือมรรคมีองค์ 8 แล้ว ก็ เห็นควรว่าน่าจะมีการพัฒนาใน 3 เรื่องหรือ 3 มิติสำคัญ ซึ่งมีความเป็นไปและ สอดคล้องตามหลักไตรสิกขา คือการพัฒนาศีล สมาธิ และปัญญา และเป็นข้อสรุป ในการขับเคลื่อนและพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็นชุมชนหมู่บ้านต้นแบบที่จะ ประสานร่วมมือกันเป็นเครือข่ายการพัฒนาสังคมเชิงพุทธบูรณาการตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนฐานการขับเคลื่อนตามแนวประชารัฐบนพื้นฐานของ ความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งตามแนวประชารัฐหรือตามหลักบวร ดังต่อไปนี้ 1. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีศีล รักษาศีล หรือมีอธิศีลสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม คือ การยกระดับโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 และโครงการครูพระสอนศีลธรรมใน โรงเรียนและนอกโรงเรียนผ่านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.ว.) การ พัฒนาด้านสุขภาพอนามัย คือ การยกระดับการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพ พระสงฆ์ตามโครงการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ “หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก” การ พัฒนาด้านการพัฒนาสัมมาชีพ คือ การยกระดับโครงการเกษตรวิถีพุทธหรือ เกษตรแบบธรรมชาติ และการฝึกอบรมการแปรรูปสินค้าเกษตรหรือการสร้าง มูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชนหมู่บ้าน และการพัฒนาด้านการสร้าง สามัคคีธรรม คือ การยกระดับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ตามหลักบวร บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ถือเป็นการพัฒนาสัมมา กัมมนตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ เพื่อขัดเกลากิเลสให้สามารถอยู่ร่วมกันใน สังคมได้อย่างสันติสุข และเกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้อื่นในสังคม มีการทำมาหาเลี้ยง ชีวิตโดยทางสุจริต ไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อความเดือดร้อน เสียหาย และปราศจากการก่อวจีกรรม ทั้งนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยและสันติสุข ของชุมชนและสังคม
[๑๙๐] ๒. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีจิต อาสา จิตสาธารณะ ที่มาจากกระบวนการฝึกจิตภาวนา วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือมี อธิจิตสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาด้านการเสริมสร้างสันติสุข คือ การยกระดับ โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เพื่อให้ชุมชนหมู่บ้านเกิดความเข้มแข็งและ สันติสุข การพัฒนาด้านการสาธารณสงเคราะห์ คือ การยกระดับและขับเคลื่อน โครงการแบ่งปันน้ำใจช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ และการพัฒนาด้านการ ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทิตาธรรม คือ การยกระดับโครงการคนไทยหัวใจกตัญญู ถือเป็นการพัฒนาสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดคุณธรรม จริยธรรมที่สูงขึ้น มีความรอบรู้ รอบคอบ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งโลภะ โทสะ และ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบจากภายนอกซึ่งอาจจะทำให้จิตมีความเศร้าหมอง ขุ่น มัว และเดือดร้อนใจได้ 3. การยกระดับการพัฒนาให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนเป็นผู้มี ปัญญา หรือมีอธิปัญญาสิกขา โดยยกระดับการพัฒนาในด้านการศึกษาสงเคราะห์ คือ การยกระดับและขับเคลื่อนพัฒนากองทุน “บุญนิธิเพื่อการศึกษา” เพื่อระดม ทุนและมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร และเยาวชนลูกหลานชาวบ้านชาว วัด ให้ได้รับการพัฒนาสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาสังกัปปะหรือ ความคิดที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง รู้ชัด รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่ารู้ทัน รู้องค์ประกอบ รู้เหตุ ปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย
บทที่ 8 การจัดการวัดสู่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน พระพุทธศาสนาจึงนับเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทยทุกสาขา โดยมีวัดหรือศาสนสถานที่อันเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้วัดยังเป็นสถานศึกษาทั้งในอดีตจนถึง ปัจจุบัน และยังเป็นสถานที่อเนกประสงค์ที่พุทธศาสนิกชนเข้าไปใช้ประโยชน์ ใน การอบรมถ่ายทอดความรู้ศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ วัดจึงมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมให้ เจริญ และสำคัญเป็นอย่างมาก ในการเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทยทุกชุมชน นอกจากนี้วัดและพระสงฆ์นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ทำให้ พุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาเลื่อมใสในหลักธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า และยังมีส่วนสำคัญต่อวิถีชีวิตของชนชาวไทยเป็นอย่างมากใน การถ่ายทอดศีลธรรมจริยธรรม วัฒนธรรม และประเพณีไปสู่ชุมชน โดยอาศัย สถานที่วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม ๑ แนวคิดเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 1. แนวคิดการจัดการศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการ เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนในชุมชน เป็นสถานที่ที่เสริมสร้างโอกาสในการ เรียนรู้ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนประสบการณ์วิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาของชุมชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งบริการชุมชนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความ ต้องการของประชาชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิตของคนในชุมชน ให้ ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และมุ่งการพัฒนา แบบพึ่งตนเอง๒ การเรียนรู้จากศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้รับการศึกษาตามรูปแบบที่ต้องการ มีความยืดหยุ่นหลากหลายตามโอกาสและ ๑ เนื้อหาในบทนี้เป็นการถอดองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง “Knowledge Center: กระบวนการจัดการวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์” ๒ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, มาตรฐานศูนย์การ เรียนรู้ชุมชน, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549) หน้า 17.
[๑๘๘] สถานการณ์ เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น บริการ ข่าวสารขอ้มูลต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้ผู้เรียนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง ส่วนกิจกรรมการเรียนรู้สามารถจัดได้อย่างหลากหลายโดยศูนย์การเรียนรู้ ชุมชน จะมีส่วนสนับสนุนการเรียนรู้ของคนไทยอย่างเป็นระบบ และสามารถ เรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และเติมเต็มให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้อย่างแท้จริง โดยเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ เช่น จากวิทยากร จากสื่อวิทยุโทรทัศน์วิดีทัศน์ คอมพิวเตอร์ แบบเรียนสำเร็จรูป หนังสือพิมพ์ การ ประชุม หรือการอบรม เป็นต้น ทั้งนี้การจัดศูนย์การเรียนรู้ที่ดี ควรจะต้อง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนเป็นสำคัญ๓ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการ เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนในชุมชน เป็นสถานที่ที่เสริมสร้างโอกาสในการ เรียนรู้ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนประสบการณ์วิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาของชุมชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งบริการชุมชนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความ ต้องการของประชาชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิตของคนในชุมชน ให้ ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และมุ่งการพัฒนา แบบพึ่งตนเอง ซึ่งสามารถจำแนกรูปแบบของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนประเภทต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้ 1) ห้องแสดงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นส่วนที่แสดง ถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ จารีต ประเพณีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ แสดงออกถึงวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งมีอัตลักษณ์และความเชื่อประเพณีเป็นของ ท้องถิ่น ซึ่งห้องแสดงวัฒนธรรมมีการจัดแสดง เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต และวัฒนธรรมเครื่องแต่งกาย เป็นต้น 2) ห้องอินเตอร์เน็ตชุมชน เป็นส่วนที่ส่งเสริมการเรียนรู้เท่าทัน โลกของเทคโนโลยีที่ไร้พรมแดน และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี และจัดบริการสืบค้นเฉพาะที่เป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ 3) ห้องวิชาการชุมชน เป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนาฝึกอบรม หัวข้อต่าง ๆ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมกลุ่มพัฒนาความรู้ในชุมชน และเป็นห้อง ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ซึ่งจัดบริการแก่ชุมชน บุคคล หรือหน่วยงานภายนอก ๓ สนอง โลหิตวิเศษ, การศึกษาตลอดชีวิต, (กรุงเทพมหานคร: คณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2544). (อัดสำเนา).